คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7219/2554
#513192
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้ในมูลหนี้เงินทั้งหลายของลูกหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทุกประเภทไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ หรือมีเงื่อนไขก็ตามได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินทั้งปวงของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั้นได้รับการชำระสะสางไปภายในกรอบของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ และเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว จะทำให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้มาผูกพันกันตามที่กำหนดไว้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ส่วนหนี้อื่น ๆ ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้นั้นลูกหนี้จะได้รับการปลดเปลื้องไป และต่อมาเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากลูกหนี้ได้ปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้ว ในส่วนหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ลูกหนี้ก็คงต้องรับผิดเฉพาะหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว ซึ่งยังค้างชำระอยู่ตามที่กำหนดไว้ในแผน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้ตกลงผูกพันตนเข้าค้ำประกันหนี้ที่จำเลยมีต่อบริษัท ท. ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงถือว่า มูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการอันเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์นั้น ก็เนื่องจากบริษัท ท. เจ้าหนี้ ได้ยื่นคำขอ รับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว ตามมาตรา 90/27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 101 ทั้งนี้เนื่องจากมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อบริษัท ท. และมูลหนี้ตามภาระค้ำประกันนั้นเป็นมูลหนี้จำนวนเดียวกัน หาใช่มูลหนี้ของโจทก์เป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ เมื่อต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและจำเลยได้ชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้ว และศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดตามแผนอีกต่อไป การที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ท. นั้น โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในการที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยในฐานะผู้ค้ำประกันที่ได้ชำระหนี้ไปหาได้ไม่ เนื่องจากหนี้ดังกล่าวนั้นจำเลยได้รับการปลดเปลื้องไปแล้ว โดยคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ทั้งโจทก์จะรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ในการที่จะสวมสิทธิของเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ในการฟื้นฟูกิจการของจำเลยในหนี้ที่ยังค้างอยู่ก็ไม่อาจทำได้เนื่องจากจำเลยได้ชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,197,327.72 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,710,345 บาท จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินบริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) โดยมีโจทก์และนายบุณย์เอก เป็นผู้ค้ำประกัน โดยโจทก์และนายบุณย์เอกรับผิดในวงเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาในปี 2542 จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ฟ้องจำเลย โจทก์และนายบุณย์เอกต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ง. 327/2543 ระหว่างพิจารณาปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ และต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และจำเลยได้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการครบถ้วน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 ส่วนในคดีของศาลแพ่งนั้น ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยออกจากสารบบความ ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวบริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นคำขอชำระหนี้เต็มจำนวน และโจทก์ได้ยื่นคำขอชำระหนี้ในภาระค้ำประกันในจำนวนที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ เนื่องจากเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว ส่วนในคดีแพ่งนั้นศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์และนายบุณย์เอกร่วมกันชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,203,835.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จากต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ให้นำเงินที่จำเลยชำระให้แก่บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ตามเงื่อนไขในแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมาหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือให้หักชำระต้นเงินในวันดังกล่าวตามลำดับ และให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินส่วนที่เหลือจนกว่าจะชำระเสร็จ หากต่อมาปรากฏว่าจำเลยชำระหนี้เพิ่มเติมอีกเพียงใด ก็ให้นำมาหักในทำนองเดียวกัน และให้โจทก์กับนายบุณย์เอกรับผิดเฉพาะส่วนที่ขาด ทั้งนี้โจทก์ต้องรับผิดไม่เกิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาศาลแพ่งเป็นเงิน 3,710,345 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ในจำนวนเงินที่โจทก์ได้ชำระไปได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีหรือหนี้ที่จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้" มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ตามมาตรา 90/27" มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวทั้งสามมาตราแล้ว จะเห็นได้ว่า กฎหมายฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้ในมูลหนี้เงินทั้งหลายของลูกหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทุกประเภทไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ หรือมีเงื่อนไขก็ตาม ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินทั้งปวงของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั้นได้รับการชำระสะสางไปภายในกรอบของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ และเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว จะทำให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้มาผูกพันกันตามที่กำหนดไว้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ส่วนหนี้อื่น ๆ ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้นั้น ลูกหนี้จะได้รับการปลดเปลื้องไป และต่อมาเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากลูกหนี้ได้ปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้ว ในส่วนหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ลูกหนี้ก็คงต้องรับผิดเฉพาะหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว ซึ่งยังค้างชำระอยู่ตามที่กำหนดไว้ในแผน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้โจทก์ได้ตกลงผูกพันตนเข้าค้ำประกันหนี้ที่จำเลยมีต่อบริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงถือว่ามูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการอันเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระได้ตามมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์นั้น ก็เนื่องจากบริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว ตามมาตรา 90/27 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 101 ทั้งนี้เนื่องจากมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อบริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และมูลหนี้ตามภาระค้ำประกันนั้นเป็นมูลหนี้จำนวนเดียวกัน หาใช่มูลหนี้ของโจทก์เป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ เช่นนี้เมื่อต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและจำเลยได้ชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้ว และศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดตามแผนอีกต่อไป การที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 จำนวน 3,710,345 บาท นั้น โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในการที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยในฐานะผู้ค้ำประกันที่ได้ชำระหนี้ไปหาได้ไม่ เนื่องจากหนี้ดังกล่าวนั้นจำเลยได้รับการปลดเปลื้องไปแล้ว โดยคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ทั้งโจทก์จะรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ในการที่จะสวมสิทธิของเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ในการฟื้นฟูกิจการของจำเลยในหนี้ที่ยังค้างอยู่ก็ไม่อาจทำได้เนื่องจากจำเลยได้ชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้ว เช่นนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 วรรคหนึ่ง ม. 90/27 วรรคสอง ม. 90/60 ม. 90/75 ม. 101
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายปรีชา พรหมเพชร
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
รัตน กองแก้ว
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7203/2554
#511614
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยรูปสุนัข และคำว่า "BULLDOG" ที่ด้านล่างของรูปสุนัข ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมก็เป็นรูปสุนัข เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงต่างมีรูปสุนัขเป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมาย และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบก็เห็นได้ว่าเป็นรูปสุนัขยืนหันหน้าในท่าเดียวกัน รูปร่างลักษณะของสุนัขเป็นสุนัขพันธ์เดียวกันและคล้ายกันมากจนอาจเรียกได้ว่าเกือบเหมือนกัน ซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่พบความแตกต่าง แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีคำว่า "BULLDOG" ประกอบอยู่ด้วย ก็เห็นได้ชัดว่ารูปสุนัขเป็นสาระสำคัญและมีลักษณะโดดเด่นยิ่งกว่าคำประกอบ ทั้งรูปสุนัขก็ชัดเจนว่าเป็นสุนัขพันธุ์บูลด็อก สาธารณชนผู้ซื้อสินค้าอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยร่วมเช่นเดียวกันว่า "ตราสุนัข" หรือ "ตราหมา" หรือ "ตราหมาบูลด็อก" เมื่อนำมาใช้กับสินค้าชนิดเดียวกัน ย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเดียวกันหรือมีแหล่งกำเนิดของสินค้าจากแหล่งเดียวกัน เมื่อได้ความว่าจำเลยร่วมเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของต่างประเทศ เป็นผู้เชี่ยวชาญประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผงขัดหรือผงทรายแบบยืดหยุ่น โดยใช้รูปสุนัขที่ผู้ก่อตั้งบริษัทจำเลยร่วมได้คิดประดิษฐ์เป็นเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าของจำเลยร่วมมาตลอด และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2529 ในปี 2532 จำเลยร่วมได้นำสินค้าของจำเลยร่วมเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ผ่านบริษัทในประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยในขณะนั้นมีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่โจทก์จะนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในปี 2535 แสดงว่าจำเลยร่วมได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขบูลด็อกในประเทศไทยมาก่อนโจทก์ ทั้งการที่โจทก์เคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยร่วม โจทก์ย่อมรู้จักเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมมาก่อนที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เชื่อว่าโจทก์จงใจนำเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมมาขอจดทะเบียน เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต แม้โจทก์จะเคยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแต่ขาดต่ออายุก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลยร่วม จึงไม่มีเหตุสมควรที่โจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามคำขอได้ กรณีไม่ถือว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะขัดต่อรัฐประศาสโนบาย อันต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (9) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ เพราะการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดขัดต่อรัฐประศาสโนบายตามบทบัญญัติมาตรานี้ต้องพิจารณาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายซึ่งเป็นภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุนั้นเอง ที่ทำให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นได้อย่างชัดเจนว่าขัดต่อบทบัญญัติของมาตราดังกล่าวในอนุมาตราหนึ่งมาตราใดหรือไม่ มิใช่เป็นกรณีของการนำเครื่องหมายการค้ามาขอจดทะบียนโดยไม่ชอบหรือโดยไม่สุจริตเพราะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจเห็นจากลักษณะของตัวเครื่องหมายที่นำมาขอจดทะเบียนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1158/2550 และให้จำเลยทั้งสองรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา เคดับเบิลยูเอช เมอร์ก้า แอลทีดี. ผู้คัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยร่วมไม่ได้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 586126 ของโจทก์ดีกว่าโจทก์เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำว่า "BULLDOG" จึงแตกต่างกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขของจำเลยร่วมในสาระสำคัญและเป็นเหตุสมควรให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1158/2550 ที่ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586126 หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหานี้จึงจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586126 ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยร่วมอ้างว่าเป็นเจ้าของจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายนั้นแล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ประกอบด้วยรูปสุนัข และคำว่า "BULLDOG" ที่ด้านล่างของรูปสุนัข ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จำเลยร่วมอ้างถึงก็เป็นรูปสุนัข เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงต่างมีรูปสุนัขเป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายและเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในส่วนรูปสุนัขของทั้งสองเครื่องหมาย ก็เห็นได้ว่าเป็นรูปสุนัขยืนหันหน้าในท่าเดียวกัน รูปร่างลักษณะของสุนัขเป็นสุนัขพันธุ์เดียวกันและคล้ายกันมากจนอาจเรียกได้ว่าเกือบเหมือนกัน มีข้อแตกต่างกันเพียงแต่รูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์มีเส้นตรงในแนวนอนลากผ่านด้านหลังขาทั้งสี่ช่วงล่างของสุนัขด้วยทำให้ดูเหมือนว่าสุนัขยืนอยู่บนพื้นราบ แต่รูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมไม่มีเส้นตรงเช่นนั้นประกอบอยู่ด้วยเท่านั้น ซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่พบเห็นความแตกต่างนี้ และแม้เครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์มีคำว่า "BULLDOG" ประกอบอยู่ด้วยโดยที่เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขที่จำเลยร่วมกล่าวอ้างไม่มีคำดังกล่าวประกอบอันเป็นความแตกต่างอีกข้อหนึ่ง แต่ภาคส่วนรูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าเห็นชัดว่าเป็นสาระสำคัญและมีลักษณะโดดเด่นยิ่งกว่าคำประกอบนั้น ทั้งรูปสุนัขก็ปรากฏลักษณะชัดเจนว่าเป็นสุนัขพันธุ์บูลด็อก สาธารณชนผู้ซื้อสินค้าอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยร่วมเช่นเดียวกันว่า "ตราสุนัข" หรือ "ตราหมา" หรือ "ตราหมาบูลด็อก" ด้วยความคล้ายกันอย่างมากของรูปสุนัขดังกล่าว ความเป็นสาระสำคัญและลักษณะเด่นของรูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าทั้งสองนั้น ดังนี้ เมื่อนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 586126 มาใช้กับสินค้ากระดาษทราย ผ้าทราย และนำเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมมาใช้กับสินค้า ผ้าทราย กระดาษทราย และสิ่งที่ใช้ในการขัดถูซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน ย่อมอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นสินค้าของเจ้าของเดียวกันหรือมีแหล่งกำเนิดของสินค้ามาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน เมื่อวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยร่วมมีความคล้ายกันดังกล่าวแล้ว จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า จำเลยร่วมไม่ได้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 586126 ของโจทก์ดีกว่าโจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานได้ความว่า โจทก์เคยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทเอ็ม.เค. อินดัสเทรียลซัพพลาย จำกัด แต่ไม่ได้เป็นผู้บริหารบริษัท บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 ก่อนการก่อตั้งบริษัทเอ็ม.เค. อินดัสเทรียลซัพพลาย จำกัด โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเมื่อปี 2550 โจทก์เป็นผู้ใช้และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขบูลด็อกมาก่อนที่จะมีสินค้าของจำเลยร่วมเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย และโจทก์ไม่ได้ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วม ส่วนจำเลยร่วมมีนางดารานีย์ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยร่วมมาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานและพยานเอกสารในเรื่องนี้ได้ความว่า จำเลยร่วมเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ จำเลยร่วมประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคลือบผงขัดหรือผงทรายสำหรับสภาพต่าง ๆ โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตผลิตภัณฑ์ผงขัดหรือผงทรายแบบยืดหยุ่น และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในกระบวนการปรับแต่งพื้นผิวขั้นสุดท้ายแบบไม่มีฝุ่น มีนายออนนิ ออโล (Mr. Onni Aulo) เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2486 และเป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขที่ใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าของจำเลยร่วมมาตั้งแต่ปีที่ก่อตั้งบริษัท จำเลยร่วมได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขเป็นครั้งแรกที่ ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2529 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า ผ้าทรายแผ่นกลม กระดาษและสายพานสำหรับฝน ขัดถู และขัดเงา และยังได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในประเทศต่าง ๆ อีกหลาย ตามสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพร้อมคำแปล จำเลยร่วมได้ส่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขประดิษฐ์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2532 โดยผ่านบริษัทโซลิแมค จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย ต่อมาในช่วงปี 2533 ถึงปี 2534 จำเลยร่วมส่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายโดยผ่านตัวแทนจำหน่ายคือบริษัทบีแอนด์บีโซลิแมค จำกัด ซึ่งมีกรรมการบริษัทเป็นชุดเดียวกันกับบริษัทโซลิแมค จำกัด หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันจำเลยร่วมมอบหมายให้บริษัทเอ็ม.เค อินดัสเทรียลซัพพลาย จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยร่วมในประเทศไทย ตามแผ่นพับโฆษณาสินค้าของบริษัทเอ็ม.เค. อินดัสเทรียลซัพพลาย จำกัด โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและผู้ถือหุ้นของบริษัทเอ็ม.เค. อินดัสเทรียลซัพพลาย จำกัด ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2550 ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและหนังสือรับรอง เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร แต่ในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของโจทก์เองก็ระบุรับข้อเท็จจริงว่าบริษัทเอ็ม.เค. อินดัสเทรียลซัพพลาย จำกัด ในขณะที่โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทนั้นมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขายปลีกสินค้ากระดาษทราย และบริษัทดังกล่าวได้สั่งซื้อสินค้ากระดาษทรายของจำเลยร่วมมาจำหน่าย และโจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงตามที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่จำเลยร่วมประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าจำพวกกระดาษทรายและเครื่องขัดที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัข มาตั้งแต่ปี 2486 การที่จำเลยร่วมส่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2532 การที่โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทเอ็ม.เค. อินดัสเทรียลซัพพลาย จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยร่วม รวมทั้งการที่โจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนางดารานีย์พยานจำเลยร่วมกับพยานเอกสารอื่น ๆ ของจำเลยร่วมที่นำสืบในเรื่องความเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขบูลด็อก และการที่โจทก์เข้ามาเกี่ยวข้องกับสินค้าของจำเลยร่วมดังกล่าว ทั้งที่โจทก์สามารถทำได้เพราะโจทก์ได้รับสำเนาบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานและสำเนาพยานเอกสารไปก่อนที่โจทก์จะนำพยานหลักฐานเข้าสืบในคดีนี้แล้ว แต่โจทก์หาได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า มาก่อนที่จำเลยร่วมส่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายรูปสุนัขบูลด็อกมาจำหน่ายในประเทศไทย โจทก์คงนำสืบเพียงว่าโจทก์เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิศผาสุขอิมปอร์ต ที่จดทะเบียนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าปลีก เครื่องมือช่าง เครื่องมือเกษตร ซึ่งรวมทั้งกระดาษทรายและผ้าทราย ตามเอกสารบริการทางอินเทอร์เน็ตของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่หลักฐานการจำหน่ายสินค้ากระดาษทรายที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนซึ่งพิพาทกันในคดีนี้นั้น ที่มีลักษณะเป็นเอกสารที่พิมพ์จากหน้าเว็บไซต์โฆษณาสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุวันเวลาลงโฆษณา จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 586126 ก่อนจำเลยร่วม ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยร่วมนำสืบว่า จำเลยร่วมได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขบูลด็อกในประเทศไทยมาก่อนโจทก์ นอกจากนี้การที่โจทก์เคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทเอ็ม.เค. อินดัสเทรียลซัพพลาย จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจำพวกกระดาษทรายและเครื่องขัดทรายภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัข ในปี 2535 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนรูปสุนัข ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 ประกอบกับข้อเท็จจริงที่โจทก์อยู่ในวงการค้าขายสินค้าเครื่องมือช่าง จำพวกกระดาษทราย และผ้าทราย โจทก์จึงย่อมรู้จักเครื่องหมายการค้าและสินค้าของจำเลยร่วมอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกในปี 2535 กรณีมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์จงใจนำเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมไปขอจดทะเบียน เมื่อไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยร่วมก็ถือเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะเคยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าจำเลยร่วม โดยเฉพาะหากโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นโดยไม่สุจริต ย่อมไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่โจทก์ที่จะอ้างสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นได้ เมื่อรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขบูลด็อก มาก่อนโจทก์และโจทก์นำเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมไปขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริต จำเลยร่วมจึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 586126 ดีกว่าโจทก์ จึงไม่มีเหตุสมควรให้โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กรณีก็ไม่อาจถือว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586126 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะขัดต่อรัฐประศาสโนบาย อันต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ เพราะการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามบทบัญญัติมาตรานี้ต้องพิจารณาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายนั้นเอง กล่าวคือ ต้องพิจารณาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในเครื่องหมายที่เป็นภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่าง หรือรูปทรงของวัตถุนั้นเองว่ามีลักษณะเป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อรัฐประศาสโนบายอยู่ในตัวเครื่องหมายนั้นเองหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายทำให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นได้อย่างแจ้งชัดว่าเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะขัดต่อรัฐประศาสโนบาย บทบัญญัติมาตรา 8 นี้มิได้บัญญัติให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณาว่าผู้ขอจดทะเบียนนำเครื่องหมายการค้ามาขอจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือโดยไม่สุจริตหรือไม่เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่อาจเห็นได้จากลักษณะของตัวเครื่องหมายที่นำมาขอจดทะเบียนนั้นได้ ดังนั้น ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1158/2550 ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วโดยพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (9) ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภกร ธนพลดำรงเดช
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
จำเลยร่วม — เคดับเบิลยูเอช เมอร์ก้า แอลทีดี.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7202/2554
#513619
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาเปรียบเทียบว่าเครื่องหมายการค้าใดคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่ใช่พิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะรูปหรือคำหรือข้อความที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาดูภาพรวมทุกส่วนของเครื่องหมายนั้น ทั้งสำเนียง เสียงเรียกขาน รายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนหรือที่จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนกลุ่มผู้ซื้อสินค้า ใช้เครื่องหมายการค้า และความสุจริตในการขอจดเครื่องหมายการค้า โดยสาระสำคัญอยู่ที่ว่าความคล้ายนั้นถึงขนาดที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "PROTO" ของจำเลยเปรียเทียบกับคำว่า "proton" ของโจทก์ เห็นได้ว่า คำว่า "PROTO" ประกอบด้วยอักษรโรมันที่เหมือนกัน 5 ตัวแรก นับว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองคล้ายกันระดับหนึ่ง แต่ก็มีความแตกต่างกันหลายประการ กล่าวคือ ต่างจดทะเบียนโดยใช้ตัวอักษรประดิษฐ์ที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เครื่องหมายการค้าคำว่า "PROTO" อาจเรียกขานได้ว่า โปร-โต หรือ โปร-โต้ ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "proton" อาจเรียกขานได้ว่า โปร-ตอน หรือ โปร-ตัน สำเนียงเรียกขานจึงแตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง คือ "PROTO" ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 12 รายการสินค้า ผ้าเบรก แผ่นคลัตซ์ คลัตช์ออโตเมติก ดุมล้อ ก้ามเบรก วงล้อ ซี่ลวดสำหรับรถจักรยานยนต์ ส่วน "proton" ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 12 รายการสินค้า รถยนต์ แล้ว เห็นได้ว่า แม้จะเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน แต่ก็มีข้อแตกต่างกันที่รายการสินค้าของจำเลยเป็นชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ ซึ่งสาธารณชนผู้ซื้อสินค้าเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นช่างซ่อมหรือตกแต่งรถจักรยานยนต์ หรือผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่มีความสนใจในการซ่อมหรือตกแต่งรถจักรยานยนต์ สาธารณชนอื่นที่ไม่ใช่บุคคลในกลุ่มผู้ใช้สินค้าดังกล่าวโดยตรง แม้จะเป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ภายใต้เครื่องหมายการค้านี้ มักไม่ได้เป็นผู้ซื้อชิ้นส่วนอะไหล่หรืออุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ด้วยตนเอง กลุ่มคนที่ซื้อสินค้าเหล่านี้มักจะเป็นผู้คลุกคลี มีความคุ้นเคยและมีความรู้เข้าใจเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์เป็นอย่างดีพอสมควร บุคคลเหล่านี้ย่อมแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "PROTO" ของจำเลยกับสินค้ารถยนต์หรือชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ของรถยนต์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "proton" ของโจทก์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาสูงกว่าสินค้าของจำเลยมาก เครื่องหมายการค้าคำว่า "PROTO" ของจำเลย จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "proton" ของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13 และ มาตรา 6 (2) ประกอบมาตรา 8 (10)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "PROTON" ขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "PROTO" ตามคำขอเลขที่ 625902 เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "PROTON" ของโจทก์ที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป และได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 625902 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยใช้ ยื่นขอจดทะเบียนหรือเข้าเกี่ยวข้องในทางใด ๆ กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "PROTO" ตามคำขอเลขที่ 625902 และเครื่องหมายอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "PROTON" ของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นแรกว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 625902 ของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ตามคำขอเลขที่ 462466 ทะเบียนเลขที่ ค. 159185 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาเปรียบ เทียบว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ไม่ใช่พิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะรูปหรือคำหรือข้อความที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาดูภาพรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้าทั้งสองนั้น ทั้งสำเนียง เสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้ารายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนและหรือที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนกลุ่มผู้ซื้อสินค้าใช้เครื่องหมายการค้า และความสุจริตในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นด้วย สาระสำคัญอยู่ที่ว่าความคล้ายนั้นถึงขนาดที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า จะเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอของจำเลยจะประกอบด้วยอักษรโรมันที่เหมือนกับตัวอักษร 5 ตัวแรกของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คือตัวอักษร P, R, O, T และ O โดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีตัวอักษร "N" เพิ่มขึ้นเป็นตัวสุดท้ายอีกตัวเดียว นับว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวมีความคล้ายกันระดับหนึ่ง แต่ก็มีความแตกต่างกันหลายประการ กล่าวคือ เครื่องหมายการค้าคำว่า "" และคำว่า ต่างจดทะเบียนโดยใช้ตัวอักษรประดิษฐ์ที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน สำเนียงเสียงเรียกขานก็แตกต่างกัน โดยเครื่องหมายการค้าคำว่า "" อาจเรียกขานได้ว่า "โปร - โต" หรือ "โปร - โต้" ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า อาจเรียกขานได้ว่า "โปร - ตอน" หรือ "โปร - ตัน" และเมื่อพิจารณาถึงรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยเลขที่ 625902 คือ สินค้าจำพวกที่ 12 รายการสินค้า ผ้าเบรก แผ่นคลัตช์ คลัตช์ออโตเมติก ดุมล้อม ก้ามเบรกโซ่ วงล้อ ซี่ลวด และสเตอร์สำหรับรถจักรยานยนต์ กับสินค้าจำพวกที่ 12 รายการสินค้ารถยนต์ ที่ใช้เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค. 159185 แล้วเห็นได้ว่า แม้จะเป็นสินค้าเกี่ยวกับยานพาหนะด้วยกัน แต่ก็มีข้อแตกต่างกันที่รายการสินค้าที่จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นเป็นชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ ซึ่งสาธารณชนผู้ซื้อสินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นช่างซ่อมหรือตกแต่งรถจักยานยนต์หรือผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่มีความสนใจในการซ่อมหรือตกแต่งรถจักรยานยนต์ สาธารณชนอื่นที่ไม่ใช่บุคคลในกลุ่มผู้ใช้สินค้าชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์โดยตรง แม้เป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่อาจใช้สินค้าดังกล่าวภายใต้เครื่องหมายการค้านี้ ก็มักไม่ได้เป็นผู้ซื้อสินค้าชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ด้วยตนเอง กลุ่มคนที่ซื้อสินค้าเหล่านี้มักจะเป็นผู้คลุกคลี มีความคุ้นเคยและมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่ และอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์เป็นอย่างดีพอสมควร บุคคลเหล่านั้นย่อมสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าของจำเลยกับสินค้าของโจทก์ได้ว่าสินค้าชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ตามรายการสินค้าดังกล่าวที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของจำเลยไม่ใช่สินค้าที่มีเจ้าของหรือมีแหล่งกำเนิดเดียวกับสินค้ารถยนต์หรือสินค้าชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ของรถยนต์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาสูงกว่าราคาสินค้ารถจักรยานยนต์และอะไหล่มากและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายอย่างที่โจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 625902 ของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ตามคำขอเลขที่ 462466 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค. 159185 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันจะเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงได้รับการจดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13 และมาตรา 6 (2) ประกอบมาตรา 8 (10) ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์ที่คัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 625902 จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เพอรูซาฮาน โอโตโมบิล นาซิโอนาล เอสดีเอ็น บีเอชดี
จำเลย — บริษัทที-ไทเกอร์ พาร์ท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2554
#514185
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าตามฟ้อง เมื่อสินค้าเกิดความเสียหายหรือสูญหายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ย่อมต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตามหนังสือรับช่วงสิทธิที่ผู้เอาประกันภัยออกให้แก่โจทก์มีข้อความว่า ผู้เอาประกันภัยได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ และตกลงโอนสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากความเสียหายและสูญหายของสินค้าตามฟ้องให้แก่โจทก์ ย่อมฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายและสูญหายของสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าเสียหายจากความเสียหายและสูญหายของสินค้าที่รับประกันภัยไว้โดยผลของกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องหรือไม่ นั้น ในส่วนของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุและจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการค้าขายสินค้าเกษตรกรรม ทั้งคนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุก็มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรับขนของเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติ นอกจากเอกสารซึ่งระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการขนส่ง ประเภทรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ทั้งมิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้อง ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ท. ผู้จัดการของจำเลยที่ 2 พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความรับว่า รับขนสินค้าตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้รับการติดต่อจากจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับขนส่งสินค้าตามฟ้องให้ไปร่วมขนส่งสินค้า แต่ ท. อ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีรถไปบรรทุกสินค้าจึงสอบถาม อ. โดย อ.ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 อ. จึงไปติดต่อนำรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 มารับขนสินค้า คนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุก็ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับการรับขนสินค้าตามฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เองว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเหตุแล้วได้นำรถยนต์บรรทุกอีกคันหนึ่งมาแบ่งขนสินค้าไปส่งยังคลังสินค้าของผู้เอาประกันภัย ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการขนส่งสินค้ารายนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องรับผิดชอบจัดหารถไปช่วยขนสินค้าไปยังที่หมายปลายทางตามสัญญาว่าจ้าง ทั้ง ท. เบิกความรับว่า หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยร่วมได้ชำระค่าว่าจ้างขนส่งให้แก่จำเลยที่ 2 อีกด้วย จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการรับขนส่งเพื่อทางการค้าเป็นปกติ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้อง เมื่อสินค้าที่รับขนเกิดความเสียหายสูญหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายหรือสูญหายดังกล่าว จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมรับผิดกับจำเลยร่วมอย่างลูกหนี้ร่วมจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ทั้งที่โจทก์ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 613,774.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 504,821.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทคลองสี่ชิปปิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 504,821.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยที่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 108,953 บาท ให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่ได้อุทธรณ์โต้เถียงกันรับฟังได้ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 5609 สระแก้ว คันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าเพื่อบำเหน็จทางการค้าตามปกติ บริษัทคีชิโมโต้ ซังกิโย (ไทยแลนด์) จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้าประเภทกาวพลาสติกจากบริษัทโซนี เคมิคอล สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด ประเทศสิงคโปร์ จำนวน 316 ถัง น้ำหนักถังละ 18 กิโลกรัม ราคาถังละ 184.99 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 300 ถัง และน้ำหนักถังละ 15 กิโลกรัม ราคาถังละ 105 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 16 ถัง รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 57,177 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาโจทก์ได้รับประกันภัยการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากบริษัทคีชิโมโต้ ซังกิโย (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ซื้อ เพื่อความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าในระหว่างการขนส่งในวงเงิน 2,784,074 บาท โดยคุ้มครองการขนส่งจากเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น มายังคลังสินค้าของผู้ซื้อหรือสถานที่ที่ผู้ซื้อเช่า สินค้าได้ขนส่งโดยเรือชื่อซูไมร์ จากประเทศญี่ปุ่นและมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง สินค้าได้ถูกขนส่งต่อไปยังด่านศุลกากรรถไฟลาดกระบัง ต่อมาผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยร่วมดำเนินการพิธีการศุลกากร ชำระภาษีศุลกากร และขนส่งสินค้าต่อไปยังคลังสินค้าของบริษัทบางปู อินเตอร์โมดัล ซิสเต็มส์ จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยร่วมได้ติดต่อจำเลยที่ 2 เพื่อดำเนินการขนส่ง ต่อมาได้มีการขนส่งสินค้าโดยใช้รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 5609 สระแก้ว ของจำเลยที่ 1 ในการขนส่ง ระหว่างการขนส่งสินค้าถังกาวพลาสติกที่บรรทุกอยู่บนรถยนต์คันเกิดเหตุหลายถังตกจากรถทำให้ถังกาวพลาสติก บุบ แตกสินค้ารั่วไหลออกมา สินค้าได้รับความเสียหายจำนวน 173 ถัง มีการขายซากสินค้าที่เสียหายไปเพื่อบรรเทาความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 504,821.40 บาท แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นข้อแรก โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแต่เป็นบริษัท โตคิโอะ แมนเนจเมนท์ เซอร์วิสเซส (ที) จำกัด เป็นผู้ชำระ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าตามฟ้อง เมื่อสินค้าเกิดความเสียหายหรือสูญหายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ย่อมต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งตามหนังสือรับช่วงสิทธิที่ผู้เอาประกันภัยออกให้แก่โจทก์มีข้อความว่า ผู้เอาประกันภัยได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์เป็นจำนวน 504,821.40 บาท เนื่องจากสินค้าเสียหายจากการที่รถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 5609 สระแก้ว ลื่นไหลบนไหล่ทาง และตกลงโอนสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการเสียหายและสูญหายของสินค้าตามฟ้องให้แก่โจทก์ ย่อมฟังได้แล้วว่าโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายและสูญหายของสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อมได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าเสียหายจากความเสียหายและสูญหายของสินค้าที่รับประกันภัยไว้โดยผลของกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำแก้อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อต่อมาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุและจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพเกี่ยวกับค้าขายสินค้าเกษตรกรรม ทั้งคนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุก็มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรับขนของเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติของจำเลยที่ 1 นอกจากเอกสารซึ่งระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการขนส่ง ประเภทรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ทั้งมิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้อง ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น นายทรงพลผู้จัดการของจำเลยที่ 2 พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความรับว่า การรับขนสินค้าตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้รับการติดต่อจากจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับขนส่งสินค้าตามฟ้องให้ไปร่วมขนส่งสินค้า แต่นายทรงพลอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีรถไปบรรทุกสินค้าจึงสอบถามนายอาคม นายอาคมไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 นายอาคมจึงไปติดต่อนำรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 มารับขนสินค้า นายเนตรคนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุก็ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรับขนสินค้าตามฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เองว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเหตุแล้วได้นำรถยนต์บรรทุกอีกคันหนึ่งมาแบ่งขนสินค้าไปส่งยังบริษัทบางปู อินเตอร์โมดัล ซิสเต็มส์ จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการขนส่งสินค้ารายนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องรับผิดชอบจัดหารถไปช่วยขนสินค้าไปยังที่หมายปลายทางตามสัญญาว่าจ้างทั้งนายทรงพลเบิกความรับว่า หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยร่วมได้ชำระค่าว่าจ้างขนส่งให้แก่จำเลยที่ 2 อีกด้วย จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการรับขนส่งเพื่อทางการค้าเป็นปกติ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้อง เมื่อสินค้าที่รับขนเกิดความเสียหายสูญหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายหรือสูญหาย จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย

มีปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นข้อสุดท้ายว่า สินค้าที่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมรับขนส่งได้รับความเสียหายเพียงใด เห็นว่า ตามรายงานการสำรวจความเสียหายของสินค้าของบริษัทแอสโซชิเอทมารีน เซอร์เวย์เยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้ทำการสำรวจสินค้าที่คลังสินค้าของบริษัทบางปู อินเตอร์โมดัล ซิสเต็มส์ จำกัด พบว่า สินค้ามีลักษณะถังบุบ บิดเบี้ยว และแตกตามตะเข็บทำให้วัตถุภายในรั่วออกมาจำนวนถึง 299 ถัง จากจำนวน 300 ถัง ส่วนที่คลังสินค้าของผู้เอาประกันภัยมีจำนวน 16 ถัง ซึ่ง 2 ถัง มีสภาพบุบและบิดเบี้ยว แสดงว่า สินค้ากาวพลาสติกที่บรรจุอยู่ในถังดีบุก จำนวน 316 ถัง ที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมรับขนส่งได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด คงสภาพเดิมเพียงประมาณ 15 ถัง ข้อเท็จจริงน่าเชื่อได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุลื่นไถลลงไหล่ถนน ทำให้สินค้าที่บรรทุกอยู่บนรถเกือบทั้งหมดตกจากรถได้รับความเสียหาย ดังนั้น ตามรายงานการสำรวจความเสียหาย ที่สรุปความเสียหายของสินค้าทั้งหมดเป็นเงินจำนวน 504,821.40 บาท แม้จะได้กระทำการสำรวจภายหลังเกิดเหตุแล้วกว่า 1 เดือน เมื่อฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบว่า หลังเกิดเหตุแล้ว ขณะที่สินค้าอยู่ในความดูแลของบริษัทบางปู อินเตอร์โมดัล ซิสเต็มส์ จำกัด มีเหตุทำให้เกิดความเสียหายของสินค้าขึ้นอีก หรือระยะเวลาที่นานขึ้นทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า สินค้าตามฟ้องเกิดความเสียหายและสูญหายขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมเป็นเงิน 504,821.40 บาท ส่วนเงินค่าใช้จ่ายในการนำสินค้าที่เสียหายบรรจุลงในถังสินค้าใหม่จำนวน 27,275 บาท ซึ่งโจทก์ได้จ่ายให้แก่จำเลยร่วมไปนั้นเป็นค่าจ้างในการทำงาน ถือเป็นเรื่องว่าจ้างทำการงานตามปกติ ทั้งโจทก์มิได้นำมาเรียกร้องในคดีนี้จึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินจำนวน 504,821.40 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นเจ้าของสินค้า โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วมรับผิดชอบได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมรับผิดกับจำเลยร่วมอย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ทั้ง ๆ ที่โจทก์ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินให้โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 504,821.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 108,953 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัด
จำเลย — นายสมชาย ศรีนพคุณ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทคลองสี่ชิปปิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7197/2554
#514186
เปิดฉบับเต็ม

ด้านหลังใบตราส่งมีข้อความเป็นเงื่อนไขของการขนส่งในข้อ 15 (2) เป็นภาษาอังกฤษว่า สินค้าไม่ว่าจะบรรจุในตู้สินค้าหรือไม่ได้บรรจุในตู้สินค้า ผู้ขนส่งมีสิทธิที่จะนำสินค้าไปวางไว้บนปากระวางเรือได้ ถือได้ว่าการขนส่งสินค้าพิพาทครั้งนี้ได้มีการจดแจ้งข้อตกลงไว้ในใบตราส่งแล้วว่า ผู้ขนส่งและผู้ส่งตกลงกันให้บรรทุกหรืออาจบรรทุกสินค้าพิพาทบนปากระวางได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 11 วรรคสอง การนำสินค้าพิพาทบรรทุกบนปากระวางเรือ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดข้อตกลงโดยชัดแจ้งในการขนส่งในข้อที่ให้บรรทุกสินค้าในระวางเรือตาม พ.ร.บ.การรับขนส่งทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 11 วรรคห้า ซึ่งจะทำให้ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการตามมาตรา 60 (1) อันจะทำให้ไม่อาจจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 หากมีกรณีที่ต้องรับผิดแต่อย่างใด

แม้จำเลยที่ 1 มีข้อตกลงระบุไว้ในใบตราส่งว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะบรรทุกสินค้าไว้บนปากระวางเรือได้ แต่เนื่องจากตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าเครื่องจักรประเภท VACUUM DRYER พร้อมอุปกรณ์เป็นแบบ FLAT RACK มีลักษณะเปิด ตัวตู้สินค้ามีเพียงฐานวางสินค้า สินค้ามีขนาดความสูงและความกว้างเกินกว่าปกติ ทั้งสินค้ามีแผ่นพลาสติกและลังไม้ห่อหุ้มไว้เท่านั้น ตามวิสัยของผู้ประกอบการวิชาชีพที่ย่อมต้องทราบถึงระดับของความเสี่ยงต่อความเสียหายของสินค้าที่มีมากขึ้น ผู้ขนส่งจึงควรให้ข้อมูลเรื่องความเสี่ยงและสอบถามผู้ส่งให้ชัดแจ้งว่า ยังให้วางตู้สินค้าพิพาทบนปากระวางที่ต้องถูกน้ำทะเลซัดเป็นเวลานาน หรือจะให้วางใต้ระวางเรือตำแหน่งใดซึ่งจะต้องเสียค่าระวางเพิ่ม เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้มีการให้ข้อมูลและสอบถามผู้ส่งก่อนจัดวางตู้สินค้าพิพาทและได้จัดวางตู้สินค้าพิพาทบนปากระวางเรือในลักษณะที่มีความเสี่ยงกว่าปกติ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการทั้งปวงเท่าที่เป็นธรรมดาและสมควรจะต้องกระทำสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพรับขนของทางทะเลในการจัดระวางบรรทุกให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพของสินค้าพิพาทที่ตนรับขนส่ง เมื่อสินค้าพิพาทเกิดความเสียหายเนื่องจากถูกน้ำทะเลกัดเซาะและเป็นสนิม จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเพื่อการเสียหายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ขนส่งมิได้ให้ข้อมูลและสอบถามผู้ส่งก่อนแล้วสินค้าพิพาทปนเปื้อนน้ำทะเลได้รับความเสียหาย ก็ยังไม่พอฟังได้ว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะการละเลยหรือไม่เอาใจใส่ของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้เพราะยังมีความเป็นไปได้มากเช่นกันว่า สินค้าอาจไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงยกข้อจำกัดความรับผิดขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,017,202.50 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 967,313 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 967,313 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 ธันวาคม 2546) ต้องไม่เกิน 49,889.50 บาท ตามที่โจทก์ขอมา ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทซี.พี.แอล.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ซื้อได้สั่งซื้อสินค้าเครื่องจักรประเภทเครื่องเป่าแห้ง (VACUUM DRYER) พร้อมอุปกรณ์จาก INDUSTRIE MECCANICHE BERGI - OFB S.P.A. ผู้ขายที่ประเทศอิตาลี ในราคารวมค่าระวาง (ซีแอนด์เอฟ) เป็นเงิน 143,000 ยูโร ผู้ขายได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวในแบบ FCL/FCL หมายความว่า ผู้ส่งมีหน้าที่รับตู้สินค้าจากผู้ขนส่งไปบรรจุสินค้าเองแล้วนำตู้สินค้าไปมอบให้ผู้ขนส่งที่ท่าเรือต้นทาง และเมื่อสินค้าเดินทางไปถึงท่าเรือปลายทาง ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งมีหน้าที่ไปรับตู้สินค้าที่สถานีตรวจปล่อยสินค้าที่ลาดกระบังนำไปเปิดที่ที่ทำการของผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่ง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าเครื่องจักรในระหว่างการขนส่ง ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยแบบคุ้มครองทุกประเภทไว้กับโจทก์ในวงเงินทุนประกันภัยจำนวน 6,919,627 บาท ในการบรรจุสินค้า เนื่องจากเครื่องจักรทำด้วยเหล็กมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ผู้ขายจัดการห่อหุ้มเครื่องจักรด้วยแผ่นพลาสติกทำลังไม้ปิดทึบห่อหุ้มเครื่องจักรแล้วจึงนำลังไม้บรรจุลงบนตู้สินค้าแบบ FLAT SLAC ขนาด 40 ฟุต x 9 ฟุต 6 นิ้ว แบบเปิดด้านบนและด้านข้าง คงมีเพียงฐานของตู้สินค้ารองรับลังสินค้าเครื่องจักรเท่านั้น ผู้ส่งนำตู้สินค้าบรรจุเครื่องจักรไปส่งให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 นำตู้สินค้าบรรทุกลงเรือ GERDIA และโดยวางตู้สินค้าบนปากระวางเรือออกเดินทางจากท่าเรือเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี และมีการเปลี่ยนถ่ายสินค้าขึ้นเรือสิงคโปร์ เบย์ ที่ท่าเรือประเทศสิงคโปร์ เดินทางมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย บริษัทซี.พี.แอล.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ซื้อ ได้รับตู้สินค้าเครื่องจักรและได้เปิดลังสินค้าพบว่า เครื่องเป่าแห้งและชิ้นส่วนอะไหล่เปียกน้ำและขึ้นสนิมเนื่องจากถูกน้ำทะเลจนได้รับความเสียหาย จึงแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ได้มอบหมายให้บริษัทยูไนเต็ดเซอเวย์เยอร์สแอนด์แอดจัสเตอร์ส จำกัด สำรวจความเสียหาย พบว่าเครื่องจักรและชิ้นส่วนได้รับความเสียหายเปียกน้ำทะเลและขึ้นสนิม อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เครื่องจักรและอุปกรณ์อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ผู้ซื้อได้ทำการซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหายคิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 967,312.50 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายเงินค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อไปแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายของสินค้าเครื่องจักรและอุปกรณ์หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 อุทธรณ์หลายประการ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 มีสิทธิวางสินค้าไว้บนปากระวางเรือได้โดยชอบ ความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นจากความผิดของผู้ส่งในการเลือกใช้ตู้สินค้าไม่เหมาะสมและไม่ทำการบรรจุหีบห่อสินค้าให้มิดชิดคลุมด้วยผ้าใบจึงทำให้เกิดสนิมขึ้นได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดหรือหากศาลพิจารณาเห็นว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดก็ต้องรับผิดจำกัดจำนวนเงินตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกันโดยเห็นว่า สินค้าที่ขนส่งเป็นเครื่องจักรประเภทเครื่องเป่าแห้ง (VACUUM DRYER) ขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ทำด้วยเหล็กมีน้ำหนักสุทธิถึง 10,010 กิโลกรัม โจทก์มีทนายโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าพยานเป็นทนายความที่ดูแลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการประกันภัยสินค้าที่ซื้อขายระหว่างประเทศ โดยรับว่าความและให้คำปรึกษาด้านนี้มาประมาณ 10 ปีแล้ว สินค้าเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ถูกบรรจุอยู่ในลังไม้ปิดทึบขนาด 840 x 318 x 280 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่และสูงกว่าตู้สินค้าขนาดมาตรฐานทั่วไป ดังนั้น การขนส่งสินค้ารายนี้ต้องใช้ตู้สินค้าขนาดใหญ่พิเศษ จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดหาตู้สินค้าขนาด 9 ฟุต 6 นิ้ว แบบ FLAT ชนิดเปิดด้านข้างมาให้ผู้ส่งโดยพยานจำเลยทั้งสองก็เบิกความเป็นทำนองเดียวกัน จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวซึ่งย่อมแสดงว่าจำเลยทั้งสองตกลงรับขนส่งสินค้ารายนี้โดยใช้ตู้สินค้าที่ตนเองจัดส่งมาให้ผู้ส่ง เมื่อผู้ส่งรับตู้สินค้าไปบรรจุสินค้าโดยนำเครื่องจักรซึ่งห่อหุ้มด้วยลังไม้นำไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองก็รับมอบตู้สินค้าไว้เพื่อการขนส่ง และได้ออกใบตราส่งชนิดที่เรียกว่า CLEAN B/L โดยไม่มีหมายเหตุใด และโจทก์มีผู้สำรวจภัยของบริษัทยูไนเต็ดเซอเวย์เยอร์สแอนด์แอดจัสเตอร์ส จำกัด เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำ ยืนยันข้อเท็จจริงว่า สินค้าได้ถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะบรรจุใส่ลังไม้และลังไม้ก็ได้ตอกตะปูอย่างดีมิดชิดเหมาะสมกับการขนส่งสินค้าทางทะเล และถือเป็นการหีบห่อสินค้าในลักษณะนี้เป็นปกติทั่วไปสอดคล้องกับรูปถ่ายสภาพสินค้าขณะแกะลังออกสำรวจความเสียหาย สามารถมองเห็นสภาพลังไม้และสภาพเครื่องจักรที่ห่อหุ้มด้วยแผ่นพลาสติกใสอย่างหนา จึงฟังได้ว่า ผู้ส่งบรรจุหีบห่อสินค้าได้ดีพอสมควร หากระหว่างการขนส่งไม่ถูกน้ำทะเลในปริมาณที่มากและยาวนานก็น่าจะเพียงพอป้องกันความเสียหายจากการถูกน้ำทะเลจนเกิดสนิมขึ้นได้ ทั้งเมื่อผู้ส่งนำตู้สินค้าที่บรรจุเครื่องจักรที่หีบห่อคลุมด้วยพลาสติกใสอยู่ในลังไม้ที่ตีทึบปิดแน่น จำเลยทั้งสองก็รับไว้เพื่อการขนส่งโดยออกใบตราส่งให้ผู้ส่งไว้เป็นหลักฐานโดยไม่มีหมายเหตุหรือข้อโต้แย้งอย่างใด ฟังได้ว่าผู้ส่งทำการบรรจุหีบห่อมั่นคงแข็งแรงเหมาะสมกับสภาพแห่งสินค้าที่จะทำการขนส่งแล้วอย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ด้านหลังใบตราส่งมีข้อความเป็นเงื่อนไขของการขนส่งในข้อ 15 (2) เป็นภาษาอังกฤษซึ่งพยานโจทก์ก็เบิกความรับว่าแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า สินค้าไม่ว่าจะบรรจุในตู้สินค้าหรือไม่ได้บรรจุในตู้สินค้า ผู้ขนส่งมีสิทธิที่จะนำสินค้าไปวางไว้บนปากระวางเรือได้ ถือได้ว่าการขนส่งสินค้าพิพาทครั้งนี้ได้มีการจดแจ้งข้อตกลงไว้ในใบตราส่งแล้วว่า ผู้ขนส่งและผู้ส่งตกลงกันให้บรรทุกหรืออาจบรรทุกสินค้าพิพาทบนปากระวางได้ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 11 วรรคสอง การนำสินค้าพิพาทบรรทุกบนปากระวางเรือ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดข้อตกลงโดยชัดแจ้งในการขนส่งในข้อที่ให้บรรทุกสินค้าในระวางเรือตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 11 วรรคห้า ซึ่งจะทำให้ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการตามมาตรา 60 (1) อันจะทำให้ไม่อาจจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 หากมีกรณีที่ต้องรับผิดแต่อย่างใด

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า การบรรทุกสินค้าบนปากระวางในครั้งพิพาทเป็นการจัดระวางบรรทุกไม่เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งสินค้าที่รับขนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการขนส่งสินค้าพิพาทมีข้อตกลงบันทึกไว้ในใบตราส่งให้ผู้ขนส่งมีอำนาจบรรทุกสินค้าพิพาทบนปากระวางได้ซึ่งผู้ส่งย่อมต้องทราบดี ดังนั้น เมื่อผู้ส่งมีหน้าที่รับตู้สินค้าไปบรรจุสินค้า การที่ผู้ส่งทำการหีบห่อสินค้าเครื่องจักรโดยใช้แผ่นพลาสติกอย่างหนาคลุมเครื่องจักร ก่อนนำเข้าบรรจุในลังไม้ตีปิดทึบในลักษณะที่เห็นได้ว่าเป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เครื่องจักรถูกน้ำ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ควรจะต้องทราบจากสภาพของสินค้าและการบรรจุหีบห่อดังกล่าวว่าหากถูกน้ำและความชื้นในระหว่างการขนส่งในปริมาณที่มากและยาวนานย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดสนิมได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวางไว้บนปากระวางเรือซึ่งเป็นที่โล่งแจ้งในระยะเวลาเดินทางที่ยาวนานถึงกว่าหนึ่งเดือน ย่อมมีความเสี่ยงสูงจากฝนที่อาจตกลงมาหรือน้ำทะเลที่อาจซัดขึ้นมาได้ ผู้ขนส่งย่อมต้องเห็นลักษณะภายนอกของลังสินค้าและสามารถเห็นได้ว่าสินค้าพิพาทสูงและกว้างเกินขนาด จึงจัดวางแบบปกติไม่ได้เพราะจะกินเนื้อที่ของบริเวณข้าง ๆ ซึ่งจะมีค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ขนส่งต้องถามผู้ส่งว่าจะให้วางสินค้าพิพาท ณ ตำแหน่งใดโดยหากวางชั้นบนสุดของตู้สินค้าซึ่งจะไม่มีตู้สินค้าข้าง ๆ อาจไม่ต้องเสียค่าขนส่งเพิ่ม แต่หากต้องการวางในระวางหรือบนฝาระวางในชั้นล่าง ๆ ซึ่งจะกินเนื้อที่ของตู้สินค้าด้านข้างและด้านบน ผู้ส่งก็ต้องเสียค่าระวางเพิ่มขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ขนส่งจัดการโดยได้รับความเห็นชอบจากผู้ส่ง ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแม้จำเลยที่ 1 มีข้อตกลงระบุไว้ในใบตราส่งว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะบรรทุกสินค้าไว้บนปากระวางเรือได้ แต่เนื่องจากตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าพิพาทเป็นแบบ FLAT RACK มีลักษณะเปิด ตัวตู้สินค้ามีเพียงฐานวางสินค้า สินค้ามีขนาดความสูงและความกว้างเกินกว่าปกติ ทั้งสินค้ามีแผ่นพลาสติกและลังไม้ห่อหุ้มไว้เท่านั้น ตามวิสัยของผู้ประกอบวิชาชีพที่ย่อมต้องทราบถึงระดับของความเสี่ยงต่อความเสียหายของสินค้าที่มีมากขึ้นได้หรือไม่ ผู้ขนส่งจึงควรให้ข้อมูลเรื่องความเสี่ยงและสอบถามผู้ส่งให้ชัดแจ้งว่ายังให้วางตู้สินค้าพิพาทบนระวางหรือจะให้วางใต้ระวางเรือตำแหน่งใดซึ่งจะต้องเสียค่าระวางเพิ่ม เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้มีการให้ข้อมูลและสอบถามผู้ส่งก่อนจัดวางตู้สินค้าพิพาทและได้จัดวางตู้สินค้าพิพาทบนระวางเรือในลักษณะเช่นนั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการทั้งปวงเท่าที่เป็นธรรมดาและสมควรจะต้องกระทำสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพรับขนของทางทะเลในการจัดระวางบรรทุกให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพของสินค้าพิพาทที่ตนรับขนส่ง เมื่อสินค้าพิพาทเกิดความเสียหายเนื่องจากถูกน้ำทะเลกัดเซาะและเป็นสนิม คิดเป็นค่าเสียหาย 967,312.50 บาท จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเพื่อการเสียหายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ขนส่งมิได้ให้ข้อมูลและสอบถามผู้ส่งก่อนแล้วสินค้าพิพาทปนเปื้อนน้ำทะเลได้รับความเสียหาย ก็ยังไม่พอฟังได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะการละเลยหรือไม่เอาใจใส่ของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้เพราะยังมีความเป็นไปได้มากเช่นกันว่าสินค้าอาจไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงยกข้อจำกัดความรับผิดขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 บัญญัติให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า สินค้าพิพาทมี 1 หน่วยการขนส่ง มีน้ำหนักสุทธิ 10,010 กิโลกรัม ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต้องคำนวณตามน้ำหนักของสินค้าพิพาทเพราะมีจำนวนมากกว่าคำนวณจากหน่วยการขนส่งเป็นเงิน 300,300 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 300,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในชั้นอุทธรณ์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 11 วรรคสอง ม. 58 ม. 60 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์
บริษัทฮาแพค-ลอยด์ คอนเทนเนอร์ ไลน์
จำเลย — จีเอ็มบีเอช จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7196/2554
#520436
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามฟ้องข้อ (ค) ในวันเวลาเดียวกันกับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ (ข) โดยแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ของกลางเป็นจำนวนเดียวกัน และเป็นการกระทำในคราวเดียวกันโดยจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผล คือ นำแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ดังกล่าวออกให้เช่าเช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ค) จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามฟ้องข้อ (ข)

แผ่นภาพยนตร์กับแผ่นวีดิทัศน์ของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์อันพึงริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 32 และมาตรา 33 เนื่องจากสาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการและไม่นำภาพยนตร์กับวีดิทัศน์ไปให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตรวจพิจารณาอนุญาตก่อนนำออกให้เช่า

สมุดรายการเช่าของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการประกอบกิจการให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยตรง กล่าวคือ สมุดรายการเช่าเป็นปัจจัยหลักและส่วนสำคัญที่ใช้ในการกระทำความผิดเพราะเป็นหลักฐานในการเช่า ติดตามแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ที่ให้เช่า ตลอดจนคิดค่าปรับต่าง ๆ จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด อันพึงริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 31, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 38, 47, 54, 78, 79, 81, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลาง 10 แผ่น ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องข้อ (ก) พร้อมปกภาพยนตร์ 3 แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ รวม 1,583 แผ่น กับสมุดรายการเช่าของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38, 79 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือ จำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามฟ้องข้อ (ค) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ (ค) ว่า จำเลยให้เช่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ 1,578 แผ่นและแผ่นวีดิทัศน์ 5 แผ่น ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 และมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 81 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพียงว่า คำขออื่นให้ยก โดยไม่ได้ให้เหตุผลในการตัดสินและชี้ขาดให้ชัดเจนว่าจะยกฟ้องหรือลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) (8) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามฟ้องข้อ (ค) ในวันเวลาเดียวกันกับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องข้อ (ข) โดยแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ของกลางเป็นจำนวนเดียวกัน และเป็นการกระทำในคราวเดียวกันโดยจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลคือ นำแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ออกให้เช่าเช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ค) จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามฟ้องข้อ (ข)

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้พิพากษาริบแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์รวม 1,583 แผ่น กับสมุดรายการเช่าของกลาง และไม่ได้สั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ชอบแล้วหรือไม่ แผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ 1,583 แผ่น จำเลยใช้ในการประกอบกิจการให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามฟ้องข้อ (ข) และ (ค) ซึ่งสาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการและไม่นำภาพยนตร์กับวีดิทัศน์ไปให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาอนุญาตก่อนนำออกให้เช่า แผ่นภาพยนตร์กับวีดิทัศน์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สิน ที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด อันพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และมาตรา 33 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้พิพากษาให้ริบแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ของกลาง 1,583 แผ่น จึงชอบแล้ว สำหรับสมุดรายการเช่าของกลาง เป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการประกอบกิจการให้เช่าภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตามฟ้องข้อ (ข) โดยตรงกล่าวคือ สมุดรายการเช่าเป็นปัจจัยหลักและส่วนสำคัญที่ใช้ในการกระทำความผิด เพราะเป็นหลักฐานในการเช่า ติดตามแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ที่ให้เช่าตลอดจนคิดค่าปรับต่าง ๆ จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรให้ริบสมุดรายการเช่าตามคำขอของโจทก์ แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้สั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้รอการกำหนดโทษในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า จึงไม่มีค่าปรับในความผิดฐานดังกล่าวที่จะสั่งจ่ายให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เป็นการไม่ถูกต้อง จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้ให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 จำเลยมีความผิดตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79, มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82, มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 และมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 81 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่าภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 200,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบสมุดรายการเช่าของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 ม. 38 ม. 47 ม. 54 ม. 78 ม. 79 ม. 81 ม. 82
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายสุวิชา เนื่องไชยศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายดำรง โอวรากร
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7195/2554
#514243
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบเพียงการกระทำด้วยการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ในลักษณะที่ทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน และการไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเท่านั้น สถานที่ประกอบกิจการไม่ใช่องค์ประกอบความผิดฐานนี้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแสดงข้อเท็จจริงในความผิดนี้ว่า จำเลยกระทำการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจทางอินเทอร์เน็ต และระบุถึงเว็บไซต์หรือเว็บเพจเพื่อการติดต่อซึ่งได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน มีสถานที่เกิดเหตุในแขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เกี่ยวพันกัน การบรรยายฟ้องจึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 38 วรรคหนึ่งดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, 76, 78 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 38, 79, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้แผ่นดีวีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจำนวน 3 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 กับให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 3 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องปรากฏว่าจำเลยจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งโดยสภาพของกิจการดังกล่าวไม่มีการขอใบอนุญาตหรือออกใบอนุญาตโดยเฉพาะ ไม่อาจปฏิบัติตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 จึงให้ยกคำร้องในส่วนนี้ (ที่ถูกยกฟ้องในส่วนนี้) ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 5 บัญญัติให้เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นนายทะเบียนกลาง มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเป็นนายทะเบียนประจำกรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมและดูแลการประกอบกิจการเกี่ยวกับภาพยนตร์ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อวัฒนธรรมอันดี ทั้งย่อมรวมถึงความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย และตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงลักษณะการกระทำที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ว่า "ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน" และบัญญัติถึงหลักเกณฑ์เป็นแนวทางในการอนุญาตไว้ต่อไปในวรรคสองว่า "ใบอนุญาตนั้น ให้ออกสำหรับสถานที่ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์แต่ละแห่ง" ในวรรคสามว่า "การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" และยังมีมาตรา 41 บัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 37 และมาตรา 38 ต้องแสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบกิจการ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ในส่วนลักษณะความผิดตามมาตรา 38 วรรคหนึ่งมีองค์ประกอบเพียงการกระทำด้วยการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ในลักษณะที่ทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน และการไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติจำกัดว่าต้องกระทำในสถานที่ใดเลยซึ่งย่อมตรงกับวัตถุประสงค์ในการให้หน่วยงานของรัฐสามารถควบคุมดูแลการประกอบกิจการดังกล่าว โดยกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนตามมาตรา 38 วรรคสองและวรรคสาม รวมทั้งมาตรา 41 ที่บัญญัติเกี่ยวกับใบอนุญาตให้ออกให้สำหรับสถานที่ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย รวมทั้งบังคับให้ต้องแสดงใบอนุญาตโดยเปิดเผยเห็นได้ง่าย ก็เห็นได้ว่าเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวเช่นกัน โดยทำให้เจ้าพนักงานสามารถทราบและตรวจสอบสถานที่ของผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตได้โดยสะดวก ทั้งยังช่วยแยกให้เห็นได้โดยสะดวกว่า สถานที่ใดประกอบกิจการโดยได้รับใบอนุญาต และสถานที่ใดประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนี้ การมีสถานที่ประกอบการหรือไม่ จึงเป็นเพียงเงื่อนไขสำหรับนายทะเบียนในการพิจารณาว่าควรอนุญาตหรือไม่อนุญาตเท่านั้น โดยไม่มีเหตุผลที่จะต้องตีความจำกัดเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติถึงขนาดว่า หากสภาพของกิจการมีการประกอบกิจการโดยไม่มีสถานที่ประกอบการเป็นหลักแหล่งแน่นอนแล้วไม่เป็นความผิดตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีแต่จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไร้ประสิทธิภาพและไม่ได้ผลตามวัตถุประสงค์ ดังนั้นสถานที่ประกอบกิจการย่อมไม่ใช่องค์ประกอบความผิดฐานนี้ และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแสดงข้อเท็จจริงในความผิดนี้ว่า จำเลยกระทำการในการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจทางอินเทอร์เน็ต และระบุถึงเว็บไซต์หรือเว็บเพจเพื่อการติดต่อโดยได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน มีสถานที่เกิดเหตุในแขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เกี่ยวพันกัน ก็ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก็ย่อมฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยกระทำการครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิดดังกล่าว จึงมีความผิดตามฟ้องในฐานนี้ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการกำหนดโทษจำเลยนั้น เห็นว่า ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมีดีวีดีภาพยนตร์ของกลางเพียง 3 แผ่น ซึ่งเป็นจำนวนไม่มาก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79 อีกฐานหนึ่งด้วย โดยเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษให้เรียงกระทงลงโทษในความผิดฐานนี้ต่างหากตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษปรับ 200,000 บาท รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชาญณรงค์ ชาญชลทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7193/2554
#514245
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อได้ระบุแบ่งแยกสิทธิเรียกค่าเสียหายของเจ้าของหรือผู้ให้เช่าซื้อไว้ 2 กรณี คือ กรณีรถถูกริบโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ส่วนอีกกรณีหนึ่ง คือ กรณีที่รถถูกริบไปเพราะความผิดของผู้เช่าซื้อ ข้อสัญญาดังกล่าวยังไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อต้องการราคาเช่าซื้อเป็นสำคัญโดยผู้เช่าซื้อจะนำทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อไปใช้อย่างไรก็ได้ คดีจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะของกลางเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่นอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่อาจถือว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสาม ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอคืนของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม และริบรถกระบะหมายเลขทะเบียน ยล 596 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลสั่งให้คืนรถกระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่าหากรถถูกใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำผิดจนเป็นเหตุให้ถูกริบให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลง และผู้เช่าซื้อจะต้องชดใช้ให้แก่เจ้าของ (ผู้ให้เช่าซื้อ) ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 5 วรรคสอง นั้น ตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง ได้ระบุแบ่งแยกสิทธิเรียกค่าเสียหายของเจ้าของหรือผู้ให้เช่าซื้อไว้ 2 กรณี คือ กรณีรถถูกริบโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายในการติดตามรถตามจำนวนที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือกรณีที่รถถูกริบไปเพราะความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่เจ้าของหรือผู้ให้เช่าซื้อ เช่นนี้ ความรับผิดของผู้เช่าซื้อตามสัญญาที่มีต่อเจ้าของรถหรือผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้เช่าซื้อมีส่วนผิดในการที่รถของกลางถูกริบไปหรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านางสาวพัชรินทร์ผู้เช่าซื้อรถกระบะของกลางมีส่วนผิดในการที่รถคันดังกล่าวถูกริบไปหรือไม่ ทั้งตามข้อสัญญาดังกล่าวยังไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องต้องการราคาเช่าซื้อเป็นสำคัญโดยผู้เช่าซื้อจะนำทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อไปใช้อย่างไรก็ได้ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเพราะหากฟังไม่ได้ว่าผู้เช่าซื้อมีส่วนผิดในการที่รถของกลางถูกริบ ความรับผิดของผู้เช่าซื้อตามข้อสัญญาข้อ 5 ดังกล่าวข้างต้นย่อมน้อยกว่ากรณีผู้เช่าซื้อมีส่วนผิดอยู่ด้วย ลำพังข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวโดยไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงอื่นใดอีกย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่า การที่ผู้ร้องขอคืนรถกระบะของกลางเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น แต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องใช้สิทธิของตนในฐานะที่ผู้ร้องเป็นเจ้าของและสัญญาเช่าซื้อได้สิ้นสุดลงไปแล้ว คดีจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะของกลางเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่นอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และไม่อาจถือว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถกระบะหมายเลขทะเบียน ยล 596 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายทองสุข วงษ์กระสันต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7152/2554
#513403
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่าย ถือได้ว่าไม่มีวันที่จำเลยที่ 1 ผู้ออกเช็คกระทำความผิด การที่จำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังเป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายตามที่ตกลงกับโจทก์ร่วมในภายหลัง เป็นเพียงแต่ให้เช็คมีรายการต่างๆ สมบูรณ์ตามกฎหมายเพื่อฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ในทางแพ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง หาทำให้กลับมาเป็นความผิดทางอาญาไม่ แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คกับจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังร่วมกันออกเช็คนั้นก็ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545 เวลากลางวันและวันที่ 3 มีนาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลุมพินี รวม 9 ฉบับ ฉบับที่ 1 เลขที่ 8177625 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 ฉบับที่ 2 เลขที่ 8177655 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 ฉบับที่ 3 เลขที่ 8177626 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2545 ฉบับที่ 4 เลขที่ 8177648 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ฉบับที่ 5 เลขที่ 8177649 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2545 ฉบับที่ 6 เลขที่ 8177650 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2545 ฉบับที่ 7 เลขที่ 8177651 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2545 ฉบับที่ 8 เลขที่ 8177652 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2545 และฉบับที่ 9 เลขที่ 8177653 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ฉบับที่ 1 และที่ 3 สั่งจ่ายเงินฉบับละ 300,000 บาท ส่วนที่เหลือสั่งจ่ายเงินฉบับละ 310,000 บาท มอบให้แก่นายวรวิทย์ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ผู้เสียหายนำเข้าธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งเก้าฉบับให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายการกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นหรือออกเช็คโดยขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะออกเช็คนั้น หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นายวรวิทย์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลงโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 18 เดือน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและกรอกรายการต่างๆ ยกเว้นวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับ ส่วนจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังและลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อเช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนดโจทก์ร่วมนำไปเข้าบัญชีเพื่อให้ธนาคารเรียกเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ทั้งนี้เพราะจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งแก่ธนาคารให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่า ยังตกลงเรื่องสินค้าไม่เรียบร้อยตามหนังสือลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 เอกสารหมาย จ.21 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมรู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อน ต่อมาจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 มาให้รู้จักและแนะนำเป็นหุ้นส่วนกัน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเดินทางมาที่บ้านโจทก์ร่วมด้วยกันแทบทุกครั้งเพื่อเลือกสินค้าไปจำหน่าย และเมื่อซื้อสินค้าไปแล้วในวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 จะสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังไว้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 และวันที่ 3 มีนาคม 2545 จำเลยทั้งสองมาที่บ้านโจทก์ร่วมและซื้อสินค้าไปหลายรายการตามบิลเงินสดเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.24 ตามลำดับ จำเลยทั้งสองได้ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมเป็นเช็ครวม 13 ฉบับ เช็คดังกล่าวเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังทุกฉบับ ส่วนจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากัน แต่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวหรือเข้าหุ้นกันทำกิจการใดจำเลยที่ 2 ได้ขอยืมเช็คของจำเลยที่ 1 ไปเพื่อใช้ในการค้ำประกันการซื้อขายสินค้าของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมได้ชักชวนจำเลยที่ 2 นำสินค้าของโจทก์ร่วมไปขาย โดยให้จำเลยที่ 2 นำสินค้าไปขายก่อน หากขายได้ก็นำเงินมาจ่ายโจทก์ร่วม หากขายไม่ได้ให้นำสินค้ามาคืน ต่อมาโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ไปเปิดบัญชีที่ธนาคารรัตนสิน จำกัด (มหาชน) สาขาราชปรารภ เพื่อให้จำเลยที่ 2 นำเช็คมาวางเพื่อค้ำประกันในการนำสินค้าจากโจทก์ร่วมไปจำหน่ายและโจทก์ร่วมจะนำเช็คของจำเลยที่ 2 ไปขายเพื่อหมุนเงินตามแบบขอเปิดบัญชีเอกสารหมาย ล.1 ส่วนหลักฐานการซื้อขายเมื่อจำเลยที่ 2 ไปที่บ้านของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจะฉีกกระดาษให้คนละ 1 ใบ เมื่อดูสินค้าและสอบถามราคากันแล้ว ต่างฝ่ายต่างจดรายละเอียดลงในกระดาษของตนแล้วต่างคนต่างเก็บไว้ตามหลักฐานการซื้อขายเอกสารหมาย ล.4 หลังจากนั้นบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 2 ถูกปิด โจทก์ร่วมจึงให้จำเลยที่ 2 นำเช็คของผู้อื่นมาค้ำประกันก็ได้ โดยให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันเช็คอีกทอดหนึ่งเพราะโจทก์ร่วมต้องการนำเช็คไปขายลดเพื่อหมุนเงิน จำเลยที่ 2 จึงขอยืมเช็คจากจำเลยที่ 1 เพื่อค้ำประกันการซื้อขายสินค้ากับโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 มิได้เป็นหุ้นส่วนหรือมีส่วนร่วมในการซื้อขายสินค้าระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ร่วม พฤติการณ์ในการซื้อขายในช่วงหลังโจทก์ร่วมจะโทรศัพท์มาบอกจำเลยที่ 2 ให้ไปดูสินค้าและตกลงราคากันโดยบางครั้งโจทก์ร่วมจะหาราคาสินค้าและบอกว่าต้องการเช็คกี่ฉบับ หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน จำเลยที่ 2 จะไปขอยืมเช็คจากจำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่โจทก์ร่วมต้องการ โดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 จะไปเขียนวันที่สั่งจ่ายที่บ้านของโจทก์ร่วมตามที่โจทก์ร่วมกำหนด และจำเลยที่ 2 จะลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คให้ จำเลยที่ 2 ไปที่บ้านโจทก์ร่วมเพียงผู้เดียวไม่เคยไปกับจำเลยที่ 1 เห็นว่า แม้ตามบิลเงินสดเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.24 จะระบุชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซื้อสินค้าไป ซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ซื้อสินค้ากับโจทก์ร่วม แต่บิลเงินสดดังกล่าวเป็นหลักฐานที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในเอกสารดังกล่าว ทั้งโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า บิลเงินสดทั้งสามฉบับเป็นของพยาน บิลเงินสดดังกล่าวมีคู่ฉบับโดยเป็นต้นฉบับ 1 ใบ และสำเนา 1 ใบ ตามปกติพยานจะให้ต้นฉบับเงินสดแก่จำเลยทั้งสองทุกครั้ง ซึ่งหากโจทก์ร่วมให้ต้นฉบับบิลเงินสดแก่จำเลยทั้งสองไปดังที่เบิกความ โจทก์ร่วมย่อมมีแต่เพียงสำเนาบิลเงินสดเท่านั้น แต่บิลเงินสดเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.24 ที่โจทก์อ้างส่งศาลเป็นต้นฉบับ ดังนั้น คำเบิกความของโจทก์ร่วมและบิลเงินสดเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.24 จึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้หากจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 เพื่อซื้อสินค้า จำเลยที่ 1 ก็น่าจะออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมและลงวันที่สั่งจ่ายตามที่ตกลงกับโจทก์ร่วมในวันที่รับสินค้าไปจากโจทก์ร่วม ไม่น่าจะต้องออกเช็คให้ในวันรุ่งขึ้น และแม้จะออกเช็คให้ในวันรุ่งขึ้นก็น่าจะตกลงกับโจทก์ร่วมได้ว่า โจทก์ร่วมจะให้จำเลยที่ 1 ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คแต่ละฉบับในวันใดบ้าง ไม่น่าจะต้องเว้นไม่ลงวันที่สั่งจ่ายไว้เช่นนั้น ทั้งๆ ที่ได้ลงจำนวนเงินสั่งจ่ายไว้แล้ว ตามพฤติการณ์อาจเป็นไปตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า การทำหลักฐานการรับสินค้าคือต่างฝ่ายต่างทำไว้ตามเอกสารหมาย ล.4 และจำเลยที่ 2 ขอยืมเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำไปเป็นหลักประกันในการรับสินค้ามาจากโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 1 มิได้ลงวันที่ไว้และจำเลยที่ 2 มาลงวันที่สั่งจ่ายตามที่ตกลงกับโจทก์ร่วมในภายหลังก็เป็นได้ กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ซื้อสินค้าจากโจทก์ร่วมและออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยทั้งสอง และคำแก้ฎีกาของโจทก์ร่วมอีกต่อไปการที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายถือได้ว่าไม่มีวันที่ผู้ออกเช็คคือจำเลยที่ 1 กระทำความผิด และการที่จำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังเป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายตามที่ตกลงกับโจทก์ร่วมในภายหลังก็เป็นเพียงแต่ให้เช็คมีรายการต่างๆ สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพื่อฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง เท่านั้น หาทำให้กลับมาเป็นความผิดทางอาญาไม่ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คกับจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังรับรองแม้จะร่วมกันออกเช็คนั้นตามฟ้องก็ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 910
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายวรวิทย์ บุญนำการ
จำเลย — นายศิวกร เจิดรุจิกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7136/2554
#520001
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอแก้ไขคำฟ้องนั้น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติเอาไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย โดยได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม หลังจากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้ว โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องทำนองว่าโจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วพบว่าจำเลยมีที่ดิน 4 แปลง ติดจำนองสถาบันการเงินอยู่ หากมีการยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดก็ยังไม่สามารถใช้หนี้ให้แก่โจทก์โดยสิ้นเชิง โดยยังมีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 1,000,000 บาท เมื่อคำฟ้องเดิมของโจทก์ครบเงื่อนไขในการฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายแล้ว การที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเฉพาะเพียงส่วนที่เกี่ยวกับข้อสันนิษฐานที่ว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้นั้น เป็นเพียงการขอแก้ไขรายละเอียดอันเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นการชอบแล้ว

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 13 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งรับฟ้องคดีล้มละลายไว้แล้วให้กำหนดวันนั่งพิจารณาเป็นการด่วน และให้ออกหมายเรียกและส่งสำเนาคำฟ้องไปยังลูกหนี้ให้ทราบก่อนวันนั่งพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน" การที่กฎหมายได้บัญญัติเหตุดังกล่าวไว้ก็เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพิจารณาคดีล้มละลายที่จะให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วกว่าคดีแพ่งสามัญ จึงกำหนดให้ศาลนั่งพิจารณาเป็นการด่วนโดยไม่ได้กำหนดวันยื่นคำให้การเหมือนอย่างคดีแพ่งสามัญ ฉะนั้นจำเลยจะยื่นคำให้การหรือไม่ก็ได้ หากจำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การ จำเลยก็มีโอกาสยื่นได้ก่อนวันนั่งพิจารณา การที่จำเลยยื่นคำให้การภายหลังที่มีการเสร็จการพิจารณาแล้ว จึงเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยยื่นคำให้การลงวันที่ 14 กันยายน 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า คดีนี้มีการนัดพิจารณาและสืบพยานเสร็จตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2551 มีการเลื่อนการนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งเนื่องจากจำเลยขอระยะเวลาในการประนอมหนี้เรื่อยมา การที่จำเลยยื่นคำให้การในคดีนี้เป็นการประวิงคดี จึงไม่อนุญาต

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดทุ่งสง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1433/2540 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,017,708.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600,103.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยจะชำระหนี้จำนวน 450,000 บาท ภายในเดือนมิถุนายน 2541 และส่วนที่เหลือจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 25,000 บาท เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้จำเลยจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2542 และจำเลยตกลงชำระค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความจำนวน 1,000 บาท ภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10457 ตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด รวมทั้งบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยไปชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วนตามบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินครั้งที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์อีก คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยคงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 3,797,110.03 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธินำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์จะต้องดำเนินการบังคับคดีภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ดังนั้นนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2550 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยอีกต่อไป ทั้งการนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายนั้นมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ไม่เกี่ยวกับระยะเวลาในการบังคับคดี ซึ่งโจทก์ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี แต่อย่างใด เห็นว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 โดยกำหนดให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 และในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 กำหนดว่าหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด เช่นนี้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามข้อ 2 ย่อมถือได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมทั้งหมด ซึ่งการนับระยะเวลาในการบังคับคดีจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 การที่โจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 จึงเป็นการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ยังมีสิทธิบังคับคดีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แม้ว่าการฟ้องคดีล้มละลายดังกล่าวจะมิได้ทำให้ระยะเวลาในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เปลี่ยนแปลงไป แต่การพิจารณาเรื่องระยะเวลาบังคับคดีนั้นเป็นเรื่องที่จะพิจารณาว่าในคดีแพ่งที่ศาลพิพากษาตามยอมนั้นโจทก์มีสิทธิบังคับคดีต่อไปอีกหรือไม่ ส่วนในคดีนี้เมื่อโจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมาฟ้องจำเลยภายในกำหนดระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้แล้ว แม้ว่าในการพิจารณาคดีล้มละลายของศาลจะเกินกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิบังคับคดีแพ่ง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่พระราชบัญญัติล้มละลายบัญญัติไว้ต่อไปได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการที่สองมีว่า การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการขอแก้ไขคำฟ้องนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติเอาไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย โดยได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม หลังจากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้ว โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ตามรายละเอียดคำขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน 2 ฉบับ และโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือทวงถามแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2551 ทำนองว่า โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วพบว่าจำเลยมีที่ดิน 4 แปลง และที่ดินทั้ง 4 แปลงนั้นติดจำนองสถาบันการเงินอยู่ หากมีการยึดทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดก็ยังไม่สามารถใช้หนี้ให้แก่โจทก์โดยสิ้นเชิง โดยยังมีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 1,000,000 บาท เมื่อคำฟ้องเดิมของโจทก์ครบเงื่อนไขในการฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายแล้ว การที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเฉพาะเพียงส่วนที่เกี่ยวกับข้อสันนิษฐานที่ว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้นั้น เป็นเพียงการขอแก้ไขรายละเอียดอันเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นการชอบแล้ว

ปัญหาประการที่สามมีว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยตามคำให้การลงวันที่ 14 กันยายน 2552 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 13 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งรับฟ้องคดีล้มละลายไว้แล้ว ให้กำหนดวันนั่งพิจารณาเป็นการด่วน และให้ออกหมายเรียกและส่งสำเนาคำฟ้องไปยังลูกหนี้ให้ทราบก่อนวันนั่งพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน" การที่กฎหมายได้บัญญัติเหตุดังกล่าวไว้ก็เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพิจารณาคดีล้มละลายที่จะให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วกว่าคดีแพ่งสามัญ จึงกำหนดให้ศาลนั่งพิจารณาเป็นการด่วนโดยไม่ได้กำหนดวันยื่นคำให้การเหมือนอย่างคดีแพ่งสามัญ ฉะนั้นจำเลยจะยื่นคำให้การหรือไม่ก็ได้ หากจำเลยประสงค์ที่จะยื่นคำให้การ จำเลยก็มีโอกาสยื่นได้ก่อนวันนั่งพิจารณา คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 ได้มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2551 โดยจำเลยเป็นผู้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้เอง ต่อมาศาลนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 31 มีนาคม 2551 ในวันดังกล่าวโจทก์ได้นำพยานเข้าสืบจนเสร็จและแถลงหมดพยาน ส่วนทนายจำเลยแถลงไม่ติดใจถามค้านและไม่ติดใจสืบพยาน ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ครั้นถึงวันนัดจำเลยได้ขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษา เนื่องจากประสงค์ที่จะเจรจาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 9 ธันวาคม 2551 แต่เนื่องจากในช่วงดังกล่าวศาลล้มละลายกลางจะต้องย้ายไปยังศูนย์ราชการ จึงให้เลื่อนการพิจารณาคดีนี้ไปนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 เมื่อถึงวันนัดทนายจำเลยขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง ศาลได้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 21 กันยายน 2552 การที่จำเลยยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2552 ภายหลังที่มีการเสร็จการพิจารณาแล้ว จึงเป็นการมิชอบ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยนั้นชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้ามีว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสมบัติ จิตอารีละมัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความต่อไปอีกว่าได้ดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้ว พบว่าจำเลยมีที่ดิน 4 แปลง ที่ติดจำนองสถาบันการเงิน มีราคาไม่พอที่จะนำมาชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของที่ดินอีกแปลงหนึ่ง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 145870 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวนั้นมีราคาเพียง 795,925 บาท ซึ่งไม่เพียงพอชำระหนี้แต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยก็ไม่ได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ ส่วนในอุทธรณ์ของจำเลยว่าหากว่ามีการบังคับจำนองที่ดินของจำเลย 3 แปลง แล้วก็น่าจะมีเงินเหลือชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ปรากฏตามเอกสารแนบท้ายคำร้องลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2552 ว่าที่ดินของจำเลยทั้ง 3 แปลงนั้น ติดจำนองอยู่แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย นอกจากนี้ตามเอกสารที่จำเลยแนบท้ายคำร้องขอเลื่อนคดีลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ระบุว่าจำเลยยังมีภาระหนี้อยู่กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยอีกจำนวน 12,397,096.35 บาท พยานหลักฐานของจำเลยยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างทางนำสืบของพยานโจทก์ คดีจึงฟังว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจำเลยยังประกอบอาชีพทนายความ อยู่ในวิสัยที่ใช้ความรู้หาเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทั้งภรรยาของจำเลยรับราชการครู ระดับ คศ.3 อัตราเงินเดือน 35,360 บาท เงินวิทยาฐานะ 11,200 บาท กรณีจึงมีเหตุอื่นไม่ควรให้จำเลยล้มละลายนั้น เห็นว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยมิได้ชำระหนี้จนกระทั่งโจทก์ดำเนินการบังคับคดี และเมื่อได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ จำเลยก็มิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ที่อ้างว่าจำเลยอยู่ในฐานะที่ขวนขวายหาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์โดยใช้ความรู้ความสามารถนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้ความรู้ความสามารถแล้วจะนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้มากน้อยเพียงใด ที่จำเลยอ้างว่าภรรยาจำเลยเป็นข้าราชการและมีเงินเดือนนั้น เห็นว่า เงินดังกล่าวเป็นของภรรยาของจำเลย ไม่ปรากฏว่าภรรยาของจำเลยได้นำเงินดังกล่าวมาช่วยชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์หรือแสดงเจตนาที่สละเงินเดือนดังกล่าวมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 13
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)
จำเลย — นายอลงกรณ์ วิเชียรรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ จันทรา
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7130/2554
#520000
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายสิทธิเรียกร้องอันจะมีผลให้ผู้ซื้อมีสิทธิบังคับชำระหนี้หรือเข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้เดิมบังคับชำระหนี้เอาแก่ลูกหนี้นั้น จะต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้กระทำได้ เช่น พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือการขายทรัพย์สินที่เป็นสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ผู้ร้องซื้อสิทธิเรียกร้องจากกองทุนรวม ก. เจ้าหนี้ในสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ในคดีล้มละลายตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กระทำ ผู้ร้องจึงไม่ได้รับมาซึ่งสิทธิในการได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 2 เด็ดขาด กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล เจ้าหนี้ ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 33,850,349.19 บาท โดยให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 72212, 72232, 72233 ตำบลบึงคำพลอย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ไม่เกินวงเงิน 29,016,267.02 บาท ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ส่วนที่เกินวงเงินหรือยังขาดอยู่จำนวนเท่าใด ให้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 อย่างเจ้าหนี้สามัญ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่ามูลหนี้อันดับ 1 ถึง 3 หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายประภาส ลูกหนี้ชั้นต้น และ/หรือนางไพจิตร และ/หรือนายยงยุทธ และ/หรือนายทองเบิ้ม และ/หรือได้รับชำระหนี้จากการบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 72214, 72229, 72236 และเลขที่ 72210, 72211 และเลขที่ 72213, 72230 ถึง 72235 ตำบลบึงคำพลอย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ของนางไพจิตร และของนายยงยุทธ และของนายทองเบิ้ม ผู้ค้ำประกันร่วมแล้วเพียงใด ให้สิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงมาเพียงนั้นและมูลหนี้อันดับ 4 หากได้รับชำระหนี้จากนางสาวโสมนัส ลูกหนี้ชั้นต้นแล้วเพียงใดให้สิทธิในคดีนี้ลดมาเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย คดีถึงที่สุด ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ผู้ร้องได้ซื้อสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้ และเจ้าหนี้ได้โอนสิทธิต่าง ๆ ในการได้รับชำระหนี้ที่มีต่อลูกหนี้ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องแล้ว ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่าการขอสวมสิทธิของผู้ร้องไม่มีกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ ผู้ร้องจึงไม่สามารถเข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้เพื่อผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป

ศาลล้มละลายกลางตรวจคำร้องแล้ว เห็นว่า กรณีเป็นเรื่องที่ผู้ร้องชอบจะดำเนินการบังคับตามสิทธิที่ผู้ร้องมี ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจผู้ร้องเข้าสวมสิทธิได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เห็นว่า การซื้อขายสิทธิเรียกร้องอันจะมีผลให้ผู้ซื้อมีสิทธิบังคับชำระหนี้หรือเข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้เดิมบังคับชำระหนี้เอาแก่ลูกหนี้นั้น จะต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้กระทำได้ เช่น พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือการขายทรัพย์สินที่เป็นสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ผู้ร้องซื้อสิทธิเรียกร้องจากกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล เจ้าหนี้ ในสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ในคดีล้มละลาย ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กระทำ ผู้ร้องจึงมิได้รับมาซึ่งสิทธิในการได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 แต่อย่างใด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายทวีทรัพย์ กิตโสภณ
จำเลย — บริษัททรัพย์มั่นคงพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอนันต์ พร้อมมูล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ จันทรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7104/2554
#513596
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาข้อกฎหมายว่า การค้นและการสอบสวนไม่ชอบ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ดังนี้ แม้หมายค้นจะระบุให้พันตำรวจโท ป. กับพวกมีอำนาจตรวจค้นบ้านเลขที่ 57/7 ข้างหมู่บ้าน ป.ผาสุก ส่วนบ้านจำเลยเป็นเลขที่ 67 ก็ตาม แต่บ้านจำเลยอยู่ข้างหมู่บ้าน ป.ผาสุก และพันตำรวจโท ป. ได้แนบหลักฐานภาพถ่ายจำเลยขณะอยู่ในบ้านประกอบคำขอเพื่อแสดงว่าประสงค์จะขอหมายค้นบ้านจำเลย การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาออกหมายค้นตามขอ จึงเป็นการให้อำนาจพันตำรวจโท ป. ค้นบ้านจำเลยนั่นเอง การตรวจค้นบ้านจำเลยตามหมายค้นจึงชอบด้วยกฎหมาย สิ่งของที่ได้จากการค้นย่อมนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานคดีนี้ได้

ตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 37 ให้ยกเลิกความเดิมตามมาตรา 134 และให้ใช้ข้อความใหม่ตามที่จำเลยอ้างแทน แต่มาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ นับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทบัญญัติให้มีผลย้อนหลัง จึงไม่มีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยถูกจับส่งตัวให้พนักงานสอบสวนในวันที่ 15 ธันวาคม 2545 พนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิและแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น โดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดก่อน ก็หาทำให้การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67,100/1,102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 138 ริบเมทแอมเฟตามีนและกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอัยการสูงสุดซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับความผิดข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 450,000 บาทฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 7 ปี และปรับ 450,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 14 ปี 6 เดือน และปรับ 900,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 9 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท ริบกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้หมายค้นระบุให้พันตำรวจโทปรีชากับพวกมีอำนาจตรวจค้นบ้านเลขที่ 57/7 ข้างหมู่บ้าน ป.ผาสุก หมู่ที่ 19 ถนนบรมราชชนนี (ขาออก) แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ส่วนบ้านจำเลยเป็นเลขที่ 67 ก็ตาม แต่บ้านจำเลยอยู่ข้างหมู่บ้านป.ผาสุก และพันตำรวจโทปรีชาได้แนบหลักฐานภาพถ่ายจำเลยขณะอยู่ในบ้านประกอบคำขอเพื่อแสดงว่าประสงค์จะขอหมายค้นบ้านจำเลย การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาออกหมายค้นตามขอจึงเป็นการให้อำนาจพันตำรวจโทปรีชาค้นบ้านจำเลยนั่นเองการตรวจค้นบ้านจำเลยตามหมายค้นกรณีดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย สิ่งของที่ได้จากการค้นย่อมนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานคดีนี้ได้ สำหรับปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนไม่แจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำก่อนแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 การสอบสวนจึงไม่ชอบนั้นเห็นว่า บทบัญญัติที่จำเลยอ้างเป็นไปตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง ที่มีการแก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 37 ให้ยกเลิกความเดิมตามมาตรา 134 และให้ใช้ข้อความใหม่ตามที่จำเลยอ้างแทน แต่มาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือนับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทบัญญัติให้มีผลย้อนหลังจึงไม่มีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนี้เมื่อจำเลยถูกจับส่งตัวให้พนักงานสอบสวนในวันที่ 15 ธันวาคม 2545 พนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิและแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น โดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดก่อน ก็หาทำให้การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับและกำหนดโทษปรับสุทธิเหลือ 600, 000 บาท โดยไม่ได้ระบุว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้กักขังเกิน 1 ปี ด้วยหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 (เดิม) ม. 134 (ที่แก้ไขใหม่) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิเชียร สิงห์ใหญ่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายธวัชชัย ถาวรสุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสัณธาน ขันทมณี
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7066/2554
#512824
เปิดฉบับเต็ม

การสอบสวนคดีนี้กระทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้นำบทบัญญัติมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับอนุโลมแก่การสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปี ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ธ. พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า ในการสอบปากคำจำเลยมีพนักงานอัยการ นักจิตวิทยา และทนายความเข้าร่วมรับฟังด้วยแล้ว โดยจำเลยมิได้ถามค้านและนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่พยานโจทก์เบิกความ การสอบสวนคดีนี้ชอบแล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้อง

แม้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 ให้ยกเลิกมาตรา 74 เดิม ซึ่งตามมาตรา 73 ที่แก้ไขใหม่ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เด็กอายุยังไม่เกินสิบปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ และในวรรคสอง บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นก็ตามแต่ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 206 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่มีผลกระทบถึงการดำเนินคดีใด ๆ ที่ได้กระทำไปก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อมีการดำเนินคดีมาถึงศาลฎีกากรณีจึงล่วงพ้นกำหนดเวลาที่จะดำเนินการตามมาตรา 73 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายศักดิ์ดาหรือกูลฉัตร บิดาของเด็กชาย ศ. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 7 ปีเศษ ยังไม่ต้องรับโทษ ศาลได้ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยแล้วมอบให้ผู้ปกครองรับกลับไปอบรมดูแล โดยวางข้อกำหนดว่าต้องระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายตลอดเวลา 2 ปี มิฉะนั้นผู้ปกครองจำเลยจะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท ในเมื่อจำเลยก่อเหตุร้ายขึ้น ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (1) (2)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 7 ปีเศษ จึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การสอบสวนคดีนี้กระทำโดยชอบหรือไม่ ก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เนื่องจากมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 ให้ยกเลิกมาตรา 74 เดิม ซึ่งตามมาตรา 73 ที่แก้ไขใหม่ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เด็กอายุยังไม่เกินสิบปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ และในวรรคสอง บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น แต่อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 206 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล บัญญัติว่า พระราชบัญญัติไม่มีผลกระทบถึงการดำเนินคดีใด ๆ ที่ได้กระทำไปก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ กรณีจึงล่วงพ้นกำหนดเวลาที่จะนำมาตรา 73 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่นี้มาใช้บังคับแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การสอบสวนคดีนี้กระทำโดยชอบหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ประกอบมาตรา 134/2 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ 26 การสอบสวนจึงไม่ชอบ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องได้ เห็นว่า การสอบสวนคดีนี้กระทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ 26 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกามีผลใช้บังคับ และมาตรา 134/2 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่ในการสอบสวนคดีนี้จะบัญญัติให้นำบทบัญญัติมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับอนุโลมแก่การสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปีด้วยก็ตาม ก็ได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธวัชชัย พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า ในการสอบปากคำจำเลยมีพนักงานอัยการ นักจิตวิทยา และทนายความเข้าร่วมรับฟังด้วยแล้ว จำเลยมิได้ถามค้านและนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่พยานโจทก์เบิกความ การสอบสวนคดีนี้ชอบแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โจทก์มีนางสาวสาวิตรี นายสมภพ และนายสี มาเบิกความเป็นประจักษ์พยานยืนยันทำนองเดียวกันว่า จำเลยเล่นหยอกล้อกับเด็กชาย ศ. ผู้ตายที่บริเวณเครื่องเล่นม้าหมุน ผู้ตายล้มลงไปนอนหงายที่พื้นใต้ม้าหมุน จำเลยจับราวเหล็กม้าหมุน แล้วขึ้นไปเหยียบและนั่งทับบนตัวผู้ตาย ตามภาพถ่ายแสดงการจำลองเหตุการณ์ นานประมาณ 2 ถึง 3 นาที เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองอย่างใดกับจำเลยมาก่อน ไม่มีสาเหตุที่จะต้องแกล้งกล่าวร้ายปรักปรำจำเลยซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 7 ปีเศษ ให้ต้องถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในทางอาญา ทั้งคำเบิกความของพยานสอดคล้องกัน ไม่มีข้อพิรุธและมีเนื้อหาตรงกับที่พยานให้การไว้ในชั้นสอบสวนภายหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนจำเลยแม้จะนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยไม่ได้เหยียบและนั่งทับผู้ตาย ผู้ตายจะก้าวขึ้นบนเครื่องเล่นม้าหมุนแต่ก้าวไม่ถึงจึงพลัดตกลงมา แต่จำเลยก็รับข้อเท็จจริงตามคำให้การชั้นสอบสวนของ แพทย์หญิงมณีวรรณ ผู้ผ่าชันสูตรศพผู้ตายว่า สาเหตุการตายของผู้ตายเกิดจากขาดอากาศหายใจ เช่น ถูกของหนักกดทับบริเวณหน้าอก สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวว่า จำเลยเหยียบและนั่งทับบนตัวผู้ตายที่นอนหงายอยู่บนพื้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้มั่นคงโดยปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้ตายตายจากการกระทำของจำเลยดังกล่าว ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 7 ปีเศษ ส่วนผู้ตายอายุ 6 ปีเศษ การที่จำเลยจับราวเหล็กม้าหมุนแล้วขึ้นไปเหยียบหน้าอกผู้ตายและนั่งทับหน้าอกผู้ตายที่กำลังนอนหงายอยู่บนพื้นนานจนกระทั่งผู้ตายขาดอากาศหายใจนั้น เห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่ปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเยี่ยงจำเลยที่มีอายุมากพอที่จะรู้ถึงการเล่นที่ถึงขนาดเป็นอันตรายได้แล้ว และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ โดยไม่เหยียบหรือนั่งทับผู้ตายนานถึงขนาดทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจจนถึงแก่ความตาย แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบแห่งการกระทำโดยประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน แต่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เดิม บัญญัติให้จำเลยไม่ต้องรับโทษดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไว้แล้วถือเป็นกรณีมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ต้องรับโทษ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 บัญญัติให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้พิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 ม. 73
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 206
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดสกลนคร
โจทก์ร่วม — นายศักดิ์ดาหรือกูลฉัตร เสมอพิทักษ์
จำเลย — เด็กชายพิพัฒน์พงษ์หรือปีเตอร์ สัพโส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร — นายธนารักษ์ พงษ์ศิริเดชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยพร สมบุญวงค์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7060/2554
#514273
เปิดฉบับเต็ม

การสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18 ปี ที่ต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 134 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการสอบสวนคดีนี้ มี 3 ประเภท ได้แก่ คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีขึ้นไป คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปีซึ่งผู้ต้องหาที่เป็นเด็กร้องขอ และคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึง 3 ปี เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาร้องขอต่อพนักงานสอบสวนให้มีบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในการถามปากคำ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (5) (8), 122, 134, 148, 157, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 138 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ และฐานขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้สวมหมวกนิรภัยหรือหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่ แต่ให้การปฏิเสธฐานร่วมกันแข่งรถในทางเดินรถสาธารณะ และฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานโดยสารรถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัยหรือหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายในขณะโดยสารรถจักรยานยนต์ แต่ให้การปฏิเสธฐานร่วมกันแข่งรถในทางเดินรถสาธารณะ และฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติ ขณะสอบสวนจำเลยทั้งสองอายุไม่เกินสิบแปดปี ระหว่างนั้นมีบทบัญญัติว่าด้วยการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ และมาตรา 134 ตรี ใช้บังคับอยู่ ในการสอบสวนจำเลยทั้งสองไม่มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการอยู่ด้วย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า การสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า การสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปีที่ต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 134 ตรี นั้น ต้องขึ้นอยู่กับประเภทของคดี ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือ คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีขึ้นไป ประเภทที่สองคือคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปี และผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กร้องขอ และประเภทที่สามคือคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี คดีนี้จัดอยู่คดีประเภทที่สอง ดังนั้น ผู้ต้องหาในคดีประเภทนี้จึงต้องร้องขอต่อพนักงานสอบสวนให้มีบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในการถามปากคำด้วย แต่ในข้อนี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้ความชัดว่า จำเลยที่ 1 ได้ร้องขอต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการดังกล่าวหรือไม่ อันนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนไปเสียเลย โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายมานะ บิดาของจำเลยที่ 1 ว่า ขณะสอบสวนจำเลยที่ 1 พยานได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบแล้วว่า ในการสอบสวนจะต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการร่วมด้วย แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่า ไม่จำต้องมีบุคคลดังกล่าวนั้น คงเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของนายมานะเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถามค้านพนักงานสอบสวนไว้ เพื่อให้มีโอกาสอธิบาย จึงง่ายต่อการกล่าวอ้างในภายหลัง ทั้งพนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด ย่อมไม่มีเหตุผลที่พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนโดยฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว อันอาจถูกดำเนินคดีฐานปฏิบัติไม่ชอบด้วยหน้าที่ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้กล่าวอ้างว่ามีการร้องขอไว้เช่นนั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีนี้จึงชอบแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 134 ตรี
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ
โจทก์ — ฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นายศรัณย์ พกสิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายวินัย อินประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยพร สมบุญวงค์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7058/2554
#513627
เปิดฉบับเต็ม

ทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวตั้งแต่เจ้ามรดกตายไม่มีบทกฎหมายสนับสนุนว่าทายาทคนนั้นครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น

ป.พ.พ. มาตรา 1745 มีความหมายว่าให้นำบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยกรรมสิทธิรวม มาตรา 1356 ถึง 1366 มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติบรรพ 6 เมื่อพิจารณาประกอบมาตรา 1599 ย่อมเห็นได้ว่ากรณีมีทายาทหลายคนเมื่อเจ้ามรดกตายทรัพย์สินของเจ้ามรดกย่อมตกแก่ทายาทเป็นเจ้าของร่วมกันไม่ใช่เป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของ แต่ยังไม่เป็นเจ้าของร่วมกันตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมทุกอย่างและยังต้องตกอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติในบรรพ 6 ด้วย เช่น ทายาทที่ไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกับทายาทอื่นไม่ฟ้องขอแบ่งมรดกภายในอายุความก็อาจสูญเสียสิทธิในการเป็นทายาทหรือทายาทสละมรดกโดยถูกต้องตามแบบการสละมรดกหรือทายาทตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งแตกต่างกับการเป็นเจ้าของรวมตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิรวมที่ต้องเสียสิทธิเมื่อเจ้าของร่วมคนอื่นแย่งการครอบครองหรือเจ้าของรวมสละความเป็นเจ้าของหรือตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ดังนั้นทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวจึงไม่ถือว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 6213 ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1917 ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1970 ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12006 และ 12007 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 502, 509 และ 304 ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่ดินแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 189 หมู่ 2 ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นทรัพย์มรดกของนางทองดี ให้จำเลยทั้งห้านำโฉนดที่ดินเลขที่ 6213 หนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1917 หนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1970 หนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 304 และโฉนดที่ดินเลขที่ 12006 และ 12007 ไปทำนิติกรรมแบ่งให้โจทก์ทั้งสามตามส่วน หากจำเลยทั้งห้าไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้าและขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมของนายสุวงค์ที่ทำกับจำเลยทั้งห้าและกำจัดจำเลยทั้งห้าไม่ให้รับมรดกของนางทองดีในโฉนดที่ดินเลขที่ 6213, 12006 และ 12007 หนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1917 และ 1970

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 502 และ 509 ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 189 หมู่ที่ 2 ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1917 และ 1970 ตั้งอยู่ที่ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เฉพาะส่วนของนางทองดีเป็นทรัพย์มรดกของนางทองดีที่ยังไม่ได้มีการแบ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6213 ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นทรัพย์มรดกของนางทองดีที่ยังไม่ได้แบ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางอุบลวรรณ ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนางทองดีที่ยังไม่ได้แบ่งหรือไม่ โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกของนางทองดีที่ยังไม่ได้แบ่งโดยนายสุวงค์ครอบครองมรดกแทนโจทก์ทั้งสาม โจทก์มีหน้าที่นำสืบ แต่กลับได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ประกอบอาชีพรับราชการก่อนนางทองดีถึงแก่ความตายมิได้อยู่อาศัยกับนางทองดี ส่วนนายคำพิลา บิดาของโจทก์ที่ 3 ก็ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่อื่น ไม่ได้อยู่อาศัยกับนางทองดี คงมีนายสุวงค์และจำเลยที่ 1 ยังคงมีภูมิลำเนาแห่งเดียวกับนางทองดี ขณะที่นางทองดีถึงแก่ความตาย นายสุวงค์คงปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือโฉนดที่ดินตั้งแต่ปี 2500 โดยโจทก์ทั้งสามไม่เคยเข้าครอบครองทำกินในที่ดินดังกล่าวเลย นับแต่นางทองดีถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า นายสุวงค์ครอบครองแทนโดยไม่มีพยานสนับสนุน ดังนั้น การครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินของนายสุวงค์นับแต่นางทองดีถึงแก่ความตาย จึงเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียว โดยที่ทายาทอื่นไม่ได้เข้าร่วมครอบครองด้วย ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนว่า บุคคลใดครอบครองทรัพย์มรดก แล้วถือว่าครอบครองแทนทายาทอื่น แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 จะบัญญัติว่า ถ้ามีทายาทหลายคน ทายาทเหล่านั้นมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกร่วมกันจนกว่าจะแบ่งมรดกกันเสร็จแล้ว และให้ใช้มาตรา 1356 ถึง 1366 บังคับเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติบรรพนี้ แต่บทกฎหมายดังกล่าวมีความหมายว่า ให้นำบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมวดมาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติบรรพ 6 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบมาตรา 1599 ที่บัญญัติว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาทแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า เมื่อเจ้ามรดกตาย ทรัพย์สินของเจ้ามรดกย่อมตกเป็นของทายาทเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่เป็นทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ แต่ยังไม่เป็นเจ้าของร่วมกันตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมทุกอย่าง และยังต้องตกอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติในบรรพ 6 ด้วย เช่น ทายาทที่ไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกับทายาทอื่น ไม่ฟ้องขอแบ่งมรดกภายในอายุความก็อาจสูญเสียสิทธิในการเป็นทายาทหรือทายาทสละมรดกโดยถูกต้องตามแบบการสละมรดกหรือทายาทตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งแตกต่างกับการเป็นเจ้าของรวมตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมที่ต้องเสียสิทธิเมื่อเจ้าของรวมคนอื่นแย่งการครอบครองหรือเจ้าของรวมสละความเป็นเจ้าของหรือตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ดังนั้น ที่ศาลล่างวินิจฉัยว่า นายสุวงค์ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแทนโจทก์ทั้งสามและทายาทอื่น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางทองดีถึงแก่ความตายเมื่อปี 2531 นายสุวงค์ได้ยื่นคำร้องขอโอนมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 ตามหนังสือขอรับโอนมรดก ก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน และต่อมานายสุวงค์ได้ขอออกเป็นโฉนดที่ดินและทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินให้เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2538 ก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ยิ่งกว่านั้นขณะที่นายสุวงค์มีชีวิตก็ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดโต้แย้งคัดค้านการครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินของนายสุวงค์หรือมีการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองดีแต่ประการใด ครั้นนายสุวงค์ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ยังได้นำไปจำนองไว้แก่ธนาคาร ก็ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์ที่ 1 เพิ่งจะมายื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองดีและศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางทองดีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2542 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1530/2542 ตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้น ภายหลังจากนางทองดีถึงแก่ความตายกว่า 10 ปี โดยไม่ปรากฏว่าตามคำร้องและคำสั่งศาลได้ระบุว่ามีที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ประกอบกับตามหนังสือที่ทนายความผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสามบอกกล่าวขอให้จำเลยทั้งห้าแบ่งมรดกก็ไม่ได้ระบุว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือโฉนดที่ดินเป็นที่ดินมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งเช่นกัน ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่า นายสุวงค์ไม่ได้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแทนทายาทอื่น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนางทองดีก็เบิกความยืนยันว่า นายสุวงค์ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแต่ผู้เดียว โดยโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และนายคำพิลาตกลงให้นายสุวงค์ผู้เดียวและไม่ติดใจ เนื่องจากนายสุวงค์ส่งเสียให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เล่าเรียน ความข้อนี้โจทก์ที่ 1 ก็เบิกความทำนองว่า นายสุวงค์ส่งเสียให้เล่าเรียน ส่วนนายคำพิลานั้น จำเลยที่ 1 ก็เบิกความยืนยันว่านายคำพิลาได้ที่ดินที่บ้านนาถ่อนทุ่งแล้วไม่ติดใจที่จะเอาและนายสุวงค์เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ตามใบเสร็จรับเงิน ความข้อนี้โจทก์ที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งห้าว่า นายสุวงค์เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่กับมีนายประสงค์ซึ่งเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ปกครองท้องที่เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งห้าว่า นายสุวงค์เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ คำของจำเลยที่ 1 เป็นปฏิปักษ์กับตนเองทำให้เสียสิทธิในการรับมรดก จึงมีน้ำหนักให้รับฟังพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งห้านำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนางทองดีที่ได้แบ่งปันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่งแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1750 ม. 1745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา ทองมูล กับพวก
จำเลย — นางไหมยา ยศประสงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายศิรวรรธน์ คูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7057/2554
#511940
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1662 กำหนดหลักเกณฑ์ในการเก็บรักษาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองว่า ตามปกติจะต้องเก็บไว้ที่ที่ว่าการอำเภอ แต่ถ้าผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะเก็บรักษาเอง กรมการอำเภอก็ต้องส่งมอบให้ แต่ก่อนส่งมอบพินัยกรรมคืนกรมการอำเภอจะต้องคัดสำเนาไว้พร้อมลงลายมือชื่อและประทับตราตำแหน่งเป็นสำคัญ แล้วเก็บสำเนาไว้ที่ที่ว่าการอำเภอ ได้ความจาก ด. เจ้าพนักงานปกครอง 7 หัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตรอำเภอเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองว่า สำเนาสมุดทะเบียนพินัยกรรม ในช่องผู้ซึ่งได้รับมอบพินัยกรรมไป ระบุว่า พินัยกรรมของ พ. และ ส. ซึ่งผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้รับพินัยกรรมกลับไปในวันเดียวกับที่ทำพินัยกรรม หมายความว่า เจ้าพนักงานกรมการอำเภอถ่ายสำเนาพินัยกรรมและเก็บสำเนาพินัยกรรมไว้ที่ที่ว่าการอำเภอ และมอบต้นฉบับพินัยกรรมให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม แสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของ พ. และ ส. ผู้ทำพินัยกรรมว่าต้องการจะรับพินัยกรรมกลับไปเก็บไว้เอง และเจ้าพนักงานกรมการอำเภอได้คัดถ่ายสำเนาพินัยกรรมดังกล่าวเก็บไว้ที่ที่ว่าการอำเภอ อันเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามป.พ.พ. มาตรา 1662 แล้ว การที่พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไม่ได้เก็บไว้ที่ที่ว่าการอำเภอจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1662 เป็นบทบัญญัติที่ห้ามกรมการอำเภอเปิดเผยต้นฉบับหรือสำเนาพินัยกรรมเท่านั้น ส่วนการที่ผู้ทำพินัยกรรมขอรับพินัยกรรมกลับคืนไป แล้วนำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดห้ามไว้ คดีนี้ไม่ปรากฏว่ากรมการอำเภอได้เปิดเผยพินัยกรรมให้แก่บุคคลอื่นทราบ ส่วนการที่ผู้รับพินัยกรรมจะทราบข้อความในพินัยกรรมจากผู้ทำพินัยกรรมหรือบุคคลอื่นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ มิได้ถือว่าเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยแต่อย่างใด

พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองไม่มีเนื้อความระบุว่าหากฝ่ายใดไม่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้อีกฝ่าย อีกฝ่ายก็จะไม่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้นั้น พ. และ ส. เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ต่างไม่มีสามีและบุตร การที่บุคคลทั้งสองมีเจตนาตรงกันและยกทรัพย์สินบางส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเมื่อตนถึงแก่ความตายไปก่อน หาใช่เป็นการทำพินัยกรรมโดยมีเงื่อนไขบังคับว่าผู้รับพินัยกรรมต้องทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินส่วนของตนให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม พินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมจึงจะมีผลแต่อย่างใดไม่ พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจึงสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมของนางสาวพยอม ฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2533 และพินัยกรรมของนางสาวสนอม ฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2533 เป็นพินัยปลอมทั้งฉบับและเป็นโมฆะ ข้อความในพินัยกรรมเป็นโมฆะและไร้ผลบังคับ

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน แล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสี่ 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นาวาอากาศโทสรรพชัย ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ นางสาวพยอมและนางสาวสนอมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหลานของนางสาวพยอมและนางสาวสนอม ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเหลนของนางสาวพยอมและนางสาวสนอม เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2533 นางสาวพยอมและนางสาวสนอมทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามสำเนาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2535 นางสาวพยอมถึงแก่ความตาย และวันที่ 24 ตุลาคม 2535 นางสาวสนอมถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางสาวพยอม ตามคดีหมายเลขแดงที่ 334/2538 ของศาลชั้นต้น และตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางสาวสนอม ตามคดีหมายเลขแดงที่ 307/2537 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางสาวพยอมและนางสาวสนอม จะต้องเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานอำเภอหรือไม่ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทตามพินัยกรรมเก็บรักษาพินัยกรรมดังกล่าวไว้เองจะขัดต่อกฎหมายอันเป็นผลให้พินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1662 บัญญัติว่า พินัยกรรมซึ่งได้ทำเป็นแบบเอกสารฝ่ายเมือง กรมการอำเภอจะเปิดเผยแก่บุคคลอื่นไม่ได้ในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำพินัยกรรมจะเรียกให้กรมการอำเภอส่งมอบพินัยกรรมนั้นแก่ตนในเวลาใด กรมการอำเภอจำต้องส่งมอบให้ โดยก่อนส่งมอบพินัยกรรม ให้กรมการอำเภอคัดสำเนาพินัยกรรมไว้แล้วลงลายมือชื่อประทับตราตำแหน่งเป็นสำคัญ สำเนาพินัยกรรมนั้นจะเปิดเผยแก่บุคคลอื่นใดไม่ได้ในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ เห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์ในการเก็บรักษาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองว่า โดยปกติจะต้องเก็บไว้ที่ที่ว่าการอำเภอ แต่ถ้าผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะเก็บรักษาเอง กรมการอำเภอก็ต้องส่งมอบให้ แต่ก่อนส่งมอบพินัยกรรมคืนกรมการอำเภอจะต้องคัดสำเนาไว้พร้อมลงลายมือชื่อและประทับตราตำแหน่งเป็นสำคัญ แล้วเก็บสำเนาไว้ที่ที่ว่าการอำเภอ ได้ความจากนางดารณี เจ้าพนักงานปกครอง 7 หัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตรอำเภอเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง พยานจำเลยที่ 2 ว่า สำเนาสมุดทะเบียนพินัยกรรมเอกสารหมาย ล. 10 ในช่องผู้ซึ่งได้รับมอบพินัยกรรมไป ลำดับที่ 13 และลำดับที่ 14 ระบุว่าพินัยกรรมของนางสาวพยอมและนางสาวสนอม นางสาวพยอมและนางสาวสนอมเป็นผู้รับพินัยกรรมกลับไปในวันเดียวกับที่ทำพินัยกรรม หมายความว่า เจ้าพนักงานกรมการอำเภอจะถ่ายสำเนาพินัยกรรมและเก็บสำเนาพินัยกรรมไว้ที่ที่ว่าการอำเภอ และมอบต้นฉบับพินัยกรรมให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม แสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของนางสาวพยอมและนางสาวสนอมผู้ทำพินัยกรรมว่าต้องการจะรับพินัยกรรมกลับไปเก็บไว้เอง และเจ้าพนักงานกรมการอำเภอได้คัดถ่ายสำเนาพินัยกรรมดังกล่าวเก็บไว้ที่ที่ว่าการอำเภอ อันเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1662 แล้ว การที่พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไม่ได้เก็บไว้ที่ที่ว่าการอำเภอจึงไม่ขัดต่อกฎหมายอันจะมีผลทำให้พินัยกรรมดังกล่าวไม่สมบูรณ์หรือเป็นโมฆะ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อความในพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองจะต้องเป็นความลับ จะเปิดเผยต่อบุคคลอื่นไม่ได้ ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1662 เป็นบทบัญญัติที่ห้ามกรมการอำเภอเปิดเผยต้นฉบับหรือสำเนาพินัยกรรมเท่านั้น ส่วนการที่ผู้ทำพินัยกรรมขอรับพินัยกรรมกลับคืนไป แล้วนำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดห้ามไว้ คดีนี้ไม่ปรากฏว่ากรมการอำเภอได้เปิดเผยพินัยกรรมให้แก่บุคคลอื่นทราบส่วนการที่ผู้รับพินัยกรรมจะทราบข้อความในพินัยกรรมจากผู้ทำพินัยกรรมหรือบุคคลอื่นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ มิได้ถือว่าเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยแต่อย่างใด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า นางสาวพยอมและนางสาวสนอมทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองในวันเดียวกัน โดยบุคคลทั้งสองต่างยกทรัพย์สินส่วนหนึ่งของตนให้แก่กันและกัน ข้อกำหนดพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า สำเนาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองไม่มีเนื้อความระบุว่าหากฝ่ายใดไม่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้อีกฝ่าย อีกฝ่ายก็จะไม่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ นางสาวพยอมและนางสาวสนอมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ต่างไม่มีสามีและบุตร การที่บุคคลทั้งสองมีเจตนาตรงกันและยกทรัพย์สินบางส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเมื่อตนถึงแก่ความตายไปก่อน หาใช่เป็นการทำพินัยกรรมโดยมีเงื่อนไขบังคับว่าผู้รับพินัยกรรมต้องทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินส่วนของตนให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม พินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมจึงจะมีผลแต่อย่างใดไม่ สำเนาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจึงสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1662
ชื่อคู่ความ
นางพยูร เรืองงาม โดยนาวาอากาศโท สรรพชัย
โจทก์ — เรืองงาม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางอังคณา พูลสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายรัชชา สุทธิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7047/2554
#514198
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมคบกับเจ้าพนักงานที่ดินกระทำการโดยทุจริต ใช้วิธีการให้จำเลยยื่นคำร้องขอรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลย และรังวัดรวมเอาที่ดินนอกเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่จำเลยไม่มีสิทธิครอบครอง มารวมกับที่ดินเดิมแล้วแก้ไขเพิ่มจำนวนเนื้อที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้มากขึ้นโดยไม่ชอบ จากนั้นจำเลยนำที่ดินมาขายให้แก่โจทก์โดยหลอกลวงว่าเป็นที่ดินที่จำเลยเป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์หลงเชื่อจึงรับซื้อไว้และจ่ายเงินค่าที่ดินให้จำเลยไปแล้วเป็นการฉ้อโกงโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินแก่โจทก์ ดังนี้เป็นการฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิด มิใช่การฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายที่ดิน จึงไม่มีข้อต้องพิจารณาว่าโจทก์มีส่วนผิดในการทำสัญญาหรือเข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลยโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เมื่อการทำละเมิดเกิดจากการทุจริตฉ้อโกงของจำเลยฝ่ายเดียวโดยโจทก์มิได้มีส่วนสมรู้หรือยินยอมให้จำเลยกระทำการทุจริตดังกล่าว จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ทั้งจำเลยไม่อาจอ้างเหตุผลใดที่จะไม่ต้องคืนทรัพย์สินที่หลอกลวงไปคืนแก่โจทก์เพราะบุคคลผู้ทุจริตหามีสิทธิที่จะได้ประโยชน์จากการทุจริตหรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของตนไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยมีเนื้อที่จริงเพียง 22 ไร่ 1 งาน จำเลยสมคบกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินของจำเลยโดยรังวัดรวมเอาที่ป่าที่จำเลยไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา รวมเข้าเป็นเนื้อที่ดินที่รังวัดได้ใหม่แล้วแก้ไขรูปแผนที่และจำนวนเนื้อที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 55 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา การรังวัดและแก้ไขเนื้อที่ดินดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะที่ดินส่วนที่รังวัดเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) เนื่องจากเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินหรือยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่บุคคลใด และเป็นที่ดินที่จำเลยไม่มีสิทธิครอบครองอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่ได้เข้าทำประโยชน์อยู่จริง จึงไม่มีสิทธิที่จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินส่วนนี้ได้ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ วรรคสอง การรังวัดและแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ไม่ชอบดังกล่าวย่อมไม่ทำให้จำเลยได้สิทธิครอบครองหรือก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ที่ดินส่วนดังกล่าวยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่เช่นเดิม การที่จำเลยอ้างต่อโจทก์ว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินส่วนนี้ด้วยทั้งที่รู้อยู่ว่าไม่เป็นความจริงและนำมาหลอกขายให้โจทก์ จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนเงินค่าที่ดินเฉพาะส่วนที่รังวัดเพิ่มขึ้นโดยไม่ชอบนั้นแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,443,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 825,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความฟังเป็นยุติ ในปี 2536 รัฐบาลมีโครงการกองทุนที่ดินเพื่อจัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองโดยมอบหมายให้โจทก์มีหน้าที่ในการจัดซื้อที่ดินจากประชาชนและนำไปจัดสรรแก่เกษตรกร โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2239 ตำบลสุมเส้า อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 55 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา จากจำเลยในราคา 825,000 บาท ซึ่งเป็นการจัดซื้อในโครงการกองทุนที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุดรธานี ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์และสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน โจทก์รับมอบที่ดินจากจำเลยและจำเลยได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือร้องเรียนจากเกษตรกรว่าที่ดินที่ได้รับจัดสรรมีสภาพไม่เหมาะสมแก่การเกษตรกรรมและเนื้อที่น้อยเกินไป มีเหตุสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของโจทก์ผู้มีหน้าที่จัดซื้อที่ดินตามโครงการกองทุนที่ดินในเขตอำเภอสร้างคอมและอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ทุจริตในการจัดซื้อที่ดิน จึงขอให้กรมที่ดินช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินที่โจทก์จัดซื้อมาแล้วทั้งหมดรวม 216 แปลง ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบที่กรมที่ดินแต่งตั้งขึ้นพบว่า เอกสารสิทธิของที่ดินที่โจทก์ซื้อมีเพียง 63 แปลงเท่านั้นที่ออกเอกสารสิทธิหรือแบ่งแยกเอกสารสิทธิโดยถูกต้อง นอกนั้นมีการออกเอกสารสิทธิหรือรังวัดเพิ่มเนื้อที่ดินในเอกสิทธิเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามรายงานผลการตรวจสอบ สำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2239 ของจำเลยที่ขายให้โจทก์ผลการตรวจสอบได้ความว่า เดิมเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้จำเลยเมื่อปี 2520 ด้วยวิธีเดินสำรวจโดยใช้รูปถ่ายทางอากาศ มีเนื้อที่จริงเพียง 22 ไร่ 1 งาน ต่อมาจำเลยยื่นคำขอรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินและมีการรังวัดโดยนำเอาที่ดินทางด้านทิศใต้ที่อยู่นอกเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิมซึ่งมีสภาพเป็นป่าและยังไม่มีการทำประโยชน์ เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา มารวมเป็นเนื้อที่ดินที่รังวัดตรวจสอบได้แล้วแก้รูปที่ดินและเนื้อที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เสียใหม่ ทำให้มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 55 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา อันเป็นการรังวัดแก้ไขเนื้อที่ดินโดยมิชอบและต้องดำเนินการเพิกถอนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือรายงานผลการตรวจสอบ โจทก์จึงร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาฉ้อโกงและมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการจัดซื้อที่ดินจากจำเลย ถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ขอให้พิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมคบกับเจ้าพนักงานที่ดินกระทำการโดยทุจริต ใช้วิธีให้จำเลยยื่นคำร้องขอรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ดังกล่าวของจำเลยแล้วรังวัดรวมเอาที่ดินนอกเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่จำเลยไม่มีสิทธิครอบครองเนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา มารวมกับเนื้อที่ดินเดิม และแก้ไขเนื้อที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 55 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา เป็นการไม่ชอบ จากนั้นจำเลยนำที่ดินมาขายให้โจทก์โดยหลอกลวงว่าเป็นที่ดินที่จำเลยเป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์หลงเชื่อจึงรับซื้อไว้อันเป็นการฉ้อโกงโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องจ่ายเงินให้จำเลยไปเป็นเงิน 825,000 บาท เป็นการฟ้องว่าจำเลยจงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายหรือทำละเมิดต่อโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 438 มิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายที่ดิน จึงไม่มีข้อต้องพิจารณาว่าโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลยโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ และมิใช่การฟ้องคดีเพื่อติดตามเอาทรัพย์คืนจากบุคคลภายนอก จึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องมีส่วนผิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการทำนิติกรรมหรือไม่ เพราะไม่มีเหตุที่จะต้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่ให้ต้องเสียหาย สำหรับคดีนี้เมื่อการทำละเมิดเกิดจากทุจริตฉ้อโกงของจำเลยฝ่ายเดียวโดยโจทก์มิได้มีส่วนสมรู้หรือยินยอมให้จำเลยกระทำการทุจริตดังกล่าวด้วย ย่อมไม่อาจถือว่าโจทก์มีส่วนผิดหรือใช้สิทธิฟ้องคดีละเมิดโดยไม่สุจริต ทั้งจำเลยไม่อาจอ้างเหตุผลใดที่จะไม่ต้องคืนทรัพย์สินที่หลอกลวงไปคืนแก่โจทก์ เพราะบุคคลผู้ทุจริตหามีสิทธิจะได้ประโยชน์จากการทุจริตหรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของตนได้ไม่ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลยโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า โจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการเข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับจำเลย ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินกระทำการโดยทุจริตโดยรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินและแก้ไขเพิ่มเนื้อที่ดินจากเดิมโดยไม่ชอบแล้วนำมาหลอกลวงขายโจทก์ เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังมิได้มีคำวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอีก เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยสำหรับที่ดินส่วนที่เกิน 22 ไร่ 1 งาน ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าที่ดินนอกนั้นจำเลยไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ เพราะหากจำเลยครอบครองทำประโยชน์จริง ก็ไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานที่ดินจะไม่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยในปี 2520 นอกจากนี้ในรูปแผนที่และเขตติดต่อของที่ดินที่แสดงไว้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เดิม แบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศก็ระบุตรงกันว่าที่ดินส่วนที่อยู่ด้านทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยเป็นที่ว่าง มิใช่ที่ดินที่มีผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่แต่อย่างใด ยิ่งเชื่อได้ว่าที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นป่าและยังไม่ได้มีการเข้าครอบครองทำประโยชน์รับกับข้อเท็จจริงที่จำเลยและนางคูณให้ถ้อยคำต่อนายอุทัยพยานโจทก์และคณะตรวจสอบของกรมที่ดิน หลังจากปี 2520 จำเลยก็ไม่ได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือนี้อีกเลย แสดงว่าหลังจากนั้น จำเลยไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนนี้ต่อมาภายหลังอีกดังที่นำสืบ จำเลยจึงมิใช่บุคคลผู้มีสิทธิได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ในที่ดินส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ วรรคสอง เพราะมิใช่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบ เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจออกเอกสารสิทธิในที่ดินนี้ให้แก่จำเลยได้และถือว่าที่ดินส่วนนี้เป็นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) เพราะเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน จำเลยและเจ้าพนักงานที่ดินจึงต้องใช้วิธีขอรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินแล้วแก้ไขรูปที่ดินและเนื้อที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิมแทนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับใหม่เพื่อเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมายดังกล่าว พยานหลักฐานและทางนำสืบของโจทก์สมเหตุผลมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานและทางนำสืบของจำเลย ฟังได้ว่าที่ดินส่วนที่มีการรังวัดเพิ่มเติมเนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา เป็นที่ดินที่ยังไม่มีการออกโฉนดที่ดินหรือตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใดจึงเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 และเป็นที่ดินของรัฐซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจออกเอกสารสิทธิให้แก่จำเลยได้ แม้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดโดยนำที่ดินส่วนนี้เพิ่มรวมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิมที่ออกแก่จำเลยโดยชอบ ก็เป็นการรังวัดแก้ไขเนื้อที่ดินโดยมิชอบ การแก้ไขนี้ไม่ทำให้จำเลยได้สิทธิครอบครองหรือเกิดสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิมแต่อย่างใด ที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่เช่นเดิม การที่จำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินส่วนนี้ด้วยทั้งที่รู้อยู่ว่าไม่เป็นความจริงและนำที่ดินมาขายให้โจทก์ จึงเป็นการจงใจหลอกลวงโจทก์ทำให้โจทก์หลงเชื่อ จัดซื้อที่ดินของรัฐให้แก่รัฐเองและจ่ายเงินงบประมาณของแผ่นดินเป็นค่าที่ดินแก่จำเลยโดยไม่จำเป็น เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนที่ดินเนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ซึ่งรังวัดเพิ่มเติมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิมที่ออกแก่จำเลยโดยไม่ชอบซึ่งถือว่ายังเป็นป่าและเป็นที่ดินของรัฐนั้น โจทก์ก็หาได้มีสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนนั้นไม่ และเป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายต่อไป

ปัญหาจำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ที่ดินที่จำเลยนำมาหลอกขายโจทก์มีเนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา คือส่วนที่รังวัดและแก้ไขเนื้อที่เพิ่มขึ้นภายหลังเท่านั้น แต่ที่ดินตามเนื้อที่ดินเดิมในหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำนวน 22 ไร่ 1 งาน เป็นที่ดินที่จำเลยเป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองอยู่จริง การซื้อขายที่ดินส่วนจึงไม่เป็นการหลอกลวงหรือละเมิดทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยมีสิทธิได้รับเงินค่าซื้อที่ดินในส่วนที่จำเลยเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองจริง ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เฉพาะราคาค่าที่ดินส่วนที่เกินจากที่มีสิทธิได้รับ ซึ่งตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย และสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายระบุว่า โจทก์และจำเลยตกลงซื้อขายที่ดินกันในราคาไร่ละ 15,000 บาท รวมราคาทั้งแปลงเป็นเงิน 825,000 บาท คิดคำนวณราคาจากเนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน เป็นเงิน 333,750 บาท นำไปหักจากราคาที่ดินทั้งหมดที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้ว คงเป็นค่าที่ดินที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ 491,250 บาท และจำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดคือวันที่ทำสัญญาขายที่ดินและรับเงินไปจากโจทก์เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 419,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลในแต่ละชั้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 420 ม. 438
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (1)
ป.ที่ดิน ม. 2 ม. 58 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายสมัย ยางชุมหรือฮางชุม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายเลิศบุญ เหลือฐิติสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7027/2554
#554402
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้มี พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 โดยให้ใช้ความใหม่แทนซึ่งได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดลักษณะผู้กระทำความผิดต้องเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทย" เป็น "ผู้ใด" มีผลให้ผู้กระทำความผิดจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ และในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องคดีนี้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีผลให้จำเลยไม่ต้องรับโทษในฐานเป็นตัวการในการกระทำความผิดนี้ เพราะจำเลยมิใช่ผู้ไม่มีสัญชาติไทย ย่อมเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ามาตรา 14 ที่แก้ไข

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยกับ ย. ผู้ไม่มีสัญชาติไทยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (เดิม) แต่กลับระบุถึงสัญชาติจำเลยว่าจำเลยมีสัญชาติไทยอันผิดไปจากลักษณะของบุคคลที่จะเป็นตัวการกระทำความผิดตามบทมาตรานี้เป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ดังนี้ แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามคำฟ้องเช่นนี้ ก็ย่อมฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยตามคำฟ้องนี้เป็นตัวการร่วมกับนาย ย. ผู้ไม่มีสัญชาติไทยกระทำความผิด แต่อาจมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้ไม่มีสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (เดิม) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 137, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 267, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบาท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้ไปที่ว่าการอำเภอเปือยน้อย ไม่ได้แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ เป็นฎีกาในทำนองปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ขัดกับที่จำเลยให้การรับสารภาพ และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาต่อไปตามที่จำเลยฎีกาว่า ภายหลังจากวันที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้แล้ว มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ออกมาใช้บังคับโดยมีการบัญญัติระวางโทษหนักขึ้น แต่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นระบุแต่เพียงว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 และลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ได้แสดงให้เห็นว่าได้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยในการลงโทษจำเลยหรือไม่ จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ปรับบทความผิดจำเลยในฐานนี้ ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) และวางโทษจำคุกจำเลย 1 ปี แสดงว่าศาลชั้นต้นใช้บทกฎหมาย มาตรา 14 ที่แก้ไขใหม่แล้ว ในการปรับบทความผิดและลงโทษจำเลยเพราะความตามมาตรา 14 (1) ถึง (3) มีแต่เฉพาะในบทบัญญัติมาตรา 14 ที่แก้ไขใหม่แล้วเท่านั้น และมีปัญหาต่อไปว่าบทกฎหมายใดที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากัน ภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 โดยให้ใช้ความใหม่แทนซึ่งได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดลักษณะผู้กระทำความผิดต้องเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทย" เป็น "ผู้ใด" มีผลให้ผู้กระทำความผิดจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ และในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องคดีนี้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีผลให้จำเลยไม่ต้องรับโทษในฐานเป็นตัวการในการกระทำความผิดนี้ เพราะจำเลยมิใช่ผู้ไม่มีสัญชาติไทย ย่อมเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ามาตรา 14 ที่แก้ไขใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก และปรากฏว่าตามคำฟ้องของโจทก์ซึ่งต้องบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น โจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยกับนายยูผู้ไม่มีสัญชาติไทยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (เดิม) ดังกล่าว แต่กลับระบุถึงสัญชาติจำเลยว่าจำเลยมีสัญชาติไทยอันผิดไปจากลักษณะของบุคคลที่จะเป็นตัวการกระทำความผิดตามบทมาตรานี้ เป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังนี้ แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามคำฟ้องเช่นนี้ ก็ย่อมฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยตามคำฟ้องนี้เป็นตัวการร่วมกับนายยูผู้ไม่มีสัญชาติไทยกระทำความผิดพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยจะมีสัญชาติไทยก็อาจมีความผิดด้วยการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ไม่มีสัญชาติไทยในการกระทำความผิด อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของผู้ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งการที่จำเลยร่วมกับนายยูผู้ไม่มีสัญชาติไทยโดยแจ้งและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่านายยูมีชื่อว่านายนิกรที่มีสัญชาติไทย ย่อมเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกในขณะที่นายยูผู้ไม่มีสัญชาติไทยกระทำความผิดนี้ จำเลยย่อมมีความผิดเพียงฐานสนับสนุนผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดจึงไม่ชอบ และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งตามที่ได้วินิจฉัยมานี้ ศาลฎีกาก็ย่อมต้องปรับบทความผิดและกำหนดโทษจำเลยตามบทความผิดที่ถูกต้องด้วย จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อนี้อีกต่อไป นอกจากนี้ยังปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ด้วยว่า ในส่วนการบรรยายฟ้องเฉพาะความผิดฐานปลอมเอกสารนั้น โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่านายยูได้ลงลายมือชื่อของนายนิกร ในช่องผู้ยื่นคำขอในเอกสารแบบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป.1) อันเป็นการแสดงว่านายยูเป็นผู้ลงลายมือชื่อปลอมของนายนิกรลงในเอกสารดังกล่าวเพียงผู้เดียว แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในตอนท้ายว่า การร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและกระทำปลอมเอกสารของจำเลยกับนายยูดังกล่าว ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่หลงเชื่อและออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายยูในนามของนายนิกรให้นายยูรับไปก็ตาม แต่คำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงให้เห็นว่า จำเลยนี้กระทำการอย่างใดที่เป็นการร่วมกระทำผิดกับนายยูในการลงลายมือชื่อปลอมดังกล่าว ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพในความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้องแต่เมื่อคำฟ้องในส่วนนี้มิได้บรรยายให้เห็นถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานนี้กับนายยูอย่างไรแล้ว ก็ย่อมฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่ได้และศาลฎีกาก็มีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ ทั้งนี้ ตามบทกฎหมายดังกล่าวไว้ข้างต้นแล้วเช่นกัน คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ ปัญหานี้ เห็นว่า พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่มีส่วนทำให้คนต่างด้าวสามารถแอบอ้างว่ามีสัญชาติไทย โดยได้บัตรประจำตัวประชาชนของนายนิกร ผู้มีสัญชาติไทยและถึงแก่ความตายไปแล้วไปใช้ในการแอบอ้างว่านายยูเป็นนายนิกรผู้มีสัญชาติไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศได้แล้ว ยังทำให้เกิดความเสียหายผิดพลาดคลาดเคลื่อนในระบบการทะเบียนราษฎรอันเป็นระบบข้อมูลสำคัญของประเทศด้วย จึงเป็นพฤติการณ์การกระทำความผิดที่ร้ายแรง หากรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยจะเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อไป จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (เดิม) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และความผิดในส่วนการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานกับใช้และอ้างเอกสารดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 โดยจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตามมาตรา 267 ซึ่งต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก เท่านั้น ตามมาตรา 268 วรรคสอง อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ม. 8
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 3 ม. 83 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นางสาวจารุเนตร ชูชีพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายอภิสิทธิ์ วิระมิตรชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7008/2554
#514208
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ได้ขัดขืนเพราะเห็นว่าจำเลยเป็นบิดา แต่ให้การตามบันทึกคำให้การต่อหน้าบุคคลที่ผู้เสียหายร้องขอ พนักงานอัยการ และนักสังคมสงเคราะห์ว่า ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายได้ร้องขอไม่ให้จำเลยทำ จำเลยไม่ฟังและผู้เสียหายก็มีร่างกายไม่สมประกอบ ไม่มีแรงที่จะขัดขืน ผู้เสียหายเป็นบุตรจำเลยและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายยังรักจำเลยและไม่ประสงค์จะเอาเรื่องจำเลย เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อกว่าคำเบิกความ แม้คำให้การในชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่าแต่เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่าน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ประกอบกับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยที่บุตรจะยินยอมให้บิดากระทำชำเรา คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงมีเหตุผลหนักแน่นรับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 285

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ได้ขัดขืนเพราะเห็นว่าจำเลยเป็นบิดา แต่ให้การตามบันทึกคำให้การ ต่อหน้านางสาวกรรณิกา บุคคลที่ผู้เสียหายร้องขอ พนักงานอัยการ และนักสังคมสงเคราะห์ว่า ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายได้ร้องขอไม่ให้จำเลยทำ จำเลยไม่ฟังและผู้เสียหายก็มีร่างกายไม่สมประกอบ ไม่มีแรงที่จะขัดขืน ผู้เสียหายเป็นบุตรจำเลยและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายยังรักจำเลยและไม่ประสงค์จะเอาเรื่องจำเลย เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อกว่าคำเบิกความ แม้คำให้การชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้โดยระมัดระวังแล้ว ประกอบกับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยที่บุตรจะยินยอมให้บิดากระทำชำเรา คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงมีเหตุผลอันหนักแน่นรับฟังได้ เมื่อผู้เสียหายมีสภาพกายพิการขาทั้งสองข้างไม่สามารถใช้การได้ และได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายว่า การกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น จำเลยจะจับผู้เสียหายถอดกางเกงชั้นนอกและชั้นในออก แล้วให้ผู้เสียหายนอนหงายบนเตียง จากนั้นคร่อมทับบนตัวผู้เสียหาย จับขาทั้งสองของผู้เสียหายแยกออกและขยับตัวเข้ามาระหว่างขาของผู้เสียหายแล้วดันอวัยวะเพศเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหาย ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยจึงฟังได้ว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคหนึ่ง ม. 285
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (1) ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายสนิท ทองนิล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายธีรวัฒน์ ปราบไกรสีห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7004/2554
#511607
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม มีองค์ประกอบความผิดในส่วนอายุของบุคคลที่ถูกระทำแตกต่างกันจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาให้เกิดผลต่อบุคคลที่ถูกกระทำแยกต่างหากจากกันได้ แม้ผู้เสียหายทั้งสองจะถูกกระทำความผิดในคราวเดียวกัน แต่เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสอง ก็ต้องฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันด้วย มิใช่เป็นความผิดกรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาให้ลงโทษจำเลยหลายกรรม ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขเรื่องโทษได้เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แต่มิได้ปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 86 ด้วย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 309, 310, 317, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง วรรคสาม ประกอบด้วยวรรคสี่ ฐานเป็นผู้สนับสนุนเพื่อให้มีการสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น จำคุก 12 จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 8 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 282 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุก 9 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 282 วรรคสอง และมีความผิดตามมาตรา 282 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 282 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แล้วพิพากษาลงโทษตามมาตรา 282 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 282 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 282 วรรคสองและวรรคสามนี้ มีองค์ประกอบความผิดในส่วนอายุของบุคคลที่ถูกกระทำแตกต่างกัน จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาให้เกิดผลต่อบุคคลที่ถูกกระทำแยกต่างหากจากกันได้ แม้ผู้เสียหายทั้งสองจะถูกกระทำความผิดในคราวเดียวกัน แต่เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสอง ก็ต้องฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันด้วย มิใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาให้ลงโทษจำเลยหลายกรรม ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขเรื่องโทษได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย นอกจากนี้ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แต่มิได้ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม, 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมรวม 2 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 91 ม. 282
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นางสุวาพรหรือสุวาภร สวัสดิ์หรือสวัสดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายสกุณ สวนปาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ บุญศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา