คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6568/2554
#510256
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2545 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการใช้มือจับหน้าอกและอวัยวะเพศของผู้เสียหายทั้งสองจำนวนหลายครั้ง และใช้อวัยวะเพศถูไถที่อวัยะเพศของผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายทั้งสองยินยอมต่างกรรมต่างวาระกัน รวมจำนวน 10 ครั้ง การกระทำอนาจารผู้เสียหายแต่ละคนแต่ละคราวย่อมเป็นความผิดแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหาย 2 คน ต่างกรรมต่างวาระกัน รวม 10 ครั้ง จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายแต่ละคน คนละกี่กรรม จึงเป็นฟ้องที่ไม่บรรยายให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งศาลต้องยกฟ้อง ไม่อาจลงโทษจำเลยได้แม้แต่กรรมเดียว ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 10 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 40 ปี กรณีต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำคุก 20 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวให้จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2545 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการใช้มือจับหน้าอกและอวัยวะเพศของผู้เสียหายทั้งสองจำนวนหลายครั้งและใช้อวัยวะเพศถูไถที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายทั้งสองยินยอมต่างกรรมต่างวาระกัน รวมจำนวน 10 ครั้ง เห็นว่า การกระทำอนาจารผู้เสียหายแต่ละคนแต่ละคราวย่อมเป็นความผิดแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหาย 2 คน ต่างกรรมต่างวาระกัน รวม 10 ครั้ง จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายแต่ละคน คนละกี่กรรม จึงเป็นฟ้องที่ไม่บรรยายให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งศาลต้องยกฟ้อง ไม่อาจลงโทษจำเลยได้แม้แต่กรรมเดียว ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 279
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายหลั่น ก้อนพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายอุชาติ เธียรพรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6549/2554
#518465
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่า 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พยานโจทก์ทั้งสามยึดได้ในขณะจับกุมจำเลยทั้งสองที่ห้องพักโรงแรมที่เกิดเหตุถูกแบ่งมาจาก 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตรวจค้นได้ในห้องพักของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 เม็ด ดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ที่ยึดได้จากห้องพักของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192

ความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เท่ากับโจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด รวมกันมาเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91 ได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่ศาลมีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบคีตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถยนต์เก๋งของกลาง กับให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10940/2546 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษในคดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3028/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่รับสารภาพฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน และขายคีตามีน แต่ให้การปฏิเสธฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10940/2546 ของศาลแขวงพระนครเหนือ เข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 6 ปี 2 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษเท่ากัน (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวคือการขาย) จึงให้ลงโทษฐานขายคีตามีน จำคุก 5 ปี ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน และคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเพื่อขาย ชั้นพิจารณาให้การรับสารภาพข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและคีตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้หนึ่งในสาม ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและขายคีตามีนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี ฐานขายคีตามีน จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 14 เดือน นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3028/2546 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด) จำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ได้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 100/2 วางโทษจำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด) อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ได้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 วางโทษจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานขายคีตามีนด้วยแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี คำรับในการตรวจค้นชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ฐานจำหน่ายและขายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10940/2546 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ส่วนโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3028/2546 ของศาลชั้นต้น ริบคีตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ส่วนรถยนต์เก๋งของกลางให้คืนแก่จำเลยที่ 1 คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองที่โรงแรมชวาลาและยึดได้เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ยาอี 1 เม็ด และยาเค 1 ขวด กับยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 0 7980XXXXX จากจำเลยที่ 2 ที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษกับวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวและรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ฉน 598 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 เป็นของกลาง วันเวลาเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจได้นำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 ที่อรชนกอพาร์ตเมนต์และยึดได้ยาอีอีก 1 เม็ด เป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งเมทแอมเฟตามีน ยาอีและยาเค ของกลางทั้งหมดไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานวิทยาการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจปรากฏว่า เมทแอมเฟตามีนและยาอี เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีนและ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนตามลำดับ และยาเค เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ชนิดคีตามีน สำหรับความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และยาอี 1 เม็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย และฐานมียาเคอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและขาย คู่ความมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ยาอี 1 เม็ด และยาเค 1 ขวด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเพื่อขายหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดยาอี 1 เม็ด ของกลางได้ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 นั้น พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่พอฟังว่า มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาอีดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับยาอี 1 เม็ดของกลาง ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากห้องพักของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อนี้ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มียาอีของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่พอฟังว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย สำหรับจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาอีของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในชั้นนี้คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสุชาติพยานโจทก์ซึ่งนำจำเลยที่ 1 ขึ้นไปตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า พยานกับพวกตรวจค้นพบยาอี 1 เม็ด กับสมุดบันทึก 1 เล่ม เป็นของกลางจากห้องพักของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 รับว่ายาอีเป็นของจำเลยทั้งสองและสมุดบันทึกดังกล่าวเป็นสมุดบันทึกรายรับรายจ่ายเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดให้โทษ คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสุชาติตรงกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่า ยาอีและสมุดบันทึกดังกล่าวซึ่งบันทึกรายรับรายจ่ายการซื้อขายยาเสพติดให้โทษที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งภายในห้องพักของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นของจำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันมียาอีของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ แม้ร้อยตำรวจเอกสุชาติ สิบตำรวจเอกไมตรีและสิบตำรวจเอกราชันย์พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยทั้งสองให้การในขณะถูกจับกุมว่า จำเลยทั้งสองพักอยู่ด้วยกันที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 แต่ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสุชาติพยานโจทก์ซึ่งนำจำเลยที่ 1 ขึ้นไปตรวจค้นที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 ว่า ภายในห้องพักของจำเลยที่ 1 ไม่พบเสื้อผ้าของผู้หญิง รวมทั้งไม่ปรากฏว่ามีเครื่องใช้ผู้หญิงอยู่ในห้องพักด้วย ยิ่งกว่านั้นหากจำเลยที่ 2 พักอยู่กับจำเลยที่ 1 ร้อยตำรวจเอกสุชาติพยานโจทก์ก็น่าจะนำจำเลยที่ 2 ขึ้นไปตรวจค้นห้องพักร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย ไม่มีเหตุผลที่พยานโจทก์จะให้สิบตำรวจเอกไมตรีกับสิบตำรวจเอกราชันย์ควบคุมตัวจำเลยที่ 2 รออยู่ที่ชั้นล่าง ข้อที่พยานโจทก์ทั้งสามอ้างว่าเหตุที่ไม่นำจำเลยที่ 2 ให้ไปร่วมทำการตรวจค้นห้องพักด้วยเพราะเกรงว่าจำเลยทั้งสองจะยักย้ายยาเสพติดให้โทษในห้องพัก ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจมีมากกว่าฝ่ายจำเลยซึ่งมีเพียง 2 คน ข้ออ้างของพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวไม่สมเหตุผลจึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ทั้งจำเลยทั้งสองต่างนำสืบว่า จำเลยที่ 2 มิได้พักกับจำเลยที่ 1 เช่นนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่เพียงพอให้รับฟังว่า ยาอีของกลาง 1 เม็ด ที่ตรวจยึดได้ที่ห้องพักที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาอีดังกล่าวไว้ในครอบครอง ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 มียาอีดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า แม้ยาอีของกลางที่ร้อยตำรวจเอกสุชาติตรวจยึดจากห้องพักของจำเลยที่ 1 กับยาอีของกลางที่ร้อยตำรวจเอกสุชาติ สิบตำรวจเอกไมตรีและสิบตำรวจเอกราชันย์พยานโจทก์ทั้งสามยึดได้ในขณะจับกุมจำเลยทั้งสองที่ห้องพักของโรงแรมชวาลาจะมีลักษณะเหมือนกัน แต่โจทก์ก็หาได้มีพยานหลักฐานอื่นใดที่เชื่อมโยงได้ว่ายาอีของกลางที่ยึดได้จากทั้งสองแห่งดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือไม่ ทั้งจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมเสพยาอีด้วย ประกอบกับยาอีของกลางที่ตรวจค้นได้ในห้องพักของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีเพียง 1 เม็ด ย่อมอยู่ในวิสัยของจำเลยที่ 1 ที่จะมีไว้เพื่อเสพก็ได้ ส่วนสมุดบันทึกของกลาง เมื่ออ่านข้อความที่เขียนในสมุดบันทึกดังกล่าวก็ไม่ปรากฏมีส่วนใดบันทึกเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดให้โทษดังที่พยานโจทก์กล่าวอ้าง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบความหมายของถ้อยคำในสมุดบันทึกของกลางว่า คำใดที่ใช้เรียกขานแทนยาเสพติดให้โทษ ทั้งมิได้มีการตรวจสอบด้วยว่าลายมือในสมุดบันทึกของกลางเป็นลายมือของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จึงฟังไม่ได้ว่าสมุดบันทึกของกลางเป็นสมุดบันทึกเกี่ยวกับการซื้อขายยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น ลำพังเพียงยาอีของกลางที่ตรวจยึดได้ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 กับห้องพักของโรงแรมชวาลาที่เกิดเหตุมีลักษณะเหมือนกัน เพียงเท่านี้ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่า ยาอีของกลางที่พยานโจทก์ทั้งสามยึดได้ในขณะจับกุมจำเลยทั้งสองที่ห้องพักโรงแรมที่เกิดเหตุได้ถูกแบ่งมาจากยาอีของกลางที่ตรวจค้นได้ในห้องพักของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มียาอีของกลาง 1 เม็ด ดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ที่ยึดได้จากห้องพักของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาได้

สรุปแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด และคีตามีน 1 ขวด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเพื่อขายหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ของกลางที่ยึดได้จากห้องพักของจำเลยที่ 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์บางส่วนฟังขึ้น บางส่วนฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เท่ากับโจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด รวมกันมาเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ สำหรับรถยนต์ของกลาง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ของกลางขับพาจำเลยที่ 2 ซึ่งมียาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไปส่งมอบตามที่สายลับสั่งซื้อ รถยนต์ของกลางก็เป็นเพียงยานพาหนะที่ใช้ตามปกติทั่วไป จึงมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรง ทั้งมิใช่ยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งยาเสพติดให้โทษไปเพื่อจำหน่ายตามฟ้องด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบรถยนต์โดยให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 4 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10940/2546 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 89
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมพงษ์หรือหนู ภู่ทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางอรสา สมบัติชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสมภพพิสิษฐ สุขพิสิษฐ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6525/2554
#520465
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายโดยมิได้กล่าวในฟ้องถึงการสละหลักประกันหรือตีราคาหลักประกันหักกับจำนวนหนี้ของตน เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 แม้ต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องมาเป็นคำฟ้องแบบเจ้าหนี้มีประกัน โดยตีราคาที่ดินที่จำนองของจำเลยทั้งสองหักกับจำนวนหนี้แล้ว จำเลยทั้งสองยังเป็นหนี้โจทก์อยู่ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทก็ตาม แต่การขอแก้ไขคำฟ้องคดีล้มละลายไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 คดีนี้จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การจึงไม่มีการชี้สองสถาน การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจากเจ้าหนี้ไม่มีประกันเป็นเจ้าหนี้มีประกันเป็นการขอแก้ไขในสาระสำคัญ โจทก์จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ปรากฏว่าคดีนี้ศาลล้มละลายกลางสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวเสร็จสิ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2551 โจทก์ขอผัดส่งเอกสารภายใน 30 วัน และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 จึงล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งปรากฏว่าในคดีแพ่งนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการขายทอดตลาดก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีล้มละลายเป็นเวลา 6 เดือนเศษ การที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องถึงฐานะการเป็นเจ้าหนี้มีประกัน หรือขอแก้ไขคำฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเกิดจากความบกพร่องของโจทก์เอง จึงไม่มีเหตุอันสมควรและไม่อาจอ้างอำนาจฟ้องว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนมาเป็นเหตุขอแก้ไขคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ยกเลิกการขายทอดตลาดที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในทางจำนอง ซึ่งโจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้ต่อเมื่อมิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองเกินกว่าตัวทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันและกล่าวในฟ้องว่า ถ้าจำเลยทั้งสองล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่ สำหรับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 ต่างจากการใช้สิทธิทั่วไปที่ฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายซึ่งกระทำได้เพียงเมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ลูกหนี้เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทหรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายโดยมิได้กล่าวในฟ้องถึงการสละหลักประกันหรือตีราคาหลักประกันหักกับจำนวนหนี้ของตน จึงเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 แม้ต่อมาโจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องมาเป็นคำฟ้องแบบเจ้าหนี้มีประกันโดยขอตีราคาที่ดินที่จำนองของจำเลยทั้งสองและหักจากจำนวนหนี้แล้ว จำเลยทั้งสองยังเป็นหนี้โจทก์อยู่ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทก็ตาม แต่ในการขอแก้ไขคำฟ้องนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะกรณีจึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ.2542 มาตรา 14 คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การจึงไม่มีการชี้สองสถานตามบทบัญญัติดังกล่าว และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจากเจ้าหนี้ไม่มีประกันเป็นเจ้าหนี้มีประกันเป็นการขอแก้ไขในสาระสำคัญ เพื่อให้คำฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 10 ทั้งการขอแก้ไขคำฟ้องในกรณีคดีไม่มีการชี้สองสถานนั้น โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วันด้วย ปรากฏว่าคดีนี้ศาลล้มละลายกลางสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวเสร็จสิ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2551 โจทก์ขอผัดส่งเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 ภายใน 30 วัน และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 จึงล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งปรากฏว่าในคดีแพ่งนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการขายทอดตลาดก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีล้มละลายเป็นเวลา 6 เดือนเศษ การที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องถึงฐานะการเป็นเจ้าหนี้มีประกัน หรือขอแก้ไขคำฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเกิดจากความบกพร่องของโจทก์เอง กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องได้ภายในเวลา ที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่อาจขอแก้ไขคำฟ้องรวมตลอดทั้งไม่อาจอ้างอำนาจฟ้องว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่โจทก์อาจขอแก้ไขคำฟ้องในเวลาใด ๆ ก็ได้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นและไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 10
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สิบตำรวจตรีธีรวุฒิ พาณิชหรือพานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
รัตน กองแก้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6477/2554
#597467
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไรจากการให้บริการทำธุรกรรมทางด้านการเงินและรับฝากเงิน เงินที่จำเลยที่ 1 รับฝากไว้จากโจทก์ จำเลยที่ 1 สามารถที่จะนำเงินออกไปใช้แสวงหาประโยชน์อย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือขอความเห็นชอบจากผู้ฝาก เพียงแต่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนเงินดังกล่าวให้ครบจำนวนตามกำหนดเวลาเท่านั้น และมีอำนาจหรือสิทธิตัดสินใจในการบริหารเงินที่รับฝากไว้ตามกิจการของตนเองได้โดยลำพัง จำเลยที่ 1 จึงมิได้มีฐานะเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการเงินของโจทก์ตามความหมายแห่ง ป.อ. มาตรา 353 ดังนั้น หากโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินฝากกับจำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง โจทก์ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอากับจำเลยที่ 1 ในทางแพ่งเท่านั้น

ข้อหาการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือประโยชน์ของประชาชน หรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม... เป็นบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ อีกทั้งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

คดีเสร็จการไต่สวนมูลฟ้อง แต่ก่อนอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 5 อ้างว่าเป็นเอกสารที่จำเลยจัดทำขึ้นใหม่ภายหลัง โจทก์ไม่อาจอ้างได้ก่อนในวันนัดไต่สวนครั้งสุดท้าย ซึ่งเอกสารดังกล่าวนั้นเป็นเอกสารที่โจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องและนำพยานมาสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว พยานเอกสารที่โจทก์ขอระบุเพิ่มเติมจึงมิใช่เอกสารสำคัญที่จะทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดผลคดีให้เปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 5 ของโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 ประกอบมาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9), 44 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 103,321.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าฟ้องโจทก์มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไร จากการให้บริการการทำธุรกรรมทางด้านการเงินและรับฝากเงิน เงินที่จำเลยที่ 1 รับฝากไว้จากโจทก์หรือบุคคลทั่วไป จำเลยที่ 1 สามารถที่จะนำเงินดังกล่าวออกไปใช้แสวงหาประโยชน์อย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือขอความเห็นชอบจากผู้ฝาก เพียงแต่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนเงินดังกล่าวให้ครบจำนวนตามกำหนดเวลาเท่านั้น จำเลยที่ 1 มีอำนาจหรือสิทธิตัดสินใจในการบริหารเงินที่รับฝากไว้ตามกิจการของตนเองได้โดยลำพัง จึงมิได้มีฐานะเป็นผู้แทนหรือตัวแทนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการเงินของโจทก์ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 หากโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินฝากกับจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยการเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 หักกลบลบหนี้ และจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายโดยอ้างว่าเงินในบัญชีของโจทก์ไม่พอจ่าย และแจ้งให้ผู้ทรงติดต่อกับผู้สั่งจ่ายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดข้อโต้แย้งจากการทำธุรกรรมทางด้านการเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถือเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ซึ่งโจทก์ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอากับจำเลยที่ 1 ในทางแพ่งเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับมอบหมาย และต่างไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ในฐานะเป็นตัวแทนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่มีมูลในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) หรือไม่ เห็นว่า ข้อหาการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตราดังกล่าวบัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือประโยชน์ของประชาชน หรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน หรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดทอนทางเศรษฐกิจ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ อีกทั้งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่มีมูลความผิดสำหรับข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 5 ของโจทก์ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาคดี โจทก์ใช้สิทธิยื่นบัญชีระบุพยานและยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมอีก 4 ครั้ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตรับบัญชีพยานของโจทก์ทุกครั้ง จนกระทั่งเสร็จสิ้นการไต่สวนมูลฟ้อง แต่ก่อนอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอีกเป็นครั้งที่ 5 ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นการขออ้างส่งหนังสือแจ้งการหักเงินฝากเพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าเป็นเอกสารที่จำเลยกับพวกจัดทำขึ้นใหม่ภายหลัง โจทก์ไม่อาจอ้างได้ก่อนในวันนัดไต่สวนนัดสุดท้าย เอกสารที่โจทก์ขอระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าว เป็นเอกสารที่มีรายละเอียดระบุถึงการหักเงินฝากตามบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องและนำพยานมาสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว พยานเอกสารที่โจทก์ขอระบุเพิ่มเติม มิใช่เอกสารสำคัญที่จะวินิจฉัยชี้ขาดผลแห่งคดีให้เปลี่ยนแปลงไปตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 5 ของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 353
ป.วิ.พ. ม. 88
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 12 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรัฐพันธุ์ก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นางสาวนุชรัตน์ ประชาชนะชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6475/2554
#510377
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำราคา 7,000 บาท พระเครื่องเลี่ยมทองคำราคา 1,800 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 4,000 บาท กระเป๋าสตางค์ราคา 1,300 บาท ภายในบรรจุบัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ บัตรเอทีเอ็ม ธนบัตร 4,400 บาท รวมเป็นเงิน 18,100 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อาวุธปืนยิงให้ตายหากขัดขืน เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์และให้พ้นจากการจับกุม อันเป็นการกล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุชื่อผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของทรัพย์ แต่ความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์องค์ประกอบแห่งความผิดดังกล่าวอยู่ที่การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยลักเอาทรัพย์ของผู้อื่นซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยหรือเป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของไปโดยทุจริต เช่นนี้ฟ้องของโจทก์จึงระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งของพอสมควรที่จำเลยจะต่อสู้คดีได้แล้ว โดยไม่จำต้องระบุชื่อผู้เสียหาย มิฉะนั้นหากไม่ทราบชื่อของผู้เสียหายก็จะทำให้ไม่มีทางที่จะฟ้องคดีในความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ได้ซึ่งไม่ใช่เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 339, 340 ตรี ริบหมวกไหมพรมของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 16,800 บาท แก่ผู้เสียหาย และขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 33 จำคุก 18 ปี ให้นับโทษต่อจากคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 77/2548, 78/2548, 85/2548 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1483/2547, 192/2548, 194/2548, 195/2548, 196/2548, 197/2548, 198/2548 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากขณะตัดสินคดีศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก ริบหมวกไหมพรมของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 16,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่าคำฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นชิงเอาทรัพย์สร้อยคอทองคำราคา 7,000 บาท พระเครื่องเลี่ยมทองคำราคา 1,800 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 4,000 บาท กระเป๋าสตางค์ราคา 1,300 บาท ภายในบรรจุบัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ บัตรเอทีเอ็ม ธนบัตรจำนวน 4,400 บาท รวมเป็นเงิน 18,100 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อาวุธปืนยิงให้ตายหากขัดขืน เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์และให้พ้นจากการจับกุม อันเป็นการกล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุชื่อผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของทรัพย์ แต่ความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์องค์ประกอบแห่งความผิดดังกล่าวอยู่ที่การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยลักเอาทรัพย์ของผู้อื่นซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยหรือเป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของไปโดยทุจริต เช่นนี้ฟ้องของโจทก์จึงระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งของพอสมควรที่จำเลยจะต่อสู้คดีได้แล้ว โดยไม่จำต้องระบุชื่อผู้เสียหายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย มิฉะนั้นหากไม่ทราบชื่อของผู้เสียหายก็จะทำให้ไม่มีทางที่จะฟ้องคดีในความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ได้ซึ่งไม่ใช่เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และเพื่อให้การวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ศาลฎีกาเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอุทธรณ์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — สิบตำรวจเอก มานิตย์ วิลัยรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชัยฤกษ์ หิมพานต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6435/2554
#582386
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบบุหรี่ซิกาแรต ซึ่งเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ตามกฎหมายกับข้อหามียาสูบที่ไม่ได้ปิดแสตมป์ไว้ในครอบครองเกินห้าร้อยกรัมตามฟ้องเป็นคดีก่อน และความผิดข้อหาเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมซึ่งโจทก์แยกฟ้องมาเป็นคดีนี้ เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญาคนละฉบับกัน มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน กล่าวคือข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ตามกฎหมายและข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ไว้ในครอบครอง เป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ส่วนความผิดข้อหาเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมในคดีนี้ เป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งสามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ ดังนั้นการกระทำความผิดของจำเลยในคดีก่อนจึงไม่ใช่การกระทำความผิดกรรมเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้ แม้คดีก่อนศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว ก็ไม่อาจถือได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมไม่ระงับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110 และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1815/2550 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1815/2550 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งศาลดังกล่าวได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ลงโทษจำเลยไปแล้วเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 154/2551 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ สิทธิในการนำคดีนี้มาฟ้องจึงระงับไป ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมาย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1815/2550 ขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตขนาดซองละ 20 มวน จำนวน 6,500 ซอง น้ำหนักรวม 130,000 กรัม ซึ่งเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ตามกฎหมาย กับฐานมียาสูบที่ไม่ได้ปิดแสตมป์ไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2550 เวลากลางวัน ซึ่งเป็นวันเวลาเดียวกับคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้วเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 154/2551 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้า "กรองทิพย์ 90" ของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ผู้เสียหายอันเป็นเครื่องหมายการค้าปลอม จำนวน 6,500 ซอง ซึ่งเป็นบุหรี่ซิกาแรตจำนวนเดียวกับบุหรี่ที่จำเลยถูกฟ้องในคดีก่อน จำเลยให้การรับสารภาพ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำความผิดของจำเลยในคดีก่อนกับคดีนี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า ความผิดข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตขนาดซองละ 20 มวน จำนวน 6,500 ซอง ซึ่งเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ตามกฎหมายกับข้อหามียาสูบที่ไม่ได้ปิดแสตมป์ไว้ในครอบครองเกินห้าร้อยกรัมตามฟ้องเป็นคดีก่อนและความผิดข้อหาเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมซึ่งโจทก์แยกฟ้องมาเป็นคดีนี้ เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญาคนละฉบับกัน มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกันกล่าวคือ ความผิดข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ตามกฎหมายและข้อหามียาสูบที่ไม่ได้ปิดแสตมป์ไว้ในครอบครอง เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 ส่วนความผิดข้อหาเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมในคดีนี้ เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งสามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ ดังนั้นการกระทำความผิดของจำเลยในคดีก่อนจึงไม่ใช่การกระทำความผิดกรรมเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้ แม้คดีก่อนศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว ก็ไม่อาจถือได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมไม่ระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำแล้ว จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นางม่วย รัตนวรปัญญา หรือจุฑามาศ บุญประจักษ์วงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6407/2554
#513634
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคสอง เพียงแต่บัญญัติยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงให้แก่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในการดำเนินคดีในศาล แต่มิได้มีบทบัญญัติใดกล่าวถึงอำนาจศาลในการที่จะพิจารณาสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาลในนามของผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลเหมือนเช่นกรณีการได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลเพราะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 158 (เดิม) ก็ตาม แต่กรณีก็ต้องนำบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 158 (เดิม) ดังกล่าวมาใช้บังคับแก่กรณีการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมแก่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในการดำเนินคดีในศาลในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง ดังนั้น แม้กฎหมายจะยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงให้แก่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคหรือโจทก์ก็ตาม แต่อานิสงส์เช่นว่านี้ก็ไม่ควรเป็นประโยชน์ที่ตกได้แก่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ฟ้องหรือสู้ความโดยไม่สุจริต โดยเหตุนี้หากในการพิพากษาคดีศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่แพ้คดีจะต้องเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 นั้นชำระค่าฤชาธรรมเนียมอื่น นอกจากค่าทนายความต่อศาลในนามของโจทก์ผู้ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคที่ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมนั้นได้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันที่โจทก์ขอ แต่กลับพิพากษาให้ชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง อันเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโดยมิได้แก้ไข ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 299,510.27 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 190,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางวารีย์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 218,879.45 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นายสามารถ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 169,160.55 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 108,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางเครือวัลย์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 145,315.07 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 96,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางสาวสายฝน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 299,510.27 บาท ให้แก่นางวารีย์ ชำระเงิน 218,879.45 บาท ให้แก่นายสามารถ ชำระเงิน 169,160.55 บาท ให้แก่นางเครือวัลย์ และชำระเงิน 145,315.07 บาท ให้แก่นางสาวสายฝน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 190,000 บาท 140,000 บาท 108,000 บาท และ 96,000 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้บริโภคทั้งสี่ราย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ แต่ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต่อศาลในนามของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้มีค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ชำระไว้ต่อศาลจึงไม่มีค่าธรรมเนียมที่จะต้องชำระแทนโจทก์นั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคสอง เพียงแต่บัญญัติยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงให้แก่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในการดำเนินคดีในศาลแต่มิได้มีบทบัญญัติใดกล่าวถึงอำนาจศาลในการที่จะพิจารณาสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นชำระค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาลในนามของผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลเหมือนเช่นกรณีการได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลเพราะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 158 (เดิม) ก็ตาม แต่กรณีก็ต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 (เดิม) ดังกล่าวมาใช้บังคับแก่กรณีการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมแก่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในการดำเนินคดีในศาลในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ดังนั้น แม้กฎหมายจะยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงให้แก่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคหรือโจทก์ก็ตาม แต่อานิสงส์เช่นว่านี้ก็ไม่ควรเป็นประโยชน์ที่ตกได้แก่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ฟ้องหรือสู้ความโดยไม่สุจริต โดยเหตุนี้หากในการพิพากษาคดีศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่แพ้คดีจะต้องเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 นั้นชำระค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากค่าทนายความต่อศาลในนามของโจทก์ผู้ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคที่ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาส่วนนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันที่โจทก์ขอ แต่กลับพิพากษาให้ชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง อันเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโดยมิได้แก้ไข ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนของผู้บริโภคแต่ละคนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้บริโภคทั้งสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 158 (เดิม)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 39 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทมาร์-ฟอร์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางสาวสุพัตรา ฐิตะฐาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6401/2554
#513399
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกไล่ตีและใช้มีดแทงผู้ตายก่อนที่จะมาตีและใช้มีดแทงทำร้ายผู้เสียหาย เป็นการทำร้ายใครก่อนหลังตามธรรมดา โดยจำเลยกับพวกมิได้มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเพิ่มขึ้นจากเจตนาทำร้ายผู้ตายอีกคนหนึ่งในภายหลัง การกระทำของจำเลยกับพวกจึงมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกันเพียงแต่มีการกระทำหลายหนต่อบุคคลหลายคน การฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายจึงถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2546 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลม ตัวมีดยาวประมาณ 5.5 นิ้ว ติดตัวไปในซอยอิสลามพัฒนาซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยกับพวกใช้มีดดังกล่าวและไม้เป็นอาวุธแทงและตีนายอนันต์ และนายพรรษาตามร่างกายหลายแห่งโดยเจตนาฆ่าเป็นเหตุนายอนันต์ถึงแก่ความตายและนายพรรษาได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288, 80, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี และฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเกินกว่าวุฒิภาวะของเยาวชนที่มีความประพฤติดีทั่วไปจะพึงกระทำ การที่จำเลยกับพวกหลายคนรุมแทงและตีผู้ตายมีบาดแผลมากกว่า 20 แผล และทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายสาหัส ต้องรับการรักษาพยาบาลนานหลายเดือนจึงจะหายเป็นปกตินับว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง และเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง จึงไม่สมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนกับจำเลย ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ข้อหาพาอาวุธมีด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกหลายคนร่วมกันใช้ไม้ตีและใช้มีดปลายแหลม ตัวมีดยาว 5.5 นิ้ว แทงนายอนันต์ ผู้ตาย ตามร่างกายหลายแห่งเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และร่วมกันใช้ไม้ตีและใช้มีดแทงนายพรรษาหรือบ่าวผู้เสียหาย ที่ลิ้นปี่ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามสำเนารายงานการชันสูตรพลิกศพและสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกับพวกแยกแยะกระทำต่อผู้ตายและผู้เสียหายโดยผู้ตายถูกจำเลยกับพวกรุมแทงจนถึงแก่ความตายในซอยอิสลามพัฒนาและมีพวกของจำเลยที่เหลือรอผู้เสียหายที่ปากซอยอิสลามพัฒนาแล้วร่วมกันตีและแทงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า จากพยานโจทก์ได้ความว่าขณะผู้เสียหายโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะเห็นวัยรุ่นประมาณ 8 คนขับรถจักรยานยนต์ 3 คัน ผ่านมา เมื่อผู้ตาย ผู้เสียหาย และเด็กหญิงมัลลิกาหรือจ๋า พากันเดินกลับไปได้เล็กน้อย วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว ซึ่งมีจำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์รวมอยู่ด้วย ขับรถจักรยานยนต์มาปาดหน้าและล้อมผู้เสียหายกับพวกไว้ พวกของจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์มาใช้ไม้ตีและใช้มีดแทงผู้ตายผู้ตายวิ่งหนีไปที่ถนนรามราชท้ายน้ำ จำเลยขับรถจักรยานพาพวกตามไป ผู้เสียหายกับเด็กหญิงมัลลิกาตามไปช่วยผู้ตาย ผู้ตายหนีเข้าซอยอิสลามพัฒนาจำเลยกับพวกตามไปตี กระทืบ และแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ขณะนั้นมีวัยรุ่น 2 ถึง 3 คน รออยู่ที่ปากซอยอิสลามพัฒนาได้รุมชกต่อยผู้เสียหายหลังจากนั้นวัยรุ่นที่รุมทำร้ายผู้ตายมารุมทำร้ายผู้เสียหายและมีนายเสกสรรค์ ใช้มีดแทงผู้เสียหาย พฤติการณ์จากพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า เมื่อจำเลยกับพวกมาพบผู้เสียหายกับผู้ตายโทรศัพท์จึงเข้ามารุมทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายในทันทีทันใดในเวลาต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต้องการฆ่า ผู้ตายและผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงเพียงได้ความว่า จำเลยกับพวกไล่ตีและใช้มีดแทงผู้ตายก่อนที่จะมาตีและใช้มีดแทงทำร้ายผู้เสียหายแต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นการทำร้ายใครก่อนหลังตามธรรมดาโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกจะได้มีเจตนาทำร้ายเฉพาะผู้เสียหายเพิ่มขึ้นจากเจตนาทำร้ายผู้ตายอีกคนหนึ่งในภายหลัง การกระทำของจำเลยกับพวกจึงมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกันเพียงแต่มีการกระทำหลายหนต่อบุคคลหลายคน การฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายจึงถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายวันชัยหรือเพชร สังเวียง
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไสว จันทะศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6396/2554
#514220
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนของ หจก. ค. ในการติดต่อขอเช่าตู้คอนเทนเนอร์ ว่าจ้างรถบรรทุกขนย้าย ดำเนินการพิธีการศุลกากร ไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการบรรจุสินค้า ดำเนินการทางพิธีการทางศุลกากรตามปกติ ไม่ทราบว่าเอกสารที่ยื่นปลอม จำเลยทั้งสองอาจไม่ทราบเรื่องกัญชาของกลาง โจทก์ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการสมคบกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาร่วมกันมาตั้งแต่ต้นที่จะกระทำความผิด เป็นการกระทำความผิดที่เป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำตามความเหมาะสม ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ การรู้พื้นที่ที่จะกระทำความผิด แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ต้องถือว่าการกระทำความผิดดังกล่าวทั้งหมดเป็นการกระทำของผู้ร่วมขบวนการในการกระทำความผิดทุกคน รวมทั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดในฐานะตัวการ ฎีกาดังกล่าวของโจทก์มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ทั้งเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งว่าขบวนการค้ายาเสพติดมีขั้นตอนอย่างไร จำเลยทั้งสองเข้าไปยุ่งเกี่ยวอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์ส่วนใดที่ชี้ชัดว่าจำเลยทั้งสองร่วมขบวนการค้ายาเสพติด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 265, 268 และริบกัญชาของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบกัญชาของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานปลอมเอกสาร โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษและใช้เอกสารปลอม ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นเพียงตัวแทนของห้างหุ้นส่วนจำกัด คิว บีเวอร์ อินเตอร์เทรด ในการติดต่อขอเช่าตู้คอนเทนเนอร์และว่าจ้างรถบรรทุกขนย้าย ดำเนินการพิธีการทางศุลกากรเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองร่วมบรรจุสินค้าหรือเกี่ยวข้องกับการบรรจุสินค้า ทั้งการดำเนินการทางพิธีการทางศุลกากรของจำเลยที่ 2 ก็ดำเนินการไปตามปกติไม่มีข้อพิรุธ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าบัตรตัวอย่างลายมือชื่อของนายอนุสรณ์ผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด คิว บีเวอร์ อินเตอร์เทรด เป็นเอกสารปลอม ทั้งจำเลยที่ 1 เคยจองตู้สินค้าให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวเพื่อส่งสินค้าไปที่ประเทศโปแลนด์ ไม่ปรากฏว่ามีปัญหา จำเลยทั้งสองอาจไม่ทราบเรื่องกัญชาของกลาง หลังเกิดเหตุก็มิได้หลบหนี โจทก์ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการสมคบกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาร่วมกันมาตั้งแต่ต้นที่จะกระทำผิด เป็นการกระทำความผิดที่เป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำตามความเหมาะสม ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ การรู้พื้นที่ที่จะกระทำความผิด แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ต้องถือว่า การกระทำความผิดดังกล่าวทั้งหมดเป็นการกระทำของผู้ร่วมขบวนการในการกระทำความผิดทุกคน รวมทั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดในฐานะตัวการ ฎีกาดังกล่าวของโจทก์มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ทั้งเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งว่าขบวนการค้ายาเสพติดมีขั้นตอนอย่างไร จำเลยทั้งสองเข้าไปยุ่งเกี่ยวอย่างไร พยานหลักฐานโจทก์ส่วนใดที่ชี้ชัดว่าจำเลยทั้งสองร่วมขบวนการค้ายาเสพติด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบที่จะรับไว้วินิจฉัย

พิพากษายกฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 265 ม. 268
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 75 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิภัติหรือคิ้ม พัชรพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายขรรค์ชัย สุนทร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมยศ เข็มทอง
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6370/2554
#511606
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ณ. ตะโกนบอกให้จำเลยที่ 1 หยุด แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 กำลังยิงต่อสู้กับ อ. โดยบันดาลโทสะ ประกอบกับเกิดเหตุชุลมุนเนื่องจากคนที่มาในงานศพวิ่งแตกตื่น เชื่อว่าจำเลยที่ 1 คงไม่ได้ยิน เมื่อจำเลยที่ 1 เห็น ณ. ซึ่งไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 เช่นนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมสำคัญผิดได้ว่า ณ. เป็นพวก อ. และได้ช่วยเหลือ อ. ยิงตน การที่จำเลยที่ 1 ยิงต่อสู้กับ ณ. อันเป็นระยะเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดติดพันกับการยิง อ. โดยบันดาลโทสะ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะเช่นกัน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกเรื่องยิง ณ. โดยบันดาลโทสะขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 80 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายเสนอหรือเสือ เพ็งพิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6292/2554
#514264
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับทั้งโจทก์และจำเลยที่ 2 ในเวลาห่างกันเพียง 20 วัน และอยู่กินฉันสามีภริยาทั้งกับโจทก์และจำเลยที่ 2 ในลักษณะเป็นครอบครัวเดียวกันมานานถึงประมาณ 20 ปี โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ทรัพย์สินตามคำฟ้องที่โจทก์อ้างเป็นสินสมรสนั้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเวลาดังกล่าวโดยไม่อาจทราบได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของคนละเท่าใด กรณีต้องสันนิษฐานว่าแต่ละคนมีส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 จึงต้องแบ่งทรัพย์เป็นสามส่วนเท่าๆ กัน และมีสิทธิคนละหนึ่งส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถแบ่งสินสมรสได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 71,846,120.22 บาท แก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์คนละ 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,000,000 บาท กับขอให้การสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันและให้การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียนอำเภอเมืองพะเยา เลขทะเบียนที่ 1435/16518 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2526 เป็นโมฆะ กับให้แบ่งทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 7482 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ออกเป็น 3 ส่วน เท่าๆ กัน โดยให้แบ่งให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละหนึ่งส่วนในฐานะสินสมรส ที่เหลืออีก 1 ส่วน เป็นของจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง หรือขายทอดตลาด ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินคนละ 2,500,000 บาท (สองล้านห้าแสนบาท) แก่โจทก์และให้แบ่งสินสมรสตามฟ้องโจทก์ข้อ 3 (1) ถึง 3 (27) ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละส่วนเท่าๆ กัน ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือขายทอดตลาด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามคำฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงต้องแบ่งให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 หากจะมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 1 ในทรัพย์สินใดก็ต้องไปแบ่งกันเองระหว่างจำเลยทั้งสองนั้น ชอบแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับทั้งโจทก์และจำเลยที่ 2 ในเวลาห่างกันเพียง 20 วัน และอยู่กินฉันสามีภริยาทั้งกับโจทก์และจำเลยที่ 2 ในลักษณะเป็นครอบครัวเดียวกัน ทำมาหาได้ในธุรกิจของครอบครัวด้วยกันมานานถึงประมาณ 20 ปี โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ทรัพย์สินตาม คำฟ้องที่โจทก์อ้างเป็นสินสมรสนั้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเวลาดังกล่าวโดยไม่อาจทราบได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีส่วนเป็นเจ้าของคนละเท่าใด ดังนี้ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า ทรัพย์สินตามคำฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำมาหาได้ร่วมกัน โดยไม่มีข้อคำนึงว่าทรัพย์สินดังกล่าวรายการใดจะใส่ชื่อของผู้ใดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จึงให้แบ่งทรัพย์ออกเป็นสามส่วนเท่า ๆ กันนั้น มีเหตุผลรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357 ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปัทมา อธิเกียรติ์
จำเลย — นายพิชัย อธิเกียรติ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายปรเมศร บัณฑราภิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6291/2554
#513632
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่อาจเข้ารับมรดกแทนที่ อ. เพราะ อ. ถึงแก่ความตายภายหลังเจ้ามรดกก็ตาม แต่ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตรของ อ. ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเพราะเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งไม่มีสามีและบุตร และบิดามารดาตายไปก่อนแล้ว เมื่อ อ. ถึงแก่ความตายภายหลังผู้ตาย ทรัพย์มรดกในส่วนของ อ. จึงตกแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 3 ย่อมเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของ อ. ในการรับมรดกของผู้ตาย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6712/2547 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกนางอาภรณ์ ผู้ร้องในสำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนนี้ว่า ผู้ร้อง เรียกนายพศวัตร์ ผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนดังกล่าวและผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนนี้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกนายทรงชัย ผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนนี้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และเรียกนายนิมิตร ผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนนี้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วในศาลชั้นต้นเนื่องจากผู้ร้องถึงแก่ความตายคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสำนวนนี้

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคัดค้านขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว

ผู้ร้องยื่นคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 และตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคัดค้านผู้คัดค้านที่ 3 ขอให้ยกคำขอของผู้คัดค้านที่ 3

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งนายพศวัตร์ผู้คัดค้านที่ 1 นายทรงชัยผู้คัดค้านที่ 2 และนายนิมิตรผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนางสาวแดง ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ประการแรก ผู้คัดค้านที่ 3 มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ โดยผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตรของนางอาภรณ์ ผู้ร้องซึ่งถึงแก่ความตายหลังผู้ตายผู้คัดค้านที่ 3 จึงไม่อยู่ในฐานะทายาทซึ่งจะเป็นผู้รับมรดกแทนที่ผู้ตาย เห็นว่า แม้ว่ากรณีจะไม่ใช่เรื่องที่ผู้คัดค้านที่ 3 เข้ารับมรดกแทนที่ผู้ร้องเพราะผู้ร้องถึงแก่ความตายภายหลังเจ้ามรดกก็ตาม แต่ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตรของผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย เมื่อผู้ตายไม่มีสามีและบุตร บิดามารดาตายไปแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เมื่อผู้ร้องถึงแก่ความตายภายหลังผู้ตาย ทรัพย์มรดกในส่วนของผู้ร้องจึงตกแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องย่อมเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของผู้ร้องในการรับมรดกของผู้ตาย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ประการต่อไปว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ในการจัดการมรดกนั้น ผู้จัดการมรดกต้องมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินตลอดจนหนี้สินของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย จึงเป็นทายาทที่มีความใกล้ชิดผู้ตายมากกว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นหลานของผู้ตาย อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าได้ประกอบธุรกิจร่วมกับผู้ตายก่อนที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 2 จึงอยู่ในฐานะที่จะทราบเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายอันจะเป็นประโยชน์ในการจัดการมรดกของผู้ตายและจะเป็นการสะดวกในการจัดการมรดกมากกว่าที่ให้มีผู้จัดการมรดกหลายคน ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงเห็นสมควรที่จะให้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายทรงชัย ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวแดง ผู้ตาย แต่ผู้เดียวกับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1639 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายทรงชัย ธนะรุ่งสถิต
ผู้คัดค้าน — นางอาภรณ์ กนกวรีรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวภารดี เพ็ญเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6274/2554
#514246
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวบังคับให้ผู้ต้องโทษปรับชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดดังกล่าว ก็ให้อำนาจศาลที่จะสั่งให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือจะสั่งให้ใช้วิธีกักขังแทนค่าปรับก็ได้ แต่ก่อนที่จะครบสามสิบวันถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ต้องโทษปรับจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันโดยให้ทำสัญญาประกันว่าจะชำระเงินค่าปรับภายในเวลาที่กำหนด หรือจะสั่งกักขังผู้ต้องโทษปรับไปพลางก่อนก็ได้ และแม้จะครบกำหนดสามสิบวันแล้ว ถ้าศาลยังมีเหตุสมควร เช่น การกักขังไปพลางก่อนยังไม่เหมาะกับสภาพการบังคับโทษแก่ผู้ต้องโทษรายใด หรือการด่วนยึดทรัพย์สินเพื่อบังคับโทษปรับยังไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ ศาลก็อาจจะให้ผู้ต้องโทษปรับขอผัดเวลาชำระค่าปรับต่อไปก่อนได้ โดยยังไม่ยึดทรัพย์สินหรือกักขังในทันทีที่ครบสามสิบวัน ดังนั้น การที่ศาลจะสั่งเรียกประกันไปก่อนโดยยังไม่บังคับโทษปรับไปเสียทีเดียว จึงทำได้เพื่อการปล่อยตัวผู้ต้องโทษปรับชั่วคราวให้ไปหาเงินนำมาชำระค่าปรับ หากในชั้นที่สุดหลบหนีไปหรือมาศาลแต่ไม่สามารถนำเงินมาชำระค่าปรับได้ ศาลก็ต้องใช้วิธีการยึดทรัพย์สินหรือจัดการเพื่อให้มีการกักขังแทนค่าปรับ

จากความเป็นมาของเรื่อง รูปแบบ และเนื้อความแห่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ รวมทั้งเนื้อความแห่งกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพ สัญญาประกันในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประกันตัวชั่วคราวไม่ให้ศาลกักขังจำเลยแทนค่าปรับไปพลางก่อน โดยเป็นการสัญญาว่าจะมาศาลเพื่อชำระค่าปรับภายในกำหนด ไม่ใช่สัญญาประกันเพื่อในชั้นที่สุดจะให้บังคับเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของค่าปรับตามคำพิพากษา จึงจะนำเงินที่ผู้ร้องนำมาชำระค่าปรับตามสัญญามาเป็นส่วนหนึ่งแห่งค่าปรับไม่ได้ และเมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาประกันตัวชั่วคราว ดังนั้น ในชั้นที่สุดเมื่อมีการนำตัวจำเลยมาศาลได้ ศาลจึงมีอำนาจลดค่าปรับสำหรับผู้ร้องลงได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และ มาตรา 110 (1) ลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 250,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และออกหมายกักขังแทนค่าปรับ

หลังจากถูกกักขัง 2 วัน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอชำระค่าปรับบางส่วนเป็นเงิน 5,000 บาท และขอให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ชั่วคราวเพื่อออกไปหาเงินมาชำระค่าปรับส่วนที่เหลือจำนวน 245,000 บาท จนครบถ้วนเป็นเวลา 30 วัน โดยนำหนังสือรับรองเลขที่ 125957 กรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพเลขที่ 05001/พีโอแอล/125957 - 205 วงเงิน 245,000 บาท ของผู้ร้องมาวางต่อศาลเป็นประกันโดยเงื่อนไขในกรมธรรม์ระบุว่า กรณีที่ผู้เอาประกันภัยเจตนาทำผิดสัญญาประกันและเมื่อผู้ร้องได้ชดใช้ค่าปรับ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าเสียหายให้เจ้าพนักงานไปแล้ว ผู้เอาประกันภัยจะจ่ายเงินดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ร้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเงินค่าปรับมาชำระอีก 2 ครั้ง เป็นจำนวน 3,000 บาท และ 4,000 บาท ส่วนที่เหลือขอผัดชำระ หลังจากนั้น จำเลยที่ 2 ไม่มาศาลและผิดนัดไม่ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาส่วนที่เหลือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มตามสัญญาประกัน ผู้ร้องนำเงินค่าปรับมาชำระวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เจ้าพนักงานตำรวจจับตัวจำเลยที่ 2 มาส่งศาล ผู้ร้องยื่นคำร้องของดหรือลดค่าปรับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งลดค่าปรับลงเหลือ 122,500 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ลดค่าปรับต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า กรณีเป็นการสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า สัญญาประกันที่มีกรมธรรม์ประกันอิสรภาพของผู้ร้องเป็นหลักประกันนั้นเป็นการประกันตัวชั่วคราวระหว่างรอบังคับโทษกักขังแทนค่าปรับ หรือเป็นสัญญาประกันการชำระค่าปรับ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวบังคับให้ผู้ต้องโทษปรับชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดดังกล่าว ก็ให้อำนาจศาลที่จะสั่งให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือจะสั่งให้ใช้วิธีกักขังแทนค่าปรับก็ได้ แต่ก่อนที่จะครบสามสิบวันถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ต้องโทษปรับจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันโดยให้ทำสัญญาประกันว่าจะชำระเงินค่าปรับภายในเวลาที่กำหนด หรือจะสั่งกักขังผู้ต้องโทษปรับไปพลางก่อนก็ได้ และแม้จะครบกำหนดสามสิบวันแล้ว ถ้าศาลยังมีเหตุสมควร เช่น การกักขังไปพลางก่อนยังไม่เหมาะกับสภาพการบังคับโทษแก่ผู้ต้องโทษรายใด หรือการด่วนยึดทรัพย์สินเพื่อบังคับโทษปรับยังไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ ศาลก็อาจจะให้ผู้ต้องโทษปรับขอผัดเวลาชำระค่าปรับต่อไปก่อนได้ โดยยังไม่ยึดทรัพย์สินหรือกักขังในทันทีที่ครบสามสิบวัน ดังนั้น การที่ศาลจะสั่งเรียกประกันไปก่อนโดยยังไม่บังคับโทษปรับไปเสียทีเดียว จึงทำได้เพื่อการปล่อยตัวผู้ต้องโทษปรับชั่วคราวให้ไปหาเงินนำมาชำระค่าปรับ หากในชั้นที่สุดหลบหนีไปหรือมาศาลแต่ไม่สามารถนำเงินมาชำระค่าปรับได้ ศาลก็ต้องใช้วิธีการยึดทรัพย์สินหรือจัดการเพื่อให้มีการกักขังแทนค่าปรับ

สำหรับในคดีนี้ ปรากฏว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไว้ในคำพิพากษาว่า หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับ จากนั้นจำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยเหตุว่าจะออกไปหาเงินมาชำระค่าปรับ โดยเสนอหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเป็นกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพที่บริษัทรับประกันภัยผู้ร้องรับประกันต่อศาลว่า จะส่งตัวจำเลยที่ศาลเพื่อชำระค่าปรับ หากจำเลยไม่มาศาลเพื่อชำระค่าปรับ บริษัทประกันก็จะชำระเงินให้แก่ศาลจำนวน 245,000 บาท และเมื่อจำเลยไม่มาศาล ทั้งผู้ร้องไม่อาจนำตัวจำเลยมาศาลตามกำหนดได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน ซึ่งผู้ร้องก็ได้ชำระค่าปรับในเวลาต่อมา และเมื่อต่อมาผู้ร้องนำตัวจำเลยมาศาลได้ ผู้ร้องก็ได้ยื่นคำร้องขอลดค่าปรับลง จากความเป็นมาของเรื่องรูปแบบ และเนื้อความแห่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ รวมทั้งเนื้อความแห่งกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพ สัญญาประกันในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประกันตัวชั่วคราวไม่ให้ศาลกักขังจำเลยแทนค่าปรับไปพลางก่อน โดยเป็นการสัญญาว่าจะมาศาลเพื่อชำระค่าปรับภายในกำหนด ไม่ใช่สัญญาประกันเพื่อในชั้นที่สุดจะให้บังคับเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของค่าปรับตามคำพิพากษา จึงจะนำเงินที่ผู้ร้องนำมาชำระค่าปรับตามสัญญามาเป็นส่วนหนึ่งแห่งค่าปรับไม่ได้ และเมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาประกันตัวชั่วคราว ดังนั้น ในชั้นที่สุดเมื่อมีการนำตัวจำเลยมาศาลได้ ศาลจึงมีอำนาจลดค่าปรับสำหรับผู้ร้องลงได้อีก ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ผู้ร้องไม่ได้บิดพลิ้วในการนำเงินมาชำระค่าปรับ และสามารถนำตัวจำเลยมาศาลได้ไม่นานนักหลังจากมีการผิดสัญญาประกัน จึงเห็นควรลดค่าปรับลงอีก

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลดค่าปรับให้แก่ผู้ร้องกรณีผิดสัญญาประกันลงอีกคงปรับเป็นเงิน 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายทันมาย จงประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6272/2554
#511569
เปิดฉบับเต็ม

ข้อพิพาทคดีนี้เกิดขึ้นจากการขนส่งทางทะเลจากประเทศอิตาลีมายังประเทศไทย จึงตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ซึ่งตามมาตรา 3 ให้คำนิยามไว้ว่า ผู้ขนส่ง หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ โดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ คดีนี้ผู้ซื้อสั่งซื้อสินค้าจำพวกไวน์ 1,200 กล่อง จากผู้ขาย ซึ่งอยู่ที่ประเทศอิตาลีแล้วผู้ซื้อได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดการขนส่งสินค้าที่สั่งซื้อมาให้ตน โดยผู้ซื้อไม่ใช่ผู้ส่งของหรือผู้ส่งสินค้า การที่จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากับผู้ซื้อหรือผู้รับสินค้ารับจัดการขนสินค้าไวน์จากประเทศอิตาลีมาให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทย จึงถือไม่ได้ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญารับขนทางทะเลและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อจำเลยที่ 2 ให้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 รับขนสินค้ารายนี้อีกทอดหนึ่ง โดยจำเลยที่ 1 เพียงแต่แจ้งให้ผู้ซื้อทราบและผู้ซื้อได้แจ้งไปยังผู้ขายว่าจำเลยที่ 3 จะไปรับขนสินค้าจากผู้ขายบรรทุกลงเรือเดินทะเลของจำเลยที่ 4 เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ร่วมทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวแม้เพียงช่วงระยะทางช่วงใดช่วงหนึ่ง ประกอบกับใบตราส่งที่ออกโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็มิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งแต่อย่างใด ส่วนการที่ผู้ซื้อต้องนำเงินค่าระวางมาชำระแก่จำเลยที่ 1 ก่อน จำเลยที่ 1 จึงออกใบสั่งปล่อยสินค้าให้ ก็เป็นวิธีการที่จำเลยที่ 1 กำหนดขึ้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทางแล้วจะได้รับชำระค่าระวางพาหนะจากผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเท่านั้น ทั้งการที่ข้อเท็จไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าระวางพาหนะให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อย่างไร หรือไม่ ยังไม่พอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งที่ได้ประกอบกิจการการร่วมขนส่งสินค้าพิพาทกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ติดต่อจำเลยที่ 3 ให้รับขนส่งสินค้ารายนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าพิพาทไม่ว่าในทางใดอีก จึงไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้รับจัดการขนส่ง มิใช่ผู้ขนส่งนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 406,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 403,205 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 406,270 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 403,205 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทคอลด์เบค แม็คเกรเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ซื้อได้สั่งซื้อสินค้าไวน์ CAMPARI จำนวน 1,200 กล่อง จากบริษัทคัมพารี่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอส.เอ.เอ็ม. จำกัด ผู้ขายที่ประเทศอิตาลี ภายใต้เงื่อนไขราคา FOB เป็นเงิน 36,804 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้แก่โจทก์เพื่อคุ้มครองความเสียหายหรือสูญหายระหว่างการขนส่ง ผู้ซื้อได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการจัดการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากเมืองท่าต้นทางประเทศอิตาลีมายังโรงงานของผู้ซื้อ โดยตกลงชำระค่าระวางการขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นท่าเรือปลายทาง จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการ จำเลยที่ 2 ได้ติดต่อจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ที่ประเทศอิตาลีให้ทำการขนส่งสินค้า จำเลยที่ 3 ไปติดต่อรับมอบสินค้าจากผู้ขายโดยจำเลยที่ 3 ออกใบตราส่งให้ผู้ขายไว้เป็นหลักฐาน จำเลยที่ 3 นำสินค้าไปส่งมอบให้จำเลยที่ 4 ทำการขนส่งลงเรือแมร์ฟีนิเซี่ยม โดยจำเลยที่ 4 ได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 3 และเมื่อสินค้าเดินทางมาถึงท่าเรือประเทศสิงคโปร์ ได้เปลี่ยนถ่ายลงเรือจ็อค ริคเมอร์ส เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 แจ้งการมาถึงของสินค้าให้ผู้ซื้อทราบ ผู้ซื้อได้ติดต่อชำระค่าระวางขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมกับเวนคืนใบตราส่ง จำเลยที่ 1 จึงออกใบสั่งปล่อยสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อไปติดต่อขอรับสินค้าจากคลังสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพ และจำเลยที่ 1 ติดต่อบริษัทพีบีเอเยนซี่ส์ จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ 4 ให้ทำการเปิดตู้สินค้า นำสินค้าออกจากตู้ไปจัดเก็บไว้ในคลังสินค้าเพื่อทำการปิดอากรแสตมป์สุราก่อนที่จะมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อรับไป ปรากฏว่าเมื่อมีการเปิดตู้สินค้าพบว่าสินค้าสูญหายไปในระหว่างการขนส่ง 270 กล่อง คงเหลือ 930 กล่อง คิดเป็นความเสียหาย 403,205 บาท โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อเป็นเงินจำนวน 403,205 บาท เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้ารายนี้หรือไม่ เห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้เกิดขึ้นจากการขนส่งทางทะเลจากประเทศอิตาลีมายังประเทศไทย จึงตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ซึ่งตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้คำนิยามไว้ว่า ผู้ขนส่ง หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ โดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ คดีนี้บริษัทคอลด์เบค แม็คเกรเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ซื้อสั่งซื้อสินค้าจำพวกไวน์ จำนวน 1,200 กล่อง จากบริษัทคัมพารี่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอส.เอ.เอ็ม. จำกัด ผู้ขายซึ่งอยู่ที่ประเทศอิตาลีแล้วผู้ซื้อได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดการขนส่งสินค้าที่สั่งซื้อมาให้ตน โดยผู้ซื้อไม่ใช่ผู้ส่งของหรือผู้ส่งสินค้า การที่จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากับผู้ซื้อหรือผู้รับสินค้ารับจัดการขนสินค้าไวน์จากประเทศอิตาลีมาให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทยจึงถือไม่ได้ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญารับขนของทางทะเลและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อจำเลยที่ 2 ให้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 รับขนสินค้ารายนี้อีกทอดหนึ่ง โดยจำเลยที่ 1 เพียงแต่แจ้งให้ผู้ซื้อทราบและผู้ซื้อได้แจ้งไปยังผู้ขายว่าจำเลยที่ 3 จะไปรับขนสินค้าจากผู้ขายบรรทุกลงเรือเดินทะเลของจำเลยที่ 4 เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ร่วมทำการขนส่งสินค้าดังกล่าว แม้เพียงช่วงระยะทางช่วงใดช่วงหนึ่ง ประกอบกับใบตราส่งทั้งสองใบที่ออกโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็มิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งแต่อย่างใด ส่วนการที่บริษัทคอลด์เบค แม็คเกรเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ซื้อ ต้องนำเงินค่าระวางมาชำระแก่จำเลยที่ 1 ก่อน จำเลยที่ 1 จึงจะออกใบสั่งปล่อยสินค้าให้ ก็เป็นวิธีการที่จำเลยที่ 1 กำหนดขึ้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทางแล้วจะได้รับชำระค่าระวางพาหนะจากผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเท่านั้น ทั้งการที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าระวางพาหนะให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อย่างไร หรือไม่ ยังไม่พอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งที่ได้ประกอบกิจการร่วมขนส่งสินค้าพิพาทกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ติดต่อจำเลยที่ 3 ให้รับขนส่งสินค้ารายนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าพิพาทไม่ว่าในทางใดอีก จึงไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้รับจัดการขนส่งมิใช่ผู้ขนส่งนั้นชอบแล้ว ทั้งเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างไร ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอวีว่า ประกันภัย (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเฟรท เอ็กซ์เปอร์ไทส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6271/2554
#513618
เปิดฉบับเต็ม

การที่กรรมการผู้มีอำนาจร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทโจทก์ในใบแต่งทนายความแต่งตั้ง ว. เป็นทนายโจทก์และ ว. ลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้ ถือเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ด้วยตนเองโดยแต่งตั้ง ว. เป็นทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้แทนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่โจทก์มอบอำนาจให้ ว. เป็นผู้แทนโจทก์ตามมาตรา 60 วรรคสอง ซึ่งต้องมีหนังสือมอบอำนาจ

ปัญหาว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะวินิจฉัยชี้ขาดกฎหมายเบื้องต้นให้ยกฟ้องโจทก์ได้ การสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องมาใหม่โดยอาศัย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 30 ประกอบข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 และวินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า กระบวนพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีบัญญัติไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 ซึ่งมาตรา 26 ได้บัญญัติรับรองในส่วนการดำเนินคดีแพ่งไว้ว่า กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. นี้ และข้อกำหนดตามมาตรา 30 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ซึ่งออกตามความในมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ข้อ 6 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ของคำฟ้องใน คดีแพ่งไว้ว่า คำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ให้ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่เสนอต่อศาลแต่แรกแล้ว เป็นคำฟ้องที่พอเข้าใจได้แล้วว่า ความเสียหายของสินค้านั้นเป็นเงิน 846,110 บาท ส่วนจะคำนวณอย่างไร มีหลักฐานอ้างอิงหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย กรณีไม่อาจนำหลักเกณฑ์ของคำฟ้องในคดีแพ่งทั่วไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องให้ชัดเจนขึ้นเป็นการใช้อำนาจตามข้อกำหนด ข้อ 6 วรรคสอง เพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 เอง อุทธรณ์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่า สินค้าพิพาทได้รับความเสียหายขณะอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การขนส่งคดีนี้เป็นการขนส่งในเทอม CY/CY หรือ FCL/FCL ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งมีหน้าที่รับตู้สินค้าจากจำเลยที่ 3 ไปเปิดยังโรงงานหรือโกดังของผู้รับตราส่ง ส่วนจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ส่งมอบตู้สินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งในสภาพเรียบร้อย การเปิดตู้ของเจ้าหน้าที่ศุลกากรมิใช่การตรวจเพื่อส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้รับตราส่ง กรณีนี้เป็นการขนส่งสินค้าในระบบตู้สินค้าเทอม CY/CY หรือ FCL/FCL การที่ผู้รับตราส่ง รับตู้สินค้าไปจากจำเลยที่ 3 โดยไม่มีข้อทักท้วงเรื่องความเสียหายของสินค้า จึงไม่อาจถือได้ว่าสินค้าพิพาทมิได้เสียหายในขณะนั้นและผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าไปจากจำเลยที่ 3 โดยมิได้อิดเอื้อน ข้อบังคับว่าด้วยระเบียบความปลอดภัยการใช้ท่าเรือบริการและความสะดวกต่างๆ ของกิจการท่าเรือ ข้อ 53 ที่ว่าบุคคลใดรับมอบสินค้าไปจากจำเลยที่ 3 โดยไม่อิดเอื้อน และข้อ 57 วรรคสอง (ข) ที่ว่าถ้าผู้รับสินค้าไม่เรียกร้องค่าเสียหายเป็นหนังสือภายใน 7 วัน นับแต่วันรับมอบสินค้า จำเลยที่ 3 จะไม่รับผิดชอบ ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่การรับมอบตู้สินค้าจากจำเลยที่ 3 เพื่อนำไปเปิดที่โรงงานของผู้รับตราส่งอย่างเช่นกรณีนี้ได้ เพราะตู้สินค้าไม่ใช่สินค้าตามความหมายของข้อบังคับดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นขณะที่ตู้สินค้าพิพาทอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่รับดูแลรักษาสินค้า เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่สามารถป้องกันมิให้น้ำท่วมขังและซึมเข้าไปในภายตู้สินค้า ทำให้สินค้าพิพาทเปียกชื้นได้รับความเสียหายจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาท

คำให้การของจำเลยที่ 3 บรรยายข้อต่อสู้เรื่องอายุความไว้เพียงว่า โจทก์ได้ฟ้องร้องเกินกว่ากำหนดอายุความฝากทรัพย์และอายุความละเมิดแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้อง ทั้งเป็นคำให้การที่มิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะอะไร ทำไมถึงขาดอายุความ ถือเป็นคำให้การที่ไม่ ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งปัญหาเรื่องคดีขาดอายุความเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่คู่ความต้อง นำสืบ และหากเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลไม่อาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 888,705 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 846,110 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 888,705 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 846,110 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กันยายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท มีนายอรรณพ และนายเชิดชัย เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราบริษัท กระทำการแทนโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเลเพื่อบำเหน็จทางการค้าปกติ จำเลยที่ 3 เป็น นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลและโกดังสินค้า เมื่อประมาณปลายปี 2545 บริษัทยูอาร์ซี (ประเทศไทย) จำกัด สั่งซื้อสินค้ากระดาษห่อลูกอมจากบริษัทเวียดนาม เจ เอส พลาสติก แพ็คเกจจิ้ง จำกัด ที่ประเทศเวียดนาม จำนวน 5,000 ม้วน ในราคาสินค้ารวมค่าขนส่งเป็นเงินรวม 53,500 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าสำหรับความเสียหายหรือสูญหายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งจากโรงงานของผู้เสียหายในประเทศเวียดนามจนถึงโกดังของผู้ซื้อไว้กับโจทก์ในวงเงิน 2,554,678.50 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ขายได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าทางเรือจากท่าเรือต้นทางประเทศเวียดนามมายังท่าเรือปลายทางคือท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งเป็นการขนส่งในเทอม CY/CY หรือ FCL/FCL จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ทำการขนส่งอีกทอดหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับมอบสินค้าพิพาทซึ่งบรรจุในตู้สินค้า 1 ตู้ จากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 นำตู้สินค้าพิพาทบรรทุกลงเรือ เอ็ม.วี. เมอร์เรียน เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2545 และเรือดังกล่าวเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2545 มีการขนถ่ายตู้สินค้าพิพาทขึ้นจากเรือนำไปจัดวางในลานพักตู้สินค้าขาเข้าของจำเลยที่ 3 วันที่ 9 ตุลาคม 2545 ผู้ซื้อติดต่อขอรับตู้สินค้านำไปเปิดที่โรงงานของผู้ซื้อที่จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าสินค้าพิพาทที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าบางส่วนเปียกน้ำจึงแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ได้มอบหมายให้บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์เวย์ (เอเชีย) จำกัด ตรวจสอบความเสียหายของสินค้า พบว่ามีสินค้าเปียกน้ำรวม 414 กล่อง จำนวน 1,656 ม้วน ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ ตามบันทึกการตรวจนับสินค้า ผู้ซื้อได้เรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชอบในความเสียหายของสินค้า แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ผู้ซื้อจึงเรียกร้องมายังโจทก์ผู้รับประกันภัย โจทก์ได้พิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 846,110 บาท ให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า การที่กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์เพียงลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความและประทับตราของบริษัทโดยไม่มีหนังสือมอบอำนาจเฉพาะให้ดำเนินคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การที่โจทก์โดยนายเชิดชัย และนายอรรณพ กรรมการผู้มีอำนาจร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทโจทก์ในใบแต่งทนายความแต่งตั้งนายวีระชัย เป็นทนายความของโจทก์และนายวีระชัยได้ลงลายมือชื่อของตนเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้ ถือเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ด้วยตนเองโดยแต่งตั้งนายวีระชัยเป็นทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้แทนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่โจทก์มอบอำนาจให้นายวีระชัยเป็นผู้แทนโจทก์ตามมาตรา 60 วรรคสอง ซึ่งต้องมีหนังสือมอบอำนาจให้นายวีระชัยฟ้องคดีนี้ดังที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ในข้อต่อไปมีว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การต่อสู้ว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นให้ยกฟ้องโจทก์ได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องมาใหม่โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 30 ประกอบข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 และวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า กระบวนพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีบัญญัติไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ซึ่งมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติรับรองในส่วนการดำเนินคดีแพ่งไว้ว่า กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และข้อกำหนดตามมาตรา 30 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ซึ่งออกตามความในมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อ 6 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ของคำฟ้องในคดีแพ่งไว้ว่า คำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ให้ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ได้บรรยายกล่าวอ้างว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไว้ว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้ระบุถึงมูลค่าและความเสียหายที่ชัดเจนและยังปราศจากหลักฐานอ้างอิง ทำให้ไม่อาจทราบได้ว่ามีความเสียหายอย่างไรบ้าง เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่เสนอต่อศาลแต่แรกแล้ว สามารถเข้าใจได้ว่าผู้ซื้อได้สั่งซื้อกระดาษห่อลูกอมจากผู้ขายที่ประเทศเวียดนามจำนวน 5,000 ม้วน ราคาซื้อขายรวมค่าขนส่งเป็นเงิน 53,500 ดอลลาร์-สหรัฐ ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้กับโจทก์ ส่วนผู้ขายได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยทางเรือมาเพื่อส่งมอบแก่ผู้ซื้อในประเทศไทย จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำตู้สินค้าบรรจุสินค้าพิพาทมาส่งมอบให้จำเลยที่ 3 ที่ท่าเรือกรุงเทพ และเมื่อผู้ซื้อมารับตู้สินค้าไปเปิดพบว่าสินค้าพิพาทเปียกน้ำได้รับความเสียหายจำนวน 414 กล่อง รวม 1,658 ม้วน ผู้ซื้อเรียกร้องให้โจทก์ชดใช้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ซื้อเป็นเงิน 846,110 บาท จึงมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดเป็นคำฟ้องที่พอเข้าใจได้แล้วว่า ความเสียหายของสินค้านั้นเป็นเงินจำนวน 846,100 บาท ส่วนจำนวนค่าเสียหายจะคำนวณมาได้อย่างไร มีหลักฐานอ้างอิงหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์สามารถนำสืบให้ได้ความในชั้นพิจารณา ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 30 ประกอบข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย กรณีไม่อาจนำหลักเกณฑ์ของคำฟ้องในคดีแพ่งทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องให้ชัดเจนขึ้นก็เป็นการใช้อำนาจตามข้อกำหนด ข้อ 6 วรรคสอง เพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 เอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า สินค้าพิพาทได้รับความเสียหายขณะอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การขนส่งคดีนี้เป็นการขนส่งในเทอม CY/CY หรือ FCL/FCL ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งมีหน้าที่รับตู้สินค้าจากจำเลยที่ 3 ไปเปิดยังโรงงานหรือโกดังของผู้รับตราส่ง ส่วนจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ส่งมอบตู้สินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งในสภาพเรียบร้อย นายเชวง เจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ทำหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าพยานจำเลยที่ 3 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า การเปิดตู้สินค้าก่อนส่งมอบตู้สินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งนั้น เป็นการเปิดตู้สินค้าเพื่อตรวจดูว่าสินค้าที่นำเข้ามามีชนิด ประเภทตรงตามที่สำแดงไว้ในใบขนส่งสินค้าหรือไม่ รวมทั้งตรวจดูว่าสินค้ามีความเสียหายหรือไม่ หากพบความเสียหายของสินค้าก็จะบันทึกไว้ การตรวจก็จะตรวจโดยการสุ่ม สินค้าพิพาทมีทั้งหมด 1,250 หีบห่อ พยานสุ่มตรวจจำนวน 6 หีบห่อ ไม่มีปัญหาและไม่พบความเสียหายของสินค้าจึงตรวจปล่อยสินค้าออกไปได้ หลังจากนั้นมีการปิดตู้สินค้าและซีลด้วยนอตเหล็กอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ผู้รับตราส่งจะลากตู้สินค้าออกไปจากลานพักสินค้าของจำเลยที่ 3 แต่ทั้งนี้หากมีปัจจัยอื่นที่ไม่อาจนำตู้สินค้าออกไปได้ ผู้นำเข้าหรือผู้รับตราส่งต้องติดต่อกับจำเลยที่ 3 และถือว่าสินค้าดังกล่าวยังอยู่ในอารักขาของศุลกากร จะเห็นได้ว่าการเปิดตู้สินค้าของเจ้าหน้าที่ศุลกากรเพื่อตรวจปล่อยสินค้าเป็นกระบวนพิธีศุลกากร มิใช่การตรวจเพื่อส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้รับตราส่ง กรณีนี้เป็นการขนส่งสินค้าในระบบตู้สินค้าเทอม CY/CY หรือ FCL/FCL การที่ผู้รับตราส่งรับตู้สินค้าไปจากจำเลยที่ 3 โดยไม่มีข้อทักท้วงเรื่องความเสียหายของสินค้า จึงไม่อาจถือได้ว่าสินค้าพิพาทมิได้มีความเสียหายในขณะนั้นและผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าไปจากจำเลยที่ 3 โดยมิได้อิดเอื้อน ข้อบังคับว่าด้วยระเบียบความปลอดภัยการใช้ท่าเรือบริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือ ข้อ 53 ที่ว่าบุคคลใดรับมอบสินค้าไปจากจำเลยที่ 3 โดยไม่อิดเอื้อน และข้อ 57 วรรคสอง (ข) ที่ว่าถ้าผู้รับสินค้าไม่เรียกร้องค่าเสียหายเป็นหนังสือภายใน 7 วัน นับแต่วันรับมอบสินค้า จำเลยที่ 3 จะไม่รับผิดชอบ ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่การรับมอบตู้สินค้าจากจำเลยที่ 3 เพื่อนำไปเปิดที่โรงงานของผู้รับตราส่งอย่างเช่นกรณีนี้ได้ เพราะตู้สินค้าไม่ใช่สินค้าตามความหมายของข้อบังคับดังกล่าว

จากสภาพของสินค้าพิพาทจำนวน 1,250 หีบห่อ วางเรียงรายซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ในตู้สินค้าจนเต็มตู้สินค้าปรากฏว่าหีบห่อของสินค้าชั้นล่างสุดเปียกน้ำที่ไม่ใช่น้ำทะเลมีความชื้นได้รับความเสียหาย จากคำเบิกความของนายเชวงเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ทำหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าพิพาทพยานจำเลยที่ 3 ได้ความว่า ตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าพิพาทถูกวางไว้ที่ลานวางตู้สินค้าขาเข้าชั้นล่างสุด โดยวางไว้บนพื้นของลานวางตู้สินค้า และข้อเท็จจริงได้ความว่าในช่วงที่ตู้สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 3 บริเวณลานวางตู้สินค้าพิพาทมีฝนตกหนักหลายวัน โดยเฉพาะวันที่ 7 ตุลาคม 2545 ช่วงเวลา 3.30 นาฬิกา ถึง 9 นาฬิกา ฝนตกหนักที่สุดตามรายงานเหตุการณ์ของนายวิชา พยานของจำเลยที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่รับฝากและส่งมอบตู้สินค้าให้แก่ตัวแทนเจ้าของสินค้าของจำเลยที่ 3 รับว่า ฝนตกหนักในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้น้ำท่วมพื้นที่ลานวางตู้สินค้าของ ทตส. 1 ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงลานวางตู้สินค้าขาเข้าด้วย แม้ ตู้สินค้าคดีนี้จะมิได้วางอยู่ในพื้นที่ลานวางตู้สินค้าขาออกซึ่งมีน้ำท่วมขัง และได้มีการบันทึกหมายเลข ตู้สินค้าที่ถูกน้ำท่วมขังที่วางอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวไว้ ตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าพิพาทถูกวางไว้ในลานวาง ตู้สินค้าขาออก แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเช่นเดียวกัน แม้จะมิได้ท่วมและขังอยู่เป็นเวลานานเหมือนดังพื้นที่ที่วางตู้สินค้าขาออกซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ แต่กรณีดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้น้ำฝนที่ท่วมอยู่ชั่วเวลาไม่นานก็สามารถซึมผ่านรอยต่อของขอบพื้นตู้สินค้าหรือประตูตู้สินค้าเข้าไปได้ โดยเฉพาะกรณีเวลามีรถวิ่งผ่านทำให้เกิดคลื่นกระฉอก สอดคล้องกับความเสียหายของหีบห่อของสินค้าพิพาทที่เปียกชื้นเฉพาะหีบห่อที่วางอยู่ชั้นล่างสุดติดกับพื้นของตู้สินค้าและการพบเชื้อราที่ตัวสินค้าที่เปียกชื้นก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่า ความเปียกชื้นได้เกิดขึ้นก่อนที่สินค้าพิพาทจะอยู่ในความดูแลรักษาขอจำเลยที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นขณะที่ตู้สินค้าพิพาทอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่รับดูแลรักษาตู้สินค้า ย่อมต้องหาพื้นที่จัดวางตู้สินค้าให้เหมาะสม ต้องป้องกันมิให้เกิดน้ำท่วมขังตู้สินค้า เพราะเล็งเห็นอยู่แล้วว่าน้ำอาจซึมเข้าไปในตู้สินค้า ทำความเสียหายแก่สินค้าภายในตู้สินค้าได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่สามารถป้องกันมิให้น้ำท่วมขังและซึมเข้าไปภายในตู้สินค้า ทำให้สินค้าพิพาทเปียกชื้นได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาท

ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับวินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความที่จำเลยที่ 3 ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองนั้น เห็นว่า บทบัญญัติในเรื่องของคำให้การนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 มิได้บัญญัติและออกข้อกำหนดไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ปรากฏว่าในคำให้การของจำเลยที่ 3 บรรยายข้อต่อสู้เรื่องอายุความไว้เพียงว่า ความเสียหายที่อ้างว่าได้เกิดขึ้น โจทก์ได้ฟ้องร้องเกินกว่ากำหนดอายุความฝากทรัพย์และอายุความละเมิดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้อง เห็นว่า เป็นคำให้การที่มิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะอะไร ทำไมถึงขาดอายุความ ถือเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งปัญหาเรื่องคดีขาดอายุความเป็นทั้งปัญหาข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ และหากเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงไม่อาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 60 ม. 172 ม. 177
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอวีว่า ประกันภัย (ไทย) จำกัด
บริษัทเอแอลซี อินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — ฟอร์เวิร์ดดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปราณี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6270/2554
#514187
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มีความมุ่งหมายให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าแยกต่างห่างจากกันโดยชัดเจน โดยเฉพาะกรณีลิขสิทธิ์นั้น งานอันจะมีลิขสิทธิ์ได้ต้องเกิดจากการที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานประเภทใดประเภทหนึ่งที่กฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามบทบัญญัติของมาตรา 8 ประกอบมาตรา 6 และคำนิยาม "ผู้สร้างสรรค์" ตามมาตรา 4 อันหมายถึงผู้สร้างสรรค์จะต้องใช้ความคิดและการกระทำให้เกิดงานขึ้นโดยมุ่งหมายให้เกิดผลงานอันมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์ที่จัดได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้ความว่าโจทก์ใช้รูปเด็กศีรษะโตอย่างเครื่องหมายการค้า โดยเดิมโจทก์ผลิตสินค้าปากกาลูกลื่นออกจำหน่ายและต่อมาได้ว่าจ้าง ร. ออกแบบภาพประดิษฐ์รูปเด็กศีรษะโตเพื่อใช้กับสินค้าปากกาลูกลื่นและผลิตภัณฑ์แบบต่างๆ ของโจทก์ออกจำหน่ายจนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ส่อแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ ร. ออกแบบภาพประดิษฐ์นี้เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้า โดยภาพที่เป็นรูปเด็กดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมทำนองเดียวกับหัวปากกาลูกลื่น ทั้งมีรูปปากกาลูกลื่นปรากฏประกอบกับรูปเด็กด้วย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่าผู้ออกแบบได้ออกแบบรูปนี้ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ให้เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่ใช่การสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดงานสร้างประเภทศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์มีลิขสิทธิ์ในภาพประดิษฐ์รูปเด็กศีรษะโต อันจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปเด็กผู้ชายมีศีรษะกลมโต สวมเสื้อ กางเกงขาสั้น ใส่รองเท้า แขนสองข้างวางแนบลำตัว ยืนตัวตรงขาชิดกัน และมีปากกายาวเรียวบางพาดเฉียงด้านหลังจากซ้ายไปขวา ประกอบกับคำว่า BIC ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นรูปคนประดิษฐ์มีรูปมีดโกนพาดเฉียงด้านหลังจากซ้ายไปขวา และมีคำว่า Razor King Sensitive Skin Shaver มีรูปมงกุฎอยู่บนตัวอักษร Z เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงมีส่วนคล้ายกันบ้างก็เฉพาะรูปเด็กประดิษฐ์หรือคนประดิษฐ์เท่านั้น นอกนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งรูปเด็กหรือคนประดิษฐ์ก็มีลักษณะนำมาจากรูปร่างของคนอันเป็นสิ่งที่ควรใช้กันได้ทั่วไป ไม่ใช่ให้คนใดคนหนึ่งหวงกันใช้แต่เพียงผู้เดียว เพียงแต่ผู้นำมาใช้ภายหลังต้องทำให้เห็นส่วนแตกต่างให้สังเกตเห็นได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าต่างเจ้าของกันโดยไม่สับสนหลงผิด ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวประกอบรายละเอียดอื่นและภาพเครื่องหมายการค้าทั้งสองโดยภาพรวมแล้ว มีความแตกต่างเพียงพอให้สังเกตได้ เมื่อนำสินค้าของโจทก์และสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปวางรวมกันแล้ว ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองยุติการใช้ ผลิต และจำหน่ายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า"รูปเด็กศีรษะโต" หรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าว ให้เรียกคืนสินค้าของจำเลยทั้งสองจากท้องตลาดด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเพื่อทำลาย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะหยุดผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสาธารณรัฐฝรั่งเศส โจทก์เป็นเจ้าของงานสร้างสรรค์ที่รู้จักในนาม "บิ๊ก เฮด บอย" "Big Head Boy" หรือเด็กศีรษะโตอันเป็นงานศิลปกรรมประเภทจิตรกรรม โดยการสร้างสรรค์ของนายเรย์มอนด์ ในปี ค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) ตามสัญญาจ้างทำของที่ทำไว้กับโจทก์ ซึ่งผู้สร้างสรรค์งานจิตรกรรมได้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 โจทก์นำโลโก้รูปเด็กศีรษะโตมาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยใช้กับสินค้าจำพวก 8 รายการสินค้า มีดโกนสำหรับช่าง เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2516 และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าจำพวกอื่นอีกหลายจำพวก และโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ตามบันทึกถ้อยคำของนายเฌอโรม สินค้าของโจทก์เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในคุณภาพ ตามข้อมูลอินเทอร์เน็ตและรายงานประจำปี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปคนผู้ชายถือมีดโกนพาดเฉียงทางด้านหลังประกอบอักษรโรมันคำว่า "RAZOR KING" ตามคำขอเลขที่ 509652 เพื่อใช้กับสินค้าประเภทมีดโกนหนวด ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์งานศิลปกรรมภาพประดิษฐ์ในลักษณะรูปเด็กศีรษะโตซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วยหรือไม่ ปัญหานี้ในเบื้องต้นเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มีความมุ่งหมายให้การคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าแยกต่างหากจากกันโดยชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีลิขสิทธิ์นั้น งานอันจะมีลิขสิทธิ์ได้ต้องเกิดจากการที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานประเภทใดประเภทหนึ่งที่กฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 ประกอบกับมาตรา 6 ทั้งตามบทนิยามคำว่า "ผู้สร้างสรรค์" ตามมาตรา 4 หมายความว่า "ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้" จากบทกฎหมายดังกล่าวมานี้ ล้วนแสดงให้เห็นได้ว่า การสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้นั้น ผู้สร้างจะต้องใช้ความคิดและการกระทำให้เกิดงานขึ้นโดยมุ่งหมายให้เกิดผลงานอันมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์ที่เป็นงานประเภทใดประเภทหนึ่งอันจัดได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองตามมาตรา 6 นั่นเอง แต่ภาพประดิษฐ์รูปเด็กศีรษะโตนี้ โจทก์ได้ใช้อย่างเครื่องหมายการค้า และตามข้อเท็จจริงคดีนี้ก็ได้ความจากบันทึกถ้อยคำและความเห็นของพยานโจทก์ว่า เดิมโจทก์ผลิตสินค้าปากกาลูกลื่นออกจำหน่ายและโจทก์ได้ว่าจ้างนายเรย์มอนด์ ออกแบบภาพประดิษฐ์รูปเด็กศีรษะโตและโจทก์ได้นำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าและผลิตภัณฑ์แบบต่างๆ ของโจทก์เป็นที่รู้จักแพร่หลายแก่ผู้บริโภคในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่อแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้นายเรย์มอนด์ออกแบบภาพประดิษฐ์นี้เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าปากกาลูกลื่นของโจทก์ โดยตามภาพดังกล่าวที่เป็นรูปเด็กศีรษะโตนั้น ลักษณะศีรษะก็เป็นรูปทรงกลมเป็นทำนองเดียวกับหัวปากกาลูกลื่น ทั้งยังมีรูปปากกาลูกลื่นปรากฏประกอบกับรูปเด็กนี้ด้วย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ผู้ออกแบบภาพประดิษฐ์รูปเด็กศีรษะโตนี้ออกแบบตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ให้เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่ใช่การสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์มีลิขสิทธิ์ในภาพประดิษฐ์รูปเด็กศีรษะโตนี้ อันจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ข้อกล่าวอ้างตามคำฟ้องที่ว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ในภาพประดิษฐ์รูปเด็กศีรษะโตดังกล่าวย่อมฟังไม่ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า "รูปเด็กศีรษะโต"ของโจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ที่รู้จักกันในนาม "บิ๊ก เฮด บอย" หรือรูปเด็กศีรษะโต เป็นรูปเด็กผู้ชายมีศีรษะกลมโตสวมเสื้อ กางเกงขาสั้นใส่รองเท้า แขนสองข้างวางแนบลำตัว ยืนตัวตรงขาชิดกันและมีปากกาที่ยาวเรียวบางพาดเฉียงด้านหลังจากซ้ายไปขวา โดยโจทก์ได้นำรูป "เด็กศีรษะโต" มาใช้เป็นเครื่องหมายการค้ารวมกับคำว่า "BIC" ที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ เพื่อใช้กับสินค้าประเภทเครื่องเขียน ที่โกน และไฟแช็ก ที่มีเสียงได้รับความนิยมอย่างสูง "รูปเด็กศีรษะโต" ปรากฏบนหีบห่อผลิตภัณฑ์ของโจทก์ รวมทั้งการส่งเสริมการขายและการโฆษณาทั้งหมด จนรูปเด็กศีรษะโตได้กลายเป็นเครื่องหมายควบคู่กับผลิตภัณฑ์ประจำวัน มีคุณภาพสูง ใช้งานง่าย หาซื้อง่ายและเป็นสากล โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยประกอบด้วย "รูปเด็กศีรษะโต" กับสินค้าจำพวก 8 รายการสินค้า มีดโกนสำหรับช่าง มีดโกนขนาดเล็กพกใส่กระเป๋าได้ และใบมีดโกน ตามคำขอเลขที่ 247080 ทะเบียนเลขที่ ค.4578 โจทก์ยังได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก "รูปเด็กศีรษะโต" มีลักษณะบ่งเฉพาะและเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยนำผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2512 มีดโกนหรือที่โกนภายใต้โลโก้หรือสัญลักษณ์ "รูปเด็กศีรษะโต" ได้มีการจำหน่ายในประเทศไทย 30 ปีมาแล้ว ตามหนังสือแต่งตั้งตัวแทน ต่อมาเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้วยการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์และเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยนำ "รูปเด็กศีรษะโต" ของโจทก์มาดัดแปลงและใช้งานเป็นเครื่องหมายการค้าหรือหาประโยชน์อื่นใด ปรากฏบนซองผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะลอกเลียนแบบมาจากเครื่องหมายการค้าและงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเป็นรูปคนผู้ชายมีมีดโกนพาดหลังประกอบอักษรโรมัน คำว่า "RAZOR KING" มีรูปตรามงกุฎ มีคำแปลว่า "ราชาแห่งมีดโกน" โดยมีคนยืนอยู่เพื่อให้ทราบว่าสินค้าชนิดนี้ใช้กับคนผู้ชาย รูปคนเป็นสิ่งที่สามารถใช้แพร่หลายทั่วโลกไม่มีใครเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองได้เผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ ตามโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ปี 2539 และได้มีวางขายสินค้าทั่วประเทศ จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยสุจริตเปิดเผย คนทั่วไปเห็นแล้วไม่สับสนและชี้ชัดได้ถึงความแตกต่าง แม้แต่ซองบรรจุและสีต่าง ๆ ก็แตกต่างจากของโจทก์ เสียงเรียกขานก็แตกต่างกัน จำเลยทั้งสองไม่ได้ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยสุจริต เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คือรูปเด็กศีรษะโต เป็นรูปเด็กผู้ชายมีศีรษะกลมโต สวมเสื้อ กางเกงขาสั้น ใส่รองเท้า แขนสองข้างวางแนบลำตัว ยืนตัวตรงขาชิดกัน และมีปากกายาวเรียวบางพาดเฉียงด้านหลังจากซ้ายไปขวา ประกอบกับคำว่า "BIC" ของโจทก์อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นรูปคนประดิษฐ์มีรูปมีดโกนพาดเฉียงด้านหลังจากซ้ายไปขวา และมีคำว่า "Razor King Sensitive Skin Shaver" มีรูปมงกุฎอยู่บนตัวอักษร "Z" เห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองนี้มีส่วนที่คล้ายกันบ้างก็เฉพาะรูปเด็กประดิษฐ์หรือรูปคนประดิษฐ์เท่านั้น นอกนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งโดยรูปเด็กหรือคนประดิษฐ์ก็มีลักษณะนำมาจากรูปร่างของคนอันเป็นสิ่งที่ควรใช้กันได้ทั่วไป ไม่ใช่ให้คนใดคนหนึ่งหวงกันใช้ได้แต่ผู้เดียว เพียงแต่ผู้นำมาใช้ภายหลังต้องทำให้เห็นส่วนแตกต่างให้สังเกตเห็นได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าต่างเจ้าของกันโดยไม่สับสนหลงผิด ซึ่งก็ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าในส่วนรูปคนประดิษฐ์ของจำเลยที่ 1 มีรูปมีดโกนหนวดพาดเฉียงเป็นส่วนประกอบที่แตกต่างกับของโจทก์ที่มีรูปปากกาพาดเฉียงอย่างสังเกตเห็นความแตกต่างได้ ยิ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับรายละเอียดอื่นประกอบภาพเครื่องหมายการค้าทั้งสองโดยภาพรวมที่มีข้อแตกต่างกันอีกหลายประการดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว เห็นได้ว่าส่วนที่แตกต่างกันมีเพียงพอให้สังเกตได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าต่างกันโดยไม่สับสนหลงผิด เมื่อนำสินค้าของโจทก์และสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปวางไว้รวมกันดังเช่นภาพถ่ายสินค้าแล้ว น่าเชื่อว่าไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่เหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการใดอันเป็นการหลอกลวงหรือให้ข้อมูลทางการค้าเพื่อสร้างความสับสนหรือหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าของโจทก์ ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามขั้นตอนของกฎหมายและมีการจำหน่ายสินค้าและโฆษณาสินค้าตามปกติตั้งแต่ปี 2539 แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริต ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 ม. 8
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซซิเอเต้ บิค
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบิ๊กเทรดดิ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจำลอง สุขศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
อร่าม เสนามนตรี
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6233/2554
#513398
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ส. และจำเลยที่ 3 ประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองและเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 4 ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลรถยนต์คันเกิดเหตุ รวมทั้งจำเลยที่ 4 เป็นตัวการของ ส. และจำเลยที่ 3 โดยยินยอมให้ ส. และจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุประกอบการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 4 ตามคำฟ้องจึงเป็นการขอให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ ส. ตัวแทนกระทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ 4 ในฐานะเป็นตัวการ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แก่โจทก์ จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้รับมรดกของนายสมนึก ผู้ทำละเมิดโจทก์ และขณะถึงแก่ความตาย นายสมนึกเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-4740 พิจิตร และเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่ง ในขณะทำละเมิดได้กระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 3 หรือตามที่จำเลยที่ 3 มอบหมาย หรือในฐานะหุ้นส่วนร่วมกันกับจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์รถยนต์บรรทุก ทั้งเป็นตัวการของนายสมนึก และนำรถยนต์บรรทุกดังกล่าวประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 ขณะเกิดเหตุละเมิด โดยได้ให้นายสมนึกในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 3 หรือตามที่จำเลยที่ 3 มอบหมายหรือในฐานะหุ้นส่วนร่วมกับจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกดังกล่าวประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองและเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-4740 พิจิตร และได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ และเป็นตัวการของนายสมนึกและจำเลยที่ 3 โดยยินยอมให้นายสมนึกและจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวประกอบการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 4 หรือในนามของจำเลยที่ 4 ในขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2543 เวลาประมาณ 18.22 นาฬิกา รถไฟดีเซลรางขบวนที่ 6 ซึ่งเป็นรถไฟโดยสารแล่นระหว่างจังหวัดพิษณุโลกปลายทางกรุงเทพมหานคร ขณะทำขบวนแล่นในเส้นทางสายเหนือก่อนถึงถนนตัดผ่านทางรถไฟไม่มีเครื่องกั้นถนนบริเวณย่านสถานีรถไฟวังกรด ด้านใต้ หลักกิโลเมตรที่ 339+171.30 พนักงานขับรถไฟของโจทก์ได้เปิดหวีดเตือนเป็นระยะๆ เพื่อเตือนผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะที่จะขับผ่านทางรถไฟดังกล่าวให้ทราบว่ากำลังจะมีขบวนรถไฟแล่นผ่านทาง ขณะนั้นนายสมนึกได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-4740 พิจิตร มาถึงถนนตัดผ่านทางรถไฟดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 โดยไม่ลดความเร็วและหยุดรถยนต์ตามป้ายหยุดอันเป็นป้ายจราจรประเภทบังคับให้อยู่ห่างรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตรและคอยจนกว่ารถไฟแล่นผ่านพ้นไปเสียก่อนแล้วจึงขับรถยนต์ผ่านไปได้ แต่นายสมนึกได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวข้ามทางรถไฟไปทันทีขณะที่รถไฟของโจทก์กำลังจะแล่นผ่านทางตอนนั้นจึงเกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้นเป็นเหตุให้รถดีเซลรางชำรุดตกรางได้รับความเสียหายแล่นต่อไปไม่ได้ หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูรธรอำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ดำเนินคดีนายสมนึกในข้อหาขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับอันตรายสาหัส แต่นายสมนึกได้ถึงแก่ความตายจึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง การกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องซ่อมรถดีเซลรางคันพิพาท ซ่อมรางรถไฟที่ได้รับความเสียหาย เสียค่าใช้จ่ายในการนำรถช่วยอันตรายจากสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ และสถานีรถไฟบางซื่อมายกรถที่ตกราง ค่าเสียหายที่ขบวนรถไฟไม่สามารถแล่นผ่านไปมาเป็นเหตุให้ขบวนรถสินค้าล่าช้าและเสียหาย ขบวนรถไฟโดยสารล่าช้าและงดเดินหลายขบวน ค่าจ้างรถยนต์ขนถ่ายผู้โดยสารที่มากับขบวนรถไฟ ค่าจ้างขนถ่ายสินค้า อุปกรณ์อาณัติสัญญาณชำรุดเสียหาย รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 20,225,605.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 21,742,525.93 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 21,742,525.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,225,605.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ขณะเกิดเหตุไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและใช้รถยนต์บรรทุกเนื่องจากนายสมนึก นำรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปใช้ในประโยชน์ของตนนอกเวลางานที่จำเลยที่ 3 และนายสมนึกรับจ้าง โดยเมื่อนายสมนึกขับรถรับจ้างถมดินให้แก่จำเลยที่ 3 จนหมดเวลางานแล้ว นายสมนึกกลับนำรถยนต์ไปบรรทุกทรายเพื่อนำไปขายให้แก่ชาวบ้านที่มาจ้างนายสมนึกเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ขณะเกิดเหตุรถไฟคันพิพาทแล่นด้วยความเร็วเกินอัตรา โดยไม่ได้เปิดหวีดสัญญาเมื่อถึงทางรถไฟที่มีทางรถยนต์ตัดผ่าน และโจทก์ไม่สร้างสิ่งกีดขวางปิดกั้นเมื่อรถไฟจะมาถึง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนกัน ทั้งไม่ชะลอความเร็วรถลงเมื่อผ่านย่านชุมชน เหตุรถชนดังกล่าวจึงเกิดความประมาทของโจทก์และพนักงานโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินไป ความจริงแล้วโจทก์เสียหายไม่ถึง 1,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกคันพิพาท แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 มิใช่ผู้ครอบครองและใช้รถยนต์ดังกล่าวและมิได้เป็นตัวการของจำเลยที่ 3 กับนายสมนึกขณะเกิดเหตุรถยนต์ดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 กับนายสมนึก โดยจำเลยที่ 3 เช่ารถยนต์ดังกล่าวไปจากจำเลยที่ 4 เพื่อประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 เป็นการส่วนตัว มิได้นำมาแล่นขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่ตัวการของจำเลยที่ 3 และนายสมนึกจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของพนักงานขับรถของโจทก์ที่ขับด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตรากำหนดเมื่อถึงทางแยกที่มีถนนตัดผ่านและไม่ชะลอความเร็วรถลง มิได้เปิดหวีดเตือน ทั้งโจทก์ไม่ได้สร้างสิ่งปิดกั้นหรือสัญญาเตือนให้ผู้ขับขี่ในเส้นทางของรถยนต์ทราบว่ามีรถไฟกำลังแล่นมาให้หยุดรถเสียก่อนจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดนอกจากนี้ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงกว่าความเป็นจริง โดยโจทก์เสียหายไม่เกิน 1,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะทายาทของนายสมนึก และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,225,605.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินจำนวน 20,225,605.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ กับให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายสมนึกขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-4740 พิจิตรกับรถไฟของโจทก์ โดยความประมาทเลินเล่อของนายสมนึก เป็นเหตุให้นายสมนึกถึงแก่ความตายและโจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยที่ 4 มีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว และเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปประกอบกิจการขนส่งตามคำขออนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลและใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประการแรกมีว่า จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของนายสมนึกร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า รถบรรทุกคันดังกล่าวจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 3 เช่าและใช้รถยนต์เพื่อประกอบกิจการส่วนตัวของจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ป.ล.1 ของศาลแพ่ง จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 ให้การยอมรับว่า ขณะเกิดเหตุนายสมนึกนำรถยนต์คันดังกล่าวไปบรรทุกทรายเพียงแต่อ้างว่าเป็นการกระทำส่วนตัวของนายสมนึกเองโดยไม่ปรากฏว่านายสมนึกและจำเลยที่ 3 มีใบอนุญาตให้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปประกอบการขนส่งแต่อย่างใด คงมีแต่จำเลยที่ 4 เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปประกอบการขนส่งตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 ทั้งจำเลยที่ 4 ก็เบิกความว่าไม่ทราบว่าจำเลยที่ 3 จะมีใบอนุญาตประกอบการขนส่งตามกฎหมายหรือไม่ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามคำขออนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลเอกสารหมาย จ.11 ระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 4 จะต้องกระทำการขนส่งเพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง สถานที่เก็บ ซ่อมและบำรุงรักษารถก็ต้องเป็นที่อยู่ของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ยังได้ให้คำรับรองต่อนายทะเบียนตามข้อ 8 ด้วยว่าจะใช้รถสำหรับขนส่งสินค้าในกิจการค้าหรือธุรกิจของจำเลยที่ 4 เท่านั้น โดยจะไม่นำรถหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำรถไปทำการรับจ้างขนสินค้าหรือบุคคลแต่ประการใดและให้สัญญาว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบการขนตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และระเบียบข้อบังคับกรมการขนส่งทางบกทุกประการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางราชการไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 นำเอารถยนต์คันเกิดเหตุไปใช้สำหรับการขนส่งสินค้าในกิจการค้าหรือธุรกิจของบุคคลอื่นได้ อีกทั้งจำเลยที่ 4 ก็เป็นผู้เสียภาษีรถประจำปีต่อทางราชการเองตลอดมา นอกจากนี้หากจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 3 เช่ารถไปประกอบการขนส่งโดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนย่อมเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 23 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาตามมาตรา 126 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับจึงไม่น่าเชื่อว่านายสมนึกและจำเลยที่ 3 จะนำรถไปประกอบการขนส่งของตนเองโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่ง ส่วนสัญญาเช่าเอกสารหมาย ป.ล.1 ของศาลแพ่ง คงมีแต่จำเลยที่ 4 เบิกความว่าให้จำเลยที่ 3 เช่ารถไปเท่านั้น โดยจำเลยที่ 4 ไม่ได้นำจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคู่สัญญาและผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องที่ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาเช่ามาเป็นพยานเบิกความยืนยันสนับสนุนให้เห็นว่ามีการทำสัญญาเช่ารถกันจริง โดยสัญญาเช่าดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 4 เพียงฝ่ายเดียวย่อมเป็นการง่ายที่จะมีการจัดทำขึ้นในภายหลังเพื่อนำมาใช้อ้างเป็นหลักฐานแสดงต่อศาล ข้ออ้างว่าได้ทำสัญญาเช่าของจำเลยที่ 4 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า นายสมนึกและจำเลยที่ 3 ประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 และถือได้ว่าขณะกระทำละเมิดนายสมนึกเป็นตัวแทนกระทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะตัวการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ต่อไปมีว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ในฐานะนายจ้างตัวการตัวแทนของนายสมนึกให้ร่วมรับผิดกับนายสมนึกในการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่ได้ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้ประกอบการขนส่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้รับผิดดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่านายสมนึกและจำเลยที่ 3 ประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองและเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-4740 พิจิตร และจำเลยที่ 4 ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลรถยนต์คันเกิดเหตุ รวมทั้งจำเลยที่ 4 เป็นตัวการของนายสมนึกและจำเลยที่ 3 โดยยินยอมให้นายสมนึกและจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวประกอบการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 4 ตามคำฟ้องจึงเป็นการขอให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่นายสมนึกตัวแทนกระทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ 4 ในฐานะเป็นตัวการ จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 426
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — นางจินตนา ธูปเมือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
พิศาล อัยยะวรากูล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6232/2554
#513392
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการใช้รถยนต์ดังกล่าว วันเกิดเหตุรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของโจทก์และบุตรโจทก์ทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายหลังเกิดเหตุ ผู้ขับรถยนต์กระบะขับหลบหนีไปโดยจำเลยที่ 2 แจ้งต่อพนักงานตำรวจว่า ต. ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงกับผู้ขับ และเหตุละเมิดเกิดขึ้นจากการที่ผู้ขับรถยนต์กระบะขับไปในทางการที่จ้างวานใช้ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 อันป็นการบรรยายฟ้องไปตามข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์ทราบ และมิได้ยืนยันว่า ต. เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะในขณะเกิดเหตุละเมิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุและมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการใช้รถยนต์ดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุละเมิดจากการขับรถยนต์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในฐานะที่เป็นตัวการ ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะที่เป็นตัวการในการกระทำละเมิดเองโดยตรงด้วย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ในขณะเกิดเหตุละเมิดจึงมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชาย อ. จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการดูแลรักษาพยาบาลเด็กชาย อ. ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ เมื่อเด็กชาย อ. ถูกกระทำละเมิด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้กระทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้โดยตรง

ค่าใช้จ่ายอันเป็นค่าเดินทางไปดูแลอาการเด็กชาย อ. เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวรพจน์ อายุ 19 ปี และเด็กชายอานนท์ อายุ 14 ปี และเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นครปฐม ป-1520 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6 ร-2954 กรุงเทพมหานคร โดยรถยนต์ดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539 มีผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวไปในทางการที่ใช้จ้างวานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยความยินยอมของจำเลยที่ 3 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสาม ได้ขับรถยนต์ดังกล่าวด้วยความเร็วเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ ที่นายวรพจน์ขับมาโดยมีเด็กชายอานนท์นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ จนเสียหลักล้มลง ทำให้นายวรพจน์และเด็กชายอานนท์ได้รับบาดเจ็บสาหัสและรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย ภายหลังเกิดเหตุผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวหลบหนีไปโดยจำเลยที่ 2 ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่านายตองเป็นผู้ขับ โจทก์ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลนายวรพจน์และเด็กชายอานนท์เป็นเงิน 38,183 บาท และ 186,880 บาท ตามลำดับ เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูแลรักษาวันละ 700 บาทรวม 23 วัน เป็นเงิน 16,100 บาท ขาดรายได้จากการค้าขายวันละ 1,000 บาท รวม 23 วัน เป็นเงิน 23,000 บาท และเสียค่าซ่อมรถจักรยานยนต์เป็นเงิน 18,541 บาท รวมเป็นเงิน 282,704 บาท และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,902.10 บาท รวมเป็นเงิน 298,606.10 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 298,606.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 282,704 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ขณะเกิดเหตุละเมิดจำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6-ร-2954 กรุงเทพมหานครให้จำเลยที่ 2 แล้ว แต่ยังมิได้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียน จำเลยที่ 3 จึงมิใช่เจ้าของรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ดังกล่าวแล้ว แต่มีผู้ขอยืมรถยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 เพื่อไปใช้ในกิจธุระของตนเองที่จังหวัดชุมพร จึงมิได้เป็นการกระทำในทางการที่จ้างวานใช้ และมิได้เป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสาม รถยนต์ดังกล่าวมิได้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายวรพจน์ขับ ค่ารักษาพยาบาลของนายวรพจน์ไม่เกิน 5,000 บาท และของเด็กชายอานนท์ไม่เกิน 10,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 2,600 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเดินทางไปดูแลอาการ และค่าขาดรายได้จากการค้าขาย บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด ได้รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 โจทก์จึงเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับประกันภัยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า เหตุละเมิดไม่ได้เกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์กระบะแต่เกิดจากความประมาทของนายวรพจน์ จำเลยร่วมรับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 ซึ่งคุ้มครองความเสียหายต่อร่างกายรายละไม่เกิน 10,000 บาท จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายเดินทาง ค่าขาดรายได้และค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 253,604 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 4 ธันวาคม 2540) ให้ไม่เกิน 15,902.10 บาท ให้จำเลยร่วมชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 253,604 บาท ทั้งนี้จำเลยร่วมรับผิดในวงเงิน 78,183 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความ 7,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวรพจน์ และเด็กชายอานนท์ และเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นครปฐม ป-1520 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภรรยาและเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6 ร-2954 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรถในรายการจดทะเบียนและได้เอาประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวไว้กับจำเลยร่วม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539 นายวรพจน์ขับรถจักรยานยนต์ของโจทก์โดยมีเด็กชายอานนท์นั่งซ้อนท้ายตามถนนเพชรเกษม และถูกรถยนต์กระบะดังกล่าวเฉี่ยวชนบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ตำบลห้วยจระข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม นายวรพจน์และเด็กชายอานนท์ได้รับบาดเจ็บ รถจักรยานยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่าเหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6 ร-2954 กรุงเทพมหานคร หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานคนหนึ่งคนใดหรือพยานเอกสารอย่างหนึ่งอย่างใดมาแสดงให้เห็นว่าผู้ขับรถยนต์กระบะได้ขับรถโดยประมาท คงมีเพียงคำเบิกความของนายวรพจน์และร้อยตำรวจเอกทวีสุข ซึ่งนายวรพจน์ย่อมเบิกความที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ส่วนร้อยตรวจเอกทวีสุขเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเมื่อโจทก์ไม่นำบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่อยู่ในเหตุการณ์มาเป็นพยานจึงรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ขับรถยนต์กระบะเป็นฝ่ายประมาทนั้น เห็นว่า การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งเป็นการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายว่าใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ มีความสมเหตุสมผลสอดคล้องต่อความเป็นจริงทั้งพยานบุคคลพยานเอกสารและพยานวัตถุอันควรแก่การรับฟังมากยิ่งกว่ากัน คดีนี้โจทก์มีนายวรพจน์ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่ประสบเหตุมาเบิกความด้วยตนเองว่า ขณะพยานขับรถจักรยานยนต์อยู่ในช่องซ้าย และจะแซงรถยนต์โดยสารที่แล่นอยู่ข้างหน้า ได้มีรถยนต์กระบะซึ่งแล่นในช่องขวาหักเลี้ยวเข้ามาในช่องซ้ายของพยาน ช่วงท้ายของรถยนต์กระบะจึงเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ โดยรถยนต์กระบะแล่นมาทางขวาแล้วหักเข้าด้านซ้าย ทำให้ส่วนกระบะท้ายโดนรถจักรยานยนต์ที่พยานขับล้มลง แล้วคนขับรถยนต์กระบะขับรถหลบหนีไป เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายวรพจน์ ตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า พยานขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พยานเห็นรถยนต์กระบะแล่นตามมา ดังนั้นในขณะเกิดเหตุ เมื่อรถยนต์กระบะแซงรถจักรยานยนต์ของนายวรพจน์ ผู้ขับรถยนต์กระบะย่อมจะต้องใช้ความเร็วมากว่า 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างแน่นอน นายวรพจน์เบิกความในส่วนนี้ต่อไปว่า ขณะนั้นรถยนต์กระบะยังแซงไม่พ้นรถจักรยานยนต์ของพยาน และพยานกำลังจะแซงรถยนต์โดยสารที่แล่นอยู่ด้านหน้าจึงเฉี่ยวชนกัน หลังเฉี่ยวชนพยานและเด็กชายอานนท์กระเด็นไปทางขวาบริเวณเกาะกลางถนน โดยตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านว่า พยานได้ให้สัญญาณไฟก่อนที่จะแซงแล้ว ในข้อนี้ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายรถยนต์กระบะและจักรยานยนต์กับรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 แล้ว ปรากฏว่ารถยนต์กระบะมีร่องรอยความเสียหายจากการเฉี่ยวชนบริเวณกระบะช่วงล้อหลังด้านขวา ส่วนรถจักรยานยนต์มีความเสียหายเกิดขึ้นบริเวณล้อหลังเช่นกัน ส่วนด้านหน้าของรถทั้งสองคันไม่ปรากฏความเสียหายใดๆ ร่องรอยการเฉี่ยวชนดังกล่าวจึงสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของนายวรพจน์ที่ว่า รถยนต์กระบะแล่นมาทางขวาแล้วหักเข้าด้านซ้ายทำให้ส่วนท้ายของรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายวรพจน์ขับอันเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของนายวรพจน์ให้มีน้ำหนักรับฟังมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันแล้ว คนขับรถยนต์กระบะรีบขับรถหลบหนีไปโดยไม่หยุดแสดงตนเพื่อให้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นการพิสูจน์ว่าตนมิได้เป็นฝ่ายประมาท จึงเป็นพิรุธส่อแสดงให้เห็นว่าผู้ขับรถยนต์กระบะเกรงกลัวความผิดของตน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีทั้งคำเบิกความของพยานบุคคล พยานเอกสารซึ่งสอดคล้องกับวัตถุพยาน ย่อมมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบแต่เพียงว่าช่วงเกิดเหตุนายตองหรือนายบุญชอบ ขอยืมรถยนต์กระบะดังกล่าวไปแต่ไม่อาจนำนายตองมาเบิกความให้เห็นเป็นจริงได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 เมื่อขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ผู้ขับรถยนต์กระบะใช้ความเร็วมากกว่า 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แซงรถเข้ามาในช่องเดินรถด้านซ้าย ทั้งที่มีรถจักรยานยนต์ที่นายวรพจน์ขับจะแซงรถยนต์โดยสารอยู่ด้านหน้าจนเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันขึ้น เหตุรถเฉี่ยวชนกันจึงเกิดขึ้นเพราะความประมาทของผู้ขับรถยนต์กระบะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์กระบะนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปคงมีว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6 ร-2954 กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุละเมิดหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะดังกล่าว และโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานโดยมีจ่าสิบตำรวจอภิสิทธิ์ เบิกความสนับสนุนได้ความสอดคล้องกันว่า โจทก์และจ่าสิบตำรวจอภิสิทธิ์ไปสอบถามครูและภารโรงที่โรงเรียนได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้รถยนต์กระบะดังกล่าวอยู่เป็นประจำ ในข้อนี้จำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีรถยนต์ 2 คัน คือรถยนต์เก๋งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ ส่วนรถยนต์กระบะดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ย่อมทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีและไม่น่าเบิกความโดยไม่เป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้รถยนต์กระบะดังกล่าวอยู่เป็นประจำ ซึ่งแม้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่า ผู้ขับรถยนต์กระบะในขณะเกิดเหตุเป็นใครดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ก็เนื่องมาจากขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนและเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันแล้วคนขับรถยนต์กระบะรีบขับรถหลบหนีไปทันที ดังนั้นโอกาสที่จะมีผู้รู้เห็นว่าใครเป็นคนขับรถยนต์กระบะดังกล่าวจึงเป็นไปโดยยาก แต่ตามพฤติการณ์จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้รถยนต์กระบะดังกล่าวอยู่เป็นประจำ ภายหลังเกิดเหตุเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ใช้ปรากฏว่ามีร่องรอยเฉี่ยวชนที่กระบะช่วงล้อหลังด้านขวา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 1 ได้เจรจาขอชดใช้ค่าเสียหายให้ฝ่ายโจทก์ถึง 120,000 บาท แม้จะอ้างว่าเพื่อนำรถยนต์กระบะออกมาใช้ก็ยังมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า นายตองขอยืมรถยนต์กระบะไปใช้ในช่วงเกิดเหตุ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถติดตามนายตองมาเบิกความเพื่อยืนยันให้เห็นเป็นจริงดังที่กล่าวอ้าง ทั้งเพิ่งปรากฏชื่อและชื่อสกุลจริงซึ่งอ้างว่าเป็นชื่อของนายตองในภายหลัง อันขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้จากจำเลยที่ 1 เองว่านายตองเป็นน้องเขยของจำเลยที่ 1 น่าจะรู้จักคุ้นเคยกันดี จึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่านายตองเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะในช่วงเกิดเหตุ จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า ในช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากโรงเรือนให้นำนักเรียนไปเข้าค่ายลูกเสือที่จังหวัดกาญจนบุรี คงมีเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 1 โดยลำพัง ไม่มีพยานหลักฐานอื่น เช่น คำสั่งมอบหมาย หรือพยานผู้เกี่ยวข้องรู้เห็นในเรื่องดังกล่าวมานำสืบสนับสนุน ทั้งการนำนักเรียนไปเข้าค่ายย่อมมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากหากเป็นความจริงก็มิใช่เรื่องยากที่จะนำมาแสดงเพื่อสนับสนุนข้อนำสืบดังกล่าว จึงยังมีน้ำหนักน้อยเช่นเดียวกันตามพฤติการณ์พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะในขณะเกิดเหตุละเมิด และเมื่อได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ขับรถยนต์กระบะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือไม่

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะในขณะเกิดเหตุละเมิดเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการใช้รถยนต์ดังกล่าว วันเกิดเหตุรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของโจทก์และบุตรโจทก์ทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายหลังเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันแล้ว ผู้ขับรถยนต์กระบะขับหลบหนีไป โดยจำเลยที่ 2 แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า นายตองไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงเป็นผู้ขับ และเหตุละเมิดเกิดขึ้นจากการที่ผู้ขับรถยนต์กระบะเข้าไปในทางการที่จ้างวานใช้ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 อันเป็นการบรรยายฟ้องไปตามข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์ทราบ และมิได้ยืนยันว่านายตองเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะในขณะเกิดเหตุละเมิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ และมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการใช้รถยนต์ดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุละเมิดจากการขับรถยนต์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในฐานะที่เป็นตัวการถือได้ว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะที่เป็นตัวการในการกระทำละเมิดเองโดยตรงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ในขณะเกิดเหตุละเมิดจึงมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายคงมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูแลอาการเด็กชายอานนท์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าวจริง คงมีแต่คำกล่าวอ้างลอยๆ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูแลอาการเด็กชายอานนท์ของโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายอานนท์จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการดูแลรักษาพยาบาลเด็กชายอานนท์ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ ดังนั้น เมื่อเด็กชายอานนท์ถูกกระทำละเมิดโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้กระทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้โดยตรง สำหรับค่าใช้จ่ายอันเป็นค่าเดินทางไปดูแลอาการเด็กชายอานนท์เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์เบิกความว่า ต้องเดินทางจากบ้านพักที่จังหวัดนครปฐมไปโรงพยาบาลธนบุรีซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางวันละ 700 บาท ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งไปและกลับ จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว เมื่อโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันค่าเสียหายในส่วนนี้ แม้ไม่มีหลักฐานการใช้จ่ายก็มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจริงจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 444
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิมล เหลืองพุ่มพิพัฒน์
จำเลย — นายชาติระพีพล รักษาผล
จำเลยร่วม — บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6202/2554
#513591
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อเดือนมกราคม 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2548 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน ระหว่างวันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยผลิตด้วยวิธีการผสมและแบ่งบรรจุวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลาง จากนั้นจำเลยได้ครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ดังกล่าวซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ปลอม เพื่อนำออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีคำขอท้ายฟ้องระบุกฎหมายที่จำเลยกระทำความผิดและบทมาตราที่ขอให้ลงโทษในความผิดดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์ได้ระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 18, 23, 45 (1), 73, 75 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 12, 57 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 272 (1) ริบวัตถุอันตราย อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ปุ๋ยเคมี และสลากของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาผลิตเพื่อการค้าซึ่งปุ๋ยเคมีโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 73 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 57 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท ฐานผลิตเพื่อการค้าซึ่งปุ๋ยเคมีโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานผลิตเพื่อการค้าซึ่งปุ๋ยเคมีโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 45 (1), 73, 75 (ที่ถูก 75 วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 57 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ปลอมไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานเอาชื่อในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้หรือทำให้ปรากฏที่หีบห่อสินค้าของตนเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 4 เดือน ไม่ปรับ และไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ได้ระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วย พอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับความผิดฐานมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ปลอมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหาเคลือบคลุมไม่ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมโดยผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตหลายรายการในปริมาณมาก และมีปุ๋ยเคมีไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งเอาชื่อในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้าหีบห่อของตนเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายแก่เกษตรกรทั่วไป ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรและอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายที่จะมีผลกระทบต่อบุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์หรือสิ่งแวดล้อมได้ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมี ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดด้วยการมีปุ๋ยเคมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้านั้น แม้ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 มาตรา 7 ยกเลิกความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยตัดคำว่า "มีไว้เพื่อขาย" ออก แต่พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ได้ยกเลิกความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยบัญญัติเพิ่มเติมนิยามคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย กรณีไม่อาจถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย นอกจากนี้แม้พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 มาตรา 36 ได้ยกเลิกความในมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 อีกด้วย และให้ใช้ความใหม่แทน โดยโทษปรับสูงกว่ากฎหมายเก่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายกิติชัย ร่มศาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายสมพร สมุทรคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
เกษม วีรวงศ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6196/2554
#509396
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำเบิกความของ อ. ที่กล่าวถึงการกระทำของจำเลยจะเป็นพยานซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดเลยเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานอื่นประกอบมาสนับสนุน

จำเลยเป็นเพียงคนกลางติดต่อหาเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้แก่ อ. โดยจำเลยได้รับผลประโยชน์ในส่วนการกระทำของจำเลยไปแล้ว หลังจากนั้นเมทแอมเฟตามีนย่อมตกเป็นของ อ. เพียงลำพัง โดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าของและร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย จำเลยไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน หากแต่การที่จำเลยติดต่อหาเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้แก่ อ. ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการแต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ม. 227/1
ป.อ. ม. 53 ม. 78 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายรักษิตหรือเอก บังคมเนตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายปกครอง เปรมดิษฐกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอำนวย เต้พันธ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา