คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6155/2554
#511597
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2550 ถึงวันใดไม่ปรากฏชัด เดือนมิถุนายน 2552 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ... แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้สืบให้ได้ความชัดว่าเหตุเกิดในวันเวลาใด แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ต้องฟังให้เป็นคุณแก่จำเลย คือจำเลยกระทำความผิดก่อนกฎหมายใหม่ใช้บังคับ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับตาม ป.อ. มาตรา 3 ซึ่งมาตรา 277 วรรคท้าย (เดิม) เป็นคุณกว่ามาตรา 277 วรรคท้าย (ที่แก้ไขใหม่) เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรากฏว่าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกระบี่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 2 สมรสกัน ดังนี้ สำหรับความผิดในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคท้าย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาแต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 วรรคแรก (ที่ถูก 277 วรรคแรก (เดิม)) 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2550 โดยในมาตรา 277 วรรคท้าย (ที่แก้ไขใหม่) คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันกับกฎหมายเดิม ต่างกันแต่เพียงอายุของบุคคลผู้กระทำความผิด คดีนี้ขณะกระทำความผิด จำเลยอายุ 23 ปี อยู่ในเกณฑ์อายุตามมาตรา 277 วรรคท้าย (เดิม) โดยมาตรา 277 วรรคท้าย (เดิม) บัญญัติว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรก ถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ... ส่วนมาตรา 277 วรรคท้าย (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่าความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกระทำโดยบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปีกระทำต่อเด็กซึ่งมีอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นยินยอม และภายหลังศาลอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ...เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2550 ถึงวันใดไม่ปรากฏชัด เดือนมิถุนายน 2552 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ...ซึ่งมีทั้งวันที่ก่อนแก้ไขกฎหมายและหลังแก้ไขกฎหมายแต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดในวันเวลาใด จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดก่อนกฎหมายที่แก้ไขใหม่ใช้บังคับ ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งกฎหมายมาตรา 277 วรรคท้าย (เดิม) เป็นคุณแก่จำเลยกว่ามาตรา 277 วรรคท้าย (ที่แก้ไขใหม่) เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรากฏว่าศาลจังหวัดกระบี่แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 2 สมรสกัน ตามคำสั่งศาลจังหวัดกระบี่แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ลงวันที่ 22 มีนาคม 2553 และใบสำคัญการสมรส ลงวันที่ 28 เมษายน 2553 ดังนี้ สำหรับความผิดในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ยินยอม จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคท้าย (เดิม) ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรก ถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225...

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสุชาติ ทองเฉย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายสุเนติ คงเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6137/2554
#511639
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 1 คน ซึ่งเป็นเยาวชนแยกดำเนินคดีต่างหากแล้ว ร่วมกันวิ่งราวทรัพย์เอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยฉกฉวยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่เก็บรักษาไว้ในเคหสถานซึ่งเป็นร้านอาหารและที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายไปซึ่งหน้า และใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ดังนี้ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา อีกทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนเวลาเกิดเหตุเป็นเวลากี่นาฬิกาก่อนเวลาเที่ยงคืน และเยาวชนที่ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นใครและแยกไปดำเนินคดีที่ศาลใดเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยมทั้งสองกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336, 336 ทวิ และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า เวลากลางคืนหลังเที่ยงเป็นเวลาประมาณกี่นาฬิกาก่อนเวลาเที่ยงคืน และเยาวชนหมายถึงใคร มีภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน และแยกไปดำเนินคดีที่ศาลใดนั้น คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 1 คน ซึ่งเป็นเยาวชนแยกดำเนินคดีต่างหากแล้ว ร่วมกันวิ่งราวทรัพย์เอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกียราคา 9,800 บาท ของผู้เสียหาย ไปโดยทุจริต โดยฉกฉวยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่เก็บรักษาไว้ในเคหสถานซึ่งเป็นร้านอาหารและที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายไปซึ่งหน้าและใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน ขกย สุราษฎร์ธานี 67 เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา อีกทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนเวลาเกิดเหตุเป็นเวลากี่นาฬิกาก่อนเวลาเที่ยงคืน และเยาวชนที่ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นใครและแยกไปดำเนินคดีที่ศาลใด เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายทศพร ไชยเดช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวกนกวรรณ รามแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6112/2554
#511666
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่จำเลยที่ 3 ใช้ติดต่อกับโจทก์เป็นเอกสารที่ติดต่อกันในนามของจำเลยที่ 1 แม้ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า โจทก์ได้เข้าทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ดำเนินคดีให้โจทก์หรือโจทก์ได้เข้าตกลงทำสัญญากับผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 เป็นทนายความประจำบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 3 ใช้สถานที่ของจำเลยที่ 1 เป็นที่ทำการของจำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 3 ใช้เอกสารติดต่อกับโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 รวมตลอดถึงการที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 3 ใช้ ว. ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำงานฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้ว ยอมให้จำเลยที่ 3 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต เสมือนว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 เมื่อจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อดำเนินการให้ ว. ฟ้องคดีให้โจทก์ล่าช้าจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีของโจทก์เพราะเหตุขาดอายุความ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 เพราะเหตุละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 การอ่านคำพิพากษาในคดีแพ่ง ถ้าคู่ความทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลตามกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 140 (3) ศาลจะงดการอ่านคำพิพากษาก็ได้ โดยให้ศาลจดแจ้งไว้ในรายงานและให้ถือว่าคำพิพากษานั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้ว กรณีดังกล่าวเป็นการกำหนดขั้นตอนตามกฎหมายให้กระบวนพิจารณาในคดีแพ่งสามารถดำเนินการต่อไปได้จนเสร็จสิ้นแม้กฎหมายให้ถือว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้วโดยชอบตั้งแต่วันนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม แต่คดีได้ความว่าโจทก์นำเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีที่ยืนฟ้อง ส. ไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนวันที่คดีดังกล่าวจะขาดอายุความ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้รายงานผลการดำเนินงานให้โจทก์ทราบเพียงครั้งเดียว และไม่ได้แจ้งวันที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าวให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงไม่ได้ไปฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามกำหนดนัด ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่ทราบว่าคดีดังกล่าวขาดอายุความด้วยเหตุใด และผู้ใดเป็นผู้กระทำให้คดีดังกล่าวขาดอายุความ จนกระทั่งวันที่ 27 กันยายน 2544 จำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกรับสภาพความรับผิดให้แก่โจทก์โดยยอมรับความผิดพลาดในการดำเนินคดีดังกล่าวว่าเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 3 โจทก์จึงเพิ่งทราบถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมในวันดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 จึงยังไม่พ้น 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 538,210.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 232,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 232,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 เพราะเหตุละเมิดหรือไม่ และฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าไม่ได้ออกหนังสือขอเบิกค่าธรรมเนียมศาลและค่าบริการวิชาชีพ ถึงโจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวน 30,000 บาท ตามใบสำคัญรับ ไม่ได้ส่งแนวคำเบิกความ ให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งว่าชื่อของบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏบนหัวกระดาษ ไม่เป็นจริงหรือไม่ถูกต้องอย่างไร โดยเฉพาะใบสำคัญรับ และหนังสือรายงานผลการดำเนินงาน นั้น จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นเอกสารของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเอกสารที่ใช้สำหรับการรับจ่ายเงินภายในบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ออกหนังสือ โดยผิดหลง ฉะนั้นจึงฟังได้ว่า เอกสารที่จำเลยที่ 3 ใช้ติดต่อกับโจทก์นั้น เป็นเอกสารที่ติดต่อกันในนามของจำเลยที่ 1 แม้ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า โจทก์ได้เข้าทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ดำเนินคดีให้โจทก์ หรือโจทก์ได้เข้าตกลงทำสัญญากับผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 เป็นทนายความประจำบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 3 ใช้สถานที่ของจำเลยที่ 1 เป็นที่ทำการของจำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 3 ใช้เอกสารติดต่อกับโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 รวมตลอดถึงการที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 3 ใช้นางสาววิภา ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำงานฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้ว ยอมให้จำเลยที่ 3 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต เสมือนว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 เมื่อจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อดำเนินการให้นางสาววิภาฟ้องคดีให้โจทก์ล่าช้าจนศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษายกฟ้องคดีของโจทก์เพราะเหตุขาดอายุความ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 เพราะเหตุละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 สำหรับปัญหาข้อสองที่ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่า การอ่านคำพิพากษาในคดีแพ่งนั้น ถ้าคู่ความทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลตามกำหนด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 (3) ศาลจะงดการอ่านคำพิพากษาก็ได้ โดยให้ศาลจดแจ้งไว้ในรายงานและให้ถือว่าคำพิพากษานั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้ว กรณีดังกล่าวเป็นการกำหนดขั้นตอนตามกฎหมายให้กระบวนพิจารณาในคดีแพ่งสามารถดำเนินการต่อไปได้จนเสร็จสิ้น แม้กฎหมายให้ถือว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้วโดยชอบตั้งแต่วันนัดฟังคำพิพากษาก็ตาม แต่ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า โจทก์ได้นำเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดียื่นฟ้องนายสันติ ต่อศาล จำนวน 30,000 บาท ไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ตามใบสำคัญรับก่อนวันที่คดีดังกล่าวจะขาดอายุความเกือบ 2 เดือน และหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ทำรายงานผลการดำเนินงานให้โจทก์ทราบเพียงครั้งเดียวตามหนังสือรายงานผลการดำเนินงานลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 โดยรายงานแต่เพียงว่าเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2543 ได้มีการสืบพยานโจทก์อีก 1 ปาก แล้วเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไปเท่านั้น และไม่ได้แจ้งวันที่ศาลจังหวัดมีนบุรีนัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าวให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงไม่ได้ไปฟังคำพิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรีตามกำหนดนัด ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่ทราบว่าคดีดังกล่าวขาดอายุความด้วยเหตุใด และผู้ใดเป็นผู้กระทำให้คดีดังกล่าวขาดอายุความ จนกระทั่งวันที่ 27 กันยายน 2544 จำเลยที่ 3ได้ทำบันทึกรับสภาพความรับผิด ให้แก่โจทก์โดยยอมรับความผิดพลาดในการดำเนินคดีดังกล่าวเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 3 โจทก์จึงเพิ่งทราบถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 427 ม. 448 ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 140 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัมพันธ์ จันทรโมลี
บริษัทรัชดา อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส
จำเลย — ลอว์เยอร์ส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6096/2554
#511600
เปิดฉบับเต็ม

แม้อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเลยประสงค์ยกขึ้นอ้างอิงคัดค้าน หรือกล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด แต่คดีนี้โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว และศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ของผู้เสียหายกับจำเลย หน้าที่การงานของผู้เสียหาย และการที่จำเลยผิดนัดไม่ไปสู่ขอผู้เสียหายจนเป็นสาเหตุให้เกิดคดีนี้ แล้วเห็นว่าคำเบิกความของผู้เสียหายมีเหตุผลและมีน้ำหนักรับฟังได้ ดังนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์ถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย สาเหตุที่ผู้เสียหายโกรธเคืองจำเลยเพราะจำเลยไม่ไปสู่ขอผู้เสียหายตามนัดหมาย และญาติของผู้เสียหายยุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเพื่อเรียกทรัพย์สิน วันเกิดเหตุผู้เสียหายยินยอมสมัครใจไปกับจำเลยเพื่อเจรจาต่อรองเกี่ยวกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ แต่เมื่อผู้เสียหายเรียกร้องเงินจากจำเลยและจำเลยไม่ยินยอมให้ จึงทำให้ผู้เสียหายไม่พอใจ และศาลชั้นต้นมีแนวโน้มจะเชื่อคำเบิกความของผู้เสียหายอันเป็นการขัดต่อหลักการพิจารณาคดี เท่ากับอุทธรณ์ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 138, 276, 284, 309, 310 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2549 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง 276 วรรคแรก 284 วรรคแรก 309 วรรคแรก 310 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพกับฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 2 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 6 ปี ฐานขัดขวางเจ้าพนักงานตำรวจ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี ริบมีดคัทเตอร์และมีดพับของกลาง กับให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2549 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเลยประสงค์ยกขึ้นอ้างอิงคัดค้าน หรือกล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด แต่คดีนี้โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียว และศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ของผู้เสียหายกับจำเลยว่ามิใช่ข้อบ่งชี้ว่าผู้เสียหายจะยินยอมสมัครใจในการกระทำของจำเลยในทุก ๆ โอกาสโดยเฉพาะคดีนี้ หน้าที่การงานของผู้เสียหาย การเดินทางโดยไม่ได้ตระเตรียมตัว และการที่จำเลยผิดนัดไม่ไปสู่ขอผู้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้จนเป็นสาเหตุให้เกิดคดีนี้ โดยเห็นว่าคำเบิกความของผู้เสียหายมีเหตุผลที่มาที่ไปและมีน้ำหนักรับฟังได้ กับเชื่อว่ามูลเหตุที่จำเลยก่อครั้งนี้ด้วยความรักใคร่ที่จำเลยมีต่อผู้เสียหายฝ่ายเดียวถึงได้ขาดสติยับยั้งกระทำวู่วามพาผู้เสียหายไปตามที่ตนเองต้องการ การที่จำเลยอุทธรณ์โดยกล่าวว่าจำเลยและผู้เสียหายมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งแน่นแฟ้นกันมาก่อนประมาณ 1 ปี และใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเท่านั้น สาเหตุที่เกิดคดีนี้เนื่องจากปัญหาเรื่องการหมั้นและการสู่ขอตามประเพณี เพราะฝ่ายจำเลยและญาติพี่น้องมิได้มาตามกำหนดนัด ก่อนเกิดเหตุจำเลยต้องการเจรจากับผู้เสียหายเพื่อปรึกษาหารือต่อรองเกี่ยวกับคดีอาญาซึ่งมีหลายคดีที่ผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ ศาลชั้นต้นมีแนวโน้มที่จะเชื่อผู้เสียหายเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการพิสูจน์พยานหลักฐานที่ยุ่งยากและตามผู้เสียหายเบิกความ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ความตั้งใจของจำเลยเพียงแต่จะปรึกษาและเจรจาต่อรองเกี่ยวกับคดีอาญากับผู้เสียหายซึ่งเป็นอนุภริยาให้ถอนฟ้องแต่ละคดีที่ได้แจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจหลายแห่ง และญาติของผู้เสียหายมีหนี้สินจำนวนมาก ตามสภาพแห่งความเป็นจริงแล้ว ผู้เสียหายซึ่งเป็นอนุภริยามิอยากแจ้งความร้องทุกข์เพียงแต่กลุ่มญาติยุยงส่งเสริมให้กระทำเพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับจำเลยเพื่อที่จะเรียกร้องเงิน และต่อมาจึงเป็นเหตุให้โกรธเคืองกัน มูลเหตุแห่งคดีจำเลยโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายเพื่อนัดเจรจาตกลงเกี่ยวกับการต่อรองในคดีอาญาที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้ และผู้เสียหายให้จำเลยไปรับโดยระบุสถานที่บ้านของเพื่อนน้องชาย ต่อมาจำเลยไปรับผู้เสียหายและเดินทางไปยังจังหวัดสุโขทัยเพื่อพบญาติของจำเลยเพื่อปรึกษาและเจรจาต่อรองในคดีอาญา แต่ระหว่างเดินทางผู้เสียหายร้องขอเงินจำนวน 500,000 บาท และจะถอนฟ้องทุกคดี จำเลยปฏิเสธ ทำให้ผู้เสียหายไม่พอใจแล้วยุติความสัมพันธ์ ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยอุทธรณ์ถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย สาเหตุที่ผู้เสียหายโกรธเคืองจำเลยเพราะจำเลยไม่ไปสู่ขอผู้เสียหายตามนัดหมาย และญาติของผู้เสียหายยุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเพื่อเรียกทรัพย์สิน วันเกิดเหตุผู้เสียหายยินยอมสมัครใจไปกับจำเลยเพื่อเจรจาต่อรองเกี่ยวกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์จำเลยไว้ แต่เมื่อผู้เสียหายเรียกร้องเงินจากจำเลยและจำเลยไม่ยินยอมให้ จึงทำให้ผู้เสียหายไม่พอใจ เท่ากับอุทธรณ์ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายประทีป หอมเย็น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไพบูลย์ ศรีธูป
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6079/2554
#514195
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องทั้งสามที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ที่ลงมติแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ให้แก้ไขมติดังกล่าวเป็นลงมติแต่งตั้งให้ผู้ร้องที่ 3 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ไม่รับจดทะเบียนแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดนั้นเป็นเรื่องเดียวเกี่ยวกับการลงมติแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด แม้จะขอให้ศาลมีคำสั่งหลายอย่างดังกล่าวมา แต่ก็ถือเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าวาระการดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดตามมติที่ประชุมที่ผู้ร้องทั้งสามขอให้เพิกถอนได้สิ้นสุดลงไปแล้วและมีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีครั้งใหม่ลงมติแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดตามวาระการดำรงตำแหน่งครั้งใหม่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับมติเดิมว่าชอบหรือไม่ชอบและควรเพิกถอนหรือไม่ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นสมควรยกคำร้อง ถือว่าเป็นการวินิจฉัยคำขอตามคำร้องครบถ้วนแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อีก

แม้ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มิได้กำหนดให้มีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอันผิดระเบียบไว้ก็ตาม แต่ตามข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด ข้อที่ 32 ระบุว่า "ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประชุมใหญ่อันเป็นบทบัญญัติในหมวดและส่วนที่เกี่ยวกับการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้กับการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้" และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 อันเป็นบทบัญญัติในหมวดและส่วนที่เกี่ยวกับการประชุมใหญ่ของบริษัทจำกัดได้บัญญัติว่า "ถ้าการประชุมใหญ่นั้นได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกันหรือได้ลงมติฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท กรรมการหรือผู้ถือหุ้นมีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้น" ดังนั้นผู้ร้องทั้งสามจึงมีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า มติที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคลอาคารชุดที่ผู้ร้องทั้งสามขอให้เพิกถอนนั้นไม่มีประโยชน์อีกต่อไปเพราะหมดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้จัดการตามมตินั้นแล้ว คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัย ศาลชอบที่จะยกคำร้องขอเพิกถอนมตินั้นได้ทันที

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2544 ดังกล่าว และแก้ไขมติเป็นแต่งตั้งผู้ร้องที่ 3 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแทนผู้คัดค้าน กับให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครไม่รับจดทะเบียนแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้ร้องทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาทแทนผู้คัดค้าน

ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยทั้งสาม คดีนี้กล่าวถึงการเรียกประชุมเจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์ โดยมีระเบียบวาระการประชุม วาระที่ 1 เลือกตั้งประธานในที่ประชุม วาระที่ 2 เลือกตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ฯ การประชุมและลงมติของที่ประชุมในวาระที่ 2 ที่แต่งตั้งให้นายประพันธ์ ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์เป็นมติที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดฯ เนื่องจากผู้ลงคะแนนมิได้มีหนังสือมอบฉันทะให้ลงคะแนนและหนังสือมอบฉันทะไม่ถูกต้องจึงไม่มีสิทธิลงคะแนน แต่ประธานที่ประชุมอนุญาตให้ลงคะแนนได้ทั้ง ๆ ที่มีผู้คัดค้าน นอกจากนี้ผลรวมของคะแนนทั้งหมดมีจำนวน 358.124 อัตราส่วนกรรมสิทธิ์มากกว่าจำนวนอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ที่มาลงทะเบียนเข้าประชุม 32.281 อัตราส่วนกรรมสิทธิ์ หากมีการนับคะแนนโดยถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดฯ ผลจะทำให้ผู้ร้องที่ 3 ได้คะแนนมากกว่านายประพันธ์ ผู้ร้องทั้งสามจึงขอศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2544 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 วาระที่ 2 ที่ลงมติแต่งตั้งให้นายประพันธ์ ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์ ให้แก้ไขมติดังกล่าวเป็นลงมติแต่งตั้งให้ผู้ร้องที่ 3 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์และให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ไม่รับจดทะเบียนแต่งตั้งนายประพันธ์ ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์ เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งสามเป็นเรื่องเดียวเกี่ยวกับการลงมติแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์ แม้จะขอให้ศาลมีคำสั่งหลายอย่างดังกล่าวมา แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด เป็นข้อหาเดียวและเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอันเดียวกัน คือ อ้างว่าการลงมติแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าวาระการดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดตามมติที่ประชุมที่ผู้ร้องทั้งสามขอให้เพิกถอนได้สิ้นสุดลงไปแล้วและมีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีครั้งใหม่ลงมติแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์ตามวาระการดำรงตำแหน่งครั้งใหม่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับมติเดิมว่าชอบหรือไม่ชอบและควรเพิกถอนหรือไม่ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นสมควรยกคำร้อง ถือว่าเป็นการวินิจฉัยข้อหาตามคำร้องครบถ้วนแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อีก คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามโดยไม่วินิจฉัยถึงมติที่ประชุมว่าชอบหรือไม่ชอบและต้องเพิกถอนหรือไม่นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่มีกฎหมายรับรองคุ้มครองเพื่อขอให้ใช้สิทธิทางศาลวินิจฉัยในทางแพ่งว่า มติที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคลใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มิได้กำหนดให้มีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอันผิดระเบียบไว้ก็ตาม แต่ตามข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวน์เวอร์ข้อ 32 ระบุว่า "ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประชุมใหญ่อันเป็นบทบัญญัติในหมวดและส่วนที่เกี่ยวกับการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้กับการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้" และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 อันเป็นบทบัญญัติในหมวดและส่วนที่เกี่ยวกับการประชุมใหญ่ของบริษัทจำกัดได้บัญญัติว่า "ถ้าการประชุมใหญ่นั้นได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกันหรือได้ลงมติฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท กรรมการหรือผู้ถือหุ้นมีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้น" ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสามจึงมีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิของผู้ร้องทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่า มติที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์ที่แต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทองหล่อทาวเวอร์ที่ผู้ร้องทั้งสามขอให้เพิกถอนนั้นไม่มีประโยชน์อีกต่อไปเพราะหมดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้จัดการตามมตินั้นแล้ว คดีนี้ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย ศาลชอบที่จะยกคำร้องขอเพิกถอนมตินั้นได้ทันที คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 อีก

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาทแทนผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางภัทริน บุษราคัมวงษ์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายประพันธ์ โชตินฤมล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายกำพล ษมาคุณากร
ศาลอุทธรณ์ — นายน้ำเพชร ปานะถึก
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สิทธิชัย พรหมศร
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6078/2554
#514255
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้จึงไม่มีหนี้ตามเช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 ผู้สลักหลังอาวัลผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 อำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ต่อสู้และฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,003,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมชำระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายสมชาย ที่ตกทอดแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในศาลชั้นต้น และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติ นายสมชายบิดาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย และจำเลยที่ 1 มารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อสลักหลังในเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดพลู ลงวันที่ 28 มีนาคม 2541 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นเช็คพิพาท ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2540 นายสมชายถึงแก่กรรม โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นทายาทโดยธรรม โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย อ้างว่านายสมชายถึงแก่กรรม ตามใบคืนเช็ค มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะต้องร่วมกันชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าพยานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่านั้น ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทมาแลกเงินไปจากโจทก์ ตามบันทึกการรับเงินและเช็ค ส่วนจำเลยที่ 4 นำสืบว่า นายสมชายเล่นการพนันเป็นอาชีพ มักจะลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คโดยไม่กรอกวันที่และจำนวนเงินไว้ นายสมชายไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทไปแลกเงินจากโจทก์เพราะก่อนถึงแก่กรรมนายสมชายมีเงินฝากในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3,400,000 บาทเศษ ตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ส่วนโจทก์เป็นหนี้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยขวาง 2,600,000 บาทเศษ ตามบัญชีกระแสรายวัน และโจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินเป็นระยะเวลาประมาณ 10 เดือน นับแต่วันที่โจทก์อ้างว่า นายสมชายให้จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทไปแลกเงินจากโจทก์ ผิดวิสัยโจทก์ซึ่งมีอาชีพเป็นนายทุนเงินกู้ โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 1 สมยอมกันว่านายสมชายเป็นหนี้โจทก์ เพื่อไม่ให้จำเลยที่ 4 และนางสาวปวีณ์ธร มารดาของจำเลยที่ 4 ได้รับมรดกของนายสมชาย เห็นว่า แม้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันโดยมีจำเลยที่ 1 พยานจำเลยที่ 4 เบิกความเจือสมว่า จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทไปแลกเงินจากโจทก์โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้กรอกข้อความและสลักหลังเช็คพิพาทกับรับเงิน 1,000,000 บาท จากโจทก์แล้วนำไปให้นายสมชาย และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกการรับเงินให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน ตามบันทึกการรับเงินและเช็ค ตามลำดับก็ตาม แต่กลับปรากฏตามเช็คพิพาทว่า จำเลยที่ 1 สลักหลังเช็คพิพาทใน หลังวันที่นายสมชายถึงแก่กรรม 11 วัน ประกอบกับโจทก์ทราบการถึงแก่กรรมของนายสมชายมาตั้งแต่ต้นเพราะจำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบและโจทก์ยังไปร่วมงานศพนายสมชายที่วัดเวฬุราชิน ทั้งจำนวนเงินตามเช็คมีถึง 1,000,000 บาท แต่โจทก์ไม่ได้ให้นายสมชายหรือจำเลยที่ 1 นำหลักทรัพย์อื่นมาให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ เงินจำนวนที่โจทก์อ้างว่ามอบให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินที่โจทก์รวบรวมเก็บไว้ที่บ้านไม่ได้เบิกจากธนาคาร แต่โจทก์เป็นลูกหนี้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยขวาง 2,600,000 บาทเศษ โจทก์ไม่เคยทำธุรกิจร่วมกับนายสมชายและไม่ได้สนิทสนมกันและได้ความจากจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพื่อนกับโจทก์มาประมาณ 10 ปี นายสมชายรู้จักกับโจทก์ประมาณ 6 ถึง 7 ปี โดยอาศัยจำเลยที่ 1 แนะนำ พยานโจทก์เป็นพิรุธไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่า นายสมชายไม่ได้มอบให้จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทไปแลกเงินจากโจทก์จริงตามฟ้อง หากแต่เป็นกรณีที่โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 4 อ้าง เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจากกองมรดกของนายสมชาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกันชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้แล้วจึงไม่มีหนี้ตามเช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดแก่โจทก์เช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาท อำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้และฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 916 ม. 921 ม. 989
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธงชัย พงศ์วิไล
จำเลย — นางสาวนิภา แซ่หลิ่ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6052/2554
#518428
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นการยึดรถยนต์พิพาทเพราะนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดมาชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาท มิใช่การนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้ให้เช่าซื้อจึงมิอาจอ้างว่าสัญญาเลิกกันตามสัญญาข้อ 6 ที่กำหนดให้สัญญาสิ้นสุดลงในกรณีนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิดหรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของทรัพย์สินรายการ ที่ 3 ถึงที่ 6 และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเจ้าของทรัพย์สินรายการที่ 1 และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามที่ระบุในบัญชีทรัพย์สินลำดับที่ 2 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน กทธ 897 อุตรดิตถ์ ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายชัยณรงค์ ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทในชั้นฎีกาคือสิทธิที่ผู้เช่าซื้อมีตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กง 1254 พิษณุโลก คดีเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเป็นข้อแรกว่า นายชัยณรงค์รับโอนสิทธิในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทมาจากนางสาววารินทร์หรือไม่ ผู้ร้องมีพันตำรวจโทนครินทร์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน 7 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาเบิกความว่า เมื่อนายชัยณรงค์ถูกจับกุมแล้ว นายชัยณรงค์ให้การรับสารภาพว่านำเงินกำไรที่ได้จากการขายยาเสพติดไปซื้อผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนายชัยณรงค์ มีรายละเอียดว่านายชัยณรงค์ซื้อรถยนต์คันนี้ในราคา 280,000 บาท ชำระเงินดาวน์ 38,000 บาท โดยซื้อดาวน์ต่อจากนางสาววารินทร์ คนรู้จักกัน จากนั้นนายชัยณรงค์ผ่อนชำระเงินค่าเช่าซื้องวดละ 10,000 บาทเศษ ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อประมาณ 10 งวด ไม่ทราบว่าค้างชำระอยู่อีกเท่าใด เงินที่นำมาเช่าซื้อรถยนต์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ นายชัยณรงค์ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดทั้งหมด ผู้คัดค้านที่ 3 มีนายภักดี ผู้รับมอบอำนาจช่วงมาเบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบริษัทจำกัด เป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กง 1254 พิษณุโลก ตามใบคู่มือจดทะเบียน ได้ให้นางสาววารินทร์ เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวตามสัญญาเช่าซื้อ และใบคู่มือการจดทะเบียน เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 กล่าวถึงการนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ฯลฯ หรือใช้รถยนต์โดยประการอื่นเป็นเหตุให้ถูกริบ ยึด อายัด ฯลฯ ให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลง แต่กรณีนี้เป็นการยึดรถยนต์พิพาทเพราะนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดมาชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาท มิใช่การนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมิอาจอ้างว่าสัญญาเลิกกันตามสัญญาข้อ 6 ได้ แม้มีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดวันที่ 18 มกราคม 2547 เป็นต้นมา สัญญาเช่าซื้อ อาจสิ้นสุดลงได้ตามสัญญาข้อ 10.1 คือ ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อชำระเงินค้างชำระภายใน 30 วัน เสียก่อน หากครบกำหนดแล้วผู้เช่าซื้อยังคงไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันที แต่ผู้คัดค้านที่ 3 มิได้นำสืบว่าได้ดำเนินการมีหนังสือทวงถามไปยังนางสาววารินทร์แล้ว กรณีถือไม่ได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงทันที นางสาววารินทร์จึงยังคงทรงสิทธิเป็นผู้เช่าซื้อตามสัญญาอยู่ต่อไป โดยมีหนี้ตามสัญญาที่จะต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรายงวดให้ผู้คัดค้านที่ 3 จนกว่าจะครบถ้วน ข้อเท็จจริงที่ว่านายชัยณรงค์รับโอนสิทธิในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทมาจากนางสาววารินทร์ โดยนายชัยณรงค์ชดใช้เงินดาวน์ให้แก่นางสาววารินทร์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรายงวดงวดละประมาณ 10,000 บาทเศษ ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เรื่อยมานั้น เป็นการกล่าวอ้างของนายชัยณรงค์ตามคำให้การในชั้นสอบสวนแต่ฝ่ายเดียว และข้ออ้างดังกล่าวก็ขัดกับที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวน กับที่เบิกความตอบผู้ร้องถามค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรายงวดงวดละ 8,700 บาท แทนนายชัยณรงค์ และผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีหลักฐานการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อมายืนยัน ในขณะที่ใบกำกับภาษีที่ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างส่งระบุว่าผู้คัดค้านที่ 3 ได้รับเงินค่างวดจากนางสาววารินทร์ แม้นางสาววารินทร์ไม่เข้ามาเป็นผู้คัดค้านในคดีก็เป็นเพราะว่ารถยนต์พิพาทไม่ได้ถูกยึดขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาววารินทร์ จะฟังว่านางสาววารินทร์รู้เห็นยินยอมให้รถยนต์พิพาทถูกยึดเพราะตนยินยอมให้เป็นสิทธิแก่นายชัยณรงค์แล้วหาได้ไม่ เพียงการนำข้อเท็จจริงจากคำให้การชั้นสอบสวนของนายชัยณรงค์ยังไม่พอฟังว่านางสาววารินทร์โอนสิทธิในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทมาเป็นของนายชัยณรงค์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่านายชัยณรงค์ได้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทมาแล้วอันจะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่นายชัยณรงค์ได้มาจากการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้อง เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องในส่วนนี้ของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายบรรเทา เสือจงภู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นายน้ำเพชร ปานะถึก
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ศุภชัย สมเจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6041/2554
#511575
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 65 ที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจที่จะประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางโดยชอบได้นั้น จะต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลเข้าครอบครอง แต่ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง สงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางในตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ที่ประกาศสงวนที่ดินริมทางหลวงหมายเลข 22 จำนวนเนื้อที่ 10 ไร่ 33 ตาราง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2305 ซึ่งออกก่อนวันออกประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าวกว่า 13 ปี ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินส่วนดังกล่าวนี้ยังไม่เสียไป โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดิน (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2305 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมได้สิทธิในที่ดิน (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2305 ไปทั้งแปลง ซึ่งได้มีการจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดิน (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2305 ทั้งแปลงให้แก่โจทก์แล้ว

ตามสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดระบุว่า "เป็นที่เข้าใจกันชัดเจนว่ากรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินรายนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจขายได้มากน้อยเพียงใด ข้าพเจ้ารับซื้อไว้เท่านั้น การกำหนดเขตที่ดินโดยกว้างยาวและการบอกประเภทที่ดินตามประกาศขายทอดตลาดนั้น เป็นแต่กล่าวไว้โดยประมาณ ถึงแม้ว่าเนื้อที่ดินจะขาดหรือเกินไปหรือบอกประเภทของที่ดินผิดไปประการใดก็ดี ไม่ถือว่าเป็นข้อที่จะทำลายสัญญาซื้อขายนี้ได้" แม้แขวงการทางจะคัดค้านการรังวัดที่ดิน ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องต่อสู้กับกรมทางหลวง เงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและจ่ายให้จำเลยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถูกต้องตามขั้นตอนการบังคับคดีแพ่ง ไม่เป็นลาภมิควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,037,475.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 903,311.34 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มีนาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระเงิน 903,311.34 บาท ในฐานะลาภมิควรได้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ตาม คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้การจดจำนองที่ดินดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่มีการประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทาง แต่ประกาศดังกล่าวมิได้ยกเลิกสิทธิครอบครองในที่ดิน การยึดและการขายทอดตลาดจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์นำที่ดินไปรังวัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเอกสารสิทธิจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปเป็นโฉนดที่ดิน แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาด โจทก์ชอบที่จะเรียกร้องเอาแก่แขวงการทางนครพนม กรมทางหลวง ตามสิทธิของโจทก์ที่สืบต่อจากนางบังอรโดยตรง จำเลยไม่ต้องคืนเงินให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 65 ที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจที่จะประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางโดยชอบได้นั้น จะต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลเข้าครอบครอง แต่ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง สงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางในตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2535 ที่ประกาศสงวนที่ดินริมทางหลวงหมายเลข 22 ตอนคอสะพานห้วยฮู่เม่น เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน ซึ่งรังวัดแล้วมีเนื้อที่ 10ไร่ 33 ตารางวา นั้น เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 เนื้อที่ 35 ไร่ 2 งาน 87 ตารางวา ซึ่งออก ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2522 ก่อนวันออกประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าวกว่า 13 ปี จึงยังมีข้อแย้งกันอยู่ว่า ที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ 33 ตารางวา ดังกล่าวที่ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางนั้นเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลเข้าครอบครองอันจะเข้าหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจที่จะออกประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางได้หรือไม่ ในชั้นนี้ยังฟังไม่ได้ว่า ที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ 33 ตารางวา อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 เป็นที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่จะโอนขายให้แก่กันมิได้ตามกฎหมายอันจะเป็นผลให้การขายทอดตลาดที่ดินส่วนดังกล่าวนี้ตกเป็นโมฆะ ดังนั้น การขายทอด ตลาดที่ดินส่วนดังกล่าวนี้ยังไม่เสียไป โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมได้สิทธิในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 ไปทั้งแปลง ซึ่งก็ได้มีการจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 ทั้งแปลงให้แก่โจทก์แล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2547 และตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 จากการขายทอดตลาดที่โจทก์ทำกับเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ข้อ 4 ของสัญญาระบุไว้ว่า "เป็นที่เข้าใจกันชัดเจนว่ากรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินรายนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจขายได้มากน้อยเพียงใด ข้าพเจ้ารับซื้อไว้เท่านั้น การกำหนดเขตที่ดินโดยกว้างยาวและการบอกประเภทที่ดินตามประกาศขายทอดตลาดนั้น เป็นแต่กล่าวไว้โดยประมาณ ถึงแม้ว่าเนื้อที่ดินจะขาดหรือเกินไปหรือบอกประเภทของที่ดินผิดไปประการใดก็ดี ไม่ถือว่าเป็นข้อที่จะทำลายสัญญาซื้อขายนี้ได้" ดังนั้นแม้แขวงการทางนครพนมจะคัดค้านการที่โจทก์ขอนำรังวัดออกโฉนดที่ดินแทน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 โดยอ้างว่าล้ำที่ดินสงวนเพื่อประโยชน์แก่งานทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ขอสงวนไว้นั้น ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและได้รับโอนสิทธิในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 มาแล้วทั้งแปลงต้องต่อสู้กับกรมทางหลวงหรือกระทรวงคมนาคมต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ เงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มาจากการขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 จำนวน 3,200,000 บาท จากโจทก์แล้วจ่ายให้แก่จำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 2,946,247 บาท ตามใบคำขอรับเงินนั้น ถูกต้องตามขั้นตอนของการบังคับคดีในทางแพ่ง ไม่มีเงินส่วนใดที่จะถือได้ว่าเป็นเงินที่จำเลยรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันจะทำให้จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ในฐานที่เป็นลาภมิควรได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความเพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรจง หอบรรลือกิจ
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายศุภกิจ แย้มประชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสันทัต สุจริต
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงส์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6034/2554
#511588
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ผลิตและระบุองค์ประกอบรวมทั้งแสดงข้อบ่งใช้ไว้ในฉลากย่อมต้องมีภาระที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ายาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 มีส่วนประกอบตามที่ระบุไว้จริง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์จึงไม่ถูกต้อง และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขและวินิจฉัยไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องได้

เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ย่าฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 มีสารกลูตารัลดีไฮด์เป็นองค์ประกอบอยู่ 12.5 เปอร์เซนต์ ตามที่ระบุไว้ในฉลากจึงต้องถือว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าที่ซื้อไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเมื่อสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระราคาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,387,747.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,336,788.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินตามฟ้องแย้ง 3,497,090.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,405,424.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,387,747.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,336,788.75 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 ธันวาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยประกอบกิจการทำฟาร์มเลี้ยงไก่ จำเลยซื้อยาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 และยาปฏิชีวนะโคไลม็อกเพื่อใช้ฆ่าเชื้อโรคและป้องกันโรคที่เกิดแก่ไก่จากโจทก์หลายครั้ง แต่ยังไม่ได้ชำระราคาค่าสินค้าที่สั่งซื้อให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าสินค้าดังกล่าว จำเลยไม่ชำระโดยอ้างว่า หลังจากซื้อยาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 จากโจทก์ไปใช้ ไก่ที่เลี้ยงมีอัตราการตายสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ต่อมาบริษัทในเครือของจำเลยได้ส่งยาฆ่าเชื้อดังกล่าวไปให้กองวัตถุมีพิษการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ตรวจวิเคราะห์หาสารกลูตารัลดีไฮด์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคว่ามีอยู่ในส่วนผสมของยาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 ตามที่โจทก์ระบุไว้ในฉลากหรือไม่ ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าไม่พบสารกลูตารัลดีไฮด์อยู่ในส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อดังกล่าว จำเลยจึงไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ฉลากของยาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 ระบุถึงส่วนประกอบของยาว่าประกอบด้วย สารกลูตารัลดีไฮด์ 12.5 เปอร์เซ็นต์ สารอัลคิล ไดเมทิลเบนซิล แอมโมเนียมคลอไรด์ 12.5 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันสน 2 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นเป็นตัวทำลาย แสดงว่าสารกลูตารัลดีไฮด์เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยาอัล-ไบโอไซด์ 25 นอกจากนี้ในข้อบ่งใช้ที่ระบุไว้ในฉลากก็ระบุว่า ยาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 ประกอบด้วยยาฆ่าเชื้อ 2 ชนิดรวมกัน การที่โจทก์เป็นผู้ผลิตและระบุองค์ประกอบรวมทั้งแสดงข้อบ่งใช้ไว้ในฉลากย่อมต้องมีภาระที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ายาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 มีส่วนประกอบตามที่ระบุไว้จริง การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจแก้ไขและวินิจฉัยไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องได้

เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ยาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 มีสารกลูตารัลดีไฮด์เป็นองค์ประกอบอยู่ 12.5 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ระบุไว้ในฉลาก จึงต้องถือว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าที่ซื้อไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเมื่อสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระราคาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 การที่จำเลยไม่ชำระราคาค่ายาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 ให้แก่โจทก์จึงไม่ถือว่าจำเลยผิดนัดอันโจทก์จะมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดในส่วนนี้ได้ ในส่วนค่าสินค้ารายการอื่นที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยและจำเลยยังไม่ได้ชำระราคาให้นั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าสินค้าตามบัญชีการสั่งซื้อสินค้า ส่งสินค้า และใบรับวางบิลรายการที่ 2, 4, 6, 7, 10, 12, 13 และ 14 จำนวนเงิน 1,021,424.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามตารางรายการคิดดอกเบี้ยของโจทก์เอกสารหมาย จ.13 จำนวน 37,531.28 บาท รวม 1,058,956.03 บาท ให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระเงินจำนวน 1,058,956.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,021,424.75 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินโนเว็ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทนครชัยศรีฟาร์ม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอนิรุทธิ์ อุทธังกร
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6030/2554
#513455
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ โดยยึดเอาเบี้ยปรับในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหาย และพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคสองก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ 2,000,000 บาท นั้นเป็นจำนวนพอสมควรและไม่สูงเกินส่วนแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายยิ่งกว่าจำนวนเบี้ยปรับนั้น

แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แต่ฝ่ายเดียวตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อขาย ข้อ 3 แต่ก็เป็นความรับผิดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะพึงต้องปฏิบัติตามสัญญาในฐานะผู้ขายเมื่อไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับในส่วนนี้ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ระบุเงื่อนไขข้อนี้ลงไว้ในคำพิพากษาจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4399 และ 14509 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2547 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับ ที่ 4 โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการซื้อขายที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้โจทก์ชำระเงินด้วยวิธีวางทรัพย์และให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 44,835,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์ส่งมอบที่ดินคืนแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 โดยชดใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 4,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืนแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าขนย้าย ค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วจำนวน 600,000 บาท คืนแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ส่งมอบที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 พร้อมรื้อถอนป้ายชื่อโจทก์ออกไปจากที่ดิน และชำระเงินค่าใช้ที่ดินจำนวน 100,000 บาท พร้อมค่าใช้ที่ดินในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืนแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4399 และ 14509 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2547 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 จดทะเบียนเพิกถอนการซื้อขายที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินทั้งสองแปลงส่วนที่เหลือจำนวน 35,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยวิธีวางทรัพย์ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในวันเดียวกับที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์สมควรได้รับเงินที่จ่ายให้ผู้เช่าออกจากที่ดินที่เช่าจำนวน 200,000 บาท จากจำเลยทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า เนื่องจากสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ข้อ 4 กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงิน 2,000,000 บาท เป็นเบี้ยปรับจากการผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแล้ว แม้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ โดยยึดเอาเบี้ยปรับ 2,000,000 บาท ในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหาย และพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าเงิน 2,000,000 บาท เป็นเบี้ยปรับที่กำหนดไว้เป็นจำนวนพอสมควรและไม่สูงเกินส่วนแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายยิ่งกว่าจำนวนเบี้ยปรับนั้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จึงควรกำหนดไว้ให้ถูกต้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายส่วนนี้แต่ฝ่ายเดียวตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อขาย ข้อ 3 ก็ตาม ก็เป็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จะพึงต้องปฏิบัติตามสัญญาในฐานะผู้ขายเมื่อไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับในส่วนนี้ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ระบุเงื่อนไขข้อนี้ลงไว้ในคำพิพากษาจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 380 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรือนไทยไฮเทค จำกัด
จำเลย — นายสัญชัย ภิรมย์พานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายกลอน รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6024/2554
#526745
เปิดฉบับเต็ม

คดีส่วนอาญาข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยขับเร็วล้ำเข้าไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายทั้งสองในช่องเดินรถของผู้ตายทั้งสอง คดีในส่วนแพ่งศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา กล่าวคือต้องฟังว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาท ที่ศาลในคดีส่วนอาญาฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า ผู้ตายทั้งสองมีส่วนกระทำประมาทด้วย ไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองเพราะไม่ใช่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีส่วนอาญา เป็นเพียงการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลยให้เบาลง ดังนั้นในคดีส่วนแพ่งผู้ตายทั้งสองมีส่วนกระทำประมาทด้วยหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่เพียงใด จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์

ผู้เสียหายที่มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เฉพาะในคดีอาญาเท่านั้นไม่มีผลถึงอำนาจฟ้องคดีแพ่ง โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางปลื้ม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,000 บาท และจำนวน 74,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละรายนับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย นางปลื้ม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกของนางสาววิมล ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นพี่สาวและทายาทของนายวัชรินทร์ ผู้ตายที่ 1 โจทก์ที่ 2 เป็นบิดาของนายพรพิรม ผู้ตายที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ผู้ตายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ มีนายสุวิทย์ ซ้อนท้าย และผู้ตายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนศรีเชียงใหม่ - ท่าบ่อ จากทางอำเภอท่าบ่อมุ่งหน้าไปทางอำเภอศรีเชียงใหม่ เมื่อถึงที่เกิดเหตุถนนบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 39 ถึง 40 ซึ่งเป็นทางโค้ง จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 บ - 7545 กรุงเทพมหานคร สวนทางมาและด้วยความประมาทจำเลยขับรถด้วยความเร็วล้ำเข้าไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันในช่องเดินรถของผู้ตายทั้งสอง เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหายและผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา โดยมีนายสุวิทย์และโจทก์ที่ 2 เป็นโจทก์ร่วม ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157, ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1897/2541 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ว่าผู้ตายทั้งสองมีส่วนในการประมาทเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญามีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานละเมิด เรียกค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูเพราะเหตุรถเฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษา คดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ในคดีส่วนอาญาข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยขับเร็วล้ำเข้าไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายทั้งสองในช่องเดินรถของผู้ตายทั้งสอง คดีในส่วนแพ่งศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา กล่าวคือ ต้องฟังว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาท ที่ศาลในคดีส่วนอาญาฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่าผู้ตายทั้งสองมีส่วนกระทำประมาทด้วยนั้น ไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง เพราะไม่ใช่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา เป็นเพียงการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลยให้เบาลง ดังนั้น ในคดีส่วนแพ่งผู้ตายทั้งสองมีส่วนกระทำประมาทด้วยหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เพียงใด จำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ตายทั้งสองมีส่วนประมาทนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า ผู้ตายทั้งสองมีส่วนประมาท จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจฟ้องคดีนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจฟ้องเฉพาะในคดีอาญาเท่านั้น ไม่มีผลถึงอำนาจฟ้องคดีแพ่ง โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเจนจิรา ปาละสิทธิ์ กับพวก
นายไววิทย์ สุขวัฒนะ
จำเลย — โดยนางสาววิมล สุขวัฒนะ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายธวัชชัย สุนทรีเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายฉัตรชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5902/2554
#511592
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตในคำร้องขออนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ซึ่งเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวจะอุทธรณ์ไม่ได้ ทั้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่หาได้มีผลเป็นการสั่งรับอุทธรณ์หรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ แต่ศาลชั้นต้นได้สั่งให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามาเฉพาะฐานความผิดของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4, และที่ 7 ที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อศาลชั้นต้นจะได้มีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับใหม่ต่อไป ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปโดยไม่ได้โต้แย้งว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่ไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดในหลายฐานความผิด ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 7 ส่วนจำเลยที่ 2 ยกฟ้อง ซึ่งคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษายืนของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 และที่ 6 หลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 5 และที่ 6 ชั่วคราว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4, และที่ 7 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 7 บางฐานความผิดที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ต่อศาลชั้นต้น

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษามีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวของโจทก์ว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี จึงไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดที่ต้องห้ามดังกล่าว และสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์อุทธรณ์ในข้อหาที่ต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 7 รวมกันมาในอุทธรณ์ จึงให้โจทก์จัดทำอุทธรณ์มาใหม่เฉพาะข้อหาที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงยื่นเข้ามาภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2550 อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้รับอุทธรณ์ของโจทก์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติ ให้ยกคำร้องของโจทก์

โจทก์ฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นได้สั่งคำร้องขออนุญาตในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ว่าไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์จัดทำอุทธรณ์ฉบับใหม่มายื่นเฉพาะฐานความผิดที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยให้ยื่นภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามาภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นสั่งดังกล่าว กลับยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ทั้ง ๆ ที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใด ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไปนั้นก็เป็นการสั่งคำร้องขออนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่อนุญาตเท่านั้น ซึ่งเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวจะอุทธรณ์ไม่ได้ ทั้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่ หาได้มีผลเป็นการสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ แต่ศาลชั้นต้นได้สั่งให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามาเฉพาะฐานความผิดของจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 7 ที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อศาลชั้นต้นจะได้มีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับใหม่ต่อไป ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป โดยไม่ได้โต้แย้งว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่ไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกขั้นตอน ตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งและให้ยกคำร้องของโจทก์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ทวิ ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุธีรา กรรณเลขา
จำเลย — นางมนฑลี ศรีสง่า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสมบูรณ์ รู้กิจการพานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — อ่านไม่ออก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5889/2554
#518466
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงตั้งแต่สิบคนขึ้นไปและเป็นผู้จุดไฟเผาทรัพย์สินของผู้อื่นอันเป็นการเข้าร่วมมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปและกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 215 วรรคสอง 217 และ 358 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้ประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียงว่าไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงกระทำผิดกฎหมายซึ่งเป็นการสั่งให้เลิกมั่วสุมในการก่อเหตุวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้มั่วสุมและกระทำการก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 216 ที่มุ่งประสงค์ลงโทษผู้ที่ขัดขืนคำสั่งของเจ้าพนักงานอันเป็นการกระทำที่ยังไม่ถึงขั้นความผิดสำเร็จตามมาตรา 215

การวางเพลิงเผาทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 91, 138, 140, 215, 216, 217, 229, 231, 295, 296, 358 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 6, 39, 71 และริบท่อนไม้แปรรูป เศษขวดแก้ว ก้อนหินของกลาง

จำเลยทั้ง 56 คน ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 13 ที่ 25 ที่ 30 ที่ 51 และที่ 53 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ถึงแก่ความตายออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 216 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี และมีความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217, 358 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามมาตรา 217 จำคุก 6 เดือน อีกกระทงหนึ่ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง สมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงและทำการจุดไฟเผาทรัพย์สินของผู้อื่นอันเป็นการชักนำให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงก่อความวุ่นวายทำลายทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีอาวุธ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสอง, 217 และ 358 สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานไม่ยอมเลิกมั่วสุมกันเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 นั้น ได้ความจากนายวีระ นายวิเชียร เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของบริษัทไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด นายวีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการในขณะนั้นพยานโจทก์ซึ่งร่วมเจรจากับตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงว่า เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ฝ่ายบริหารของบริษัทได้นำประกาศเรื่องการจ่ายเงินโบนัสไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงกลับเอาประกาศดังกล่าวไปจุดไฟเผาจนเหตุการณ์บานปลาย โดยกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงทุบทำลายสิ่งของและขว้างปาสิ่งของเข้าไปในบริษัทจนเกิดความวุ่นวายขึ้น จนเวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจึงประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียงว่าไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการสั่งให้เลิกมั่วสุมในการก่อเหตุวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้มีการมั่วสุมและกระทำการที่เป็นการก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 ตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์และความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การวางเพลิงเผาทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดคนละกรรมต่างกันไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคสอง, 217 และ 358 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม มาตรา 217 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 เดือนคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 ให้ยก นอกจากที่แก้ไขให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 215 ม. 216 ม. 217 ม. 358 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายสุริยา คงมาก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสันติ บุตรดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
ศุภชัย สมเจริญ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5878/2554
#601137
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจปลอม จึงเป็นการโอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ และไม่มีสิทธิโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 แม้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 จะสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่ถูกปลอมหนังสือมอบอำนาจเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2444/2536 หมายเลขแดงที่ 11602/2543 และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4786/2536 หมายเลขแดงที่ 11611/2543 ของศาลชั้นต้น แต่คดีทั้งสองสำนวนถึงที่สุดในศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับที่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 เป็นเอกสารปลอม นิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ระหว่างผู้ตายโดยจำเลยที่ 1 ทำแทนกับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อเป็นโมฆะ เพราะเกิดจากหนังสือมอบอำนาจปลอม นิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นการฉ้อฉล ให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม นิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 เป็นการฉ้อฉล ให้เพิกถอนกลับสู่ฐานะเดิม ให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการทางทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงกลับคืนแก่เจ้าของเดิมหรือโจทก์ที่ 1 หรือกองมรดกตามแต่กรณีในฐานะเดิมโดยปราศจากภาระติดพันใด ๆ หากไม่กระทำให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่โดยให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดเป็นเงิน 7,687,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2536 เป็นพินัยกรรมปลอมไม่มีผลทางกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ของนางชิต ผู้ตาย ระหว่างผู้ตายโดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจผู้ขายกับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อและการตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1509 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของผู้ตาย (ปัจจุบันแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 507, 541 ถึง 552 ตำบลบางคอแหลม อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร) ระหว่าง ผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ ผู้ถือกรรมสิทธิ์กับจำเลยที่ 2 ผู้ขอถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2535 วันที่ 3 กรกฎาคม 2535 และวันที่ 12 มกราคม 2536 ตามลำดับ และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 3 ผู้ซื้อ และการโอนให้ตัวการระหว่างจำเลยที่ 3 ผู้โอนและจำเลยที่ 4 ผู้รับโอน เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2535 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 ตามลำดับ โดยให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการทางทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ โดยปราศจากภาระติดพันใด ๆ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายตามส่วน ซึ่งแต่ละคนต้องรับผิดชอบ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 7,687,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2536 เป็นพินัยกรรมปลอมไม่มีผลทางกฎหมาย ให้ตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทุกสำนวนแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 120,000 บาท คำขอของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้ตกเป็นพับ ให้ยกคำร้องขอของจำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสองจำนวน 50,000 บาท ค่าธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นายสนิท (หลวงประกอบสูงกกิจ) และนางชิต ผู้ตายเป็นสามีภริยากันมีบุตรด้วยกัน 6 คน คือ นางสุนีย์หรือประคอง นายประดิษฐ์ นายวินัย นางไพลิน โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับ นายสนิทและนายวินัยถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายอุทัยและนางสุนีย์ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด อยู่ในกลุ่มเครือเดียวกันกับบริษัทเพชรเจริญอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทสยามออคิดแมนชั่น จำกัด และบริษัทสยามไพรเวอร์ค จำกัด โดยทั้งสี่บริษัทมีผู้บริหารชุดเดียวกัน ผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินหลายแปลง รวมทั้งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบ้านทวาย (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 งาน 7 ตารางวา และ 28 ตารางวา โดยที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดต่อกันพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 2771 ริมถนนเจริญกรุง ซึ่งผู้ตายใช้อยู่อาศัยกับตึกแถว 2 ชั้น 8 ห้อง เลขที่ 2771/1-8 ริมถนนเจริญกรุง และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1509 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 26 ตารางวา โดยถือกรรมสิทธิ์รวมกับผู้อื่นพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ ตึกแถว 4 ชั้น 13 ห้อง ริมถนนพระราม 3 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ในชื่อผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 จดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด รวม 2 โฉนด จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง แล้วโอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 4 ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อตั้งเป็นบริษัท ต่อมาเมื่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 4 แล้ว จำเลยที่ 3 จึงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ให้แก่จำเลยที่ 4 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังนำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1509 ในชื่อของผู้ตายบางส่วนจำนวน 270 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 ยื่นฟ้องผู้ตายกับพวกรวม 6 คน ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต่อศาลแพ่ง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4128/2536 แต่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ผู้ตายกับพวกไม่ได้ จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ผู้ตายกับพวกใหม่ ศาลแพ่งมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 คัดสำเนาทะเบียนบ้านผู้ตายที่รับรองโดยทางราชการมาใหม่จึงจะสั่ง จำเลยที่ 2 ส่งสำเนาทะเบียนบ้านตามคำสั่งศาลแพ่ง ศาลแพ่งจึงอนุญาตให้ส่งโดยวิธีปิดหมาย วันที่ 5 เมษายน 2536 ผู้ตายถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่ผู้ตายโดยวิธีปิดหมาย ศาลแพ่งได้พิจารณาชี้ขาดคดีไปฝ่ายเดียวโดยผู้ตายกับพวกขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แล้วพิพากษาให้ผู้ตายกับพวกแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1509 แก่จำเลยที่ 2 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17422/2536 โจทก์ทั้งสองร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับพวกปลอมแปลงเอกสารต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ผลที่สุดอัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเรื่องแจ้งความเท็จต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง โจทก์ทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอถอนฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่ค้าน ศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฟ้องและมีคำสั่งจำหน่ายคดี นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังฟ้องโจทก์ที่ 1 เรื่องเบิกความเท็จต่อศาลอาญา ศาลอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง โจทก์ที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอถอนฟ้อง โจทก์ที่ 1 ไม่ค้าน ศาลอาญาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฟ้องและมีคำสั่งจำหน่ายคดี ระหว่างการพิจารณาคดีนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า ลายมือชื่อที่ระบุว่านางชิต ในสำเนาภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจ สำเนาภาพถ่ายบัตรประจำประชาชน หนังสือมอบอำนาจ สำเนาพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2536 และสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2530 ยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1488 และ 3932 ให้แก่โจทก์ที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2536 เป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ลายมือชื่อผู้ตายในหนังสือมอบอำนาจปลอมและจำเลยที่ 1 ก็ไม่อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาที่ว่าพินัยกรรมดังกล่าวไม่ปลอม ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าพินัยกรรมดังกล่าวปลอมหรือไม่ เพราะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่ทายาทของผู้ตายอันจะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายแต่ประการใด ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามฟ้องได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หนังสือมอบอำนาจปลอม ดังนั้นการโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือมอบอำนาจปลอม จึงเป็นการโอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ ไม่มีสิทธิโอนให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ตามลำดับ แม้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 จะสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทตามฟ้อง จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง จำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ 11602/2543 และที่ 11611/2543 ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลได้รวมพิจารณาเข้ากับคดีนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสองตามสำนวนนี้ 900,000 บาท ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขแดงที่ 11602/2543 และที่ 11611/2543 ของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 11602/2543 และที่ 11611/2543 ของศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเห็นสมควรเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุษรา จัสมิน หรือมาสยะ กับพวก
จำเลย — นางเสาวณี เฉ่งสมบูรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5860/2554
#599076
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องขอให้บังคับจำเลยกับ ม. ร่วมกันชำระหนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยเชื่อว่าสัญญากู้ที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ทำปลอมขึ้น ผลแห่งคำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยกับ ม. รับผิดต่อโจทก์ได้ แม้จะได้ความว่าจำเลยปลอมสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 28 (2) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ส่วนข้อหาฉ้อโกงให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารขึ้นเองจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่จำเลยฎีกา โดยโจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านเป็นประการอื่นว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยและนายมงคล บุตรชายของจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 200,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.25 บาท ต่อเดือน ส่วนนายมงคล เป็นผู้ค้ำประกันจำเลย หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยกับนายมงคลร่วมกันชำระหนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเชื่อว่าสัญญากู้ที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์เป็นเอกสารที่โจทก์ทำปลอมขึ้น โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยกับนายมงคลรับผิดต่อโจทก์ได้ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5746/2551 ที่จำเลยแนบท้ายฎีกา ผลแห่งคำพิพากษาในคดีนั้นย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ได้ รวมทั้งไม่อาจฟ้องนายมงคลซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้แก่โจทก์ ดังนั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยปลอมสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 รูปคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิไล แซ่โค้ว
จำเลย — นางจันทราหรือจิณณพัต วุฒิพานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายไพฑูรย์ อุ้ยมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ชีพ จุลมนต์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5802/2554
#514318
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสองในการผ่อนชำระหนี้และเลื่อนการฟังคำพิพากษาไป จึงมีผลเท่ากับมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาไป เพราะเมื่อถึงกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นต้องสอบถามโจทก์และจำเลยทั้งสองก่อนว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ เพื่อประกอบดุลพินิจว่าจะให้โอกาสจำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ต่อไปหรือมีคำพิพากษาในวันดังกล่าว จึงหาใช่การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นได้เสร็จสิ้นแล้วไม่ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาในวันนัดฟังคำพิพากษาที่เลื่อนมาว่า ศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการชำระหนี้ตามข้อตกลง จำเลยทั้งสองแถลงว่าได้นำเงินบางส่วนมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ และขอให้โอกาสจำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ต่อไป แต่โจทก์แถลงคัดค้านไม่ยอมรับเงินที่จำเลยทั้งสองวางศาลเพราะจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง ดังนี้ คดีจึงยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น มิใช่อยู่ระหว่างการทำคำพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 ผู้พิพากษาอีกคนในศาลชั้นต้นที่ได้รับมอบหมายจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลให้นั่งพิจารณาคดีแทนองค์คณะพิจารณาคดีเดิมในวันนัดฟังคำพิพากษาดังกล่าว จึงเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 (3)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 28 (3) ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรวัต สุนทรวิภาต
จำเลย — นายทนง ศรีโกเมน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวสิรินธร อินทรสังขนาวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ชีพ จุลมนต์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5799/2554
#555028
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 จะเกิดขึ้นต่อเมื่อธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็ค วันที่ในเช็คอันเป็นกำหนดเวลาที่สั่งให้ธนาคารใช้เงินจึงเป็นสาระสำคัญของการกระทำความผิด หากมิได้ลงวันที่ในเช็ค ผู้ออกเช็คย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะให้มีการใช้เงินตามเช็คในวันใด จึงถือว่าไม่มีวันที่ผู้ออกเช็คกระทำความผิด ข้อเท็จจริงความว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพียงลงลายมือสั่งจ่ายไว้โดยไม่ได้ลงรายการอื่น มอบให้ จ. ต่อมา จ. เป็นผู้กรอกจำนวนเงินและวันที่สั่งจ่าย แล้วมอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ขณะที่จำเลยไม่ได้อยู่ด้วย โดยจำเลยมิได้ยินยอมหรือมอบหมายให้กระทำ แสดงว่ากำหนดวันที่สั่งจ่ายและจำนวนเงินเป็นการตกลงกันระหว่างโจทก์กับ จ. เท่านั้น จำเลยหาได้รู้เห็นด้วย เช็คพิพาทย่อมไม่เป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยจึงหาต้องรับผิดตามเช็คพิพาทไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาท ต่อมานางจิตสิกาญจน์ เป็นผู้เขียนข้อความในเช็คพิพาทโดยกรอกจำนวนเงินและวันที่สั่งจ่ายแล้วมอบให้แก่โจทก์ ขณะที่จำเลยไม่ได้อยู่ด้วย ต่อมาเมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างเหตุว่า "มีคำสั่งระงับการจ่าย" ตามใบคืนเช็ค

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 จะเกิดขึ้นต่อเมื่อธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็ค วันที่ในเช็คอันเป็นกำหนดเวลาที่สั่งให้ธนาคารใช้เงินจึงเป็นสาระสำคัญของการกระทำความผิด หากมิได้ลงวันที่ในเช็ค ผู้ออกเช็คย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะให้มีการใช้เงินตามเช็คในวันใด จึงถือว่าไม่มีวันที่ผู้ออกเช็คกระทำความผิดสำหรับคดีนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพียงลงลายมือชื่อสั่งจ่ายไว้โดยไม่ได้ลงรายการอื่น มอบให้นางจิตสิกาญจน์ ต่อมานางจิตสิกาญจน์ เป็นผู้กรอกจำนวนเงินและวันที่สั่งจ่าย แล้วมอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ขณะที่จำเลยไม่ได้อยู่ด้วย โดยจำเลยมิได้ยินยอมหรือมอบหมายให้กระทำ แสดงว่ากำหนดวันที่สั่งจ่ายและจำนวนเงินเป็นการตกลงกันระหว่างโจทก์กับนางจิตสิกาญจน์เท่านั้น จำเลยหาได้รู้เห็นด้วย เช็คพิพาทย่อมไม่เป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยจึงหาต้องรับผิดตามเช็คพิพาทไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัช ต่อวัฒนกิตติกุล
จำเลย — พันตำรวจตรีศุภสวัสดิ์ ศรีนาคา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายวรวรรณ อัครวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2554
#517471
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 4 โดยอ้างเหตุเดียวกันว่า ขอถ่ายสำเนาคำพิพากษารวมทั้งบรรดาสรรพเอกสารต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาและสั่งสำนวนในชั้นอุทธรณ์ แต่ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาและสรรพเอกสาร และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพราะเหตุดังกล่าวทั้งสี่ครั้งเป็นเวลานานถึง 5 เดือนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์ ครั้งที่ 4 ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2552 ว่า คำพิพากษาจัดพิมพ์เสร็จแล้ว แสดงว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพิ่งจัดพิมพ์เสร็จก่อนโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 แม้โจทก์จะมีระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ก็ตาม แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง หากโจทก์ในฐานะพนักงานอัยการจะไม่ยื่นอุทธรณ์ต้องส่งสำนวนและคำสั่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความเห็นแย้งให้ส่งสำนวนและความเห็นไปให้อัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 อันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 5 ของโจทก์ที่ว่า เสนอสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา แต่ยังไม่ทราบผลการพิจารณา ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 5 โดยเพิ่งอ้างเหตุดังกล่าว แสดงว่า เมื่อโจทก์ได้รับสำเนาคำพิพากษาและสรรพเอกสารในสำนวนแล้ว โจทก์ได้ดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์คดีนี้ตามกฎหมายทันที ตามรูปคดีนับว่ามีพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุอันควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ตามคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2551 ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2552 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 วันที่ 13 มีนาคม 2552 และวันที่ 9 เมษายน 2552 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกันว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถ่ายสำเนาคำพิพากษารวมทั้งบรรดาสรรพเอกสารต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาและสั่งสำนวนในชั้นอุทธรณ์แต่ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาและสรรพเอกสาร ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน อ้างว่าโจทก์เสนอสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา แต่ยังไม่ทราบผลการพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษ ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 4 โดยอ้างเหตุเดียวกันว่า ขอถ่ายสำเนาคำพิพากษารวมทั้งบรรดาสรรพเอกสารต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาและสั่งสำนวนในชั้นอุทธรณ์ แต่ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาและสรรพเอกสาร และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพราะเหตุดังกล่าวทั้งสี่ครั้งเป็นเวลานานถึง 5 เดือนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์ ครั้งที่ 4 ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2552 ว่า คำพิพากษาจัดพิมพ์เสร็จแล้ว แสดงว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพิ่งจัดพิมพ์เสร็จก่อนโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 แม้โจทก์จะมีระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ก็ตาม แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง หากโจทก์ในฐานะพนักงานอัยการจะไม่ยื่นอุทธรณ์ต้องส่งสำนวนและคำสั่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความเห็นแย้งให้ส่งสำนวนและความเห็นไปให้อัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 อันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 5 ของโจทก์ที่ว่า เสนอสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา แต่ยังไม่ทราบผลการพิจารณา ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 5 โดยเพิ่งอ้างเหตุดังกล่าว แสดงว่า เมื่อโจทก์ได้รับสำเนาคำพิพากษาและสรรพเอกสารในสำนวนแล้ว โจทก์ได้ดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์คดีนี้ตามกฎหมายทันที ตามรูปคดีนับว่ามีพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุอันควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ตามคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์มีกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ฟัง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุรพันธ์ คำพรสวรรค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวิฑูรย์ วิริยะวิธสัจจา
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5727/2554
#510271
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 ให้ศาลบันทึกใจความแห่งฟ้องไว้เป็นหลักฐานไม่จำต้องบันทึกโดยละเอียด แต่ก่อนบันทึกฟ้อง ศาลอาจจะสอบถามโจทก์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จำเลยกระทำผิด และจะบันทึกไว้เฉพาะข้อความสำคัญ ส่วนบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของฟ้องด้วยวาจาของโจทก์เท่านั้น เมื่อบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ปรากฏว่าโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและร่วมกันเล่นไพ่รัมมี่ ย่อมเข้าใจได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันแล้ว แม้โจทก์จะไม่บรรยายว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมและบรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละข้อหาเป็นข้อย่อยมาให้ชัดเจน อีกทั้งคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ก็ตาม ไม่อาจถือว่าบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ไม่ชัดเจนว่าโจทก์ไม่ประสงค์ลงโทษจำเลยที่ 1 ในแต่ละข้อหาแยกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งการที่คำขอท้ายฟ้องไม่ได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ไม่เป็นการเกินคำขอ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นการพนันไพ่รัมมี่ แล้วจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย สภาพแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกัน คือ จัดให้มีการเล่นก็โดยมีเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน เมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จำเลยที่ 1 ก็ได้ผลประโยชน์แห่งตนแล้ว เป็นความผิดสำเร็จไปกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันด้วยเป็นการที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปรับคนละ 1,600 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 800 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2490 มาตรา 19 ให้ศาลบันทึกใจความแห่งฟ้องไว้เป็นหลักฐานหาจำต้องบันทึกโดยละเอียดไม่และก่อนบันทึกฟ้อง ศาลอาจจะสอบถามโจทก์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ ที่จำเลยกระทำความผิดได้ แต่ก็บันทึกไว้เฉพาะข้อความสำคัญ ส่วนบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของฟ้องด้วยวาจาของโจทก์เท่านั้น เมื่อพิเคราะห์บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นและร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่ ซึ่งเข้าใจได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมและบรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละข้อหาเป็นข้อย่อยมาให้ชัดเจน อีกทั้งคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ก็ไม่อาจถือว่าบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์ไม่ชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ในแต่ละข้อหาแยกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งการที่คำขอท้ายฟ้องไม่ได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่รัมมี่ แล้วจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย สภาพแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ การจัดให้มีการเล่นก็โดยเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นจำเลยที่ 1 ก็ได้ผลประโยชน์แห่งตนแล้ว ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จไปกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันด้วยเป็นการที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้เข้าเล่นการพนันอีก กระทงหนึ่ง ปรับ 1,600 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 800 บาท เมื่อรวมกันโทษปรับในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว รวมปรับ 1,800 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นางบรรจง ขลัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายวันรพ ธรรมยศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5725/2554
#514315
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เพียงแต่นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์เพื่อจะใช้กุญแจผีไขรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยยังไม่ได้เอารถออกไป เป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานตำรวจและผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุก่อน ทำให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 335, 371 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะ ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 100 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์จำคุก 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมกับโทษฐานพาอาวุธตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 100 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือไม่ โจทก์มีนายพิษณุ เบิกความว่า พยานเห็นจำเลยที่ 1 ใช้ลูกกุญแจไขกุญแจรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ข้างถนนเพชรเกษม บริเวณหน้างานแสดงสินค้าใกล้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาอำเภอทุ่งสง เมื่อจำเลยที่ 1 ไขกุญแจรถจักรยานยนต์คันใดไม่ออกก็จะเดินไขกุญแจรถจักรยานยนต์คันต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณ 10 กว่าคัน พยานจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ สักครู่หนึ่งเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของนายประสงค์ ผู้เสียหาย เพื่อจะใช้ลูกกุญแจไขกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงขว้างลูกกุญแจทิ้งไป

เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เดินไขกุญแจรถจักรยานยนต์ไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 กว่าคันจนกว่าจะไขกุญแจรถได้ และการที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อจะไขกุญแจรถนั้น แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ปากดังกล่าวข้างต้นเห็นเพียงจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแต่ไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายจอดรถไว้ ส่วนที่ผู้เสียหายเบิกความว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายนำรถไปจอดไว้ประมาณ 10 เมตร นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่า ผู้เสียหายไม่เห็นเหตุการณ์ขณะมีการเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไป จึงเป็นเพียงการคาดคะเนของผู้เสียหายว่าน่าจะมีการเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของตนไปจากบริเวณที่จอดไว้ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเป็นคนอื่นเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากจุดที่จอดไว้เพราะผู้เสียหายจอดกีดขวางทางก็เป็นได้ และไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นจำเลยที่ 1 จูงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายจอดไว้ ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายยังไม่ได้เอารถออก จึงเป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานตำรวจและผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุเสียก่อน ทำให้จำเลยที่ 1 เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่ให้การพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 ว่าเมื่อไขกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ก็จะให้จำเลยที่ 2 ขับไป ตามบันทึกการจับกุมแต่บันทึกการจับกุมเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย และที่จำเลยที่ 1ให้การในชั้นจับกุมพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 มีลักษณะเป็นการซัดทอด จึงเป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน ต้องฟังอย่างระมัดระวัง การที่มีข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 มาเที่ยวงานแสดงสินค้าด้วยกัน และไม่มีพยานโจทก์ปากใดเห็นจำเลยที่ 2 กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำโดยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 ทำการลักทรัพย์ ประกอบกับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายบุญทัน นวลสีทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสมพร ศรีกฤษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา