คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5724/2554
#509135
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 เดิม คือ การร่วมประเวณีหรือการร่วมเพศ โดยต้องเป็นการกระทำถึงขั้นใช้อวัยวะเพศของชายใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิง เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับอวัยะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" เห็นได้ว่า การแก้ไขดังกล่าวเป็นการขยายขอบเขตของการกระทำชำเราให้กว้างขึ้นเฉพาะในส่วนเพศของผู้กระทำกับเพศของผู้ได้รับการกระทำ อวัยวะและสิ่งที่ใช้กระทำกับอวัยวะที่ได้รับการกระทำกับเจตนาพิเศษในการกระทำ โดยจากเดิมเพศชายกระทำกับเพศหญิงเท่านั้น เป็นเพศใดกระทำกับเพศใดก็ได้ จากเดิมใช้อวัยวะเพศชายกระทำกับอวัยวะเพศหญิงเท่านั้น เป็นใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำเพศใดก็ได้กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นเพศใดก็ได้ หรือใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่นเพศใดก็ได้ แล้วแต่กรณี และต้องกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ อันเป็นการทำให้บุคคลทุกเพศได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน แต่ในส่วนลักษณะของการกระทำนั้น มิได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด จึงยังต้องเป็นการกระทำถึงขั้นใช้อวัยวะเพศหรือสิ่งอื่นใดใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะต่างๆ ดังกล่าวอันเป็นอวัยวะที่เป็นช่องหรือรูเปิดของร่างกาย ดังนั้น การที่จำเลยใช้อวัยวะเพศถูไถบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายอันเป็นการสัมผัสภายนอก ไม่มีการล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหาย จึงยังไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 แต่เป็นการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ อันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคแรก การกระทำชำเรารวมถึงการกระทำอนาจารอยู่ในตัว ศาลจึงลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตามที่พิจารณาได้ความ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนเริ่มสืบพยาน เด็กหญิง ธ. ผู้เสียหาย โดยนางจันจิรา ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 80,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จำคุก 2 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ใช้อวัยวะเพศของจำเลย ถูไถอวัยวะเพศของผู้เสียหายเป็นการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ตามวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยถูไถบริเวณด้านนอกอวัยวะเพศของผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุสี่ปีเศษ แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายไม่พบบาดแผลฉีกขาดของเยื่อพรหมจารี ไม่พบหลักฐานของน้ำอสุจิจากบริเวณปากช่องคลอด และมีความเห็นว่าตรวจไม่พบหลักฐานของการร่วมประเวณีผ่านเข้าไปในช่องคลอด โจทก์ฎีกาว่า การกระทำชำเราอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ไม่ได้หมายความเพียงว่าเป็นการร่วมประเวณีหรือการร่วมเพศอันเป็นการกระทำในลักษณะสอดหรือล่วงล้ำเข้าไปเท่านั้น เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสองที่แก้ไขใหม่ มีความหมายรวมถึงการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น โดยไม่จำต้องใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำสอดหรือล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นนั้นแต่อย่างใด เพียงแต่การกระทำดังกล่าว ต้องเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำอันเป็นเจตนาพิเศษนั้น เห็นว่า การกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 เดิม คือ การร่วมประเวณีหรือการร่วมเพศ โดยต้องเป็นการกระทำถึงขั้นใช้อวัยวะเพศของชายใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิง เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" เห็นได้ว่า การแก้ไขดังกล่าวเป็นการขยายขอบเขตของการกระทำชำเราให้กว้างขึ้นเฉพาะในส่วนเพศของผู้กระทำกับเพศของผู้ได้รับการกระทำ อวัยวะและสิ่งที่ใช้กระทำกับอวัยวะที่ได้รับการกระทำกับเจตนาพิเศษในการกระทำ โดยจากเดิมเพศชายกระทำกับเพศหญิงเท่านั้น เป็นเพศใดกระทำกับเพศใดก็ได้ จากเดิมใช้อวัยวะเพศชายกระทำกับอวัยวะเพศหญิงเท่านั้น เป็นใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำเพศใดก็ได้กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นเพศใดก็ได้ หรือใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่นเพศใดก็ได้ แล้วแต่กรณี และต้องกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ อันเป็นการทำให้บุคคลทุกเพศได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน แต่ในส่วนลักษณะของการกระทำนั้น มิได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด จึงยังต้องเป็นการกระทำถึงขั้นใช้อวัยวะเพศหรือสิ่งอื่นใดใส่ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะต่างๆ อันเป็นอวัยวะที่เป็นช่องหรือรูเปิดของร่างกาย ดังนั้น การที่จำเลยใช้อวัยวะเพศถูไถบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายอันเป็นการสัมผัสภายนอก ไม่มีการล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหาย จึงยังไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 แต่เป็นการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ อันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก การกระทำชำเรารวมถึงการกระทำอนาจารอยู่ในตัว ศาลจึงลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 (เดิม) ม. 277 (ใหม่) ม. 279 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุภีหรือเตี้ย ดวงหาคลัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสมชัย สายเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5694/2554
#513489
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอก หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และโจทก์ประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานลักทรัพย์อันเป็นการขอให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ จึงไม่มีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 357 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอก หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และโจทก์ประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานลักทรัพย์อันเป็นการขอให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ จึงไม่มีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 335 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเจริญ โสขุมา
จำเลย — นายสมเกียรติ์ วิริยะประสาทพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายประสิทธิ์ ตั้งตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
ศุภชัย สมเจริญ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5691/2554
#509378
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า คดีขาดอายุความเนื่องจากจำเลยทั้งสองได้รับโอนที่ดินพิพาทเป็นเวลาเกิน 10 ปี ได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน คำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่า คดีขาดอายุความเรื่องฟ้องคดีมรดกและโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีจึงขาดอายุความไปแล้ว คำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้าย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทได้แก่ ภริยาและบุตรทั้งเจ็ดโดยภริยามีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในการรับมรดกเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (1) ภริยาขอรับโอนที่ดินพิพาทแทนทายาทและยกที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งด้วยเพราะจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีไปกว่าภริยาเจ้ามรดกผู้โอน โจทก์ที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหนึ่งในแปดส่วนและชอบที่จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวคนละ 2 ไร่ 2 ตารางวา มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 2 ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า คดีของโจทก์ที่ 1 ไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า คดีขาดอายุความ เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาเกิน 10 ปี ได้ทำประโยชน์ในที่ดินโดยสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ซึ่งคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าว ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่า คดีขาดอายุความเรื่องฟ้องคดีมรดก และโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีจึงขาดอายุความไปแล้ว คำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

โจทก์ที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยมานั้น เมื่อคู่ความต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน พิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านและจำเลยทั้งสองมิได้แก้อุทธรณ์โต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายอยู่ ตกทอดแก่ทายาท คือ นางทิ้งภริยาและบุตรทั้งเจ็ด โดยนางทิ้งไปขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทแทนทายาท ดังนี้ เมื่อนางทิ้งยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 และทายาทคนอื่นด้วย เพราะจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีไปกว่านางทิ้งผู้โอน นางทิ้งเป็นภริยาของนายอยู่เจ้ามรดก มีสิทธิได้ส่วนแบ่งในการรับมรดกเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (1) โจทก์ที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหนึ่งในแปดส่วน และชอบที่จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 เข้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2326 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวนหนึ่งในแปดส่วน แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกิน 2 ไร่ 2 ตารางวา ตามที่โจทก์ที่ 1 ขอ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 810 วรรคหนึ่ง ม. 1635 (1) ม. 1754 วรรคท้าย
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยืน ขาวจันทร์ กับพวก
จำเลย — นางทองคำ ขาวจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายพัฒนา วงษ์เมตตา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางปวีณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5691/2554
#515058
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า คดีขาดอายุความเนื่องจากจำเลยทั้งสองได้รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาเกิน 10 ปี ได้ทำประโยชน์ในที่ดินโดยสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ซึ่งคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่า คดีขาดอายุความเรื่องฟ้องคดีมรดก และโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใดนับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีจึงขาดอายุความไปแล้ว คำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องคดีมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้ายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ในปัญหานี้

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ย. ตกทอดแก่ทายาท คือ ท. ภริยาและบุตรทั้งเจ็ดโดย ท. ไปขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทแทนทายาท ดังนี้ เมื่อ ท. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 และทายาทคนอื่นด้วย เพราะจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีไปกว่า ท. ผู้โอน ท. เป็นภริยาของ ย. เจ้ามรดก มีสิทธิได้ส่วนแบ่งในการรับมรดกเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (1) โจทก์ที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหนึ่งในแปดส่วน และชอบที่จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวคนละ 2 ไร่ 2 ตารางวา มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 2 ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 จำเลยทั้งสอง นายพยนต์ นางกำไร นายยม และนายเยื้อน เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายอยู่ กับนางทิ้ง ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2326 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 14 ไร่ 16 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ. 1 เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอยู่ หลังจากนายอยู่ถึงแก่ความตาย นางทิ้งได้ไปรับโอนมรดกและจดทะเบียนยกให้จำเลยทั้งสอง ปัญหาประการแรกที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า คดีของโจทก์ที่ 1 ไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า คดีขาดอายุความ เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาเกิน 10 ปี ได้ทำประโยชน์ในที่ดินโดยสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ซึ่งคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าว ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่า คดีขาดอายุความเรื่องฟ้องคดีมรดก และโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีจึงขาดอายุความไปแล้ว คำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ในปัญหานี้

ส่วนปัญหาประการสุดท้ายที่ว่า โจทก์ที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยมานั้น เมื่อคู่ความต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน พิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านและจำเลยทั้งสองมิได้แก้อุทธรณ์โต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายอยู่ ตกทอดแก่ทายาท คือ นางทิ้งภริยาและบุตรทั้งเจ็ด โดยนางทิ้งไปขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทแทนทายาท ดังนี้ เมื่อนางทิ้งยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 และทายาทคนอื่นด้วย เพราะจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีไปกว่านางทิ้งผู้โอน นางทิ้งเป็นภริยาของนายอยู่เจ้ามรดก มีสิทธิได้ส่วนแบ่งในการรับมรดกเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (1) โจทก์ที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหนึ่งในแปดส่วน และชอบที่จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 เข้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2326 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวนหนึ่งในแปดส่วน แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกิน 2 ไร่ 2 ตารางวา ตามที่โจทก์ที่ 1 ขอ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 810 ม. 1635 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยืน ขาวจันทร์ กับพวก
จำเลย — นางทองคำหรือนางสาวทองคำ ขาวจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5671/2554
#583726
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่ผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานยึดรถยนต์ของกลางเนื่องจากเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดแล้วอันเป็นเหตุที่ผู้ร้องอาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ตามข้อ 3. ของสัญญาเช่าซื้อ แต่ผู้ร้องก็ไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าว ยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อต่อไป โดยผู้ร้องก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นข้อเท็จจริงว่าผู้เช่าซื้อไม่ได้ร่วมหรือเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 กับพวกนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่อาจบอกเลิกสัญญาได้ การที่ผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่บอกเลิกสัญญา และมาขอคืนรถยนต์ของกลาง ซึ่งหากศาลมีคำสั่งคืนรถยนต์ของกลางตามคำร้องของผู้ร้องและผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน รถยนต์ของกลางย่อมตกเป็นของผู้เช่าซื้อ พฤติกรรมของผู้ร้องมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อโดยต้องการได้แต่ค่าเช่าซื้อเท่านั้น ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการขอคืนของกลาง เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ผู้ร้องย่อมมีภาระการพิสูจน์ว่าตนไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวก แต่ตามพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมากลับปรากฏพฤติการณ์การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของผู้ร้อง จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธบ 4301 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธบ 4301 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ผู้ร้องให้นายจตุรงค์ เช่าซื้อรถยนต์ของกลางไป ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและโจทก์มิได้โต้เถียงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธบ 4301 กรุงเทพมหานคร ของกลาง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ให้นายจตุรงค์ เช่าซื้อรถยนต์ของกลาง ในราคา 425,031.64 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด งวดละ 9,659.81 บาท รวม 44 งวด เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 มีนาคม 2549 และงวดต่อ ๆ ไปภายในวันที่ 30 ของทุกเดือนถัดไปจนกว่าจะครบตามสัญญา ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอคืนของกลางวันที่ 4 พฤษภาคม 2550 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และให้ริบรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2550

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องคงมีพยานหลักฐานเฉพาะนายอัษฎาวุธ ทนายผู้ร้อง เพียงปากเดียวเบิกความประกอบพยานเอกสารได้ความเพียงว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ได้ให้นายจตุรงค์เช่าซื้อไป และพยานดังกล่าวเบิกความอ้างว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดในคดีนี้เท่านั้น แต่ได้ตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า ผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมา ปัจจุบันก็ยังชำระอยู่ ปรากฏว่าพยานผู้ร้องมาเบิกความต่อศาลในวันที่ 15 ตุลาคม 2550 แสดงว่าหลังจากที่ผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานยึดรถยนต์ของกลางเนื่องจากเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดแล้ว ผู้ร้องยังคงรับค่าเช่าซื้อต่อไป อันเป็นเหตุที่ผู้ร้องอาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่ผู้เช่าซื้อได้ตามข้อ 3. ของสัญญาเช่าซื้อ แต่ผู้ร้องก็ไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าว โดยผู้ร้องก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นข้อเท็จจริงว่าผู้เช่าซื้อไม่ได้ร่วมหรือเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่อาจบอกเลิกสัญญา การที่ผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่บอกเลิกสัญญา และมาขอคืนรถยนต์ของกลาง หากศาลมีคำสั่งคืนรถยนต์ของกลางตามคำร้องของผู้ร้องและผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน รถยนต์ของกลางย่อมตกเป็นของผู้เช่าซื้อ พฤติกรรมของผู้ร้องมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อโดยต้องการได้แต่ค่าเช่าซื้อเท่านั้น ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการขอคืนของกลาง ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างทำนองว่าความจริงผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายในงวดที่ 17 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2550 และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 18 ประจำวันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นต้นมา เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องเพิ่งกล่าวอ้างขึ้นในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ขัดกับคำเบิกความของนายอัษฎาวุธพยานผู้ร้องเองดังกล่าวและที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่า นายจตุรงค์ผู้เช่าซื้อไม่ได้เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด และไม่ปรากฏว่ามีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น ในชั้นไต่สวนผู้ร้องก็ไม่ได้นำนายจตุรงค์มาเบิกความเป็นพยานหรือนำสืบในเรื่องดังกล่าวตามที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ผู้ร้องย่อมมีภาระการพิสูจน์ว่าตนไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ตามพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมากลับปรากฏพฤติการณ์การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของผู้ร้องดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ร้อง — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายบุญส่งหรือสาม หนูเทศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายณัฐพงษ์ โต๊ะทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ไมตรี ศรีอรุณ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5592/2554
#511609
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 33 บัญญัติว่า "คนต่างด้าวผู้ใดทำงานฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ส่วน พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และมาตรา 57 บัญญัติว่า "ให้ออกกฎกระทรวงกำหนดงานที่คนต่างด้าวอาจทำได้ตามมาตรา 7 ให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงตามมาตรา 7 ให้นายทะเบียนอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานใดๆ ได้ เว้นแต่งานที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521" การกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ทั้งกฎหมายทั้งสองฉบับมีระวางโทษเท่ากัน จึงต้องใช้กฎหมายในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ดังนี้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550 และมีคำขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6, 33 โดยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2551 ขณะที่ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6, 33

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6, 33 จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550 และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6, 33 ดังนี้ ในขณะกระทำความผิด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 แต่ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2551 ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 กับพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2544 จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ยังเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังดังกล่าวหรือไม่ พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 33 บัญญัติว่า "คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" ส่วนพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนต่างด้าวผู้ใดทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และมาตรา 57 บัญญัติว่า "ให้ออกกฎกระทรวงกำหนดงานที่คนต่างด้าวอาจทำได้ตามมาตรา 7 ให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงตามมาตรา 7 ให้นายทะเบียนอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานใด ๆ ได้ เว้นแต่งานที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521" ดังนี้ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดตามฟ้องยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังดังกล่าว ทั้งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 33 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังมีระวางโทษเท่ากันจึงไม่แตกต่างกัน อันจะเป็นปัญหาให้ต้องพิจารณาปรับใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 33 และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ม. 6 ม. 33
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวคเซเนีย ลาดิตชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวธัญลักษณ์ นาควัชระ
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5575 -ที่ 5582/2554
#511647
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลผู้เสียหาย มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.วิ.อ. ตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลฯ มีคำสั่งอนุมัติให้จ่ายเงินตามฎีกาเบิกเงินในโครงการ โดยไม่มีการวางท่อระบายน้ำตามสัญญาและไม่มีการแก้ไขสัญญาให้ถูกต้อง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ตาม ป.อ. มาตรา 157 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ทำเอกสารหรือกรอกข้อความในเอกสาร จึงไม่มีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1)

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการควบคุมงานและกรรมการตรวจการจ้าง มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจและควบคุมงานให้เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาจ้างแต่ละโครงการ เมื่องานในแต่ละโครงการทำไม่เสร็จครบถ้วนตามสัญญา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 กลับลงลายมือชื่อในใบควบคุมงานและเอกสารการตรวจการจ้างเป็นเท็จว่ามีการทำงานถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 162 (1)

โจทก์แยกฟ้องคดีเป็นแปดสำนวนและมิได้ขอให้นับโทษจำเลยในแต่ละสำนวนติดต่อกัน แม้จะรวมการพิจารณาและพิพากษาคดีทั้งแปดสำนวนเข้าด้วยกัน ก็นับโทษจำเลยในแต่ละสำนวนติดต่อกันไม่ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 162 (1)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายฉลวย บุษบา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายฤทธิรงค์ สมอุดร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมธินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5573/2554
#511603
เปิดฉบับเต็ม

การที่ชาวบ้านร่วมชุมนุมและเดินขบวนกันเพราะไม่พอใจที่ทางราชการมีมติให้จัดตั้งกิ่งอำเภอนาทมในที่อื่น ที่ไม่ใช่ตำบลนาทมโดยมีชาวบ้านร่วมกันกว่า 200 คน ไม่ปรากฏว่ามีการร่วมกันวางแผนหรือคบคิดกระทำการในสิ่งผิดกฎหมาย ไม่มีผู้ใดมีอาวุธ จึงต้องถือว่าเป็นการชุมนุมที่เริ่มต้นด้วยความสงบปราศจากอาวุธ อันเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยชอบที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับให้การรับรองตลอดมา การกระทำความผิดมาเกิดขึ้นในภายหลัง ต้องถือว่าเป็นเจตนาของผู้กระทำความผิดของแต่ละคนแต่ละกลุ่มจะถือเอาเป็นเจตนาร่วมของผู้เข้าชุมนุมทุกคนไม่ได้ ลำพังแต่จำเลยเป็นผู้ร่วมอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน 2 กลุ่ม ที่มีคนร้ายบางคนกระทำความผิดก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรือพฤติการณ์อันใดที่แสดงการขัดขวางมิให้ ศ. กับพวกนำรถดับเพลิงเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุเผาสะพาน ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับคนร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 83 กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 มีเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 215, 217, 218 (4), 229, 340, 358, 360 ให้จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 795 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสิบสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคหนึ่ง, 215 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ให้จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ให้จำคุกคนละ 4 เดือน รวมให้จำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 คนละ 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 12 และข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคหนึ่ง, 215 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคหนึ่ง และมาตรา 215 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 8 เดือน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกันยุติว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ร่วมอยู่ในกลุ่มชาวบ้านทั้งสองกลุ่ม แต่ไม่ใช่คนร้ายที่ทำให้สะพานห้วยบ่อหลวงและถนนบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย และไม่ใช่คนร้ายที่วางเพลิงเผาอาคารโรงเรียนบ้านนาทม รวมทั้งจำเลยที่ 7 ไม่ใช่คนร้ายที่ปล้นเอาน้ำมันโซล่าของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทไป จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาแต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ร่วมกับบุคคลอื่นตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองหรือไม่ และร่วมกับบุคคลอื่นต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 บุคคลเหล่านั้นจะต้องมีการร่วมกันทั้งการกระทำและมีเจตนาร่วมกันก่อให้เกิดการกระทำความผิดนั้นขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาจากพฤติการณ์การกระทำความผิดเป็นกรณีไป เช่นมีเจตนาคบคิดกันตกลงแบ่งหน้าที่กันทำในส่วนที่เป็นสาระสำคัญที่ก่อให้เกิดการกระทำความผิดขึ้น หรือมีการติดต่อประสานงานในการกระทำความผิดอย่างใกล้ชิด หรือแม้แต่มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจกัน เป็นต้น คดีนี้ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์เองว่า ชาวบ้านร่วมชุมนุมและเดินขบวนกันเพราะไม่พอใจที่ทางราชการมีมติให้จัดตั้งกิ่งอำเภอนาทมในที่อื่นที่ไม่ใช่ตำบลนาทมโดยมีชาวบ้านร่วมกันถึงกว่า 200 คน ไม่ปรากฏว่ากรณีการร่วมกันวางแผนหรือคบคิดกระทำการในสิ่งที่ผิดกฎหมายไม่มีผู้ใดมีอาวุธ จึงต้องถือว่าเป็นการชุมนุมที่เริ่มต้นด้วยความสงบปราศจากอาวุธ อันเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยชอบที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับให้การรับรองตลอดมา การกระทำความผิดมาเกิดขึ้นในภายหลังซึ่งต้องถือว่าเป็นเจตนาของผู้กระทำความผิดของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม จะถือเอาเป็นเจตนาร่วมของผู้เข้าชุมนุมทุกคนไม่ได้ ข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่าโจทก์ไม่อาจนำสืบให้ปรากฏว่า คนร้ายที่กระทำความผิดในแต่ละข้อหาที่โจทก์ฟ้องเป็นใคร และทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่อาจชี้ได้ว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 มีพฤติการณ์การกระทำและมีเจตนาเช่นไรที่ถือว่าได้ร่วมกับคนร้ายเหล่านั้นกระทำความผิดที่เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในการทำลายสะพานห้วยบ่อหลวงหรือถนนบริเวณใกล้เคียงอันเป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรือมีพฤติการณ์อันใดที่แสดงการขัดขวางมิให้นายศักดากับพวกนำรถดับเพลิงเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุเผาสะพาน ลำพังแต่ที่โจทก์นำสืบได้เพียงว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นผู้ที่ร่วมอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน 2 กลุ่ม ที่มีคนร้ายบางคนกระทำความผิดยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับคนร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้ มิเช่นนั้นก็ต้องถือว่าชาวบ้านทุกคนใน 2 กลุ่มนั้นเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมด เมื่อโจทก์ไม่อาจนำสืบได้ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 มีพฤติการณ์การกระทำและมีเจตนาอย่างไรที่เป็นการร่วมกระทำความผิดกับคนร้าย กรณียังต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 มีเสรีภาพในการชุมนุมตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ในความผิดฐานนี้ด้วยจึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 138 วรรคแรก ม. 215 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายแหลมทอง ดวงปากคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายเลิศบุญ เหลืองฐิติสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5522/2554
#513630
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่า จำเลยหาเสียงด้วยความบริสุทธิ์ ไม่เคยซื้อเสียงหรือให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้บุคคลใดมาลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้ทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบปฏิเสธความรับผิดตามประเด็นในคำให้การได้ มาตรา 99 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งรับผิดโดยเด็ดขาด ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างคำพิพากษาในคดีอาญาเป็นการนำสืบปฏิเสธความรับผิดตามประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ และศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบการพิจารณาได้ แต่พยานหลักฐานดังกล่าวจะมีน้ำหนักให้รับฟังหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเรื่องภาระการพิสูจน์ และการชั่งน้ำหนักพยาน

คำสั่งของโจทก์ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ย่อมเป็นอำนาจเด็ดขาดของโจทก์ และถือว่าจำเลยยังเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอยู่ และมีผลผูกพันจำเลยเฉพาะผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยอันเนื่องมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อว่าจำเลยได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 และมีผลเฉพาะหน้าในขณะนั้น อันเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แม้ต่อมาภายหลังมีการดำเนินคดีแก่จำเลยอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งดังกล่าว ผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งและคดีอาญาก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครองโดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงต้องคืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 35,772 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหัวโพธิ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 1 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมานายบุญทันร้องเรียนว่าจำเลยให้เงินและสุราเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้จำเลย คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดจึงส่งเรื่องให้โจทก์พิจารณา และต่อมาในการประชุมครั้งที่ 106/2548 โจทก์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเอง โดยการให้สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินแก่ผู้ใด อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 (1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปีตามคำสั่งของโจทก์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลหัวโพธิ์ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ และโจทก์ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหัวโพธิ์ใหม่แล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 35,772 บาท โจทก์มีคำสั่งให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ต่อมาศาลจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ศาลจะใช้ดุลพินิจรับฟังพยานจำเลยในคดีอาญาประกอบการพิจารณาคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง หากแปลความมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ว่า ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดเด็ดขาดโดยไม่คำนึงถึงเหตุที่นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ว่าเกิดจากการกระทำของผู้นั้นหรือไม่ ย่อมเป็นการใช้กฎหมายที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่า จำเลยหาเสียงด้วยความบริสุทธิ์ ไม่เคยซื้อเสียง ไม่เคยให้ทรัพย์สินหรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้บุคคลใดมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้ทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบปฏิเสธความรับผิดตามประเด็นในคำให้การได้ ดังนั้น มาตรา 99 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดเด็ดขาด การที่จำเลยนำสืบโดยอ้างคำพิพากษาในคดีอาญาจึงเป็นการนำสืบปฏิเสธความรับผิดตามประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ และศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบการพิจารณาได้ แต่พยานหลักฐานดังกล่าวจะมีน้ำหนักให้รับฟังหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเรื่องภาระการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 และการชั่งน้ำหนักพยานอีกส่วนหนึ่ง

สำหรับคำสั่งของโจทก์ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งแล้วนั้น ย่อมเป็นอำนาจเด็ดขาดของโจทก์ และถือว่าจำเลยยังเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอยู่ และมีผลผูกพันจำเลยเฉพาะผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยอันเนื่องมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อว่าจำเลยได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 และมีผลเฉพาะหน้าในขณะนั้นอันเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แม้ต่อมาภายหลังจะมีการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งดังกล่าว ผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งและคดีอาญาก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครองโดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ดังนั้น จึงต้องคืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์

พิพากษายืน ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 97 ม. 99
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายช้าม ใจเก่งดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นายวิริยะ วัชรนพวิภา
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5479/2554
#513391
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมต่อเนื่องกัน เมื่อ ร. พวกของจำเลยนำมีดหัวตัดที่นำติดตัวมาฟันโจทก์ร่วมจนเป็นอันตรายสาหัส จำเลยทั้งสามต้องรับผลในสิ่งที่ตนเองกับพวกกระทำลงไป จะอ้างว่ามีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายเท่านั้นหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสามกับพวกอีก 2 คน ซึ่งหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อย ใช้ไม้ท่อนทุบตี และใช้มีดแบบหัวตัดยาว 1 ศอกเศษ ฟันทำร้ายนายสุทธิยาหรือทอมผู้เสียหายโดยแรงหลายครั้ง ถูกที่ท้ายทอยแถบซ้าย สะบักซ้าย หลังมือ และฝ่ามือซ้าย เป็นบาดแผลฉีกขาด นิ้วชี้ซ้ายขาด ปลายนิ้วหัวแม่มือขาด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 297 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4665/2545 และ 4765/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4277/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณานายเคียง บิดาของนายสุทธิยาหรือทอม ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4665/2545, 4765/2545 และ 4277/2545 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 12 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4665/2545, 4765/2545 และ 4277/2545 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 เดือน

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบและจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งคัดค้านฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสาม นายเอกชัย และนายรณชัยร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วม โดยนายรณชัยใช้มีดหัวตัดฟันที่บริเวณศีรษะขณะที่โจทก์ร่วมใช้มือกุมไว้ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ บริเวณหลัง นิ้วชี้ขาด และนิ้วหัวแม่มือขาดบางส่วน ส่วนจำเลยทั้งสามร่วมกันชกต่อย เตะ กระทืบโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นอันตรายสาหัสตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากโจทก์ร่วมและนายณัฐพลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ก่อนเกิดเหตุขณะที่พากันจะไปร้านคุ้มคาราโอเกะ ระหว่างทางถึงสี่แยกโรงแรมเจ้าพระยา พยานทั้งสองเห็นจำเลยทั้งสาม นายรณชัย นายเอกชัยกับพวก 7 ถึง 8 คนใช้รถจักรยานยนต์ 4 ถึง 5 คัน ร่วมทางเดียวกันเข้ามาลักษณะประกับหน้าประกบข้าง และประกบท้าย นายเอกชัยถามนายณัฐพลว่าโจทก์ร่วมอยู่ไหน นายณัฐพลบอกว่าโจทก์ร่วมนั่งข้างหลัง แล้วนายณัฐพลบอกนายยศพลให้ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวซ้ายเข้าตลาดท่าช้างไปถึงหน้าร้านอาหารต้องแวะ ซึ่งอยู่ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 15 เมตร แล้วบอกให้โจทก์ร่วมหลบหนีไป โจทก์ร่วมลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปหลบหลังรถตู้ในลักษณะนั่งยองๆ หลังจากนั้นประมาณ 1 นาที จำเลยทั้งสามกับพวกขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดแล้วเดินลงมาหา สักครู่จำเลยที่ 3 พบโจทก์ร่วมแล้วบอกพรรคพวก จำเลยที่ 1 และที่ 2 นายรณชัยกับนายเอกชัยเข้ามาที่โจทก์ร่วมหลบอยู่ นายรณชัยถือมีดหัวตัดยาวประมาณ 1 ศอก ด้วยมือข้างขวา แล้วจำเลยทั้งสามกับพวกรุมทำร้ายโจทก์ร่วมประมาณ 1 นาที นายรณชัยใช้มีดฟันที่ศีรษะโจทก์ร่วมซึ่งใช้มือกุมไว้ได้รับบาดเจ็บ โจทก์ร่วมร้องตะโกนว่ายอมแล้ว จำเลยทั้งสามกับพวกไม่ยอมหยุด ต่อมานายยศพลเข้ามาห้าม จำเลยทั้งสามกับพวกจึงหยุดทำร้าย นายณัฐพลกับนายยศพลจึงพาโจทก์ร่วมไปส่งโรงพยาบาล เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่โล่ง ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนไม่มีบุคคลอื่นสัญจรผ่านไปมา จำเลยทั้งสามกับนายรณชัยและนายเอกชัยติดตามโจทก์ร่วมตั้งแต่พบกันครั้งแรก โดยขับรถจักรยานยนต์หลายคันประกบข้างหน้า และหลังของรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายมาครั้นถามหาโจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมลงจากรถจักรยานยนต์หลบซ่อนตัวที่รถตู้ จำเลยทั้งสามกับพวกยังติดตามมาหาจนพบตัว จำเลยที่ 3 พบโจทก์ร่วมแล้วร้องบอกให้พรรคพวกทราบที่หลบซ่อนตัว จำเลยที่ 1 และที่ 2 นายรณชัยและนายเอกชัยก็หาโจทก์ร่วมแล้วรุมทำร้ายโจทก์ร่วมทันที นายรณชัยนำมีดหัวตัดที่นำติดตัวมาฟันโจทก์ร่วมจนเป็นอันตรายสาหัส ส่วนจำเลยทั้งสามร่วมกันรุมชกต่อย เตะ และกระทืบโจทก์ร่วมในเวลาเดียวกันไม่ขาดสาย พฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมต่อเนื่องกัน ฉะนั้นจำเลยทั้งสามจึงต้องรับผลในสิ่งที่ตนเองกับพวกกระทำลงไป จะอ้างว่ามีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายเท่านั้นหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน นำโทษจำคุกคดีละ 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4665/2545 และ 4765/2545 ของศาลชั้นต้น และนำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4277/2545 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นายสุทธิยาหรือทอม สุขสำราญฯ
จำเลย — นายถวัลย์หรือปิ๊ด เกษวัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5452/2554
#511570
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" ซึ่งเคยส่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาจำหน่ายในประเทศไทยอันเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ดีกว่าจำเลย ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 และการที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียนเป็นการใช้สิทธิตามปกติ มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อนึ่ง บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ โดยไม่จำต้องให้จำเลยไปดำเนินการเพิกถอนคำขอจดทะเบียนหรือการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับให้จำเลยเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" ตามคำขอเลขที่ 575049 ทะเบียนเลขที่ ค 267771 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 267771 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยยุติการใช้ การผลิต การจำหน่ายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว กับห้ามเกี่ยวข้องและยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะยุติการทำละเมิดต่อโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" และมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลย ให้จำเลยเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" ตามคำขอเลขที่ 575049 ทะเบียนเลขที่ ค 267771 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้จำเลยรับผิดในค่าใช้จ่ายในการเพิกถอนดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรก โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายดนัย ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การและอุทธรณ์เป็นทำนองว่า หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ ไม่มีการลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ จึงเป็นเอกสารปลอมนั้น ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารท้ายคำฟ้องมีข้อความและลายมือชื่อนายดนัยลงไว้เป็นการรับรองว่าเอกสารฉบับนี้เป็นสำเนาเอกสารที่ถูกต้อง จึงเป็นธรรมดาที่เมื่อการทำสำเนาเอกสารโดยการพิมพ์ข้อความตามต้นฉบับมิได้ถ่ายเอกสารจากต้นฉบับย่อมไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในสำเนาเอกสาร และในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบโดยมีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายดนัย ซึ่งนายดนัยได้เบิกความต่อว่า โจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ตนเป็นผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์โดยทำหนังสือมอบอำนาจเป็นภาษาจีน มีการรับรองโดยโนตารีปับลิกและกงสุลไทยและมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจภาษาจีนและคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยเอกสารนี้โจทก์เป็นผู้จัดทำและส่งให้นายดนัยรับไปดำเนินคดีนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจฉบับภาษาจีน ก็เห็นได้ว่าด้านล่างมีการลงลายมือชื่อและรอยประทับรูปวงกลมที่มีอักษรภาษาจีนอยู่ ข้อความด้านบนมีชื่อและนามสกุลเป็นภาษาอังกฤษของนายดนัยปรากฏให้เห็นได้ และในเอกสารนี้ยังปรากฏลักษณะของการรับรองโดยโนตารีปับลิกรวมทั้งคำรับรองลายมือชื่อและตราสำคัญของสำนักงานโนตารีปับลิกโดยกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งการรับรองโดยกงสุลไทยณ นครกว่างโจวด้วย ส่วนการแปลเอกสาร ฉบับที่ทำเป็นภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษนั้น นายดนัยเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตนไม่มีความรู้ภาษาจีน แต่พยานได้สอบถามนายบุญเกียรติ์ ซึ่งเป็นผู้แปลเป็นภาษาไทยและเป็นผู้มีความรู้ภาษาจีนด้วย นายบุญเกียรติ์แจ้งว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีที่ทำขึ้นเป็นภาษาจีนมีข้อความตรงกับภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วย ทั้งยังปรากฏลายมือชื่อนายบุญเกียรติ์รับรองคำแปลในเอกสารคำแปลเป็นภาษาไทยโดยจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานโต้แย้งว่าคำเบิกความของนายดนัยตลอดจนหนังสือมอบอำนาจฉบับภาษาจีน คำแปลภาษาอังกฤษและภาษาไทยตลอดจนการรับรองของโนตารีปับลิก เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และกงสุลไทยไม่ถูกต้องในส่วนใดอย่างใดเลย ทั้งที่หากการแปลดังกล่าวมีส่วนใดไม่ถูกต้องจริง การหาบุคคลผู้มีความรู้ภาษาจีน ภาษาอังกฤษและภาษาไทยมาตรวจสอบและนำสืบก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบาก ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจะเป็นเรื่องสำคัญก็ตาม แต่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นกรณีสืบเนื่องจากโจทก์กล่าวอ้างว่ามีการมอบอำนาจเช่นว่านี้ แต่จำเลยให้การปฏิเสธ ย่อมต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย เมื่อโจทก์มีทั้งพยานบุคคลและเอกสารมาแสดงข้อเท็จจริงได้พอสมควรและมีเหตุผลที่พอเชื่อได้ ขณะที่ฝ่ายจำเลยกลับไม่นำสืบตามข้อโต้เถียงของตนเลยเช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมมีน้ำหนักให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายดนัยฟ้องคดีนี้แทนโจทก์จริง นายดนัยย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้โดยชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" ดีกว่าจำเลยหรือไม่ และโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปด้วยกัน ปัญหานี้ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า บริษัทจงซาน เซี่ยวหลาน เซิ่นฮัว อิเลคทริคคอล แอพไพลแอ็นซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับสินค้าจำพวกที่ 7 ในรายการสินค้าหลายรายการรวมทั้งเครื่องปั๊มน้ำปั๊มลมที่ใช้ในตู้ปลาด้วย ต่อมาบริษัทได้โอนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยนำเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" นี้ ไปยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและได้รับจดทะเบียนให้ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายดนัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและมาเบิกความประกอบได้ความว่า โจทก์เคยส่งสินค้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนวันที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งก็ปรากฏว่า ตามเอกสารเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่จำเลยอ้างส่งเป็นพยานในชุดเอกสาร แสดงให้เห็นว่ามีการนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า"JEPO" ของโจทก์มาในประเทศไทยก่อนวันที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เจือสมกับคำเบิกความของนายดนัยพยานโจทก์ จึงฟังได้ว่าโจทก์ส่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" เข้ามาจำหน่ายก่อนวันที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยจะสั่งให้โจทก์ผลิตสินค้าส่งให้จำเลย โดยจำเลยสอบถามทางโจทก์ก่อนว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" นี้มีบุคคลใดเป็นเจ้าของที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วหรือไม่ ซึ่งโจทก์ก็แจ้งว่ายังไม่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยจึงตกลงสั่งให้โจทก์ผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลย ซึ่งข้อนำสืบของจำเลยเช่นนี้ขัดต่อเหตุผล เพราะเมื่อโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านี้กับสินค้าที่โจทก์ผลิต จำเลยก็ควรคาดคิดได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ใช้เครื่องหมายการค้า และควรเคารพในสิทธินั้นของโจทก์ มิใช่กรณีที่จำเลยจะถือเอาเครื่องหมายการค้านี้เป็นของจำเลยที่จะนำมายื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย พยานหลักฐานตามข้อนำสืบของจำเลยขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์หลอกให้จำเลยทำการตลาดในประเทศไทยก่อนฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต นอกจากนี้นายพิชิต พยานจำเลยยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า ปี 2538 พยานกับจำเลยไปดูงานแสดงสินค้าที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนพบสินค้าเครื่องปั๊มน้ำปั๊มลมสำหรับตู้ปลาที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" แสดงในงานและทราบว่าโจทก์เป็นผู้ผลิตสินค้านี้ โดยจำเลยได้ถามพนักงานของโจทก์ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้านี้ในงานแสดงสินค้าด้วย แสดงว่าจำเลยก็รู้ดีว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้านี้กับสินค้าของโจทก์ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี 2538 แล้ว จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" ซึ่งเคยส่งสินค้ามาขายในประเทศไทยอันเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ดีกว่าจำเลย ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 และได้ยื่นฟ้องคดีนี้ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียน อันเป็นการใช้สิทธิตามปกติ มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลยและมีสิทธิโดยชอบในอันที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" ดีกว่าจำเลยผู้ซึ่งได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทกฎหมายที่ให้อำนาจศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ โดยไม่จำต้องให้จำเลยไปดำเนินการเพิกถอนคำขอจดทะเบียนหรือการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับให้จำเลยเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "JEPO" ตามคำขอเลขที่ 575049 ทะเบียนเลขที่ ค 267771 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคหนึ่ง จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"JEPO" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 575049 ทะเบียนเลขที่ ค 267771 โดยไม่ต้องบังคับจำเลยให้เพิกถอนคำขอหรือใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกว่างตง เซิ่นฮัว อิเลคทริคคอล
แอพไพลแอนซ์ จำกัด
จำเลย — นางสาวมณทิรา โสภณกุลพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5451/2554
#514238
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่ประกอบด้วยคำว่า "Mc" เป็นสาระสำคัญและใช้คำว่า "Mc" กับผลิตภัณฑ์อาหารหลายรูปแบบมาตลอด ส่วนบริษัท ฟ. ผู้ขอจดทะเบียน

ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แม้เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียน

ดังกล่าว จะมีภาคส่วนอักษรโรมัน คำพยางค์แรกว่า "Mac" และมีอักษรโรมันตัว M และ c เช่นเดียวกันกับคำว่า "Mc" ในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ก็ตาม แต่คำดังกล่าวเป็นคำที่มีความหมายโดยทั่วไปหมายถึงชาวสกอตแลนด์ จึงมิใช่คำประดิษฐ์ ผู้ขอจดทะเบียนจึงมีสิทธิใช้เป็นคำต้นของเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนได้ เมื่อพิจารณาถึงเสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์อาจเรียกขานได้แตกต่างกัน เช่น บิคแม็ค แม็คฟิช แม็คโดนัลด์'ส แม็คพิซซ่า แม็คเบอร์เกอร์ และแม็คทูไนท์ เป็นต้น ซึ่งมีเสียงเรียกขานแตกต่างไปจากเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียน นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนยังประกอบด้วยรูปประดิษฐ์นกอินทรี จึงแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งไม่มีภาพหรือรูปประดิษฐ์ของสัตว์ใดเป็นสัญลักษณ์ แม้โจทก์จะใช้เครื่องหมายการค้าของตนมายาวนานและแพร่หลายเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงไม่ต้องห้ามรับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) และมาตรา 13 แม้คำว่า "Candy" ในเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 7 วรรคสอง (2) และผู้ขอจดทะเบียนแสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนประกอบด้วยภาคส่วนอื่นที่มีลักษณะบ่งเฉพาะด้วย เมื่อพิจารณาทั้งเครื่องหมายแล้ว เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนจึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 502368

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียน แม้ภาคส่วนอักษรโรมันคำพยางค์แรกจะเป็นคำว่า "Mac" เช่นเดียวกับภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า "Mac" และมีอักษรโรมันตัว M และ c เช่นเดียวกันกับคำว่า "Mc" ในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้วหลายเครื่องหมายก็ตาม แต่คำดังกล่าวเป็นคำที่มีความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไป หมายถึงชาวสกอตแลนด์หรือคำขึ้นต้นในชื่อสกุลของชาวสกอตแลนด์ จึงมิใช่คำประดิษฐ์ ทั้งโจทก์ยังยอมรับมาในอุทธรณ์ด้วยว่า คำว่า "Mac" เป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไป ผู้ขอจดทะเบียนจึงมีสิทธิใช้คำว่า "Mac" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไปทุกคนมีสิทธินำไปใช้เป็นคำต้นของเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนได้ เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์อาจเรียกขานได้แตกต่างกัน เช่น บิคแม็ค แม็คฟิช แม็คโดนัสด์'ส แม็คพิซซ่า แมคเบอร์เกอร์ และแมคทูไนท์ เป็นต้น ซึ่งมีเสียงเรียกขานแตกต่างไปจากเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนยังประกอบ ด้วยรูปประดิษฐ์นกอินทรีปรากฏอยู่ด้วย ต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีภาพหรือรูปประดิษฐ์ของสัตว์ใด ๆ เป็นสัญลักษณ์ตามคำโต้แย้งของผู้ขอจดทะเบียนในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ผู้ขอจดทะเบียนยกตัวอย่างเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "แม็ค" อยู่ตอนต้นของเครื่องหมายการค้าซึ่งจดทะเบียนไว้แล้วมาด้วย เช่น "MACROBERTSON" รายการสินค้า ขนมหวาน ช็อกโกแลต ไอศกรีม โกโก้ "MAC.ROBERTSON" รายการสินค้า ช็อกโกแลต ทอฟฟี่ ลูกกวาด "MACKINTOSH'S" รายการสินค้า ช็อกโกแลตและลูกกวาดที่ไม่มีโอสถผสม "MAC BILL" รายการสินค้า ขนมปังขาไก่ ขนมกรอบ คุกกี้ "Mac Nutty's" รายการสินค้า ขนมหวาน เครื่องหมายการค้าเหล่านี้มีคำว่า "MAC" นำหน้า ตามด้วยชื่อเป็นคำต่อมา ส่วนเครื่องหมายการค้า "Mac Nutty's" นั้น คำว่า "Nutty's" มีนัยว่าเป็นอาหารที่ผลิตมาจากถั่ว ทำนองเดียวกับเครื่องหมายการค้า "MacCandy" คำว่า "Candy" มีนัยว่าเป็นขนมประเภทลูกกวาด เครื่องหมายการค้า "Mac Nutty's" ก็รับการจดทะเบียนแล้วเช่นกัน แม้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของตนยาวนานและแพร่หลายเพียงใดก็ตาม เมื่อเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนไว้ก่อนแล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงไม่ต้องห้ามรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) และมาตรา 13 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อต่อมาว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงไม่พึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) เนื่องจากคำว่า "Candy" ในเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 7 วรรคสอง (2) และผู้ขอจดทะเบียนแสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าวแล้วจึงไม่ใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายส่วนคำว่า "Mac" เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ ส่วนรูปนกอินทรีเป็นเพียงภาคส่วนประกอบที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่มีเจตนาจะใช้ให้มีลักษณะเฉพาะเพราะไม่มีเสียงเรียกขานและแสดงไว้ในกระดาษห่อลูกอมซึ่งไม่ได้ใช้เป็นที่หมายของสินค้าที่แท้จริง เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนโดยรวมจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะนั้น เห็นว่า คำว่า "Mac" เป็นคำที่มีความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไปมิใช่คำประดิษฐ์และไม่ได้เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ แม้โจทก์นำคำดังกล่าวมาใช้เป็นครื่องหมายการค้าก็ไม่ตัดสิทธิบุคคลอื่นมิให้นำคำดังกล่าวไปใช้โดยเด็ดขาด เพียงแต่ผู้ที่จะนำไปใช้เป็นเครื่องหมายของตนในภายหลังจะต้องทำเครื่องหมายการค้าให้มีความแตกต่างจากผู้อื่นที่ได้ใช้มาก่อนมากพอที่จะไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ทั้งนี้ เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนมีความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วในข้างต้น ประกอบกับรูปนกอินทรีในเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนมีขนาดใหญ่และอยู่เหนืออักษรโรมันคำว่า "MacCandy" กับทั้งมีขนาดใหญ่กว่าอักษรโรมันดังกล่าวด้วย รูปนกอินทรีจึงเป็นภาคส่วนที่เด่นชัดและเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนเช่นกัน รูปนกอินทรีดังกล่าวเป็นภาพประดิษฐ์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ และทำให้เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนอาจเรียกขานได้ว่า ตรานกอินทรีแม็คเคนดี้ หรือ แม็คเคนดี้ แม้คำว่า "Candy" จะเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะและผู้ขอจดทะเบียนแสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิของตนแต่ผู้เดียวก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาทั้งเครื่องหมายแล้ว เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 7 วรรคสอง ม. 7 (2) ม. 8 (10) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แม็คโดนัลด์'ส คอร์เปอร์เรชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5450/2554
#514237
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เรียกค่าเสียหายและเบี้ยปรับจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกับโจทก์ และเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืนเนื่องจากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาให้การสนับสนุนการปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการ โดยไม่ปรากฏว่ามีกรณีพิพาทเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ สัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์อยู่ในสัญญาดังกล่าว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามสัญญายืมทรัพย์สิน อุปกรณ์การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำหรับผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเอกสารท้ายอุทธรณ์นั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้อ้างมาในฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย คดีนี้จึงมิใช่คดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามนัยมาตรา 7 (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนี้ ค่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ค้างชำระและค่าปรับ ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน รวมเป็นเงิน 520,793.89 บาท ค่าปรับจากการซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นต่ำกว่ายอดการรับรองและค่าธรรมเนียม รวมเป็นเงิน 149,125.57 บาท ค่าเงินคืนที่โจทก์ให้ความช่วยเหลือกับทั้งดอกเบี้ย รวมเป็นเงิน 6,484,192.28 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,154,117.74 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ โจทก์เรียกค่าเสียหายและเบี้ยปรับจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกับโจทก์ ประการหนึ่ง และโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืนเนื่องจากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาให้การสนับสนุนการปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการ อีกประการหนึ่ง สัญญาทั้งสองฉบับนั้น ฉบับแรกมีสาระสำคัญเป็นเรื่องของการซื้อขายผลิตภัณฑ์น้ำมันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ส่วนฉบับที่สองเป็นเรื่องข้อตกลงที่โจทก์ช่วยเหลือด้านการเงินแก่จำเลยที่ 1 ในการปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการของจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาทั้งสองฉบับทำให้โจทก์เสียหาย และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืนด้วย โดยไม่ปรากฏว่ามีกรณีพิพาทเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามนัยมาตรา 7 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 แต่ประการใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าตามสัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นสาระสำคัญรวมอยู่ด้วยนั้น เมื่อตรวจดูสำเนาสัญญาผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่แนบมาท้ายฟ้องแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์อยู่ในสัญญาดังกล่าว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ ตามสัญญายืมทรัพย์สิน อุปกรณ์การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำหรับผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก็เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้อ้างมาในฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับตามที่โจทก์อ้างมาในฟ้องอันเป็นมูลเหตุที่โจทก์เรียกค่าเสียหาย เบี้ยปรับ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืนแก่โจทก์นั้น เป็นสัญญาที่มีข้อตกลงในสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายปิโตรเลียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และการที่โจทก์ให้การสนับสนุนการปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการของจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของโจทก์อยู่ด้วย คดีนี้จึงมิใช่คดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามนัยมาตรา 7 (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่โจทก์อุทธรณ์ คดีของโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณัฐเซอร์วิส พาร์ท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุลย์ เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5448/2554
#554445
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ที่โจทก์ขอยื่นจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวก 43 รายการบริการ ภัตตาคาร จะเป็นคำหลายคำประกอบกันเป็นข้อความ ซึ่งอาจแปลได้ความหมายว่า "มีมันตามทางของคุณ" หรือ "รับประทานมันตามใจ หรือตามแบบของคุณ" หรือสื่อความหมายได้ว่า "มีทุกอย่างที่คุณต้องการ หรือตามใจปรารถนา" ซึ่งมีลักษณะเป็นคำบรรยายทั่วไปก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวจะเป็นเครื่องหมายบริการได้ ก็ต้องเป็นเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการเพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่นตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 และในการพิจารณาลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายบริการที่ขอจดทะเบียนนั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 กล่าวคือ ต้องเป็นเครื่องหมายบริการอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น และหากเป็นเครื่องหมายบริการที่เป็นคำหรือข้อความ คำหรือข้อความนั้นต้องไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการนั้นโดยตรง แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายมาตราใดที่ระบุว่า เครื่องหมายที่เป็นคำหรือข้อความทั่วไปถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะหากคำหรือข้อความนั้นได้ถูกใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการเพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายของบุคคลอื่นจนมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบ เข้าใจและสามารถแยกแยะได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น ดังนั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงหรือผู้ขอจดทะเบียนสามารถพิสูจน์ได้ว่า เครื่องหมายที่เป็นคำหรือข้อความดังกล่าวมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้บริการนั้นทราบและเข้าใจว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวแตกต่างจากบริการอื่นอย่างไร และข้อความหรือคำดังกล่าวต้องเป็นข้อความหรือคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการนั้นโดยตรงตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) เพราะไม่ควรที่จะให้บุคคลใดมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวหรือผูกขาดในข้อความหรือคำที่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะหรือชนิดหรือประเภทของบริการนั้นโดยตรง ซึ่งบุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะใช้ข้อความหรือคำที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของบริการกับบริการของตนได้ รวมทั้งมีสิทธิในการนำข้อความหรือคำที่แสดงถึงคุณสมบัติของบริการโดยตรงไปใช้พรรณนาหรือโฆษณาคุณภาพของบริการของตนได้

สำหรับเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ที่โจทก์ขอยื่นจดทะเบียนแม้จะมีลักษณะเป็นคำบรรยายแต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ก่อนที่โจทก์จะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" โจทก์ได้รับการจดทะเบียนและใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวกับบริการประเภทภัตตาคารซึ่งเป็นร้านอาหารประเภทจานด่วนซึ่งจำหน่ายแฮมเบอร์เกอร์และเครื่องดื่มเป็นอาหารหลักภายใต้ร้านค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการอื่นของโจทก์ในต่างประเทศหลายสิบประเทศรวมทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวในประเทศไทยกับบริการประเภทภัตตาคารซึ่งเป็นร้านอาหารประเภทจานด่วนซึ่งจำหน่ายแฮมเบอร์เกอร์และเครื่องดื่มเป็นอาหารหลักภายใต้ร้านค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการอื่นของโจทก์ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และบนถนนหลายสายภายในกรุงเทพมหานครที่เป็นแหล่งชุมชน รวมทั้งร้านอาหารของโจทก์ในแหล่งการค้าต่าง ๆ ในต่างจังหวัดที่เป็นสถานท่องเที่ยวสำคัญ และโจทก์ได้โฆษณาเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ในนิตยสาร ที่สื่อสิ่งพิมพ์และการทำตลาดร่วมกับบัตรเครดิต (VISA) ป้ายโฆษณา ซึ่งเมื่อผู้ใช้บริการเห็นเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ก็จะทราบได้ทันทีว่าเป็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ เครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ของโจทก์จึงมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ของโจทก์นั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น ทั้งข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของภัตตาคารโดยตรง ดังนั้นเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 6 และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยและคำสั่งไม่รับจดทะเบียนของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 651517 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามหนังสือของสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ พณ 0704/16676 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 1235/2551 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 651517 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีต่อศาลฎีกา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2550 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการอักษรโรมันคำว่า "HAVE IT YOUR WAY" อ่านว่า "แฮฟ อิต ยอร์ เวย์" สำหรับบริการจำพวก 43 รายการบริการ ภัตตาคาร เป็นคำขอเลขที่ 651517 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน โดยให้เหตุผลว่าเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเนื่องจากคำว่า "HAVE IT YOUR WAY" มีความหมายว่า "รับประทานมันตามใจ หรือตามแบบของคุณ" นับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรง ส่วนหลักฐานที่โจทก์นำมาแสดงไม่เพียงพอจะนับได้ว่ามีการใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวจนถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะแล้วตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เพราะหลักฐานส่วนใหญ่เป็นคำขอจดทะเบียนในต่างประเทศ ส่วนการโฆษณานั้นเป็นการใช้คำดังกล่าวประกอบกับเครื่องหมายอื่นหรือคำอื่น โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยและคำสั่งว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า "HAVE IT YOUR WAY" ตามพจนานุกรม A NEW ENGLISH - THAI DICTIONARY คำว่า HAVE แปลว่า มี ประกอบด้วย ได้รับ เอา เอาได้ คำว่า IT แปลว่า มัน คำว่า YOUR แปลว่า ของท่าน ของคุณ คำว่า WAY แปลว่า ทาง หนทาง เส้นทาง แนวทาง วิถีทาง วิธีการ รูปแบบ รวมกันสื่อความหมายได้ว่า "มีทุกอย่างตามที่คุณต้องการ" นับว่าเป็นคำบรรยายทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำมาแสดงและนำมาแสดงเพิ่มเติม เช่น แผ่นพับและการโฆษณาในนิตยสาร BK MAGAZINE ฉบับที่ 28 กันยายน 2550 ถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2550 หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา อิสราเอล จาเมกา จอร์แดน ป้ายโฆษณาที่ใช้คำว่า HAVE IT YOUR WAY กับคำว่า BURGERKING ที่โฆษณาในสถานที่ต่าง ๆ สำเนาการโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์และการทำการตลาดร่วมกับบัตรเครดิต (VISA) เป็นต้นนั้นยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ได้มีการโฆษณาหรือใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันจะถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงมีมติให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 651517 เป็นคำและข้อความทั่วไปอันไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ที่โจทก์ขอยื่นจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 651517 เพื่อใช้กับบริการจำพวก 43 รายการบริการ ภัตตาคาร จะเป็นคำหลายคำซึ่งประกอบไปด้วยคำว่า "HAVE" คำว่า "IT" คำว่า "YOUR" คำว่า "WAY" ซึ่งตามพจนานุกรมคำว่า "HAVE" แปลว่า "มี ประกอบด้วย ได้รับ เอา เอาได้" คำว่า "IT" ซึ่งแปลว่า "มัน" คำว่า "YOUR" ซึ่งแปลว่า "ขอบคุณ" และคำว่า "WAY" ซึ่งแปลว่า "ทาง หนทาง เส้นทาง แนวทาง วิถีทาง วิธีการ รูปแบบ" มารวมกันเป็นข้อความ ซึ่งอาจแปลได้ความหมายว่า "มีมันตามทางของคุณ" หรือ "รับประทานมันตามใจ หรือตามแบบของคุณ" หรือสื่อความหมายได้ว่า "มีทุกอย่างที่คุณต้องการ หรือตามใจปรารถนา" ซึ่งมีลักษณะเป็นคำบรรยายทั่วไปก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวจะเป็นเครื่องหมายบริการได้ ก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กล่าวคือ เป็นเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการเพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น และในการพิจารณาลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายที่ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายบริการนั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 กล่าวคือ ต้องเป็นเครื่องหมายบริการอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น และหากเป็นเครื่องหมายบริการที่เป็นคำหรือข้อความ คำหรือข้อความนั้นต้องไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการนั้นโดยตรง แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายมาตราใดที่ระบุว่าเครื่องหมายที่เป็นคำหรือข้อความทั่วไปถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ หากคำหรือข้อความนั้นได้ถูกใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการเพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายของบุคคลอื่นจนมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบ เข้าใจและสามารถแยกแยะได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น ดังนั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงหรือผู้ขอจดทะเบียนสามารถพิสูจน์ได้ว่าเครื่องหมายที่เป็นคำหรือข้อความดังกล่าวมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวนั้นแตกต่างจากบริการอื่นอย่างไร นอกจากนี้ข้อความหรือคำที่จะถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะก็ต้องเป็นข้อความหรือคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการนั้นโดยตรงตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) เพราะไม่ควรที่จะให้บุคคลใดมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวหรือผูกขาดในข้อความหรือคำที่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะหรือชนิดหรือประเภทของบริการนั้นโดยตรง ซึ่งบุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะใช้ข้อความหรือคำที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของบริการกับบริการของตนได้ รวมทั้งมีสิทธิในการนำข้อความหรือคำที่แสดงถึงคุณสมบัติของบริการโดยตรงไปใช้พรรณนาหรือโฆษณาคุณภาพของบริการของตนได้

สำหรับเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" แม้จะมีลักษณะเป็นคำบรรยายแต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า ก่อนที่โจทก์จะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ตามคำขอเลขที่ 651517 โจทก์ได้รับการจดทะเบียนและใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวกับบริการประเภทภัตตาคารซึ่งเป็นร้านอาหารประเภทจานด่วน (Fast Food) ที่จำหน่ายแฮมเบอร์เกอร์และเครื่องดื่มเป็นอาหารหลักภายในร้านค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ "BURGER KING" ของโจทก์ในต่างประเทศหลายสิบประเทศ รวมทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี สำหรับในประเทศไทยโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายบริการข้อความดังกล่าวกับบริการประเภทภัตตาคารซึ่งเป็นร้านอาหารประเภทจานด่วน (Fast Food) ที่จำหน่ายแฮมเบอร์เกอร์และเครื่องดื่มเป็นอาคารหลักภายในร้านค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ "BURGER KING" ของโจทก์ทั้งในกรุงเทพมหานครและในจังหวัดปริมณฑล เช่น ในสนามบินต่าง ๆ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ร้านภายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ทั่วไป เช่น ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ห้างสรรพสินค้ามาบุญครองเซ็นเตอร์ และบนถนนหลายสายภายในกรุงเทพมหานครที่เป็นแหล่งชุมชน รวมทั้งร้านอาหารของโจทก์ในแหล่งการค้าต่าง ๆ ในต่างจังหวัดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ พัทยา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ โดยผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้าหลักของโจทก์ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นในวัยศึกษาเล่าเรียน และหนุ่มสาวในวัยทำงานที่มักใช้ชีวิตแบบเร่งรีบและนิยมบริโภคอาหารจานด่วนประเภทแฮมเบอร์เกอร์เป็นหลัก รวมทั้งชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือทำงานในประเทศไทยนอกจากนี้โจทก์ก็ได้มีการโฆษณาเครื่องหมายบริการข้อความดังกล่าวในนิตยสาร BK MAGAZINE ในสื่อสิ่งพิมพ์และการทำตลาดร่วมกับบัตรเครดิต (VISA) ป้ายโฆษณาในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ป้ายโฆษณาที่จังหวัดเชียงใหม่ ป้ายโฆษณาบนอาคารในถนนทองหล่อ ป้ายโฆษณาที่ถนนตะนาวในกรุงเทพมหานคร ป้ายโฆษณาที่หาดเฉวงเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเมื่อผู้ใช้บริการเห็นเครื่องหมายบริการข้อความดังกล่าวก็จะทราบได้ทันทีว่าเป็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ และเครื่องหมายบริการดังกล่าวจะปรากฏเฉพาะที่ร้านอาหาร ที่ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ "BURGER KING" ของโจทก์ และไม่ปรากฏอยู่ในร้านที่ขายอาหารประเภทเดียวกันที่ไม่ใช่ร้านของโจทก์ จึงรับฟังได้ว่า เครื่องหมายบริการข้อความดังกล่าวมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น ทั้งข้อความ "HAVE IT YOUR WAY" ดังกล่าวซึ่งแปลได้ความหมายว่า "มีมันตามทางของคุณ" หรือ "รับประทานมันตามใจ หรือตามแบบของคุณ" หรือสื่อความหมายได้ว่า "มีทุกอย่างที่คุณต้องการหรือตามใจปรารถนา" แต่เมื่อนำไปใช้กับบริการจำพวก 43 รายการบริการ ภัตตาคาร ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ ก็ไม่ทำให้เข้าใจหรือแสดงเห็นได้ว่าลักษณะของบริการนั้นเป็นอย่างไรหรือมีคุณสมบัติอย่างไร จึงไม่อาจถือว่า "HAVE IT YOUR WAY" เป็นข้อความที่แสดงถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของภัตตาคารโดยตรง ดังนั้น เครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 651517 ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ กับไม่รับจดทะเบียนให้ จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ต้องตามบทกฎหมายตามที่วินิจฉัยมาดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าเครื่องหมายบริการข้อความว่า "HAVE IT YOUR WAY" ของโจทก์เป็นข้อความที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเช่นนี้ย่อมไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืนและยกอุทธรณ์คำสั่งที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี เนื่องจากจำเลยไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งจึงไม่มีค่าขึ้นศาลคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 6 ม. 7 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เบอร์เกอร์ คิง คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5447/2554
#514188
เปิดฉบับเต็ม

แม้แนวความคิดของเครื่องหมายการค้าจะเป็นของโจทก์เองโดยมิได้มีการลอกแบบคิดของผู้อื่นมาก็ตาม แต่เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวมีความเหมือนหรือคล้ายกับของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ย่อมเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน

มาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีอำนาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันให้แก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าหลายคนได้ หากเจ้าของเครื่องหมายการค้าหลายคนต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริต หรือมีพฤติการณ์พิเศษที่สมควรรับจดทะเบียนให้ โดยเจ้าของเครื่องหมายการค้าหลายคนดังกล่าวต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตในราชอาณาจักร ดังนั้นแม้โจทก์จะได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาแล้วในต่างประเทศเป็นเวลานานและนำไปใช้กับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อย่างกว้างขวางในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าตามบทบัญญัติของมาตรานี้และกรณีไม่เข้าเงื่อนไขที่จะพิจารณาพฤติการณ์พิเศษเพื่อให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นตามบทกฎหมายดังกล่าวได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 595050 มีลักษณะชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษรโรมันตัว V ในลักษณะประดิษฐ์อยู่ในเส้นวงกลมแต่ไม่เต็มรอบซึ่งคล้ายกับตัวอักษรโรมัน V ในลักษณะประดิษฐ์ซึ่งอยู่ในเส้นวงรีไม่เต็มรอบเช่นกันในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังมีอักษรโรมันคำว่า VALENTINO เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายอันเป็นคำเดียวกับที่ใช้ในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น และคำดังกล่าวก็เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน ดังนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อโจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าจำพวกที่ 25 ซึ่งเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันกับที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ กรณีย่อมอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หลักการพิจารณาความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้า ในกรณีนี้ จะต้องพิจารณาจากรูปลักษณ์ที่ปรากฏและแนวความคิดด้วย โดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น รูป GV ประดิษฐ์มาจากตัวอักษรตัวแรกหรือตัวย่อของชื่อนักออกแบบเสื้อผ้าและเจ้าของห้องเสื้อชาวอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงคือ นายเจียอาร์นี (Mr.Gianni) ส่วนเครื่องหมายการค้าก็ใช้ชื่อของนักออกแบบเสื้อดังกล่าว เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมาจากแนวความคิดของโจทก์เองทั้งสิ้นไม่ได้ลอกแบบแนวคิดของผู้อื่นนั้น เห็นว่า แม้แนวความคิดของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะเป็นของโจทก์เองโดยมิได้มีการลอกแบบคิดของผู้อื่นมาก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวมีความเหมือนหรือคล้ายกับของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ดังวินิจฉัยข้างต้นย่อมเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์เป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนมาโดยสุจริตในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 20 ปี แล้ว โดยนักออกแบบเสื้อผ้าชาวอิตาเลียนได้ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ใช้และยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียอีกหลายประเทศและมีการใช้โฆษณาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน การอนุญาตให้ใช้เป็นการให้สิทธิโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นอย่างเจ้าของเครื่องหมายการค้า กรณีจึงเป็นพฤติการณ์ที่สามารถรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำของโจทก์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ได้นั้น พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนจากนายเจียอาร์นี นักออกแบบเสื้อผ้าและเจ้าของห้องเสื้อแฟชั่นชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาก่อนในประเทศอิตาลี นายเจียอาร์นีอนุญาตให้โจทก์ใช้และยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในนามของโจทก์ในประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก และโจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของโจทก์โดยเฉพาะสินค้าในจำพวกเสื้อผ้า จำหน่ายในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย มีรายได้จำนวนนับล้านดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ยังได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อย่างกว้างขวาง ผ่านสื่อต่างๆ หลายประเภท เพื่อให้สาธารณชนได้ทราบถึงเครื่องหมายการของโจทก์ ทั้งเครื่องหมายการค้านี้ได้รับการจดทะเบียนในหลายประเทศแล้ว เห็นว่า ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 บัญญัติถึงกรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีอำนาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันให้แก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าหลายคนได้ หากเจ้าของเครื่องหมายการค้าหลายคนต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริต หรือมีพฤติการณ์พิเศษที่สมควรรับจดทะเบียนให้ ซึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นเรื่องที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าหลายคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้ามาแล้วด้วยกันโดยสุจริตในราชอาณาจักร เมื่อปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวนอกราชอาณาจักร แม้จะได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาแล้วในต่างประเทศเป็นเวลานานและนำไปใช้กับ สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อย่างกว้างขวางในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าตามบทบัญญัติของมาตรานี้และกรณีไม่เข้าเงื่อนไขที่จะพิจารณาพฤติการณ์พิเศษเพื่อให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นตามบทกฎหมายดังกล่าวได้เช่นกัน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยัง ซังเงียว โค. แอลทีดี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5445/2554
#511573
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ มีดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่ภาพและเสียงของเรื่องไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานไว้ในสถานประกอบกิจการ และฐานผู้ได้รับอนุญาตมีภาพยนตร์ที่ไม่ได้แสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทภาพยนตร์และหมายเลขรหัสไว้ในสถานประกอบการเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 35 (1) และมาตรา 36 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 อันเป็นเวลาขณะที่ พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ยังใช้บังคับ ซึ่งความผิดตามมาตรา 35 (1) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตามมาตรา 36 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (4) จำเลยถูกฟ้องเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ใช้บังคับแล้วโดยมีผลยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 และมาตรา 43 ประกอบมาตรา 80 ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่มีระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาทและระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท โดยไม่มีโทษจำคุก จึงมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงเป็นคุณแก่จำเลยต้องใช้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาบังคับใช้แก่การกระทำความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 จึงต้องนำอายุความตามกฎหมายใหม่มาใช้บังคับแก่จำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 31, 61, 69, 70, 75, 76 และ 78 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 10, 20 และ 34 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 47 และ 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 32, 33 และ 91 ให้แผ่นภาพยนตร์ดีวีดีและวีซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ 32 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบแผ่นดีวีดีและวีซีดี 105 แผ่น ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 47 และมาตรา 81 (ที่ถูก มาตรา 25 ประกอบมาตรา 78) พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และมาตรา 34 (ที่ถูก มาตรา 35) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ความผิดฐานได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายดีวีดีภาพยนตร์ มีภาพยนตร์ที่ภาพและเสียงของเรื่องไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานไว้ในสถานประกอบกิจการ ลงโทษปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาทไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเฉพาะขอให้ริบแผ่นดีวีดีและวีซีดี จำนวน 105 แผ่น ของกลาง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการจำหน่ายภาพยนตร์ มีภาพยนตร์ดีวีดีที่ภาพและเสียงของเรื่องไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานไว้ในสถานประกอบกิจการ และฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ซึ่งมิได้มีการแสดงตราหมายเลขรหัสและรายละเอียดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์ มีดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์ที่ภาพและเสียงของเรื่องไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานไว้ในสถานประกอบกิจการ และไม่มีการแสดงตรา หมายเลขรหัสและรายละเอียดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 35(1) ที่บัญญัติว่า "ผู้ได้รับใบอนุญาต...ผู้ใด...มีเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ซึ่งมิได้ผ่านการตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบโดยเจ้าพนักงานผู้ตรวจไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ..." และมาตรา 36 ที่บัญญัติว่า "ผู้ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 6 ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ซึ่งมิได้มีการแสดงตรา หมายเลขรหัสและรายละเอียดที่กำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ" ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิด แต่ต่อมามีพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 3 (4) ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 บัญญัติว่า"ภาพยนตร์ที่จะนำออก...จำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์" โดยมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 78 คือ ปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และมาตรา 43 บัญญัติว่า "ภาพยนตร์ที่ผู้รับใบอนุญาต ...จะมีไว้ในสถานที่ประกอบกิจการของตนเพื่อนำออก...จำหน่ายจะต้องเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับภาพยนตร์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามมาตรา 25 และมีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาตประเภทของภาพยนตร์และหมายเลขรหัส..." โดยมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 80 คือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ดังนั้น แม้พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 จะยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกความผิดของจำเลยฐานเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ มีดีวีดี และวีซีดีภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่ภาพและเสียงของเรื่องไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานไว้ในสถานประกอบกิจการ และฐานผู้ได้รับอนุญาตมีภาพยนตร์ที่ไม่มีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตร์และหมายเลขรหัสไว้ในสถานประกอบกิจการเพื่อจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 อันเป็นเวลาขณะที่พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ยังใช้บังคับซึ่งความผิดตามมาตรา 35 (1) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตามมาตรา 36 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) จำเลยถูกฟ้องเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ใช้บังคับแล้วโดยมีผลยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ดังกล่าวและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 และมาตรา 43 ประกอบมาตรา 80 ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่มีระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาทและระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท โดยไม่มีโทษจำคุก จึงมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงเป็นคุณแก่จำเลยต้องใช้พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาบังคับใช้แก่การกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จึงต้องนำอายุความตามกฎหมายใหม่มาใช้บังคับแก่จำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดทั้งสองฐานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 ประกอบมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยในความผิดฐานผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการที่มีดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์ที่ภาพและเสียงของเรื่องไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานไว้ในสถานประกอบกิจการมาเป็นการไม่ชอบ ซึ่งปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเมื่อศาลยกฟ้องโจทก์ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวแล้ว ก็ต้องยกคำขอให้ริบทรัพย์ที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดดังกล่าวเสียด้วย โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดตามบทมาตราดังกล่าวดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ และกรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ยกคำขอให้ริบแผ่นดีวีดีและวีซีดี จำนวน 105 แผ่น ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 95 (5)
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 35 (1) ม. 36
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 3 (4) ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 43 ม. 78 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)
จำเลย — นายสุชาย พุ่มพนม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5442/2554
#518453
เปิดฉบับเต็ม

ในการที่ จ. กู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้โดยลูกหนี้ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันหนี้ โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้ยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบถ้วนนั้น เมื่อลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดไม่ชำระหนี้ โดยชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 เจ้าหนี้ชอบที่จะฟ้องร้องหรือขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันผิดนัดดังกล่าว หากเจ้าหนี้ไม่ดำเนินการก็ถือว่ามูลหนี้ประธานขาดอายุความ ส่วนที่เจ้าหนี้นำมูลหนี้กู้ยืมและจำนองไปฟ้อง จ. และลูกหนี้เป็นคดีแพ่ง ต่อมาเจ้าหนี้ได้ถอนฟ้องในส่วนของลูกหนี้ และศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีส่วนลูกหนี้ออกจากสารบบความ การฟ้องคดีดังกล่าวจึงไม่ได้ทำให้อายุความในมูลหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 จึงเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันผิดนัด หนี้รายนี้จึงขาดอายุความไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (1) ส่วนการที่เจ้าหนี้ได้นำมูลหนี้จำนองไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิในคดีแพ่ง และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามขอ ก็เป็นผลให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิผู้รับจำนอง และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้ย่อมนำมูลหนี้บุริมสิทธิดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ได้ แต่หาได้เกี่ยวพันกับหนี้ส่วนที่ขาดอันเป็นหนี้สามัญด้วยแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ ย.884/2544 จำนวน 7,874,699.71 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 50104 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 50104 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนที่ขาดเนื่องจากสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้กู้ยืมขาดอายุความ จึงเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) โดยไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 50104 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์หลักประกัน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า นายจรวยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้เป็นเงิน 3,000,000 บาท เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ ลูกหนี้ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 50104 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจำนองประกันหนี้ในวงเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากว่ามีการบังคับยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้ยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด หมงกลการในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 16650/2536 ได้นำยึดทรัพย์หลักประกันของลูกหนี้ เจ้าหนี้จึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นในที่ดินโฉนดเลขที่ 50104 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในวงเงิน 3,299,919.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,977,247.73 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนในมูลหนี้กู้ยืม หลังจากนายจรวยรับเงินตามสัญญากู้ยืมแล้ว ปรากฏว่านายจรวยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 เจ้าหนี้จึงนำมูลหนี้กู้ยืมจำนองไปฟ้องนายจรวยและลูกหนี้ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ย.5622/2542 ระหว่างพิจารณา ลูกหนี้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าคำฟ้องของเจ้าหนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 16650/2536 ซึ่งเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนองไว้ เจ้าหนี้จึงได้ถอนฟ้องลูกหนี้ในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 ให้นายจรวยชำระหนี้เงินกู้ และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดในคดีนี้ เจ้าหนี้จึงมายื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 มีปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในส่วนที่ขาดจากการบังคับจำนองหรือไม่ เห็นว่า ในการที่นายจรวยกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้โดยลูกหนี้ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 50104 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ประกันหนี้ โดยมีข้อตกลงว่า หากบังคับทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้ยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบถ้วน เมื่อลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดไม่ชำระหนี้ โดยชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 เจ้าหนี้ชอบที่จะฟ้องร้องหรือขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันผิดนัด หากเจ้าหนี้ไม่ดำเนินการก็ถือว่ามูลหนี้ประธานขาดอายุความ ส่วนที่เจ้าหนี้นำมูลหนี้กู้ยืมและจำนองไปฟ้องนายจรวยและลูกหนี้เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ย.5622/2542 ต่อมาเจ้าหนี้ได้ถอนฟ้องในส่วนของลูกหนี้ และศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีส่วนลูกหนี้ออกจากสารบบความ เช่นนี้ การฟ้องคดีจึงไม่ได้ทำให้อายุความในมูลหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 จึงเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันผิดนัด หนี้รายนี้จึงขาดอายุความ ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (1) ส่วนการที่เจ้าหนี้ได้นำมูลหนี้จำนองไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 16650/2536 ของศาลแพ่ง และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามขอ ก็เป็นผลให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิผู้รับจำนอง และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้ย่อมนำมูลหนี้บุริมสิทธิมาขอรับชำระหนี้ได้ แต่หาได้เกี่ยวพันกับหนี้ส่วนที่ขาดอันเป็นหนี้สามัญด้วยแต่อย่างใดไม่ เช่นนี้ การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการบังคับจำนองจากที่ดินโฉนดเลขที่ 50104 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในเงินส่วนที่ขาดจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (1)
ป.พ.พ. ม. 193/17
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวธีนุรัตน์หรือบวรลักษณ์ แซ่ลี้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายธิติสันต์ ธัญญสิริ
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สมศักดิ์ จันทรา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5419/2554
#520010
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ ซึ่งมาตรา 2(4) ให้ความหมายของคำว่า "ผู้เสียหาย" ว่า หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองต่างขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาท จำเลยที่ 2 จึงมีส่วนในการกระทำความผิดทางอาญาด้วยดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าจำเลยที่ 2 มิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)

ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ต้องพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนดไว้และข้อเท็จจริงในขณะที่ยื่นคำร้องว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่ยื่นคำร้องได้และขณะยื่นคำร้องจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,697,760 บาท แก่จำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมีส่วนกระทำความผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ไม่รับคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" ซึ่งมาตรา 2 (4) ให้ความหมายของคำว่า "ผู้เสียหาย" ว่า หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองต่างขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาท จำเลยที่ 2 จึงมีส่วนในการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าจำเลยที่ 2 มิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หากจำเลยที่ถูกฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีสิทธิยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 จะทำให้เกิดความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย และการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโดยยังไม่ได้พิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนประมาทตามฟ้องจริงหรือไม่นั้น เห็นว่าผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต้องพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนดไว้และข้อเท็จจริงในขณะที่ยื่นคำร้องว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่ยื่นคำร้องได้และขณะยื่นคำร้องจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายเพียร จันก้อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสมบูรณ์ ไวนฤนาท
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5412/2554
#518476
เปิดฉบับเต็ม

การสอบจำเลยเรื่องทนายความก่อนเริ่มพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง เป็นการที่ศาลออกนั่งเกี่ยวกับการพิจารณาคดีจึงเป็นการนั่งพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (9) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งจะต้องอยู่ในบังคับของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมว่าด้วยองค์คณะผู้พิพากษา แต่เมื่อการดำเนินการดังกล่าวมิใช่การชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี จึงเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียวได้สอบจำเลยเรื่องทนายความและลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาจึงชอบแล้ว ส่วนการสืบพยานประเด็นโจทก์ที่ศาลอาญามีผู้พิพากษาสองคนนั่งพิจารณาครบองค์คณะแล้ว แม้มีผู้พิพากษาอีกคนมาร่วมลงลายมือชื่อโดยที่ไม่ได้นั่งพิจารณาก็เป็นเพียงการดำเนินกระบวนพิจารณาเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หามีผลให้การนั่งพิจารณาที่ถูกต้องกลับกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ส่วนการสืบพยานในศาลชั้นต้นทุกครั้งก็ปรากฏตามบันทึกคำเบิกความและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าในแต่ละครั้งมีลายมือชื่อผู้พิพากษาสองคนลงลายมือชื่อไว้จึงต้องฟังตามรายงานกระบวนพิจารณาว่าในวันเวลาดังกล่าวมีผู้พิพากษาสองคนของศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาคดีอันเป็นการนั่งพิจารณาครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 หาได้เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 236 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ส่วนการอ่านคำพิพากษาเป็นการดำเนินการหลังคดีเสร็จการพิจารณา ทั้งผู้พิพากษาได้ลงชื่อในคำพิพากษาครบองค์คณะตามกฎหมายแล้ว การอ่านคำพิพากษาย่อมกระทำได้โดยผู้พิพากษาคนเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 (ที่ถูก มาตรา 220 วรรคแรก) จำคุก 1 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาครบองค์คณะตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 26 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 236 ที่ใช้บังคับในขณะนั้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "... ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" แม้ในวันดังกล่าวเป็นเพียงวันที่ศาลสอบถามจำเลยเรื่องทนายความเท่านั้น ซึ่งศาลจะสอบคำให้การจำเลยและสืบพยานในนัดต่อไปก็ตาม การสอบจำเลยเรื่องทนายความก่อนเริ่มการพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายก็เป็นการที่ศาลออกนั่งเกี่ยวกับการพิจารณาคดีจึงเป็นการนั่งพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (9) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งจะต้องอยู่ในบังคับของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมว่าด้วยองค์คณะผู้พิพากษา แต่เมื่อการดำเนินการเป็นไปเพื่อออกคำสั่งใดๆ ซึ่งมิใช่การชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีจึงเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาของศาลชั้นต้นคนเดียวได้สอบจำเลยเรื่องทนายความและได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่ 2 เมษายน 2546 จึงชอบแล้ว และฎีกาของจำเลยที่ว่าการสืบพยานประเด็นโจทก์ที่ศาลอาญามีผู้พิพากษาคนหนึ่งมิได้ร่วมนั่งพิจารณา แต่ได้ลงลายมือชื่อในคำให้การพยานและรายงานกระบวนพิจารณา และการสืบพยานในศาลชั้นต้นทุกครั้ง และในวันอ่านคำพิพากษามีผู้พิพากษาคนหนึ่งไม่ได้ร่วมพิจารณาด้วยมาลงลายมือชื่อเป็นการขัดต่อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า การสืบพยานโจทก์ที่ศาลอาญามีผู้พิพากษาสองคนนั่งพิจารณาครบองค์คณะแล้ว แม้หากมีผู้พิพากษาศาลอาญาอีกคนหนึ่งมาร่วมลงลายมือชื่อโดยที่ไม่ได้นั่งพิจารณาก็เป็นเพียงการดำเนินกระบวนพิจารณาเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หามีผลให้การนั่งพิจารณาที่ถูกต้องกลับกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ การสืบพยานในศาลชั้นต้นทุกครั้งก็ปรากฏตามบันทึกคำเบิกความและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าในแต่ละครั้งมีลายมือชื่อผู้พิพากษาสองคนลงลายมือชื่อไว้จึงต้องฟังตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า ในวันเวลาดังกล่าวมีผู้พิพากษาสองคนของศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาคดี อันเป็นการนั่งพิจารณาครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แล้ว หาได้เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 236 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนการอ่านคำพิพากษาเป็นการดำเนินการหลังคดีเสร็จการพิจารณา ทั้งผู้พิพากษาได้ลงชื่อในคำพิพากษาครบองค์คณะตามกฎหมายแล้ว การอ่านคำพิพากษาย่อมกระทำได้โดยผู้พิพากษาคนเดียว การดำเนินกระบวนพิจารณาและการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (9)
ป.วิ.อ. ม. 15
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24 (2) ม. 26
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายสำอางค์ ทับทิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายธีรพงศ์ ฟักเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2554
#521547
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดเข้าไปในเรือนจำโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ดี หรือบังอาจรับจาก หรือส่งมอบแก่ผู้ต้องขัง นำเข้ามาหรือเอาออกไปจากเรือนจำซึ่งเงินหรือสิ่งของต้องห้ามโดยทางใดๆ อันฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษ..." บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติให้การเก็บรักษาสิ่งของต้องห้ามเป็นความผิดด้วย แม้จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้เก็บรักษาสิ่งของต้องห้ามตามฟ้องจริง การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45, 58 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 ริบของกลางและนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4779/2547 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และให้ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้เก็บรักษาไว้ซึ่งโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง แผ่นบันทึกข้อมูลโทรศัพท์มือถือ 1 แผ่น เครื่องมือเพิ่มพลังงานโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และถ่านนาฬิกา 2 ก้อน อันเป็นสิ่งของต้องห้ามมิให้นำเข้ามาหรือเก็บรักษาไว้ในเรือนจำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 เห็นว่า พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดเข้าไปในเรือนจำโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ดี หรือบังอาจรับจาก หรือส่งมอบแก่ผู้ต้องขัง นำเข้ามาหรือเอาออกไปจากเรือนจำซึ่งเงินหรือสิ่งของต้องห้ามโดยทางใดๆ อันฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวนี้มิได้บัญญัติให้การเก็บรักษาสิ่งของต้องห้ามเป็นความผิดด้วย แม้จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้เก็บรักษาสิ่งของต้องห้ามตามฟ้องจริง การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากสิ่งของที่จำเลยเก็บรักษาไว้เป็นสิ่งของต้องห้ามที่นำเข้ามาในเรือนจำ จึงให้ริบเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม. 45
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — ผู้ต้องขังชายมงคล อัมระเกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางนงนุช ดุษฎีพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ชีพ จุลมนต์
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา