คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5308/2554
#514271
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานมีและฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่า จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืน เมื่อโจทก์ไม่นำสืบจึงไม่สามารถลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ได้

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย ก็เพื่อนำข้อเท็จจริงมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลย มิใช่มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบพยานว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ทั้งศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติเช่นนั้นด้วย และแม้ตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานของพนักงานคุมความประพฤติโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ก็เพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องโทษและวิธีการที่จะดำเนินการแก่จำเลยเท่านั้น มิได้เป็นการรับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย ศาลจึงนำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมารับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท เพียงสถานเดียว อันเป็นระวางโทษอย่างอื่นนอกจากโทษจำคุก และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 376 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดวันที่ 16 มกราคม 2548 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 13 กันยายน 2549 จึงเลยกำหนดระยะเวลา 1 ปี คดีของโจทก์สำหรับความผิดทั้งสองมาตราดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 339, 340 ตรี, 371, 376 ให้จำเลยคืนเงิน 2,588 บาท แก่ผู้เสียหายและกำหนดโทษจำเลยที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 89/2548 ของศาลชั้นต้น แล้วนำมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก, 340 ตรี, 371, 376 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานยิงปืนในเมืองโดยใช่เหตุ จำคุก 5 วัน ฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 5 ปี 5 วัน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 5 ปี ให้จำเลยฝึกวิชาชีพ 3 วิชาชีพเป็นอย่างน้อย ให้จำเลยคืนเงิน 2,588 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกคำขอที่โจทก์ขอให้กำหนดโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 89/2548 แล้วนับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมต่อจากคดีดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ที่แก้ไขใหม่ คงปรับ 50 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 3 ปี 5 วัน และปรับ 50 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี ให้จำเลยฝึกวิชาชีพ 3 วิชาชีพ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีอาวุธปืนและโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก 340 ตรี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่า จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและพา แม้จะปรากฏจากคำฟ้องว่า จำเลยเป็นเยาวชนและพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 13 (4) บัญญัติห้ามมิให้ออกใบอนุญาตให้แก่บุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม แต่การที่บุคคลจะบรรลุนิติภาวะหรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้นั้นเสมอไป เพราะผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะได้เมื่อทำการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ได้ ดังนั้น โจทก์ก็ต้องมีหน้าที่นำสืบให้ชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืน เมื่อโจทก์ไม่นำสืบจึงไม่สามารถลงโทษจำเลยในฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ได้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามรายงานการสืบเสาะของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนได้จดทะเบียนสมรส อันจะเป็นเหตุให้จำเลยบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส เจ้าพนักงานจึงไม่สามารถออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและพาอาวุธปืนได้นั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก็เนื่องจากต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลย มิใช่มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบพยานว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ทั้งศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติเช่นนั้นด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสแล้วหรือไม่ประการใด ก็เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยจะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏต่อศาล ถึงแม้ตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ก็เพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องโทษและวิธีการที่จะดำเนินการแก่จำเลยเท่านั้น มิได้เป็นการรับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย จึงนำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท เพียงสถานเดียว อันเป็นระวางโทษอย่างอื่นนอกจากโทษจำคุก และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดวันที่ 16 มกราคม 2548 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 13 กันยายน 2549 จึงเลยกำหนดระยะเวลา 1 ปี คดีของโจทก์สำหรับความผิดทั้งสองมาตราดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และมาตรา 376 คงจำคุกฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีกำหนด 3 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี ให้จำเลยฝึกวิชาชีพ 3 วิชาชีพ แต่มิให้ฝึกอบรมจำเลยเกินกว่าจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ป.อ. ม. 371 ม. 376
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 13
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายณัฐพล คูหาทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ — นายจำเริญศักดิ์ สารธิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2554
#511636
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 15 มุ่งประสงค์ที่จะให้คดีเยาวชนและครอบครัวได้รับการพิจารณาโดยต่อเนื่อง จึงมิให้การพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลที่ไม่มีอำนาจต้องเสียไป โดยให้ศาลนั้นๆ โอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งศาลที่รับโอนคดีจะเป็นศาลใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาคดีนั้นว่าอยู่ในศาลชั้นใดหากอยู่ในศาลชั้นต้นก็ต้องโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัว หากอยู่ในชั้นอุทธรณ์ก็ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยอายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ขณะกระทำความผิดนั้นไม่ได้ปรากฏต่อศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาไปนั้นย่อมเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติมาตราดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงเรื่องอายุของจำเลยเพิ่งปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางจุฑามาส ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานพาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองเพื่อพิจารณาและพิพากษาต่อไป

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นโอนคดีนี้ไปพิจารณาพิพากษายังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 15 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้ในขณะที่โจทก์ฟ้องและขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าข้อเท็จจริงในเรื่องอายุหรือการบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสของบุคคลที่เกี่ยวข้องจะผิดไปหรือศาลอื่นใดได้รับพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ต้องด้วยมาตรา 13 ซึ่งถ้าปรากฏเสียแต่ต้นจะเป็นเหตุให้ศาลนั้น ๆ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตาม ข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ทำให้การพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาและศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวเสียไป" และวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่งปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณา ไม่ว่าในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้ศาลนั้น ๆ โอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะให้คดีเยาวชนและครอบครัวได้รับการพิจารณาโดยต่อเนื่อง จึงมิให้การพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลที่ไม่มีอำนาจต้องเสียไป โดยให้ศาลนั้น ๆ โอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งศาลที่รับโอนคดีจะเป็นศาลใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาคดีนั้นว่าอยู่ในศาลชั้นใด หากอยู่ในศาลชั้นต้นก็ต้องโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัว หากอยู่ในชั้นอุทธรณ์ก็ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ขณะกระทำความผิดนั้นไม่ได้ปรากฏต่อศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาไปนั้นย่อมเป็นการชอบด้วยมาตรา 15 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงเรื่องอายุของจำเลยเพิ่งปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีโดยมิได้นำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมาใช้ประกอบการพิจารณาไม่ถูกต้อง และจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 2 ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้โอนคดีไปให้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยองพิจารณาพิพากษาต่อไปนั้น ในข้อนี้จำเลยไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าไม่ถูกต้องประการใด ฎีกาของจำเลยจึงไม่ชัดแจ้งเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยในประการอื่นไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยต้องเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 โอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 15
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดระยอง
โจทก์ร่วม — นางจุฑามาส พืชพันธุ์
จำเลย — นายสมพรหรือสมหวัง รัตนเพ็ชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายวินัย พวงดอกไม้
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
สิริรัตน์ จันทรา
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5297/2554
#514196
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัท ท. ผู้จัดสรรที่ดินร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจดทะเบียนตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์บริการตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2511 แล้วโอนสิทธิและทรัพย์ส่วนกลางในโครงการให้โจทก์จัดการและดูแลรักษา โจทก์จึงเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ย่อมมีอำนาจหน้าที่กำหนดระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการอยู่อาศัยร่วมกันของสมาชิกโดยได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44, 45, 46, 47, 48 และมาตรา 70 เมื่อโจทก์มีระเบียบข้อบังคับควบคุมการก่อสร้างในโครงการโดยห้ามก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างมีความสูงเกินกว่าที่ระเบียบกำหนดไว้ เพื่อบริหารจัดการชุมชนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี เหมาะสมแก่การอาศัยอยู่ร่วมกัน ระเบียบดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก จึงเป็นระเบียบที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย หาได้มีลักษณะอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนที่จะทำให้ตกเป็นโมฆะไม่ แม้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับใบอนุญาตจากกรุงเทพมหานครให้ก่อสร้างอาคาร แต่ก็เป็นการอนุญาตโดยมีเงื่อนไขให้ต้องขออนุญาตตามกฎหมายอื่นในส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของโจทก์ด้วย การที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารและรั้วพิพาทฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับของโจทก์ ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นตัวแทนของสมาชิก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารและรั้วพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนอาคารบนที่ดินในโครงการบ้านแมกไม้แปลงเลขที่ 288 โฉนดเลขที่ 239357 ตำบลคันนายาว (คลองเกร็ด) อำเภอบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร เฉพาะในส่วนที่สูงเกิน 12 เมตร นับจากพื้นถนนถึงยอดอาคาร รื้อถอนรั้วคอนกรีตรอบอาคารด้านที่ติดที่ดินแปลงอื่นที่สูงเกิน 1.80 เมตร และด้านที่ติดถนนที่สูงเกิน 1.40 เมตร เพื่อให้อาคารมีความสูงไม่เกิน 12 เมตร และรั้วคอนกรีตด้านที่ติดที่ดินแปลงอื่นให้สูงไม่เกิน 1.80 เมตร และด้านที่ติดถนนให้สูงไม่เกิน 1.40 เมตร ตามเงื่อนไขของโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางโฉนดเลขที่ 1845 และ 239356 ตำบลคันนายาว (คลองเกร็ด) อำเภอบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร แล้วปรับให้กลับคืนสภาพเดิมภายใน 30 วัน หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลให้โจทก์เข้าทำการรื้อถอนได้ โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 239357 ตำบลคันนายาว (คลองเกร็ด) อำเภอบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ส่วนที่มีความสูงเกิน 12 เมตร นับจากพื้นถนนถึงสันหลังคาเพื่อให้มีความสูงไม่เกิน 12 เมตร ให้รื้อถอนรั้วรอบสิ่งปลูกสร้างที่ติดกับที่ดินแปลงอื่นที่มีความสูงเกิน 1.80 เมตร และด้านที่ติดถนนที่มีความสูงเกิน 1.40 เมตร ให้มีความสูงไม่เกิน 1.80 เมตร และ 1.40 เมตร นับจากพื้น ให้รื้อถอนรั้วด้านทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยทั้งสองและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่ส่วนกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 239356 และ1845 ตำบลคันนายาว(คลองเกร็ด) อำเภอบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลงนอกโฉนดเลขที่ 239357 ของจำเลยทั้งสอง โดยให้ปรับสภาพพื้นที่ส่วนกลางให้อยู่ในสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนอาคารพิพาทที่มีความสูงเกิน 12 เมตร และรื้อถอนรั้วด้านที่ติดที่ดินแปลงอื่นและด้านที่ติดถนนที่มีความสูงเกิน 1.80 เมตร และ 1.40 เมตร ตามลำดับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในชั้นฎีกาว่า บริษัทไทยมอริโมโต้ จำกัด เป็นผู้จัดสรรที่ดินโครงการบ้านแมกไม้ แล้วบริษัทกับสมาชิกผู้ซื้อที่ดินได้ร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์บริการ และบริษัทตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ส่วนกลางและสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ให้แก่โจทก์เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษา จัดการ และบริหารทรัพย์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของเจ้าของที่ดินในหมู่บ้านแมกไม้ โดยนับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงจนถึงวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บริษัทยินยอมให้โจทก์มีสิทธิครอบครอง ใช้ และถือเอาประโยชน์แห่งทรัพย์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของที่ดินในหมู่บ้าน โจทก์กำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมการก่อสร้างในโครงการว่าผู้ที่จะก่อสร้างบ้านจะต้องเสนอแบบแปลนพร้อมแผนผังรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะทำการก่อสร้างให้โจทก์ตรวจสอบและให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนจึงจะมีสิทธิดำเนินการได้ โดยห้ามก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีความสูงจากระดับพื้นดินถึงสันหลังคาเกิน 12 เมตร รั้วด้านที่ติดที่ดินแปลงอื่นมีความสูงไม่เกิน 1.80 เมตร รั้วด้านติดถนนต้องเป็นรั้วโปร่งสูงไม่เกิน 1.40 เมตร จำเลยทั้งสองเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการบ้านแมกไม้แปลงหมายเลข 288 จำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารพิพาทในที่ดินแปลงหมายเลข 288 โฉนดเลขที่ 239357 จากกรุงเทพมหานคร แล้วจำเลยทั้งสองเสนอแบบแปลนให้โจทก์ตรวจสอบแต่ถูกโต้แย้งว่า อาคารพิพาทมีความสูงเกินกว่าข้อกำหนดของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงทำบันทึกกับโจทก์รับว่าจะทำการก่อสร้างอาคารพิพาทตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าผิดสัญญา หากการผิดสัญญายังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขได้ให้ดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนดโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารและรั้วพิพาทตามแบบแปลนโดยมิได้ทำการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดจนแล้วเสร็จ โดยอาคารสูง 14 เมตร รั้วสูง 2.50 เมตร สำหรับปัญหาการรุกล้ำที่ดินในโครงการอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางบริเวณทางเท้าและคูน้ำโฉนดเลขที่ 1845 และ 239356 จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนและปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารและรั้วพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองแปลงหมายเลข 288 โฉนดเลขที่ 239357 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การจัดสรรที่ดินโครงการบ้านแมกไม้ของบริษัทไทยมอริโมโต้ จำกัด เป็นการจัดสรรภายใต้บังคับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ต่อมามีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ประกาศใช้บังคับ โดยมาตรา 3 และมาตรา 69 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 และให้ถือว่าการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวเป็นการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ดังนั้น การที่บริษัทไทยมอริโมโต้ จำกัด ผู้จัดสรรที่ดินร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจดทะเบียนจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์บริการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 แล้วโอนสิทธิและทรัพย์ส่วนกลางในโครงการให้โจทก์ไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา โจทก์จึงเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามกฎหมายอื่น ซึ่งดำเนินกิจการโดยคณะกรรมการหมู่บ้านภายใต้กฎหมาย ข้อบังคับ และการควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก โจทก์ย่อมมีอำนาจหน้าที่กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการอยู่อาศัยร่วมกันของสมาชิกโดยได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจึงเป็นสมาชิกของโจทก์ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 47 มาตรา 48 และมาตรา 70 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงื่อนไขของโจทก์อันเป็นระเบียบเกี่ยวกับการอยู่อาศัยร่วมกันของสมาชิกที่ห้ามสมาชิกก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างสูงจากระดับพื้นดินถึงสันหลังคาเกิน 12 เมตร รั้วด้านที่ติดที่ดินแปลงอื่นให้สูงไม่เกิน 1.80 เมตร และรั้วด้านที่ติดถนนเป็นรั้วโปร่งสูงไม่เกิน 1.40 เมตร เป็นระเบียบที่ได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกก่อนที่จำเลยทั้งสองจะเสนอแบบแปลนให้โจทก์ตรวจสอบ จึงเป็นระเบียบที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ระหว่างที่จำเลยทั้งสองกำลังดำเนินการก่อสร้าง โจทก์ได้นำเงื่อนไขดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสหกรณ์เป็นข้อบังคับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 ข้อ 12 แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ร่วมกันของมวลสมาชิกในชุมชนโครงการบ้านแมกไม้โดยชัดแจ้งที่ประสงค์จะบริหารจัดการให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะแก่การอยู่อาศัยร่วมกันดังที่มีการโฆษณาไว้ในเงื่อนไขการขายที่ดินจัดสรรมาตั้งแต่เริ่มโครงการระเบียบและข้อบังคับของโจทก์ จึงหาได้มีลักษณะอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่จะทำให้ตกเป็นโมฆะ ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างไม่ จำเลยที่ 1 เคยเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการโจทก์ และเคยลงมติห้ามสมาชิกโจทก์บางรายก่อสร้างอาคารฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์มาก่อนย่อมมีความรู้ความเข้าใจในระเบียบเป็นอย่างดี แม้จำเลยทั้งสองได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารพิพาทจากกรุงเทพมหานคร แต่ก็เป็นการอนุญาตโดยมีเงื่อนไขให้จำเลยทั้งสองต้องขออนุญาตตามกฎหมายอื่นในส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองจะก่อสร้างอาคารพิพาทในที่ดินจัดสรรภายในโครงการของโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิก จำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารและรั้วพิพาทฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับของโจทก์ที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นตัวแทนของสมาชิกซึ่งทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขโดยรวมของสมาชิกในชุมชน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารและรั้วพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองแปลงหมายเลข 288 โฉนดเลขที่ 239357 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ข้อตกลงระหว่างบริษัทไทยมอริโมโต้ จำกัด กับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรที่กำหนดให้ก่อสร้างอาคารสูงไม่เกิน 12 เมตร รั้วด้านที่ติดที่ดินแปลงอื่นสูงไม่เกิน 1.80 เมตร และด้านที่ติดถนนสูงไม่เกิน 1.40 เมตร เป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เมื่อไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่สมบูรณ์ใช้บังคับไม่ได้และไม่อาจโอนข้อจำกัดสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ แม้จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีเพียงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้รื้อถอนอาคารและรั้วพิพาท ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 239357 ตำบลคันนายาว (คลองเกร็ด) อำเภอบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ส่วนที่มีความสูงเกิน 12 เมตร นับจากพื้นถนนถึงสันหลังคาเพื่อให้มีความสูงไม่เกิน 12 เมตร ให้รื้อถอนรั้วอาคารด้านที่ติดที่ดินแปลงอื่นส่วนที่สูงเกิน 1.80 เมตรและด้านที่ติดถนนส่วนที่สูงเกิน 1.40 เมตร ให้มีความสูงไม่เกิน 1.80 เมตร และ 1.40 เมตร นับจากพื้น ตามลำดับด้วย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์บริการชุมชนบ้านแมกไม้ จำกัด
จำเลย — นายเกษม หิรัญศรีสุนทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายพยุง ชูสง
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ไมตรี ศรีอรุณ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5282/2554
#511577
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนโจทก์ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาว่า โจทก์บุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อศาลในคดีก่อนวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงที่ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 55.41 ไร่ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว เพราะโจทก์เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาคดีนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ว่า กระทำละเมิดบุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ให้ชดใช้ค่าเสียหาย จึงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ส่วนที่ดินที่โจทก์ครอบครองเพิ่มเติมอีกด้านละ 12 ไร่ และ 14 ไร่ รวมเป็น 26 ไร่นั้น ก็ปรากฏว่าเป็นการครอบครองภายในอาณาเขตที่ดินที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยว่า เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อการเข้าไปรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ของจำเลยทั้งสองซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กับบริวารออกไปจากที่ดินของโจกท์ ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินและทรัพย์สินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 76,274,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 2,350,800 บาท รวมเป็นเงิน 78,624,900 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 76,274,100 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติ พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีอาญาในข้อหาบุกรุกเข้าไปครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขัดขวางและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวบุกรุกเข้าไปครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นเนื้อที่ 55.41 ไร่ โดยไม่มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากกระทำความผิดแล้ว โจทก์ขัดขวางและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1228/2536 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่ดินที่ใช้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ เป็นที่ดินขององค์การเหมืองแร่ที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) ที่ดินที่โจทก์ครอบครองเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่โจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่ามีสิทธิครอบครอง การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิด ส่วนที่ขอให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินเป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งต่อไปพิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสาม จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้โจทก์และบริวารออกจากพื้นที่ตามฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...สำหรับปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาทมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์มีสิทธิครอบครองด้วยเหตุที่ได้ซื้อและครอบครองต่อจากผู้มีสิทธิครอบครองเดิม เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินขององค์การอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งสืบสิทธิต่อเนื่องมาจากกรมทรัพยากรธรณีและกรมโลหะกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 จึงเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 และไม่เคยมีการเพิกถอนสภาพที่ดินแต่ประการใด การเข้าครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งรวมทั้งสิทธิของผู้บุกรุกเดิมที่โจทก์รับช่วงต่อมาและเข้าครอบครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นระยะเวลาหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 บังคับใช้นั้น ล้วนแต่เป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะยันรัฐได้ดังที่อ้าง... พิพากษายืน"

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญา มีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา จะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีอาญาในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้หรือไม่ก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ว่า ที่ดินพิพาท (เนื้อที่ 55.41 ไร่) เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาแล้ว เพราะโจทก์เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงมีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ด้วย ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ส่วนที่ดินที่โจทก์ครอบครองเพิ่มเติมอีกด้านละ 12 ไร่ และ 14 ไร่ รวมเป็น 26 ไร่ นั้น ก็ปรากฏว่าเป็นการครอบครองภายในอาณาเขตที่ดินที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดีว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อปรากฏว่าการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1228/2536 ของศาลชั้นต้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแก่น แซ่อ่อง
จำเลย — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชนะกิจ ศิริสาธิตกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2554
#597441
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 ระบุว่า "ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดก็ดี ถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยเจ้าของไม่ต้องบอกกล่าวก่อน และผู้เช่าซื้อยอมให้เจ้าของริบบรรดาเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระแล้วทั้งหมดเป็นของเจ้าของโดยผู้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกร้องคืน และผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของโดยพลันในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้วโดยเรียบร้อยโดยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าซื้อเอง..." แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญามาตั้งแต่ต้น แต่จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับไว้ แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยึดถือเอาสัญญาข้อ 10 ที่ว่าหากโจทก์ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ก่อนโดยให้ระยะเวลาโจทก์พอสมควรในการชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 การที่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ยึดรถคืนจากโจทก์เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก่อนย่อมเป็นการไม่ชอบ และตามพฤติการณ์ที่โจทก์ยังคงใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองคืนรถที่เช่าซื้อย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกสัญญากันโดยปริยาย สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน โจทก์ผู้เช่าซื้อชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์รถที่เช่าซื้อต่อไป จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์

สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อแต่ต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นการตอบแทน เมื่อโจทก์ใช้ประโยชน์โดยไม่ให้ผลตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายเช่นกัน เป็นความเสียหายทั้งสองฝ่ายหาใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหายแต่ฝ่ายเดียวไม่ แม้จำเลยที่ 1 ยึดรถคืนโดยที่สัญญายังไม่เลิกกันเป็นการไม่ชอบก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นฝ่ายผิดอยู่มากที่ค้างชำระค่าเช่าซื้อนับแต่วันที่ครบกำหนดตามสัญญาถึงวันที่ถูกยึดรถเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือนเศษ อันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองอาจเข้าใจผิดว่ามีสิทธิยึดรถที่เช่าซื้อคืน จึงเห็นควรให้ค่าเสียหายในส่วนนี้ของโจทก์เป็นพับ

เมื่อสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกันและจำเลยทั้งสองยึดรถที่เช่าซื้อคืนโดยไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น โจทก์ชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์รถต่อไป จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบรถคืนแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติตามสัญญาต่อไป หากคืนรถไม่ได้ถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้เพราะไม่มีวัตถุแห่งสัญญา สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนด จึงต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนรถคันที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองชำระราคารถจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์วันละ 5,000 บาท นับตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองยึดรถไปจากโจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 43 วัน คิดเป็นเงิน 215,000 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนรถหรือชดใช้ราคารถให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนรถบดคันที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ หากคืนไม่ได้ให้ชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราวันละ 1,370 บาท นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันคืนรถหรือชดใช้ราคาแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถบดสั่นสะเทือน ยี่ห้อเอสทีเอ รุ่นปี 1997 จากจำเลยที่ 1 ในราคา 1,759,536 บาท ชำระค่าเช่าซื้อครั้งแรกเป็นเงิน 280,373.83 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 61,631.78 บาท รวม 24 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 มีนาคม 2540 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ แต่โจทก์ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อตรงตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญามาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งต้นปี 2544 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเตือนการค้างชำระค่างวดและขอให้ชำระค่าปรับ ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 2ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้มีการเจรจาโดยโจทก์ได้มอบเช็คจำนวน 2 ฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นการชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายพร้อมดอกเบี้ยรวม 200,000 บาท เมื่อเช็คฉบับแรกถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ได้นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงมอบหมายให้นายสำเร็จ ไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อกลับคืนมา แล้วมีหนังสือเตือนให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อและเบี้ยปรับตลอดจนค่าใช้จ่ายในการยึดรถรวมเป็นเงิน 392,766 บาท แล้วจึงจะคืนรถให้โจทก์ หากไม่ชำระภายในกำหนด 15 วัน จะนำรถออกขายทอดตลาด

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิยึดรถคันที่เช่าซื้อกลับคืนหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 10 ระบุว่า "ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดก็ดี กระทำผิดสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี หรือทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกอายัดถูกยึด ถูกริบ ไม่ว่าโดยเหตุใดก็ดี ผู้เช่าซื้อถูกพิทักษ์ทรัพย์ก็ดี ถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยเจ้าของไม่ต้องบอกกล่าวก่อน และผู้เช่าซื้อยอมให้เจ้าของริบบรรดาเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระแล้วทั้งหมดเป็นของเจ้าของโดยผู้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกร้องคืน และผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของโดยพลันในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้วโดยเรียบร้อยโดยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าซื้อเอง ถ้าไม่ส่งมอบคืนก็ให้ถือว่าครอบครองไว้โดยมิชอบ และยอมให้เจ้าของหรือผู้ติดตามเข้าไป ณ ที่ซึ่งทรัพย์สินที่เช่าซื้อนั้นอยู่เพื่อเข้ายึดถือครอบครองเอาคืนไปได้เอง โดยผู้เช่าซื้อยินยอม ไม่โต้แย้งขัดขวางไม่เรียกร้องค่าเสียหายอย่างใดๆ และยอมใช้ค่าใช้จ่าย ค่าพาหนะ ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียม ค่าทนายที่เจ้าของต้องเสียไปในการสืบสวน ติดตามยึดถือครอบครอง ฟ้องร้อง เอาคืน และซ่อมแซมนั้นแก่เจ้าของจนครบ และผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเช่าซื้อที่ติดค้าง หรือใช้ค่าเสียหายที่เจ้าของต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินนั้นให้เช่าในอัตราค่าเช่าตามปกติอย่างหนึ่งอย่างใด ตามแต่เจ้าของจะเลือก ทั้งนี้จนกว่าผู้เช่าซื้อจะได้ลงลายมือชื่อทำบันทึกยอมคืนและส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของแล้ว ถ้าวันทำบันทึกส่งมอบอยู่ระหว่างยังไม่ครบงวดก็ยอมชำระงวดนั้นเต็ม แต่ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปแล้วยังไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญานี้กับค่าเสียหายอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ผู้เช่าซื้อจะชดใช้ให้เจ้าของจนครบถ้วน" แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองรับกันได้ความว่า โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญามาตั้งแต่ต้น เมื่อโจทก์นำค่าเช่าซื้อไปชำระ จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับไว้ แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยึดถือเอาสัญญาข้อ 10 ที่ว่า หากโจทก์ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที จำเลยที่ 1 หรือผู้แทนมีสิทธิติดตามยึดรถคืนได้เป็นสำคัญ ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ก่อนโดยให้ระยะเวลาโจทก์พอสมควรในการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 การที่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ยึดรถคืนจากโจทก์เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก่อนย่อมเป็นการไม่ชอบ และตามพฤติการณ์ที่โจทก์ยังคงใช้สิทธิเรียกร้องโดยฟ้องให้จำเลยทั้งสองคืนรถคันที่เช่าซื้อย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกสัญญากันโดยปริยายสัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน โจทก์ผู้เช่าซื้อชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์คันที่เช่าซื้อต่อไป จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์จากรถคันที่เช่าซื้อแต่ต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นการตอบแทนเมื่อโจทก์ใช้ประโยชน์ในรถคันที่เช่าซื้อโดยไม่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายเช่นกัน เป็นความเสียหายทั้งสองฝ่ายหาใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหายแต่ฝ่ายเดียวไม่ แม้จำเลยที่ 1 ยึดรถคันที่เช่าซื้อคืนโดยที่สัญญายังไม่เลิกกันเป็นการไม่ชอบก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นฝ่ายผิดอยู่มากที่ค้างชำระค่าเช่าซื้อนับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันที่ถูกยึดรถเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือนเศษ อันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองอาจเข้าใจผิดว่ามีสิทธิยึดรถคันที่เช่าซื้อคืนจึงเห็นควรให้ค่าเสียหายในส่วนนี้ของโจทก์เป็นพับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกันและจำเลยทั้งสองยึดรถคันที่เช่าซื้อคืนโดยไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น โจทก์ชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อต่อไป จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติตามสัญญาต่อไปหากคืนรถยนต์ไม่ได้ถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้เพราะไม่มีวัตถุแห่งสัญญา สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนด จึงต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,000,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีเพื่อปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป หากคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ได้เป็นผลให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วีอาร์ซี สินสมุทร
จำเลย — บริษัทเอ.ซี. แอล ลิสซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายอนุรักษ์ เปลวเฟื่อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
มานัส เหลืองประเสริฐ
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263 -ที่ 5264/2554
#597442
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นครูโรงเรียนเอกชน ทางโรงเรียนหักเงินเดือนของจำเลยทั้งสองไว้ส่วนหนึ่งทุกเดือนเป็นเงินสะสม และออกเงินให้จำนวนเท่ากับเงินสะสมของจำเลยแต่ละคนเป็นเงินสมทบ เงินสะสมและเงินสมทบนี้เป็นเงินที่รวมไว้เป็นกองทุนสงเคราะห์และจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับเมื่อออกจากงานตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 67, 68, 69 และ 74 ต่อมามี พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 บัญญัติให้ยกเลิกกฎหมายฉบับเดิมกับให้โอนเงินกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายเดิม ไปเป็นของกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายฉบับใหม่ดังกล่าว โดยให้มีเงินสะสมและเงินสมทบเป็นเงินในกองทุนสงเคราะห์ที่ครูมีสิทธิได้รับเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อออกจากงานเช่นเดียวกันตามมาตรา 54, 73, 74 และ 76 แต่มาตรา 80 บัญญัติให้สิทธิการรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนแก่กันได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีจึงมีผลทำให้เงินสะสมและเงินสมทบที่จำเลยทั้งสองมีอยู่แล้วที่จะเกิดขึ้นภายหลังไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์ไม่อาจร้องขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 130,000 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระอย่างต่ำเดือนละ 3,000 บาท ทุกวันสิ้นเดือน เริ่มชำระตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไป หากผิดนัดชำระเดือนใดเดือนหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด แต่จำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลย โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนและเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งอายัดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และอายัดเงินเดือน เงินสะสมของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า เงินที่โจทก์ขอให้อายัดไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้อายัดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และอายัดเงินเดือน เงินสะสมของจำเลยที่ 2 ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งอายัดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้อายัดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงประเด็นเดียวว่า เงินสะสมและเงินสมทบที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากงานนั้น ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (1) และ (3) หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำงานโรงเรียนเอกชนที่จังหวัดลำปาง จำเลยที่ 1 เป็นครูโรงเรียนมัธยมวิทยา มีสิทธิได้รับเงินสะสม เพียงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เป็นเงิน 28,104.90 บาท ตามสำเนารายงานแจ้งยอดเงินสะสมแนบท้ายหนังสือของโรงเรียนมัธยมวิทยาลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 2 เป็นครูโรงเรียนเคนเน็ตแม็คเคนซี มีสิทธิได้รับเงินสะสม เพียงวันที่ 30 เมษายน 2549 เป็นเงิน 35,773 บาท ตามสำเนาใบแจ้งยอดเงินสะสมสำหรับสมาชิกและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับเงินสมทบจำนวนเท่ากับเงินสะสมของตนดังกล่าว เห็นว่า เงินสะสมเป็นเงินที่ทางโรงเรียนหักไว้ส่วนหนึ่งจากเงินเดือนครูของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนเงินสมทบเป็นเงินที่ทางโรงเรียนออกเงินให้จำนวนเท่ากับเงินสะสมของจำเลยแต่ละคน เงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่รวมไว้เป็นกองทุนสงเคราะห์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับเมื่อออกจากงานตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 67, 68, 69 และ มาตรา 74 ต่อมามีพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 2 และมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 และให้ใช้พระราชบัญญัตินี้โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2551 ทั้งมาตรา 55 (1) และมาตรา 156 บัญญัติให้โอนเงินของกองทุนสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ไปเป็นของกองทุนสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย นอกจากนั้นตามมาตรา 54, 73, 74 และมาตรา 76 ยังคงกำหนดให้มีเงินสะสมที่หักจากเงินเดือนครูและเงินสมทบที่ทางโรงเรียนออกเงินสมทบให้ โดยให้เป็นเงินในกองทุนสงเคราะห์ที่ครูมีสิทธิได้รับเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อออกจากงานเช่นเดียวกัน แต่มาตรา 80 บัญญัติว่า สิทธิการรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนแก่กันได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ดังนี้ จึงมีผลทำให้เงินสะสมและเงินสมทบที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอยู่แล้วและที่จะเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ร้องขอให้อายัดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมเป็นเงินในกองทุนสงเคราะห์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อออกจากงาน และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 76 และมาตรา 80 โจทก์ไม่อาจร้องขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกขึ้นฎีกา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า สิทธิเรียกร้องเงินสะสมและเงินสมทบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 นั้น ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (1) และ (3) หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้อายัดเงินสะสม ซึ่งรวมเงินสมทบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพลินพิศ ชัยวงศ์บุตร
จำเลย — นายเสกสรร ศรีวิชัยมูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5262/2554
#513390
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยคัดลอกอุทธรณ์แบบคำต่อคำ เว้นแต่การแก้ไขชื่อของศาลเพื่อให้ตรงตามความจริง จึงมิใช่เป็นฎีกาที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่มีเหตุแห่งคำวินิจฉัยแตกต่างจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ควรวินิจฉัยอย่างไรจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 443 และ 37592 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเดิมที่ดินดังกล่าวถูกเพลิงไหม้ และสำนักผังเมืองกระทรวงมหาดไทยเวนคืนเพื่อก่อสร้างและขยายทางหลวงเทศบาล อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยให้ขนย้ายสิ่งที่รื้อถอนออกไปและทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนขนย้ายออกไปให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ และโจทก์เป็นผู้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การเวนคืนที่ดินพิพาทไม่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืน ความประสงค์ของการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เจ้าหน้าที่หรือท้องที่ที่จะเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ กำหนดระยะเวลาเข้าใช้ที่ดินไว้ให้ชัดแจ้งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์มาโดยตลอดด้วยความสงบเปิดเผยเป็นเวลา 15 ปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามวัตถุประสงค์ได้ แต่มีหน้าที่ต้องคืนที่ดินที่ได้เวนคืนทั้งหมดให้แก่ผู้เป็นเจ้าของรวมทั้งจำเลยทั้งสองด้วยตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 443, 37592 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ในส่วนที่ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างและขยายทางหลวงเทศบาล ในท้องที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ.2529 และขนย้ายสิ่งที่รื้อถอนออกไป และทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองล้วนคัดลอกอุทธรณ์แบบคำต่อคำเว้นแต่การแก้ไขชื่อของศาลในฎีกาหน้า 5 บรรทัดที่ 7 กับที่ 8 เป็นว่า "ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกา "และในฎีกาหน้าสุดท้ายที่ 10 บรรทัดที่ 1 กับที่ 2 เป็นว่า "ศาลฎีกากับศาลอุทธรณ์ภาค 3" เพื่อให้ตรงตามความจริง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่มีเหตุแห่งคำวินิจฉัยแตกต่างจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไรและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ควรวินิจฉัยอย่างไรจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองสุรินทร์
จำเลย — นายธงชัย ตั้งมิตรเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5258/2554
#513625
เปิดฉบับเต็ม

ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงินอันมีลักษณะเป็นตราสารเปลี่ยนมือที่ย่อมโอนกันได้ด้วยสลักหลังและส่งมอบ การสลักหลังต่อไปย่อมโอนไปซึ่งบรรดาสิทธิอันเกิดแต่ตั๋วเงินนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 920 วรรคหนึ่ง และผู้ทรงซึ่งเป็นผู้รับโอนตั๋วเงินไปชอบที่จะเรียกร้องเอาเงินใช้จากบุคคลซึ่งตนใช้สิทธิไล่เบี้ยในจำนวนเงินในตั๋วเงินซึ่งเขาไม่รับรองหรือไม่ใช้กับทั้งดอกเบี้ยด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 968(1) การที่ตั๋วสัญญาใช้เงินกำหนดให้คิดดอกเบี้ยก่อนถึงกำหนดใช้เงินตามความในมาตรา 911 จำนวนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นจำนวนที่ต้องรวมเป็นยอดเงินที่ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและผู้รับอาวัลต้องผูกพันรับผิดเมื่อมีการไล่เบี้ย การสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินจึงต้องเป็นการโอนไปทั้งจำนวนเต็มของยอดเงินที่กำหนดไว้ในตั๋วเงินและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตามผลของมาตรา 911 กรณีจึงไม่อาจกำหนดให้มีการให้มีการจ่ายดอกเบี้ยออกไปจากตั๋วสัญญาใช้เงินก่อนได้ เพราะจะทำให้ความรับผิดในตั๋วสัญญาใช้เงินลดลง การระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินให้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนจึงเป็นการกำหนดข้อความอื่นใด ซึ่งมิได้บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ลักษณะ 21 เรื่องตั๋วเงิน ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ท่านว่าข้อความนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่ตามมาตรา 899 ดังนั้น ข้อความที่เขียนให้มีการจ่ายดอกเบี้ยเป็น "รายเดือน" จึงถือเสมือนว่าไม่มีการเขียนลงไว้ในตั๋วเงินโจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินรับผิดชำระค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,615,324.01 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 807,662 บาท แก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ทรง มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเป็นรายเดือนตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อจำเลยที่ 2 ผิดนัดโจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากดอกเบี้ยดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับอาวัล เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงผูกพันเป็นอย่างเดียวกับผู้รับรองตั๋วแลกเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 986 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับอาวัลของจำเลยที่ 1 จึงผูกพันรับผิดเป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 อันเป็นบุคคลซึ่งตนประกันตามมาตรา 940 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 985 วรรคหนึ่ง แต่ความรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินจะมีเพียงใดต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติในลักษณะ 21 เรื่องตั๋วเงิน แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 985 วรรคหนึ่ง ว่า ให้นำบทบัญญัติเรื่องตั๋วแลกเงินมาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย คือ มาตรา 911, 922, 967 ถึง 971 เป็นต้น ตามมาตรา 911 บัญญัติว่า ผู้สั่งจ่ายซึ่งหมายถึงผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จะกำหนดลงไว้ว่าจำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นให้คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้ การที่จำเลยที่ 1 กำหนดระบุให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินจนถึงวันถึงกำหนดชำระ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามความในบทบัญญัติมาตราดังกล่าว แต่การที่จำเลยที่ 1 ระบุให้มีการจ่ายดอกเบี้ย "รายเดือน" จะทำให้มีผลผูกพันชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนแก่โจทก์หรือไม่นั้น ได้ความว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงินอันมีลักษณะเป็นตราสารเปลี่ยนมือดังปรากฏตามมาตรา 917 ที่กำหนดให้ตั๋วเงินทุกฉบับย่อมโอนกันได้ด้วยสลักหลังและส่งมอบ และการสลักหลังต่อไปย่อมโอนไปซึ่งบรรดาสิทธิอันเกิดแต่ตั๋วเงินนั้นตาม มาตรา 920 วรรคหนึ่ง สิทธิตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ผู้รับโอนโดยชอบจะได้รับไปมีเพียงใด ได้มีบทบัญญัติมาตรา 968 กำหนดว่า ผู้ทรงจะเรียกร้องเอาเงินใช้จากบุคคลซึ่งตนใช้สิทธิไล่เบี้ยนั้นก็ได้ คือ (1) จำนวนเงินในตั๋วเงินซึ่งเขาไม่รับรองหรือไม่ใช้กับทั้งดอกเบี้ยด้วย หากว่ามีข้อกำหนดไว้ว่าให้คิดดอกเบี้ย....ด้วยเหตุนี้ การที่ตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งห้าฉบับกำหนดให้คิดดอกเบี้ยก่อนวันถึงกำหนดใช้เงินตามความในมาตรา 911 จำนวนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นจำนวนที่จะต้องรวมเป็นยอดเงินที่ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและผู้รับอาวัลต้องผูกพันรับผิดเมื่อมีการไล่เบี้ยและเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือที่ผู้ทรงย่อมมีสิทธิสลักหลังโอนต่อไปได้ จึงต้องเป็นการโอนไปทั้งจำนวนเต็มของยอดเงินที่กำหนดไว้ในตั๋วเงินและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตามผลของมาตรา 911 ดังกล่าว กรณีไม่อาจกำหนดให้มีการจ่ายดอกเบี้ยออกไปจากตั๋วสัญญาใช้เงินก่อนได้ เพราะจะทำให้ความรับผิดในตั๋วสัญญาใช้เงินลดลง ไม่ต้องด้วยมาตรา 968 (1) การระบุในตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนจึงเป็นการกำหนดข้อความอื่นใด ซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ 21 ดังกล่าว ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่ตามมาตรา 899 ดังนั้น ข้อความที่เขียนให้มีการจ่ายดอกเบี้ยเป็น "รายเดือน" จึงถือเสมือนว่าไม่มีการเขียนลงไว้ในตั๋วเงิน ทั้งตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากสัญญาฝากทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนเป็นข้อตกลงตามสัญญาฝากทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ที่เป็นเพียงผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 899 ม. 911 ม. 920 วรรคหนึ่ง ม. 968 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขุม นวพันธ์
จำเลย — บริษัทเงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5228/2554
#511594
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์เพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้ การที่ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เนื่องจากถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน เพียงแต่อาศัยสัญญาดังกล่าว เพื่อเป็นช่องทางให้ได้รถจักรยานยนต์ของกลางก็ตาม ก็ถือเป็นส่งมอบการครอบครองโดยสมัครใจ จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง มิใช่ลักทรัพย์

จำเลยที่ 4 รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณา แม้จะแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้กล่าวในฟ้องที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ และจำเลยที่ 4 รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ก็มิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสี่มิได้หลงข้อต่อสู้ และไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ การกระทำของจำเลยที่ 4 ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร

จำเลยที่ 4 จ่ายเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 มอบกุญแจรถของกลางให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ขึ้นนั่งคร่อมรถจะขับออกไป แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้รับทรัพย์ที่ซื้อจากจำเลยที่ 3 ไว้แล้ว เป็นความผิดฐานรับของโจรสำเร็จแล้ว หาใช่เป็นเพียงพยายามรับของโจร การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานร่วมกันฉ้อโกงและลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจร ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 334, 335, 357 ริบเงิน 29,500 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 80 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 จำคุกคนละ 3 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ริบเงิน 29,500 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์และจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานพยายามรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน มีเหตุผลยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันมาทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายเพื่อนำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อไปขายต่อนำเงินมาแบ่งกัน และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้นำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อได้ไปขายต่อให้จำเลยที่ 4 ในราคา 19,500 บาท จนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้พร้อมเงินที่ได้จากการขายรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง พยานโจทก์ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่มาก่อน ไม่มีเหตุน่าระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสี่ เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เบิกความรับว่า ก่อนวันเกิดเหตุ ร่วมกันทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายและบริษัทในเครือเดียวกับผู้เสียหายรวม 3 คัน ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และรับว่าได้ทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายในวันเกิดเหตุจริง และจำเลยที่ 4 รับว่าได้นำเงินจำนวน 19,500 บาท มอบให้จำเลยที่ 3 ในวันเกิดเหตุจริง แต่กล่าวอ้างลอยๆ ว่า ต้องการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุนำไปให้น้องสาวที่จังหวัดสุโขทัย และเงินที่จ่ายให้จำเลยที่ 3 เป็นเงินค่าจำนำสร้อยคอทองคำโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ก็ให้การรับสารภาพ มีรายละเอียดสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ที่จำเลยทั้งสี่นำสืบอ้างว่าไม่ได้สมัครใจรับสารภาพ แต่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่ทราบข้อความและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารให้ฟังกับถูกทำร้ายร่างกาย ก็มีเพียงจำเลยทั้งสี่เบิกความกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายโดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญา เพียงแต่อาศัยการหลอกลวงผู้เสียหายให้ทำสัญญาเพื่อเป็นช่องทางให้ได้รถจักรยานยนต์ของกลางนำไปขาย และจำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของกลางที่เช่าซื้อจากผู้เสียหายไปขายให้จำเลยที่ 4 ในราคา 19,500 บาท ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์หรือร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหาย เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์เพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง การที่ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เนื่องจากถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจึงมิใช่เป็นการเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์หากแต่เป็นการได้รถจักรยานยนต์ของกลางไป โดยการหลอกลวงผู้เสียหายโดยทุจริตว่าจะปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่ทำไว้กับผู้เสียหาย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเพียงแต่อาศัยการหลอกลวงผู้เสียหายให้ทำสัญญาดังกล่าว เพื่อเป็นช่องทางให้ได้รถจักรยานยนต์ของกลางนำไปขายโดยมีจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นและนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขายให้จำเลยที่ 4 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนจำเลยที่ 4 ได้ความว่าไม่ได้ประกอบกิจการซื้อขายรถจักรยานยนต์แต่เป็นผู้รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลาง ซึ่งเป็นรถใหม่เพิ่งจะให้เช่าซื้อไปในราคา 64,720 บาท โดยรับซื้อไว้ในราคาเพียง 19,500 บาท ต่ำกว่าราคาปกติมาก ทั้งเป็นการซื้อขายกันในลักษณะเร่งรีบและรวบรัด ไม่มีการตรวจสอบทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการซื้อขายโดยสุจริตทั่วไป ฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณา แม้จะแตกต่างกับข้อเท็จริงที่ได้กล่าวในฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ และจำเลยที่ 4 รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ก็มิใช่ข้อสาระสำคัญทั้งจำเลยทั้งสี่มิได้หลงข้อต่อสู้ และไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ การกระทำของจำเลยที่ 4 ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร และการที่จำเลยที่ 4 จ่ายเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 มอบกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ขึ้นนั่งคร่อมรถจะขับออกไป แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่า จำเลยที่ 4 ได้รับทรัพย์ที่ซื้อจากจำเลยที่ 3 ไว้แล้ว เป็นความผิดฐานรับของโจรสำเร็จแล้วหาใช่เป็นเพียงพยายามรับของโจร การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานร่วมกันฉ้อโกงและลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจร ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม แต่จะกำหนดโทษมากกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดมิได้สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ความผิดฐานดังกล่าว ตามบันทึกถอนคำร้องทุกข์ความผิดอันยอมความได้ ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าว จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ส่วนจำเลยที่ 4 ยังคงมีความผิดฐานรับของโจร ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนกับทางนำสืบของจำเลยที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบเงิน 19,500 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ของจำเลยที่ 4 ของกลาง ส่วนเงิน 10,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ และให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) วรรคแรก ม. 357 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสองและวรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายรังสิต อินทนนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายปรีชา ปีติโกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5215/2554
#511587
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารกับให้รื้อถอนโครงหลังคาเหล็กและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินของโจทก์ พร้อมทั้งให้ชำระค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เมื่อโจทก์ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิใดตามกฎหมายที่จะอยู่หรือใช้สอยประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ต่อไป คำฟ้องของโจทก์จึงบรรยายครบถ้วนแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ส่วนที่ว่าโครงหลังคาเหล็กปลูกสร้างตั้งแต่เมื่อใด โจทก์เสียหายอย่างไรและคำนวณค่าเสียหายจากฐานข้อมูลใด รวมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาระผูกพันของเจ้าของที่ดินเดิมนั้นล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่นำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้อง โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินคดีนี้และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องอ้างว่า เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและเรียกค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น ทรัพย์ที่อ้างเพื่อเรียกร้องสิทธิแห่งตนจึงเป็นทรัพย์คนละอย่างต่างกันเพราะคดีก่อนโต้เถียงกันว่าฝ่ายใดเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากการรบกวนการครอบครองสิ่งปลูกสร้าง ส่วนคดีนี้โจทก์รับว่าสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยทั้งสองแต่ที่ดินเป็นของโจทก์ ขอให้รื้อถอนออกไปและเรียกค่าเสียหายที่ยังคงอยู่บนที่ดิน คดีทั้งสองนี้จึงมีประเด็นพิพาทไม่เหมือนกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) และมาตรา 144

โจทก์ฟ้องอ้างว่า เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและเรียกค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองสร้างสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินได้โดยชอบเพราะมีสิทธิเหนือพื้นดิน ตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่อ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดิน คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ แต่เป็นคำฟ้องที่ขอปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องชำระค่าธรรมเนียมศาล ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) (2) และ (4)

จำเลยทั้งสองได้สิทธิเหนือพื้นดินจากเจ้าของที่ดินโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่บริบูรณ์ ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1298 ประกอบมาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ต่อมาเจ้าของที่ดินจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างสิทธิเหนือพื้นดินนี้ต่อสู้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารกับรื้อถอนโครงหลังคาเหล็กสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการรื้อถอนเอง โดยให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่ารื้อถอน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าใช้ที่ดินของโจทก์วันละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อหรืออนุญาตให้โจทก์รื้อสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนโครงหลังคาเหล็กสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9527 ตำบลป่าตันอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์วันละ4,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กันยายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแล้วเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอว่าหากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการรื้อถอนให้โจทก์ดำเนินการเอง โดยจำเลยทั้งสองจ่ายค่ารื้อถอนนั้น เป็นเรื่องในการบังคับคดีซึ่งได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีคำพิพากษาในส่วนนี้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้วได้ปิดประกาศให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ของจำเลยที่ 1 ยังปลูกสร้างอาคารขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร บนที่ดินดังกล่าวด้วย ก่อนฟ้องโจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งถึงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาและคำขอบังคับและจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้หลงต่อสู้ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์นำพยานมาสืบเคลือบคลุม ก็ไม่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์ อีกทั้งในการพิจารณาคดีของศาลการที่คู่ความจะนำพยานมาสืบอย่างไรเป็นเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน การนำพยานมาสืบหาทำให้ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไปไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1368/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและเรียกค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทรัพย์ที่อ้างเพื่อเรียกร้องสิทธิแห่งตนเป็นทรัพย์คนละอย่างต่างกันเพราะคดีก่อนโต้เถียงกันว่าฝ่ายใดเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากการรบกวนการครอบครองสิ่งปลูกสร้าง ส่วนคดีนี้โจทก์รับว่าสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยทั้งสองแต่ที่ดินเป็นของโจทก์ขอให้รื้อถอนออกไปและเรียกค่าเสียหายที่ยังคงอยู่บนที่ดิน คดีทั้งสองจึงมีประเด็นข้อพิพาทไม่เหมือนกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามมีว่า โจทก์บอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยทั้งสองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินพิพาทโดยได้รับความยินยอมจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) เจ้าของที่ดินเดิม จึงก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีกำหนดเวลา ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากธนาคาร และได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินพิพาท แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1413 บัญญัติว่า ถ้าสิทธิเหนือพื้นดินนั้นไม่มีกำหนดเวลาไซร้ ท่านว่าคู่กรณีฝ่ายใดจะบอกเลิกเสียในเวลาใดก็ได้ แต่ต้องบอกล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินและจำเลยทั้งสองได้รับแล้ว ถือได้ว่าโจทก์บอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยทั้งสองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว นอกจากนี้ยังปรากฏว่าสิทธิเหนือพื้นดินพิพาทของจำเลยทั้งสองที่ได้มานั้นมิได้มีการนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้สิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่บริบูรณ์ ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1298 ประกอบมาตรา 1299 วรรคหนึ่งจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากธนาคารส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าสิทธิเหนือพื้นดินไม่สิ้นไปโดยเหตุที่โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งเพาะปลูกสลายไป แม้การสลายนั้นเป็นเหตุสุดวิสัยก็เป็นเรื่องที่สิ่งปลูกสร้างพังทลายหรือสลายไป โดยที่อายุการใช้สิทธิเหนือพื้นดินนั้นยังคงอยู่ ส่วนกรณีนี้เป็นเรื่องโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยทั้งสองตามกฎหมายแล้ว สิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยทั้งสองจึงหมดไป เมื่อจำเลยทั้งสองยังคงเพิกเฉยไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จึงเป็นการกระทำละเมิดแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองตามสิทธิเหนือพื้นดิน ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิ จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามกฎหมาย แต่โจทก์มิได้เสียค่าขึ้นศาล ฟ้องโจทก์จึงมิชอบนั้นเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวโดยชอบเพราะมีสิทธิเหนือพื้นดิน ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ แต่โต้แย้งว่าจำเลยทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน ซึ่งโจทก์ก็ได้มีหนังสือบอกเลิกสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยทั้งสองตามกฎหมายแล้วและขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป กรณีจึงฟังได้ว่าฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์จึงมิต้องเสียค่าขึ้นศาลตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา ส่วนค่าเสียหายนั้นโจทก์ก็เรียกร้องค่าเสียหายในอนาคตนับจากวันฟ้องไป ซึ่งโจทก์ก็ได้เสียค่าขึ้นศาลในอนาคตแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์วันละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กันยายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแล้วเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ทนายความชั้นฎีกาจำนวน 1,500 บาทแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 172 วรรคสอง (1) ม. 173 ตาราง 1
ป.พ.พ. ม. 1298 ม. 1299 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมวล เดชชัยกุล
จำเลย — นางมุฑิกา ศรีเพชรวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเจดีย์ เอี่ยมศรีปลั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5184/2554
#518478
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง หมายเลขทะเบียน บน 5774 ลพบุรี จำเลยเช่าซื้อรถยนต์ของกลางไป ต่อมาจำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด และศาลมีคำพิพากษาให้ริบ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย แม้สัญญาเช่าซื้อระบุให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเท่าราคาเช่าซื้อที่ค้างชำระในกรณีทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกยึดหรือถูกริบ และผู้ร้องไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างหรือบอกเลิกสัญญา แต่ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ร้องในฐานะผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งผู้ร้องจะใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิดังกล่าวกับผู้เช่าซื้อและร้องขอรถยนต์ของกลางคืนเป็นเพียงการไม่ถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาที่กำหนดไว้เท่านั้น และเมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหลังจากที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหรือศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางแล้ว ผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อจากผู้เช่าซื้ออีก กรณียังไม่พอฟังว่าผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับค่าเช่าซื้อหรือขอคืนรถยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ และริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 5774 ลพบุรี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 5774 ลพบุรี ของกลาง นายเล็ก เช่าซื้อรถยนต์ของกลางไปจากผู้ร้อง ต่อมาจำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ และศาลมีคำพิพากษาให้ริบ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยและใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด หลังจากผู้ร้องให้เช่าซื้อรถยนต์ของกลางไปแล้ว นายเล็กในฐานะผู้เช่าซื้อเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถยนต์ของกลาง ผู้ร้องไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยจะนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดอย่างไรและเมื่อใด ทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย แม้สัญญาเช่าซื้อระบุให้ ผู้เช่าซื้อ ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเท่าราคาเช่าซื้อที่ค้างชำระในกรณีทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกยึดหรือถูกริบ และผู้ร้องไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างหรือบอกเลิกสัญญาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่ข้อสัญญาเป็นข้อสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ร้องในฐานะผู้ให้เช่าซื้อซึ่งผู้ร้องจะใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิดังกล่าวกับผู้เช่าซื้อและร้องขอรถยนต์ของกลางคืนเป็นเพียงการไม่ถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาที่กำหนดไว้เท่านั้น และเมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหลังจากที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหรือศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางแล้ว ผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อจากผู้เช่าซื้ออีก กรณียังไม่พอฟังได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาเพียงต้องการที่จะได้รับค่าเช่าซื้อหรือขอคืนรถยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 5774 ลพบุรี ของกลาง แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
ผู้ร้อง — บริษัทไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมนึก พวงจำปี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายณรงค์ ซึงถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5172/2554
#513529
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยสามารถวิ่งเต้นพนักงานอัยการและผู้พิพากษาล้มคดีให้แก่โจทก์ได้ และเรียกเอาเงินเพื่อนำไปให้พนักงานอัยการและผู้พิพากษาเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์หลงเชื่อได้มอบเงินจำนวน 58,000 บาท แก่จำเลยไป การกระทำของโจทก์มีวัตถุประสงค์เป็นการร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้เจ้าพนักงาน อันอาจถือได้ว่าโจทก์ใช้ให้จำเลยกระทำความผิดแม้โจทก์จะไม่ทราบว่าจำเลยมิได้นำเงินไปเป็นค่าวิ่งเต้นคดีก็ตาม โจทก์ก็มิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ถึง 30 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยหลอกลวงโจทก์ทั้งสองด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยสามารถวิ่งเต้นคดีโดยการนำเงินไปให้อัยการอุทธรณ์ภาค 3 และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อให้โจทก์ทั้งสองซึ่งถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1422/2543 ทั้งนี้เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง ปล่อยโจทก์ทั้งสองพ้นข้อหา โดยจำเลยให้โจทก์ทั้งสองนำเงินไปให้ 200,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสอง (คือจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว) ไม่สามารถหาเงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมด จึงนำเงินไปให้จำเลยเพียง 58,000 บาท จำเลยรับว่าจะดำเนินการให้และจะให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปล่อยโจทก์ทั้งสองพ้นข้อหาไปซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยมิได้กระทำตามที่บอกโจทก์ทั้งสอง และไม่สามารถกระทำได้ จำเลยบอกแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อต้องการเงินและได้รับเงินจากโจทก์ทั้งสองตามเจตนาของจำเลยต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 โจทก์ทั้งสองจึงทราบว่า ที่จำเลยบอกว่าสามารถวิ่งเต้นคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้นั้นไม่เป็นความจริง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภรรยากันก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ทั้งสองถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยหลอกลวงโจทก์ทั้งสองว่าจะช่วยวิ่งเต้นล้มคดีให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจะต้องเสียค่าวิ่งเต้น พนักงานอัยการและผู้พิพากษารวมเป็นเงิน 200,000 บาท เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง ซึ่งเป็นความเท็จ โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อจึงได้จ่ายเงินค่าวิ่งเต้นให้แก่จำเลยไปรวม 58,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า "ผู้เสียหาย" หมายความถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง ฯลฯ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยสามารถวิ่งเต้นพนักงานอัยการและผู้พิพากษาล้มคดีให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ และเรียกเอาเงินเพื่อนำไปให้พนักงานอัยการและผู้พิพากษาเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อได้มอบเงินจำนวน 58,000 บาท แก่จำเลยไป การกระทำของโจทก์ทั้งสองดังนี้ มีวัตถุประสงค์เป็นการร่วมกับจำเลยในการนำสินบนไปให้เจ้าพนักงาน อันอาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองใช้ให้จำเลยกระทำความผิด แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้นำเงินไปเป็นค่าวิ่งเต้นคดีก็ตาม โจทก์ทั้งสองก็มิใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีในความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลยได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้ออื่นไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำเนียง ทูลไธสง กับพวก
จำเลย — นายชำนิ ศาลาประโคน
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5172/2554
#514311
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยสามารถวิ่งเต้นพนักงานอัยการและผู้พิพากษา ล้มคดีให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ และเรียกเอาเงินเพื่อนำไปให้พนักงานอัยการและผู้พิพากษาเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและได้มอบเงินจำนวน 58,000 บาทแก่จำเลยไป การกระทำของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน และถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองใช้ให้จำเลยกระทำผิด แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้นำเงินไปเป็นค่าวิ่งเต้นคดีก็ตาม โจทก์ทั้งสองก็มิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายที่ฟ้องคดีความผิดฐานฉ้อโกงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ทั้งสองถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยหลอกลวงโจทก์ทั้งสองว่าจะช่วยวิ่งเต้นล้มคดีให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจะต้องเสียค่าวิ่งเต้นพนักงานอัยการและผู้พิพากษารวมเป็นเงิน 200,000 บาท เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา ยกฟ้อง ซึ่งเป็นความเท็จ โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อจึงได้จ่ายเงินค่าวิ่งเต้นให้แก่จำเลยไปรวม 58,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า "ผู้เสียหาย" หมายความถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง ฯลฯ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยสามารถวิ่งเต้นพนักงานอัยการและผู้พิพากษาล้มคดีให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ และเรียกเอาเงินเพื่อนำไปให้พนักงานอัยการและผู้พิพากษาเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อได้มอบเงินจำนวน 58,000 บาท แก่จำเลยไป การกระทำของโจทก์ทั้งสอง ดังนี้ มีวัตถุประสงค์เป็นการร่วมกับจำเลยในการนำสินบนไปให้เจ้าพนักงาน อันอาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองใช้ให้จำเลยกระทำความผิด แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้นำเงินไปเป็นค่าวิ่งเต้นคดีก็ตาม โจทก์ ทั้งสองก็มิใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีในความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลยได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสองใน ข้ออื่นไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำเนียง ทูลไธสง กับพวก
จำเลย — นายชำนิ ศาลาประโคน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายศักดิ์เทวินทร์ โมราชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวัส ติงสมิตร
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2554
#511631
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) คำว่า คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. ได้แก่ บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล สำหรับนิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตาม ป.พ.พ. หรือกฎหมายอื่น ดังบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 65 โจทก์เป็นคณะกรรมการสำนักสงฆ์วัดหนองเวียนโสภาศรัทธารามหรือวัดหนองเวียนวัฒนาราม เป็นเพียงกลุ่มบุคคลซึ่งรวมตัวกันโดยไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจเป็นคู่ความได้ เมื่อตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ากรรมการโจทก์คนใดได้ฟ้องคดีในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า การโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมระหว่างกันและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน หากจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายเกียม อยู่มี เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายเกียมจำเลยร่วมถึงแก่ความตายนายเสงี่ยม และนายจากหรือบุญจิต ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 7 ฉบับตามฟ้องให้แก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสิบห้าในฐานะกรรมการสำนักสงฆ์วัดหนองเวียนโสภาศรัทธารามหรือวัดหนองเวียนวัฒนาราม พร้อมทั้งส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 7 ฉบับ ตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสิบห้าคนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เสียเกินมา 2,130 บาท แก่โจทก์ กับค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 2,130 บาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) คำว่า คู่ความหมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ ซึ่งคำว่า บุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับนิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 65 โจทก์เป็นคณะกรรมการสำนักสงฆ์วัดหนองเวียนโสภาศรัทธารามหรือวัดหนองเวียนวัฒนาราม เป็นเพียงกลุ่มบุคคลซึ่งรวมตัวกันโดยไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล คณะกรรมการสำนักสงฆ์วัดหนองเวียนโสภาศรัทธารามจึงไม่อาจเป็นคู่ความได้ ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินมือเปล่ารวม 7 แปลง มีผู้แจ้งการครอบครองตั้งแต่ปี 2498 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่นายพินและราษฎรหมู่บ้านโชคตกลงกันสร้างวัดพิพาทในปี 2500 โดยผู้แจ้งการครอบครองที่ดิน ในปี 2526 ทางราชการพิจารณาแล้วออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ให้แก่นางรุนย์ นายทุเรียน นายงาม นายพิน และนายสุภาพ บุตรของนายดี ต่อมานางรณย์ นายทุเรียน นายงาม และนายสุภาพให้นายพินมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลงของตนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เพื่อสร้างวัด ในปี 2527 ทางราชการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่นายพิน ที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง จึงมีผู้มีกรรมสิทธิ์เพียง 5 คน คือ นางรุนย์ นายทุเรียน นายงาม นายพิน และนายสุภาพ เมื่อที่ดินพิพาทยังไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้สร้างวัดตามกฎหมาย จึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลดังกล่าว ดังนั้น แม้กรรมการจะลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายมวย ฟ้องคดีแทน แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่ากรรมการโจทก์คนใดได้ฟ้องคดีในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65
ป.วิ.พ. ม. 1 (11)
ชื่อคู่ความ
คณะกรรมการสำนักสงฆ์
โจทก์ — วัดหนองเวียนโสภาศรัทธารามฯ
จำเลย — นางนิรมล ดาศรี กับพวก
จำเลยร่วม — นายเกียม อยู่มี โดยนายเสงี่ยม ขาวเครือฯ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายศิรวรรธน์ คูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ชีพ จุลมนต์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5135/2554
#513646
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องโดยอาศัย ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคแรก ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์ก่อนว่ามีเหตุอันควรอนุญาตหรือไม่ แล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิด จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์เสียก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยในคดีนี้ได้โดยไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

(วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาครั้งที่ 2/2554)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 7, 8 ทวิ, 38, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 371, 91, 83, 80, 33, 32 ริบของกลาง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเพราะมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว แสดงว่าศาลชั้นต้นใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 พิจารณาแล้วมีคำสั่งประทับฟ้องไว้ ต่อมาในวันนัดพร้อมเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงได้วินิจฉัยใหม่ว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงวันเวลาที่จำเลยกระทำผิด จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) อันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 ยกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคแรก ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์ก่อนว่า มีเหตุอันควรอนุญาตหรือไม่ แล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โดยมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์เสียก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นไปตามลำดับ เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยในคดีนี้ได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 158 (5) ม. 161 ม. 162 ม. 163
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายเอกชัย สิ้นกั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายสินาด ตะนังสูงเนิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไสว จันทะศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2554
#511611
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยแล้วออกจากร้านอาหารไปด้วยกัน จำเลยขับรถพาผู้ตายไปที่โรงแรม ขณะที่จำเลยอุ้มและลากผู้ตายเพื่อจะเข้าไปในห้องพัก พยานโจทก์เห็นเหตุการณ์และพบว่า ผู้ตายมีบาดแผลมีโลหิตไหลที่ศีรษะ โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตาย จะสันนิษฐานจากบาดแผลที่ผู้ตายได้รับว่าเป็นเพราะผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายหาได้ไม่ พยานหลักฐานเช่นนี้ถือเป็นพยานหลักฐานที่มีข้อน่าสงสัยตามสมควร ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายได้

ผู้ตายซึ่งมีสามีแล้วไม่ได้ยินยอมไปโรงแรมกับจำเลยตั้งแต่ต้น บาดแผลที่ปรากฏให้เห็นภายนอกร่างกายของผู้ตายซึ่งมีโลหิตไหลจากศีรษะและรูหูทั้งสองข้าง วิญญูชนทั่วไปย่อมทราบดีว่าผู้ตายอาการหนักต้องรีบนำผู้ตายไปโรงพยาบาลแทนที่จะพาผู้ตายเข้าโรงแรม และยังปรากฏว่าจำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากร้านอาหารผ่านบ้านพักผู้ตายแล้วขับรถวกวนจนกระทั่งพาผู้ตายไปโรงแรมซึ่งอยู่คนละเส้นทาง เชื่อว่า จำเลยไม่มีเจตนาพาผู้ตายไปส่งบ้านพัก หากจำเลยนำผู้ตายไปส่งบ้านพักตามความต้องการของผู้ตายแล้ว เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้น การที่ผู้ตายตกลงจากรถจนถึงแก่ความตายเป็นเพราะผู้ตายไม่ต้องการไปกับจำเลยตามเจตนาของจำเลย สาเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่ผู้ตายถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอธิราช สามีของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วม จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตาย จะสันนิษฐานจากบาดแผลที่ผู้ตายได้รับว่าเป็นเพราะผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายตามที่โจทก์ร่วมฎีกาหาได้ไม่ เพราะอาจจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ได้ พยานหลักฐานเช่นนี้ถือเป็นพยานหลักฐานที่มีข้อน่าสงสัยตามสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาของโจทก์ร่วมที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลโดยตรงจากที่ผู้ตายถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายหรือไม่ จากพฤติการณ์แห่งคดีตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้เป็นยุติ แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า ผู้ตายซึ่งมีสามีแล้วไม่ได้ยินยอมไปโรงแรมไผ่เขียวกับจำเลยตั้งแต่ต้น จำเลยเองก็นำสืบยอมรับว่า ผู้ตายขอให้จำเลยไปส่งบ้าน แต่จำเลยขับรถหลงทาง ระหว่างนั้นผู้ตายชะโงกหน้าต่างรถออกไปอาเจียนทำให้ตกจากรถ จำเลยอุ้มผู้ตายกลับขึ้นรถ ผู้ตายบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่อ้างเหตุที่พาผู้ตายไปโรงแรมไผ่เขียวไม่พาผู้ตายไปส่งบ้านหรือโรงพยาบาลว่าเพื่อพักผ่อน เมื่อพิจารณาหน้าต่างรถจำเลยที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายแล้ว ปรากฏว่า หน้าต่างรถมีความกว้าง 36.5 เซนติเมตร ความยาว 47 เซนติเมตร หน้าต่างรถที่มีพื้นที่ขนาดนี้ หากผู้ตายประสงค์จะโผล่หน้าออกมาอาเจียน ย่อมไม่มีทางที่ผู้ตายจะตกลงมาจากรถได้ นอกจากนี้บาดแผลที่ผู้ตายได้รับเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แม้บางส่วนจะเป็นบาดแผลภายในแต่บาดแผลที่ปรากฏให้เห็นภายนอกร่างกายของผู้ตายซึ่งมีโลหิตไหลจากศีรษะและรูหูทั้งสองข้าง บุคคลทั่วไปย่อมรู้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และเมื่อจำเลยพาผู้ตายถึงโรงแรม นางบัวสอน แม่บ้านโรงแรมไผ่เขียวซึ่งมีหน้าที่เปิดห้องพัก ได้มาเบิกความเป็นพยานว่า ได้ยินเสียงผู้ตายร้องลักษณะมีอาการเจ็บปวดอยู่ในรถ เมื่อได้รับเงินค่าเปิดห้องจากจำเลยแล้วนำไปที่ห้องทำงานเพื่อนำเงินทอนกลับมาให้จำเลย ก็ยังคงได้ยินเสียงร้องอยู่ในรถ นายธีรวัฒน์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูเบิกความว่า ได้ช่วยจำเลยอุ้มผู้ตายเข้าไปในห้อง ผู้ตายมีโลหิตออกที่ศีรษะขณะนั้นผู้ตายไม่รู้สึกตัวแล้ว เมื่อถามจำเลยว่าจะส่งโรงพยาบาลหรือไม่ จำเลยปฏิเสธ ลักษณะอาการของผู้ตายเช่นนี้ วิญญูชนโดยทั่วไปย่อมทราบดีว่าผู้ตายอาการหนักต้องรีบนำผู้ตายไปโรงพยาบาลแทนที่จะพาผู้ตายเข้าโรงแรม ทั้งได้ความจากพันตำรวจโทศิริชัย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เส้นทางจากร้านอาหารน้องไอซ์ไปโรงแรมไผ่เขียวต้องผ่านบ้านผู้ตาย และยังปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุอีกว่า บ้านพักผู้ตายอยู่ทางทิศตะวันตกของร้านอาหารน้องไอซ์ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันแม้ตามแผนที่ไม่ได้ระบุระยะทางว่าห่างเท่าใด แต่ตามแผนที่แสดงว่าจำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากร้านอาหารน้องไอซ์ผ่านบ้านพักผู้ตายแล้วขับรถวกวนจนกระทั่งพาผู้ตายไปโรงแรมไผ่เขียวซึ่งอยู่คนละเส้นทาง ทั้งที่จำเลยยอมรับว่า จำเลยเคยรับราชการตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรตำบลพระขาว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเคยไปที่อำเภอเสนาบ่อยครั้ง ข้อนำสืบจำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก พยานหลักฐานโจทก์เมื่อฟังประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีเหตุผลและน้ำหนักต่อเนื่องเชื่อมโยง เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาพาผู้ตายไปส่งบ้านพัก หากจำเลยนำผู้ตายไปส่งบ้านพักตามความต้องการของผู้ตายแล้ว เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้น การที่ผู้ตายตกลงจากรถจนถึงแก่ความตายเป็นเพราะผู้ตายไม่ต้องการไปกับจำเลยตามเจตนาของจำเลย สาเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่ผู้ตายถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยซึ่งมีเพียงประการเดียวว่า มีเหตุสมควรจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เมื่อได้วินิจฉัยในปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมแล้วว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาก็ต้องกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิด แต่อย่างไรก็ตาม เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุสมควรจะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคสอง จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 290 ม. 310 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — นายอธิราช สีมารักษ์
จำเลย — ดาบตำรวจน้อย พรหมรักษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายกิติศักดิ์ ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2554
#514305
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นหยิบยกคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองมาพิจารณาประกอบคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลย แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อที่ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง โดยยกเหตุผลรวม 8 ข้อ ซึ่งเมื่ออ่านรวมแล้วพอได้ความว่า จำเลยโต้แย้งว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่ามีการชุลมุนต่อสู้กันเท่านั้น มิใช่ให้การรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้อง และมีพยานหลายปากคือ ธ. และ บ. ที่ให้การว่า เหตุเกิดในงานรื่นเริงที่มีการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายกัน โจทก์มีประจักษ์พยานคือผู้เสียหายเพียงสองปาก น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการชุลมุนต่อสู้ และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 299 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพ พอถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 และ 297 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง แต่มิได้ใช้มีดฟันผู้เสียหายทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้เหตุผลใน การพิจารณายกอุทธรณ์ของจำเลยว่า เพราะอุทธรณ์ของจำเลยไม่มีข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง โดยหยิบยกคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองมาพิจารณาประกอบกับคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลย แล้วเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยในอุทธรณ์ข้อ 2. ซึ่งเป็นข้อที่จำเลยอ้างเหตุใน การคัดค้านนั้น จำเลยตั้งประเด็นว่า ในข้อที่ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง แล้วจำเลยยกเหตุผลรวม 8 ข้อ ซึ่งเมื่ออ่านรวมแล้วพอได้ความว่า จำเลยโต้แย้งว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่ามีการชุลมุนต่อสู้กันเท่านั้น มิใช่ให้การรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้อง และมีพยานหลายปาก คือ นายธานินทร์ และนายบุญร่วม ที่ให้การว่า เหตุเกิดในงานรื่นเริงที่มีการชุลมุนต่อสู้ทำร้ายกันโจทก์มีประจักษ์พยานคือผู้เสียหายเพียงสองปาก น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการชุลมุนต่อสู้ และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาด้วย พอจะถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 297 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายสุวรรณ์หรือช้าง บุญตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายไพบูลย์ ไพทยะทัต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวรณัฐ สังข์ใหม่
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5118/2554
#510235
เปิดฉบับเต็ม

กฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2534) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ข้อ 5 ได้ยกเลิกข้อ 11 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2497) เป็นผลให้ผู้เดินทางไปต่างประเทศสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศไทยได้โดยเสรี ไม่ถือเป็นการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกประเทศ อันจะเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 8 ทวิ ส่วนการซื้อเงินตราต่างประเทศและการไม่ขายเงินตราต่างประเทศให้แก่ผู้ได้รับอนุญาต แล้วนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกประเทศไทยนั้น เป็นปัญหาการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ซึ่งมีความผิดและต้องรับโทษตามมาตรา 8 ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงของที่มีกฎหมายกำหนดว่า การส่งหรือนำของนั้นออกไปหรือเข้ามาในประเทศไทยจะต้องได้รับอนุญาตหรือปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายนั้นกำหนดไว้ โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันจะเป็นความผิดมูลฐานตามบทนิยามของ "ความผิดมูลฐาน" ในมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (7) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงต้องคืนเงินตราต่างประเทศดังกล่าวแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินตราต่างประเทศตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องจึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้เงินตราต่างประเทศรวม 12 สกุล ซึ่งคิดเป็นเงินไทยได้ 7,223,448.65 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้อง และสั่งให้คืนเงินที่ยึดไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เงินจำนวน 7,223,448.65 บาท ที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดไว้พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งสืบสวนติดตามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการลักลอบนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศอยู่ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพตรวจสอบพบว่าผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งกำลังจะเดินทางไปฮ่องกงถือกระเป๋าซึ่งมีเงินตราต่างประเทศรวม 12 สกุลบรรจุอยู่ เงินตราต่างประเทศทั้งหมดคิดเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันดังกล่าวเป็นเงิน 7,223,448.65 บาท ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 3 ไม่มีหลักฐานการซื้อเงินตราต่างประเทศ เจ้าหน้าที่จึงยึดเงินดังกล่าวไว้ตรวจสอบ ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดเงินดังกล่าวชั่วคราว และมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้เงินตราต่างประเทศตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องพิจารณาแล้วเห็นว่าเงินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดที่กฎหมายให้ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร มิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จึงแจ้งให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทราบ ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีมติให้ผู้ร้องยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

มีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่า เงินที่ถูกยึดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) ซึ่งศาลจะต้องมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ในการนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศ ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่มีหลักฐานการซื้อเงินตราต่างประเทศตามแบบ ธต. 4 (ก) มาแสดง ไม่ได้ทำการซื้อขายอย่างถูกต้อง โดยผู้คัดค้านที่ 3 แจ้งว่าจะนำเงินตราต่างประเทศออกไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเพื่อมอบให้แก่นายชาน ทำการโอนเงินไปยังธนาคารในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วดำเนินการโอนเงินกลับเข้ามาในประเทศไทยเพื่อชำระหนี้ค่าน้ำมันให้แก่บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือบริษัททีพีไอ และผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าเงินเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งได้มอบหมายให้ผู้คัดค้านที่ 3 นำไปส่งมอบให้แก่นายชาน ที่ฮ่องกงเพื่อให้ดำเนินการโอนเข้าธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด สาขานิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นจึงโอนกลับมายังธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประเทศไทย โดยจะดำเนินการเช่นนี้สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละประมาณ 7,000,000 บาท ถึง 8,000,000 บาท และได้กระทำเช่นนี้มาตั้งแต่จัดตั้งบริษัทเมื่อประมาณปี 2543 รวมแล้วเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท และผู้คัดค้านทั้งสามไม่ได้ขายเงินตราต่างประเทศให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้มาหรือนำเข้า พฤติการณ์เป็นการลักลอบขนเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งต้องตกเป็นของแผ่นดิน เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 ทวิ ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบส่งหรือนำเงินออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย ให้ถือว่าเงินตราต่างประเทศเป็น "ของ" ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และวรรคสองบัญญัติว่า การส่งหรือนำหรือพยายามส่งหรือนำหรือช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย โดยฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ถือว่าเป็นการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทยอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรด้วย และให้นำบทกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและอำนาจพนักงานศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ว่าด้วยการตรวจของและป้องกันลักลอบหนีศุลกากร การตรวจค้น การยึดและริบของหรือการจับกุมผู้กระทำผิด การแสดงเท็จและการฟ้องร้อง มาใช้บังคับแก่การกระทำดังกล่าวรวมทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในมาตรา 8 ก็ได้บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้มีความผิดต้องระวางโทษทางอาญา โดยที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ข้อ 11 ออกมารองรับบทบัญญัติดังกล่าวในรายละเอียดว่า ห้ามมิให้บุคคลใดส่งหรือนำปัจจัยชำระเงินต่างประเทศออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน แต่ผู้เดินทางไปต่างประเทศสามารถนำปัจจัยชำระเงินต่างประเทศไม่เกินมูลค่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศได้ ต่อมากฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ข้อ 5 ได้ยกเลิกข้อ 11 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 โดยมีเหตุผลในการยกเลิกตามหมายเหตุท้ายกฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2534)ว่า โดยที่ฐานะทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศเจริญเติบโตและมีความมั่นคงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจนในปัจจุบันเงินสำรองระหว่างประเทศมีระดับสูงเป็นที่น่าพอใจ จึงสมควรที่จะผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อให้การนำเงินตราต่างประเทศเข้าออกเป็นไปโดยเสรียิ่งขึ้น อันจะสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจกับต่างประเทศ และสร้างความมั่นใจให้แก่วงการการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้ โดยผลของกฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2534) ข้อ 5 ซึ่งยกเลิกข้อ 11 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) จึงทำให้ผู้เดินทางไปต่างประเทศสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศไทยได้โดยเสรี ไม่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานอีกต่อไป การที่ผู้เดินทางไปต่างประเทศนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศไทยจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) อันจะเป็นการส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกประเทศไทย อันจะเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง ด้วย เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 เป็นเวลาที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ข้อ 11 ถูกยกเลิกไปแล้ว การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสามจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 เกี่ยวกับการส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกประเทศไทย ซึ่งจะเป็นความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันจะเป็นความผิดมูลฐานตามบทนิยามของ "ความผิดมูลฐาน" ในมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้เงินตราต่างประเทศตกเป็นของแผ่นดินได้ แม้ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะมีกฎกระทรวง ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2550) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ข้อ 2 เพิ่มความเป็นข้อ 10 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) กำหนดให้บุคคลซึ่งนำเงินตราต่างประเทศอันมีมูลค่ารวมกันเกินจำนวนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย ต้องแจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรหรือเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านพรมแดน หรือช่องทางอื่นใด ในขณะที่ผ่านด่านหรือช่องทางดังกล่าว โดยเงินตราต่างประเทศที่รัฐมนตรีกำหนดต้องไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือเทียบเท่า (ปัจจุบันรัฐมนตรีกำหนดให้นำเงินตราต่างประเทศติดตัวออกไปนอกประเทศไทยเกิน 20,000 ดอลล่าร์สหรัฐต้องสำแดงรายการที่ด่านทุกครั้ง) โดยมีเหตุผลในการออกกฎกระทรวงใหม่ตามหมายเหตุท้ายกฎกระทรวง ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2550) ว่า การที่ประชาชนสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่จำกัด บางครั้งเกิดการลักลอบส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศ ดังนั้น เพื่อป้องกันการกระทำดังกล่าวและเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการปราบปรามการค้ายาเสพติดและการปราบปรามการฟอกเงินของรัฐ สมควรกำหนดมาตรการกำกับดูแลการเคลื่อนไหวของเงินตราต่างประเทศ ก็ไม่อาจนำกฎกระทรวง ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2550) มาใช้ย้อนหลังให้เป็นโทษแก่ผู้คัดค้านทั้งสามได้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสามฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อเงินตราต่างประเทศมาและการไม่ขายเงินตราต่างประเทศให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตแล้วนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกประเทศไทย เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ซึ่งมีความผิดและต้องรับโทษตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงของที่มีกฎหมายกำหนดว่า การส่งหรือนำของออกไปหรือเข้ามาในประเทศไทยจะต้องได้รับอนุญาตหรือปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันจะเป็นความผิดมูลฐานตามบทนิยามของ "ความผิดมูลฐาน" ในมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้เงินตราต่างประเทศที่ยึดไว้ในคดีนี้ตกเป็นของแผ่นดินได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อทรัพย์สินตามคำร้องไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่เจ้าของที่แท้จริง

พิพากษายืน ส่วนทรัพย์สินตามคำร้องให้คืนแก่เจ้าของที่แท้จริง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 วรรคหนึ่ง (7)
พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ม. 8 ม. 8 ทวิ
กฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2534) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท วี.เอ.พี. ปิโตรเลียม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอำไพ จรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ศุภชัย สมเจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5089/2554
#541480
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นในเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีในชั้นชี้สองสถานแล้วเพียงแต่เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นจึงไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องซึ่งมีผลเป็นการกลับคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นเรื่องอื่นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยซึ่งรวมทั้งประเด็นเรื่องอายุความด้วยหรือวินิจฉัยไปเสียทีเดียว หากเห็นว่าข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอต่อการวินิจฉัยข้อกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอาจเกิดความล่าช้าต่อการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจที่จะหยิบยกเรื่องอายุความอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้และยังไม่ยุติไปขึ้นวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 และ 243 การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10864 ตำบลแสนสุข (ธาตุ) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม นางอัมพรยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทคือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10864 ตำบลแสนสุข (ธาตุ) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยมีคดีฟ้องร้องกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1106/2533 ซึ่งคดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2531 ฟังไม่ได้ว่าจำเลย (คือโจทก์คดีนี้) ผิดสัญญา โจทก์ (คือ จำเลยที่ 1 คดีนี้) ไม่มีสิทธิเลิกสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (คือจำเลยที่ 1 คดีนี้) ให้โจทก์รับเงิน 270,000 บาท จากจำเลย (คือโจทก์คดีนี้) และโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย...นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน รายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1106/2533 ของศาลชั้นต้นที่ผูกรวมอยู่กับคดีนี้ หลังจากนั้นโจทก์ไม่สามารถบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ เนื่องจากที่ดินพิพาทได้โอนไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วตามลำดับ โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2532 มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 2 ปี ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอน ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1106/2533 แล้ว จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3

คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกประเด็นในเรื่องอายุความมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งหรือไม่ ในข้อนี้ โจทก์ฎีกาอ้างว่าประเด็นในเรื่องอายุความยุติในศาลชั้นต้นแล้ว เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความและจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวไว้จึงเท่ากับว่าประเด็นดังกล่าวมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ประเด็นในเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีในชั้นชี้สองสถานแล้วเพียงแต่เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นจึงไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องซึ่งมีผลเป็นการกลับคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นเรื่องอื่นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยซึ่งรวมทั้งประเด็นเรื่องอายุความด้วยหรือวินิจฉัยไปเสียทีเดียวหากเห็นว่าข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอต่อการวินิจฉัยข้อกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอาจเกิดความล่าช้าต่อการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจที่จะหยิบยกเรื่องอายุความอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้และยังไม่ยุติไปขึ้นวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 และ 243 การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 240 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย เกษมทาง
จำเลย — นายบุญมา ภาระคุณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวัฒนา พานนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5088/2554
#514202
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยคดีดังกล่าวโอนที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์คดีดังกล่าวเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมบางส่วน ซึ่งจำเลยที่ 2 จะจัดการโอนให้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่ทำสัญญา หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เป็นข้อตกลงที่ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนกัน เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ผู้ร้องต้องดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 การที่ผู้ร้องไปดำเนินการเพียงขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน แต่ขอให้รอเรื่องไว้ก่อนโดยไม่ยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมในการโอนที่ดินตลอดมา จึงยังถือไม่ได้ว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาแล้ว เมื่อผู้ร้องไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้จนเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้อีกต่อไป ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 และไม่ใช่ผู้ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 287 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,443,383.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23298 ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 20 ตารางวา ให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 ให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์บางส่วนเนื้อที่ 20 ตารางวา ซึ่งจำเลยจะจัดการโอนให้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่ทำสัญญา หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนานั้น เป็นข้อตกลงที่ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนกัน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์คดีดังกล่าวต้องดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 การที่ผู้ร้องไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้จนเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาได้อีกต่อไป ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอกันส่วนที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสาวณฐพรรณ สังข์ทอง
จำเลย — นางสาววิจิตรา ไชยปิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายรุ่งโรจน์ จันละ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา