คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5081/2554
#508309
เปิดฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทที่ทำไว้แก่โจทก์เพื่อขอรับเอกสารไปรับสินค้ารถยนต์ที่สั่งซื้อไว้ โดยระหว่างพิจารณาโจทก์มีคำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งสองโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายรถยนต์พิพาท และให้นายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนรถยนต์คันพิพาทไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ต่อมาศาลทรัพย์สินฯ มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และคดีถึงที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ในชั้นบังคับคดี ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นผู้ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยถูกต้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าว กรณีเช่นนี้ แม้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) บัญญัติให้คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังมีผลใช้บังคับต่อไปก็ตาม แต่ก็ให้ใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเท่านั้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ ทั้งโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังกล่าว เมื่อศาลทรัพย์สินฯ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ย่อมไม่มีเหตุจำเป็นต้องปฏิบัติตามวิธีการชั่วคราวที่ห้ามจำเลยทั้งสองโอนขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าว เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษานี้อีกแต่อย่างใด คำสั่งในวิธีการชั่วคราวดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปในตัวไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายหลังศาลมีคำพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 8,400,648.21 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์และบังคับจำนอง

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาโดยห้ามจำเลยทั้งสองโอนขายยักย้ายหรือจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าวให้แก่บุคคลใด และให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกระงับการจดทะเบียน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนสำหรับรถยนต์ทั้งสองคันจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นเงินจำนวนตามฟ้องให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย และคดีถึงที่สุดโดยคู่ความไม่อุทธรณ์

ชั้นบังคับคดีผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าแม้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) บัญญัติให้คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังมีผลใช้บังคับต่อไปก็ตาม แต่ก็ให้ใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเท่านั้น แต่คดีนี้ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินแก่โจทก์เท่านั้น ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์แต่อย่างใด ทั้งโจทก์ก็ยังอ้างว่ารถยนต์ดังกล่าวโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์เองด้วย ดังนั้นเมื่อคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ย่อมไม่มีเหตุจำเป็นต้องปฏิบัติตามวิธีการชั่วคราวที่ห้ามจำเลยทั้งสองโอนขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าว เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษานี้อีกแต่อย่างใด คำสั่งในวิธีการชั่วคราวนี้จึงเป็นอันยกเลิกไปในตัว ไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป และไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแจ้งถึงการสิ้นผลบังคับของคำสั่งห้ามชั่วคราวแก่จำเลยทั้งสองและนายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 260 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท พี.เค.ออโต้ อิมปอร์ต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5077/2554
#511638
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในคราวเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ จำเลยใช้ไม้ไผ่ตีทำร้าย ท. ขณะขับรถจักรยานยนต์คันที่ 3 แล้ว ท. ขับรถหลบหนีไปได้ จากนั้นต่อมาจำเลยก็ใช้ไม้ตีทำร้าย ส. ขณะขับรถจักรยานยนต์คันที่ 4 ซึ่งเล่นตามหลังมาห่างกันประมาณ 200 ถึง 400 เมตร จนเป็นเหตุให้รถล้มลง แล้วพวกจำเลยก็เตะทำร้ายร่างกาย ช. ผู้นั่งซ้อนท้ายแล้วจำเลยกับพวกก็หลบหนีไป จากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยดังกล่าว ย่อมบ่งชี้ได้อย่างแจ้งชัดว่าจำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลในการกระทำของตนแยกต่างหากจากกันเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์แต่ละคันแม้ว่าจะเป็นการกระทำในคราวเดียวกันก็ตามการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 295, 297 ริบไม้ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8), 83 อันเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 รวมโทษจำคุก 1 ปี 12 เดือนริบไม้ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 297 (8) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิพากษาว่าปัญหาตามฎีกาของจำเลยมีว่า การกระทำความผิดในคดีนี้เป็นกรรมเดียวหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า กลุ่มของคนร้ายมีเจตนาเดียวคือการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไม่แยกแยะตัวบุคคลและเป็นการกระทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จึงเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียว เห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้น จะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในคราวเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยใช้ไม้ไผ่ตีทำร้ายนายไทยยนต์ขณะขับรถจักรยานยนต์คันที่ 3 แล้วนายไทยยนต์ขับรถหลบหนีไปได้ จากนั้นต่อมาจำเลยก็ใช้ไม้ตีทำร้ายนายสมชายขณะขับรถจักรยานยนต์คันที่ 4 ซึ่งแล่นตามหลังมาห่างกันประมาณ 200 ถึง 400 เมตร จนเป็นเหตุให้รถล้มลง แล้วพวกจำเลยก็เตะทำร้ายร่างกายนายชัยยงค์ผู้นั่งซ้อนท้ายแล้วจำเลยกับพวกก็หลบหนีไป จากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยดังกล่าว ย่อมบ่งชี้ได้อย่างแจ้งชัดว่าจำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลในการกระทำของตนแยกต่างหากจากกันเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์แต่ละคัน แม้ว่าจะเป็นการกระทำในคราวเดียวกันก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายนายไทยยนต์กระทงหนึ่ง และร่วมกันทำร้ายนายสมชายกับนายชัยยงค์อีกกระทงหนึ่ง จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 297 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายเกรียงศักดิ์หรืออู๊ด คำเคนบ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสุจิต ปัญญาพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวุฒินัย วงศ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5017/2554
#513586
เปิดฉบับเต็ม

การเอาชื่อ รูป และรอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้านมข้นหวานในจำพวก 29 มาใช้โดยทำให้ปรากฏที่กล่องหรือลังกระดาษสำหรับบรรจุ ซึ่งเท่ากับเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้านมกระป๋องดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าสินค้าที่อยู่ในกล่องกระดาษหรือลังดังกล่าวเป็นสินค้าของโจทก์ร่วมถือได้ว่าเป็นการปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามที่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 บัญญัติไว้เป็นความผิดโดยเฉพาะแล้ว ดังนั้น การเอาชื่อ รูป หรือรอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อบรรจุสินค้าโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 (1) นั้น จึงต้องเป็นการเอาชื่อ รูป หรือรอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรมาใช้เท่านั้น เพราะหากเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าดังที่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 บัญญัติไว้เป็นบทเฉพาะซึ่งมีระวางโทษหนักกว่า

เมื่อการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ร่วมมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของโจทก์ร่วมเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) ได้อีก แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม ไม่ใช่เรื่องการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมคุณภาพของอาหารเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ความผิดฐานจำหน่ายอาหารปลอมตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 59 ประกอบมาตรา 25 (2) และ 27 จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ไม่อาจอุทธรณ์ในข้อหาความผิดฐานนี้ได้

แม้ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรปลอมได้ ก็ต้องริบนมกระป๋องตรามะลิปลอมของกลางตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 และ 117 พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 25, 27 และ 59 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และ 272 กับริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต (ที่ถูกอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรปลอม ตามตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และฐานเอาชื่อ รูป หรือรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) เท่านั้น)

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานเอาชื่อ รูป หรือรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) เป็นฟ้องที่ชอบที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้หรือไม่ และโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานจำหน่ายอาหารปลอมตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 59 ประกอบมาตรา 25 (2) และ 27 หรือไม่ ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องสำหรับข้อหาความผิดฐานดังกล่าวว่า บริษัทโจทก์ร่วมประกอบอาชีพขายสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งนมข้นหวาน ภายใต้เครื่องหมายการค้า (นมตรามะลิ) โดยนำออกจำหน่ายในฐานะเป็นเจ้าของสินค้าในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และบริษัทโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับสินค้าจำพวกที่ 29 ในรายการสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งนมข้นหวาน ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อระหว่างวันเดือนและปีใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 เวลากลางวันต่อเนื่องเกี่ยวพันกันตลอดมา จำเลยได้บังอาจเอาชื่อ รูป และรอยประดิษฐ์ (นมตรามะลิ) ในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมมาใช้และทำให้ปรากฏที่กล่องหรือลังกระดาษสำหรับใส่นมกระป๋องโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าสินค้าที่อยู่ในกล่องกระดาษหรือลังดังกล่าวเป็นสินค้านมตรามะลิและการค้าของบริษัทโจทก์ร่วม เห็นว่า การเอาชื่อ รูป และรอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้า (นมตรามะลิ) ของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้านมข้นหวานในจำพวกที่ 29 ในราชอาณาจักรมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่กล่องหรือลังกระดาษสำหรับบรรจุนมกระป๋องซึ่งเท่ากับเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้านมกระป๋องดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าสินค้าที่อยู่ในกล่องกระดาษหรือลังดังกล่าวเป็นสินค้าของโจทก์ร่วม ถือได้ว่าเป็นการปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 บัญญัติไว้เป็นความผิดโดยเฉพาะแล้ว ดังนี้ การเอาชื่อ รูป หรือรอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อบรรจุสินค้าโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นั้นจึงต้องเป็นการเอาชื่อ รูป หรือรอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรมาใช้เท่านั้น เพราะหากเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าดังที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ได้บัญญัติไว้เป็นบทเฉพาะซึ่งมีระวางโทษหนักกว่า ระวางโทษที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อยู่แล้ว บทบัญญัติมาตรา 272 (1) ดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ให้ความคุ้มครองแก่ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความที่เป็นเครื่องหมายการค้าเฉพาะที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียน เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ร่วมมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของโจทก์ร่วมจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ได้อีกแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม ไม่ใช่เรื่องการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหานี้แม้โจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ได้ ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงและยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยในความผิดฐานนี้โดยพิพากษายกฟ้องมานั้นจึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบต้องพิพากษายกคำพิพากษาในส่วนนี้เสีย ส่วนปัญหาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานจำหน่ายอาหารปลอมหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ที่หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมคุณภาพอาหารเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ความผิดฐานจำหน่ายอาหารปลอมตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 59 ประกอบมาตรา 25 (2) และ 27 จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าว บริษัทโจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ไม่อาจอุทธรณ์ในข้อหาความผิดฐานนี้ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดฐานดังกล่าว แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายนี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรปลอม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยถูกจับพร้อมนมข้นหวานตรามะลิปลอมจำนวน 160 กระป๋อง เป็นของกลางเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 จำเลยก็ให้การปฏิเสธโดยให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกันนั้น ซึ่งจำเลยไม่มีเวลาพอที่จะคิดแต่งเรื่องอันเป็นเท็จได้ว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด สินค้าของกลางดังกล่าวเป็นของนายบรรจง โดยจำเลยยึดสินค้าของกลางมาเนื่องจาก เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2549 จำเลยให้นายบรรจงไปเก็บเงินจากลูกค้าร้านมั่นคงวัสดุก่อสร้าง ปรากฏว่านายบรรจงได้ยักยอกเอาเงินที่เก็บได้รวมจำนวน 67,400 บาท ต่อมาเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์จำเลยจึงไปยึดของกลางดังกล่าวมาจากนายบรรจงเป็นหลักประกันการชำระหนี้ที่นายบรรจงต้องชดใช้เงินที่ยักยอกไปคืนแก่โจทก์ร่วม จำเลยไม่ทราบว่าสินค้านมข้นหวานตรามะลิของกลางจะเป็นของแท้หรือของปลอม ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยซึ่งได้ให้การในวันที่จำเลยถูกจับทันทีดังกล่าวสอดคล้องต้องกันกับทางนำสืบของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาทั้งหมดดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยรู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าสินค้านมข้นหวานตรามะลิจำนวน 160 กระป๋อง ของกลางเป็นสินค้าที่ติดฉลากเครื่องหมายการค้าตรามะลิของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรปลอม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง แล้ววินิจฉัยว่า ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนามีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรปลอม จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรปลอมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ดังที่โจทก์ฟ้องได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี สินค้านมข้นหวานตรามะลิของกลางจำนวน 160 กระป๋อง โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าฉลากตรามะลิที่ติดที่กระป๋องของกลางมีสีอ่อน ซึ่งฉลากเครื่องหมายการค้าตรามะลิของแท้ต้องมีสีเข้ม ลอนที่ฝากระป๋องของกลางมีความถี่ ของแท้ลอนเป็นวงกว้าง กระป๋องของกลางสามารถวางซ้อนกันได้ แต่กระป๋องของแท้วางซ้อนกันไม่ได้ ก้นกระป๋องของกลางบอกวันหมดอายุและเลขรหัสไม่เหมือนกับของแท้ ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงเรื่องนี้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าสินค้านมกระป๋องตรามะลิจำนวน 160 กระป๋อง ของกลางเป็นสินค้าปลอม แม้ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรปลอมได้ ก็ต้องริบนมกระป๋องตรามะลิปลอมจำนวน 160 กระป๋อง ของกลางตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบนมข้นหวานตรามะลิจำนวน 160 กระป๋อง ของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 ม. 115
ป.อ. ม. 272 (1)
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ม. 25 (2) ม. 27 ม. 59
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย จำกัด
จำเลย — นายพัชร แซ่แต้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5009 -ที่ 5015/2554
#508341
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายอันเกิดจากการพักงานซึ่งเกิดจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม โดยไม่ได้มีการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จ่ายค่าเสียหายอันเกิดจากคำสั่งพักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องและโจทก์ที่ 1 และที่ 6 แก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 67,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยประกอบกิจการรับจ้างขนส่งสินค้า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นพนักงานขับรถของจำเลย โดยรับค่าตอบแทน 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งเป็นเงินเดือนอีกส่วนหนึ่งเป็นค่าเที่ยวซึ่งจำเลยจะจ่ายให้โจทก์ทั้งเจ็ดต่อเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดขับรถและจ่ายให้ตามระยะทางที่โจทก์ทั้งเจ็ดขับรถไปส่งสินค้า ในระหว่างทำงานจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งเจ็ดชั่วคราว วันรุ่งขึ้นโจทก์ทั้งเจ็ดไปร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อ้างว่าการกระทำของจำเลยที่พักงานโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมขอให้มีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานตามปกติ โดยมิได้ขอค่าเสียหายด้วยตามคำร้อง คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งว่า การที่จำเลยให้โจทก์ทั้งเจ็ดหยุดงานชั่วคราวเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งหยุดงานชั่วคราวและมอบหมายให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานในหน้าที่ขับรถส่งสินค้าเช่นที่เคยปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยจึงมีคำสั่งแจ้งให้โจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานตามคำสั่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดว่า การที่โจทก์ทั้งเจ็ดมิได้ขอค่าเสียหายในระหว่างถูกสั่งพักงานในคำร้องที่กล่าวหาจำเลยกระทำการอันไม่เป็นธรรมต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41 (4) ระบุว่า คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องตามมาตรา 125 ว่ามีการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ และในกรณีที่คณะกรรมการการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่า เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้มีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งคำชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จะสามารถนำไปฟ้องศาลแรงงานได้ ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทที่จะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ จึงต้องเป็นประเด็นที่ได้มีการพิจารณา และวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แล้ว เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดไปร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อขอให้มีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานและมีคำขอเพียงให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักงาน และมีคำสั่งให้รับโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานตามปกติเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยมีคำสั่งว่า จำเลยให้โจทก์ทั้งเจ็ดหยุดงานชั่วคราวเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมจึงมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งหยุดงานชั่วคราวและให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานในหน้าที่เดิมต่อไป ประเด็นข้อพิพาทที่จะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้จึงมีเพียงประเด็นว่าคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ เท่านั้น การที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายอันเกิดจากคำสั่งพักงาน ซึ่งเป็นการกระทำไม่เป็นธรรมนั้น จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ไม่ได้มีการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่อาจฟ้องคดีขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายอันเกิดจากคำสั่งพักงานได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดข้ออื่นนั้นไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 (4) ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธิติวุฒิหรือวรัญญู กลิ่นษรหรือทองอร่าม กับพวก
จำเลย — บริษัทลินฟ้อกซ์ ทรานสปอรต์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4946/2554
#511648
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสิบสองร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลว่า เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลยต่อศาล แต่ความจริงเป็นกรณีที่สมาคม ย. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าโจทก์ทั้งสิบสองกระทำการในฐานะกรรมการอำนวยการซึ่งเป็นผู้แทนของสมาคมที่เป็นนิติบุคคลและเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของสมาคม ย. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 และ 86 ประกอบกับธรรมนูญและข้อบังคับของสมาคมกำหนดให้คณะกรรมการอำนวยการของสมาคม ทำหน้าที่บริหารงานของสมาคม ทั้งในขณะที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ทำหนังสือมอบให้โจทก์ที่ 12 ฟ้องจำเลยดังกล่าว โจทก์ที่ 1 เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งนายกสมาคม ย. โดยคณะกรรมการอำนวยการมีมติให้โจทก์ที่ 1 มีอำนาจในการสั่งการและลงนามในเอกสารใดๆ เสมือนเป็นนายกสมาคมทุกประการ ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสิบสองเป็นตัวการร่วมกับสมาคม ย. ฟ้องจำเลยด้วย จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองเป็นคดีอาญาดังกล่าวได้ ที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองเป็นคดีดังกล่าวจึงไม่เป็นฟ้องเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาในชั้นฎีกาเพียงว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3249/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่จำเลยฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบสองเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2662/2543 ของศาลแขวงพระนครใต้นั้นเป็นการฟ้องเท็จ เพราะความจริงแล้ว สมาคมเป็นโจทก์ฟ้องเองหรือไม่

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์อ้างรายงานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการของสมาคมครั้งที่ 2/2543 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 วาระที่ 11.1 แสดงข้อความบันทึกไว้เป็นนัยว่า สมาคมมีมติให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย และคณะกรรมการอำนวยการทุกคนมีมติแต่งตั้งให้โจทก์ที่ 1 ผู้รักษาการแทนนายกสมาคมเป็นผู้มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยนั้น จำเลยเห็นว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมที่ไม่ชอบ เพราะจำเลยซึ่งเป็นนายกสมาคมไม่รู้ว่ามีการประชุม ทั้งๆ ที่จำเลยอยู่ปฏิบัติหน้าที่ได้ และไม่เคยมอบหมายให้ผู้ใดปฏิบัติหน้าที่แทน นอกจากนี้ฎีกาจำเลยยังอ้างด้วยว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 และธรรมนูญกับข้อบังคับของสมาคม บทที่ 4 ข้อ 1 กำหนดว่า "นายกสมาคม มีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ต่างๆของสมาคม เป็นประธานการประชุมทุกครั้ง ลงนามในเอกสารในนามสมาคม..." แสดงว่า โจทก์ทั้งสิบสองมิใช่บุคคลที่มีอำนาจลงนามแทนสมาคมได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสิบสองไปลงนามแทนสมาคม ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำในนามสมาคม นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติดังกล่าวข้างต้นว่า จำเลยพ้นจากตำแหน่งนายกสมาคม ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2542 เป็นต้นไป และเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2542 คณะกรรมการอำนวยการมีมติมอบหมายให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นอุปนายกคนที่ 1 รักษาการในตำแหน่งนายกสมาคม โดยมีอำนาจในการสั่งการและลงนามในเอกสารใดๆ เสมือนนายกสมาคมทุกประการ ดังนั้นการประชุมคณะกรรมการอำนวยการครั้งที่ 2/2543 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ที่มีโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งนายกสมาคมเป็นประธานในที่ประชุม จึงเป็นการประชุมที่ชอบแล้ว แม้จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกประชุมและร่วมกันประชุมนั้นก็ตาม ส่วนการที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ทำหนังสือมอบอำนาจเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 ให้โจทก์ที่ 12 ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ ในข้อหาปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จแล้ว โจทก์ที่ 12 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2662/2543 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสิบสองกระทำการในฐานะกรรมการอำนวยการซึ่งเป็นผู้แทนของสมาคมที่เป็นนิติบุคคล และเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของสมาคม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 และ 86 ประกอบกับธรรมนูญและข้อบังคับของสมาคม บทที่ 1 ข้อ 1 ที่กำหนดว่าให้คณะกรรมการอำนวยการของสมาคมทำหน้าที่บริหารงานของสมาคมทั้งในขณะที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ทำหนังสือมอบอำนาจนั้น โจทก์ที่ 1 ก็เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งนายกสมาคม โดยคณะกรรมการอำนวยการมีมติให้โจทก์ที่ 1 มีอำนาจในการสั่งการและลงนามในเอกสารใดๆ เสมือนเป็นนายกสมาคมทุกประการ โจทก์ทั้งสิบสองย่อมมีอำนาจทำการแทนสมาคม โดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 12 ฟ้องจำเลย และโจทก์ที่ 12 ฟ้องจำเลยตามที่ได้รับมอบอำนาจ รวมทั้งลงลายมือชื่อในเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2662/2543 ดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่สมาคมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเองดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาทั้งสองประการนี้ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงที่ฟังได้ยุติข้างต้นว่า โจทก์ทั้งสิบสองกับจำเลยมีข้อขัดแย้งกันเกี่ยวกับการเลือกตั้งกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการของสมาคม ซึ่งเป็นผู้บริหารงานของสมาคม อันเป็นผลให้มีการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญากันหลายคดี และโจทก์ทั้งสิบสองถือประโยชน์จากการที่เป็นฝ่ายคุมเสียงข้างมากในคณะกรรมการอำนวยการดำเนินการให้คณะกรรมการอำนวยการมีมติให้จำเลยพ้นจากสมาชิกภาพของสมาคม อันเป็นผลให้จำเลยขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกสมาคมและพ้นจากตำแหน่งนายกสมาคมด้วย รวมทั้งมีมติให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยโดยมีโจทก์ทั้งสิบสองเป็นผู้ดำเนินคดีแทนสมาคม กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสิบสองเป็นตัวการร่วมฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2662/2543 ของศาลแขวงพระนครใต้กับสมาคมด้วย จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองฐานฟ้องเท็จต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3249/2544 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจและเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อจำเลยมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองแล้วก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาอันเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่นตามฎีกาจำเลย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 86
ป.อ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุขใจ น้ำผุด กับพวก
จำเลย — นางภาวิณี ผดุงชีวิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายผล อนุวัตรนิติการ
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4942/2554
#509259
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับ ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสาม (2) ไม่เป็นคุณต้องใช้มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับ เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณจึงต้องใช้มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษต้องเป็นไปตามมาตรา 76 (เดิม) ที่กำหนดให้อยู่ในดุลพินิจของศาล และมาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ที่กำหนดให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง การลดมาตราส่วนโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีของจำเลยที่ 1 จะยุติไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุดศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุกคนละ 18 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 1 คงจำคุก 9 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นกล่าวอ้างมานั้นปราศจากพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนประกอบ จึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับ ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสาม (2) ไม่เป็นคุณต้องใช้มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับ เมื่อคดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณจึงต้องใช้มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องและในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน คดีนี้ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษต้องเป็นไปตามมาตรา 76 (เดิม) ที่กำหนดให้อยู่ในดุลพินิจของศาล และมาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ที่กำหนดให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง การลดมาตราส่วนโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีของจำเลยที่ 1 จะยุติไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุดศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 9 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 18 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง และหนึ่งในสามตามลำดับ คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 3 ม. 75
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายเก้าเฟย แซ่เลี้ยว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายนพคุณ ชัยเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาติชาย กริชชาญชัย
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4912/2554
#509375
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโดยมิได้ฝ่าฝืนอำนาจของเจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้อ แม้โจทก์ที่เป็นฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อจะไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้ออันเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติ มาตรา 572 ของป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 5 เช่าซื้อ ที่กำหนดให้เจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจึงจะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้ แต่กรณีนี้มีลักษณะพิเศษโดยเจ้าของทรัพย์สินให้ความยินยอมทำให้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมาตรา 572 ก็มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้สัญญาเช่าซื้อจะแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมาย มาตรา 572 แต่ก็เป็นสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อที่มิใช่เจ้าของทรัพย์สินได้รับความยินยอมของเจ้าของทรัพย์สินให้นำทรัพย์สินออกให้เช่าซื้อได้จึงไม่เป็นโมฆะมีผลผูกพันคู่กรณี กรณีนี้เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาไปก็ได้ ตามป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 มาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถและค่าเสียหายเป็นเงิน 360,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์มิใช่เจ้าของหรือตัวแทนผู้จำหน่ายรถไถฟอร์ด รุ่น 7600 สีฟ้า หมายเลขเครื่อง 738461 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้นายพิทักษ์ ฟ้องคดีแทน

จำเลยที่ 2 ให้การว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ถูกต้องไม่สมบูรณ์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของหรือตัวแทนจำหน่ายรถไถฟอร์ด รุ่น 7600 สีฟ้า หมายเลขเครื่อง 738461 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่สมบูรณ์ด้วย หนังสือสัญญาค้ำประกันไม่สมบูรณ์ไม่ถูกต้อง ลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลยที่ 2 หนังสือสัญญาเช่าซื้อก็ไม่ถูกต้องไม่สมบูรณ์ ฟ้องโจทก์คลุมเครือ เรียกค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ และเรียกราคาที่เช่าซื้ออีกซ้ำซ้อนเกินความเป็นจริง ไม่นำเงินดาวน์งวดแรกมาหักให้ คิดอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่ากฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า รถไถพิพาทเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.เกษตรยนต์ โจทก์เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.เกษตรยนต์ และหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯเป็นผู้ดำเนินการให้โจทก์และจำเลยทั้งสองมาทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่า แม้โจทก์มิใช่เจ้าของรถไถพิพาท แต่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเข้าทำสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันโดยความยินยอมของห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.เกษตรยนต์ เจ้าของรถไถพิพาทจึงไม่ฝ่าฝืนอำนาจของเจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้อ กรณีเช่นนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ได้บัญญัติไว้ว่า การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองมาตกลงทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโดยมิได้ฝ่าฝืนอำนาจของเจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้อ แม้โจทก์ที่เป็นฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อจะไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้ออันเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติมาตรา 572 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 5 เช่าซื้อ ที่กำหนดให้เจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจึงจะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้ แต่กรณีนี้มีลักษณะพิเศษโดยเจ้าของทรัพย์สินให้ความยินยอม ทำให้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และมาตรา 572 ก็มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้สัญญาเช่าซื้อจะแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายตามมาตรา 572 แต่ก็เป็นสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อที่มิใช่เจ้าของทรัพย์สินได้รับความยินยอมของเจ้าของทรัพย์สินให้นำทรัพย์สินออกให้เช่าซื้อได้จึงไม่เป็นโมฆะมีผลผูกพันคู่กรณี ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มิใช่เจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้อจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และกรณีนี้เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 มาตรา 247 เมื่อจำเลยทั้งสองต้องผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนรถไถพิพาทแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระราคารถไถพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำนวน 300,000 บาท เท่ากับราคาค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เห็นว่า ศาลกำหนดราคารถใช้แทนแก่โจทก์เป็นจำนวนพอสมควรแล้ว จึงไม่กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้อีก

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถไถพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชำระราคาแก่โจทก์จำนวน 300,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 151
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบัวหลวง ไกรบุตร
จำเลย — นายสังวาล นิลนนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายสุดใจ อ่อนคง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
มานัส เหลืองประเสริฐ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4862/2554
#511571
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ที่โจทก์ร่วมใช้กับสินค้าต่างๆ ในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมและได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าหลายชนิดของโจทก์ร่วมในราชอาณาจักร การที่มีบุคคลอื่นผลิตสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์นำมาให้จำเลยจำหน่ายโดยที่สินค้า กล่องบรรจุสินค้า และสมุดคู่มือการใช้สินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ดังกล่าวใช้คำว่า "BOSCH HID" ติดอยู่กับสินค้า ซึ่งคำดังกล่าวมีตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์ใหญ่สีแดงเช่นเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วม อีกทั้งข้างกล่องบรรจุสินค้ายังติดสติกเกอร์ระบุคำว่า "GERMANY BOSCH" เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศเยอรมนี แม้โจทก์ร่วมจะไม่มีสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์นั้นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในราชอาณาจักร แต่สินค้าดังกล่าวก็เป็นสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าไฮดรอลิก ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของยานพาหนะของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร ย่อมถือได้ว่าเจ้าของสินค้าที่ผลิตสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ดังกล่าวเอาเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมทุกตัวอักษรที่ยังไม่ได้จดทะเบียนไว้กับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์มาใช้โดยเจตนาให้ประชาชนผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวหลงเชื่อว่าสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์นั้นเป็นสินค้าของโจทก์ร่วม และแม้จะปรากฏว่าคำที่ใช้กับสินค้าดังกล่าวมีคำว่า "HID" ต่อจากคำว่า "BOSCH" ด้วยก็ตาม คำว่า "HID" เป็นเพียงสิ่งบ่งบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าที่หมายถึงให้ความเข้มข้นของแสงไฟสูงเท่านั้น ไม่ใช่การเพิ่มเติมในส่วนสาระสำคัญเพียงพอที่จะทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" และ คำว่า "BOSCH HID" จึงหาทำให้ประชาชนผู้ซื้อสินค้าไม่อาจหลงเชื่อว่าสินค้านั้นไม่ใช่สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า บริษัท บ. เจ้าของสินค้าได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมให้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" กับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์หรือไม่ ซึ่งหากได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้าดังกล่าวย่อมไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ได้ เพราะเป็นการเสนอขายสินค้าที่มิได้มีการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีความสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, 275 และ 33 กับริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทโรเบิร์ต บอสช์ จีเอ็มบีเอช (Robert Bosch GMBH) ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า "BOSCH" ในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมแก่ประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของโจทก์ร่วม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 เวลา 18.45 นาฬิกา นางสาวชลิตา ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมพร้อมด้วยเจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาลไปทำการตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วม ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรกับสินค้าจำพวก 7 เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า จำพวก 9 เช่น วิทยุติดรถยนต์ จำพวก 12 เช่น ไฮดรอลิกซึ่งเป็นชิ้นส่วนของยานพาหนะ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2505 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค. 3553 เลขที่ ค. 1162 และเลขที่ ค. 1164 ที่บ้านเลขที่ 570/3 ซอยสุขสวัสดิ์ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้นปรากฏว่าพบสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ จำนวน 14 กล่อง กล่องบรรจุสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ จำนวน 11 กล่อง และสมุดคู่มือการใช้สินค้า ชุดหลอดไฟติดรถยนต์จำนวน 24 เล่ม เก็บอยู่ที่ชั้นบนของบ้าน สินค้าทั้งหมดที่พบปรากฏชื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH HID" ติดอยู่ที่ตัวสินค้า ที่กล่องบรรจุสินค้า และที่สมุดคู่มือดังกล่าว เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า สินค้า กล่องบรรจุสินค้า และสมุดคู่มือที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH HID" ติดอยู่เป็นสินค้า กล่องบรรจุสินค้า และสมุดคู่มือสำหรับสินค้าที่เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ คำว่า "BOSCH" อันเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรไว้กับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์มาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อเป็นสินค้าของโจทก์ร่วมอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) หรือไม่ เมื่อสินค้าของกลางเป็นสินค้าคนละประเภทกับสินค้าที่โจทก์ร่วมผลิตโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" สินค้าของกลางจึงไม่ใช่สินค้าที่โจทก์ร่วมผลิต การที่เจ้าของสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมทั้งหมดในลักษณะที่เหมือนกันทุกตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์ใหญ่สีแดงเช่นเดียวกันไปใช้กับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะเดียวกันกับสินค้าไฮดรอลิก ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของยานพาหนะของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายคำว่า "BOSCH" ไว้ในราชอาณาจักรเพื่อใช้กับสินค้าดังกล่าวตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค. 1164 หากเจ้าของสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมให้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" กับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ที่นำออกจำหน่าย ย่อมถือได้ว่าเจ้าของสินค้านั้นเอาเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมทั้งหมดทุกตัวอักษรที่ยังไม่ได้จดทะเบียนไว้กับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์มาใช้โดยมีเจตนาให้ประชาชนผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวหลงเชื่อว่าสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์นั้นเป็นสินค้าของโจทก์ร่วม แม้สินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์นอกจากจะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมแล้วยังมีคำว่า "HID" ต่อจากคำว่า "BOSCH" ด้วยก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามคู่มือการใช้สินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ว่าอักษร "HID" ย่อมาจากคำว่า "High Intensity Discharge" ซึ่งมีความหมายว่า ให้ความเข้มข้นของแสงไฟสูง คำว่า "High Intensity Discharge" หรือ "HID" เป็นเพียงสิ่งที่บ่งบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์เท่านั้น การเพิ่มเติมคำว่า "HID" ต่อท้ายคำว่า "BOSCH" ไม่ใช่การเพิ่มเติมในส่วนสาระสำคัญเพียงพอที่จะทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" และคำว่า "BOSCH HID" การเพิ่มเติมคำว่า "HID" ดังกล่าว จึงหาได้ทำให้ประชาชนผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวไม่อาจหลงเชื่อว่าสินค้านั้นไม่ใช่สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมไม่ นอกจากนี้ที่ข้างกล่องบรรจุสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ ยังมีสติกเกอร์ระบุคำว่า "GERMANY BOSCH" เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอีกด้วย ดังนี้ การที่เจ้าของสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ซึ่งระบุที่ข้างกล่องว่าเป็น "BOSCH (H.K) INVESMENT CO.,LIMITED" ได้เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมที่ยังไม่ได้จดทะเบียนไว้กับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์มาใช้กับสินค้าดังกล่าวและทำให้ปรากฏที่หีบห่อบรรจุสินค้านั้น หากปรากฏว่าเจ้าของสินค้าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมให้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" กับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ที่นำออกจำหน่าย ย่อมเข้าลักษณะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ได้ อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว การกระทำของจำเลยจึงอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างกลางวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า เมื่อการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมมาใช้ดังที่บัญญัติใช้ในมาตรา 272 (1) การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ได้ โดยยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมกับพยานหลักฐานของจำเลยนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยไม่ย้อนสำนวนว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า "BOSCH" ในการประกอบการค้าของโจทก์ร่วมแก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) หรือไม่ เห็นว่า แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมโดยพยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างได้ว่า จำเลยได้เสนอจำหน่ายสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ของกลางซึ่งเป็นสินค้าที่เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ เครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนกับสินค้าดังกล่าวคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมมาใช้กับสินค้าและกล่องบรรจุสินค้าดังกล่าวก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยเป็นเพียงผู้เสนอจำหน่าย มิได้เป็นผู้ผลิตหรือเป็นเจ้าของสินค้านั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาวชลิตามาเบิกความเพียงว่า สินค้าของกลางเป็นสินค้าคนละประเภทกับสินค้าที่โจทก์ร่วมผลิตโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" สินค้าของกลางจึงไม่ใช่สินค้าที่โจทก์ร่วมผลิตเท่านั้น ปรากฏที่ข้างกล่องบรรจุสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ของกลางว่า เจ้าของสินค้าดังกล่าวชื่อ "BOSCH (H.K) INVESTNENT CO.,LIMITED" (บริษัทบอสช์ (เอช.เค) อินเวสเมนต์ โค.,ลิมิเต็ด) ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าบริษัทบอสช์ (เอช.เค) อินเวสเมนต์ โค.,ลิมิเต็ด ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมให้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมกับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ของบริษัทดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหากบริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมให้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" กับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ของกลาง การที่จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้าชุดหลอดไฟของกลางย่อมไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ได้ เพราะเป็นการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มิได้ทำขึ้นโดยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเสนอจำหน่ายสินค้าที่เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ เครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนคำว่า "BOSCH" ของโจทก์ร่วมกับสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ไปใช้กับสินค้าดังกล่าวโดยเจ้าของสินค้านั้นไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าสินค้าชุดหลอดไฟติดรถยนต์ดังกล่าวเป็นสินค้าของโจทก์ร่วมหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ได้นั้น จะต้องเป็นการนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกันหรือในรูป รอยประดิษฐ์ที่ตั้งใจให้เหมือนกันในลักษณะปลอม ไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบ แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะนำสืบข้อเท็จจริงให้รับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางที่มีคำว่า "BOSCH HID" ซึ่งคำว่า "BOSCH" มาจากชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่ใช้ในการประกอบการค้าและเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม ก็เป็นการแสดงเจตนาเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมโดยนำคำว่า "HID" มาประกอบคำว่า "BOSCH" เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ขอให้พิพากษากลับฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 ม. 275
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท โรเบิร์ต บ๊อสซ์ ยีเอ็มบีเอช จำกัด
จำเลย — นายณัฐวัฒน์ เกรียงสันติกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4861/2554
#513620
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "เทวารัณย์" เป็นคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมว่าสวนสวรรค์ จึงเป็นคำที่มีอยู่แล้วและใช้กันได้เป็นการทั่วไป ดังนี้ย่อมไม่มีเหตุอันควรที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะถือสิทธิในการใช้คำนี้แต่ผู้เดียวโดยเด็ดขาด บุคคลอื่นย่อมยังสามารถใช้คำคำนี้ได้ เพียงแต่ต้องกระทำโดยสุจริตโดยไม่ทำให้เกิดความสับสนหลงผิดหรือเกิดความเสียหายแก่ผู้ที่ได้ใช้คำคำนี้เป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการหรือชื่อทางการค้ามาก่อน

ก่อนที่จำเลยจะใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "บ้านเทวารัณย์" และ "Baan Dhewaran" กับโครงการที่ดินและบ้านจัดสรรของจำเลย ในเดือนมกราคม 2547 นั้น แม้โจทก์จะได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการโดยใช้คำว่า "เทวารัณย์" และ "DEVARANA" แต่ก็เป็นการจดทะเบียนไว้สำหรับบริการประเภทอื่นคนละประเภทกับกิจการของจำเลย ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการสำหรับสินค้าและบริการที่จดทะเบียนไว้นั้นเท่านั้น ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 44 จึงยังไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้จำเลยใช้คำว่า "เทวารัณย์" และ "Dhewaran" ในกิจการจัดสรรที่ดินและบ้านของจำเลยได้

โจทก์ใช้คำ "เทวารัณย์" และ "DEVARANA" ประกอบกับคำว่า "สปา" และ "SPA" ซึ่งช่วยสื่อความหมายถึงกิจการให้บริการด้านสุขภาพโดยวิธีธรรมชาติอันเป็นกิจการหลักของโจทก์ที่ดำเนินการอยู่ ส่วนจำเลยใช้คำว่า "บ้าน" และ "Baan" ประกอบกับคำว่า "เทวารัณย์" และ "Dhewaran" ซึ่งก็สื่อความหมายถึงการจัดสรรที่ดินและบ้านของจำเลยที่เป็นกิจการคนละประเภทกับโจทก์ จึงไม่มีเหตุผลที่ประชาชนที่สนใจใช้บริการของโจทก์หรือบริการของจำเลยจะสับสนหลงผิดว่ากิจการของจำเลยเป็นกิจการของโจทก์หรือเกี่ยวข้องกับโจทก์แต่อย่างใด

ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของโจทก์ บริษัทโจทก์มีทุนจดทะเบียน 8,000,000 บาท ส่วนตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของจำเลย จำเลยมีทุนจดทะเบียนมากถึง 90,000,000 บาท ลักษณะกิจการของจำเลยที่ปรากฏในเอกสารการโฆษณาที่จัดสรรที่ดินและบ้านขายในราคาสูงมาก แสดงให้เห็นได้ว่าเป็นกิจการที่ต้องลงทุนสูงและเป็นกิจการขนาดใหญ่ ขณะที่กิจการของโจทก์กลับไม่ปรากฏพยานหลักฐานให้เห็นว่าเป็นกิจการขนาดใหญ่ดังเช่นกิจการของจำเลย ย่อมไม่มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า จำเลยประกอบกิจการที่ใช้ชื่อโครงการหมู่บ้านของจำเลยโดยมุ่งแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงที่มีอยู่ในชื่อทางการค้า หรือเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การที่จำเลยใช้ชื่อโครงการหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวย่อมไม่เป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์และไม่เป็นการทำให้เสียหายต่อการใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์

เมื่อการใช้คำว่า "เทวารัณย์ สปา" และ "DEVARANA SPA" ของโจทก์กับการใช้คำว่า "บ้านเทวารัณย์" และ "Baan Dhewaran" ของจำเลยไม่ว่าจะใช้เป็นชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการในกิจการค้าของโจทก์และจำเลยแตกต่างกันและลักษณะคำที่ใช้ประกอบกันเป็นคำรวมดังกล่าวของแต่ละฝ่ายก็แตกต่างกัน จึงเชื่อได้ว่าการใช้ชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายบริการของแต่ละฝ่ายไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของกิจการของผู้ให้บริการแต่ละฝ่าย ก็ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมีสิทธิในอันที่จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ดีกว่าโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 67

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยยุติการใช้ชื่อ เทวารัณย์ และ Dhewaran จัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้ ซึ่งโฆษณา สิ่งพิมพ์ และสิ่งอื่นใดในทำนองเดียวกันที่มีคำว่า เทวารัณย์ และ Dhewaran ปรากฏอยู่ออกจากท้องตลาดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ห้ามจำเลยใช้หรือเกี่ยวข้องกับคำว่า เทวารัณย์ และ Dhewaran กับธุรกิจของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่จำเลยได้รับหนังสือแจ้งให้ยุติการใช้ชื่อจนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 235 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ย 9,656.15 บาท รวมเป็นเงิน 209,656.15 บาท และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะยุติการใช้คำว่า เทวารัณย์ และ Dhewaran กับธุรกิจของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ให้ยุติการใช้คำว่า เทวารัณย์ (Dhewaran) และให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 549241 ทะเบียนเลขที่ บ 25725 คำขอเลขที่ 549243 ทะเบียนเลขที่ บ 25925 คำขอเลขที่ 549250 ทะเบียนเลขที่ บ 25729 และคำขอเลขที่ 549247 ทะเบียนเลขที่ บ 25926 กับห้ามโจทก์คัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ชื่อว่า "เทวารัณย์ สปา" ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2543 ประกอบกิจการหลักด้านการให้บริการสุขภาพวิธีธรรมชาติหรือที่เรียกว่า สปา ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปภาพประดิษฐ์ประกอบกับคำว่า "เทวารัณย์ สปา" และ DEVARANA SPA และเครื่องหมายการค้าเฉพาะคำว่า เทวารัณย์ สปา และ DEVARANA SPA สำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า กระดาษเขียนจดหมาย ซองจดหมาย ทั้งในวันเดียวกันนั้นก็ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเป็นรูปประกอบคำและเครื่องหมายเฉพาะคำเช่นเดียวกันดังกล่าวสำหรับใช้กับบริการในจำพวก 41 สถานเสริมสุขภาพ ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนให้แล้ว ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายทั้งสองเครื่องหมายดังกล่าวเป็นเครื่องหมายบริการสำหรับบริการภัตตาคาร โรงแรม นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนแล้ว ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2547 และ 29 ตุลาคม 2547 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายคำว่า "Devarana, Heaven for Spa Lovers" และ "เทวารัณย์ สวรรค์สำหรับคนรักสปา" สำหรับบริการ ภัตตาคาร โรงแรม และบริการนวด สถานดูแลรักษาสุขภาพ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนแล้ว ต่อมาเดือนเมษายน 2548 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า เทวารัณย์ และ Devarana เป็นอักษรประดิษฐ์หลายคำขอสำหรับบริการก่อสร้างซ่อมแซมที่อยู่อาศัย บริการจัดการดูแลทรัพย์สิน พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าอาคารชุด ให้เช่าที่อยู่อาศัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก บริการนวด สถานดูแลสุขภาพ สถานเสริมความงาม อาบอบนวด บำบัดรักษาสุขภาพด้วยสปา บริการนำสินค้าหลายชนิดมารวมกันเพื่อความสะดวกของผู้ซื้อบริการคาเฟ่ จัดหาอาหารและเครื่องดื่ม บ้านพัก โมเต็ล โรงแรม ให้เช่าห้องประชุม รับจัดเลี้ยง บริการอาหาร และเครื่องดื่ม ภัตตาคาร บริการดิสโกเธค ไนต์คลับ บาร์ สถานศึกษา สถานเสริมสุขภาพ สถานออกกำลังกาย ให้การศึกษา ให้ข้อมูลการศึกษา ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนให้แล้ว ส่วนจำเลยประกอบกิจการจัดสรรที่ดินและบ้าน โดยใช้ชื่อโครงการหมู่บ้าน "บ้านเทวารัณย์" และ "Baan Dhewaran" เริ่มเปิดโครงการเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2547

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่จำเลยใช้คำว่า "บ้านเทวารัณย์" และ "Baan Dhewaran" เป็นชื่อโครงการที่ดินและบ้านจัดสรรของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้าของโจทก์ หรือจำเลยมีสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดีกว่าโจทก์เฉพาะในส่วนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่ยื่นคำขอจดทะเบียนหลังจากจำเลยใช้ชื่อดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปด้วยกันโดยในเบื้องต้นเห็นว่า คำว่า "เทวารัณย์" เป็นคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมว่า สวนสวรรค์ จึงเป็นคำที่มีอยู่แล้วและใช้กันได้เป็นการทั่วไป ดังนี้ ย่อมไม่มีเหตุอันควรที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะถือสิทธิในการใช้คำนี้แต่ผู้เดียวโดยเด็ดขาด บุคคลอื่นย่อมยังสามารถใช้คำคำนี้ได้ เพียงแต่ต้องกระทำโดยสุจริตโดยไม่ทำให้เกิดความสับสนหลงผิดหรือเกิดความเสียหายแก่ผู้ที่ได้ใช้คำคำนี้เป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการหรือชื่อทางการค้ามาก่อน ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติแล้วว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการบ้านจัดสรรจำหน่ายแก่ประชาชนใช้คำว่า "บ้านเทวารัณย์" เป็นชื่อโครงการที่ดินและบ้านจัดสรรของจำเลยหลายแห่ง ซึ่งย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้อย่างชื่อทางการค้า โดยใช้ให้ปรากฏต่อประชาชนเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2547 โดยมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการทั้งแผ่นพับและทางหนังสือพิมพ์ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เมืองพัทยา ราคาต่อหน่วยตั้งแต่ประมาณ 8,000,000 บาท ถึง 45,000,000 บาท และแม้โจทก์จะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวโดยยื่นคำขอครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 ก็ตาม แต่ก็เป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการสำหรับใช้กับสินค้ากระดาษเขียนจดหมายกับซองจดหมาย และสำหรับบริการสถานเสริมสุขภาพ ต่อมาในปี 2546 โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายนี้สำหรับบริการภัตตาคารและโรงแรมเท่านั้น ซึ่งเป็นกิจการคนละประเภทกับกิจการจัดสรรที่ดินและบ้านของจำเลย จนกระทั่งเดือนตุลาคม 2547 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า "เทวารัณย์" อยู่ด้วย อีกหลายคำขอซึ่งจดทะเบียนไว้สำหรับบริการทำนองเดียวกับที่เคยขอจดทะเบียนไว้แล้วในปี 2543 และ 2546 ดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ 2 คำขอ ที่ขอจดทะเบียนไว้สำหรับใช้กับบริการก่อสร้าง ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และสำหรับใช้กับบริการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ตามที่นางสาววิภาวดี พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการและผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความประกอบก็ได้ความว่า โจทก์เพิ่งเริ่มประกอบกิจการก่อสร้างโดยมีโครงการสร้างอาคารที่เมืองดูไบเมื่อปี 2550 ส่วนประเทศไทยก็เพิ่งเริ่มประชาสัมพันธ์โครงการสร้างอาคารที่พักในลักษณะเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในช่วงที่พยานปากนี้เบิกความในปี 2551 จึงเห็นได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "บ้านเทวารัณย์" และ "Baan Dhewaran" ในเดือนมกราคม 2547 นั้น แม้โจทก์จะได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการโดยใช้คำว่า "เทวารัณย์" และ "DEVARANA" แต่ก็เป็นการจดทะเบียนไว้สำหรับบริการประเภทอื่นคนละประเภทกับกิจการของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้น ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการสำหรับสินค้าและบริการที่จดทะเบียนไว้นั้นเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 44 จึงยังไม่มีสิทธิหวงกันมิให้จำเลยใช้คำว่า "เทวารัณย์" และ "Dhewaran" ในกิจการจัดสรรที่ดินและบ้านของจำเลยได้ ยิ่งไปกว่านั้น โจทก์ยังใช้คำว่า "เทวารัณย์" และ "DEVARANA" ประกอบกับคำว่า "สปา" และ "SPA" ซึ่งช่วยสื่อความหมายถึงกิจการการให้บริการด้านสุขภาพโดยวิธีธรรมชาติอันเป็นกิจการหลักของโจทก์ที่ดำเนินการอยู่ ส่วนจำเลยใช้คำว่า "บ้าน" และ "Baan" ประกอบกับคำว่า "เทวารัณย์" และ "Dhewaran" ซึ่งก็สื่อความหมายถึงการจัดสรรที่ดินและบ้านของจำเลยที่เป็นกิจการคนละประเภทกับกิจการของโจทก์ จึงไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ประชาชนที่สนใจใช้บริการของโจทก์หรือบริการของจำเลยจะสับสนหลงผิดว่ากิจการของจำเลยเป็นกิจการของโจทก์หรือเกี่ยวข้องกับโจทก์แต่อย่างใด นอกจากนี้ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของโจทก์ก็ปรากฏว่าบริษัทโจทก์มีทุนจดทะเบียน 8,000,000 บาท ส่วนตามหนังสือรับรองนิติบุคคลบริษัทจำเลย จำเลยมีทุนจดทะเบียนมากถึง 90,000,000 บาท ลักษณะกิจการของจำเลยตามที่ปรากฏในเอกสารการโฆษณา ดังกล่าวข้างต้นที่จัดสรรที่ดินและบ้านขายในราคาสูงมาก แสดงให้เห็นได้ว่าเป็นกิจการที่ต้องลงทุนสูงและเป็นกิจการขนาดใหญ่ ขณะที่กิจการของโจทก์กลับไม่ปรากฏพยานหลักฐานให้เห็นว่าเป็นกิจการขนาดใหญ่ดังเช่นกิจการของจำเลย ย่อมไม่มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า จำเลยจะประกอบกิจการที่ใช้ชื่อโครงการหมู่บ้านของจำเลยโดยมุ่งแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงของโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงที่มีอยู่ในชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การที่จำเลยใช้ชื่อโครงการหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวย่อมไม่เป็นการละเมิดในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์และไม่เป็นการทำให้เสียหายต่อการใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ และเมื่อการใช้คำว่า "เทวารัณย์ สปา" และ "DEVARANA SPA" ของโจทก์กับการใช้คำว่า "บ้านเทวารัณย์" และ "Baan Dhewaran" ของจำเลยไม่ว่าจะใช้เป็นชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการในกิจการค้าของโจทก์และจำเลยซึ่งแตกต่างกันและลักษณะคำที่ใช้ประกอบกันเป็นคำรวมดังกล่าวของแต่ละฝ่ายก็แตกต่างกันโดยคำว่า "สปา" หรือ "SPA" กับคำว่า "บ้าน" หรือ "Baan" ที่ใช้เป็นส่วนประกอบกับคำว่า "เทวารัณย์" และ "DEVARANA" หรือ "Dhewaran" มีความหมายให้ประชาชนสังเกตเห็นความแตกต่างกันชัดเจนด้วยดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงเชื่อได้ว่าการใช้ชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายบริการของแต่ละฝ่ายไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของกิจการผู้ให้บริการของแต่ละฝ่าย ก็ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมีสิทธิในอันที่จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ดีกว่าโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 67 ตามฟ้องแย้งของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 67 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทวารัณย์ สปา จำกัด
จำเลย — บริษัทอุทัยวิจิตร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4856/2554
#510233
เปิดฉบับเต็ม

การขนส่งสินค้าพิพาทนี้เป็นการขนส่งแบบ CY/CY คือ ผู้ส่งรับตู้สินค้าจากผู้ขนส่งนำไปบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าเอง แล้วผู้ส่งนำตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าและปิดผนึกตู้สินค้าแล้วมาส่งมอบแก่ผู้ขนส่ง ผู้ขนส่งได้รับตู้สินค้าในสภาพเรียบร้อยบรรทุกลงเรือเดินทะเล เจ้าหน้าที่ท่าเรือรับมอบตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าพิพาทจากผู้ขนส่งหรือตัวแทนของผู้รับตราส่งมิได้บันทึกว่าตู้สินค้าดังกล่าวมีความเสียหายหรือผิดปกติแต่อย่างใด แสดงว่าตู้สินค้ามีสภาพปกติตั้งแต่ส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งจนถึงส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งที่ปลายทาง สินค้าพิพาททั้งหมดมีอยู่จำนวน 44 แผ่นไม้รองสินค้า สินค้าพิพาทแต่ละแผ่นไม้รองสินค้ามีน้ำหนักมากกว่า 300 กิโลกรัม มีเพียง 3 แผ่นไม้รองสินค้าเท่านั้น ที่มีน้ำหนัก 136.5 กิโลกรัม และ 241.5 กิโลกรัม สินค้าพิพาททั้งหมดผู้ส่งเป็นผู้จัดเรียงไว้ในตู้สินค้า โดยวางซ้อนกัน 2 ชั้นได้หมดทั้ง 44 แผ่นไม้รองสินค้า แต่โครงสร้างการหีบห่อสินค้าพิพาทมิได้จัดไว้เพื่อรองรับการกดทับวัตถุที่มีน้ำหนักมากๆ จากด้านบนได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงแข็งแรงเพียงพอ โดยเฉพาะวัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่า 300 กิโลกรัม การที่ผู้ส่งจัดวางสินค้าพิพาทซ้อนกัน 2 ชั้น ในลักษณะ 1 แผ่นไม้รองสินค้า ต่อ 1 แผ่นไม้รองสินค้า ในตู้สินค้าจึงมีความเสี่ยงสูงในการที่แผ่นไม้ 2 ท่อน ที่วางเป็นรูปกากบาทด้านบนของสินค้าพิพาทชั้นล่างจะไม่สามารถรับน้ำหนักของสินค้าพิพาทแต่ละแผ่นไม้รองสินค้าที่อยู่ด้านบนได้ หากมีการโยกเอียงให้ไม้ประกบด้านข้างของสินค้าพิพาทที่อยู่บนแผ่นไม้รองสินค้าพิพาทชั้นล่างเคลื่อนไปจากแนวตั้งตรงที่ 90 องศา ข้อเท็จจริงจากรายงานการสำรวจภัยพบว่าการจัดวางสินค้าพิพาทมิได้มีลักษณะ 1 แผ่นไม้รองสินค้าต่อ 1 แผ่นไม้รองสินค้า แต่มีการจัดวางสินค้าพิพาทชั้นล่างเพียง 21 แผ่นไม้รองสินค้า แต่ในชั้นที่ 2 หรือชั้นบนมีสินค้าพิพาทจัดวางไว้ถึง 23 แผ่นไม้รองสินค้า แสดงให้เห็นว่า สินค้าพิพาท 1 แผ่นไม้รองสินค้า ที่วางอยู่ชั้นล่างบางส่วน ต้องรองรับน้ำหนักของสินค้าพิพาทด้านบนมากกว่า 1 แผ่นไม้รองสินค้า ดังนั้น โอกาสที่สินค้าพิพาทที่อยู่ด้านล่างจะไม่สามารถรับน้ำหนักของสินค้าพิพาทที่อยู่ด้านบนมีอยู่มากขึ้นอีก เมื่อตู้สินค้ามีการถูกยกเคลื่อนย้ายแต่ละครั้ง อาจทำให้สินค้าพิพาทด้านบนเคลื่อนไหว ทำให้ไม้ประกบด้านข้างของสินค้าพิพาทที่อยู่ด้านล่างเคลื่อนที่ และไม่อาจรับน้ำหนักของสินค้าพิพาทด้านบนได้จึงมีการยุบหักของไม้ประกบกันกระแทกด้านข้างและด้านบนของสินค้าพิพาทชั้นล่าง ทำให้แผ่นไม้รองสินค้าของสินค้าด้านบนยุบตัวลงกระแทกกับสินค้าพิพาทที่อยู่ด้านล่าง ทำให้สินค้าพิพาทด้านล่างเสียหาย ทำให้แผ่นไม้รองสินค้าดังกล่าวถูกแรงกดทับของตัวสินค้าแตกหักเสียหายไปพร้อมกับตัวสินค้าด้วย ความเสียหายของสินค้าพิพาทจึงมิได้เกิดจากกระบวนการขนส่งหรือการเคลื่อนย้ายตู้สินค้าที่ไม่ระมัดระวัง แต่เกิดจากความผิดของผู้ส่งของที่บรรจุสินค้าพิพาทเข้าตู้สินค้าโดยจัดเรียงสินค้าไม่เหมาะสม ทำให้สินค้าพิพาทกดทับกันเกิดความเสียหาย ความเสียหายของสินค้าพิพาทตามฟ้องจึงเกิดจากความผิดของผู้ส่ง ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (9)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
สายการเดินเรือ เอ็น วาย เค ไลน์ หรือ
จำเลย — สายการเดินเรือ นิปปอน ยูเซน ไคชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4813/2554
#510258
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีจึงต้องห้ามฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์มาโดยไม่มีการอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีได้ความว่า จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ในวันเดียวกันพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ซึ่งยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่ปรากฏว่ามีเหตุเข้าข้อยกเว้นที่จะจับโดยไม่มีหมายจับได้ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่จะต้องฟ้องคดีภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ยกเว้นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 390/2550 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย โจทก์ฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุด พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์มาโดยไม่มีการอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วและศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีได้ความว่า จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2550 ในวันเดียวกันพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ซึ่งยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่ปรากฏว่ามีเหตุเข้าข้อยกเว้นที่จะจับโดยไม่มีหมายจับได้ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่จะต้องฟ้องคดีภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2550 (ประชุมใหญ่) ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร โจทก์ นายทนงศักดิ์ สินทรัพย์ จำเลย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 195 วรรคสอง ม. 220 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นางกฤติมาหรือวรรษิกา ชัยนพภัทรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายไพโรจน์ ธนกิจโกเศรษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอริยะ นาวินธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4773/2554
#580050
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 ซึ่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับแล้ว และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาแล้วว่า ให้ใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 กรณีจึงมิได้เป็นเรื่องกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่เป็นกรณีบังคับใช้กฎหมายลงโทษจำเลย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว หากจำเลยเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยไม่ถูกต้อง ชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาปัญหาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา แต่จำเลยกลับยื่นฎีกาเฉพาะประเด็นที่ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรหรือไม่เท่านั้น และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 จนคดีถึงที่สุดไปนานแล้ว จำเลยจึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยใหม่โดยอ้างเหตุข้างต้น พยานหลักฐานโจทก์เป็นเท็จ และมีเหตุอันควรปรานีลดโทษให้จำเลย ดังนี้ หากศาลฟังข้อที่จำเลยอ้างดังกล่าวแล้ววินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2549 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนไทยออกไปนอกราชอาณาจักรนอกช่องทางที่กำหนด ปรับ 1,500 บาท ฐานเป็นคนไทยเข้ามาในราชอาณาจักรนอกช่องทางที่กำหนด ปรับ 1,500 บาท ฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นปรับมาตราบทลงโทษเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยมาตรา 3 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกาปรับบทลงโทษในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยใหม่หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลดโทษให้จำเลยจากการยกเลิกกฎหมาย มิได้ใช้ดุลพินิจลดโทษจากรูปคดี เมื่อมีกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยบังคับใช้ ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทมาตราให้ถูกต้องได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 ซึ่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับแล้ว และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาแล้วว่าให้ใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 กรณีจึงมิได้เป็นเรื่องกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่เป็นกรณีบังคับใช้กฎหมายลงโทษจำเลย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว หากจำเลยเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยไม่ถูกต้อง จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาปัญหาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา แต่จำเลยกลับยื่นฎีกาเฉพาะประเด็นที่ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรหรือไม่เท่านั้น และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 จนคดีถึงที่สุดไปนานแล้ว จำเลยจึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยใหม่ โดยอ้างเหตุดังกล่าวพยานหลักฐานโจทก์เป็นเท็จ และมีเหตุอันควรปรานีลดโทษให้จำเลยตามที่ปรากฏในฎีกาของจำเลย ดังนี้ หากศาลฟังข้อที่จำเลยอ้างดังกล่าวแล้ววินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 18 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นายสมนึก พันนานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นางสาวรังสิมา สัธธนันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายณณัฎฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4745/2554
#513633
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกฎหมายที่จะขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ได้นั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่สามารถอุทธรณ์และฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 293 กฎหมายบัญญัติให้คำสั่งเป็นที่สุดไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงตามวรรคสามของบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จำเลยทั้งสองจะขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ หมายเลขเครื่อง 104944 - 22 - 014717 หมายเลขตัวถัง 140028 - 2 เอ - 300533 คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทน เป็นเงิน 2,800,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 702,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 39,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 12 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับบริษัทโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ชนะคดีจะไม่ต้องมีการยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสอง เพราะสามารถหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 กฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุดไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงตามวรรคสามของบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จำเลยทั้งสองจะขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ หาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา และรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 293
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายดารจันทร์ โกโรวารา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4737/2554
#513622
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตราย ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไข หรือปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ในการนี้หากเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรพนักงานเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้ผู้นั้นส่งออกไปซึ่งวัตถุอันตรายนั้น เพื่อคืนให้แก่ผู้ผลิตหรือผู้จัดส่งวัตถุอันตรายนั้นมาให้ หรือเพื่อการอื่นตามความเหมาะสมก็ได้ โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด..." เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไข หรือปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการอย่างอื่นตามความเหมาะสมได้ แต่ก็ต้องเป็นการกระทำเพียงเพื่อประโยชน์ในการเข้าตรวจสอบสถานที่ประกอบการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย การตรวจ ค้น กัก ยึดหรือตรวจสอบวัตถุอันตรายตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 54 (1) (2) (3) มิได้ให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์ได้ แม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองจะได้กระทำการดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อปกป้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะแต่บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของเจ้าของทรัพย์สิน จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด กรณีจึงไม่อาจนำคำว่า "ระงับ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ซึ่งมีความหมายว่า "ยับยั้งไว้, ทำให้สงบ" มาขยายความให้หมายความรวมถึงการใส่กุญแจปิดโรงงานดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งได้ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์จึงเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามหรือหมายอายัดการประกอบกิจการโรงงานของจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนคำสั่งอายัดผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 270,107,306 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ เฉพาะรายการที่ 22, 25, 26, 33, 36, 39, 42, 58, 61 และ 62 และให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยค่าขึ้นศาลให้คิดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาโดย

ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรก คำสั่งอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ นอกจากที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอายัดแล้วเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หรือไม่ และโจทก์ได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองและผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ถูกอายัดไว้ นอกจากที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอายัดแล้วไม่ใช่วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ทั้งหมด และโจทก์ได้รับอนุญาตให้ผลิตและครอบครองวัตถุอันตรายจากจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประเด็นข้อนี้ในคราวเดียวกัน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 18 ได้แบ่งวัตถุอันตรายออกเป็น 4 ชนิด ส่วนการระบุชื่อหรือคุณสมบัติของวัตถุอันตราย ชนิดของวัตถุอันตราย กำหนดเวลาการใช้บังคับและหน่วยงานผู้รับผิดชอบให้เป็นไปตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สำหรับผลิตภัณฑ์ของโจทก์ได้ความจากนายวินัย นักวิทยาศาสตร์ 7 กองวัตถุมีพิษการเกษตร สังกัดกรมวิชาการเกษตร พยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ส่งวัตถุอันตรายที่ตรวจยึดได้จากโจทก์ไปให้กองวัตถุมีพิษการเกษตรที่พยานปฏิบัติหน้าที่อยู่เพื่อทำการตรวจสอบว่า วัตถุอันตรายของโจทก์ได้มาตรฐานการผลิตหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าวัตถุอันตรายของโจทก์ส่วนมากเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เมื่อเปรียบเทียบรายชื่อและชนิดวัตถุอันตรายตามที่ปรากฏจากรายงานผลการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวกับบัญชีรายชื่อและชนิดของวัตถุอันตรายตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่ามีชื่อและชนิดของวัตถุอันตรายตรงกัน แม้รายงานผลการตรวจพิสูจน์จะเป็นเพียงการสุ่มตรวจตัวอย่างวัตถุอันตรายที่อายัดได้จากโจทก์ก็ตาม กรณีย่อมแสดงให้เห็นว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองมีเหตุอันควรสงสัยว่า โรงงานของโจทก์น่าจะได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 จึงมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 54 บัญญัติว่า "ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) เข้าไปในสถานที่ประกอบการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย สถานที่ผลิตวัตถุอันตราย สถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตราย หรือสถานที่ที่สงสัยว่าเป็นสถานที่เช่นว่านั้นในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของสถานที่ดังกล่าว หรือเข้าไปในพาหนะที่บรรทุกวัตถุอันตรายหรือสงสัยว่าบรรทุกวัตถุอันตราย เพื่อตรวจสอบวัตถุอันตราย ภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย สมุดบัญชีเอกสาร หรือสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวกับวัตถุอันตราย

(2) นำวัตถุอันตรายหรือวัตถุที่สงสัยว่าเป็นวัตถุอันตรายในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจสอบ

(3) ตรวจค้น กัก ยึด หรืออายัดวัตถุอันตราย ภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย สมุดบัญชี เอกสารหรือสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่ามีการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้

(4) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้"

จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปในโรงงานของโจทก์และอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ ได้โดยไม่จำต้องมีหมายค้น เพราะกฎหมายได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้เป็นกรณีพิเศษแล้ว และตามมาตรา 55 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งของที่ยึดหรืออายัดไว้มิใช่เป็นทรัพย์ที่ต้องริบตามมาตรา 88 หรือพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถอนการอายัดหรือคืนวัตถุอันตราย ภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย สมุดบัญชี เอกสารและสิ่งนั้นๆ ให้แก่ผู้ควรได้รับคืนโดยมิชักช้า..." พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองจึงมีอำนาจอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไว้ตรวจสอบจนกว่าจะพิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งของที่อายัดไว้มิใช่เป็นทรัพย์สินที่ต้องริบตามมาตรา 88 หรือพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์โดยอ้างว่าไม่ใช่วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 อันจะต้องถูกริบทั้งหมด โจทก์ก็ต้องมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังได้เช่นนั้น แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันว่า ผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ถูกอายัดมิใช่วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามที่ถูกกล่าวหา พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองย่อมมีอำนาจอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ตามมาตรา 54 (3) ไว้ตรวจสอบได้จนกว่าจะพิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งของที่อายัดไว้มิใช่เป็นทรัพย์สินที่ต้องริบตามมาตรา 88 หรือพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ที่โจทก์ฎีกาว่า ผลิตภัณฑ์ของโจทก์มิใช่วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองไม่มีอำนาจอายัด จึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองและผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายจากจำเลยที่ 1 แต่ปรากฏว่าใบอนุญาตนั้น เป็นใบอนุญาตที่ได้รับตามพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 และได้หมดอายุไปตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุคดีนี้แล้ว ประกอบกับพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 3 ได้ยกเลิกพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 และพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2516 และกำหนดชนิดวัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ขึ้นใหม่ ซึ่งตามมาตรา 24 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีประกาศระบุชื่อวัตถุใดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายดังกล่าวยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 23 ภายในเวลาที่กำหนดในประกาศดังกล่าว และในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ผู้นั้นประกอบกิจการไปพลางก่อนได้จนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งไม่อนุญาตตามคำขอนั้น" ต่อมามีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2538 ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และผู้มีไว้ในครอบครองที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว แจ้งการดำเนินการของตนสำหรับวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือยื่นคำขออนุญาตสำหรับวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานผู้รับผิดชอบภายในกำหนดสามสิบวันนับจากวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับคือ วันที่ 2 พฤษภาคม 2538 ผู้ผลิตจะต้องยื่นคำขออนุญาตผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2538 หากได้ยื่นคำขออนุญาตภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ผลิตรายนั้นแม้จะยังไม่ได้รับใบอนุญาตผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ก็สามารถที่จะประกอบกิจการผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไปพลางก่อนจนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งไม่อนุญาตตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แต่ตามสำเนาคำขออนุญาตผลิตวัตถุอันตรายของโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งมายื่นคำขออนุญาตผลิตวัตถุอันตรายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 และวันที่ 22 กันยายน 2543 ตามลำดับ ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้อนุญาตตามคำขอของโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองและผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จากจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ดังนั้น คำสั่งอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ นอกจากที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอายัดแล้ว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองมีอำนาจใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์ได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองใส่กุญแจโรงงานก็เพื่อยับยั้งไม่ให้โจทก์นำวัตถุอันตรายมาผลิต หรือขนย้ายวัตถุอันตรายออกไปจำหน่าย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรผู้ซื้อวัตถุอันตรายของโจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการปกป้องคุ้มครองประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจสั่งให้ระงับหรือยับยั้งการกระทำนั้นได้ โดยการปิดโรงงานที่ผลิตวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการชั่วคราว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายผู้ใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไข หรือปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ในการนี้หากเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้ผู้นั้นส่งออกไปซึ่งวัตถุอันตรายนั้น เพื่อคืนให้แก่ผู้ผลิตหรือผู้จัดส่งวัตถุอันตรายนั้นมาให้ หรือเพื่อการอื่นตามความเหมาะสมก็ได้ โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด..." เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไข หรือปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการอย่างอื่นตามความเหมาะสมได้ แต่ก็ต้องเป็นการกระทำเพียงเพื่อประโยชน์ในการเข้าตรวจสอบสถานที่ประกอบการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย การตรวจ ค้น กัก ยึดหรือตรวจสอบวัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 54 (1) (2) (3) มิได้ให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์ได้ แม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองจะได้กระทำการดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อปกป้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของเจ้าของทรัพย์สิน จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด กรณีจึงไม่อาจนำคำว่า "ระงับ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ซึ่งมีความหมายว่า "ยับยั้งไว้ , ทำให้สงบ" มาขยายความให้หมายความรวมถึง การใส่กุญแจปิดโรงงานดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งได้ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์จึงเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายว่า โจทก์สมควรได้รับค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบหรือถามค้านพยานโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องรับฟังตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์เสียหายโดยสูญเสียโอกาสทางการตลาดเป็นเงิน 200,000,000 บาท ค่าเสียหายที่ไม่สามารถนำสินค้าออกขายและส่งมอบให้แก่ลูกค้าได้เป็นเงิน 14,798,706 บาท ค่าเสียหายในการซ่อมแซมเครื่องจักรจำนวน 39 เครื่อง เป็นเงิน 5,000,000 บาท ค่าจ้างพนักงานเป็นเงิน 148,000 บาท รวมเป็นเงิน 219,947,306 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท ต่ำเกินไป ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่สามารถนำสืบถึงความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า การที่นายเนวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนันต์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเข้าตรวจสอบโรงงานของโจทก์ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แล้วมีคำสั่งอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์และใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์เป็นเวลา 55 วัน เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของจำเลยทั้งสอง การใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์ ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการของผู้แทนและพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายให้แก่โจทก์จึงฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งในจำนวนค่าเสียหายดังที่โจทก์ฎีกา แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด" ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบโต้แย้งในประเด็นค่าเสียหาย ศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกพฤติการณ์ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ คดีนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองได้รับคำร้องเรียนจากเกษตรกรว่า โรงงานของโจทก์ผลิตวัตถุอันตรายไม่ได้มาตรฐาน จึงไปตรวจสอบโรงงานของโจทก์ ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด แม้เป็นการกระทำละเมิดแต่ก็ปรากฏว่า การตรวจสอบโรงงานของโจทก์ก็พบวัตถุอันตรายที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและมีไว้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย การละเมิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองส่วนหนึ่งก็มาจากการกระทำผิดกฎหมายของโจทก์ด้วย จึงชอบที่ศาลล่างทั้งสองสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยทั้งสองได้ และศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าการใส่กุญแจปิดโรงงานของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินสูงถึง 219,947,306 บาท ดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท เป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ม. 52 วรรคหนึ่ง ม. 54 (1) ม. 54 (2) ม. 54 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเกษตรภัณฑ์ไทย จำกัด
จำเลย — กรมวิชาการเกษตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายพอพันธุ์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
ศุภชัย สมเจริญ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2554
#513657
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยจำเลยกับพวกมีมีดยาวประมาณ 1 ฟุตเศษ ใบมีดกว้างประมาณ 2 นิ้ว เป็นอาวุธและตะโกนห้ามไม่ให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้ามาใกล้ ไม่เช่นนั้นจะทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษว่าจำเลยกับพวกต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยขับรถพุ่งเข้าใส่ผู้เสียหายทั้งสอง อันจะเป็นการต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะได้ความตามทางพิจารณาว่าจำเลยกับพวกมีพฤติการณ์ในการหลบหนีโดยขับรถยนต์กระบะพุ่งเข้าใส่ผู้เสียหายทั้งสองก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นเรื่องข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง กรณีหาใช่เป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 69, 73 ทวิ, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 91, 138, 140 ริบของกลางและสั่งจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีไม้หวงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคสองพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 73 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่แล้วคงจำคุก 3 ปี 3 เดือน ริบของกลาง ยกคำขอที่ให้สั่งจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ววินิจฉัยว่า สำหรับความผิดร่วมกันมีไม้หวงห้ามยังมิได้แปรรูปไว้ในความครอบครองยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยมิได้รับอนุญาตยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ เห็นว่าพยานโจทก์ที่ติดตามจับกุมจำเลยมีเพียงสามคน คือ นายไพโรจน์ นายสุเทพ และนายวินญู ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสามอยู่ในที่เกิดเหตุและวิ่งไล่ติดตามจับจำเลย ย่อมที่จะต้องเห็นเหตุการณ์และเบิกความให้ข้อเท็จจริงไปในทำนองเดียวกัน แต่กลับได้ความจากนายวินญูเบิกความในทำนองว่า ไม่เห็นจำเลยถือมีดหรืออาวุธใดด้วย ทั้ง ๆ ที่ได้ความจากนายไพโรจน์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยใช้อาวุธมีดสปาร์ต้าใบมีดยาว 18 นิ้วกว้าง 2 นิ้ว ข่มขู่พยาน มีดดังกล่าวถือว่ามีขนาดใหญ่และใช้เป็นอาวุธในการข่มขู่ แต่พยานโจทก์กลับเบิกความแตกต่างกัน คงได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสามตรงกันแต่เพียงว่า ชายคนที่ขับรถหลบหนีคือจำเลยและจำเลยไม่ได้พูดข่มขู่ นอกจากนี้จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามก็ไม่ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ที่ถืออาวุธมีดพูดขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายแต่อย่างใด ประกอบกับโจทก์มิได้อาวุธมีดที่อ้างว่าใช้ข่มขู่มาเป็นของกลาง นอกจากนี้ยังได้ความด้วยว่าในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้นายไพโรจน์กับนายสุเทพได้เบิกอาวุธปืนลูกซองของทางราชการไปด้วย หากจำเลยใช้อาวุธมีดข่มขู่จริง พยานโจทก์ทั้งสองก็สามารถที่จะใช้อาวุธปืนที่พาไปยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่ไม่ให้หลบหนีและเข้าจับกุมได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังคงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยใช้อาวุธมีดขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาอีกว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ความว่า จำเลยกับพวกร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานด้วยการขับรถพุ่งเข้าใส่ผู้เสียหายที่ 2 ที่วิ่งเข้าไปยืนขวางหน้ารถขณะที่จำเลยขับรถหลบหนีทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ต้องกระโดดหลบ นายไพโรจน์วิ่งไปเกาะกระบะรถคันดังกล่าวเพื่อจะปีนขึ้นไปบังคับให้จำเลยหยุดรถ จำเลยขับรถส่ายไปมาทำให้นายไพโรจน์ปีนขึ้นไปบนรถไม่ได้จึงมีลักษณะเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงไม่ใช่เรื่องที่มิได้กล่าวในฟ้องและสามารถลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติให้ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด... ประกอบกับความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานนั้น การกระทำที่เป็นการต่อสู้หรือขัดขวางเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ดังนั้น โจทก์จึงอยู่ในบังคับที่จะต้องบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยกระทำการอย่างใด อันจะเป็นการต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษ แต่เมื่อพิจารณาฟ้องของโจทก์เฉพาะส่วนที่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนการกระทำของจำเลยในข้อหานี้แต่เพียงว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยจำเลยกับพวกมีมีดยาวประมาณ 1 ฟุตเศษ ใบมีดกว้างประมาณ 2 นิ้ว เป็นอาวุธและตะโกนห้ามไม่ให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้ามาใกล้ ไม่เช่นนั้นจะทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษว่าจำเลยกับพวกต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยขับรถพุ่งเข้าใส่ผู้เสียหายทั้งสองอันจะเป็นการต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะได้ความตามทางพิจารณาว่าจำเลยกับพวกมีพฤติการณ์ในการหลบหนีโดยขับรถยนต์กระบะพุ่งเข้าใส่ผู้เสียหายทั้งสองก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นเรื่องข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง กรณีหาใช่เป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานมานั้น จึงชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายแอหรืออุดร แสงสาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวพินัดดา รัฐปัตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวินิตย์ ศรีภิญโญ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4679/2554
#513648
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยเพียงว่า "รับเฉพาะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในข้อ 3 ให้รอไว้สั่งเมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคำร้องขอให้อนุญาตให้ฎีกาเสร็จแล้ว" แต่เมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่อนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยอีก กลับส่งสำนวนมาศาลฎีกาโดยไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ แต่เมื่อจำเลยฎีกาในข้อ 3 ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและขอให้รอการลงโทษจำเลยไว้ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในข้อ 3 โดยไม่จำต้องย้อนสำนวน

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาและรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นเรื่องต่างหากจากความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นปลอมในคดีนี้ แม้ศาลฎีกายกฟ้องความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เนื่องจากฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้กระทำในศาล ไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยปลอมหรือใช้คำสั่งศาลปลอมหรือไม่ จำเลยจะนำคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมาเป็นเหตุอ้างว่าไม่มีความผิดในคดีนี้หาได้ไม่

จำเลยปลอมเอกสารสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้ง ท. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อ ท. นำสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นปลอมดังกล่าวไปอ้างส่งต่อศาลชั้นต้นในการไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาล จึงถือว่ามีการใช้เอกสารสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นปลอมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นซึ่งศาลชั้นต้นตั้งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวน เมื่อขณะนั้นยังไม่แน่ว่าบุคคลใดเป็นผู้ปลอมคำสั่งศาลดังกล่าว และการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารได้กระทำในท้องที่ใด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (1) และเหตุที่จำเลยปลอมคำสั่งศาลชั้นต้นและ ท. นำสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นปลอมไปอ้างส่งต่อศาลชั้นต้นเป็นความผิดหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (4) ด้วยแล้ว พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้

ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นปลอมเป็นคดีอาญาความผิดต่อแผ่นดิน มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่ต้องมีการร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นเป็นผู้เสียหายที่สามารถร้องทุกข์หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่พิเศษ 1/2543, ที่พิเศษ 2/2544, ที่พิเศษ 3/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1935/2545 และ 1936/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1810/2546 ของศาลชั้นต้น สำหรับคดีหมายเลขแดงที่พิเศษ 1/2543 ที่พิเศษ 2/2544 และที่พิเศษ 3/2544 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยไม่มีความผิดจึงไม่มีโทษให้นับต่อ ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1935/2545 ของศาลชั้นต้น ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยยื่นฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงโดยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับเฉพาะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในข้อ 3 ให้รอไว้สั่งเมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคำร้องขอให้อนุญาตให้ฎีกาเสร็จแล้ว ปรากฏว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีคนใดอนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนมาศาลฎีกาเลยโดยไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ และไม่ได้สั่งฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา หากจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วก็จะทำให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า จำเลยฎีกาข้อ 3 ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและขอให้รอการลงโทษจำเลย ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกา จึงสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในข้อ 3 ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อปี 2542 นางนุถึงแก่ความตาย นายทองจันทร์ ซึ่งเป็นบุตรนางนุได้ว่าจ้างจำเลยซึ่งเป็นทนายความเพื่อขอให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อแต่งตั้งนายทองจันทร์เป็นผู้จัดการมรดกตกลงค่าจ้าง 5,000 บาท นายทองจันทร์มิได้เบิกความต่อศาล ครั้นปลายปี 2542 จำเลยนำสำเนาคำสั่งศาลที่ระบุว่าเป็นคำสั่งศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 671/2542 หมายเลขแดงที่ 806/2542 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 ตั้งนายทองจันทร์เป็นผู้จัดการมรดกนางนุ ระบุชื่อนายเสกสิทธิ์ และนายวันชัย เป็นองค์คณะที่มีคำสั่งกับมีนายปรีดา รองจ่าศาลแทนจ่าศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นผู้รับรองสำเนาถูกต้อง ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายคำสั่งศาล (สำนวนคดีหมายเลขแดงที่พิเศษ 3/2544 ของศาลชั้นต้น) มามอบให้แก่นายทองจันทร์ หลังจากนั้นนายทองจันทร์นำสำเนาคำสั่งศาลไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอภูเวียงเพื่อรับโอนมรดกที่ดินของนางนุ เจ้าพนักงานที่ดินเห็นว่าสำเนาคำสั่งมีพิรุธจึงสอบถามมายังศาลชั้นต้น นางสาวทิพาพร หัวหน้างานสารบบศาลจังหวัดขอนแก่นตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าสำเนาคำสั่งศาลดังกล่าวปลอมเพราะคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 671/2542 หมายเลขแดงที่ 806/2522 ของศาลชั้นต้นเป็นคดีมีข้อพิพาทระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นางมะลิอร จำเลย เรื่องกู้ยืม ศาลชั้นต้นจึงทำการไต่สวนเรื่องละเมิดอำนาจศาลแก่นายทองจันทร์และจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่านายทองจันทร์มิได้ละเมิดอำนาจศาล แต่จำเลยละเมิดอำนาจศาลให้จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้ว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ปรากฏตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่พิเศษ 3/2544 ของศาลชั้นต้น นอกจากนี้ ศาลชั้นต้นได้มอบอำนาจให้นายเสกสรร ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลชั้นต้นไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทบัญชรว่ามีการปลอมและใช้เอกสารคำสั่งผู้จัดการมรดกปลอมคดีนี้และคดีอื่นอีก 2 ราย สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารคำสั่งศาลปลอม

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม เพราะศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจเป็นความผิดต่อศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาและรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นเรื่องส่วนหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารคำสั่งศาลปลอม ทั้งคดีละเมิดอำนาจศาลที่จำเลยถูกกล่าวหา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าจำเลยไม่ได้กระทำในศาล จึงไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเท่านั้น หาได้วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมหรือใช้เอกสารคำสั่งศาลปลอมหรือไม่แต่ประการใด จำเลยจะอ้างมาเป็นเหตุว่าไม่มีความผิดตามฟ้องคดีนี้หาได้ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า พนักงานสอบสวนอำเภอเมืองขอนแก่นไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายทองจันทร์ได้ไปเบิกความต่อศาลชั้นต้น โดยนำสำเนาคำสั่งศาลปลอมไปอ้างส่งต่อศาลชั้นต้นในการไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาลว่าตนไม่มีส่วนรู้เห็นในการปลอมอันจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล จึงถือว่ามีการใช้เอกสารคำสั่งศาลปลอมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นแล้ว ประกอบกับขณะนั้นยังไม่ทราบว่า มีการปลอมคำสั่งศาลในท้องที่ใด และบุคคลใดเป็นผู้ปลอมคำสั่งศาล แม้จำเลยจะมอบคำสั่งศาลปลอมให้แก่นายทองจันทร์ในเขตท้องที่อำเภอภูเวียงก็ตาม กรณีเป็นที่เห็นได้ว่าเป็นการไม่แน่ว่าความผิดฐานปลอมเอกสารได้กระทำในท้องที่ใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (1) นอกจากนี้หากการปลอมคำสั่งศาลไม่ได้ทำในท้องที่สถานีตำบลภูธรอำเภอเมืองขอนแก่น ก็เป็นกรณีที่การปลอมคำสั่งศาลกับการที่นายทองจันทร์ใช้เอกสารคำสั่งศาลปลอมแสดงต่อศาลนั้นเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กันตามมาตรา 19 (4) ดังนี้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นย่อมมีอำนาจสอบสวนและเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะศาลชั้นต้นมิได้เป็นนิติบุคคลอันจะเป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้อันทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการไม่ชอบหรือไม่ คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อแผ่นดิน พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคหนึ่ง มิใช่คดีความผิดต่อส่วนตัวที่ต้องมีการร้องทุกข์ตามระเบียบก่อนตามมาตรา 121 วรรคสอง ดังนั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองจึงเป็นการชอบ โดยไม่จำต้องมีการร้องทุกข์ตามระเบียบแต่ประการใด ฉะนั้นปัญหาที่ว่าศาลชั้นต้นเป็นนิติบุคคลหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 (1) ม. 19 (4) ม. 121 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายนิพนธ์ บุตรเวียงพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายพิทยา หมื่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4667/2554
#509720
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์ที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายกลับบ้านหลังจากที่จำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายแล้วระหว่างทางพบ ต. กับพวก จำเลยจึงให้ ต. ไปส่งผู้เสียหายแทนโดยอ้างว่ามีธุระ แต่ ต. กลับพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยไปอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่ผู้เสียหายถูก ต. กับพวกข่มขืนกระทำชำเราด้วยในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นแผนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันคบคิดพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราในที่เกิดเหตุ แม้จำเลยจะไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นด้วย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 276 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษในคดีนี้รวมจำคุก 10 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยแล้ว รวมเป็นจำคุกจำเลย 6 ปี 10 เดือน

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายนัฐพงษ์หรือตั้มขับรถจักรยานยนต์ไปรับนางสาวกรรณิกา ผู้เสียหายที่บ้าน ต่อมาจำเลยได้มาพบผู้เสียหายและนายนัฐพงษ์ แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีที่บริเวณบ่อทราย หลังจากนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายกลับ ระหว่างทางพบกับนายตั๊ก จำเลยให้นายตั๊กขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปส่งบ้าน แต่นายตั๊กกลับขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่บริเวณเพิงพักใกล้บ่อทรายที่จำเลยพาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีในครั้งแรก หลังจากนั้นมีคนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การร่วมประเวณีระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่จำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ่อทรายในครั้งแรกจะยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าในขณะที่นายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุนั้น จำเลยยืนอยู่ ไม่ได้ร่วมข่มขืนด้วย แต่จำเลยไม่ได้ช่วยเหลือและไม่ได้ร้องห้ามปราม แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากดวงจันทร์มีความสว่างไม่มากนัก แต่ผู้เสียหายและจำเลยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงขนาดมีการร่วมประเวณีกันในวันเกิดเหตุถึง 2 ครั้ง ได้แก่ ในตอนกลางวันของวันเกิดเหตุครั้งหนึ่ง และในช่วงก่อนเกิดเหตุไม่นานนักอีกครั้งหนึ่ง ผู้เสียหายให้การถึงจำเลยว่าอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะถูกนายตั๊กกับพวกข่มขืนด้วยในวันรุ่งขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุ โดยผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีเหตุที่จะปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง เชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจำจำเลยได้แน่ ดังนั้น ตามพฤติการณ์ที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายกลับบ้านหลังจากที่จำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายแล้วระหว่างทางพบกับนายตั๊กกับพวก จำเลยจึงให้นายตั๊กไปส่งผู้เสียหายแทนโดยอ้างว่ามีธุระจะต้องทำในตอนเช้า แต่นายตั๊กกลับพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยไปอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่ผู้เสียหายถูกนายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราด้วยในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นแผนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันคบคิดพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราในที่เกิดเหตุ แม้จำเลยจะไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นด้วย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 276 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายณัฐพลหรือกอล์ฟ ผิวนวล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสุทัต บินรามัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4632/2554
#540877
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท แต่รับโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมาจากจำเลยร่วมโดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทกับจำเลยร่วมอยู่ในฐานะจดทะเบียนโอนได้ก่อน การทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมเป็นการฉ้อฉลทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและให้จำเลยร่วมโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) โดยอ้างว่าได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลยร่วมอยู่ก่อน แต่โจทก์กับจำเลยร่วมร่วมกันฉ้อฉลทำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย จึงมีเหตุสมควรที่จะเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) และถือว่าจำเลยร่วมเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดที่เข้ามาตามมาตราดังกล่าวมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ จำเลยร่วมจึงเป็นคู่ความในคดีที่จำเลยทั้งสองสามารถฟ้องแย้งและถูกบังคับคดีได้ หาใช่จำเลยร่วมเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกับจำเลยทั้งสองและไม่อาจถูกฟ้องแย้งไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 133/12 หมู่ที่ 1 หมู่บ้านจุฑาภัทร ซอย 9 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21704 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 4,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด เสีย แล้วบังคับให้บริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด โอนขายให้แก่จำเลยทั้งสองกับรับชำระค่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทที่เหลือหลังจากหักกลบลบหนี้กันแล้ว

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความ โดยยื่นคำร้องเข้ามาพร้อมกับการยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามขอ

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยร่วมไม่ยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 21704 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด จำเลยร่วม แล้วให้จำเลยร่วมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยทั้งสองและรับชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือหลังจากหักกลบลบหนี้กันแล้ว ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยทั้งสองกับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาและที่มีคำสั่งเรียกบริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเสีย ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์และบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21704 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และบ้านเลขที่ 133/12 หมู่ที่ 1 หมู่บ้านจุฑาภัทร ซอย 9 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2539 จำเลยร่วมได้จัดสรรที่ดินพร้อมบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ขายในโครงการบ้านจุฑาภัทร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันทำสัญญาจองซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจากจำเลยร่วม 1 แปลง ราคา 695,500 บาท ชำระเงินจอง 5,000 บาท ต่อมาจึงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ และจำเลยทั้งสองขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความได้หรือไม่ ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท แต่รับโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมาจากจำเลยร่วมโดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทกับจำเลยร่วมอยู่ในฐานะจดทะเบียนโอนได้ก่อน การทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมเป็นการฉ้อฉล ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบเสียหาย ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและให้จำเลยร่วมโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองก็ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) ให้รับผิดตามฟ้องแย้ง ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสองขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความได้หรือไม่นั้น จำเลยทั้งสองอ้างเหตุว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอยู่ก่อน และโจทก์กับจำเลยร่วมร่วมกันฉ้อฉลทำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อจะได้พิจารณารวมกันไปเสียทีเดียว ตามมาตรา 57 (3) (ก) จำเลยทั้งสองจึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีจึงชอบแล้ว อย่างไรก็ดีแม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี แต่ก็ถือว่าจำเลยร่วมเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ซึ่งมาตรา 58 วรรคแรก ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นบัญญัติให้ผู้ร้องสอดที่เข้ามาตามมาตราดังกล่าวมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่า ตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ จำเลยร่วมจึงเป็นคู่ความในคดีที่จำเลยทั้งสองสามารถฟ้องแย้งและถูกบังคับคดีได้ หาใช่จำเลยร่วมเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกับจำเลยทั้งสองและไม่อาจถูกฟ้องแย้งดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์รับโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจากจำเลยร่วมโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน และเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันได้ความว่า หลังจากจำเลยทั้งสองผ่อนดาวน์ครบและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านแล้ว ปรากฏว่าจำเลยร่วมก่อสร้างบ้านไม่เสร็จ และตกลงว่าจ้างจำเลยทั้งสองก่อสร้างบ้านพิพาทและบ้านหลังอื่น ซึ่งเป็นแถวเดียวกันเป็นทาวน์เฮาส์รวม 12 ห้อง เมื่อก่อสร้างเสร็จ จำเลยร่วมชำระค่าก่อสร้างเพียง 3 ห้อง เป็นเงิน 73,469.55 บาท และสำเนาเช็คยังค้างชำระเป็นเงิน 309,000 บาท เมื่อหักกับค่าบ้านที่เหลือจะมีส่วนต่างประมาณ 300,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องชำระ จำเลยร่วมจึงเสนอให้หักกลบลบหนี้กัน และให้จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทได้ แต่ต่อมาก็มิได้มีการดำเนินการโอนที่ดินและบ้านให้แก่จำเลยทั้งสอง ฝ่ายโจทก์และจำเลยร่วมไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับจำเลยร่วมก็ส่งมอบการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างบ้านให้จำเลยร่วมแล้วทั้งสิบสองห้อง โดยจำเลยร่วมยังค้างชำระค่าก่อสร้างบ้านเป็นเงิน 309,000 บาท และจำเลยร่วมเสนอจะหักกลบลบหนี้กับค่าที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยร่วมยังไม่ได้ดำเนินการและไม่ได้ขอให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้ผิดสัญญา ทั้งสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมมีฐานะเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จะให้จำเลยร่วมปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยร่วมได้โอนขายที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ ซึ่งนายสุนทร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่า โจทก์ซื้อโครงการนี้จากจำเลยร่วมในราคาถูกกว่าประชาชนทั่วไป เห็นว่า ตามวิสัยของผู้ที่จะซื้อบ้านที่มีการก่อสร้างไว้แล้ว ก็จะต้องไปตรวจดูบ้านก่อนว่ามีสภาพอย่างไร ชำรุดหรือไม่เพียงใด และราคาเหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ยิ่งต้องตรวจดูเป็นพิเศษยิ่งกว่าผู้ซื้อโดยทั่วไป และต้องพิจารณาทำเลที่ตั้งของที่ดินและบ้านด้วยว่าเหมาะสมแก่การลงทุนหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้เห็นได้จากในสัญญาขายที่ดินและเอกสารแนบท้ายระบุว่า บ้านทาวน์เฮาส์ปลูกมาแล้ว 5 ปี และบ้านที่ซื้อก็ไม่ติดกันทุกห้องอันแสดงว่าโจทก์เลือกซื้อเฉพาะบางห้อง โดยโจทก์ซื้อไว้ 18 ห้อง การที่สามารถระบุเลขที่บ้านแต่ละห้องไว้ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าโจทก์ได้ไปตรวจดูบ้านแล้ว และตกลงซื้อเฉพาะบ้านที่ต้องการตามที่ระบุในสัญญาเท่านั้น ซึ่งมีบ้านของจำเลยทั้งสองด้วย ดังนี้ โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทแต่แรกแล้ว ตามพฤติการณ์ที่โจทก์ซื้อที่ดินและบ้านต่ำกว่าราคาท้องตลาด แสดงให้เห็นว่าเป็นการซื้อขายที่ไม่ปกติ เชื่อว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโดยรู้อยู่แล้วว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทไว้ก่อนแล้ว จึงเป็นการใช้สิทธิที่ไม่สุจริต ที่โจทก์นำสืบว่าไม่ได้ไปตรวจดูที่ดินและบ้านพิพาทนั้น ขัดต่อเหตุผลฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทไว้โดยไม่สุจริต โดยมีเจตนาให้จำเลยทั้งสองเจ้าหนี้เสียเปรียบ ที่โจทก์อ้างว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองขาดอายุความเพราะจำเลยทั้งสองทราบเรื่องการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมพ้นกำหนด 1 ปี นั้น ก็ได้ความว่า จำเลยร่วมยังเป็นเจ้าของโครงการโดยเป็นผู้เก็บค่าสาธารณูปโภค ค่าบริการต่าง ๆ และออกใบเสร็จรับเงินในนามจำเลยร่วมตลอดมา จึงย่อมทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจได้ว่าจำเลยร่วมยังเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท เชื่อว่าจำเลยทั้งสองเพิ่งทราบว่าจำเลยร่วมโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อมีการปิดหมายคดีนี้ที่บ้านของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบ ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 อย่างไรก็ตามได้ความตามสัญญาจะซื้อจะขายว่า จำเลยทั้งสองยังค้างชำระราคาในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเนื้อที่ 23.5 ตารางวา เป็นเงิน 556,200 บาท และตามสัญญาระบุว่าหากเนื้อที่ดินตามโฉนดเพิ่มขึ้นให้ถือราคาเพิ่มขึ้นตารางวาละ 10,000 บาท ปรากฏว่าเมื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทแล้วมีเนื้อที่ 34 ตารางวา โดยเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิม 10.5 ตารางวา คิดเป็นเงิน 105,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าที่ดินและบ้านพิพาทแก่จำเลยร่วมเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 661,200 บาท แต่จำเลยร่วมเป็นหนี้ค่าก่อสร้างจำเลยทั้งสอง 309,000 บาท ซึ่งหนี้ระหว่างจำเลยทั้งสองกับจำเลยร่วมมีวัตถุแห่งหนี้อย่างเดียวกัน เข้าเกณฑ์ที่จะหักกลบลบหนี้กันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 เพื่อความสะดวกในการบังคับตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงให้หักกลบลบหนี้กัน เมื่อหักหนี้กันแล้ว จำเลยทั้งสองต้องชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 352,200 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ในส่วนคำสั่งเกี่ยวกับฟ้องแย้งและการหมายเรียกให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดีนั้นให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 21704 เลขที่ดิน 268 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม แล้วให้จำเลยร่วมจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยทั้งสองและรับชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 352,200 บาท หากจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยร่วม ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก) ม. 58 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปทุมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด
จำเลย — นายทองมา ใสยิ่ง กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทจุฑาภัทร แลนด์กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายอาทิตย์ นุ่นทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4549/2554
#508337
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย ส่วนโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2543 เรียกค่าจ้างที่ค้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยสืบเนื่องมาจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 หนี้ตามคำฟ้องของโจทก์อันเกิดจากการถูกจำเลยเลิกจ้างดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าวหลังจากวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน แต่ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยแผน เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหนี้ส่วนนี้ได้กำหนดไว้ในแผนเป็นอย่างอื่น โจทก์ย่อมสามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งได้โดยอยู่ภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) (5) และมาตรา 90/13 และแม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ แต่มูลหนี้คดีนี้มิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงมิใช่หนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ จำเลยจึงไม่หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 51,868 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ ค่าจ้างที่ค้างจ่าย 51,868 บาท ค่าชดเชย 414,944 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าชำระเสร็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 363,076 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลแรงงานกลางเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งผู้ทำแผน มูลคดีนี้เกิดขึ้นก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ซึ่งโจทก์จะต้องไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงให้จำหน่ายคดี

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้าน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า มูลคดีนี้เกิดขึ้นก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ซึ่งโจทก์จะต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงให้จำหน่ายคดี แต่โจทก์มิได้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดยฟังข้อเท็จจริงว่าภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ผู้ร้อง ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 จึงเป็นผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ขอรับชำระหนี้ จึงเป็นผลให้จำเลยหลุดพ้นตามฟ้อง กรณีจึงไม่มีเหตุให้ต้องยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ เห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย ส่วนโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2543 เรียกค่าจ้างที่ค้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยสืบเนื่องมาจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 หนี้ตามคำฟ้องของโจทก์อันเกิดจากการถูกจำเลยเลิกจ้างดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าวหลังจากวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน แต่ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยแผน เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหนี้ส่วนนี้ได้กำหนดไว้ในแผนเป็นอย่างอื่น โจทก์ย่อมสามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งได้โดยอยู่ภายใต้ข้อบังคับของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (4) (5) และมาตรา 90/13 และแม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ แต่มูลหนี้คดีนี้มิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงมิใช่หนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ จำเลยจึงไม่หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาต่อไป

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4) ม. 90/12 (5) ม. 90/13 ม. 90/70 ม. 90/75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์พันธุ์ มณีประพันธ์
จำเลย — บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
หรือบริษัทซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรชัย ลีลาศรีสง่า
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ดิเรก อิงคนินันท์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4541/2554
#513387
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ, 151 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท อันเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถ ชนิดที่ 2 เลขที่ กส 00125/51 จากนายทะเบียนจังหวัดกาฬสินธุ์ และเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81-5583 กาฬสินธุ์ ได้เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ทราบน้ำหนัก ด้วยวิธีจุดไฟลนแล้วสูดดมควัน ในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ (ผู้ขับ) บรรทุกคันดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3ทวิ), 127 ทวิ, 151 พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดและ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ, 151 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายเทิดศักดิ์ ถิตย์สรรพ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา