คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2554
#509355
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ ข้อ 16 กำหนดว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจะจ้างในครั้งเดียวกัน เพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เพื่อให้อำนาจอนุมัติการซื้อการจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำมิได้" การที่นาย ม. ได้แบ่งการจัดซื้อจากใบสั่งของฝ่ายต่างๆในบริษัทแยกเป็นการจัดซื้อแต่ละใบไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อจะได้ทำการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษไม่ต้องใช้วิธีสอบราคา จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2547 ข้อ 16 และเป็นกรณีที่ร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิเลิกจ้างนาย ม. ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคท้าย และ ป.พ.พ. มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่97/2549 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 และให้ยกคำร้องของนายมาริศที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงาน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าระเบียบโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2547 ข้อ 16 กำหนดว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจะจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เพื่อให้อำนาจอนุมัติการซื้อการจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำมิได้" กรณีที่มีใบขอซื้อใบเดียวจากผู้ขอซื้อ นายมาริศได้แบ่งใบขอซื้อดังกล่าวออกเป็นใบขอซื้อหลายใบลงวันที่เดียวกัน สั่งซื้อจากผู้ขายรายเดียวกันเพื่อแบ่งใบสั่งซื้อแต่ละใบให้มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท จำนวน 22 รายการ คิดเป็นมูลค่า 1,227,394.40 บาทเมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การที่นายมาริศได้แบ่งการจัดซื้อจากใบสั่งของฝ่ายต่าง ๆ ในบริษัทแยกเป็นการจัดซื้อแต่ละใบไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อจะได้ทำการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษไม่ต้องใช้วิธีสอบราคา ดังนั้น การแบ่งการจัดซื้อของนายมาริศดังกล่าว จึงเป็นการกระทำเพื่อให้อำนาจการอนุมัติการซื้อเปลี่ยนไป การที่นายมาริศแบ่งการซื้อพัสดุโดยการสั่งซื้อแต่ละใบไม่เกิน 100,000 บาท จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2547 ข้อ 16 ดังกล่าว โจทก์ประกอบกิจการเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารสัตว์ มีวัตถุประสงค์สำคัญหลายประการรวมทั้งการซื้อ จัดหา รับ เช่า เช่าซื้อ ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครองปรับปรุง ใช้ และจัดการโดยประการอื่นซึ่งทรัพย์ใด ๆ ตลอดจนดอกผลของทรัพย์สินนั้นตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 (แผ่นที่ 1 ถึงที่ 4) ระเบียบโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2547 ข้อ 16 ที่กำหนดว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจะจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เพื่อให้อำนาจอนุมัติการซื้อการจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำไม่ได้" ก็เพื่อควบคุมดูแลให้พนักงานของโจทก์ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบดังกล่าว ประกอบกับคำว่า "จะกระทำไม่ได้" มีลักษณะเป็นข้อกำหนดที่เป็นข้อห้ามอย่างชัดแจ้ง ระเบียบข้อดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่พนักงานของโจทก์จะต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัดเพื่อให้การจัดจ้างของโจทก์มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการแข่งขัน และเพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อผิดพลาดทางธุรกิจ หรือเกิดโอกาสทุจริตขึ้นได้ การที่นายมาริศแบ่งการจัดซื้อพัสดุโดยแยกการสั่งซื้อแต่ละใบไม่เกิน 100,000 บาท มิใช่เป็นการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษตามระเบียบของโจทก์แต่อย่างใด การกระทำของนายมาริศเป็นการฝ่าฝืนระเบียบโจทก์ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2547 และเป็นกรณีที่ร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิเลิกจ้างนายมาริศได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคท้าย และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และการเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างตามสัญญาจ้าง และเนื่องจากโจทก์เลิกจ้างนายมาริศตามมาตรา 119 โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้าง 1 วัน เป็นเงิน 6,666.66 บาท คงจ่ายเฉพาะค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม 9 วัน เป็นเงิน 59,999.99 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พื้นที่ 2 ที่ 97/2549 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ยกเว้นในส่วนของค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม 9 วัน เป็นเงิน 59,999.99 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (4) ม. 17 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบ
ผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร จำกัด
จำเลย — นายจรัส ครชาตรี ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ดิเรก อิงคนินันท์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3223/2554
#512991
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่พอรับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและไม่ปรากฏว่ายึดอาวุธปืนได้จากจำเลยเป็นของกลาง ศาลฎีกาจึงต้องพิพาทกลับให้ยกฟ้องในความผิดดังกล่าวด้วยเพราะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2549 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 หลายนัด และอาวุธปืนยาวลูกกรดขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .22 ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด ซึ่งอาวุธปืนทั้งสองกระบอกดังกล่าวไม่มีหมายเลขทะเบียนและเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองของจำเลยกับพวกโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปตามถนนและหมู่บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร อันเป็นเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนร่วมกันนำอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายวั่ง กระสุนปืนถูกบริเวณเหนือขากรรไกรซ้าย ยิงนายอนุชาติหรือน้อย กระสุนปืนถูกบริเวณลิ้นปี่ขวาและที่โหนกแก้ม และยิงนายเอียด กระสุนปืนถูกที่ลำคอและศีรษะ จนเป็นเหตุให้นายวั่ง นายอนุชาติหรือน้อย และนายละเอียดถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบเศษหัวกระสุนปืน หัวกระสุนปืน ปลอกหัวกระสุนปืน เปลือกหัวกระสุนปืนชิ้นส่วนกระสุนปืน และหัวตะกั่ว ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นางนุ้ย มารดาของผู้ตายทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวม 3 กระทง แต่ละกระทงให้ประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษอื่นมารวมอีกได้ คงให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2549 เวลา 19.30 นาฬิกา ขณะที่นายวั่ง ออกไปนั่งที่หน้าบ้านได้ถูกคนร้ายลอบยิง แต่ไม่ทราบว่าตนเองถูกยิง เข้าใจว่ามีวัตถุเข้าหู จึงร้องเรียกนางอำพาภริยา ซึ่งนั่งดูโทรทัศน์อยู่ภายในบ้านให้ออกไปดู นางอำพาออกไปดูเห็นนายวั่งนั่งอยู่ที่นั่งไม้หน้าบ้าน มีเลือดออกที่ปากและจมูก ส่ายศีรษะไปมา เข้าใจว่ากระดูกหมูอาจติดคอนายวั่ง จึงร้องเรียกนายอนุชาติหรือน้อย ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กันให้มาช่วย แต่กลัวว่านายอนุชาติไม่ได้ยิน จึงให้เด็กหญิงสาวิตรีบุตรสาววิ่งไปตาม สักครู่นายอนุชาติมาที่บ้านนายวั่งเข้าไปประคองนายวั่งใช้มือล้วงคอ ขณะเดียวกันนายเอียด ก็มาถึงได้ช่วยล้วงคอด้วย ขณะนั้นนายเอียดถูกยิง จึงปล่อยร่างนายวั่ง แล้วรีบเดินเข้าบ้านนายวั่ง นายอนุชาติซึ่งประคองนายวั่งอยู่ตามเข้าไปภายหลัง ระหว่างที่นายอนุชาติกำลังจะปิดประตู คนร้ายยิงนายอนุชาติ 1 นัด นายอนุชาติล้มหงายท้องเข้าไปภายในบ้าน คนร้ายใช้อาวุธปืนสั้นเล็งยิงที่โหนกแก้มซ้ายอีก 1 นัด จากนั้นคนร้ายเดินเข้าไปหานายเอียดภายในบ้านและยิงนายเอียดที่ศีรษะอีก 1 นัด นายวั่งและนายอนุชาติถึงแก่ความตาย ณ ที่เกิดเหตุ ส่วนนายเอียดถึงแก่ความตายขณะนำส่งโรงพยาบาล

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยานเบิกความ 2 ปาก คือ นางอำพา ภริยาของนายวั่งและนางสาวประภาพร ภริยาของนายอนุชาติ แต่นางอำพาเบิกความว่า ไม่เห็นหน้าคนร้าย คำเบิกความของนางอำพาจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย คงมีแต่นางสาวประภาพรเบิกความว่ามองเห็นหน้าคนร้าย โดยได้ความจำคำเบิกความของนางสาวประภาพรว่า คนร้ายมีรูปร่างผอม สูงประมาณ 165 เซนติเมตร ผมสั้นเกรียนผิวดำแดง ใบหน้าเรียว แก้มตอบ ไม่ใส่เสื้อ ที่คอสวมสร้อยคอลูกประคำขาวดำยาวถึงหน้าอก สวมกางเกงยีน ต่อมาวันรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานตำรวจนำรูปผู้ต้องสงสัยให้นางสาวประภาพรดู นางสาวประภาพรได้ชี้รูปจำเลยว่าป็นคนร้าย ตามภาพถ่ายหมาย ร.2 ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ให้นางสาวประภาพรไปชี้ตัวจำเลยซึ่งยืนปะปนอยู่กับคนอื่น นางสาวประภาพรได้ชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้าย ตามภาพถ่ายและบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย ร.5 ถึง ร.9 นอกจากนี้เจ้าพนักงานตำรวจยังให้นางสาวประภาพรชี้สร้อยคอลูกประคำและอาวุธปืนสั้นที่ยึดได้จากจำเลย นางสาวประภาพรชี้ว่าคล้ายกับที่คนร้ายสวมและใช้ยิงในที่เกิดเหตุ ตามภาพถ่ายหมาย ร.10 ถึง ร.12 เช่นนี้ จึงมีปัญหาว่าจะให้รับฟังตามคำเบิกความของนางสาวประภาพรได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คำเบิกความของนางสาวประภาพรในชั้นพิจารณาสืบพยานไว้ก่อนกับคำให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสาร ร.27 ได้ระบุถึงลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกันกล่าวคือนางสาวประภาพรเบิกความว่า เมื่อนายอนุชาติล้มหงายท้อง คนร้ายเข้ามาเล็งยิงนายอนุชาติที่โหนกแก้ม แล้วไปยิงนายเอียด จากนั้นคนร้ายจึงเดินเข้ามาหานางสาวประภาพร จ้องปืนเล็งจะยิง นางสาวประภาพรบอกว่าอย่ายิงและก้มหน้า คนร้ายวิ่งออกจากบ้านหลบหนีไป แต่นางสาวประภาพรให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เมื่อนายอนุชาติล้มลง คนร้ายเข้ามายิงนายอนุชาติอีก 1 นัด แล้วคนร้ายหันปากกระบอกปืนจ้องมาที่นางสาวประภาพร นางสาวประภาพรหมอบลงคนร้ายจึงไม่ยิง คนร้ายเดินไปยิงนายเอียดซึ่งยืนอยู่ในครัว 1 นัด จากนั้นคนร้ายวิ่งหลบหนีออกจากบ้านไป คำเบิกความต่อศาลถึงลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นที่สงสัยว่านางสาวประภาพรมีเจตนาเพื่อให้ศาลเห็นว่านางสาวประภาพรมีโอกาสเห็นหน้าคนร้ายเป็นเวลานานพอสมควร โดยเห็นในขณะที่คนร้ายยิงนายอนุชาติและนายเอียด หรือเป็นเพราะนางสาวประภาพรจำเหตุการณ์คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดี นางสาวอำพาเบิกความว่า เมื่อนายอนุชาติล้มหงายท้องเข้ามาในบ้านแล้วได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด เหลือบไปเห็นเท้านางสาวประภาพรซึ่งยืนอยู่หน้านางสาวอำพา ได้ยินเสียงนางสาวประภาพรร้องว่า อย่ายิง อย่ายิง คำเบิกความของนางสาวอำพาดังกล่าวสอดคล้องกับที่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.30 ว่า เมื่อนางสาวอำพาได้ยินเสียงนายเอียดร้องว่าถูกยิงแล้ว นางสาวอำพาตกใจ รีบเดินเข้าไปในบ้านอุ้มเด็กหญิงชลธิชามากอดไว้ แล้วไปนั่งอยู่ที่มุมห้องมีนายเอียดเดินเข้ามาเป็นคนที่สอง เมื่อถึงมุมห้องฝั่งตรงข้าม นายเอียดได้เข้ามายืนแอบที่มุมห้อง พร้อมๆ กับนางสาวประภาพรวิ่งตามไปติดๆ เข้าไปยืนใกล้กับที่นางสาวอำพานั่ง ส่วนนายอนุชาติเข้ามาในบ้านเป็นคนสุดท้ายและทำท่าจะปิดประตูบ้าน แต่ปรากฏว่าขณะนายอนุชาติกำลังดึงประตูจะปิดอยู่นั้น พลันมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แล้วนายอนุชาติกระเด็นลงบนพื้นปูน นางสาวอำพาหันไปมองที่ประตู เห็นผู้ชายเดินเข้ามา เชื่อว่าเป็นคนร้าย แล้วมีเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด ได้ยินเสียงนางสาวประภาพรร้องขึ้นว่า อย่ายิง อย่ายิง รู้สึกว่ามีคนเดินเข้ามาในบ้านและได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด เช่นนี้ คำเบิกความของนางสาวอำพาและคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาวอำพาดังกล่าวสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่นางสาวประภาพรให้การต่อพนักงานสอบสวน จึงเชื่อว่าลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามที่นางสาวประภาพรให้การต่อพนักงานสอบสวน ไม่ใช่ลำดับเหตุการณ์ตามที่เบิกความต่อศาล ดังนั้น จึงแสดงให้เห็นว่านางสาวประภาพรมีโอกาสเห็นหน้าคนร้ายเพียงแว็บเดียว ในขณะที่คนร้ายตามเข้าไปยิงนายอนุชาติที่ล้มเข้าไปในห้อง ซึ่งในขณะนั้นนางสาวประภาพรยืนอยู่ข้างหน้านางสาวอำพาตามภาพถ่ายประกอบคดีหมาย ร.26 อันเป็นทางด้านข้างของคนร้าย เมื่อคนร้ายยิงนายอนุชาติแล้วได้หันปากกระบอกปืนมาทางนางสาวประภาพร ซึ่งนางสาวประภาพรคิดว่าคนร้ายจะยิงตนเองจึงร้องว่า อย่ายิง อย่ายิง แล้วนั่งก้มหน้าลง คนร้ายจึงไปยิงนายเอียดในขณะที่นางสาวประภาพรนั่งอยู่ ซึ่งตามที่แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ร.13 จุดหมายเลข 10 และ 11 ได้แสดงบริเวณที่นางสาวอำพาและนางสาวประภาพรนั่งอยู่ในขณะที่คนร้ายยิงนายเอียดที่จุดหมายเลข 3 อันแสดงให้เห็นว่าขณะที่คนร้ายยิงนายเอียดนั้น นางสาวประภาพรไม่มีโอกาสเห็นหน้าคนร้ายเพราะอยู่ด้านหลังคนร้ายและนั่งก้มหน้า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่สงสัยว่านางสาวประภาพรเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจนจริงหรือ เพราะอยู่ในอาการตกใจและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดเวลากลางคืน แม้มีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนสั้นภายในบ้าน 1 หลอดก็ตาม เพราะนางสาวอำพาก็ยังให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.30 ว่า หลังจากนายเอียดถูกยิงและนางสาวอำพาเข้ามานั่งอยู่ในบ้านนั้นนางสาวอำพาเหลือบไปมองที่ประตูบ้านเห็นคนร้ายทราบว่าเป็นผู้ชายแต่เห็นไม่ชัดเจน ไม่แน่ใจว่าจะจำคนร้ายได้หรือไม่ การที่นางสาวประภาพรชี้ภาพถ่ายจำเลยว่าเป็นคนร้าย ก็อาจเป็นเพราะว่ารูปร่างหน้าตาจำเลยคล้ายคลึงกับคนร้ายก็ได้ ส่วนเมื่อจับกุมจำเลยมาแล้วนางสาวประภาพรชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องนั้น ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ได้ว่าเป็นการชี้ตัวคนร้ายได้ถูกต้องแท้จริง เพราะนางสาวประภาพรเห็นภาพถ่ายจำเลยมาแล้ว ย่อมต้องชี้บุคคลที่ตนเห็นว่าตรงตามภาพถ่ายอยู่นั่นเองแม้นายลาภ พี่ชายของผู้ตายทั้งสามเคยมีเรื่องกับจำเลยมาก่อน ก็ปรากฏว่าเคยมีเรื่องกันเมื่อประมาณ 3 ปีมาแล้ว แต่ก็ยังปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวประภาพรตอบทนายจำเลยถามค้านในชั้นสืบพยานไว้ก่อนว่า ผู้ตายทั้งสามมีสาเหตุโกรธเคืองกับนางน้อยด้วย นอกจากประจักษ์พยานเพียงปากเดียวซึ่งเป็นที่สงสัยอยู่แล้วว่าเห็นคนร้ายได้ชัดเจนหรือไม่ พยานแวดล้อมของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อาจชี้ให้เห็นได้ชัดเจนว่า จำเลยเป็นคนร้าย เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งอาวุธปืนที่ยึดได้จากจำเลยและญาติภริยาจำเลย ต่างตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับกระสุนปืนและเศษกระสุนปืนแล้ว ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ายิงมาจากอาวุธปืนของกลาง ส่วนสร้อยคอลูกประคำขาวดำที่ยึดได้จากจำเลยก็เป็นสิ่งของที่มีขายอยู่ทั่วไป ประกอบกับจำเลยมีพยานหลักฐานมานำสืบถึงฐานที่อยู่ กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ไม่อาจที่จะลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนรวม 3 กระทงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 6 เดือน และ 1 ปี ตามลำดับ และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน แม้ความผิดทั้งสองฐานนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่พอรับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหรือไม่ และไม่ปรากฏว่ายึดอาวุธปืนได้จากจำเลยเป็นของกลาง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะยกฟ้องในความผิดฐานนี้ด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกันทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่เศษหัวกระสุนปืน หัวกระสุนปืน ปลอกหัวกระสุนปืน เปลือกหัวกระสุนปืน ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนและหัวตะกั่วของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงต้องริบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นายนุ้ย พานทอง
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสุวัจชัยหรือดุ่ย ภู่ระย้า
ชื่อองค์คณะ
ธนกฤษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3216/2554
#513588
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยกำหนดเงื่อนไขในข้อ 1 ว่าในการปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินที่ซื้อขาย ผู้จะซื้อสัญญาว่าจะว่าจ้างผู้จะขายหรือบริษัทในเครือของผู้จะขายเป็นผู้ปลูกสร้างโดยจะใช้แบบของผู้จะขายเท่านั้น และโจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ท. ปลูกสร้างบ้านแบบกรรณิการ์ลงบนที่ดินที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย จำเลยและบริษัท ท. ต่างมี บ. และ ธ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเช่นเดียวกัน สำนักงานที่ตั้งก็เป็นสถานที่เดียวกัน ผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านก็เป็นชุดเดียวกัน บริษัท ท. จึงเป็นบริษัทในเครือของจำเลยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาซึ่งต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยแบ่งแยกกันทำหน้าที่ดำเนินการในด้านต่างๆ จึงต้องร่วมกันผูกพันตามสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่เพียงผู้เดียวให้รับผิดตามสัญญาดังกล่าวได้ จำเลยจะอ้างการเป็นนิติบุคคลของบริษัท ท. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมาปฏิเสธ เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความผูกพันกับบริษัท ท. ที่จะต้องคืนเงินค่าปลูกสร้างบ้านและรั้วบ้านหาได้ไม่

เงินที่โจทก์ทั้งสองมอบให้แก่จำเลยในวันจองซื้อที่ดินพร้อมบ้าน ถือว่าเป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองส่งมอบให้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักฐานและเป็นการประกันในการปฏิบัติตามสัญญา จึงเป็นมัดจำ ส่วนเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินนั้น ตามสัญญาดังกล่าวระบุว่าให้ถือว่าเป็นการชำระหนี้งวดที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดินและค่าพัฒนาที่ดินตามสัญญามิใช่เป็นการให้ไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา จึงไม่ใช่มัดจำ เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญาเป็นอันยกเลิก จำเลยย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำนั้นได้ ส่วนเงินค่าที่ดิน ค่าปลูกสร้างบ้าน ค่าสร้างรั้วและค่าต่อเติมบ้านที่โจทก์ทั้งสองชำระให้จำเลย จำเลยจะต้องให้โจทก์ทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม การที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีข้อตกลงกันว่าถ้าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาเป็นอันยกเลิก โจทก์ทั้งสองยินยอมให้ริบเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ถ้าสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อลดเบี้ยปรับลงโดยให้จำเลยคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงหามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนนั้นไม่ เพราะการที่จำเลยริบเงินดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 641,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 506,897 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 386,897 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเวลา 4 ปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินให้แก่จำเลย 3,260 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าก่อสร้างบ้านและรั้วบ้านแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นคู่สัญญากันนั้น กำหนดเงื่อนไขต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน ข้อ.1 การปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดิน ในการปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินที่ซื้อขาย ผู้จะซื้อสัญญาว่าจะว่าจ้างผู้จะขายหรือบริษัทในเครือของผู้จะขายเป็นผู้ปลูกสร้างโดยจะใช้แบบของผู้จะขายเท่านั้น ซึ่งเงื่อนไข ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซี้อจะขายและพัฒนาที่ดิน ข้อ. 7 โดยคู่สัญญาต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งในวันเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินนั้น โจทก์ทั้งสองยังได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด ปลูกสร้างบ้านแบบกรรณิการ์ลงบนที่ดินที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลยอีกด้วย ตามสัญญาว่าจ้างปลูกบ้านซึ่งจำเลยและบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด ต่างมีนายบัญชาและนายเธียรพันธ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเช่นเดียวกัน สำนักงานที่ตั้งของจำเลยและบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด ก็เป็นสถานที่แห่งเดียวกัน ผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านก็เป็นพยานชุดเดียวกัน จึงเห็นได้ว่าบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด ซึ่งรับปลูกสร้างบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นบริษัทในเครือของจำเลยตรงตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขต่อท้ายสัญญาจำเลยกับบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด ซึ่งรับจ้างปลูกสร้างบ้านและรั้วบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสอง ต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการขายที่ดินและบ้านพิพาทรายนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยแบ่งแยกกันทำหน้าที่ดำเนินการในด้านต่างๆ ดังจะเห็นได้ว่าในการมีหนังสือขอนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทไปยังโจทก์ทั้งสองใช้หัวกระดาษระบุชื่อบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด ส่วนเอกสารประกอบภายในระบุจำนวนเงินที่ต้องชำระแก่บริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด เป็นค่าปลูกสร้างบ้านกับรั้วบ้านกับจำนวนเงินค่าที่ดินที่ต้องชำระแก่จำเลยในวันโอนกรรมสิทธิ์ ส่วนหนังสือขอนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทที่มีไปยังโจทก์ทั้งสองใช้หัวกระดาษระบุชื่อบริษัทจำเลย ข้อความที่ระบุไว้เหมือนกันกับข้อความและเอกสารประกอบภายในเป็นเอกสารอย่างเดียวกัน โดยผู้ลงลายมือชื่อเป็นบุคคลคนเดียวกัน อีกทั้งจำเลยยังถือเอาประโยชน์จากการกำหนดนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าวที่มีไปถึงโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ตามที่จำเลยและบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด กำหนดนัด โดยถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน สัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านและสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้ว เช่นนี้ ถือว่าจำเลยและบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยมีผลประโยชน์ร่วมกันในการจัดสรรที่ดินและบ้านที่โจทก์ทั้งสองจองซื้อจากจำเลย จึงต้องร่วมกันผูกพันตามสัญญาดังกล่าวต่อโจทก์ทั้งสองอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่เพียงผู้เดียวให้รับผิดตามสัญญาทั้งหมดดังกล่าวแล้วได้ จำเลยจะอ้างการเป็นนิติบุคคลของบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมาปฏิเสธเพื่อให้จำเลยพ้นจากความผูกพันกับบริษัทเทอร์ร่าวิสต้า จำกัด ที่จะต้องคืนเงินค่าปลูกสร้างบ้านและรั้วบ้านตามฎีกาจำเลยย่อมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดินตามสัญญาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าฝ่ายจำเลยไม่ได้ผิดสัญญา หากแต่โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน กรณีดังกล่าวให้ถือว่าสัญญาเป็นอันยกเลิกโดยโจทก์ทั้งสองผู้จะซื้อยินยอมให้จำเลยผู้จะขายริบเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมด ฯลฯ เช่นนี้ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทั้งสองชำระเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันจอง ถือว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบให้แก่จำเลยเพื่อเป็นพยานหลักฐานและเป็นการประกันในการปฏิบัติตามสัญญา จึงเป็นมัดจำ ส่วนเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระอีกจำนวน 32,500 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินนั้น ตามสัญญาจะซื้อขายและพัฒนาที่ดินดังกล่าวระบุชัดเจนว่า ให้ถือว่าเป็นการชำระหนี้งวดที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดินและค่าพัฒนาที่ดินตามสัญญา มิใช่เป็นการให้ไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา จึงมิใช่ค่ามัดจำ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญาเป็นอันยกเลิกแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิริบมัดจำจำนวน 20,000 บาท ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองยังชำระค่าจ้างปลูกสร้างบ้านไปแล้วจำนวน 192,052 บาท ตามใบเสร็จรับเงินค่าสร้างรั้วจำนวน 52,048 บาทและค่าต่อเติมบ้านจำนวน 6,129 บาท รวมเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระเป็นค่าที่ดิน, ค่าปลูกสร้างบ้าน ค่าสร้างรั้ว และค่าต่อเติมบ้านหลังจากที่จำเลยมีสิทธิริบมัดจำจำนวน 20,000 บาท แล้วเป็นเงิน 606,897 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จำเลยจะต้องให้โจทก์ทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่การที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงกันว่าถ้าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาเป็นอันยกเลิก โจทก์ทั้งสองยินยอมให้จำเลยริบเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดตามสัญญา ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เมื่อที่ดินและบ้านตามสัญญายังเป็นของจำเลยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจำเลยสามารถนำไปจำหน่ายแก่ผู้อื่นในสภาพใหม่ได้ และยังได้ความจากนายบัญชา พยานจำเลยซึ่งเป็นกรรมการจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านและทนายจำเลยถามติงได้ความเป็นอย่างเดียวกันว่า โครงการของจำเลยที่ยังไม่แล้วเสร็จมีสนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ และสโมสร โดยไม่ได้กำหนดเวลาที่จะทำการให้แล้วเสร็จ ซึ่งโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2537 จนถึงวันที่พยานจำเลยดังกล่าวเบิกความคือวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 เป็นเวลาประมาณ 9 ปี โครงการบ้านจัดสรรของจำเลยก็ยังไม่สร้างให้เสร็จสมบูรณ์ เช่นนี้ พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้ 220,000 บาท จึงเป็นจำนวนเงินสมควรแล้ว เมื่อนำเงินเบี้ยปรับจำนวนดังกล่าวไปหักจากเงินค่าที่ดิน ค่าปลูกสร้างบ้าน ค่าสร้างรั้ว และค่าต่อเติมบ้านจำนวน 606,897 บาทแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 386,897 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระไปแล้วได้ตามข้อ 6.2 ของสัญญา เมื่อศาลฎีกาพิพากษาลดเบี้ยปรับลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง โดยให้จำเลยคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงหามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนนั้นไม่ เพราะการที่จำเลยริบเงินดังกล่าวไว้เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาโดยชอบ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองด้วย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 386,897 บาท แก่โจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนของจำเลยและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ยกฎีกาของโจทก์ทั้งสอง คืนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิทย์ ฐาปนะดิลก กับพวก
จำเลย — บริษัทโนว่าเฮ้าส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวศนิวันท์ เกื้อสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3175/2554
#510245
เปิดฉบับเต็ม

สติกเกอร์พีวีซีใสกาวพิเศษที่ซื้อจากโจทก์เมื่อจำเลยนำไปผลิตชิ้นงานแล้วปรากฎว่าลอกแผ่นสติกเกอร์ไม่ออกเพราะเหตุกาวเหนียวเกินไป แม้โจทก์ใช้มือแกะสามารถลอกสติกเกอร์ออกได้ แต่ในการใช้งานของบริษัท ด. ต้องใช้เครื่องจักรเป็นตัวลอกสติกเกอร์ให้ติดกับกล่องนม เมื่อเครื่องจักรไม่สามารถลอกสติกเกอร์ได้ตามวัตถุประสงค์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยผลิตสติกเกอร์ไม่ดีหรือบริษัท ด. ติดตั้งเครื่องจักรไม่ได้มาตรฐาน จึงฟังได้ว่า สินค้าสติกเกอร์พีวีซีใสกาวพิเศษของโจทก์ชำรุดบกพร่องในลักษณะกาวเหนียวเกินไป เป็นเหตุให้เมื่อจำเลยนำไปใช้แล้วไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งใช้เป็นปกติ โจทก์ในฐานะผู้ขายสินค้าต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 472 วรรคแรก

ใบสั่งซื้อสินค้าที่จำเลยเป็นผู้สั่งซื้อทางโทรสารไปยังโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยสั่งซื้อสติกเกอร์ 15 ม้วน โดยให้ส่งภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2544 และยังมีคำสั่งว่า "อีก 67 ม้วนใหญ่ให้ส่งเดือนมกราคม 2545 แต่ยังไม่ต้องผลิตจะแจ้งอีกครั้งหนึ่ง" เห็นได้ว่าจำเลยสั่งซื้อสติกเกอร์จากโจทก์ 82 ม้วน โดยให้ส่งก่อน 15 ม้วน ส่วนที่เหลืออีก 67 ม้วน ให้โจทก์จัดเตรียมเพื่อที่จะส่งมอบให้ตามที่แจ้งต่อไป จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทสติกเกอร์จากโจทก์มานานหลายปีโดยไม่มีปัญหา ดังนั้น ตามวัตถุที่ประสงค์แห่งสัญญาซื้อขายโดยสภาพหรือโดยเจตนาของคู่สัญญา ย่อมไม่อาจระบุได้ว่าจะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ ณ เวลาที่กำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 388 เนื่องจากใบสั่งซื้อและพฤติการณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยมิได้กำหนดให้ชัดแจ้งและยืนยันให้เด็ดขาดว่า หากโจทก์ไม่ส่งสินค้าให้จำเลยภายในกำหนดให้ถือว่าใบสั่งซื้อดังกล่าวเป็นอันยกเลิกทันที ฉะนั้นการที่จำเลยจะใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยบอกปัดไม่ยอมรับสินค้าจึงต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ มาตรา 387 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ปฏิบัติเช่นนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกเลิกสัญญาโดยบอกปัดไม่ยอมรับสินค้าและชำระราคาได้ กรณีหาใช่เป็นเรื่องสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนเวลาบังคับไว้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินค้าที่ค้างทั้งหมดต่อโจทก์รวมเป็นเงิน 1,516,209 บาท และดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ส่งมอบสินค้าครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้องอีก 28,429 บาท รวมเป็นเงิน 1,544,638 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,516,209 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 972,848 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 643,461 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยจะต้องชำระราคาสติกเกอร์พีวีซีใสกาวพิเศษจำนวน 1,237,305 บาท แก่โจทก์หรือไม่ และโจทก์จะต้องรับผิดในค่าเสียหายอันเนื่องจากสินค้าดังกล่าวชำรุดบกพร่องหรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนายพัฒนา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า จำเลยแจ้งโจทก์ว่าเมื่อนำสินค้าดังกล่าวไปผลิตเป็นชิ้นงานแล้ว ปรากฏว่าลอกแผ่นสติกเกอร์ไม่ออกเพราะเหตุกาวเหนียวเกินไป แต่เมื่อโจทก์รับงานกลับมาตรวจสอบก็พบว่าสามารถลอกออกได้ ส่วนจำเลยมีนายธนากร ผู้จัดการทั่วไปบริษัทที. ซี. เอเชีย (2000) จำกัด เบิกความว่า จำเลยนำสติกเกอร์พีวีซีใสที่สั่งซื้อจากโจทก์ดังกล่าวไปผลิตเป็นสินค้าสติกเกอร์ดัชมิลล์ลุ้นโชค 2002 ส่งให้บริษัทที. ซี. เอเชีย (2000) จำกัด นำไปจำหน่ายให้บริษัทดัชมิลล์ จำกัด เมื่อบริษัทดัชมิลล์ จำกัด นำไปเข้าเครื่องลอกติดกล่องนมปรากฏว่าตัวสติกเกอร์ไม่หลุดลอกออกจากกระดาษ เพราะกาวในกระดาษสติกเกอร์เหนียวเกินไป บริษัทดัชมิลล์ จำกัด จึงเชิญตัวแทนโจทก์ จำเลยและบริษัทที. ซี. เอเชีย (2000) จำกัด มาประชุมรับทราบปัญหา โจทก์รับสติกเกอร์ดังกล่าวไปแก้ไขปัญหากาวไม่ลอกออกจากม้วน และได้ส่งตัวอย่างมาทดลองก็พบว่าการอบความร้อนทำให้สติกเกอร์กรอบมีผลให้เมื่อแกะสติกเกอร์ออกจากกล่องนมจะทำให้สติกเกอร์ขาดไม่สามารถนำสติกเกอร์มาใช้ได้ โดยมีหนังสือของบริษัทดัชมิลล์ จำกัด ที่มีไปถึงจำเลยมีเนื้อความสอดคล้องกันสนับสนุน เห็นว่า แม้โจทก์ใช้มือแกะและสามารถลอกสติกเกอร์ออกได้ แต่ในการใช้งานของบริษัทดัชมิลล์ จำกัด ต้องใช้เครื่องจักรเป็นตัวลอกสติกเกอร์ให้ติดกับกล่องนม เมื่อเครื่องจักรไม่สามารถลอกสติกเกอร์ได้ตามวัตถุประสงค์โดยโจทก์ไม่นำสืบว่า จำเลยผลิตสติกเกอร์ไม่ดีหรือบริษัทดัชมิลล์ จำกัด ติดตั้งเครื่องจักรไม่ได้มาตรฐานตามที่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สินค้าสติกเกอร์พีวีซีใสกาวพิเศษของโจทก์บางส่วนชำรุดบกพร่องในลักษณะกาวเหนียวเกินไป เป็นเหตุให้เมื่อจำเลยนำไปใช้แล้วไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งใช้เป็นปกติ โจทก์ในฐานะผู้ขายสินค้าจึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 วรรคแรก

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับเอาสติกเกอร์พีวีซีใสกาวพิเศษจำนวน 11 ม้วน และชำระราคา 178,904 บาท แก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์รับในคำแก้ฎีกาว่า โจทก์ส่งมอบสินค้ารายการดังกล่าวให้จำเลยล่าช้าจริง จึงมีปัญหาว่า การที่โจทก์ส่งมอบสินค้าล่าช้า จำเลยจะบอกปัดไม่รับชำระหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์เอกสารหมาย จ.16 ซึ่งเป็นใบสั่งซื้อสินค้าที่จำเลยเป็นผู้สั่งซื้อทางโทรสารไปยังโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยสั่งซื้อสติกเกอร์ 15 ม้วน โดยมีคำสั่งให้ส่งภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2544 และยังมีคำสั่งว่า "อีก 67 ม้วนใหญ่ให้ส่งเดือนมกราคม 2545 แต่ยังไม่ต้องผลิตจะแจ้งอีกครั้งหนึ่ง" ตามเอกสารดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจำเลยสั่งซื้อสติกเกอร์จากโจทก์ 82 ม้วน โดยให้ส่งก่อนจำนวน 15 ม้วน ส่วนที่เหลืออีก 67 ม้วน ให้โจทก์จัดเตรียมเพื่อที่จะส่งมอบให้ตามที่แจ้งต่อไป ซึ่งข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของคู่ความปรากฏว่า จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าประเภทสติกเกอร์จากโจทก์ต่อเนื่องกันมานานหลายปีโดยไม่มีปัญหา ดังนั้น ตามวัตถุที่ประสงค์แห่งสัญญาซื้อขายโดยสภาพหรือโดยเจตนาของคู่สัญญา ย่อมไม่อาจระบุได้ว่าจะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ ณ เวลาที่กำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 เนื่องจากใบสั่งซื้อและพฤติการณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยมิได้กำหนดให้ชัดแจ้งและยืนยันเด็ดขาดว่า หากโจทก์ไม่ส่งสินค้าให้จำเลยภายในกำหนดให้ถือว่าใบสั่งซื้อฉบับดังกล่าวเป็นอันยกเลิกทันที ฉะนั้น การที่จำเลยจะใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยบอกปัดไม่ยอมรับสินค้าจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ซึ่งบัญญัติเป็นหลักทั่วไปว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ปฏิบัติเช่นนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกเลิกสัญญาโดยบอกปัดไม่ยอมรับสินค้าและชำระราคาได้ กรณีหาใช่เป็นเรื่องสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนเวลาบังคับไว้แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ราคาสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์จำนวน 178,904 บาท ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 643,361 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 10 เมษายน 2545) ต้องไม่เกิน 28,429 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 472 วรรคแรก ม. 487 ม. 488
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเทปกาวอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — บริษัทโตกิวา เอ.พี. (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวิเชียร ศรีฟ้าวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3172 -ที่ 3173/2554
#510237
เปิดฉบับเต็ม

คดีในสำนวนที่สองศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 49,150 บาท ฎีกาของโจทก์ในสำนวนที่สองจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีในสำนวนแรกเมื่อวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ประมาทฝ่ายเดียวแล้ว จึงทำให้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในสำนวนที่สองที่ว่า นาย ว. ผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยมีส่วนประมาทหนึ่งในสามส่วน และจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทสองในสามส่วน ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคแรก โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ฟังว่า จำเลยที่ 1 ประมาทฝ่ายเดียว โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในสำนวนที่สอง

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยหาได้บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนกระทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการด้วยไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 และนาง บ. เป็นตัวแทนในการนำรถไปประกอบการขนส่งส่วนบุคคลในนามของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดนั้น จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ถึงแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยให้เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการไม่ชอบ การที่โจทก์ยังคงฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ในเนื้อหาดังเช่นที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2

แม้การพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่คดีนี้ประเด็นในชั้นฎีกามีเพียงว่า นาย ว. ผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่เท่านั้น จึงไม่จำต้องรอฟังผลคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด โจทก์สำนวนแรกและจำเลยที่ 2 สำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกนายประเสริฐ พลสิทธิ์ จำเลยที่ 1 สำนวนแรกและโจทก์สำนวนหลังว่าจำเลยที่ 1 เรียกนางสาวแววตา พิมพา จำเลยที่ 2 สำนวนแรก และบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด จำเลยที่ 3 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ ส่วนนางสุคนธ์ อุ้ยเอ้ง จำเลยที่ 1 สำนวนหลัง โจทก์สำนวนหลังขอถอนฟ้องก่อนที่ศาลชั้นต้นจะรวมพิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังออกจากสารบบความ

โจทก์สำนวนแรกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 725,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 700,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 254,429 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 สำนวนหลังให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 384,183 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาทั้งสองสำนวน

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าคดีในสำนวนที่สองศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 49,150 บาท ฎีกาของโจทก์ในสำนวนที่สองจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยหาได้รรยายฟ้องโดยแจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนกระทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการด้วยไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันฟังยุติว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 และนางบุญศรี รัชพงษ์ไทย เป็นตัวแทนในการนำรถไปประกอบการขนส่งส่วนบุคคลในนามของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดนั้น จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ถึงแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยให้เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการไม่ชอบ การที่โจทก์ยังคงฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ในเนื้อหาดังเช่นที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้รอฟังผลคดีอาญาให้ถึงที่สุดเสียก่อน แล้วจึงพิพากษาคดีในส่วนแพ่งของศาลฎีกาคดีนี้ เห็นว่า แม้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่คดีนี้ประเด็นในชั้นฎีกามีเพียงว่า นายเวชผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่เท่านั้น จึงไม่จำต้องรอฟังผลคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ยกคำร้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ยกฎีกาของโจทก์สำหรับสำนวนที่สอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 146 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายประเสริฐ พลสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายอาทิตย์ สาตรวาหา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
มานัส เหลืองประเสริฐ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3113/2554
#506187
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ เมื่อพนักงานโจทก์ปฏิบัติงานผิดพลาดโดยนำเงินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยตามเช็คที่จำเลยนำเข้าฝากในบัญชี โดยเข้าใจผิดว่าจำเลยมีสิทธิรับเงินตามเช็ค และจำเลยได้ถอนเงินจำนวนตามเช็คไปจากบัญชีเงินฝากของจำเลย จึงเป็นการที่จำเลยได้เงินนั้นไปโดยไม่ชอบ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินจำนวนดังกล่าว ย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากสหกรณ์ ฯ ในการเรียกร้องเงินคืนจากจำเลย แต่คำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายข้อเท็จจริงพอเข้าใจได้ว่าโจทก์ได้ชดใช้เงินคืนแก่สหกรณ์ ฯ แล้ว และประสงค์จะเรียกเงินคืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะได้เงินจำนวนนั้น ซึ่งในการฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้วโจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง การยกบทขึ้นปรับใช้แก่คดีเป็นหน้าที่ของศาลเมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า กรณีเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินใช้สิทธิติดตามและเอาคืนจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ว่ากรณีเป็นเรื่องดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 227 ม. 229 ม. 672 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางปัญจนา ทองสุก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายไพบูลย์ นิลรัตนโกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกำพล ษมาคุณากร
ชื่อองค์คณะ
นายกฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
นางปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3113/2554
#511527
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาฝากเงินและเบิกถอนเงินระหว่างโจทก์กับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ จำกัด เป็นสัญญาฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 ดังนั้นเงินฝากของสหกรณ์ที่ฝากไว้กับโจทก์ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตั้งแต่ที่มีการฝากเงิน สหกรณ์ฯ มีสิทธิที่จะเบิกถอนเงินได้ โจทก์เพียงแต่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น การที่พนักงานของโจทก์ปฏิบัติงานผิดพลาดและนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยตามเช็ดที่จำเลยนำเข้าฝากในบัญชี จึงเป็นการเอาเงินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เองเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ไม่ใช่เป็นการเอาเงินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์ฯ เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย แม้บัญชีเงินฝากของสหกรณ์ฯ จะมียอดแสดงการหักเงินจากบัญชี แต่บัญชีเงินฝากของสหกรณ์ฯ เป็นเพียงหลักฐานและการตรวจสอบการรับฝากและถอนเงินระหว่างโจทก์กับสหกรณ์ฯ เท่านั้น เมื่อสหกรณ์ฯ ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินที่จำเลยเบิกถอนไปจากโจทก์ สหกรณ์ฯ จึงย่อมไม่มีสิทธิติดตามและเอาเงินคืนจากจำเลยตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1336 การที่โจทก์ชดใช้เงินคืนให้แก่สหกรณ์ฯ เป็นความรับผิดตามสัญญาฝากทรัพย์ระหว่างโจทก์กับสหกรณ์ไม่มีสิทธิใดที่โจทก์จะรับช่วงจากสหกรณ์ฯ ในการฟ้องร้องเรียกให้จำเลยชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ตามบทบัญญัติว่าด้วยรับช่วงสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 226, 227 และ 229

เมื่อจำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ โดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ การที่พนักงานโจทก์ปฏิบัติงานผิดพลาดโดยนำเงินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยตามเช็ดที่จำเลยนำเข้าฝากในบัญชีโดยเข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิรับเงินตามเช็คและจำเลยได้เบิกถอนเงินจำนวนตามเช็คไปจากบัญชีเงินฝากของจำเลย จึงเป็นการที่จำเลยได้เงินนั้นไปโดยไม่ชอบ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินจำนวนดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนจากจำเลย ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยได้

คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากสหกรณ์ฯ ในการเรียกร้องเงินคืนจากจำเลย แต่คำฟ้องของโจทก์เก็บบรรยายข้อเท็จจริงพอเข้าใจได้ว่าโจทก์ได้ชดใช้เงินคืนให้แก่สหกรณ์ฯ แล้ว และประสงค์จะเรียกคืนจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะได้เงินจำนวนนั้น ซึ่งในการฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้ว โจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง การยกบทกฎหมายขึ้นปรับใช้บังคับแก่คดีเป็นหน้าที่ของศาล เมื่อกรณีเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินใช้สิทธิติดตามและเอาคืนจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ว่ากรณีเป็นเรื่องดังกล่าว เมื่อจำเลยได้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลย ซึ่งมีจำนวนเงินตามเช็ค 4 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งหมด 219,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์และเนื่องจากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 227 วรรคหนึ่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 473,136.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 303,866.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2533 และวันที่ 31 สิงหาคม 2533 จำเลยนำเช็คของโจทก์ 4 ฉบับ ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ จำกัด เป็นผู้สั่งจ่าย จำนวนเงินรวมทั้งหมด 219,600 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่มีกับโจทก์ โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากของสหกรณ์ฯ นำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ต่อมาสหกรณ์ฯยื่นฟ้องโจทก์ให้ชดใช้เงินจำนวนตามเช็ค คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์ชดใช้เงินจำนวนตามเช็คคืนให้แก่สหกรณ์ฯ โจทก์ชดใช้เงินจำนวนตามเช็คคืนให้แก่สหกรณ์ฯแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากสหกรณ์ฯเรียกเงินคืนจากจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาฝากเงินและเบิกถอนเงินระหว่างโจทก์กับสหกรณ์ฯเป็นสัญญาฝากทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 บัญญัติว่า "ถ้าฝากเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน อนึ่ง ผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากจำต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น......" ดังนั้นเงินฝากของสหกรณ์ฯที่ฝากไว้กับโจทก์ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตั้งแต่ที่มีการฝากเงิน สหกรณ์ฯมีสิทธิที่จะเบิกถอนเงินได้ โจทก์เพียงแต่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น การที่พนักงานของโจทก์ปฏิบัติงานผิดพลาดและนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยตามเช็คที่จำเลยนำเข้าฝากในบัญชี จึงเป็นการเอาเงินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เองเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ไม่ใช่เป็นการเอาเงินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์ฯเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย แม้บัญชีเงินฝากของสหกรณ์ฯจะมียอดแสดงการหักเงินจากบัญชี แต่บัญชีเงินฝากของสหกรณ์ฯเป็นเพียงหลักฐานและการตรวจสอบการรับฝากและถอนเงินระหว่างโจทก์กับสหกรณ์ฯ เท่านั้น เมื่อสหกรณ์ฯไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินที่จำเลยเบิกถอนไปจากโจทก์สหกรณ์ฯจึงย่อมไม่มีสิทธิติดตามและเอาเงินคืนจากจำเลยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 การที่โจทก์ชดใช้เงินคืนให้แก่สหกรณ์ฯเป็นความรับผิดตามสัญญาฝากทรัพย์ระหว่างโจทก์กับสหกรณ์ฯ ไม่มีสิทธิใดที่โจทก์จะรับช่วงจากสหกรณ์ฯ ในการฟ้องร้องเรียกให้จำเลยชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ตามบทบัญญัติว่าด้วยรับช่วงสิทธิตามมาตรา 226, 227 และ 229 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงได้ความจากทางพิจารณาของศาลชั้นต้นและคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยก็เป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาบุรีรัมย์ โดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ การที่พนักงานโจทก์ปฏิบัติงานผิดพลาดโดยนำเงินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยตามเช็คที่จำเลยนำเข้าฝากในบัญชีโดยเข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิรับเงินตามเช็คและจำเลยได้เบิกถอนเงินจำนวนตามเช็คไปจากบัญชีเงินฝากของจำเลย จึงเป็นการที่จำเลยได้เงินนั้นไปโดยไม่ชอบ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินจำนวนดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยได้ คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากสหกรณ์ฯ ในการเรียกร้องเงินคืนจากจำเลย แต่คำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายข้อเท็จจริงพอเข้าใจได้ว่าโจทก์ได้ชดใช้เงินคืนให้แก่สหกรณ์ฯแล้ว และประสงค์จะเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะได้เงินจำนวนนั้น ซึ่งในการฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้ว โจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง การยกบทกฎหมายขึ้นปรับใช้บังคับแก่คดีเป็นหน้าที่ของศาล เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า กรณีเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินใช้สิทธิติดตามและเอาคืนจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ว่ากรณีเป็นเรื่องดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลย ซึ่งมีจำนวนเงินตามเช็ค 4 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งหมด 219,600 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และเนื่องจากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินคืนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ตามสำเนาหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.12 จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2546 ตามใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.13 ครบกำหนดชำระเงินตามหนังสือทวงถามในวันที่ 6 เมษายน 2546 เมื่อจำเลยไม่ชำระเงินดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์ไม่ได้รับช่วงสิทธิจากสหกรณ์ฯแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 219,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 226 ม. 227 ม. 229 ม. 672 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางปัญจนา ทองสุก
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3071/2554
#515044
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ที่ดินพิพาทยังเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา โดย ส. มารดาโจทก์ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นผู้ครอบครองตั้งแต่ก่อนที่ดินพิพาทจะเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินแล้ว แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทจะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อันจะทำให้ตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ย่อมโอนการครอบครองและส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ฟ้องขับไล่ไม่ได้ จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเมื่อ ส. ได้สละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทและโอนการครอบครองโดยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่จำเลย และจำเลยได้เข้าครอบครองตั้งแต่วันที่ซื้อขายแล้ว จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377, 1378 การครอบครองที่ดินพิพาทของ ส. หรือโจทก์ซึ่งเป็นทายาทย่อมสิ้นสุดลง ส. หรือโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทอีกต่อไป การที่มีการไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทแล้วใส่ชื่อ ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นการออกโฉนดที่คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง และอาจถูกเพิกถอนได้โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตาม ป. ที่ดิน มาตรา 61 และไม่เป็นเหตุให้สิทธิของจำเลยเหนือที่ดินพิพาทที่มีอยู่แล้วโดยสมบูรณ์เสียไป การที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลย เพราะจำเลยไม่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจึงไม่น่าจะถูกต้องเพราะเหตุที่ไม่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทนั้น เนื่องจากเป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองมาด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องไปจะทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย และเมื่อโฉนดที่ดินพิพาทออกโดยมิชอบ จำเลยจะขอให้ใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้หากจะไม่ดำเนินการยึดที่ดินพิพาทด้วยเหตุว่าไม่มีชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทแต่เพียงประการเดียวนั้นย่อมเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกมูลหนี้ค้ำประกันจากจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินหลายรายการของจำเลย ต่อมาโจทก์ขอนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17052 โดยยืนยันว่าเป็นของจำเลย แต่ตามสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ปรากฏชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดเว้นการยึด และร้องต่อศาลชั้นต้นขอปลดเปลื้องความรับผิดในค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปลดเปลื้องความรับผิดในค่าสินไหมทดแทนกรณีเจ้าพนักงานบังคับคดีงดเว้นการยึดทรัพย์รายนี้

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ที่ดินแปลงที่โจทก์จะนำยึดเป็นของจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4315/2546 และคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 535/2548 ของศาลชั้นต้น จึงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดที่ดินแปลงดังกล่าว แล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 17052 มีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ใช่จำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17052 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ถึงแม้ที่ดินพิพาทจะได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแล้วและโฉนดที่ดินไม่มีชื่อของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ก็สามารถนำยึดที่ดินพิพาทได้ มิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4757 มีชื่อนางสำเริง มารดาโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2533 นางสำเริงทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่จำเลยในราคา 100,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าผู้ขายยอมมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่จำเลยผู้ซื้อตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายและจำเลยชำระเงินให้แก่นางสำเริงจำนวนหนึ่ง และเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2533 นางสำเริงได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4757 ดังกล่าวไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 13220 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2534 นางสำเริงกับจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกันอีกมีข้อความทำนองเดียวกับสัญญาซื้อขายฉบับแรกและจำเลยมอบเงินให้แก่นางสำเริงอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นนางสำเริงได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นที่ดินโฉนดที่ 17052 ต่อมานางสำเริงถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตกทอดทางมรดกมายังโจทก์ โจทก์ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4315/2546 วินิจฉัยโดยสรุปได้ว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ที่ดินพิพาทยังเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยนางสำเริงมารดาโจทก์ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นผู้ครอบครองตั้งแต่ก่อนที่ดินพิพาทจะเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินแล้วแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทจะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อันตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ย่อมโอนการครอบครองให้แก่กันได้โดยสละการครอบครองและส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ฟ้องขับไล่ไม่ได้ จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเมื่อนางสำเริงได้สละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทและโอนการครอบครองโดยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่จำเลย และจำเลยได้เข้าครอบครองตั้งแต่วันซื้อขายแล้ว จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และ 1378 การครอบครองที่ดินพิพาทของนางสำเริงหรือโจทก์ซึ่งเป็นทายาทย่อมสิ้นสุดลง นางสำเริงหรือโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทอีกต่อไป การที่มีการไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทแล้วใส่ชื่อนางสำเริงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินที่คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงและอาจถูกเพิกถอนได้โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 และไม่เป็นเหตุให้สิทธิของจำเลยเหนือที่ดินพิพาทที่มีอยู่แล้วโดยสมบูรณ์เสียไป การที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลยเพราะจำเลยไม่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจึงไม่น่าจะถูกต้อง เพราะเหตุที่ไม่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเนื่องจากเป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองมาด้วยการครอบครองตามกฎหมายมิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย โจทก์ไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย และเมื่อโฉนดที่ดินพิพาทออกโดยใส่ชื่อนางสำเริงโดยมิชอบ จำเลยจะขอให้ใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบก็ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้หากจะไม่ดำเนินการยึดที่ดินพิพาทด้วยเหตุว่าไม่มีชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทแต่เพียงประการเดียวนั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบแต่อย่างใด ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ยึดที่ดินพิพาทดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17052 ตำบลน้ำรึม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1377 ม. 1378
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
นางสร้อย จันทร์เอี่ยม
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นางสำเริง คำเกิด
จำเลย — นายไวปัญญา เกตุแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3017/2554
#511616
เปิดฉบับเต็ม

การให้ถ้อยคำของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะให้การอย่างไรหรือไม่ให้การก็ได้ ในกรณีที่ผู้ต้องหาให้การเหมือนๆ กันหรือทำนองเดียวกัน บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาย่อมมีโอกาสเหมือนหรือคล้ายกัน และในการทำความเห็นสั่งฟ้องคดี หากพนักงานอัยการเห็นว่าการสอบสวนไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง ย่อมจะส่งสำนวนการสอบสวนกลับไปให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมหรือปฏิบัติเสียใหม่ให้ถูกต้อง ประกอบกับวิทยาการสมัยใหม่ที่เอกสารสอบสวนสองฉบับจะมีข้อความตรงกันย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ลงชื่อในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ย่อมถือว่าการสอบสวนคดีนี้ชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 แต่ตามมาตรา 27 ของกฎหมายใหม่ยังคงบัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดรับคนต่างด้าวเข้าทำงานเช่นเดียวกันกับกฎหมายเดิม เว้นแต่คนต่างด้าวซึ่งมีใบอนุญาตทำงาน กรณีจึงไม่ถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกความผิดของจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตามโทษปรับในความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน ตามกฎหมายเดิมเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า จึงต้องใช้โทษปรับตามกฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 3

ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ ลงโทษปรับ 240,000 บาท และต้องคำพิพากษาในความผิดเดียวกัน ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 22,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี คดีนี้ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ อีก ซึ่งพ้นโทษในคดีก่อนยังไม่ครบ 5 ปี กรณีต้องมีการวางโทษทวีคูณแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความผิดคดีนี้หลังจากได้ชำระค่าปรับครบถ้วนและพ้นกำหนดรอการลงโทษจำคุกในคดีก่อนที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้วางโทษทวีคูณคดีนี้แล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ต้องโทษและได้พ้นโทษในคดีก่อนไปแล้วก่อนที่พระราชบัญญัตินี้จะใช้บังคับและได้รับการล้างมลทินโดยถือว่าจำเลยที่ 1 มิเคยถูกลงโทษในความผิดนี้มาก่อนตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจวางโทษทวีคูณแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้

ป.อ. มาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ..." การที่ศาลทรัพย์สินฯ พิพากษาว่า "หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับ" ไปเสียเลย จึงเป็นการบังคับค่าปรับผิดลำดับตามบทกฎหมาย ต้องแก้เป็นว่า หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 หากจะกักขังให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 113, 115, 117 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 5, 7, 22, 34, 39 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และสั่งริบของกลางทั้งหมด กับวางโทษจำเลยที่ 1 ทวีคูณ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้วางโทษทวีคูณ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพข้อหาเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาอื่น

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1 6 เดือนและปรับ 200,000 บาทกับมีความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 22, 39 อีกกระทงหนึ่ง ปรับ 6,000 บาท (ที่ถูก รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 206,000 บาท) ปรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 รวมคนละ 3,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 1,500 บาท (ที่ถูก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น และข้อหาร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม) จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องขังมาพอแก่โทษให้ปล่อยตัวไปทันที ริบของกลางตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 เว้นแต่รถยนต์นั่งยี่ห้อเบ็นซ์และรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิไม่ริบ ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ไว้ 1 ปี (ที่ถูก โทษจำคุกให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ไว้ 1 ปี) แต่ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือน ต่อครั้งในระหว่างรอการลงโทษ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า บันทึกคำให้การของผู้ต้องหาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 ที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้มีข้อความบางตอนเหมือนกันทุกตัวอักษร และมีจำนวนบรรทัดเท่ากัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ พฤติการณ์การสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่าวิธีการสอบสวนของพนักงานสอบสวนแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้ หรือแม้จะไม่ให้การก็ได้ ในกรณีที่ผู้ต้องหาให้การเหมือนๆ กันหรือทำนองเดียวกัน บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนย่อมมีโอกาสเหมือนหรือคล้ายกันบ้างและในการทำความเห็นพิจารณาสั่งฟ้องคดี หากพนักงานอัยการเห็นว่าการสอบสวนไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง ย่อมจะส่งสำนวนการสอบสวนกลับไปให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมหรือปฏิบัติเสียใหม่ให้ถูกต้องประกอบกับวิทยาการสมัยปัจจุบัน การที่เอกสารสองฉบับจะมีข้อความตรงกันย่อมเกิดขึ้นได้ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ลงชื่อในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.15 ถือว่าการสอบสวนคดีนี้ชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มีพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับโดยมาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2544 แต่ตามมาตรา 27 ของกฎหมายใหม่ก็ยังคงบัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดรับคนต่างด้าวเข้าทำงานเช่นเดียวกันกับกฎหมายเก่า เว้นแต่คนต่างด้าวซึ่งมีใบอนุญาตทำงานโดยมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 54 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน กรณีจึงไม่อาจถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และเมื่อความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน ตามมาตรา 22, 39 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของโทษปรับตามกฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้โทษปรับตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นคุณกว่าบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3037/2544 ลงโทษปรับ 240,000 บาท เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 และลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 22,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 702/2545 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าในคดีนี้อีกเมื่อพ้นโทษในคดีก่อนยังไม่ครบกำหนด 5 ปี และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความผิดคดีนี้หลังจากได้ชำระค่าปรับครบถ้วนและพ้นกำหนดรอการลงโทษจำคุกในคดีก่อนที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้วางโทษทวีคูณคดีนี้แล้ว จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ต้องโทษและได้พ้นโทษในคดีก่อนไปแล้วก่อนที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับและได้รับการล้างมลทินโดยถือว่าจำเลยที่ 1 มิเคยถูกลงโทษในความผิดมาก่อนตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมิอาจวางโทษทวีคูณแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้

ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ..." คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ส่วนนี้จึงเป็นการบังคับค่าปรับผิดลำดับตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

สำหรับของกลางที่เป็นด้าย 4 หลอด เครื่องจักรปั๊มกระดุม 6 เครื่องและจักรเย็บผ้า 4 หลัง มิใช่สินค้าที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 และมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 และ 33 จึงไม่ริบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 จำคุก 3 เดือน และปรับ 100,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานแล้วเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 106,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 หากจะกักขัง ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปีไม่ริบของกลางที่เป็นด้าย 4 หลอด เครื่องจักรปั๊มกระดุม 6 เครื่อง และจักรเย็บผ้า 4 หลัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ม. 22 ม. 39
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 3 ม. 27 ม. 54
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 113
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ป.อ. ม. 3 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกชัย จิรารัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพิธี อุปปาติก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2998/2554
#511526
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์เจ็บป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยทนายโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์ป่วยด้วยโรคไต ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเป็นประจำเหตุดังกล่าวจึงไม่ใช่เหตุที่ทำให้ทนายโจทก์ไม่อาจมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ จึงไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 ดังกล่าวได้ ส่วนที่ทนายโจทก์อ้างอีกว่า หากโจทก์ต้องการจะยื่นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา โจทก์จะต้องกระทำด้วยตนเอง จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาดำเนินการดังกล่าว ก็เป็นการคาดคะเนของทนายโจทก์ทั้งสิ้น จึงไม่อาจอ้างได้ว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์สองครั้ง โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2551

ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ป่วยเป็นโรคไต อาการหนัก ยังไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ได้ ทนายโจทก์จึงได้เตรียมยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาไว้ แต่โจทก์ยังไม่สามารถมาสาบานตนได้ ถือเป็นพฤติการณ์พิเศษ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ และขยายระยะเวลายื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สามเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สองที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ การที่โจทก์จะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เท่านั้น ที่ทนายโจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เจ็บป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ถือเป็นเหตุสุดวิสัย นั้น ก็ปรากฏว่าทนายโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่า โจทก์ป่วยด้วยโรคไตต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเป็นประจำ ดังจะเห็นได้จากคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สอง ฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2551 เหตุดังกล่าวจึงไม่ใช่เหตุที่ทำให้ทนายโจทก์ไม่อาจมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในครั้งที่สองได้ จึงไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 ดังกล่าวได้ ส่วนที่ทนายโจทก์ฎีกาอ้างอีกว่า หากโจทก์ต้องการจะยื่นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา โจทก์จะต้องกระทำด้วยตนเอง จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาดำเนินการดังกล่าว ก็เป็นการคาดคะเนของทนายโจทก์ทั้งสิ้น ทนายโจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่า เหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยอีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างอื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดี ตันติวา
จำเลย — นางสาวพรภิมล ตั้งชัยสิน
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2997/2554
#515042
เปิดฉบับเต็ม

ค้ำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 23422 พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19323 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ทราบ และขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคาต่ำกว่าราคาปกติ ทำให้โจทก์ทั้งสองมีหนี้ค้างชำระต้องถูกยึดทรัพย์อื่นอีก อันเป็นคำฟ้องที่อ้างว่าการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี โจทก์ทั้งสองหาอาจนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ไม่และในกรณีที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีแทนโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น เมื่อศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือเพิกถอนการยึดทรัพย์ก็จะฟังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองหาได้ไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 23422 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพิกถอน กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19323 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีแทนโจทก์ทั้งสอง 179,733 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 900,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนกฎหมายได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงต้องดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่อาจพิพากษาตามฟ้องโจทก์ได้ และชอบที่จะยกฟ้องเสียในชั้นตรวจคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า ศาลชั้นต้นจะต้องรับคำฟ้องโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 23422 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19323 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ทราบ และขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคาต่ำกว่าราคาปกติ ทำให้โจทก์ทั้งสองมีหนี้ค้างชำระต้องถูกยึดทรัพย์อื่นอีก จึงเป็นคำฟ้องที่อ้างว่า การบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หาใช่เป็นคำฟ้องที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างไม่ และเมื่อมาตรา 296 ดังกล่าวเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี โจทก์ทั้งสองจึงต้องดำเนินการไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์ทั้งสองหาอาจนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ และสำหรับที่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีแทนโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 179,733 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองอีก 900,000 บาท โดยอ้างในคำฟ้องว่า พนักงานของจำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีของจำเลยที่ 2 จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายต่อชื่อเสียงทางทำมาหาได้ ต้องรับภาระในการถอนการยึดมากกว่าความเป็นจริง และขาดสภาพคล่องไม่สามารถนำที่ดินไปนำนิติกรรมได้ นั้น เห็นว่า เมื่อศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือเพิกถอนการยึดทรัพย์คดีนี้ จะฟังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองส่วนนี้เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองหาได้ไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อไม่มีเหตุที่จะรับฟ้องคดีโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองต่อไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเด่นพงษ์ ขันธิราช กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2994/2554
#512798
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังกับโจทก์ร่วมโดยให้โจทก์มีสิทธิเช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 30 ปี แต่โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ราชพัสดุพิพาทไม่ได้เพราะมีบ้านจำเลยปลูกอยู่ ทำให้โจทก์ร่วมผู้ให้เช่าส่งมอบที่ราชพัสดุพิพาทให้แก่โจทก์ไม่ได้ เป็นเรื่องที่โจทก์ถูกรอนสิทธิ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ราชพัสดุพิพาทโดยลำพัง

โจทก์ในฐานะผู้เช่าซึ่งเป็นผู้ถูกจำเลยรอนสิทธิชอบที่จะขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมในฐานะผู้ให้เช่าเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 แต่จำเลยกลับเป็นฝ่ายยื่นคำร้องขอให้เรียกโจทก์ร่วมเข้าเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งของจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) เมื่อโจทก์ร่วมอยู่ในฐานะจำเลยร่วมตามฟ้องแย้ง มิใช่อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ จึงเข้าเป็นคู่ความในฐานะถูกฟ้องตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง โจทก์ร่วมย่อมไม่อาจมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ราชพัสดุพิพาทได้ดังเช่นคำฟ้อง และคงเป็นเพียงคำให้การแก้ฟ้องแย้งและขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ราชพัสดุพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุโฉนดเลขที่ 760, 762 และ 1427 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2540 โจทก์ทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังกับกรมธนารักษ์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลปกครองบำรุงรักษาและจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ โดยกรมธนารักษ์ยินยอมให้โจทก์ใช้ที่ราชพัสดุดังกล่าวเพื่อก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างรวมตลอดถึงการขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ได้รับมอบและเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวตามสัญญาแล้วพบว่าจำเลยปลูกบ้านพักอาศัยเลขที่ 247 หมู่ที่ 11 ในที่ราชพัสดุโฉนดเลขที่ 760 โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ราชพัสดุโฉนดเลขที่ 760 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง หากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์กับห้ามจำเลยเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์เป็นเพียงตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากกลุ่มผู้เช่าเดิมจำนวน 138 รายรวมทั้งจำเลยด้วยให้ดำเนินการติดต่อกับกรมธนารักษ์เพื่อพัฒนาและก่อสร้างอาคารในที่ราชพัสดุที่กลุ่มผู้เช่าเดิมดังกล่าวเช่าอยู่กับกรมธนารักษ์ แต่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยในนามตนเอง โดยอ้างสิทธิที่โจทก์ทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังโดยโจทก์ไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากกลุ่มผู้เช่าเดิมให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ใช้กลฉ้อฉลร่วมกับข้าราชการกรมธนารักษ์ทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังโดยไม่มีอำนาจ สัญญาดังกล่าวไม่ชอบเนื่องจากขณะอธิบดีกรมธนารักษ์ลงนามมอบอำนาจให้นายยืนยงทำการแทน อธิบดีกรมธนารักษ์ถูกสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งราชการส่วนอื่นแล้ว อาคารที่จำเลยอยู่อาศัยมิได้อยู่ในแบบที่โจทก์ขออนุญาตก่อสร้าง โจทก์จึงไม่อาจอาศัยสัญญาดังกล่าวมาฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยเป็นผู้เช่าเดิมและยังอยู่ในที่ดินโดยชอบ จำเลยบอกเลิกสัญญาตัวแทนต่อโจทก์แล้ว ดังนั้น สัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังจึงไม่ผูกพันจำเลย ขอให้ยกฟ้องและมีคำพิพากษาให้สัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังเป็นโมฆะให้โจทก์กับพวกรื้อถอนขนย้ายออกจากบ้านที่พิพาท และห้ามยุ่งเกี่ยวในบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครอง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมธนารักษ์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุมสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังไม่เป็นโมฆะโจทก์และข้าราชการกรมธนารักษ์ไม่ได้ร่วมกันฉ้อฉลทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง นายยืนยงมีอำนาจกระทำสัญญาแทนกรมธนารักษ์เพราะอธิบดีกรมธนารักษ์ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่มีอำนาจลงนามปฏิบัติราชการได้ตามกฎหมายโจทก์ได้ทำสัญญาและกระทำการอื่นตามที่รับมอบอำนาจแล้ว จึงเกิดสิทธิตามสัญญาที่จะฟ้องคดีนี้แล้วอาคารที่จำเลยอาศัยอยู่ อยู่ในส่วนของการก่อสร้างอาคารตามสัญญาบนโฉนดที่ดินเลขที่ 760, 762 และ 1427 จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งขอให้สัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังเป็นสัญญาที่โจทก์ร่วมทำกับโจทก์ในฐานะส่วนตัวโจทก์เอง โจทก์ร่วมมีหน้าที่ดูแลปกครองบำรุงรักษาใช้และจัดหาผลประโยชน์ในที่ราชพัสดุตามกฎหมายจึงมีอำนาจทำสัญญากับโจทก์และมิได้ทำสัญญาโดยกลฉ้อฉล โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท ขณะอธิบดีกรมธนารักษ์มอบอำนาจให้นายยืนยง ทำการแทนขณะทำสัญญากับโจทก์ อธิบดีกรมธนารักษ์ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่มิได้ถูกย้ายไปที่ใด หนังสือฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2540 ที่โจทก์ร่วมมีไปถึงโจทก์ก็เพียงเพื่อแจ้งให้โจทก์ในฐานะผู้ได้รับสิทธิปลูกสร้างอาคารในที่ราชพัสดุทราบอันเป็นการเตรียมการในการดำเนินการก่อสร้างอาคารให้ถูกต้องตามขั้นตอนและรวดเร็ว ส่วนที่พักอาศัยของจำเลยไม่ได้อยู่ในแบบก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตในวันที่ 13 มกราคม 2540 นั้น เป็นเพียงการขออนุญาตก่อสร้างเป็นบางส่วนไปก่อน ต่อมาภายหลังจึงจะไปขออนุญาตก่อสร้างเพิ่มเติมจนครบตามสัญญาและรวมถึงบริเวณที่พักอาศัยของจำเลยด้วย ดังนั้น เมื่อการเช่าของจำเลยสิ้นสุดลง จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ราชพัสดุต่อไป ส่วนสัญญาที่โจทก์ร่วมกับโจทก์ทำขึ้นมีผลสมบูรณ์ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้ ขอให้ยกฟ้องแย้งและขับไล่จำเลยและบริวารกับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินบริวารออกไปจากที่ราชพัสดุ

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีหมายเลขดำที่ 13171/2542 ของศาลชั้นต้น ตามรายงานฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2543 ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกคดีนี้ออกพิจารณาต่างหาก ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ราชพัสดุโฉนดเลขที่ 760 แขวงสีกัน (ที่ถูก ตำบลดอนเมือง) เขตดอนเมือง (ที่ถูก อำเภอบางเขน) กรุงเทพมหานครโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยส่งมอบที่ดินที่เช่าในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์และโจทก์ร่วมฝ่ายละ 6,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุตามโฉนดที่ดินเลขที่ 760 และ 762 ตำบลดอนเมือง กับเลขที่ 1427 ตำบลตลาดบางเขน (ดอนเมือง) อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 และพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 5 เอกสารหมาย จ.ร.1 โดยมีโจทก์ร่วมมีหน้าที่จัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุตามกฎกระทรวงเอกสารหมาย จ.ร.2 แต่โจทก์ร่วมมอบให้กองทัพอากาศเป็นผู้ดูแลจัดหาประโยชน์แทนโดยให้ประชาชนรวม 138 ราย เช่าอยู่อาศัยรวมทั้งจำเลยด้วยที่เช่าอยู่อาศัยในที่ราชพัสดุพิพาทตามโฉนดเลขที่ 760 และครบกำหนดสัญญาเช่าวันที่ 31 ธันวาคม 2537 ตามสำเนาสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยเอกสารหมาย จ.20 วันที่ 16 มกราคม 2540 กระทรวงการคลังโดยโจทก์ร่วมทำสัญญาให้โจทก์ก่อสร้างอาคารในที่ราชพัสดุทั้งสามแปลงดังกล่าวและยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง โดยโจทก์มีสิทธิเช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 30 ปี ตามสำเนาสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังเอกสารหมาย จ.15 ปัจจุบันจำเลยยังคงปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ราชพัสดุพิพาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ราชพัสดุพิพาทหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังกับโจทก์ร่วมโดยให้โจทก์มีสิทธิเช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 30 ปี แต่โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ราชพัสดุพิพาทไม่ได้เพราะมีบ้านจำเลยปลูกอยู่ ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ให้เช่าส่งมอบที่ราชพัสดุพิพาทให้แก่โจทก์ไม่ได้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ถูกรอนสิทธิ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ราชพัสดุพิพาทโดยลำพัง แทนที่โจทก์ในฐานะผู้เช่าชอบที่จะขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมในฐานะผู้ให้เช่าเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ในคดีนี้เพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 อันทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ราชพัสดุพิพาทโดยบริบูรณ์ขึ้นได้ กลับปรากฏว่าจำเลยเป็นฝ่ายยื่นคำร้องขอให้เรียกโจทก์ร่วมเข้าเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เมื่อโจทก์ร่วมอยู่ในฐานะจำเลยร่วมตามฟ้องแย้งมิใช่อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ จึงเข้าเป็นคู่ความในฐานะถูกฟ้องตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง โจทก์ร่วมย่อมไม่อาจมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ราชพัสดุพิพาทได้ดังเช่นคำฟ้อง คงเป็นเพียงคำให้การแก้ฟ้องแย้งและขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยเท่านั้น ดังนี้โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ราชพัสดุพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 477 ม. 549
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง จำกัด
โจทก์ร่วม — กรมธนารักษ์
จำเลย — นายเอนก ชินวรรณโชติ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2986/2554
#511643
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองพอที่จะเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ ค. ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน แม้ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกทำให้เสียทรัพย์และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ข้อหาทำให้เสียทรัพย์และข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส 2 กรรมเกินจากฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 358, 362, 365, 371, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 358, 365, 371, 83 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นการให้ความรู้แก่ศาล มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี และปรับ 60 บาท ข้อหาอื่นให้ยก ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 358, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม กับมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 รวมจำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน กับให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองกับพวกในข้อหาร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นรวมกันมาในข้อเดียวกันคือข้อ ค. โดยการกระทำที่บรรยายฟ้องในข้อดังกล่าว โจทก์มิได้บรรยายฟ้องแยกแยะการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองกับพวกให้ปรากฏชัดแจ้งพอที่จะเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ ค. ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกทำให้เสียทรัพย์และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสสองกรรมเกินจากที่ได้กล่าวในฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดอีกกระทงหนึ่งนั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุกคนละ 3 ปี 12 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายวสันต์หรือแขก มนัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทวิช กำเนิดเพ็ชร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2976/2554
#509369
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ มาตรา 14 และมาตรา 16 กฎหมายมิได้กำหนดเกี่ยวกับการโอนหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา 16 ไว้ ผู้ได้รับหนังสืออนุญาตจึงไม่สามารถโอนสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้ผู้อื่นได้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำสวนปาล์มน้ำมันในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวจำเลยที่ 1 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ผู้ได้รับอนุญาตจะเปลี่ยนแปลงฐานะผู้ได้รับอนุญาตจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกัน เป็นการเปลี่ยนตัวผู้รับอนุญาตหรือการโอนสิทธิตามที่ได้รับอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นนั่นเอง จึงไม่สามารถกระทำได้ ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความรวมทั้งข้อตกลงเพิ่มเติมในรายงานกระบวนพิจารณา เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 กระบวนพิจารณาต่าง ๆ ที่ดำเนินมาภายหลังคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมตกไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องต่อศาลชั้นต้นให้เลิกห้าง ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งผลกำไรและสวนปาล์มแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมมีใจความว่า จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่พิพาทคดีนี้ให้กับบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยบริษัทดังกล่าวมีโจทก์และจำเลยทั้งสองถือหุ้นฝ่ายละ 50 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาในวันที่ 5 มีนาคม 2544 โจทก์และจำเลยทั้งสองทำข้อตกลงเพิ่มเติมโดยศาลชั้นต้นจดในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยทั้งสองจะดำเนินการเพื่อบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความภายใน 1 ปีนับแต่วันนี้ (5 มีนาคม 2544) หากกรมป่าไม้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยังไม่พิจารณาอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ต่อสัญญา (ที่ถูกต่ออายุหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ) ยอมให้ศาลตั้งคนกลางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายโดยนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาสวนปาล์มและค่าใช้จ่ายอื่นจากการทำสวนปาล์มพิพาทมาแบ่งปันคนละครึ่งทุกระยะ 3 เดือน จนกว่าจะบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และให้ถือว่าเป็นข้อตกลงเพิ่มเติมจากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวข้างต้น เมื่อครบกำหนด 1 ปี ตามข้อตกลงเพิ่มเติม โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อเป็นคนกลางรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายต่อมาจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้นยังคงมีคำสั่งให้ตั้งคนกลางเพื่อรักษาผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาตามยอมศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2543 ข้อตกลงเพิ่มเติมของคู่ความตามรายการกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2544 ตลอดจนกระบวนการพิจารณาที่มีมาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2543 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คำพิพากษายอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2543 ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ ในเรื่องนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำสวนปาล์มน้ำมันในเขตป่าสงวนแห่งชาติและตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2543 มีใจความสรุปได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงดำเนินการจดทะเบียนกิจการเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสวนปาล์มน้ำมัน โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองฝ่ายละ 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อจำเลยที่ 1ได้รับอนุญาตให้ต่ออายุการรับอนุญาตทำสวนปาล์มแล้ว จำเลยที่ 1 จะยื่นเรื่องราวขอเปลี่ยนชื่อผู้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทดังกล่าวเป็นผู้รับอนุญาตแทน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2528 กำหนดหลักการไว้ว่า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ฯลฯ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งหลักการของกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ คือกำหนดเขตป่าไม้ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติและห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนการอนุญาตให้เข้าไปกระทำการใด ๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นข้อยกเว้นหลักทั่วไป การพิจารณาจะอนุญาตให้เข้าไปกระทำการใด ๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงต้องพิจารณาโดยเคร่งครัดตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้นและมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า"อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจอนุญาตให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ในกรณีดังต่อไปนี้..." เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดเกี่ยวกับการโอนหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา 16 ไว้ ผู้ได้รับหนังสืออนุญาตจึงไม่สามารถโอนสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้ผู้อื่นได้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำสวนปาล์มน้ำมันในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวจำเลยที่ 1 เท่านั้น ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ผู้ได้รับอนุญาตจะเปลี่ยนแปลงฐานะผู้ได้รับอนุญาตจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลคือบริษัท พีทีเอส. ปาล์มน้ำมัน จำกัด ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกันก็เป็นการเปลี่ยนตัวผู้รับอนุญาตหรือการโอนสิทธิตามที่ได้รับอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นนั่นเอง จึงไม่สามารถกระทำได้ ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความรวมทั้งข้อตกลงเพิ่มเติมในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2544 เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 กระบวนพิจารณาต่าง ๆ ที่ดำเนินการมาภายหลังคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมตกไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโสภณ เอื้อศรีทองกุล
จำเลย — นางผาณิตหรือพิมลสิริ สัตยพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายวิทยา หะยีหมัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2956/2554
#508328
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงโดยนำคำเบิกความของโจทก์ในชั้นพิจารณาและคำเบิกความของ ด. กับ ว. ซึ่งเป็นพยานโจทก์มาเป็นข้อวินิจฉัย ก็โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104 เป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบแล้วฟังข้อเท็จจริงไปตามนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยขัดแย้งกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยฎีกาให้รับฟังคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เพื่อให้เห็นว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามในคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,078,485.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,138,896 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยแบ่งค่าเช่าในอัตราร้อยละสิบต่อเดือนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ทุกเดือน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยชำระเงินจำนวน 131,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นที่จำเลยจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ปัญหาประการแรกที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ครอบครองค่าเช่าแทนโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลมีคำสั่งตั้งนาวาเอกแสวงเป็นผู้จัดการมรดกตามคำร้องขอของจำเลย การที่จำเลยเก็บค่าเช่าตึกแถวแล้วไม่นำไปมอบให้ผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามข้อกำหนดในพินัยกรรม ถือได้ว่าจำเลยครอบครองค่าเช่าไว้แทนโจทก์ผู้มีส่วนได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าด้วย จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาตัดฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถานำมารับฟังประกอบการพิจารณาในชั้นสืบพยานได้ เพราะไม่มีกฎหมายห้ามนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นอันยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น" ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่า หลังจากนางเสตายโจทก์อาศัยอยู่กับจำเลยประมาณ 2 เดือน แล้วโจทก์ออกไปอยู่อาศัยกับนางดวงใจ อีกประมาณ 2 ปี จากนั้นโจทก์ไปอยู่กับนางลำยอง จนถึงปัจจุบัน ในข้อนี้โจทก์ยังมีนางดวงจิตต์ และนางดวงใจมาเบิกความสนับสนุน จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า โจทก์อาศัยอยู่กับจำเลยเพียง 1 เดือนเศษ แล้วโจทก์ย้ายออกไปอยู่กับนางลำยองจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่จำเลยอ้างคำเบิกความของโจทก์ชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา มิใช่เป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา จึงไม่รับพยานหลักฐานดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อนางเสถึงแก่ความตาย โจทก์อยู่กับจำเลยเป็นเวลา 2 เดือน แล้วโจทก์ออกไปอยู่กับนางดวงใจอีก 2 ปี จากนั้นโจทก์ออกไปอยู่กับนางลำยองจนถึงปัจจุบัน ถือว่าในช่วงเวลา 2 ปี 2 เดือน ที่โจทก์อยู่กับจำเลยและนางดวงใจเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในพินัยกรรมข้อ 3 วรรคสอง จำเลยจึงต้องแบ่งเงินค่าเช่าตึกแถวร้อยละ 10 ของแต่ละเดือนแก่โจทก์เป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน เป็นเงินจำนวน 131,040 บาท เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวก็โดยใช้ดุลพินิจวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบแล้วฟังข้อเท็จจริงไปตามนั้น เหตุที่นำคำเบิกความของโจทก์ในชั้นพิจารณาและคำเบิกความของนางดวงจิตต์กับนางดวงใจซึ่งเป็นพยานโจทก์มาเป็นข้อวินิจฉัยก็โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยขัดแย้งกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยฎีกาให้รับฟังคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เพื่อให้เห็นว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์เป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามเช่นกัน ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสำราญ กิจเดช
จำเลย — นายสุรใจ บุนนาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธีรวัฒน์ วิสุทธิภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2955/2554
#515041
เปิดฉบับเต็ม

ทนายผู้ร้องทำใบมอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นฎีกา นำหมายและรับทราบคำสั่ง ปรากฏว่า เสมียนทนายผู้ร้องได้นำฎีกาของผู้ร้องมายื่นต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาฎีกาให้ผู้คัดค้านภายใน 15 วัน มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งฎีกา และในฎีกาดังกล่าวมีข้อความประทับไว้ว่า "ข้าพเจ้าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" เมื่อเสมียนทนายผู้ร้องลงลายมือชื่อไว้ใต้ข้อความดังกล่าว จึงต้องถือว่าทนายผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในฎีกาของผู้ร้องแล้วตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2551 และถือว่าผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นด้วย เมื่อผู้ร้องเพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาฎีกาภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ จึงเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางกองคำ ผู้ตาย

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนตามระเบียบแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ นายวิรัติ ทนายผู้ร้องทำใบมอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นฎีกา นำหมายและรับทราบคำสั่ง ปรากกว่าเสมียนทนายผู้ร้องได้นำฎีกาของผู้ร้องมายื่นต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาฎีกาให้ผู้คัดค้านภายใน 15 วัน มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งฎีกาและในฎีกาดังกล่าวมีข้อความประทับไว้ว่า "ข้าพเจ้าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" เมื่อเสมียนทนายผู้ร้องลงลายมือชื่อไว้ใต้ข้อความดังกล่าว จึงต้องถือว่าทนายผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในฎีกาของผู้ร้องแล้วตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2551 และถือว่าผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นด้วย เมื่อผู้ร้องเพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาฎีกาภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้จึงเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 64 ม. 174 (2) ม. 235 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางเพ็ญพรรณ ดิษฐแย้ม
ผู้คัดค้าน — นางสาวอิริยาภรณ์ วาฤทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2952/2554
#511525
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินพิพาทเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์และจำเลย เพื่อให้โจทก์นำที่ดินและบ้านพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมต่อธนาคาร และให้จำเลยทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคาร สัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง

เจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยเกิดจาก ส. และจำเลยเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยเนื่องจากเจ้าหนี้จะยึดที่ดินและบ้านที่อยู่อาศัยชำระหนี้ แต่จำเลยและ ส. ไม่สามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารมาชำระหนี้ได้ จึงต้องขอให้โจทก์เป็นผู้กู้ยืมเงินให้เพื่อนำเงินไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของจำเลย เพื่อจะนำที่ดินมาเป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยและ ส. โดยจำเลยและ ส. มีหน้าที่ร่วมกันผ่อนชำระหนี้ที่โจทก์กู้ยืมมาคนละครึ่ง หากจำเลยและ ส. ร่วมกันชำระหนี้จนครบ 10 ปี ตามสัญญาจำนอง หนี้จะหมด จำเลยมีสิทธิได้แบ่งที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกบ้านแล้วจำนวนครึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งหมดนอกจากส่วนที่กันเป็นถนน ส่วนที่ดินที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจะตกเป็นของ ส. ซึ่งถือเป็นตัวการซึ่งเชิดโจทก์เป็นตัวแทนทำนิติกรรมแทน ส. สัญญาตามบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินแม้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท แต่เจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยที่ต้องการให้ ส. และจำเลยมีที่ดินอยู่อาศัยคนละครึ่ง จึงให้จำเลยร่วมผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารครึ่งหนึ่ง เพื่อว่าเมื่อจำเลยร่วมผ่อนชำระหนี้ครบแล้วจะได้แบ่งที่ดินครึ่งหนึ่งจึงพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาจะให้ตกลงในส่วนนี้แยกออกจากสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ข้อตกลงในส่วนนี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะและมีผลผูกพันโจทก์ว่าเมื่อจำเลยร่วมผ่อนชำระหนี้จำนองแก่ธนาคารแม้เพียงบางส่วนจำเลยก็มีสิทธิในที่ดินพิพาทฐานะในเจ้าของร่วมด้วยเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมบ้านพิพาท โดยซื้อมาจากจำเลย แล้วให้จำเลยเช่าบ้านหลังดังกล่าวมีกำหนดเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ค่าเช่าเดือนละ 5,500 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 14 ของแต่ละเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 14 กรกฎาคม 2544 จำเลยชำระค่าเช่าบ้านพิพาทเรื่อยมาจนกระทั่งเดือนมกราคม 2546 จำเลยชำระเพียง 2,800 บาท คงค้างอีก 2,700 บาท แล้วไม่ชำระอีกเลย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอคิดค่าเสียหายตามอัตราค่าเช่าเป็นเวลา 17 เดือน นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 96,200 บาท และค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถให้บุคคลอื่นเช่าได้ในอัตราเดือนละ 5,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 96,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายเดือนละ 5,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยไม่ได้ประสงค์ขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยต้องการกู้ยืมเงินจากธนาคาร แต่จำเลยไม่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคาร จำเลยจึงตกลงให้โจทก์เป็นผู้กู้ยืมแทนโดยจำเลยตกลงโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้เป็นชื่อของโจทก์เพื่อให้โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์จำเลยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญาซื้อขายตามฟ้อง สัญญาซื้อขายเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงตกเป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของจำเลย สำหรับสัญญาเช่าตามฟ้องนั้น จำเลยตกลงทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นหลักประกันต่อโจทก์ว่าจำเลยจะชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มิใช่เป็นการตกลงเช่ากันอย่างแท้จริง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้สัญญาซื้อขายที่ดินตามฟ้องตกเป็นโมฆะ ให้โจทก์คืนที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย หากไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ตกลงซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยด้วยเจตนาอันแท้จริง มิใช่เป็นการแสดงเจตนาลวง เมื่อทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว โจทก์จำเลยยังตกลงทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติต่อกันและได้ทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทไว้ด้วย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพิพาท พร้อมทั้งให้ส่งมอบบ้านพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 96,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 16 กรกฎาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (ที่ถูก นับถัดจากวันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า สัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทตกเป็นโมฆะ ให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอน หากโจทก์ไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์และคำขออื่นตามฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องและคำฟ้องแย้งให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 17527 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมบ้านเลขที่ 5 บนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2544 จำเลยทำสัญญาขายที่ดินและบ้านดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา 800,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.1 พร้อมทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ยินยอมให้จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทได้ โดยระบุว่าให้จำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.7 โจทก์นำที่ดินและบ้านพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ซึ่งโจทก์กู้จากธนาคารจำนวน 800,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 กระทำขึ้นโดยเจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลย ไม่ใช่เจตนาลวง และสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.7 ก็ไม่ใช่นิติกรรมอำพรางหรือไม่ โจทก์มีนายสัมพันธ์ ทนายความของโจทก์และนางสุพร พี่สาวโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อปี 2544 นางสุพรและจำเลยมีปัญหาโดยธนาคารจะยึดบ้านและที่ดินอยู่อาศัยของนางสุพร จำเลยก็จะถูกเจ้าหนี้บังคับจำนองบ้านและที่ดินเช่นกัน จำเลยจึงตกลงขายที่ดินและบ้านพิพาทแก่นางสุพรเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ แต่นางสุพรและสามีไม่สามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารได้ จึงให้โจทก์ซึ่งเป็นน้องสาวเป็นผู้ขอกู้เงินจากธนาคารและทำสัญญาซื้อขายที่ดินแทน ส่วนจำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานโดยมีนายวินัย สามีจำเลยเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อปี 2544 จำเลยต้องการเงินเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้และซื้อกิจการทำน้ำดื่มจากสามีนางสุพร แต่ไม่สามารถกู้ยืมเงินจากธนาคาร นางสุพรเสนอให้จำเลยทำสัญญาขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ซึ่งเป็นน้องสาวนางสุพร เพื่อให้โจทก์ขอกู้ยืมเงินจากธนาคารมามอบแก่จำเลย โดยจำเลยต้องผ่อนชำระหนี้ธนาคารเดือนละ 11,000 บาท แต่ต่อมานางสุพรมาขอปลูกบ้านอาศัยในที่ดินพิพาทและจะช่วยผ่อนชำระหนี้ธนาคารเดือนละ 5,500 บาท ส่วนสัญญาเช่าโจทก์ให้จำเลยทำขึ้นเพื่อเป็นประกันว่าจำเลยจะต้องช่วยผ่อนชำระหนี้ธนาคารจนครบ เห็นว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท บันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดิน สัญญาจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 800,000 บาท เท่าราคาซื้อขายที่ดินตลอดจนสัญญาเช่าบ้านพิพาทที่จำเลยทำกับโจทก์ทำขึ้นในวันเดียวกัน โดยเฉพาะตามบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายข้อ 2 ที่ให้สิทธิจำเลยซื้อที่ดินและบ้านพิพาทคืนได้เมื่อครบ 5 ปี โดยจำเลยต้องชำระเงิน 330,000 บาท (5,500 บาท x 60 เดือน) พร้อมค่าโอนกรรมสิทธิ์ค่าก่อสร้างที่โจทก์หรือบริวารก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินและให้ฝ่ายโจทก์อาศัยอยู่ในที่ดินได้อีก 1 ปี และในข้อ 3 กรณีจำเลยไม่ซื้อคืน แต่ได้ชำระเงินเดือนละ 5,500 บาท จนครบ 10 ปี ตามสัญญาจำนองกับธนาคาร ให้จำเลยมีสิทธิแบ่งที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นที่ตั้งบ้านพิพาทครึ่งหนึ่งของที่ดินพิพาททั้งแปลงที่เหลือจากส่วนที่กันเป็นถนนทางเข้า-ออกของที่ดิน เมื่อพิจารณาประกอบกับสัญญาเช่าข้อ 5 ที่ระบุให้นำเงินค่าเช่าที่จำเลยชำระไปชำระหนี้ค่างวดแก่ธนาคาร จึงเห็นได้ว่า เหตุที่มีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาท บันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดิน สัญญาเช่าบ้านพิพาทตลอดจนการจำนองที่ดินพิพาทแก่ธนาคารเกิดจากนางสุพรและจำเลยต่างมีปัญหาจะถูกเจ้าหนี้ของตนยึดที่ดินและบ้านอยู่อาศัย แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่สามารถกู้ยืมเงินมาจากธนาคารได้ จึงต้องอาศัยโจทก์เป็นผู้กู้แทน โดยต้องนำที่ดินและบ้านพิพาทจำนองเป็นประกันหนี้ จึงจำต้องทำสัญญาให้จำเลยขายที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ และให้จำเลยทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ แต่กำหนดให้นำค่าเช่าไปชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคารเป็นรายเดือนเพื่อไม่ให้จำเลยบิดพริ้วไม่ช่วยนางสุพรผ่อนชำระหนี้ โดยปรากฏจากคำเบิกความของนางสุพรว่า นางสุพรเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้ธนาคารแทนโจทก์ แสดงว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชอบชำระหนี้เงินกู้ต่อธนาคาร แต่นางสุพรและจำเลยต้องร่วมกันรับผิดชอบชำระคนละครึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้ทั้งนางสุพรและจำเลยมีที่อยู่อาศัยและจำเลยก็ไม่ถูกเจ้าหนี้ยึดที่ดินและบ้านพิพาท และตามบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินข้อ 3 ที่ระบุกรณีจำเลยไม่ซื้อที่ดินและบ้านคืน แต่ได้ช่วยชำระค่าเช่าหรือหนี้แก่ธนาคารเดือนละ 5,500 บาท จนครบ 10 ปี ซึ่งจะครบกำหนดชำระหนี้จำนอง จำเลยมีสิทธิแบ่งที่ดินได้ครึ่งหนึ่ง จึงสนับสนุนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วคู่สัญญาไม่มีเจตนาจะทำสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าที่ดินพิพาท โดยสัญญาซื้อขายทำขึ้นเพียงเพื่อให้โจทก์กู้เงินจากธนาคารแทน ส่วนสัญญาเช่าทำขึ้นเพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้รายเดือนของจำเลยต่อธนาคารดังจำเลยนำสืบนั่นเอง ซึ่งเท่ากับว่าหากจำเลยร่วมกับนางสุพรผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารคนละครึ่งจนครบ จำเลยก็มีสิทธิแบ่งที่ดินได้คนละครึ่งกับนางสุพร ดังปรากฏจากคำเบิกความของนายสัมพันธ์และนางสุพรประกอบเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งนางสุพรและจำเลยลงลายมือชื่อรับรองร่วมกันว่า จำเลยช่วยชำระหนี้ธนาคารถึงเดือนมกราคม 2546 แล้วไม่ชำระอีกเลย นางสุพรจึงต้องชำระหนี้แทนตลอดมา พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินพิพาทเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์และจำเลย เพื่อให้โจทก์นำที่ดินและบ้านพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมต่อธนาคาร และให้จำเลยทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคาร สัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยเกิดจากนางสุพรและจำเลยเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยเนื่องจากเจ้าหนี้จะยึดที่ดินและบ้านที่อยู่อาศัยชำระหนี้ แต่จำเลยและนางสุพรไม่สามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารมาชำระหนี้ได้ จึงต้องขอให้โจทก์เป็นผู้กู้ยืมเงินให้เพื่อนำเงินไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของจำเลย เพื่อจะนำที่ดินมาเป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยและนางสุพร โดยจำเลยและนางสุพรมีหน้าที่ร่วมกันผ่อนชำระหนี้ที่โจทก์กู้ยืมมาคนละครึ่งเป็นเงิน 5,500 บาท ต่อเดือน หากจำเลยและนางสุพรร่วมกันชำระหนี้จนครบ 10 ปี ตามสัญญาจำนอง หนี้จะหมด จำเลยมีสิทธิได้แบ่งที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกบ้านแล้วจำนวนครึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งหมดนอกจากส่วนที่กันเป็นถนน ส่วนที่ดินที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจะตกเป็นของนางสุพรซึ่งถือเป็นตัวการซึ่งเชิดโจทก์เป็นตัวแทนทำนิติกรรมแทนนางสุพร สัญญาตามบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินแม้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท แต่เจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยที่ต้องการให้นางสุพรและจำเลยมีที่ดินอยู่อาศัยคนละครึ่ง จึงให้จำเลยร่วมผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารครึ่งหนึ่ง เพื่อว่าเมื่อจำเลยร่วมผ่อนชำระหนี้ครบแล้วจะได้แบ่งที่ดินครึ่งหนึ่ง จึงพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาจะให้ข้อตกลงในส่วนนี้แยกออกจากสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ข้อตกลงในส่วนนี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และมีผลผูกพันโจทก์ว่าเมื่อจำเลยร่วมผ่อนชำระหนี้จำนองแก่ธนาคารแม้เพียงบางส่วน จำเลยก็มีสิทธิในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของร่วมด้วยเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนของคำฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 173 ม. 821 ม. 1356
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัย เจริญพรเลิศ
จำเลย — นางกนกวรรณ มีบุญล้ำ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2925/2554
#510252
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่บริเวณซี่โครงซ้ายและไหล่ซ้ายและพยายามใช้อาวุธมีดปาดคอโดยเจตนาฆ่า จำเลยกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย การที่จำเลยยับยั้งไม่ใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายต่อไปจนถึงแก่ความตาย จำเลยก็ยังต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ได้กระทำไปแล้ว ส่วนการที่จำเลยช่วยนำผู้เสียหายไปส่งโรงพยาบาลและดูแลผู้เสียหายในระหว่างที่รักษาตัวนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยบรรลุผลเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหาย ซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแล้ว กรณีจึงมิใช่การกระทำความผิดของจำเลยยังไม่บรรลุผล ไม่เป็นการกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ในอันที่จะไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288 ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก คืนของกลางให้แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้ยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำบรรลุผลในอันที่จะไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 หรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้หยุดทำร้ายผู้เสียหายเองและได้ร้องขอความช่วยเหลือ พร้อมกับอุ้มผู้เสียหายลงจากบ้านเพื่อนำส่งโรงพยาบาล กระทั่งนายนารี กับนางไฉน กลับมาพบและช่วยนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล เมื่อถึงโรงพยาบาลจำเลยก็คอยเฝ้าดูแลผู้เสียหายอย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใย จนกระทั่งผู้เสียหายพ้นขีดอันตรายเห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าดังกล่าว จำเลยได้กระทำโดยตลอดแล้ว แต่การกระนั้นไม่บรรลุผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายซึ่งเป็นการพยายามกระทำความผิด เมื่อจำเลยยับยั้งไม่ใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงทำร้ายผู้เสียหายต่อไปจนถึงแก่ความตาย จำเลยก็ยังคงต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ได้กระทำไปแล้ว ส่วนการที่จำเลยช่วยนำผู้เสียหายไปส่งโรงพยาบาลและดูแลผู้เสียหายในระหว่างที่รักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นการกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำบรรลุผลนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยบรรลุผลเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหาย ซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแล้ว กรณีจึงมิใช่การกระทำความผิดของจำเลยยังไม่บรรลุผล ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นการกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ในอันที่จะไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 82 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายสุทิน คำภาวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2920/2554
#511382
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยโดยมิได้กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับเมื่อ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการบังคับค่าปรับไว้จึงต้องนำ ป.อ. มาตรา 29, 30 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับและการกักขังแทนค่าปรับอันเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลมาใช้บังคับตาม ป.อ. มาตรา 17 ทั้งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และเมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับไว้ ดังนี้ จะกักขังแทนค่าปรับเกินกำหนด 1 ปีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27, ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การรับสารภาพในข้อหาซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรสำหรับของนั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 629,928 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 314,964 บาท ให้จำเลยจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบของราคาของกลางและค่าปรับ และให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางหรือค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8 ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เป็นการชอบด้วยกฎหมายและเพิ่มเติมโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยโดยมิได้กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับ เมื่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการบังคับค่าปรับไว้จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับการยึดทรัพย์สินใช่ค่าปรับและการกักขังแทนค่าปรับอันเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 ทั้งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และเมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับไว้ ดังนี้ จะกักขังแทนค่าปรับเกินกำหนด 1 ปีไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี นั้น จึงชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินบนร้อยละสามสิบของราคาของกลางและค่าปรับ และจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางหรือค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติว่า "สินบนและรางวัลให้จ่ายจากการเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ในกรณีที่ศาลมิได้สั่งริบของกลางหรือของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล" บทมาตราดังกล่าวมิได้บัญญัติให้จำเลยเป็นผู้จ่ายสินบนและรางวัลทั้งไม่ปรากฏว่าไม่อาจขายรถยนต์ของกลางได้แต่อย่างใด จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายสินบนร้อยละสามสิบของราคารถยนต์ของกลางและจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคารถยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 17 ม. 29 ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา
จำเลย — นายวิรัตน์หรือนุ้ย ดีนายัง
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2915/2554
#511241
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และ ส. คำซัดทอดดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย เช่นเดียวกับบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า ที่ให้การเช่นนั้นเกิดจากการชี้นำของเจ้าพนักงานตำรวจโดยบอกว่าจะกันไว้เป็นพยาน อันเป็นการนำสืบว่าโจทก์และโจทก์ร่วมได้พยานหลักฐานชิ้นนี้ด้วยการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ไม่เป็นการให้การด้วยความสมัครใจ รับฟังไม่ได้ แต่แม้จะรับฟังได้หรือไม่ บันทึกคำให้การดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อยเช่นกัน

เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อาจนำสืบพิสูจน์ให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะเป็นข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยแล้ว พยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมาจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง กรณียังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง และต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยเพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 84, 91, 288, 289, 297 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางมยุรี ภริยานายศุภกิจ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดต่อชีวิต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูก มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 60, 80) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ), 72 ทวิ วรรคสอง, 78 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 78) วรรคหนึ่งและวรรคสาม ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง กับฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่

เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายศุภกิจ ผู้ตายจนถึงแก่ความตาย และนายสมนึก ผู้เสียหาย ได้รับอันตรายสาหัสและฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง สำหรับข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยเป็นลำดับไป ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ้างวานจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนายสามารถ อภิบุญอำไพในราคา 300,000 บาท ให้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนายสามารถเอกสารหมาย จ.16 จ.43 จ.44 และ จ.32 ตามลำดับ โดยมีพันตำรวจโทบุญช่วย พนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำบุคคลดังกล่าวเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนายสามารถได้ให้การเช่นนั้นจริง โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายวิชัย จิตรทูล คนขับรถของผู้ตายซึ่งขับรถของผู้ตายขณะผู้ตายถูกยิงเบิกความว่า หลังเสียงปืนเงียบลงประมาณ 5 นาที มีรถยนต์กระบะหลังคาไฟเบอร์แล่นมาจอดในที่เกิดเหตุ สักพักรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแล่นออกไป พยานเข้าใจว่าคงมาจอดรับคนร้ายเพราะแล่นออกไปอย่างเร็วมาก เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อฟอร์ด มีหลังคาท้ายกระบะ หมายเลขทะเบียน บธ 685 กาญจนบุรี ซึ่งถือว่าคล้ายกับหลังคาไฟเบอร์ตามที่นายวิชัยเบิกความถึงในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ขับรถคันดังกล่าวไปงานอุปสมบทบุตรชายของนางพเยาว์ ร้อยเครือ เช่นเดียวกับผู้ตาย และสถานที่เกิดเหตุไม่ห่างไกลจากบ้านงานอุปสมบทมากนักก็ตาม แต่นายวิชัยซึ่งเป็นประจักษ์พยานอยู่ในที่เกิดเหตุตลอดเวลากลับไม่สามารถระบุยี่ห้อหรือสีของรถ หมายเลขทะเบียนรถ ตลอดจนตำหนิรูปพรรณของรถอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อที่จะบ่งบอกว่าเป็นรถของจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อพันตำรวจโทบุญช่วยให้นายวิชัยตรวจดูรถยนต์คันดังกล่าวของจำเลยที่ 2 นายวิชัยก็ยืนยันแต่เพียงว่าคล้ายกับรถของคนร้ายเท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นคงเป็นเพราะเหตุเกิดเวลากลางคืน นายวิชัยย่อมไม่อาจมองเห็นได้ชัด นอกจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เพื่อหาร่องรอยหรือข้อพิรุธใด ๆ จากรถยนต์คันนี้เพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้ขับรถมารับคนร้ายที่ลอบยิงผู้ตายหลบหนีไป ทั้ง ๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดรถยนต์คันนี้เป็นของกลางไว้ ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.23 ทำให้ฟังไม่ถนัดว่ารถยนต์กระบะหลังคาไฟเบอร์ที่นายวิชัยเห็นและเบิกความถึงนั้นจะหมายถึงรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าจำเลยที่ 2 ขับรถมารับคนร้ายและพาคนร้ายหลบหนีไปที่บ้านจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง ให้คนร้ายขับหลบหนีไป เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ขับรถกลับมาที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง ทำนองย้อนกลับมาดูลาดเลาเป็นเวลาหลายชั่วโมงจากนั้นกลับบ้าน รุ่งขึ้นจึงไปทำงานตามปกติเหมือนไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าเหตุเกิดเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะเกิดเหตุก่อนที่จำเลยที่ 2 จะขับรถมารับคนร้าย คนร้ายย่อมต้องใช้เวลาในการปฏิบัติภารกิจพอสมควรก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมาถึงเมื่อจำเลยที่ 2 มาถึงและขับรถพาคนร้ายหลบหนีไปที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 25 กิโลเมตร เพื่อนำรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง ให้คนร้ายขับหลบหนีไปตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ จากนั้นจึงขับกลับมาที่เกิดเหตุนั้น ย่อมต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพราะระยะทางไปกลับ 50 กิโลเมตร แต่ได้ความจากสิบตำรวจโทหรือนายพิทักษ์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งนั่งมากับรถพร้อมผู้ตายเบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า หลังเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 2 ได้มายังที่เกิดเหตุและเข้ามาถามพยานว่าเป็นอะไรบ้าง โดยไม่ได้ความว่าเป็นเวลาหลังเกิดเหตุนานเท่าใด ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของสิบตำรวจเอกสำรอง พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่เบิกความว่า พยานไปถึงที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา และเห็นจำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ซึ่งต้องหมายความว่าจำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุก่อนพยานมาถึงและต้องเป็นเวลาก่อน 22 นาฬิกา คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง ยังสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีเวช พิสูตร ที่ว่า จำเลยที่ 2 โทรศัพท์แจ้งเหตุให้พยานทราบในเวลาประมาณเกือบ 21 นาฬิกา กับแจ้งรายละเอียดของสถานที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 2 บอกถึงการพบรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โยซึ่งคาดว่าจะเป็นของคนร้ายให้พยานทราบด้วย อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ต้องอยู่ในที่เกิดเหตุขณะแจ้งเหตุให้พันตำรวจตรีเวชทราบ จึงเป็นการยากที่จะเป็นไปได้ว่าจำเลยที่ 2 จะขับรถมารับคนร้ายแล้วกลับไปส่งคนร้ายที่บ้านของตนแล้วกลับมาที่เกิดเหตุภายในช่วงเวลาที่นายพิทักษ์และสิบตำรวจเอกสำรองเห็นจำเลยที่ 2 ในที่เกิดเหตุหรือที่พันตำรวจตรีเวชได้รับการแจ้งเหตุจากจำเลยที่ 2 ทางโทรศัพท์ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ กรณีจึงน่าเชื่อว่าภายหลังเกิดเหตุแล้วจำเลยที่ 2 ได้ขับรถมาดูที่เกิดเหตุโดยตรงและพบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองปากและติดต่อพูดคุยแจ้งเหตุให้พันตำรวจตรีเวชทราบทางโทรศัพท์เสียมากกว่า โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีแต่คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนายสามารถ ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.16 จ.43 จ.44 และ จ.32 ตามลำดับ แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ก็นำสืบปฏิเสธว่าตนไม่ได้ให้การเช่นนั้นด้วยความสมัครใจ ส่วนนายสามารถถึงแก่ความตายก่อนฟ้อง อย่างไรก็ดี คำซัดทอดดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย เช่นเดียวกับบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย จ.31 ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่าที่ให้การเช่นนั้นเกิดจากการชี้นำของเจ้าพนักงานตำรวจโดยบอกว่าจะกันจำเลยที่ 2 ไว้เป็นพยานอันเป็นการนำสืบว่าโจทก์และโจทก์ร่วมได้พยานหลักฐานชิ้นนี้ด้วยการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ไม่เป็นการให้การด้วยความสมัครใจรับฟังไม่ได้ แต่แม้จะรับฟังได้หรือไม่บันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.31 ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อยเช่นกัน ส่วนที่ร้อยตำรวจเอกเพทาย จันทรไพร พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความถึงการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ที่มีไปถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก่อนและในวันเกิดเหตุเป็นจำนวนหลายครั้ง ตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.3 (ศาลจังหวัดนครปฐม) นั้น ร้อยตำรวจเอกเพทายได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายความจำเลยที่ 2 และที่ 4 ว่า คงทราบแต่เพียงว่ามีการใช้เครื่องโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวติดต่อกัน แต่จะติดต่อกันเรื่องอะไรบ้างไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงเป็นการไม่แน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์และติดต่อเรื่องการกระทำผิดคดีนี้หรือไม่ ฉะนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อาจนำสืบพิสูจน์ให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะเป็นข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ทำให้น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยแล้ว พยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมาจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง กรณีนับว่ายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา อย่างไรก็ดี เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมแล้ว เห็นว่า ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดหรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ศาลฎีกาก็ต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยเพราะเป็นข้อจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางผกามาศ อาจแย้มสรวลภริยาของจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 จะใช้รถยนต์ยี่ห้อเปอร์โยของกลางเป็นส่วนใหญ่ วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยที่ 3 กลับมาที่สถานีบริการน้ำมันที่พยานทำงานด้วยรถยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและสีรถ แม้นางผกามาศไม่ได้เบิกความถึงว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 นำรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โยของกลางออกไป แต่ในชั้นสอบสวนนางผกามาศให้การไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์คันนี้ออกไปเมื่อเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ และกลับมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกาด้วยรถยนต์คันอื่น ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.3 (ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี) ซึ่งนางผกามาศยืนยันว่าถูกต้อง โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีพันตำรวจโทชวน เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุพยานไปดูที่เกิดเหตุและตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โย พบใบส่งของของสถานีบริการน้ำมันคงทองปิโตรเลียมมีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับสินค้า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้อ้างส่งใบส่งของดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน แต่ก็ได้ความว่าพันตำรวจโทชวนได้ไปที่สถานีบริการน้ำมันดังกล่าวทันทีในคืนนั้น และพบนางผกามาศภริยาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการยืนยันได้ว่าพันตำรวจโทชวนได้เบาะแสของจำเลยที่ 3 จากใบส่งของที่ตรวจพบในรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โย จึงติดตามไปที่สถานีบริการน้ำมันที่จำเลยที่ 3 ทำงานอยู่ คำเบิกความของนางผกามาศและพันตำรวจโทชวนจึงสอดคล้องกัน การที่จำเลยที่ 3 กลับมาที่สถานีบริการน้ำมันภายหลังเกิดเหตุด้วยรถยนต์คันอื่น ก็ต้องเป็นเพราะรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โยของกลางใช้การไม่ได้นั่นเอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 นำรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โยของกลางไปใช้ในวันเกิดเหตุ และยังได้ความว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 3 เดินทางไปถึงประเทศสหภาพพม่าและถูกทางการประเทศสหภาพพม่าจับกุมส่งตัวกลับประเทศไทย ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า จำเลยที่ 3 ได้รับการชักชวนจากจำเลยที่ 4 ที่บอกว่าเพื่อนของจำเลยที่ 4 ชื่อนายเสถียรหรือดำ สุขรัตน์ ชวนให้ไปติดตามรถยนต์เช่าซื้อที่ขาดผ่อนชำระ โดยจะให้ค่าใช้จ่ายคนละ 5,000 บาท จึงตกลงและติดตามไปถึงประเทศสหภาพพม่า ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 3 มีการงานต้องทำที่สถานีบริการน้ำมันเช่นนี้ นับเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า อีกทั้งจำเลยที่ 3 ไม่ได้นำนายเสถียรมาเบิกความสนับสนุน ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 จึงรับฟังไม่ได้ เมื่อนำบันทึกคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 3 เอกสารหมาย จ.43 มารับฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้นำรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โยของกลางไปใช้และพบรถยนต์คันนี้ในที่เกิดเหตุอันเป็นพยานหลักฐานสำคัญแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 226/3 วรรคสอง ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นางมยุรี แป้นเขียว
จำเลย — สิบตำรวจเอกเดชา เดชบุญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ