คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3947/2554
#511578
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คฉบับพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก และต่อมาฝ่ายจำเลยขอผัดการชำระเงิน ทั้งบุตรสาวจำเลยได้นำเช็คพิพาทไปแก้ไขวันที่และมีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ แม้จะไม่ใช่การแก้ไขของจำเลยเองก็ตาม การแก้ไขวันที่ในเช็คเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำคัญ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์จะมีส่วนรู้เห็นด้วยอีกทั้งลายมือชื่อกำกับการแก้ไขดังกล่าวคล้ายคลึงกับลายมือชื่อสั่งจ่ายของจำเลยที่ปรากฏในเช็คพิพาทมาก ยากที่บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจะทราบได้ว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย จึงเป็นความเปลี่ยนแปลงอันไม่ประจักษ์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบย่อมเอาประโยชน์จากเช็คฉบับพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 วรรคสอง จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คยังคงต้องรับผิดตามเช็คฉบับพิพาทอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 363,094.80 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ได้รับเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาน้ำพอง ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวนเงิน 350,000 บาท ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อเช็คใกล้ถึงกำหนดชำระเงิน นางกัลยา บุตรสาวจำเลยแก้ไขวันที่ลงในเช็คใหม่เป็นวันที่ 10 เมษายน 2543 หลังจากนั้นโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คฉบับพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก และต่อมาฝ่ายจำเลยขอผัดการชำระเงิน ทั้งได้นำเช็คพิพาทไปแก้ไขวันที่และมีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ แม้จะไม่ใช่การแก้ไขของจำเลยเองก็ตาม การแก้ไขวันที่ในเช็คเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำคัญ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์จะมีส่วนรู้เห็นด้วย อีกทั้งลายมือชื่อกำกับการแก้ไขดังกล่าวคล้ายคลึงกับลายมือชื่อสั่งจ่ายของจำเลยที่ปรากฏในเช็คพิพาทมาก ยากที่บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจะทราบได้ว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย จึงเป็นความเปลี่ยนแปลงอันไม่ประจักษ์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบย่อมเอาประโยชน์จากเช็คฉบับพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 วรรคสอง จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คยังคงต้องรับผิดตามเช็คฉบับพิพาทอยู่ ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างว่าได้นำเงินไปชำระหนี้ตามเช็คให้แก่นางกัลยาแล้ว แต่นางกัลยาไม่คืนเช็คให้นั้น ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อกล่าวอ้างต่อโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1007 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ พูนศักดิ์ไพศาล
จำเลย — นายเสนาะ พงษ์สมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายใบยก ศรีทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนิพนธ์ ใจสำราญ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3939/2554
#509030
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นชาวเขาเผ่าว้าไม่เข้าใจภาษาไทยและต้องสื่อสารกันด้วยภาษามือ กับจำเลยต้องเบิกความผ่านล่าม เชื่อว่าจำเลยไม่รู้และเข้าใจภาษาไทย การที่พันตำรวจโท ช. สอบปากคำจำเลยโดยไม่ได้จัดหาล่ามแปลให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 13 จึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยเข้าใจข้อหาและให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยจึงไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 62, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 5,000,000 บาท สำหรับฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพทั้งสองฐาน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน แต่เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยสำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยมารวมได้ คงให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะในข้อหามีเมทแอมเฟ-ตามีนและแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า พันตรีเจนกับพวก พบเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนของกลางที่หลังคากระท่อมกับบริเวณชายคานอกกระท่อม มิได้พบอยู่ที่จำเลย แม้ขณะเกิดเหตุมีจำเลยอยู่ที่กระท่อมเพียงคนเดียว แต่ได้ความจากพันตำรวจโทชัชวาลว่า พยานสอบปากคำนายสมศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้านท้องที่แล้วให้การว่า กระท่อมที่เกิดเหตุเป็นของนายไอ่เบ ซึ่งถูกจับข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดกำแพงเพชร โดยนายสมศักดิ์ไม่รู้จักจำเลย ตามบันทึกคำให้การ จึงไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะยืนยันได้ว่าจำเลยพักอาศัยหลับนอนอยู่ที่กระท่อมดังกล่าว ในอันที่จะพอนำมาเชื่อมโยงหรือเป็นข้อที่บ่งชี้ได้ว่า จำเลยน่าจะมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนและแอมเฟตามีนของกลาง ประกอบกับข้อมูลที่พันตรีเจนกับพวกทราบจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในหมู่บ้านฮ้าหก แหล่งข่าวก็มิได้แจ้งว่าผู้ที่ลำเลียงเป็นจำเลย ส่วนที่พันตำรวจโทชัชวาลอ้างว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ โดยระบุไว้ในบันทึกคำให้การ จำเลยเป็นชาวเขาเผ่าว้า สามารถพูดและเข้าใจภาษาไทยได้ดี กลับปรากฏจากคำเบิกความของพันตรีเจนและจ่าสิบเอกสมนึกว่า พยานทั้งสองกับพวกพูดคุยกับจำเลยไม่รู้เรื่องเนื่องจากจำเลยไม่เข้าใจภาษาไทยและต้องสื่อสารกันด้วยภาษามือ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาที่จำเลยต้องเบิกความผ่านล่าม เชื่อว่าจำเลยไม่รู้และเข้าใจภาษาไทย การที่พันตำรวจโทชัชวาลสอบปากคำจำเลยโดยไม่ได้จัดหาล่ามแปลให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 เช่นนี้ จึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยเข้าใจข้อหาและให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยจึงไม่สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 ฎีกาของโจทก์ประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 13 ม. 134/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นายอ้ายจาย ไม่มีชื่อสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายคณากร เพียรชนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3937/2554
#515053
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้นำสืบถึงรายการการใช้โทรศัพท์ระหว่างสายลับกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิดซึ่งหมายถึงความผิดตามฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตาม ป.อ. มาตรา 32 และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 2 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายใน 1 ปี ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดกับให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์มิได้นำสายลับมาเบิกความ ไม่มีการเตรียมธนบัตรล่อซื้อ และไม่มีหลักฐานยืนยันการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างจำเลยกับสายลับ ทั้งเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักไม่ถึง 3 กรัม นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้วกรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางโดยอ้างว่าจำเลยใช้ในการติดต่อซื้อขายเฮโรอีน แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 ถูกจับขณะจะมาส่งมอบเฮโรอีน และเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางในกระเป๋ากางเกงข้างขวาของจำเลย และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางอยู่ในมือจำเลยโดยที่โจทก์มิได้นำสืบถึงรายการการใช้โทรศัพท์ระหว่างโทรศัพท์ของสายลับกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดซึ่งหมายถึงความผิดตามฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายวิเชียรหรือเล็ก ชาวแสนแสบ
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3925/2554
#508335
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ส. พูดว่าจะเอาอาวุธปืนมายิงจำเลยแล้วจำเลยพูดกับ ส. ว่า พูดไม่เข้าหู แล้ว ส., ม. และ น. ออกจากบ้านจำเลยไป เหตุโกรธเคืองยุติและขาดตอนไปแล้ว ระหว่างนั้นจำเลยย่อมมีโอกาสคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแต่พฤติการณ์ที่จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ ต. ขับติดตาม ส., ม. และ น. ไปโดยจำเลยเตรียมนำอาวุธปืนไปด้วยแสดงว่า จำเลยคิดไตร่ตรองแล้วว่าจะใช้อาวุธปืนที่เตรียมไปยิงผู้เสียหายที่ 1 เพื่อแก้แค้นทั้ง ต. ยังขับรถแซงรถของ ส. ไปดักรอ ส., ม. และ น. อยู่ข้างหน้า เมื่อรถของ ส. มาถึง จำเลยใช้อาวุธปืนยิง ส. การกระทำของจำเลยต่อ ส. จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4), 80 รวม 1 กระทง แต่ไม่ปรากฎว่าจำเลยกับ ม. และ น. มีเหตุโกรธเคืองกันจนจำเลยต้องคิดฆ่าบุคคลทั้งสอง การที่จำเลยยิง ม. และ น. ก็เพราะบุคคลทั้งสองนั่งรถจักรยานยนต์มากับ ส. จึงเป็นการคิดฆ่าอีกกระทงหนึ่งในทันที มิได้ไตร่ตรองไว้ก่อนจำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานร่วมกันพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา 288, 80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 371, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 813/2550 ของศาลจังหวัดนาทวีและคดีอาญาหมายเลขดำที่ 687/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 18 วรรคสอง และวรรคสาม ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวม 3 กระทง กระทงละ 16 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 51 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 25 ปี 6 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 813/2550 ของศาลจังหวัดนาทวี และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ขณะกระทำความผิด จำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นรวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน รวมกับโทษจำคุกฐานมีและพาอาวุธปืนฯ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ได้ความว่า ในคืนเกิดเหตุเมื่อพบจำเลยแล้ว จำเลยชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปสั่งซื้ออาหาร จากนั้นชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านเพื่อนของจำเลย พบนายติ๊ก เพื่อนของจำเลย ต่อมาจำเลยชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลย หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 กลับไปรับผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งรออยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ไปที่บ้านจำเลยโดยมีนายติ๊กตามไปสมทบด้วย และได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1ต่อไปว่า ผู้เสียหายทั้งสามอยู่ที่บ้านจำเลยประมาณ 5 นาที ก็พากันกลับโดยผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 นั่งซ้อนท้ายตามลำดับไปตามถนนสายเขารูปช้าง - ปาดังเบซาร์ ระหว่างทางนายติ๊กขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายแซงรถจักรยานยนต์ที่เสียหายที่ 1 ขับไปเลี้ยวเข้าทางแยกชายควน ผู้เสียหายที่ 1 ขับรถเลยทางแยกไป สักพักนายติ๊กก็ขับรถจักรยานยนต์ตามมาแล้วแซงรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับอีกครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร พบจำเลยยืนถืออาวุธปืนสั้นอยู่กลางถนน ส่วนนายติ๊กยืนอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ข้างถนน ผู้เสียหายที่ 1 จอดรถและถามจำเลยว่า เรื่องอะไรที่รบกัน จำเลยตอบว่า มึงพูดอะไรแล้วจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ทันทีจนผู้เสียหายที่ 1 และรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับล้มลง ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 วิ่งหลบหนีไปข้างทาง จำเลยก็ใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ด้วย ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสาม เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่ได้ความดังกล่าวนับแต่ผู้เสียหายทั้งสามกลับออกจากบ้านจำเลยจนถึงขณะเกิดเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสาม ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสามกับจำเลยเพิ่งมีสาเหตุใด ๆ ต่อกันอันจะเป็นเหตุให้จำเลยต้องคิดฆ่าโดยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสามในทันทีนั้น จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า จำเลยโกรธแค้นผู้เสียหายที่ 1 มาก่อนแล้ว ตามที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ระหว่างพูดคุยกับผู้เสียหายทั้งสามที่บ้านของจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 พูดทำนองว่าจะเอาอาวุธปืนมายิงจำเลย ดังจะเห็นได้จากที่จำเลยพูดก่อนที่จะยิงผู้เสียหายที่ 1 ในทำนองว่าผู้เสียหายที่ 1 พูดไม่เข้าหูจำเลย การที่ผู้เสียหายทั้งสามออกจากบ้านจำเลยไป เหตุโกรธเคืองยุติกันไปแล้ว แต่พฤติการณ์ที่จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายติ๊กขับตามผู้เสียหายทั้งสามไปโดยจำเลยเตรียมนำอาวุธปืนติดตัวไปด้วย ก่อนถึงจุดเกิดเหตุนายติ๊กยังได้ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าไปในทางแยกแล้วจึงย้อนกลับออกมาแซงรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับไปดักรอผู้เสียหายทั้งสามอยู่ข้างหน้าเช่นนี้เหตุโกรธเคืองได้ขาดตอนไปแล้ว ในระหว่างนั้นจำเลยย่อมมีโอกาสคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วว่าจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 เพื่อแก้แค้น และติดตามไปฆ่า จนกระทั่งได้โอกาสที่ไปดักรอผู้เสียหายทั้งสามอยู่ในจุดเกิดเหตุ จำเลยก็ใช้อาวุธปืนที่เตรียมไปนั้นยิงผู้เสียหายที่ 1การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 รวม 1 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดเพียงฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่การที่จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ด้วยนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 มีเหตุโกรธเคืองกันจนถึงกับจำเลยต้องคิดฆ่าบุคคลทั้งสองการที่จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ด้วย ก็เพราะบุคคลทั้งสองนั่งรถจักรยานยนต์มากับผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นการคิดฆ่าในทันทีมิได้ไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบมาตรา 80, 83 รวม 2 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) กำหนดให้การลดมาตรส่วนโทษเป็นดุลพินิจหากเห็นสมควรแต่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 เป็นเรื่องที่กฎหมายบังคับว่า ศาลจะต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลย มิใช่เรื่องที่ศาลเห็นสมควร การลดมาตราส่วนโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไขเนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 จำนวน 1 กระทง ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75(ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำหรับกระทงนี้ 16 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 รวม 2 กระทง กระทงละ 5 ปี และโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 6 เดือน รวมโทษทุกข้อหาเป็นจำคุก 26 ปี 20 เดือนลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 13 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายจำเริญหรือขวัญ มู้ละ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา — นางดวงนภา อุทัยพันธ์ เรือนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3789/2554
#511622
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแบ่งที่ดินที่ยึดออกเป็น 3 แปลง ตามสภาพที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้าง แล้วแยกขายทีละแปลง ในวันไต่สวนจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ได้ตรวจคำร้อง คำคัดค้านของโจทก์และคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสั่งคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 4 จึงให้งดไต่สวน แล้วให้คู่ความรอฟังคำสั่ง จากนั้นได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 อันเป็นคำสั่งชี้ขาดในเรื่องให้รวมหรือแยกทรัพย์สินขายทอดตลาด จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 วรรคสองแล้ว ปัญหาที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 4 ก่อนมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว และไม่มีคำสั่งให้เลื่อนคดีตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 4 เป็นการไม่ชอบนั้น ล้วนเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่การโต้แย้งว่าคำสั่งชี้ขาดของศาลชั้นต้นในเรื่องให้รวมหรือแยกทรัพย์สินขายทอดตลาดซึ่งเป็นที่สุดแล้วไม่ชอบ คำสั่งของศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้แบ่งที่ดินออกเป็น 3 แปลง ตามสภาพที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้าง 3 รายการ แล้วแยกขายทีละแปลง โดยให้ประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดใหม่แยกเป็นรายแปลง และให้ยกเลิกวิธีการขายทอดตลาดเดิมที่กำหนดราคาขายเบื้องต้นเอาไว้ เพื่อที่จะได้ขายทรัพย์สินในราคาที่สูงขึ้นและเหมาะสมกับจำนวนหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า แม้ทรัพย์สินที่ยึดจะมีราคาประเมินสูงถึง 17,355,000 บาท แต่สิ่งปลูกสร้างทั้งสามรายการ ตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดแปลงเดียวกัน และสภาพของทรัพย์เป็นสถานีบริการน้ำมัน การแยกขายอาจไม่มีผู้สนใจและทำให้ราคาเสื่อมลง จึงให้ทำการขายทอดตลาดต่อไป

จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งชี้ขาดในเรื่องนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน

ในวันนัดไต่สวน จำเลยที่ 4 ขอให้เลื่อนการไต่สวน

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้อง คำคัดค้าน และคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสั่งคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 4 จึงให้งดการไต่สวน และให้คู่ความรอฟังคำสั่ง จากนั้นได้มีคำสั่งในวันเดียวกัน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 4 ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 เป็นที่สุดหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นบังคับคดี เมื่อจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแยกขายที่ดินโดยแบ่งที่ดินเป็น 3 แปลง ตามสภาพที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้าง แล้วแยกขายทีละแปลงโดยอ้างว่า เพื่อให้ขายทรัพย์สินได้ในราคาที่สูงขึ้น และเหมาะสมกับจำนวนหนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การแยกขายทรัพย์สินตามความประสงค์ของจำเลยที่ 4 จะต้องมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 3 แปลงก่อนซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก และไม่เป็นประโยชน์แก่การบังคับคดี เพราะที่ดินบางแปลงที่แบ่งออกมาแล้วอาจมีราคาต่ำหรือขายไม่ได้ การขายรวมกันไปจะได้ราคาสูงกว่า และเป็นประโยชน์สูงสุด ส่วนการประเมินราคาของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ยังไม่เกิดข้อโต้แย้งที่จำเลยที่ 4 จะยื่นคำคัดค้านได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งชี้ขาดในเรื่องให้รวมหรือแยกทรัพย์สินขายทอดตลาด คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสอง จำเลยที่ 4 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ปัญหานี้มาจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฎีกาปัญหานี้ การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในปัญหานี้ของจำเลยที่ 4 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาข้อต่อไปที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาดังกล่าวมา โดยไม่ไต่สวนและไม่มีคำสั่งให้เลื่อนคดีตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 4 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยมาแล้วว่าคำสั่งชี้ขาดในเรื่องการให้รวมหรือแยกขายทอดตลาดของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นประเด็นหลักถึงที่สุดแล้ว ปัญหาว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 4 ก่อนมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวก็ดี ไม่มีคำสั่งให้เลื่อนคดีตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 4 ก็ดี ล้วนเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่การโต้แย้งว่า คำสั่งชี้ขาดในเรื่องให้รวมหรือแยกทรัพย์สินขายทอดตลาดของศาลชั้นต้นซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุดแล้วไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับการห้ามอุทธรณ์และฎีกาเช่นเดียวกัน คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุด การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบ และที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาปัญหาข้อนี้มา จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 กับให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 4 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้จำเลยที่ 4 ทั้งหมดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นางเซียงซุ้ย แซ่โค้วหรือแซ่โล้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสุเจตน์ ส่งสัมพันธ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3753/2554
#513655
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลักลอบนำเด็กทารกข้ามแดนไปในประเทศมาเลเซียเพื่อส่งให้แก่นาง อ. พี่สาวจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็ก และฐานรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา และพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปโดยทุจริต แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวเพื่อจะส่งเด็กทารกไปให้นาง อ. จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษามาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และ 213 ประกอบมาตรา 225

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 แต่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) ยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็กตามฟ้องเป็นความผิดโดยมีบทลงโทษตามมาตรา 52 วรรคสาม ระวางโทษจำคุกตั้งแต่แปดปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนหกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท จึงเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็กตาม พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 7 ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3

การที่โจทก์มีคำขอท้ายฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้อง จึงพอแปลได้ว่า โจทก์ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องนั่นเอง แต่ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไม่ชอบอย่างไร และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็กพ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 251, 252, 265, 268, 312ตรี พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 18, 62 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี และปรับ 900 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 11 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 11 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือนและปรับ 600 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 7 ปี 4 เดือนและปรับ 600 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและทำปลอมรอยตราประจำตำแหน่งของเจ้าพนักงาน ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและใช้รอยตราประจำตำแหน่งปลอม (ที่ถูก ฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ฐานทำปลอมและใช้รอยตราประจำตำแหน่งของเจ้าพนักงานปลอม) คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็กและฐานรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหาและพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปโดยทุจริตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน แต่โจทก์มีคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประกอบพยานแวดล้อมมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วย เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับเด็กทารกมาโดยเด็กหญิงจิรพรรณมารดาของเด็กทารกสมยอมมอบให้เนื่องจากไม่สามารถเลี้ยงดูเองได้ พฤติการณ์จึงยากต่อการที่จะมีประจักษ์พยานรู้เห็น เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 กับนางเอื้อยซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้นำเด็กทารกจากประเทศไทยเข้าไปในประเทศมาเลเซีย โดยจำเลยที่ 2 รับเป็นผู้จัดการเอกสารให้ทุกอย่าง ความข้อนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อร้อยตำรวจเอกพีระ เจ้าพนักงานตำรวจด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์และจำเลยที่ 1 ยังให้การรับสารภาพต่อพันตำรวจโทบรรเทิง พนักงานสอบสวน โดยร้อยตำรวจเอกพีระและพันตำรวจโทบรรเทิงเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันในข้อนี้ ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 3 รับเด็กทารกจากมารดาของเด็กทารกแล้วนำไปมอบให้จำเลยที่ 2 คำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 3 รวมทั้งคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 แม้เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็มิได้เป็นคำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ถูกจับกุมดำเนินคดีด้วย จึงรับฟังคำซัดทอดดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ซึ่งโจทก์มีนางสมบูรณ์ เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 เคยมาที่บ้านของพยานพร้อมกับจำเลยที่ 3 โดยนำเด็กทารกไปฝากพยานเลี้ยง 1 คืน แม้พยานจะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าไปในบ้านของพยานด้วย แต่นั่งรออยู่บนรถจักรยานยนต์ที่จอดรถอยู่หน้าบ้าน แต่ในชั้นสอบสวนพยานก็ให้การยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนฝากให้พยานเลี้ยงเด็กทารกให้โดยบอกว่าเป็นบุตรของเพื่อน พยานปากนี้รู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 3 เคยอุ้มเด็กทารกมาค้างที่บ้านของจำเลยที่ 2 อีกทั้งเด็กทารกดังกล่าวยังเป็นเด็กอ่อนอายุเพียง 15 วัน ตามปกติมารดาผู้ให้กำเนิดต้องเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเรื่องผิดปกติที่จำเลยที่ 3 ซึ่งไม่ใช่มารดาจะนำเด็กทารกเร่ไปตามที่ต่าง ๆ และการที่จำเลยที่ 1 รับจ้างนำเด็กทารกข้ามแดนไปในประเทศมาเลเซียก็เพื่อไปส่งให้แก่นางเอื้อยพี่สาวของจำเลยที่ 2 จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำอันถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกัน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็กและฐานรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา และพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปโดยทุจริต พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดทั้งสองฐานนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวเพื่อจะส่งเด็กทารกไปให้นางเอื้อย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และ 213 ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 แต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) ยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็กตามฟ้องเป็นความผิด โดยมีบทลงโทษตามมาตรา 52 วรรคสาม ระวางโทษจำคุกตั้งแต่แปดปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนหกหมื่นบาทถึงสามแสนบาทจึงเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็กตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 7 ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องนั้นเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็ก และฐานร่วมกันรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา และพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปโดยทุจริต และลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม ฐานใช้รอยตราประจำตำแหน่งของเจ้าพนักงานปลอมและฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ยื่นรายการตามแบบที่กำหนดไว้และไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่โดยยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานอื่นตามฟ้อง การที่โจทก์มีคำขอท้ายฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้อง จึงพอแปลได้ว่า โจทก์ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องนั่นเอง แต่ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวก็มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไม่ชอบอย่างไร และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันรับไว้ จำหน่ายเป็นธุระจัดหาและพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปโดยทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ไม่กำหนดโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็ก ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หนึ่งในสาม สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้ว จำคุก 4 ปี 8 เดือน ปรับ 600 บาท จำเลยที่ 3 จำคุก 3 ปี 4 เดือน ยกฎีกาของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 213 ม. 225 ม. 216
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ม. 7
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 3 ม. 6 (2) ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางแดง ฟองสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายวันชัย แก้วพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2554
#509349
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้ออกหนังสือรับรองว่า ได้รับจดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการจัดการกองทุนรวมโจทก์เป็นกองทุนรวมตามมาตรา 124 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการกองทุนรวมดังกล่าว โดยหนังสือรับรองนี้ได้ออก ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2543 อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่ากองทุนรวมโจทก์เพิ่งจดทะเบียนหลังจากที่ พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับแล้ว หาใช่จัดตั้งขึ้นก่อนที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับไม่ โจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงิน ส่วนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นนิติบุคคลซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประเภทกิจการจัดการการลงทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ การที่โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซื้อสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัทเงินทุนจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) นั้นก็อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทและการบริหารหนี้ดังกล่าวของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ก็อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ที่จะดำเนินการได้เพราะตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ก็ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่าเพื่อประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการการลงทุนและประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการจัดการกองทุนรวมส่วนบุคคล และตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง ก็ระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนรวมไว้ว่า กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุน โดยในการจัดการกองทุนรวมได้บัญญัติไว้ในมาตรา 125 ว่า บริษัทหลักทรัพย์จะต้องดำเนินการจัดการกองทุนรวมอย่างไรบ้าง โดยมีข้อห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 126 ดังนี้ การจัดตั้งกองทุนรวมโจทก์จึงเป็นการจัดตั้งขึ้นภายหลังจากที่ พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ใช้บังคับแล้ว เพื่อซื้อและรับโอนทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือดำเนินการได้และทรัพย์สินถูกนำออกขายทอดตลาดโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เพื่อชำระบัญชี การที่โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซื้อสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อ สัญญากู้ ตราสารหนี้ และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดังกล่าวซึ่งมีบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด อยู่ด้วย จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 เพื่อนำหนี้ที่ซื้อมานั้นมาบริหารจัดการโดยให้บริษัทบางกอกแคปปิตอลอันไลแอนซ์ จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการ จึงอยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์เพราะการซื้อสินทรัพย์และสินเชื่อธุรกิจดังกล่าวนั้นจัดว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งและการดำเนินของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินของกองทุนรวมโจทก์ก็มิได้กระทำการอันเป็นการขัดต่อมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ที่บัญญัติห้ามไว้แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 60,287,671.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 30 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินทั้ง 11 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน จำนวน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.50 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2543 และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมาย กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 115204, 119685, 130460 ถึง 130462, 130565 ถึง 130570 แขวงสวนหลวง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 นำออกขายทอดตลาดจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการของกองทุนรวมดังกล่าว บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นนิติบุคคลซึ่งได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจประเภทกิจการจัดการการลงทุน องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงประกอบตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ตกลงกู้เงินลักษณะเงินกู้หมุนเวียนในวงเงิน 40,000,000 บาท โดยในการเบิกเงินกู้ทุกครั้งจำเลยที่ 1 ต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด หากตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระเงินได้ จำเลยที่ 1 จะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเดิมตามจำนวนที่ยังค้างชำระอยู่ จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด มีสิทธิเรียกเก็บได้ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินคนละ 40,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินจำนวน 11 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งหนี้ที่มีอยู่แล้วและหนี้ในอนาคตในวงเงิน 70,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดจนกว่าบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด จะได้รับชำระหนี้จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวน 40,000,000 บาท ไปจากบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด แล้ว และจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด จำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยบางส่วนโดยมิได้ชำระต้นเงิน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเรื่อยมารวม 6 ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 คงชำระแต่ดอกเบี้ยบางส่วนมิได้ชำระต้นเงิน ครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 สัญญาจะใช้เงินจำนวน 40,000,000 บาท เมื่อทวงถาม อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 17.50 ต่อปี หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 30 ต่อปี นับแต่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระเฉพาะดอกเบี้ยให้แก่บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด เพียงบางส่วน โดยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายวันที่ 26 มกราคม 2541 เป็นเงิน 1,311,780.82 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มิได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่บริษัทดังกล่าวอีก คงค้างชำระต้นเงินจำนวน 40,000,000 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 มกราคม 2541 เรื่อยมา วันที่ 30 กันยายน 2540 โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ได้ทำสัญญาซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อ สัญญากู้ ตราสารหนี้ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ รวมทั้งบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด ซึ่งถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ดำเนินการแทนบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าว โดยบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวรวมทั้งบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด ได้โอนสิทธิทั้งปวงภายใต้สินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจแต่ละรายที่ตนเป็นคู่สัญญาให้แก่โจทก์ และบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด ได้โอนสิทธิการรับจำนองที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และประกาศเรื่องเปลี่ยนแปลงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 ให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ภายใน 14 วัน นับแต่วันรับหนังสือ จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2543 ครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 3 มิถุนายน 2543 แล้วจำเลยทั้งสามก็เพิกเฉยไม่ชำระ ก่อนฟ้องโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือและบอกกล่าวบังคับจำนอง จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 14 เดือนเดียวกัน ครบกำหนดตามหนังสือดังกล่าว จำเลยทั้งสามก็เพิกเฉยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้ออกหนังสือรับรองว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้รับจดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการจัดการกองทุนรวมโจทก์เป็นกองทุนรวมตามมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ตามทะเบียนเลขที่ 14/2542 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 ซึ่งกองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการกองทุนรวมดังกล่าว โดยหนังสือรับรองนี้ได้ออก ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2543 อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่ากองทุนรวมโจทก์เพิ่งจดทะเบียนหลังจากที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ใช้บังคับแล้ว หาใช่จัดตั้งขึ้นก่อนที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับไม่ โจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงิน การที่โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัทเงินทุนดังกล่าวจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) นั้นก็อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัท และการบริหารหนี้ดังกล่าวของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ก็อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ที่จะดำเนินการได้ เพราะตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ก็ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่าเพื่อประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการลงทุนและประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการจัดการกองทุนรวมส่วนบุคคล และตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง ก็ได้ระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนรวมไว้ว่า กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุน โดยในการจัดการกองทุนรวมได้บัญญัติไว้ในมาตรา 125 ว่า บริษัทหลักทรัพย์จะต้องดำเนินการจัดการกองทุนรวมอย่างไรบ้าง โดยมีข้อห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 126 คือ (1) กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนตามที่สำนักงานประกาศกำหนด (2) ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการนั้นเอง (3) ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นที่บริษัทหลักทรัพย์เดียวกันนั้นเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ (4) ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์ของบริษัทใดเกินอัตราส่วนที่สำนักงานประกาศกำหนด ทั้งนี้ สำนักงานจะกำหนดตามประเภทของหลักทรัพย์หรือตามประกาศของกิจการของบริษัทนั้นก็ได้ และ (5) กู้ยืมเงินในนามของกองทุนรวมหรือก่อภาระผูกพันใด ๆ แก่ทรัพย์สินของกองทุนรวม... พยานหลักฐานโจทก์จึงน่าเชื่อว่า การจัดตั้งกองทุนรวมโจทก์หลังจากที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2550 ใช้บังคับก็เพื่อซื้อและรับโอนทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินการได้ และทรัพย์สินถูกนำออกขายทอดตลาดโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เพื่อชำระบัญชี การที่โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซื้อสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อ สัญญากู้ ตราสารหนี้ และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของบริษัทเงินทุนและเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดังกล่าว ซึ่งมีบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด รวมอยู่ด้วยจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 เพื่อนำหนี้ที่ซื้อมานั้นมาบริหารจัดการโดยให้บริษัทบางกอกแคปปิตอลอัลไลแอนซ์ จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการจึงอยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์ เพราะการซื้อสินทรัพย์และสินเชื่อธุรกิจดังกล่าวนั้นจัดว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งและการดำเนินการของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการของกองทุนรวมโจทก์ก็มิได้กระทำการอันเป็นการขัดต่อมาตรา 126 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ที่บัญญัติห้ามไว้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — นายสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2554
#513623
เปิดฉบับเต็ม

การแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีหน้าที่ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคก็เท่ากับว่าผู้บริโภคได้ร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินคดีแทนตน โดยผู้บริโภคมีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดี และหากผู้บริโภคเป็นฝ่ายชนะคดี ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่ผู้บริโภค มิได้ชำระให้แก่คณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคแต่อย่างใด ดังนั้น การที่คณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ย่อมต้องถือว่าผู้บริโภคนั้นเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องเอง ส่วนผู้ประกอบการซึ่งถูกฟ้องมีฐานะเป็นจำเลย และทั้งโจทก์และจำเลยย่อมมีฐานะเป็น "คู่ความ" ตามวิเคราะห์ศัพท์ใน ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ดังนี้จำเลยผู้ถูกฟ้องย่อมฟ้องแย้งได้ และเมื่อฟ้องแย้งว่า จำเลยพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งให้ผู้บริโภคเข้าครอบครองอยู่อาศัยมาโดยตลอด ขอให้ผู้บริโภคชำระราคาส่วนที่เหลือจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอจะรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินครั้งสุดท้าย (วันที่ 18 กันยายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ นางลาวัลย์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้บังคับผู้บริโภครับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์และชำระค่าที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์งวดสุดท้ายจำนวน 5,426,400 บาทและค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,546,400 บาท ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากผู้บริโภคไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ ให้ผู้บริโภคใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพของทาวน์เฮาส์เป็นเงิน 1,440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้ผู้บริโภคขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์ กับใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าผู้บริโภคจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์แล้วเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 135 และ 136 ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางลาวัลย์ และให้นางลาวัลย์ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 5,426,400 บาท ให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากนางลาวัลย์ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นในส่วนฟ้องแย้งให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,962,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางลาวัลย์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้บริโภคเลือกใช้สิทธิให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยแทนผู้บริโภคแล้ว โจทก์จึงมีฐานะเป็นตัวแทนผู้บริโภค ผู้บริโภคจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกคดี ฟ้องแย้งจึงเกี่ยวกับฟ้องเดิมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 10 (7) ให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง โดยผู้บริโภคในคดีนี้ได้ดำเนินการร้องขอต่อคณะกรรมการว่าผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้ทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ก็เท่ากับว่าผู้บริโภคได้ร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินคดีแทนตน โดยผู้บริโภคเป็นบุคคลผู้มีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดี อีกทั้งในคดีผู้บริโภคหากผู้บริโภคเป็นฝ่ายชนะคดี ศาลก็จะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง มิได้ให้ชำระหนี้แก่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้ดำเนินคดีแทนแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้มีกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคขึ้นก็เพื่อการดำเนินคดีในศาลแทนผู้บริโภคเท่านั้นโดยเหตุนี้ กรณีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคคนใดย่อมต้องถือว่า ผู้บริโภคคนนั้นเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องนั่นเอง ส่วนผู้ประกอบการซึ่งถูกฟ้องย่อมมีฐานะเป็นจำเลย และทั้งโจทก์และจำเลยย่อมมีฐานะเป็น "คู่ความ" ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ดังนั้น จำเลยผู้ถูกฟ้องย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องแย้งผู้บริโภคให้รับผิดตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ และเมื่อฟ้องแย้งของจำเลยแสดงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยพร้อมที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์พิพาทดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภคในวันที่ 1 มีนาคม 2547 แต่ผู้บริโภคไม่ยอมรับโอน ผู้บริโภคจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้บริโภคเข้าอยู่อาศัยมาโดยตลอด จึงขอให้บังคับผู้บริโภครับโอนพร้อมชำระราคาในส่วนที่เหลือในวันโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่พอจะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์คดีนี้คือคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนนางลาวัลย์ผู้บริโภคเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่ความ จำเลยฟ้องแย้งให้บุคคลภายนอกรับผิด จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องแย้งมาโดยไม่ชอบ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยหรือผู้บริโภคเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญากระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค จำเลยจึงไม่อาจบังคับตามฟ้องแย้งได้ และเมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแทนผู้บริโภคแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจะต้องใช้เงินคืนให้แก่ผู้บริโภคตามที่ได้รับไว้

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินไปจากผู้บริโภคหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา มีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมและหากมีเงินอันจะต้องใช้คืน ให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้เข้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินค่าราคาทาวน์เฮาส์ไปจากผู้บริโภคเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคนับแต่วันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 18 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางลาวัลย์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 10 (7) ม. 39
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้ปริโภค
จำเลย — บริษัทรังสิยาอินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายลือเดช ทับทิมพรรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพอพันธุ์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3734/2554
#520035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362, 365 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณศาลจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นสถานที่ราชการ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เข้าไปในบริเวณศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อยึดถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนนั้น หรือเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุข อันเป็นองค์ประกอบของการกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในข้อสาระสำคัญตาม ป.อ. มาตรา 362 การบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เข้าไปในบริเวณศาลจังหวัดนนทบุรีโดยไม่มีเหตุอันสมควรก็ยังไม่ถือว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกเพื่อรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 362, 365 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบด้วยมาตรา 362, 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถจักรยานยนต์โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 8 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสาม ประกอบมาตรา 43 (8) ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือน ภายในระยะเวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และยกฟ้องข้อหาร่วมกันบุกรุกสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานบุกรุกเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 โดยโจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เข้าไปในบริเวณศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อยึดถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนนั้น หรือเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุข อันเป็นองค์ประกอบของการกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เข้าไปในบริเวณศาลจังหวัดนนทบุรีโดยไม่มีเหตุอันสมควรก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ศาลหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลโดยปกติสุขดังที่โจทก์ฎีกา ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายประดล หงส์มหาสิริพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรชัย คอประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2554
#510250
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 189 บัญญัติว่า คดีมโนสาเร่ คือ (ง) คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาท และมาตรา 190 จัตวา วรรคหนึ่ง (เดิม) บัญญัติว่า ในคดีมโนสาเร่ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเท่ากับจำนวนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บในคดีที่มาคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งตาราง 1 (2) (ก) ต่อท้าย ป.วิ.พ. (เดิม) กำหนดว่า "คดีทั่วไปรวมทั้งคดีไม่มีข้อพิพาทให้เรียกเรื่องละสองร้อยบาท" ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนสินสอดและชดใช้ค่าเสียหาย รวมเป็นเงินจำนวน 150,000 บาท ดังนี้ เป็นคำฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาท ย่อมเป็นคดีมโนสาเร่และเสียค่าขึ้นศาลเพียงสองร้อยบาท ตามบทกฎหมายและตารางต่อท้ายบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เมื่อโจทก์ชำระค่าขึ้นศาล 200 บาท จึงถูกต้องตามบทกฎหมายและตารางต่อท้ายบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นศาลเยาวชนและครอบครัว แต่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติเรื่องค่าขึ้นศาลไว้ก็ต้องนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันคืนค่าสินสอดจำนวน 100,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายในการจัดงานแต่งงานเป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีสามัญอันมีทุนทรัพย์ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2.5 ของทุนทรัพย์ จึงให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้อง เมื่อครบกำหนด โจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 189, 190 จัตวา วรรคหนึ่ง (เดิม) และ ตาราง 1 (2) (ก) ต่อท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้องคดีนี้ โดยมาตรา 189 บัญญัติว่า "คดีมโนสาเร่ คือ (1) คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (2)..." และมาตรา 190 จัตวา วรรคหนึ่ง (เดิม) บัญญัติว่า "ในคดีมโนสาเร่ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเท่ากับจำนวนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้" ซึ่งตาราง 1 (2) (ก) ต่อท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) กำหนดว่า "คดีทั่วไปรวมทั้งคดีไม่มีข้อพิพาทให้เรียกเรื่องละสองร้อยบาท" ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนสินสอดและชดใช้ค่าเสียหาย รวมเป็นเงินจำนวน 150,000 บาท ดังนี้ เป็นคำฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาทย่อมเป็นคดีมโนสาเร่และเสียค่าขึ้นศาลเพียงสองร้อยบาท ตามบทกฎหมายและตารางต่อท้ายบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เมื่อโจทก์ชำระค่าขึ้นศาล 200 บาท จึงถูกต้องตามบทกฎหมายและตารางต่อท้ายบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวแต่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มิได้บัญญัติเรื่องค่าขึ้นศาลไว้จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 189 ม. 190 จัตวา วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดนุพล ภายชัยภูมิ
จำเลย — นางสาวนิราณี ประเสริฐสังข์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี — นายนที พิบูลย์วรกุล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3663/2554
#554442
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์คดีนี้จะเป็นจำเลยในคดีก่อนและถูกฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก แต่ผู้จัดการมรดกถือว่าเป็นผู้แทนของทายาท เมื่อโจทก์เป็นทายาทด้วยคนหนึ่งต้องถือว่าโจทก์ในฐานะส่วนตัวเป็นคู่ความในคดีก่อนด้วย คู่ความคดีนี้และคู่ความในคดีก่อนจึงเป็นคู่ความเดียวกัน

คดีก่อนมีประเด็นวินิจฉัยว่า โจทก์คดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยคดีนี้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประเด็นคดีนี้มีว่าจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์คดีก่อนเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยคดีนี้มีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดาหรือไม่ จึงถือว่าประเด็นในคดีนี้และประเด็นในคดีก่อนเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ในปัญหาว่า จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดาหรือไม่ คำพิพากษาคดีก่อนที่พิพากษาว่า จำเลยคดีนี้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย่อมผูกพันโจทก์คดีนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1561

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า จำเลยมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของนายนามและนางสาย และห้ามจำเลยใช้ชื่อสกุล "เส็งนา" อีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความและให้จำเลยส่งเอกสารที่รับรองโดยถูกต้องจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2627/2548 ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถึงที่สุดแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายนามและนางสาย เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2506 นายนามและนางสายจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2522 จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2520 ซึ่งระบุว่าจำเลยเป็นบุตรนายนามและนางสาย เมื่อนายนามถึงแก่กรรม โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายนาม ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายนามตามคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 1093/2536 ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกขอแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 10854 ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายนาม โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลจังหวัดบุรีรัมย์พิจารณาไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้โจทก์แบ่งที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2300/2548 ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ คำเบิกความของจำเลยคดีดังกล่าวและคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2300/2548 หมายเลขแดงที่ 2627/2548 ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ยกคำร้อง เนื่องจากเป็นคำร้องที่ไม่ชอบตามรายงานกระบวนพิจารณา นอกจากนี้จำเลยยังฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา ข้อหายักยอกทรัพย์มรดกตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1032/2549 ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และฟ้องโจทก์กับพวกรวม 2 คน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2109/2449 ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนคือ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2627/2448 ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์หรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนจะต้องได้ความว่า คู่ความทั้งสองคดีเป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในคดีนี้และคดีก่อนเป็นประเด็นอย่างเดียวกันและคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยในคดีนี้และคดีก่อนเป็นบุคคลคนเดียวกัน โดยโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในคดีก่อน ส่วนจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ในคดีก่อน แม้โจทก์คดีนี้จะเป็นจำเลยในคดีก่อนและถูกฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก แต่ผู้จัดการมรดกถือว่าเป็นผู้แทนของทายาทซึ่งโจทก์เป็นทายาทด้วยคนหนึ่ง จึงต้องถือว่าโจทก์ในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นทายาทเป็นคู่ความในคดีก่อนด้วย ดังนั้น คู่ความคดีนี้และคู่ความในคดีก่อนจึงเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีก่อนมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์คดีก่อน (จำเลยคดีนี้) เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นคดีนี้มีว่า จำเลยคดีนี้ (โจทก์คดีก่อน) เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยคดีนี้มีสิทธิใช้ชื่อสกุลหรือไม่ จึงถือว่าประเด็นในคดีนี้และประเด็นในคดีก่อนเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้ในปัญหาว่า จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยมีสิทธิใช้ชื่อสกุล "เส็งนา" หรือไม่ เมื่อคำพิพากษาคดีก่อนศาลพิพากษาว่า จำเลยคดีนี้ (โจทก์คดีก่อน) เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายนาม คำพิพากษาคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์คดีนี้ (จำเลยคดีก่อน) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนั้น คดีนี้ต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยคดีนี้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายนาม ฉะนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1561 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อสกุล "เส็งนา" ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอร่าม เส็งนา
จำเลย — นางสาวนับทองหรือดำริ เส็งนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายเพิ่มศักดิ์ บุญผาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวัส ติงสมัคร
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3642/2554
#520016
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นเพียงบุคคลสมมุติโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายจะดำเนินหรือปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทด้วยตนเองไม่ได้ต้องกระทำโดยผู้แทน ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินหรือปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยและการกระทำของจำเลยที่ 2 ก็ยังเป็นความผิดตลอดเวลาที่ยังไม่มีการปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 อันเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุแล้วก็ตาม แต่ก็หาเป็นเหตุให้มีผลลบล้างความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในขณะเกิดเหตุไม่ หากจำเลยที่ 2 ต้องเสียหายจากการที่ยังไม่มีการปฏิบัติให้ถูกต้องดังกล่าวหลังจากนั้นอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ดังนั้นจำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าปรับตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 32, 65, 69, 70, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3013/2547 ของศาลชั้นต้น

เดิมศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องโจทก์ แต่ต่อมาได้เพิกถอนคำสั่ง คงประทับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 65, 69 และ 70 ประกอบด้วยมาตรา 32 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 วางโทษปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 40,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอีกวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2542 จนกว่าจะได้มีการปฏิบัติให้ถูกต้อง จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 20,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอีกวันละ 500 บาท นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2542 จนกว่าจะได้มีการปฏิบัติให้ถูกต้อง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และหากคำนวณค่าปรับรายวันเข้าด้วยแล้ว รวมเป็นเงิน 80,000 บาท ขึ้นไป ก็ให้กักขังแทนค่าปรับเกินหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปี ศาลลงโทษปรับจำเลยที่ 2 สถานเดียวไม่ได้ลงโทษจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อกับคดีอื่นได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ปรับจำเลยที่ 2 ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนนับแต่วันที่ 23 กันยายน 2542 จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามแบบที่ได้รับอนุญาตชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจกระทำการฝ่าฝืนในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป และจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามแบบที่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นเพียงบุคคลสมมุติโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายเท่านั้น จะดำเนินหรือปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทด้วยตนเองไม่ได้ต้องกระทำโดยผู้แทน ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินหรือปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย และการกระทำของจำเลยที่ 2 ก็ยังเป็นความผิดตลอดเวลาที่ยังไม่มีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 อันเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุแล้วก็ตาม แต่ก็หาเป็นเหตุให้มีผลล้างความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในขณะเกิดเหตุไม่ หากจำเลยที่ 2 ต้องเสียหายจากการที่ยังไม่มีการปฏิบัติให้ถูกต้องดังกล่าวหลังจากนั้นอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปรับจำเลยที่ 2 ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
ป.วิ.อ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 65 ม. 69 ม. 70
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2554
#554418
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมตึกแถว ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของทางพิพาทซึ่งมีสภาพเป็นถนนผ่านหน้าที่ดินโจทก์ทั้งสอง แม้จำเลยจะเบิกความรับว่า ว. เจ้าของที่ดินและตึกแถวเดิมได้ก่อสร้างถนนหรือทางพิพาทไว้เพื่อให้ผู้มาเช่าเซ้งตึกแถวใช้เป็นทางเข้าออก ซึ่งถ้าหากนับถึงขณะที่โจทก์ทั้งสองได้ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวเป็นเวลาเกิน 10 ปี ก็ตาม แต่การใช้สิทธิของผู้เช่านั้นหาใช่เป็นการใช้ด้วยเจตนาให้ได้มาซึ่งภาระจำยอมไม่ อีกทั้งโจทก์ทั้งสองไม่ได้นำหรืออ้าง อ. ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวก่อนโจทก์ทั้งสองมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลว่าได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้ได้มาซึ่งภาระจำยอมหรือไม่เช่นกัน พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าทางพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินทั้งเจ็ดแปลงของโจทก์ทั้งสอง

เดิมจำเลยก่อสร้างกำแพงสูงปิดกั้นทางพิพาทถัดแนวเขตที่ดินกับแนวถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินเข้าไปประมาณ 16 เมตร ซึ่ง ก. ผู้เช่าตึกแถวจาก ว. ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ว. เป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยเป็นจำเลยที่ 2 ให้รื้อถอนกำแพงดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกำแพง สิ่งปลูกสร้างออกจากทางพิพาท ต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ว. เจ้าของเดิมก่อสร้างทางพิพาทไว้สำหรับให้ผู้ซื้อหรือผู้เช่าตึกแถวใช้เป็นทางสัญจรเข้าออกสู่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ การที่จำเลยซื้อทางพิพาทจาก ว. และได้ก่ออิฐเป็นกำแพงปิดกั้นทางพิพาทบริเวณปากทางออกสู่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริตมุ่งแต่ประโยชน์ตนฝ่ายเดียว โดยรู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดความเสียหายแก่ผู้ซื้อหรือผู้เช่าตึกแถวจาก ว. ที่ไม่สามารถใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะด้านถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้โดยปกติสุข การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อ ก. โจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นผู้เช่ารายหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยอมให้ อ. ผู้เช่าทำประตูเหล็กและคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาทก็ดี จำเลยนำท่อระบายน้ำไปวางไว้บนทางพิพาทก็ดี ล้วนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมตึกแถวติดทางพิพาทไม่สามารถใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนคานเหล็กและประตูเหล็กออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 376 แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ให้นำท่อระบายน้ำออกจากหน้าตึกแถวเลขที่ 1151/25, 1151/26, 1151/28 และ 1151/29 เลขที่ใหม่ 521, 519, 515 และ 513 ซอยสันติ (ซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 23) ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ทั้งสองเข้าปรับปรุงทางระบายน้ำบนที่ดินโฉนดเลขที่ 376, 13623, 378 และ 377 แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวเป็นภาระจำยอมเพื่อทางเดิน ทางรถยนต์ และทางระบายน้ำแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 21,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะปฏิบัติตามคำขอข้างต้นเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนคานเหล็กและประตูเหล็กที่ปิดกั้นทางพิพาทด้านติดถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน และให้ขนย้ายท่อระบายน้ำที่วางบนทางพิพาทปิดบังขวางหน้าตึกแถวเลขที่ 1151/25, 1151/26, 1151/28 และ 1151/29 (เลขที่ใหม่ 521, 519, 515 และ 513 ตามลำดับ) ซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 23 (ซอยสันติ) ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ออกจากหน้าตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนคานเหล็กและประตูเหล็กที่ปิดกั้นทางพิพาทด้านติดถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน และให้ขนย้ายท่อระบายน้ำที่วางบนทางพิพาทออกไปจากหน้าตึกแถวของโจทก์ชอบหรือไม่ จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่านางวิพัทธ์บูรณ์เจ้าของเดิมก่อสร้างทางพิพาทไว้สำหรับให้ผู้ซื้อหรือผู้เช่าตึกแถวใช้เป็นทางสัญจรเข้าออกสู่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ การที่จำเลยซื้อทางพิพาทจากนางวิพัทธ์บูรณ์และได้ก่ออิฐเป็นกำแพงปิดกั้นทางพิพาทบริเวณปากทางออกสู่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริตมุ่งแต่ประโยชน์ตนฝ่ายเดียว โดยรู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดความเสียหายแก่ผู้ซื้อหรือผู้เช่าตึกแถวจากนางวิพัทธ์บูรณ์ที่ไม่สามารถใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะด้านถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้โดยปกติสุข การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อนางสาวเกียน้อยโจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นผู้เช่ารายหนึ่ง ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1036/2543 จึงผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยอมให้นายเอกสินผู้เช่าทำประตูเหล็กและคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาทก็ดี จำเลยนำท่อระบายน้ำไปวางไว้บนทางพิพาทก็ดี ล้วนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมตึกแถวติดทางพิพาทไม่สามารถใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1382 ม. 1387 ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส ที เอ็ม เอส จำกัด กับพวก
จำเลย — นายภัทร์พล เกียรติจุฑามณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3632/2554
#515052
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ฯ มาตรา 5 ข้อ 14 บัญญัติให้ผู้จัดการปกครองศาลเจ้ามีอำนาจและหน้าที่จัดการทั่วไปในกิจการเพื่อประโยชน์แก่ศาลเจ้าโดยฐานะและกาลอันสมควร และมีอำนาจหน้าที่เข้าเป็นโจทก์หรือจำเลยในอรรถคดีทั้งแพ่งและอาญาอันเกี่ยวด้วยเรื่องศาลเจ้าทุกประการ ผู้ร้องสอดจึงมีอำนาจดำเนินคดีในฐานะเป็นคู่ความตามกฎหมายได้ตามบทบังคับแห่งกฎเสนาบดีดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามการที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า โจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว ผู้ร้องสอดเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอดเป็นการกล่าวอ้างข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าวจึงเป็นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองสิทธิหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แม้คำร้องสอดจะกล่าวว่าขอเข้าเป็นคู่ความร่วมก็ตาม และผู้ร้องสอดมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 58 วรรคหนึ่ง คำร้องสอดของผู้ร้องถือเป็นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าผู้ร้องสอดปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้ว คำร้องสอดจึงชอบด้วยกฎหมาย

อนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมแสดงเจตนายกที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินเอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กัน การอุทิศที่ดินของโจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจึงยังไม่มีผลให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสมบัติสำหรับผู้ร้องสอดโดยสิทธิ์ขาด โจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท การที่โจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องสอดเพื่อใช้เป็นที่ตั้งแห่งใหม่เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ของผู้ร้องสอด แต่ผู้ร้องสอดกลับนำที่ดินพิพาทออกให้บุคคลภายนอกและจำเลยเช่าโดยให้จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาท จึงเป็นการขัดต่อเจตนาของโจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ทั้งจำเลยให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทโดยอ้างสิทธิการเช่าจากผู้ร้องสอดซึ่งไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยจึงไม่อาจยกสิทธิที่เกี่ยวกับสัญญาเช่าขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างแท้จริงได้ เมื่อจำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของรวมย่อมใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิสุจริตแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1579 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลเจ้าโรงเจฮกเฮงตั๊วยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว ผู้ร้องสอดเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยนำออกให้บุคคลภายนอกรวมทั้งจำเลยเช่า ผู้ร้องสอดครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอดแล้ว โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยร่วมไม่เป็นนิติบุคคล จึงให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วมเสีย กับพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารโดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทภายในกรอบสีแดงตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ. 1 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม และพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยและจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 10 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1579 ตำบลสองพี่น้อง (บางลี่) อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. 2 โดยซื้อมาเมื่อปี 2521 มีวัตถุประสงค์เพื่อจะใช้เป็นที่ตั้งแห่งใหม่ของผู้ร้องสอดเนื่องจากที่ตั้งเดิมมีสภาพทรุดโทรมเนื้อที่น้อยและเป็นทางตัน หลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วได้ส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องสอดโดยไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากผู้ร้องสอดได้ที่ดินเพิ่มขึ้นและปลูกสร้างอาคารใหม่ในที่ตั้งแห่งเดิมจึงไม่ได้ย้ายมายังที่ดินพิพาท ชาวบ้านช่วยกันออกเงินเพื่อนำดินมาถมที่ดินพิพาทบางส่วน จากนั้นผู้ร้องสอดปลูกสร้างห้องแถวในที่ดินพิพาทบางส่วนแล้วให้บุคคลภายนอกเช่า โดยผู้ร้องสอดเป็นผู้เก็บผลประโยชน์ เมื่อปี 2544 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับผู้ร้องสอดเนื้อที่ 380 ตารางวา คิดค่าเช่าปีละ 28,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี ตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย ล. 4 หลังจากทำสัญญาเช่าแล้วจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารเพื่อทำการค้าขายวัสดุก่อสร้าง ตามภาพถ่ายหมาย ล. 10 และ ล. 11 หลังจากโจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดแล้วไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประเด็นแรกว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 5 บัญญัติให้เสนาบดีผู้บัญชาการปกครองท้องที่มีอำนาจที่จะตั้งกฎข้อบังคับสำหรับจัดการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าและกฎนั้นได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็ให้ถือว่าเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในพระราชบัญญัตินี้ ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2463 เสนาบดีกระทรวงนครบาลและเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า จึงถือว่ากฎเสนาบดีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ซึ่งกฎเสนาบดีดังกล่าวข้อ 14 บัญญัติให้ผู้จัดการปกครองศาลเจ้ามีอำนาจและหน้าที่จัดการทั่วไปในกิจการเพื่อประโยชน์แก่ศาลเจ้าโดยฐานะและกาลอันสมควร และมีอำนาจหน้าที่เข้าเป็นโจทก์หรือจำเลยในอรรถคดีทั้งแพ่งและอาญาอันเกี่ยวด้วยเรื่องศาลเจ้าทุกประการ ผู้ร้องสอดจึงมีอำนาจดำเนินคดีในฐานะเป็นคู่ความตามกฎหมายได้ตามบทบังคับแห่งกฎเสนาบดีดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัยว่าคำร้องสอดดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยไปเสียเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก่อน ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า โจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว ผู้ร้องสอดเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด เป็นการกล่าวอ้างข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าวจึงเป็นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองสิทธิหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แม้คำร้องสอดจะกล่าวว่าขอเข้าเป็นคู่ความร่วมก็ตาม และผู้ร้องสอดมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 วรรคหนึ่ง คำร้องสอดของผู้ร้องสอดถือเป็นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรคสอง ซึ่งได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าผู้ร้องสอดปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้ว คำร้องสอดดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมนั้นไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่โดยอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประเด็นสุดท้ายมีว่า โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิฟ้องขับไล่จำเลยโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า ลงวันที่ 15 มีนาคม 2463 ข้อ 5 บัญญัติให้ผู้ที่ประสงค์จะอุทิศที่ดินของตนที่มีหรือยังไม่มีศาลเจ้าตั้งอยู่แล้วให้เป็นสมบัติสำหรับศาลเจ้าโดยสิทธิ์ขาด ให้ยื่นเรื่องราวแสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรแก่นายอำเภอผู้ปกครองท้องที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ โดยจะต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซึ่งจะอุทิศที่ดิน กับรายละเอียดของที่ดินซึ่งจะอุทิศให้ พร้อมทั้งหน้าโฉนดหรือหลักฐานสำคัญสำหรับที่ดินด้วย ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมแสดงเจตนายกที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินเอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องสอดแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กัน การอุทิศที่ดินของโจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจึงยังไม่มีผลให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสมบัติสำหรับผู้ร้องสอดโดยสิทธิ์ขาด โจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท การที่โจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องสอดเพื่อใช้เป็นที่ตั้งแห่งใหม่เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ของผู้ร้องสอด แต่ผู้ร้องสอดกลับนำที่ดินพิพาทออกให้บุคคลภายนอกและจำเลยเช่าโดยให้จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาท จึงเป็นการขัดต่อเจตนาของโจทก์ทั้งสองและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ทั้งจำเลยให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทโดยอ้างสิทธิการเช่าจากผู้ร้องสอดซึ่งไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยจึงไม่อาจยกสิทธิที่เกี่ยวกับสัญญาเช่าขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงได้ เมื่อจำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของรวมย่อมใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้ร้องสอดให้เป็นพับ และให้ขับไล่จำเลยโดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทภายในกรอบสีแดง ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ. 1 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 58 วรรคหนึ่ง ม. 177 วรรคสอง
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำลี ชัยพิริยพิทักษ์ กับพวก
ผู้ร้องสอด — ศาลเจ้าโรงเจฮกเฮงตั๊ว
จำเลย — นายสุวัฒน์ สุรพันธ์วรเวช
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2554
#513379
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับแต่ละเดือนภาษีพิพาทรวม 5 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินในแต่ละเดือนภาษี ถือว่าแต่ละเดือนภาษีพิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้เมื่อเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25

กิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะมีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำการขนส่งสินค้าหรือได้ใช้บริการขนส่งสินค้านั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนที่ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีได้เมื่อภาษีซื้อพิพาทไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรโจทก์จึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือนภาษีพิพาทดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือเดินทะเล 1 ลำ ชื่อว่า "ทอร์ เนคตาร์ ชิปปิ้ง" โจทก์ใช้เรือเดินทะเลดังกล่าวให้บริการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศโจทก์จึงได้นำภาษีซื้อในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนมาใช้สิทธิขอคืน โดยโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2548 รวม 5 เดือนภาษี เป็นภาษีซื้อที่ขอคืนรวม 283,011 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาท รวม 5 ฉบับ จากจำเลยในการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาท โจทก์ได้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลโดยไม่มีการให้การบริการและไม่มีรายได้จากการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อเนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีซื้อที่ขอคืนในแต่ละเดือนภาษีพิพาท แต่จำเลยได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมเป็นเบี้ยปรับ 141,502 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์มีรายรับจากการรับขนสินค้าระหว่างท่าเรือนอกราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลและเป็นผู้ประกอบการที่ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม การให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการในราชอาณาจักรโดยไม่ต้องคำนึงว่าการให้บริการนั้นจะอยู่นอกราชอาณาจักร การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2548 ของโจทก์ถูกต้องแล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจเรียกเบี้ยปรับจากโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ประกอบกับเมื่อจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยจึงไม่สามารถเรียกเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ได้ นอกจากนี้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ได้ระบุเหตุผลซึ่งประกอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ใช่เหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีอำนาจในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาทและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และขอให้งดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล แต่ไม่ได้ให้บริการในราชอาณาจักร จึงขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ในเดือนภาษีพิพาทโจทก์ไม่มีการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักร แต่โจทก์มีรายรับจากการขนสินค้าระหว่างเมืองท่านอกราชอาณาจักร ถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทจึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทมาขอคืน การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาทจึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 (2) โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินในแต่ละเดือนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) แต่การที่เจ้าพนักงานประเมินเห็นควรให้ลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นประโยชน์และเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว นอกจากนี้โจทก์ได้ทราบข้อเท็จจริงเหตุผลและข้อกฎหมายตามการประเมินแล้ว ทั้งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมีรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา ข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจและข้อกฎหมายครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีซื้อเป็นเงิน 283,010.46 บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลและไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้คืนเงินในส่วนนี้ จึงถือว่าโจทก์ไม่โต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของภาษีซื้อ และยอมรับว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนของภาษีซื้อถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นยุติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็บพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือเดินทะเล 1 ลำ ชื่อว่า "ทอร์เนคตาร์ชิปปิ้ง" โจทก์ใช้เรือเดินทะเลดังกล่าวให้บริการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกราชอาณาจักรโดยให้บริการขนส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และขนสินค้าระหว่างเมืองท่าต่างๆ ที่อยู่นอกราชอาณาจักร โจทก์ได้นำภาษีซื้อในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนมาใช้สิทธิขอคืน โดยโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อโดยไม่ชอบสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2548 รวม 5 เดือนภาษีพิพาทเป็นเงิน 283,011 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาทจำเลยรวม 5 ฉบับว่าในการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาท โจทก์ได้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลโดยไม่มีการให้บริการและไม่มีรายได้จากการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อเนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีซื้อที่ขอคืนในแต่ละเดือนภาษีพิพาทโดยพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมเป็นเบี้ยปรับ 141,502 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์มีรายรับจากการรับขนสินค้าระหว่างท่าเรือนอกราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์เป็นภาษีซื้อต้องห้ามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นชอบกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงนำคดีนี้มาฟ้อง

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า กรณีมีเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ในเดือนภาษีพิพาทไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อคลาดเคลื่อน โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) และความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากโจทก์ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะผ่อนผันให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามการประเมินลงอีก ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับแต่ละเดือนภาษีพิพาทรวม 5 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินในแต่ละเดือนภาษี ถือว่าแต่ละเดือนภาษีพิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้ เมื่อเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ในส่วนนี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แต่สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลทั้งในและนอกราชอาณาจักร มีทั้งให้บริการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักร จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรและจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่ง แม้ตามประมวลรัษฎากรจะไม่ได้ให้ความหมายไว้ว่า "การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ" ที่ให้ผู้ประกอบการนิติบุคคลใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (3) หมายถึงกิจการในลักษณะใดบ้างก็ตาม แต่บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ที่บัญญัติว่า "การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้

(1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ

(2) การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า

การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึงบริการที่ทำในราชอาณาจักร โดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร

การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรให้ถือว่าการให้บริการนั้นเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร"

ดังนั้น การขนส่งระหว่างประเทศที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงหมายถึงกิจการการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร การพิจารณาว่ากิจการส่วนใดของโจทก์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงต้องแยกพิจารณาเป็นรายกิจการ หาใช่ว่าเมื่อกิจการของโจทก์เป็นการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งแล้วจะถือเป็นกิจการที่ทำในราชอาณาจักรและอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดตามที่โจทก์ฟ้องไม่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักร และในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรจึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้เรือจะอยู่นอกราชอาณาจักรในเดือนภาษีพิพาทก็ตามแต่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งนั้นมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะมีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้า เมื่อการทำงานในส่วนนี้มิใช่เป็นการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำการขนส่งสินค้าหรือได้ใช้บริการขนส่งสินค้านั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกี่ยวกิจการในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าภาษีซื้อพิพาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร โจทก์จึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือนภาษีพิพาทดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทแสดงไว้คลาดเคลื่อนไปซึ่งอาจทำให้รัฐต้องเสียหาย จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามกฎหมาย การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเพียงร้อยละ 50 นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอตามฟ้องโจทก์สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
ป.รัษฎากร ม. 77/2 ม. 80/1 ม. 82/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททอร์ เนคตาร์ ชิปปิ้ง
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3617/2554
#510249
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ จะจัดให้มีเหตุผลของการประเมินไว้เพียงว่า โจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินพิพาท โดยมิได้มีการยื่นแบบและชำระภาษีไว้ เจ้าพนักงานจึงประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย โดยมิได้จัดให้มีข้อกฎหมายที่อ้างอิง รวมทั้งข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจก็ตาม แต่เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือเรื่องขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินซึ่งได้ระบุข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโจทก์ทั้งสามก่อนสิ้นสุดกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ จำเลยมิได้ให้เหตุผลในการนำคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 มาใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยต้องใช้คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.57/2538 ที่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วน การที่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะระบุถึงคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 ก็เป็นการอ้างเหตุผลในการประเมินไปตามคำสั่งฉบับนี้อันเป็นการให้เหตุผลในคำสั่งทางปกครองที่ประเมินภาษีโจทก์ต้องด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่งแล้ว

พฤติการณ์ที่โจทก์ทั้งสามรับโอนที่ดินพิพาทมาจากบิดาแล้วโอนให้แก่บริษัท ว. ซึ่งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ซื้อหุ้นเพื่อนำไปประกอบกิจการอาคารชุด ทำการโอนภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เป็นการโอนไปเพื่อแสวงหากำไรทางการค้า จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการค้าหรือหากำไรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบ พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการค้าหรือกำไร (ฉบับที่ 244) มาตรา 3 (6) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

ป.รัษฎากร มาตรา 91/5 ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) รายรับจากการประกอบกิจการคือ รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมาตรา 91/1 (1) บัญญัติความหมายของรายรับว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใดๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ และให้ความหมายของมูลค่าไว้ใน มาตรา 91/1 (2) ว่าหมายถึง ราคาตลาดของทรัพย์สินฯ ยังให้ความหมายของราคาตลาดไว้ใน มาตรา 91/1 (3) ว่าราคาที่ซื้อขายกันหรือที่คิดค่าบริการกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสามโอนที่ดินพิพาทให้แก่บริษัท ว. เป็นการโอนที่ดินพิพาทได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่บริษัทมีต่อบริษัท อ. เป็นการขายที่ดินโดยติดภาระจำนอง ภาระจำนองย่อมตกติดไปกับตัวทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสองและโจทก์ทั้งสามไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานว่าที่ดินที่โอนไปมีราคาซื้อขายกันจริงในขณะโอนเป็นเงินเท่าใด มีเหตุเชื่อว่าผู้รับโอนคิดหักราคาที่ต้องชำระแก่ผู้โอนตามมูลค่าแห่งภาระจำนองที่ตนเองต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่า ราคาที่ดินที่ควรซื้อขายกันจริงขณะนั้นสำหรับกรณีการขายใดติดจำนองมีราคาตามที่ผู้โอนกับผู้รับโอนชำระกันรวมกับจำนวนเงินอย่างน้อยตามวงเงินจำนองด้วย กรณีของโจทก์ทั้งสามไม่ต้องด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 49 ทวิ

เมื่อโจทก์ทั้งสามเข้าชื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแล้วย่อมมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 วรรคสอง ที่ให้นำบทนิยามคำว่า คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลตามมาตรา 77/1 มาใช้บังคับ ซึ่งให้หมายความถึง กิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่นิติบุคคล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภธ73.1901005020 - 25470422 - 066 - 00474 ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/155/2548 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการแรกและตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ได้จัดให้มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเพียงพอที่จะทำให้โจทก์ทั้งสามทราบถึงมูลเหตุของการที่โจทก์ทั้งสามต้องมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมถึงข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แม้ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินจะแจ้งเหตุผลในการประเมินเพิ่มเติม ซึ่งมีข้อเท็จจริง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุน ให้โจทก์ทั้งสามทราบถึงการประเมินในภายหลังก็ไม่ชอบ เนื่องจากเหตุผลที่แจ้งเพิ่มเติมไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เริ่มจากชื่อที่อยู่ของโจทก์ทั้งสาม ระยะเวลาและเหตุผลที่มีการตรวจสอบภาษีซึ่งปรากฏจากพฤติการณ์ที่โจทก์ทั้งสามขายที่ดินพิพาทโดยไม่ได้ยื่นแบบและชำระภาษีไว้ วิธีการคำนวณภาษี และจำนวนภาษีที่โจทก์ทั้งสามต้องรับผิด ส่วนข้อกฎหมายที่อ้างอิงได้ระบุเลขมาตราตามกฎหมายที่ให้อำนาจในการประเมินไว้อย่างชัดเจน ในส่วนของข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ได้ระบุรายละเอียดในตารางแสดงยอดรายรับจากการขายที่ดิน อันเป็นฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษี และเงินเพิ่มที่โจทก์ทั้งสามต้องชำระว่ามาจากยอดใด จำนวนเท่าใด ส่วนหนังสือแจ้งเพิ่มเติมเหตุผลในภายหลังเป็นเพียงเพื่อให้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะมีรูปแบบเป็นไปตามกฏหมาย ซึ่งจำเลยจัดให้มีเหตุผลก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า แม้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจะจัดให้มีเหตุผลของการประเมินไว้เพียงว่า โจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินพิพาทโดยมิได้มีการยื่นแบบ ฯ และชำระภาษีไว้ เจ้าพนักงานจึงประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย โดยมิได้จัดให้มีข้อกฎหมายที่อ้างอิง รวมทั้งข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจก็ตาม แต่เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือที่ กค 0709.05/ก.10/30812 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 เรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมิน ซึ่งได้ระบุข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโจทก์ทั้งสาม ก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจึงชอบด้วยมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ให้เหตุผลในการนำคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 มาใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ทั้งสาม เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2542 เป็นต้นไป จำเลยต้องใช้คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.57/2538 ที่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วน หนังสือแจ้งการประเมินและหนังสือแสดงเหตุผลเพิ่มเติมในการประเมินจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เห็นว่า การที่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ระบุถึงคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 เป็นการอ้างเหตุผลในการประเมินไปตามคำสั่งฉบับนี้อันเป็นการให้เหตุผลในคำสั่งทางปกครองที่ประเมินภาษีโจทก์ต้องด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่งแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยก็ชอบที่โจทก์จะโต้แย้งเหตุผลการอ้างคำสั่งนี้ในการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินว่าไม่ชอบอย่างไรได้ จึงไม่อาจถือได้ว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการต่อมา โจทก์ทั้งสามขายที่ดินพิพาทเป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป ต้องพิจารณาเจตนาที่แท้จริงของผู้ขายด้วยว่า มีเจตนาที่จะมุ่งในทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ทั้งยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ในการได้มาจนกระทั่งขายไป เห็นว่า พฤติการณ์ที่โจทก์ทั้งสามรับโอนที่ดินพิพาทมาจากบิดาทอดหนึ่งแล้วโอนให้แก่บริษัทวราสุภา จำกัด ซึ่งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือหุ้นอีกทอดหนึ่งเพื่อนำไปประกอบกิจการอาคารชุด โดยได้ทำการโอนภายในระยะเวลาห้าปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นการโอนไปเพื่อแสวงหากำไรทางการค้า จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามความหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือกำไร (ฉบับที่ 244) มาตรา 3 (6) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้าย โจทก์ทั้งสามมีรายรับจากการขายที่ดินพิพาทหรือไม่ เพียงใด อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งให้แก้ไขราคาขายตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมจากเดิม 130,000,000 บาท เป็น 30,000,000 บาท และขีดฆ่าข้อความว่า ต้องรับภาระหนี้และภาระจำนองออก การที่เจ้าพนักงานประเมินนำภาระหนี้จำนอง 100,000,000 บาท มารวมคำนวณกับราคาขายตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมและนำมาเป็นฐานในการกำหนดราคาขายจึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ทั้งสามผู้จำนองโอนทรัพย์ติดจำนองให้แก่บริษัทวราสุภา จำกัด ไม่ทำให้บริษัทต้องรับภาระหนี้เพิ่มขึ้น และไม่ทำให้โจทก์ทั้งสามหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ประธานที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/5 ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) รายรับจากการประกอบกิจการคือ รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมาตรา 91/1 (1) บัญญัติความหมายของรายรับว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับ ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ และให้ความหมายของมูลค่าไว้ใน มาตรา 91/1 (2) ว่าหมายถึง ราคาตลาดของทรัพย์สิน ของกิจการ ของค่าตอบแทน หรือของประโยชน์ใด ๆ นอกจากนี้ยังให้ความหมายของราคาตลาดไว้ใน มาตรา 91/1 (3) ว่า ราคาที่ซื้อขายกันหรือที่คิดค่าบริการกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสามได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทวราสุภา จำกัด เป็นการโอนที่ดินพิพาทซึ่งได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่บริษัทมีต่อบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ในวงเงินจำนวนทั้งสิ้น 100,000,000 บาท เป็นการขายที่ดินโดยติดภาระจำนอง ภาระจำนองย่อมตกติดไปกับตัวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง และโจทก์ทั้งสามไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่าที่ดินที่โอนไปนั้นมีราคาซื้อขายกันจริง ในขณะโอนกันนั้นเป็นเงินเท่าใด มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้รับโอนต้องคิดหักราคาที่ต้องชำระแก่ผู้โอนตามมูลค่าแห่งภาระจำนองที่ตนเองต้องรับผิดออกจากราคาที่ต้องชำระแก่ผู้โอนอย่างน้อยก็เป็นจำนวนตามวงเงินจำนองทำให้จำนวนเงินที่ชำระแก่ผู้โอนต่ำกว่าราคาที่แท้จริงของที่ดินนี้ตามจำนวนวงเงินจำนองที่ต้องหักเพื่อความรับผิดตามสัญญาจำนองไว้นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากการขายโดยปลอดภาระจำนองซึ่งปกติควรคิดราคาที่ดินสูงตามมูลค่าที่ดินที่แท้จริง เนื่องจากไม่มีภาระจำนองที่ผู้รับโอนต้องรับภาระตกติดมาด้วยจึงไม่จำต้องหักมูลค่าภาระจำนองออกจากราคาที่ดิน ด้วยเหตุผลนี้ย่อมเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่า ราคาที่ดินที่ควรซื้อขายกันจริงในขณะนั้นสำหรับกรณีการขายโดยติดจำนองควรมีราคาตามที่ผู้โอนกับผู้รับโอนชำระกันรวมกับจำนวนเงินอย่างน้อยตามวงเงินจำนองด้วย อันได้แก่ราคา 160,000,000 บาท กรณีของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ต้องด้วยประมวลรัษฏากร มาตรา 49 ทวิ ตามที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ โดยประมวลรัษฏากร มาตรา 49 ทวิ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทนไม่ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น" เป็นบทบัญญัติในส่วนของการจัดเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะที่พิพาทกันในคดีนี้ ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยได้คืนเงินค่าอากรแสตมป์ให้แก่โจทก์ทั้งสามเนื่องจากเห็นว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินมิให้นำภาระหนี้จำนองมาถือเป็นค่าตอบแทนเพราะการโอนที่ดินพิพาทบริษัทไม่ได้รับภาระหนี้ไปจากโจทก์ทั้งสาม ดังนั้นการคิดภาษีธุรกิจเฉพาะจากโจทก์ทั้งสามก็ต้องคิดจากราคาซื้อขายที่ดินแก้ไขตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินเช่นเดียวกันนั้น ปัญหาข้อนี้โจทก์ทั้งสามมิได้ยกขึ้นอ้างไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า จำเลยไม่สามารถนำคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 มาใช้บังคับกับโจทก์ทั้งสามได้ จำเลยต้องใช้คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.57/2538 ซึ่งเป็นคำสั่งที่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามโอนที่ดินพิพาท ไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามเข้าชื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาแล้วขายที่ดินพิพาทเป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์ทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 วรรคสอง ที่ให้นำบทนิยามคำว่า คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลตามมาตรา 77/1 มาใช้บังคับ ซึ่งให้หมายความถึง กิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่นิติบุคคล การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 วรรคหนึ่ง ม. 41
ป.รัษฎากร ม. 49 ทวิ ม. 77/1 ม. 91/1 (1)-(2) ม. 91/2 (6) ม. 91/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุชลิน แสงขำ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2554
#513377
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติให้ถือว่าการที่เทศบาลนครจำเลยรับคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์ไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยแล้ว เป็นการรับรองว่าผู้ลงลายมือชื่อในคำร้องมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และเป็นกรณีที่จำเลยไม่มีสิทธิที่จะกลับมาอ้างว่าคำร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง หากจำเลยพบในภายหลังถึงเหตุที่ทำให้คำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะผู้ลงลายมือชื่อในคำร้องไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยก็ย่อมมีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างโต้แย้งอำนาจฟ้องของโจทก์ได้

ป. มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือได้รับมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ให้ลงนามแทนในคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ ป. ยื่นต่อจำเลย เป็นการยื่นคำร้องที่ผู้รับประเมินมิได้ลงนามหรือมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ตัวแทนลงนาม จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 และมาตรา 27 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมดเพียงผู้เดียว เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เดิมโจทก์มีชื่อว่า "องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย" เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคนนาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์และโทรศัพท์สาธารณะ ตลอดจนธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกันหรือที่เป็นประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์อันเป็นกิจการสาธารณูปโภคและหรือสาธารณูปการของรัฐบาลมีอำนาจให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์ในเรื่องเครื่องโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์สาธารณะ อุปกรณ์เครื่องใช้ และเครื่องบริการต่างๆ การดำเนินกิจการต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชน รายได้ที่ได้รับในปีหนึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายสำหรับดำเนินกิจการค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสมแล้ว เหลือเท่าใด ต้องนำส่งเป็นรายได้ของรัฐ กิจการโทรศัพท์สาธารณะจึงเป็นกิจการของรัฐบาล ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ พ.ศ.2477 ประกอบมาตรา 11 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ปี 2545 โจทก์ได้จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี โดยให้แปลงสภาพ "ทุน" ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมาเป็น "หุ้น" ในรูปบริษัทมหาชนจำกัด แต่ยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ และให้โจทก์รับไปซึ่งกิจการ สิทธิ หน้าที่ หนี้ ความรับผิด และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดตลอดจนกิจการโทรศัพท์สาธารณะขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติรองรับให้โจทก์ยังคงมีอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ตามที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเคยมีอยู่ตามกฎหมายจัดตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและตามกฎหมายอื่นให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ต่อมาโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจาก "บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)" เป็น "บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)" โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตู้โทรศัพท์สาธารณะและเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศไทยรวมทั้งในเขตจำเลย เครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่โจทก์ให้บริการแก่ประชาชนมีอยู่ 3 ชนิด คือ ชนิดใช้การ์ดหรือบัตรโทรศัพท์ ชนิดหยอดเหรียญ และชนิดใช้การ์ดหรือบัตรโทรศัพท์และหยอดเหรียญ ซึ่งเครื่องโทรศัพท์สาธารณะนี้ติดตั้งไว้ในอาคารที่สามารถให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปได้หรืออาจติดตั้งนอกอาคารก็ได้โจทก์จะมีตู้โทรศัพท์สาธารณะเอาไว้เพื่อความสะดวกปลอดภัยแก่ประชาชนในการเข้าไปใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะที่มีการติดตั้งนอกอาคาร โดยตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวมีลักษณะเป็นตู้กระจกใสขอบอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยมทรงสูง ส่วนบนปิดทึบ ภายในตู้มีกล่องเหล็กสำหรับติดเครื่องโทรศัพท์สาธารณะ ขาตู้กระจกทั้งสี่ขาถูกยึดด้วยนอตติดบนแท่นคอนกรีตสี่เหลี่ยมหนาสำเร็จรูป แท่นคอนกรีตนี้บางแท่นวางอยู่บนทางเท้าหรือพื้นดินโดยไม่ได้ใช้ปูนซีเมนต์ฉาบรอบขอบฐานแท่นคอนกรีตติดทางเท้าหรือพื้นดิน บางแท่นวางอยู่บนทางเท้าหรือพื้นดินโดยใช้ปูนซีเมนต์ฉาบบางๆ รอบขอบฐานแท่นคอนกรีต เพื่อป้องกันมิให้ฝุ่นละอองสะสมใต้ฐานหรือก่อให้เกิดความสกปรกแก่ทางเท้าหรือพื้นถนน ตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายโดยการยกตู้โทรศัพท์สาธารณะพร้อมแท่นคอนกรีตไปได้โดยไม่เสียรูปทรง สำหรับตู้โทรศัพท์สาธารณะที่มีแท่นคอนกรีตฉาบด้วยปูนซีเมนต์บางๆ รอบขอบฐานดังกล่าวก็เพียงกะเทาะเอาปูนซีเมนต์ที่ฉาบบางๆ ออกก็สามารถยกเคลื่อนย้ายตู้โทรศัพท์สาธารณะพร้อมแท่นคอนกรีตสำเร็จรูปจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้โดยง่ายไม่เสียรูปทรงเช่นกัน แม้ไม่มีแท่นคอนกรีตสี่เหลี่ยมหนาที่ฐานตู้โทรศัพท์สาธารณะก็สามารถตั้งอยู่บนพื้นดินหรือทางเท้าได้แต่ไม่สวยงาม วันที่ 23 มีนาคม 2549 จำเลยแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ทั่วเขตพื้นที่เทศบาลจำเลย ประจำปีภาษี 2546 ถึง 2549 โดยประเมินค่ารายปีปีละ 302,400 บาท พร้อมแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นเงินปีละ 37,800 บาท รวมเป็นเงิน 151,200 บาท วันที่ 30 มีนาคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ วันที่ 21 สิงหาคม 2549 โจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยว่าชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างติดตรึงตราถาวรกับที่ดิน จึงไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน การติดตั้งเครื่องโทรศัพท์สาธารณะเพื่อให้ประชาชนใช้บริการไม่จำเป็นต้องติดตั้งตู้โทรศัพท์สาธารณะเสมอไป อาจทำเพียงติดตั้งในลักษณะแขวนไว้ที่เสาพร้อมติดแผงกันน้ำหรือแสงแดดเหนือเครื่องโทรศัพท์สาธารณะ การติดตั้งในรูปของตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นรูปแบบการให้บริการที่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้บริการ เพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอกและป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร โดยเฉพาะการใช้เครื่องโทรศัพท์สาธารณะในฤดูฝน โจทก์ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นคือค่าทำตู้โทรศัพท์สาธารณะ เมื่อพิจารณาตามสภาพของตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วไม่ควรตีความว่าเป็น "โรงเรือน" หรือ สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น" เพราะเพียงรูปลักษณ์การก่อสร้างวัสดุในรูปโรงเรือน และไม่อาจตีความว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็น "ที่เก็บสินค้า" เพราะวัตถุประสงค์ของตู้โทรศัพท์สาธารณะมิใช่สร้างขึ้นมาเพื่อเก็บสินค้าของโจทก์ และเครื่องโทรศัพท์สาธารณะก็มิใช่สินค้าของโจทก์ ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ก็เป็นสังหาริมทรัพย์มิได้ก่อสร้างติดกับพื้นดินเป็นการถาวรสามารถเคลื่อนย้ายจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งได้โดยง่ายและไม่เสียรูปทรง ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์จึงไม่อยู่ในความหมายของคำว่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน อุปกรณ์หลักที่ใช้ในการโทรศัพท์คือเครื่องโทรศัพท์สาธารณะไม่ใช่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ หากมีเฉพาะเครื่องโทรศัพท์สาธารณะโดยไม่มีตู้โทรศัพท์สาธารณะประชาชนก็ใช้บริการได้ ตู้โทรศัพท์สาธารณะจึงไม่ใช่สาระสำคัญในการให้บริการโทรศัพท์สาธารณะ ตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งแปลงสภาพมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและยังคงมีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จึงถือได้ว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะและเครื่องโทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลและกิจการสาธารณะซึ่งมีไว้เพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 และก่อนยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ชำระค่าภาษีแก่จำเลยตามที่ถูกแจ้งการประเมินแล้ว ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2546 ถึง 2549 เล่มที่ 304 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2549 และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 45 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์จำนวน 151,200 บาท ภายในสามเดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่กำหนดเวลาดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจต้องอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดจะต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดและมติของคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นที่สุด การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ยอมรับคำชี้ขาดว่าถูกต้อง ค่ารายปีและค่าภาษีตามคำชี้ขาดจึงเป็นจำนวนเด็ดขาดอีกทั้งโจทก์ไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ที่กำหนดให้โจทก์ส่งเรื่องที่พิพาทแก่สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการส่งให้คณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินชี้ขาดแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไปโดยโจทก์ไม่ได้รับการยกเว้นที่จะไม่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่มิใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และไม่ปรากฏว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายประพจน์ ลงลายมือชื่อในคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จึงถือว่าโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ แม้จะไม่ได้มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เข้าอยู่อาศัยได้หรือใช้เป็นที่ไว้สินค้า แต่ก็เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบกิจการได้ เพราะวัตถุประสงค์ในการสร้างตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการและเพื่อป้องกันมิให้เครื่องโทรศัพท์เสียหายและก่อให้เกิดรายได้แก่โจทก์ จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น และไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) การประเมินและคำชี้ขาดการประเมินของจำเลยจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2546 ถึง 2549 เล่มที่ 304 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2549 และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลที่ 45 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 151,200 บาท ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดสามเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีกรอบเป็นโลหะวางอยู่บนแท่นคอนกรีตที่มีขนาดกว้างยาวกว่าขนาดของตู้โทรศัพท์เล็กน้อย ตู้โทรศัพท์พร้อมแท่นคอนกรีตสามารถยกเคลื่อนย้ายได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับทำเลที่จะติดตั้งเครื่องโทรศัพท์สาธารณะเพื่อประชาชนใช้สอยได้สะดวก ตามภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 10 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2549 จำเลยแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ทั่วเขตพื้นที่เทศบาลจำเลยประจำปีภาษี 2546 ถึง 2549 โดยประเมินค่ารายปี ปีละ 302,400 บาท พร้อมแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงินปีละ 37,800 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11 ถึง 14 วันที่ 30 มีนาคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่โดยนายประพจน์เป็นผู้ยื่นคำร้องตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 15 วันที่ 21 สิงหาคม 2549 ต่อมาโจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยว่าชี้ขาดยืนตามการประเมินดังกล่าว ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 18 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำชี้ขาดดังกล่าว ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ชำระค่าภาษีตามคำชี้ขาดแล้ว ตามใบเสร็จภาษีโรงเรือนและที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 28 ถึง 31

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเมื่อจำเลยแจ้งการประเมินค่ารายปีกับภาษีโรงเรือนและที่ดินตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ในเขตเทศบาลจำเลย ประจำปีภาษี 2546 ถึง 2549 แก่โจทก์แล้ว แม้จะมีการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และจำเลยได้รับพิจารณากับมีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วก็ตาม แต่คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ดังกล่าวที่มีนายประพจน์ลงลายมือชื่อแทนโจทก์นั้นนายประพจน์ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ คำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบจึงถือได้ว่าโจทก์ไม่ได้ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่ ปัญหานี้ในส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยรับคำร้องไว้พิจารณาและมีคำชี้ขาดแจ้งแก่โจทก์แล้ว โดยจำเลยไม่ได้วินิจฉัยว่าคำร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ถ้าจำเลยเห็นว่าคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่สมควรรับคำร้องของโจทก์ไว้พิจารณากรณีจำเลยรับคำร้องไว้พิจารณาชี้ขาดแล้ว แสดงว่าจำเลยยอมรับแล้วว่า นายประพจน์มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ ที่จำเลยกลับมาอ้างภายหลังว่าคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ดังกล่าวไม่ชอบนั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น และจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในส่วนนี้ว่า การที่จำเลยรับคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และมีคำชี้ขาด ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันหรือรับรองว่าคำร้องดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวเป็นการนำข้อเท็จจริงที่ฟังได้ยุติว่า จำเลยได้รับพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และมีคำชี้ขาดให้แล้วมาวินิจฉัยข้อกฎหมายเป็นทำนองว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่านายประพจน์มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์แล้ว จึงไม่มีสิทธิมาอ้างว่าคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ชอบอีก ข้อที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติให้ถือว่าพฤติการณ์ที่จำเลยรับคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยแล้วตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการรับรองว่าผู้ลงลายมือชื่อในคำร้องนี้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และเป็นกรณีที่จำเลยไม่มีสิทธิที่จะกลับมาอ้างว่าคำร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังแต่อย่างใด ดังนี้หากจำเลยพบในภายหลังถึงเหตุที่ทำให้คำร้องนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่จำเลยให้การไว้ในคดีนี้ จำเลยก็ย่อมมีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างโต้แย้งอำนาจฟ้องของโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางส่วนนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงอันจะต้องวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันว่า นายประพจน์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลโจทก์หรือได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แทนโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัยไว้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยใหม่ โดยเห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ไม่ปรากฏว่านายประพจน์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่านายประพจน์มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เช่นกัน นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่านายประพจน์ได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามแทนโจทก์ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้ ที่โจทก์อ้างคำสั่งที่ รบ.55/2546 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้บริหารปฏิบัติการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ซึ่งมีนายอรัญ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้สั่งนั้น โจทก์ก็มิได้นำสืบว่านายอรัญเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าวแทนโจทก์ได้จริงหรือไม่เพียงใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่านายประพจน์ได้รับมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ให้ลงนามแทนในคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 15 ที่ยื่นต่อจำเลยเป็นการยื่นคำร้องที่ผู้รับประเมินมิได้ลงนามหรือมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ตัวแทนลงนาม จึงไม่ชอบตามมาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล ตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาอื่นที่จำเลยอุทธรณ์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 ม. 8
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 25 ม. 27 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — เทศบาลนครสงขลา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3610/2554
#515051
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์ที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงและใช้มีดฟันผู้เสียหายทั้งสี่ เบิกความมีรายละเอียดรวมทั้งอธิบายสาเหตุที่มีเรื่องทะเลาะวิวาท และเหตุการณ์ขณะผู้เสียหายที่ 1 ถูกยิง ผู้ที่ยิง ผู้ที่ร่วมในเหตุการณ์ โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสาม ว่ากระทำอะไรบ้างตรงกันในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ พยานโจทก์อยู่หมู่บ้านเดียวกับจำเลยทั้งสามรู้จักกันมานานแล้ว โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 3 รู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จำเลยทั้งสามเบิกความรับว่า ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์จะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยทั้งสาม และตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุระบุว่า มีรอยเลือดตกอยู่เป็นจำนวนมากที่หน้าร้านอาหาร ห่างหน้าร้านเพียง 2 เมตร ที่หน้าร้านมีหลอดไฟฟ้าติดตั้งอยู่ 1 หลอด และจุดที่พบปลอกกระสุนปืนแม้จะมีหลายจุด แต่มีอยู่ 2 ปลอกที่พบบริเวณหน้าร้านใกล้กับบริเวณที่มีรอยเลือด แสดงว่าเหตุเกิดบริเวณหน้าร้านอาหาร เชื่อว่ามีแสงสว่างมองเห็นได้ พยานโจทก์จึงสามารถมองเห็นและจำจำเลยทั้งสามได้โดยไม่ผิดพลาด พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง การอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะหักล้างได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนและมีด ยิงและฟันผู้เสียหายทั้งสี่

ปืนเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงสามารถทำอันตรายต่อชีวิตได้ จำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 บริเวณอวัยวะสำคัญ แสดงว่ามีเจตนาฆ่า แต่แพทย์รักษาไว้ทันท่วงที จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมมาในที่เกิดเหตุในลักษณะพร้อมจะเข้าร่วมกระทำความผิดและได้เข้าร่วมกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 ส่งอาวุธปืนให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้มีดฟันที่ศีรษะผู้เสียหายที่ 2 ในขณะเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นตัวการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 32, 91, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่า จำคุกคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 12 ปี 12 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนและมีดยิงและฟันผู้เสียหายทั้งสี่ กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่ชายโครงขวา ทะลุปอดและเข้าไปในช่องท้องทะลุออกบริเวณกลางหลังตรงบั้นเอวและท้องแขนด้านขวา ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบนศีรษะด้านหลัง ผู้เสียหายที่ 3 มีบาดแผลเป็นรอยกระสุนปืนที่แขนทั้งสองข้าง มีรูเข้าตรงแขนด้านนอกออกต้นแขนด้านใน ส่วนผู้เสียหายที่ 4 มีรอยถูกยิงที่โคนนิ้วชี้ข้างซ้าย ทำให้กระดูกหัก ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสี่ นายสามารถ นายอรุณ นางมุรีย๊ะ ซึ่งเป็นพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงและใช้มีดฟันผู้เสียหายทั้งสี่มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า ผู้เสียหายทั้งสี่กับจำเลยทั้งสามอยู่หมู่บ้านเดียวกันรู้จักกันมานานแล้ว ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน หลังจากกลุ่มผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะกับกลุ่มจำเลยแล้ว แต่มีผู้ห้ามปรามต่างแยกย้ายกลับไปที่เดิม ต่อมาจำเลยทั้งสามเดินเข้ามาบริเวณที่ผู้เสียหายกับพวกใช้เสื่อปูรองนั่งเพื่อรับประทานอาหาร โดยมีพวกของจำเลยทั้งสามเดินตามมาอีกประมาณ 6 ถึง 7 คน จำเลยที่ 2 ถือมีดพร้าความยาวรวมด้าม 60 เซนติเมตร มาด้วย จำเลยที่ 1 พูดว่า "เย็ดแม่ตัวไหนสู้ ตัวไหนหรอย (เก่ง) ลุกขึ้นมา" ผู้เสียหายที่ 3 กับนางมุรีย๊ะเข้าไปห้ามปราม ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ลุกขึ้นพูดว่า อย่าด่ากันเราไม่มีเรื่องอะไรกัน จำเลยที่ 3 ส่งอาวุธปืนให้จำเลยที่ 1 พูดว่า ใครใหญ่ให้ยิง จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายที่ 1 หลายนัดกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ได้รับบาดเจ็บด้วย เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถูกยิงล้มลง ผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปยกร่างของผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นมา จำเลยที่ 2 ก็ใช้มีดฟันผู้เสียหายที่ 2 ถูกที่ศีรษะ 1 ครั้ง ผู้เสียหายที่ 2 ต้องปล่อยผู้เสียหายที่ 1 แล้วถอยออกมา เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความมีรายละเอียดรวมทั้งอธิบายสาเหตุที่มีเรื่องทะเลาะวิวาท และเหตุการณ์ขณะผู้เสียหายที่ 1 ถูกยิง ผู้ที่ยิง ผู้ที่ร่วมในเหตุการณ์ โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามว่ากระทำอะไรบ้างตรงกันในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ พยานโจทก์ดังกล่าวอยู่หมู่บ้านเดียวกับจำเลยทั้งสาม รู้จักกันมานานแล้ว โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 3 รู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จำเลยทั้งสามเบิกความรับว่า ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์จะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยทั้งสาม ส่วนปัญหาว่าที่เกิดเหตุจะมีแสงสว่างเพียงพอเพื่อจะสนับสนุนว่าพยานโจทก์เบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคนได้โดยไม่ผิดพลาดหรือไม่นั้น เห็นว่าตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ. 5 ระบุว่า มีรอยเลือดตกอยู่เป็นจำนวนมากที่หน้าร้านอาหารห่างหน้าร้านเพียง 2 เมตร ที่หน้าร้านมีหลอดไฟฟ้าติดตั้งอยู่ 1 หลอด และจุดที่พบปลอกกระสุนปืนแม้จะมีหลายจุด แต่มีอยู่ 2 ปลอกที่พบบริเวณหน้าร้านใกล้กับบริเวณที่มีรอยเลือด แสดงว่าเหตุเกิดบริเวณหน้าร้านอาหารเชื่อว่ามีแสงสว่างมองเห็นได้ พยานโจทก์จึงสามารถมองเห็นและจำจำเลยทั้งสามได้โดยไม่ผิดพลาด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะหักล้างได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนและมีดยิงและฟันผู้เสียหายทั้งสี่ ปืนเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงสามารถทำอันตรายต่อชีวิตได้ จำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 บริเวณอวัยวะสำคัญ แสดงว่ามีเจตนาฆ่า แต่แพทย์รักษาไว้ทันท่วงที จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมมาในที่เกิดเหตุในลักษณะพร้อมจะเข้าร่วมกระทำความผิดและได้เข้าร่วมกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 3 ส่งอาวุธปืนให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้มีดฟันที่ศีรษะผู้เสียหายที่ 2 ในขณะเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นตัวการ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายเจ๊ะเลาะหรือเจ๊ะเหล๊าะ สังข์แก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ไมตรี ศรีอรุณ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3568/2554
#515050
เปิดฉบับเต็ม

เพียงแต่ผู้ตายเป็นผู้ดำเนินการย้ายตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งที่หน้าบ้านจำเลยไปติดตั้งที่ศาลารวมใจ และโต้เถียงกับจำเลยในเรื่องดังกล่าว แม้ผู้ตายจะด่าจำเลยด้วยถ้อยคำหยาบคายดังที่จำเลยอ้าง ก็หาใช่เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ทั้งจำเลยเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุ ไม่มีเหตุที่ผู้ตายจะข่มเหงจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนพร้อมซองกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืน 2 ปลอก ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่นให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณา นางบุญทัน ภริยานายสุนทร ผู้ตายและนางสาวจิณัฐตา บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น) โดยให้เรียกนางบุญทันว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาวจิณัฐตาว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 644,020 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมที่ 1 สามารถเบิกได้บางส่วนจำเลยคงรับผิดเพียง 20,000 บาท ค่าปลงศพจำเลยรับผิดไม่เกิน 40,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะจำเลยควรรับผิดไม่เกิน 5 ปี ปีละไม่เกิน 20,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 33 (1) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธปืน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานฆ่าผู้อื่นหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 37 ปี 9 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 619,524 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 129,524 บาท นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 549,524 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 129,524 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 สิงหาคม 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ร่วมทั้งสอง (ที่ถูก โจทก์ร่วมที่ 1) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปพบผู้ตายและโต้เถียงกับผู้ตายเรื่องการย้ายตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบว่า จำเลยไม่พอใจผู้ตายที่ดำเนินการย้ายตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งหน้าบ้านจำเลยไปติดตั้งที่ศาลารวมใจ วันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปพบผู้ตายที่หน้าร้านค้าที่เกิดเหตุและโต้เถียงกับผู้ตาย แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด จำเลยเบิกความว่า จำเลยถามผู้ตายว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะยังไม่ได้ต่อสายไฟ ให้ย้ายกลับไปที่บ้านจำเลยก่อนได้หรือไม่ ผู้ตายไม่ยอมและโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ผู้ตายด่าจำเลยด้วยถ้อยคำหยาบคายจำเลยโกรธจึงชักอาวุธปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวยิงไป 2 นัด เห็นว่า เพียงแต่ผู้ตายเป็นผู้ดำเนินการย้ายตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งที่หน้าบ้านจำเลยไปติดตั้งที่ศาลารวมใจและโต้เถียงกับจำเลยในเรื่องดังกล่าว แม้ผู้ตายจะด่าจำเลยด้วยถ้อยคำหยาบคายดังที่จำเลยอ้างก็หาใช่เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ทั้งจำเลยเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุ ไม่มีเหตุที่ผู้ตายจะข่มเหงจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษให้จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพียงเพราะเหตุดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่การที่จำเลยนำสืบรับว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่บ้านของจำเลย จำเลยยอมให้จับกุมทั้งมอบอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายแก่เจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก 33 ปี 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นางบุญทัน อุบาลี กับพวก
จำเลย — นายวิจิตร เดชมา
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3554/2554
#506189
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาของศาลได้กำหนดขั้นตอนการบังคับคดีเกี่ยวกับการส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนไว้แล้ว จึงต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังกันไปตามลำดับดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษา กล่าวคือ หากการบังคับให้คืนรถยนต์ไม่อาจกระทำได้ จึงให้บังคับเอาจากราคารถยนต์แทน เมื่อบริษัท ธ. ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยแล้วโดยไม่ปรากฏว่ารถยนต์ดังกล่าวมีสภาพไม่เรียบร้อยใช้การไม่ได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนที่ให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่บริษัท ธ. แล้ว บริษัท ธ. จะบังคับคดีให้จำเลยชำระราคารถยนต์แทนอีกไม่ได้ และย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่คิดจากราคารถยนต์ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บริษัท ธ. ในระหว่างที่จำเลยยังครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอยู่ คำพิพากษาของศาลก็ได้กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์หรือค่าขาดประโยชน์แก่บริษัท ธ. ไว้อีกส่วนหนึ่งด้วยแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ว่าบริษัท ธ. ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากราคารถยนต์ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยยังไม่ส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งของหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในส่วนนี้ ดังนั้น แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งศาลพิพากษาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยจะได้ชำระดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 80,185 บาท ไปก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคหนึ่ง กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บริษัท ธ. เอง โจทก์ไม่อาจได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 166,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 140,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 166,250 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างที่จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำนวน 80,185 บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อไปหรือไม่ คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนคดีนี้บริษัทธรรมธร จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อได้ฟ้องจำเลยในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์และโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน เนื่องจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่บริษัทธรรมธร จำกัด ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนบริษัทธรรมธร จำกัด โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่บริษัทธรรมธร จำกัด ชนะคดี ต่อมาบริษัทธรรมธร จำกัด นำยึดที่ดินของโจทก์เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา และต่อมา จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่บริษัทธรรมธร จำกัด เมื่อได้รับรถยนต์คืนแล้ว บริษัทธรรมธร จำกัด แจ้งให้โจทก์ชำระหนี้ค่าเสียหายส่วนที่เหลือ เป็นเงิน 80,185 บาท ค่าขาดประโยชน์ ค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียม ค่ายึดและค่าถอนการบังคับคดี รวมเป็นเงิน 150,391 บาทโจทก์กับบริษัทธรรมธร จำกัด ตกลงกันได้ โจทก์คงชำระเงินให้แก่บริษัทธรรมธร จำกัดเพียง 140,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้คืนโจทก์ เห็นว่า คำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้กำหนดขั้นตอนการบังคับคดีเกี่ยวกับการส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนไว้แล้ว จึงต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังกันไปตามลำดับดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษา กล่าวคือ หากการบังคับให้คืนรถยนต์ไม่อาจกระทำได้ จึงให้บังคับเอาจากราคารถยนต์แทน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทธรรมธร จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยโดยไม่ปรากฏว่ารถยนต์ดังกล่าวมีสภาพไม่เรียบร้อยใช้การไม่ได้แต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนที่ให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่บริษัทธรรมธร จำกัดแล้ว บริษัทธรรมธร จำกัด จะบังคับคดีให้จำเลยชำระราคารถยนต์แทนอีกไม่ได้ และย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่คิดจากราคารถยนต์ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บริษัทธรรมธร จำกัด ในระหว่างที่จำเลยยังครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอยู่ คำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็ได้กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์หรือค่าขาดประโยชน์แก่บริษัทธรรมธร จำกัด ไว้อีกส่วนหนึ่งด้วยแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ว่าบริษัทธรรมธร จำกัด ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากราคารถยนต์ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยยังไม่ส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งของหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในส่วนนี้ ดังนั้น แม้โจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 80,185 บาท ไปก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บริษัทธรรมธร จำกัด เอง โจทก์ไม่อาจได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน 80,185 บาท มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 59,815 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 273 ม. 693
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโชคชัย แก้วกาญจนาลัย
จำเลย — พันตำรวจโทชัยเดช ยศธำรงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายทรงชัย รัตนปริญญานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางนภาพร จันทกุล
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา