คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2554
#520439
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยขอให้นำค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของมาหักกลบกับค่าเช่าคลังสินค้านั้น แม้ตามสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ก็ตาม แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายมาในคดีนี้ และมิได้นำสืบให้เห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใด อีกทั้งโจทก์ก็ยังโต้เถียงว่า การที่ข้าวโพดเสื่อมคุณภาพส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการเก็บรักษาไว้นานเนื่องจากบริษัทที่รับซื้อไม่มารับมอบสินค้าภายในกำหนด ไม่ใช่ความผิดของโจทก์เสียทั้งหมด สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,123,634.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,775,790.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 123,461.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,391,932.31 บาท รวมกับค่าจ้างกรรมกรที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน 123,461.90บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,515,394.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าคลังสินค้าของโจทก์เพื่อเก็บข้าวโพดตามสัญญาเช่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเช่าคลังสินค้าและค่ารมยาข้าวโพดขณะเก็บในคลังสินค้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่า มีข้อตกลงในสัญญา ข้อ 4. ว่าเป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าคือโจทก์ต้องจัดหาแรงงานกรรมกรขนถ่ายข้าวโพด หาเครื่องชั่งน้ำหนักข้าวโพด และรมยาข้าวโพดที่เก็บในคลังสินค้า โดยผู้เช่าคือจำเลยเป็นผู้ชำระค่าแรงงานและค่ารมยา และสัญญา ข้อ 5. ระบุถึงกรณีเกิดความเสียหายซึ่งผู้ให้เช่าต้องรับผิด ผู้เช่ามีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากเงินค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ ข้อตกลงข้อที่ 4 และ 5 จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของซ้อนอยู่ในสัญญาเช่าทรัพย์ จำเลยนำสืบยอมรับว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าทรัพย์และได้ขายข้าวโพดที่เก็บในคลังสินค้าโจทก์ให้บริษัทธัญญพรรณสากลการค้า จำกัด โดยกำหนดให้ผู้ซื้อรับมอบข้าวโพดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 แต่ผู้ซื้อรับข้าวโพดไปเพียง 2,000,000 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือไม่ยอมรับ เพราะเป็นข้าวโพดคุณภาพต่ำ จำเลยมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าคลังสินค้า แต่อ้างว่าเป็นความผิดของโจทก์ที่มิได้ปรับปรุงให้ข้าวโพดมีคุณภาพดีตามสัญญาทำให้สัญญาเช่าคลังสินค้าเป็นอันยกเลิกกันนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวเอากับโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของซึ่งจำเลยก็ให้การขอสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อครบสัญญาเช่าคลังสินค้าแล้ว จำเลยยังคงเก็บข้าวโพดที่รับจำนำจากเกษตรกรในคลังสินค้าของโจทก์ต่อมาและชำระค่าเช่าให้โจทก์ถึงเดือนตุลาคม 2544 แล้วไม่ชำระอีก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าคลังสินค้าให้โจทก์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ถึงเดือนกันยายน 2546 รวม 23 เดือน เป็นเงิน 2,746,315 บาท จำเลยฎีกาขอให้นำค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของมาหักกลบกับค่าเช่าคลังสินค้า ซึ่งแม้ตามสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ก็ตาม แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายมาในคดีนี้ และมิได้นำสืบให้เห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใดอีกทั้งโจทก์ก็ยังโต้เถียงว่า การที่ข้าวโพดเสื่อมคุณภาพส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการเก็บรักษาไว้นานเนื่องจากบริษัทที่รับซื้อไม่มารับมอบสินค้าภายในกำหนด ไม่ใช่ความผิดของโจทก์เสียทั้งหมด สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างถึงข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ สำหรับค่ารมยาข้าวโพดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 รวม 10 ครั้ง จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้รมยาข้าวโพดตามสัญญา หากจำเลยจำเป็นจะต้องชำระ จำเลยก็ควรจะชำระถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทธัญญพรรณสากลการค้า จำกัด ไม่ยอมรับซื้อข้าวโพดที่เหลือเนื่องจากเสื่อมคุณภาพแล้วนั้น พิเคราะห์ตามเอกสารใบขอเบิกค่ารมยาที่นายไพรัช หัวหน้าหน่วยรับจำนำข้าวโพดประจำอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นผู้จัดทำขอเบิกแทนโจทก์ ปรากฏว่านายไพรัช ทำเรื่องขอเบิกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 หลังจากนั้นไม่ปรากฏหลักฐานการขอเบิกค่ารมยาให้โจทก์อีก เชื่อว่าได้มีการตรวจสอบแล้วว่าโจทก์รมยาข้าวโพดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจริง มิฉะนั้น ก็ไม่มีเหตุผลที่นายไพรัช พนักงานของจำเลยจะจัดทำเอกสารขอเบิกเงินค่ารมยาให้ ส่วนจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มิได้รมยาข้าวโพดตามฟ้องอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่า จำเลยติดค้างค่ารมยาข้าวโพดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 รวม 10 ครั้งเป็นเงิน 645,617.31 บาท จำเลยจึงต้องชำระเงินในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ด้วย ทั้งไม่อาจนำค่ารมยาดังกล่าวมาหักกลบลบนี้กับค่าเสียหายของจำเลยตามเหตุผลที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุจินต์ มณฑลชัย
จำเลย — องค์การคลังสินค้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายมงคล คุปต์กาญจนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3486/2554
#513631
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากคืนไม่ใช่เป็นการจำนำตาม ป.พ.พ. มาตรา 747 หากแต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้วย่อมใช้บังคับได้

การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกต่อศาลเพื่อบังคับให้ชำระหนี้และโจทก์กับพวกให้การต่อสู้คดี เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับพวกชำระหนี้แล้ว และในที่สุดศาลฎีกาพิพากษายืนให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน ดังนี้ หนี้ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองจึงหาใช่เป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อันจะไม่สามารถหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,147,611.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 9,969,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าเสียหาย 14,714,036.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรก โจทก์จำนำใบรับเงินฝากประจำ และจำนำเงินฝากประจำไว้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อประกันหนี้ที่โจทก์ค้ำประกันหนี้ของบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากคืน ระบุในข้อ 1 และข้อ 2 ไว้ชัดเจนว่า ขอจำนำใบรับเงินฝากประจำ และจำนำสมุดเงินฝากประจำ เพื่อประกันหนี้สินต่าง ๆ ทุกประเภทของผู้จำนำ (โจทก์) ทั้งที่มีอยู่แล้วและจะมีต่อไปในอนาคต เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด ไว้แก่จำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสำเนาหนังสือสัญญาค้ำประกัน เช่นนี้ถือว่าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันอยู่ในความหมายของหนี้สินต่างๆ ทุกประเภทในข้อ 2 ด้วย นอกจากนี้โจทก์เคยมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอนำเงินฝากประจำตามสมุดเงินฝากประจำเพื่อเป็นประกันหนี้ที่โจทก์ค้ำประกันบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนที่โจทก์จำนำใบรับเงินฝากประจำและสมุดเงินฝากประจำเพื่อประกันหนี้ที่โจทก์ค้ำประกันหนี้ของบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด จริง สำหรับหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยกขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกานั้น เป็นหนี้รายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหนี้ที่โจทก์ค้ำประกันบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด แต่ประการใด จึงไม่มีข้อที่จะต้องนำมาพิจารณา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนเงินจากใบรับเงินฝากประจำ และสมุดเงินฝากประจำเพื่อชำระหนี้ของบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด ที่โจทก์ค้ำประกันหรือไม่ และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อันต้องห้ามมิให้หักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากคืน จะไม่ใช่จำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 ดังที่โจทก์ฎีกา แต่ก็เป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้วย่อมใช้บังคับได้ เมื่อตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 5 และ ข้อ 7 ระบุไว้ชัดเจนว่าให้ผู้รับจำนำ (จำเลยที่ 1) ถอนเงินเพื่อชำระหนี้ของผู้จำนำ (โจทก์) ทั้งไม่ตัดสิทธิผู้รับจำนำ (จำเลยที่ 1) ที่จะใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ประกอบกับตามสำเนารายงานการประชุม โจทก์ก็ยอมรับว่าบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด เป็นหนี้ค้างชำระจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ยอมนำเงินเข้าฝากเพื่อชำระหนี้ ดังนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิถอนเงินฝากประจำตามบัญชีเงินฝากทั้งสองประเภทดังกล่าวได้ตามสัญญา อนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะได้ฟ้องโจทก์และบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด กับพวกรวม 4 คน ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและโจทก์กับบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด กับพวกรวม 4 คนจะให้การต่อสู้คดี แต่ก็ปรากฏว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ซึ่งโจทก์และบริษัทอีส จีโอ - ซิสเต็มส์ จำกัด กับพวกรวม 4 คน จะได้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาก็ตาม แต่ในที่สุดก็ปรากฏว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 6 มีนาคม 2551 ให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน เป็นจำนวน 51,375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้นำเงินจำนวน 34,408,554.79 บาท หักชำระหนี้ก่อนด้วย ปรากฏรายละเอียดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1156/2551 ดังนี้ หนี้ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองจึงหาใช่เป็นหนี้มีข้อต่อสู้อันจะไม่สามารถหักกลบลบหนี้ไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 344 ม. 747
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3468/2554
#515049
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์ปากร้อยตำรวจเอก ว. และสิบตำรวจตรี ส. เป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ ทั้งยังเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 เชื่อว่าให้การไปตามความเป็นจริงที่ประสบพบมา ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 4 ให้ต้องรับโทษ นอกจากนี้พยานโจทก์อีกสองปากก็เป็นพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นและพบเมทแอมเฟตามีนในบ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 4 มานอนค้างที่บ้าน อีกทั้งพยานโจทก์ทั้งสี่ยังเบิกความสอดคล้องต้องกันกับพยานเอกสารว่า ขณะที่ร้อยตำรวจเอก ว. กับสิบตำรวจตรี ส. ตะโกนเรียกบุคคลในบ้านเพื่อให้เปิดประตู ไฟยังเปิดอยู่และปิดในเวลาต่อมา แต่ก็ได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความว่า สิบตำรวจตรี ส. สวมไฟฉายที่สามารถส่องสว่างได้ในระยะไกลกว่า 10 เมตร อยู่ที่ศีรษะ ขณะที่ปีนฝาผนังกั้นห้องเพื่อเข้าไปเปิดประตูนั้น เห็นจำเลยที่ 4 วิ่งไปที่บริเวณโอ่งน้ำ ซึ่งก็สัมพันธ์กับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่าย จึงน่าเชื่อว่าสิบตำรวจตรี ส. เห็นจำเลยที่ 4 อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งกระทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุเพียง 1 วันด้วยว่า เมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจพบเป็นของจำเลยที่ 4 ที่นำไปทิ้งในโอ่งน้ำขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้น แต่ด้วยความรีบร้อนทำให้เมทแอมเฟตามีนบางส่วนตกหล่นที่พื้น ซึ่งแม้บันทึกคำให้การดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่าและถือเป็นพยานซัดทอด ซึ่งตามกฎหมายห้ามมิให้รับฟังก็ตาม แต่ก็มิได้ต้องห้ามโดยเด็ดขาด เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะแหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวนั้น ประกอบกับโจทก์มีพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนทำให้พยานหลักฐานของโจทก์น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2534 มาตรา 10 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ของกลาง ลงโทษจำเลยที่ 4 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิด บวกโทษจำเลยที่ 1 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4696/2543 ของศาลชั้นต้น บวกโทษจำเลยที่ 2 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2911/2542 ของศาลชั้นต้นเข้าโทษในคดีนี้และนับโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่อมาจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4039/2544, 4040/2544 และ 4038/2544 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ

จำเลยที่ 1 ให้การรับว่ามีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 40 เม็ด ไว้ในครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 67 (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 7 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน เนื่องจากศาลได้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4696/2543 บวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4039/2544 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่อาจบวกโทษตามคำขอของโจทก์ให้อีกได้ ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4039/2544 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านเกิดเหตุและจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 153 เม็ด เป็นของกลาง นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้เป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 แต่เพียงว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวิชัย และสิบตำรวจตรีสมภพ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสี่เป็นพยานโจทก์เบิกความในทำนองเดียวกันได้ความว่า หลังจากที่ร้อยตำรวจเอกวิชัยได้รับหมายค้นจากศาลแล้ว เดินทางกันไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบ้านเกิดเหตุ ขณะไปถึงไฟยังเปิดอยู่เมื่อพยานทั้งสองตะโกนเรียก ไฟก็ดับลงและไม่มีใครยอมเปิดประตู สิบตำรวจตรีสมภพสวมไฟฉายที่ศีรษะแล้วปีนผนังกั้นห้อง เพื่อเปิดประตู ขณะที่ปีนขึ้นไปเห็นจำเลยที่ 4 วิ่งผ่านไปยังบริเวณโอ่งน้ำตรงจุดหมายเลข 9 ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 เมื่อเปิดประตูออก พวกของพยานก็เข้ามาสมทบ เมื่อเปิดไฟในบ้านเห็นจำเลยทั้งสี่อยู่ในบ้าน พยานทั้งสองกับพวกจึงแสดงหมายค้น จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นเจ้าของบ้าน ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวนหนึ่งอยู่ในโอ่งน้ำในลักษณะถูกเททิ้งลักษณะตามภาพถ่ายหมาย จ.4 จึงนำออกมาตรวจสอบและถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.5 นอกจากนี้ยังพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งตกอยู่ที่ข้างโอ่งน้ำรวมจำนวน 145 เม็ด และยังพบเมทแอมเฟตามีน จำนวน 8 เม็ด ตกอยู่ที่พื้นใกล้กับบริเวณที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 หมอบอยู่ตามภาพถ่ายหมาย จ.7 ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 4 ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.8 และมีนางสาวพัชรินทร์ และนางสาวสุรินทร์ เป็นพยานโจทก์เบิกความสนับสนุนด้วยว่า จำเลยที่ 4 มานอนค้างที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งในคืนวันเกิดเหตุพยานทั้งสองอยู่ในห้องนอนที่บ้านเกิดเหตุ ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องนอนจึงเปิดประตูออกเห็นเจ้าพนักงานตำรวจนั่งเก็บเมทแอมเฟตามีนอยู่บริเวณโอ่งน้ำตั้งอยู่บนบ้านข้างประตูทางเข้า และเห็นเมทแอมเฟตามีนตกอยู่เกลื่อนพื้นบริเวณโอ่งน้ำ เห็นว่า พยานโจทก์ปากร้อยตำรวจเอกวิชัย และสิบตำรวจตรีสมภพเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ ทั้งยังเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 เชื่อว่าให้การไปตามความเป็นจริงที่ประสบพบมา ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 4 ให้ต้องรับโทษ นอกจากนี้พยานโจทก์อีกสองปากก็เป็นพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นและพบเมทแอมเฟตามีนในบ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 4 มานอนค้างที่บ้าน อีกทั้งพยานโจทก์ทั้งสี่ยังเบิกความสอดคล้องต้องกันกับพยานเอกสาร แม้ขณะที่ร้อยตำรวจเอกวิชัยกับสิบตำรวจตรีสมภพตะโกนเรียกบุคคลในบ้านเพื่อให้เปิดประตู ไฟยังเปิดอยู่และปิดในเวลาต่อมาก็ตาม แต่ก็ได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความว่า สิบตำรวจตรีสมภพสวมไฟฉายที่สามารถส่องสว่างได้ในระยะไกลกว่า 10 เมตร อยู่ที่ศีรษะ ขณะที่ปีนฝาผนังกั้นห้องนั้นเพื่อเข้าไปเปิดประตู เห็นจำเลยที่ 4 วิ่งไปที่บริเวณโอ่งน้ำ ซึ่งก็สัมพันธ์กับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 และภาพถ่ายหมาย จ.4 จ.5 จ.6 และ จ.7 จึงน่าเชื่อว่า สิบตำรวจตรีสมภพเห็นจำเลยที่ 4 อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งกระทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุเพียง 1 วันด้วยว่า เมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเป็นของจำเลยที่ 4 ที่นำไปทิ้งในโอ่งน้ำขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้น แต่ด้วยความรีบร้อนทำให้เมทแอมเฟตามีนบางส่วนตกหล่นที่พื้น ซึ่งแม้บันทึกคำให้การดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า และถือเป็นพยานซัดทอด ซึ่งตามกฎหมายห้ามมิให้รับฟังก็ตาม แต่ก็มิได้ต้องห้ามโดยเด็ดขาด เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวนั้น ประกอบกับโจทก์มีพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนทำให้พยานหลักฐานของโจทก์น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 (1) ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายทองปาน พิมพา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3465/2554
#510269
เปิดฉบับเต็ม

ในการซื้อเมทแอมเฟตามีน อ.ตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยนำแหวนเงินไปแลกเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตีราคาแลกเปลี่ยนแหวนเป็นเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด และหยิบเมทแอมเฟตามีนซึ่งวางอยู่บนหน้าตักของจำเลยที่ 2 ให้แก่ อ. ในขณะที่ อ. เจรจาแลกแหวนกับเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เดินออกไปนอกบ้าน ไม่ได้อยู่ด้วย การตีราคาแหวนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงลำพัง น่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ใช้บ้านเป็นสถานที่ติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องในข้อหานี้ ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วขอแก้ไขคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ยังคงให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่ถูก มาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจหลายนายของสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางไปยังบ้านของจำเลยที่ 1 เลขที่ 138 อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด พบนางอุทัยอยู่ห่างจากบ้านของจำเลยที่ 1 ประมาณ 20 เมตร จึงเข้าไปตรวจค้นตัวนางอุทัย พบเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงเข้าไปตรวจค้นภายในบ้านซึ่งมีจำเลยทั้งสองอยู่ในห้องนอน พบเมทแอม-เฟตามีน 80 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงนอนของจำเลยที่ 1 ทั้งยังพบธนบัตรฉบับต่าง ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,740 บาท ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ส่วนชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันเสพยาเสพติดให้โทษและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ส่วนข้อหาอื่นยังคงให้การปฏิเสธ

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จึงมีหน้าที่พิสูจน์ให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจริงตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจริง คงมีแต่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมกันจับกุมเบิกความลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ในการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ แต่ก็มิได้ล่อซื้อให้ปรากฏข้อเท็จจริง กลับอ้างว่าเคยล่อซื้อหลายครั้งแต่ไม่สามารถดำเนินคดีจำเลยทั้งสองได้ เนื่องจากใช้เด็กนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง ก็เป็นการเบิกความลอย ๆ เช่นกัน ที่โจทก์นำสืบว่า จับนางอุทัยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด นางอุทัยแจ้งว่าซื้อมาจากจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์มิได้ตัวนางอุทัยมาเบิกความเป็นพยาน คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนอ้างส่งเป็นพยาน จากคำให้การดังกล่าวกลับปรากฏว่า ในการซื้อเมทแอมเฟตามีน นางอุทัยตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยนางอุทัยนำแหวนเงินที่หัวเป็นนิลไปแลกเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตีราคาแลกเปลี่ยนแหวนเป็นเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด และหยิบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางอุทัย ซึ่งเมทแอมเฟตามีนวางอยู่บนหน้าตักของจำเลยที่ 2 ในขณะที่นางอุทัยเจรจาแลกแหวนกับเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ด้วย เดินออกไปนอกบ้าน นางอุทัยให้การในวันเกิดเหตุมิได้มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องเป็นญาติกับจำเลยทั้งสอง คำให้การจึงน่าเชื่อถือ หากจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนจริง ก็น่าจะร่วมจำหน่ายกับจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำหน่ายที่นำแหวนมาตีราคา การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ตัดสินใจตีราคาแต่เพียงลำพัง จึงน่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ใช้บ้านเป็นสถานที่ติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องในข้อหานี้ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะเป็นบทที่มีโทษเบากว่า

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 4 ปี รวมโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วเป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายพัลลภ วังโน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3451/2554
#515048
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ฯ มาตรา 63 เพียงข้อหาเดียว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธในชั้นศาล โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกคนต่างด้าวจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาในราชอาณาจักรด้านอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายไม่มีหนังสือหรือเอกสารใช้แทนหนังสืออันถูกต้อง ไม่ผ่านเข้ามาทางช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองตามที่กำหนด จะนำคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมมาฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 หาได้ไม่

ทางนำสืบของโจทก์เจือสมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับคนต่างด้าวมาจากอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย โดย ด. ชาวโพนพิสัยติดต่อหาคนงานให้ ม. ภริยาของจำเลยที่ 3 ตามที่ ม. พยานโจทก์เบิกความยืนยัน แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าคนงานที่บรรทุกมาจากจังหวัดหนองคายเป็นคนต่างด้าว แต่เมื่อมิใช่นำหรือพาคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรจึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และริบรถยนต์บรรทุกของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 (ที่ถูก มาตรา 63 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ริบรถยนต์บรรทุกของกลางยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 เวลา 23.40 นาฬิกา ดาบตำรวจคงศักดิ์ และสิบตำรวจเอกพจนารถ พยานโจทก์กับพวกออกตรวจท้องที่ไปตามถนนสายชัยบาดาล - ด่านขุนทด เมื่อไปถึงที่พักสายตรวจซับตะเคียน อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี พบรถยนต์บรรทุกของกลางแล่นมาจากอำเภอด่านขุนทดมุ่งหน้าไปอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี จึงเรียกให้หยุดตรวจ พบจำเลยที่ 1 เจ้าของรถเป็นผู้ขับ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งโดยสารมาข้างจำเลยที่ 1 กับมีผู้โดยสารคนไทยอีกคนหนึ่งนั่งข้างหลังจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ที่กระบะหลังรถซึ่งไม่มีผ้าคลุมยังพบนายสุข กับพวกรวม 115 คน ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติลาว สัญชาติลาว โดยสารมาเต็มคันรถเพื่อไปเป็นคนงานรับจ้างในไร่อ้อยอำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี จึงจับกุมจำเลยทั้งสามและแจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสามถูกฟ้องในข้อหาดังกล่าวเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 เพียงข้อหาเดียว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธในชั้นศาล โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกคนต่างด้าวดังกล่าวจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในราชอาณาจักรทางด้านอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ไม่มีหนังสือหรือเอกสารใช้แทนหนังสืออันถูกต้อง ไม่ผ่านเข้ามาทางช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองตามที่กำหนด จะนำคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมมาฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 หาได้ไม่ แต่ทางนำสืบของโจทก์ได้ความจากดาบตำรวจคงศักดิ์ และสิบตำรวจเอกพจนารถพยานผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ที่บริเวณที่พักสายตรวจซับตะเคียน ตำบลซับตะเคียน อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ขณะจำเลยที่ 1 ขับรถมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งคู่ กับมีคนต่างด้าวเชื้อชาติลาว สัญชาติลาว จำนวน 115 คน และนายเคน ขาวสิงห์ คนไทย โดยสารมาเพื่อรับจ้างตัดอ้อยโดยเปิดเผยปราศจากหลังคาคลุมกระบะท้ายรถ และพยานโจทก์ทั้งสองยังเบิกความยืนยันสอดคล้องกันว่า ได้สอบถามนายสุข คนต่างด้าวคนหนึ่งแล้วรับต่อพยานว่าเป็นชาวลาวมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ลงเรือข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในราชอาณาจักรที่จังหวัดหนองคาย ทั้งไม่ปรากฏว่าคนต่างด้าวคนอื่นจะให้การซัดทอดว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 พาพวกตนหลบหนีมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นอกจากนี้เมื่อศาลฎีกาตรวจคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเคนตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจโทสุรศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความรับรองแล้ว นายเคน ให้การว่านายดวงดีหรือด้วง ชาวโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ชักชวนให้นายเคนเป็นคนงานตัดอ้อย เมื่อถึงวันเกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อมารับนายเคนกับคนงานอื่นๆ ที่บ้านนายด้วง หลังจากนั้นก็เดินทางออกจากจังหวัดหนองคาย กระทั่งถึงที่เกิดเหตุจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม เห็นได้ว่า ทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับคนต่างด้าวดังกล่าวมาจากอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย โดยนายดวงดีหรือด้วง ชาวโพนพิสัย ติดต่อหาคนงานให้นางมะหล่ำ ภริยาของจำเลยที่ 3 ตามที่นางมะหล่ำ พยานโจทก์เบิกความยืนยัน ดังนี้ แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าคนงานที่บรรทุกมาจากจังหวัดหนองคายเป็นคนต่างด้าว แต่เมื่อมิใช่นำหรือพาคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร จึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคสี่ ม. 227
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายทิม ใจดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3432/2554
#509345
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าจ้างโดยบรรยายฟ้องสรุปได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าทำสัญญารับจ้างรับเหมาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในสนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้รับเหมาช่วงติดตั้งต่อเติมอาคารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจ้างโจทก์ระบุเงื่อนไขในการทำงานและได้รับค่าจ้างตามหนังสือสัญญาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จะว่าจ้างช่วงหรือให้ใครเป็นผู้ปฏิบัติงานเป็นอำนาจของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างและชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ประสานงานให้จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ กับตรวจรับมอบงานแทนจำเลยที่ 1 และเบิกค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 มามอบให้โจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ดังนั้น แม้ตามคำให้การจำเลยที่ 2 มิได้ใช้ถ้อยคำว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 แต่เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดแล้ว เห็นได้ในตัวว่าจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 246,774.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 246,774.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมตกเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารสนามบินสุวรรณภูมิจากบริษัทร่วมค้า ไอ ที โอ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลัก จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมาทำงานก่อสร้างโครงเหล็กอาคารในสนามบินสุวรรณภูมิเฉพาะค่าแรงและอุปกรณ์สิ้นเปลือง โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ออกแผ่นเหล็กและสี ตามสัญญาจ้างทำงานลงวันที่ 29 มกราคม 2547 กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2547 ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ทำสัญญารับจ้างทำงานติดตั้งโครงโลหะหลังคาอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ระบุชื่อจำเลยที่ 2 โดยนายธนวัฒน์ หุ้นส่วน เป็นผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบจัดหาวัสดุ เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานเพื่อใช้ในการก่อสร้างและอำนวยความสะดวกในการทำงานที่จำเป็น ส่วนโจทก์เป็นผู้จัดหาบุคลากรช่าง คนงานที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีจำนวนที่เพียงพอกับปริมาณงานที่ต้องทำ โจทก์ได้รับเงินค่าผลงานที่ทำเสร็จแต่ละงวดมาโดยตลอด แต่โจทก์ไม่สามารถเบิกเงินค่าผลงานงวดสุดท้าย จำนวน 246,774.11 บาท

มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีมีประเด็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าจ้างโดยบรรยายฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าทำสัญญารับจ้างรับเหมาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในสนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้รับเหมาช่วงติดตั้งต่อเติมอาคารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจ้างโจทก์ระบุเงื่อนไขในการทำงานและได้รับค่าจ้าง จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จะว่าจ้างช่วงหรือให้ใครเป็นผู้ปฏิบัติงานเป็นอำนาจของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างและชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ประสานงานให้จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ และตรวจรับมอบงานแทนจำเลยที่ 1 และเบิกค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 2 แม้มิได้ใช้ถ้อยคำว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 แต่เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดแล้วเห็นได้ในตัวว่าจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญสันต์ นาสิงห์บุตร
จำเลย — บริษัทเอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายสหรัฐ สิริวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3409/2554
#515047
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล จะจัดการทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งผู้ตายกับจำเลยเป็นเจ้าของรวม โจทก์ติดต่อสำนักงานที่ดินเพื่อให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ตายในโฉนดที่ดินให้เป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้โจทก์นำต้นฉบับโฉนดที่ดินและจำเลยต้องมาด้วยโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินส่วนของผู้ตายเป็นชื่อโจทก์ มิฉะนั้นให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่การจะขอจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกในโฉนดที่ดินดังกล่าวนั้น เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้โจทก์นำเอกสารมาแสดงให้ครบถ้วน คือ โฉนดที่ดินพิพาทเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิได้แจ้งให้โจทก์ต้องนำตัวจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินพิพาทมาที่สำนักงานที่ดินด้วย ทั้งตาม ป.ที่ดิน ฯ มาตรา 82 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ออกตามความใน พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.ที่ดิน ฯ บัญญัติให้โจทก์ต้องนำคำสั่งศาลตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกและโฉนดที่ดินมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้นำโฉนดที่ดินมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงมีเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถจดทะเบียนตามความประสงค์ของโจทก์ได้ ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับเจ้าพนักงานที่ดิน มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ต้องไปที่สำนักงานที่ดินในฐานะเจ้าของรวมด้วย เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินพิพาท แต่ไม่ยินยอมส่งมอบให้โจทก์ โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในโฉนดที่ดินแทนผู้ตายถือเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ในการทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ เพื่อโจทก์จะได้นำไปแสดงเป็นหลักฐานต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ให้ดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกในโฉนดที่ดินพิพาทแล้วโจทก์จะได้ดำเนินการแบ่งมรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทของผู้ตายต่อไปเท่านั้น โจทก์หามีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจากผู้ตายเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำขอท้ายฟ้องได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายโกศล ผู้ตายตามคำสั่งศาลจังหวัดนนทบุรี นายโกศลมีทรัพย์มรดกคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 12380 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 76 ไร่ 1 งาน 1.6 ตารางวา โดยถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยและจำเลยเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกประสงค์จะจัดการทรัพย์มรดกเพื่อโอนให้แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย จึงได้ไปดำเนินการที่สำนักงานที่ดินจังหวัดจันทบุรี ขอให้เปลี่ยนชื่อผู้ตายในโฉนดที่ดินเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากสำนักงานที่ดินดังกล่าวแจ้งว่า จะต้องนำต้นฉบับโฉนดที่ดินและจำเลยต้องมาด้วยเพื่อจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนด จึงจะดำเนินการให้ได้โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบเพื่อดำเนินการตามที่ได้รับแจ้งดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12380 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ในส่วนของนายโกศล ผู้ตาย เป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12380 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ในส่วนของนายโกศล ผู้ตาย เป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโกศล ผู้ตาย หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินพิพาทจากผู้ตายเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยเพิกเฉยไม่นำโฉนดที่ดินพิพาทไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ตายเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในโฉนดที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์ไม่สามารถจัดการมรดกของผู้ตายให้เป็นไปตามกฎหมายได้ ส่งผลให้โจทก์และทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทจากผู้ตายเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยดังกล่าวนั้นโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และพิพากษาให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์บรรยายไว้โดยชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. 5 หรือ ล. 3 โจทก์มีความประสงค์ที่จะจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายเพื่อดำเนินการโอนให้แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย จึงได้ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินเพื่อให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ตายซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ขัดข้องเจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากไม่ได้นำเอกสารหลักฐานมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อประกอบการพิจารณาให้ครบถ้วน ซึ่งตามเอกสารหมาย จ. 8 ที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยาน เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้โจทก์นำเอกสารมาแสดงให้ครบถ้วนคือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินคือโฉนดที่ดินพิพาทเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิได้แจ้งให้โจทก์ต้องนำตัวจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดที่ดินพิพาทมาที่สำนักงานที่ดินด้วยแต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 82 บัญญัติว่า "ผู้ใดประสงค์จะขอจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ให้ยื่นคำขอพร้อมด้วยนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้น และหลักฐานการเป็นผู้จัดการมรดกมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอ..." ส่วนวิธีการดำเนินการจดทะเบียนเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 โดยในข้อ 9 "การจดทะเบียนสิทธิในที่ดินโดยประการอื่นนอกจากนิติกรรมให้ดำเนินการดังนี้ (1) ผู้ได้มาต้องยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยเอกสารแสดงสิทธิการได้มาและโฉนดที่ดิน..." จึงเป็นที่เห็นได้ว่าในกรณีของโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายตามคำสั่งศาล โจทก์จึงต้องนำเอกสารมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ครบถ้วนเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการให้ตามบทกฎหมายดังกล่าว คือ คำสั่งศาลตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกและโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ไม่นำโฉนดที่ดินพิพาทมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วย จึงมีเหตุขัดข้องทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการให้ตามความประสงค์ของโจทก์ได้ จึงแจ้งให้โจทก์ทราบดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับเจ้าพนักงานที่ดิน มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ต้องไปที่สำนักงานที่ดินในฐานะเจ้าของรวมด้วย เจ้าพนักงานที่ดินจึงจะดำเนินการให้ได้แต่อย่างใด เมื่อโฉนดที่ดินพิพาทจำเลยเป็นผู้ครอบครองไว้ และจำเลยไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในโฉนดที่ดินแทนผู้ตาย ทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการจัดแบ่งมรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทของผู้ตายตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกได้ เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ในการทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ เพื่อโจทก์จะได้นำไปแสดงเป็นหลักฐานต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อเจ้าพนักงานที่ดินจะได้ดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกในโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อดำเนินการแบ่งมรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทของผู้ตายต่อไปเท่านั้น โจทก์หามีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจากผู้ตายเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำขอท้ายฟ้องได้ไม่ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ในเรื่องผู้ตายมีส่วนเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทจำนวนเท่าใดด้วย ก็เป็นเรื่องให้การต่อสู้นอกคำฟ้องไม่เกี่ยวกับข้อหาตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 82
ชื่อคู่ความ
นางพรรณีหรือพรรณรพี ชะระไสย์
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายโกศล ชะระไสย์
จำเลย — นางลัดดา สราวิช
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3338/2554
#515046
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "ป่า" หมายความว่าที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ส่วนแบบแจ้งการครอบครองที่ดินตามที่พยานจำเลยอ้างนั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความระบุว่าเป็นที่ดินที่แจ้งการครอบครองบริเวณใด และไม่ได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดิน 70 ถึง 80 ไร่ แต่อย่างใด คงระบุแต่เพียงว่า ช. เป็นผู้แจ้งการครอบครองโดยไม่ได้ระบุว่าครอบครองต่อจากผู้ใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่พิพาทไม่มีเอกสารสิทธิจึงเป็นที่ดินซึ่งยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่พิพาทจึงเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ มาตรา 4 (1) การที่จำเลยครอบครองที่พิพาทมานานแล้วนั้น ก็ถือเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วย ป.ที่ดิน เมื่อที่พิพาทมีสภาพเป็นป่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจึงเป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี ให้จำเลย คนงาน ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าที่เกิดเหตุ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท เมื่อพิจารณาเนื้อที่ที่กระทำความผิดเพียง 1 ไร่ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลย คนงานผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าที่เกิดเหตุ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "...เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "ป่า" หมายความว่าที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ส่วนแบบแจ้งการครอบครองที่ดินตามเอกสารหมาย ล.6 นั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความระบุว่าเป็นที่ดินที่แจ้งการครอบครองบริเวณใด และไม่ได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดิน 70 ถึง 80 ไร่ แต่อย่างใด เอกสารหมาย ล.6 ระบุแต่เพียงว่านายชบ เป็นผู้แจ้งการครอบครองโดยไม่ได้ระบุว่าครอบครองต่อจากผู้ใดทั้งได้ความว่า ที่ดินที่นายชบครอบครองได้มีการนำไปออกโฉนดที่ดินและขายให้บุคคลอื่นแล้ว ดังนั้น หากที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามเอกสารหมาย ล.6 แล้วก็น่าจะต้องมีการนำไปออกโฉนดที่ดินพร้อมกับที่ดินแปลงอื่น ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่าที่ดินแปลงอื่นได้มีการออกโฉนดที่ดินไปหมดแล้ว และบิดามารดาจำเลยได้แบ่งขายที่ดินให้บุคคลอื่นส่วนที่พิพาทจำเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ มารดาจำเลยทำเอกสารหมาย ล.3 ให้ไว้ โดยจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้รับในภายหลังจากที่มารดาเสียชีวิตแล้ว ซึ่งเอกสารหมาย ล.3 ก็ไม่ได้ระบุว่าที่ดินที่ยกให้มีหลักฐานทางทะเบียนแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่พิพาทไม่มีเอกสารสิทธิจึงเป็นที่ดินซึ่งยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่พิพาทจึงเป็นป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) และได้ความจากคำเบิกความของนายบุญหนุนว่า บริเวณเขาโพธิ์แบะเป็นที่ป่า โดยชาวบ้านบริเวณดังกล่าวทราบข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้น จำเลยซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นย่อมต้องทราบ ยิ่งนายบุญหนุนเป็นผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่เกิดเหตุ ถือเป็นเจ้าพนักงานและเป็นคนกลางและจำเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า พยานโจทก์ที่มาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ทุกคนไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยอ้างว่าครอบครองที่พิพาทมานานแล้วนั้น ก็ถือเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อที่พิพาทมีสภาพเป็นป่า การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจึงเป็นความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (1) ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 72 ตรี วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นางจุฬารัตน์ สุดราม
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3335/2554
#515045
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ครอบครอง" ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ นั้น หาได้มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "สิทธิครอบครอง" ตาม ป.พ.พ. ไม่ หากแต่มีความหมายกว้างกว่าโดยหมายความรวมถึงครอบครองเพื่อตนเองและครอบครองแทนผู้อื่นด้วย ทั้งนี้เพราะไม่มีบทกฎหมายใดให้ความหมายจำกัดว่าต้องเป็นการครอบครองเพื่อตนเองเท่านั้นจึงจะเป็นความผิดอีกทั้งในทางอาญาการร่วมกันครอบครองไม้หวงห้ามก็เป็นความผิดเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามรับจ้างผู้อื่นมาชัดลากไม้สักของกลางก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นการครอบครองไม้สักของกลางแทนเจ้าของผู้ว่าจ้าง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไม้สักของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา, 75 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 14, 15, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูก ฐานร่วมกันทำไม้สักและฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูป จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 9 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ริบของกลาง เนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลย จึงไม่อาจพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำไม้สัก จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานร่วมกันมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วรวมจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบโต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2545 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยทั้งสามถูกร้อยตำรวจเอกนรวีร์ (ยศในขณะนั้น) กับพวกจับกุมในบริเวณป่าขุนห้วยม่วง ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้วยแม่ท่าแพ หมู่ที่ 7 ตำบลหนองอ้อ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย พร้อมยึดได้ไม้สักท่อนที่ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำนวน 140 ท่อน ปริมาตรรวม 10.50 ลูกบาศก์เมตร มีด 2 เล่ม ตลับเมตร 1 อัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และเชือก 3 เส้น เป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามรับจ้างผู้อื่นมาชักลากไม้สักของกลางแล้ว จำเลยทั้งสามจึงไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม้สักของกลางจึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันมีไม้สักของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เห็นว่า คำว่า "ครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 นั้น หาได้มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "สิทธิครอบครอง" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ หากแต่มีความหมายกว้างกว่าโดยหมายความรวมถึงครอบครองเพื่อตนเองและครอบครองแทนผู้อื่นด้วย ทั้งนี้เพราะไม่มีบทกฎหมายใดให้ความหมายจำกัดว่าต้องเป็นการครอบครองเพื่อตนเองเท่านั้นจึงจะเป็นความผิด อีกทั้งในทางอาญาการร่วมกันครอบครองไม้หวงห้ามก็เป็นความผิดเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามรับจ้างผู้อื่นมาชักลากไม้สักของกลางก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นการครอบครองไม้สักของกลางแทนเจ้าของผู้ว่าจ้าง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไม้สักของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 69
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการประจำศาล
โจทก์ — จังหวัดสวรรคโลก
นายยุง นุ่มดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2554
#521524
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินจากโจทก์โดยชำระราคาเพียงบางส่วนจำนวน 300,000 บาท แล้วนำไปจำนองเป็นประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่บรรยายฟ้องถึงการที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าที่ดินอันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายโดยขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินเพื่อให้ได้ที่ดินกลับคืนเท่ากับเป็นการบอกเลิกสัญญาอันมีผลให้คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังที่เป็นอยู่ แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกที่รับจำนองที่ดินไว้โดยมีมูลหนี้และโดยสุจริต โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้ จึงต้องจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์คืนที่ดินแก่โจทก์โดยติดจำนอง

การชำระหนี้ระหว่างคู่สัญญาเพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิมเป็นเรื่องสัญญาต่างตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 392 และมาตรา 369 เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนที่ดินแก่โจทก์โดยติดจำนองซึ่งโจทก์อาจถูกบังคับจำนองเพื่อให้ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนอง โจทก์จะต้องคืนเงินค่าที่ดินจำนวน 300,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนองครบถ้วนแล้วจึงจะเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิมที่ถูกต้อง การที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นการขอให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนโจทก์โดยติดจำนองและให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินบางส่วนจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองครบถ้วนแล้วได้ แม้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้ฟ้องแย้งก็ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ. พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5753 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 1 เมษายน 2539 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดิน ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539 หรือบังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และบังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับจำนวน 8,000,000 บาท ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องอีกต่อไป หากไม่สามารถเพิกถอนนิติกรรมการโอนและนิติกรรมจำนองหรือจำเลยที่ 1 ไม่จดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 4,150,000 บาท และค่าปรับ 8,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 12,150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันใช้เงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5753 เลขที่ดิน 621 ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมแพ จังหวัดของแก่น ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเพิกถอนที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับจำนวน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 โดยให้คงนิติกรรมจำนองไว้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางกุหลาบ ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ทั้งที่จำเลยที่ 1 ไม่ให้การและไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา เมื่อเลิกสัญญากันคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และการชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้นให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 369 ดังนั้นการชำระหนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 1 เพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิมจึงเป็นเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน ตามมาตรา 392 และมาตรา 369 ดังนั้น เมื่อจะวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 คืนที่ดินแก่โจทก์ ศาลล่างทั้งสองย่อมมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้ฟ้องแย้งก็ตาม ก็ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เพราะเป็นเรื่องการชำระหนี้ที่ต้องชำระต่างตอบแทนกัน ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการชำระหนี้ต่างตอบแทนที่สืบเนื่องจากการเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินนี้ที่ดินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนให้แก่โจทก์นั้นต้องคืนโดยติดจำนอง ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ โจทก์ที่ได้รับที่ดินคืนมาก็อาจถูกบังคับจำนองเพื่อให้ชำระหนี้ผู้รับจำนองได้ จึงมิใช่ที่ดินที่มีลักษณะที่เป็นอยู่ดังเดิมก่อนที่จะขายให้จำเลยที่ 1 และจะทำให้มีลักษณะดังเดิมได้ก็ด้วยการที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่จำนองเป็นประกันไว้เสียก่อนด้วย ดังนี้ การกลับคืนสู่ฐานะเดิมในอันที่จะให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินที่โจทก์ได้รับไว้แล้วจำนวน 300,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ก็ต้องคืนเงินต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ที่จำนองเป็นประกันครบถ้วนแล้วด้วยจึงจะเป็นการชำระหนี้ที่ต้องชำระต่างตอบแทนเพื่อคืนสู่ฐานะเดิมที่ถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่ามีการเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายแล้ว โดยไม่ใช่กรณีมีเหตุเพิกถอนสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด ดังนี้ในการชำระหนี้โดยคืนที่ดินแก่โจทก์ย่อมต้องกระทำโดยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับคืนแก่โจทก์มิใช่การเพิกถอนการจดทะเบียนดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาแต่อย่างใด และแม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ตามก็เป็นกรณีขอให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เช่นกัน ชอบที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ได้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์โดยติดจำนอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษานี้เป็นการแสดงเจตนาแทน และให้โจทก์ชำระเงิน 300,000 บาท กับดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองครบถ้วนเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 392 ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
นายบุญ เสรี โดยนางกุหลาบ บุดดีมี
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางกรวรรณ โสคำภาหรือวิชัยศึก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางสาวกานดา สิริฤทธิภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายฉกาจกิจ พัฒนานุพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3328/2554
#511582
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์และบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 3 แล้วแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไปรับเงินค่าจ้างงวดแรกจากจำเลยที่ 3 แล้วนำไปชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ได้รับชำระหนี้ไว้และไม่ดำเนินการใด ๆ เช่น แจ้งให้จำเลยที่ 3 ระงับการจ่ายเงินสำหรับงวดต่อ ๆ ไป ย่อมทำให้จำเลยที่ 3 เข้าใจว่าสามารถจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ได้โดยตรง การกระทำของโจทก์นับว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การชำระหนี้งวดแรก ทั้งยังเป็นการยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนโจทก์ในการขอรับชำระหนี้ในงวดต่อ ๆ ไปด้วย เมื่อจำเลยที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ไปจนครบถ้วนแล้ว หนี้ของจำเลยที่ 3 จึงระงับสิ้นไป โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้อีกได้ เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 6,170,000.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปีของต้นเงิน 5,067,680 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 6,170,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 5,067,680 บาทนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 5,067,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง และจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องได้กล่าว เช่นนี้จำเลยที่ 3 ไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์ตามคำร้องเพื่อเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตในประเทศ แต่อย่างใด เพราะคู่สัญญาคือจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 เท่านั้นเป็นฝ่ายมีหน้าที่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตได้ จำเลยที่ 3 คงรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจ้าง และ จ. 18 ที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์เท่านั้น แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แทนที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบแล้ว จึงมีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ได้อีกหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 315 บัญญัติว่า "อันการชำระหนี้นั้นต้องทำให้แก่ตัวเจ้าหนี้หรือแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ทำให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้นถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 3 จะต้องชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ไม่ใช่ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปขอรับเงินค่าจ้างงวดแรก จำนวน 1,260,000 บาท ซึ่งมีการจ่ายเป็นเช็ค (จำนวนเงินตามเช็คคือ 1,248,224.30 บาท) แล้วจำเลยที่ 1 นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีที่ธนาคารโจทก์และชำระหนี้ให้แก่โจทก์การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 2 ที่ระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงินงวดหนึ่งงวดใดหรือทั้งหมด จำเลยที่ 1 จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบทันที เพื่อโจทก์จะได้เรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 3 ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งได้ตกลงโอน แต่กรณีจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาดังกล่าวโดยไปขอรับเงินค่างวดเอง แทนที่จะแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินด้วยตนเองตามสัญญาดังกล่าว โจทก์กลับไม่ดำเนินการใด ๆ เช่นแจ้งจำเลยที่ 3 ขอให้ระงับการจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยตรงสำหรับเงินค่างวดต่อ ๆ ไป ย่อมทำให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 เข้าใจได้ว่าสามารถที่จะจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ได้โดยตรง การกระทำของโจทก์ดังกล่าวนับว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การชำระหนี้งวดแรก ทั้งยังเป็นการยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของโจทก์ในการขอรับชำระหนี้ในงวดต่อ ๆ ไปด้วย เมื่อจำเลยที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ไปครบถ้วนทั้งสองสัญญาแล้ว หนี้ของจำเลยที่ 3 จึงระงับสิ้นไป โจทก์ไม่อาจเรียกเอาจากจำเลยที่ 3 ได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 เอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงิน 5,067,680 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 315 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทช่างคิด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววสิยา โรธสมาบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3322/2554
#518446
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาระบุปีภาษี รายละเอียดแสดงการคำนวณภาษี ภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทั้งแสดงเหตุผลที่ประเมินไว้ท้ายหนังสือดังกล่าว สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมีรายการยอดขายและภาษีขาย ผลการตรวจยอดขายในเดือนพิพาท ยอดขายที่ต้องเสียภาษี ยอดแตกต่างภาษีขาย รายการคำนวณภาษี รายการเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ รวมภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม ทั้งมีเหตุผลประเมินที่ด้านหลังและข้อควรทราบระบุว่า โจทก์มีรายรับถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียนผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ และเป็นกรณีประกอบกิจการโดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับคำวินิจฉัย อุทธรณ์วินิจฉัยเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาความว่า โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัท น. และบริษัทดังกล่าวตีราคาสิทธิการเช่าเป็นหุ้นให้โจทก์ โดยโจทก์ไม่ต้องนำเงินลงทุนเป็นการแลกเปลี่ยน โจทก์จึงได้รับประโยชน์เท่ากับมูลค่าสิทธิที่ระบุในงบการเงินของบริษัท ถือเป็นเงินได้ของโจทก์ตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าบริษัท น. ให้สัตยาบันเกี่ยวกับสัญญาหรือค่าใช้จ่ายค่ารื้อถอนให้ผู้อยู่อาศัยเดิมก่อนการจัดตั้งบริษัท จึงถือเอารายจ่ายดังกล่าวนั้นมาตีราคาเป็นมูลค่าหุ้นของโจทก์ไม่ได้ เจ้าพนักงานหักค่าใช้จ่ายการโอนสิทธิการเช่าตามหลักฐานที่ปรากฏตามความจำเป็นและสมควร โดยคำนวณเฉลี่ยตามสัดส่วนของเนื้อที่ที่ดินถือว่าเป็นธรรมแล้ว เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์โจทก์นำไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2549 โดยขอเครดิตภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 247) พ.ศ.2534 และเจ้าพนักงานได้ประเมินเงินได้สุทธิโดยหักต้นทุนซื้อ อากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนแล้ว เงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดิน เจ้าพนักงานประเมินประเมินเงินได้สุทธิโดยหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของเงินได้ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับรายจ่าย เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมาย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษี จึงงดเบี้ยปรับให้ทั้งสิ้น ส่วนเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่ง ป.รัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจงดหรือลดได้ จึงให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มมีความว่า โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัท น. โดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นมูลค่าหุ้น กรณีถือเป็นการขายสินค้าไม่มีรูปร่างตามมาตรา 77/1 (8) (9) แห่ง ป.รัษฎากร มูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79/3 (1) เจ้าพนักงานประเมินตามมูลค่าที่ปรากฏในงบการเงินของบริษัทเป็นการถูกต้องแล้ว เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่ง ป.รัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจงดหรือลด โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมาย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษี จึงงดเบี้ยปรับให้ทั้งสิ้น เห็นได้ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจครบถ้วนแล้วตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37

โจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ถือครองเป็นระยะเวลาสั้นมากไม่ถึง 1 ปี และไม่ปรากฏว่าโจทก์ซื้อมาเพื่อจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญหรือได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินสมกับเนื้อที่ แต่หลังจากซื้อที่ดิน 1 เดือน โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีธุรกิจเฉพาะประเภทการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร เงินได้จากการขายที่ดินของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 48 (4) (ข) โจทก์ไม่มีสิทธิจะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณตามมาตรา 48 (1) และ (2) และไม่อาจหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 165) พ.ศ.2529 แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่ง ป.รัษฎากร และมาตรา 8 ทวิ แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502

ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) มิได้บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกัน โจทก์จึงอ้างถึงเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้

สัญญาเช่าที่ดินมีข้อความว่า ผู้เช่ายอมยกกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ผู้เช่าได้กระทำลงในที่ดินที่เช่าให้แก่ผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่านำอาคารพาณิชย์ อาคารอพาร์ตเมนต์และอาคารสรรพสินค้าที่ปลูกสร้างลงในที่ดินที่เช่าออกให้บุคคลอื่นเช่า จึงมีลักษณะต่างตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ถือไม่ได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าย่อมเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1600 โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ป. ได้รับอนุมัติจากกรมการศาสนาเข้าสืบสิทธิการเช่าที่ดินดังกล่าว แม้โจทก์ทำสัญญากับกรมการศาสนาโดยเป็นผู้เช่า ก็เป็นการสืบสิทธิของ ป. เจ้ามรดกผู้เช่าเดิม แต่สิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสินสมรส จึงเป็นมรดกของ ป. เพียงกึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์มีชื่อเป็นผู้เช่าแต่ผู้เดียว และบริษัท น. ออกหุ้นตามมูลค่าสิทธิการเช่าดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการชำระค่าหุ้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินได้ตามมาตรา 61 แห่ง ป.รัษฎากร การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัท น. ถือว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (9) แห่ง ป.รัษฎากร เพียงกึ่งหนึ่ง

ป.ทำสัญญาเช่าตั้งแต่ก่อน จ. และ ฉ. ทำสัญญาร่วมถือสิทธิและลงทุนกับ ป.และจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท น. แสดงว่า ป. ทำสัญญาในฐานะส่วนตัว มิใช่ตัวแทนบริษัทดังกล่าว ความผูกพันตามสัญญาร่วมถือสิทธิและลงทุนเป็นเพียงหน่วยภาษี มิใช่มีสภาพบุคคลที่จะเป็นตัวการดังที่โจทก์อ้าง

ค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่กรมการศาสนาไม่ได้แบ่งแยกเป็นรายโฉนด โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัท น. เฉพาะโฉนดเลขที่ 1946 การที่เจ้าพนักงานประเมินเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของเนื้อที่ดินแต่ละโฉนดจึงสมเหตุผล ส่วนค่ารื้อถอนให้แก่ผู้อยู่อาศัยเดิมเจ้าพนักงานประเมินยอมให้ถือเป็นรายจ่ายของที่ดินแต่ละโฉนดตามจำนวนเงินและหลักฐานของแต่ละแปลงเป็นวิธีที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสิทธิการเช่าทั้งหมด เจ้าพนักงานประเมินมิได้โต้แย้งว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณภาษี แม้โจทก์มีเงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าอันเป็นสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกซึ่งเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้กึ่งหนึ่งของการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว มาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี (ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 8 ทวิ แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ก็มิได้ห้ามโจทก์หักค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน การที่เจ้าพนักงานประเมินยอมให้นำรายจ่ายดังกล่าวเต็มจำนวนมาคำนวณภาษีเงินได้จึงเหมาะสมและเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว

มาตรา 42 (9) แห่ง ป.รัษฎากร ที่กำหนดให้เงินได้พึงประเมินซึ่งเป็นการขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นั้น ใช้เฉพาะกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มิใช่เป็นกรณียกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เป็นผลผูกมัดถึงการวินิจฉัยในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัท น. สิทธิการเช่าดังกล่าวมีราคาและถือเอาได้ จึงเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจ โจทก์ย่อมเป็นผู้ประกอบการตามมาตรา 77/1 (5) แห่ง ป.รัษฎากร

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งเป็นทางการค้าหรือหากำไรต้องหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่ง ป.รัษฎากร ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ซึ่งไม่มีกรณีหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา โจทก์ต้องแสดงหลักฐานพิสูจน์ว่ามีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

ค่าเช่าบ้านที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์การประเมินข้อนี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงนำปัญหานี้มาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางไม่ได้ ตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 แม้ศาลภาษีอากรกลางจะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 11800010/1/103257 ถึง 103262 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 11800010/5/103784 ถึง 103787 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.11 นศ/16 ถึง 25/2543 (ที่ถูก 2546) ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 กับงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 11800010/1/103257 ถึง 103262 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 11800010/5/103784 ถึง 103787 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.11 นศ/16 ถึง 22/2546 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 รายพิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ

(2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง

(3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ"

ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดเงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ว่า เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 42 ทวิ ถึง 47 หรือ 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ พิเคราะห์แล้ว หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) รายพิพาทระบุปีภาษี รายละเอียดแสดงการคำนวณภาษี โดยแสดงเงินได้พึงประเมิน แสดงเงินได้พึงประเมินหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิ ถึง 46 และค่าลดหย่อน จากนั้นรายการคำนวณภาษี แสดงภาษีเงินได้จากการคำนวณ มีรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเครดิตภาษีที่ได้ชำระไว้แล้ว จากนั้นแสดงภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ทั้งแสดงเหตุผลที่ประเมินไว้ท้ายหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว และให้โจทก์นำเงินจำนวนตามการประเมินนั้นไปชำระ ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีคำเตือนตามกฎหมายอยู่ด้านหลังของหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่ละฉบับ ดังนั้น จึงมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และได้แสดงเหตุผลที่ประเมินซึ่งเป็นข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจแล้ว สำหรับกรณีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทนั้น มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 พิเคราะห์แล้ว หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) รายพิพาทมีรายการยอดขายและภาษีขาย โดยมีรายการแสดงผลการตรวจยอดขายในเดือนพิพาท ยอดขายที่ต้องเสียภาษี ยอดแตกต่าง และแสดงภาษีขายในเดือนดังกล่าว กับได้แสดงรายการคำนวณภาษี จากนั้นมีรายการเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม และให้โจทก์นำภาษีไปชำระ ณ สรรพากรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าว ทั้งมีรายการเหตุผลที่ประเมินด้านหลังของแบบแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและข้อควรทราบ ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินระบุว่า โจทก์มีรายรับถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียนผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ยังมิได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ และเป็นกรณีประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เห็นได้ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มได้จัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ซึ่งประกอบด้วยเหตุผลทั้งในส่วนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ตลอดจนข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น วินิจฉัยเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่พิพาททั้งหมดทำนองเดียวกัน ความว่า โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด และบริษัทดังกล่าวตีราคาสิทธิการเช่าเป็นหุ้นให้โจทก์ โดยโจทก์ไม่ต้องนำเงินลงทุนเป็นการแลกเปลี่ยน โจทก์จึงได้รับประโยชน์เท่ากับมูลค่าสิทธิที่ระบุในงบการเงินของบริษัท ถือเป็นเงินได้ของโจทก์ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด ให้สัตยาบันเกี่ยวกับสัญญาหรือค่าใช้จ่ายค่ารื้อถอนให้ผู้อยู่อาศัยเดิมก่อนการจัดตั้งบริษัท จึงถือเอารายจ่ายดังกล่าวนั้นมาตีราคาเป็นมูลค่าหุ้นของโจทก์ไม่ได้ เจ้าพนักงานประเมินหักค่าใช้จ่ายการโอนสิทธิการเช่าตามหลักฐานที่ปรากฏตามความจำเป็นและสมควร โดยคำนวณเฉลี่ยตามสัดส่วนของเนื้อที่ที่ดินถือว่าเป็นธรรมแล้ว เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์โจทก์นำไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2539 โดยขอเครดิตภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 247) พ.ศ.2534 และเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเงินได้สุทธิโดยหักต้นทุนซื้อ อากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนแล้ว เงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดิน เจ้าพนักงานประเมินประเมินเงินได้สุทธิโดยหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของเงินได้ ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับรายจ่าย เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมาย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษี จึงงดเบี้ยปรับให้ทั้งสิ้น ส่วนเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจงดหรือลดได้ จึงให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน เว้นแต่เบี้ยปรับให้งดทั้งหมด เห็นได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่พิพาททุกฉบับได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจแล้ว สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2539 มีความว่า โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด โดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นมูลค่าหุ้น กรณีถือเป็นการขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) แห่งประมวลรัษฎากร มูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการดังกล่าวต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79/3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินประเมินตามมูลค่าที่ปรากฏในงบการเงินของบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เป็นการถูกต้องแล้ว เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้งดหรือลด โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมาย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษี จึงงดเบี้ยปรับให้ทั้งสิ้น คงให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มตามการประเมิน เว้นแต่เบี้ยปรับให้งดทั้งหมด ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฉบับพิพาทได้ให้เหตุผลครบถ้วนตามที่บัญญัติในมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า เงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 ของโจทก์ ในปีภาษี 2539 เป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งโจทก์มีสิทธิเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (4) (ข) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร กับโจทก์มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ 165) พ.ศ.2529 หรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 แล้วประมาณ 1 เดือน โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีธุรกิจเฉพาะ ประเภทการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร ตามคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ และปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 19 ห้อง ขายเป็นทางการค้าหรือหากำไร ตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นประกอบกันฟังได้ว่า เงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 ของโจทก์ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 48 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์ได้รับมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2539 โจทก์ต้องนำไปยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีภายในเดือนกันยายนของปีภาษีนั้น ตามมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์อ้างว่า เงินได้ดังกล่าวเป็นเงินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ดังนั้นโจทก์มีสิทธิเลือกเปลี่ยนแปลงวิธีการยื่นแบบแสดงรายการใหม่โดยเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (4) (ข) นั้น ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาเรื่องการหักค่าใช้จ่ายนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กรณีของโจทก์ไม่ใช่เงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร จึงไม่อาจหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ 165) พ.ศ.2529 แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ซึ่งไม่มีการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น โดยนำมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม การที่เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาหักค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุนซื้อที่ดิน ค่าอากรแสตมป์ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นการคำนวณค่าใช้จ่ายที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 ตามมาตรา 56 ทวิ สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2539 (ครึ่งปี) ตามแบบ ภ.ง.ด. 94 แล้ว แต่เอกสารของโจทก์หายไป ซึ่งโจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย เห็นว่า รายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายระบุว่า โจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเรื่องสำเนาแบบ ภ.ง.ด. 94 ของโจทก์สูญหายเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 หลังจากโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานประเมิน 2 ปีเศษ และหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว 9 เดือนเศษ ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวสูญหายไปตั้งแต่เมื่อใด และแม้โจทก์มีสำเนาใบเสร็จ เป็นหลักฐานให้น่าเชื่อว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ครึ่งปี) หรือ ภ.ง.ด. 94 สำหรับปีภาษีดังกล่าว แต่ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์นำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์โฉนดเลขที่ 48984 รวมคำนวณภาษีในแบบแสดงรายการดังกล่าวด้วยแล้ว และเมื่อพิเคราะห์ถึงคำอุทธรณ์ของโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหานี้เพียงว่า เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์โฉนดเลขที่ 48984 เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร โจทก์มีสิทธิจะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) (2) ของมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร ได้ตามมาตรา 48 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งข้ออ้างตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว แสดงถึงโจทก์ไม่จำต้องนำรายการดังกล่าวไปรวมคำนวณเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีภาษีหรือเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเต็มปีภาษีดังกล่าว จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ได้แสดงรายการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2539 (ครึ่งปี) พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้นำเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 รายพิพาทไปยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2539 (ครึ่งปี) (ภ.ง.ด. 94) ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเกี่ยวกับเงินได้ส่วนนี้จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมินว่า โจทก์มีเงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เท่ากับมูลค่าสิทธิการเช่าที่ระบุในงบการเงินของบริษัทดังกล่าว และถือว่าเป็นรายได้ของโจทก์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความดังที่จำเลยแก้อุทธรณ์ แต่เมื่อโจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินอ้างเหตุที่โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีตามการประเมินในข้อดังกล่าวแล้ว ตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มิได้บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกัน ดังนั้น โจทก์จึงอ้างถึงเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

สัญญาเช่าระหว่างนายประสานกับกรมการศาสนาตามสัญญาเช่าที่ดิน มีข้อความว่า ผู้เช่ายอมยกกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ผู้เช่าได้กระทำลงในที่ดินที่เช่าให้แก่ผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่านำอาคารพาณิชย์ อาคารอพาร์ตเมนต์ และอาคารสรรพสินค้าที่ปลูกสร้างลงในที่ดินที่เช่าออกให้บุคคลอื่นเช่า สัญญาเช่าจึงมีลักษณะต่างตอบแทนชนิดพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของนายประสาน เมื่อนายประสานถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และ 1600 โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายประสานได้รับอนุมัติจากกรมการศาสนาเข้าสืบสิทธิการเช่าที่ดินดังกล่าว แม้โจทก์ได้ทำสัญญากับกรมการศาสนาโดยเป็นผู้เช่าที่ดิน แต่ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับกรมการศาสนา ก็มีข้อความทำนองเดียวกับการที่นายประสานสามีโจทก์เช่าที่ดินกับกรมการศาสนา จึงเป็นการสืบสิทธิของนายประสานเจ้ามรดกผู้เช่าเดิมนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามสิทธิการเช่าที่นายประสานได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ดังกล่าวเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายและพาณิชย์ มาตรา 1474 เมื่อนายประสานถึงแก่ความตาย สิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกของนายประสานเพียงกึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์มีชื่อเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่ากับกรมการศาสนาดังกล่าวข้างต้นแต่ผู้เดียว และโจทก์นำสืบรับว่าบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการอยู่ด้วยได้ออกหุ้นตามมูลค่าของสิทธิการเช่าตามสัญญาดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการชำระเงินค่าหุ้นเป็นเงินสดที่น่าเชื่อถือ ดังนี้ แม้โจทก์หรือนายประสานจะผูกพันตามสัญญาถือสิทธิร่วมและร่วมลงทุนกับนายจรินทร์และนายฉายเป็นประการใดก็ไม่ทำให้หลุดพ้นหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษี เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61 การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด จึงต้องถือว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้เพียงกึ่งหนึ่งของรายได้จากการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมินว่าโจทก์มีเงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เท่ากับมูลค่าสิทธิการเช่าที่ระบุในงบการเงินของบริษัทดังกล่าว และถือเป็นรายได้ของโจทก์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ไม่ถูกต้อง เพราะว่าสิทธิการเช่าเฉพาะส่วนอันเป็นมรดกนั้น ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (9) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การโอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เป็นการกระทำตามความผูกพันที่นายประสานสามีโจทก์ได้ตกลงกับนายจรินทร์และนายฉาย และเป็นกรณีถือสิทธิแทนและทำการแทนเป็นตัวแทนของบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด การโอนสิทธิการเช่าระหว่างตัวแทนกับตัวการย่อมไม่มีเงินได้พึงประเมินนั้น เห็นว่า นายประสานสามีโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวกับกรมการศาสนาตั้งแต่ปี 2532 นายจรินทร์กับนายฉายทำสัญญาร่วมถือสิทธิและลงทุนกับนายประสานสามีโจทก์เมื่อปี 2536 แต่มีการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เมื่อเดือนมกราคม 2537 แสดงว่านายประสานทำสัญญาในฐานะส่วนตัว นายประสานสามีโจทก์จึงมิใช่ตัวแทนของบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด ส่วนความผูกพันตามสัญญาระหว่างโจทก์กับนายจรินทร์และนายฉายหากมีอยู่จริงก็มีลักษณะเป็นคณะบุคคล ซึ่งเป็นเพียงหน่วยภาษีที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้ตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่มีสภาพบุคคลที่จะเป็นตัวการได้ดังที่โจทก์อ้าง สำหรับปัญหาว่าเจ้าพนักงานประเมินหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีถูกต้องหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์เช่าที่ดินจากกรมการศาสนา 2 โฉนด เนื้อที่ไม่เท่ากัน คือโฉนดเลขที่ 1943 เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 86 ตารางวาเศษ และโฉนดเลขที่ 1946 เนื้อที่ 4 ไร่ 58 ตารางวาเศษ แต่ค่าตอบแทนต่าง ๆ ที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่กรมการศาสนาตามสัญญาเช่าไม่ได้แบ่งแยกค่าตอบแทนเป็นรายโฉนด โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เฉพาะโฉนดเลขที่ 1946 ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของเนื้อที่ดินที่โจทก์เช่าแต่ละโฉนดจึงสมเหตุผล สำหรับค่าใช้จ่ายเป็นค่ารื้อถอนให้แก่ผู้อยู่อาศัยเดิม ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินยอมให้ถือเป็นรายจ่ายของที่ดินแต่ละโฉนดตามจำนวนเงินและหลักฐานที่ระบุได้ว่าเป็นรายจ่ายของแต่ละแปลง เว้นแต่ค่ารื้อถอนที่ไม่สามารถระบุโฉนดได้เท่านั้นที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาเฉลี่ยเป็นรายจ่ายของที่ดินแต่ละแปลงย่อมเป็นวิธีการที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ที่โจทก์เบิกความว่า สัญญาถือสิทธิร่วมและร่วมลงทุน แสดงว่าสิทธิการเช่าโฉนดเลขที่ 1946 มีรายจ่ายที่จ่ายไปแล้วจำนวน 34,000,000 บาท ถือว่าต่างฝ่ายต่างต้องมีรายจ่ายฝ่ายละกึ่งหนึ่ง จึงเป็นต้นทุนการได้มาซึ่งสิทธิการเช่า 17,000,000 บาท และถือได้ว่าโจทก์มีหลักฐานและเหตุผลตามความจำเป็นและสมควรในการแสดงว่ามีค่าใช้จ่ายชดเชยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้เช่าเดิมเป็นจำนวน 16,065,000 บาทนั้น เห็นว่า นายประสานเป็นผู้มีสิทธิการเช่าเพียงผู้เดียวอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น สัญญาถือสิทธิร่วมและร่วมลงทุนดังกล่าวนอกจากไม่ใช่เอกสารหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์หรือนายประสานมีรายจ่ายในการได้มาซึ่งสิทธิการเช่าโฉนดเลขที่ 1946 แล้ว ยังกลับเป็นหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์หรือนายประสานได้รับประโยชน์ตอบแทนจากนายจรินทร์กับนายฉายในการให้คนทั้งสองเข้ามีส่วนร่วมถือสิทธิดังกล่าวเป็นจำนวน 13,600,000 บาท และ 6,800,000 บาท ตามลำดับ คำเบิกความของโจทก์ขัดต่อเหตุผลและข้อความในเอกสาร จึงไม่อาจรับฟังเป็นดังที่โจทก์เบิกความได้ เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ว่า โจทก์ได้จ่ายค่ารื้อถอนมากกว่าจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานประเมินยอมให้หักเป็นค่าใช้จ่าย และไม่สามารถนำสืบหักล้างว่าการคำนวณของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องอย่างไร อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาว่า เมื่อฟังว่าโจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำรายได้จากการโอนสิทธิการเช่าอันเป็นมรดกรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 42 (9) แล้ว คงต้องนำรายได้กึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ แต่ค่าใช้จ่ายของโจทก์เจ้าพนักงานประเมินยอมให้หักเต็มจำนวนมิใช่หักได้เพียงกึ่งหนึ่งด้วยนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ที่มิได้ระบุไว้ในมาตรา 8 ให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16 ) พ.ศ.2502 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ค่าใช้จ่ายที่เจ้าพนักงานประเมินยอมให้โจทก์ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีนั้น เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสิทธิการเช่าทั้งหมด ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมิได้โต้แย้งว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณภาษีด้วย แม้ว่าโจทก์มีเงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าอันเป็นสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้กึ่งหนึ่งของการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว ส่วนมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี ก็มิได้ห้ามโจทก์หักค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนตามหลักฐานที่แสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินยอมให้นำรายจ่ายดังกล่าวของโจทก์เต็มจำนวนมาคำนวณภาษีเงินได้ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเหมาะสมและเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การเข้าทำสัญญาเช่ากับกรมการศาสนานั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า ไม่ใช่ทรัพย์สินอันเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทแต่อย่างใด ไม่เป็นการโอนสิทธิการเช่าซึ่งเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์มรดกนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2540 (ครึ่งปี) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2540 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2541 (ครึ่งปี) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2541 ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งเป็นทางการค้าหรือหากำไรนั้น ต้องหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ซึ่งไม่มีกรณีหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา โจทก์ต้องแสดงหลักฐานนำมาพิสูจน์ว่ามีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ได้แสดงหลักฐานใดต่อเจ้าพนักงานประเมินเพื่อขอหักค่าใช้จ่ายดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมเจ้าพนักงานประเมินยอมให้หักค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ โดยการคำนวณวิธีดังกล่าวข้างต้นย่อมเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว แม้ข้อความตามเอกสารจะสรุปรายได้ของโจทก์ในปี 2539, 2540 และ 2541 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อผู้ซื้อ ราคาที่ผู้ซื้อของแต่ละรายและรายละเอียดจำนวนเงินที่ผู้ซื้อแต่ละรายชำระเป็นรายงวดแตกต่างกันไป แม้โจทก์และจำเลยจะไม่สืบอธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดวิธีการซื้อขาย แต่จากข้อความที่ปรากฏในเอกสารก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ผู้ซื้อแต่ละรายต้องจ่ายเงินมัดจำก่อนจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นต้องผ่อนชำระราคาเป็นรายงวด โจทก์ไม่ได้ปฏิเสธรายละเอียดผู้ซื้อและจำนวนเงินที่ระบุว่าการผ่อนชำระไม่ถูกต้อง ย่อมฟังได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ข้อมูลตัวเลขที่นำมาใช้ในการคำนวณจากสัญญาหรือบัญชีของโจทก์นั่นเอง การที่เจ้าพนักงานประเมินจะทราบรายละเอียดในอนาคตหรือปีถัดไปของโจทก์ล่วงหน้า จึงมิใช่เรื่องขาดเหตุผลเสียทีเดียว เพราะเป็นรายได้ที่มีกำหนดชำระตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอฟังว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับปีภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้อง อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ค่าเช่าบ้านจำนวน 108,000 บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินว่าเป็นเงินได้ที่โจทก์ได้รับมาระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2541 แต่โจทก์มิได้แบบยื่นแสดงรายการเสียภาษีภายในเดือนกันยายนของปี 2541 นั้น ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์การประเมินข้อนี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงนำปัญหานี้มาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางไม่ได้ตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ข้อนี้แม้ศาลภาษีอากรกลางจะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่เกิดสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะอุทธรณ์ปัญหานี้ต่อศาลฎีกา เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 11800010/1/103257 และเลขที่ 11800010/1/103258 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.11 นศ/16/2546 และเลขที่ สภ.11 นศ/17/2546 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 โดยให้นำมูลค่าสิทธิการเช่าตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินมาคำนวณเป็นเงินได้ของโจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 40 (8) ม. 42 (9) ม. 46 ม. 48 (4) ม. 56 ม. 56 ทวิ ม. 77/1 (8) ม. 77/1 (9) ม. 79/3 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8 ม. 29
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรีย์ เอื้อวงศ์ประยูร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3318/2554
#508372
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้ตาย จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 1 และพูดกับผู้ตายว่า "มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร กูเป็นตำรวจ กูจะเอาปืนมายิงมึง" แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้ตายด้วย แต่การพูดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการข่มขู่ให้ผู้ตายเกิดความกลัวไม่กล้าต่อสู้และเป็นการปลุกเร้าให้จำเลยที่ 1 ฮึกเหิมทำร้ายร่างกายผู้ตายต่อไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ไม่เป็นความผิดฐานตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องเพราะข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290,83

จำเลยที่ 1 ให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวุฒิชัยบิดาของนายณัฐพลผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 3 ปี... นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้ตายโดยใช้ขวดสุราตีที่ศีรษะด้านขวา ผลักผู้ตายกระแทกกับกระจกหน้าร้านอาหารคริสตัลจนกระจกแตก และกระทืบบริเวณร่างกายผู้ตายหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายและถึงแก่ความตายในวันเดียวกันที่โรงพยาบาลเนื่องจากสมองฟกช้ำบวมและระหว่างจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้ตายดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 1 และพูดกับผู้ตายว่า "มึงรู้มั้ยว่ากูเป็นใคร กูเป็นตำรวจ กูจะเอาปืนมายิงมึง" เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ร่วมทำร้ายร่างกายผู้ตายด้วยเพราะในขณะนั้นผู้ตายได้รับบาดเจ็บมากไม่อยู่ในภาวะที่จะต่อสู้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งรูปร่างใหญ่กว่าผู้ตายมาก แต่การพูดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการข่มขู่ให้ผู้ตายเกิดความกลัวไม่กล้าต่อสู้และเป็นการปลุกเร้าให้จำเลยที่ 1 ฮึกเหิมทำร้ายร่างกายผู้ตายต่อไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ไม่เป็นความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องเพราะข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 วางโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 2 ปี ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน จนกว่าจะพ้นระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง และห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับสิ่งมึนเมาทุกชนิดในระหว่างที่ถูกคุมความประพฤติตามมาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายวุฒิชัย คงเขษม
จำเลย — นายชวลิต ผู้เกิด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3287/2554
#507541
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งใหญ่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งใหญ่ จำเลยที่ 4 เป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งใหญ่และเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ โดยจำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุมีหน้าที่ในการปิดประกาศเผยแพร่การสอบราคาโครงการรับเหมาก่อสร้างไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลและที่ว่าการอำเภอและขายเอกสารสอบราคาให้แก่ผู้ที่สนใจซื้อ แต่จำเลยที่ 4 มิได้ติดประกาศสอบราคาโครงการดังกล่าวและไม่มีการขายเอกสารสอบราคาให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการเปิดซองและพิจารณาซองสอบราคา ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติการจ้าง ซึ่งต่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งใหญ่ด้วยกัน จึงย่อมรู้เห็นการกระทำของจำเลยที่ 4 แต่กลับมีการเปิดซองสอบราคาและตกลงจ้างเหมาดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นการสมคบกันปกปิดการสอบราคากีดกันไม่ให้โจทก์เข้าสอบราคา อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้โจทก์และราชการเสียหาย เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ในการปิดประกาศสอบราคาและขายเอกสารสอบราคาโดยตรง แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกระทำกับจำเลยที่ 4 ด้วย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86

แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานเป็นตัวการ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 ประกอบด้วยมาตรา 83 และ นับโทษจำเลยทั้งสี่ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวด้วย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 คนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

จำเลยที่ 4 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันและโจทก์มีสำเนาหนังสือขอซื้อเอกสารสอบราคา ซึ่งมีนางสาวจงกลณี เจ้าหน้าที่ธุรการขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งใหญ่ลงลายมือชื่อรับไว้ และลงรายละเอียดไว้ในทะเบียนหนังสือรับสนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เชื่อว่าในช่วงเวลาที่มีการประกาศขายเอกสารสอบราคาโครงการดังกล่าว โจทก์โดยนายบุญทิตย์หุ้นส่วนผู้จัดการได้ไปขอซื้อเอกสารสอบราคาแต่ไม่อาจซื้อได้ และไม่มีการติดประกาศเรื่องดังกล่าวไว้ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งใหญ่ ทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่ทราบเรื่องการขายเอกสารสอบราคาแต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ได้ปิดประกาศสอบราคาในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งใหญ่แล้วไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขายเอกสารสอบราคาเองในวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เพียงวันเดียว ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 4 ยอมรับว่าไม่มีหน้าที่ขาย ประกอบจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการเปิดซองและพิจารณาซองสอบราคาเห็นควรจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษไตรภูมิทั้งห้าโครงการตามฟ้องรายเดียว จำเลยที่ 1 ก็อนุมัติ ทั้งจำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งใหญ่ด้วยกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงย่อมรู้เห็นการกระทำของจำเลยที่ 4 การที่จำเลยที่ 4 มิได้ติดประกาศสอบราคาโครงการดังกล่าวและไม่มีการขายเอกสารสอบราคาให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ย่อมทราบดี แต่กลับมีการเปิดซองสอบราคาและตกลงจ้างเหมาดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นการสมคบกันปกปิดการสอบราคา กีดกันไม่ให้โจทก์เข้าสอบราคา อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้โจทก์และราชการเสียหาย อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ในการปิดประกาศสอบราคาและขายเอกสารสอบราคาโดยตรง แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกระทำกับจำเลยที่ 4 ด้วย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานเป็นตัวการ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 4 กับพวกก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอี่นและมีผลกระทบต่องบประมาณของรัฐในการพัฒนาประเทศทำให้รัฐต้องเสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ลำพังจำเลยที่ 4 มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวและบุพการีเป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัว ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุกคนละ 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญทิตย์ประยงกันทรลักษณ์ก่อสร้าง
จำเลย — นายบัวศรี วิลัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายอำนวย เขียวขำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3278/2554
#513598
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเป็นความผิดอันยอมความได้หรือเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์โดยชอบแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหานี้จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

การที่จำเลยส่งเอกสารที่มีข้อความประณามว่าโจทก์ร่วมมีชู้และพฤติกรรมทางเพศของโจทก์ร่วม ภาพถ่ายเปลือยกายของโจทก์ร่วม ภาพถ่ายและแถบบันทึกเสียงการร่วมเพศของโจทก์ร่วมกับจำเลยอันเป็นสิ่งลามกทางไปรษณีย์ไปยังราษฎรในหมู่บ้านที่เกิดเหตุ ถือได้ว่าเป็นการทำให้แพร่หลายโดยมีเจตนาเพื่อการแจกจ่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งลามก แม้ราษฎรในหมู่บ้านที่เกิดเหตุได้รับเอกสาร รวมทั้งภาพถ่ายและแถบบันทึกเสียงจะไม่ได้อ่านเอกสารหรือดูภาพถ่ายหรือฟังแถบบันทึกเสียง ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จในความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งลามกตาม ป.อ. มาตรา 287 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 287, 328 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางกอบพร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 287 (ที่ถูก มาตรา 287 (1)), 328 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามก จำคุก 6 เดือน ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุนางสาวกอบพร โจทก์ร่วม อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมเขียนจดหมายถึงจำเลยบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย จำเลยยังได้ถ่ายภาพเปลือยกายของโจทก์ร่วมและภาพการร่วมเพศของโจทก์ร่วมกับจำเลยรวมทั้งบันทึกเสียงระหว่างการร่วมเพศ ต่อมาโจทก์ร่วมเลิกอยู่กินกับจำเลยและแต่งงานกับนายอนันต์ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนส่งซองจดหมายซึ่งภายในซองมีเอกสารที่มีข้อความประณามว่าโจทก์ร่วมมีชู้ จดหมายที่โจทก์ร่วมเขียนถึงจำเลยในระหว่างที่อยู่กินด้วยกัน ภาพถ่ายเปลือยกายของโจทก์ร่วม รวมทั้งภาพถ่ายและแถบบันทึกเสียงการร่วมเพศของโจทก์ร่วมกับจำเลยไปให้นายปรารถนา นายวีระ และนางแสงทอง กับอีกหลายคนโดยทางไปรษณีย์

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเป็นความผิดอันยอมความได้หรือเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์โดยชอบแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหานี้ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งลามกหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นคนจัดทำเอกสารที่มีข้อความประณามว่าโจทก์ร่วมมีชู้ และจำเลยเป็นคนจัดส่งเอกสารดังกล่าวตลอดจนจดหมายที่โจทก์ร่วมเขียนถึงจำเลยในระหว่างอยู่กินด้วยกัน ภาพถ่ายเปลือยกายของโจทก์ร่วม ภาพถ่ายและแถบบันทึกเสียงการร่วมเพศของโจทก์ร่วมกับจำเลยไปให้ราษฎรในหมู่บ้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่เอกสารที่มีข้อความประณามว่าโจทก์ร่วมมีชู้นั้น มีรายละเอียดมากมายและมีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของโจทก์ร่วมกับจำเลยซึ่งยากเกินกว่าที่บุคคลอื่นจะล่วงรู้ได้ อีกทั้งข้อความในเอกสารดังกล่าวบ่งบอกถึงความโกรธแค้นของจำเลยที่มีต่อโจทก์ร่วม สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าจำเลยเป็นคนจัดทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นมา สำหรับจดหมายที่โจทก์ร่วมเขียนถึงจำเลยในระหว่างอยู่กินด้วยกันนั้น ก็ปรากฏว่าอยู่ในความครอบครองของจำเลย ส่วนภาพถ่ายเปลือยกายของโจทก์ร่วมรวมทั้งภาพถ่ายและแถบบันทึกเสียงการร่วมเพศของโจทก์ร่วมกับจำเลยนั้น จำเลยก็เป็นคนจัดทำขึ้นมาและเป็นคนเก็บรักษา แต่หลังจากโจทก์ร่วมเลิกอยู่กินกับจำเลยและแต่งงานกับนายอนันต์แล้ว สิ่งเหล่านี้จึงได้ถูกส่งไปยังราษฎรในหมู่บ้านที่เกิดเหตุในลักษณะประจานโจทก์ร่วม พยานแวดล้อมกรณีที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาล้วนบ่งชี้ว่าจำเลยเป็นคนกระทำการดังกล่าวทั้งสิ้นโดยมีสาเหตุมาจากความหึงหวงและความโกรธแค้นที่โจทก์ร่วมเลิกร้างกับจำเลยและแต่งงานกับคนอื่น พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนกระทำการดังกล่าวจริง และการที่จำเลยส่งเอกสารที่มีข้อความประณามว่าโจทก์ร่วมมีชู้และพฤติกรรมทางเพศของโจทก์ร่วม ภาพถ่ายเปลือยกายของโจทก์ร่วม ภาพถ่ายและแถบบันทึกเสียงการร่วมเพศของโจทก์ร่วมกับจำเลยอันเป็นสิ่งลามกทางไปรษณีย์ไปยังราษฎรในหมู่บ้านที่เกิดเหตุถือได้ว่าเป็นการทำให้แพร่หลายโดยมีเจตนาเพื่อการแจกจ่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งลามก ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า ราษฎรในหมู่บ้านที่เกิดเหตุที่ได้รับเอกสาร รวมทั้งภาพถ่ายและแถบบันทึกเสียงไม่ได้อ่านเอกสารหรือดูภาพถ่ายหรือฟังแถบบันทึกเสียงการกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดนั้น เห็นว่า ความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งลามกเป็นความผิดสำเร็จ โดยไม่ต้องคำนึงว่าราษฎรในหมู่บ้านที่เกิดเหตุที่ได้รับจะได้อ่านเอกสารหรือดูภาพถ่ายหรือฟังแถบบันทึกเสียงหรือไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมเป็นที่พอใจแล้ว จึงเห็นควรกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งลามกเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งลามก จำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาให้จำหน่ายออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ป.อ. ม. 287 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
โจทก์ร่วม — นางกอบพร ภูษาหรือคำประเสริฐ
จำเลย — นายวารินทร์ เงินอนุรักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายสมบูรณ์ วังบัวแดง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2554
#508213
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน 10,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปทั้งหมด แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีนของกลาง 40,000 เม็ด ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายมีน้ำหนัก 3,768.042 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 796.982 กรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) แล้ว และเมทแอมเฟตามีน 10,000 เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 40,000 เม็ด ซึ่งตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลางพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 796.982 กรัม และมีเมทแอมเฟตามีนของกลางเหลือจากการพิสูจน์ 3,749.201 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเห็นได้ว่า เป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนมาตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์ แล้วจึงนำผลที่ได้ มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง 40,000 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 10,000 เม็ด ดังกล่าวได้เช่นเดียวกันว่ามีปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ 199.2455 กรัม โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยกรัม

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2554)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83 และริบเมทแอมเฟตามีนกับของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกตลอดชีวิต (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว) จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน และริบของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 3

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างนายมานพ จำเลยที่ 2 นำตู้ลำโพงส่งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมตามคำสั่งนายมานพ จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าภายในตู้ลำโพงมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ เห็นว่า พันตำรวจโทถนัดเบิกความว่า ก่อนจำเลยที่ 2 จะนำตู้ลำโพงที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้จ่าสิบตำรวจไชยราชและสิบตำรวจโทคนังซึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าที่โรงแรมวังเงิน พันตำรวจโทถนัดเห็นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มากับจำเลยที่ 1 ที่ห้องพักโรงแรมวังเงิน เพื่อนับเงินที่ใช้ล่อซื้อ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์คันเดิมมาที่ห้อง นำกล่องคล้ายตู้ลำโพงมาด้วยเพื่อส่งมอบให้จ่าสิบตำรวจไชยราชและสิบตำรวจโทคนัง พฤติการณ์จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อประสานงานและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ล่อซื้อโดยทราบรายละเอียด จำนวนเมทแอมเฟตามีนที่ต้องการซื้อและวิธีซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนโดยจัดบรรจุเมทแอมเฟตามีนในตู้ลำโพงเพื่อส่งมอบแก่จ่าสิบตำรวจไชยราชและสิบตำรวจโทคนังจนกระทั่งถูกจับ ซึ่งวิธีซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนมาในตู้ลำโพงเป็นวิธีที่แนบเนียนเพื่ออำพรางการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนมิให้ถูกพบเห็น ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่าภายในตู้ลำโพงมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด ซุกซ่อนในตู้ลำโพงไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปทั้งหมด แม้ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า เมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 40,000 เม็ด ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายมีน้ำหนัก 3,768.042 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 796.982 กรัม ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) แล้ว และเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายจำนวน 10,000 เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40,000 เม็ด ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) และตามรายงานการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลาง ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้าน เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 40,000 เม็ด ตรวจพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 796.982 กรัม และมีเมทแอมเฟตามีนของกลางเหลือจากการตรวจพิสูจน์จำนวน 3,749.201 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจพิสูจน์ เห็นได้ว่า เป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนมาตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์ แล้วจึงนำผลที่ได้มาคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 40,000 เม็ด ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่กำหนดปริมาณสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษโดยการคำนวณ เมื่อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40,000 เม็ด ของกลาง จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด ได้เช่นเดียวกันว่าเป็นสารบริสุทธิ์ 199.2455 กรัม ซึ่งเกินกว่าหนึ่งร้อยกรัม โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยกรัม กรณีจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ได้ และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ที่แก้ไขใหม่ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า ขณะจ่าสิบตำรวจไชยราชและสิบตำรวจโทคนังซึ่งปลอมตัวเป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวน 10,000 เม็ด บริเวณโรงแรมวังเงิน จำเลยที่ 4 ไม่ได้อยู่ด้วย คงมีจำเลยที่ 1 อยู่กับจำเลยที่ 2 เพียงสองคนเท่านั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10,000 เม็ด ตามฟ้อง นอกจากนี้ขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 30,000 เม็ด ที่บ้านจำเลยที่ 4 นั้น จำเลยที่ 4 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้อยู่ที่บ้าน จำเลยที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปพบแพทย์เนื่องจากจำเลยที่ 4 ตั้งครรภ์กับนายมานพ ที่พันตำรวจโทถนัดและดาบตำรวจเกรียงศักดิ์ เบิกความว่า ขณะเข้าตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลยที่ 4 เห็นจำเลยที่ 4 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่หน้าบ้าน แต่ในบันทึกการจับกุมกลับไม่ปรากฏรายละเอียดว่า จำเลยที่ 4 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่หน้าบ้านดังที่เบิกความ ทั้งที่บันทึกการจับกุมทำในวันเกิดเหตุและในแผนที่เกิดเหตุ ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดว่า จำเลยที่ 4 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่หน้าบ้านตามที่เบิกความ ในชั้นสอบสวนพันตำรวจตรีสมบัติ เบิกความรับรองว่า จำเลยที่ 4 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ ซึ่งบันทึกคำให้การทำขึ้นในวันเกิดเหตุนั่นเอง จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ไปพบแพทย์ขณะถึงบ้านป่าเหมือดได้พบเจ้าพนักงานตำรวจหลายคน เจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้จำเลยที่ 4 หยุดรถจักรยานยนต์พร้อมกับแจ้งว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจค้นบ้านพักของจำเลยที่ 4 พบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 30,000 เม็ด บรรจุถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้วสีฟ้า 1 ใบ ซุกซ่อนอยู่ในกระติกใส่น้ำแข็งสีแดง 1 ใบ โดยมีจำเลยที่ 3 อยู่ในบริเวณบ้านพัก เจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยที่ 4 ไปที่บ้านพัก เมื่อไปถึงเจ้าพนักงานตำรวจนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 30,000 เม็ด บรรจุในกระติกใส่น้ำแข็งสีแดง ซึ่งตรวจค้นได้บริเวณฝาบ้านใกล้กับตู้กับข้าวมาให้จำเลยที่ 4 ตรวจดู คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 ให้การในวันเดียวกันกับวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 ยังไม่มีโอกาสปรุงแต่งเรื่องเพื่อแก้ตัวให้พ้นผิดและยังยืนยันตามคำให้การตลอดมา ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 มีน้ำหนักน่าเชื่อ ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยที่ 4 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่หน้าบ้านขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาตรวจค้นจริงหรือไม่ จึงยังเป็นที่สงสัยอยู่ ส่วนที่พันตำรวจโทถนัดและดาบตำรวจเกรียงศักดิ์เบิกความว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 30,000 เม็ด ตรวจค้นได้ที่บ้านจำเลยที่ 4 อยู่ในกระติกใส่น้ำแข็งสีแดง ก็ไม่ได้ความว่ากระติกใส่น้ำแข็งสีแดงซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน แต่กลับปรากฏตามรูปถ่ายว่า กระติกใส่น้ำแข็งสีแดงวางอยู่ใกล้ผนังข้างบ้านใต้ก๊อกน้ำ ชั้นล่างนอกตัวบ้านซึ่งเป็นที่โล่ง หากเป็นจริงอาจมีบุคคลหรือจำเลยอื่นนำมาวางไว้ขณะจำเลยที่ 4 ไม่อยู่บ้านก็เป็นได้ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาสืบให้เห็นชัดว่า จำเลยที่ 4 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 30,000 เม็ด กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 4 ได้กระทำความผิดหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง คดีรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (เดิม) ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสราวุธ สมานมิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายพิสิทธิ์ ฉายะไพสิฐพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3263/2554
#554398
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้าง ข้อ 3 กำหนดให้ผู้รับจ้างคือ ผู้ร้องและบริษัท ฟ. คู่สัญญาร่วมนำหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 16,850,000 บาท มามอบให้ผู้ว่าจ้าง คือ ผู้คัดค้าน เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันเป็นเงินสดหรือหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมได้ดำเนินการตามข้อกำหนดข้อนี้ของสัญญาเรียบร้อยแล้ว สัญญาค้ำประกันจึงเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขของสัญญาจ้าง ซึ่งเป็นสัญญาหลักหรือสัญญาประธาน ต้องถือว่าสัญญาค้ำประกันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้าง หาใช่เป็นสัญญาที่แยกจากสัญญาจ้าง

สัญญาค้ำประกันระบุไว้ชัดเจนว่า ธนาคารผู้ค้ำประกันจะต้องชำระเงินที่ค้ำประกันไว้ตามสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านในกรณีที่ผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง มีความหมายว่า สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่จะเรียกร้องให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามที่ค้ำประกันไว้แก่ผู้คัดค้านจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมก่อให้เกิดความเสียหาย หรือต้องชำระค่าปรับ หรือค่าใช้จ่าย หรือมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญา การที่ผู้คัดค้านบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมไม่สามารถสร้างปั้นจั่นยกตู้สินค้าได้ทันภายในกำหนดเวลาในสัญญาจ้างได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมผิดสัญญาจ้างและขอริบหลักประกัน แต่เมื่อผู้ร้องได้ขอบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างว่าผู้คัดค้านผิดสัญญาจ้างเช่นกัน จึงเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา อันจะต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาและชี้ขาดตามสัญญาจ้าง ข้อ 20

ผู้ค้ดค้านจะริบหลักประกันตามสัญญาจ้างได้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่ว่าอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาและชี้ขาดเสียก่อนว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินอันเป็นหลักประกัน การที่ศาลมีหนังสือห้ามมิให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินที่ค้ำประกันแก่ผู้คัดค้าน ย่อมมีความหมายอย่างเดียวกันคือ ห้ามผู้คัดค้านได้รับเงินอันเป็นหลักประกันไว้ชั่วคราวจนกว่าอนุญาโตตุลาการจะพิจารณาชี้ขาดข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทแล้ว จึงมิใช่เป็นการห้ามเกินคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือสั่งเกินคำขอของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด (Fantuzzi - Reggoine S.P.A.) ทำสัญญารับจ้างผู้คัดค้านสร้างปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าชนิดเดินบนรางขนาดไม่น้อยกว่า 40 เมตริกตัน จำนวน 2 คัน ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 337,000,000 บาท ผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด วางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 6,066,000 บาท และ 10,784,000 บาท ตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 16,850,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านครบถ้วนตามสัญญาจ้าง ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 20 ว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญา หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ภายหลังทำสัญญาจ้างคู่สัญญามีข้อโต้แย้งต่อกันผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด จึงบอกเลิกสัญญาจ้างต่อผู้คัดค้าน จากนั้นต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือบอกเลิกสัญญาต่อผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด กับให้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันโดยมีหนังสือแจ้งให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ชำระเงิน 16,850,000 บาท ตามที่ค้ำประกันไว้ให้แก่ผู้คัดค้าน จึงขอให้ศาลห้ามธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ชำระเงิน 16,850,000 บาท ตามที่ค้ำประกันไว้ให้แก่ผู้คัดค้านชั่วคราวจนกว่าอนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือค้ำประกันเลขที่ 2100000309/2003 จำนวนเงิน 6,066,000 บาท และเลขที่ 20 - 0011/46 จำนวนเงิน 10,784,000 บาท โดยให้คงมีผลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง แต่หากผู้ร้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้มีผลตลอดจนกว่าอนุญาตโตตุลาการจะมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญาค้ำประกันมิใช่บทบังคับที่คู่สัญญาจะต้องทำสัญญาค้ำประกัน หากแต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทางเลือกในรูปแบบที่จะค้ำประกันเท่านั้นและเป็นสัญญาระหว่างผู้คัดค้านกับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ที่แยกออกจากสัญญาจ้าง ซึ่งธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะชำระเงินตามที่ค้ำประกันแก่ผู้คัดค้าน อีกทั้งสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความที่กำหนดให้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเพื่อการใช้สิทธิเรียกร้อง หรือการระงับข้อพิพาทใดๆ คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีผลผูกพันบังคับระหว่างผู้คัดค้านและธนาคารดังกล่าวนั้น เห็นว่า สัญญาจ้าง ข้อ 3 กำหนดให้ผู้รับจ้าง คือ ผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด คู่สัญญาร่วมนำหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 16,850,000 บาท มามอบให้ผู้ว่าจ้าง คือ ผู้คัดค้าน เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันเป็นเงินสดหรือหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารที่เชื่อถือได้ตามแบบที่ผู้คัดค้านกำหนด ซึ่งผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมได้ดำเนินการตามข้อกำหนดข้อนี้ของสัญญาเรียบร้อยแล้ว สัญญาค้ำประกัน จึงเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาหลักหรือสัญญาประธาน ต้องถือว่าสัญญาค้ำประกันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างหาใช่เป็นสัญญาที่แยกจากสัญญาจ้าง นอกจากนั้นตามสัญญาค้ำประกันยังระบุไว้ชัดเจนว่า ธนาคารผู้ค้ำประกันจะต้องชำระเงินที่ค้ำประกันไว้ตามสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านในกรณีที่ผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง อันมีความหมายว่าสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่จะเรียกร้องให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามที่ค้ำประกันไว้แก่ผู้คัดค้านจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมก่อให้เกิดความเสียหาย หรือต้องชำระค่าปรับ หรือค่าใช้จ่าย หรือมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญา ซึ่งกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าเมื่อผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมกระทำผิดสัญญาจ้างข้อใดข้อหนึ่งนั่นเอง ฉะนั้น การที่ผู้คัดค้านบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมไม่สามารถสร้างปั้นจั่นยกตู้สินค้าได้ทันภายในกำหนดเวลาในสัญญาจ้างได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมผิดสัญญาจ้าง และขอริบหลักประกันตามสัญญาค้ำประกัน สิทธิที่จะริบหลักประกันของผู้คัดค้านจึงมาจากการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมผิดสัญญา แต่เมื่อผู้ร้องได้ขอบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างว่าผู้คัดค้านผิดสัญญาจ้าง เช่นกันก่อนที่ผู้คัดค้านจะบอกเลิกสัญญา จึงเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา อันจะต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาและชี้ขาด ตามสัญญาจ้างข้อ 20 เมื่อข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทว่าฝ่ายใดผิดสัญญายังไม่ยุติผู้คัดค้านย่อมริบหลักประกันดังกล่าวไม่ได้ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินจากธนาคารผู้ค้ำประกันก็ดี หรือห้ามธนาคารผู้ค้ำประกันระงับการจ่ายเงินตามที่ค้ำประกันไว้แก่ผู้คัดค้านก็ดี เป็นการรอนสิทธิของผู้คัดค้านและธนาคารผู้ค้ำประกัน เพราะการชำระเงินอันเป็นหลักประกันเป็นเงินของธนาคารผู้ค้ำประกัน ผู้ร้องไม่ได้รับความเสียหาย และการห้ามธนาคารผู้ค้ำประกันระงับการจ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้าน เป็นการห้ามเกินคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า ผู้คัดค้านจะริบหลักประกันดังกล่าวได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่ว่าอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาและชี้ขาดเสียก่อนว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติในเรื่องนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินอันเป็นหลักประกันได้นั้นจึงหาใช่เป็นการรอนสิทธิไม่ ส่วนที่ว่าการห้ามธนาคารผู้ค้ำประกันระงับการจ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านเป็นการห้ามเกินคำสั่งของศาลชั้นต้น ก็ได้ความว่าศาลชั้นต้นเพียงแต่มีหนังสือแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินจากธนาคารผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันให้ธนาคารผู้ค้ำประกันทราบเท่านั้น มิได้ห้ามธนาคารผู้ค้ำประกันระงับการจ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านแต่ประการใด อย่างไรก็ตามไม่ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามผู้คัดค้านมิให้ทวงถามหรือขอรับเงินจากธนาคารผู้ค้ำประกันก็ดี หรือห้ามมิให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินที่ค้ำประกันแก่ผู้คัดค้านก็ดี ก็ย่อมมีความหมายอย่างเดียวกันคือ ห้ามผู้คัดค้านได้รับเงินอันเป็นหลักประกันไว้ชั่วคราวจนกว่าอนุญาโตตุลาการจะพิจารณาชี้ขาดข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทแล้วนั่นเอง จึงมิใช่เป็นการห้ามเกินคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือสั่งเกินคำขอของผู้ร้อง ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับหนังสือสัญญาค้ำประกันบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด เพราะบริษัทดังกล่าวไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ร้องกระทำแทนนั้น เห็นว่า บริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด นอกจากจะเป็นบริษัทคู่สัญญาร่วมกับผู้ร้องตามสัญญาจ้างแล้ว ยังได้ความตามสัญญาจ้างดังกล่าวอีกว่าบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด และผู้ร้องยังต้องมีความรับผิดต่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จ้างร่วมกัน จึงเป็นเสมือนผู้ร่วมกิจการเดียวกัน การที่ผู้ร้องดำเนินการในเรื่องนี้เพียงลำพังแต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ร่วมกันแล้ว ย่อมมีผลถึงในส่วนของบริษัทคู่สัญญาร่วมดังกล่าวด้วย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 587
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 16
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทสหายสันติ จำกัด
ผู้คัดค้าน — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางรัชดาพร เสนียวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3260 -ที่ 3261/2554
#513126
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการวินิจฉัยชี้ขาดว่าสัญญาเป็นโมฆะเพราะผู้คัดค้านเข้าทำสัญญาโดยสำคัญผิดในตัวบุคคลที่อยู่ในกิจการร่วมค้ากับผู้ร้องหรือไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งในชั้นอนุญาโตตุลาการ ข้อเท็จจริงที่ว่าสัญญาเป็นโมฆะหรือไม่ จึงยังไม่ยุติ ผู้ร้องชอบที่จะเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามเงื่อนไขในสัญญาได้ทั้งการฟ้องคดีอาญาฐานฉ้อโกงต่อผู้ร้อง อันเกี่ยวเนื่องจากผู้คัดค้านสำคัญผิดในตัวบุคคลของคู่สัญญา ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้ใด ข้อเท็จจริงเรื่องความสำคัญผิดในตัวบุคคลเกี่ยวพันกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ยุติอันจะพึงถือว่าสัญญาเป็นโมฆะผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าผู้คัดค้านเรียกร้องให้กลุ่มธนาคารทั้งห้าชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้ผู้คัดค้านแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำต่อไปในทำนองว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งจัดให้มีวิธีคุ้มครองป้องกันการกระทบสิทธิของผู้ร้องก่อนเกิดความเสียหายโดยห้ามชั่วคราวไม่ให้ผู้คัดค้านเรียกร้องเงินตามหนังสือค้ำประกันจากธนาคารไว้จนกว่าอนุญาโตตุลาการจะมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ได้โดยไม่จำต้องเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกระทำการใดๆ อันเป็นการก่อความเสียหายแก่ผู้ร้องโดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องทั้งห้าซึ่งเป็นกิจการร่วมค้ายื่นคำร้องว่าผู้ร้องทั้งห้าเข้าทำสัญญาโครงการระบบบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ กับผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีข้อตกลงว่าข้อพิพาทที่เกิดจากสัญญาหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการต่อมาผู้คัดค้านอ้างว่าเข้าทำสัญญาโดยสำคัญผิดในตัวบุคคลที่อยู่ในกิจการร่วมค้ากับผู้ร้องทั้งห้า สัญญาจึงเป็นโมฆะ ให้ผู้ร้องทั้งห้ายุติดำเนินงานที่เหลือตามสัญญา ทั้งที่ผู้ร้องทั้งห้าดำเนินงานตามสัญญาและผู้คัดค้านตรวจรับงานและจ่ายค่าจ้างแล้วเป็นเงินประมาณ 20,000,000,000 บาท หรือประมาณร้อยละ 98 ของงานตามสัญญา แต่ผู้คัดค้านไม่ยอมตรวจรับและจ่ายค่าจ้างตามงานที่เหลือซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ ผู้ร้องทั้งห้าจึงบอกเลิกสัญญาและเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน อ้างว่าตามสัญญานั้นผู้ร้องทั้งห้าได้วางหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาและหนังสือค้ำประกันการรับเงินประกันผลงานตามสัญญา รวม 5 ธนาคาร เป็นหนังสือค้ำประกัน 14 ฉบับ แก่ผู้คัดค้านซึ่งสิ้นผลผูกพันแล้ว ผู้คัดค้านต้องคืนหนังสือค้ำประกัน 14 ฉบับ ให้แก่ผู้ร้องทั้งห้าและชำระค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันแทนผู้ร้องทั้งห้าในอัตราปีละ 26,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกัน 14 ฉบับ แก่ผู้ร้องทั้งห้า ระหว่างการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งธนาคารทั้งห้าซึ่งออกหนังสือค้ำประกันในการปฏิบัติตามสัญญาและหนังสือค้ำประกันผลงานตามสัญญาของผู้ร้องทั้งห้าไว้ต่อผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ให้ธนาคารทั้งห้าชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันแก่ผู้คัดค้าน ธนาคารดังกล่าวจะชำระเงินจำนวนตามหนังสือค้ำประกันให้แก่ผู้คัดค้าน ทั้งๆ ที่ความผูกพันตามสัญญาค้ำประกันสิ้นผลไปแล้วเพราะข้ออ้างว่าสัญญาเป็นโมฆะและมีการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวมาแล้ว หนี้สิ้นทั้งปวงและค่าสินไหมทดแทนที่ผู้คัคค้านเรียกจากธนาคารทั้งห้าไม่อยู่ในขอบเขตการค้ำประกัน หากธนาคารทั้งห้าชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้แก่ผู้คัดค้านก่อนที่อนุญาตโตตุลาการชี้ขาด จะทำให้ผู้ร้องทั้งห้าได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลทำการไต่สวนและมีคำสั่งห้ามชั่วคราวไม่ให้ผู้คัดค้านเรียกร้องเงินตามหนังสือค้ำประกัน 6 ฉบับ ไว้ จนกว่าอนุญาโตตุลาการจะมีคำสั่งชี้ขาดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามผู้คัดค้านเรียกให้ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ นครธน จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ชำระเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาโครงการ ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2540 รวม 2 ฉบับ หนังสือสัญญาค้ำประกันการรับคืนเงินประกันผลงานตามสัญญาโครงการฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2543 ฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2543 ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2544 รวม 4 ฉบับ และมีคำสั่งห้ามธนาคารตามที่กล่าวมาข้างต้นชำระเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งหกฉบับไว้ชั่วคราวจนกว่าอนุญาโตตุลาการจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด

ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินตามคำร้องฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นครั้งที่ 2 มีเนื้อหาทำนองเดียวกับคำร้องฉบับแรก ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้คัดค้านเรียกร้องตามหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารทั้งห้า คือธนาคารสแตนดาร์ชาร์เตอร์ นครธน จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) รวม 6 ฉบับ ไว้ชั่วคราวจนกว่าอนุญาโตตุลาการจะมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามผู้คัดค้านเรียกให้ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ นครธน จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันการดปฏิบัติตามสัญญาโครงการฯ ฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2540 ในวงเงินไม่เกิน 1,581,486,978 บาท และฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2540 ในวงเงินไม่เกิน 12,568,237 ดอลลาร์สหรัฐ ฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2540 ในวงเงินไม่เกิน 23,400,000 บาท และฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2540 ในวงเงินไม่เกิน 940,000 บาท และมีคำสั่งห้ามธนาคารที่กล่าวมาข้างต้นชำระเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งสี่ฉบับไว้ชั่วคราวจนกว่าอนุญาโตตุลาการจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทั้งห้า ในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 50/2546

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ผู้ร้องทั้งห้าบรรยายในคำร้องทั้งสองฉบับว่า ผู้ร้องทั้งห้าและผู้คัดค้านพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาโครงการระบบบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้องทั้งห้าเป็นผู้รับจ้างตามสัญญานี้โดยทำสัญญากับผู้คัดค้านไว้ มีข้อกำหนดในสัญญาว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ต่อมาผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าเข้าทำสัญญาโดยสำคัญผิดในตัวบุคคลของบุคคลที่อยู่ในกิจการร่วมค้ากับผู้ร้องทั้งห้า สัญญาจึงเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านไม่ยอมตรวจรับมอบงานและชำระค่าจ้างส่วนที่ยังค้างชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งห้า ผู้ร้องทั้งห้าจึงบอกเลิกสัญญาและเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 50/2546 ข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องทั้งห้ากับผู้คัดค้านจึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการดังที่กำหนดไว้ในสัญญา แม้การที่ผู้คัดค้านเรียกร้องให้ธนาคารทั้งห้าชำระเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกันผลงานของผู้ร้องทั้งห้า เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาระหว่างผู้คัดค้านกับกลุ่มธนาคารทั้งห้าก็ตาม สิทธิของผู้คัดค้านมีเช่นนี้ได้ก็เพราะผู้ร้องทั้งห้าทำสัญญารับจ้างก่อสร้างโครงการดังกล่าวไว้กับผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างนั่นเอง ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิที่จะเรียกให้กลุ่มธนาคารทั้งห้าชำระเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกันผลงงานของผู้ร้องทั้งห้าเฉพาะแต่ในกรณีผู้ร้องทั้งห้าผิดสัญญาต่อผู้คัดค้านเท่านั้น ตราบที่อนุญาโตตุลาการยังมิได้มีคำชี้ขาดว่าผู้ร้องทั้งห้าหรือผู้คัดค้านฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้คัดค้านจะใช้สิทธิเรียกร้องให้กลุ่มธนาคารทั้งห้าชำระเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกันผลงานแก่ผู้คัดค้านเสมือนว่าผู้ร้องทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญาหาได้ไม่ เพราะเมื่อกลุ่มธนาคารทั้งห้าซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกันผลงานให้แก่ผู้คัดค้านแล้ว ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ร้องทั้งห้าซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ ก็จะทำให้ผู้ร้องทั้งห้าซึ่งยังไม่อยู่ในฐานะผู้ผิดสัญญาเพราะอนุญาโตตุลาการยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดคดี ต้องรับผิดต่อกลุ่มธนาคารทั้งห้าเสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้นนับแต่เวลาที่กลุ่มธนาคารทั้งห้าชำระเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกันให้ผู้คัดค้านไป เท่ากับผู้ร้องทั้งห้าเป็นผู้แพ้คดีทั้งที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแม้หนังสือสัญญาค้ำประกันผลงานระหว่างผู้คัดค้านกับกลุ่มธนาคารทั้งห้าไม่มีข้อตกลงให้นำข้อพิพาทไปให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาก่อนก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องที่คู่สัญญาฝ่ายที่ไม่ผิดสัญญาต่อฝ่ายผิดสัญญาในค่าเสียหายต่างๆ นั้นเป็นหนี้ประธาน เมื่อยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าฝ่ายใดผิดสัญญาและค่าเสียหายมีจำนวนเพียงใดผู้คัดค้านจะเรียกร้องให้กลุ่มธนาคารทั้งห้าชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันผลงานซึ่งเป็นหนี้ส่วนอุปกรณ์เสียก่อนหาได้ไม่ และการที่ผู้ร้องทั้งห้าใช้สิทธิทางศาลเพื่อผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดีเมื่อตนเองมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่เพราะผู้ค้ำประกันของตนถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้แทน ก็ไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากกลุ่มธนาคารทั้งห้าเสียก่อนส่วนการที่หนังสือสัญญาค้ำประกันผลงานทุกฉบับมีเนื้อความระบุว่า ผู้ค้ำประกันสละสิทธิที่จะขอโต้แย้งใดๆ และชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันตามที่ผู้คัดค้านเรียกร้องในทันที โดยไม่จำต้องพิสูจน์หรือแสดงหลักฐานใดๆ ทั้งสละสิทธิข้อต่อสู้ที่จะให้ผู้คัดค้านเรียกร้องเอาเงินจากผู้ร้องทั้งห้าก่อนด้วยนั้น ความข้อนี้ย่อมใช้บังคับในกรณีหากผู้ร้องทั้งห้าไม่ยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาล เมื่อผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องต่อศาลเช่นนี้แล้ว คดีมีเหตุผลสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องทั้งห้าไว้ชั่วคราวก่อนอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเพราะหากผู้ร้องทั้งห้าเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การจะกลับบังคับให้กลุ่มธนาคารทั้งห้าระงับการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ร้องทั้งห้าและให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมอาจเป็นไปได้ยาก แม้ผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้ร้องทั้งห้าไม่มีสิทธิเสนอข้อพิพาทอนุญาโตตุลาการเพราะสัญญาโครงการฯ ตกเป็นโมฆะ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่มีเงื่อนไขในสัญญาที่คู่กรณีจะต้องนำข้อพิพาทเสนออนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดก็ตาม แต่การวินิจฉัยชี้ขาดว่าสัญญาเป็นโมฆะเพราะผู้คัดค้านเข้าทำสัญญาโดยสำคัญผิดในตัวบุคคลที่อยู่ในกิจการร่วมค้ากับผู้ร้องทั้งห้าหรือไม่ เป็นประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งในชั้นอนุญาโตตุลาการด้วย เพราะผู้ร้องทั้งห้าอ้างว่าผู้คัดค้านไม่ยอมตรวจรับงานก่อสร้างส่วนที่เหลือและไม่ยอมชำระค่าจ้างที่ค้างชำระไว้ แสดงว่าผู้ร้องทั้งห้ายังอ้างสิทธิเรียกร้องตามสัญญาก่อนมีการบอกเลิกสัญญาในภายหลัง ข้อเท็จจริงที่ว่าสัญญาเป็นโมฆะหรือไม่ จึงยังไม่ยุติ ผู้ร้องชอบที่จะเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทนี้ตามเงื่อนไขในสัญญาได้ ทั้งการฟ้องคดีอาญาฐานฉ้อโกงต่อผู้ร้องทั้งห้า อันเกี่ยวเนื่องจากผู้คัดค้านสำคัญผิดในตัวบุคคลของคู่สัญญาดังกล่าว ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้ใด ข้อเท็จจริงเรื่องความสำคัญผิดในตัวบุคคลเกี่ยวพันกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ยุติอันจะพึงถือว่าสัญญาเป็นโมฆะดังที่ผู้คัดค้านอ้าง ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องนี้อ้างว่าผู้คัดค้านเรียกร้องให้กลุ่มธนาคารทั้งห้าชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้ผู้คัดค้านแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำต่อไปในทำนองว่าผู้ร้องทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้ร้องทั้งห้าจึงสามารถยื่นคำร้องทั้งสองฉบับนี้เพื่อให้ศาลมีคำสั่งจัดให้มีวิธีคุ้มครองป้องกันการกระทบสิทธิของผู้ร้องทั้งห้าก่อนเกิดความเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) โดยไม่จำต้องเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกระทำการใดๆ อันเป็นการก่อความเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งห้าโดยตรง ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องเป็นกรณีฉุกเฉินแล้วมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าก่อนอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านทั้งสองฉบับฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กับพวก
ผู้คัดค้าน — กรมควบคุมมลพิษ
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3259/2554
#514197
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ทำไว้เมื่อปี 2536 และปี 2538 ระบุให้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่จะมีต่อไปในภายหน้าด้วย โดยสัญญาค้ำประกันที่ทำเมื่อปี 2536 มีจำเลยที่ 2 และที่ 9 เป็นผู้ร่วมค้ำประกันในฉบับเดียวกัน ส่วนสัญญาค้ำประกันที่ทำเมื่อปี 2538 มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 เป็นผู้ร่วมค้ำประกัน ในฉบับเดียวกัน แต่ปรากฏว่าภายหลังจากจำเลยที่ 5 ทำนิติกรรมกับโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2539 โดยทำบันทึกขึ้นเงินจำนองที่ดินรวม 4 แปลง แล้ว จำเลยที่ 5 ก็ไม่ได้ทำนิติกรรมใดๆ กับโจทก์อีก และเมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 10 ได้ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 7 และที่ 8 ทำสัญญาจำนอง นอกจากนี้จำเลยที่ 3 และที่ 6 ยังได้ทำหนังสือแสดงเจตนาให้การจำนองที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2535 และปี 2536 เป็นการจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเงินกู้ 2 ฉบับนี้ด้วย ส่วนจำเลยที่ 5 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหรือสัญญาจำนองขึ้นใหม่ ทั้งไม่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาให้การจำนองที่จำเลยที่ 5 ทำไว้ตั้งแต่ปี 2536 เป็นการจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเงินกู้ 2 ฉบับนี้ด้วยแต่อย่างใด พฤติการณ์เช่นนี้เล็งเห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ได้ว่า สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ทำไว้ในปี 2536 และปี 2538 รวมทั้งสัญญาจำนองที่ดินที่ได้ทำไว้ก่อนไม่เป็นการค้ำประกันและจำนองเป็นประกันหนี้สำหรับสัญญาเงินกู้จำนวน 2 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ในภายหลังดังกล่าวโดยการกู้เงินตามสัญญาเงินกู้นี้จำเลยที่ 5 มิได้เกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 10,717,207.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 9,173,367.48 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จำนองร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองหนี้ตามสัญญากู้เงินร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,625,000 บาท จำเลยที่ 8 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองหนี้ตามสัญญากู้เงินร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,805,000 บาท จำเลยที่ 9 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและหนี้ตามสัญญากู้เงินร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 4,340,000 บาท และจำเลยที่ 10 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,340,000 บาท ทั้งนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินซึ่งแต่ละคนจะต้องรับผิดดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13124 และ 11214 ตำบลโคกพุดซา อำเภอโพธิ์ทอง (โพทอง) จังหวัดอ่างทอง โฉนดเลขที่ 43510 และ 43511 ตำบลพระลับ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โฉนดเลขที่ 2503, 2504, 9464 และ 9465 ตำบลบางระกำ อำเภอโพธิ์ทอง (โพทอง) จังหวัดอ่างทอง โฉนดเลขที่ 896 และ 11446 ตำบลโคกพุดซา (บ้านตาล) อำเภอโพทอง จังหวัดอ่างทอง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1782 ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และเลขที่ 4045 ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง พร้อมทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี 3,593,685.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราตามประกาศธนาคารโจทก์ นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเลิกกัน จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มิถุนายน 2544) และนับจากวันถัดจากวันฟ้องอัตราร้อยละ 14 ต่อปี เป็นต้นไป และชำระเงินตามสัญญากู้เงินสองฉบับรวมเป็นเงิน 6,253,333.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 4,831,077.23 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 7 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,625,000 บาท จำเลยที่ 8 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,805,000 บาท จำเลยที่ 9 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 4,340,000 บาท และจำเลยที่ 10 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,340,000 บาท ทั้งนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินของแต่ละคน นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13124 และ 11214 ตำบลโคกพุดซา อำเภอโพธิ์ทอง (โพทอง) จังหวัดอ่างทอง โฉนดเลขที่ 43510 และ 43511 ตำบลพระลับ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โฉนดเลขที่ 2503, 2504, 9464 และ 9465 ตำบลบางระกำ อำเภอโพธิ์ทอง (โพทอง) จังหวัดอ่างทอง โฉนดเลขที่ 896 และ 11446 ตำบลโคกพุดซา (บ้านตาล) อำเภอโพทอง จังหวัดอ่างทอง ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1782 ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และเลขที่ 4045 ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ทั้งนี้พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดได้อีกจนกว่าจะครบ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาชั้นฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 แต่งตั้งนายศุภชัยเป็นทนายความ นายศุภชัยผู้เดียวลงลายมือชื่อเป็นผู้ยื่นฎีการวมมาในฉบับเดียวกัน แม้ตามฎีการะบุว่าจำเลยที่ 7 และที่ 8 ฎีกาด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 7 และที่ 8 มิได้แต่งตั้งนายศุภชัยเป็นทนายความ และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 เท่านั้น มิได้สั่งในส่วนที่เกี่ยวกับฎีกาของจำเลยที่ 7 และที่ 8 แต่ประการใด จำเลยที่ 7 และที่ 8 และนายศุภชัยมิได้โต้แย้งคัดค้าน จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 7 และที่ 8 มิได้ฎีกา ดังนั้น ชั้นฎีกาจึงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 เท่านั้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาเบิกเงินบัญชีและสัญญากู้เงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ สำหรับหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ รวมทั้งมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้รับเงินที่ได้จากการรับจ้างเหมาก่อสร้างจากกรมชลประทานแทน ตามต้นขั้วเช็คและสำเนาเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แต่โจทก์กลับมิได้นำไปหักกลบกับหนี้เบิกเงินเกินบัญชีในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันนั้น เมื่อพิจารณารายการเดินบัญชีกระแสรายวันแล้ว เห็นว่า ในวันที่สั่งจ่ายเช็คมีรายการฝากเช็คต่างธนาคารในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 มียอดเงินตรงตามเช็คทั้งสี่ฉบับ ที่อ้างว่าโจทก์มิได้นำเข้าบัญชีเพื่อหักกลบหนี้เบิกเงินเกินบัญชี โดยปรากฏว่าโจทก์ได้นำเช็คเข้าเรียกเก็บและหักกลบหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยถูกต้องแล้ว ส่วนต้นขั้วเช็ค ปรากฏว่าต้นขั้วเช็คบางส่วนเป็นต้นขั้วเช็คของเช็คที่โจทก์ได้นำเข้าบัญชีหักกลบหนี้ให้แล้ว ส่วนต้นขั้วเช็คบางรายการที่เหลือมีรายการนำฝากโดยการโอนเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 แล้วเช่นกัน ข้ออ้างตามฎีกาดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ และทำสัญญากู้เงินสองฉบับ โดยได้รับเงินกู้จากโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังชำระไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงยังคงเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้โจทก์เพียงใด เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด โจทก์จึงออกประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อประเภทต่างๆ เพื่อใช้สำหรับลูกค้าของโจทก์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ โดยระบุดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่ตามประกาศของโจทก์ที่ใช้บังคับในวันทำสัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้าชั้นดีประเภทเบิกเงินเกินบัญชีอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์เพิ่มวงเงินจากเดิมรวมเป็น 3,500,000 บาท โดยระบุดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี แต่ตามประกาศของโจทก์ที่ใช้บังคับในวันทำบันทึกข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีประเภทเบิกเงินเกินบัญชีอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ โดยระบุดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศของโจกท์เท่ากับอัตราร้อยละ 17 ต่อปี แต่ตามประกาศของโจทก์ที่ใช้บังคับในวันทำสัญญาสองฉบับกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของลูกค้าทั่วไปอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ดังนั้น ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตามสัญญาทุกฉบับจึงเกินกว่าอัตราตามประกาศที่โจทก์ใช้บังคับ และเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะ เท่ากับสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี บันทึกข้อตกลงแก้ไขสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และสัญญากู้เงินมิได้ตกลงเรื่องดอกเบี้ยไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญาทุกฉบับ คงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น จึงต้องนำเงินทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไว้แล้วไปหักชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาแต่ละฉบับก่อน จำเลยที่ 1 คงต้องรับผิดเฉพาะต้นเงินส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับวันผิดนัด เห็นว่า โจทก์บอกกล่าวทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสิบด้วยการประกาศโฆษณาหนังสือพิมพ์ให้ชำระหนี้ตามฟ้อง โดยกำหนดระยะเวลาให้ 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหรือถือว่าได้รับการบอกกล่าว โดยโจทก์ประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ครั้งสุดท้ายวันที่ 6 เมษายน 2544 ครบ 30 วัน ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2544 ดังนั้น วันที่ 7 พฤษภาคม 2544 จึงเป็นวันผิดนัดที่โจทก์เริ่มคิดดอกเบี้ยได้ ปัญหาว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระเงินทั้งตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับตามฟ้องต่อโจทก์ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมาจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินทั้งตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและตามสัญญากู้เงินสองฉบับต่อโจทก์ตามจำนวนที่เหลือหลังจากนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ไว้แล้วไปหักชำระต้นเงินตามสัญญา ดังนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามจำนวนที่เหลือหลังจากหักชำระหนี้ดังกล่าวแล้วด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 9 ฎีกามาด้วยว่า จำเลยที่ 9 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี เพราะจำเลยที่ 9 ไม่ได้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้น จำเลยที่ 9 ไม่ได้ให้การในข้อนี้ไว้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและหนี้ตามสัญญากู้เงินสองฉบับหรือไม่ สำหรับหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 ฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 9 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 และที่ 10 วงเงิน 3,000,000 บาท ในฉบับเดียวกันตามสัญญาค้ำประกันและวันเดียวกันจำเลยที่ 5 จำนองที่ดินสี่แปลงเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 5 และหรือจำเลยที่ 1 และที่ 10 เป็นจำนวนเงิน 3,000,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ไม่ได้เป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแต่อย่างใด เจตนาของจำเลยที่ 5 เพียงเพื่อประกันความเสียหายของโจทก์ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่โจทก์เข้าค้ำประกันการประกวดราคาและเข้าค้ำประกันสัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำกับส่วนราชการเท่านั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังมาว่า จำเลยที่ 5 ค้ำประกันและจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันด้วย ไม่ใช่เป็นประกันหนี้ออกหนังสือค้ำประกันเพียงอย่างเดียวดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ยังไม่ระงับ จำเลยที่ 5 ก็ยังต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เงินสองฉบับตามสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 ไม่ได้ค้ำประกันและจำนองเป็นประกันด้วย จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด เห็นว่า จำเลยที่ 5 ทำนิติกรรมกับโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2539 โดยทำบันทึกขึ้นเงินจำนองที่ดินสี่แปลง หลังจากนั้นไม่ได้ทำนิติกรรมใดๆ กับโจทก์อีก ในปี 2540 และ 2541 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ทำนิติกรรมใดๆ กับโจทก์ ความข้อนี้น่าเชื่อตามที่จำเลยที่ 5 นำสืบ พฤติการณ์เช่นนี้เล็งเห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ได้ว่าสัญญาค้ำประกัน รวมทั้งหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ไม่เป็นการค้ำประกันและการจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินสองฉบับนี้ โดยในการกู้เงินสองฉบับนี้จำเลยที่ 5 มิได้เกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใดดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในหนี้ตามสัญญากู้เงิน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในหนี้ตามสัญญากู้เงินสองฉบับนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยลดลง ผู้ค้ำประกันและจำนองย่อมต้องรับผิดลดลงด้วย กรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 7 และที่ 8 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ร่วมรับผิดในจำนวนเงินน้อยกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 มาก การพิพากษาเช่นนั้นทำให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ต้องร่วมรับผิดในค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นมากไปกว่าที่แต่ละคนควรจะต้องรับผิด ไม่เหมาะสม สมควรแก้ไขในส่วนนี้เสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทุกครั้งแก่โจทก์ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไปหักกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 เบิกถอนออกจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทุกครั้งตามสัญญากู้เงินไปหักกับต้นเงินกู้ 1,340,000 บาท และ 3,500,000 บาท ตามลำดับ คิดเพียงวันที่ 6 พฤษภาคม 2544 คงเหลือหนี้ค้างชำระจำนวนเท่าใดให้ถือเป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เฉพาะหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และให้จำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงินไม่เกิน 1,625,000 บาท 1,805,000 บาท 4,340,000 บาท และ 1,340,000 บาท ตามลำดับ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และสำหรับค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 ถึงที่ 10 ร่วมรับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 5 ที่ 7 ถึงที่ 10 แต่ละคนในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 680 ม. 681 ม. 702 ม. 707
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นผู้ความแทน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ธนะวศินก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสมัย เฮงมีชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3235/2554
#510243
เปิดฉบับเต็ม

การให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิมเนื่องจากการเลิกสัญญาจะซื้อจะขายเป็นการชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดจากการเลิกสัญญา คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องปฏิบัติต่อกันในลักษณะสัญญาต่างตอบแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 392 ประกอบมาตรา 391 และมาตรา 369 เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ให้จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงยังไม่มีหน้าที่ปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ต่าง ๆ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินที่เคยตกลงซื้อจากโจทก์ทั้งสองและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยมิได้ให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินมัดจำและเช็คที่ได้รับไว้จากจำเลย อันเป็นการชำระหนี้ต่างตอบแทนที่เกิดจากการเลิกสัญญาและกลับคืนสู่ฐานะเดิมให้แก่จำเลยด้วยนั้นจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต้นเงาะ ต้นลองกองและต้นไม้ต่างๆ ที่ปลูกไว้ในที่ดินที่จำเลยเคยตกลงซื้อจากโจทก์ทั้งสองตามคำฟ้อง และขนย้ายออกไปจากที่ดินนั้น ห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินนั้นอีกต่อไป ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศเหนือที่จำเลยขออนุญาตทำถนนผ่านเข้าที่ดินแปลงที่ซื้อขายและขนย้ายออกไปจากที่ดินดังกล่าว ห้ามยุ่งเกี่ยวในที่ดินนั้นอีกต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวนเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกับต้นไม้และขนย้ายออกไปจากที่ดินดังกล่าวเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต้นเงาะ ต้นลองกอง และต้นไม้ต่างๆ ที่จำเลยปลูกไว้ในที่ดินที่จำเลยเคยตกลงซื้อจากโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่จำเลยขออนุญาตโจทก์ทั้งสองทำถนนผ่านเข้าที่ดินแปลงที่ซื้อขายกับขนย้ายออกจากที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินนั้น และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวนเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันที่ 11 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ต่างๆ ที่จำเลยและบริวารปลูกไว้ออกจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวนเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันที่ 11 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ต่าง ๆ ที่จำเลยและบริวารปลูกไว้ออกจากที่ดินดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 โจทก์ทั้งสองตกลงขายที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 25 ตำบลเกาะช้าง อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด บางส่วนให้จำเลย เป็นการขายเหมาในราคา 4,000,000 บาท ที่ดินที่ขายทิศตะวันออกจดที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 30 ทิศเหนือจดที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 30 และจดแนวคลอง จำเลยวางมัดจำค่าที่ดินจำนวน 500,000 บาท โดยออกเช็คสั่งจ่ายเงินให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้รับเงินตามเช็คทั้งสองฉบับแล้ว ส่วนที่เหลือจำเลยออกเช็คลงวันที่ 5 มกราคม 2543 สั่งจ่ายเงินจำนวน 3,500,000 บาท มอบให้โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองได้ส่งมอบที่ดินพิพาทที่ตกลงขายให้จำเลยเข้าปรับปรุงได้ตั้งแต่วันทำสัญญาและอนุญาตให้จำเลยทำถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่จำเลยไม่ได้ซื้อเพื่อให้ออกสู่ถนนสาธารณะได้ด้วย โจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงกันว่า โจทก์ทั้งสองต้องยื่นคำร้องขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว โจทก์ก็จะโอนให้จำเลยโดยจำเลยจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือให้จำเลยเป็นผู้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เองก็ได้ ในการทำสัญญาจำเลยให้ระบุชื่อนางสาวสายฝน และนางสุเพ็ญ เป็นผู้ซื้อร่วมกับจำเลยด้วย ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินลงวันที่ 8 ธันวาคม 2537 ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2538 นางสาวสายฝนได้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทตาม เจ้าพนักงานที่ดินออกไปทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนแล้ว ปรากฏว่าที่ดินที่ขอไม่ตรงกับหลักฐาน ส.ค. 1 เลขที่ 25 นางสาวสายฝนจึงขอถอนคำขอนั้นออกไป ต่อมาเดือนตุลาคม 2538 จำเลยให้ทนายความมีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองแจ้งว่าที่ดินพิพาทที่ตกลงจะซื้อขายไม่สามารถออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้เพราะไม่มี ส. ค. 1 จำเลยจึงไม่ประสงค์จะซื้ออีกต่อไป ให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท และเช็คฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2543 ที่สั่งจ่ายเงินจำนวน 3,500,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาทตามหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ทั้งสองให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะขายที่ดินพิพาทให้ต่อไปแล้วและขอริบเงินมัดจำ กับให้จำเลยรื้อถอนเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโดยโจทก์ทั้งสองถือว่าการบอกเลิกสัญญาของจำเลยดังกล่าวเป็นการผิดสัญญา ส่วนจำเลยนำสืบว่า การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทมีเงื่อนไขว่าโจทก์ทั้งสองจะไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วโอนให้จำเลยหรือจะให้จำเลยเป็นผู้ไปขอออกหนังสือนั้นเองก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกของผู้ซื้อ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2538 นางสาวสายฝนมอบอำนาจให้จำเลยไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตามหนังสือมอบอำนาจ คำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และหนังสือเรื่องการระวังชี้แนวเขต แต่ปรากฏว่าที่ดินที่นำชี้ให้รังวัดมีเขตติดทะเลและมีคลองผ่านกลางซึ่งไม่ตรงตามที่ตกลงซื้อขายกันว่าเป็นที่ดินไม่ติดทะเลและไม่มีคลอง แต่จำเลยได้ยืนยันว่าเป็นที่ดินตามที่ตกลงซื้อขายกัน เจ้าพนักงานที่ดินจึงยกเลิกการรังวัด ต่อมาจำเลยแจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทที่ตกลงซื้อขายกันนั้นไม่สามารถออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ และจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 แจ้งให้โจทก์ทั้งสองลดราคาที่ดินลงและให้นำเช็คที่สั่งจ่ายเงินจำนวน 3,500,000 บาท มาเปลี่ยนเป็นเช็คที่สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท โดยจำเลยได้แจ้งถึงสิทธิครอบครองของจำเลยด้วย ส่วนที่ทนายความจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2538 ตามแจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จำเลยจึงบอกเลิกสัญญานั้นเป็นเพราะทนายความเข้าใจผิดเนื่องจากจำเลยแจ้งแก่ทนายความทางโทรศัพท์ ทนายความจำเลยยังไม่เคยเห็นสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยแต่จำเลยก็ยังคงครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยได้ปลูกต้นไม้ต่าง ๆ และปลูกบ้านในที่ดินนั้นด้วย โจทก์ทั้งสองไม่เคยคัดค้าน เมื่อเดือนธันวาคม 2538 และเดือนเมษายน 2539 บุตรโจทก์ทั้งสองเข้าไปลักมะพร้าวในที่ดินที่จำเลยครอบครองจนถูกดำเนินคดีอาญา ในการดำเนินคดีดังกล่าวโจทก์ที่ 1 ไปให้การในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาลว่า โจทก์ที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว ตามคำให้การในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1692/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยไม่เคยปฏิบัติผิดสัญญาและไม่เคยสละการครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินนั้นแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่ได้คืนเงินจำนวน 500,000 บาท แก่จำเลย เห็นว่าจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองและจำเลยดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2538 ฝ่ายจำเลยได้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสองจะขายให้จำเลยนางสาวสายฝนและนางสุเพ็ญตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทได้ ดังนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่ฝ่ายจำเลยได้ จำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว ซึ่งปรากฏต่อมาว่าเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2538 จำเลยให้ทนายความมีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองแจ้งว่าที่ดินพิพาทที่ตกลงจะซื้อขายไม่สามารถออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้เพราะไม่มี ส.ค. 1 จำเลยจึงไม่ประสงค์จะซื้ออีกต่อไป ให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท และเช็คฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2543 ที่สั่งจ่ายเงินจำนวน 3,500,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท โจทก์ทั้งสองมิได้โต้แย้งการบอกเลิกสัญญาของจำเลยดังกล่าวว่าโจทก์ทั้งสองสามารถขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทได้แต่อย่างใดจำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่าที่ดินพิพาทที่ตกลงซื้อขายกันนั้นไม่สามารถออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ จึงขอให้โจทก์ทั้งสองลดราคาที่ดินลงและให้นำเช็คที่สั่งจ่ายเงินจำนวน 3,500,000 บาท มาเปลี่ยนเป็นเช็คที่สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ส่วนที่ทนายความจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2538 แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาเป็นเพราะทนายความเข้าใจผิด เนื่องจากจำเลยแจ้งแก่ทนายความทางโทรศัพท์ ทนายความจำเลยไม่เคยเห็นสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย จำเลยยังคงครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยปลูกต้นไม้ต่าง ๆ และปลูกบ้านในที่ดินพิพาทด้วยนั้น ก็ไม่ปรากฏว่านายจำรัส ทนายความจำเลยซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันที่ทำหนังสือ ถึงโจทก์ทั้งสองได้ระบุในหนังสือลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 ว่า ที่ทนายความจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2538 ไปบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองนั้นเป็นความเข้าใจผิดของทนายความจำเลยและขอยกเลิกหนังสือบอกเลิกสัญญา นั้นเสียแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่การที่ทนายความจำเลยส่งหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองมีระยะเวลาห่างจากการส่งหนังสือถึง 4 เดือน 16 วัน ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเกิดจากความเข้าใจผิดของทนายความจำเลย การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท จึงยังคงมีผลผูกพันจำเลยและโจทก์ทั้งสอง หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงคำเสนอขึ้นมาใหม่ของฝ่ายจำเลยที่จะขอลดราคาที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้มีคำสนองรับคำเสนอของฝ่ายจำเลยดังกล่าวแต่โจทก์ทั้งสองกลับให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 แจ้งบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะขายที่ดินพิพาทต่อไปและขอริบเงินมัดจำ เช่นนี้ การขอลดราคาที่ดินพิพาทของฝ่ายจำเลยจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลย เมื่อการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2538 ของจำเลยโดยจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ คู่สัญญาฝ่ายโจทก์ทั้งสองต้องคืนเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ประกอบมาตรา 7 และคืนเช็คลงวันที่ 5 มกราคม 2543 ที่จำเลยสั่งจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 3,500,000 บาท แก่จำเลย และคู่สัญญาฝ่ายจำเลยต้องออกจากที่ดินที่จำเลยเคยตกลงซื้อจากโจทก์ทั้งสอง โดยทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิมด้วยการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ต่าง ๆ ที่จำเลยปลูกไว้ออกไปกับต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่จำเลยขออนุญาตโจทก์ทั้งสองทำถนนผ่านเข้าที่ดินแปลงที่ซื้อขายและขนย้ายออกจากที่ดินดังกล่าว รวมทั้งต้องชดใช้ค่าใช้ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองนับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 อันเป็นวันที่จำเลยได้รับมอบการครอบครองที่ดินพิพาทจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดเป็นค่าเสียหายฐานละเมิดที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 10,000 บาท หรือจำนวนปีละ 120,000 บาท นั้น เมื่อคำนึงถึงสภาพที่ตั้งของที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่จำนวนประมาณ 10 ไร่ และเป็นที่ดินที่ยังไม่สามารถขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทั้งโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่าจะสามารถหาผลประโยชน์จากที่ดินด้วยวิธีใดเป็นเงินจำนวนเท่าใดแล้ว เห็นว่า ค่าเสียหายจำนวนปีละ 120,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดนั้น ยังสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดค่าใช้ที่ดินพิพาทให้เหมาะสมกับสภาพและที่ตั้งที่ดินนั้น เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท การให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิมเนื่องจากการเลิกสัญญาดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญา คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องปฏิบัติต่อกันในลักษณะสัญญาต่างตอบแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 392 ประกอบมาตรา 391 และมาตรา 369 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายโจทก์ทั้งสองมิได้ให้จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมด้วยการคืนเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวและคืนเช็คลงวันที่ 5 มกราคม 2543 ที่จำเลยสั่งจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 3,500,000 บาท แก่จำเลย จำเลยจึงยังไม่มีหน้าที่ปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนโจทก์ทั้งสองด้วยการออกไปจากที่ดินที่จำเลยเคยตกลงซื้อจากโจทก์ทั้งสองพร้อมกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ต่าง ๆ ที่จำเลยปลูกไว้ออกไปกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่จำเลยขออนุญาตโจทก์ทั้งสองทำถนนผ่านเข้าที่ดินแปลงที่ซื้อขายและขนย้ายออกไปจากที่ดินดังกล่าว รวมทั้งต้องชดใช้ค่าที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 จนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินดังกล่าว การที่จำเลยยังอยู่ในที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ต้องชำระค่าเสียหายเพื่อละเมิดแก่โจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ต่าง ๆ ที่จำเลยปลูกไว้ในที่ดินที่จำเลยเคยตกลงซื้อจากโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่จำเลยขออนุญาตโจทก์ทั้งสองทำถนนผ่านเข้าที่ดินแปลงที่ซื้อขายกับขนย้ายออกจากที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวนเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันที่ 11 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ต่าง ๆ ที่จำเลยและบริวารปลูกไว้ออกจากที่ดินดังกล่าวนั้น โดยมิได้ให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ต่างตอบแทนอันเกิดจากการเลิกสัญญาและกลับคืนสู่ฐานะเดิมให้แก่จำเลยด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต้นเงาะ ต้นลองกอง และต้นไม้ต่าง ๆ ที่ปลูกไว้ในที่ดินที่จำเลยเคยตกลงซื้อจากโจทก์ทั้งสองตามคำฟ้องกับขนย้ายออกไปจากที่ดินนั้น และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกับเสาไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ทางด้านทิศเหนือที่จำเลยขออนุญาตทำถนนผ่านเข้าที่ดินแปลงที่ซื้อขายกับขนย้ายออกไปจากที่ดินดังกล่าว รวมทั้งชดใช้ค่าใช้ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 จนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินนั้นไปต่อเมื่อโจทก์ทั้งสองได้คืนเงินมัดจำแก่จำเลยจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวและคืนเช็คเลขที่ 3894251 ลงวันที่ 5 มกราคม 2543 ที่จำเลยสั่งจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 3,500,000 บาท แก่จำเลยแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 391 ม. 392
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายตุ๋ย เมฆฉาย กับพวก
จำเลย — นายประเสริฐ จองวิริยะวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายสิริชัย จันทร์ดอก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา