คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2633 -ที่ 2634/2554
#510259
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 296 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามมาตรา 391 ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามมาตรา 391 ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนแรกที่วิ่งเข้ามาต่อยผู้เสียหาย หลังจากนั้นผู้เสียหายถูกกลุ่มวัยรุ่นพยายามรุมล้อมให้เข้าไปในบริเวณที่มืด แต่ผู้เสียหายวิ่งหนีไปบริเวณสามแยกที่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะริมถนน จากนั้นจึงถูกจำเลยที่ 2 กับวัยรุ่นอีกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาต่อย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองและวัยรุ่นอีกคนหนึ่งที่เข้ามาต่อยผู้เสียหายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเป็นการตัดสินใจกระทำไปตามลำพังของจำเลยแต่ละคนโดยมิได้คบคิดกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง เท่านั้น จะปรับบทลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 140 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรา 138 วรรคสอง โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาปัญหานี้ แต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138, 140, 296

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรก, 296 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามมาตรา 391 ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามมาตรา 391 ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนแรกที่วิ่งเข้ามาต่อยผู้เสียหาย หลังจากนั้นผู้เสียหายถูกกลุ่มวัยรุ่นพยายามรุมล้อมให้เข้าไปในบริเวณที่มืดหลังที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลลำไทรหลังเก่า แต่ผู้เสียหายวิ่งหนีไปบริเวณสามแยกที่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะริมถนน จากนั้นจึงถูกจำเลยที่ 2 กับวัยรุ่นอีกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาต่อย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองและวัยรุ่นอีกคนหนึ่งที่เข้ามาต่อยผู้เสียหายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเป็นการตัดสินใจกระทำไปตามลำพังของจำเลยแต่ละคนโดยมิได้คบคิดกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง เท่านั้น จะปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรา 138 วรรคสอง โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาปัญหานี้ แต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องร้ายแรงและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยถูกจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวดังที่กล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 391 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ป.อ. ม. 138 วรรคสอง ม. 140 วรรคแรก ม. 295 ม. 296 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — พลทหารทรงฤทธิ์หรือดิว ทองนวคุณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายพยนต์ ฉุยฉาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
นางปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2554
#512797
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประเมินไม่พอใจการประเมินและคำชี้ขาดเกี่ยวกับวิธีดำเนินการประเมินและจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามหนังสือแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่มีเหตุผลอันประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิพาทและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 39 โจทก์ก็ต้องนำคดีมาฟ้องภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2547 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 จึงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) และใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่เกี่ยวกับวิธีดำเนินการประเมินและจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินหากโจทก์ชนะคดีย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีความรับผิดในค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมิน จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และมีทุนทรัพย์ตามจำนวนภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมดเพียงผู้เดียวเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โจทก์มีนายวรุธ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้นายสุวิชัย ดำเนินคดีแทน และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นกระทำการแทนได้ และนายสุวิชัยมอบอำนาจช่วงให้นายวิรุฬห์ ดำเนินคดีนี้ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2551 จำเลยแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ทั่วเขตเทศบาลตำบลสันมหาพน ประจำปีภาษี 2551 โดยประเมินค่ารายปี 100,800 บาท พร้อมแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นเงิน 12,600 บาท โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดว่า คณะผู้บริหารเทศบาล ตำบลสันมหาพนชี้ขาดยืนตามการประเมิน ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2551 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองให้จำเลยแสดงเหตุผลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 จำเลยมีหนังสือแจ้งว่าได้ทำการชี้ขาดแล้ว หากไม่พอใจคำชี้ขาดให้ไปใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล โจทก์ไม่เห็นด้วย กล่าวคือ หนังสือแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดนั้นเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่มีเหตุผลอันประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ และการที่จำเลยมีหนังสือแจ้งว่าได้ทำคำชี้ขาดแล้ว หากไม่พอใจคำชี้ขาดให้โจทก์ไปใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) ใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด. 11) และ หนังสือที่ ชม 62202/1161 ฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2551 และมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 45

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีหนังสือมอบอำนาจให้นายดำเนิน ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และหนังสืออุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง และไม่ปรากฏว่านายดำเนินมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์ยื่นหนังสืออุทธรณ์คำสั่งทางปกครองพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด จึงเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 44 และโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้พ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาด ประกอบกับเมื่อโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ที่ให้โจทก์ส่งเรื่องที่มีกรณีพิพาทกับจำเลยให้สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอต่อคณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินชี้ขาด แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป อีกทั้งเมื่อโจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาด โจทก์ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับคำชี้ขาดและคำชี้ขาดของคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ในเขตเทศบาลสันมหาพน ประจำปีภาษี 2551 พร้อมแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นเงิน 12,600 บาท นายดำเนิน ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามโจทก์ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 โจทก์ได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดว่า คณะผู้บริหารเทศบาลตำบลสันมหาพนชี้ขาดยืนตามการประเมินโจทก์ชำระค่าภาษีตามการประเมินแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำชี้ขาดดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากยื่นคำฟ้องพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดหรือไม่ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ว่า เนื่องจากหนังสือแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดนั้นเป็นคำสั่งทางปกครองแต่ไม่มีเหตุผลอันประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ ดังนั้น กำหนดระยะเวลาในการฟ้องคีดตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ยังไม่เริ่มมีผลใช้บังคับ เห็นว่า เมื่อหนังสือแจ้งการประเมินและคำชี้ขาดตามฟ้องเป็นคำสั่งทางปกครองที่เกี่ยวกับวิธีดำเนินการประเมินและจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน หากโจทก์ไม่พอใจจะนำคดีขึ้นสู่ศาลก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจคำชี้ขาดไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็จะต้องนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประเมินนั้นไม่ชอบภายใน 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด ดังนั้นแม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประเมินไม่พอใจการประเมินและคำชี้ขาดด้วยเหตุผลว่าหนังสือแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่มีเหตุผลอันประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอ้ง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ก็ต้องนำคดีมาฟ้องภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 แต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 จึงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องส่วนที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางเกี่ยวกับค่าขึ้นศาลว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลมาวางอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) และใบแจ้งคำขี้ขาด (ภ.ร.ด.11) หากโจทก์ชนะคดีย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีความรับผิดในค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมิน จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และมีทุนทรัพย์ตามจำนวนภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมิน ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาและมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2475 ม. 31
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — เทศบาลตำบลสันมหาพน
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2619/2554
#509380
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายซึ่งเป็นป้ายเดียวกันและปีภาษีเดียวกัน โดยยังไม่มีการยกเลิกการประเมินครั้งแรก ดังนั้น การประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในครั้งหลังจึงเป็นการประเมินซ้ำซ้อนให้โจทก์ต้องเสียภาษีสองครั้งในป้ายรายการเดียวกัน จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบและเป็นเหตุให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ครั้งที่สองที่ให้ยืนตามการประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมไม่ชอบไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 59/49 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 35,016 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามแบบแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ต.ป. 5 ฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมโจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ครั้งที่สองแล้ว โจทก์ไม่พอใจย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องศาลขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์และขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 59/49 ให้เรียกเก็บภาษีป้ายสำหรับรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 เพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ. 1 แผ่นที่ 1 แม้การประเมินดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่หนังสือดังกล่าวระบุว่าเป็นหนังสือแจ้งการประเมินและมีข้อความให้เรียกเก็บเงินค่าภาษีป้ายเพิ่มเป็นจำนวนเงิน 35,016 บาท ตามผลการอุทธรณ์ครั้งแรก และให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมายถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินภาษีป้ายไปยังโจทก์แล้ว เมื่อโจทก์เห็นว่า การประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมไม่ถูกต้อง โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 30 แต่เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องศาลได้ ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 33 และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายของโจทก์ในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 50/1192 จำนวน 2 ป้าย (ด้านหน้าและด้านหลัง) ถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินประจำปี 2545 ถึง 2548 ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 ประเมินภาษีป้ายหลายรายการรวมถึงรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 50/1192 จำนวน 4 ฉบับ ตามเอกสาร และต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายครั้งที่สอง ประจำปี 2545 ถึง 2548 ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ในส่วนของรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 50/1192 ให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นเงิน 35,016 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 อีกโดยยังไม่มีการยกเลิกการประเมินครั้งแรก ดังนั้น การประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในครั้งหลังจึงเป็นการประเมินภาษีป้ายในป้ายซึ่งเป็นทรัพย์เดียวกันและปีภาษีเดียวกันอันเป็นการประเมินซ้ำซ้อนให้โจทก์ต้องเสียภาษีตามการประเมินสองครั้งในป้ายรายการเดียวกันจึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ และเป็นเหตุให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ครั้งที่สองที่ให้ยืนตามการประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวย่อมไม่ชอบตามไปด้วย นอกจากนี้ตราบใดที่ยังไม่ได้ยกเลิกการประเมินครั้งแรกในรายการป้ายส่วนนี้และยังไม่มีการประเมินใหม่ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ครั้งแรกที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายค่าภาษีป้ายเพิ่มในรายการป้ายส่วนนี้ โจทก์จึงยังไม่มีความรับผิดในหนี้ค่าภาษีเพิ่มเติมตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ครั้งแรกจำนวน 40,776 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวน 35,016 บาท ที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ครั้งที่สองฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2549 โดยไม่คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์นั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 59/49 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 35,016 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — เทศบาล นครปากเกร็ด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2618/2554
#511633
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีป้ายครั้งแรก แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกเว้นภาษีในส่วนที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีจากมิเตอร์หัวจ่าย แต่ให้เรียกเก็บภาษีจากป้ายที่มีข้อความว่า ESSO และป้ายราคาน้ำมัน เป็นป้ายประเภทที่ 2 และให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายครั้งที่ 2 ให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกการประเมินครั้งแรก ก็ต้องถือว่าโจทก์ยังมีความรับผิดในหนี้ค่าภาษีตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ไม่มีเหตุที่จะทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียไป โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวได้

ป้ายพิพาทเป็นป้ายแสดงประเภท ชนิด และราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 54) และประกาศคณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด (ฉบับที่ 200 และฉบับที่ 249) ป้ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้ายฯ มาตรา 6 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้าย

แม้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกเว้นภาษีป้ายในส่วนที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีจากมิเตอร์หัวจ่าย แต่ไม่คืนเงินในส่วนนี้ให้โจทก์ กลับนำไปหักออกจากค่าภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเติมซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินให้โจทก์ 1,464 บาท แต่กรณีที่โจทก์ขอให้คืนเงิน 35,016 บาท ที่โจทก์ได้ชำระไปตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินครั้งที่สอง ให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 35,016 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินไปแล้วก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินครั้งที่สอง กรณีจึงไม่อาจคืนเงินให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 41/49, 40/49, 39/49, 38/49, 27/49, 34/49, 29/49 และ 28/49 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 51,064 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ 27/49, 34/49, 34/49 (ที่ถูก 29/49) และ 28/49 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่ให้ประเมินป้ายราคาน้ำมันซึ่งติดตั้งที่สถานีบริการน้ำมันเลขที่ 123 หมู่ที่ 3 ถนนติวานนท์ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 1,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายสำหรับกรณีสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 ประจำปี 2545 ถึงปี 2548 ครั้งแรก ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับแล้ว และยังไม่มีการยกเลิกการประเมินดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่พอใจย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์การประเมินต่อจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 30 ได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีป้ายครั้งแรกในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเฉพาะในส่วนที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และป้ายราคาน้ำมันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินให้เสียภาษีป้ายปีละ 366 บาท แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ที่วินิจฉัยให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินภาษีป้ายดังกล่าวในส่วนที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่ายและให้เรียกเก็บภาษีป้ายในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และป้ายราคาน้ำมันเพิ่มเติมจากโจทก์เป็นเงิน 40,776 บาท และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายครั้งที่สอง ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว แล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับ ก็ต้องถือว่าโจทก์ยังมีความรับผิดในหนี้ค่าภาษีตามการประเมินดังกล่าวในส่วนที่ไม่มีการยกเว้นตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์และไม่มีเหตุที่จะทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ต้องเสียไป โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 33 ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 โจทก์ต้องเสียภาษีป้ายในส่วนแสดงราคาน้ำมันหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันในส่วนที่แสดงราคาน้ำมันเป็นป้ายที่แสดงประเภท ชนิด และราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 54) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย การออกใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86/8 แห่งประมวลรัษฎากร และการเก็บรักษารายงานตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 7 กับประกาศคณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด ฉบับที่ 200 พ.ศ. 2535 เรื่อง ให้ผู้จำหน่ายปลีกแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าควบคุม ลงวันที่ 10 กันยายน 2535 และฉบับที่ 249 พ.ศ. 2541 ลงวันที่ 23 เมษายน 2541 ป้ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 6 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายในส่วนนี้ แม้ในส่วนที่แสดงราคาน้ำมันดังกล่าวจะอยู่ใต้ส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และอยู่ในโครงสร้างเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อป้ายในส่วนนี้ไม่ใช่ป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 6 จึงไม่อาจนำไปคำนวณรวมกับป้ายในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" เพื่อประเมินให้เสียภาษีป้ายได้อีก การประเมินให้เสียภาษีป้ายในป้ายราคาน้ำมันและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้เสียภาษีป้ายในป้ายราคาน้ำมันและเปลี่ยนแปลงขนาดป้ายจึงไม่ชอบ

นอกจากนี้แม้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ได้วินิจฉัยให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินภาษีป้ายในส่วนของเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย ทำให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดค่าภาษีตามการประเมินในส่วนนี้ก็ตาม แต่เมื่อตามคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้คืนเงินในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ แต่กลับนำเงินในส่วนนี้ไปหักออกจากค่าภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเติมซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินในกรณีที่โจทก์ได้ชำระภาษีตามการประเมินภาษีในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันในส่วนที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และป้ายราคาน้ำมันให้เสียภาษีป้ายปีละ 366 บาท รวม 4 ปีภาษี เป็นเงิน 1,464 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ แต่สำหรับกรณีที่โจทก์ขอให้คืนเงินจำนวน 35,016 บาท ที่โจทก์ได้ชำระไปตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 และตามการประเมินครั้งที่สองเลขที่ 59/49 ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 นั้น เห็นว่า ลำพังเพียงคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายค่าภาษีป้ายเพิ่มจากรายการในการประเมินครั้งแรกเป็นเงิน 35,016 บาท ไม่ทำให้โจทก์มีความรับผิดในหนี้ค่าภาษีเพิ่มเติมตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แต่อย่างใด และถึงแม้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายครั้งที่สองเลขที่ 59/49 ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นเงิน 35,016 บาท แผ่นที่ 30 และโจทก์ได้ชำระเงินไปตามการประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมแล้วก็ตาม แต่ในคดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมฉบับเลขที่ 59/49 กรณีจึงไม่อาจคืนเงินตามการประเมินในส่วนนี้จำนวน 35,016 บาท ให้แก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วนกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประเด็นอื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 41/49, 40/49, 39/49 และ 38/49 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินป้ายราคาน้ำมันรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 หมู่ที่ 9 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์เสียภาษีป้ายในรายการป้ายใหญ่ประจำปี 2545 ถึงปี 2548 รวมเป็นเงิน 15,040 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,464 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — เทศบาลนครปากเกร็ด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอภิศักดิ์ พรวชิราภา
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2618/2554
#512796
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานเจ้าหน้าที่ของเทศบาลจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายสำหรับกรณีสถานีบริการน้ำมันประจำปี 2545 ถึงปี 2548 ครั้งแรก ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับ และยังไม่มีการยกเลิกการประเมิน เมื่อโจทก์ไม่พอใจย่อมมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อนายกเทศมนตรีจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 30 ได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีป้ายครั้งแรกในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเฉพาะในส่วนที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และป้ายราคาน้ำมันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินให้เสียภาษีป้ายปีละ 366 บาท แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ที่วินิจฉัยให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินภาษีป้ายในส่วนที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และให้เรียกเก็บภาษีป้ายในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และป้ายราคาน้ำมันเพิ่มเติมจากโจทก์ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายครั้งที่สอง ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ให้เรียกเก็บภาษีตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับ ดังกล่าว ก็ต้องถือว่าโจทก์ยังมีความรับผิดในหนี้ค่าภาษีตามการประเมินในส่วนที่ไม่มีการยกเว้นตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์และไม่มีเหตุที่จะทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ต้องเสียไป โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 33

ป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันในส่วนที่แสดงราคาน้ำมันเป็นป้ายที่แสดงประเภท ชนิด และราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 55) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย การออกใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86/8 แห่งประมวลรัษฎากร และการเก็บรักษารายงานตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากรข้อ 7 กับประกาศคณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด ฉบับที่ 200 พ.ศ.2535 เรื่อง ให้ผู้จำหน่ายปลีกแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าควบคุม ลงวันที่ 10 กันยายน 2535 และฉบับที่ 249 พ.ศ.2541 ลงวันที่ 23 เมษายน 2541 จึงไม่ใช่ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายในส่วนนี้ แม้ในส่วนที่แสดงราคาน้ำมันจะอยู่ใต้ส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และอยู่ในโครงสร้างเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อป้ายในส่วนนี้ไม่ใช่ป้ายตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 จึงไม่อาจนำไปคำนวณรวมกับป้ายในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" เพื่อประเมินให้เสียภาษีป้ายได้อีก การประเมินให้เสียภาษีป้ายในป้ายราคาน้ำมันและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้เสียภาษีป้ายในป้ายราคาน้ำมันและเปลี่ยนแปลงขนาดป้ายจึงไม่ชอบ

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินภาษีป้ายในส่วนของเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย ทำให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดค่าภาษีตามการประเมินในส่วนนี้ แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้คืนเงินในส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่กลับนำเงินในส่วนนี้ไปหักออกจากค่าภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเติมซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินในกรณีที่โจทก์ได้ชำระภาษีตามการประเมินภาษีในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันในส่วนที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และป้ายราคาน้ำมันให้เสียภาษีป้ายรวม 4 ปีภาษี พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดเดิมใช้ชื่อว่าบริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มีจำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรี เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2548 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายที่ติดตั้งบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 50/1192 หมู่ที่ 9 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ประจำปี 2545 ถึงปี 2548 โดยการประเมินในครั้งแรก เป็นเงิน 11,566 บาท 8,126 บาท 8,126 บาท และ 4,806 บาท ตามลำดับ และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายที่ติดตั้งบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 123 หมู่ที่ 3 ถนนติวานนท์ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ประจำปี 2545 ถึงปี 2548 เป็นเงิน 34,060 บาท 35,600 บาท 34,720 บาท และ 19,080 บาท ตามลำดับโจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าวจึงอุทธรณ์การประเมินสำหรับสถานีบริการน้ำมันทั้งสองแห่งเฉพาะรายการป้ายที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และป้ายราคาน้ำมัน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2549 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับสถานีบริการน้ำมันทั้งสองแห่งฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ว่า สำหรับรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 ให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินภาษีป้ายในส่วนที่เป็นของกิจการอื่นที่ได้ยื่นชำระภาษีป้ายไว้แล้ว และในส่วนของเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย แต่ป้ายในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และป้ายราคาน้ำมันไม่อาจแยกออกจากกันได้เนื่องจากติดตั้งอยู่บนโครงสร้างเดียวกันจึงต้องประเมินภาษีป้ายทั้งโครงสร้าง แต่การประเมินครั้งแรกไม่ตรงตามข้อเท็จจริงจึงต้องประเมินใหม่เป็นป้ายประเภทที่ 2 ในปี 2545 และปี 2546 ใช้ขนาดกว้าง 286 เซนติเมตร ยาว 874 เซนติเมตร ปีละ 2 ป้าย (ด้านหน้าและด้านหลัง) ในปี 2547 และปี 2548 ใช้ขนาดกว้าง 250 เซนติเมตร ยาว 432 เซนติเมตร ปีละ 2 ป้าย (ด้านหน้าและด้านหลัง) คำนวณเป็นภาษีป้ายประจำปี 2545 ถึงปี 2548 เป็นเงิน 20,000 บาท 20,000 บาท 8,640 บาท และ 8,640 บาท ตามลำดับ รวม 57,280 บาท แต่โจทก์ได้ชำระค่าภาษีป้ายตามการประเมินในป้ายรายการนี้ไว้แล้วเป็นเงิน 16,504 บาท จึงต้องจ่ายเพิ่มเป็นเงิน 40,776 บาท สำหรับสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 123 ให้แก้ไขการประเมินโดยลดขนาดป้ายในส่วนเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่ายออกคงเหลือขนาดป้ายกว้าง 107 เซนติเมตร ยาว 172 เซนติเมตร คำนวณเป็นภาษีป้ายประจำปี 2545 ถึงปี 2548 เป็นเงินปีละ 400 บาท รวม 1,600 บาท แต่โจทก์ได้ชำระค่าภาษีป้ายตามการประเมินไว้แล้วเป็นเงิน 7,360 บาท จำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีให้แก่โจทก์เป็นเงิน 5,760 บาท จึงนำส่วนนี้มาหักออกจากกรณีที่โจทก์ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าภาษีป้ายเพิ่มเป็นเงิน 35,016 บาท โจทก์เห็นว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่เปลี่ยนแปลงขนาดและประเภทของป้ายเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากที่โจทก์อุทธรณ์โดยไม่ผ่านขั้นตอนการประเมิน ป้ายที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และป้ายราคาน้ำมันเป็นป้ายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดทำตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ใช่ป้ายที่ต้องชำระภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 ส่วนป้ายที่มีข้อความ "ESSO" เป็นป้ายที่สามารถแยกส่วนจากป้ายราคาน้ำมันได้และมีขนาดกว้าง 188 เซนติเมตร ยาว 250 เซนติเมตร คิดเป็นพื้นที่ 47,000 ตารางเซนติเมตร สำหรับรายการป้ายที่ติดตั้งหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 123 เป็นป้ายที่ไม่มีชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และเป็นป้ายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดทำตามกฎหมายกำหนด จึงไม่ใช่ป้ายที่ต้องชำระภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 ดังนั้น เมื่อหักค่าภาษีป้ายที่มีข้อความ "ESSO" แล้วจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินค่าภาษีสำหรับสถานีบริการน้ำมันทั้งสองแห่งให้แก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 51,064 บาท ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไข หนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 41/49, 40/49, 39/49, 39/49, 27/49, 34/49, 29/49 และ 28/49 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 51,064 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า สำหรับรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 เป็นป้ายที่มีข้อความ "ESSO" และเป็นป้ายราคาน้ำมันมีการคำนวณพื้นที่ป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 และเป็นป้ายที่ไม่อาจแยกจากกันได้เพราะติดตั้งอยู่บนโครงสร้างเดียวกัน การคิดคำนวณภาษีจึงต้องคิดคำนวณทั้งโครงสร้างและเป็นป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศนอกจากนี้ป้ายราคาน้ำมันของสถานีบริการทั้งสองแห่งเป็นป้ายที่ใช้ในทางการค้าหรือโฆษณาการค้าเพื่อหารายได้ และไม่ได้รับยกเว้นภาษีป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 8 (6) และ 8 (13) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2549 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายครั้งที่สอง ให้โจทก์ชำระภาษีป้ายเพิ่มเติมสำหรับรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งหน้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 50/1192 ประจำปี 2545 ถึง 2548 จำนวน 2 ป้าย (ด้านหน้าและด้านหลัง) ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 เป็นเงิน 40,776 บาท ตามผลของคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 และโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมไว้ แต่ยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ 27/49, 34/49, 34/49 (ที่ถูก 29/49) และ 28/49 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่ให้ประเมินป้ายราคาน้ำมันซึ่งติดตั้งที่สถานีบริการน้ำมันเลขที่ 123 หมู่ที่ 3 ถนนติวานนท์ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 1,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 หมู่ที่ 9 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังเป็นยุติในส่วนนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าบริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มีจำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรี โจทก์เป็นเจ้าของป้ายใหญ่ที่ติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 50/1192 โดยป้ายที่อยู่ด้านบนสุดมีข้อความ "ESSO" ขนาดกว้าง 188 เซนติเมตร ยาว 250 เซนติเมตร เป็นป้าย 2 ด้านถัดลงมาเป็นป้ายที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย ขนาดกว้าง 61 เซนติเมตร ยาว 214 เซนติเมตรเป็นป้าย 2 ด้าน ถัดลงมาเป็นป้ายที่มีข้อความราคาน้ำมันรวม 4 ป้ายต่อกัน กว้างป้ายละ 61 เซนติเมตร ยาว 214 เซนติเมตร เป็นป้ายด้านเดียวถัดลงมาเป็นป้ายที่มีข้อความ "TESCO Lotus Express สะดวก คุ้มใกล้คุณ" ขนาดกว้าง 210 เซนติเมตร ยาว 250 เซนติเมตร ซึ่งเพิ่งมีป้ายดังกล่าวเมื่อปี 2547 เป็นต้นมา ถัดลงมาด้านล่างสุดเป็นที่ว่าง ขนาดกว้าง 232 เซนติเมตร ยาว 250 เซนติเมตร โดยป้ายทั้งหมดอยู่บนโครงสร้างเดียวกันสูง 935 เซนติเมตร ตามสำเนาภาพถ่ายแนบท้ายคำแถลงของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 ตรงกับเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีรายการป้ายใหญ่ดังกล่าวและป้ายอื่นๆ ประจำปี 2545 ถึงปี 2548 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ถึง 4 โดยประเมินภาษีในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันในส่วนป้ายที่มีข้อความ "ESSO" เป็นป้ายประเภทที่ 2 ขนาดกว้าง 188 เซนติเมตร ยาว 250 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย (ด้านหน้าและด้านหลัง) เป็นค่าภาษีป้ายปีละ 3,760 บาท และประเมินป้ายดังกล่าวในส่วนที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์ และป้ายบอกราคาน้ำมัน เป็นป้ายประเภทที่ 1 ขนาดกว้าง 210 เซนติเมตร ยาว 290 เซนติเมตร จำนวน 1 ป้าย เป็นค่าภาษีป้ายปีละ 366 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 5 และเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 93 ถึง 96 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีป้ายครั้งแรกในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเฉพาะในส่วนที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และป้ายราคาน้ำมันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินให้เสียภาษีป้ายปีละ 366 บาท จึงอุทธรณ์การประเมิน ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 91 ถึง 92 ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 แก่โจทก์ว่าในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันนี้ให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินภาษีป้ายในส่วนที่เป็นของกิจการอื่นที่ได้ยื่นชำระภาษีป้ายไว้แล้วและในส่วนของเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่ายแต่ป้ายดังกล่าวในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และป้ายราคาน้ำมันไม่อาจแยกออกจากกันได้ เนื่องจากติดตั้งอยู่บนโครงสร้างเดียวกัน จึงต้องประเมินภาษีป้ายทั้งโครงสร้าง แต่การประเมินครั้งแรกไม่ตรงตามข้อเท็จจริงจึงต้องประเมินใหม่สำหรับประจำปี 2545 และปี 2546 ป้ายในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และป้ายราคาน้ำมันเป็นป้ายประเภทที่ 2 ขนาดกว้าง 286 เซนติเมตร ยาว 874 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย (ด้านหน้าและด้านหลัง) เป็นค่าภาษีป้ายปีละ 20,000 บาท และสำหรับประจำปี 2547 และปี 2548 ป้ายในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และป้ายราคาน้ำมันเป็นป้ายประเภทที่ 2 ขนาดกว้าง 250 เซนติเมตร ยาว 432 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย (ด้านหน้าและด้านหลัง) เป็นค่าภาษีป้ายปีละ 8,640 บาท คำนวณเป็นภาษีป้ายประจำปี 2545 ถึงปี 2548 เป็นเงิน 57,280 บาท แต่โจทก์ได้ชำระค่าภาษีป้ายตามการประเมินภาษีป้ายครั้งแรกประจำปี 2545 ถึงปี 2548 ในป้ายรายการนี้ไว้แล้วเป็นเงิน 16,504 บาท จึงต้องจ่ายเพิ่มเป็นเงิน 40,776 บาท และเนื่องจากจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีป้ายที่โจทก์ชำระไว้เกินกรณีสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 123 หมู่ที่ 3 ถนนติวานนท์ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นเงิน 5,760 บาท ซึ่งเมื่อนำส่วนนี้มาหักออก โจทก์จึงต้องจ่ายค่าภาษีป้ายเพิ่มเป็นเงิน 35,016 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 6, 7, 28 และ 29 และจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายครั้งที่สองให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในป้ายรายการนี้ ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 เป็นเงิน 35,016 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 30 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินครั้งแรกและการประเมินเพิ่มเติมดังกล่าวแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 13 ถึง 16 และ 21

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภาษีป้ายในส่วนรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินของโจทก์โดยให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 แล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 33 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายสำหรับสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 ประจำปี 2545 ถึงปี 2548 ครั้งแรก ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ถึง 4 แล้ว และยังไม่มีการยกเลิกการประเมินดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่พอใจย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์การประเมินต่อจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 30 ได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีป้ายครั้งแรกในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเฉพาะในส่วนที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และป้ายราคาน้ำมันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินให้เสียภาษีป้ายปีละ 366 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 91 ถึง 92 แล้ว แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ที่วินิจฉัยให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินภาษีป้ายดังกล่าวในส่วนที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่ายและให้เรียกเก็บภาษีป้ายในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และป้ายราคาน้ำมันเพิ่มเติมจากโจทก์เป็นเงิน 40,776 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 28 และ 29 และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายครั้งที่สอง ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ให้เรียกเก็บภาษีตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 30 แล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ถึง 4 ก็ต้องถือว่าโจทก์ยังมีความรับผิดในหนี้ค่าภาษีตามการประเมินดังกล่าวในส่วนที่ไม่มีการยกเว้นตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์และไม่มีเหตุที่จะทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ต้องเสียไปโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจิฉัยดังกล่าวต่อศาลตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 33 ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ถึง 4 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ตามเอกสารหมายล.1 แผ่นที่ 28 และ 29 รายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 โจทก์ต้องเสียภาษีป้ายในส่วนแสดงราคาน้ำมันหรือไม่และจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินแก่โจทก์เพียงใด ประเด็นนี้แม้ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัยแต่เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายสืบพยานมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า ป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันในส่วนที่แสดงราคาน้ำมันตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นป้ายที่แสดงประเภท ชนิด และราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 54) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยการออกใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86/8 แห่งประมวลรัษฎากรและการเก็บรักษารายงานตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากรข้อ 7 กับประกาศคณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด ฉบับที่ 200 พ.ศ.2535 เรื่องให้ผู้จำหน่ายปลีกแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าควบคุม ลงวันที่ 10 กันยายน 2535 และฉบับที่ 249 พ.ศ.2541 ลงวันที่ 23 เมษายน 2541 ป้ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายในส่วนนี้ แม้ในส่วนที่แสดงราคาน้ำมันดังกล่าวจะอยู่ใต้ส่วนที่มีข้อความ "ESSO" และอยู่ในโครงสร้างเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อป้ายในส่วนนี้ไม่ใช่ป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 จึงไม่อาจนำไปคำนวณรวมกับป้ายในส่วนที่มีข้อความ "ESSO" เพื่อประเมินให้เสียภาษีป้ายได้อีก การประเมินให้เสียภาษีป้ายในป้ายราคาน้ำมันและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้เสียภาษีป้ายในป้ายราคาน้ำมันและเปลี่ยนแปลงขนาดป้ายจึงไม่ชอบ นอกจากนี้แม้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ได้วินิจฉัยให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินภาษีป้ายในส่วนของเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย ทำให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดค่าภาษีตามการประเมินในส่วนนี้ก็ตาม แต่เมื่อตามคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้คืนเงินในส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่กลับนำเงินในส่วนนี้ไปหักออกจากค่าภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเติมซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินในกรณีที่โจทก์ได้ชำระภาษีตามการประเมินภาษีในรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันในส่วนที่มีภาพเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และป้ายราคาน้ำมันให้เสียภาษีป้ายปีละ 366 บาท รวม 4 ปีภาษี เป็นเงิน 1,464 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ แต่สำหรับกรณีที่โจทก์ขอให้คืนเงินจำนวน 35,016 บาท ที่โจทก์ได้ชำระไปตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 และตามการประเมินครั้งที่สองเลขที่ 59/49 ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 นั้น เห็นว่า ลำพังเพียงคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายค่าภาษีป้ายเพิ่มจากรายการในการประเมินครั้งแรกเป็นเงิน 35,016 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 28 และ 29 ไม่ทำให้โจทก์มีความรับผิดในหนี้ค่าภาษีเพิ่มเติมตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แต่อย่างใด และถึงแม้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายครั้งที่สองเลขที่ 59/49 ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นเงิน 35,016 บาท ตามเอกสารหมายล.1 แผ่นที่ 30 และโจทก์ได้ชำระเงินไปตามการประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมแล้วก็ตาม แต่ในคดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมฉบับเลขที่ 59/49 กรณีจึงไม่อาจคืนเงินตามการประเมินในส่วนนี้จำนวน 35,016 บาท ให้แก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ..."

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 41/49, 40/49, 39/49 และ 38/49 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 31 มีนาคม 2549 ให้ยกเว้นไม่ต้องประเมินป้ายราคาน้ำมันรายการป้ายใหญ่ซึ่งติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 50/1192 หมู่ที่ 9 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์เสียภาษีป้ายในรายการป้ายใหญ่ประจำปี 2545 ถึงปี 2548 รวมเป็นเงิน 15,040 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,464 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 6 ม. 30
ป.รัษฎากร ม. 86/8 ม. 87/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — เทศบาลนครปากเกร็ด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2554
#509386
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน แม้จะเป็นการรับรองในวันเดียวกัน พร้อมๆ กัน และมีเจตนาที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่คนต่างด้าว 7 คน ในเวลาเดียวกัน แต่จำเลยได้กระทำให้แก่คนต่างด้าวแต่ละคน ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวของแต่ละคนและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91

ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 ยกเลิกความในมาตรา 13 และมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังฟ้องว่า จำเลยสนับสนุนในการที่คนต่างด้าวกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) และไม่ปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 86 มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 264, 267, 268, 83 โดยมิได้ระบุวรรคมาด้วยก็ไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 137, 264, 267, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 7 ปี และปรับ 210,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับต้องไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 3 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน เป็นการกระทำหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน แม้จะเป็นการรับรองในวันเดียวกันพร้อม ๆ กัน และมีเจตนาที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่คนต่างด้าว 7 คน ในเวลาเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยได้กระทำให้แก่คนต่างด้าวแต่ละคน ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวของแต่ละคนและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 ยกเลิกความในมาตรา 13 และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังฟ้องว่า จำเลยสนับสนุนในการที่คนต่างด้าวกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) และไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264, 267, 268, 83 โดยมิได้ระบุวรรคมาด้วยก็ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 264 วรรคแรก, 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรกและมาตรา 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (เดิม)ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 91 ม. 137 ม. 264 ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายอุดทา ภาวัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายสมพร สมุทรคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2554
#511586
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้จัดสรรที่ดินได้แสดงออกโดยปริยายว่า จะจัดให้มีถนนในโครงการที่ดินที่จัดสรรตามแผนผังโครงการ ซึ่งถือเป็นสาธารณูปโภคและตกอยู่ในภาระจำยอม ซึ่งผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป จะทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจัดสรรที่ดิน แต่ปรากฏว่า ถนนพิพาทอยู่ในที่ดินจัดสรรส่วนที่ผู้จัดสรรที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์และก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตามแผนผังของโครงการ โดยที่ดินดังกล่าวถูกปล่อยให้เป็นที่ว่างเปล่ามานานถึง 12 ปี มีการนำแท่งคอนกรีตไปปิดกั้นปากทางถนนพิพาทไม่ให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออก โจทก์หรือผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายอื่น ๆ ไม่ได้โต้แย้งต่อผู้จัดสรรที่ดินเพราะสามารถใช้ถนนด้านหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ออกสู่ถนนสาธารณะได้ แสดงให้เห็นว่า โจทก์หรือผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายอื่น ๆ มิได้ถือเอาการมีหรือไม่มีอาคารพาณิชย์ในที่ดินดังกล่าวเป็นสาระสำคัญและถนนพิพาทจะเป็นสาธารณูปโภคหรือไม่ เท่ากับเป็นการยอมรับว่าที่ดินดังกล่าวมิได้นำออกจัดสรรขายตามสภาพที่เป็นจริง ถนนพิพาทจึงไม่ตกอยู่ในภาระจำยอม ผู้จัดสรรที่ดินจึงมีสิทธิเหนือที่ดินและถนนพิพาทส่วนนี้ ต่อมาผู้จัดสรรที่ดินขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก่อสร้างกำแพงปิดกั้นปากทางถนนพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 1 เอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งสองคูหาตั้งอยู่ในโครงการจัดสรรในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นย่านชุมชนและย่านการค้าที่มีความเจริญมาก มีอาคารพาณิชย์ของผู้อื่นในโครงการปลูกเรียงติดต่อกันหลายคูหา โจทก์จึงควรคิดหรือคาดหมายได้ถึงความไม่สะดวกในการพักอาศัยและการสัญจรไปมา แม้จะปรากฏขณะโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากแผนผังของโครงการว่า มีถนนอยู่ด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ แต่ก็เป็นถนนที่กันไว้สำหรับใช้เป็นทางเข้าออกอาคารพาณิชย์ที่จะก่อสร้างในที่ดินด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ เมื่อผู้จัดสรรที่ดินมิได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ตามแผนผังของโครงการ โจทก์ก็มิได้โต้แย้งหรือว่ากล่าวเอาแก่ผู้จัดสรรที่ดิน ทั้งโจทก์ยังได้ต่อเติมด้านหลังอาคารพาณิชย์ทั้งสี่ชั้น ให้สูงชิดติดกันแนวเขตที่ดินของโจทก์ เท่ากับโจทก์ยอมรับสภาพว่าหากมีผู้มาก่อสร้างชิดติดกับแนวเขตที่ดินโจทก์ อาจทำให้บังทิศทางลม แสงสว่าง กับหน้าต่างและประตูด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ได้ ซึ่งเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรที่จะคาดหมายได้อยู่แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งที่ดินด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์จากผู้จัดสรรที่ดินและสร้างรั้วคอนกรีตผนังทึบชิดติดกับด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์สูงประมาณ 3 เมตร จึงเป็นการใช้สิทธิตามปกติโดยมีเหตุอันควรถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือเป็นเหตุให้โจทก์เดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 และ 1337

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองทุบรื้อถอนกำแพงด้านหลังบ้านของโจทก์และกำแพงที่ปิดกั้นถนนออกไปสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองทุบและรื้อถอนกำแพง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมในปี 2527 บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1590 ตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 29 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา มีทางออกสู่ถนนสาธารณะได้ 2 ทาง คือ ทางทิศตะวันตกออกสู่ถนนประชาชื่น และทางทิศใต้ออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ส่วนทางทิศตะวันออกยาวตลอดแนวเขตที่ดินติดคลองเปรมประชากร ออกแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยหลายร้อยแปลง และก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2531 โจทก์ซื้อที่ดินจัดสรรแปลงย่อยโฉนดเลขที่ 124724 และ 124725 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1590 พร้อมอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 2 คูหา ติดกันปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว มีถนนทางออกด้านหน้าเชื่อมต่อกับถนนที่จะออกสู่ถนนประชาชื่น จากบริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ต่อมาวันที่ 21กรกฎาคม 2543 บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 155019 และ 26931 ถึง 26951 ซึ่งเป็นที่ดินจัดสรรแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1590 ส่วนที่เหลือทั้งหมดตั้งแต่ทางทิศใต้บริเวณด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ยาวตลอดแนวลงมาจนถึงบริเวณที่จะออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาประชาชื่น ในปัจจุบัน โดยจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างรั้วคอนกรีตเป็นผนังทึบสูงประมาณ 3 เมตรล้อมรอบที่ดินของจำเลยที่ 1 ด้านที่ติดกับที่ดินและด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ยาวตลอดแนวเขตที่ดิน อันเป็นเหตุแห่งข้อพิพาทคดีนี้ โดยโจทก์กล่าวอ้างประการแรกว่า ที่ดินที่บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ขายให้แก่จำเลยที่ 1 มีที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของถนนพิพาทที่บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด กันไว้เป็นทางออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรรวมทั้งที่ดินของโจทก์แล้วจำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิก่อสร้างรั้วคอนกรีตปิดกั้นถนนพิพาท และกล่าวอ้างประการที่สองว่า จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิก่อสร้างรั้วคอนกรีตปิดบังด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วคอนกรีตที่ปิดกั้นทางที่จะออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ได้หรือไม่โจทก์นำสืบทำนองว่า บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1590 ออกแบ่งแยกเป็นที่ดินแปลงย่อยหลายร้อยแปลง และก่อสร้างอาคารพาณิชย์จัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไป ตามแผนผังโครงการ โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ภายในโครงการดังกล่าว ที่ดินส่วนที่เป็นถนนรวมทั้งถนนพิพาทตามที่ระบุไว้ในแผนผังโครงการดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสาธารณูปโภคที่บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ได้จัดให้มีขึ้น จึงย่อมต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรรวมทั้งที่ดินของโจทก์ด้วย เห็นว่า แม้ตามแผนผังโครงการ จะปรากฏรายละเอียดของที่ดินที่แบ่งแยกเป็นที่ดินแปลงย่อยหลายร้อยแปลงและอาคารพาณิชย์ที่จัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไป โดยมีที่ดินบางส่วนที่บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ผู้จัดสรรที่ดินกันไว้เป็นถนนด้านหน้าของอาคารพาณิชย์ทุกคูหารวมทั้งถนนพิพาทที่เป็นถนนเชื่อมต่อกับถนนด้านหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์เพื่อออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ด้วย และจำเลยทั้งสองจะมิได้นำสืบโต้แย้งหักล้างแผนผังโครงการดังกล่าว ซึ่งทำให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ได้แสดงออกโดยปริยายแล้วว่า จะจัดให้มีถนนตามที่ปรากฏในแผนผังโครงการดังกล่าวเป็นสาธารณูปโภคและต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรซึ่งบริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป จะทำการอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะบริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ดำเนินการจัดสรรที่ดินก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า นับตั้งแต่โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แล้วเข้าพักอยู่อาศัยเป็นต้นมาจนถึงก่อนที่บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด จะขายที่ดินจัดสรรที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1590 ส่วนที่เหลือทั้งหมดตั้งแต่ทางทิศใต้บริเวณด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ยาวตลอดแนวลงมาจนถึงบริเวณที่จะออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นระยะเวลาถึง 12 ปี ที่ดินดังกล่าวกลับถูกปล่อยให้เป็นที่ว่างเปล่าบริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด มิได้นำที่ดินและก่อสร้างอาคารพาณิชย์จัดสรรขายให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแผนผังโครงการ อีกต่อไป บางครั้งมีการใช้บริเวณที่ว่างเปล่านี้แสวงหาประโยชน์โดยการจัดเป็นตลาดนัด และภายหลังก็มีการนำแท่งคอนกรีตไปปิดกั้นปากทางถนนพิพาทบริเวณที่เชื่อมต่อกับถนนประชาราษฎร์สาย 2 มิให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออก ทั้งโจทก์เองยังเคยนำรถแท็กซี่ที่โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าไปจอดไว้บริเวณที่ว่างเปล่านี้เป็นครั้งคราวด้วย โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายอื่น ๆ ได้โต้แย้งหรือว่ากล่าวเอาแก่บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด แต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับยังคงพักอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ในที่ดินจัดสรรเรื่อยมา แสดงว่าโจทก์หรือผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายอื่น ๆ มิได้ถือเอาการมีหรือไม่มีอาคารพาณิชย์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว และการที่ถนนพิพาทในส่วนที่เชื่อมต่อกับถนนประชาราษฎร์สาย 2 ในที่ดินบริเวณนั้นจะเป็นสาธารณูปโภคหรือไม่ เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่บริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ผู้จัดสรรมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่างตอบแทนแก่โจทก์หรือผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายอื่น ๆ อันเท่ากับเป็นการยอมรับว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมิได้เป็นที่ดินที่ถูกนำออกจัดสรรขายอีกต่อไปตามสภาพที่เป็นจริง และบริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด ผู้จัดสรรยังคงมีสิทธิเหนือที่ดินส่วนนี้อยู่ ดังนั้น ฐานะของโจทก์และผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายอื่น ๆ ในการใช้ถนนพิพาทในที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ย่อมต้องเปลี่ยนไปเป็นการใช้สิทธิอาศัยผ่านถนนพิพาทการที่ก่อนหน้านี้โจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ในที่ดินจัดสรรเคยใช้รถยนต์ผ่านถนนพิพาทเข้าออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 จึงเป็นเพียงการใช้สิทธิผ่านที่ดินของบริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด โดยถือวิสาสะ ด้วยความยินยอมของบริษัทศูนย์การค้าบางซื่อ จำกัด เท่านั้น โจทก์ไม่อาจอ้างได้ว่าถนนพิพาทในส่วนที่เชื่อมต่อกับถนนประชาราษฎร์สาย 2 ในที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นสาธารณูปโภคและตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรรวมทั้งที่ดินของโจทก์ตามผลแห่งกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคนต่อไปก่อสร้างกำแพงคอนกรีตปิดกั้นถนนพิพาทอันเป็นทางที่จะออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เอง จึงมิได้เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วคอนกรีตที่ปิดกั้นทางที่จะออกสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ได้

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า การก่อสร้างรั้วคอนกรีตเป็นผนังทึบล้อมรอบที่ดินของจำเลยที่ 1 บริเวณด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยทั้งสองก่อสร้างรั้วคอนกรีตเป็นผนังทึบชิดติดกับด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ ปิดบังหน้าต่างและประตูเข้าออกด้านหลัง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกประตูด้านหลังได้ ทั้งทำให้อาคารพาณิชย์ของโจทก์มืดทึบ ไม่มีแสงสว่างก่อให้เกิดมลพิษ โจทก์ต้องเปิดไฟและเครื่องปรับอากาศทั้งวัน เห็นว่า อาคารพาณิชย์ทั้งสองคูหาของโจทก์ตั้งอยู่ในโครงการจัดสรรในกรุงเทพมหานครใกล้กับถนนประชาชื่นตัดกับถนนประชาราษฎร์สาย 2 ซึ่งเป็นย่านชุมนุมชนและย่านการค้าที่มีความเจริญมาก ที่ดินมีเนื้อที่ว่างน้อยและราคาแพง มีอาคารพาณิชย์ของผู้อื่นในโครงการปลูกเรียงติดต่อกันอยู่อย่างแออัดในบริเวณใกล้เคียงหลายคูหา การที่โจทก์ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ในทำเลดังกล่าว โจทก์จึงควรคิดหรือคาดหมายได้ถึงความไม่สะดวกในการพักอาศัยและสัญจรไปมา แม้ขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจะปรากฏตามแผนผังโครงการ ว่ามีถนนอยู่ด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ แต่ถนนดังกล่าวเป็นถนนที่ผู้จัดสรรกันไว้สำหรับใช้เป็นทางเข้าออกด้านหน้าอาคารพาณิชย์ที่จะก่อสร้างอยู่ด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ มิใช่เป็นถนนที่ใช้ประโยชน์เป็นทางผ่านเข้าออกจากด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ และเมื่อผู้จัดสรรมิได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแผนผังโครงการดังกล่าว โจทก์ก็มิได้โต้แย้งหรือว่ากล่าวเอาแก่ผู้จัดสรรแต่อย่างใด กลับคงพักอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์เรื่อยมา ยิ่งกว่านั้น โจทก์เองก็ยังก่อสร้างต่อเติมด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งสี่ชั้นทั้งสองคูหา ซึ่งเดิมอยู่ห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ถึงประมาณ 3 เมตร ให้สูงชิดติดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ เท่ากับโจทก์ยอมรับสภาพที่หากมีผู้มาก่อสร้างสิ่งก่อสร้างชิดติดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ อาจเป็นเหตุให้บังทิศทางลม แสงสว่าง กับหน้าต่างและประตูหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ได้ อันเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรที่คาดหมายได้อยู่แล้วทั้งการที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างรั้วคอนกรีตชิดติดกับด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ก็เพื่อล้อมรอบที่ดินของจำเลยที่ 1 มิให้เป็นทางเข้าออกไปยังห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาประชาชื่น ของจำเลยที่ 1 แม้รั้วคอนกรีตดังกล่าวจะเป็นผนังทึบ แต่ก็สูงเพียงประมาณ 3 เมตร ดังนั้น การก่อสร้างรั้วคอนกรีตของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการใช้สิทธิตามปกติโดยมีเหตุอันควร แม้จะเป็นเหตุให้ปิดบังหน้าต่างและประตูเข้าออกด้านหลังชั้นล่างอาคารพาณิชย์ของโจทก์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทำให้ภายในอาคารพาณิชย์ของโจทก์มืดทึบ ไม่มีแสงสว่าง แต่ก็ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่มุ่งต่อผลให้โจทก์เสียหายแต่เพียงถ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าการใช้สิทธิของจำเลยทั้งสองเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ หรือเป็นเหตุให้โจทก์เดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ อันเป็นละเมิดมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และ 1337 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วคอนกรีตที่ล้อมรอบที่ดินของจำเลยที่ 1 บริเวณด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421 ม. 1337 ม. 1390
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงนภัสหรือเยาวลักษณ์ เที่ยงกมล
จำเลย — บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายองอาจ งามมีศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายสมยศ เข็มทอง
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2570/2554
#515028
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งเดิมของศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและคู่ความในคดีดังกล่าวกับคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน แต่ประเด็นในเรื่องก่อนมีว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ซึ่งศาลในคดีก่อนได้พิพากษายกคำร้องขอโดยวินิจฉัยว่าผู้ร้องซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 1 ในคดีนี้อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 1 และมีการส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ร้องแล้วขณะนั้นที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็น ส.ค.1 เท่ากับผู้ร้องอ้างการซื้อขายสมบูรณ์โดยการส่งมอบการครอบครองแล้ว การที่ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนมาตั้งแต่มีการซื้อขายกันโดยมิได้อ้างว่าเป็นของผู้อื่น ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบในเรื่องครอบครองปรปักษ์ ครั้นเมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ในคดีก่อนกลับมาเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนกับบริวารในคดีนี้ จำเลยทั้งสองก็ต่อสู้คดีและฟ้องแย้งโดยอาศัยเหตุเรื่องที่จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินจากมารดาโจทก์และได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอันเป็นเหตุผลเดียวกันกับคำร้องในคดีก่อน ย่อมเท่ากับจำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทและการซื้อขายสมบูรณ์โดยการส่งมอบการครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของที่ดินโดยการครอบครองแล้วดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคดีก่อนจำเลยที่ 1 จึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาด้วย ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงมีว่า จำเลยที่ 1 ซื้อและครอบครองที่ดินพิพาทจนได้สิทธิครอบครองก่อนออกโฉนดที่ดินแล้วหรือไม่หรืออีกนัยหนึ่งประเด็นข้อพิพาทมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ 1 ซึ่งต่างกับประเด็นวินิจฉัยในเรื่องก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 กรณีจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งเดิมของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 12 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท กับกระท่อมตามฟ้องออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2519 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท และให้จำเลย ทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 39292 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 39292 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขออ้างว่าครอบครองปรปักษ์ที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 39292 จนได้กรรมสิทธิ์ นางเกิน โจทก์และนางสาวสม คงพล ยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของจำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 925/2545 ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์รังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียน โอนที่ดินส่วนพิพาทซึ่งเป็นที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 39292 เลขที่ดิน 341 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้มีรูปที่ดินและเนื้อที่ภายในกรอบเส้นสีดำหมายสีน้ำเงิน ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.3 ค่าใช้จ่ายในการรังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ออกฝ่ายละครึ่ง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นตามฟ้องและฟ้องแย้งให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 37 กับกระท่อม และออกไปจากที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 39292 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไป จนกว่าจะรื้อถอนและออกไปจากที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 925/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องฟ้องซ้ำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148บัญญัติไว้ว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้อง ฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน... ได้ความว่าคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 925/2545 ของศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าวกับคู่ความคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน แต่ในเรื่องประเด็นข้อพิพาทนั้น ประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องก่อนมีว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ซึ่งศาลในคดีก่อนได้พิพากษาให้ยกคำร้องขอโดยวินิจฉัยว่า ผู้ร้องซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 1 ในคดีนี้อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 1 และมีการ ส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ร้องแล้ว ขณะนั้นที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็น ส.ค.1 เท่ากับผู้ร้องอ้างว่าการซื้อขายสมบูรณ์โดยการส่งมอบการครอบครองแล้ว การที่ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนมาตั้งแต่มีการซื้อขายกันโดยมิได้อ้างว่าเป็นของผู้อื่นย่อมไม่เข้าองค์ประกอบในเรื่องครอบครองปรปักษ์ ครั้นเมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ในคดีก่อนกลับมาเป็น โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนกับบริวารในคดีนี้ จำเลยทั้งสองก็ต่อสู้คดีและฟ้องแย้งโดยอาศัยเหตุเรื่องที่จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากมารดาโจทก์และได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอันเป็นเหตุผลเดียวกันกับคำร้องขอในคดีก่อน ย่อมเท่ากับจำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทและการซื้อขายสมบูรณ์โดยการส่งมอบการครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของที่ดินโดยการครอบครองแล้วดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ในคดีก่อนนั่นเอง จำเลยที่ 1 จึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาด้วย ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงมีว่า จำเลยที่ 1 ซื้อและครอบครองที่ดินพิพาทจนได้สิทธิครอบครองก่อนออกโฉนดที่ดินแล้วหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ 1 ซึ่งต่างกับประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันมาแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 925/2545 ของศาลชั้นต้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนกแก้ว กุลอ่อน
จำเลย — นางปราง คงพล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2568/2554
#508369
เปิดฉบับเต็ม

คดีคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับคดีไว้พิจารณาพร้อมกับฎีกาภายในกำหนด ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาผู้คัดค้านมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข08 1385 7132 และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขคต สกลนคร 963 ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันแล้ว เพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 08 1385 7132 ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดส่วนรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขคต สกลนคร 963 ของกลางให้คืนแก่ผู้คัดค้าน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความผิดยาเสพติดจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาผู้คัดค้านจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
ผู้คัดค้าน — นางกัลยา ป้องเขตหรือมงคลงาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายปรานิต รัญวาศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2554
#510266
เปิดฉบับเต็ม

การร้องคัดค้านและขอคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 นั้น ตามบทบัญญัติมาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งรับคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 27 แล้ว ให้ศาลสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนคดีถึงที่สุด ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 2 ดังกล่าวก็ตาม ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านสำหรับทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 2 นี้ด้วย ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งขอให้คืนทรัพย์สิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 19, 22, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านที่ 1 ร้องคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน ที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 ร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สิน 3 รายการดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 3 ร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินทั้ง 2 รายการดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งริบธนบัตร 1,156,000 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 1 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา31 ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ริบทรัพย์สินตามรายการที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 2 เงินดอลลาร์สหรัฐ 74,890 ดอลลาร์ แก่ผู้คัดค้านที่ 2 คืนทรัพย์สินรายการที่ 4 และที่ 5 โทรศัพท์มือถือยี่ห้อพานาโซนิค หมายเลขเครื่อง ไอเอ็มอีไอ 446592 91 5080040 หมายเลขซิมการ์ด 9705 0004 5815 และหมายเลขเครื่อง ไอเอ็มอีไอ 446592 91 5080560 หมายเลขซิมการ์ด 9701 0001 1605 รวม 2 เครื่อง ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 3 โทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย หมายเลขเครื่อง 161906 หมายเลข 0 1 827 8365 ให้เก็บรักษาไว้คืนให้แก่เจ้าของแท้จริงต่อไป ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 3

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 2 เงินดอลลาร์สหรัฐ 74,890 ดอลลาร์ และทรัพย์สินรายการที่ 3 โทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย หมายเลขเครื่อง 161906 หมายเลข 0 1 827 8365 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริต เป็นทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเสนอให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งยึด คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาแล้วมีมติให้ยึดทรัพย์สินทั้ง 5 รายการดังกล่าว และขอให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งริบ คดีนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ว่าทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 2 คือเงิน 74,980 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้มาโดยสุจริตและไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ปรากฎว่าตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ระบุคัดค้านเฉพาะทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 4 คือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อพานาโซนิค หมายเลขเครื่อง 446592 91 5080040 หมายเลขซิมการ์ด 9705 0004 5815 จำนวน 1 เครื่องเท่านั้น โดยมิได้ระบุคัดค้านทรัพย์สินตามคำร้องรายการอื่น การร้องคัดค้านและขอคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 นั้น ตามบทบัญญัติมาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งรับคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 27 แล้ว ให้ศาลสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกัน เพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนคดีถึงที่สุด ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 2 ดังกล่าวก็ตาม ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านสำหรับทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 2 นี้ด้วย ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งขอให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะในส่วนฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 เท่านั้น ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาอ้างว่าเงิน 74,980 ดอลลาร์สหรัฐ มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้มาโดยสุจริตและนำติดตัวเข้ามาในประเทศไทยเพื่อซื้อสินค้าประเภทเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าจากประเทศไทยไปขายยังสาธารณรัฐกานา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 1 มีนายเฉลียว ผู้จัดการบริษัท สปีด คาร์โก้ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าที่ส่งสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศทั้งทางเรือและทางอากาศ มาเบิกความเป็นพยานในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1173/2544 ว่า รู้จักกับผู้คัดค้านที่ 2 มาตั้งแต่ปี 2539 เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ค้าขายและนำส่งสินค้าประเภทดังกล่าวไปสาธารณรัฐกานาโดยใช้บริการของบริษัทดังกล่าวปีละประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง มูลค่าสินค้าที่นำส่งในแต่ละครั้งตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 200,000 บาท ครั้งล่าสุดก่อนเกิดเหตุผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้บริษัท จองตู้คอนเทนเนอร์ ขนาด 20 ฟุต ให้ 1 ตู้ เพื่อจัดส่งสินค้าไปยังสาธารณรัฐกานาโดยทางเรือมีบริษัทและร้านค้าที่ขายสินค้าให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ส่งสินค้ามายัง บริษัทเพื่อบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์แล้วประมาณครึ่งตู้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท ภายหลังจากที่ผู้คัดค้านที่ 2 ถูกจับมีร้านค้าโทรศัพท์สอบถามว่าจะให้จัดส่งสินค้าที่ผู้คัดค้านที่ 2 สั่งซื้อและวางมัดจำไว้แต่ยังไม่ได้ชำระราคาสินค้ารวมแล้วประมาณ 1,000,000 บาท ได้แล้วหรือไม่ จึงน่าจะมีน้ำหนักสนับสนุนให้รับฟังว่าเงิน 74,890 ดอลลาร์สหรัฐดังกล่าว เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 2 มีอยู่โดยสุจริตและไม่ถือว่ามีเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริตของผู้คัดค้านที่ 2 และการที่ผู้คัดค้านที่ 2 นำเงินสดดังกล่าวซึ่งเป็นจำนวนมากติดตัวมาไม่ถือเป็นข้อพิรุธดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ซื้อสินค้าจากร้านค้าเสื้อผ้าแถวตึกใบหยกโดยไม่ได้ซื้อขายกับร้านใดร้านหนึ่งเป็นประจำ จึงมิได้ใช้สถาบันการเงินหรือชำระเงินผ่านสถาบันการเงินนั้น เห็นว่า เงินดังกล่าวมีจำนวนมากคิดเป็นเงินไทยเป็นเงินกว่าสองล้านห้าแสนบาท ซึ่งตามวิสัยของพ่อค้าที่เป็นสุจริตชนมักจะคำนึงถึงความปลอดภัยโดยส่วนใหญ่จะใช้บริการของสถาบันการเงินซึ่งแม้หากต้องชำระเป็นเงินสดก็อาจใช้บริการเบิกเงินสดจากเครื่องจ่ายเงินอัตโนมัติของสถาบันการเงินหรือการใช้เช็คเดินทางเพื่อแลกเป็นเงินสดหรือวิธีการอื่นใดโดยหลีกเลี่ยงการนำเงินสดจำนวนหลายล้านบาทติดตัวมาเพื่อชำระหนี้สินค้า การกล่าวอ้างดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่มีสาเหตุน่าเชื่อถือ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 2 คือเงิน 74,890 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 2 มีอยู่หรือได้มาในขณะถูกจับเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริตของผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและพิพากษาให้ริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืนและให้ยกฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอับไตลาหรืออันไตลาหรืออัลไตลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุนพ กีรติยุติ
ศาลอุทธรณ์ — เฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2542/2554
#511642
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ส. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการร้องขอจาก ห. ให้ไปช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องบุตรของ ห. ทะเลาะวิวาทกันเอง จึงไปที่บ้านของ ค. พบ ค. และบุตรของ ห. อีกหลายคน บรรดาบุตรของ ห. และจำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ ห. จึงปรึกษาหารือพูดคุยกับ ส. เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกเกรงว่า ห. จะถูกโจทก์ร่วมหลอกลวงเอาทรัพย์สินไปหมดจะทำให้จำเลยกับพวกเดือดร้อน ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถือได้ว่าในฐานะที่จำเลยเป็นลูกบ้านอยู่ในความปกครองของ ส. การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นการปรับทุกข์กับ ส. เพื่อให้ ส. หาทางช่วยแก้ไขปัญหาให้ครอบครัวของ ห. เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม แต่เมื่อ ป. เข้ามาร่วมรับฟังในภายหลังและจำเลยกล่าวต่อหน้า ป. ว่าโจทก์ร่วมเป็นชู้กับ ห. และหลอกเอาเงิน ห. แม้จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นชู้กับ ห. และหลอกเอาเงิน ห. ก็ตาม แต่ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะกล่าวประจานโจทก์ร่วมต่อหน้า ป. ด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาท เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอายและเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วม การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางวนิดา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 4 เดือน ปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายสนั่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการร้องขอจากนายหม่องให้ไปช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างบุตรของนายหม่อง นายสนั่นจึงไปที่บ้านของนายคำรน บุตรของนายหม่องคนหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับบ้านของนายหม่อง พบนายคำรนและบุตรของนายหม่องอีกหลายคน บรรดาบุตรของนายหม่องรวมทั้งจำเลยด้วยต่างเข้าใจว่าโจทก์ร่วมมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายหม่องจึงปรึกษาหารือหรือพูดคุยกับนายสนั่นเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกเกรงว่านายหม่องจะถูกโจทก์ร่วมหลอกลวงเอาทรัพย์สินไปหมด จะทำให้จำเลยกับพวกเดือดร้อน ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถือได้ว่า ในฐานะที่จำเลยกับพวกเป็นลูกบ้านอยู่ในความปกครองของนายสนั่น การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการปรับทุกข์กับนายสนั่น เพื่อให้นายสนั่นหาทางช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ครอบครัวของนายหม่อง ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จำเลยมีสิทธิแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่นางประทุมพรเข้ามาร่วมรับฟังด้วยแล้ว การที่จำเลยกล่าวต่อหน้านางประทุมพรว่าโจทก์ร่วมเป็นชู้กับนายหม่องและหลอกเอาเงินของนายหม่องนั้น เห็นว่า ที่จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายหม่องบิดาของจำเลย ไม่ก่อให้จำเลยเกิดสิทธิที่จะกล่าวประจานโจทก์ร่วมต่อหน้านางประทุมพรด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาทเช่นว่านั้น เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอาย และเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วม การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า การกล่าวหมิ่นประมาทของจำเลยเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 329 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
โจทก์ร่วม — นางวนิดา สัพโส
จำเลย — นายประเวท ธิดุลดุก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายสมศักดิ์ แก้วร่วมวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2554
#510262
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งคนงาน ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่จัดทำใบสำคัญคุมใบยืม คุมเบิกจ่ายวัสดุสำนักงาน โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานของผู้เสียหายจนหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และตั้งฎีกาเบิกเงินจากเงินงบประมาณของผู้เสียหายให้แก่จำเลยและจำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต ซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอม ไปใช้ประกอบการจัดทำงบเดือนสำหรับการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ข้อแตกต่างนี้มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) จำคุก 1 ปี ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งคนงานของกรมวิชาการเกษตร ผู้เสียหาย โดยปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สถานีทดลองพืชไร่ศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย มีหน้าที่จัดทำใบสำคัญการจัดซื้อวัสดุสำนักงาน เมื่อเดือนมกราคม 2536 ผู้อำนวยการสถานีทดลองพืชไร่ศรีสำโรงสงสัยว่าจะมีการทุจริตในการจัดซื้อวัสดุสำนักงานจึงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ จากการตรวจสอบใบสำคัญเบิกจ่ายเงินงบประมาณจัดซื้อวัสดุสำนักงานพบว่ามีการจัดทำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมและใช้ใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมนั้นตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงินงบประมาณ จึงแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย สำหรับข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามข้อ 1.1 ถึง 1.5 และข้อ 1.7 ถึง 1.13 ตามฟ้องโจทก์นั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามข้อ 1.6 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ พยานโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในการจัดซื้อวัสดุสำนักงานมีระเบียบภายในว่า เจ้าหน้าที่ต้องเขียนใบเสนอขออนุมัติซื้อวัสดุสำนักงาน แล้วจำเลยจะเขียนใบเสนอจัดซื้อเสนอให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ หลังจากร้านค้านำวัสดุสำนักงานที่สั่งซื้อพร้อมใบส่งของมามอบให้แล้ว ผู้เสนอขอซื้อจะนำใบส่งของไปมอบให้จำเลยเพื่อทำเรื่องขออนุมัติเบิกเงิน จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเอกสารแล้วมอบให้หัวหน้าการเงินตั้งฎีกาเบิกเงินจากคลังจังหวัด จากนั้นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คจะสั่งจ่ายเช็ค แล้วให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งคนใดนำไปมอบให้แก่ร้านค้า เมื่อร้านค้าได้รับเช็คแล้วร้านค้าจะออกใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ให้ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจะต้องมอบใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ให้จำเลยเพื่อประกอบการทำงบเดือนสำหรับการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เห็นว่า การจัดซื้อวัสดุตามใบสำคัญเบิกจ่ายเอกสารมีพิรุธ ตั้งแต่มีรอยขูดลบแก้ไขจำนวนวัสดุที่จัดซื้อและจำนวนเงินโดยไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับ ทั้งไม่มีวัสดุให้ตรวจสอบ ประกอบกับนางสาวลัญจนีเจ้าของร้านพงษ์เต้งพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ร้านพงษ์เต้งไม่ได้ขายสินค้าตามใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) และไม่ได้รับเช็คค่าสินค้าดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) เป็นเอกสารปลอม พฤติการณ์ของจำเลยที่ลงลายมือชื่อรับเช็คที่สั่งจ่ายให้แก่ร้านพงษ์เต้งเพื่อชำระค่าวัสดุแต่ไม่ได้นำไปมอบให้แก่ร้านพงษ์เต้ง โดยนำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเองที่มีอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุโขทัย และมีใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ซึ่งระบุว่าเป็นของร้านพงษ์เต้งมาใช้ประกอบการจัดทำงบเดือน เช่นนี้บ่งชี้ว่าจำเลยต้องรู้ว่าใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) เป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ดังกล่าวไปใช้ประกอบการจัดทำงบเดือนสำหรับการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานของผู้เสียหายจนหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและตั้งฎีกาเบิกเงินจากเงินงบประมาณของผู้เสียหายให้แก่จำเลยและจำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนเองโดยทุจริต อันเป็นการแตกต่างกับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาซึ่งได้ความว่าจำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมไปใช้ประกอบการจัดทำงบเดือนสำหรับการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แต่ข้อแตกต่างนี้มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นางแสงรวี ภู่เจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2530/2554
#515026
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นเด็กอายุเพียง 7 ปีเศษ ทั้งร่างกายและอวัยวะสืบพันธุ์ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ หากอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายจริงย่อมต้องเกิดร่องรอยฉีกขาด แต่ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ กลับไม่พบบาดแผลที่บริเวณช่องคลอดของผู้เสียหาย คำเบิกความของผู้เสียหายจึงน่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจหรือคิดไปเองตามประสาเด็ก ส่วนฎีกาของโจทก์ที่อ้างคำแพทย์หญิง ร. แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่เบิกความตอนหนึ่งว่า อวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็ก หากมีการร่วมเพศอาจฉีกขาดได้ แต่หากสอดใส่อวัยวะเพศของผู้ชายเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจฉีกขาดเพราะอวัยวะมีความยืดหยุ่น ตามคำของผู้เสียหายแสดงว่าอวัยวะเพศของจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้วแต่ล่วงล้ำเข้าไปเพียงเล็กน้อยจึงไม่มีร่องรอยฉีกขาดนั้น เป็นเพียงความเห็นหรือการคาดคะเนของโจทก์ พฤติการณ์ของจำเลยตามที่ได้ความอาจเป็นเพียงการใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายทางด้านนอกเพื่อสำเร็จความใคร่เท่านั้นเพราะหากจำเลยประสงค์จะกระทำชำเราผู้เสียหายจริง แม้ไม่สำเร็จความใคร่ก็ต้องเกิดร่องรอยบอบช้ำปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายจริงหรือไม่และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 285, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 12 ปี รวมสองกระทง จำคุก 24 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมสองกระทง จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกันว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือกระทำอนาจารผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่... เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุเพียง 7 ปีเศษ หลังจากบิดามารดาตายแล้วก็มีจำเลยและภริยาเท่านั้นเป็นผู้ให้ความอุปการะ จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายจะเบิกความใส่ร้ายจำเลยซึ่งเป็นผู้มีพระคุณโดยไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะพฤติกรรมของจำเลยตอนที่ผู้เสียหายเบิกความว่าเห็นน้ำสีขาวเหนียว ๆ ออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลยนั้น นับเป็นเรื่องเกินกว่าที่ผู้เสียหายซึ่งยังไร้เดียงสาอายุเพียง 7 ปีเศษจะปั้นแต่งขึ้นมาได้เอง จึงเชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความจริง นอกจากนี้ ยังได้ความจากคำเบิกความของนายมนัส อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านทุ่งคา ซึ่งผู้เสียหายเรียนอยู่ ถึงสาเหตุที่เรื่องดังกล่าวถูกเปิดเผยออกมาว่า เมื่อเย็นวันที่ 12 กันยายน 2544 พยานทราบจากครูในโรงเรียนว่าผู้เสียหายไปอยู่บ้านพักครู ไม่ยอมกลับบ้าน เมื่อไปสอบถามได้ความว่า เหตุที่ผู้เสียหายไม่ยอมกลับบ้านเป็นเพราะกลัวว่าจะถูกจำเลยกระทำชำเราซึ่งทำมาหลายครั้งแล้ว จึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความ แล้วพาไปอาศัยอยู่บ้านพักฉุกเฉิน จำเลยฎีกาเช่นเดียวกับนำสืบทำนองว่า ผู้เสียหายมีนิสัยชอบพูดโกหก และได้รับการเสี้ยมสอนจากครูในโรงเรียนให้ใส่ร้ายจำเลย เนื่องจากครูไม่พอใจที่ถูกจำเลยต่อว่าในตอนที่เรียกจำเลยไปสอบถามถึงเรื่องภายในครอบครัว เกี่ยวกับที่ผู้เสียหายนำหนังสือโป๊ไปโรงเรียน โดยอ้างคำของนางปราณี น้าผู้เสียหาย ที่เข้าเบิกความในฐานะพยานจำเลยว่า นางปราณีได้ทราบจากผู้เสียหายว่า เรื่องทั้งหมดผู้เสียหายพูดโกหกเนื่องจากถูกครูในโรงเรียนเสี้ยมสอนนั้น เป็นข้อที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ถามค้านตัวผู้เสียหายหรือพยานโจทก์ปากอื่นใดไว้ จึงไม่พอรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ แต่การที่ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายและชักเข้าชักออกหลายครั้งนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นเด็กอายุเพียง 7 ปีเศษ ทั้งร่างกายและอวัยวะสืบพันธุ์ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ หากอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายจริงย่อมต้องเกิดร่องรอยฉีกขาด แต่ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์กลับไม่พบบาดแผลที่บริเวณช่องคลอดของผู้เสียหาย คำเบิกความของผู้เสียหายจึงน่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจหรือคิดไปเองตามประสาเด็ก ส่วนฎีกาของโจทก์ ที่อ้างคำแพทย์หญิงเรณู แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ที่เบิกความตอนหนึ่งว่า อวัยวะเพศของผู้เสียหายมีขนาดเล็ก หากมีการร่วมเพศอาจฉีกขาดได้ แต่หากสอดใส่อวัยวะเพศของผู้ชายเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจฉีกขาด เพราะอวัยวะเพศมีความยืดหยุ่น ตามคำของผู้เสียหายแสดงว่าอวัยวะเพศของจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้ว แต่ล่วงล้ำเข้าไปเพียงเล็กน้อยจึงไม่มีร่องรอยฉีกขาดนั้น เป็นเพียงความเห็นหรือการคาดคะเนของโจทก์ พฤติการณ์ของจำเลยตามที่ได้ความอาจเป็นเพียงการใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายทางด้านนอกเพื่อสำเร็จความใคร่เท่านั้น เพราะหากจำเลยประสงค์จะกระทำชำเราผู้เสียหายจริง แม้ไม่สำเร็จก็ต้องเกิดร่องรอยบอบช้ำปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายจริงหรือไม่ และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ และฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยอาศัยความไร้เดียงสาของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุอื่นที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลพอที่จะปรานีจำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุก ทั้งโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดมานั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสอง (เดิม) ม. 279 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายดำริห์ ดารา
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2508/2554
#508847
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาเท่านั้น มิได้ขอให้มีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่ศาลจะออกหมายจับ หรือสั่งกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามความในวรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2550 ว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากจำเลยให้ใช้ถนนพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9877, 85657 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยเป็นทางสัญจรเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะเป็นการชั่วคราวจนกว่าโจทก์ได้มีทางสัญจรอื่น ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 อ้างว่า จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทนำรถบรรทุกอิฐ หิน ปูน ทราย เข้าไปในวัดโจทก์เพื่อก่อสร้างพระอุโบสถและรั้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลยมาสอบถาม จำเลยไม่มาตามนัด แต่ให้ทนายความจำเลยมาแทน ทนายความจำเลยแถลงว่า จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นการชั่วคราว แต่ในขณะนี้โจทก์มีทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะแล้ว โจทก์ควรใช้ทางดังกล่าว โจทก์แถลงว่าทางเข้าออกที่จำเลยอ้างเป็นทางเล็กยาวประมาณ 4 กิโลเมตร และเปลี่ยว ไม่สะดวกแก่การสัญจร ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะโดยสะดวก จำเลยยังมีความผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะต้องให้โจทก์ใช้ทางพิพาทต่อไป เมื่อจำเลยยืนยันว่าไม่สามารถเปิดให้โจทก์ใช้ทางพิพาทได้ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้บังคับคดีโดยออกหมายจับจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 26 ตุลาคม 2550 ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2550 จำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นจึงให้ออกหมายขังจำเลย และอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายจับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 296 ทวิ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียว โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ขอให้มีการบังคับได้ล่วงพ้นไปจนถึงเวลาที่การบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง ขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดี" ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อมีคำขอให้จับตัวลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยเหตุจงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ให้ศาลออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษามาศาล" ความในวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าได้ออกหมายเรียกตามวรรคหนึ่งแล้ว ลูกหนี้นั้นไม่มาศาล และมิได้แจ้งเหตุอันสมควรในการที่ไม่มาให้ศาลทราบ หากศาลเห็นว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับหมายเรียกแล้ว ศาลจะออกหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ได้ หรือถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามาศาลแต่แสดงเหตุอันสมควรในการปฏิบัติตามคำบังคับมิได้ ศาลมีอำนาจสั่งกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นทันที หรือตั้งแต่วันใดวันหนึ่งที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้ ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษายังคงขัดขืนอยู่จนถึงวันนั้น" เห็นว่า คำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 โจทก์มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด โจทก์คงขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาเท่านั้น คำร้องดังกล่าวจึงมิใช่คำขอให้จับตัวลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยเหตุจงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 298 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่ศาลจะออกหมายเรียก หมายจับ หรือสั่งกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามความในวรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายเรียก หมายจับ และหมายขังจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยมิได้จงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายจับและหมายขังจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดป่ามหาไชย
จำเลย — นายภาสณัฐ เหตระกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายศรัณย์ พรหมสุรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2504/2554
#514270
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นชู้กับจำเลยที่ 2 พร้อมเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสิ้นสุดแห่งการสมรส ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่า โจทก์เอาความเท็จมาฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต การที่โจทก์ไปร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย หากคณะกรรมการหลงเชื่อจะทำให้จำเลยที่ 2 ถูกออกจากงานและเสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายนั้น เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งไม่ได้อาศัยเหตุแห่งการหย่าและเรียกค่าทดแทนตามฟ้องเดิมเป็นมูลหนี้ เป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจาก โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน อายุ 16 ปี จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 อันถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะมีอายุครบ 22 ปี หรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิด เป็นเงิน 500,000 บาท แก่จำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 แต่ไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกา ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นชู้กับจำเลยที่ 2 พร้อมเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสิ้นสุดแห่งการสมรส ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์เอาความเท็จมาฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต และการที่โจทก์ไปร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และหากคณะกรรมการหลงเชื่อจะทำให้จำเลยที่ 2 ถูกออกจากงานและเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายนั้น เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งไม่ได้อาศัยเหตุแห่งการหย่าและการเรียกค่าทดแทนตามฟ้องเดิมเป็นมูลหนี้ แต่เป็นการกล่าวอ้างการกระทำอีกตอนหนึ่งของโจทก์อันเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งโดยไม่ได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้แก่จำเลยนั้นเป็นการไม่ชอบ เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนเรศ อัศวินเรืองชัย
จำเลย — นางศันสนีย์ อัศวินเรืองชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายมุนี คล้ายสังข์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2476/2554
#511086
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2551 ซึ่งยังอยู่ในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยาย จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามา โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฉบับนี้เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ มิใช่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 จำเลยจึงไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมาจึงไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2551 จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ มีผลทำให้คดีต้องย้อนสำนวนและเป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท โดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์ ครั้นวันที่ 4 สิงหาคม 2551 จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2551 ซึ่งยังอยู่ในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยาย จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามา โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฉบับนี้เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ มิใช่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 จำเลยจึงไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมาจึงไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาตามรูปคดี คืนค่าธรรมเนียมศาลตามอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 แก่จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 234 ม. 236 ม. 242
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุดาวดี เศาระบุตร
จำเลย — นางสาวหรือนางอินทิรา ภู่ประพันธ์หรือสุขดี
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2472/2554
#509372
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท เป็นคดีมโนสาเร่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 189 (1) ซึ่งกรณีโจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ชัดเจนขึ้นก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 191 วรรคสอง ซึ่งเป็นวิธีพิจารณาความที่กำหนดไว้สำหรับการพิจารณาคดีมโนสาเร่ บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้ดุลพินิจศาลที่จะสั่งหรือไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 22,751.08 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,470 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 191 วรรคสอง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าจ้างที่โจทก์จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่จำเลย โดยค่าจ้างและดอกเบี้ยคิดถึง วันฟ้องเป็นเงิน 22,751.08 บาท เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นคดีมโนสาเร่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 189 (1) ซึ่งกรณีโจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องชัดเจนขึ้นก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 191 วรรคสอง ซึ่งเป็นวิธีพิจารณาพิเศษที่กำหนดไว้สำหรับการพิจารณาคดีมโนสาเร่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้ดุลพินิจศาลที่จะสั่งหรือไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง อย่างไรก็ดีตามคำฟ้องโจทก์ที่ระบุว่า โจทก์ใช้ชื่อในการประกอบกิจการว่าบริษัทพิพัฒน์ ซิเคียวริตี้การ์ด จำกัดนั้น คงมีระบุไว้เพียงแห่งเดียว แต่แห่งอื่น ๆ ทุกแห่งรวมทั้งสำเนาหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องโจทก์ ล้วนใช้ชื่อถูกต้องว่าบริษัทเลิศพรชัย จำกัด แสดงชัดเจนในตัวว่าน่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อผิดไป จะไม่แก้ไขหรือแก้ไขก็เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่มีผลแก่คดี ซึ่งก็ได้ความว่าโจทก์แก้ไขส่วนนี้แล้ว และในส่วนของการว่าจ้างซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของ คำฟ้องบรรยายเข้าใจได้แล้วว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำอะไรให้ ระหว่างเวลาใด และโจทก์ทำงานตามที่จ้างแล้วเป็นค่าจ้างค้างชำระเท่าใด ย่อมชัดเจนเรื่องสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว คำฟ้องจึงไม่เคลือบคลุมด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 191 วรรคสอง แม้จะไม่จำเป็นแต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียหายแก่สิทธิที่คู่ความฝ่ายใดมีอยู่ ถือได้ว่าชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานคู่ความเสร็จแล้ว แต่ในประเด็นอื่นผลการวินิจฉัยอาจต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาได้ จึงยังไม่สมควรจะวินิจฉัยในชั้นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์กล่าวมาในคำแก้ฎีกาเป็นการตั้งประเด็นใหม่ ทำไม่ได้ในคำแก้ฎีกา จึงไม่มีข้อให้ต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 189 (1) ม. 191 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลิศพรชัย จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยสกายลาร์ค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2554
#509387
เปิดฉบับเต็ม

คืนเกิดเหตุมีการจัดงานในโรงเรียน การที่จำเลยซึ่งเป็นครูประจำชั้นจูงมือผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปต่อหน้าบิดาผู้เสียหายและคนอื่นเป็นการใช้อำนาจของครูต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นศิษย์ แม้จะกระทำต่อหน้าศิษย์นอกเวลาเรียนก็ถือว่าศิษย์นั้นอยู่ในความดูแล แล้วจำเลยกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสองและ มาตรา 279 วรรคสองประกอบมาตรา 285 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสองประกอบมาตรา 285 อันเป็นบทที่โทษหนักที่สุดตามมาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 50, 91, 277, 279, 285, 317 และใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยกับจำเลยโดยห้ามจำเลยประกอบอาชีพหรือวิชาชีพครูมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษหรือวันปล่อยตัว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสิน เชื้อหงษ์ มารดาเด็กหญิงศศิธร เชื้อหงษ์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสองและมาตรา 279 วรรคสองประกอบมาตรา 285 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อันเป็นบทที่โทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร มาตรา 317วรรคสามจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 17 ปี ส่วนที่โจทก์ขอห้ามจำเลยประกอบอาชีพครูหรือวิชาชีพครูมีกำหนด 5 ปี นับแต่พ้นโทษหรือวันปล่อยตัวนั้น คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความ คำให้การในชั้นสอบสวนของพยานตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.7, จ.8, จ.10, จ.11 และ จ.13 ถึง จ.15 โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีร้อยตำรวจโทกามนิต และแพทย์หญิงเพ็ชรรัตน์ เป็นพยานเบิกความได้ความว่า ร้อยตำรวจโทกามนิตเป็นผู้สอบปากคำผู้เสียหายและเพื่อนนักเรียนของผู้เสียหายและถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุกับทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 และ จ.3 แพทย์หญิงเพ็ชรรัตน์เป็นผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย ป.จ.2 เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความถึงการกระทำของจำเลยไว้โดยละเอียดเด็กหญิงสุภลักษณ์ เด็กหญิงดรรชนี เด็กหญิงยุพิน เด็กหญิงรำไพ เด็กหญิงจำเรียงและเด็กหญิงสังวาลย์ มาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหาย พยานดังกล่าวต่างเป็นศิษย์ของจำเลยโดยเฉพาะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในความดูแลของจำเลยซึ่งเป็นครูประจำชั้นย่อมเคารพยำเกรงจำเลย ประกอบกับขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 10 ปีเศษ อยู่ในวัยที่รับรู้และเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในการดำเนินคดีแก่จำเลยก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายผู้เสียหายได้เรียกร้องเอาเงินหรือทรัพย์สินจากจำเลยแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายจะคิดปรุงแต่งเรื่องขึ้นกล่าวหาจำเลยในข้อหาร้ายแรงเช่นนั้น ซึ่งมีแต่ความเสื่อมเสียและอับอายทั้งยังต้องเสียเวลาในการดำเนินคดีอีกด้วย เชื่อว่าผู้เสียหายให้การและเบิกความไปตามความจริง เหตุที่ผู้เสียหายไม่ร้องขอความช่วยเหลือในระหว่างที่จำเลยจูงมือไป คงเป็นเพราะผู้เสียหายไม่คิดว่าจำเลยจะกล้ากระทำมิดีมิร้าย ส่วนเหตุการณ์ภายในห้องที่เกิดเหตุนั้นผู้เสียหายตกอยู่ในสภาพบังคับจึงไม่อาจขัดขืนได้ และแม้จะได้ความว่าห้องที่เกิดเหตุไม่ได้เปิดไฟ ทั้งพยานโจทก์และโจทก์ร่วมบางปากเบิกความว่า เห็นคนในมุ้งเป็นเงา แต่จากรูปร่างลักษณะที่เห็นบอกได้ว่าคือจำเลยกับผู้เสียหาย ก็ไม่ทำให้คำพยานโจทก์และโจทก์ร่วมขาดน้ำหนักในการรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายอายุไม่เกิน 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายและผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และกระทำชำเราผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นศิษย์ในความดูแลของจำเลย และฎีกาข้อที่ว่าขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนจำเลยจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลผู้เสียหายนั้น เห็นว่า คืนเกิดเหตุ มีการจัดงานในโรงเรียน การที่จำเลยซึ่งเป็นครูประจำชั้น จูงมือผู้เสียหายไปต่อหน้าบิดาผู้เสียหายและคนอื่น เป็นการใช้อำนาจของครูต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นศิษย์แล้ว ดังนี้แม้จะกระทำต่อศิษย์นอกเวลาเรียนก็ถือว่าศิษย์นั้นอยู่ในความดูแล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 277 ม. 279 ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นางสิน เชื้อหงษ์
จำเลย — นายอัครพลหรือเปี๊ยก โพนพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายทศพล สุขใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวุฒินัย วงศ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2554
#506202
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า พยานโจทก์เห็นและจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ขวานฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หรือไม่ มิได้อุทธรณ์ประเด็นที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์โดยให้เหตุผลในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่าประจักษ์พยานโจทก์ทั้งห้าปากเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จริงในขณะเกิดเหตุ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะวินิจฉัยไว้ด้วยว่า ที่จำเลยนำสืบว่า กลุ่มผู้เสียหายก่อเรื่องก่อน จำเลยจึงใช้ไม้ป้องกันตัวนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน จำเลยจึงไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ ก็เป็นการวินิจฉัยตามข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (6) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297, 371, 391

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ว่า เป็นเรื่องสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน จึงไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันได้นั้น ไม่ปรากฏเหตุผลที่แน่ชัดและการวินิจฉัยพยานหลักฐานสิ่งใดที่ชัดเจน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้กล่าวถึงเหตุผลที่ฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นการทะเลาะวิวาทกัน จำเลยอุทธรณ์ประเด็นเรื่องการป้องกันตัวด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาได้ตรวจอุทธรณ์ของจำเลยโดยตลอดแล้ว เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่าพยานโจทก์เห็นและจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ขวานฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หรือไม่ มิได้อุทธรณ์ประเด็นที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์โดยให้เหตุผลในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่าประจักษ์พยานโจทก์ทั้งห้าปากเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จริงในขณะเกิดเหตุ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะวินิจฉัยไว้ด้วยว่า ที่จำเลยนำสืบว่า กลุ่มผู้เสียหายก่อเรื่องก่อน จำเลยจึงใช้ไม้ป้องกันตัวนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน จำเลยจึงไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ ก็เป็นการวินิจฉัยตามข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายชาญวิทย์หรือประหยัดหรือหยัด ศรีหมาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายปรินทร อ่อนน้อม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุนันท์ เลขบวรวงค์
ชื่อองค์คณะ
ชุติมนต์ โพธิเดช
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2396/2554
#515025
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้น ที่วินิจฉัยว่ารถแทรกเตอร์เป็นกรรมสิทธิ์ของ ว. (จำเลยคดีนี้) เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและไม่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีนั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ว่าเป็นของจำเลย จึงไม่ผูกพันโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 คดีนี้ศาลล่างทั้งสองจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีเป็นสำคัญ จะถือเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติในคดีก่อนมาผูกมัดให้ศาลวินิจฉัยคดีนี้ตามนั้นหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นเพียงพยานหลักฐานส่วนหนึ่งซึ่งศาลอาจใช้ประกอบการพิจารณาคดีนี้เท่านั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคดีนี้โดยไม่ถือตามข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 334, 362, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 362 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์ขัดแย้งกับคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 55/2548 ของศาลชั้นต้น เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 55/2548 ของศาลชั้นต้น มีมูลคดีและประเด็นแห่งคดีว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 55/2548 ของศาลชั้นต้นว่า นายวัฒนา (จำเลยคดีนี้) มีหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของครบถ้วน พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยว่ารถแทรกเตอร์เป็นกรรมสิทธิ์ของนายวัฒนา (จำเลยคดีนี้) ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์นั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 55/2548 ของศาลชั้นต้นเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและไม่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีนั้นยังถือไม่ได้ว่า เป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ว่าเป็นของจำเลย จึงไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คดีนี้ศาลล่างทั้งสองจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีเป็นสำคัญ จะถือเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติในคดีก่อนมาผูกมัดให้ศาลวินิจฉัยคดีนี้ตามนั้นหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นเพียงพยานหลักฐานส่วนหนึ่งซึ่งศาลอาจใช้ประกอบการพิจารณาคดีนี้เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคดีนี้โดยไม่ถือตามข้อเท็จจริงในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 55/2548 ของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวัชรี ลิ้มศรีมณีรัตน์
จำเลย — นายวัฒนา จิ่นจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ