คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2914/2554
#508357
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้..." ฉะนั้นจากข้อความของบทบัญญัติของมาตรา 91 ที่ว่า "แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม" จะเห็นได้ว่าอัตราโทษสูงสุดตามที่มาตรา 91 กำหนดไว้นั้น ถ้าเป็นกรณีที่มีการเพิ่มโทษหรือลดโทษจะต้องนำมาใช้เมื่อมีการเพิ่มโทษหรือลดโทษแล้ว มิใช่ต้องปรับบทมาตรา 91 เสียก่อนแล้วจึงพิจารณาลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ก่อน 2 กระทง แล้วลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งโดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เหลือโทษจำคุกกระทงละ 25 ปี แล้วจึงนำบทบัญญัติมาตรา 91 (3) มาปรับว่าโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 67, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 ริบของกลางและขอให้นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2989/2545 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2) (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม, 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,500,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,500,000 บาท จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ และกึ่งหนึ่ง ตามลำดับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 25 ปี และปรับกระทงละ 2,250,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี และปรับ 4,500,000 บาท จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 25 ปี และปรับ 2,250,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 26 ปี และปรับ 2,250,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2989/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 26 ปี 6 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ทั้งนี้ให้กักขังจำเลยทั้งสองแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้ ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คำขออื่น (ที่ถูก ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2) ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 3,000,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,500,000 บาท รวมปรับ 4,500,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,250,000 บาท ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,000,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงปรับ 750,000 บาท สำหรับโทษจำคุกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่ละกระทงให้จำคุกตลอดชีวิตแล้วลดโทษแต่ละกระทงกึ่งหนึ่งก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี เมื่อลดกึ่งหนึ่งเหลือโทษจำคุก 25 ปี จากนั้นจึงนำโทษ 2 กระทงมารวมกันเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปีนั้น ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตามเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้..." ฉะนั้นจากข้อความของบทบัญญัติของมาตรา 91 ที่ว่า "แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม" จะเห็นได้ว่าอัตราโทษสูงสุดตามที่มาตรา 91 กำหนดไว้นั้น ถ้าเป็นกรณีที่มีการเพิ่มโทษหรือลดโทษจะต้องนำมาใช้เมื่อมีการเพิ่มโทษหรือลดโทษแล้ว มิใช่ต้องปรับบทมาตรา 91 เสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ก่อน 2 กระทง แล้วลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งโดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เหลือโทษจำคุกกระทงละ 25 ปี แล้วจึงนำบทบัญญัติมาตรา 91 (3) มาปรับว่าโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จึงชอบแล้ว สำหรับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ 1 อ้าง หากเป็นจริงตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ไม่ผูกพันศาลฎีกาให้ต้องปฏิบัติตามและไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 อีกด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 53 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวรวุฒิหรือตี๋ อรพินิจเนตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายฉันชาย โรจนสโรช
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สิริรัตน์ จันทรา
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2914/2554
#515038
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้" ข้อความของมาตรา 91 ที่ว่า "แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม" จะเห็นได้ว่า อัตราโทษสูงสุดตามที่มาตรา 91 กำหนดไว้นั้น ถ้าเป็นกรณีที่มีการเพิ่มโทษหรือลดโทษจะต้องนำมาใช้เมื่อมีการเพิ่มโทษหรือลดโทษแล้ว มิใช่ต้องปรับบทมาตรา 91 เสียก่อนแล้วจึงจะพิจารณาลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ก่อน 2 กระทงแล้วลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งโดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 53 เหลือโทษจำคุกกระทงละ 25 ปี แล้วจึงนำบทบัญญัติมาตรา 91 (3) มาปรับว่าโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 67, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 ริบของกลาง และขอให้นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2989/2545 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2) (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม, 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,500,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,500,000 บาท จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ และกึ่งหนึ่ง ตามลำดับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 25 ปี และปรับกระทงละ 2,250,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี และปรับ 4,500,000 บาท จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 25 ปี และปรับ 2,250,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 26 ปี และปรับ 2,250,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2989/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 26 ปี 6 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ทั้งนี้ให้กักขังจำเลยทั้งสองแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้ ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คำขออื่น (ที่ถูก ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2) ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 3,000,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,500,000 บาท รวมปรับ 4,500,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,250,000 บาท ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,000,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงปรับ 750,000 บาท สำหรับโทษจำคุกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15,800 เม็ด น้ำหนักรวม 1,430.490 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 480.725 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนักรวม 180.400 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 31.300 กรัม ให้แก่ผู้ล่อซื้อในราคา 220,000 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด น้ำหนักรวม 0.920 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 0.165 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15,810 เม็ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 2 เครื่อง เป็นของกลาง

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่ละกระทงให้จำคุกตลอดชีวิตแล้วลดโทษแต่ละกระทงกึ่งหนึ่งก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี เมื่อลดกึ่งหนึ่งเหลือโทษจำคุก 25 ปี จากนั้นจึงนำโทษ 2 กระทงมารวมกันเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปีนั้น ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่าตามหลักกฎหมายดังกล่าวเมื่อศาลจำคุกตลอดชีวิตแต่ละฐานความผิดแล้วจึงไม่อาจรวมโทษทั้งสองฐานเข้าด้วยกันได้ คงได้แต่จำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น เมื่อลดโทษจำคุกตลอดชีวิตกึ่งหนึ่งโดยเปลี่ยนเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี อันเป็นโทษสุทธิที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งข้อกฎหมายดังกล่าวศาลชั้นต้นได้กล่าวไว้ในคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6249/2545 หมายเลขแดงที่ 7984/2546 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสมชัยหรือตี๋ กับพวก จำเลย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ควรได้รับความยุติธรรมเช่นเดียวกันกับจำเลยในคดีดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 ที่บัญญัติว่า "บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน..." ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตามเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้..." ฉะนั้นจากข้อความของบทบัญญัติของมาตรา 91 ที่ว่า "แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม" จะเห็นได้ว่าอัตราโทษสูงสุดตามที่มาตรา 91 กำหนดไว้นั้น ถ้าเป็นกรณีที่มีการเพิ่มโทษหรือลดโทษจะต้องนำมาใช้เมื่อมีการเพิ่มโทษหรือลดโทษแล้ว มิใช่ต้องปรับบทมาตรา 91 เสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ก่อน 2 กระทง แล้วลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งโดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เหลือโทษจำคุกกระทงละ 25 ปี แล้วจึงนำบทบัญญัติมาตรา 91 (3) มาปรับว่าโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จึงชอบแล้ว สำหรับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ 1 อ้าง หากเป็นจริงตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ไม่ผูกพันศาลฎีกาให้ต้องปฏิบัติตามและไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 อีกด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 53 ม. 78 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวรวุฒิหรือตี๋ อรพินิจเนตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สิริรัตน์ จันทรา
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2886/2554
#511236
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยสมัครใจ และเพียงแต่นำคำรับสารภาพดังกล่าวมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้เกิดเหตุก่อนที่จะมีการแก้ไข ป.วิ.อ. มาตรา 84 จึงไม่ต้องห้ามที่จะรับฟังถ้อยคำรับสารภาพในชั้นจับกุม

จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยและ อ. ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจาก น. ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า ค. พร้อมกับแจ้งตำหนิรูปพรรณ ของ น. ต่อพนักงานสอบสวนด้วย เมื่อยังไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนได้ใช้ข้อมูลดังกล่าวในการจับกุม น. ผู้ที่จำเลยอ้างว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษซึ่งจะมีเหตุบรรเทาโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบเมทแอมเฟตามีนกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนั้นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 8 ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก

5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่จำเลยขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าสีน้ำเงินหมายเลขทะเบียน กท 9381 นนทบุรี โดยมีนายอนุชัย เกษรบัว นั่งคู่กับจำเลย ไปจอดที่บริเวณลานจอดรถของอาคารบุญโตแมนชั่น ซึ่งอยู่ในซอยเขมทัศน์ 2 เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยและนายอนุชัย พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 100 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้าวางอยู่บริเวณที่พักเท้าของนายอนุชัย กับอาวุธปืนพกแบบรีวอลเวอร์ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน กจ 1/9215 ของนางอรวรรณอาภรณ์อักษรกิจ ที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียน พร้อมกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 6 นัด อยู่ในรังเพลิงของอาวุธปืนดังกล่าวโดยพกอยู่ที่เอวจำเลย และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพีซีที 1 เครื่องที่ตัวจำเลย กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ที่ตัวนายอนุชัยจึงยึดเป็นของกลาง และแจ้งข้อหาแก่จำเลยกับนายอนุชัยว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายอนุชัยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษและริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5559/2545 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจธงชัย และจ่าสิบตำรวจสุเทพ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุให้สายลับนำเงิน 6,000 บาท ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 100 เม็ด จากนายอนุชัย โดยนัดส่งมอบกันที่หน้าร้านสุกี้ศรีนนท์ ถนนรัตนาธิเบศร์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ขับรถพานายอนุชัยไปรับสายลับที่หน้าร้านสุกี้ศรีนนท์แล้วไปจอดที่บริเวณลานจอดรถของอาคารบุญโตแมนชั่นเมื่อเข้าตรวจค้นจับกุมก็พบเมทแอมเฟตามีน 100 เม็ด อยู่ในรถจำเลยโดยวางอยู่บริเวณที่พักเท้าของนายอนุชัย เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางถูกค้นพบในรถจำเลยแม้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะวางอยู่บริเวณที่พักเท้าของนายอนุชัย แต่ก็ไม่ใช่จะถือว่าเป็นของนายอนุชัยแต่เพียงผู้เดียวเพราะในชั้นจับกุมนอกจากจำเลยและนายอนุชัยจะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 แล้ว จำเลยยังเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเองตามเอกสารหมาย จ. 4 โดยมีรายละเอียดว่า จำเลยและนายอนุชัยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายบันทึกดังกล่าวจำเลยเขียนที่สถานีตำรวจภูธร เมืองนนทบุรีต่อหน้าร้อยตำรวจเอกพฤฒ รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี โดยมีนายอนุชัยลงลายมือชื่อเป็นพยาน จึงไม่มีเหตุสงสัยว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายให้จำเลยรับสารภาพที่สถานีตำรวจดังกล่าว เพราะจำเลยต่อสู้เพียงว่าถูกทำร้ายร่างกายแต่ไม่ทราบว่าเป็นที่ใด ทั้งคำรับสารภาพดังกล่าวกระทำในเวลากระชั้นชิดหลังถูกจับกุมเชื่อว่าเป็นคำรับสารภาพโดยสมัครใจโดยจำเลยยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนจำเลยยังให้การรับว่าจำเลยและนายอนุชัยมีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อเสพคนละ 50 เม็ด โดยจำเลยยืนยันว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนโดยสมัครใจไม่มีผู้ใดบังคับขู่เข็ญ ซึ่งโจทก์มีร้อยตำรวจเอกวิศิษฎ์ ท่านมุข พนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนในข้อนี้ ทั้งจำเลยและนายอนุชัยยังได้นำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ. 9 และภาพถ่ายหมาย จ. 10 ซึ่งนายอนุชัยที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า นายอนุชัยกับจำเลยนำชี้โดยไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจแนะนำหรือบังคับ แม้หลังจากนั้นจำเลยจะขอให้การในชั้นสอบสวนใหม่ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. 11 ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของนายอนุชัยเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่านายอนุชัยใช้อุบายหลอกล่อและข่มขู่ให้จำเลยให้การในครั้งแรก นายอนุชัยก็มิได้เบิกความว่าได้กระทำเช่นนั้นต่อจำเลยคำให้การในชั้นสอบสวนครั้งที่สองตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. 11 จึงมีพิรุธส่อแสดงว่าเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นผิด นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสามจะแกล้งปรักปรำจำเลยโดยไม่มีมูลความจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยนำสืบต่อสู้และฎีกาว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของนายอนุชัย โดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย เพราะนายอนุชัยขออาศัยรถไปลงยังห้องพักของนายอนุชัยที่อาคารบุญโตแมนชั่นซึ่งอยู่เส้นทางเดียวกับบ้านจำเลยนั้น เมื่อพิจารณาจากแผนที่เอกสารหมาย ล. 1 ที่จำเลยอ้างว่า บ้านจำเลยอยู่ที่จุดหมายเลข 4 ปรากฏว่า บ้านจำเลยไม่ได้อยู่เส้นทางเดียวกับอาคารบุญโตแมนชั่นทั้งยังมีถนนรัตนาธิเบศร์ซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่หลายช่องทางรวมทั้งมีถนนคู่ขนานอยู่ด้านข้างคั่นอยู่ ซึ่งไม่สะดวกต่อจำเลยที่เมื่อไปส่งนายอนุชัยแล้วต้องขับรถย้อนออกมากลับรถเสียก่อนจึงจะขับรถเข้าไปในซอยบ้านจำเลยได้ ขัดต่อเหตุผลที่อ้างว่าเป็นการขออาศัยรถเพราะอยู่เส้นทางเดียวกัน ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไปพบนายอนุชัยที่ร้านอาหารซึ่งนายดำรงหรือรัก พ่วงนวมเป็นหุ้นส่วนนั้น นายดำรงที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยหาได้ยืนยันถึงความข้อนี้ไม่ นอกจากนี้ระหว่างที่จำเลยขับรถไปส่งนายอนุชัย นายอนุชัยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับบุคคลอื่นแล้วให้จำเลยไปจอดรถรับผู้หญิงที่ร้านสุกี้ศรีนนท์โดยไม่ปรากฏว่ารับผู้หญิงดังกล่าวไปที่ใดและไม่มีการพูดคุยกันระหว่างที่ขึ้นมาบนรถ ซึ่งผิดวิสัยของผู้ครอบครองรถโดยทั่วไป ที่จำเลยฎีกาว่า นางสาวเบญจมาศ เรียนปรุ ซึ่งเป็นสายลับในคดีนี้มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนในครั้งนี้ โดยนางสาวเบญจมาศมีชื่อเล่นว่าน้ำฝน ดังได้เคยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2549 ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารท้ายคำแถลงการณ์ในชั้นฎีกานั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับชื่อและชื่อสกุลของสายลับดังกล่าวไว้ก่อน ทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอนุชัยระบุแต่เพียงว่าแต่ก่อนถูกจับกุมนางฝนโทรศัพท์ให้นายอนุชัยไปรับเท่านั้น ครั้นเมื่อเบิกความต่อศาลนายอนุชัยกลับอ้างว่า นางน้ำฝนโทรศัพท์แจ้งให้นายอนุชัยนำเมทแอมเฟตามีนไปส่ง นางสาวเบญจมาศพยานจำเลยก็มิได้เบิกความยืนยันว่าตนเองมีชื่อเล่นว่าฝนหรือน้ำฝน จนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า หญิงที่โทรศัพท์ไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอนุชัยชื่อนางน้ำฝน หาใช่นางสาวเบญจมาศไม่ จำเลยจึงนำรายงานประจำวันดังกล่าวมายื่นในภายหลังจากที่ยื่นฎีกาแล้วทำให้มีน้ำหนักน้อย ที่จำเลยฎีกาว่า บันทึกให้การตามเอกสารหมาย จ. 2 จ. 4 และ จ. 7 เป็นเอกสารไม่ชอบต้องห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานนั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยสมัครใจ และเพียงแต่นำคำรับสารภาพดังกล่าวมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้เกิดเหตุก่อนที่จะมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 จึงไม่ต้องห้ามที่จะรับฟังถ้อยคำรับสารภาพในชั้นจับกุมที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่า จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยและนายอนุชัยซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายน้อยที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูพร้อมกับแจ้งตำหนิรูปพรรณของนายน้อยต่อพนักงานสอบสวนด้วย ถือได้ว่าให้ข้อมูลที่สำคัญอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งมีเหตุบรรเทาโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 นั้น ยังไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนได้ใช้ข้อมูลดังกล่าวในการจับกุมนายน้อยผู้ที่จำเลยอ้างว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยจำคุก 8 ปี ก่อนลดโทษนั้น เห็นว่า หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสอาดหรือจ้อน คงเนียม
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2829/2554
#513621
เปิดฉบับเต็ม

วีดิทัศน์ของกลาง 782 แผ่น เป็นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) โจทก์บรรยายฟ้องว่าแผ่นวีดิทัศน์ 782 แผ่น นี้ จำเลยใช้ในการประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งสาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่การไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการและไม่นำวีดิทัศน์ไปให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาอนุญาตก่อนนำออกจำหน่าย แผ่นวีดิทัศน์จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด อันจะพึงริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 32 และมาตรา 33 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ในข้อหาความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดีทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตนั้น จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวในวันเวลาเดียวกัน โดยแผ่นวีดิทัศน์ของกลางเป็นจำนวนเดียวกัน และเป็นการกระทำในคราวเดียวกันโดยจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือเพื่อนำแผ่นวีดิทัศน์ออกจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 91 เพียงบทเดียว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษปรับจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต 100,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 นั้น เป็นการลงโทษปรับต่ำที่สุดและลดโทษให้จำเลยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจลดโทษปรับในความผิดฐานนี้ได้อีก

จำเลยทำซ้ำ ดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายบันทึกไว้ในแผ่นดีวีดี วีซีดีภาพยนตร์ ดีวีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ วีซีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ และซีดีเอ็มพีสาม รวม 507 แผ่น เพื่อจำหน่าย ให้เช่า ให้เช่าซื้อแก่ลูกค้าและบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องโดยมีคำขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 แต่มิได้อ้างมาตรา 69 กลับอ้างมาตรา 70 นั้น ก็เป็นการอ้างบทมาตราผิด ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานนี้อีกสถานหนึ่งโดยให้ปรับ 110,000 บาท ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งนั้น ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้จำเลยทำซ้ำ ดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายบันทึกไว้ในแผ่นดีวีดี วีซีดีภาพยนตร์ ดีวีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ วีซีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ และซีดีเอ็มพีสาม เป็นจำนวนถึง 507 แผ่น การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อแสวงหากำไรและเป็นการกระทำเพื่อการค้าด้วยซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ผู้เสียหาย และกระทบกระเทือนต่อสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โทษปรับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, 31, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 47, 54, 81, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และสั่งริบแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาของกลาง 782 แผ่น ให้แผ่นวีดิทัศน์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของกลาง 507 แผ่นตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ กับจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 47, 54, 81, 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 110,000 บาท ฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตลงโทษปรับ 100,000 บาท กับฐานจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ลงโทษปรับ 20,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 230,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 115,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยคำขอของโจทก์ ที่ให้ริบแผ่นวีดิทัศน์ 782 แผ่น ของกลางที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิด 3 ข้อหา คือ ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ โดยมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 กับขอให้ริบแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาของกลาง 782 แผ่น ด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงเป็นอันรับฟังยุติตามฟ้องโจทก์ วีดิทัศน์ของกลาง 782 แผ่น เป็นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยคำขอของโจทก์ ในส่วนนี้ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ของกลางที่เป็นวีดิทัศน์ 782 แผ่น ดังกล่าวนั้น เป็นทรัพย์สินอันพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 หรือมาตรา 33 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าแผ่นวีดิทัศน์ 782 แผ่น นี้ จำเลยใช้ในการประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งสาระสำคัญของการกระทำความผิดดังกล่าวอยู่ที่การไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการและไม่นำวีดิทัศน์ไปให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาอนุญาตก่อนนำออกจำหน่าย แผ่นวีดิทัศน์ดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด อันจะพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และมาตรา 33 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โทษปรับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดมานั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ในข้อหาความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวในวันเวลาเดียวกัน โดยแผ่นวีดิทัศน์ของกลางเป็นจำนวนเดียวกัน และเป็นการกระทำในคราวเดียวกันโดยจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือเพื่อนำแผ่นวีดิทัศน์ดังกล่าวออกจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เพียงบทเดียว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตด้วยจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษปรับจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต 100,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เป็นการลงโทษปรับต่ำที่สุดและลดโทษให้จำเลยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจลดโทษปรับในความผิดฐานนี้ได้อีก สำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้านั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม เนื้อร้องและทำนองเพลงของผู้เสียหาย โดยการทำซ้ำ ดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงตามบัญชีทรัพย์ของกลางเอกสารท้ายคำฟ้อง บันทึกไว้ในแผ่นดีวีดี วีซีดีภาพยนตร์ ดีวีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ วีซีดีคาราโอเกะ-ภาพยนตร์และซีดีเอ็มพีสาม รวม 507 แผ่น เพื่อจำหน่าย ให้เช่า ให้เช่าซื้อแก่ลูกค้าและบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่างานดนตรีกรรมเนื้อร้องและทำนองเพลงดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดโดยการละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้นแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรง การที่จำเลยทำซ้ำ ดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายบันทึกไว้ในแผ่นดีวีดี วีซีดีภาพยนตร์ ดีวีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ วีซีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ และซีดีเอ็มพีสาม รวม 507 แผ่น เพื่อจำหน่าย ให้เช่า ให้เช่าซื้อแก่ลูกค้าและบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าวโดยมีคำขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27 แต่มิได้อ้างมาตรา 69 กลับอ้างมาตรา 70 นั้น ก็เป็นการอ้างบทมาตราผิด ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานนี้อีกสถานหนึ่งโดยให้ปรับ 110,000 บาท ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งนั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 วรรคสอง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้จำเลยทำซ้ำ ดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายบันทึกไว้ในแผ่นดีวีดี วีซีดีภาพยนตร์ ดีวีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ วีซีดีคาราโอเกะภาพยนตร์ และซีดีเอ็มพีสาม เป็นจำนวนถึง 507 แผ่น การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อแสวงหากำไรและเป็นการกระทำเพื่อการค้าด้วยซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ผู้เสียหาย และกระทบกระเทือนต่อสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โทษปรับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้ดังกล่าวจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27 (1), 69 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานจำหน่ายวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 105,000 บาท ยกคำขอให้ริบแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 82
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 (1) ม. 69 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายสม โพธิ์นอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2819/2554
#511205
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่จำเลยถือขวานวิ่งไล่ฟันผู้เสียหาย เพราะโกรธที่ถูกกล่าวหาว่าลักพระจตุคามรามเทพ ผู้เสียหายวิ่งเข้าห้องนอนปิดประตู จำเลยฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวถูกประตูห้องนอนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเลือกที่จะฟันอวัยวะสำคัญที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย และไม่ได้ฟันผู้เสียหายซ้ำอีกทั้งที่จำเลยสามารถทำได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายซึ่งเป็นบุพการี และเป็นความผิดที่รวมอยู่กับความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีตามฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 80, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้ เพิ่มโทษ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) ประกอบมาตรา 80 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นบุพการีของจำเลยหรือไม่ โดยโจทก์มีผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนเกิดเหตุมีคนร้ายงัดตู้เสื้อผ้ารื้อค้นสิ่งของแล้วลักเอาพระจตุคามรามเทพ จำนวน 10 องค์ไป ผู้เสียหายสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้าย เพราะจำเลยมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ เมื่อผู้เสียหายสอบถามจำเลย จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เอาไป จึงเกิดการโต้เถียงทะเลาะกัน แล้วผู้เสียหายไปที่บ้านนายสมชาย แซ่พั่วบุตรอีกคนหนึ่ง พบนางยอมภริยาของผู้เสียหาย สอบถามนางยอมได้ความว่า จำเลยขอเงิน 200 บาท เมื่อนางยอมไม่ให้เงินก็ถูกจำเลยขู่จะทำร้ายจึงหนีมาที่บ้านนายสมชาย ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่มีคนร้ายมาลักเอาพระจตุคามรามเทพไป นางยอมและญาติต่างก็สงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้าย ผู้เสียหายจึงกลับมาที่บ้านอีกครั้ง และคาดคั้นให้จำเลยยอมรับว่าเป็นคนลักเอาพระจตุคามรามเทพไป จำเลยโกรธและต่อว่าผู้เสียหาย แล้วจำเลยถือขวานวิ่งมาหาผู้เสียหาย ผู้เสียหายวิ่งเข้าห้องนอนปิดประตู จำเลย ใช้ขวานฟันถูกประตูห้องนอน จำเลยพยายามผลักประตู ด่าว่าผู้เสียหายและห้ามผู้เสียหาย ไม่ให้ออกมาจากห้องนอน ถ้าออกมาจะฟันให้ตาย เห็นว่า เหตุที่จำเลยถือขวานวิ่งไล่ฟันผู้เสียหายเพราะโกรธที่ถูกกล่าวหาว่าลักพระจตุคามรามเทพ และจำเลยฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวถูกประตูห้องนอนเป็นรอยตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเลือกที่จะฟันอวัยวะสำคัญที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย และไม่ได้ฟันผู้เสียหายซ้ำอีกทั้งที่จำเลยสามารถทำได้ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายซึ่งเป็นบุพการี และเป็นความผิดที่รวมอยู่กับความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีตามฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นยกคำขอส่วนนี้ เนื่องจากจำเลยพ้นโทษก่อนมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 จำเลยได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยปัญหาว่าควรเพิ่มโทษจำเลยหรือไม่จึงยุติไป โจทก์จะฎีกาขอให้เพิ่มโทษจำเลยได้ไม่ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่าว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 296 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 289 ม. 296
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสมยาหรือสมญา แซ่พั่วหรือแซ่ผั่ว
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2815/2554
#511136
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วน มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว

โจทก์มิได้ฟ้องให้ ส. และ ม. รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย ส. และ ม. เข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ส. และ ม. ทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ ส. และ ม. จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 อีกทั้งจำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันที่ 28 กันยายน 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ตกทอดแก่ทายาททั้งสองของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 229 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม2548 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2548 วันที่ 10 สิงหาคม 2548 เจ้าหน้าที่ศาลทำบัญชีค่าธรรมเนียมของโจทก์และจำเลย โดยระบุค่าธรรมเนียมของโจทก์คิดเป็นเงิน 23,065 บาท วันที่ 17 สิงหาคม 2548 จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 20,890 บาท และวางค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 2,175 บาท ที่จำเลยอ้างในฎีกาทำนองว่า จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนเป็นเพราะความผิดของเจ้าหน้าที่ศาลที่คำนวณค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ถูกต้องจึงขัดต่อข้อเท็จจริงในสำนวน ทั้งการที่จำเลยชำระเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวนเท่ากับที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นนั้น จำเลยย่อมรู้ได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จำเลยจะต้องวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นน้อยกว่าจำนวนค่าขึ้นศาลที่จำเลยจะต้องชำระในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมซึ่งจำเลยจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และการที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย นายสมศักดิ์และนางมะลิเข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์และนางมะลิทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่นายสมศักดิ์และนางมะลิจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องอีกประการหนึ่งคดีนี้จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสิริมนต์ จำกัด
นายตุ่น กรรณิกา โดยนายสมศักดิ์ กรรณิกา
จำเลย — และนางมะลิ จารุจันทร์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2812/2554
#507443
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองครั้ง ผู้ซื้อทรัพย์มิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่กลับยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 อ้างว่าเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณา แต่ในคำร้องมีเนื้อหาเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เช่นเดียวกับที่ผู้ซื้อทรัพย์เคยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งตามคำร้องขอของผู้ซื้อทรัพย์ก็เท่ากับเป็นการกลับคำสั่งของศาลชั้นต้น การยื่นคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. 223 ที่บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5633 และ 5634 ตำบลวังสะพุง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งเป็นทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาด ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 ผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อทรัพย์ดังกล่าวจากการขายทอดตลาดในราคา 1,530,000 บาท โดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายและวางเงินมัดจำไว้ 50,000 บาท และสัญญาว่าจะนำเงินที่ค้างชำระ 1,480,000 บาท มาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไป หลังจากนั้นผู้ซื้อทรัพย์ขออนุญาตเจ้าพนักงานบังคับคดีขยายระยะเวลาวางเงินส่วนที่เหลือไปอีก 2 ครั้ง ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2551

ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2551 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่า ผู้ซื้อทรัพย์อยู่ระหว่างขอสินเชื่อจากธนาคาร ไม่สามารถนำเงินไปชำระต่อเจ้าพนักงานบังคดีได้ ขอขยายระยะเวลาวางเงินไปอีก 20 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

วันที่ 7 มีนาคม 2551 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่าผู้ซื้อทรัพย์หาเงินไม่ทันตามกำหนด ขอขยายระยะเวลาวางเงินไปอีก 20 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

วันที่ 14 มีนาคม 2551 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า แม้ตามคำร้องของผู้ร้องจะระบุว่าเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา แต่เนื้อหาในคำร้องเป็นการขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระบุข้อสัญญาให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องชำระราคาส่วนที่เหลือภายในกำหนด 15 วัน อันเป็นระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการชำระหนี้ เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะขยายระยะเวลาการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หามีอำนาจในการขยายระยะเวลาดังกล่าวไม่ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ในเบื้องต้นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ถึงสองครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองครั้ง ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์มิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่กลับยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยตรง อ้างว่า เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างพิจารณา แต่ในคำร้องมีเนื้อหาเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เช่นเดียวกับที่ผู้ซื้อทรัพย์เคยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งตามคำร้องขอของผู้ซื้อทรัพย์ก็เท่ากับเป็นการกลับคำสั่งของศาลชั้นต้น การยื่นคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ จึงเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ที่บัญญัติไว้ว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายประสงค์ พนมวรชัย
จำเลย — นายประเสริฐหรือพรประเสริฐ เลขะพันธ์รัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายสยมพร วงศ์พยัคฆ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2806/2554
#508375
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยสามเท่าตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 จึงไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน รวมสองกระทง จำคุก 8 ปี 6 เดือน และปรับ 800,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ระวางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ลงโทษจำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมทุกกระทง จำคุก 8 ปี 3 เดือน และปรับ 800,000 บาท คืนอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 27 และ 28 ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของจำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 เมื่อจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 นั้นไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงชอบที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ กรณีไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายสมจิตร์ ศรีสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายปิยะพงษ์ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2805/2554
#509405
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ติดต่อแจ้งจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์ว่ามีผู้ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนและได้รับเงินจากสายลับผู้ล่อซื้อแล้วนำเงินทั้งหมดไปฝากจำเลยที่ 3 เพื่อให้มอบแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากจำเลยที่ 1 หรือมีส่วนร่วมในการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับสายลับอย่างไร ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ช่วยติดต่อแจ้งให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้แก่สายลับที่ไปติดต่อซื้อกับจำเลยที่ 2 และรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนไว้จากสายลับเพื่อมอบแก่จำเลยที่ 1 เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและทางพิจารณาได้ความว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุน ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 88/2549 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง ยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ ส่วนข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท คำรับของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ติดต่อจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์ว่ามีผู้ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100 เม็ด จำเลยที่ 1 ไปเอาเมทแอมเฟตามีนจากนายฮาเล็มได้มาจำนวน 80 เม็ด แล้วนำไปที่ร้านเกิดเหตุการที่จำเลยที่ 1 แจ้งจำเลยที่ 2 ทางโทรศัพท์ว่ามีผู้ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนและได้รับเงินจากสายลับผู้ล่อซื้อแล้วนำเงินทั้งหมดไปฝากจำเลยที่ 3 เพื่อให้มอบแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากจำเลยที่ 1 หรือมีส่วนร่วมในการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับสายลับอย่างไร ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ช่วยติดต่อแจ้งให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้แก่สายลับที่ไปติดต่อซื้อกับจำเลยที่ 2 และรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนไว้จากสายลับเพื่อมอบแก่จำเลยที่ 1 เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นแต่เพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายสามัญหรืออุสมาน แวละไลกับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายประชา เฉลิมกิตติชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2554
#509360
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามตามอำนาจใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมด้วยพยานหลักฐาน อันเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสาม ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ที่เกิดจากการใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน

ป.วิ.อ. มาตรา 16 กำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานตำรวจในการที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไว้ว่าต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหลายอันว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจนั้นๆ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 มาตรา 4 กำหนดให้มีกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็นส่วนราชการหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมาตรา 5 กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายอื่นอันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาทั่วราชอาณาจักร กับมีการออกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ข้อ 1 กำหนดให้มีกองบังคับการสอบสวนเป็นส่วนราชการหนึ่งในกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และข้อ 2 กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาทั่วราชอาณาจักร แสดงว่ากองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจสอบสวนความผิดข้างต้นทั่วราชอาณาจักร ดังนั้น พนักงานสอบสวน กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้โดยชอบ ไม่ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 18 การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1404/2548 และ 1690/2548 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ด้วย ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 เนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตแล้วจึงเพิ่มโทษอีกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 666,666 บาท บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1404/2548 และ 1690/2548 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 34 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666 บาท ริบของกลาง หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับจำเลยที่ 1 คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่ดาบตำรวจอนันต์และสายลับผู้ล่อซื้อ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 คอยรับเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์เกิดขึ้นจากการใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟังนั้น เห็นว่า การใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมด้วยพยานหลักฐาน อันเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสาม ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ที่เกิดจากการใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เหตุคดีนี้เกิดที่อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามจับกุมจำเลยทั้งสามแล้ว ต้องส่งตัวจำเลยทั้งสามให้พนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ปฏิบัติ การสอบสวนคดีนี้จึงมิชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16 กำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานตำรวจในการที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไว้ว่า ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหลายอันว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจนั้นๆ สำหรับคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามจับจำเลยทั้งสามแล้ว ส่งตัวจำเลยทั้งสามให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดทำการสอบสวน และในขณะสอบสวนมีพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 10 กำหนดให้การแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นกองบัญชาการ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และการแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการให้ออกเป็นกฎกระทรวง และให้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงนั้น แล้วแต่กรณี ซึ่งมีการตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 มาตรา 4 กำหนดให้มีกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็นส่วนราชการหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมาตรา 5 กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายอื่นอันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาทั่วราชอาณาจักร กับมีการออกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ข้อ 1 กำหนดให้มีกองบังคับการสอบสวนเป็นส่วนราชการหนึ่งในกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และข้อ 2 กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาทั่วราชอาณาจักร แสดงว่ากองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจสอบสวนความผิดข้างต้นทั่วราชอาณาจักร ดังนั้น พนักงานสอบสวน กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้โดยชอบ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 226
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ม. 10
พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ม. 4 ม. 5
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางดวงใจหรือขาว จันทร์ขาว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสะสม สิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายอาคม รุ่งแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2783/2554
#511579
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ว่าเป็นคำฟ้องที่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง หรือไม่ แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์จะแตกต่างไปจากคำฟ้องในคดีอาญาหรือแตกต่างไปจากคำเบิกความของโจทก์ในคดีอื่น ก็ไม่เป็นข้อที่จะนำมาพิจารณาว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เคลือบคลุมหรือไม่

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 267,979 บาท แก่โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จที่โจทก์มีคำขอมาด้วยนั้นไม่กำหนดให้โจทก์ได้รับ เนื่องจากโจทก์มีคำขอให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องโดยคำนวณจากต้นเงิน 267,979 บาท อันเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำพิพากษาให้ชัดเจนว่าให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ชัดเจน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 267,979 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 267,979 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาทนับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2545 ต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันที่ 29 กันยายน2545 ต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 267,979 บาท ให้โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เรื่องฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ว่าเป็นคำฟ้องที่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง หรือไม่ ส่วนคำบรรยายฟ้องหรือคำเบิกความในคดีอื่น ไม่เป็นข้อที่จะนำมาพิจารณาว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เคลือบคลุมหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ในคดีส่วนอาญา จำเลยที่ 1 คดีนี้ถูกฟ้องกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดใช้เงินตามเช็คอันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ได้ สำหรับคดีนี้นั้น โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันค้าขายแผ่นดีวีโอ ซีดีกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์ และมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระค่าสินค้าเดือนมิถุนายน 2545 ตามใบส่งของชั่วคราว ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทดังกล่าวเพื่อค้ำประกันในการที่จำเลยที่ 2 ค้าขายกับบริษัทเค. ดี. พี. สตาร์มูฟวี่ จำกัด และได้มีการคิดบัญชีหักหนี้กันหมดแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมคืนเช็คให้ เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นหลักฐานที่จำเลยที่ 2 ได้ซื้อสินค้าจากบริษัทเค. ดี. พี. สตาร์มูฟวี่ จำกัด และมีการคิดบัญชีหักกลบลบหนี้กันแล้วนั้น โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านภายใน 8 วัน นับแต่วันส่งเอกสารต่อศาลแล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่ส่งสำเนาเอกสารให้แก่โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคแรก ตามคำร้องคัดค้านของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2547 และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองไม่ส่งสำเนาเอกสารที่อ้างเป็นพยานให้แก่โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90

อนึ่ง ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คทั้งสามฉบับพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 267,979 บาท แก่โจทก์ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จที่โจทก์มีคำขอมาด้วยนั้นไม่กำหนดให้โจทก์ได้รับ เนื่องจากโจทก์มีคำขอให้คิดดอกเบี้ยนับแต่ฟ้องโดยคำนวณจากต้นเงิน267,979 บาท อันเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำพิพากษาให้ชัดเจนว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ชัดเจน

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชัย อัศวรังสกฤษฏ์
จำเลย — นางสาวสืบลักษณ์ เสนาไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวมาลินี สิริภาพโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2554
#511090
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขและเพิ่มเติมคำให้การ และไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น หากศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นกล่าวคือคำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกยกเลิกเพิกถอนไปในตัว จึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั่นเอง ในการอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ และชอบที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสีย คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินตามสัญญาสินเชื่อขายลดตั๋วเงินที่จำเลยที่ 1 ทำกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจซึ่งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นผู้ดำเนินการขายตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การในระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตแก้ไขคำให้การและคำร้องขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นยกคำร้องและพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,650,829.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขและเพิ่มเติมคำให้การ และไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น หากศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น กล่าวคือ คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกยกเลิกเพิกถอนไปในตัว จึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั่นเอง ซึ่งในการอุทธราณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ และชอบที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสีย คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทมิตรภาพคอนกรีต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2753/2554
#515035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่โจทก์ให้ ร. บุตรชายแจ้งสำรวจเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามของตนเอง ต่อมา ร. ถึงแก่ความตายหลังจากนั้นจำเลยซึ่งเป็นภริยาของ ร. ไปแจ้งสำรวจเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ใหม่ต่อผู้ใหญ่บ้านว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอันเป็นความเท็จ ต่อมาโจทก์และบุตรชายนำคนงานไปตัดอ้อยในที่ดินพิพาท จำเลยกับบริวารเข้าขัดขวาง จึงขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ส่วนจำเลยให้การว่าเมื่อต้นปี 2534 จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ในราคา 220,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการปลูกต้นอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท เห็นได้ว่าจำเลยให้การยอมรับว่าเดิมโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้แก่ ร. แต่จำเลยให้การว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลย ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้มีว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์มอบที่ดินพิพาทให้แก่ ร. ครอบครองในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของ ร. นั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ภ.บ.ท.5 เลขที่สำรวจที่ 137/2545 หมู่ที่ 12 (146/2537 หมู่ที่ 5) ตำบลช่องด่าน อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและต้นอ้อยอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 7,000 บาทแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นบิดาของนายรัตนศักดิ์ สามีจำเลย ที่พิพาทเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิมีเนื้อที่ 64 ไร่ 3 งาน 18 ตารางวา อยู่หมู่ที่ 12 ตำบลช่องด่าน อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2533 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายวุ้นเสียด ในราคา 200,000 บาท นายรัตนศักดิ์เป็นผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินพิพาทนับแต่ปี 2537 ในนามของตนเองจนกระทั่งนายรัตนศักดิ์ถึงแก่ความตาย ตาม ภ.บ.ท.5 เอกสารหมาย จ.3 และ ล.2 นายรัตนศักดิ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 ระหว่างที่นายรัตนศักดิ์มีชีวิตอยู่ นายรัตนศักดิ์กับโจทก์และครอบครัวร่วมกันปลูกต้นอ้อยในที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2543 เจ้าพนักงานได้แก้ไขชื่อผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจากชื่อนายรัตนศักดิ์เป็นชื่อจำเลย ตาม ภ.บ.ท.5 ชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2544 ถึงปี 2548 ตามใบเสร็จรับเงิน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ่อพลอยกล่าวหาว่า นายเกียรติศักดิ์ และนายเจริญ บุตรโจทก์ ซึ่งเป็นน้องนายรัตนศักดิ์เข้าไปตัดอ้อยในที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 นายเกียรติศักดิ์กับจำเลยตกลงกันว่าให้แบ่งอ้อยในที่ดินพิพาท เนื้อที่ 40 ไร่ ให้แก่นายเกียรติศักดิ์ ส่วนอ้อยที่เหลือ 24 ไร่ 3 งาน ให้แก่จำเลย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยแจ้งความต่อพันตำรวจโทภัคธร กล่าวหาว่าโจทก์กับบุตรอีก 3 คน ร่วมกันลักทรัพย์โดยตัดต้นอ้อยของจำเลยในที่ดินพิพาท พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์และบุตร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษานอกประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายรัตนศักดิ์ เป็นการวินิจฉัยไม่ตรงประเด็นข้อพิพาท จึงมิชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่โจทก์ให้นายรัตนศักดิ์บุตรชายแจ้งสำรวจเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามของตนเอง ต่อมานายรัตนศักดิ์ถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยซึ่งเป็นภริยาของนายรัตนศักดิ์ไปแจ้งสำรวจเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ใหม่ต่อผู้ใหญ่บ้านว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท อันเป็นความเท็จ ต่อมาโจทก์และบุตรชายนำคนงานไปตัดอ้อยในที่ดินพิพาท จำเลยกับบริวารเข้าขัดขวาง จึงขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ส่วนจำเลยให้การว่าเมื่อต้นปี 2534 จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ในราคา 220,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการปลูกต้นอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลตลอดมาจนถึงปัจจุบันโจทก์ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท เห็นได้ว่าจำเลยให้การยอมรับว่าเดิมโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายรัตนศักดิ์ แต่จำเลยให้การว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลย ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้มีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์มอบที่ดินพิพาทให้แก่นายรัตนศักดิ์ครอบครองในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายรัตนศักดิ์นั้น เห็นว่า เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายวุ้นเสียด ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2533 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายวุ้นเสียดในราคา 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย โจทก์และบุตรทุกคนร่วมกันปลูกต้นอ้อยในที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์มีที่ดินหลายแปลงเนื้อที่เกินกว่า 100 ไร่ และโจทก์ทราบข่าวมาว่าทางราชการไม่ให้ประชาชนครอบครองที่ดินเกินกว่า 100 ไร่ โจทก์จึงให้นายรัตนศักดิ์บุตรคนแรกมีชื่อใน ภ.บ.ท.5 แทนโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543 นายรัตนศักดิ์ถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยไปดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่พิพาทใน ภ.บ.ท.5 จากชื่อนายรัตนศักดิ์เป็นชื่อจำเลยโดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า เมื่อปี 2534 จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ในราคา 220,000 บาท โดยมิได้ทำหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือเพราะเห็นว่าเป็นญาติกัน จำเลยใส่ชื่อนายรัตนศักดิ์เป็นผู้ครอบครองใน ภ.บ.ท.5 หลังจากนายรัตนศักดิ์ถึงแก่ความตายจำเลยจึงขอเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท โจทก็ไม่ได้คัดค้าน เห็นว่า โจทก์มีบุคคลซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทได้แก่นายทองหล่อ นายเซียง นางสมปอง นายละมูล นายอุดม และนายรุ่ง มาเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์กับบุตรทุกคนรวมทั้งนายรัตนศักดิ์ต่างร่วมกันปลูกต้นอ้อยในที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นของโจทก์เพื่อส่งโรงงานน้ำตาลโดยทำกันในลักษณะครอบครัวหรือกงสี ซึ่งจะต้องส่งรายได้สุทธิจากการทำไร่อ้อยให้แก่โจทก์ พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากนี้นายก้องพิงค์ นางละออ และนายสมชัย พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านในทำนองเดียวกันว่า โจทก์กับครอบครัวทำไร่อ้อยในที่ดินพิพาทในลักษณะกงสีอันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์นั้น เห็นว่า คงมีแต่ตัวจำเลยเท่านั้นที่เบิกความเป็นพยานในเรื่องนี้โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน จึงเป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย ในคดีที่จำเลยแจ้งความกล่าวหาว่าโจทก์กับบุตรร่วมกันลักทรัพย์โดยตัดต้นอ้อยในที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อพันตำรวจโทภัคธร พนักงานสอบสวนว่า จำเลยได้รับมรดกที่ดินพิพาทมาจากนายรัตนศักดิ์ นอกจากนี้หากจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์จริงแล้ว จำเลยก็น่าจะใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทใน ภ.บ.ท.5 โดยไม่จำต้องใส่ชื่อนายรัตนศักดิ์แทนชื่อจำเลย พยานหลักฐานจำเลยจึงมีข้อพิรุธไม่สมเหตุสมผล ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย และฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเจตน์ เรืองรัตนภูมิ
จำเลย — นางขวัญยืน เรืองรัตนภูมิ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2745/2554
#515033
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ว. และ ป. จัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปและมีการทำทางออกสู่ถนนสาธารณะคือทางพิพาท อันเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ของการจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง ทำให้ทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งรวมทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งหก และเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ดังนี้ ผู้จัดสรรคือ ว. และ ป. หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คือจำเลยทั้งสามย่อมอยู่ในบังคับของบทกฎหมายดังกล่าวทั้งนี้ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ก็ตาม เมื่อทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยผลแห่งกฎหมายเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องคำนึงถึงว่าโจทก์ทั้งหกได้ใช้ทางพิพาทจนตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องว่าขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตำบลวัดท่าพระ (เกาะท่าพระ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยทั้งสามกว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตร ตามแผนที่พิพาทเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 31715, 31714, 31544, 31543, 26519, 26520 และ 31540 (ที่ถูก 31550) ตำบลวัดท่าพระ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งหก เพื่อผ่านเป็นถนนเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนทางภาระจำยอมดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาธนบุรี หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม ห้ามจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทำให้ทางภาระจำยอมไม่สามารถใช้ประโยชน์เพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้ และให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารรื้อถอนอิฐบล็อกที่ปิดกั้นทางเดิน ปรับสภาพให้เรียบร้อยเพื่อใช้เป็นทางภาระจำยอมได้โดยสะดวก หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ดำเนินการรื้อถอน โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ของจำเลยทั้งสาม และให้โจทก์ทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายวันละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 19 มกราคม 2544) จนกว่าโจทก์ทั้งหกจะถอนคำสั่งห้ามชั่วคราว หรือเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของจำเลยทั้งสาม

โจทก์ทั้งหกให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามคำฟ้องเดิม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหก ห้ามโจทก์ทั้งหกและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตำบลวัดท่าพระ (เกาะท่าพระ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยทั้งสามในบริเวณทางพิพาทเส้นสีเขียวและทางเส้นสีแดง ตามเอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข 1 ให้โจทก์ทั้งหกร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเดือนละ 500 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 19 มกราคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งหกเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของจำเลยทั้งสาม กับให้โจทก์ทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าเสียหายคนละ 50 บาท ต่อเดือน แก่จำเลยทั้งสาม นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 19 มกราคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งหกจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของจำเลยทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องเดิมที่เสียเกินมา 100 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งหก ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องเดิมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทั้งหกเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 105 ตำบลวัดท่าพระ (เกาะท่าพระ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ของนางวัง ปลูกบ้านอยู่อาศัย ปี 2528 นางวังแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 105 และ 107 ในปีเดียวกันนางวังจดทะเบียนยกที่ดินทั้งสองแปลงให้นายปรีชา บุตรของตน แล้วปี 2536 นายปรีชาจดทะเบียนให้โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 105 และปี 2537 นายปรีชาจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและออกเป็นโฉนดเลขที่ 31544, 31543 และ 31550 ให้โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ต่อมาปี 2538 นายปรีชาจดทะเบียนให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 105 และปีเดียวกันนายปรีชาจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและออกเป็นโฉนดเลขที่ 31715 และ 31714 ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 5 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 26519 และ 26520 จากนางวังในปี 2529 เมื่อปี 2540 นายปรีชาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 107 แก่จำเลยทั้งสามมีกำหนด 1 ปี แล้วไม่ไถ่คืน ทางพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 107 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งหกหรือไม่ โจทก์ทั้งหกมีโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 นายชัยยุทธ บุตรของโจทก์ที่ 6 นายหยัด และนางบุญช่วย ภริยาของนายปรีชา เป็นพยานเบิกความได้ความว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 105 และ 107 เป็นของนางวัง เดิมโจทก์ทั้งหกและนางแย้ม พี่สาวของนายหยัดเช่าที่ดินจากนางวังเพื่อปลูกบ้าน ต่อมานางวังได้แบ่งแยกที่ดินขายให้ผู้เช่าโดยนางวังได้ทำทางออกสู่ถนนสาธารณะไว้แล้ว ปรากฏตามแผนผังสถานที่พิพาท ซึ่งโจทก์ทั้งหกและผู้อยู่อาศัยในชุมชนใช้เป็นทางออกสู่ถนนอิสรภาพนอกจากนี้ยังได้ความจากนายชัยยุทธว่า นางวังได้ยกที่ดินให้นายปรีชาและบุตรคนอื่น ๆ โดยนายปรีชาได้ที่ดินส่วนที่เป็นที่พิพาทและมีผู้ติดต่อซื้อที่ดินจากนายปรีชาหลายรายแต่ตรวจสอบพบว่าที่ดินบางส่วนเป็นทางเดินจึงตกลงกันไม่ได้ เมื่อพิจารณาที่ดินโฉนดเลขที่ 105 ซึ่งแบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 107 อีกแปลงหนึ่ง จะเห็นว่ามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยจำนวนกว่า 10 แปลง ตามรูปแผนที่ (ใบต่อ) และสารบัญจดทะเบียนในเอกสารดังกล่าว (รูปแผนที่ (ใบต่อ) โดยนายปรีชาเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าว ซึ่งที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนแผ่นที่ 7 และ 8 และรูปแผนที่ดังกล่าวคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 31715 (เลขที่ดิน 679), 31714 (เลขที่ดิน 678), 31544 (เลขที่ดิน 668), 31543 (เลขที่ดิน 667) และ 31550 (เลขที่ดิน 674) ตามลำดับ สำหรับโจทก์ที่ 5 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 26519 และ 26520 จากนางวังจากการดำเนินการของนางวังและนายปรีชาดังกล่าว ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานโจทก์ทั้งหกบ่งชี้ว่านางวังและนายปรีชาจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป และมีการทำทางออกสู่ถนนสาธารณะคือทางพิพาทอันเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ของการจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและโดยผลของประกาศของคณะปฏิบัติดังกล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง ทำให้ทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งรวมทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งหก และเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ดังนี้ ผู้จัดสรรคือนางวังและนายปรีชาหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คือจำเลยทั้งสาม ย่อมอยู่ในบังคับของบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เมื่อทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยผลแห่งกฎหมายเฉพาะแล้วจึงไม่จำต้องคำนึงถึงว่าโจทก์ทั้งหกได้ใช้ทางพิพาทจนตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ในส่วนคำขอของโจทก์ทั้งหกที่ขอให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนอิฐที่ก่อเป็นกำแพงปิดกั้นทางพิพาท หากไม่ปฏิบัติให้โจทก์ทั้งหกรื้อถอนเองนั้น เป็นกรณีที่ต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงไม่อาจพิพากษาตามคำของโจทก์ทั้งหกในส่วนนี้ได้"

พิพากษากลับเป็นว่า ทางพิพาทตามแผนผังสถานที่พิพาทเอกสารหมาย จ. 9 ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งหกตามโฉนดเลขที่ 31715, 31714, 31544, 31543, 26519, 26520 และ 31550 ตำบลวัดท่าพระ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนอิฐที่ก่อเป็นกำแพงปิดกั้นทางพิพาทออก และปรับสภาพให้เรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการจดทะเบียนทางพิพาทให้ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งหก หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดารา มากนวล กับพวก
จำเลย — นายเพียร เพ็ชรแอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2738/2554
#511620
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทเป็นลายมือปลอม จำเลยจึงไม่อาจอ้างเช็คพิพาทเพื่อบังคับการใช้เงินเอาแก่โจทก์ได้ เว้นแต่โจทก์จะอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008

การที่ อ. พนักงานจำเลยรับรองให้จ่ายเงินตามเช็คพิพาทเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถือว่าจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทและหักบัญชีกระแสรายวันเอาแก่โจทก์โดยละเมิด แม้จะมีข้อตกลงตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในการจ่ายเงินตามเช็คในกรณีที่โจทก์ประมาทเลินเล่อในการเก็บรักษาเช็คเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้เช็คไปและมีผู้ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายมาเบิกเงินจากจำเลยก็ตาม จำเลยก็จะยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นข้อยกเว้นว่าโจทก์ตกอยู่ในฐานผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทปลอมเป็นข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่งตอนท้าย เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์หาได้ไม่

การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในหนี้ที่เกิดจากการละเมิดแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตาม ป.พ.พ. มาตรา 223, 438 และ 442 การที่ ธ. พนักงานโจทก์ ทราบว่ามีคนร้ายงัดลิ้นชักโต๊ะทำงานที่มีสมุดเช็คอยู่ในลิ้นชักแต่มิได้ตรวจสอบสมุดเช็คที่ตนมีหน้าที่เก็บรักษา นับว่า ธ. มิได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาเช็คเท่าที่ควร ทำให้ไม่สามารถระงับความเสียหายได้ทันที เป็นเหตุให้ผู้ที่ได้เช็คพิพาทที่ถูกลักไปสามารถนำเช็คพิพาทซึ่งมีการปลอมลายมือชื่อและประทับตราปลอมไปเบิกเงินจากจำเลยได้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลย เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท (ต้นเงินตามเช็ค 200,000 บาท)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนรายการต้นเงินและดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัดให้แก่โจทก์ หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับดังกล่าวได้ ให้จำเลยชดใช้เงินตามเช็คจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ถึงวันฟ้องจำนวน 28,874.03 บาท รวมเป็นเงิน 228,874.03 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราประทับในเช็คพิพาทเป็นลายมือชื่อและตราประทับปลอมหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีเพียงนายวีรศักดิ์ กรรมการโจทก์ กับนางสาวธนวรรณ พนักงานการเงินของโจทก์ เบิกความยืนยันว่า นายวีรศักดิ์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาท และตราประทับในเช็คพิพาทแตกต่างจากตัวอย่างตราประทับที่มอบให้ไว้แก่จำเลย โดยมิได้จัดให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อและตราประทับในเช็คก็ตาม แต่คำเบิกความของพยานโจทก์สอดคล้องกับหลักฐานตัวอย่างลายมือชื่อของนายวีรศักดิ์และตัวอย่างตราประทับ กับลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราประทับในเช็คพิพาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเอกสาร ทั้งสองฉบับแล้วเห็นได้ว่า มีความแตกต่างกันในรูปลักษณะลายเส้นและคุณสมบัติการเขียนซึ่งไม่น่าจะเป็นลายมือของบุคคลคนเดียวกัน ส่วนตราที่ประทับในเช็คพิพาทก็มีลักษณะแตกต่างจากตัวอย่างตราประทับ โดยตามตัวอย่างตราประทับมีเส้นเงาที่ตัวอักษรประดิษฐ์คำภาษาอังกฤษว่า "แอนไทซ์" และที่เส้นขีดใต้ตัวอักษร ส่วนตราประทับในเช็คไม่มีเส้นเงาดังกล่าว นายวีรศักดิ์และนางธารินีมีหน้าที่เกี่ยวกับการสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ ซึ่งมีการสั่งจ่ายเป็นประจำตามปกติในทางการค้าของโจทก์ในจำนวนเช็คที่จำเลยอ้างซึ่งโจทก์สั่งจ่ายก่อนวันที่มีผู้นำเช็คพิพาทไปเบิกเงินจำนวน 48 ฉบับ ไม่ปรากฏว่ามีเช็คฉบับใดใช้ตราประทับผิดไปจากตัวอย่างที่ตกลงกันไว้ การที่เช็คพิพาทมีตราประทับต่างจากตราที่เคยใช้ประทับในการสั่งจ่ายเช็คตามปกติจึงสนับสนุนคำเบิกความของนายวีรศักดิ์และนางสาวธนวรรณให้มีน้ำหนักรับฟังว่านายวีรศักดิ์ไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทดังที่พยานทั้งสองของโจทก์เบิกความ ที่จำเลยนำนายอรรถพร ซึ่งเป็นพนักงานผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบลายมือชื่อและตราประทับในเช็คพิพาทมาเบิกความเป็นพยานอ้างว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราประทับในเช็คพิพาทเหมือนกับตัวอย่างลายมือชื่อของนายวีรศักดิ์และตัวอย่างตราประทับ คำเบิกความพยานจำเลยดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เห็นได้จากเอกสาร จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ลายมือชื่อนายวีรศักดิ์ ผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท เป็นลายมือปลอมและตราประทับในเช็คต่างจากตราประทับที่โจทก์มอบตัวอย่างให้ไว้แก่จำเลย แม้จะได้ความจากนายวีรศักดิ์พยานโจทก์ว่า โจทก์ยังมีตราอีกแบบหนึ่งที่ใช้ในกิจการอื่นซึ่งมีขนาดเดียวกันกับตราประทับที่มอบตัวอย่างให้ไว้แก่จำเลยแต่ไม่มีเส้นเงาเช่นเดียวกับตราประทับในเช็คพิพาทก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทเป็นลายมือปลอม จำเลยจึงไม่อาจอ้างเช็คพิพาทเพื่อบังคับการใช้เงินเอาแก่โจทก์ได้ เว้นแต่โจทก์จะอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า ตราที่ประทับในเช็คพิพาทเป็นตราสำคัญที่แท้จริงของโจทก์หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราที่ประทับในเช็คพิพาทเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของนายวีรศักดิ์ กรรมการผู้มีอำนาจ และตราสำคัญที่แท้จริงของโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดในการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทที่มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราประทับปลอมต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจะมีความคล้ายคลึงกับตัวอย่างลายมือชื่อของนายวีรศักดิ์ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์อย่างมากจนยากที่จะสังเกตเห็นถึงความแตกต่างก็ตาม แต่สำหรับตราประทับในเช็คพิพาทกับตัวอย่างตราประทับนั้น มีความแตกต่างกันเห็นได้ชัดว่าเป็นตราคนละแบบ เป็นการใช้ตราประทับในเช็คผิดจากข้อตกลง ซึ่งพนักงานของจำเลยควรต้องปฏิเสธการจ่ายเงินอยู่แล้ว อีกทั้งเมื่อพบความผิดปกติของตราประทับเช่นนี้ โดยวิสัยของวิญญูชนย่อมเกิดความสงสัยไม่แน่ใจว่าผู้ลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คที่แท้จริงหรือไม่ จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ พนักงานของจำเลยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คที่มีผู้นำมายื่นเพื่อเบิกเงินจึงต้องมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อเป็นพิเศษกว่าคนทั่วไป หากนายอรรถพร พนักงานของจำเลย ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คและตราประทับในเช็คพิพาทใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบย่อมจะสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างของตราประทับและลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและทราบได้ว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือปลอม การที่นายอรรถพรรับรองให้จ่ายเงินตามเช็คพิพาทจึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถือว่าจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทและหักบัญชีกระแสรายวันเอาแก่โจทก์โดยละเมิด แม้จะมีข้อตกลงตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในการจ่ายเงินตามเช็คในกรณีที่โจทก์ประมาทเลินเล่อในการเก็บรักษาเช็คเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้เช็คไปและมีผู้ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายนำมาเบิกเงินจากจำเลยก็ตาม จำเลยก็จะยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นข้อยกเว้นว่าโจทก์ตกอยู่ในฐานผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทปลอมเป็นข้อต่อสู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 วรรคแรก ตอนท้าย เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์หาได้ไม่ แต่อย่างไรก็ดีการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในหนี้ที่เกิดจากการละเมิดแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223, 438 และ 442 นางสาวธนวรรณ ซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาสมุดเช็คของโจทก์เบิกความว่า พยานเก็บสมุดเช็คไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ในห้องทำงานซึ่งมีพนักงานอื่นอีก 5 คน นั่งทำงานอยู่ด้วย พยานทราบมาก่อนว่าลิ้นชักโต๊ะทำงานถูกงัดและตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีทรัพย์สินใดหายหลังจากได้รับสำเนาบัญชีกระแสรายวันพบรายการเช็คที่โจทก์ไม่ได้สั่งจ่ายจึงไปตรวจสอบสมุดเช็คและทราบว่ามีเช็ค 2 ฉบับ หายไป ดังนี้ หากนางสาวธนวรรณตรวจสอบสมุดเช็คเสียแต่แรกเมื่อทราบว่าลิ้นชักโต๊ะทำงานถูกงัดก็จะทราบได้ว่ามีคนร้ายลักเช็คของโจทก์และโจทก์อาจแจ้งอายัดเช็คต่อจำเลยได้ทันก่อนที่จะมีการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและนำเช็คพิพาทไปเบิกเงินจากจำเลย การที่นางสาวธนวรรณทราบว่ามีคนร้ายงัดลิ้นชักโต๊ะทำงานที่มีสมุดเช็คอยู่ในลิ้นชักแต่มิได้ตรวจสอบสมุดเช็คที่ตนมีหน้าที่เก็บรักษา นับว่านางสาวธนวรรณมิได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาเช็คเท่าที่ควร ทำให้ไม่สามารถระงับความเสียหายได้ทันที เป็นเหตุให้ผู้ที่ได้เช็คพิพาทที่ถูกลักไปสามารถนำเช็คพิพาทซึ่งมีการปลอมลายมือชื่อและประทับตราปลอมไปเบิกเงินจากจำเลยได้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลย เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท ส่วนที่ฟ้องโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนรายการต้นเงินและดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัด หรือให้จำเลยใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยในเงินค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิด โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในข้อนี้ โดยในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาโจทก์เพียงขอให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้มีการเพิกถอนดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัดและให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยในอัตราตามคำขอท้ายฟ้องต่อไป จึงให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยในค่าเสียหายเท่าที่โจทก์มีคำขอในชั้นฎีกา

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 438 ม. 442 ม. 1008
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอนไทซ์ (ต้นนุ่น) จำกัด
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2716/2554
#511089
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. ผู้เสียหายตกลงให้จำเลยเอารถกระบะที่ผู้เสียหายทำสัญญาเช่าซื้อมาไปใช้โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ โดยมีข้อตกลงกันระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยว่า จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย หลังจากจำเลยได้รับมอบการครอบครองรถกระบะจากผู้เสียหายแล้ว ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยพารถกระบะหลบหนีไปขายแก่บุคคลภายนอก หรือแอบอ้างว่าเป็นรถกระบะของตนเอง ด้วยการปฏิเสธว่าไม่ได้รับมอบรถกระบะจากผู้เสียหายแต่อย่างใด แต่จำเลยครอบครองใช้รถกระบะนั้นโดยเปิดเผยและได้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหายเรื่อยมาจำนวนถึง 5 งวดติดต่อกันต่อมาจำเลยค้างส่งค่างวดจึงได้มอบรถกระบะให้ ช. โดยทำความตกลงกับ ช. ให้ ช. เป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรวมทั้งที่จำเลยรับเงินมัดจำจาก ช. ในวันทำสัญญาเป็นเงิน 5,000 บาท และในสัญญาระบุว่าจำเลยและ ช. ซื้อขายรถยนต์ (รถกระบะ) นั้น ยังมิใช่การเอารถกระบะทรัพย์สินของผู้ให้เช่าซื้อไปขายแต่เป็นเพียงการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ ช. โดยมีข้อตกลงให้ ช. มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อต่อไป เพราะจำเลยประสงค์จะหาบุคคลอื่นมาช่วยรับภาระในการผ่อนค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย จำเลยจึงมิได้เบียดบังเอารถกระบะดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ไม่เป็นเหตุทำให้การกระทำของจำเลยที่ไม่เป็นความผิดกลับกลายเป็นความผิดไปแต่อย่างใด

การที่จำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ ช. แม้จะมิได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซื้อก็มีผลในทางแพ่งเพียงว่า ผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากผู้เสียหายผู้เช่าซื้อเดิมได้ต่อไป รวมทั้งเรียกค่าเสียหายในการที่ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจติดตามยึดรถกระบะคืนจากจำเลยได้ จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนรถกระบะดังกล่าว หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 631,491 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนรถกระบะที่ยักยอกไป หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 631,491 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2547 นางอาภรณ์ ผู้เสียหายทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะใช้แล้ว หมายเลขทะเบียน บง 7953 สิงห์บุรี จากบริษัทจีอีแคปปิตอลออโตลีส จำกัด (มหาชน) ในราคา 631,491.74 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 74 งวด โดยชำระงวดละเดือนเป็นเงิน 7,044 บาทตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.1 ระหว่างตกลงทำสัญญานั้น จำเลยซึ่งเป็นพี่สาวของนายสถาพรวิจิตรพันธ์ น้องเขยของนางอาภรณ์ขอซื้อรถกระบะดังกล่าวต่อจากนางอาภรณ์ นางอาภรณ์ตกลงให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อรถดังกล่าวแทนนางอาภรณ์ และให้จำเลยชำระเงินค่าจดทะเบียนกับเบี้ยประกันภัยด้วยตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.1 โดยระบุให้จำเลยเป็นผู้ขับขี่ จำเลยรับรถกระบะที่เช่าซื้อไปใช้ตั้งแต่ต้น แล้วชำระค่าเช่าซื้อเพียง 5 งวด จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 6 ประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2547 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2547 จำเลยไปพบนางสมศรี เจ้าของร้านสิงห์บุรีคาร์เซ็นเตอร์ข้างที่ทำการประปาจังหวัดสิงห์บุรี ตำบลต้นโพธิ์ อำเภอ เมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็นร้านขายรถมือสอง จำเลยจะหาคนซื้อรถกระบะดังกล่าว เพราะไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อได้ต่อไป นางสมศรีแนะนำให้จำเลยพบกับนายเชาวลิต ซึ่งเป็นลูกค้าประจำของนางสมศรี จำเลยตกลงขายรถกระบะดังกล่าวให้นายเชาวลิต โดยนายเชาวลิตเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อต่อไปตามสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.7 นายเชาวลิต รับรถกระบะดังกล่าวไปจากจำเลยแล้ว ภายหลังจากนั้นจำเลยติดต่อกับนายเชาวลิตไม่ได้ ทั้งจำเลยและนายเชาวลิตต่างก็ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 6 ต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ไปยังนางอาภรณ์ นางอาภรณ์ไปสอบถามจำเลย จำเลยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง นางอาภรณ์แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบ ผู้ให้เช่าซื้อให้นางอาภรณ์ไปร้องทุกข์ ดำเนินคดีแก่จำเลยเอง แต่ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องคดีแพ่งบังคับให้นางอาภรณ์รับผิดตาม สัญญา นางอาภรณ์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 จำเลยไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกรถกระบะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่นางอาภรณ์ ผู้เสียหายตกลงให้จำเลยเอารถกระบะที่ผู้เสียหายทำสัญญาเช่าซื้อมาไปใช้โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ โดยมีข้อตกลงกันระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยว่า จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย หลังจากจำเลยได้รับมอบการครอบครองรถกระบะจากผู้เสียหายแล้ว ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยพารถกระบะหลบหนีไปขายแก่บุคคลภายนอก หรือแอบอ้างว่าเป็นรถกระบะของตนเอง ด้วยการปฏิเสธว่าไม่ได้รับมอบรถกระบะจากผู้เสียหายแต่อย่างใด แต่จำเลยครอบครอง ใช้รถกระบะนั้นโดยเปิดเผยและได้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหายเรื่อยมาจำนวนถึง 5 งวดติดต่อกัน ต่อมาจำเลยค้างส่งค่างวดจึงได้มอบรถกระบะให้นายเชาวลิต โดยทำความตกลงกับนายเชาวลิตให้นายเชาวลิตเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือต่อไปปรากฏตามสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.7 พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรวมทั้งที่จำเลยรับเงินมัดจำจากนายเชาวลิตในวันทำสัญญาเอกสารหมาย จ.7 เป็นเงิน 5,000 บาท และในสัญญาระบุว่าจำเลยและนายเชาวลิตซื้อขายรถยนต์ (รถกระบะ) นั้น ยังมิใช่การเอารถกระบะทรัพย์สินของผู้ให้เช่าซื้อไปขาย แต่เป็นเพียงการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่นายเชาวลิต โดยมีข้อตกลงให้นายเชาวลิตมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อต่อไป เพราะจำเลยประสงค์จะหาบุคคลอื่นมาช่วยรับภาระในการผ่อนค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหายต่อไป จำเลยจึงมิได้เบียดบังเอารถกระบะดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ไม่เป็นเหตุทำให้การกระทำของจำเลยที่ไม่เป็นความผิดกลับกลายเป็นความผิดไปแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่นายเชาวลิตโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซื้อเป็นการไม่ชอบ การกระทำของจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่นายเชาวลิตแม้จะมิได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซื้อก็มีผลในทางแพ่งเพียงว่า ผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากผู้เสียหายผู้เช่าซื้อเดิมได้ต่อไป รวมทั้งเรียกค่าเสียหายจากผู้เสียหายในการที่ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจติดตามยึดรถกระบะคืนจากจำเลยได้ดังที่โจทก์ฎีกา จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานยักยอก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นางเพ็ญแข ศิริมหันต์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2708/2554
#515032
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามมิได้มีเจตนาทุจริตที่จะร่วมกันลักเงินของผู้เสียหาย เนื่องจากสนิทสนมกันเป็นญาติและเป็นเพื่อนกัน ทั้งเกิดความคึกคะนองตามประสาของวัยรุ่นและขณะนั้นก็นั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกันจนหมด จึงน่าจะช่วยกันออกเงินค่าสุราบ้างเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 พูดขอเงินหลายครั้งแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงได้ถือวิสาสะเข้าค้นตัวผู้เสียหายเพื่อค้นเอาเงิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงแต่จับแขนขาของผู้เสียหายไว้แน่นเท่านั้น ไม่ได้ทำร้าย ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่เข้ายึดแขนขาของผู้เสียหายเป็นเพียงการยึดตัวผู้เสียหายให้อยู่นิ่งเพื่อให้จำเลยที่ 1 ค้นตัวได้สะดวกเท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้เสียหายต้องจำยอมให้จำเลยทั้งสามค้นตัวและเอาเงินไป มิใช่ความผิดฐานปล้นทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 900 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุ 19 ปี เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 4 ปี 12 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 900 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 3,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 2,250 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยทั้งสามฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นและคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 900 บาท แก่ผู้เสียหายให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายยุทธนา ผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายไปหาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านเมื่อพบแล้วก็เดินไปบ้านของจำเลยที่ 1 และร่วมวงดื่มสุรากับจำเลยทั้งสามและนายวิเชียร โดยมีภริยาของจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ด้วย เมื่อผู้เสียหายลุกเข้าห้องน้ำกลับมา จำเลยที่ 1 ถามว่า "มีตังค์หรือเปล่า" ผู้เสียหายตอบว่า "ไม่มี" จำเลยที่ 1 ถามย้ำประโยคเดิมอีกครั้งหนึ่งผู้เสียหายยังคงตอบว่า "ไม่มี" จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามาจับตัวผู้เสียหายแล้วจำเลยที่ 1 ล้วงกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายจากกระเป๋ากางเกงเปิดเอาเงินไป 900 บาท ผู้เสียหายขอคืน จำเลยที่ 1 ไม่ให้ ส่วนนายวิเชียร ประจักษ์พยานโจทก์ที่นั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกันเบิกความว่า เมื่อนั่งดื่มไปสักพักสุราหมด จำเลยที่ 1 ถามเพื่อนที่ร่วมนั่งดื่มสุราด้วยกันว่าใครมีเงินบ้างเพื่อจะนำไปซื้อสุรา ทุกคนรวมทั้งผู้เสียหายบอกว่าไม่มี จำเลยทั้งสามและพยานเห็นว่าผู้เสียหายเคยมานั่งร่วมวงดื่มสุราหลายครั้ง แต่ไม่เคยออกเงิน เมื่อผู้เสียหายบอกว่าไม่มี จำเลยที่ 1 จึงพูดขึ้นว่า "งั้นค้นนะ" และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ช่วยกันจับตัวผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ดิ้น จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ล้วงกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายเปิดเจอเงิน 900 บาท จำเลย จำเลยที่ 1 ถามผู้เสียหายว่า เอาไปซื้อสุราได้หรือไม่ โดยขอหักเป็นค่าลำโพง 300 บาท แต่ผู้เสียหายไม่ยอมแล้วออกจากบ้านไป จากนั้นก็ได้ความจากทางนำสืบโจทก์และจำเลยทั้งสามตรงกันว่า จำเลยทั้งสามและนายวิเชียรไปนั่งดื่มสุราที่ร้านอาหาร จนกระทั่งผู้เสียหายกับนางสาวศิรินาถตามไปพบและพูดทวงเงิน เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับผู้เสียหายและนายวิเชียรนั่งดื่มสุราด้วยกันที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสามนอกจากจะเป็นเพื่อนกันแล้วยังเป็นญาติกันด้วย ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่าเคยไปอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเวลาหลายปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับบิดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยให้เงินผู้เสียหายใช้และจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยยืมเงินผู้เสียหาย บ้านของจำเลยทั้งสามอยู่ใกล้กันซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ยายของจำเลยที่ 1 กับย่าของผู้เสียหายเป็นพี่น้องกัน ผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสามต่างเป็นวัยรุ่นมีอายุอยู่ในช่วงวัยใกล้เคียงกันและจากคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวก็แสดงให้เห็นชัดว่า ผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสามสนิทสนมกันจนถึงขนาดไปมาหาสู่กินอยู่หลับนอนร่วมบ้านเดียวกันมาหลายปี ก่อนเกิดเหตุสุราหมด จำเลยที่ 1 ได้ถามเพื่อนทุกคนที่ร่วมวงดื่มสุรากันอยู่ขณะนั้นว่า ใครมีเงินบ้างเพื่อจะนำไปซื้อสุรามาดื่มต่อ มิได้เจาะจงถามเพื่อจะเอาเงินเฉพาะจากผู้เสียหาย ก่อนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเข้าจับแขนขาผู้เสียหายเพื่อให้จำเลยที่ 1 ค้นตัว จำเลยที่ 1 ก็ได้ถามผู้เสียหายย้ำถึงสองครั้งว่ามีเงินหรือไม่ ก่อนค้นตัวผู้เสียหายก็บอกก่อน และเมื่อเปิดกระเป๋าสตางค์เจอเงินจำเลยที่ 1 ยังถามผู้เสียหายซ้ำเป็นเชิงขออนุญาตอีกว่าเอาไปซื้อสุราได้หรือไม่เมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่ ก็ยังเอ่ยปากขอแลกเงินกับค่าลำโพง 300 บาท แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม จากนั้นจำเลยทั้งสามกับนายวิเชียรก็ไปนั่งดื่มสุรากันต่อที่ร้านอาหารจนเมื่อผู้เสียหายตามไปพบแล้วพูดขอเงินคืน ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายเองว่าจำเลยทั้งสามไม่ยอมคืนให้ โดยพูดว่าต้องการกินอาหารและดื่มสุราที่โต๊ะให้หมดก่อนพฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาจะนำเงินของผู้เสียหายไปซื้อสุราเพื่อให้ทุกคนที่ร่วมวงดื่มด้วยกันได้ดื่มต่อ ซึ่งหากว่าผู้เสียหายยังคงนั่งอยู่ก็ต้องได้ดื่มด้วย และเมื่อผู้เสียหายไม่ยอมและลุกออกจากบ้านไปจนกระทั่งตามไปทวงเงินที่ร้านอาหาร จากคำเบิกความของผู้เสียหายเห็นว่าจำเลยทั้งสามมิได้แสดงท่าทีปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะไม่คืนเงินให้ เพียงแต่เกี่ยงให้รับประทานอาหารและดื่มสุราให้หมดก่อนเท่านั้น เห็นได้ว่า จำเลยทั้งสามมิได้มีเจตนาทุจริตที่จะร่วมกันลักเงินของผู้เสียหายอย่างจริงจัง แต่น่าจะเป็นเพราะเห็นว่าสนิทสนมกันเป็นทั้งญาติทั้งเพื่อน และเกิดความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่นที่คิดว่าผู้เสียหายเองก็เคยนั่งร่วมวงดื่มสุรากับจำเลยทั้งสามมาหลายครั้งและขณะนั้นก็นั่งดื่มอยู่ด้วยกันจนสุราหมด จึงน่าจะช่วยออกเงินค่าสุราบ้างเมื่อพูดขอเงินหลายครั้งแล้วผู้เสียหายไม่ให้ จึงได้ถือวิสาสะเข้าจับตัวผู้เสียหายค้นเอาเงิน ซึ่งส่วนนี้ผู้เสียหายก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านไว้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงแต่จับแขนขาของผู้เสียหายแน่น ไม่ได้ทำร้าย การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่เข้ายึดแขนขาของผู้เสียหายก็คงเป็นเพียงยึดตัวผู้เสียหายให้อยู่นิ่งเพื่อจำเลยที่ 1 จะได้ค้นตัวได้สะดวก การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นเพียงความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจ โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้เสียหายต้องจำยอมให้จำเลยทั้งสามค้นตัวและเอาเงินไป มิใช่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 309 วรรคแรก ม. 340
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายกฤษดา ทาวิสูตร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2672/2554
#515029
เปิดฉบับเต็ม

ในส่วนของจำเลยที่ 7 ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะออกจากขนำที่เกิดเหตุไปโดยบอกว่าจะไปรับพวกอีกคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะกลับมาพร้อมจำเลยที่ 7 เมื่อมาถึงขนำที่เกิดเหตุ ในขณะที่จำเลยที่ 7 ยืนปัสสาวะอยู่ จำเลยที่ 4 และที่ 6 ซึ่งกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เสร็จแล้วได้ออกมาจากขนำ โดยผู้เสียหายที่ 1 เดินตามออกมาด้วย จำเลยที่ 7 จับมือผู้เสียหายที่ 1 พร้อมถามว่าจะไปไหน ผู้เสียหายที 1 ตอบว่าขอไปปัสสาวะ จำเลยที่ 7 ไม่เชื่อดึงมือผู้เสียหายที่ 1 ไว้อีก ผู้เสียหายที่ 1 สะบัดหลุดวิ่งหนีเข้าไปในป่า จำเลยที่ 7 กับพวกติดตามไม่พบ เนื่องจากผู้เสียหายซ่อนตัวอยู่นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 7 มีส่วนร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับจำเลยอื่นในการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารมาแต่ต้น การที่จำเลยที่ 7 มายังขนำที่เกิดเหตุและกระทำการดังกล่าวหลังจากที่จำเลยอื่นได้พาผู้เสียหายที่ 1 มากระทำชำเราแล้ว ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 7 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยอื่นพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1670/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 6 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 ขณะกระทำผิดมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 คนละ 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี ฐานสนับสนุนการกระทำผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ตลอดชีวิต รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน 40 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 14 ปี สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว และจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 10 ปี นับโทษจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1670/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 จากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเจ็ด โดยมีรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน แม้ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะไม่เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มาก่อน อีกทั้งเหตุเกิดในเวลากลางคืน แต่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นจำเลยที่ 5 ตั้งแต่จำเลยที่ 5 กับพวกอีก 4 คน ไปคุยกับผู้เสียหายที่ 2 ที่บ้าน จำเลยที่ 5 กับพวก ยังออกไปซื้อขนมมารับประทานที่บ้านอีก ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกบังคับให้นั่งรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปยังเห็นจำเลยที่ 5 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับอยู่ด้านข้าง จำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันดึงผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนขนำแล้วพยายามเกลี้ยกล่อมให้ผู้เสียหายที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 ร่วมประเวณี จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยอื่นมัดผู้เสียหายที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ทำอะไรผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 5 กับพวกพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านอีกหลังหนึ่งแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 5 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ขนำที่ผู้เสียหายที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 ยังร่วมกับพวกพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ขนำอีกแห่งหนึ่งให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 ผลัดกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยที่ 5 ไปรับจำเลยที่ 7 มาที่ขนำดังกล่าว สำหรับจำเลยที่ 4 ผู้เสียหายที่ 1 เห็นตั้งแต่มากับจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 4 ร่วมนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปขนำหลังสุดท้าย จำเลยที่ 4 เป็นผู้ดึงมือผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้าน ขณะที่จำเลยที่ 6 กระทำชำเรานานประมาณ 15 นาที จำเลยที่ 4 เป็นผู้จับมือผู้เสียหายที่ 1 กดไว้กับพื้นแล้วจำเลยที่ 4 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นานประมาณ 10 นาที เมื่อจำเลยที่ 5 กลับมาพร้อมจำเลยที่ 7 จำเลยที่ 4 และที่ 6 ออกจากขนำ ผู้เสียหายที่ 1 เดินตามทั้งที่ยังมิได้สวมกางเกง ส่วนจำเลยที่ 7 นอกจากผู้เสียหายที่ 1 จะเห็นมากับจำเลยที่ 5 แล้วยังเห็นจำเลยที่ 7 ยืนปัสสาวะจนเสร็จเพียงแต่ยังมิได้รูดซิปกางเกง จำเลยที่ 7 ดึงผู้เสียหายที่ 1 ไว้พร้อมถามว่าจะไปไหน ผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าจะไปปัสสาวะ จำเลยที่ 7 ไม่เชื่อดึงผู้เสียหายที่ 1 ไว้อีก เมื่อผู้เสียหายที่ 1 สะบัดหลุดวิ่งหนีเข้าไปในป่า จำเลยที่ 7 กับพวกตามหา จากข้อเท็จจริงดังกล่าวผู้เสียหายที่ 1 ย่อมเห็นจำเลยที่ 4 และที่ 5 หลายครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลานานพอสมควร ส่วนจำเลยที่ 7 แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะเห็นเพียงครั้งเดียว แต่ก็เห็นในระยะใกล้ชิดทั้งยังมีการถามตอบกัน ถึงแม้ว่าเหตุจะเกิดในเวลากลางคืน ถ้าสถานที่แต่ละแห่งมืดจนไม่สามารถมองเห็นกันได้ พวกจำเลยทั้งเจ็ดย่อมไม่สามารถกระทำการต่าง ๆ ได้ อีกทั้งเมื่อมีการใช้รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะย่อมมีแสงสว่างจากรถดังกล่าวด้วย การที่ผู้เสียหายที่ 1 สามารถพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 3 ขณะอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่ขนำได้ทันทีย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 เห็นและจำขนำนั้นได้ ถึงแม้ว่าคืนเกิดเหตุจะมีฝนแต่ฝนก็ตกในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 หลบหนี มิใช่ในขณะที่พวกจำเลยกระทำความผิด นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกคุณากร พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่า จากการสอบถามผู้เสียหายทั้งสองและจำเลยที่ 3 ถึงเหตุการณ์และคนร้ายที่เหลือจึงออกจับกุมคนร้ายอีกครั้งโดยให้ดาบตำรวจไมตรี กับพวก ไปจับกุมโดยมีผู้เสียหายที่ 1 ไปด้วย การรู้ตัวคนร้ายที่เหลือในคืนนั้นต้องทราบจากผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 3 ด้วย สำหรับดาบตำรวจไมตรีผู้จับกุมพวกจำเลยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นาน 32 ปี รู้จักบุคคลและกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ วัยรุ่นบางคนยังจำชื่อบิดาได้ด้วย ย่อมทราบดีว่าพวกจำเลยแต่ละคนมีบ้านอยู่ที่ใด จึงสามารถติดตามจับจำเลยที่ 4 ได้ในคืนเกิดเหตุและในคืนนั้นยังไปที่บ้านของจำเลยที่ 7 แต่ไม่พบจำเลยที่ 7 ที่จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 นำสืบอ้างฐานที่อยู่ในคืนเกิดเหตุ พยานก็มีเพียงจำเลยดังกล่าวและบุคคลที่เป็นญาติหรือบุคคลที่ใกล้ชิดเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจำเลยที่ 7 ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะออกจากขนำที่เกิดเหตุไปโดยบอกว่าจะไปรับพวกอีกคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะกลับมายังขนำที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 7 เมื่อมาถึงขนำที่เกิดเหตุ ในขณะที่จำเลยที่ 7 ยืนปัสสาวะอยู่ จำเลยที่ 4 และที่ 6 ซึ่งกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้วได้ออกมาจากขนำ โดยผู้เสียหายที่ 1 เดินตามออกมาด้วย จำเลยที่ 7 จับมือผู้เสียหายที่ 1 พร้อมถามว่าจะไปไหน ผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าขอไปปัสสาวะ จำเลยที่ 7 ไม่เชื่อดึงมือผู้เสียหายที่ 1 ไว้อีก ผู้เสียหายที่ 1 สะบัดหลุดวิ่งหนีเข้าไปในป่า จำเลยที่ 7 กับพวกติดตามไม่พบ เนื่องจากผู้เสียหายซ่อนตัวอยู่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 7 มีส่วนร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับจำเลยอื่นในการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารมาแต่ต้น การที่จำเลยที่ 7 มายังขนำที่เกิดเหตุและกระทำการดังกล่าวหลังจากที่จำเลยอื่นได้พาผู้เสียหายที่ 1 มากระทำชำเราแล้ว ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 7 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยอื่นพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 7 ในความผิดฐานนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 7 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายวิรัญหรือแดง สมเกื้อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644/2554
#513647
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในเรื่องการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปให้ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาต่อไป คดีนี้โจทก์เพียงแต่ยื่นอุทธรณ์ โดยหาได้ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้อนุญาตให้อุทธรณ์ ทั้งผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้ หาได้มีข้อความใดแสดงว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ กรณีถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 177, 180, 264, 268

ศาลชั้นต้นไต่ส่วนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา เว้นแต่ความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานเอกสารอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 ให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในเรื่องการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปให้ผู้พิพากษาดังกล่าวต่อไป คดีนี้โจทก์เพียงแต่ยื่นอุทธรณ์ โดยหาได้ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้อนุญาตให้อุทธรณ์ ทั้งผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้ หาได้มีข้อความใดแสดงว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ กรณีถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และมาตรา 268 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และมาตรา 268 ชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทณกัญญา จำกัด
จำเลย — นางสาวยุวฎี โสภณดิลก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายอรรถการ ฟูเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2642 -ที่ 2643/2554
#511602
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของ ส. , จ. และ ช. ล้วนสอดคล้องต้องกัน แม้เป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่การที่ ส. , จ. และ ช. ให้การไปดังกล่าว เพียงเป็นการบอกเล่าเรื่องราวถึงที่มาของเมทแอมเฟตามีนมิใช่กระทำไปโดยมุ่งต่อผลเพื่อให้ตนเองพ้นผิดแล้ว ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 รับผิดเพียงลำพังนอกจากนั้น ส. กับ จ. ยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 โดย ส. เป็นน้องชายและ จ. เป็นภริยา จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องการกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยที่ 1 พยานบอกเล่าและพยานซัดทอดเช่นนี้ถือได้ว่ามีลักษณะและแหล่งที่มา ซึ่งน่าเชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ความจริงได้ จึงนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับ ส. และ จ. ครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ส่วนจำเลยที่ 2 เพียงร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งขายให้แก่จำเลยที่ 1 โดยในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่การที่จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งขายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 มีไว้จำหน่ายอีกทอดหนึ่งนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าว

โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ จึงมิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (ที่ถูก มาตรา 30 ด้วย)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสุภาษิตหรือโก น้องชายของจำเลยที่ 1 และนางสาวจำปี ภริยาของจำเลยที่ 1 โดยยึดได้เมทแอมเฟตามีน 1,800 เม็ด เป็นของกลาง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษนายสุภาษิตกับนางสาวจำปีแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1857/2547 ของศาลชั้นต้น คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานโจทก์มีพันตำรวจตรีสุพจน์ จ่าสิบตำรวจโกศล และสิบตำรวจเอกเอกลักษณ์ เบิกความว่า พยานทั้งสามสืบทราบว่า นายสุภาษิตเป็นผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนในวันที่ 12 พฤษภาคม 2546 พยานทั้งสามกับพวกร่วมกันให้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายสุภาษิต หลังจากล่อซื้อได้เมทแอมเฟตามีน 1,800 เม็ด นายสุภาษิตให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 และนางสาวจำปี จากนั้นนายสุภาษิตพาไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 และนางสาวจำปี เมื่อไปถึงพบนางสาวจำปีอยู่บ้านคนเดียวจึงจับกุมนางสาวจำปี พยานทั้งสามแจ้งข้อหานายสุภาษิตและนางสาวจำปีว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นายสุภาษิตและนางสาวจำปีให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมกับให้การว่าจำเลยที่ 1 ได้เมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 และนายชะลอหรือแม๊ก ตามบันทึกคำรับสารภาพ พันตำรวจตรีขจิตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนนายสุภาษิตกับนางสาวจำปีให้การรับสารภาพโดยนายสุภาษิตให้การว่า ภายหลังสายลับติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีน นายสุภาษิตได้ติดต่อจำเลยที่ 1 กับนางสาวจำปีทางโทรศัพท์ จำเลยที่ 1 กับนางสาวจำปีบอกว่ามีเมทแอมเฟตามีน 1,800 เม็ด หากขายได้ก็ขอเงินเพียง 80,000 บาท เมื่อนายสุภาษิตพาสายลับไปที่บ้าน จำเลยที่ 1 กับนางสาวจำปีบอกให้ไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่เรือนในสวนยางพาราห่างจากบ้าน 400 เมตร ซึ่งก่อนนี้นายสุภาษิตเคยไปเอามาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากนายสุภาษิตไปเอามาให้สายลับก็ถูกจับกุม ส่วนนางสาวจำปีให้การว่า จำเลยที่ 2 กับนายชะลอเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้จำเลยที่ 1 ประมาณ 5 ครั้ง ครั้งหลังสุด 4,000 เม็ด ตามบันทึกคำให้การ ต่อมาเจ้าพนักงานจับกุมนายชะลอได้ นายชะลอให้การว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มาจำหน่ายที่จังหวัดกระบี่หลายครั้ง รวมทั้งขายให้จำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การ เห็นว่า พันตำรวจตรีสุพจน์ จ่าสิบตำรวจโกศลและสิบตำรวจเอกเอกลักษณ์พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการไปตามอำนาจหน้าที่ โดยไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเป็นการกระทำเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำผู้ใด เมื่อพยานทั้งสามจับกุมนายสุภาษิตได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางและสอบถามเรื่องราวจากนายสุภาษิตถึงที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลาง นายสุภาษิตจึงได้ให้การซัดทอดจำเลยที่ 1 และนางสาวจำปี โดยนางสาวจำปีซึ่งถูกจับกุมในเวลาต่อมาให้การรับว่าได้ร่วมกับนายสุภาษิตจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางจริงตามบันทึกการจับกุมนั้น ทำให้เห็นได้ว่าคำให้การของนายสุภาษิตมีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้นายสุภาษิตกับนางสาวจำปียังได้เขียนข้อความบอกเล่าเรื่องราวถึงที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วยลายมือของตนเองอีกว่าเป็นของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 กับนายชะลอเป็นผู้นำมาส่งตามบันทึกคำรับสารภาพชั้นสอบสวนนางสาวจำปียังคงให้การยืนยันว่า จำเลยที่ 1 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 กับนายชะลอหลายครั้งแล้ว ครั้งสุดท้ายเมื่อ 4 ถึง 5 เดือน ที่ผ่านมา จำเลยที่ 2 กับนายชะลอนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้ 4,000 เม็ด เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นจำนวนที่เหลืออยู่ตามบันทึกคำให้การ ส่วนนายชะลอที่ถูกจับกุมได้ในภายหลังก็ได้เขียนข้อความรับสารภาพด้วยลายมือของตนเองเช่นกันว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ไปเอาเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มาส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ประมาณ 3 ถึง 4 ครั้งแล้ว โดยนายชะลอได้ค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 ครั้งละ 10,000 บาท ถึง 40,000 บาท ตามบันทึกคำรับสารภาพชั้นสอบสวน นายชะลอยังคงให้การยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวตามบันทึกคำให้การ คำให้การของนายสุภาษิต นางสาวจำปีและนายชะลอทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนล้วนสอดคล้องต้องกัน แม้เป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่การที่นายสุภาษิต นางสาวจำปี และนายชะลอให้การไปดังกล่าวเพียงเป็นการบอกเล่าเรื่องราวถึงที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลาง มิใช่กระทำไปโดยมุ่งต่อผลเพื่อให้ตนเองพ้นผิดแล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดเพียงลำพัง นอกจากนั้นนายสุภาษิตกับนางสาวจำปียังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 โดยนายสุภาษิตเป็นน้องชายและนางสาวจำปีเป็นภริยา จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องให้การกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยที่ 1 พยานบอกเล่าและพยานซัดทอดเช่นนี้ ถือได้ว่ามีลักษณะและแหล่งที่มาซึ่งน่าเชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ความจริงได้ กับมีเหตุผลอันหนักแน่นที่เชื่อได้ว่าเป็นการให้การไปตามความจริง จึงนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายสุภาษิตและนางสาวจำปีครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง

ส่วนจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เพียงร่วมกับนายชะลอนำเมทแอมเฟตามีนจากจังหวัดเชียงใหม่มาส่งขายให้แก่จำเลยที่ 1 โดยในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง แต่การที่จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งขายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 มีไว้จำหน่ายอีกทอดหนึ่งนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ จึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนเป็นเวลาไม่เกินหนึ่งปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตา 86 ลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในการกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นเวลาไม่เกินหนึ่งปี คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคแรก ม. 226/3 วรรคสอง (1) ม. 227/1
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสุนทร ชูนาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวันชัย อินทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา