คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2394/2554
#513975
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น มิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอ้างอิงให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นต่างกับเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แม้จำเลยจะมีคำขอท้ายฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิจารณาและพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่อาจถือเป็นคำคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และขอให้ริบเศษชิ้นส่วนตะกั่วลูกกระสุนปืนเสียสภาพมาก 2 ชิ้น ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียวกันให้ลงโทษกระทงเดียว จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งมีใบอนุญาตไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 10 ปี 14 เดือน ริบเศษชิ้นส่วนตะกั่วของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เห็นว่า จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น มิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอ้างอิงให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นต่างกับเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แม้จำเลยจะมีคำขอท้ายฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิจารณาและพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่อาจถือเป็นคำคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสัญชัยหรือชัย พานทอง
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385 -ที่ 2387/2554
#514282
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันขับรถยนต์ปาดหน้ารถยนต์โจทก์ร่วม แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วคุมตัวโจทก์ร่วมไปเจรจาหนี้สินกันโดยบังคับโจทก์ร่วมให้ใช้หนี้แก่จำเลยที่ 7 แทนจำเลยที่ 3 พฤติการณ์เป็นการร่วมกันวางแผนโดยแบ่งหน้าที่กันทำอันเป็นการกระทำความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมต่อจำเลยทั้งเจ็ดกับพวก โดยกระทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของผู้อื่น อันเป็นการกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก

การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยืนล้อมคุมเชิงโต๊ะเจรจาระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 7 ไว้ เป็นพฤติการณ์ในเชิงข่มขู่โจทก์ร่วมอยู่ในตัว เพราะก่อนมีการเจรจา โจทก์ร่วมถูกบังคับใส่กุญแจมือมาพบจำเลยที่ 4 และที่ 7 ทั้งจำเลยที่ 4 ยังได้เตรียมแบบพิมพ์สัญญายืมและสัญญาค้ำประกันที่มีการกรอกข้อความว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ยืมสิ่งของจากจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์ร่วมซึ่งตกอยู่ในภาวะดังกล่าวจำยอมต้องลงชื่อในสัญญาดังกล่าว ดังนี้ แม้โจทก์ร่วมจะเป็นหนี้จำเลยที่ 3 อยู่ก็ตาม แต่จำเลยทั้งเจ็ดก็ไม่มีสิทธิใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายในการบังคับให้โจทก์ร่วมจำยอมต้องชำระหนี้แทนจำเลยที่ 3 จึงเป็นการร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ตนเองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ทำสัญญายืมสร้อยคอทองคำ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิจากจำเลยทั้งเจ็ด อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคแรก อีกฐานหนึ่งด้วย แต่การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นการกระทำผิดต่อเนื่องและมีเจตนาเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

หลังจากจำเลยที่ 1 ขับรถปาดหน้ารถยนต์ของโจทก์ร่วมให้หยุดรถ จำเลยที่ 6 ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้เดินมาที่รถโจทก์ร่วมและบอกโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แล้วจับโจทก์ร่วมใส่กุญแจมือควบคุมตัวไปพบจำเลยที่ 4 และที่ 7 ถือได้ว่าจำเลยที่ 6 แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยที่ 6 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 145 วรรคแรกด้วย แต่เป็นการกระทำต่อเนื่องกันไปโดยมีเจตนาเดียวเพื่อบังคับให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้จำเลยที่ 7 แทนจำเลยที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยที่ 6 ตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวนและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310, 337, 91, 83, 33 และลงโทษจำเลยที่ 6 และที่ 7 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 371, 91, 83, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 31,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และเงินจำนวน 21,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และริบของกลางรายการที่ 3 ถึงที่ 6 สำหรับจำเลยที่ 5 ให้นับโทษในคดีต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 651/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 5 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายประชุม ผู้เสียหายที่ 1 ในสำนวนแรกและสำนวนที่สาม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 309, 310, 337

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นตัวการร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ให้จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นเพื่อให้ทำเอกสารสิทธิ และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ลงโทษบทหนัก ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 6 ปี สำหรับจำเลยที่ 5 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 651/2546 ของศาลชั้นต้น ริบของกลางในรายการที่ 3 ถึงที่ 6 คือ ภาพถ่ายขณะเกิดเหตุ จำนวน 12 ภาพ แผ่นฟิล์ม กล้องถ่ายรูปยี่ห้อยาชิก้าและเอกสารเกี่ยวกับสัญญายืมของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 337 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 7 ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นประจักษ์พยานต่างเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะปาดหน้ารถยนต์ของโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมต้องจอดรถ แล้วมีจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 6 และผู้ชายชื่อจ่าฉอ้อนลงจากรถยนต์กระบะเข้ามาที่รถโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 6 ร้องบอกเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่ให้ขัดขืน แล้วจับโจทก์ร่วมใส่กุญแจมือ จากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 กับพวกร่วมกันพาตัวโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่2 และที่ 3 ไปรอที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ ต่อมามีจำเลยที่ 4 และที่ 7 ตามมาสมทบที่ร้านอาหารดังกล่าว แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่ประจักษ์พยานที่เป็นผู้เสียหายทั้งสามปากถูกกระทำและอยู่ในเหตุการณ์ใกล้ชิดกับจำเลยทั้งเจ็ดเป็นเวลานาน เชื่อว่าเห็นจำเลยทั้งเจ็ดและจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะภาพถ่ายที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ถ่ายภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุไว้จริง โดยจำเลยคนอื่น ๆ ไม่ได้นำสืบโต้แย้งภาพถ่ายดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่อย่างไร แต่จำเลยทั้งเจ็ดกลับนำสืบยอมรับว่า ได้ร่วมกันวางแผนพาตัวโจทก์ร่วมไปตกลงเรื่องหนี้จำเลยที่ 3 แล้วไม่ชำระจริง ซึ่งเหตุการณ์ตามภาพถ่ายสอดคล้องตรงกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่มีภาพจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 6 และผู้ชายชื่อจ่าฉอ้อนเข้ามายืนประกบรถโจทก์ร่วมและยังปรากฏภาพโจทก์ร่วมยกมือทั้งสองข้างขึ้น เหมือนอยู่ในภาวะถูกบังคับ และมีจำเลยที่ 6 และผู้ชายชื่อจ่าฉอ้อนเอี้ยวตัวเข้าไปในรถโจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมยืนยันว่าเป็นตอนที่โจทก์ร่วมถูกใส่กุญแจมือ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดที่ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะปาดหน้ารถยนต์ของโจทก์ร่วมให้จอดในเวลากลางคืน เมื่อโจทก์ร่วมจอดรถ จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 และจ่าฉอ้อนเข้ามาล้อมรถโจทก์ร่วมไว้ และจำเลยที่ 6 แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับโจทก์ร่วมใส่กุญแจมือ โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ต่างเบิกความไม่เคยรู้จักกับโจทก์ร่วมมาก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นการข่มขืนใจและบังคับโจทก์ร่วมให้เกิดความกลัวจะเกิดอันตรายจากคนแปลกหน้าทำให้โจทก์ร่วมจำยอมต่อการกระทำของพวกจำเลย จากนั้นก็พาโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ไปพบจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 7 ที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุอยู่ห่างไปประมาณ 10 กิโลเมตร ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ต่างรู้จักกับโจกท์ร่วมตามเหตุผลหากต้องการเจรจาให้โจทก์ร่วมใช้หนี้จำเลยที่ 7 แทน จำเลยที่ 3 ย่อมนัดหมายเจรจากันได้ โดยไม่ต้องให้พวกไปคุมตัวโจทก์ร่วมมาคุยกันในยามค่ำคืนดึกถึง 22 นาฬิกาเศษ พฤติการณ์และการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ได้ร่วมกันวางแผนโดยแบ่งหน้าที่กันทำอันเป็นการกระทำผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้จำเลยทั้งเจ็ดกับพวก โดยกระทำให้เกิดความกลัวจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของผู้อื่น อันเป็นการกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นำสืบปฏิเสธต่อสู้ไม่มีใครบังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วม ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ นอกจากนี้ขณะโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 นั่งเจรจากับจำเลยที่ 4 และที่ 7 โดยมีจำเลยที่เหลือยืนล้อมรอบคุมเชิงอยู่ จำเลยที่ 7 ได้พูดให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหนี้จำเลยที่ 3 จำนวน 290,000 บาท ใช้หนี้แทนจำเลยที่ 3 ที่เป็นหนี้จำเลยที่ 7 จำนวน 300,000 บาท และมีการต่อรองให้โจทก์ร่วมใช้หนี้แทน 200,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้หนี้เอง 50,000 บาท แล้วจำเลยที่ 7 ถอดสร้อยคอทองคำให้จำเลยที่ 4 นำไปใส่มือโจทก์ร่วมพร้อมกับถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจำเลยที่ 4 นำสัญญายืมให้โจทก์ร่วมลงชื่อไว้

การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยืนล้อมคุมเชิงโต๊ะเจรจาระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 7 ไว้ เป็นพฤติการณ์ในเชิงข่มขู่โจทก์ร่วมอยู่ในตัวเพราะข้อเท็จจริงก่อนมีการเจรจา โจทก์ร่วมถูกบังคับใส่กุญแจมือมาพบจำเลยที่ 4 และที่ 7 ทั้งจำเลยที่ 4 ยังได้เตรียมแบบพิมพ์สัญญายืมและสัญญาค้ำประกันที่มีการกรอกข้อความ โจทก์ร่วมเป็นผู้ยืมสิ่งของจากจำเลยที่ 4 และมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันทั้งยังมีการถ่ายภาพโจทก์ร่วมถือสร้อยคอทองคำของจำเลยที่ 7 ไว้ในมือ เป็นพฤติการณ์ที่มีการวางแผนกันไว้ล่วงหน้าแล้วเพื่อบังคับและข่มขู่ให้โจทก์ร่วมซึ่งตกอยู่ในภาวะดังกล่าวจำยอมต้องลงชื่อในสัญญายืมแม้โจทก์ร่วมจะเป็นหนี้จำเลยที่ 3 อยู่ก็ตาม แต่จำเลยทั้งเจ็ดก็ไม่มีสิทธิใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายในการบังคับให้โจทก์ร่วมจำยอมต้องชำระหนี้แทนจำเลยที่ 3 จึงเป็นการร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ตนเองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ทำสัญญายืมสร้อยคอทองคำ อันเป็นเอกสารสิทธิจากจำเลยทั้งเจ็ดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก อีกฐานหนึ่งด้วย แต่การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นการกระทำผิดต่อเนื่องและเจตนาเดียวกัน เพื่อบังคับให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้จำเลยที่ 7 แทนที่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถปาดหน้ารถยนต์ของโจทก์ร่วมให้หยุดรถ จากนั้นจำเลยที่ 6 เดินมาที่รถโจทก์ร่วมและบอกโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 กับผู้เสียหายที่ 3 ว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วจับตัวโจทก์ร่วมใส่กุญแจมือควบคุมตัวไปพบจำเลยที่ 4 และที่ 7 โดยไม่มีอำนาจ ถือได้ว่าจำเลยที่ 6 ซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานตำรวจได้แสดงตนเองว่าเป็นพนักงานตำรวจ ทั้งแสดงการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยการจับโจทก์ร่วมใส่กุญแจมือเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมคนร้าย โดยจำเลยที่ 6 ไม่มีอำนาจแล้วควบคุมตัวโจทก์ร่วมไว้ การกระทำของจำเลยที่ 6 ดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคแรก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 145 ม. 309 ม. 310 ม. 337
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายประชุม เอี่ยมสุข
จำเลย — นายสิทธิเดช สาหร่ายรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกังวาฬ โป๊ะลำพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2383/2554
#511581
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความว่า โจทก์คืนเงินให้นาย อ. ครั้งแรกโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากผู้มีชื่อ ส่วนการสั่งคืนเงินให้จำเลยในครั้งหลังจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คก็ตาม กรณีเป็นเพียงวิธีการสั่งคืนเงินโดยฝากเข้าบัญชีเงินฝากเท่านั้น เงินซึ่งนาย อ. และจำเลยนำมาวางไว้แก่โจทก์ก็เพื่อค้ำประกันการออกหนังสือค้ำประกันให้บริษัท พ. หาใช่เป็นการฝากเงินหรือฝากทรัพย์ไม่ ฉะนั้นการที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยให้คืนเงินที่รับไปนั้น เป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ กรณีจึงเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 มิใช่เรื่องการติดตามเรียกเอาทรัพย์คืนตามมาตรา 1336

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 174,835.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 174,835.62 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 10,000 บาท

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นเรื่องฟ้องเรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หรือเรื่องลาภมิควรได้ เห็นว่า แม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความว่า โจทก์คืนเงินให้นายอภิชัยครั้งแรกโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากร้าน เอ.ที.เอ็ม. คอนสตรัคชั่น ส่วนการคืนเงินให้จำเลยในครั้งหลังสั่งจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คก็ตาม กรณีเป็นเพียงวิธีคืนเงินโดยฝากเข้าบัญชีเงินฝากเท่านั้น เงิน 100,000 บาท ซึ่งนายอภิชัยและจำเลยนำมาวางไว้แก่โจทก์ก็เพื่อค้ำประกันการออกหนังสือค้ำประกันให้บริษัทจัดการเกษตรอุตสาหกรรมไทย จำกัด หาใช่เป็นการฝากเงินหรือฝากทรัพย์ไม่ ฉะนั้นการที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยให้คืนเงินที่รับไปนั้น เป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ กรณีจึงเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 มิใช่เรื่องการติดตามเรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสองว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จ่ายเงินจำนวนเดียวกันให้แก่นายอภิชัยแล้ว ต่อมาก็จ่ายให้แก่จำเลยอีกครั้ง เมื่อโจทก์ฟ้องนายอภิชัยเป็นจำเลยให้คืนเงินศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า เงินดังกล่าวเป็นของนายอภิชัย ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์ฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคดีย่อมถึงที่สุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2543 ซึ่งต้องถือว่าโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินนับแต่วันนี้เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2544 เป็นเวลาเกิน 1 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเรืองฤทธิ์ ภูมิศรีสอาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายอนนท์ เศรษฐชวาลวงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322/2554
#511085
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาททิศเหนือจดที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 ซึ่งที่ดินดังกล่าวมีทิศตะวันออกจดและเชื่อมต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 529 เป็นแนวยาวระดับเดียวกันจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก ส่วนทิศตะวันตกจดซอยทองหล่อ (สุขุมวิท 55) ซึ่งรูปแผนที่ของที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ระบุว่าทิศใต้จดที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ออกโฉนดปี 2537 ภายหลังจากที่ ล. กับจำเลยที่ 9 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทนานถึง 5 ปี ยังเป็นที่ดินที่เชื่อมต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 เช่นเดิมจึงมิใช่ถนนซอยทองหล่อ 12 เพราะมิฉะนั้นการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องสั่งเพิกถอนตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 แม้ตามรูปแผนที่และสภาพที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 และ 529 เจ้าของที่ดินทั้งแปลงไม่สามารถนำที่ดินทั้งสองแปลงไปทำประโยชน์ได้ นอกจากจัดมีไว้ให้ประชาชนใช้เป็นทางสัญจรเข้าออกไปสู่ถนนสุขุมวิท 55 เท่านั้นก็ตาม แต่ขณะที่มีการทำสัญญาขายที่ดินพิพาท ไม่ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 และเจ้าของที่ดินส่วนที่จะเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ได้อุทิศ หรือให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว จะถือว่าที่ดินพิพาทอยู่ติดถนนซอยทองหล่อ 12 หาได้ไม่ เพราะเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิติดตามเอาคืนและขัดขวางได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 คดีฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ติดถนนซอยทองหล่อ 12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงิน 633,631.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 517,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2532 นายลาไฮ พุ่มดอกไม้ ผู้ขายและจำเลยที่ 9 ผู้ซื้อไปยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ประเภทขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 122316 เลขที่ดิน 4944 (เดิม 4628) ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา ในราคา 17,250,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.6 สำเนาเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเอกสารหมาย ล.18 และสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.19 โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์กำหนดราคาประเมินที่ดินพิพาทไว้ตารางวาละ 15,000 บาท รวมราคาประเมิน 17,250,000 บาท เท่ากับราคาซื้อขาย เนื่องจากเห็นว่าที่ดินพิพาทไม่ติดซอย จึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวเป็นเงิน 345,000 บาท ซึ่งนายลาไฮและจำเลยที่ 9 ได้ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ต่อมาปี 2536 ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินทักท้วงว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่ำไป 517,250 บาท ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.1 เนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ติดถนนซอยทองหล่อ 12 มีราคาประเมินที่ดินตารางวาละ 40,000 บาท รวมราคาประเมินเป็นเงิน 43,112,500 บาท นายลาไฮและจำเลยที่ 9 ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 517,250 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยทั้งเก้าจะต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาทอยู่ติดถนนซอยทองหล่อ 12 นั้น เห็นว่า ที่ดินตามสำเนาโฉนดเลขที่ 122316 เลขที่ดิน 4944 (เดิม 4628) เอกสารหมาย จ.3 ที่รูปแผนที่ระบุว่ามีทิศเหนือจดที่ดินเลขที่ดิน 4629 ซึ่งก็คือที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 เลขที่ดิน 4943 (เดิม 4629) ตำบลคลองตัน อำเภอคลองเตย จังหวัดกรุงเทพมหานคร เอกสารหมาย ล.7 หรือ ล.17 โดยที่ดินดังกล่าวมีทิศตะวันออกจดและเชื่อมต่อกับที่ดินเลขที่ดิน 5626 เป็นแนวยาวระดับเดียวกันจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก ส่วนทิศตะวันตกจดซอยทองหล่อ (สุขุมวิท 55) โดยที่ดินเลขที่ดิน 5626 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ตำบลคลองตัน อำเภอคลองเตย จังหวัดกรุงเทพมหานคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.20 ซึ่งรูปแผนที่ระบุว่าทิศใต้จดที่ดินเลขที่ดิน 4944 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ออกโฉนดในปี 2537 อันเป็นการออกภายหลังจากที่นายลาไฮและจำเลยที่ 9 จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทขายที่ดินโฉนดเลขที่ 122316 นานถึง 5 ปี ยังเป็นที่ดินที่เชื่อมต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 เช่นเดิม จึงมิใช่ถนนซอยทองหล่อ 12 เพราะมิฉะนั้นการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องสั่งเพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 แม้ตามรูปแผนที่และสภาพที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 และ 529 เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไม่สามารถนำที่ดินทั้งสองแปลงนี้ไปทำประโยชน์อื่นได้ นอกจากจัดมีไว้ให้ประชาชนใช้เป็นทางสัญจรเข้าออกไปสู่ถนนสุขุมวิท 55 หรือคลองเป้งได้เท่านั้นดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่ดินพิพาท ไม่ปรากฏว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122317 และเจ้าของที่ดินส่วนที่จะเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ได้อุทิศหรือให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว จะถือว่าที่ดินพิพาทอยู่ติดถนนซอยทองหล่อ 12 หาได้ไม่ เพราะเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิติดตามเอาคืนและขัดขวางได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้วและไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นางพิศมัย พุ่มดอกไม้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2320/2554
#510507
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ออกคำสั่งให้ ม. รื้อถอนอาคารพิพาท แม้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุตรเขยและบุตรสาวของ ม. จะเป็นผู้ครอบครองอาคารพิพาท และเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้นำคำสั่งไปปิดไว้ที่อาคารพิพาทโดยได้อ่านคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ฟังก่อนที่จะปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมิได้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารพิพาทด้วย คำสั่งดังกล่าวจึงไม่มีผลถึงจำเลยทั้งสองให้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าวด้วย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ผู้ครอบครองรื้อถอนอาคารพิพาทที่ปลูกสร้างและต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 69, 70, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40, 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสองประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท และปรับจำเลยทั้งสองวันละ 100 บาท ต่อคน นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้รื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40, 52 (ที่ถูก 42), 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน และเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในอาคารพิพาทซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของรัฐ เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหนังสือถึงนางมะลิ มารดาจำเลยที่ 2 ให้รื้อถอนอาคารพิพาท และนำคำสั่งไปปิดไว้ที่อาคารพิพาทโดยได้อ่านคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางมะลิทราบก่อนปิดประกาศแล้ว แต่ไม่มีการรื้อถอนภายในกำหนด เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ผู้ครอบครองรื้อถอนอาคารพิพาทที่ปลูกสร้างและต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคารพิพาทไปยังนางมะลิมารดาจำเลยที่ 2 ย่อมหมายถึงจำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองใช้สอยทำประโยชน์ในอาคารที่แท้จริงด้วยนั้น เห็นว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารพิพาท เป็นคำสั่งให้นางมะลิรื้อถอนอาคารพิพาทแม้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุตรเขยและบุตรสาวของนางมะลิจะเป็นผู้ครอบครองอาคารพิพาทและเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้นำคำสั่งไปปิดไว้ที่อาคารพิพาทโดยได้อ่านคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ฟังก่อนที่จะปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่การตีความกฎหมายที่มีโทษทางอาญาจะตีความในทางขยายความให้เป็นผลร้ายหรือเป็นโทษแก่จำเลยทั้งสองย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้นางมะลิรื้อถอนอาคารพิพาทโดยมิได้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารพิพาทด้วย คำสั่งดังกล่าวจึงมีผลบังคับให้นางมะลิต้องปฏิบัติตามเท่านั้น ไม่มีผลถึงจำเลยทั้งสองให้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าวด้วย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ผู้ครอบครองรื้อถอนอาคารพิพาทที่ปลูกสร้างและต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 ม. 42 ม. 66 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 66 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายสุรศักดิ์ เจียรกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2312/2554
#513971
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง การที่โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 83 แห่ง ป.อ. หาทำให้คำฟ้องบกพร่องจนศาลไม่อาจจะลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ไม่ เพราะตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี... (6) อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด..." ซึ่ง ป.อ. มาตรา 83 มิใช่บทมาตราที่กฎหมายบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว แม้จะไม่ได้ระบุมาตรา 83 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย ศาลก็ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานตัวการร่วมกันกระทำความผิดได้

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดองค์ประกอบความผิด แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษฐานดังกล่าว โดยอ้างมาตรา 4, 19 แห่ง พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาด้วย ศาลฎีกาไม่สามารถลงโทษได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพและมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้ลักลอบนำเข้าหลบหนี ด่านศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 47, 48, 69 วรรคแรก, 73 วรรคแรก, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำ ไม้หวงห้ามประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูป ไม้หวงห้ามประเภท ก. จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อจำกัด กับฐานมีหรือนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานมีหรือนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 17 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 เดือน จำเลยทั้งสองให้การ รับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 เดือน ริบของกลางทั้งหมด

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 73 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ฐานร่วมกันมีไม้อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก ฐานร่วมกันทำไม้ ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ และฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 4 ปี 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เนื่องจากโจทก์มิได้อ้างบทมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำไม้ไข่เขียว ซึ่งเป็นไม้ หวงห้ามประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เลื่อยโซ่ยนต์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเลื่อยไม้ โค่นต้นไม้ไข่เขียว จำนวน 1 ต้น จากนั้นได้ร่วมกันแปรรูปไม้ไข่เขียวโดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเลื่อยไม้ไข่เขียวออกเป็นท่อน ๆ และร่วมกันมีไม้ไข่เขียวซึ่งมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสอง กับร่วมกันลักลอบนำเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ โดยยังมิได้เสียภาษีและยังมิได้ผ่านด่านศุลกากร หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง การที่โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หาทำให้คำฟ้องบกพร่องจนศาลไม่อาจจะลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ไม่ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี... (6) อ้างมาตรา ในกฎหมาย ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด..." ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มิใช่บทมาตราที่กฎหมายบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว แม้จะไม่ได้ระบุมาตรา 83 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วยศาลก็ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานตัวการร่วมกันกระทำความผิดได้

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เลื่อยโซ่ยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำไม้และแปรรูปไม้ได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็วทำการตัดโค่นไม้ไข่เขียว ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์เลื่อยไม้ไข่เขียวให้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย และร่วมกันมีไม้ไข่เขียวอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสองโดยไม้ดังกล่าวไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาล และจำเลยทั้งสองพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมายถือว่าเป็นกรณีร้ายแรง และจำเลยทั้งสองทำไม้ของกลางมีปริมาตรรวม 19.64 ลูกบาศก์เมตร นับเป็นจำนวนมาก การกระทำ ของจำเลยทั้งสองเป็นภัยต่อทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาวางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนลดโทษมีกำหนด 8 ปี นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี

สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดมี ผลิต หรือนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์" โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดองค์ประกอบความผิด แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษฐานดังกล่าว โดยอ้างมาตรา 4, 17 แห่งพระราชบัญญัติ เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาด้วย ศาลฎีกาไม่สามารถลงโทษได้ ปัญหาดังกล่าวเป็น ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพ และมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่จำเลยทั้งสองยังมีความผิดฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้ลักลอบนำเข้าหลบหนีด่านศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ เหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบกับมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คนละ 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันทำไม้ ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้ลักลอบนำเข้าหลบหนีด่านศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 1 ปี 13 เดือน ให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 185 วรรคสอง
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 4 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายอำนวย ปานปลอด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2277/2554
#508365
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเข้าไปในบริเวณบ้านผู้เสียหายทั้งสองและใช้ก้อนหินขว้างผู้เสียหายทั้งสอง ก้อนหิน ไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสองแต่เป็นเหตุให้กระเบื้องหลังคาแตก 2 แผ่น ซึ่งเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองและฐานบุกรุกเคหสถานตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เพียงก้อนหินที่ขว้างไปถูกกระเบื้องหลังคา แสดงว่าเป็นเพราะพลาดไปถูกหลังคา มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำให้เสียทรัพย์ด้วย จะถือเอาเจตนาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจตนาทำให้เสียทรัพย์โดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา 60 ด้วยไม่ได้เพราะเจตนาทำร้ายผู้อื่นเป็นเจตนาคนละประเภทกับเจตนาทำให้เสียทรัพย์อีกทั้งกรรมของการกระทำก็ต่างกัน จึงถือว่าเป็นการกระทำโดยพลาดมิได้ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจจะกระทำโดยประมาท แต่การทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 295, 358, 362, 364, 365 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80, 358, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 295, 80, 358, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 83) การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันบุกรุกในเคหสถานตั้งแต่สองคนขึ้นไปและในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย จึงจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเข้าไปในบริเวณบ้านผู้เสียหายทั้งสองและใช้ก้อนหินขว้างผู้เสียหายทั้งสองแต่ไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสอง แต่เป็นเหตุให้กระเบื้องหลังคาแตก 2 แผ่น ซึ่งเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองและฐานบุกรุกเคหสถานตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายว่าเพียงก้อนหินที่ขว้างไปถูกกระเบื้องหลังคา แสดงว่าเป็นเพราะพลาดไปถูกหลังคา มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำให้เสียทรัพย์ด้วย ดังนั้นจะถือเอาเจตนาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจตนาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 ด้วยไม่ได้ แม้อาจกระทำโดยประมาทแต่การทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าภายหลังที่จำเลยทั้งสามกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นแล้วได้กลับมาที่บ้านผู้เสียหายทั้งสองอีกครั้ง และท้าทายให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกไปยิงกันนั้น เป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกในเคหสถานตั้งแต่สองคนขึ้นไป และในเวลากลางคืน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 295 ม. 362 ม. 365 (2) ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายวิมล ถึงเกื้อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจินดา ปัณฑะโชติ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
นายชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270/2554
#513968
เปิดฉบับเต็ม

การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จะต้องเป็นการครอบครองที่ดินที่ผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์และครอบครองโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ผู้ร้องจะนับระยะเวลาการครอบครองในระหว่างเป็นที่ดินมือเปล่าก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดรวมเข้ากับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ภายหลังที่ดินมีโฉนดแล้วหาได้ไม่ ขณะที่มีการออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทปี 2529 ผู้ร้องไม่ได้คัดค้านอย่างใด ต่อมาปี 2533 ผู้ร้องเข้าไปตักดินในที่ดินพิพาท ผู้คัดค้านห้ามแล้วไม่หยุด ผู้คัดค้านจึงนำโฉนดที่ดินไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าผู้ร้องบุกรุก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทและแสดงออกว่ามีเจตนาเป็นเจ้าของเมื่อปี 2533 เมื่อนับระยะเวลาจนถึงผู้ร้องยื่นคำร้องขอคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 ยังไม่ครบ 10 ปี ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1722 ตำบลกมลา อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 10 ไร่ 3 ตารางวา ซึ่งมีชื่อนายอนันต์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยการครอบครอง และขอให้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตแก้ทะเบียนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1722 โดยใส่ชื่อผู้ร้องในโฉนดที่ดินดังกล่าวแทนนายอนันต์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า ผู้ร้องเพิ่งบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1722 เมื่อปี 2535 โดยสร้างบ้าน 2 หลัง บริเวณริมแนวเขตด้านทิศเหนือ ต่อมาปี 2537 ผู้ร้องได้สร้างรั้วล้อมรอบที่ดินโฉนดเลขที่ 1722 เมื่อนับแต่วันที่ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1722 จนถึงวันยื่นคำร้องขอยังไม่ถึง 10 ปี ผู้ร้องจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1722 โดยการครอบครอง ดังนั้น ผู้คัดค้านยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ร้องอาศัยอยู่ในที่ดินของผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านไม่อนุญาต ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และขับไล่ผู้ร้องพร้อมบริวารและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1722 ตำบลกมลา อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยผู้ร้องได้ปลูกบ้านอยู่อาศัย ปลูกพืชผลอาสินและไม้ยืนต้นในที่ดินพิพาทเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ไม่ใช่เพิ่งบุกรุกที่ดินพิพาทเมื่อปี 2535 ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ผู้ร้องรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาทของผู้คัดค้าน และห้ามเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ให้ผู้ร้องและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของผู้คัดค้าน ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,500 บาท แทนผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1722 ตำบลกมลา อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 10 ไร่ 3 ตารางวา มีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยซื้อมาจากบริษัทเหมืองแร่กำมะรา จำกัด เมื่อปี 2531 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองหรือไม่ เห็นว่า การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จะต้องเป็นการครอบครองที่ดินที่ผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์และครอบครองโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี คดีนี้ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1722 เอกสารหมาย ร.3 ปรากฏว่า ที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2529 ดังนี้ แม้ผู้ร้องอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2512 ซึ่งขณะนั้นที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่ายังไม่มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่นนี้ผู้ร้องจะนับระยะเวลาการครอบครองก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดรวมเข้ากับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ภายหลังที่ดินมีโฉนดแล้วหาได้ไม่ กรณีมีปัญหาว่า ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดตั้งแต่ที่ดินพิพาทออกโฉนดที่ดินแล้วหรือไม่ ในข้อนี้ผู้ร้องเบิกความโดยรวมว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินส่วนของผู้ร้องและที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดต่อกันเป็นแปลงเดียวตลอดมาตั้งแต่ปี 2512 โดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าที่ดินพิพาทมีอาณาเขตอย่างไร กว้างยาวเท่าใด อ้างเพียงลอย ๆ ว่าได้ทำรั้วล้อมรอบที่ดินเท่านั้น แต่นายหมีด พยานผู้ร้องกลับเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของบิดาผู้ร้อง ต่อมาได้ยกให้ผู้ร้องเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2524 แสดงว่าผู้ร้องเพิ่งครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อปี 2524 ซึ่งขัดกับคำเบิกความของผู้ร้องในข้อสำคัญ ฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อใด และแม้ผู้ร้องจะมีนายสนิท กับนายดนล่ะ มาเป็นพยานก็เบิกความรวม ๆ เช่นกันว่า ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่พยานไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่และอาณาเขตอย่างไร ซึ่งผู้ร้องได้เบิกความว่า ผู้ร้องปลูกบ้านเลขที่ 64/13 หลังที่สองเมื่อปี 2536 หรือ 2537 โดยการตักทรายออกขายแล้วสร้างบ้านบนที่ดินเช่นนี้ เมื่อผู้ร้องไม่ได้นำสืบให้ชัดเจนว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทมีอาณาเขตแท้จริงเท่าใด และตั้งแต่เมื่อใด จึงฟังไม่ได้แน่ชัดว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ที่ดินพิพาทมีโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2529 กลับได้ความจากข้อนำสืบของผู้คัดค้านโดยมีนายชัย เบิกความสนับสนุนว่า ผู้คัดค้านซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อปี 2531 ขณะรับโอนไม่มีสิ่งปลูกสร้าง สภาพเป็นดินทราย มีต้นมะพร้าว ต้นมะขาม และต้นมะม่วงหิมพานต์ มีรั้วลวดหนามและเสาไม้ มีนายชัย ช่วยดูแล ต่อมาปี 2533 ผู้ร้องเข้าไปตักดินในที่ดินพิพาท ห้ามแล้วไม่หยุด ผู้คัดค้านจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรตำบลกมลา ซึ่งผู้ร้องได้ตอบทนายผู้คัดค้านถามค้านยอมรับว่า เมื่อประมาณ 10 กว่าปีมาแล้ว ผู้คัดค้านเคยไปตักทรายในที่พิพาท ผู้ร้องห้าม ผู้คัดค้านได้นำโฉนดที่ดินไปแจ้งความว่าผู้ร้องบุกรุก เจือสมข้อนำสืบของผู้คัดค้าน นอกจากนี้ผู้คัดค้านยังมีนายอารยะ กุลวิจิตร เบิกความว่า เมื่อปี 2528 พยานได้รังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดินระหว่างที่ดินของผู้ร้องกับที่ดินพิพาทมีรั้วไม้ขึงด้วยลวดหนามกั้นระหว่างกัน ในการรังวัดพยานพบผู้ร้องแต่ไม่คัดค้านและมีนายสะอาด ล่าตะหลา กำนันตำบลท้องที่เกิดเหตุเบิกความสนับสนุนว่า ในวันรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท พยานไประวังแนวเขต ขณะนั้นที่ดินพิพาทมีเสาไม้ขึงด้วยลวดหนามล้อมที่ดินพิพาท ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง เห็นว่า พยานดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับฝ่ายใด จึงเป็นพยานคนกลางมีน้ำหนักเชื่อถือได้ แสดงว่าในขณะมีการออกโฉนดที่ดินพิพาทในปี 2528 และปี 2529 ที่ดินพิพาทแยกจากที่ดินของผู้ร้องเป็นส่วนสัดมีรั้วล้อมรอบ ไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของผู้ร้องดังที่ผู้ร้องนำสืบ และผู้ร้องไม่ได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทของบริษัทเหมืองแร่กำมะรา จำกัด ซึ่งผิดวิสัยของผู้ที่เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าเกี่ยวข้อง จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ที่ดินพิพาทมีโฉนดที่ดินเมื่อปี 2529 ดังนี้ ตามพยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ผู้คัดค้านนำสืบว่า ผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและแสดงออกว่ามีเจตนาเป็นเจ้าของเมื่อปี 2533 เมื่อมีการพิพาทกันในเรื่องตักทรายในที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อนับระยะเวลาจนถึงผู้ร้องยื่นคำร้องขอคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 ยังไม่ครบ 10 ปี ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือแสดงสิทธิครอบครอง (ส.ค.1) ผู้คัดค้านได้ที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าที่ดินพิพาทมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่ได้โต้แย้งการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของผู้คัดค้าน เท่ากับผู้ร้องยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน แต่ผู้ร้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อผู้คัดค้านโต้แย้งว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องมาก่อนและไม่มีประเด็นว่าผู้คัดค้านได้ที่ดินพิพาทมาโดยชอบหรือไม่ดังที่ผู้ร้องฎีกา ส่วนฎีกาข้ออื่นเป็นข้อปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหยา ไม่สะพร่าว
จำเลย — นายอนันต์ เชื้อชูวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2249/2554
#509402
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 2 นัด ในระยะห่างเพียงประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นระยะใกล้ แต่ตามใบรับรองแพทย์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลถูกยิงและถูกทำร้ายร่างกายบริเวณคอ ศรีษะ และใบหน้า แต่ไม่ปรากฏว่าบาดแผลดังกล่าวมีขนาดและความลึกเท่าใด หรือแพทย์มีความเห็นว่า หากผู้เสียหายไม่ได้รับการรักษาบาดแผลทันท่วงที ผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายหรือไม่ ทั้งแพทย์มีความเห็นว่า ผู้เสียหายควรหยุดงานเพียง 8 วัน แม้จะได้ความจากผู้เสียหายว่า แพทย์ต้องผ่าตัดเอาหัวกระสุนปืนออกจากบริเวณท้ายทอยของผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 6 วัน เท่านั้น เชื่อได้ว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับไม่รุนแรงนัก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในระยะใกล้แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง แสดงว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ ถือว่าการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตาม ป.อ. มาตรา 81 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 2 นัด ในระยะห่างเพียงประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ แต่ตามใบรับรองแพทย์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลถูกยิงและถูกทำร้ายร่างกายบริเวณคอ ศีรษะ และใบหน้าแต่ก็ไม่ปรากฏว่าบาดแผลดังกล่าวมีขนาดและความลึกเท่าใด หรือแพทย์มีความเห็นว่าถ้าหากผู้เสียหายไม่ได้รับการรักษาบาดแผลทันท่วงทีผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายหรือไม่ทั้งแพทย์มีความเห็นว่า ผู้เสียหายควรหยุดงานเพียง 8 วัน แม้จะได้ความจากผู้เสียหายว่า แพทย์ต้องผ่าตัดเอาหัวกระสุนปืนออกจากบริเวณท้ายทอยของผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 6 วัน เท่านั้น เชื่อได้ว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับไม่รุนแรงนัก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง แสดงว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ถือว่าการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง, 83 จำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายพิเชษฐ์หรือเหน่ง หลาดใหล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสมพร ศรีกฤษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2249/2554
#513967
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 2 นัด ในระยะห่างเพียงประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ แต่ตามใบรับรองแพทย์ เอกสารหมาย จ.1 แพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลถูกยิงและถูกทำร้ายร่างกายบริเวณคอศีรษะ และใบหน้า แต่ไม่ปรากฏว่าบาดแผลดังกล่าวมีขนาดและความลึกเท่าใดหรือแพทย์มีความเห็นว่า ถ้าผู้เสียหายไม่ได้รับการรักษาบาดแผลทันท่วงทีผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายหรือไม่ ทั้งแพทย์มีความเห็นว่า ผู้เสียหายควรหยุดงานเพียง 8 วัน แม้จะได้ความจากผู้เสียหายว่า แพทย์ต้องผ่าเอาหัวกระสุนปืนออกจากบริเวณท้ายทอยของผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 6 วัน เท่านั้น เชื่อได้ว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับไม่รุนแรงนัก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง แสดงว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงไม่มีประสิทธิภาพไม่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ ถือว่าการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตาม ป.อ. มาตรา 81 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ว่า คำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนยังมีพิรุธอยู่หลายประการ และผู้เสียหายไม่ได้เบิกความช่วยเหลือจำเลยในชั้นพิจารณานั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้ ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ เอกสารหมาย จ. 6 ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 2 นัด ในระยะห่างเพียงประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ แต่ตามใบรับรองแพทย์ เอกสารหมาย จ. 1 แพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลถูกยิงและถูกทำร้ายร่างกายบริเวณคอ ศีรษะ และใบหน้าแต่ก็ไม่ปรากฏว่าบาดแผลดังกล่าวมีขนาดและความลึกเท่าใด หรือแพทย์มีความเห็นว่าถ้าหากผู้เสียหายไม่ได้รับการรักษาบาดแผลทันท่วงทีผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายหรือไม่ทั้งแพทย์มีความเห็นว่า ผู้เสียหายควรหยุดงานเพียง 8 วัน แม้จะได้ความจากผู้เสียหายว่า แพทย์ต้องผ่าตัดเอาหัวกระสุนปืนออกจากบริเวณท้ายทอยของผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 6 วัน เท่านั้น เชื่อได้ว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับไม่รุนแรงนัก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง แสดงว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ถือว่าการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 วรรคหนึ่งฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง, 83 จำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 81 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายพิเชษฐ์หรือเหน่ง หลาดใหล
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2554
#509338
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2543) เรื่อง เครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2543 ข้อ 2 (2) กำหนดว่า เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นเครื่องหมายหรือคำบรรยายอันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดเกี่ยวกับชนิดของสินค้า แหล่งกำเนิดของสินค้า หรือความเป็นเจ้าของสินค้า เป็นเครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ซึ่งประกาศดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 (13) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อันเป็นบทบัญญัติที่ห้ามโดยเด็ดขาดมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ ดังนั้น การตีความบทบัญญัติมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวจึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าเครื่องหมายหรือคำบรรยายอันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดเกี่ยวกับ "แหล่งกำเนิดของสินค้า" นั้น หมายถึง เครื่องหมายหรือคำบรรยายที่สื่อความหมายถึงหรือทำให้เข้าใจว่าเป็นประเทศ เมือง หรือสถานที่อันเป็นแหล่งกำเนิดหรือที่มาของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยตรงเท่านั้น ไม่อาจตีความโดยขยายความให้หมายความรวมถึงเครื่องหมายหรือคำบรรยายที่สื่อความหมายถึงหรือทำให้เข้าใจว่าเป็นคนสัญชาติของประเทศหรือบุคคลซึ่งอาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ ด้วยได้ เพราะหากตีความโดยขยายความเช่นนั้นจะมีผลเท่ากับเป็นการไม่ให้นำคำที่สื่อความหมายถึงคนสัญชาติของประเทศหรือบุคคลซึ่งอาศัยอยู่ในสถานที่นั้นมาขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า ทั้ง ๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามไว้โดยชัดแจ้ง สำหรับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยคำว่า "Von" เป็นคำในภาษาเยอรมันที่แปลว่า "จาก ของ มาจาก" ส่วนคำว่า "Dutch" เป็นคำในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่า "ชาวเนเธอร์แลนด์" เมื่อนำคำทั้งสองคำมารวมเข้าด้วยกันเป็น "Von Dutch" ย่อมแปลความหมายได้ว่า "มาจากชาวเนเธอร์แลนด์" มีความหมายที่สื่อถึงคนชาติเนเธอร์แลนด์โดยตรง หาได้สื่อความหมายถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ อันเป็นชื่อเรียกสถานที่ซึ่งอยู่ในความหมายของ "แหล่งกำเนิดของสินค้า" ตามข้อ 2 (2) ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าวไม่ เครื่องหมายการค้า คำว่า "Von Dutch" ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ จึงไม่มีลักษณะเป็นเครื่องหมายหรือคำบรรยายอันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของสินค้า ทั้งยังถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเพราะอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าด้วย และเมื่อนำไปใช้กับสินค้าที่ขอจดทะเบียนสามารถสื่อความหมายได้เพียงว่า สินค้าดังกล่าวมาจากหรือเป็นของคนชาติของประเทศเนเธอร์แลนด์โดยรวมเท่านั้น ไม่อาจทำให้เข้าใจไปได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้เป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง อันจะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้านั้นได้

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 กระทำตามอำนาจหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยดังกล่าวมีคำวินิจฉัยโดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวและพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 นั้น ในปัญหานี้ปรากฏตามคำฟ้องว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ในฐานะประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในการออกคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 96 (1) มิได้ตั้งข้อหาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ว่ากระทำการโดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่อในการออกคำวินิจฉัยดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการส่วนตัว จึงไม่ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2534 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/9341 ลงวันที่ 1 เมษายน 2548 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1812/2549 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2549 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 551833 ของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวต่อไป

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/9341 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1812/2549 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 551833 ของโจทก์เพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อกรมจำเลยที่ 1 สำหรับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อใส่ซับเหงื่อ กางเกง (ที่ไม่ใช่กางเกงชั้นในหรือกางเกงกีฬา) กางเกงใส่ซับเหงื่อ กางเกงขาสั้น ชุดว่ายน้ำ เสื้อแจกเกต ถุงเท้า ชุดใส่นอน ชุดหลวมใส่กันเปื้อนในเวลาทำงาน ชุดชั้นในสตรี กระโปรง ชุดเสื้อกระโปรง เสื้อสตรีครึ่งตัว หมวก หมวกไหมพรมแนบศีรษะ รองเท้า รองเท้ากีฬา ตามคำขอเลขที่ 551833 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า แปลว่า "มาจากประเทศเนเธอร์แลนด์หรือเป็นของประเทศเนเธอร์แลนด์" ซึ่งเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ และบรรยายคุณสมบัติของสินค้า จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามสำเนาคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/9341 ลงวันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการ และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในฐานะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่า คำว่า "Von" แปลว่า "จาก ของมาจาก" และคำว่า "Dutch" แปลว่า เกี่ยวกับเนเธอร์แลนด์ ชาวเนเธอร์แลนด์" ซึ่งนับว่าเป็นคำทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเมื่อนำไปใช้กับสินค้าทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าดังกล่าวผลิตมาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่โจทก์เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา เครื่องหมายการค้านี้จึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (13) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2543) เรื่อง เครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2543 จึงให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 551833 ของโจทก์ ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1812/2549 ลงวันที่ 28 ธันวาคม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เพียงประการเดียวว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 551833 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (13) ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2543) เรื่อง เครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2543 ข้อ 2 (2) และคำว่า "Von Dutch" เป็นคำทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ดังที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1812/2549 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2549 หรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2543) เรื่อง เครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2543 ข้อ 2 (2) กำหนดว่า เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเป็นเครื่องหมายหรือคำบรรยายอันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดเกี่ยวกับชนิดของสินค้า แหล่งกำเนิดของสินค้า หรือความเป็นเจ้าของสินค้าเป็นเครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ซึ่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 (13) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อันเป็นบทบัญญัติที่ห้ามโดยเด็ดขาดมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ ดังนั้น การตีความบทบัญญัติมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวรวมทั้งประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวจึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าเครื่องหมายหรือคำบรรยายอันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดเกี่ยวกับ "แหล่งกำเนิดของสินค้า" นั้น หมายถึง เครื่องหมายหรือคำบรรยายที่สื่อความหมายถึงหรือทำให้เข้าใจว่าเป็นประเทศ เมือง หรือสถานที่อันเป็นแหล่งกำเนิดหรือที่มาของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยตรงเท่านั้น ไม่อาจตีความโดยขยายความให้หมายความรวมถึงเครื่องหมายหรือคำบรรยายที่สื่อความหมายถึงหรือทำให้เข้าใจว่าเป็นคนสัญชาติของประเทศหรือบุคคลซึ่งอาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ ด้วยได้ เพราะหากตีความโดยขยายความเช่นนั้นจะมีผลเท่ากับเป็นการไม่ให้นำคำที่สื่อความหมายถึงคนสัญชาติของประเทศหรือบุคคลซึ่งอาศัยอยู่ในสถานที่นั้นมาขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าทั้ง ๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามไว้โดยชัดแจ้ง สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 551833 ของโจทก์ประกอบด้วยคำว่า "Von" ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 รับกันในชั้นนี้ว่า เป็นคำในภาษาเยอรมันที่แปลว่า "จาก ของ มาจาก" ส่วนคำว่า "Dutch" เป็นคำในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่า "ชาวเนเธอร์แลนด์" เมื่อนำคำทั้งสองคำมารวมเข้าด้วยกันเป็น "Von Dutch" ย่อมแปลความหมายได้ว่า "มาจากชาวเนเธอร์แลนด์" ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในอุทธรณ์ โดยคำว่า "Von Dutch" ดังกล่าวมีความหมายที่สื่อถึงคนชาติเนเธอร์แลนด์โดยตรง หาได้สื่อความหมายถึงประเทศเนเธอร์แลนด์อันเป็นชื่อเรียกสถานที่ซึ่งอยู่ในความหมายของ "แหล่งกำเนิดของสินค้า" ตามข้อ 2 (2) ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าวไม่ เครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์จึงไม่มีลักษณะเป็นเครื่องหมายหรือคำบรรยายอันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของสินค้า ทั้งยังถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเพราะอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าด้วย เนื่องจากคำว่า "Von Dutch" ที่แปลว่า "มาจากชาวเนเธอร์แลนด์" เมื่อนำไปใช้กับสินค้าที่ขอจดทะเบียนสามารถสื่อความหมายได้เพียงว่า สินค้าดังกล่าวมาจากหรือเป็นของคนชาติของประเทศเนเธอร์แลนด์โดยรวมเท่านั้น ไม่อาจทำให้เข้าใจไปได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้เป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงอันจะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้านั้นได้ เมื่อคำว่า "Von Dutch" มีความหมายว่า "มาจากชาวเนเธอร์แลนด์" และโจทก์นำคำดังกล่าวมาขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อใส่ซับเหงื่อ กางเกง (ที่ไม่ใช่กางเกงชั้นในหรือกางเกงกีฬา) กางเกงใส่ซับเหงื่อ กางเกงขาสั้น ชุดว่ายน้ำ เสื้อแจกเกต ถุงเท้า ชุดใส่นอน ชุดหลวมใส่กันเปื้อนในเวลาทำงาน ชุดชั้นในสตรี กระโปรง ชุดเสื้อกระโปรง เสื้อสตรีครึ่งตัว หมวก หมวกไหมพรมแบบแนบศีรษะ รองเท้า รองเท้ากีฬา ตามคำขอเลขที่ 551833 คำว่า "Von Dutch" จึงเป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าในรายการสินค้าจำพวก 25 ดังกล่าวโดยตรง และไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด คำว่า "Von Dutch" ย่อมมีลักษณะบ่งเฉพาะเมื่อนำมาใช้กับสินค้าดังกล่าวและมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) (2) และมาตรา 7 วรรคสอง (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 551833 ของโจทก์ เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (13) ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2543) เรื่อง เครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2543 ข้อ 2 (2) และเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 กระทำตามอำนาจหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยดังกล่าวมีคำวินิจฉัยโดยไม่สุจริตหรือมีความประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวและพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 มานั้น ในปัญหานี้ปรากฏตามคำฟ้องว่าโจทก์ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1812/2549 โดยฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ในฐานะประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในการออกคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 96 (1) มิได้ตั้งข้อหาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ว่ากระทำการโดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่อในการออกคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการส่วนตัว จึงไม่ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องโดยพิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้เสียตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และ 243 (1)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 10 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 6 (2) ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 7 วรรคสอง (2) ม. 8 (13)
ประกาศกระทรวงพาณิชย์ (ฉบับที่ 5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วอน ดัทช์ ออริจินัลส์, แอลแอลซี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2205/2554
#513966
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 มาให้เจ้าพนักงานตำรวจครั้งนี้ก็เพราะหวังค่าจ้าง ซึ่งไม่ว่าค่าจ้างนั้นจะเป็นกรณีตามที่โจทก์นำสืบว่าค่าจ้าง คือ แบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวนครึ่งเม็ดหรือไม่มีค่าจ้าง จำเลยที่ 1 คงจะไม่ไปดำเนินการซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 มาให้ และการที่เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 1 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 เช่นนี้ ถือเป็นการอาศัยจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องมือ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นผู้เริ่มมิใช่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เริ่มในการไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ส่วนการที่เจ้าพนักงานตำรวจมอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้จำเลยที่ 1 ก็ดี หรือการที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมามอบให้เจ้าพนักงานตำรวจก็ดี เป็นวิธีการอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานตำรวจที่เคยให้สายลับไปดำเนินการ ซึ่งโดยปกติเจ้าพนักงานตำรวจก็มักจะให้ค่าตอบแทนแก่สายลับ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในสถานะเดียวกับสายลับ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้สองในห้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่า จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเคยให้สายลับไปล่อซื้อหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ขายเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง แต่จะให้คนอื่นขายแทน จึงวางแผนหลอกใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 วันเกิดเหตุพลตำรวจสมนึก พรหมทองดี กับพวกมอบธนบัตรจำนวน 300 บาท ให้จำเลยที่ 1 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จำนวน 3 เม็ด โดยมีค่าจ้าง จำเลยที่ 1 รับจ้างไปซื้อเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ทราบว่าพลตำรวจสมนึกเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ประสงค์จะยืมมือจำเลยที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 มาได้แล้วก็นำมามอบให้พลตำรวจสมนึก จึงถูกจับดำเนินคดีด้วย มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 มาให้เจ้าพนักงานตำรวจครั้งนี้ก็เพราะหวังค่าจ้าง ซึ่งไม่ว่าค่าจ้างนั้นจะเป็นกรณีตามที่โจทก์นำสืบว่า ค่าจ้างคือแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวนครึ่งเม็ด หรือที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่าค่าจ้างเป็นเงิน 50 บาท ก็ล้วนถือเป็นค่าจ้างทั้งสิ้น หากไม่มีค่าจ้างจำเลยที่ 1 คงจะไม่ไปดำเนินการซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 มาให้และการที่เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 1 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 เช่นนี้ ถือเป็นการอาศัยจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องมือ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นผู้เริ่มมิใช่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เริ่มในการไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ส่วนการที่เจ้าพนักงานตำรวจมอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้จำเลยที่ 1 ก็ดี หรือการที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมามอบให้เจ้าพนักงานตำรวจก็ดี เป็นวิธีการอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานตำรวจที่เคยให้สายลับไปดำเนินการ ซึ่งโดยปกติเจ้าพนักงานตำรวจก็มักจะให้ค่าตอบแทนแก่สายลับ อาจจะเป็นเงินหรือเมทแอมเฟตามีนก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของทางการสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในสถานะเดียวกับสายลับ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายชวลิต ศรีอุดร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2202/2554
#537960
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดเงินประกันผลงานของจำเลยไปยังผู้ร้อง ผู้ร้องได้มีหนังสือปฏิเสธการส่งเงินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ได้มีการหักเงินประกันผลงานไปแล้วและไม่มีเงินเหลือที่จะส่งให้ ถือว่าเป็นการปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงต้องไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องยังมีหนี้ต้องชำระแก่จำเลยอยู่หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ร้องโดยไม่ได้ทำการไต่สวนเสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคสอง เนื่องจากผู้ร้องไม่ส่งเงินประกันผลงานของจำเลยตามคำสั่งอายัด และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องที่มีต่อสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า จำเลยไม่มีเงินประกันผลงานเหลืออยู่กับผู้ร้องและผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว การออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้องเป็นการไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการบังคับคดีผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้องชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 และคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีไปยังสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 310 ทวิ บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิเรียกร้องต่อบุคคล ภายนอกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 310 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดและจำหน่ายไปตามที่บัญญัติไว้ในห้ามาตราต่อไปนี้ และคดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำแถลง ลงวันที่ 16 กันยายน 2545 ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินประกันผลงานของบริษัทจำเลยเพื่อเอาชำระหนี้แก่โจทก์จากบริษัทผู้ร้อง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องไปเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 4,604,989 บาท และบริษัทผู้ร้องได้มีหนังสือลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 แจ้งว่าเงินประกันผลงาน ณ วันที่บริษัทได้รับหนังสือแจ้งอายัดมีเงินเหลืออยู่เพียง 600,000 บาทเศษ และผู้ร้องได้จัดส่งเงินดังกล่าวเข้าไปในคดีหมายเลขแดงที่ 113/2545 ระหว่างบริษัทกิตติพงษ์ไมน์นิ่ง จำกัด โจทก์ บริษัทเอ็มไอซี. คอนสตรัคชั่น จำกัด จำเลย ก่อนหน้านั้นแล้ว จึงไม่มีเงินเหลือที่จะส่งให้ท่านได้อีก แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งผู้ร้องได้มีหนังสือลงวันที่ 19 ธันวาคม 2545 ว่า ได้ส่งเงินที่เหลือจากการหักเงินประกันผลงานของบริษัทจำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 113/2545 แล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าบุคคลภายนอกที่ได้รับคำสั่งอายัดทรัพย์ปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ตน ศาลอาจทำการไต่สวน และ (1) ถ้าศาลเป็นที่พอใจว่าหนี้ที่เรียกร้องนั้นมีอยู่จริง ก็ให้มีคำสั่งให้บุคคลภายนอกปฏิบัติตามคำสั่งอายัด ดังนั้น การที่ผู้ร้องได้มีหนังสือปฏิเสธการส่งเงินตามที่ได้แจ้งอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยเหตุผลว่าได้มีการหักเงินประกันผลงานไปแล้ว และไม่มีเงินเหลือที่จะส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี จึงถือว่าเป็นการปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นจึงต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องยังมีหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยอยู่หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ร้องโดยไม่ได้ทำการไต่สวนเสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์ฎีกาว่าได้มีการส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ร้องอีกครั้งและผู้ร้องได้รับแล้วในภายหลัง ก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีได้ เพราะเหตุผู้ร้องได้โต้แย้งปฏิเสธการชำระหนี้ตามที่ได้อายัดไว้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 296 ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพี.เอ.เอส.อิเลคทริค จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็มไอซี. คอนสตรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอัมพร แสงสุวรรณนุกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2193/2554
#511629
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้อง (ในประเทศไทย) แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และภายหลังจำเลยที่ 1 ขายโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งมีต่อจำเลยที่ 6 และที่ 7 แก่โจทก์ ก่อนฟ้องคดีนี้ทนายความโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 6 ชำระหนี้ตามฟ้องที่จำเลยที่ 6 เป็นหนี้จำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้นั้นให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 6 ได้รับแล้ว และจำเลยที่ 6 ได้ทำหนังสือลงวันที่ 7 มกราคม 2541 ปฏิเสธว่าไม่เคยซื้อสินค้าและไม่เคยเป็นหนี้ต่อจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ หนังสือของทนายโจทก์ที่ทวงถามให้จำเลยที่ 6 ชำระหนี้ตามฟ้องก่อนที่จะฟ้องคดีนี้ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นลูกหนี้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคแรก แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ชำระเงินจำนวน 2,191,591.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,116,904 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,967,825.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 1,781,374.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง แต่ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,463,961.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง ให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,745,591.14 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งเจ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้อง (ในประเทศ) แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ได้ขายโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งมีต่อจำเลยที่ 6 มาตลอดและได้มีการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วน และนับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2540 จนถึงวันที่ 5 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้ขายสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 6 และที่ 7 และได้โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 1,781,374.69 บาท พนักงานโจทก์เบิกความว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้องกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 6 ที่จำเลยที่ 7 ได้สั่งซื้อผ้าดิบจากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2537 รวมเป็นเงินประมาณ 2,957,610 บาท โดยมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 และในปี 2539 เป็นเงิน 212,240 บาท โดยมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค และเมื่อต้นปี 2540 เป็นเงิน 1,300,000 บาทเศษ และเมื่อจำเลยที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องมาขายแก่โจทก์ โจทก์ได้รับซื้อไว้และได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วตามหลักฐานใบสั่งซื้อสินค้า ซึ่งโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1ได้นำสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 6 เป็นการขายสินค้าผ้าดิบให้แก่จำเลยที่ 6 รวม 8 ครั้ง และจำเลยที่ 7 ได้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าสินค้าทั้งหมด แม้ผู้สั่งซื้อสินค้าเมื่อปี 2537 และผู้รับสินค้าจะเป็นจำเลยที่ 7 รวมทั้งใบส่งสินค้าบางรายการ ลายมือชื่อผู้รับสินค้าไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดและตราประทับก็มิใช่ตราประทับของจำเลยที่ 6 แต่เนื่องจากหลักฐานการขายสิทธิเรียกร้อง โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนทั้งหมดแล้ว ทั้งโจทก์มีนางสาวขวัญใจ เบิกความว่า พยานมีตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติ การสินเชื่อมีหน้าที่รับเรื่องและตรวจสอบเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่ลูกค้านำมาขายลดแก่โจทก์ และพยานได้โทรศัพท์สอบถามไปยังจำเลยที่ 6 และที่ 7 แล้ว รับว่าจำเลยที่ 6 ได้สั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 จริง โดยมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์แทนจำเลยที่ 6 ด้วย พยานโจทก์ที่นำสืบจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 6 ได้สั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 7 ได้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 จริง เมื่อจำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 6 และที่ 7 จึงต้องรับผิดในหนี้ที่ค้างชำระจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 6 ฎีกาว่า หนังสือแจ้งโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการแจ้งโอนสิทธิก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนขายสิทธิให้แก่โจทก์ เห็นว่า ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ ทนายความของโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ทวงถามให้จำเลยที่ 6 ชำระหนี้ตามฟ้องที่จำเลยที่ 6 เป็นหนี้จำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้นั้นให้แก่โจทก์ตามหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ ซึ่งจำเลยที่ 6 ได้รับแล้วตามใบตอบรับในประเทศและจำเลยที่ 6 ได้ทำหนังสือลงวันที่ 7 มกราคม 2541 ปฏิเสธว่าไม่เคยซื้อสินค้าและไม่เคยเป็นหนี้ต่อจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ หนังสือของทนายโจทก์ที่ทวงถามให้จำเลยที่ 6 ชำระหนี้ตามฟ้องก่อนที่จะฟ้องคดีนี้ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นลูกหนี้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรกแล้ว สรุปแล้วฎีกาของจำเลยที่ 6 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยาอินเตอร์เนชั่นแนลแฟคเตอร์ส จำกัด
จำเลย — บริษัทเฉลิมไทอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2187/2554
#509407
เปิดฉบับเต็ม

วันที่จำเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวันภายหลังจากที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ออกใช้บังคับ ดังนี้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องอันฟังได้ว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้อำนวยการเลือกตั้ง โดยปกปิดเรื่องที่จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา แต่โดยผลของ พ.ร.บ.ดังกล่าวถือว่าจำเลยไม่เคยถูกลงโทษหรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษามาก่อน จำเลยจึงมิใช่บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 45 (5) แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 การกระทำของจำเลยย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งหรือประชาชน กรณีไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนจำเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลวังสวาบ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 นั้น ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ หมายความว่า ผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ลงโทษ..." และมาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ" เห็นว่า วันที่จำเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวันภายหลังจากที่พระราชบัญญัติดังกล่าวออกใช้บังคับ ดังนี้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง อันฟังได้ว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้ง โดยปกปิดเรื่องที่จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา แต่โดยผลของพระราชบัญญัติดังกล่าวถือว่าจำเลยไม่เคยถูกลงโทษหรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษามาก่อน จำเลยจึงมิใช่บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 45 (5) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 การกระทำของจำเลยย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งหรือประชาชน กรณีไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 45 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — นายอุทัย บิดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยพร สมบุญวงค์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2176/2554
#511640
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการตรวจการจ้างมิใช่เป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่จะมีอำนาจในการพิจารณาว่าจะให้บุคคลใดชนะการประกวดราคา ดังนั้น แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าจำเลยกล่าวอ้างต่อโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้าง หากให้เงินจำเลยก็จะให้ห้างหุ้นส่วนของโจทก์ทั้งสองชนะการประกวดราคาก็ตาม การกระทำของจำเลย ก็มิได้เป็นการกล่าวอ้างต่อโจทก์ทั้งสองเพื่อกระทำการเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจในการพิจารณาว่าจะให้ห้างหุ้นส่วนของโจทก์ทั้งสองชนะการประกวดราคาอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 145 วรรคแรก แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,90, 91, 143, 145, 148, 157, 309, 337

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ทั้งสองไปยื่นซองประกวดราคารับจ้างก่อสร้างลานกีฬาเอนกประสงค์ระดับตำบลขององค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข จำเลยได้แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่าเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างและเรียกเงินจากโจทก์ทั้งสองจำนวนร้อยละ 5 ของราคากลาง เป็นเงิน 4,590 บาท หากให้เงินจำเลยก็จะให้ห้างหุ้นส่วนของโจทก์ทั้งสองชนะการประกวดราคา โจทก์ทั้งสองไม่ให้เงิน แต่ในที่สุดห้างหุ้นส่วนของโจทก์ทั้งสองก็ชนะการประมูล เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดพูลสุขก่อสร้างซึ่งมีโจทก์ทั้งสองเป็นหุ้นส่วนนั้น ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2540 โดยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างด้วย โจทก์ทั้งสองย่อมต้องทราบว่าคณะกรรมการตรวจการจ้างมิใช่เป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่จะมีอำนาจในการพิจารณาว่าจะให้บุคคลใดชนะการประกวดราคา ดังนั้น แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าจำเลยกล่าวอ้างต่อโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้าง หากให้เงินจำเลยก็จะให้ห้างหุ้นส่วนของโจทก์ทั้งสองชนะการประกวดราคาก็ตาม การกระทำของจำเลยในวันที่ 11 กรกฎาคม 2544 ก็มิได้เป็นการกล่าวอ้างต่อโจทก์ทั้งสองเพื่อกระทำการเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจในการพิจารณาว่าจะให้ห้างหุ้นส่วนของโจทก์ทั้งสองชนะการประกวดราคาอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคแรก แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 จำเลยได้แจ้งให้ใช้เหล็กเส้นแบบผูกมัดหากไม่เปลี่ยนต้องให้เงินแก่จำเลย 1 เปอร์เซ็นต์ของค่าก่อสร้าง แล้วจำเลยจะไปดำเนินการให้คณะกรรมการตรวจการจ้างผ่านงานให้ก็ดี ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2544 จำเลยซึ่งมีอาวุธปืนพกอยู่ที่เอวได้มาที่บริเวณก่อสร้างและพูดข่มขู่โจทก์ทั้งสองต่อหน้าคนงานว่าต้องทำให้ถูกแบบ มิฉะนั้นจะต้องให้ทุบทิ้งนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองได้เบิกความยอมรับด้วยว่าได้มีการเปลี่ยนเหล็กตะแกรงสำเร็จรูปมาเป็นเหล็กเส้นแบบผูกมัดตามที่จำเลยโต้แย้ง น่าเชื่อว่าการเตรียมการก่อสร้างของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับเหล็กตะแกรงไม่ถูกต้องจริง โจทก์ทั้งสองจึงยอมเปลี่ยนมาใช้เหล็กตะแกรงแบบผูกมัดตามที่จำเลยโต้แย้ง จำเลยนำสืบว่า นอกจากเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุขแล้ว จำเลยยังได้รับแต่งตั้งจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุขให้เป็นอนุกรรมการติดตามผลงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุขได้กำชับให้คณะอนุกรรมการทำงานด้วยความตั้งใจเพื่อตรวจสอบในสิ่งที่ถูกต้องตามรายงานการประชุม ดังนั้น การที่จำเลยได้ทักท้วงหรือโต้แย้งโจทก์ทั้งสองในวันที่ 23 และ 28 กรกฎาคม 2544 ให้ทำการก่อสร้างให้ถูกต้องตามแบบในสัญญาจ้างย่อมเป็นการกระทำตามที่จำเลยได้รับมอบหมายนั่นเอง ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยเรียกร้องเงินจากโจทก์ทั้งสอง 1 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คณะกรรมการตรวจการจ้างผ่านงานให้นั้นเมื่อคิดเป็นเงินได้เพียง 915 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยมาก อีกทั้งโจทก์ทั้งสองอยู่ในบริเวณที่มีการก่อสร้างพร้อมคนงานอีกหลายคน รวมทั้งนายสันติหัวหน้าส่วนโยธาผู้ควบคุมงาน ย่อมเป็นการผิดวิสัยที่จำเลยจะกระทำการดังที่โจทก์ทั้งสองอ้าง พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 145 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภาพร สุยอย กับพวก
จำเลย — นายสมบัติหรือแดงภูธร จันทรประทักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายไพบูลย์ จันทรประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิจิตร วิสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
โสฬส สุวรรณเนตร์
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2554
#511084
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยถูกฟ้องว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส แม้พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภริยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ คำสั่งอนุญาตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวหรือนางชลธิชา ภริยานายสมศักดิ์ เกิดอยู่ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานกระทำประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกระทงเดียว จำคุก 6 เดือน

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วง 18 ล้อ คันหมายเลขทะเบียน 70 - 2717 ชลบุรี และพ่วงรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 4215 ชลบุรี ส่วนผู้ตายขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 3 ฬ - 6162 กรุงเทพมหานคร รถทั้งสองคันวิ่งสวนกัน และเกิดอุบัติเหตุชนกัน บริเวณถนนสายสุขาภิบาล 8 เป็นเหตุให้นายสมศักดิ์ เกิดอยู่ ผู้ตาย คนขับรถยนต์ถึงแก่ความตาย นายพูลสวัสดิ์ เสงี่ยม นายอดุลย์ นายมุสตอปอ และนายอาลังค์ ซึ่งนั่งมาในรถยนต์คันดังกล่าวได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยหรือไม่ ได้ความว่า จุดเกิดเหตุรถชนกันเป็นจุดที่จำเลยขับลงเนิน ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.2 ที่ร้อยตำรวจเอกชัยรัตน์ พนักงานสอบสวนทำไว้ ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.6 และ จ.7 พบรอยห้ามล้อของรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 3 ฬ - 6162 กรุงเทพมหานคร เป็นแนวยาวประมาณ 30 เมตร และรอยครูดบนถนน นอกจากนี้ยังพบเศษกระจกแตกตกอยู่บนถนนในช่องเดินรถของรถยนต์ ในการวินิจฉัยจุดชนจำต้องพิจารณาจากรอยครูด รอยเบรกและเศษกระจกที่ตกอยู่บนพื้นถนนเป็นสำคัญยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานบุคคล เพราะจะเป็นข้อที่บ่งชี้ถึงจุดชนได้ดีที่สุด ได้ความว่า ถนนเกิดเหตุมีความกว้าง 5.98 เมตร หากวัดจุดแบ่งกึ่งกลางถนนที่ระยะประมาณ 3 เมตร ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 จะพบว่ารอยเบรก รอยครูดและเศษกระจกแตกล้วนตกอยู่บนผิวการจราจรของรถยนต์ทั้งสิ้น การขับรถยนต์บรรทุกพ่วง จำเลยต้องขับด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยไม่ขับด้วยความเร็วที่อาจทำให้ผู้ที่ขับรถสวนมาสังเกตไม่เห็นถึงรถพ่วง หรือหักรถหลบรถพ่วงไม่ทัน เพราะความเร็ว ได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุ ความกว้างของถนนไม่ถึง 6 เมตร รอยเบรกที่ปรากฏบนถนนจึงเป็นรอยเบรกที่เกิดจากสัญชาติญาณของผู้ตายที่ขับรถจำเป็นต้องเหยียบเบรกเพราะเห็นรถพ่วงแกว่งเข้ามาในช่องเดินรถของตน สอดคล้องกับรอยแอ่งกระทะบนเส้นทางเดินรถของรถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยขับผ่านรวมสองจุด ก่อนถึงจุดชนห่างประมาณ 14 เมตร และ 10.30 เมตร ตามลำดับ มีเหตุผลให้ฟังได้ว่ารอยแอ่งกระทะเป็นจุดที่เมื่อจำเลยขับรถผ่านแล้ว ทำให้รถพ่วงเสียการทรงตัวแกว่งเข้ามาในช่องเดินรถของผู้ตาย อุบัติเหตุตามฟ้องจึงเกิดขึ้น จำเลยขับรถโดยประมาทใช้ความเร็วเกินควร ไม่ชะลอความเร็วให้ลดลงตามสภาพถนนที่เป็นจริง จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมีคนตายและได้รับอันตรายสาหัสตามฟ้อง และพฤติการณ์การกระทำของจำเลยถือว่าร้ายแรงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ฎีกาจำเลยในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ตายเป็นผู้มีส่วนประมาทด้วย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาผู้ตายจึงขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ เห็นว่า คดีนี้ จำเลยถูกฟ้องว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส แม้พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นว่า ผู้ตายเป็นผู้มีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภริยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ คำสั่งอนุญาตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาวหรือนางชลธิชา มะเดช
จำเลย — นายสมัคร บรรทะโก
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2171/2554
#513661
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.อ. มาตรา 32 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ริบเสียทั้งสิ้น

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2554)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองปืนผ้าใบสีดำของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 500 บาท ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองปืนผ้าใบสีดำของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 500 บาท ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลาง 500 บาท แก่เจ้าของจำหน่ายคดี สำหรับคำขอให้ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน และซองปืนผ้าใบสีดำของกลางด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจโทสมหมาย เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันการมีส่วนร่วมกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดปฏิบัติการประชุมวางแผนกันแล้ว พันตำรวจโทดุริยะได้มอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อซึ่งเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ ที่นำหมายเลขธนบัตรไปลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้แล้วให้แก่พยาน พยานมอบธนบัตรดังกล่าวให้แก่สายลับ จากนั้นสายลับขับรถจักรยานยนต์ให้พยานนั่งซ้อนท้ายไปที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อไปถึงบริเวณหน้าบ้านจำเลยที่ 1 สายลับจอดรถจักรยานยนต์ห่างจากหน้าบ้านประมาณ 4 ถึง 5 เมตร แล้วลงจากรถจักรยานยนต์ไปติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ส่วนพยานยังคงนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ แต่ระหว่างนั้นบางครั้งพยานก็ลงจากรถไปสูบบุหรี่ ทำทีเหมือนคนไปรอซื้อของด้วย พยานสังเกตเห็นสายลับเข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่ 1 สักครู่ก็ส่งมอบธนบัตรให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ส่งมอบธนบัตรต่อให้จำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 3 นำธนบัตรไปส่งมอบให้จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในบ้าน จำเลยที่ 2 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 3 นำไปให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 จึงนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้สายลับ เมื่อสายลับได้รับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 แล้ว สายลับก็นำมาส่งมอบให้พยาน พยานตรวจดูแล้วเห็นว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนลักษณะเม็ดสีส้มห่อด้วยพลาสติก จึงกดสัญญาณวิทยุสื่อสารแจ้งให้พันตำรวจโทสหรัฐ กับพวกซึ่งซุ่มรออยู่ที่ป้อมยามตำรวจห้วยทรายทองทราบ หลังจากนั้นไม่นานพันตำรวจโทสหรัฐกับพวกก็พากันนำหมายค้นไปตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสาม ดังนี้ เห็นว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดอาญาร้ายแรง ซึ่งโดยวิสัยของคนร้ายจะต้องพยายามปกปิดการกระทำของตนเพื่อไม่ให้คนอื่นมีโอกาสรู้เห็น จึงเป็นการขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่งที่จำเลยทั้งสามจะกระทำการส่งมอบเงินที่สายลับใช้ล่อซื้อและเมทแอมเฟตามีนให้แก่กันเป็นทอด ๆ และอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าสิบตำรวจโทสมหมายดังที่สิบตำรวจโทสมหมายเบิกความ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่า คำเบิกความของสิบตำรวจโทสมหมายที่อ้างว่าเห็นการส่งมอบธนบัตรและเมทแอมเฟตามีนที่มีการกระทำเป็นทอด ๆ โดยการแสดงออกที่ชัดเจนเกินไปเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการแบ่งหน้าที่กันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับด้วยไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง คำเบิกความของพยานปากนี้ยังไม่ประกอบชอบด้วยเหตุผล ยิ่งไปกว่านั้น หากสิบตำรวจโทสมหมายเห็นจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับจริงอย่างชัดแจ้งเช่นนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดซึ่งหน้าที่ได้กระทำต่อหน้าสิบตำรวจโทสมหมายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สิบตำรวจโทสมหมายย่อมมีอำนาจจับจำเลยทั้งสามได้ทันทีโดยไม่จำต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 แต่สิบตำรวจโทสมหมายก็หาได้กระทำไม่ กลับกดสัญญาณวิทยุสื่อสารแจ้งให้พันตำรวจโทสหรัฐกับพวกที่ซุ่มรออยู่นำหมายค้นของศาลไปตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามอีก จึงเป็นการขัดต่อเหตุผล ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีพิรุธ ไม่น่าเชื่อถือว่าจะมีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้จากจำเลยทั้งสามจริง ข้อพิรุธที่สำคัญยิ่งในคดีนี้อีกประการหนึ่ง คือ ตามคำพยานโจทก์ที่นำสืบต่อศาล คือ พันตำรวจโทดุริยะ สิบตำรวจโทสมหมาย จ่าสิบตำรวจโกงการณ์ และสิบตำรวจโทพยุง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดปฏิบัติที่ร่วมกันวางแผนและปฏิบัติการใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม ต่างเบิกความรับรองรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและบันทึกการตรวจค้นจับกุม ได้ความตรงกันว่า พยานโจทก์ชุดปฏิบัติการดังกล่าวได้ร่วมกันนำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปลงบันทึกในรายงานประจำวันและมอบธนบัตรฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ ให้สายลับไปใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน กับตรวจค้นยึดของกลางและจับกุมจำเลยทั้งสามในวันที่ 21 กันยายน 2543 แต่บันทึกข้อความที่สิบตำรวจโทสมหมายรายงานต่อหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ มีข้อความระบุว่า จำเลยทั้งสามมีพฤติการณ์เป็นขบวนการค้าเมทแอมเฟตามีนนั้น กลับลงวันที่ 23 กันยายน 2543 อันเป็นวันภายหลังการตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสาม ซึ่งตามข้อนี้ แม้สิบตำรวจโทสมหมายจะเบิกความว่าเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีดพิมพ์ผิดพลาดก็ตาม แต่ศาลฎีกาได้ตรวจดูเอกสารแล้ว ปรากฏว่ามีข้อความเกษียนสั่งไว้ตอนล่างของพันตำรวจโทดุริยะว่า "ทราบ จะได้ขอหมายค้นที่ศาลภูเขียว เข้าตรวจค้นจับกุม ส.ต.ท.สมหมายนำเงินไปล่อซื้อกับสายลับ โดยจะประชุมวางแผนกันเข้าจับกุมในวันที่ 24 ก.ย. 43 ให้ประสาน ตร.สภ.อ. คอนสาร และ สภ.อ.ภูผาม่าน จว. ขอนแก่น เข้าร่วมสืบสวนจับกุมด้วย" โดยพันตำรวจโทดุริยะลงวันที่เกษียนสั่งไว้ด้วยว่า "23 ก.ย. 43" ซึ่งจะเห็นว่าพันตำรวจโทดุริยะลงวันที่เกษียนสั่ง วันที่ 23 กันยายน 2543 อันเป็นวันที่เดียวกันกับบันทึกข้อความนั้นเอง และพันตำรวจโทดุริยะได้เขียนวันที่ด้วยลายมือของพันตำรวจโทดุริยะเองด้วย หาใช่เป็นการพิมพ์ของเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีดไม่ บันทึกข้อความจึงมีเนื้อหาที่เป็นลำดับเหตุการณ์ในเอกสารสอดคล้องตรงกัน มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าบันทึกข้อความของสิบตำรวจโทสมหมายฉบับนี้ที่ได้ลงวันที่ 23 กันยายน 2543 ไว้นั้น เป็นการพิมพ์ลงวันที่ไว้ถูกต้องตรงความเป็นจริงแล้ว หาใช่ว่าเป็นการพิมพ์วันที่ผิดพลาดดังที่สิบตำรวจโทสมหมายพยายามเบิกความบ่ายเบี่ยงเลี่ยงละความจริงไม่ และพยานเอกสารฉบับนี้ยิ่งมีผลทำให้พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบต่อศาลมีข้อพิรุธน่าสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า แท้จริงแล้วในวันที่ 21 กันยายน 2543 ที่ไปทำการตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 ตามหมายค้นของศาลนั้นจะมีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามในวันดังกล่าวหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 จะได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ของกลาง ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อจริงตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกฟ้องฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และโทษเป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 คำขอใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันสิ้นสภาพไปด้วย จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับคำขอให้ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืนและซองปืนผ้าใบสีดำของกลางด้วยนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สำหรับอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และซองกระสุนปืนถือเป็นอาวุธปืนตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (1) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ข้อ 1 (4) จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด และมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ริบเสียทั้งสิ้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับคำขอให้ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางด้วย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย ส่วนซองปืนผ้าใบสีดำของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดที่จะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ริบซองปืนผ้าใบสีดำของกลาง จึงชอบแล้วและเห็นควรให้คืนแก่เจ้าของ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางด้วย แต่ให้คืนซองปืนผ้าใบสีดำของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายเทพพร ยาแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายสุวัจน์ ฉนานุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
นินนาท สาครรัตน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2554
#513659
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์เพียงข้อหาเดียว โดยมิได้ฟ้องฐานรับของโจรด้วยก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้ไม้คมแฝกตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และร่วมกันรับของโจร ซึ่งในความผิดฐานปล้นทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 340 ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป เป็นการกระทำความผิดหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัว ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติให้ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่รวมอยู่ในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องโจทก์กับความผิดฐานรับของโจรตามที่พิจารณาได้ความนั้น มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้หลงต่อสู้ ข้อพิจารณาที่ได้ความว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจรซึ่งต่างจากฟ้องจึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจรตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้

เมื่อจำเลยที่ 3 ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ซึ่งเป็นความผิดอยู่ในตัวเองอีกความผิดฐานหนึ่ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย อีกกรรมหนึ่งได้ เพราะเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป แต่เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 3 เพียงกรรมเดียว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มิอาจลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ทุกกรรม เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 3 คงลงโทษในความผิดฐานร่วมกันรับของโจรซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 340, 357 ริบไม้คมแฝกของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่คืนเงินที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 357 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานรับของโจร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 คดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน ริบไม้คมแฝกของกลาง คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน นทฉ กรุงเทพมหานคร 208 ราคา 30,000 บาท ของนางสาวเสาวลักษณ์ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายสินชัยหรือเล็ก ผู้เสียหายที่ 2 ที่ขอยืมรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปจากนายเลิศชาย สามีของผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านจำเลยที่ 2 พบจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวก แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทวงเงินจำนวน 800 บาท ที่มอบให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีน แต่ผู้เสียหายที่ 2 นำเงินไปใช้หมดไม่ได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนให้ จำเลยที่ 2 โกรธ เตะ ต่อย ส่วนจำเลยที่ 3 ใช้ไม้คมแฝกตีผู้เสียหายที่ 2 จนผู้เสียหายที่ 2 หมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวจึงบอกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ไปขายใช้หนี้โดยจะไปอ้างกับผู้เสียหายที่ 1 ว่าถูกคนร้ายชิงรถจักรยานยนต์ไป จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มอบรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 2 ยักยอกมาให้จำเลยที่ 1 นำไปขายจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้แจ้งหายไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้ จากนั้นได้ส่งตัวจำเลยทั้งสี่ดำเนินคดี ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันรับของโจร จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันรับของโจรและร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นลงโทษบทหนักฐานร่วมกันรับของโจร จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันรับของโจรและร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายมาในฟ้องและเกินคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์เพียงข้อหาเดียว โดยมิได้ฟ้องฐานรับของโจรด้วยก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้ไม้คมแฝกตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และร่วมกันรับของโจรในความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป เป็นการกระทำความผิดหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติให้ข้อแตกต่างในการกระทำความผิดระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่รวมอยู่ในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามคำฟ้องของโจทก์จะแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาที่ได้ความว่าเป็นความผิดฐานรับของโจรก็ตาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อเป็นสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 3 ไม่ได้หลงต่อสู้ มิให้ถือว่าข้อพิจารณาที่ได้ความว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจรต่างจากฟ้องเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจึงย่อมลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจรตามที่พิจารณาได้ความได้

และเมื่อจำเลยที่ 3 ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ซึ่งเป็นความผิดอยู่ในตัวเองอีกความผิดฐานหนึ่ง แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งศาลก็มีอำนาจลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย อีกกรรมหนึ่งได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 3 เพียงกรรมเดียว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มิอาจลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ทุกกรรมเพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 3 คงลงโทษในความผิดฐานร่วมกันรับของโจรซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสาม ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายไพฑูรย์หรือไพรฑูรย์หรือติ่ง สุทธินวล
จำเลย — หรือสิทธินวล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอำนวย ธันธรา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2554
#510255
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายใช้บ้านพักอาศัยส่วนหนึ่งเปิดเป็นร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในเวลาที่ผู้เสียหายเปิดบริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ บริเวณดังกล่าวย่อมเป็นสาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยที่ 1 มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ แต่เมื่อผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการในแต่ละวันแล้ว บริเวณดังกล่าวจึงจะเป็นเคหสถานที่ใช้อยู่อาศัย ดังนั้น เมื่อขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในร้านดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบด้วยมาตรา 364 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 นับว่าร้ายแรง จึงไม่รอการลงโทษ ข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาบุกรุกสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า นายชรายุทธ ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ที่ 1 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งส่วนหนึ่งของบ้านดังกล่าวผู้เสียหายเปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองได้เข้าไปในบ้านผู้เสียหายบริเวณซึ่งเปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนติดตัวเข้าไปด้วย ต่อมาจำเลยทั้งสองถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้บ้านเกิดเหตุจะเป็นเคหสถานที่ผู้เสียหายใช้อาศัยแต่ผู้เสียหายก็ใช้ส่วนหนึ่งของบ้านดังกล่าวซึ่งได้แก่บริเวณที่เกิดเหตุ เปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ในเวลาที่ผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ บริเวณดังกล่าวจึงเป็นสาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไปหรือแม้แต่จำเลยที่ 1 ก็ดีมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ต่อเมื่อผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันแล้วเท่านั้น บริเวณดังกล่าวจึงจะเป็นเคหสถานที่ผู้เสียหายใช้อยู่อาศัย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความผู้เสียหายว่า ในเวลาที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายยังเปิดให้บริการรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ โดยมีนายทอนไม่ทราบนามสกุล และพระภิกษุอีก 2 รูปซึ่งเป็นลูกค้าอยู่ในร้านด้วย การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในร้านของผู้เสียหายในเวลาดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายดังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (3) ม. 1 (4) ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายเมธีหรือแมน สิทธิสม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายศักดิ์สิทธิ์ สุขสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา