คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2128/2554
#511083
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหยกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ และกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ,157/1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่าความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ ม. 157/1
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายสังวร สุคำภา
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2083/2554
#509336
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญระบุว่า บริษัทโจทก์โดยกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนขอแต่งตั้งและมอบอำนาจให้ ถ. และหรือ ส. เป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของบริษัทในกิจการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้รวม 9 ข้อ โดยในข้อ 2 ระบุให้มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญาหรือคดีอื่นใดทุกประเภทต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ทุกศาลทั่วราชอาณาจักร เป็นการมอบอำนาจให้ ถ. และหรือ ส. มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้หลายประการ ทั้งได้ระบุให้มีอำนาจที่จะฟ้องคดีและดำเนินคดีทุกประเภทต่อศาลทุกศาลไว้โดยชัดแจ้งโดยไม่จำกัดตัวบุคคลที่จะต้องถูกฟ้อง การมอบอำนาจดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจทั่วไป ที่รวมถึงให้ยื่นฟ้องต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 (5) ด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเช่นนี้ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะต้องถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด ถ. และหรือ ส. จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามแทนโจทก์

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ได้อ้างว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทน คดีไม่มีประเด็นเรื่องตัวการตัวแทน การที่โจทก์อุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าวเป็นอุทธรณ์นอกเหนือประเด็นข้อพิพาท ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหาย ถ้าเหตุแห่งการเสียหายนั้นเกิดขึ้นระหว่างที่ของดังกล่าวอยู่ในความดูแลของตน และวรรคสองบัญญัติให้ถือว่าของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับของนั้นไว้จากผู้ส่งของจนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งส่งมอบของนั้น ณ ท่าปลายทางหรือที่หมายปลายทางตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 40 ดังนั้น ตราบใดที่สินค้าพิพาทยังมิได้ส่งมอบแก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งหรือส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด ๆ ตามกฎหมายหรือกฏข้อบังคับที่ใช้ ณ ท่าเรือกรุงเทพอันเป็นท่าปลายทาง ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งจึงยังไม่สิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 581,942.79 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 550,710.71 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 31,232.08 บาท ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้ากล้องถ่ายรูปพร้อมอุปกรณ์ที่บริษัทโคนิก้า มินอลต้า โฟโต้ อิมเมจจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ซื้อในประเทศไทยสั่งซื้อจากบริษัทโคนิก้า มินอลต้า โฟโต้ อิมเมจจิ้ง เอเชีย เอช. คิว. พีทีอี จำกัด ผู้ขายที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยระหว่างการขนส่งจากท่าเรือต้นทางประเทศสิงคโปร์จนถึงโรงงานหรือโกดังของผู้เอาประกันภัยในประเทศไทย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบสินค้าพิพาทจากผู้ขายนำมาบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์และออกใบตราส่งเอกสารไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ส่งของแล้วนำตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวบรรทุกลงเรือเกา เจีย มายังประเทศไทย สินค้าพิพาทมาถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2548 ปรากฏว่าสินค้าพิพาทเสียหายบางส่วน โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงิน 703,110.71 บาท และขายซากสินค้าพิพาทได้เป็นเงิน 152,400 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เพราะหนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญระบุว่า บริษัทโจทก์โดยกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนขอแต่งตั้งและมอบอำนาจให้นายถนัดและหรือนายสุพชัยเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของบริษัทในกิจการต่างๆ ตามที่ระบุไว้รวม 9 ข้อ โดยในข้อ 2 ระบุให้มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่นใดทุกประเภทต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ทุกศาลทั่วราชอาณาจักร เป็นการมอบอำนาจให้นายถนัดและหรือนายสุพชัยมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้หลายประการ ทั้งได้ระบุให้มีอำนาจที่จะฟ้องคดีและดำเนินคดีทุกประเภทต่อศาลทุกศาลไว้โดยชัดแจ้งโดยไม่จำกัดตัวบุคคลที่จะต้องถูกฟ้อง การมอบอำนาจดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจทั่วไปที่รวมถึงให้ยื่นฟ้องต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเช่นนี้ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะต้องถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด นายถนัดและหรือนายสุพชัยจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามแทนโจทก์เป็นคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

...สำหรับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน มีจำเลยที่ 2 เป็นบริษัทแม่ จำเลยที่ 3 ออกใบตราส่งภายใต้ขอบเขตการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับความเสียหายที่ตัวแทนของตนได้ก่อขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 ประกอบมาตรา 821 และพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 43 เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ได้อ้างว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทน คดีไม่มีประเด็นเรื่องตัวการตัวแทน อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้เป็นอุทธรณ์นอกเหนือประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ถือได้ว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายของสินค้าพิพาทหรือไม่ ปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทเพราะเป็นผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลตามใบตราส่ง จำเลยที่ 3 ได้รับสินค้าพิพาทจากผู้ขายมาบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์แล้วนำมาส่งมอบให้ตัวแทนเรือขนมาประเทศไทย แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ขนส่งสินค้าพิพาทด้วยตนเอง แต่ได้มอบหมายให้บริษัทซามูเดลา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของเรือเกา เจีย ขนส่งสินค้าพิพาท ทั้งบริษัทซามูเดลา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด และเรือเกา เจีย จึงเป็นผู้ขนส่งอื่นที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นนี้ เพียงแต่อุทธรณ์ต่อสู้ว่า หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 3 สิ้นสุดลงแล้วเมื่อได้ส่งมอบสินค้าพิพาทแก่บริษัทซามูเดลา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด ผู้ขนส่งที่แท้จริงในสภาพเรียบร้อยครบถ้วน จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหาย ถ้าเหตุแห่งการเสียหายนั้นเกิดขึ้นระหว่างที่ของดังกล่าวอยู่ในความดูแลของตน และวรรคสองบัญญัติให้ถือว่าของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับของนั้นไว้จากผู้ส่งของจนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งส่งมอบของนั้น ณ ท่าปลายทางหรือที่หมายปลายทางตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 40 ดังนั้น ตราบใดที่สินค้าพิพาทยังมิได้ส่งมอบแก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งหรือส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ตามกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้ ณ ท่าเรือกรุงเทพอันเป็นท่าปลายทาง ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งจึงยังไม่สิ้นสุดลง และเมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากรายการสำรวจสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและรายงานการสำรวจฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นก่อนที่จะได้ส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าพิพาทให้บริษัทซามูเดลา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด ขนส่งทางทะเลจากท่าเรือต้นทางประเทศสิงคโปร์มาถึงยังประเทศไทยแล้วก็ตาม จำเลยที่ 3 ก็ยังคงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายของสินค้าพิพาทต่อโจทก์ตามมาตรา 39 ประกอบมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ 550,710.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549) ต้องไม่เกิน 31,232.08 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 801 (5)
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 วรรคหนึ่ง ม. 40
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทแวนเทค เวิลด์ ทรานสปอร์ต
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2079/2554
#511081
เปิดฉบับเต็ม

แม้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2548 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ พ.ร.บ.ดังกล่าวก็มีฐานะเป็น พ.ร.บ.ฉบับหนึ่งที่มีการประกาศใช้แยกมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 การที่มีประกาศคณะการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับดังกล่าว กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง จึงหามีผลทำให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 สิ้นสุดลงตามไปด้วยไม่อีกทั้งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ข้อ 4 ยังได้บัญญัติด้วยว่า "ศาลทั้งหลาย นอกจากศาลรัฐธรรมนูญ คงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรคคดีตามบทกฎหมาย ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" อันเป็นการรับรองให้กฎหมายทั้งปวงที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนการปฏิรูปการปกครองยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไปอีกด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับใดออกมาบัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้จึงยังผลใช้บังคับต่อไป สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (5) และแม้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจะมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ใช้บังคับโดยให้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ก็ตาม แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาพผู้แทนราษฎรโดยรู้อยู่แล้วว่าบุคคลนั้นไม่สิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งมาตรา 34 และมาตรา 139 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 อันเป็นกฎหมายที่ได้บัญญัติภายหลังยังคงบัญญัติให้การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดอยู่และมีระวางโทษเท่าเดิมซึ่งไม่มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยจึงไม่ทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ทั้งไม่เป็นกรณีต้องนำกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมาปรับใช้แก่คดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง และมาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 30, 100 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 30, 100 (ที่ถูก ไม่ปรับบทตาม มาตรา 30) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง จึงมีผลให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 สิ้นสุดลงไปด้วย จึงต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (5) นั้น เห็นว่า แม้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็มีฐานะเป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งที่มีการประกาศใช้แยกมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 การที่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับดังกล่าว กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง จึงหามีผลทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 สิ้นสุดลงตามไปด้วยไม่ อีกทั้งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ข้อ 4 ยังได้บัญญัติด้วยว่า "ศาลทั้งหลาย นอกจากศาลรัฐธรรมนูญ คงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมาย ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" อันเป็นการรับรองให้กฎหมายทั้งปวงที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนการปฏิรูปการปกครองยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไปอีกด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับใดออกมาบัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไป สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (5) และแม้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ใช้บังคับโดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ก็ตาม แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรู้อยู่แล้วว่าบุคคลนั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งมาตรา 34 และมาตรา 139 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 อันเป็นกฎหมายที่ได้บัญญัติภายหลังยังคงบัญญัติให้การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ และมีระวางโทษเท่าเดิม ซึ่งไม่มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยจึงไม่ทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดทั้งไม่เป็นกรณีต้องนำกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมาปรับใช้แก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง และมาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 34 ม. 139
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายไพศาล คำจวง
ชื่อองค์คณะ
โสพส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2554
#511924
เปิดฉบับเต็ม

กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2547) ออกตามความใน พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลชำระค่าใช้น้ำบาดาลในแต่ละงวดให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มงวดถัดไป ถือว่าเป็นกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคแรก นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวด มิใช่นับแต่ครบกำหนดตามหนังสือทวงถาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนายประจญเป็นอธิบดี มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และได้มอบอำนาจให้นายสมพลฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลเพื่อการอุตสาหกรรมจากกรมทรัพยากรธรณีในเขตท้องที่อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ใบอนุญาตเลขที่ 57-50939-005 ถึง 57-50939-0011 รวม 7 ฉบับ โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้สูบน้ำจากบ่อบาดาลได้ไม่เกินวันละ 72 ลูกบาศก์เมตร และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลแก่กรมทรัพยากรธรณีปีละ 4 งวด งวดที่ 1 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม งวดที่ 2 ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน งวดที่ 3 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน งวดที่ 4 ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม แต่ละงวดต้องชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มงวดถัดไป ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท ของจำนวนน้ำบาดาลที่จำเลยใช้ หากจำเลยไม่ชำระค่าใช้น้ำบาดาลภายในกำหนด จำเลยต้องชำระในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท หรือ 7 บาท แล้วแต่กรณี กรณีไม่อาจคำนวณปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้ได้เนื่องจากจำเลยไม่ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำ จำเลยต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต หลังจากนั้นจำเลยได้ใช้น้ำบาดาลในการอุตสาหกรรมโดยมิได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้ และค้างชำระค่าใช้น้ำบาดาลใบอนุญาตละ 183,978 บาท รวม 7 ฉบับ เป็นต้นเงิน 1,287,846 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวด ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 562,110.15 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,849,956.15 บาท จึงขอให้จำเลยชำระค่าใช้น้ำบาดาลจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,287,846 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้น้ำบาดาลในลักษณะค่าธรรมเนียมของทางราชการมีอายุความ 2 ปี แต่โจทก์ฟ้องเมื่อพ้นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ต้องชำระ จึงขาดอายุความ จำเลยได้รับใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2539 และจำเลยมิได้ใช้น้ำบาดาลและค้างชำระค่าใช้น้ำตั้งแต่งวดที่ 2 ปี 2539 ถึงงวดที่ 3 ปี 2541 รวมเป็นเงินตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยยื่นคำขอใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลรวม 7 บ่อ เพื่อเดินเครื่องจักรผลิตแป้งมัน แต่จำเลยยังมิได้มีการติดตั้งมิเตอร์วัดปริมาณน้ำที่ใช้เพราะยังมิได้เดินเครื่องจักรโรงงานแป้งมัน จำเลยจึงมิได้สูบน้ำบาดาลมาใช้ แต่จำเลยคงทดลองเดินเครื่องจักรโรงงานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 เป็นเวลา 7 เดือน เท่านั้น หลังจากนั้นมิได้เดินเครื่องจักรโรงงานผลิตแป้งมันอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 979,120.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 663,390 บาท นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยชดใช้เท่ากับทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,287,846 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล โดยออกใบอนุญาตและจัดเก็บค่าใช้น้ำบาดาลให้เป็นไปตามกฎหมาย จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการผลิตแป้งมัน และจำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 7 บ่อ ตามใบอนุญาตที่ 57-50939-005 ถึง 57-50939-0011 โดยออกใบอนุญาตให้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2539 และสิ้นอายุวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ตามสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตเอกสารหมาย จ.11 โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้สูบน้ำบาดาลได้บ่อละไม่เกินวันละ 72 ลูกบาศก์เมตร หลังจากจำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลแล้ว จำเลยไม่เคยชำระค่าน้ำบาดาลแก่โจทก์ตลอดมา แต่จำเลยรับว่าเป็นหนี้ค่าน้ำบาดาลแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 รวมเป็นเงิน 663,390 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าใช้น้ำบาดาลแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์คงมีเพียงพยานหลักฐานใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลรวม 7 ฉบับ เท่านั้น โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้รับฟังได้ว่าจำเลยมีการใช้น้ำบาดาลตั้งแต่เมื่อใดจนถึงวันใด ทั้งเอกสารการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.16 ก็มีความผิดพลาดตามที่นายทวี และนายสมพล เบิกความ เห็นว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลจากอุตสาหกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ในขณะนั้น โดยได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2549 โดยจำเลยนำสืบรับว่า นับแต่ได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลจำเลยไม่เคยชำระค่าใช้น้ำบาดาลแก่โจทก์ โจทก์โดยนายสมพล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์คิดค่าน้ำจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2539 เป็นค่าน้ำงวดที่ 2 ปี 2539 รวมเวลา 20 วัน โดยจำเลยมิได้ติดตั้งมิเตอร์เมื่อคิดคำนวณค่าใช้น้ำบาดาลในอัตราสูงสุดตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต โดยคิดลดหย่อนตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 จำเลยใช้น้ำไปจำนวน 1,080 ลูกบาศก์เมตร และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำภายใน 30 วัน แต่จำเลยมิได้นำเงินมาชำระจึงคิดค่าใช้น้ำในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 ในอัตราวันละ 72 ลูกบาศก์เมตร รายละเอียดปรากฏตามบัญชีค่าใช้น้ำบาดาลตั้งแต่งวดที่ 2/2539 ถึงงวดที่ 3/2541 เอกสารหมาย จ.14 เหตุที่โจทก์คิดคำนวณค่าใช้น้ำบาดาลจากจำเลย 10 งวด โดยคิดคำนวณดูจากการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลย โดยหลังจากสิ้นงวดที่โจทก์คิดคำนวณค่าใช้น้ำบาดาลแล้วจำเลยถูกตัดไฟฟ้าตามใบขอรับรองค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเอกสารหมาย จ.16 และประกอบกับการคิดคำนวณค่าใช้น้ำบาดาลจากรายการที่จำเลยประมาณไว้ว่าจำเลยใช้น้ำถึงวันละ 460 ลูกบาศก์เมตร ตามรายละเอียดเอกสารหมาย จ.17 แต่จากคำเบิกความของนายสมจิตร พยานโจทก์ซึ่งทำงานอยู่ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาอำเภอกระสัง ตำแหน่งหัวหน้าแผนกช่างเบิกความว่า พยานเป็นผู้ไปติดตั้งมิเตอร์กระแสไฟฟ้าที่บริษัทจำเลยเป็นมิเตอร์แบบธุรกิจและจะมีการอ่านค่ากระแสไฟฟ้าทุกวันที่ 25 ของเดือน หลังจากนั้นจะส่งใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บเงินจากจำเลย ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 จำเลยยื่นคำร้องเลขที่ 638 ขอให้ตัดฝากมิเตอร์ชั่วคราวเนื่องจากจำเลยไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงานและขอหยุดการผลิตแต่ยังคงขอใช้แสงสว่างรอบโรงงานและบ้านพักตามหนังสือรับรองโหลดการใช้ไฟและรับรองขอใช้ไฟกับหม้อแปลงลูกเดิม ภายหลังนายสมจิตรจึงออกไปตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการใช้ไฟแสงสว่างรอบโรงงานและบ้านพักและเห็นควรให้มีการตัดฝากมิเตอร์ตามคำร้องโดยลดขนาดมิเตอร์จากเดิม 20/5 แอมป์ เหลือ 10/5 แอมป์ ตามเอกสารหมาย ล.1 และนายสมพงษ์ กรรมการบริษัทจำเลยเบิกความว่า เมื่อบริษัทจำเลยเริ่มเดินเครื่องจักรเพื่อผลิตแป้งมันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2540 จึงได้หยุดการผลิตเนื่องจากหมดฤดูกาลเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังทั้งเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตล้าสมัยและต้องใช้ต้นทุนสูงประมาณ 10,000,000 บาท จึงชะลอการผลิตและได้ไปขอตัดฝากมิเตอร์ต่อทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอกระสัง และระหว่างที่บริษัทจำเลยเริ่มเดินเครื่องจักรนั้นมีการใช้กระแสไฟฟ้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2539 เป็นค่ากระแสไฟฟ้า 4,417 บาท จึงถึงอัตราค่าไฟสูงสุดเดือนละ 99,913 บาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2540 ตามใบเสร็จรับเงินค่ากระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอกระสังเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.7 หลังจากขอตัดฝากมิเตอร์แล้วค่ากระแสไฟฟ้าของจำเลยเมื่อเดือนมิถุนายน 2540 จนถึงเดือนกันยายน 2541 ลดลงเหลือเดือนละประมาณ 4,000 ถึง 5,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.8 และหนังสือรับรองของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอกระสังเอกสารหมาย ล.11 ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายสว่าง พยานโจทก์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอกระสังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อบริษัทจำเลยขอตัดฝากมิเตอร์ชั่วคราวเนื่องจากไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงานและขอหยุดการผลิต ตามบันทึกการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเอกสารหมาย ล.1 แล้ว การใช้ไฟฟ้าของบริษัทจำเลยมีปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าลดน้อยลง ซึ่งมีอัตราค่าใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าการใช้ไฟฟ้าที่โจทก์อ้างตามเอกสารหมาย จ.16 เนื่องจากเกิดการคลาดเคลื่อนและยังตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เอกสารหมาย จ.16 ผิดพลาดเพราะมีการจดเลขมิเตอร์และประมาณการใช้ไฟฟ้าผิดมิเตอร์เป็นข้อมูลที่จดจากเครื่องมิเตอร์เครื่องอื่นมา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าภายหลังจากที่จำเลยได้ตัดฝากมิเตอร์แล้วการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยมีปริมาณลดลงตามเอกสารหมาย ล.11 และปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าเดือนละประมาณ 4,000 ถึง 5,000 บาท ตามคำเบิกความของนายสว่างยืนยันว่าไม่สามารถใช้เดินเครื่องจักรในโรงงานได้ จึงเชื่อว่าจำเลยมิได้ใช้เครื่องจักรในการผลิตแป้งมันนับแต่ขอตัดฝากมิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2540 ดังนั้น ที่นายสมพลเบิกความว่าเหตุที่โจทก์คิดคำนวณค่าใช้น้ำบาดาลจากจำเลย 10 งวด โดยคิดคำนวณจากการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.16 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมิได้ใช้น้ำบาดาลนับแต่มีการตัดฝากมิเตอร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาชอบแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าใช้น้ำบาดาลแก่โจทก์เต็มตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าใช้น้ำบาดาลที่ค้างชำระแต่ละงวดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลปีละ 4 งวด โดยในงวดที่ 2 ปี 2539 จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าน้ำเป็นเงิน 5,400 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มงวดถัดไป แต่จำเลยก็ไม่ชำระเป็นการผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพราะมีการคิดอัตราค่าใช้น้ำบาดาลแพงขึ้นอันเป็นเบี้ยปรับเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของต้นเงินแล้ว จึงถือเป็นค่าเสียหายซ้ำซ้อนกันไม่เป็นธรรม เห็นว่าการที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าน้ำบาดาลซึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 กำหนดให้คิดค่าน้ำบาดาลลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มงวดถัดไป ถ้าชำระภายในกำหนดดังกล่าว ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลสำหรับงวดนั้นในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท นั้นเป็นไปตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 เมื่อหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงินและจำเลยไม่ชำระค่าใช้น้ำบาดาลให้โจทก์ตามกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก จึงมิใช่เป็นการคิดค่าเสียหายซ้ำซ้อนดังที่จำเลยฎีกา และเมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลชำระค่าใช้น้ำบาดาลในแต่ละงวดให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มงวดถัดไป ถือว่าเป็นกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิบัติ เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จำเลยย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัด นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวดตั้งแต่งวดที่ 2 ปี 2539 จนถึงงวดที่ 2 ปี 2540 ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาที่ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่ครบกำหนดตามหนังสือทวงถามนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ชำระเงิน 1,287,846 บาท โดยขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเพียง 663,390 บาท ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 624,456 บาท การที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมจำนวนทุนทรัพย์ 1,287,486 บาท จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้คืนค่าขึ้นศาลที่เกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับไปทั้งสองฝ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
จำเลย — บริษัทตะวันรุ่งเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2031/2554
#509388
เปิดฉบับเต็ม

สเปรย์พริกไทย ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ฉีดพ่นเพื่อยับยั้งบุคคลหรือสัตว์ร้ายมิให้เข้าใกล้หรือทำอันตรายผู้อื่น ผู้ที่ถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเปรย์ใส่จะมีอาการสำลัก จาม ระคายเคืองหรือแสบตา หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถหายเป็นปกติได้ เห็นได้ว่า การผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว มิได้ผลิตขึ้นเพื่อทำร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ ทั้งไม่อาจใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สเปรย์พริกไทยจึงไม่เป็นอาวุธตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 1 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 เวลา 9.45 นาฬิกา ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง กาญจนบุรีที่ศาลชั้นต้นขอความอนุเคราะห์ให้ร่วมรักษาความปลอดภัยกำลังนำตัวดาบตำรวจสมชาย จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1747/2548 ของศาลชั้นต้น ขึ้นรถยนต์ของเรือนจำจะไปส่งที่เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี ได้เกิดการชุลมุนระหว่างผู้สื่อข่าวและเจ้าพนักงานตำรวจผู้ควบคุมตัวจำเลย และปรากฏว่า กระป๋องสเปรย์พริกไทยซึ่งสิบตำรวจเอกพัฒนา ตำรวจนอกเครื่องแบบทีมาร่วมรักษาความปลอดภัยนำติดตัวมาด้วย ได้ฉีดพ่นสารภายในกระป๋องใส่นายวินัย ผู้สื่อข่าว ศาลชั้นต้นจึงเรียกสิบตำรวจเอกพัฒนาผู้ถูกกล่าวหามาไต่สวนฐานประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้ลงโทษปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหามีว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหานำกระป๋องสเปรย์พริกไทยดังกล่าวเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้นเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาฎีกาว่า สเปรย์พริกไทยไม่ใช่อาวุธการนำสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาล ไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (5) อาวุธ หมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ แต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สำหรับสเปรย์พริกไทยได้ความว่า ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ฉีดพ่นเพื่อยับยั้งบุคคลหรือสัตว์ร้ายมิให้เข้าใกล้หรือทำอันตรายผู้อื่น ผู้ที่ถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเปรย์ใส่จะมีอาการสำลัก จาม ระคายเคืองหรือแสบตา หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถหายเป็นปกติได้ เห็นได้ว่า การผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว มิได้ผลิตขึ้นเพื่อทำร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ ทั้งไม่อาจใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สเปรย์พริกไทยจึงไม่เป็นอาวุธตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้นด้วยเช่นกัน การที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลชั้นต้นขอความร่วมมือไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรี การที่ผู้ถูกกล่าวหานำกระป๋องสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกข้อกล่าวหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (5)
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — นายวินัย ดิษฐจร
ผู้ถูกกล่าวหา — ส.ต.อ.พัฒนา ภมรพล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสุเจตน์ ส่งสัมพันธ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2554
#510948
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 1 (5) อาวุธ หมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพแต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ ผู้ถูกกล่าวหานำกระป๋องสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้น สำหรับสเปรย์พริกไทยได้ความว่า ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ฉีดพ่นเพื่อยับยั้งบุคคลหรือสัตว์ร้ายมิให้เข้าใกล้หรือทำอันตรายผู้อื่น ผู้ที่ถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเปรย์ใส่จะมีอาการสำลักจาม ระคายเคืองหรือแสบตา หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถหายเป็นปกติได้ เห็นได้ว่าการผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว มิได้ผลิตขึ้นเพื่อทำร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดยสภาพทั้งไม่อาจใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สเปรย์พริกไทยจึงไม่เป็นอาวุธตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้นด้วยเช่นกัน การที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลชั้นต้นขอความร่วมมือไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรี การที่ผู้ถูกกล่าวหานำกระป๋องสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรีที่ศาลชั้นต้นขอความอนุเคราะห์ให้ร่วมรักษาความปลอดภัยกำลังนำตัวดาบตำรวจสมชาย จำเลยในคดีอาญาของศาลชั้นต้น ขึ้นรถยนต์ของเรือนจำจะไปส่งที่เรือนจำจังหวัดการญจนบุรี ได้เกิดการชุลมุนระหว่างผู้สื่อข่าวและเจ้าพนักงานตำรวจผู้ควบคุมตัวจำเลย และปรากฏว่ากระป๋องสเปรย์พริกไทยซึ่งสิบตำรวจเอกพัฒนา ตำรวจนอกเครื่องแบบที่มาร่วมรักษาความปลอดภัยนำติดตัวมาด้วย ได้ฉีดพ่นสารภายในกระป๋องใส่นายวินัย ผู้สื่อข่าวศาลชั้นต้นจึงเรียกสิบตำรวจเอกพัฒนาผู้ถูกกล่าวหามาไต่สวนฐานประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้ลงโทษปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางไต่สวนได้ความขณะผู้ถูกกล่าวหากับจ่าสิบตำรวจชุมพล เดินนำหน้าจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1747/2548 ออกจากห้องควบคุมไปยังรถยนต์ของเรือนจำมีผู้สื่อข่าววิ่งกรูเข้าไปหาเพื่อจะถ่ายรูปผู้ถูกกล่าวหาจึงพยายามกันคนเหล่านั้นโดยยืนชิดกับจ่าสิบตำรวจชุมพล ส่วนมือช้ายแหวกนักข่าวเพื่อเดินออกไป แต่กลุ่มนักข่าวที่กรูกันเข้ามาดังกล่าวได้กระแทกที่ตัวผู้ถูกกล่าวหา และมีกลิ่นสเปรย์พริกไทยซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้ที่กระเป๋าคาดเอว ผู้ถูกกล่าวหาจึงหยิบกระป๋องสเปรย์พริกไทยออกจากกระเป๋าคาดเอว ปรากฏว่ากระป๋องสเปรย์หยุดทำงานแล้ว เนื่องจากคันกดเปิดการทำงานซึ่งถูกดันค้างอยู่กับกระเป๋าได้คลายตัวออกเป็นอิสระ กระป๋องสเปรย์พริกไทยดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาเคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 ที่หมู่ที่ 5 ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตัวล็อกคันกดเปิดการทำงานได้ถูกดึงออกไปเมื่อมีการใช้ในครั้งนั้นกระป๋องสเปรย์พริกไทยดังกล่าวนี้เป็นของทางราชการ เบิกมาใช้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่จะใช้เฉพาะกรณีที่ต้องการยับยั้งบุคคลหรือสัตว์ร้ายให้หยุดปฏิกิริยาชั่วขณะ

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหามีว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหานำกระป๋องสเปรย์พริกไทยดังกล่าวเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้นเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาฎีกาว่า สเปรย์พริกไทยไม่ใช่อาวุธการนำสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาล ไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (5) อาวุธ หมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ แต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สำหรับสเปรย์พริกไทยได้ความว่า ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ฉีดพ่นเพื่อยับยั้งบุคคลหรือสัตว์ร้ายมิให้เข้าใกล้หรือทำอันตรายผู้อื่น ผู้ที่ถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเปรย์ใส่จะมีอาการสำลัก จาม ระคายเคืองหรือแสบตา หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถหายเป็นปกติได้ เห็นได้ว่า การผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว มิได้ผลิตขึ้นเพื่อทำร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ ทั้งไม่อาจใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สเปรย์พริกไทยจึงไม่เป็นอาวุธตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้นด้วยเช่นกัน การที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลชั้นต้นขอความร่วมมือไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรี การที่ผู้ถูกกล่าวหานำกระป๋องสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกข้อกล่าวหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (5)
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกกล่าวหา — สิบตำรวจเอกพัฒนา ภมรพล
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2021/2554
#513961
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้มีดขนาดยาวประมาณ 1 ช่วงแขนฟันผู้เสียหายที่ไหล่ขวาขณะหันหลังวิ่งหนี และฟันอย่างแรงจนเกิดบาดแผลยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4 เซนติเมตร ลักษณะการฟันลงเช่นนี้ส่อว่าจำเลยเลือกจะฟันศีรษะแต่พลาดไปโดนไหล่ขวาแทน จำเลยย่อมต้องเล็งเห็นแล้วว่าหากฟันถูกศีรษะหรือลำคอที่เป็นอวัยวะสำคัญจะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 100 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร ที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย 100 บาท แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2546 เวลา 21 นาฬิกาเศษ มีคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันนายสยาม ผู้เสียหาย ที่บริเวณไหล่ขวาได้รับบาดเจ็บเป็นบาดแผลยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4 เซนติเมตร ตามผลการชันสูตรบาดแผล เอกสารหมาย จ. 8 เหตุเกิดที่ถนนสาธารณะบริเวณหน้าร้านค้าในหมู่ที่ 3 ตำบลหนองบัวบาน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ผู้เสียหายและจำเลยอยู่ตำบลเดียวกันแต่คนละหมู่ หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจขอออกหมายจับจำเลย และจับจำเลยได้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ ตามหมายจับ บันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. 1, จ. 2 และ จ. 10 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายนั่งรับประทานขนมอยู่ บริเวณหน้าร้านค้ากับนายวินัย มีชายวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์มา 1 คัน คนขับไม่ทราบชื่อ คนซ้อนท้ายชื่อนายมง ไม่ทราบชื่อจริง อายุมากกว่าผู้เสียหายหลายปี นายมงเข้ามาหาเรื่องโต้เถียงกับนายวินัย ไม่นานก็ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกไป หลังจากนั้นสักครู่ มีชายวัยรุ่นประมาณ 7 คน ถึง 8 คน ขับรถจักรยานยนต์มาจอดไว้หน้าร้านวัสดุก่อสร้าง ห่างจากที่ผู้เสียหายนั่งประมาณ 100 เมตร แล้วเดินตรงมาหาผู้เสียหายและนายวินัย มีจำเลยซึ่งผู้เสียหายรู้จักมาก่อนแต่ไม่สนิทรวมอยู่ด้วย จำเลยถือมีดสปาต้าปลายตัดยาวประมาณ 1 ช่วงแขน จำเลยเข้ามาถามว่า หยามอยู่ที่ไหน โดยหันหน้าไปทางวินัย เพื่อนของจำเลยคนอื่นเดินอยู่รอบไม่ได้ถืออาวุธอะไร นายวินัยพูดกับจำเลย 1 ประโยค แต่ผู้เสียหายไม่ได้ยิน หลังจากนั้นจำเลยวิ่งเข้ามาหาผู้เสียหาย ยกมีดขึ้นจะฟัน ผู้เสียหายจึงหันหลังวิ่งหนีขณะนั้นนายวินัยหนีออกไปก่อนแล้ว ผู้เสียหายวิ่งไปได้เพียงก้าวเดียวก็ถูกฟันที่ไหล่ขวาผู้เสียหายหันกลับไปดูเห็นจำเลยเงื้อมีดจะฟันอีก จึงวิ่งไปทางบ้านนายบุญชูซึ่งไปทางเดียวกันกับบ้านผู้เสียหาย ผู้เสียหายวิ่งไปหมดสติที่บ้านนายบุญชู ที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะจากบ้านเรือนชาวบ้านและร้านค้า สามารถมองเห็นหน้ากันได้อย่างชัดเจน ผู้เสียหายมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาลจัตุรัส โดยบิดาของผู้เสียหายเป็นผู้นำส่งโรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่าไม่สามารถเย็บแผลได้เนื่องจากแผลลึก จึงส่งผู้เสียหายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลชัยภูมิ แพทย์เย็บแผล 2 ชั้น ด้านนอกเย็บ 11 เข็ม หลังจากเย็บแผลแล้วให้ผู้เสียหายกลับบ้าน ผู้เสียหายรักษาประมาณ 1 เดือนเศษ แผลจึงหาย แต่ผู้เสียหายไม่สามารถยกแขนหรือใช้แขนได้ตามปกติต้องใช้เวลา 1 ปีเศษ จึงใช้ได้ตามปกติ หลังเกิดเหตุ 1 ถึง 2 วัน เจ้าพนักงานตำรวจมาสอบปากคำผู้เสียหายที่บ้าน ผู้เสียหายแจ้งว่าผู้ที่ฟันผู้เสียหายคือจำเลย ผู้เสียหายไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงฟันผู้เสียหาย แต่คุ้มบ้านของผู้เสียหายเรียกว่าคุ้มในบ้าน ไม่ค่อยถูกกับคุ้มบ้านของจำเลยที่เรียกว่าคุ้มหลับสิบ แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ภาพร่างอาวุธมีดที่จำเลยใช้ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. 6 และ จ. 7 และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยกับพวกไม่มีผู้ใดสวมหมวก ผู้เสียหายเล่าให้บิดามารดาฟังว่าใครเป็นคนทำร้ายผู้เสียหายในวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้โจทก์มีนายวินัยเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันกับผู้เสียหาย แต่นายวินัยเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า กลุ่มคนที่เดินมานั้นบางคนสวมหมวก ส่วนจำเลยสวมหมวกไหมพรมพับครึ่งคลุมเฉพาะศีรษะสามารถมองเห็นหน้าได้ชัดเจน นายสมาน เบิกความเป็นพยานว่าคืนเกิดเหตุ เวลา 20 ถึง 21 นาฬิกา ขณะที่พยานกำลังหาคนงานเพื่อไปดายหญ้าบริเวณตรงข้ามร้านค้าของนางคำพันธ์ โดยพยานอยู่ที่บ้านนายสิงห์ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ได้ยินเสียงคนตะโกนว่า ฆ่ามัน ๆ มาจากบริเวณที่เกิดเหตุ มองไปเห็นผู้เสียหายซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านพยานกำลังวิ่งมา โดยมีกลุ่มคนประมาณ 20 คนวิ่งไล่ตาม มีคนถือมีดคนเดียว นอกนั้นบางคนถือไม้ ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 5 เมตร เมื่อผู้เสียหายวิ่งมาใกล้ถึงพยาน พยานจึงถามกลุ่มคนที่ไล่ตามมาว่า ทำอะไรกัน พยานได้ยินกลุ่มคนดังกล่าวพูดว่า สลายตัว แล้วแยกย้ายกันหลบหนี เมื่อพยานพบว่าผู้เสียหายถูกฟันที่บริเวณไหล่ขวา จึงรีบหารถนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล มีนายสาคร บิดาผู้เสียหาย และนายวินัย เพื่อนผู้เสียหายไปด้วยที่เกิดเหตุมีไฟฟ้าสาธารณะสามารถมองเห็นได้ แต่พยานไม่ได้สังเกตใบหน้าของผู้ที่วิ่งไล่ตามผู้เสียหาย และพันตำรวจโทสุชาติ เชิงชั้น พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2546 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา มีนายสาคร บิดาผู้เสียหายมาแจ้งความต่อพยานว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2546 เวลา 21.30 นาฬิกา เพื่อนผู้เสียหายมาบอกนายสาครว่าผู้เสียหายถูกฟัน ต่อมาผู้เสียหายบอกนายสาครว่าคนฟันคือจำเลย พยานออกไปตรวจที่เกิดเหตุทำบันทึกและถ่ายรูปไว้ ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาเอกสารหมาย จ. 4 และภาพถ่ายหมาย จ. 5 พยานทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ. 6 พยานให้ผู้เสียหายวาดรูปอาวุธมีดที่ใช้ฟันตามภาพร่างเอกสารหมาย จ. 7 พยานสอบปากคำนายภิญโญ แพทย์ผู้ตรวจบาดแผลตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ. 8 สาเหตุที่จำเลยฟันผู้เสียหายเป็นเรื่องโกรธเคืองกันระหว่างกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้าน และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. 10 เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองอย่างใดกับจำเลยเป็นส่วนตัวมาก่อน คงไม่กลั่นแกล้งกล่าวหาหรือเบิกความปรักปรำจำเลย แม้เหตุเกิดในเวลากลางคืน แต่ภาพถ่ายหมาย จ. 5 และแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ. 6 แสดงให้เห็นว่าในที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะที่เสาไฟฟ้าและบ้านเรือนชาวบ้าน ประกอบกับผู้เสียหายและนายวินัยรู้จักกับจำเลยมาก่อนเนื่องจากอยู่ตำบลเดียวกัน จำเลยเข้ามาฟันผู้เสียหายจึงอยู่ใกล้กับผู้เสียหายและใกล้กับนายวินัย เชื่อว่าบุคคลทั้งสองเห็นจำเลยและจดจำได้ ทั้งผู้เสียหายและนายวินัยสามารถแจ้งให้บิดามารดาของผู้เสียหายและพนักงานสอบสวนทราบว่าจำเลยเป็นคนฟันผู้เสียหาย เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนขอออกหมายจับและจับจำเลยได้ในเวลาต่อมา การที่นายวินัยเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยสวมหมวกไหมพรม แตกต่างจากผู้เสียหายที่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่มีผู้ใดสวมหมวกนั้น เห็นว่านายวินัยมีพฤติการณ์ขัดหมายเรียกไม่ยอมมาเบิกความเป็นพยาน ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับ ต่อมานายวินัยถูกจับตามหมายจับและต้องทำสัญญาประกัน จึงส่อว่านายวินัยอาจเบิกความแตกต่างในจุดนี้เพื่อช่วยเหลือจำเลยก็ได้ จึงไม่ควรรับฟังให้เป็นประโยชน์แก่จำเลย นอกจากนี้จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไปนั่งเล่นกับเพื่อนที่ร้านค้าในบ้านหนองบัวบานตั้งแต่เวลา 18 นาฬิกาเศษ จนถึงเวลาประมาณ 22 นาฬิกา มีเจ้าพนักงานตำรวจมาตามจับกุมจำเลยกับพวกโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยกับพวกจึงพากันวิ่งหนี จำเลยวิ่งหนีเข้าบ้านแล้วไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2547 จำเลยกลับบ้าน และถูกจับในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 ขณะเดินทางไปช่วยงานบวชที่บ้านหนองม่วง ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. 10 แต่จำเลยกลับนำสืบว่าในวันเกิดเหตุจำเลยไปนั่งเล่นกับเพื่อนที่สนามบาสเกตบอลตั้งแต่เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จนถึงเวลา 20.30 นาฬิกา จึงเข้าบ้าน และไม่ได้ออกไปไหนอีก แตกต่างกันเป็นพิรุธ และจากบันทึกคำให้การของจำเลยดังกล่าวยังแสดงว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนีด้วย พยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหาย สาเหตุที่จำเลยฟันผู้เสียหายน่าจะเกิดจากเรื่องโกรธเคืองไม่ถูกกันระหว่างกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้าน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้มีดขนาดยาวประมาณ 1 ช่วงแขน ฟันผู้เสียหายที่ไหล่ขวาขณะหันหลังวิ่งหนี และฟันอย่างแรงจนเกิดบาดแผลยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4 เซนติเมตร ลักษณะการฟันลงเช่นนี้ส่อว่าจำเลยเลือกจะฟันศีรษะแต่พลาดไปโดนไหล่ขวาแทนหลังจากฟันครั้งแรกแล้ว จำเลยกับพวกยังไล่ตามฟันผู้เสียหายโดยมีผู้ร้องว่า ฆ่ามัน ๆ แต่นายสมานออกมาพบและตะโกนถามว่าทำอะไรเสียก่อน จำเลยกับพวกกลัวว่าจะมีผู้พบเห็น จึงร้องบอกกันให้สลายตัว แล้วแยกย้ายกันหลบหนีไป แม้นายภิญโญจะให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า บาดแผลของผู้เสียหายโอกาสที่จะถึงแก่ความตายค่อนข้างน้อย ตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ. 8 ก็ตาม จำเลยย่อมจะต้องเล็งเห็นแล้วว่า หากฟันถูกศีรษะหรือลำคอที่เป็นอวัยวะสำคัญจะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายเฉลิมพลหรือเต่า สิ่วไทสง
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2016/2554
#513959
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท อ. จากมูลหนี้สัญญากู้เงินระยะสั้น หาใช่ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเงินกู้แต่อย่างใดไม่โดยโจทก์มีเพียงภาพถ่ายตั๋วสัญญาใช้เงินแนบมาท้ายฟ้องเท่านั้น ไม่มีสัญญากู้เงินมาแนบด้วย และไม่อาจถือได้ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานการกู้เงิน เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงิน เป็นเอกสารคนละประเภทกับสัญญากู้เงิน ทั้งเมื่อโจทก์นำสืบก็ไม่มีสัญญากู้เงินระยะสั้นมาอ้างเป็นพยานด้วย มีเพียงตั๋วสัญญาใช้เงินมาอ้างเป็นพยานเท่านั้น กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแต่ถือว่าโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงต้องนำอายุความตั๋วสัญญาใช้เงินมาบังคับใช้ ไม่ใช่อายุความตามสัญญากู้เงิน

ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินเมื่อทวงถาม อายุความจึงเริ่มนับเมื่อทวงถามปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามว่า บริษัท อ. ผู้รับเงินแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือฉบับนี้ จึงต้องเริ่มนับอายุความเมื่อครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่โจทก์และจำเลยต่างไม่นำสืบว่าจำเลยได้รับหนังสือเมื่อไร เมื่อหนังสือทวงถามดังกล่าวลงวันที่ 24 เมษายน 2540 จึงพออนุมานได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 25 เมษายน 2540 เริ่มนับ 30 วันตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2540 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง ครบกำหนด 30 วันในวันที่ 25 พฤษภาคม 2540 อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2540 ไปเป็นเวลา 3 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1001 ครบกำหนด 3 ปีในวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 เกินกว่า 3 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท อ. ณ สำนักงานตั้งอยู่ถนนสาธรใต้แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาธร กรุงเทพมหานคร ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้น ณ สถานที่ที่จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท อ. ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิทำให้เกิดอำนาจฟ้อง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัท อ. จึงมีสิทธิฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 116,453,130.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 63,840,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 69,365,446.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 63,840,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกค้าของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2535 โดยกู้เงินระยะสั้นและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้แก่บริษัทดังกล่าวครั้งสุดท้ายจำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0382989 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 สัญญาจะใช้เงินจำนวน 63,840,000 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) เมื่อทวงถาม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี โดยจะจ่ายให้ในวันทำการสุดท้ายของทุก ๆ เดือน ในกรณีที่มีการผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและหรือดอกเบี้ยตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 24 ต่อปี สำหรับต้นเงินค้างชำระนับตั้งแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระครบถ้วน โดยจำเลยทำสัญญาจำนำหุ้นของบริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่น จำกัด ไว้เป็นประกันหนี้ จำเลยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2539 จำนวน 500,000 บาท ส่วนต้นเงินไม่เคยชำระ วันที่ 24 เมษายน 2540 นายณรงค์ศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบังคับจำนำ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2542 โจทก์ทำสัญญาซื้อสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อสัญญาเงินกู้ ตราสารหนี้และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ มาจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 วันที่ 26 มิถุนายน 2543 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งให้ทราบถึงการรับโอนสิทธิและขอให้ชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ (ศาลชั้นต้น) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานเลขที่ 119 ถนนสาธรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาธร กรุงเทพมหานคร จึงถือว่ามูลคดีเกิดขึ้น ณ สถานที่ที่จำเลยออตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่บริษัทดังกล่าวซึ่งย่อมเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิทำให้เกิดอำนาจฟ้อง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) จึงมีสิทธิฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในการที่จะวินิจฉัยได้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ฟ้องในเรื่องอะไร เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 3 ได้บรรยายว่า "จำเลยเป็นลูกค้าของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "บริษัท") โดยจำเลยได้มาขอให้บริษัทสนับสนุนด้านการเงินในรูปแบบการกู้เงินระยะสั้น ซึ่งบริษัทได้อนุมัติให้จำเลยตามที่ขอ และจำเลยได้ใช้สินเชื่อดังกล่าวกับบริษัทตามขอ ตั้งแต่ปี 2535 และในการเบิกเงินกู้แต่ละครั้ง จำเลยจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามจำนวนที่ขอเบิกให้แก่บริษัท เมื่อจำเลยได้ทำสัญญาเงินกู้ระยะสั้นดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ขอเบิกใช้เงินกู้โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้แก่บริษัทเรื่อยมา โดยครั้งสุดท้ายจำเลยได้มากู้เงินไปจากบริษัท โดยเมื่อจำเลยได้รับเงินไปจากบริษัทแล้วจำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0382989 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 จำนวนเงิน 63,840,000 บาท ซึ่งตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวกำหนดชำระเมื่อทวงถามพร้อมทั้งคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยในวันทำการสุดท้ายของทุก ๆ เดือน และหากผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและหรือดอกเบี้ยตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้ปรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 24 ต่อปี สำหรับต้นเงินค้างชำระ นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นครบถ้วน รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายตั๋วสัญญาใช้เงิน (เอกสารหมายเลข 8 ท้ายคำฟ้อง)" เช่นนี้ โจทก์ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) จากมูลหนี้อะไร ซึ่งก็คือมูลหนี้จากสัญญากู้เงินระยะสั้น หาใช่ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญากู้เงินแต่อย่างใด เพราะโจทก์มีเพียงภาพถ่ายตั๋วสัญญาใช้เงินแนบมาท้ายฟ้องเท่านั้น ไม่มีสัญญากู้เงินแนบมาด้วย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานการกู้เงิน เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงิน เป็นหลักฐานการกู้เงิน เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงิน เป็นเอกสารคนละประเภทกับสัญญากู้เงิน ยิ่งเมื่อโจทก์นำสืบโจทก์ก็ไม่มีสัญญากู้เงินระยะสั้นมาอ้างเป็นพยานด้วยมีเพียงตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.9 มาอ้างเป็นพยานเท่านั้น กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน แต่ถือว่าโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.9 จึงต้องนำอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินมาบังคับใช้แก่คดีนี้ ไม่ใช่อายุความตามสัญญากู้เงินตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.9 ถึงกำหนดใช้เงินเมื่อทางถาม อายุความจึงเริ่มนับเมื่อทวงถาม ปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม เอกสารหมาย ล.1 ว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด (มหาชน) แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือฉบับนี้ จึงต้องเริ่มนับอายุความเมื่อครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่โจทก์และจำเลยต่างไม่นำสืบว่าจำเลยได้รับหนังสือเมื่อไรแต่หนังสือทวงถามดังกล่าวลงวันที่ 24 เมษายน 2540 จึงพออนุมานได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือในวันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 25 เมษายน 2540 เริ่มนับ 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2540 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสองครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2540 อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2540 ไปเป็นเวลา 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ครบกำหนด 3 ปี ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 เป็นเวลาเกินกว่า 3 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อฟ้องโจทก์ขาดอายุความเสียแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ ไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นอื่นนอกจากนี้อีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 วรรคสอง ม. 1001
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — นายชนัฎ เรืองกฤตยา
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998 -ที่ 1999/2554
#509341
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีสำนวนแรกแล้ว ต่อมาจำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์เป็นคดีสำนวนหลัง เมื่อกรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ว่าคู่ความในคดีทั้งสองสำนวนเป็นรายเดียวกัน หากรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นการสะดวก โดยศาลเห็นสมควรเองก็ดี หรือคู่ความยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีรวมกันก็ดี เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ถ้าเป็นที่พอใจศาลว่าคดีทั้งสองสำนวนเกี่ยวเนื่องกัน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันได้ ทั้งคดีทั้งสองสำนวนนี้แม้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแต่ละสำนวนจะต่างกัน แต่ประเด็นแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย ข้อเท็จจริงจึงเกี่ยวพันกันมา ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหมดที่นำสืบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 28 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 776 ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ให้นิติกรรมการโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างนางปั่นกับจำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยมอบคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แก่โจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 776 ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา และส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันเป็นคดีเดียวกัน โดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยถึงแก่ความตาย นายแสนประเสริฐ สามีของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนางปั่นกับนายสม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2523 นางปั่นซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายชาย ระหว่างปี 2533 ถึงปี 2540 นางปั่นเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ วันที่ 1 มีนาคม 2532 นางปั่นทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2538 นางปั่นถึงแก่กรรม วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 นายแสนประเสริฐ สามีจำเลยกับโจทก์ทั้งสองไปเจรจาตกลงเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและปลูกเพิงพักอาศัยไว้ วันที่ 19 กันยายน 2540 นายแสนประเสริฐแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท ภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน แล้วศาลล่างทั้งสองนำคำพยานจำเลยมารับฟังพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีสำนวนแรกแล้ว ต่อมาจำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีสำนวนหลัง เมื่อกรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ว่าคู่ความในคดีทั้งสองสำนวนเป็นรายเดียวกัน หากรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นการสะดวก โดยศาลเห็นสมควรเองก็ดี หรือคู่ความยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีรวมกันก็ดี เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ถ้าเป็นที่พอใจศาลว่า คดีทั้งสองสำนวนเกี่ยวเนื่องกัน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันได้ ทั้งคดีทั้งสองสำนวนนี้ แม้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแต่ละสำนวนจะต่างกัน แต่ประเด็นแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 หรือจำเลย ข้อเท็จจริงจึงเกี่ยวพันกันมา ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหมดที่นำสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองนำพยานหลักฐานจำเลยมารับฟังแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 28 วรรคหนึ่ง ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำนึง มีจินดา
นางสำราญ นามละคร
จำเลย — โดยนายประเสริฐ นามละคร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิจิตร วิสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1928/2554
#513957
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 เป็นเจ้าหน้าที่ขนส่ง กระทำการโดยทุจริต โดยร่วมกับคนร้ายเพื่อจะนำรถยนต์นั้นไปหลอกขายให้แก่ผู้อื่นหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจสอบหลักฐานให้ละเอียดว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือเอกสารปลอม และรับจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวทั้งสองคราว เห็นได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการทั้งสิ้นไม่ว่าจะกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ หากเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์กรณีต้องด้วยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ฯ โจทก์จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ได้เท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ให้ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดที่กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

ฎีกาของโจทก์มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ คงฟ้องได้แต่จำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 สังกัดอยู่นั้น ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยเหตุผลใดและที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,214,094.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,937,634.80 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การว่า นายบุญชัย ติดต่อให้จำเลยที่ 5 นำรถยนต์ตามฟ้องไปขาย โดยแจ้งว่าจำเลยที่ 1 มอบหมายให้นายบุญชัยนำมาขายเพราะอยากเปลี่ยนรถคันใหม่ โดยจะให้ค่านายหน้าแก่จำเลยที่ 5 ต่อมาโจทก์โทรศัพท์ติดต่อขอดูรถ แล้วตกลงซื้อในราคา 2,750,000 บาท โจทก์วางมัดจำไว้แก่จำเลยที่ 3 จำนวน 250,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 2,500,000 บาท โจทก์โอนเงินให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้นำเงินที่โจทก์ชำระดังกล่าวมอบให้นายบุญชัยไปแล้ว โดยจำเลยที่ 5 ได้รับค่านายหน้าเพียงเล็กน้อย เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 นายบุญชัยเป็นผู้ดำเนินการขอจดทะเบียนโอนเปลี่ยนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรถ การซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าวเป็นการส่งมอบทรัพย์และทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว การซื้อขายดังกล่าวจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ทราบมาก่อนหรือไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการยกเลิกการจดทะเบียน และมิได้ปกปิดข้อความจริง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ส่วนค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ค่าตรวจซ่อม เปลี่ยนอะไหล่ เคลือบสี ล้างพรม และทำกุญแจรีโมทที่โจทก์ขอมานั้นเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกสบาย และรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของโจทก์เอง โจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่เคยมีข้อตกลงว่าจะต้องรับผิดต่อกัน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกได้ ถึงแม้จะเสียหายก็ไม่เกิน 5,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่อาจฟ้องเรียกค่าละเมิดได้แล้ว ก็ไม่อาจที่จะเรียกดอกเบี้ยได้ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้กระทำละเมิดและไม่มีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์ และไม่ทราบว่ารถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ถึงที่ 10 ให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ในการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าว และในการจดทะเบียนโอนรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของโจทก์นั้น จำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ได้รับจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวโดยตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ตามขั้นตอนระเบียบแบบแผนของทางราชการทุกประการและทำการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวไปตามกฎหมาย โดยได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วไม่พบข้อพิรุธ จึงได้จดทะเบียนให้เพราะมีหลักฐานการซื้อขายและได้ทำการเสียภาษีแล้ว หลักฐานหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์ก็ชัดเจนไม่มีพิรุธ การกระทำของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เรื่องที่รถยนต์ของโจทก์ถูกยึดเป็นผลมาจากตัวทรัพย์คือรถยนต์คันดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เกิดจากการยกเลิกการจดทะเบียนของนายทะเบียนกรุงเทพมหานครไม่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 2,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยอื่นทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่า รถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ รุ่นเอส 320 แอล สีน้ำตาล หมายเลขประจำตัวถังดับบลิวดีบี 140033 - 2 เอ - 203905 หมายเลขประจำเครื่องยนต์ 104994 - 22 - 023402 ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียภาษีศุลกากร เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 2 อ้างว่า เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ขอจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถใหม่ ตามคำขอจดทะเบียนรถเอกสารหมาย ล.10 โดยแนบหลักฐานประกอบคำขอได้แก่ หนังสือแจ้งจำหน่ายและใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด สำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.9 แต่หนังสือแจ้งจำหน่ายและใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.4 เป็นเอกสารปลอม รวมทั้งมีการปลอมลายมือชื่อของนางชลธิชา เจ้าหน้าที่ขนส่ง ซึ่งตามปกติเป็นผู้ตรวจสอบหลักฐานของรถที่ขอจดทะเบียนกับบัญชีรับและจำหน่ายรถรับรองว่าตรวจสอบหลักฐานบัญชีรับและจำหน่ายรถแล้วถูกต้อง จำเลยที่ 6 เจ้าหน้าที่ขนส่งเป็นผู้ตรวจสอบเรื่องราวคำขอดังกล่าวเสนอให้จำเลยที่ 7 เจ้าหน้าที่ขนส่งที่ปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้ได้หมายเลขทะเบียน พว 8706 กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ตกลงซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งอ้างว่าจำเลยที่ 1 ฝากให้ขายในราคา 2,750,000 บาท โจทก์ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยที่ 3 ในวันดังกล่าว 250,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 2,500,000 บาท โจทก์ชำระโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง ในวันเดียวกัน และในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 มีการขอจดทะเบียนโอนรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 8 เจ้าหน้าที่ขนส่งเป็นผู้ตรวจสอบเรื่องราวคำขอเสนอให้จำเลยที่ 9 เจ้าหน้าที่ขนส่งผู้ปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถ ตามคำขอโอนและหลักฐานประกอบการโอนเอกสารหมาย ล.11 ถึง ล.14 ต่อมาเดือนธันวาคม 2540 นายทะเบียนกรุงเทพมหานครพบพิรุธข้อสงสัยจึงตรวจสอบจากบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ปรากฏว่านอกจากรถยนต์คันดังกล่าวข้างต้นแล้วยังมีรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์อีก 8 คัน ได้มีการจดทะเบียนรถใหม่ในลักษณะเดียวกัน ความจริงรถทั้งเก้าคันดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้เสียภาษีศุลกากรและบริษัทดังกล่าวมิได้นำเข้ามาตามหนังสือของนายทะเบียนและกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.15 และ ล.16 นายทะเบียนกรุงเทพมหานคร กรมการขนส่งทางบก จึงประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์ทั้งเก้าคันดังกล่าว ตามประกาศยกเลิกการจดทะเบียนเอกสารหมาย ล.17 ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวจากโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 10 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 เป็นเจ้าหน้าที่ขนส่งกระทำการโดยทุจริตร่วมกับคนร้ายเพื่อจะนำรถยนต์นั้นไปหลอกขายให้แก่ผู้อื่นหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ตรวจสอบหลักฐานให้ละเอียดว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือเป็นเอกสารปลอม และรับจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวทั้งสองคราว เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ หากเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ กรณีต้องด้วยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ได้เท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ให้ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดที่กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

ฎีกาของโจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่โจทก์มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ขนส่ง คงฟ้องได้แต่จำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 สังกัดอยู่นั้น ไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มรตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าทนายความในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะลิ อัมพรดนัย
นางนิภา ราศรีวิสุทธิ์
จำเลย — หรือราศีวิสุทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1898/2554
#509406
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความถือเอาคำให้การของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความในชั้นพิจารณาแล้วให้ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เพราะไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ก็สามารถยกขึ้นเป็นเหตุฎีกาได้ และคู่ความฝ่ายที่เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอาจยกปัญหานั้นขึ้นว่ากล่าวได้ในเวลาใดๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ก่อนเบิกความโจทก์เป็นฝ่ายเสนอโดยแถลงว่าจะขอถือคำให้การพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำให้การของพยานในชั้นพิจารณาเพราะทนายโจทก์จะถามพยานเช่นเดียวกับในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ทนายจำเลยทั้งสามยอมรับ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความปฏิบัติตามที่ตกลงกัน โดยทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านและทนายโจทก์ถามติงแล้วต่างฝ่ายต่างสืบพยานมาจนเสร็จสิ้น โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาในการสืบพยานปากนั้นเป็นการกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยเพียงแต่โจทก์ขอให้ถือเอาคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา ก็เป็นวิธีการของโจทก์เองที่เลือกเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยวิธีนี้ ศาลไม่มีหน้าที่ต้องทักท้วงเสนอแนะว่าพยานหลักฐานเช่นนี้ใช้ลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 350, 91

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความถือเอาคำให้การของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2543 เป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความในชั้นพิจารณา แล้วให้ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านในวันที่ 19 มีนาคม 2545 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ข้อที่ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ก็สามารถยกเป็นเหตุฎีกาได้ แต่คู่ความฝ่ายที่เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอาจยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นขึ้นว่ากล่าวได้ในเวลาใดๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 สำหรับปัญหาที่โจทก์ฎีกานั้นได้ความว่า เมื่อศาลชั้นต้นจดบันทึกว่า "ก่อนเบิกความโจทก์เป็นฝ่ายเสนอโดยแถลงว่า จะขอถือคำให้การพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องลงวันที่ 24 มกราคม 2543 เป็นคำให้การของพยานในชั้นพิจารณา เพราะทนายโจทก์จะถามพยานเช่นเดียวกันกับที่พยานได้ให้การไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 ยอมรับ ศาลอนุญาต" ต่อมาคู่ความปฏิบัติตามที่ตกลงกันดังกล่าวโดยทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านและทนายโจทก์ถามติงเพิ่มเติม แล้วต่างสืบพยานฝ่ายของตนเรื่อยมาจนเสร็จสิ้น โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เพียงแต่โจทก์ขอให้ถือเอาคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา ก็เป็นวิธีการของโจทก์เอง ที่เลือกเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยวิธีนี้ ศาลไม่มีหน้าที่ต้องทักท้วงเสนอแนะว่าพยานหลักฐานเช่นนี้ใช้ลงโทษจำเลยได้หรือไม่ได้ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 172
ป.อ. ม. 51 ม. 341 ม. 350
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศรัญญา จิรนพวุฒิ
จำเลย — นายมนัส บุตรที กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสมบูรณ์ ศรีมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1857/2554
#510944
เปิดฉบับเต็ม

แม้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้นก็ตาม แต่รถจักรยานยนต์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 32 ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลย่อมไม่อาจสั่งริบให้ เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1657/2550 โดยให้เรียกจำเลยในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง), 66 วรรคสอง, 100/1 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 12 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกับนายปัญญา คำเบิกความของพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกับพยานเอกสารและความเป็นจริง ทำให้สงสัยได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับนายปัญญาหรือไม่ และการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคดีนี้ยังไม่สำเร็จบริบูรณ์เพราะยังไม่ได้มีการชำระเงินค่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง กับขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้วกรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง แม้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้นก็ตาม แต่รถจักรยานยนต์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลย่อมไม่อาจสั่งริบให้ เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสันต์ เหมือนเพ็ชร
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
ศุภชัย สมเจริญ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1848/2554
#511576
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เรื่อง การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินในข้อ 2 (4) ว่า ในกรณีที่โจทก์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โจทก์มีหน้าที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นเจ้าหนี้ที่สุจริตในการเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน แม้โจทก์จะอ้างว่าเหตุที่ฟ้องเพราะตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับหนึ่งจะขาดอายุความก็ดี หรือขณะที่โจทก์รับโอนตั๋วสัญญาใช้เงินมา จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ประสบภาวะที่จะต้องถูกสั่งปิดกิจการ จึงแสดงว่ารับโอนโดยสุจริตก็ดีหรือเอกสารที่พิสูจน์ความสุจริตของโจทก์นั้นอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 ก็ดี แต่เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบว่า ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ยังไม่ได้พิสูจน์ให้ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ที่สุจริตในการเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินตามเงื่อนไขที่ประกาศดังกล่าวกำหนดไว้ แต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีหน้าที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นเจ้าหนี้ที่สุจริตในการเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับเช่นนี้ การฟ้องคดีของโจทก์ไม่เป็นไปตามขั้นตอนตามประกาศดังกล่าว โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,432,149.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงิน 2,221,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 3

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประกาศกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เรื่อง การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินในข้อ 2 (4) ว่า ในกรณีที่โจทก์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โจทก์มีหน้าที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นเจ้าหนี้ที่สุจริตในการเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน แม้โจทก์จะอ้างว่าเหตุที่ฟ้องเพราะตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับหนึ่งจะขาดอายุความก็ดี หรือขณะที่โจทก์รับโอนตั๋วสัญญาใช้เงินมา จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ประสบภาวะที่จะต้องถูกสั่งปิดกิจการจึงแสดงว่ารับโอนโดยสุจริตก็ดี หรือเอกสารที่พิสูจน์ความสุจริตของโจทก์นั้นอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 ก็ดี แต่เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบว่า ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ยังไม่ได้พิสูจน์ให้ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ที่สุจริตในการเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินตามเงื่อนไขที่ประกาศกำหนดไว้แต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีหน้าที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นเจ้าหนี้ที่สุจริตในการเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับเช่นนี้ การฟ้องคดีของโจทก์ไม่เป็นไปตามขั้นตอนตามประกาศ โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ประเด็นข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรุ่งฤดี ปรีดาวิภาต
จำเลย — บริษัทเครดิต ฟองซิเอร์ แอล พี เอ็น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิรัตน์ เล้าประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2554
#511632
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่ง ป.วิ.พ. แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาวันที่ 13 ธันวาคม 2548 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 2 จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคหนึ่งแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายแต่เพียงว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในครั้งถัดๆ มานั้น หากมีผู้เสนอราคาสูงสุดไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนที่มีผู้เสนอซื้อไว้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในครั้งหลังนี้ไปได้ โดยไม่จำต้องฟังว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะคัดค้านว่าราคาต่ำไปหรือไม่อีก ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยไม่ชักช้า หาได้มีความหมายว่าในการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในครั้งถัดๆ มา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อนดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าราคาที่ผู้เสนอซื้อครั้งหลังเป็นราคาที่สมควรหรือไม่และไม่มีอำนาจเคาะไม้ขายหากเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อน การขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็จะเนิ่นช้าไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไม่น่าจะประสงค์ให้เกิดผลเช่นนั้น ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์จำนองรายนี้ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้ซื้อทรัพย์เสนอไว้ในครั้งก่อนแต่สูงกว่าราคาที่จำเลยที่ 2 คัดค้านในการขายครั้งที่ 6 จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของมาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งกำหนดวันขายทอดตลาดครั้งพิพาทให้จำเลยที่ 2 และ ส. ผู้ซื้อทรัพย์เดิมทราบ เพื่อเข้ามาดูแลการขายทอดตลาดและรักษาสิทธิในการขายทอดตลาดครั้งพิพาท จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ได้ราคาต่ำเกินสมควรนั้น จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นคำร้องในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกานอกฟ้องนอกประเด็นและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,771,204.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงิน 5,573,903.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละไม่น้อยกว่า 85,000 บาท ชำระงวดแรกภายในเดือนมกราคม 2542 และชำระส่วนที่ค้างทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2544 จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ขอบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 186282 ตำบลตลาดขวัญ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด บริษัทเบต้าแคปปิตอล จำกัด เป็นผู้ซื้อที่ดินได้จากการขายทอดตลาดในราคา 6,000,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์และผู้ซื้อทรัพย์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาที่นายสุริยะเสนอซื้อไว้ในการขายทอดตลาดครั้งก่อนและมีราคาต่ำกว่าร้อยละ 80 ของราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยการขายทอดตลาดเริ่มต้นในราคาร้อยละ 50 ของราคาประเมิน เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง (เดิม) หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาวันที่ 13 ธันวาคม 2548 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว คำร้องของจำเลยที่ 2 จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคหนึ่ง แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า "...หากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งต่อไปในจำนวนสูงกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น" ซึ่งเป็นบทบัญญัติในทำนองเดียวกับบทบัญญัติเดิมตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา คือ "หากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคานั้นได้" ทั้งตามบทบัญญัติเดิมและบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ย่อมมีความหมายแต่เพียงว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในครั้งถัด ๆ มานั้น หากมีผู้เสนอราคาสูงสุดไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนที่มีผู้เสนอซื้อไว้และเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในครั้งหลังนี้ไปได้เลยโดยไม่จำต้องฟังว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะคัดค้านว่าราคาต่ำไปหรือไม่อีก ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยไม่ชักช้า หาได้มีความหมายว่าในการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในครั้งถัด ๆ มา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อนดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ หากแปลความบทบัญญัติดังกล่าวดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ก็อาจเกิดข้อขัดข้องในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ เช่น ในกรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ที่ดินมีราคาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งถัด ๆ มา จึงอาจไม่มีผู้ใดมาเสนอซื้อทรัพย์รายนี้ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อนได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะไม่สามารถเคาะไม้ขายทรัพย์รายนี้ได้เลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปช้านานเท่าใด หากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น หรือมิฉะนั้นหากลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องการประวิงการขายทอดตลาดทรัพย์ของตนก็อาจสมคบกับบุคคลภายนอกให้มาเสนอซื้อทรัพย์ไว้ในราคาที่สูงกว่าราคาปกติมาก ๆ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าในการขายทอดตลาดครั้งถัด ๆ ไป เป็นการยากที่จะมีผู้เสนอซื้อทรัพย์ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์ที่มีผู้สร้างราคาซื้อขายไว้ในครั้งก่อนได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าราคาที่ผู้เสนอซื้อครั้งหลังเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ และไม่มีอำนาจเคาะไม้ขายหากเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน การขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็จะเนิ่นช้าไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไม่น่าจะประสงค์ให้เกิดผลเช่นนั้น ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์จำนองรายนี้ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อนแต่สูงกว่าราคาที่จำเลยที่ 2 คัดค้านในการขายครั้งที่ 6 จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของมาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งกำหนดวันขายทอดตลาดครั้งพิพาทให้จำเลยที่ 2 และนายสุริยะ ผู้ซื้อทรัพย์เดิมทราบเพื่อเข้ามาดูแลการขายทอดตลาดและรักษาสิทธิในการขายทอดตลาดครั้งพิพาท จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ได้ราคาต่ำเกินสมควร เห็นว่า เลยที่ 2 มิได้ยื่นคำร้องในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกานอกฟ้องนอกประเด็น และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
นางสาวสายสุนี มาพบพันธ์หรือนางสายสุนี
จำเลย — พดด้วง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางนุชนารถ เกษตรสาระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2554
#514203
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับเพื่อนพนักงานรวม 7 คน ร่วมกันเล่นการพนันในบริเวณบริษัทจำเลยผู้เป็นนายจ้าง เป็นการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่กำหนดว่าพนักงานต้องประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ไม่ประพฤติตนไปในทางนำความเสื่อมเสียมาสู่ตนและหมู่คณะ ต้องไม่กระทำการผิดกฎหมายที่มีโทษทางอาญาโดยเจตนาถึงแม้ว่าจะไม่ถูกดำเนินคดีก็ตาม ต้องไม่เล่นการพนันขันต่อทุกชนิด การฝ่าฝืนมีโทษทางวินัยโดยการไล่ออก การเล่นการพนันนอกจากเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรม เป็นชนวนให้เกิดการวิวาทบาดหมางในหมู่ลูกจ้างด้วยกัน ทำลายความสามัคคีของหมู่คณะ ทั้งยังทำให้ผลงานของลูกจ้างลดน้อยลง และอาจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายทางชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดครั้งแรกและโจทก์สำนึกผิดหรือไม่ก็ตาม การกระทำของโจทก์มิใช่เป็นเพียงการกระทำผิดวินัยที่ทำให้เสียหายด้านชื่อเสียงต่อจำเลยเพียงอย่างเดียวอันจะลงโทษด้วยการตักเตือนเท่านั้น แต่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย จำนวน 147,550 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 23,116.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม หรือในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าเดิมอัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม หรือไม่ต่ำกว่าเดิมพร้อมทั้งให้นับอายุงานต่อเนื่องให้โจทก์เสมือนไม่มีการเลิกจ้าง หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมได้ ขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 250,835 บาท

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่หัวหน้างานส่งเสริมการผลิต เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2549 เวลา 3.30 นาฬิกา โจทก์กับเพื่อนพนักงานรวม 7 คน รวมกันเล่นการพนันประเภทไฮโลว์ บริเวณโรงเก็บเหล็กของจำเลย เมื่อพิจารณาจากประเภทของการพนันและการรวมกลุ่มกันเล่นการพนันของโจทก์กับพนักงานรวมถึง 7 คน ประกอบกับผู้ร่วมเล่นการพนันถือธนบัตรและวางเงินบนแผ่นอุปกรณ์การเล่นไฮโลว์เป็นจำนวนเงินไม่น้อย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119(4) และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของโจทก์เป็นกระทำผิดฐานเล่นการพนันเป็นครั้งแรกและเป็นการกระทำผิดทางวินัยในด้านชื่อเสียงต่อบริษัท จึงต้องลงโทษโดยการตักเตือนด้วยวาจาหรือตักเตือนเป็นหนังสือหรือพักงานหาอาจลงโทษโดยการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ไม่ ทั้งนี้ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 8.2 เรื่องบทลงโทษ 8.2.1 ถึง 8.2.5 การเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงาน ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่มีเหตุอันสมควร เห็นว่า ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลย บทที่ 8 วินัยและการลงโทษ การประพฤติปฏิบัติซึ่งถือว่าผิดวินัยของจำเลยมีดังนี้.....8.1.7 ความประพฤติ 8.1.7.1 "พนักงานต้องประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดี ไม่ประพฤติตนไปในทางที่จะนำความเสื่อมเสียมาสู่ตนและหมู่คณะ หรือบริษัท" 8.1.7.5 "พนักงานต้องไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการผิดกฎหมายที่มีโทษทางอาญาโดยเจตนา ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกดำเนินคดีก็ตาม" 8.1.7.10 "พนักงานต้องไม่เล่น.......การพนันขันต่อทุกชนิด....." ส่วนหลักเกณฑ์การพิจารณาลงโทษทางวินัย ตามข้อ 8.2.5 โดยการไล่ออก (เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย) ผู้มีอำนาจลงโทษมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาลงโทษดังนี้....เมื่อพนักงานได้กระทำการอันเป็นการผิดวินัยร้ายแรง นอกจากนี้ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ยังให้อยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่จะนำหลักตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาบังคับใช้ได้เพื่อประโยชน์ของจำเลยในการบริหาร โดยให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาคแก่พนักงานทุกคน การที่โจทก์กับพวกเล่นการพนันประเภทไฮโลว์ในบริเวณบริษัทจำเลย นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญาแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรม เป็นชนวนให้เกิดการวิวาทบาดหมางในหมู่พนักงานด้วยกันทำลายความสามัคคีของหมู่คณะทั้งยังทำให้ผลงานของลูกจ้างลดน้อยลงและอาจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายทางชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดครั้งแรกและโจทก์สำนึกผิดหรือไม่ก็ตาม การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยและเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) การกระทำของโจทก์มิใช่เป็นเพียงการกระทำผิดวินัยที่ทำให้เสียหายด้านชื่อเสียงต่อจำเลยเพียงอย่างเดียว อันจะลงโทษได้โดยการตักเตือนเท่านั้น เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุที่โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลสมควร การเลิกจ้างโจทก์จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเล็ก นาแฉล้ม
จำเลย — บริษัทยานากาว่า เทคโนฟอร์จ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายศิริชัย คุณจักร
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ดิเรก อิงคนินันท์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2554
#511106
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 21 แปลง ให้แก่ ป. เมื่อปี 2532 กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมตกไปเป็นของ ป. ผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 453 และมาตรา 456 แม้ ป. ผู้ซื้อยังไม่ชำระราคาให้แก่โจทก์ผู้ขาย แต่การชำระราคามิใช่เงื่อนไขแห่งการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การชำระราคาอาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังเวลาโอนกรรมสิทธิ์ก็ย่อมทำได้ตามแต่คู่สัญญาจะตกลงกัน ดังนั้น สัญญาซื้อขายและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ป. จึงมีผลสมบูรณ์เสร็จเด็ดขาด และที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ป. มิใช่เป็นที่ดินของโจทก์อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้ทายาทและผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต่อมาภายหลังคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อนาวาเอกสมหมาย และจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินทั้ง 21 แปลง ให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการโอกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากไม่สามารถโอนที่ดินคืนได้ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ราคาแทน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้ส่งมอบเงินตามสัญญาจำนองของที่ดินโฉนดเลขที่59442, 59443 และ 59461 ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเงินแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเดือนละ 200,000 บาท ตามฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางระนัย บุตรสาวโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินขาย โจทก์ถูกฟ้องล้มละลาย ต่อมาปี 2532 ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย และโจทก์ได้มอบอำนาจให้นาวาเอกสมหมาย เป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามสำเนาโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2532 โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แล้วทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินพิพาททั้ง 21 แปลง ให้แก่เรือเอกประเทือง ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน และเรือเอกประเทืองได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินพิพาทให้แก่นาวาเอกสมหมาย ต่อมาได้มีการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกหลายครั้ง วันที่ 31 ธันวาคม 2538 นาวาเอกสมหมายถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของนาวาเอกสมหมาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนาวาเอกสมหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนาวาเอกสมหมายผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต่อมาภายหลังคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 บัญญัติว่า "อันว่าซื้อขายนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย" มาตรา 458 บัญญัติว่า "กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้นย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน" และมาตรา 456 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ...." บทบัญญัติข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดย่อมโอนไปเป็นของผู้ซื้อทันทีตั้งแต่ทำการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว แม้ราคาทรัพย์สินที่ต้องชำระกันจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งแห่งสัญญาซื้อขาย แต่การชำระราคาหาใช่เป็นเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ การชำระราคาอาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังเวลาโอนกรรมสิทธิ์ก็ย่อมทำได้ตามแต่คู่สัญญาจะตกลงกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 21 แปลง ให้แก่เรือเอกประเทืองเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2532 กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของเรือเอกประเทืองผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้เรือเอกประเทืองผู้ซื้อยังไม่ชำระราคาให้แก่โจทก์ผู้ขาย แต่การชำระราคามิใช่เงื่อนไขแห่งการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น สัญญาซื้อขายและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับเรือเอกประเทืองจึงมีผลสมบูรณ์เสร็จเด็ดขาด และที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรือเอกประเทือง มิใช่เป็นที่ดินของโจทก์อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนาวาเอกสมหมายผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต่อมาภายหลัง คืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 456 ม. 458
ชื่อคู่ความ
นางตระหนี่ วิเศษสุข โดยนางระนัย กันมล
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายปรีชา อรวีระกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1832/2554
#510943
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายและ ส. ร่วมดื่มสุราด้วยกันที่บ้านของจำเลยก่อน แล้วจึงชวนกันมาดื่มสุราต่อที่บ้าน อ. จึงเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลทั้งสองจะจดจำจำเลยที่มีเรื่องวิวาทชกต่อยและใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้เสียหายไม่ได้ บุคคลทั้งสองจึงให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ชกต่อยและให้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้เสียหายคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและ ส. จึงรับฟังได้ดีกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาที่ส่อแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและ ส. พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกัน และภายหลังผู้เสียหายอาจเปลี่ยนใจไม่ประสงค์ให้จำเลยต้องได้รับโทษและให้พ้นผิด จำเลยต่อสู้ว่าผู้เสียหายมิได้ให้การและลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ แต่กลับไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายหรือจำเลยดำเนินการอย่างใดกับข้ออ้างดังกล่าว จึงเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นคนร้ายชกต่อยและใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้เสียหาย

จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์ซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงแทงผู้เสียหายที่สะบักจนทะลุเข้าช่องอกขวามีลมและเลือดออก การทำงานของปอดลดลง แพทย์มีความเห็นว่าหากรักษาไม่ทันอาจถึงแก่ความตายได้ แสดงว่าจำเลยแทงอย่างแรงในขณะที่ผู้เสียหายหันหลังให้เป็นการเลือกแทงในตำแหน่งที่มีอวัยวะสำคัญคือปอด เห็นได้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2691/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1586/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานพาอาวุธไปเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2546 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายชูชาติ รองเดช ผู้เสียหาย นายสายชล สังข์ขาว และจำเลย ไปร่วมดื่มสุราที่บ้านของนายเอกชัย สองเมือง ซึ่งเป็นห้องแถวฝาสังกะสี ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 4 ตำบลในควน อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง จนกระทั่งเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ผู้เสียหายถูกคนร้ายชกต่อยและถูกคนร้ายใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงที่สะบักขวา 1 ครั้ง นายสายชลนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลย่านตาขาว โรงพยาบาลย่านตาขาวส่งผู้เสียหายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลตรัง ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายกับนายสายชลเดินทางโดยรถจักรยานยนต์เพื่อไปตลาดอำเภอย่านตาขาว ขณะนั้นเป็นเวลา 19 นาฬิกา ระหว่างทางผ่านบ้านนายเอก ไม่ทราบชื่อและสกุลจริง เห็นนายเอกกำลังตั้งวงร่วมดื่มสุรากับเพื่อนประมาณ 6 คน และเรียกให้ผู้เสียหายเข้าร่วมดื่มด้วย ผู้เสียหายกับนายสายชลจึงเข้าไปร่วมดื่ม ส่วนเพื่อน ๆ ของนายเอกผู้เสียหายไม่รู้จัก หลังจากดื่มอยู่สักครู่ ผู้เสียหายจึงขอตัวเดินทางไปตลาดอำเภอย่านตาขาวกับนายสายชล หลังจากนายสายชลขับรถจักรยานยนต์ห่างจากบ้านของนายเอกประมาณ 30 เมตร พบกับกลุ่มวัยรุ่นไม่ทราบว่าเป็นใครเข้ามาชกต่อยผู้เสียหาย แล้วมีหนึ่งในนั้นใช้อาวุธมีดยาวประมาณฝ่ามือแทงเข้าที่บริเวณแผ่นหลังของผู้เสียหาย หลังจากนั้นนายสายชลนำตัวผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลย่านตาขาว แพทย์ทำการตรวจรักษาในเบื้องต้นแล้วส่งตัวผู้เสียหายต่อมาที่โรงพยาบาลตรัง ซึ่งแพทย์ผู้ทำการรักษาบอกว่าหากรักษาไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว ผู้เสียหายไปให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอย่านตาขาว พนักงานสอบสวนสอบถามเพียงรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย ส่วนบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.5 ผู้เสียหายไม่เคยให้การและไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้รวมทั้งไม่ได้เป็นผู้นำชี้ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.6 นอกจากนี้โจทก์มีนายสายชลเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2546 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา พยานเดินทางออกจากบ้านพร้อมกับผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ พยานเป็นผู้นั่งซ้อนท้ายระหว่างทางผ่านบ้านนายสมหมายซึ่งไม่ใช่จำเลยในคดีนี้ นายสมหมายเรียกให้เข้าไปร่วมดื่มสุรา พยานกับผู้เสียหายจึงเข้าไปร่วมดื่มด้วย ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา พยานกับผู้เสียหายเดินทางออกจากบ้านของนายสมหมาย โดยผู้เสียหายเป็นผู้ขับ พยานเป็นผู้นั่งซ้อนท้ายเดินทางไปบ้านของนายเอกชัย ส่วนนายสมหมายขับรถจักรยานยนต์ติดตามมา เมื่อถึงบ้านของนายเอกชัยได้จอดรถจักรยานยนต์ห่างจากบ้านประมาณ 2 เมตร จากนั้นจึงไปซื้อสุรามาร่วมดื่มกัน ภายในวงสุรานอกจากตัวพยานแล้วยังมีผู้เสียหาย นายเอกชัยและเพื่อน ๆ รวมประมาณ 6 คน นั่งอยู่ภายในบ้านของนายเอกชัยซึ่งสภาพบ้านเป็นบ้านห้องแถว ฝากั้นห้องเป็นสังกะสี ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ผู้เสียหายลุกขึ้นไปปัสสาวะ เมื่อกลับมาผู้เสียหายได้ถูกสังกะสีซึ่งเป็นฝาบ้านบริเวณที่นายสมหมายนั่งอยู่ นายสมหมายเข้าใจว่าผู้เสียหายหาเรื่อง เมื่อผู้เสียหายจะเข้ามานั่ง นายสมหมายจึงลุกขึ้นโดยไม่ได้โต้เถียงกัน ผู้เสียหายวิ่งออกมาที่หน้าบ้านบริเวณที่จอดรถ นายสมหมายวิ่งตามมาชกต่อยผู้เสียหายแต่จะมีการแทงกันหรือไม่ พยานไม่เห็น หลังจากนั้นนายเอกชัยก็เข้ามาห้ามพยานจึงติดเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายมานั่งซ้อนท้ายแล้วบอกพยานว่าถูกแทง หลังเกิดเหตุพยานให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยระบุรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายไว้ ตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.8 นายเอกชัยเบิกความเป็นพยานว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่พยานอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นห้องแถว จำเลย ผู้เสียหาย และนายสายชลเดินทางโดยรถจักรยานยนต์มาที่บ้านของพยานด้วยกัน 2 คัน บุคคลทั้งสามเป็นเพื่อนของพยาน และได้นั่งร่วมดื่มสุรากันภายในบ้านจนกระทั่งเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยกับผู้เสียหายพูดจาโต้เถียงกัน พยานห้ามปรามว่าอย่าทะเลาะกัน และให้ผู้เสียหายกับจำเลยกลับบ้าน ส่วนพยานเก็บขวดสุราแล้วปิดไฟ จำเลย ผู้เสียหาย และนายสายชลออกจากบ้านแล้วขับรถจักรยานยนต์ออกไป โดยที่ไม่มีเรื่องกัน นายสุธรรม ไชยวาณิชย์ แพทย์ผู้ทำการรักษาผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า ขณะที่รับตัวผู้เสียหายปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลถูกแทงเป็นรูปสามแฉกบริเวณสะบักหลังขวา เมื่อตรวจดูพบว่าเสียงการทำงานของปอดลดลง เข้าใจว่าบาดแผลที่ได้รับทะลุช่องอกขวามีลมและเลือดออกในบริเวณดังกล่าวจึงใส่ท่อระบาย และหากผู้เสียหายมารักษาตัวไม่ทันก็จะเสียชีวิต เนื่องจากมีลมออกในช่องอกด้านขวาและปอด ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.4 และพันตำรวจตรีธีรภัทร ตรีเภรี เบิกความเป็นพยานว่า หลังเกิดเหตุ 1 วัน นางหนูพร้อย รองเดช มารดาผู้เสียหายมาแจ้งความว่านายสมหมายหรือหมายเป็นคนร้ายชกต่อยและใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้เสียหาย พันตำรวจตรีธีรภัทรจึงสอบปากคำไว้เป็นพยานและติดตามพยานที่เกี่ยวข้องและรู้เห็นเหตุการณ์มาสอบปากคำในชั้นสอบสวน วันที่ 29 มกราคม 2546 สอบคำให้การนายสายชลและให้นำชี้ที่เกิดเหตุ วันที่ 30 มกราคม 2546 สอบคำให้การนายเอกชัย และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2546 สอบคำให้การผู้เสียหายซึ่งออกจากโรงพยาบาลแล้ว ในชั้นสอบสวนครั้งแรกพันตำรวจตรีธีรภัทรแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ต่อมาพันตำรวจตรีธีรภัทรแจ้งข้อหาแก่จำเลยเป็นพยายามฆ่าผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธ และนางหนูพร้อยเคยให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.1 ว่า คืนเกิดเหตุเมื่อทราบเหตุแล้วได้ติดตามไปเยี่ยมดูอาการบาดเจ็บของผู้เสียหายที่โรงพยาบาล ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่าระหว่างผู้เสียหาย จำเลย นายสายชล และเพื่อน ๆ ไปดื่มสุราอยู่ที่บ้านนายเอกชัย ผู้เสียหายกับจำเลยมีเรื่องโต้เถียงกัน แล้วจำเลยชกต่อยผู้เสียหายและใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงบริเวณด้านหลังผู้เสียหาย เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวโดยเฉพาะพันตำรวจตรีธีรภัทรและนายเอกชัยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองอย่างใดกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งกล่าวหาหรือเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยให้ต้องได้รับโทษ ส่วนผู้เสียหายกับนายสายชลร่วมดื่มสุราด้วยกันที่บ้านของจำเลยก่อน แล้วจึงชวนกันมาดื่มสุราต่อที่บ้านนายเอกชัยจึงเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลทั้งสองจะจดจำจำเลยที่มีเรื่องวิวาทชกต่อยและใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้เสียหายไม่ได้ ด้วยเหตุนี้บุคคลทั้งสองจึงให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ชกต่อยและใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้เสียหาย คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและนายสายชลจึงรับฟังได้ดีกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาที่ส่อแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและนายสายชลพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกันและภายหลังผู้เสียหายอาจเปลี่ยนใจไม่ประสงค์ให้จำเลยต้องได้รับโทษและให้พ้นผิด ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายมิได้ให้การและลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.5 กลับไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายหรือจำเลยดำเนินการอย่างใดกับข้ออ้างดังกล่าวเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายชกต่อยและใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้เสียหาย ที่จำเลยฎีกาว่า มีเพียงเจตนาทำร้ายเท่านั้น เห็นว่า จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์ซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงแทงผู้เสียหายที่สะบักจนทะลุเข้าช่องอกขวามีลมและเลือดออก การทำงานของปอดลดลงแพทย์มีความเห็นว่าหากรักษาไม่ทันอาจถึงแก่ความตายได้ แสดงว่าจำเลยแทงอย่างแรงในขณะผู้เสียหายหันหลังให้เป็นการเลือกแทงในตำแหน่งที่มีอวัยวะสำคัญคือปอด เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาฆ่า จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 226/3 ม. 227 ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายสมหมายหรือหมาย ปฏฺิทิน
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1816/2554
#513890
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่ลดโทษให้จำเลย ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์คงวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลย ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. ว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) ศาลฎีกามีอำนาจให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง ยกเว้นธนบัตรล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 13 ปี และปรับ 900,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนเกิน 1 ปีได้ แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่ลดโทษให้จำเลย ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาโดยชอบแล้ว ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ คงวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลย ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) เห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจฎีกาในปัญหาดังกล่าวนี้ต่อมาได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 186 (6) ม. 186 (8) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายดินาน ยูโซ๊ะ
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1809/2554
#511922
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดข้อหาก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นนับแต่วันทำการก่อสร้างอาคารต่อเนื่องกันไปจนถึงวันปลูกสร้างอาคารเสร็จ อายุความฟ้องร้องต้องนับถัดจากวันที่ก่อสร้างดัดแปลงเสร็จลง มิใช่เป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาที่ผู้กระทำยังไม่ได้รื้ออาคาร ส่วนเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนหรือร้องขอต่อศาลให้บังคับให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารรื้อถอนได้เสมอตราบเท่าที่อาคารที่ฝ่าฝืนยังคงอยู่ เป็นเรื่องความรับผิดในทางแพ่ง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาก่อสร้างดัดแปลงอาคารเพื่อใช้เป็นอาคารพาณิชยกรรมขายอาหารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 ต้องระวางโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง จำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรมตามมาตรา 70 ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น จึงระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี อายุความฟ้องร้องมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) เมื่อการก่อสร้างดัดแปลงอาคารได้เสร็จลงก่อนวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 จึงเกินกว่า 5 ปี ล่วงเลยกำหนดเวลาฟ้องร้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

การกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 66 ทวิ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 ก่อนกล่าวคือกรณีแรกอาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้นสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 41 กรณีที่สองอาคารที่จำเลยก่อสร้างไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น ข้อเท็จจริงที่ว่าอาคารก่อสร้างดัดแปลงโดยผิดกฎหมายสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ จึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง เพราะเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้ หาใช่เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่ เมื่อโจทก์มิได้บรรยายในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันก่อสร้างอาคารชั้นเดียวขนาดกว้าง 2.50 เมตร ยาว 32 เมตร รวม 80 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นอาคารพาณิชยกรรมขายอาหารและต่อเติมอาคารเป็นอาคารเก็บของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 12 เมตร รวม 36 ตารางเมตร ซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2543 เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบการกระทำความผิดดังกล่าว จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารภายใน 30 วัน จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนอาคารจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 32, 40, 42, 47, 65, 66 ทวิ, 70 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และปรับตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองกับพวกจะรื้อถอนอาคารและปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง, 66 ทวิ, 70 ประกอบมาตรา 32, 40, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ปรับคนละ 60,000 บาท ฐานฝ่าฝืนไม่รื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ปรับคนละ 60,000 บาท รวมปรับคนละ 120,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้ปรับคนละ 60,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้ปรับจำเลยทั้งสองอีกคนละ 2,000 บาทต่อวัน นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหนึ่งในกรรมการ จำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้างอาคารชั้นเดียวขนาดกว้าง 2.50 เมตร ยาว 32 เมตร รวม 80 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นอาคารพาณิชยกรรมขายอาหาร และร่วมกันต่อเติมอาคารเป็นอาคารเก็บของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 12 เมตร รวม 36 ตารางเมตร ซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และการก่อสร้างดัดแปลงอาคารดังกล่าวได้เสร็จลงก่อนวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2543 เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบการกระทำความผิดดังกล่าว จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนภายใน 30 วัน จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งแล้วเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ความผิดข้อหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร การกระทำอันจะเกิดเป็นความผิดขึ้นจึงย่อมนับแต่วันทำการก่อสร้างอาคารต่อเนื่องกันไปจนถึงวันปลูกสร้างอาคารเสร็จอายุความฟ้องร้องย่อมนับถัดจากวันที่ก่อสร้างดัดแปลงเสร็จลงหาใช่เป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาที่ผู้กระทำยังไม่ได้รื้ออาคารดังที่โจทก์อ้างไม่ ข้ออ้างของโจทก์เป็นเรื่องความรับผิดในทางแพ่งที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนหรือร้องขอต่อศาลให้บังคับให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารรื้อถอนได้เสมอตราบเท่าที่อาคารที่ฝ่าฝืนยังคงอยู่ มิใช่กฎหมายมิอาจบังคับได้ดังที่โจทก์ฎีกา แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีอาญาซึ่งความผิดข้อหาดังกล่าวตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 ต้องระวางโทษตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง จำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรมต้องตามมาตรา 70 ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น จึงระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี อายุความฟ้องร้องมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าการก่อสร้างดัดแปลงอาคารดังกล่าวได้เสร็จลงก่อนวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 จึงเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี ล่วงเลยกำหนดเวลาฟ้องร้องดังกล่าว ฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความ

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 เจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดจึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนภายใน 30 วัน จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนอาคาร จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 และ 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ซึ่งความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 41 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาตหรือดำเนินการแจ้งตามมาตรา 39 ทวิ หรือดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด..." และมาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องหรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงานหรือดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน..." ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่จะเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 66 ทวิ จะต้องเป็นการที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารตามบทบัญญัติมาตรา 42 ก่อนกล่าวคือ กรณีแรกอาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้นสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 กรณีที่สองอาคารที่จำเลยก่อสร้างไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารดังกล่าวแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม เช่นนี้ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น ข้อเท็จจริงที่ว่า อาคารก่อสร้างดัดแปลงโดยผิดกฎหมายสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ จึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง เพราะเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายบัญบัติไว้ หาใช่เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 41 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — บริษัทสีฐานการแพทย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนกฤษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1786/2554
#511610
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกทำปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมแล้วนำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปให้ อ. ลงลายมือชื่อเป็นพยาน และไปแสดงแก่พนักงานบริษัท ท. เพื่อขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตของโจทก์ร่วม เมื่อบริษัท ท. ออกเช็คจำนวน 33,067 บาท เพื่อเป็นค่าเวนคืนให้แก่จำเลยที่ 2 กับพวก จำเลยที่ 2 กับพวกนำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม แล้วลักเงินของโจทก์ร่วมโดยใช้บัตรกดเงินอัตโนมัติ และเลขรหัสของโจทก์ร่วมเบิกเงินผ่านตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติไปจำนวน 33,000 บาท เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นหลัก ซึ่งแม้การกระทำจะเป็นขั้นตอนต่างกัน และโจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นข้อๆ แยกต่างหากจากกัน แต่ก็เกิดจากเจตนาอันเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 334, 335 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ลักไปจำนวน 33,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายสำรวย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ลักไป จำนวน 33,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายแล้วเป็นเงิน 10,000 บาท จึงให้จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ลักไปจำนวน 23,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมเพื่อขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตของโจทก์ร่วมกับบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และนำเช็คที่บริษัทออกให้เป็นค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตของโจทก์ร่วมเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางปะกง แล้วใช้บัตรกดเงินอัตโนมัติและเลขรหัสของโจทก์ร่วมเบิกเงินจากบัญชีผ่านตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนและความเสียหายของผู้อื่น โดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และได้นำเงินที่ลักเอาไปคืนให้แก่โจทก์ร่วมไปแล้ว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างในฎีกา แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะให้ศาลใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยลงโทษฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมกระทงหนึ่งและฐานร่วมกันลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งนั้นไม่ถูกต้อง เพราะตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ในการร่วมกับพวกทำปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมแล้วนำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปให้นายอำนาจ ลงลายมือชื่อเป็นพยานและนำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปแสดงแก่พนักงานบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด เพื่อขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตของโจทก์ร่วม เมื่อบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ออกเช็คจำนวนเงิน 33,067 บาท เพื่อเป็นค่าเวนคืนกรมธรรม์ให้แก่จำเลยที่ 2 กับพวก จำเลยที่ 2 กับพวกนำเช็คไปเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม แล้วลักเอาเงินของโจทก์ร่วมในบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางปะกง โดยการฝากเงินอัตโนมัติและใช้บัตรกดเงินอัตโนมัติและเลขรหัสของโจทก์ร่วมเบิกเงินผ่านตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติไปจำนวน 33,000 บาท เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นหลัก ซึ่งแม้การกระทำจะเป็นขั้นตอนต่างกัน และโจทก์บรรยายฟ้องเป็นข้อๆ แยกต่างหากจากกัน แต่ก็เกิดจากเจตนาอันเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เสียใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพความผิด และเมื่อปรากฏว่าก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฟัง จำเลยที่ 2 ได้นำเงินตามจำนวนที่ร่วมกันลักไป มาวางศาลเพื่อให้โจทก์ร่วมรับไปจนครบถ้วนแล้ว จึงไม่กำหนดให้จำเลยที่ 2 คืนเงินที่ร่วมกันลักไปให้แก่โจทก์ร่วมอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันคืนเงินที่ลักไปให้แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 78 ม. 83 ม. 91 ม. 264 วรรคแรก ม. 268 วรรคแรก ม. 335 (7) ม. 335 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายสำรวย สีลานันท์
จำเลย — นางสาวดารณี สุขสมบูรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสำเริง สินธูระหัฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา