คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2554
#514304
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้พาอาวุธปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาต หรือเป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จากบทบัญญัติดังกล่าว การพาอาวุธปืนติดตัวไปได้ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน หากมิได้รับใบอนุญาตจะต้องเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปในการประกอบธุรกิจของจำเลยเป็นปกติ ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์แต่อย่างใด มิฉะนั้นเท่ากับว่าจำเลยสามารถพาอาวุธปืนไปได้ตลอดโดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 391, 80, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชัยณรงค์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 391 แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษบทหนักตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ลงโทษจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนกฎหมายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของจำเลย จำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยประกอบธุรกิจเปิดร้านเจ็ดสาขา มีรายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 30,000 บาท จำเลยไปเก็บเงินแต่ละสาขาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเงินรวมกันครั้งละ 1,000,000 บาท จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีอาวุธปืนติดตัวเพื่อป้องกันตนเองและทรัพย์สิน จำเลยซุกซ่อนอาวุธปืนไว้ในที่ลับ และไม่แสดงให้ผู้คนอื่นรู้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้พาอาวุธปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาต หรือเป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ดังนั้น จำเลยจะพาอาวุธปืนติดตัวไปได้ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน เมื่อจำเลยมิได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้พาอาวุธปืนติดตัวได้จะต้องเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปในการประกอบธุรกิจของจำเลยเป็นปกติ ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์แต่อย่างใด มิฉะนั้นเท่ากับว่าจำเลยสามารถพาอาวุธปืนไปได้ตลอดโดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงาน หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีบุคคลใดที่จะไปขออนุญาตจากเจ้าพนักงานโดยอ้างเหตุว่าต้องใช้ในการป้องกันทรัพย์สินของตนเอง ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงกำหนดไว้ว่าต้องมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วน พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยมิใช่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนแต่อย่างใด แต่เป็นหน้าที่ตามปกติของจำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายและพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยมีสาเหตุกันมาก่อนเนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ไปจับกุมการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนจำเลยประกอบกิจการร้านค้าขายเครื่องเล่นวิดีโอเกม เคยถูกโจทก์ร่วมจับฐานละเมิดลิขสิทธิ์มาแล้ว ขณะเกิดเหตุจำเลยเดินไปแต่เพียงลำพังผู้เดียว ส่วนโจทก์ร่วมอยู่ด้วยกันไม่ต่ำกว่า 4 คน คือ โจทก์ร่วม ร้อยตำรวจเอกธรรมนูญ สิบตำรวจเอกวรพจน์ และนายปฐมพล เพื่อนของโจทก์ร่วม จึงไม่เชื่อว่าจำเลยเพียงคนเดียวจะกล้าเข้าไปทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมซึ่งอยู่กับพวกรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 4 คน ทั้งได้ความจากร้อยตำรวจเอกธรรมนูญเบิกความว่า โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายวิ่งเข้าไปหาจำเลยและพูดหาเรื่องจำเลยก่อน โดยก่อนวิ่งไปได้ส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่ร้อยตำรวจเอกธรรมนูญไว้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายจำเลยโดยเห็นว่ามีพรรคพวกมากกว่าซึ่งโจทก์ร่วมก็ยอมรับว่าได้ชกจำเลยล้มลงและเตะจำเลยขณะที่จำเลยล้มลงด้วย เมื่อจำเลยลุกขึ้นวิ่งหนี โจทก์ร่วมก็วิ่งไล่ตาม นอกจากนี้สิบตำรวจเอกวรพจน์วิ่งตามไป และได้ความจากนายณัฐพงศ์ นายเอกชัย นางสุภารัตน์ และเด็กหญิงสุดารัตน์ พยานโจทก์ โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า นายปฐมพลวิ่งตามไปด้วย คำเบิกความสอดคล้องกันโดยเฉพาะนายเอกชัยเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดจึงฟังได้ว่า นายปฐมพลก็วิ่งตามโจทก์ร่วมไปด้วย โจทก์ฟ้องว่าจำเลยชกโจทก์ร่วมที่ลำตัว แต่ทางพิจารณากลับปรากฏจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมบางปากว่า โจทก์ร่วมทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว บางปากโดยเฉพาะโจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยชกแต่ไม่ถูก จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมกับพวกเป็นการก่อให้เกิดภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้ถึง ถ้าจำเลยได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นก็เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลยด้วย ดังนั้น การที่จำเลยวิ่งไปนำอาวุธปืนในรถออกมายิงไปยังโจทก์ร่วม จึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ แต่เมื่อโจทก์ร่วมวิ่งหนีจำเลยกลับไปแล้ว จำเลยยังวิ่งไล่ตามไปใช้อาวุธปืนไล่ยิงโจทก์ร่วมทางด้านหลังอีก 3 นัด บางนัดยิงขณะที่โจทก์ร่วมล้มลงแล้ว ดังจะเห็นได้จากวิถีกระสุนเข้าที่สะโพกด้านขวาทะลุลงขาหนีบจนโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส จำเลยไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นการกระทำโดยป้องกันได้อีก เนื่องจากโจทก์ร่วมมิได้มีพฤติการณ์ในการที่จะทำภยันตรายแก่จำเลยแล้ว การที่จำเลยยิงโจทก์ร่วมไปจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบ หากแต่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะเนื่องจากถูกโจทก์ร่วมกับพวกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม แม้จะฟังได้ว่าสิบตำรวจเอกวรพจน์ใช้อาวุธปืนยิงมายังจำเลยก็ตาม จำเลยก็คงมีสิทธิป้องกันเฉพาะกระทำต่อสิบตำรวจเอกวรพจน์เท่านั้น ทั้งนี้เพราะไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีอาวุธปืนและจะทำร้ายจำเลยอีก กรณีเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเห็นว่าความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุก 1 ปี นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 72 ให้จำคุก 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 6 เดือน จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม เมื่อลดโทษแล้วรวมจำคุกจำเลย 2 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายชัยณรงค์ เกิดสมบุญ
จำเลย — นายวิทยา เตมีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายปรีชา ธนานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2554
#513635
เปิดฉบับเต็ม

จุดที่ลูกค้ามาเล่นกอล์ฟนำถุงกอล์ฟลงจากรถหรือขึ้นรถอยู่หน้าคลับเฮ้าส์ โดยมีซุ้มที่พักพนักงานจำเลยคอยให้การต้อนรับลูกค้า เมื่อลูกค้าเล่นกอล์ฟเสร็จ แคดดี้จะนำถุงกอล์ฟมาวางไว้บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์จุดที่รับถุงกอล์ฟ พนักงานของจำเลยซึ่งอยู่บริเวณดังกล่าวจะต้องคอยดูแลถุงกอล์ฟของลูกค้าไว้ ในกรณีที่ลูกค้าไม่ได้สั่งให้แคดดี้นำถุงกอล์ฟไปส่งที่รถหรือลูกค้าไม่มีรถส่วนตัวมา แคดดี้ต้องนำถุงกอล์ฟมารอลูกค้าที่หน้าคลับเฮ้าส์ หลังเกิดเหตุถุงกอล์ฟของโจทก์ถูกคนร้ายลักไป จำเลยยังคงใช้สถานที่บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์เป็นจุดรับส่งถุงกอล์ฟเช่นเดิม เพียงแต่มีป้ายเขียนข้อความให้ลูกค้าที่มาเล่นกอล์ฟแจ้งหมายเลขทะเบียนรถที่จะมารับถุงกอล์ฟไปเท่านั้น พฤติการณ์ดำเนินการให้บริการลักษณะดังกล่าวของจำเลยแสดงให้เห็นว่าแม้บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์จะไม่มีข้อความว่าเป็นจุดบริการรับฝากถุงกอล์ฟและไม่มีหลักฐานการรับฝากก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติของสนามกอล์ฟและลูกค้าต่างเป็นที่ทราบว่าเป็นจุดรับส่งถุงกอล์ฟ ดังนั้น การปฏิบัติระหว่างสนามกอล์ฟกับลูกค้าที่มาเล่นกอล์ฟจึงเข้าลักษณะสัญญาฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657 กรณีต้องถือว่าจำเลยได้รับฝากถุงกอล์ฟของโจทก์แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการให้บริการสนามกอล์ฟ จำเลยจึงต้องใช้ความระมัดระวังเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการสนามกอล์ฟตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม แต่ตามทางปฏิบัติปรากฏว่าจำเลยไม่มีมาตรการใด ๆ ในการดูแลรักษาถุงกอล์ฟของลูกค้าที่มาใช้บริการ ดังนั้น เมื่อมีคนร้ายมาอ้างต่อพนักงานจำเลยว่าเป็นคนขับรถของโจทก์มารับถุงกอล์ฟ และพนักงานจำเลยก็ยอมให้ถุงกอล์ฟของโจทก์ไป ทั้งๆ ที่เรื่องนี้พนักงานจำเลยเบิกความรับว่าแคดดี้ของโจทก์แจ้งให้ทราบว่าโจทก์นั่งรถแท็กซี่มาเล่นกอล์ฟ กรณีเช่นนี้ถือว่าพนักงานจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยจึงต้องรับผิดในความสูญหายของอุปกรณ์กอล์ฟต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้รับฝากชดใช้อุปกรณ์กีฬากอล์ฟยี่ห้อคอลลาเวย์ เป็นเงินจำนวน 145,254.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยก่อนฟ้องอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเงิน 10,894.07 บาท และค่าเสียหายในการทำร้ายจิตใจเนื่องจากอุปกรณ์กอล์ฟชุดพิเศษของโจทก์ต้องสูญหายเป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 206,148.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 145,254.26 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 83,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่าโจทก์ไปเล่นกอล์ฟที่สนามกอล์ฟของจำเลยโดยนำถุงกอล์ฟซึ่งบรรจุไม้กอล์ฟยี่ห้อคอลลาเวย์ไปยังซุ้มบริเวณหน้าคลับเฮ้าส์ซึ่งเป็นจุดรับส่งถุงกอล์ฟ เพื่อให้พนักงานของจำเลยยกถุงกอล์ฟลงจากรถส่งมอบให้แคดดี้ที่รออยู่ หลังจากโจทก์เล่นกอล์ฟเสร็จแล้ว โจทก์และแคดดี้เดินไปที่บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์จุดที่รับส่งถุงกอล์ฟ แคดดี้ได้นำถุงกอล์ฟไปวางไว้ที่ข้างซุ้มบริเวณบันไดหน้าทางขึ้นคลับเฮ้าส์ แล้วแคดดี้ กลับออกไป ระหว่างที่โจทก์เดินไปเข้าห้องน้ำในคลับเฮ้าส์คนร้ายได้ลักถุงกอล์ฟของโจทก์ไป โดยคนร้ายขับรถยนต์เก๋งมาจอดที่หน้าคลับเฮ้าส์ อ้างกับนายไพฑูรย์ พนักงานของจำเลยซึ่งดูแลอยู่ตรงบริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์ว่าเป็นคนขับรถของโจทก์ แล้วยกถุงกอล์ฟของโจทก์ใส่กระโปรงท้ายรถของคนร้ายไป โดยนายไพฑูรย์จำหมายเลขทะเบียนรถของคนร้ายไม่ได้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดในความสูญหายของอุปกรณ์กอล์ฟของโจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์จุดที่รับส่ง ถุงกอล์ฟที่ถุงกอล์ฟของโจทก์วางอยู่ก่อนคนร้ายลักไปเป็นสถานที่จำเลยจัดไว้เป็นที่รับฝากถุงกอล์ฟโดยมีนายไพฑูรย์เป็นผู้ดูแล ส่วนจำเลยนำสืบโต้แย้งว่า สนามกอล์ฟของจำเลย ไม่มีจุดบริการรับฝากถุงกอล์ฟ บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์ไม่ใช่บริเวณที่บริการรับฝากถุงกอล์ฟเป็นเพียงที่พักของพนักงานที่ทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าและเปิดปิดประตูรถลูกค้าเท่านั้น เห็นว่า ในเรื่องนี้ได้ความจากนายสมหมายรองผู้จัดการของจำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับสนามกอล์ฟของจำเลยโดยเฉพาะเบิกความรับว่า จุดที่ลูกค้ามาเล่นกอล์ฟนำถุงกอล์ฟลงจากรถหรือนำขึ้นรถจะอยู่หน้าคลับเฮ้าส์ โดยจะมี ซุ้มที่พักพนักงานของจำเลยและมีพนักงานของจำเลยคอยให้การต้อนรับลูกค้าที่มาเล่นกอล์ฟโดยจะช่วยเปิดปิดประตูรถและยกถุงกอล์ฟลงหรือขึ้นรถ และเบิกความตอบทนายโจทก์ ถามค้านรับว่า เมื่อลูกค้าเล่นกอล์ฟเสร็จแล้ว แคดดี้จะนำถุงกอล์ฟมาวางไว้บริเวณซุ้ม หน้าคลับเฮ้าส์จุดที่รับส่งถุงกอล์ฟและพนักงานของจำเลยซึ่งอยู่บริเวณดังกล่าวจะต้องคอยดูแลถุงกอล์ฟของลูกค้าไว้เนื่องจากลูกค้าซึ่งเล่นกอล์ฟ เสร็จแล้วอาจจะทำกิจกรรมหลายอย่างระหว่างที่วางถุงกอล์ฟไว้บริเวณดังกล่าว เช่น อาจให้คนขับรถของตนเองมารับถุงกอล์ฟก็ได้ ตามปกติของสนามกอล์ฟเมื่อลูกค้าเล่นกอล์ฟเสร็จมาถึงคลับเฮ้าส์และออกจากคลับเฮ้าส์ไปแล้วจะถือว่าสนามกอล์ฟหมดหน้าที่ให้บริการลูกค้าแล้ว นอกจากนี้ยังได้ความจากนายไพฑูรย์พนักงานของจำเลยว่า ในกรณีที่ลูกค้าไม่ได้สั่งให้แคดดี้นำถุงกอล์ฟไปส่งที่รถหรือลูกค้าไม่มีรถส่วนตัวมา แคดดี้จะต้องนำถุงกอล์ฟมารอลูกค้าที่หน้าคลับเฮ้าส์ สอดคล้องกับข้อนำสืบของโจทก์ว่าเมื่อโจทก์ เล่นกอล์ฟเสร็จ แคดดี้ทำความสะอาดไม้กอล์ฟและตรวจนับอุปกรณ์เสร็จแล้ว แคดดี้ได้นำถุงกอล์ฟของโจทก์ไปวางไว้บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์จุดที่รับส่งกอล์ฟเช่นครั้งก่อนที่โจทก์เคยมาเล่น ประกอบกับหลังจากเกิดเหตุถุงกอล์ฟของโจทก์ถูกคนร้ายลักไป จำเลยยังคงใช้สถานที่บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์เป็นจุดรับส่งถุงกอล์ฟอยู่เช่นเดิม เพียงแต่มีป้ายเขียนข้อความให้ลูกค้าที่มาเล่นกอล์ฟแจ้งหมายเลขทะเบียนรถที่จะมารับถุงกอล์ฟไปเท่านั้น พฤติการณ์การดำเนินการให้บริการในลักษณะดังกล่าวของจำเลยแสดงให้เห็นได้ว่า แม้บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์จุดที่รับส่งถุงกอล์ฟไม่มีข้อความระบุเป็นจุดบริการรับฝากถุงกอล์ฟและไม่มีการออกหลักฐานการรับฝากก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติของสนามกอล์ฟและลูกค้าที่มาเล่นกอล์ฟโดยทั่วไปต่างเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า บริเวณซุ้มหน้าคลับเฮ้าส์ จุดที่รับส่งถุงกอล์ฟเป็นจุดที่พักถุงกอล์ฟ เมื่อเล่นกอล์ฟเสร็จและแคดดี้จะต้องนำถุงกอล์ฟมาส่ง ณ จุดดังกล่าว ดังนั้น การปฏิบัติระหว่างสนามกอล์ฟกับลูกค้าที่มาเล่นกอล์ฟจึงเข้าลักษณะสัญญาฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 กรณีต้องถือว่าจำเลยได้รับฝากถุงกอล์ฟของโจทก์ไว้แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยได้รับฝากถุงกอล์ฟของโจทก์ไว้ จำเลยจะต้องใช้ความระมัดระวังในการดูแลทรัพย์สินที่รับฝาก ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าและผู้รับฝากเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขาย หรืออาชีวะอย่างหนึ่งอย่างใด ก็จำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้น" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบการกิจการให้บริการสนามกอล์ฟ จำเลยจึงต้องใช้ความระมัดระวังเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการสนามกอล์ฟ แต่ตามทางปฏิบัติของจำเลยปรากฏว่าจำเลยไม่มีมาตรการใด ๆ ในการดูแลรักษาถุงกอล์ฟของลูกค้าที่มาใช้บริการของจำเลยแต่อย่างใด อาทิเช่น ออกหลักฐานการ รับถุงกอล์ฟไว้ หรือจดหมายเลขทะเบียนรถที่จะมารับถุงกอล์ฟไว้ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อมีคนร้ายมาอ้างต่อนายไพฑูรย์ว่าเป็นคนขับรถของโจทก์มารับถุงกอล์ฟของโจทก์ให้ยกใส่รถ และนายไพฑูรย์ยอมให้ถุงกอล์ฟของโจทก์ไป ทั้ง ๆ ที่ในเรื่องนี้นายไพฑูรย์เบิกความรับว่าแคดดี้ของโจทก์แจ้งให้ทราบว่าโจทก์นั่งรถแท็กซี่มาเล่นกอล์ฟ นายไพฑูรย์ย่อมทราบแล้วว่าโจทก์ไม่ได้มีรถส่วนตัวมาเล่นกอล์ฟ เมื่อมีผู้มาอ้างว่าเป็นคนขับรถของโจทก์มารับถุงกอล์ฟ เหตุใดจึงไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้ได้ความแน่ชัดว่าเป็นคนขับรถของโจทก์จริงหรือไม่ หรือรอสอบถามโจทก์เสียก่อน กลับยอมให้ถุงกอล์ฟไปโดยไม่มีหลักฐานอย่างใดเลย กรณีเช่นนี้ถือว่านายไพฑูรย์พนักงานของจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยจึงต้องรับผิดในความสูญหายของอุปกรณ์กอล์ฟต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จะต้องหักค่าเสื่อมราคาเหลือไม่ถึงร้อยละ 30 ของราคาจริงที่เป็นของใหม่นั้น เห็นว่า โจทก์ใช้ไม้กอล์ฟมาประมาณ 10 เดือน เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 20 ของราคาไม้กอล์ฟที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้แก่โจทก์นั้น เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขค่าเสื่อมราคา ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 657 ม. 659 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาร์ลลี เอ เวลดอน
จำเลย — บริษัทสยามกอล์ฟเมืองเอก จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายวิชัย รอดพิเศษ
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503/2554
#513637
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในฐานะผู้กู้ยืมจำนวนเงิน 600,000 บาท และจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ให้ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ยืมจำนวนเงิน 50,000 บาท อีก โดยอาศัยมูลเหตุการกู้ยืมเงินเช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะอ้างมูลหนี้กู้ยืมคนละจำนวน และอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่างกู้เงินโจทก์อีกต่างหากก็ตาม แต่มูลหนี้คดีนี้ก็คือการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 โดยโจทก์อ้างในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ไม่ได้ระบุจำนวนเงินไว้ในสัญญากู้ยืมเช่นเดียวกับคดีก่อน และอ้างอีกว่าหากบุตรจำเลยที่ 1 คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องการใช้เงินมาขอกู้เงินจากโจทก์เพิ่มก็ขอให้โจทก์ให้กู้โดยอาศัยสัญญากู้ฉบับดังกล่าว โดยให้บุตรของจำเลยที่ 1 เพียงแต่ทำหลักฐานการรับเงินจากโจทก์ให้โจทก์ยึดเป็นประกัน จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อโจทก์เอง เมื่อจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ โจทก์จึงได้รวบรวมเงินที่จำเลยทั้งสี่กู้ไปจากโจทก์รวมเป็นเงินจำนวน 600,000 บาท กรอกลงในช่องที่ว่างไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน แล้วนำไปฟ้องจำเลยทั้งสี่ตามคดีเดิม ดังนั้นมูลหนี้คดีนี้ก็เป็นมูลหนี้เดิมที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไปแล้วในคดีเดิมนั่นเอง โดยอาศัยเหตุที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไป มีจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค้ำประกันรวมกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 กู้ยืมโจทก์ด้วย เท่ากับโจทก์ได้รื้อร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะ ผู้กู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้กู้ยืมด้วย จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีเดิมต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งคดีเดิมศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยไปแล้วว่า สัญญาการกู้ยืมเงินเป็นสัญญากู้ปลอม โจทก์ไม่อาจอาศัยสัญญากู้ยืมปลอมดังกล่าวมาเป็นหลักฐานฟ้องร้องบังคับคดีได้ เพราะถือว่าการกู้ยืมไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ และลำพังเฉพาะหลักฐานการรับเงินของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่โจทก์อ้างก็ไม่ใช่หลักฐานการกู้ยืมเงินที่จะฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้รับผิดได้

หลักฐานการรับเงิน ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าจำเลยที่ 3 กู้ยืมเงินจากโจทก์และตกลงจะใช้เงินคืนแก่โจทก์หรือกำหนดการเสียดอกเบี้ยไว้อันเป็นลักษณะของการกู้ยืมเงิน หลักฐานการรับเงิน จึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 50,000 บาท 284,500 บาท 8,000 บาท และ 160,000 บาท ตามลำดับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542) ต้องไม่เกิน 18,750 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2536 จำนวนเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 75,000 บาท และฟ้องจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ให้ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์เพียง 50,000 บาท แต่โจทก์ไปกรอกข้อความเป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์กรอกข้อความจำนวนเงินเกินไปจากความเป็นจริง โดยจำเลยที่ 1 ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาปลอม แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะยอมรับว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 50,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ก็ตาม โจทก์ก็ไม่อาจอาศัยสัญญากู้ยืมเงินปลอมดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินที่กู้ยืมที่ถือว่าการกู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 9684/2538 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20482/2539 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20482/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในฐานะผู้กู้ยืมจำนวนเงิน 600,000 บาท และจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ให้ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ยืมจำนวนเงิน 50,000 บาท อีก โดยอาศัยมูลเหตุการณ์กู้ยืมเงินเช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะอ้างมูลหนี้กู้ยืมคนละจำนวน โดยโจทก์อ้างคดีเดิมว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจำนวน 600,000 บาท แต่คดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจำนวน 50,000 บาท และอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่างกู้เงินโจทก์อีกต่างหากก็ตาม แต่มูลหนี้คดีนี้ก็คือการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 โดยโจทก์อ้างในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ไม่ได้ระบุจำนวนเงินไว้ในสัญญากู้ยืมเช่นเดียวกับคดีก่อน และอ้างอีกว่าหากบุตรจำเลยที่ 1 คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องการใช้เงินมาขอกู้เงินจากโจทก์เพิ่มก็ขอให้โจทก์ให้กู้โดยอาศัยสัญญากู้ฉบับดังกล่าว โดยให้บุตรของจำเลยที่ 1 เพียงแต่ทำหลักฐานการรับเงินจากโจทก์ให้โจทก์ยึดเป็นประกัน จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อโจทก์เอง เมื่อจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ โจทก์จึงได้รวบรวมเงินที่จำเลยทั้งสี่กู้ไปจากโจทก์รวมเป็นเงินจำนวน 600,000 บาท กรอกลงในช่องที่ว่างไว้ในสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2536 แล้วนำไปฟ้องจำเลยทั้งสี่ตามคดีเดิม ดังนั้นมูลหนี้คดีนี้ก็เป็นมูลหนี้เดิมที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไปแล้วในคดีเดิมนั่นเอง โดยอาศัยเหตุที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไป มีจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค้ำประกันรวมกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 กู้ยืมโจทก์ด้วย เท่ากับโจทก์ได้รื้อร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้กู้ยืมด้วย จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีเดิมต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งคดีเดิมศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยไปแล้วว่า สัญญาการกู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นสัญญากู้ปลอม โจทก์ไม่อาจอาศัยสัญญากู้ยืมปลอมดังกล่าวมาเป็นหลักฐานฟ้องร้องบังคับคดีกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้ เพราะถือว่าการกู้ยืมไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ และลำพังเฉพาะหลักฐานการรับเงินของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่โจทก์อ้างก็ไม่ใช่หลักฐานการกู้ยืมเงินที่จะฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้รับผิดได้ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 กู้ยืมเงินโจทก์ไป 3 ครั้ง รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 11,000 บาท แล้วทำบันทึกการรับเงินให้โจทก์ยึดถือไว้ ย่อมฟังได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแล้วนั้น เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า หลักฐานการรับเงิน เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า มูลหนี้คดีนี้เป็นมูลหนี้เดิมที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2536 และที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 3 และบุตรคนอื่นของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะเปลี่ยนสัญญากู้ยืมเงินและหลักประกัน ในวันดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่และคืนสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 ให้แก่จำเลยที่ 1 ไป นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า สัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2536 ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน หมายความว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชอบจำนวนเงินที่บุตรทุกคนได้กู้ไปจากโจทก์ กับที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า สรุปในเรื่องนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มารับเงินกู้ หากจำเลยที่ 1 ไม่เป็น ผู้กู้ โจทก์ก็จะไม่ให้เงินกู้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อีกทั้งหลักฐานการรับเงิน ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าจำเลยที่ 3 กู้ยืมเงินจากโจทก์และตกลงจะใช้เงินคืนแก่โจทก์หรือกำหนดการเสียดอกเบี้ยไว้อันเป็นลักษณะของการกู้ยืมเงิน หลักฐานการรับเงิน จึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสี่มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 248
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวทองเปลว ซ่อนกลิ่น
จำเลย — นายสวงษ์ จวนรุ่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิสารินี เหมพิจิตร สนิทไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2554
#510554
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของ ส. ยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้น จะต้องมีพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่า ส. เบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ส. ไม่ได้เป็นญาติของจำเลย และไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทั้งยังมีภูมิลำเนาอยู่คนละอำเภอ เห็นเหตุการณ์เพราะมีบ้านอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุเท่านั้น ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียกับฝ่ายใด โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองก็ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือในคำเบิกความของ ส. นอกจากนี้ก่อนเบิกความ ส. ได้สาบานตนแล้วเบิกความต่อหน้าศาลและคู่ความทุกฝ่าย เปิดโอกาสให้มีการถามค้านได้แต่การให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้นเป็นการให้การสองต่อสอง อาจถูกพนักงานสอบสวนชี้นำให้ให้การตามแนวทางการสอบสวนของตนเองก็ได้ เชื่อว่า ส. เป็นพยานคนกลางเบิกความไปตามความจริงที่ได้รู้เห็นมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางลำนอง จักร์กระโทก และนางประนอม หนันกระโทกภริยาของนายสวัสดิ์ จักร์กระโทก และนายสุทิน หนันกระโทก ผู้ตาย ตามลำดับยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ) โดยให้เรียกนางลำนองและนางประนอมว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีประจักษ์พยานที่สำคัญเบิกความ 2 ปาก คือ นายสมบูรณ์คนขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท - 2053 นครราชสีมา ตามหลังรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับกับนายสกุล พานกิ่งหรือทานกิ่ง ซึ่งมีบ้านอยู่ข้างถนนที่เกิดเหตุ ส่วนนายศิริอมฤกษ์ นายจ้างของนายสมบูรณ์ซึ่งโดยสารมากับรถกระบะที่นายสมบูรณ์ขับและเป็นเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว นั่งหลับมาไม่เห็นเหตุการณ์ก่อนรถชนกัน ได้ความจากคำเบิกความของนายสมบูรณ์ว่า นายสมบูรณ์จะขับรถแซงรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับซึ่งบรรทุกโครงไก่ แต่เห็นว่าที่ด้านหน้ามีรถบรรทุกหกล้ออีกคันหนึ่งเปิดไฟเลี้ยวขวา นายสมบูรณ์จึงลดความเร็วและไม่ขับแซง แต่ได้เปิดไฟเลี้ยวซ้าย ขณะนั้นรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับได้หักออกไปทางซ้ายเพื่อแซงรถด้านหน้าไปทางซ้ายนายสมบูรณ์จึงขับตามไปห่างประมาณ 20 เมตร ได้ยินเสียงรถชนกันที่ด้านหน้า นายสมบูรณ์จึงเหยียบเบรกให้รถหยุดอยู่กับที่ เห็นรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับหลบไปทางซ้าย ไม่เห็นรถคันใดชนกัน รถกระบะที่นายสมบูรณ์ขับถูกหัวเก๋งของรถบรรทุกหกล้อกระเด็นมาชนบริเวณด้านหน้าขวา เมื่อนายสมบูรณ์ลงจากรถไปตรวจดูความเสียหาย พบว่ารถบรรทุกหกล้อคันที่จะเลี้ยวขวาชนกับรถบรรทุกพ่วงสิบแปดล้อซึ่งแล่นสวนทางมา ทำให้หัวเก๋งหลุดออกมาชนกับรถกระบะที่นายสมบูรณ์ขับ มีผู้ถึงแก่ความตาย 3 คน ในที่เกิดเหตุ ส่วนนายสกุล ประจักษ์พยานอีกปากหนึ่งเบิกความได้ความว่า นายสกุลมีบ้านอยู่ติดกับถนนฝั่งซ้ายของถนนที่มุ่งหน้าไปอำเภอกบินทร์บุรี เปิดเป็นอู่ซ่อมรถก่อนเกิดเหตุนายสกุลนั่งอยู่บริเวณหน้าบ้าน เห็นรถบรรทุกหกล้อแล่นมาจากทางอำเภอกบินทร์บุรี แล้วชะลอความเร็วเพื่อจะเลี้ยวขวาเข้าไปที่ร้านซ่อมยางรถยนต์ขณะเดียวกันเห็นรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงแล่นมาจากทางจังหวัดนครราชสีมาพุ่งเข้าชนรถบรรทุกหกล้อ ซึ่งจุดชนอยู่ห่างจากนายสกุลประมาณ 20 วา เช่นนี้ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวต่างไม่มีผู้ใดเบิกความยืนยันว่าก่อนที่รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับจะชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงถูกรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนที่ด้านท้ายก่อน นายสมบูรณ์เป็นผู้ขับรถกระบะตามหลังรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับห่างเพียงประมาณ 20 เมตร โดยไม่มีรถคันอื่นคั่นกลาง หากรถบรรทุกหกล้อของจำเลยชนกับท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อนเชื่อว่านายสมบูรณ์จะต้องเห็น ทั้งในกรณีที่รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนกับรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อน แล้วรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับเสียหลักไปชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงที่แล่นสวนทางมา จะต้องมีเสียงดังเกิดขึ้น 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่นายสมบูรณ์กลับเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อนายสมบูรณ์ขับรถตามรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับไปด้านซ้ายห่างประมาณ 20 เมตร ได้ยินเสียงเหมือนรถชนกันอยู่ด้านหน้า เท่ากับนายสมบูรณ์ได้ยินเสียงรถชนกันเพียงครั้งเดียวจึงอาจเป็นไปได้ว่ารถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับชนกับรถบรรทุกสิบล้อก่อน แล้วท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับหมุนปัดมาชนบริเวณประตูด้านขวารถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับ เพราะนายสมบูรณ์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รถบรรทุกสิบล้อ (พ่วงด้วยรถพ่วงรวมสิบแปดล้อ) ชนรถบรรทุกหกล้ออย่างแรง เป็นเหตุให้รถบรรทุกหกล้อหมุนกลับไปทางด้านซ้ายและหยุดคร่อมกลางถนน ส่วนที่โจทก์มีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสกุลตามเอกสารหมาย จ.2 มาอ้างเป็นพยานระบุว่า ในชั้นสอบสวนนายสกุลให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ขณะที่รถบรรทุกหกล้อหยุดรอเลี้ยวขวา (ซึ่งหมายถึงรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับ) รถบรรทุกหกล้ออีกคันหนึ่ง (ซึ่งหมายถึง รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับ) แล่นตามหลังมาเฉี่ยวชนบริเวณด้านท้าย เป็นเหตุให้รถบรรทุกหกล้อคันที่จอดรอเลี้ยวเสียหลักแล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนทางมา เป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 2465 สระแก้ว พ่วงด้วยรถพ่วง หมายเลขทะเบียน 80 - 2606 สระแก้ว ที่แล่นสวนทางมา ก็ตาม แต่นายสกุลก็เบิกความว่า คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวไม่ถูกต้อง ความจริงเป็นดังที่นายสกุลเบิกความต่อศาลว่า ก่อนที่รถบรรทุกหกล้อจะชนกับรถบรรทุกสิบล้อนั้น นายสกุลไม่เห็นรถบรรทุกหกล้ออีกคันหนึ่งแล่นมา การที่ศาลจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสกุลยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้นจะต้องมีพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่านายสกุลเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายสกุลไม่ได้เป็นญาติของจำเลย และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งยังมีภูมิลำเนาอยู่คนละอำเภอ เห็นเหตุการณ์เพราะมีบ้านอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุเท่านั้น ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียกับฝ่ายใด โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองก็ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือในคำเบิกความของนายสกุล นอกจากนี้ก่อนเบิกความนายสกุลได้สาบานตนแล้วเบิกความต่อหน้าศาลและคู่ความทุกฝ่ายเปิดโอกาสให้มีการถามค้านได้ แต่การให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้น เป็นการให้การสองต่อสอง อาจถูกพนักงานสอบสวนชี้นำให้ให้การตามแนวทางการสอบสวนของตนเองก็ได้ เชื่อว่า นายสกุลเป็นพยานคนกลางเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสกุลยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อศาลฎีกาตรวจดูแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1 ที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นแล้ว ยิ่งสนับสนุนคำเบิกความของนายสมบูรณ์และนายสกุลให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เนื่องจากตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าว ปรากฏว่าจุดที่สันนิษฐานว่าเป็นจุดชน (จุดหมายเลข 6) อยู่ในช่องเดินรถของรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับทั้งเศษวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ตกอยู่บริเวณกึ่งกลางของช่องทางเดินรถ (จุดหมายเลข 5)แสดงให้เห็นว่ารถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับไม่ได้ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถสวนในเส้นทางเดินรถของรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงแต่อย่างใดหากกรณีเป็นเรื่องที่รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนบริเวณมุมกระบะด้านซ้ายท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อน จุดชนจะต้องอยู่ในช่องเดินรถของรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงอย่างแน่นอน เพราะรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับจะกระเด็นเคลื่อนที่ไปตามแรงปะทะ ซึ่งความเสียหายที่ปรากฏบนประตูด้านขวารถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับตามภาพถ่ายหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดศรีสะเกษ) นั้น แสดงให้เห็นว่ามีการปะทะที่รุนแรงมากพอสมควรที่จะเป็นเหตุให้รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับกระเด็นเคลื่อนที่ไปได้ ดังนั้น จุดชนตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุจึงไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าจำเลยขับรถบรรทุกหกล้อชนท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับ ก่อนที่รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับจะชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วง แม้นายศิริพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความว่านายศิริสอบถามนายสมบูรณ์ได้ความว่า รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับซึ่งเบนออกไปทางด้านซ้ายเพื่อแซงซ้ายจึงเฉี่ยวท้ายรถบรรทุกหกล้อที่กำลังรอเลี้ยวเป็นเหตุให้เสียหลักเข้าไปในช่องเดินรถที่แล่นสวนมาก็ตาม คำเบิกความของนายศิริก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า และไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของนายสมบูรณ์ประจักษ์พยาน ทั้งยังไม่ตรงกับจุดชนในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1 คำเบิกความของนายศิริ จึงไม่อาจรับฟังได้ นอกจากนี้หากพนักงานสอบสวนไปถึงที่เกิดเหตุแล้ว ทราบจากพยานไม่ว่าจะเป็นนายสมบูรณ์ นายศิริ หรือนายสกุลก็ดีว่า รถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนเข้ากับท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อน พนักงานสอบสวนก็น่าที่จะบันทึกไว้ในบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรเอกสารหมาย จ.11 แต่กลับปรากฏตามเอกสารดังกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปคือ ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ รถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 83 - 0166 นครราชสีมา (ที่นายสวัสดิ์ขับ) ได้แล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่แล่นสวนทางมาโดยไม่ทราบสาเหตุ... ฯลฯ เช่นนี้แสดงว่า หลังเกิดเหตุใหม่ ๆ ไม่มีใครยืนยันว่ารถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนกับท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อน จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวที่ไม่มีพยานปากใดยืนยันได้ว่ารถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับชนกับท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับก่อนจึงเป็นเหตุให้รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับเสียหลักไปชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงที่แล่นสวนทางมา ประกอบกับจำเลยไม่ได้หลบหนีไปไหนและให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับชนกับรถบรรทุกสิบล้อพ่วงด้วยรถพ่วงก่อน เป็นเหตุให้ท้ายรถบรรทุกหกล้อที่นายสวัสดิ์ขับปัดมาชนบริเวณประตูรถด้านขวาของรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยขับ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นางลำนอง จักร์กระโทก กับพวก
จำเลย — นายอาทร พงษ์สุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2554
#510553
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตาม 22 วรรคหนึ่งแห่ง ป.อ. นั้น เป็นบทกำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกจำเลยว่าให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ซึ่งการที่ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีอาญาอื่น ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาได้กล่าวถึงเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกไว้เป็นอย่างอื่น โดยไม่ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้นนั่นเอง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน ก็ไม่เป็นการต้องห้ามที่ศาลจะกำหนดเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้เป็นอย่างอื่นด้วยการให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 114 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งจำคุก 2 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอนับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า แม้โจทก์ไม่ระบุรายละเอียดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อว่าพิพากษาลงโทษจำเลยอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2416/2551 ว่าศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่บัญญัติว่า "โทษจำคุกให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" นั้น เป็นบทกำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกจำเลย่าให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ซึ่งการที่ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีอาญาอื่น ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาได้กล่าวถึงเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกไว้เป็นอย่างอื่น โดยไม่ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้นนั่นเอง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2416/2551 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยแม้จะพิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน ก็ไม่เป็นการต้องห้ามที่ศาลจะกำหนดเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้เป็นอย่างอื่น ด้วยการให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นับโทษจำเลยต่อให้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยติดต่อกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายสมคิด แย้มยิ้ม
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2554
#555696
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 22 เป็นบทกำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกว่า ให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาโดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น การที่ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีอาญาอื่น ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาได้กล่าวถึงเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกไว้เป็นอย่างอื่น โดยไม่ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้น

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยแม้จะพิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน ก็ไม่เป็นการต้องห้ามที่ศาลจะกำหนดเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้เป็นอย่างอื่นด้วยการให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 114 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอนับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า แม้โจทก์ไม่ระบุรายละเอียดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อว่าพิพากษาลงโทษจำเลยอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2416/2551 ว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษคดีหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่บัญญัติว่า "โทษจำคุก ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาแต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" นั้นเป็นบทกำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกจำเลยว่าให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาโดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ซึ่งการที่ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีอาญาอื่น ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาได้กล่าวถึงเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกไว้เป็นอย่างอื่น โดยไม่ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้นนั่นเอง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2416/2551 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยแม้จะพิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน ก็ไม่เป็นการต้องห้ามที่ศาลจะกำหนดเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้เป็นอย่างอื่น ด้วยการให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นับโทษจำเลยต่อให้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยติดต่อกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 891/2550 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายสมคิด แย้มยิ้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายพูนพล ชมศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2554
#513663
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจำเลยจะรดน้ำมนต์ให้ผู้เสียหายไม่ได้บอกว่าจะต้องถูกเนื้อตัวผู้เสียหายด้วย เมื่อจำเลยลูบไล้ใบหน้าและหน้าอก ผู้เสียหายจึงถามจำเลยว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น แสดงว่าผู้เสียหายไม่ได้ยินยอมให้จำเลยกระทำเช่นนั้นได้ จำเลยอาศัยความเป็นพระภิกษุที่ผู้เสียหายให้ความนับถือและกระทำเพียงครั้งเดียวในลักษณะฉวยโอกาส ในขณะที่ผู้เสียหายไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนจึงไม่อาจปกป้องตัวเองได้ทัน การกระทำในลักษณะฉวยโอกาสดังกล่าวย่อมทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 278

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 276, 278

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุรีรัตน์หรือตุ้ม ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนายอ้วนซึ่งเป็นคนรักทอดทิ้งผู้เสียหายไป ได้ปรึกษานางสาวผึ้งซึ่งเป็นเพื่อน นางสาวผึ้งบอกว่าที่วัดลุ่มคงคารามมีการรดน้ำมนต์และสะเดาะเคราะห์ วันเกิดเหตุวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ผู้เสียหายนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างไปที่วัดดังกล่าว เมื่อไปถึงสอบถามพระในวัดทราบว่า เจ้าอาวาสไปธุระ จึงกลับไปก่อน วันเดียวกันเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ผู้เสียหายไปที่วัดอีกพบจำเลยซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่กุฏิ จำเลยถามว่ามาทำไม ผู้เสียหายบอกว่าคนรักตีตัวออกห่างอยากให้กลับมาอยู่ด้วยกัน จำเลยบอกว่าจะต้องรดน้ำมนต์และลงนะหน้าทอง ผู้เสียหายตกลง จำเลยส่งผ้าขนหนูแก่ผู้เสียหายบอกว่าให้เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วให้ผู้เสียหายนั่งยอง ๆ ในห้องน้ำของกุฏิ จำเลยถือกระป๋องซึ่งมีน้ำมนต์มารดผู้เสียหาย ระหว่างรดน้ำมนต์จำเลยใช้มือลูบไล้ใบหน้าและหน้าอกผู้เสียหาย ผู้เสียหายถามว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ จำเลยบอกว่าเพื่อให้น้ำมนต์เข้าสู่ร่างกายจะทำให้ขลัง จำเลยใช้เวลารดน้ำมนต์ประมาณ 10 นาที แล้วให้ผู้เสียหายใส่เสื้อผ้า จำเลยบอกว่ากรณีลงนะหน้าทองจำเลยไม่มีเวลาพอเพราะต้องไปสวดศพ ให้ผู้เสียหายโทรศัพท์มาหาจำเลยในเวลาประมาณ 21 นาฬิกา แล้วผู้เสียหายกลับไป เมื่อถึงเวลาดังกล่าวผู้เสียหายโทรศัพท์ไปหาจำเลยและไปพบจำเลยที่วัดซึ่งขณะนั้นยืนรออยู่หน้ากุฏิ จำเลยพาผู้เสียหายเข้าประตูด้านข้างกุฏิไปที่ห้องพระ จำเลยให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าออกหมด นอนลงบนเสื่อซึ่งมีผ้าปู จำเลยใส่เพียงสบง ส่วนท่อนบนเปลือยจำเลยบอกให้ผู้เสียหายหลับตา จำเลยใช้มือลูบไล้จากใบหน้าลงมาถึงหน้าท้องผู้เสียหาย โดยจำเลยท่องคาถาไปด้วย จำเลยใช้หัวเข่าแยกขาของผู้เสียหายและขึ้นคร่อม พยายามใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าในช่องคลอดผู้เสียหาย ผู้เสียหายบอกว่าไม่ใช่การลงนะหน้าทองแล้ว จำเลยให้ผู้เสียหายหลับตาไม่ต้องพูด จำเลยพยายามใส่อวัยวะเพศเข้าในช่องคลอดอีก ผู้เสียหายดิ้นรนร้องขอความช่วยเหลือ จำเลยตกใจปล่อยตัวผู้เสียหาย ผู้เสียหายใส่เสื้อผ้าวิ่งออกจากห้องพระไปเปิดประตูด้านข้างของกุฏิพร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือ ได้ยินเสียงคนอยู่ข้างนอกถามว่ามีอะไรกัน ผู้เสียหายบอกว่าจำเลยจะข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อเปิดประตูออกมาชายเหล่านั้นซึ่งภายหลังทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ช่วยผู้เสียหายและจับกุมจำเลย เห็นว่า สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารนั้น แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายเพียงปากเดียวที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด และในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธในความผิดฐานนี้ตามบันทึกคำให้การก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายเริงฤทธิ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานตรวจการคณะสงฆ์ กรมการศาสนา มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจตราพระภิกษุสามเณรที่ประพฤติมิชอบในพระธรรมวินัยทั่วประเทศ เบิกความว่า วันที่ 22 พฤษภาคม 2541 พยานได้รับคำสั่งจากรองอธิบดีกรมการศาสนาให้ไปสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวว่าจำเลยกระทำอนาจารและพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายว่าเป็นอย่างไร มีการข่มเหงรังแกพระหรือไม่ พยานไปที่วัดสำโรงซึ่งมีพระครูปัญญา เป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะตำบลบางกรวย โดยวัดลุ่มคงคารามที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในเขตการปกครองของเจ้าคณะตำบลดังกล่าว พยานพบจำเลยซึ่งเพิ่งได้รับการปล่อยชั่วคราวจากเจ้าพนักงานตำรวจแล้วได้มาพักที่วัดนี้ พยานสอบปากคำจำเลยโดยให้จำเลยเล่าความจริงให้ฟัง จำเลยเล่าว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ผู้เสียหายมาหาจำเลยขอให้รดน้ำมนต์ จำเลยพาไปที่กุฏิและให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าทั้งหมดรวมทั้งชุดชั้นในโดยให้นุ่งผ้าเช็ดตัวนั่งพนมมือในห้องน้ำ จากนั้นจำเลยรดน้ำมนต์ให้ผู้เสียหาย และลูบไล้ตามตัวของผู้เสียหาย เสร็จแล้วผู้เสียหายกลับไป พยานทำบันทึกถ้อยคำของจำเลยไว้ อ่านให้จำเลยฟังแล้วให้จำเลยลงชื่อ หลังจากนั้นได้ทำรายงานให้อธิบดีกรรมการศาสนาและปลัดกระทรวงศึกษาธิการทราบ นายเริงฤทธิ์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำตามอำนาจหน้าที่ได้สอบปากคำจำเลยโดยเปิดเผยที่วัดสำโรงต่อหน้านายชัชรินทร์ ศึกษาธิการอำเภอบางกรวยและพระมหาตรรกวิท พระวัดลุ่มคงคารามที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งทั้งสองได้ลงชื่อเป็นพยานในบันทึกถ้อยคำของจำเลยด้วย จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่านายเริงฤทธิ์จะเบิกความปรักปรำจำเลยซึ่งเป็นพระสงฆ์ให้ต้องรับโทษ ทั้งการสอบปากคำได้กระทำหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน และคำให้การดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลยเอง จึงเชื่อว่าจำเลยให้ปากคำโดยสมัครใจด้วยความสัตย์จริงจึงสามารถใช้ยันจำเลยได้ เมื่อคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายจึงทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังแม้ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อผู้เสียหายกลับบ้าน ผู้เสียหายเล่าให้มารดาฟังว่าไปรดน้ำมนต์มา โดยไม่ได้บอกว่าจำเลยถูกเนื้อต้องตัว เนื่องจากคิดว่าจำเลยไม่จงใจลวนลามนั้น ก็เป็นความเข้าใจของผู้เสียหายเองว่าการกระทำนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพิธีรดน้ำมนต์ ซึ่งก่อนจำเลยรดน้ำมนต์ให้ผู้เสียหายไม่ได้บอกว่าจะต้องถูกเนื้อตัวผู้เสียหายด้วย เมื่อจำเลยลูบไล้ใบหน้าและหน้าอก ผู้เสียหายจึงถามจำเลยว่าทำไมต้องทำเช่นนั้นด้วย ย่อมแสดงว่าผู้เสียหายไม่ได้ยินยอมให้จำเลยกระทำเช่นนั้นได้จำเลยอาศัยความเป็นพระภิกษุที่ผู้เสียหายให้ความนับถือและกระทำเพียงครั้งเดียวในลักษณะฉวยโอกาส ในขณะที่ผู้เสียหายไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนจึงไม่อาจปกป้องตัวเองได้ทัน การกระทำในลักษณะฉวยโอกาสดังกล่าวย่อมทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ความเข้าใจของผู้เสียหายว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีรดน้ำมนต์เช่นนี้ไม่ทำให้จำเลยพ้นผิด ที่จำเลยนำสืบว่า ผู้เสียหายมีความประพฤติทางเพศและอาชีพไม่น่าเชื่อถือ ผู้เสียหายมีรายได้น้อย ไม่รู้จักวัดที่เกิดเหตุมาก่อนจึงไม่น่าเชื่อว่าจะไปที่วัดถูกและไม่น่าเชื่อว่าจะมีเงินจ้างรถจักรยานยนต์รับจ้างไปที่วัดถึง 3 ครั้งนั้น เห็นว่าการที่ผู้เสียหายสอบถามที่อยู่ของวัดจากนางสาวผึ้งแล้ว ย่อมไปที่วัดที่เกิดเหตุได้ไม่ยากส่วนรายได้ ความประพฤติ และอาชีพของผู้เสียหายเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ต้องคำนึงถึง แต่ที่สำคัญขึ้นอยู่กับคำเบิกความของผู้เสียหายว่ามีเหตุผล และสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ใช้มือลูบไล้ใบหน้าและหน้าอกผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 80, 278 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจาร จำคุก 1 ปี ฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 6 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายผิน สายสินหรือสายสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมศักดิ์ วิธุรัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันต์ เกียรติก้อง
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 397/2554
#509343
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการดำเนินการของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 เป็นคณะกรรมการ ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2540 ของโจทก์มีมติอนุมัติให้ซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการของโจทก์สองคัน ในวงเงิน 1,500,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสิบสี่ซื้อรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด 1 คัน ราคา 291,970 บาท และยี่ห้อเบนซ์ 1 คัน ราคา 1,750,000 บาท เกินกว่าวงเงินตามมติของโจทก์ดังกล่าวถึง 541,970 บาท ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหาย เพราะโจทก์จะต้องจ่ายเงินซื้อรถยนต์ในราคาที่สูงเกินไป แทนที่จะนำเงินจำนวนนั้นไปใช้อย่างอื่นตามวัตถุประสงค์ของโจทก์เป็นการไม่ประหยัดไม่ต้องด้วยวัตถุประสงค์ของโจทก์ ที่จำเลยทั้งสิบสี่อ้างว่าโจทก์ให้สัตยาบันยอมรับรู้การกระทำดังกล่าวแล้ว ทั้งโจทก์ยังขายรถยนต์ทั้งสองคัน โดยหักค่าเสื่อมราคาแล้วไม่ขาดทุนไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า ความเสียหายของโจทก์เกิดขึ้นนับแต่วันที่จำเลยทั้งสิบสี่ซื้อรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าว แม้ภายหลังโจทก์จะขายรถยนต์ทั้งสองคันโดยหักค่าเสื่อมราคาแล้วไม่ขาดทุนก็ไม่อาจทำให้ความเสียหายของโจทก์กลับเป็นไม่มีความเสียหายอีกได้ และการให้สัตยาบันยอมรับรู้การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ก็เป็นเพียงทำให้โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อผู้ขายรถยนต์ทั้งสองคัน ผู้สุจริตจากการกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 ถึง 823 เท่านั้นโดยมิได้ทำให้จำเลยทั้งสิบสี่พ้นความรับผิดในความเสียหายจากการกระทำของตนต่อโจทก์

เมื่อปรากฏว่าตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสิบสี่อนุมัติให้ซื้อรถยนต์ทั้งสองคัน จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2543 อันเป็นวันที่นายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบสี่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการชั่วคราว จำเลยทั้งสิบสี่ยังมีฐานะเป็นกรรมการดำเนินการของโจทก์อยู่ จึงยังถือไม่ได้ว่าก่อนหน้าวันที่ 20 ธันวาคม 2543 โจทก์ทราบเหตุการณ์กระทำละเมิดของจำเลยทั้งสิบสี่ แต่ถือว่าโจทก์ได้ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่ 20 ธันวาคม 2543 อันเป็นวันที่นายทะเบียนสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบสี่พ้นจากตำแหน่งและตั้งกรรมการดำเนินการโจทก์ชั่วคราว เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 28 สิงหาคม 2544 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสี่ร่วมกันชำระเงิน 677,439.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 541,970 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสี่ร่วมกันใช้เงิน 677,439.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 541,970 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสิบสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสิบสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสิบสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักสหกรณ์ โดยมีคณะกรรมการซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของโจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนตามสำเนาใบสำคัญรับจดทะเบียนสหกรณ์และข้อบังคับของโจทก์ ขณะเกิดเหตุคดีนี้มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการดำเนินการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 เป็นกรรมการดำเนินการ โดยได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2539 ครั้งที่ 22 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2540 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2540 ของโจทก์มีมติอนุมัติให้โจทก์ซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการของโจทก์ 2 คัน ในวงเงิน 1,500,000 บาท เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 จำเลยทั้งสิบสี่ซื้อรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด 1 คัน ราคา 291,970 บาท และวันที่ 28 เมษายน 2541 ซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ 1 คัน ราคา 1,750,000 บาท รวม 2,041,970 บาท ซึ่งเกินกว่าวงเงินที่โจทก์กำหนดไว้ในแผนการดำเนินงานประจำปี 2541 เป็นเงิน 541,970 บาท และเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำเลยทั้งสิบสี่อนุมัติการซื้อรถยนต์ดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2543 นายทะเบียนสหกรณ์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสิบสี่ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวภายใน 30 วัน แต่จำเลยทั้งสิบสี่มิได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง นายทะเบียนสหกรณ์จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบสี่พ้นจากตำแหน่งและตั้งคณะกรรมการดำเนินการโจทก์ชั่วคราวขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสี่ว่า จำเลยทั้งสิบสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์และจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามข้อบังคับของโจทก์ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ หมวดที่ 2 ข้อ 2 กำหนดวัตถุประสงค์ของโจทก์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกดำเนินธุรกิจร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันและช่วยเหลือส่วนรวม โดยใช้หลักคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์และจริยธรรมอันดีงามอันมีการประหยัดเป็นต้น เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกและส่วนรวม ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมจนสามารถอยู่ดีกินดีมีสันติสุข หมวดที่ 7 คณะกรรมการดำเนินการ ข้อ 56 และ 57 กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการดำเนินการไว้ว่าคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกโดยต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ อุดมการณ์ของสหกรณ์หลักการสหกรณ์ วิธีการสหกรณ์ กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบและมติของที่ประชุมใหญ่ตลอดจนในทางอันสมควร เพื่อให้บังเกิดผลดีแก่สหกรณ์ ทั้งนี้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์ ถ้ากรรมการดำเนินการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย คณะกรรมการดำเนินการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์ และตามข้อ 50 กำหนดอำนาจหน้าที่ของประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการและเหรัญญิก ต้องดำเนินการตามที่คณะกรรมการดำเนินการมอบหมายให้ภายใต้ข้อบังคับระเบียบ มติ หรือคำสั่งของสหกรณ์ ดังนั้น การที่เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2540 ของโจทก์มีมติอนุมัติให้ซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการของโจทก์ 2 คัน ในวงเงิน 1,500,000 บาท ต่อมาวันที่ 27 และ 28 เดือนเดียวกัน จำเลยทั้งสิบสี่ซื้อรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด 1 คัน ราคา 291,970 บาท และยี่ห้อเบนซ์ 1 คัน ราคา 1,750,000 บาท เกินกว่าวงเงินตามมติของโจทก์ดังกล่าวถึง 541,970 บาท ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับของโจทก์ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์จะต้องจ่ายเงินซื้อรถยนต์ในราคาที่สูงเกินไปแทนที่จะนำเงินจำนวนนั้นไปใช้อย่างอื่นตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ เป็นการไม่ประหยัดไม่ต้องด้วยวัตถุประสงค์ของโจทก์ ที่จำเลยทั้งสิบสี่อ้างว่าเมื่อสมาชิกทุกคนของโจทก์รับรู้เรื่องการซื้อรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวแล้วไม่มีผู้ใดคัดค้าน และโจทก์ได้ให้สัตยาบันยอมรับรู้การกระทำดังกล่าวแล้ว ทั้งโจทก์ยังขายรถยนต์ทั้ง 2 คัน โดยหักค่าเสื่อมราคาแล้วไม่ขาดทุนไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า ความเสียหายของโจทก์จากการกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสิบสี่ซื้อรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว ส่วนภายหลังโจทก์จะขายรถยนต์ทั้งสองคันโดยหักค่าเสื่อมราคาแล้วไม่ขาดทุน ก็ไม่อาจทำให้ความเสียหายของโจทก์กลับเป็นไม่มีความเสียหายอีกได้ และการที่ไม่มีสมาชิกผู้ใดคัดค้านหรือโจทก์ให้สัตยาบันยอมรับรู้การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสิบสี่ก็เป็นเพียงทำให้โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อผู้ขายรถยนต์ทั้ง 2 คัน ผู้สุจริตจากการกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 ถึง 823 เท่านั้น โดยมิได้ทำให้จำเลยทั้งสิบสี่พ้นความรับผิดในความเสียหายจากการกระทำของตนต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสี่ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสิบสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสี่ในข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสิบสี่เสนอเรื่องการซื้อรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2541 ของโจทก์ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2541 ตามที่จำเลยทั้งสิบสี่อ้าง เมื่อปรากฏว่าตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสิบสี่อนุมัติให้ซื้อรถยนต์ทั้งสองคันจนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2543 อันเป็นวันที่นายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบสี่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการชั่วคราวตามสำเนาคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ จำเลยทั้งสิบสี่ยังมีฐานะเป็นกรรมการดำเนินการของโจทก์อยู่ จึงยังถือไม่ได้ว่าก่อนหน้าวันที่ 20 ธันวาคม 2543 โจทก์ทราบเหตุการณ์กระทำละเมิดของจำเลยทั้งสิบสี่ แต่ถือว่าโจทก์ได้ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 20 ธันวาคม 2543 อันเป็นวันที่นายทะเบียนสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบสี่พ้นจากตำแหน่งและตั้งกรรมการดำเนินการโจทก์ชั่วคราว เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 28 สิงหาคม 2544 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสิบสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 448 ม. 820 ม. 821 ม. 822 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรบางปลาม้า
จำเลย — นายเกษตรชัย อุ่นวิจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2554
#510548
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุม ซึ่งศาลจะมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคท้าย นั้น จะต้องเป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดามารดา สามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำเท่านั้น ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามบันทึกการจับกุมซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวนว่า ขณะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันกำลังร่วมกันแผ้วถางวัชพืชและไม้ขนาดเล็กในที่ดินเกิดเหตุโดยไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของเจ้าพนักงานคุมประพฤติคงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรานี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 , 81 และริบมีดพร้าของกลาง ให้จำเลยทั้งสอง คนงานผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 (ที่ถูก 54 วรรคหนึ่ง), 72 ตรี วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม, 35 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 (ที่ถูก 64 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ก่นสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้บุคคลต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสอง คนงานผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ริบมีดพร้าของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ตัดฟันต้นไม้ในที่เกิดเหตุโดยมีผู้อื่นแผ้วถางและตัดฟันต้นไม้ใหญ่ในที่เกิดเหตุก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 เพียงแต่แผ้วถางสวนยางพาราไม่ให้รกเท่านั้นเป็นทำนองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยไม่ได้ต่อสู้เป็นประการอื่น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ ปัญหาต่อไปมีว่า การที่จำเลยที่ 2 ให้ที่พักอาศัยซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวและเป็นสามีของจำเลยที่ 2 พ้นการจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุม ซึ่งศาลจะมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคท้าย นั้น จะต้องเป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดา มารดา สามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำเท่านั้นดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามบันทึกการจับกุมซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวนว่า ขณะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันกำลังร่วมกันแผ้วถางวัชพืชและไม้ขนาดเล็กในที่ดินเกิดเหตุโดยไม่มีเอกสินธิ และตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของเจ้าพนักงานคุมประพฤติคงปรากฎว่า จำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรานี้ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและปลูกต้นยางพาราในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่ 8 ไร่ การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกเป็นการร่วมกันทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญของประเทศเป็นต้นเหตุให้ป่าไม้เสื่อมสภาพและมีจำนวนลดน้อยลงย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นภัยแก่สภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติก่อนลดโทษมีกำหนด 1 ปี หนักเกินไป สมควรวางโทษเสียใหม่ให้เบาลง ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ มีกำหนดคนละ 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 1 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยที่ 1 และโทษจำคุก 3 เดือน ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น ช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้บุคคลต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายยุ (พม่า) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2554
#555695
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคท้าย นั้น จะต้องเป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดา มารดา สามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรานี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64, 81 และริบมีดพร้าของกลาง ให้จำเลยทั้งสอง คนงานผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 (ที่ถูก 54 วรรคหนึ่ง), 72 ตรี วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 35 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 (ที่ถูก 64 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการกระทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ อันเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้บุคคลต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ริบมีดพร้าของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ตัดฟันต้นไม้ในที่เกิดเหตุโดยมีผู้อื่นแผ้วถางและตัดฟันต้นไม้ใหญ่ในที่เกิดเหตุก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 เพียงแต่แผ้วถางสวนยางพาราไม่ให้รกเท่านั้นเป็นทำนองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยไม่ได้ต่อสู้เป็นประการอื่น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ ปัญหาต่อไปมีว่าการที่จำเลยที่ 2 ให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวและเป็นสามีของจำเลยที่ 2 พ้นการจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุม ซึ่งศาลจะมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้ ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคท้าย นั้น จะต้องเป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดา มารดา สามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำเท่านั้น ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามบันทึกการจับกุมซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวนว่า ขณะจับกุม จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันกำลังร่วมกันแผ้วถางวัชพืชและไม้ขนาดเล็กในที่ดินเกิดเหตุโดยไม่มีเอกสารสิทธิ และตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของเจ้าพนักงานคุมประพฤติคงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรานี้ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง และปลูกต้นยางพาราในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นเนื้อที่ 8 ไร่ การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวก เป็นการร่วมกันทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญของประเทศเป็นต้นเหตุให้ป่าไม้เสื่อมสภาพและมีจำนวนลดน้อยลง ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นภัยแก่สภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ก่อนลดโทษมีกำหนด 1 ปี หนักเกินไป สมควรวางโทษเสียใหม่ให้เบาลง ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง ในความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ มีกำหนดคนละ 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 1 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยที่ 1 และโทษจำคุก 3 เดือน ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้บุคคลต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายยุ (พม่า) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายประภาส บุญโยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 390/2554
#511731
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า ระหว่างเวลาที่โจทก์ระบุไว้ในคำฟ้องข้อ 2 และข้อ 2.2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า อันเป็นความผิดตามกฎหมายกรรมหนึ่ง และข้อ 2.3 โจทก์บรรยายฟ้องตอนต้นว่า "หลังจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันบุกรุกครอบครองป่าและป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำไม้โดยการใช้มีดพร้าตัด ฟัน กาน ต้นไม้หวงห้ามรวม 92 ต้น ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า ตามวันเวลาที่โจทก์ระบุไว้ในข้อ 2 แต่เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้บุกรุกเข้าไปครอบครองป่าและป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอีกกรรมหนึ่ง ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชัดแจ้งว่า เมื่อวันเวลาใด จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานใดบ้าง อันเป็นความผิดต่างกระทงต่างกรรมกัน มิใช่เป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชัดแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2549 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2549 วันใดไม่ปรากฏชัดเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้งสามต่างกระทำความผิดและร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยที่ 1 จ้างวานใช้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขากระทะคร่ำ ท้องที่หมู่ที่ 6 ตำบลนบปริง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา โดยใช้มีดพร้าตัดฟันต้นไม้ แผ้วถางป่า กานต้นไม้ให้ยืนต้นตาย เพื่อจำเลยที่ 1 ยึดถือครอบครองป่าสงวนที่ก่อสร้างเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตต่อมาตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า ยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ทำไม้หวงห้ามหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติบริเวณเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขากระทะคว่ำดังกล่าวข้างต้น โดยใช้มีดพร้าตัดฟันต้นไม้ แผ้วถางป่าตามที่จำเลยที่ 1 ใช้จ้างวาน รวมเป็นเนื้อที่ 10 ไร่ รัฐได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 682,422.20 บาท โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ จากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันบุกรุกครอบครองป่าและป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำไม้โดยใช้มีดพร้าตัด ฟัน กาน ต้นไม้หวงห้ามประเภท ก. คือไม้ท้อนขนุนปาน แซะ ขี้เหล็กป่า แค สมอดีงู แต้ว นน ตีนเป็ด เทพทาโร นนทรี ปอเลียง ฝาละมี บังตาล มังคะ สอม เลือดควาย เหรียง รวมทั้งหมด 92 ต้น แล้วใช้ยาฆ่าตอทาให้ต้นไม้หวงห้ามดังกล่าวยืนต้นตายตามที่จำเลยที่ 1 จ้าง วาน ใช้ ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการยกเว้นใดๆ จากพนักงานเจ้าหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พร้อมยึดมีดพร้า 2 เล่ม ซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 54, 55, 72 ตรี, 73, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 14, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91 ริบมีดพร้าของกลางให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2), 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง (2)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 (ที่ถูก มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานทำไม้หวงห้ามเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 72 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 6 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำไม้เป็นจำนวนมากถึง 92 ต้น การกระทำดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายป่าไม้ทรัพยากรของชาติที่ช่วยรักษาต้นน้ำลำธาร นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ริบมีดพร้าของกลาง กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 และบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานทำไม้หวงห้ามจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 3 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์บรรยายฟ้องไม่ชัดเจน โดยไม่ระบุว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานใด เวลาใด จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 จ้าง วาน ใช้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดในคราวเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหมายบท มิใช่กระทำคนละคราวเป็นความผิดหลายกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เห็นว่า ในคำฟ้องข้อ 2 โจทก์บรรยายฟ้องว่า "เมื่อระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2549 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้งสามต่างได้กระทำความผิดและร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ..." และในฟ้องข้อ 2.2 ตอนต้นโจทก์บรรยายฟ้องว่า "ต่อมาตามวันเวลาที่เกิดเหตุดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้บังอาจร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า..." ซึ่งอ่านแล้วได้ความหมายชัดว่า ระหว่างเวลาที่โจทก์ระบุไว้ในคำฟ้องข้อ 2 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า อันเป็นความผิดตามกฎหมายกรรมหนึ่งและในคำฟ้องข้อ 2.3 โจทก์บรรยายฟ้องตอนต้นว่า "หลังจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันบุกรุกครอบครองป่าและป่าสงวนแห่งชาติแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำไม้โดยการใช้มีดพร้า ตัด ฟันกาน ต้นไม้หวงห้ามรวม 92 ต้น" ซึ่งก็สามารถเข้าใจได้โดยชัดเจนว่าตามวันเวลาที่โจทก์ระบุไว้ในข้อ 2 แต่เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้บุกรุกเข้าไปครอบครองป่าและป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามกฎหมายอีกกรรมหนึ่ง ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชัดแจ้งว่า เมื่อวันเวลาใด จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานใดบ้าง อันเป็นความผิดต่างกระทงต่างกรรมกัน มิใช่เป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ว่ากระทำความผิดหลายกรรมต่างกันนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายสมยศ เสี่ยงแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2554
#511565
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำคันดินริมแม่น้ำแควน้อยมีผลทำให้ที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อจากจำเลยมีสภาพด้อยลงกว่าในขณะทำสัญญา ถือได้ว่าเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยจะโทษโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 371 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิเลือกที่จะเลิกสัญญาหรือเรียกให้จำเลยชำระหนี้ด้วยการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านแก่โจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่โดยลดส่วนหนี้ค่าราคาที่ดินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญา โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าว แม้สัญญาจะซื้อขายมีข้อตกลงว่าหากจำเลยผู้จะขายปฏิบัติผิดสัญญา ผู้จะขายตกลงคืนเงินที่ได้รับชำระไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยก็เป็นเพียงทางเลือกทางหนึ่งมิได้เป็นข้อสัญญาจำกัดหรือเป็นการสละสิทธิของโจทก์ในการเลือกใช้สิทธิ

จำเลยทำคันดินขึ้นสูงถึง 4 เมตร เป็นสิ่งกำบังไม่ให้โจทก์สามารถมองไปยังแม่น้ำแควน้อยได้โดยสะดวกเช่นที่เป็นมาแต่เดิม แม้โจทก์มิได้แจ้งหรือโต้แย้งจำเลย จำเลยก็ไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เหลือเต็มจำนวน การที่จำเลยเรียกให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินและให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เหลือเต็มจำนวนตามสัญญาจึงเป็นการเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ต่างตอบแทนโดยไม่ชอบ โจทก์มีสิทธิปฏิเสธได้ และไม่ถือว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ก็ไม่เป็นผลให้สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหาย

โจทก์ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพิ่มแล้ว โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง และไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด คำสั่งของศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของโจทก์ชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบที่ไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาให้โจทก์ทราบ แต่การที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด จึงไม่สมควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2536 จำเลยโฆษณาขายที่ดินพร้อมบ้านพักตากอากาศแบบรีสอร์ต โครงการ เดอะเลกาซี ริเวอร์แคว ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านบริเวณที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย 1 แปลง ซึ่งมีราคาสูงสุดของโครงการจากจำเลย เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2904 เนื้อที่ 98 ตารางวา ในราคา 1,192,400 บาท และในวันที่ 31 มีนาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากจำเลยอีก 1 แปลง เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2905 เนื้อที่ 87 ตารางวา ในราคา 426,300 บาท หลังจากนั้นเมื่อจำเลยก่อสร้างบ้านได้ระดับหนึ่ง จำเลยยินยอมให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินและบ้านที่จะซื้อเพื่อให้โจทก์ตกแต่งภายในเพิ่มเติม ต่อมาจำเลยสร้างคันดินสูงประมาณ 4 เมตร เลียบริมแม่น้ำแควน้อยรอบบริเวณโครงการเพื่อเป็นแนวกั้นน้ำท่วมที่ดินในโครงการของจำเลย ทำให้ที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อถูกบดบังทัศนียภาพอันสวยงามของแม่น้ำแควน้อย โจทก์แจ้งให้จำเลยแก้ไขโดยถมดินในที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อให้สูงขึ้นพอๆ กับความสูงของคันดิน แต่จำเลยเพิกเฉย การที่จำเลยทำคันดินดังกล่าวทำให้ที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อมีราคาลดลง โดยโจทก์ขอให้มีผู้มีอาชีพประเมินราคาที่ดินทำการประเมินราคาแล้ว ปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงนี้จะมีราคาขายรวมกันได้ไม่เกิน 700,000 บาท นอกจากนี้จำเลยยังไม่สร้างสะพานข้ามไปยังเกาะกลางแม่น้ำและกังหันวิดน้ำตามที่ตกลงจะทำ จึงควรลดราคาที่ดินลงอีก 100,000 บาท ทั้งเมื่อคำนึงถึงทางได้เสียให้เป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายแล้ว ที่ดินทั้งสองแปลงในปัจจุบันมีราคาไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์ผ่อนชำระให้แก่จำเลยไปแล้ว โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยกลับบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2904 และ 2905 ตำบลกลอนโด กิ่งอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากจำเลย 2 แปลงตามฟ้อง จำเลยก่อสร้างบ้านเสร็จและแจ้งให้โจทก์รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยให้ชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมด แต่โจทก์ไม่รับโอนตามกำหนดนัดอันเป็นการผิดสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์และริบเงินมัดจำกับเงินที่โจทก์ชำระทั้งหมด การที่จำเลยสร้างคันดินหลังจากสร้างบ้านในโครงการรวมทั้งบ้านที่โจทก์จะซื้อเสร็จแล้วเนื่องจากในปี 2539 เกิดน้ำท่วมบริเวณโครงการสูงถึง 15 เมตร ทำให้ได้รับความเสียหายมากเป็นเหตุสุดวิสัยนอกเหนือจากการคาดหมายจำเป็นต้องสร้างคันดินเพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคตและเพื่อประโยชน์ต่อลูกค้า ราคาที่ดินที่โจทก์จะซื้อไม่ได้ลดลง สำหรับสะพานแขวนไม่อาจสร้างได้เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ ส่วนกังหันวิดน้ำจำเลยติดตั้งแล้ว แต่ไม่สามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์จึงถอดเก็บและชะลอการติดตั้งไว้ โดยจำเลยโฆษณาว่าจะทำสะพานและกังหันดังกล่าวหลังจากทำสัญญากับโจทก์แล้ว เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์ครอบครองที่ดินและบ้านต่อไป และแจ้งให้โจทก์ออกจากที่ดินและบ้านแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินและบ้านได้ โดยหากจำเลยให้บุคคลภายนอกเช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 12,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2904 และ 2905 และบ้านบนที่ดินดังกล่าว และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การที่จำเลยให้โจทก์ครอบครองที่ดินพร้อมบ้านเป็นการสละการครอบครองแล้ว โดยเป็นการโอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 850,000 บาท แก่จำเลย และให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2904 และ 2595 (ที่ถูก น.ส.3 ก. เลขที่ 2905) ตำบลกลอนโด กิ่งอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขอนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อปี 2536 จำเลยทำโครงการบ้านจัดสรร เดอะ เลกาซี ริเวอร์แคว ที่ตำบลกลอนโด กิ่งอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพักตากอากาศแปลงเลขที่ แอลเอช 247 เนื้อที่ 98 ตารางวา ในราคา 1,192,400 บาท และวันที่ 31 มีนาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพิ่มอีก 1 แปลง เลขที่ แอลเอช 248 เนื้อที่ 87 ตารางวา ราคา 426,300 บาท รวมเป็นเงิน 1,618,700 บาท ที่ดินทั้งสองแปลงคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2904 และ 2905 โจทก์ชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญาเป็นเงินประมาณ 500,000 บาท คงเหลือเงินงวดสุดท้ายที่ตกลงจ่ายให้จำเลยในวันจดทะเบียนโอนสิทธิ โดยที่ดินที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายจากจำเลยอยู่บริเวณริมแม่น้ำแควน้อย ซึ่งเป็นส่วนที่มีราคาสูงสุดของโครงการและมีการสร้างบ้านบนที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อแล้ว ต่อมาเกิดเหตุน้ำท่วมสูงในบริเวณที่ดินโครงการของจำเลย ซึ่งจำเลยได้แก้ไขปัญหาโดยการสร้างคันดินสูงประมาณ 4 เมตร เลียบตลอดแนวริมแม่น้ำแควน้อยยาวประมาณ 1,300 เมตร ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนสิทธิในที่ดิน แต่โจทก์โต้แย้งว่าจำเลยต้องแก้ไขปัญหาให้เสร็จก่อนและไม่ไปจดทะเบียนรับโอนสิทธิตามที่จำเลยแจ้ง ในที่สุดจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ไม่ไปจดทะเบียนรับโอนสิทธิในที่ดินและชำระค่าที่ดินและบ้านที่เหลือทั้งหมดตามสัญญาโดยมีข้อโต้แย้งให้จำเลยลดจำนวนเงินที่โจทก์ต้องชำระลงเหลือเท่าจำนวนที่โจทก์ชำระไปแล้วประมาณ 500,000 บาท เป็นการปฏิบัติผิดสัญญา หรือเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิชำระราคาที่ดินแก่จำเลยลดลงอันเนื่องมาจากจำเลยทำคันดินริมแม่น้ำแควน้อยจนทำให้ไม่สามารถโอนที่ดินและบ้านแก่โจทก์ให้ตรงตามสภาพตามที่ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน ในข้อนี้เห็นว่า ตามแผ่นพับโฆษณาโครงการของจำเลยเอกสารหมาย ล.33 มีข้อความในหน้าที่ 2 เป็นทำนองว่า โครงการของจำเลยอยู่บนทำเลที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติติดแม่น้ำแควน้อย เพื่อให้เข้าถึงความหมายของการพักผ่อนอย่างแท้จริงซึ่งแสดงให้เห็นว่า จำเลยโฆษณาจูงใจลูกค้าโดยเน้นถึงการที่ที่ดินในโครงการของจำเลยมีจุดเด่นที่เป็นธรรมชาติในลักษณะติดแม่น้ำแควน้อย เป็นการเสนอคุณภาพสินค้าที่จำเลยจะขายแก่ลูกค้าที่มีสภาพดีดังกล่าว ซึ่งย่อมเป็นสาระสำคัญต่อการตัดสินใจสนองรับข้อเสนอขายของจำเลยด้วยการตกลงจะซื้อที่ดินและบ้านในโครงการของจำเลยนอกจากนี้ยังปรากฏว่า ตามข้อความในบันทึกการปฏิบัติงานภายในของพนักงานจำเลยเอกสารหมาย ล.20 ที่ฝ่ายจำเลยอ้างส่งเป็นพยานเป็นบันทึกข้อความเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปรับปรุงโครงการของจำเลยให้สามารถขายได้ดีขึ้นนั้น มีการวิเคราะห์ถึงจุดแข็งของโครงการในลำดับแรกคือ การที่พื้นที่ดินในโครงการติดริมแม่น้ำแควน้อยเป็นระยะทางยาวถึง 1,300 เมตร ซึ่งสามารถเพิ่มจุดแข็งนี้โดยซื้อเกาะกลางแม่น้ำเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติแก่โครงการและตามภาพโฆษณาในหนังสือพิมพ์เอกสารหมาย จ.10 ก็มีการเสนอภาพบ้านพักที่เห็นทัศนียภาพอันสวยงามของธรรมชาติที่มีแม่น้ำและภูเขา แม้บันทึกข้อความตามเอกสารหมาย ล.20 จะทำในวันที่ 25 ตุลาคม 2537 และหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวจะออกในวันที่ 29 มิถุนายน 2538 อันเป็นช่วงเวลาภายหลังจากโจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยแล้วก็ตาม แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงจุดเด่นในโครงการของจำเลยที่ทำให้ผู้ซื้อสนใจและตัดสินใจจะซื้อที่ดินในโครงการของจำเลยเพราะโครงการอยู่ติดแม่น้ำแควน้อยอย่างชัดเจน ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบกับแผนผังที่ดินจัดสรรในโครงการของจำเลยในเอกสารหมาย จ.2 ก็ปรากฏว่ามีการจัดสรรที่ดินแบ่งแยกเป็นจำนวนมากหลายแปลง แปลงที่อยู่ใกล้ริมแม่น้ำแควน้อยย่อมอยู่ในทำเลที่ดีกว่าแปลงที่อยู่ถัดไปตามลำดับ และนางสาวภาวิณีพยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานเคยทำงานในโครงการของจำเลยมาแต่แรกและเป็นผู้รับมอบอำนาจจำเลยในคดีนี้ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่าที่ดินของจำเลยที่เสนอขายนี้บริเวณริมน้ำจะมีราคาสูงกว่าด้านใน จากข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานดังกล่าวย่อมเป็นเหตุผลให้เชื่อได้ว่า โจทก์ตัดสินใจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านในโครงการของจำเลยตรงบริเวณที่อยู่ริมแม่น้ำแควน้อยทั้งที่มีราคาสูงกว่าที่ดินบริเวณอื่นในโครงการนี้ก็เพราะโจทก์คำนึงถึงคุณค่าทางทัศนียภาพของแม่น้ำแควน้อยเป็นสำคัญดังที่โจทก์นำสืบจริง โดยจำเลยก็ย่อมทราบดีว่าโจทก์เลือกจะซื้อที่ดินบริเวณนี้เพราะทำเลดีอยู่ติดแม่น้ำแควน้อยจำเลยจึงได้เสนอขายที่ดินทำเลนี้ในราคาสูงกว่าบริเวณอื่น ดังนั้นเมื่อจำเลยสร้างคันดินที่บริเวณแม่น้ำแควน้อยสูงถึง 4 เมตร ย่อมเป็นเหตุให้บริเวณที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อมีทัศนียภาพด้อยลงกว่าทัศนียภาพในขณะที่โจทก์ตัดสินใจจะซื้อที่ดินพร้อมบ้านบริเวณนี้ และการที่จำเลยมีความจำเป็นต้องทำคันดินดังกล่าวเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่ดินในโครงการอันจะทำความเสียหายแก่โครงการของจำเลยและลูกค้าที่ซื้อที่ดินและบ้านของจำเลยรวมทั้งโจทก์ด้วย เนื่องจากเคยเกิดเหตุน้ำท่วมสูงมาก่อนหน้าที่จะทำคันดินนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดหมายมาก่อนได้ก็ตาม แต่ในที่สุดเมื่อมีความจำเป็นต้องทำคันดินเช่นว่านี้แล้วก็ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถโอนที่ดินพร้อมบ้านที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายจากจำเลยอันเป็นสัญญาต่างตอบแทนได้ ตามสภาพที่เป็นที่ดินในทำเลดีสามารถมองไปยังแม่น้ำแควน้อยโดยสะดวก ไม่มีสิ่งใดบังการมองเห็นทัศนียภาพดังกล่าวตามเจตนาหรือวัตถุประสงค์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินนี้ และการที่จำเลยทำคันดินดังกล่าวอันทำให้ภูมิทัศน์และทัศนียภาพของที่ดินที่โจทก์จะซื้อเปลี่ยนแปลงไปตามเจตนาของโจทก์ ซึ่งแม้จำเลยจะปรับปรุงบริเวณคันดินโดยปลูกต้นไม้ให้สวยงาม หรือแม้หากไม่สร้างคันดินดังกล่าว บริเวณที่ดินของโจทก์อาจไม่เห็นพื้นน้ำของแม่น้ำแควน้อยในช่วงที่ระดับน้ำต่ำก็ตาม แต่สภาพภูมิทัศน์และทัศนียภาพตลอดจนทำเลที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อก็ไม่ตรงตามสภาพที่จำเลยเสนอขายแก่โจทก์และโจทก์ตกลงจะซื้อในขณะทำสัญญาจะซื้อจะขาย ย่อมถือได้ว่าการทำคันดินขึ้นนี้เป็นกรณีที่ทำให้จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ในการโอนและส่งมอบที่ดินตรงตามสภาพที่เป็นเจตนาสำคัญของคู่สัญญาในสัญญาจะซื้อจะขาย ทั้งการที่จำเลยต้องทำคันดินริมแม่น้ำแควน้อยเพื่อป้องกันเหตุน้ำท่วมพื้นที่โครงการของจำเลยนั้น แม้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการของจำเลยรวมทั้งโจทก์ด้วยก็ตาม แต่การซื้อที่ดินจัดสรรเช่นนี้ตามปกติธรรมดาผู้ซื้อย่อมประสงค์จะซื้อที่ดินที่ไม่มีปัญหาน้ำท่วมอยู่แล้ว เมื่อมีเหตุน้ำท่วมในภายหลังก็ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องทำการป้องกันเพื่อให้สภาพที่ดินที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่ลูกค้าและโจทก์อยู่ในสภาพไม่ถูกน้ำท่วม เพื่อส่งมอบที่ดินแก่ลูกค้าและโจทก์ในสภาพที่ดินเช่นว่านี้อันเป็นสภาพที่ต้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำกันไว้แต่เดิมอยู่แล้วไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ที่ดินมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขาย หรือถือเป็นการชดเชยต่อการที่บริเวณที่ดินของโจทก์ด้อยคุณค่าจากการมองทัศนียภาพแม่น้ำแควน้อยได้ไม่สะดวก ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่มีมาแต่แรกได้แต่อย่างใด ดังนั้นการที่จำเลยทำคันดินริมแม่น้ำแควน้อยนี้แม้จะเป็นกรณีจำเป็นต้องกระทำก็ยังถือได้ว่ามีผลทำให้สภาพที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อจากจำเลยมีสภาพด้อยลงกว่าในขณะทำสัญญา อันถือได้ว่าเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกันโดยจะโทษโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 371 วรรคสอง ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิเลือกที่จะเลิกสัญญาหรือเรียกให้จำเลยชำระหนี้โดยการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านแก่โจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่โดยลดส่วนหนี้ค่าราคาที่ดินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยได้ ซึ่งเมื่อโจทก์ไม่ใช่สิทธิเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ในการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านแก่โจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยลดส่วนอันโจทก์ต้องชำระหนี้เงินค่าที่ดินแก่จำเลยได้ โดยแม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยจะมีข้อตกลงส่วนหนึ่งว่าหากจำเลยผู้จะขายปฏิบัติผิดสัญญาผู้จะขายตกลงคืนเงินที่ได้รับชำระไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยด้วยก็เป็นเพียงทางเลือกทางหนึ่งเท่านั้น มิได้เป็นข้อสัญญาจำกัดหรือเป็นการสละสิทธิของโจทก์ในการเลือกใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 371 วรรคสอง ดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งเมื่อจำเลยทำคันดินขึ้นสูงถึง 4 เมตร จำเลยก็ย่อมทราบได้เองว่าคันดินเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งกำบังไม่ให้โจทก์สามารถมองไปยังแม่น้ำแควน้อยได้โดยสะดวกเช่นที่เคยเป็นมาแต่เดิม โดยไม่จำต้องให้โจทก์แจ้งหรือโต้แย้งแต่อย่างใด จำเลยย่อมไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เหลือเต็มจำนวน การที่จำเลยเรียกให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินและให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เหลือเต็มจำนวนตามสัญญาย่อมเป็นการที่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ต่างตอบแทนโดยไม่ชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามที่จำเลยเรียกร้องได้ การที่โจทก์ยังไม่ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินและชำระเงินแก่จำเลย จึงไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยย่อมไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ แม้จำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ก็ไม่เป็นผลให้สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ได้และจำเลยไม่มีสิทธิขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในปัญหานี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นและไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อที่เกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินและบ้านแก่จำเลยลดลง โดยเมื่อโจทก์ชำระค่าที่ดินไปบางส่วนแล้วคงให้ชำระค่าที่ดินและบ้านที่เหลือแก่จำเลยอีกเป็นเงิน 850,000 บาท เป็นจำนวนที่ไม่ถูกต้องนั้น ปัญหานี้จำเลยฎีกาว่าราคาตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากำหนดเองโดยไม่ถูกต้องนั้น หากจำเลยเห็นว่าราคาดังกล่าวต่ำไปอย่างไร ก็ชอบที่จะให้เหตุผลโต้แย้งได้ว่าเป็นราคาที่ต่ำไปอย่างไรและราคาที่จำเลยเห็นว่าถูกต้องหรือเหมาะสมควรเป็นเท่าใด เพราะเหตุใดได้ แต่ตามฎีกาจำเลยในข้อนี้ไม่ได้แสดงเหตุผลโต้แย้งราคาตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมอย่างไรหรือที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ปรากฏตามสำเนาว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่โจทก์ยื่นฎีกาให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวและมีการประทับข้อความที่ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ว่า ข้าพเจ้าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2550 เจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์และให้คืนค่าขึ้นศาลเท่าที่โจทก์ได้ชำระไว้เดิมแก่โจทก์ แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีที่โจทก์ยื่นฎีกาดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ต้องมาฟังคำสั่งศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน ตามที่ทนายโจทก์ลงชื่อรับทราบข้อความไว้นั้น เมื่อครบกำหนด 7 วันนั้นแล้ว แม้โจทก์ไม่มารับทราบคำสั่งเองก็ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทราบคำสั่งของศาลที่ให้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มนั้นแล้ว ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มนี้ และไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว ดังนี้ถึงแม้ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบในการที่ไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ให้โจทก์ทราบก็ตามแต่เมื่อกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของโจทก์เป็นไปโดยชอบเช่นนี้ การที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยให้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเพื่ออาจใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาได้ก็ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด จึงไม่สมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 371
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศรัณย์ ฐิตารีย์
จำเลย — บริษัทเอส ที ซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2554
#532935
เปิดฉบับเต็ม

เจ้ามรดกตลอดจนบุคคลในครอบครัวถูกสามีของเจ้ามรดกใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในเวลาต่อเนื่องกัน ถือเป็นการตายในเหตุภยันตรายร่วมกันและเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง จึงถือว่าทุกคนถึงแก่ความตายพร้อมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 17 ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกจึงไม่ตกไปยังบุตรของเจ้ามรดกซึ่งถือว่าถึงแก่ความตายพร้อมกัน แต่จะตกได้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้าของเจ้ามรดก และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า สามีของเจ้ามรดกเป็นผู้กระทำโดยเจตนาให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจดำเนินคดีแก่สามีของเจ้ามรดกได้เนื่องจากสามีเจ้ามรดกฆ่าตัวตายไปก่อน จึงถือได้ว่าสามีของเจ้ามรดกเป็นบุคคลที่ต้องถูกจำกัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับสามีของเจ้ามรดกจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก และเมื่อผู้ร้องมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ ผู้ตาย อ้างเหตุว่าผู้ร้องเป็นทายาทโดยชอบธรรมของนายอุทัย สามีผู้ตาย กับนางสาวอมริศา และนายอธิชา บุตรของผู้ตายที่ถึงแก่ความตายภายหลังผู้ตาย จึงมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายที่ตกได้แก่บุคคลดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 6 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกคำร้องคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้าน ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ถอนนายณรงค์ ผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ ผู้ตาย และตั้งให้นางลมุล ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายอุทัย สามีของนางมะลิ ผู้ตาย ผู้คัดค้าน เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางทองม้วน มารดาผู้ตาย นายอุทัยและผู้ตายเป็นสามีภริยากัน มีบุตร 2 คน คือ นายอธิชาและนางสาวอมริศา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2544 นายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย นายอธิชา นางทองม้วน นายวีระและนางสาวปัทมา ถึงแก่ความตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่า ผู้ตายถูกนายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายก่อนนางทองม้วน นายวีระ นางสาวปัทมา นางสาวอมริศาและนายอธิชา คงมีแต่คำเบิกความของผู้ร้องอ้างว่า หลังจากนายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นแล้วจึงโทรศัพท์มาหาผู้ร้องว่า ได้ฆ่าญาติพี่น้องไปหมดแล้ว โดยบอกว่าได้ฆ่านางทองม้วนก่อน ถัดมาคือนางปัทมา นายวีระ ผู้ตาย นางสาวอมริศา และนายอธิศา ตามลำดับ นั้น หลังเกิดเหตุผู้ร้องก็ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้แก่ทายาทหรือเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งมิได้นำสืบผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายและบุคคลในครอบครัวถึงเวลาที่ตาย ประกอบกับผู้ร้องไม่มีหลักฐานว่า นายอุทัยได้โทรศัพท์มาบอกเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ร้อง คำเบิกความของผู้ร้องจึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อ เมื่อผู้ตายตลอดจนบุคคลในครอบครัวถูกนายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในเวลาต่อเนื่องนั้น จึงถือได้ว่า เป็นการตายในเหตุภยันตรายร่วมกันและเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง จึงต้องถือว่า ทุกคนถึงแก่ความตายพร้อมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 17 ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงไม่ตกไปยังนางสาวอมริศาและนายอธิชาซึ่งเป็นบุตรผู้ตาย แต่จะตกได้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้าของผู้ตาย ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งแล้วว่านายอุทัยสามีผู้ตายเป็นผู้กระทำโดยเจตนาให้ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจดำเนินคดีแก่นายอุทัยได้เนื่องจากนายอุทัยได้ฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ก็ถือได้ว่า นายอุทัยเป็นบุคคลที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายฐานเป็นผู้ไม่สมควร ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้ทรัพย์ซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายจะต้องแบ่งแก่นายอุทัยครึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรสก่อน และส่วนของนายอุทัยจะตกเป็นมรดกของนายอุทัยต่อไป ผู้ร้องก็มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ จึงเห็นสมควรถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ไม่ปรากฏข้อเสื่อมเสียและมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 17 ม. 1606
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายณรงค์ แสงสวัสดิกุล
ผู้คัดค้าน — นางลมุล สุขสด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวชิร ปานแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2554
#511625
เปิดฉบับเต็ม

ส. ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ป. ไปจดทะเบียนขายที่ดิน แต่ตราบใดที่ยังมิได้ไปจดทะเบียนขายที่ดิน การขายก็ยังไม่มีขึ้นโดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย หนังสือมอบอำนาจย่อมสิ้นผล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 826 วรรคสอง การที่ ป. นำหนังสือมอบอำนาจที่สิ้นผลแล้วไปดำเนินการจดทะเบียนขายที่ดินหลังจาก ส. ถึงแก่ความตายแล้ว จึงไม่มีผลให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนกองมรดกของ ส. เพื่อประโยชน์ของทายาทต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางสุดใจ คืนกองมรดกทั้งหมด เพื่อโจทก์จะได้จัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของทรัพย์มรดกที่เป็นเงินสดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดคืนกองมรดก

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 58855 เลขที่ดิน 6280 ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุดใจ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

โจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ขาดอยู่ให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีในส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ออกจากสารบบความศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้นางสาวสมหทัยจะมีเจตนาโอนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยที่ 1 โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้นายปัญญาไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ แต่การซื้อขายที่ดินดังกล่าวยังไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าจะได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ดังนั้นเมื่อปรากฏว่านางสาวสมหทัยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2538 ซึ่งมีผลให้หนังสือมอบอำนาจที่นางสาวสมหทัยมอบอำนาจให้นายปัญญาไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 สิ้นผล และนายปัญญาเพิ่งไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยอาศัยอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจที่สิ้นผลแล้วดังกล่าวนายปัญญาจึงหามีอำนาจดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงยังคงเป็นมรดกของนางสาวสมหทัยและตกไปยังนางสุดใจ ตามที่นางสมหทัยระบุไว้ตามพินัยกรรม ต่อมาเมื่อนางสุดใจถึงแก่ความตายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จึงเป็นทรัพย์มรดกของนางสุดใจซึ่งจะต้องมอบให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุดใจเพื่อดำเนินการแบ่งปันแก่ทายาทของนางสุดใจต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 826 ม. 1599 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
นายบวรชัย แก้วเพ็ง ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางสุดใจ แก้วเพ็ง
จำเลย — นางสาวสายสุนีย์ แก้วเพ็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 352/2554
#509370
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย และจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัย หมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 เรื่องการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 2.12 ระบุว่า การประกันภัยความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะ หรือความรับผิดต่อผู้โดยสาร และความรับผิดต่อทรัพย์สิน ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการขับขี่โดยบุคคลขณะที่อยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ตามข้อ 2.12.7 และมีข้อสัญญาพิเศษตามข้อ 2.13 ระบุว่า ภายใต้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในตาราง บริษัทผู้รับประกันภัยจะไม่ยกข้อยกเว้นความรับผิดตามข้อ 2.12 เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอก หรือความรับผิดต่อผู้โดยสาร จากข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวย่อมหมายความว่า โดยหลักแล้วกรมธรรม์ประกันภัยจะคุ้มครองความรับผิดของผู้เอาประกันภัยในเรื่องความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกที่เกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัย ความรับผิดต่อผู้โดยสารที่อยู่ในรถยนต์ที่เอาประกันภัยที่เกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัย และความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัย เว้นแต่เป็นกรณีผู้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ ผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่มีข้อสัญญาพิเศษยกเว้นให้รับผิดจากข้อยกเว้นข้างต้นอีก กล่าวคือ ถ้าเป็นกรณีความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกและความรับผิดต่อผู้โดยสาร แม้ผู้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ ผู้รับประกันภัยจะไม่ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก คงมีแต่เฉพาะกรณีความรับผิดต่อทรัพย์สินเท่านั้นที่ไม่มีข้อห้ามยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอก ฉะนั้น เมื่อกรณีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย โดยอาศัยสัญญาประกันภัยดังกล่าวให้ชำระเงินค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์เสียหาย แบ่งเป็นเงินค่ารักษาพยาบาลและค่าซ่อมรถยนต์ ค่าลากรถยนต์และค่ารถยนต์ที่เสื่อมราคา จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยนั้นแล้ว จำเลยที่ 4 ก็ย่อมมีสิทธิยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดเฉพาะต่อความเสียหายในทรัพย์สินของโจทก์

ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคสอง บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากผู้รับประกันภัยโดยตรง ฉะนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องผู้เประกันภัยด้วย ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัย เสียไป จำเลยที่ 4 จึงยังต้องรับผิดตามกรมธรรม์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 648,456 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ไม่เรียกทายาทของจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ผู้มรณะ ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 369,456 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องวันที่ 9 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 207,353 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจตรวจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัย ในขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัย ชนโจทก์และรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 4 ยอมรับผิดต่อความบาดเจ็บของโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.1 เป็นเงิน 100,000 บาทและชำระเงินให้โจทก์แล้ว 50,000 บาท

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4จะยกเอาข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยมาปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เพียงใด จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 โดยอาศัยกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 4 จึงมีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายที่จะยกข้อต่อสู้ตามกรมธรรม์ประกันภัยขึ้นอ้างได้ และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดเฉพาะต่อความบาดเจ็บของโจทก์เท่านั้น ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ เนื่องจากมีข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ข้อ 2.13 เป็นข้อสัญญาพิเศษที่ห้ามจำเลยที่ 4 ยกข้อต่อสู้ตามข้อ 2.12 เฉพาะเรื่องความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอก และความรับผิดต่อผู้โดยสาร แต่ไม่ห้ามยกข้อต่อสู้เรื่องความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 หมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 เรื่องการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 2.12 ระบุว่า การประกันภัยความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะ หรือความรับผิดต่อผู้โดยสาร และความรับผิดต่อทรัพย์สิน ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการขับขี่โดยบุคคลขณะที่อยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ตามข้อ 2.12.7 และมีข้อสัญญาพิเศษตามข้อ 2.13 ระบุว่า ภายใต้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในตาราง บริษัทผู้รับประกันภัยจะไม่ยกข้อยกเว้นความรับผิดตามข้อ 2.12 เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอก หรือความรับผิดต่อผู้โดยสาร จากข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวย่อมหมายความว่า โดยหลักแล้วกรมธรรม์ประกันภัยจะคุ้มครองความรับผิดของผู้เอาประกันภัยในเรื่องความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกที่เกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัย ความรับผิดต่อผู้โดยสารที่อยู่ในรถยนต์ที่เอาประกันภัยที่เกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัย และความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัย เว้นแต่เป็นกรณีผู้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ ผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่มีข้อสัญญาพิเศษยกเว้นให้รับผิดจากข้อยกเว้นข้างต้นอีก กล่าวคือ ถ้าเป็นกรณีความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกและความรับผิดต่อผู้โดยสาร แม้ผู้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ ผู้รับประกันภัยจะไม่ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก คงมีแต่เฉพาะกรณีความรับผิดต่อทรัพย์สินเท่านั้นที่ไม่มีข้อห้ามยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอก ฉะนั้น เมื่อกรณีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย โดยอาศัยสัญญาประกันภัยดังกล่าว ให้ชำระเงินค่าเสียหาย เนื่องจากโจทก์ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์เสียหาย แบ่งเป็นเงินค่ารักษาพยาบาลและค่าซ่อมรถยนต์ ค่าลากรถยนต์และค่ารถยนต์เสื่อมราคา กรณีความรับผิดต่อทรัพย์สิน คือ ค่าซ่อมรถยนต์ ค่าลากรถยนต์และค่ารถยนต์เสื่อมราคา จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยนั้นแล้ว จำเลยที่ 4 ก็ย่อมมีสิทธิยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายในทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อหักค่าเสียหายต่อทรัพย์สินออกจากค่าเสียหายต่อการบาดเจ็บของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 4 คงต้องรับผิดต่อความบาดเจ็บของโจทก์จำนวน 50,000 บาท คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในคำแก้ฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นสำหรับฎีกาข้อกฎหมายข้อสองที่ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ไม่ได้เรียกผู้ใดเข้ามาแทนที่คู่ความผู้มรณะ เท่ากับโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคสอง บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากผู้รับประกันภัยโดยตรง ฉะนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องผู้เอาประกันภัยด้วย ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยเสียไป จำเลยที่ 4 จึงยังต้องรับผิดตามฟ้องอยู่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอารีย์ ทรงสกุลเกียรติ
จำเลย — นายเปี่ยม ชูกลิ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ — นายเชิดศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
มานัส เหลืองประเสริฐ
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2554
#511644
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) บัญญัติให้คำพิพากษาคดีอาญาต้องมีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลาง อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำวินิจฉัยในส่วนดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าคำขออื่นให้ยกแม้จะเข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นยกคำขอให้ริบของกลาง แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้ให้เหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยว่าสมควรริบรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ โดยไม่ย้อนสำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 5, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษไว้กำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) บัญญัติให้คำพิพากษาคดีอาญาต้องมีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลาง อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำวินิจฉัยในส่วนดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าคำขออื่นให้ยก แม้จะเข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นยกคำขอให้ริบของกลาง แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้ให้เหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ยกคำขออื่นย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยว่า สมควรริบรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ เห็นว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยดัดแปลงสภาพต่อเติมพ่วงด้านข้างสำหรับรับจ้างขนคนโดยสาร จึงเป็นเพียงพาหนะที่คนต่างด้าวดังกล่าวใช้โดยสารอยู่ในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ทั้งตามปกติรถจักรยานยนต์ของกลางโดยสภาพก็มีไว้เพื่อบรรทุกคนจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไปจึงไม่สมควรริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอส่วนนี้ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายเชือน เบือน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายสมชาย อติกรจุฑาศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนาคม ลิ้มภักดี
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรกูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 290/2554
#513560
เปิดฉบับเต็ม

ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่ได้ระบุขนาดของบาดแผลเพียงแต่ระบุว่า บาดแผลไม่ผ่านเข้าปอด แสดงว่า บาดแผลไม่ได้มีความลึกถึงปอดอันเป็นอวัยวะภายในที่สำคัญอันจะทำให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งบาดแผลดังกล่าวสามารถรักษาหายภายใน 7 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า หลังจากถูกแทงแล้วผู้เสียหายยังสามารถวิ่งไล่จำเลยที่ 1 ไปได้ประมาณ 300 เมตร ซึ่งสนับสนุนให้เห็นว่าบาดแผลของผู้เสียหายไม่ร้ายแรงนักทั้งก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อนเหตุที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วจึงมีการด่าทอและท้าทายกัน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงถึงขนาดจะมีมูลเหตุจูงใจให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดของกลางแทงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า ทั้งผู้เสียหายยังเบิกความว่า จำเลยที่ 1 กับพวกวิ่งหลบหนีไปก่อนที่พวกของผู้เสียหายจะออกมาช่วย แสดงว่า หลังจากจำเลยที่ 1 แทงผู้เสียหายไปเพียง 1 ครั้ง จำเลยที่ 1 ก็วิ่งหนีไปโดยมิได้แทงซ้ำอีกทั้งที่มีโอกาสจะกระทำได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371 ริบของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 409/2545 หมายเลขแดงที่ 1820/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานพาอาวุธ ปรับ 100 บาท จำเลยที่ 1 รับสารภาพฐานพาอาวุธเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50 บาท ส่วนฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 50 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1820/2546 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำเลยที่ 1 อายุ 19 ปี จำเลยที่ 2 อายุ 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกคนละ 8 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธ เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...โจทก์มีผู้เสียหายเพียงปากเดียวที่เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เข้ามากอดผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย ซึ่งขัดกับคำเบิกความของนายกลม ประจักษ์พยานอีกปากหนึ่งที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ล็อกคอผู้เสียหายแล้วใช้อาวุธมีดแทง ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อพิจารณาจากบาดแผลของผู้เสียหายที่ศาลชั้นต้นตรวจดูในชั้นพิจารณา ปรากฏว่ามีแผลเป็นที่บริเวณชายโครงขวา ใต้รักแร้สอดคล้องกับลักษณะการแทงของจำเลยที่ 1 ตามคำเบิกความของนายกลมยิ่งกว่าคำเบิกความของผู้เสียหาย นอกจากนี้ตามคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจพิทักษ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้ความว่า ชั้นจับกุมพยานสอบถามจำเลยทั้งสองรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย ความข้อนี้สอดคล้องกับคำเบิกความในชั้นพิจารณาและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 หาใช่ว่าคำของจำเลยทั้งสองกลับไปกลับมาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่ได้ระบุขนาดของบาดแผล เพียงแต่ระบุว่าบาดแผลไม่ผ่านเข้าปอด แสดงว่า บาดแผลไม่ได้มีความลึกถึงปอดอันเป็นอวัยวะภายในที่สำคัญอันจะทำให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งบาดแผลดังกล่าวสามารถรักษาหายภายใน 7 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า หลังจากถูกแทงแล้วผู้เสียหายยังสามารถวิ่งไล่จำเลยที่ 1 ไปได้ประมาณ 300 เมตร ซึ่งสนับสนุนให้เห็นว่าบาดแผลของผู้เสียหายไม่ร้ายแรงนัก ทั้งก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน เหตุที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วจึงมีการด่าทอและท้าทายกัน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงถึงขนาดจะมีมูลเหตุจูงใจให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดของกลางแทงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า ซึ่งในข้อนี้ผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองได้ความว่า จำเลยที่ 1 กับพวกวิ่งหลบหนีไปก่อนที่พวกของผู้เสียหายจะออกมาช่วย แสดงว่า หลังจากจำเลยที่ 1 แทงผู้เสียหายไปเพียง 1 ครั้ง จำเลยที่ 1 ก็วิ่งหนีไปโดยมิได้แทงซ้ำอีกทั้งที่มีโอกาสจะกระทำได้ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายไพโรจน์หรือสั้น สายดำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 287 -ที่ 288/2554
#513556
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาคำเบิกความพยานโจทก์ประกอบกับรอยห้ามล้อยาวถึง 20.30 เมตร และความเสียหายของรถยนต์ที่จำเลยขับซึ่งได้รับความเสียหายตรงบริเวณกันชนด้านขวามือผู้ขับยุบไปค่อนข้างมากแล้ว เชื่อว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรซึ่งการขับรถด้วยความเร็วสูงมาถึงทางร่วมทางแยกก็มิได้ลดหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลง เป็นการขับรถโดยประมาทอย่างหนึ่ง แต่เหตุที่จำเลยห้ามล้อไม่น่าจะเกิดจากการที่จำเลยหักหลบหลุมตรงบริเวณปากทางแยกเป็นสำคัญ เพราะตามภาพถ่ายหมาย จ.5 สำนวนหลัง เห็นได้ชัดว่าหลุมดังกล่าวล้ำเข้ามาในผิวจราจรของช่องเดินรถที่จำเลยขับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหลบหลุมถึงขนาดล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวน เชื่อว่าเหตุที่จำเลยขับล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนเพราะหักหลบรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับตัดหน้า จุดชนอยู่ตรง ๆ กับปากทางแยก ชนถูกรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับตรงฝาครอบแบตเตอรี่ขวามือผู้ตาย น่าเชื่อว่าผู้ตายยังมิได้ตั้งลำรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถที่ตนจะเข้าไป ทั้งตามคำเบิกความของ อ. ก็ได้ความว่า เมื่อ อ. และผู้ตายขับรถมาถึงปากทางแยก อ. เห็นรถยนต์ที่จำเลยขับแล่นมาอยู่ห่างรถที่ อ. ขับ 30 ถึง 40 เมตร อ. จึงหยุดตรงปากทางแยก ไม่ขับออกไปในถนนที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายขับออกไปจึงถูกรถยนต์ที่จำเลยขับมาชน เห็นได้ว่าถ้าผู้ตายระมัดระวังโดยยังไม่ขับออกไปเหมือน อ. ก็จะไม่ถูกจำเลยขับรถยนต์ชน ยิ่งกว่านั้นตามคำเบิกความของ ถ. จ. และ ท. พยานโจทก์ทั้งสองที่เบิกความว่าผู้ตายขับในลักษณะพุ่งออกไปอันเป็นลักษณะของการขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อจำเลยเห็นจึงห้ามล้อตั้งแต่อยู่ห่าง 20 ถึง 30 เมตร พฤติการณ์เช่นนี้ แม้จุดชนอยู่ห่างจากเส้นแบ่งช่องเดินรถประมาณ 1.40 เมตร ดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ก็ไม่เป็นข้อบ่งชี้ว่า ผู้ตายมิได้ประมาทที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าทั้งผู้ตายและจำเลยต่างขับรถโดยประมาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อผู้ตายก็เป็นผู้ขับรถโดยประมาท ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจฟ้องซึ่งรวมทั้งไม่มีอำนาจฟ้องอุทธรณ์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 5 (2) และ 3 (2) เมื่อไม่มีอำนาจฟ้องฎีกา ก็ไม่อาจขอให้ไม่รอการลงโทษดังที่ฎีกาขึ้นมาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

สำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 71, 72, 157

สำนวนหลัง โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำนวนหลังว่า เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2

โจทก์ที่ 2 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 และจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาว่าผู้ตายขับรถโดยประมาทหรือไม่ และมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยขับรถโดยประมาทหรือไม่ โจทก์ที่ 2 ฎีกาว่าเหตุที่จำเลยขับรถมาชนเพราะจำเลยขับมาด้วยความเร็วสูงแล้วหักหลบหลุมที่ปากทางแยกดังกล่าว ชนขณะที่ผู้ตายขับเข้าช่องเดินรถที่ผู้ตายจะขับไปทางอำเภอบ้านหมี่แล้วโดยเห็นได้จากจุดชนอยู่ในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับ อยู่ห่างจากเส้นแบ่งช่องเดินรถประมาณ 1.40 เมตร ไม่ใช่จำเลยหักหลบรถที่ผู้ตายขับตัดหน้าแต่อย่างใด ส่วนจำเลยฎีกาว่า เหตุเกิดเพราะจำเลยหักหลบรถที่ผู้ตายขับตัดหน้าอย่างกะทันหัน ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่าจำเลยขับรถโดยประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงนั้น พยานโจทก์ทั้งสองมีนายเจริญ นายถวัลย์ นายสมจิตรและนายสำราญ เบิกความว่า จำเลยขับด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนนายอุดม พยานโจทก์ทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความว่า จำเลยขับด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับจำเลยนำสืบว่าจำเลยขับด้วยความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อศาลฎีกาพิจารณาคำเบิกความดังกล่าวประกอบกับรอยห้ามล้อยาวถึง 20.30 เมตร และความเสียหายของรถยนต์ที่จำเลยขับซึ่งได้รับความเสียหายตรงบริเวณกันชนด้านขวามือผู้ขับยุบไปค่อนข้างมากแล้ว เชื่อว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมา ซึ่งการขับรถด้วยความเร็วสูงมาถึงทางร่วมทางแยกก็มิได้ลดหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงเป็นการขับรถโดยประมาทอย่างหนึ่ง แต่เหตุที่จำเลยห้ามล้อไม่น่าจะเกิดจากการที่จำเลยหักหลบหลุมตรงบริเวณปากทางแยกเป็นสำคัญ เพราะตามภาพถ่ายหมาย จ.5 สำนวนหลัง เห็นได้ชัดว่าหลุมดังกล่าวล้ำเข้ามาในผิวจราจรของช่องเดินรถที่จำเลยขับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหลบหลุมถึงขนาดล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวน เชื่อว่าเหตุที่จำเลยขับล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนเพราะหักหลบรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับตัดหน้าจุดชน อยู่ตรง ๆ กับปากทางแยก ชนถูกรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับตรงฝาครอบแบตเตอรี่ ขวามือผู้ตาย น่าเชื่อว่าผู้ตายยังมิได้ตั้งลำรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถที่ตนจะขับไป ทั้งตามคำเบิกความของนายอุดมก็ได้ความว่าเมื่อนายอุดมและผู้ตายขับรถมาถึงปากทางแยก นายอุดมเห็นรถยนต์ที่จำเลยขับแล่นมาอยู่ห่างรถที่นายอุดมขับ 30 ถึง 40 เมตร นายอุดมจึงหยุดตรงปากทางแยก ไม่ขับออกไปในถนนที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายขับออกไปจึงถูกรถยนต์ที่จำเลยขับมาชนเห็นได้ว่าถ้าผู้ตายระมัดระวังโดยยังไม่ขับออกไปเหมือนนายอุดมก็จะไม่ถูกจำเลยขับรถยนต์ชน ยิ่งกว่านั้นตามคำเบิกความของนายถวัลย์ นายโจ้ย และนายทองเหรียญ พยานโจทก์ทั้งสองที่เบิกความว่าผู้ตายขับในลักษณะพุ่งออกไป อันเป็นลักษณะของการขับออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อจำเลยเห็นจึงห้ามล้อตั้งแต่อยู่ห่าง 20.30 เมตร พฤติการณ์เช่นนี้ แม้จุดชนอยู่ห่างจากเส้นแบ่งช่องเดินรถประมาณ 1.40 เมตร ดังที่โจทก์ที่ 2 ฎีกา ก็ไม่เป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้ตายมิได้ประมาทที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าทั้งผู้ตายและจำเลยต่างขับรถโดยประมาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อผู้ตายก็เป็นผู้ขับรถโดยประมาท ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจฟ้องซึ่งรวมทั้งไม่มีอำนาจฟ้องอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4), 5 (2) และ 3 (2) เมื่อไม่มีอำนาจฟ้องฎีกา ก็ไม่อาจขอให้ไม่รอการลงโทษดังที่ฎีกาขึ้นมาด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของทั้งโจทก์ที่ 2 และจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 3 (2) ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายไสว สุพรรณ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284/2554
#510547
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าการขายทอดตลาดมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวและราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควรอันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีและโจทก์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยแล้ว จำเลยยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง มิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรโดยมิชอบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง อันจะทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดได้ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่

การขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องมีผู้เข้าแข่งขันประมูลราคา แม้การขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้จะมีโจทก์เข้าสู้ราคาเป็นผู้ซื้อทรัพย์เพียงรายเดียวก็ตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีก็สามารถดำเนินการขายทอดตลาดไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ประมูลราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันด้วยประกอบกับยังได้ความอีกว่า การขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการขายทอดตลาดครั้งที่ 19 ซึ่งการขายทอดตลาดครั้งก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดสนใจเข้าสู้ราคานอกจากโจทก์ดังนั้น การดำเนินการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 5,243,959.59 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 15700 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาด โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 1,360,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์เป็นผู้เข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดรายเดียว และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้เคาะไม้ขายทอดตลาดให้โจทก์ไปในราคา 1,360,000 บาท โดยไม่มีการสู้ราคากันจริง การขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวราคาต่ำเกินสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีและโจทก์คบคิดกันฉ้อฉล ไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดมาแล้ว 18 ครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดสนใจเข้าสู้ราคา ต่อมาในการขายทอดตลาดครั้งที่ 19 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ไปในราคา 1,360,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์ที่แท้จริง ไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉล หรือไม่สุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าในการขายทอดตลาดจะต้องมีผู้สู้ราคาหลายคน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าการขายทอดตลาดมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวและราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควรอันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีและโจทก์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยแล้ว จำเลยยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง อันมิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรโดยมไม่ชอบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง อันจะทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดได้ ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยในปัญหานี้มานั้น จึงไม่ชอบ ฎีกาจำเลยฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยใหม่ และเห็นว่าการขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องมีผู้เข้าแข่งขันประมูลราคา แม้การขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้จะมีโจทก์เข้าสู้ราคาเป็นผู้ซื้อทรัพย์เพียงรายเดียวก็ตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีก็สามารถดำเนินการขายทอดตลาดไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ประมูลราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันด้วย ประกอบกับยังได้ความอีกว่า การขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการขายทอดตลาดครั้งที่ 19 ซึ่งการขายทอดตลาดครั้งก่อนหน้านี้ ไม่มีผู้ใดสนใจเข้าสู้ราคานอกจากโจทก์ ดังนั้น การดำเนินการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอาภรณ์ ศรีสัจจัง
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2554
#507158
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ลัดดา คงเปี่ยม
จำเลย — นาย กรกช แก้วป้องปก กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก
ชื่อองค์คณะ
นายตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา