คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752 -ที่ 780/2554
#508342
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยไปครั้งหนึ่งแล้วว่าลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้ง 29 คน ไม่ใช่งานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 (2) คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในปัญหานี้ย่อมเป็นอันยุติ จำเลยจะรื้อฟื้นในประเด็นข้อกฎหมายนี้มาให้วินิจฉัยอีกไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

ป.วิ.พ. มาตรา 104 ซึ่งอนุโลมใช้แก่คดีแรงงานด้วยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบพยานมาก่อนมีคำพิพากษานั้นเพียงพอให้ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเป็นยุติและพอวินิจฉัยได้แล้วจึงวินิจฉัยคดีโดยไม่อนุญาตให้จำเลยนำสืบพยานเพิ่มเติม ถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้ใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานในการรับฟังข้อเท็จจริงแล้ว

จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้ง 29 คน เข้าเวรทำงานล่วงเวลาในวันปกติและในวันหยุดในวันและเวลาแน่นอน โจทก์ทั้ง 29 คน เข้าเวรทำงานล่วงเวลาตามคำสั่งครบถ้วนหรือไม่มีเอกสารลงเวลาทำงานเป็นหลักฐานแน่ชัดอยู่แล้วซึ่งเป็นไปตามระเบียบการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าล่วงเวลา ดังนั้น ในบางวันบางเดือนโจทก์บางคนอาจจะต้องเข้าเวรทำงานตามคำสั่งของจำเลยรวมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ได้ตามที่ปรากฏจริง อันเป็นการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ เมื่อโจทก์ทั้ง 29 คน เข้าเวรทำงานตามคำสั่งของจำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้โจทก์ทั้ง 29 คน เต็มตามระยะเวลาที่เข้าเวรเพื่อทำงานล่วงเวลา

ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งใช้บังคับแก่ทุกรัฐวิสาหกิจ คำสั่งทั้งสามฉบับของจำเลยที่กำหนดอัตราค่าล่วงเวลาของพนักงาน จำเลยจึงต้องอยู่ในบังคับของระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าว เมื่อลักษณะการทำงานของโจทก์ทั้ง 29 คน ไม่ใช่งานขนส่งที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 (2) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้ง 29 คน

สิทธิตามสัญญาเช่าเป็นทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 ดังนั้นสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดินตามสัญญาเช่าของจำเลยซึ่งเป็นสิทธิตามสัญญาเช่าอย่างหนึ่งจึงเป็นทรัพย์สินของจำเลย แม้จะยังไม่เป็นรายได้ของรัฐตาม พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 39 แต่ก็เป็นรายได้อันเป็นทรัพย์สินของจำเลย จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบเก้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอื่นอีกแปดสำนวน แต่โจทก์ในคดีดังกล่าวขอถอนฟ้องและศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายคดีไปแล้ว คงเหลือเฉพาะคดีทั้งยี่สิบเก้าสำนวนนี้โดยศาลแรงงานกลางให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ถึงที่ 37 รวม 29 คน

โจทก์ทั้งยี่สิบเก้าสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน และให้จำเลยถือปฏิบัติต่อไปตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 เกี่ยวกับค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด โดยให้แก้ไขระเบียบข้อบังคับของจำเลยให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าว

จำเลยทั้งยี่สิบเก้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 5 ถึงแก่ความตาย นางประไพ ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 30 ถึงที่ 33 และที่ 35 ถึงที่ 37 รวม 29 คน อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในส่วนของกำหนดวันจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด โจทก์แต่ละคนทำงานในวันหยุดในช่วงเวลาทำงานปกติกี่ชั่วโมง และในปี 2545 ในช่วงเวลาที่ไม่ขาดอายุความโจทก์แต่ละคนทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดกี่ชั่วโมง มีเวลาพักหรือไม่และให้คำนวณจำนวนค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าล่วงเวลาในวันหยุดและค่าทำงานในวันหยุดที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์แต่ละคนด้วย แล้วให้ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีในส่วนค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดไปตามรูปความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,324,701.16 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,315,430.54 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,347,548.31 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 447,748.43 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 5 จำนวน 1,512,952.37 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 6 จำนวน 1,156,042.21 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 7 จำนวน 130,373.76 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 8 จำนวน 1,296,654.96 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 9 จำนวน 1,213,487.58 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 10 จำนวน 1,145,288.54 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 11 จำนวน 1,139,879.36 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 13 จำนวน 804,351.27 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 14 จำนวน 710,136.72 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 15 จำนวน 555,004.89 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 17 จำนวน 409,907.23 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 18 จำนวน 1,285,923.89 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 19 จำนวน 1,298,177.84 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 20 จำนวน 1,327,318.08 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 24 จำนวน 652,072.06 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 25 จำนวน 467,514.60 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 26 จำนวน 392,635.28 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 27 จำนวน 723,978.10 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 30 จำนวน 702,386.62 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 31 จำนวน 346,818.93 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 32 จำนวน 327,574.56 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 33 จำนวน 290,285.31 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 35 จำนวน 212,239.39 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 36 จำนวน 1,296,986.09 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 37 จำนวน 322,160.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินของโจทก์แต่ละคน (โจทก์รวม 29 คน) นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์แต่ละคนเสร็จสิ้น คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และโจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ปัญหาประการแรกว่า ลักษณะการทำงานของโจทก์แต่ละคนที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นงานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 (2) คำพิพากษาศาลฎีกาในข้อนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในปัญหาข้อนี้ใหม่ได้นั้น คดีนี้เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ลักษณะการทำงานของโจทก์รวม 29 คน ไม่ใช่งานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 (2) คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในปัญหาข้อนี้ย่อมเป็นอันยุติ จำเลยจะรื้อฟื้นในประเด็นข้อกฎหมายนี้ที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้มาให้วินิจฉัยอีกไม่ได้อุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบด้วยมาตรา 246 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการที่สองว่า ศาลแรงงานกลางไม่ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฎีกา คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่พิพากษาคดีนี้ใหม่ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 ประกอบมาตรา 31 หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาไปตามนั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนี้นำมาอนุโลมใช้กับคดีแรงงานด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบพยานมาก่อนมีคำพิพากษานั้นเพียงพอให้ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเป็นยุติและพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงวินิจฉัยคดีโดยไม่อนุญาตให้จำเลยนำสืบพยานเพิ่มเติมนั้น ถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้ใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานในการรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แล้ว ทั้งไม่มีกรณีอันสมควรที่ศาลแรงงานกลางจะสั่งอนุญาตให้จำเลยนำสืบพยานเพิ่มเติมตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานข้อ 10 ด้วย คำสั่งและคำพิพากษาคดีนี้ใหม่ของศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 และมาตรา 31 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการที่สามว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่คิดคำนวณเวลาทำงานล่วงเวลาเมื่อรวมเวลาทำงานปกติแล้วเท่ากับวันละ 24 ชั่วโมง โดยมิได้คำนวณค่าล่วงเวลาตามจำนวนชั่วโมงที่โจทก์แต่ละคนได้ทำงานล่วงเวลาจริงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในข้อนี้ต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติมาแล้วว่า จำเลยกับโจทก์ทั้ง 29 คน ต่างก็ทราบและยอมรับข้อเท็จจริงซึ่งมีเอกสารหลักฐานแน่ชัดว่า จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้ง 29 คน เข้าเวรทำงานล่วงเวลาในวันปกติและวันหยุดสำหรับช่วงระยะเวลาดังกล่าวมาข้างต้นในวันและเวลาใดแน่นอน ส่วนโจทก์ทั้ง 29 คน จะเข้าเวรทำงานล่วงเวลาตามคำสั่งครบถ้วนหรือไม่ ก็มีหลักฐานเอกสารการลงเวลาทำงานเป็นหลักฐานแน่ชัดอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามระเบียบการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าล่วงเวลา ดังนั้น ในบางวันบางเดือนโจทก์บางคนอาจจะต้องเข้า เวรทำงานตามคำสั่งของจำเลยรวมเป็นเวลา 24 ชั่วโมงได้ตามที่ปรากฏจริง และเมื่อโจทก์ทั้ง 29 คน ได้เข้าเวรทำงานตามคำสั่งของจำเลยแล้ว การเข้าเวรทำงานในลักษณะดังกล่าวมานี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้ง 29 คนเต็มตามระยะเวลาที่เข้าเวรเพื่อทำงานล่วงเวลา จำเลยจะจ่ายค่าล่วงเวลาโดยคำนวณเฉพาะเวลาที่โจทก์ได้ปฏิบัติงานจริงเท่านั้น โดยไม่ยอมจ่ายค่าล่วงเวลาเต็มตามระยะเวลาที่โจทก์ทั้ง 29 คน ต้องอยู่เวรรอปฏิบัติงานย่อมไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในปัญหาข้อนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการสุดท้ายว่า การกำหนดอัตราค่าล่วงเวลาตามคำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 18/2538 และที่ 7/2543 และตามคำสั่งประธานคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 1/2546 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และไม่อยู่ในบังคับของระเบียบของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 18/2538 ว่า เป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 29 (4) ของพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ส่วนคำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 7/2543 และคำสั่งประธานคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 1/2546 เป็นคำสั่งเปลี่ยนแปลงอัตราค่าล่วงเวลาเพิ่มขึ้นจากคำสั่งฉบับแรก ดังนั้น คำสั่งทั้งสามฉบับดังกล่าวนี้จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คำสั่งทั้งสามฉบับนี้เป็นคำสั่งกำหนดอัตราค่าล่วงเวลาที่ใช้บังคับเฉพาะกับพนักงานของจำเลยเท่านั้น ส่วนระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 นั้น ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งใช้บังคับกับทุกรัฐวิสาหกิจรวมทั้งจำเลยด้วย คำสั่งทั้งสามฉบับของจำเลยดังกล่าวข้างต้นจึงต้องอยู่ในบังคับของระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน ซึ่งระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ได้กำหนดถึงการจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานที่ทำงานนอกเวลาทำงานปกติตามข้อ 25, 26 และ 30 แต่ไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานที่ทำงานเข้าลักษณะงานที่ระบุไว้ในข้อที่ 28 ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า ลักษณะการทำงานของโจทก์รวม 29 คน ไม่ใช่งานขนส่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 28 (2) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้ง 29 คน ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง อุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ที่ 1 ว่า สิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดินตามสัญญาเช่าเลขที่ ทด.532/2552, ทด.001/2551 และ ทด.550/2552 เป็นทรัพย์สินของจำเลยหรือไม่ และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 14 หรือไม่ สิทธิตามสัญญาเช่าเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 ดังนั้น สิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าทั้งสามฉบับดังกล่าวของจำเลยซึ่งเป็นสิทธิตามสัญญาเช่าอย่างหนึ่งด้วย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลย และตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 14 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี" สิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าทั้งสามฉบับของจำเลยจึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้น และแม้ว่าสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าทั้งสามฉบับนี้จะยังไม่เป็นรายได้ของรัฐตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 39 แต่ก็เป็นรายได้อันเป็นทรัพย์สินของจำเลย ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8240/2549 ที่โจทก์ที่ 1 อ้างมานั้นเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องเงินค่าขนส่งตามสัญญาจ้างขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) เป็นรายได้ของรัฐอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินหรือไม่ซึ่งไม่ตรงกับประเด็นของคดีนี้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดินตามสัญญาเช่าทั้งสามฉบับของจำเลยตามเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 138
ป.วิ.พ. ม. 104 ม. 144 ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11
พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 14 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายระวัง อินทรกล่อม กับพวก
จำเลย — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 749/2554
#554905
เปิดฉบับเต็ม

คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของพนักงานตรวจแรงงาน อันเป็นพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (4) และการพิจารณาคดีแรงงานนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยาน การกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ การนำพยานหลักฐานเข้าสืบของคู่ความการพิจารณาคดีในศาลแรงงานและการรับฟังข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาในศาลแรงงานไว้โดยเฉพาะแล้ว ซึ่งหาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าหากเป็นคดีที่นายจ้างหรือลูกจ้างนำคดีมาสู่ศาลแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 แล้ว ในการพิจารณาคดีศาลแรงงานต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามที่พนักงานตรวจแรงงานรับฟังยุติไว้ในสำนวนหรือต้องพิจารณาพยานหลักฐานเฉพาะที่ปรากฏจากการสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงานเท่านั้นไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2545 ให้แก่ ช. เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะ ช. ยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อเรียกร้องเอาค่าทำงานในวันหยุดเมื่อล่วงเลยกำหนดอายุความ 2 ปีแล้ว ศาลแรงงานกลางมิได้นำพยานหลักฐานใดที่โจทก์สืบเพิ่มเติมในประเด็นนี้ในชั้นพิจารณาคดีมาพิจารณาประกอบด้วยจึงเป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แม้ศาลแรงงานกลางจะมิได้วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดของ ช. ดังกล่าว แต่คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดอันเป็นค่าจ้างนั้น ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) ให้มีกำหนดอายุความสองปี และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 (3) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง ดังนั้นสิทธิเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2545 รวม 6 วัน จึงเกินกว่ากำหนด 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจจะบังคับสิทธิเรียกร้องได้ และไม่ปรากฏเหตุที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 43/2547 ลงวันที่ 3 กันยายน 2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ว่า การที่โจทก์มิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงของพนักงานตรวจแรงงาน แล้วจะสามารถยกขึ้นต่อสู้ในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางหรือไม่ และการที่นายชัยวัฒน์เรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2545 โดยยื่นคำร้องต่อจำเลย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 เป็นการใช้สิทธิเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่บัญญัติว่าโจทก์ต้องยกประเด็นเรื่องอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องไว้ตั้งแต่ในชั้นให้ถ้อยคำต่อพนักงานตรวจแรงงาน และไม่มีบทบัญญัติว่า หากโจทก์มิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขึ้นกล่าวอ้างตั้งแต่ชั้นพนักงานตรวจแรงงานแล้วจะทำให้โจทก์เสียสิทธิในการยกอายุความขึ้นต่อสู้ในชั้นนำคดีมาสู่ศาลและเมื่อนายชัยวัฒน์เรียกร้องค่าทำงานในวันหยุด เมื่อล่วงเลยกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 แล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะนายจ้างนำคดีมาสู่ศาลแรงงานกลางตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 อันเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของพนักงานตรวจแรงงาน อันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (4) และการพิจารณาคดีแรงงานนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยาน การกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ การนำพยานหลักฐานเข้าสืบของคู่ความ การพิจารณาคดีในศาลแรงงานและการรับฟังข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาในศาลแรงงานไว้โดยเฉพาะแล้ว ซึ่งหาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าหากเป็นคดีที่นายจ้างหรือลูกจ้างนำคดีมาสู้ศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 แล้ว ในการพิจารณาคดีศาลแรงงานต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามที่พนักงานตรวจแรงงานรับฟังยุติไว้ในสำนวนหรือต้องพิจารณาพยานหลักฐานเฉพาะที่ปรากฏจากการสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงานเท่านั้นไม่ และการสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงานอาจมีข้อบกพร่อง ซึ่งคู่ความอาจอ้างพยานหลักฐานใด ๆ เพิ่มเติมต่อศาลแรงงานได้ ส่วนพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างเพิ่มเติมจะรับฟังได้เพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับน้ำหนักของพยานหลักฐานนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2545 ให้แก่นายชัยวัฒน์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะนายชัยวัฒน์ยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อเรียกร้องเอาค่าทำงานในวันหยุดเมื่อล่วงเลยกำหนดอายุความ 2 ปีแล้ว ศาลแรงงานกลางจึงต้องพิจารณาให้ได้ความจริงว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าทำงานในวันหยุดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนายชัยวัฒน์ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวแต่เพียงว่าขณะที่ตัวแทนของโจทก์ไปชี้แจงกับจำเลยก็ไม่เคยชี้แจงว่าค่าทำงานในวันหยุดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวของนายชัยวัฒน์ขาดอายุความ แต่ในชั้นพิจารณาของศาลกลับนำข้อเท็จจริงที่ไม่เคยแจ้งต่อจำเลยมาเสนอต่อศาล เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต จึงไม่อาจนำมาหักล้างคำสั่งของจำเลยได้ โดยศาลแรงงานกลางมิได้นำพยานหลักฐานใดที่โจทก์สืบเพิ่มเติมในประเด็นนี้ในชั้นพิจารณาคดีมาพิจารณาประกอบด้วย จึงเป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 อย่างไรก็ตาม แม้ศาลแรงงานกลางจะมิได้วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดของนายชัยวัฒน์ ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2545 ขาดอายุความหรือไม่ แต่คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดอันเป็นค่าจ้างนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) ให้มีกำหนดอายุความสองปี และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 (3) บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า วันที่ 5 กรกฎาคม 2547 นายชัยวัฒน์ได้ร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดที่นายชัยวัฒน์ได้ทำงานระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2546 ดังนั้นสิทธิเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2545 รวม 6 วัน จึงเกินกว่ากำหนด 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจจะบังคับสิทธิเรียกร้องได้ และไม่ปรากฏเหตุที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) แล้ว อุทธรณ์โจทก์สองประการนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 43/2547 ลงวันที่ 3 กันยายน 2547 เฉพาะในส่วนที่สั่งให้โจทก์นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2545 จำนวน 6 วัน รวมเป็นเงิน 2,418.30 บาท ให้นายชัยวัฒน์ ลูกจ้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด
นางสาวสุกัญญา พันธ์แวงมนต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 742/2554
#509389
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและแถลงไม่ติดใจสืบพยานก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเห็นว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์เพื่อให้ได้รับประโยชน์โดยรับโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้ แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกข้อกฎหมายนี้ขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นมาก่อนก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 76 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 11 เดือน รวมจำคุก 12 ปี 11 เดือน และปรับ 500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 5 เดือน 15 วัน และปรับ 250,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกจำเลย 8 ปี และปรับ 300,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี และปรับ 150,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 5 เดือน 15 วัน และปรับ 150,000 บาท โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ชอบหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติที่ว่าผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คดีนี้แม้จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและแถลงไม่ติดใจสืบพยานก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเห็นว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์เพื่อให้ได้รับประโยชน์โดยรับโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้ แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกข้อกฎหมายนี้ขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นมาก่อนก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและเห็นว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 และลงโทษจำเลยเฉพาะโทษปรับน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำสำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสถาพรหรือบังหมัด คล้อละมัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอัคเดช มัชฌิมา
ศาลอุทธรณ์ — นางขนิษฐา อรุณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 720/2554
#509337
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการขนส่งมีหน้าที่ตามสัญญารับขนของทางทะเลที่จะต้องดำเนินการให้มีการส่งมอบสินค้าที่ท่าปลายทางแก่ผู้รับตราส่ง การที่โจทก์มีคำสั่งให้ระงับการส่งมอบใบตราส่งแก่ผู้รับตราส่งมีผลให้สินค้ายังคงอยู่ในความครอบครอบของโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 15 ที่จะยึดหน่วงสินค้าไว้จนกว่าจะได้รับชำระค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางหรือจนกว่าผู้รับตราส่งจะได้จัดให้มีประกันตามสมควร โดยการใช้สิทธิยึดหน่วงนี้จะกระทำได้สำหรับหนี้ที่เป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยสินค้าที่โจทก์ครอบครองอยู่ อันได้แก่หนี้ค่าระวางและค่าบริการการขนส่งสินค้าครั้งที่ 19 เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 วรรคหนึ่ง และแม้โจทก์จะไม่มีสิทธิยึดหน่วงสินค้าดังกล่าวไว้เพื่อเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าระวางและค่าบริการการขนส่งครั้งก่อน ๆ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยค้างชำระค่าระวาง ค่าขนส่ง ค่าบริการ และค่าดำเนินการการขนส่งสินค้าก่อนหน้านั้นอีก 18 ครั้ง เพราะจำเลยประสบปัญหาทางธุรกิจนั้น นับได้ว่าจำเลยเป็นคนสินล้นพ้นตัวไม่สามารถใช้หนี้แก่โจทก์ได้ตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 243 แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าวที่จะยึดหน่วงสินค้าที่ขนส่งไว้ได้ แม้ในขณะนั้นหนี้ค่าระวางและค่าบริการการขนส่งครั้งที่ 19 จะยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตาม การที่โจทก์ใช้สิทธิยึดหน่วงสินค้าด้วยการไม่ส่งมอบใบตราส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ท่าปลายทาง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญารับขนของทางทะเล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,679,802.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,132,167.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,583,491.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,307.54 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2547 ต้นเงิน 3,935.20 บาท นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2547 ต้นเงิน 4,856.50 บาท นับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2547 ต้นเงิน 342,559.54 บาท นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2547 ต้นเงิน 217,576.03 บาท นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2547 ต้นเงิน 7,798.14 บาท นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2547 ต้นเงิน 12,813.85 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2547 ต้นเงิน 184,888.74 บาท นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2547 ต้นเงิน 176,002.93 บาท นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2547 ต้นเงิน 156,131.22 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2547 ต้นเงิน 157,296.05 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2547 ต้นเงิน 155,400.10 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ต้นเงิน 13,907.67 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ต้นเงิน 26,782.50 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2547 ต้นเงิน 38,744.54 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2547 ต้นเงิน 15,244 บาท นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ต้นเงิน 6,936 บาท นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ต้นเงิน 6,079.50 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2547 และต้นเงิน 33,231.12 บาท นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 17 มีนาคม 2548 ต้องไม่เกิน 96,310.97 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2547 ถึงเดือนกรกฎาคม 2547 จำเลยว่าจ้างโจทก์จัดการขนส่งสินค้าไปต่างประเทศ รวมทั้งดำเนินพิธีการศุลกากร รวม 19 ครั้ง โจทก์ดำเนินการตามความประสงค์ของจำเลย แต่จำเลยไม่ชำระค่าระวาง ค่าบริการและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมเป็นเงิน 1,583,491.17 บาท สำหรับการขนส่งสินค้าครั้งที่ 19 จำเลยว่าจ้างโจทก์ดำเนินการขนส่งสินค้าอุปกรณ์เครื่องจักรซักผ้าทางทะเลจากประเทศไทยไปส่งให้ลูกค้าที่ประเทศกรีซโดยคิดค่าระวางและค่าบริการเป็นเงิน 33,231.12 บาท โจทก์จัดส่งอุปกรณ์ดังกล่าวถึงท่าปลายทางประเทศกรีซเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 แต่บริษัทแวนเดอราคิส อี.พี.อี. ลูกค้าของจำเลยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งไม่สามารถรับมอบสินค้าได้ เนื่องจากโจทก์มีคำสั่งให้ระงับการส่งมอบใบตราส่งแก่ลูกค้าของจำเลยดังกล่าว โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าระวางและค่าบริการที่ค้างชำระรวม 19 ครั้งก่อน เป็นเงิน 1,583,491.17 บาท แต่จำเลยผัดผ่อนโดยจะขอชำระเงินค่าระวางและค่าบริการเฉพาะครั้งที่ 19 เป็นเงิน 33,231.12 บาท และขอให้โจทก์ปล่อยสินค้า แต่จำเลยก็มิได้ชำระค่าระวางและค่าบริการครั้งที่ 19 ภายในกำหนด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เมื่อสินค้าไปถึงท่าปลายทางแล้ว การที่โจทก์ไม่ยอมมอบใบตราส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง ถือเป็นการผิดสัญญารับขนของทางทะเลหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องดำเนินการให้มีการส่งมอบสินค้าที่ท่าปลายทางแก่บริษัทแวนเดอราคิส อี.พี.อี. ซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง การที่โจทก์มีคำสั่งให้ระงับการส่งมอบใบตราส่งให้แก่ผู้รับตราส่งดังกล่าวมีผลทำให้สินค้ายังคงอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 15 ที่จะยึดหน่วงสินค้าไว้จนกว่าจะได้รับชำระค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางหรือจนกว่าผู้รับตราส่งจะได้จัดให้มีประกันตามสมควร โดยการใช้สิทธิยึดหน่วงนี้จะกระทำได้สำหรับหนี้ที่เป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยสินค้าที่โจทก์ครอบครองอยู่ อันได้แก่หนี้ค่าระวางและค่าบริการการขนส่งสินค้าครั้งที่ 19 เท่านั้น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิยึดหน่วงสินค้าดังกล่าวไว้เพื่อเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าระวางและค่าบริการการขนส่งครั้งก่อน ๆ และแม้ว่าหนี้ค่าระวางและค่าบริการการขนส่งครั้งที่ 19 จะถึงกำหนดชำระในวันที่ 6 สิงหาคม 2547 หลังจากที่โจทก์ยึดหน่วงสินค้าไว้แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยยังคงค้างชำระค่าระวาง ค่าขนส่ง ค่าบริการ และค่าดำเนินการการขนส่งสินค้าก่อนหน้านั้นอีก 18 ครั้ง เป็นเงินรวมกันถึง 1,550,260.05 บาท ทั้งจำเลยก็ยอมรับในอุทธรณ์ว่า ปี 2547 จำเลยประสบปัญหาทางธุรกิจ จึงค้างชำระหนี้แก่โจทก์หลายครั้ง พฤติการณ์ดังกล่าวนับได้ว่าจำเลยเป็นคนสินล้นพ้นตัวไม่สามารถใช้หนี้แก่โจทก์ได้ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 243 แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าวที่จะยึดหน่วงสินค้าที่ขนส่งไว้ได้ แม้ในขณะนั้นหนี้ค่าระวางและค่าบริการการขนส่งครั้งที่ 19 จะยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตาม การที่โจทก์ใช้สิทธิยึดหน่วงสินค้าด้วยการไม่ส่งมอบใบตราส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ท่าปลายทาง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญารับขนของทางทะเล จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าเสียหายตามฟ้องแย้งได้ คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยได้รับความเสียหายตามฟ้องแย้งหรือไม่อีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 วรรคหนึ่ง ม. 243
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเกิลส์ แอร์แอนด์ซี (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัททรานส์เฟอรอน ลอนดรี้ แมชชีนส์ เอเซีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวอัญชลี อนันต์โท
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2554
#511920
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือมีโทษสถานหนักกว่านั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ต่อเมื่อพยานโจทก์ตามที่นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด และขอให้กำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษได้กรณีมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำรับสารภาพ หรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

จำเลยเข้าไปกระตุกสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 จนหลุดออก แล้วได้ตบตีผู้เสียหายที่ 1 การกระตุกสร้อยคอกับการตบตีทำร้ายร่างกาย จึงแยกออกเป็น 2 ตอน จำเลยมิได้ลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 (1) แต่เป็นการใช้กิริยาฉกฉวยเอาสร้อยคอและรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า จึงเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และคำขอท้ายฟ้องมิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่ประกอบเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

จำเลยพูดขอเงินกับผู้เสียหายที่ 2 ว่า หากไม่ให้เงินจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ต่อไป เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้เงินจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 (1) วรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องศาลพิพากษาลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวและโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาจึงปรับบทความผิดและบทลงโทษให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 337 (1) วรรคสอง อีกกรรมหนึ่งได้เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยเข้าไปในห้องพักอันเป็นเคหสถานของนางวราภรณ์ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วลักสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง ราคา 5,000 บาท รูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำหนัก 1 สลึง ราคา 2,500 บาท และโทรทัศน์ ราคา 13,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,500 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ที่เก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจิกผม กระชาก ตบ ต่อย เตะ ที่ใบหน้าและลำตัว และใช้พัดลมตั้งโต๊ะตีศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หลังจากนั้นลักเงิน 1,000 บาท ของนายโสรส ผู้เสียหายที่ 2 ไป โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม โดยใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 339, 340 ตรี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 20,500 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และเงิน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง และรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลาม ส่วนโทรทัศน์เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลย จึงให้จำเลยคืนราคาทรัพย์เพียง 14,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และเงิน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า นางวราภรณ์ ผู้เสียหายที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยมาก่อน โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2538 มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาเมื่อปี 2548 ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่าตามสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย จ.1 หลังจากหย่ากับจำเลยแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 ได้เดินทางไปทำงานที่จังหวัดระยองพักอาศัยอยู่ที่บ้านเช่าในตำบลนิคมพัฒนา กิ่งอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายโสรส ผู้เสียหายที่ 2 คืนเกิดเหตุจำเลยเดินทางจากบ้านพักในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ไปหาผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้รถกระบะ เมื่อไปถึงบ้านพักของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยเคาะประตูห้อง ผู้เสียหายที่ 2 ไปเปิดประตู ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ จำเลยได้ตรงเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 แล้วกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง พร้อมรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำหนัก 1 สลึง แล้วลงมือตบตีผู้เสียหายที่ 1 ทั้งยังหยิบพัดลมที่ตั้งอยู่ภายในห้องมาทุบตีผู้เสียหายที่ 1 บริเวณศีรษะ 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บตามรายงานตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง หลังจากนั้นจำเลยได้ขอเงินจากผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1,000 บาท เป็นค่าน้ำมันรถ หากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมให้เงินจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ต่อไป ผู้เสียหายที่ 2 จึงยอมให้เงินจำเลยไป 1,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยยังได้เอาโทรทัศน์ขนาด 25 นิ้ว 1 เครื่อง ราคา 13,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยซื้อมาใช้ร่วมกันในขณะที่ยังอยู่กินฉันสามีภริยาขึ้นรถกระบะแล้วขับออกไป คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องตามมาตรา 339 ประกอบมาตรา 340 ตรี ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพนั้น มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือมีโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คดีนี้แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ ต่อเมื่อพยานโจทก์ตามที่นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี จริง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว แต่จำเลยก็ยังใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ทั้งตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 เนื้อหาอุทธรณ์ในส่วนแรกได้โต้แย้งว่าจำเลยซึ่งเป็นอดีตสามีของผู้เสียหายที่ 1 ไปพบผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านพักแล้วพบว่ามีผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในห้องพัก จึงเกิดความโกรธแล้วจึงกระตุกสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 ไป หาได้ประสงค์ทรัพย์ของผู้อื่นไม่ อันเป็นทำนองว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด ส่วนอุทธรณ์ตอนท้ายได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นกำหนดโทษโดยไม่คำนึงถึงสาเหตุแห่งการกระทำความผิด พฤติการณ์ในการกระทำความผิด จึงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษด้วย อุทธรณ์ของจำเลยจึงได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องแล้ว จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด คงวินิจฉัยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการลดโทษและรอการลงโทษ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ชอบ ประกอบกับจำเลยได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในชั้นพิจารณาพอที่จะทำคำวินิจฉัยได้แล้ว จึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังยุติได้ว่า ขณะที่จำเลยไปเคาะประตูเรียกที่บ้านพักของผู้เสียหายที่ 1 มีผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคู่รักใหม่ของผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้มาเปิดประตูห้อง ทันทีที่จำเลยเห็นผู้เสียหายที่ 1 เดินออกมาจากห้องจึงเข้าไปทำการกระตุกสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 แล้วหลังจากนั้น จึงทำการตบตีผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า การตบตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เกิดขึ้นหลังจากจำเลยได้กระตุกสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 จนหลุดออกแล้ว ดังนั้น การกระตุกสร้อยคอกับการตบตีทำร้ายร่างกาย จึงแยกออกเป็น 2 ตอน จำเลยมิได้ลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (1) แต่ตามที่จำเลยเข้าไปกระทำการกระตุกสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 จนขาดออกจากกันและเอาสร้อยคอกับรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำ 1 องค์ไป จึงเป็นเรื่องที่จำเลยใช้กิริยาฉกฉวยเอาสร้อยคอและรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า จึงเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และคำขอท้ายฟ้องมิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเห็นว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่ประกอบเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 นั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษมาแล้วจำเลยก็ให้การสารภาพในความผิดดังกล่าวมาก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาตามฟ้องว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว และโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาชอบที่จะปรับบทความผิดและบทลงโทษให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกกรรมหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

ส่วนการที่จำเลยยกเอาโทรทัศน์ 1 เครื่อง ราคา 13,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีไว้ใช้ในห้องพักไปนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ได้ร่วมกันซื้อไว้ใช้ในขณะที่ยังอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จำเลยยกเอาโทรทัศน์ดังกล่าวไปภายหลังจากจำเลยเห็นผู้เสียหายทั้งสองอยู่ด้วยกันในห้องพักที่เกิดเหตุ เชื่อว่าจำเลยกระทำไปด้วยความโกรธและหึงหวงผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเคยเป็นภริยาตน อีกทั้งก่อนกลับออกไปจำเลยยกเอาแต่โทรทัศน์ไปโดยมิได้เอาทรัพย์สินอื่นไปอีกทั้งที่สามารถกระทำได้ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิกระทำได้แสดงว่าไม่มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต การที่จำเลยเอาโทรทัศน์ไปจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

สำหรับความผิดฐานชิงทรัพย์เงินของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1,000 บาท นั้น ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยขอเงินเป็นค่าน้ำมัน ผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่าเพื่อไม่ให้จำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จึงได้ให้เงินจำเลยไปนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่พูดขอเงินกับผู้เสียหายที่ 2 ว่า หากไม่ให้เงินจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ต่อไป เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้เงิน 1,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินตามที่จำเลยขอ การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 (1) วรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้อง พิพากษาลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาตามฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวและโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาชอบที่จะพิพากษาปรับบทความผิดและบทลงโทษให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 (1) วรรคสอง อีกกรรมหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง, 295, 337 (1) วรรคสอง ลงโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถาน จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง ภายในระยะเวลารอการลงโทษ กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นของโจทก์ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ม. 337
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายอนุชา มิมมา
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 680/2554
#509403
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่หมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองนำฝากไว้ที่ธนาคารย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารผู้รับฝาก ธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าของบัญชีตามเงื่อนไขที่ตกลงกันให้ครบถ้วน จำเลยทั้งสามไม่ได้รับมอบการครอบครองและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเงินดังกล่าว ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันทำเอกสารเท็จนำไปขอเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามและเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเพื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของหมู่บ้านแล้วถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจ จึงเป็นการเอาเงินจากบัญชีเงินฝากของหมู่บ้านซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของธนาคาร หาใช่เป็นความผิดฐานยักยอกไม่ เพราะการครอบครองเงินมิได้อยู่กับจำเลยทั้งสามในขณะที่จำเลยทั้งสามกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 158,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 158,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ รับฟังเป็นยุติได้ว่า หมู่บ้านหนองแก หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งขนาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรีเป็นหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง พ.ศ. 2522 ขณะเกิดเหตุมีคณะกรรมการกลางหมู่บ้านรวม 8 คน คือ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 นายสุรศักดิ์ นายทองมี นายสมศรี นายยันต์ นายสมยศ และนายพร โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นประธานคณะกรรมการกลางโดยตำแหน่ง ในปี 2537 หมู่บ้านดังกล่าวได้รับเงินรางวัลจากการประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง ระดับภาค ซึ่งกองทัพภาคที่ 1 จัดขึ้น เป็นเงิน 400,000 บาท คณะกรรมการกลางหมู่บ้านและชาวบ้านประชุมกันแล้วมีมติให้หักเงินรางวัลดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาหมู่บ้าน ส่วนที่เหลือให้นำไปเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคาร โดยให้จำเลยที่ 1 นายทองมี และนายสุรศักดิ์เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 นายทองมี และนายสุรศักดิ์ร่วมกันเปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสอยดาว ใช้ชื่อบัญชีว่า เงินหมู่บ้าน อ.พ.ป. บ้านหนองแก โดยกำหนดเงื่อนไขว่า จำเลยที่ 1 นายสุรศักดิ์และนายทองมี ลงลายมือชื่อร่วมกันมีอำนาจเบิกถอนเงินจากธนาคารได้ตามคำขอเปิดบัญชี และตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย แต่การจะถอนเงินฝากออกมาเพื่อทำกิจการใดๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลางหมู่บ้านและที่ประชุมชาวบ้านก่อน ครั้นวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 จำเลยทั้งสามยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินและเงื่อนไขการสั่งจ่ายจากเดิม เป็นให้จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อร่วมกันเบิกถอนเงินจากบัญชีได้ ตามหนังสือเรื่องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมผู้มีอำนาจลงนามและเงื่อนไขการสั่งจ่าย และบัตรตัวอย่างลายมือชื่อ โดยมีรายงานการประชุมลงมติ เป็นหลักฐาน จากนั้นวันที่ 18 สิงหาคม 2540 จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเบิกถอนต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 158,000 บาท จากธนาคารไปตามใบถอนเงิน ต่อมาคณะกรรมการกลางหมู่บ้านทราบเรื่องจึงร้องเรียนต่อนายอำเภอสอยดาว นายอำเภอสอยดาวมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีหนังสือมอบหมายให้นายประเวท ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ในฐานะประธานคณะกรรมการกลางหมู่บ้านเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า จำเลยทั้งสามขอเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามและเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเพื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของหมู่บ้านแล้วถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจ และโดยทุจริตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มี นายทองมี และนายสุรศักดิ์ เบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2541 พยานสอบถามเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสอยดาว จึงทราบว่าจำเลยทั้งสามได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของหมู่บ้าน และจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันถอนเงินจำนวน 158,000 บาท ออกจากบัญชีดังกล่าวไปแล้ว จึงได้สอบถามกรรมการกลางหมู่บ้านและชาวบ้านบางคนปรากฏว่าไม่มีการประชุมเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินแต่อย่างใด ทั้งเงินที่จำเลยทั้งสามถอนออกไปก็ไม่ได้ความว่านำไปทำอะไร จึงได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการกลางหมู่บ้านเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ในที่สุดที่ประชุมมีมติให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม โดยมีนายสมศรี กรรมการกลางหมู่บ้านอีกคนหนึ่งเบิกความสนับสนุนว่า ไม่เคยมีการประชุมเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินแต่อย่างใด เห็นว่า การที่หมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองบ้านหนองแกนำเงินที่ได้รับรางวัลไปเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสอยดาว โดยให้จำเลยที่ 1 นายสุรศักดิ์และนายทองมีเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันเบิกถอนเงินจากธนาคารได้นั้นเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกลางหมู่บ้านซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารหมู่บ้าน ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง พ.ศ. 2522 การจะเปลี่ยนแปลงใดๆ ย่อมต้องอาศัยมติของที่ประชุมคณะกรรมการกลางหมู่บ้านเช่นเดียวกัน แต่ปรากฏว่านายทองมี นายสุรศักดิ์และนายสมศรีซึ่งเป็นกรรมการกลางต่างยืนยันว่าไม่มีการประชุมดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสามอ้างว่าได้มีการประชุมคณะกรรมการกลางและประชุมชาวบ้านเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 ตามสมุดประชุมประจำเดือนแต่เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว รายชื่อชาวบ้านที่ปรากฏอยู่ว่าเข้าร่วมประชุม ไม่มีผู้ใดลงลายมือชื่อไว้โดยเฉพาะรายงานการประชุมที่ระบุว่ามีมติให้เปลี่ยนคณะกรรมการการคลัง และมีผู้ลงลายมือชื่อไว้ด้านท้าย ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยทั้งสามนำไปใช้แสดงเป็นหลักฐานต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินนั้น ปรากฏว่ามีเพียงผู้ใหญ่บ้านและจำเลยที่ 3 เท่านั้นที่เป็นกรรมการกลางหมู่บ้าน ส่วนจำเลยที่ 2 และนางตะล่อม ซึ่งลงลายมือชื่อไว้ด้วยมิใช่กรรมการกลางและที่มีลายมือชื่อลงไว้อ่านได้ว่า เป็นชื่อ สมจิตร นั้น นายสมกิจ ซึ่งเคยเป็นกรรมการกลางหมู่บ้านคนหนึ่งก็เบิกความยืนยันว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของตน นอกจากนี้ลายมือชื่อที่ลงไว้ในช่องผู้ใหญ่บ้านก็แตกต่างจากลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน เช่นนี้ รายงานการประชุมดังกล่าวจึงมีข้อพิรุธหลายประการ ทั้งหากมีการประชุมเกิดขึ้นจริง ก็มีกรรมการกลางเข้าประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ไม่ครบองค์ประชุมที่จะมีมติเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง พ.ศ. 2522 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้านและทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการกลางหมู่บ้านย่อมทราบดี ประกอบกับนางทิพย์จุฑา พนักงานของธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสอยดาว เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 บอกถึงเหตุที่ต้องเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินว่า เนื่องจากนายสุรศักดิ์และนายทองมีหนีออกจากหมู่บ้านไป ไม่อาจติดตามได้ แต่นายสุรศักดิ์และนายทองมีต่างเบิกความยืนยันว่า ไม่เคยย้ายไปอยู่ที่อื่นเลย สนับสนุนให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาจะเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินเพื่อถอนเงินจากบัญชีของหมู่บ้านโดยทุจริตมาแต่ต้น ที่จำเลยทั้งสามนำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 1 ประชุมตั้งคณะกรรมการกลางหมู่บ้านใหม่ และชาวบ้านเลือกจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการกลาง จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันเบิกถอนเงินนำไปซื้อวัสดุก่อสร้างให้แก่วัดหนองบอน และนำไปซ่อมรถแทรกเตอร์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งนำมาใช้พัฒนาวัดและหมู่บ้านโดยมิได้นำไปใช้ส่วนตัวนั้น เห็นว่า เป็นคำเบิกความที่ง่ายแก่การยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้ตนพ้นผิด แม้จำเลยทั้งสามจะมีพระฉัตร เจ้าอาวาสวัดหนองบอนเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อปี 2540 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อปูนทรายมาก่อสร้างวัด แต่พระฉัตรก็เบิกความรับว่าไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะนำมาจากที่ใด ดังนั้นเงินที่ใช้ซื้อวัสดุก่อสร้างอาจเป็นเงินจากทางอื่น มิใช่เงินที่จำเลยทั้งสามถอนจากบัญชีของหมู่บ้านก็ได้ ทั้งหากจำเลยที่ 1 นำเงินของหมู่บ้านมาใช้เพื่อการพัฒนาวัดในหมู่บ้านจริงก็นับเป็นกิจกรรมที่จำเลยที่ 1 ควรบอกให้กรรมการกลางหมู่บ้านทุกคนทราบเพราะเงินที่นำมาใช้มีจำนวนสูงและเป็นเงินรางวัลทั้งหมดที่เหลืออยู่ของหมู่บ้าน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำเช่นนั้น กลับได้ความจากคำเบิกความของนายสุรศักดิ์ด้วยว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2541 หลังจากจำเลยทั้งสามถอนเงินไปแล้วเกือบ 1 ปี นายสุรศักดิ์ นายทองมี และจำเลยที่ 1 จะไปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากที่ธนาคารเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าแรงทำป้ายปูนของหมู่บ้านแต่จำเลยที่ 1 กลับให้นายสุรศักดิ์และนายทองมีรออยู่ที่ตลาด ส่วนจำเลยที่ 1 แยกออกไปแล้วนำเงิน 10,000 บาท กลับมามอบให้ อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 พยายามบ่ายเบี่ยงปกปิดไม่ให้นายสุรศักดิ์และนายทองมีได้ทราบว่ามีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของหมู่บ้านไปแล้ว หากจำเลยทั้งสามถอนเงินออกไปโดยสุจริตด้วยมีเจตนาจะนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาหมู่บ้านจริง จำเลยที่ 1 ก็ควรแจ้งแก่นายสุรศักดิ์และนายทองมีเสียแต่ในขณะนั้นว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปใช้แล้ว พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสามขอเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามและเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเพื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของหมู่บ้านแล้วถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจ และเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า เงินที่หมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองบ้านหนองแกนำฝากไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารผู้รับฝาก โดยธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าของบัญชีตามเงื่อนไขที่ตกลงกันให้ครบถ้วนเท่านั้น ทั้งจำเลยทั้งสามไม่ได้รับมอบการครอบครอง และไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเงินดังกล่าวแต่อย่างใด การร่วมกันลงลายมือชื่อเพื่อถอนเงินจากธนาคารของจำเลยทั้งสามเป็นไปโดยพลการ มิได้รับความเห็นชอบหรือความยินยอมจากคณะกรรมการกลางหมู่บ้านซึ่งเป็นผู้ดูแลบริหารการใช้เงินนั้นดังวินิจฉัยมาข้างต้น เมื่อจำเลยทั้งสามเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต จำเลยทั้งสามย่อมมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อเงินที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลักไปเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารผู้รับฝากจึงต้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินดังกล่าวแก่เจ้าของ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า การร้องทุกข์ชอบหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากความผิดฐานลักทรัพย์มิใช่ความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยทั้งสามในสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้าน มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านในหมู่บ้าน ระวังรักษาประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะเกิดแก่หมู่บ้านของตน จำเลยที่ 1 ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้เป็นผู้ปกครองท้องที่ แต่กลับกระทำความผิดเสียเอง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นับว่าเป็นผู้ใหญ่ อยู่ในวัยที่รู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่ส่วนรวมกรณีจึงไม่มีเหตุจะรอการลงโทษ ทั้งโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดก็เหมาะสมแล้ว แต่อย่างไรก็ตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาจึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ศาลฎีกาเห็นควรลดโทษให้จำเลยทั้งสามตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 158,000 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายสมนึก วังศิลาบัตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายวสันต์ ศรีอันประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2554
#509356
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยกับพวกเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บและบังคับเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเท่าที่คิดว่าพอกับค่าจ้างที่ผู้เสียหายเป็นหนี้พวกจำเลยอยู่เท่านั้น ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่ามากไปด้วยก็ตามแต่การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ราคา 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตารา 340 วรรคแรก จำคุก 10 ปี ทางนำสืบและคำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และให้คืนหรือใช้ราคาเงินสด 1,100 บาท บัตรเอ.ที.เอ็ม. และโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย เพื่อมิให้ผู้เสียหายขัดขืน เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักเงินสด 1,100 บาท บัตรเอ.ที.เอ็ม. และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยกับพวกเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเท่าที่คิดว่าพอกับค่าจ้างที่ผู้เสียหายเป็นหนี้พวกจำเลยอยู่เท่านั้น ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่ามากไปด้วยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธีระชัย ภิบาลบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 673/2554
#555012
เปิดฉบับเต็ม

กิจการขนส่งระหว่างประเทศที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงกิจการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 แต่กิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้านอกราชอาณาจักรจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง มีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น ไม่มีส่วนใดได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 ดังนั้น จึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนนี้มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา 82/5 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทในคดีนี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษี เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อจากรายจ่ายในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนภาษีพิพาทไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ไม่เป็นการต้องห้าม เนื่องจากการให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการในราชอาณาจักร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า การดำเนินธุรกิจของโจทก์ที่ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งโดยเรือเดินทะเลมีการประกอบกิจการหลายกิจการ มีทั้งให้บริการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักร จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร และขนส่งสินค้านอกราชอาณาจักรจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง แม้ตามประมวลรัษฎากรจะไม่ได้ให้ความหมายไว้ว่า "การขนส่งระหว่างประเทศ" ที่ให้ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (3) หมายถึงกิจการในลักษณะใดก็ตาม แต่บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ที่บัญญัติว่า "การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามบทบัญญัติในหมวดนี้

(1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ

(2) การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า

การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึงบริการที่ทำในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร

การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าการให้บริการในราชอาณาจักร"

ดังนั้น การขนส่งระหว่างประเทศที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงกิจการการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร การพิจารณาว่ากิจการส่วนใดของโจทก์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงต้องแยกพิจารณาเป็นรายกิจการ หาใช่ว่าเมื่อกิจการของโจทก์เป็นการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งแล้วจะถือเป็นกิจการที่ทำในราชอาณาจักรและอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดตามที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรและในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร จึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้เรือจะอยู่นอกราชอาณาจักรในเดือนภาษีพิพาทก็ตาม แต่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้านอกราชอาณาจักรจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะอ้างว่ามีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้า เมื่อการทำงานในส่วนนี้มิใช่เป็นการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าภาษีซื้อพิพาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์ในส่วนกิจการขนส่งจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกราชอาณาจักร เข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนจึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือนภาษีพิพาทดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามกฎหมาย การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลดเบี้ยปรับซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงนั้น สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 ถึงเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 เดือนภาษีมกราคม 2548 และเดือนภาษีมีนาคม 2548 มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2547 และเดือนกุมภาพันธ์ 2548 นั้น เห็นว่า การกระทำของโจทก์ก็อาจทำให้รัฐต้องเสียหาย การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาให้ลดเบี้ยปรับเหลือร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/2 ม. 80/1 (3) ม. 82/5 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททอร์ เนรัส ชิปปิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 672/2554
#555010
เปิดฉบับเต็ม

กิจการขนส่งระหว่างประเทศที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงกิจการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 แต่กิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้านอกราชอาณาจักรจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง มีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น ไม่มีส่วนใดได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 ดังนั้น จึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนนี้มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา 82/5 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ภ.พ.73.1 - 01002071 - 25480427 - 005-00091 ถึง 00092 ลงวันที่ 27 เมษายน 2548 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ สภ.1 (อธ 4) 74 ถึง 75/2549 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2549 และโจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินจำนวน 188,055.50 บาท อีกทั้งขอให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมิน (ที่ถูก หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2548 จำนวน 2 ฉบับ และให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า ภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทคดีนี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษี เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อจากรายจ่ายในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนภาษีพิพาทไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) เนื่องจากการให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการในราชอาณาจักร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าการประกอบกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น หมายถึงกิจการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 วรรคสอง และวรรคท้าย สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักรและในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรจึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแม้เรือจะอยู่นอกราชอาณาจักรในเดือนภาษีพิพาทก็ตามแต่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะอ้างว่ามีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้า เมื่อการทำงานในส่วนนี้มิใช่เป็นการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรจึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ดังนั้น แม้ในเดือนภาษีพิพาทโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่า ภาษีซื้อดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงไม่อาจนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เกี่ยวกับปัญหานี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า มีเหตุงดเบี้ยปรับทั้งหมดแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอารกลางจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 2 ฉบับ ทุนทรัพย์ในการอุทธรณ์จึงต้องแยกพิจารณาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับ เพราะการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนภาษีสามารถแยกจากกันได้ ดังนั้น สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้ชำระเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) จำนวน 2,209.17 บาท และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือจำนวน 1,546.42 บาท จึงมีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้สำหรับเดือนภาษีนี้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่เฉพาะหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2547 เท่านั้น เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 มาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไปย่อมอาจทำให้รัฐต้องเสียหาย แต่เมื่อโจทก์ให้ความร่วมมือตรวจสอบด้วยดี จึงเห็นควรลดเบี้ยปรับให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วนให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2547 โดยลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/2 ม. 80/1 (3) ม. 82/5 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททอร์ คอมมานเดอร์ ชิปปิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมชัย จินะปริวัตยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2554
#508359
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 12 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ว่าพยานโจทก์ขัดแย้งกันไม่เพียงพอฟังเพื่อลงโทษจำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา

จำเลยเรียกและรับเงินจากผู้เสียหายทั้งสองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องคดีแก่บุคคลที่ถูกดำเนินคดีอาญา แม้พนักงานอัยการจะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินก็ตาม ก็ถือว่าพนักงานอัยการนั้นเป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่บุคคลที่จำเลยจะให้ช่วยเหลือแล้ว การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 แล้ว และเป็นความผิดต่อรัฐโดยตรง โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 143

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายสินโต และนางคนิดา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรม ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 12 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ขัดแย้งกันไม่เพียงพอฟังเพื่อลงโทษจำเลยนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นรับฎีกาในปัญหาข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า นายธนิต ไม่ใช่อัยการเจ้าของสำนวนในคดีที่นายรัตนะ ถูกดำเนินคดีในข้อหาฐานชิงทรัพย์ จึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว และยังไม่ได้มีการให้เงินแก่กัน จึงไม่ครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายทั้งสองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่นายรัตนะถูกดำเนินคดีอาญา แม้นายธนิตจะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินกันก็ตาม ก็ถือว่านายธนิตเป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายรัตนะแล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมิใช่ผู้เสียหายจึงไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินเพื่อให้เจ้าพนักงานกระทำการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง โจทก์ร่วมทั้งสองจึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายจึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 143
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นายสินโต บัวเจริญ กับพวก
จำเลย — นายสมนึกหรืออัครสรนันท์ นิมิตวิทยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอำนวย เขียวขำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2554
#510672
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่ ร. ถูกดำเนินคดีอาญาแม้อัยการ ธ. จะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินกันก็ตามก็ถือว่า ธ. เป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่ ร. แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 แล้ว

ความผิดฐานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินเพื่อให้เจ้าพนักงานกระทำการตาม ป.อ. มาตรา 143 ไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 143

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายสินโต บัวเจริญ และนางคนิดา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรม ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 12 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ขัดแย้งกันไม่เพียงพอฟังเพื่อลงโทษจำเลยนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นรับฎีกาในปัญหาข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า นายธนิต ไม่ใช่อัยการเจ้าของสำนวนในคดีที่นายรัตนะ ถูกดำเนินคดีในข้อหาฐานชิงทรัพย์ จึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว และยังไม่ได้มีการให้เงินแก่กัน จึงไม่ครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายทั้งสองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่นายรัตนะถูกดำเนินคดีอาญา แม้อัยการธนิตจะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินกันก็ตาม ก็ถือว่านายธนิตเป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายรัตนะแล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมิใช่ผู้เสียหายจึงไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินเพื่อให้เจ้าพนักงานกระทำการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง โจทก์ร่วมทั้งสองจึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายจึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 143
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นายสิงโต บัวเจริญ กับพวก
จำเลย — นายสมนึกหรืออัครสรนันท์ นิมิตวิทยา
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2554
#514223
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 เมื่อปรากฏว่าขณะกระทำความผิดในคดีนี้ จำเลยที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ จึงต้องใช้บทบัญญัติมาตรา 75 ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดอันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66 และ 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 12, 13, 18, 54 และ 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91กับริบเมทแอมเฟตามีนและกระดาษสีขาวขุ่นของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปีและปรับคนละ 400,000 บาท ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและสอบสวนของจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ส่วนข้อหาอื่นจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุให้บรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงแรกคนละ 37 ปี 6 เดือน กระทงที่สองคนละ 10 ปี และปรับคนละ 200,000 บาทและกระทงที่สามคนละ 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองสามกระทงมีกำหนดคนละ 47 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 200,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 กับริบเมทแอมเฟตามีนและกระดาษสีขาวขุ่นของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็น การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้จำเลยทั้งสองอีกคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) และ 53 เป็นจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 เดือน ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 11 แล้วเป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิดและ มาตรา 65 วรรคสอง (ใหม่) ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 19 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดบัญญัติให้มีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอายุ 17 ปีเศษ ขณะกระทำความผิดหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด เป็นจำคุกตลอดชีวิตตามมาตรา 52 (1) นั้น ยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 17 ปีเศษ ต้องด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสาม ที่บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี" จึงต้องกำหนดโทษในความผิดฐานนี้ก่อนลดโทษเป็นจำคุกห้าสิบปี และในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และ 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา 75 ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า "ผู้ใดอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ให้ศาลพิจารณาถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับผู้นั้น ในอันที่จะควรวินิจฉัยว่าสมควรพิพากษาลงโทษผู้นั้นหรือไม่ ถ้าศาลเห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษ ก็ให้จัดการตามมาตรา 74 หรือถ้าศาลเห็นว่าสมควรพิพากษาลงโทษ ก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่ง" และมาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า "ผู้ใดอายุตั้งแต่สิบแปดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้" ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 75 ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวหากศาลเห็นสมควรพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดซึ่งมีอายุกว่า 15 ปี แต่ต่ำกว่า 18 ปี ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่งเสมอ ไม่อาจใช้ดุลพินิจลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งสำหรับผู้กระทำความผิดซึ่งมีอายุกว่า 17 ปี แต่ต่ำกว่า 20 ปี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 76 (เดิม) ได้ เป็นกรณีที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เมื่อปรากฏว่าขณะกระทำความผิดในคดีนี้จำเลยที่ 1 มีอายุ 17 ปีเศษ ดังนี้ จึงต้องใช้บทบัญญัติมาตรา 75 (ใหม่)ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดอันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 1 ผู้กระทำความผิด แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาในปัญหานี้โดยตรง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุกว่า 15 ปี แต่ต่ำกว่า 18 ปี ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 (ใหม่) ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน เมื่อลดโทษสำหรับกระทงแรกหนึ่งในสามและกระทงหลังกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว กระทงแรกคงจำคุก 16 ปี 8 เดือน กระทงหลังคงจำคุก 1 เดือน 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 16 ปี 9 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 18 วรรคสาม ม. 52 (1) ม. 75 (ใหม่) ม. 76 (เดิม) ม. 76 (ใหม่)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 65 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพะเยา
จำเลย — นายสมคิด แสนสมบัติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายรุ่งโรจน์ ไวปัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 650/2554
#513563
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า ตามคำร้องของจำเลยเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ จำเลยพยายามหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลในชั้นอุทธรณ์ แต่ยังไม่สามารถจะหาเงินดังกล่าวได้ซึ่งหากศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จะทำให้จำเลยเสียสิทธิในการดำเนินคดี เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้เป็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่เมื่อทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 67,352.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 64,943.57 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ รวม 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2550 เป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ครั้งที่ 3 ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตไว้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ตามคำร้องของจำเลยเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ จำเลยพยายามหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลในชั้นอุทธรณ์ แต่ยังไม่สามารถจะหาเงินดังกล่าวได้ ซึ่งหากศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จะทำให้จำเลยเสียสิทธิในการดำเนินคดี จึงเป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้เป็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — นางศิริลักษณ์ ดิษยบุตร
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 634/2554
#506195
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งปลดจากล้มละลายมีผลทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนเองได้ ทั้งทำให้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ โดยมีข้อยกเว้นหนี้อันพึงขอรับชำระได้เพียง 2 กรณีที่ไม่หลุดพ้น รวมทั้งหนี้เกี่ยวกับภาษีอากรตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 77 ซึ่งข้อยกเว้นกรณีนี้กฎหมายหาได้บัญญัติว่าต้องเป็นหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้วหรือเป็นบทบัญญัติที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 91 ไม่ เมื่อหนี้คดีนี้เป็นหนี้เกี่ยวกับภาษีอากร แม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 2 เคยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ถูกปลดจากล้มละลาย จำเลยที่ 2 ก็ยังไม่หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตามห้างจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 89 ในคดีนี้ได้ ทั้งถือไม่ได้ว่ามีการขอให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซ้ำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 15 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 เนื่องจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1051/2544 ของศาลล้มละลายกลางก่อนแล้ว และมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดกับพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย คดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ล้มละลาย ศาลไม่รับฟ้องเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 1051/2544 เมื่อมูลหนี้คดีนี้เกิดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ก็ชอบที่จะไปขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว การที่โจทก์มาขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89 อีก จึงต้องห้ามตามมาตรา 15 ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จะปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เคยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1051/2544 แล้วก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2548 ศาลมีคำสั่งปลดจำเลยที่ 2 จากล้มละลาย มีผลทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและมีอำนาจจัดการทรัพย์สินและกิจการของตนเองได้นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปลดจากล้มละลายทั้งทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ เว้นแต่ (1) หนี้เกี่ยวกับภาษีอากร หรือจังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาล (2) หนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นโดยความทุจริตฉ้อโกงของบุคคลล้มละลาย หรือหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ไม่ได้เรียกร้องเนื่องจากความทุจริตฉ้อโกงซึ่งบุคคลล้มละลายมีส่วนเกี่ยวข้องสมรู้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 เมื่อหนี้ในคดีนี้เป็นหนี้เกี่ยวกับภาษีอากร จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจหลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าวโดยคำสั่งปลดจากล้มละลายได้ แม้โจทก์จะไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 2 เคยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม ทั้งนี้เพราะตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 บัญญัติแต่เพียงว่าคำสั่งปลดจากล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ โดยมีข้อยกเว้นหนี้อันพึงขอรับชำระได้เพียง 2 กรณีดังกล่าวข้างต้น ซึ่งข้อยกเว้นกรณีนี้กฎหมายหาได้บัญญัติว่าต้องเป็นหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระแล้ว หรือเป็นบทบัญญัติที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ นอกจากนี้การที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายตามห้างจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ภายหลังจำเลยที่ 2 ถูกปลดจากล้มละลายแล้ว ถือไม่ได้ว่ามีการขอให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซ้ำ อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องของโจทก์ไว้พิจารณา ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 15 ม. 77 ม. 89 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรจน์เอี่ยมสิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายโชค จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
สมศักดิ์ จันทรา
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2554
#511777
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร แต่เมื่อไม่ได้อาวุธปืนที่จำเลยใช้กระทำความผิดมาเป็นของกลาง จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคสาม

จำเลยด่าว่าผู้เสียหายพร้อมกับขู่ว่าจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเป็นการกระทำในคราวเดียวโดยมีเจตนาเพื่อดูหมิ่นและทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือตกใจ จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยมีอาวุธปืนสั้นชนิดประกอบขึ้นเองไม่ปรากฏขนาดที่แน่ชัด ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ 1 กระบอก กระสุนปืนไม่ปรากฏขนาดและจำนวนที่แน่ชัด ซึ่งใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนภายในหมู่ที่ 10 ตำบลท่ายาง อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยได้ดูหมิ่นนางเผือน ผู้เสียหายซึ่งหน้าโดยด่าผู้เสียหายด้วยถ้อยคำว่า "เย็ดแม่ ให้รื้อร้านออกไป ไม่ไปยิงหัวให้ตาย" ทำให้ผู้เสียหายถูกดูถูก ถูกเหยียดหยามและเกิดความอับอายต่อบุคคลทั่วไปที่เข้าใจไปทำนองว่าผู้เสียหายเป็นคนไม่ดี และจำเลยยังชักอาวุธปืนที่มีและพาไปเป็นความผิดดังกล่าวข้างต้นซึ่งเหน็บไว้ที่เอวด้านหน้าแสดงให้ผู้เสียหายเห็นประกอบถ้อยคำดูหมิ่นผู้เสียหาย อันเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายว่าจะใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและความตกใจ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371, 392, 393

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 392, 393 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจ จำคุก 1 เดือน ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าจำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ปรับ 1,000 บาท และฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าปรับ 1,000 บาท รวมปรับ 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมลงโทษสองข้อหาจำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหามีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุขณะที่นางสาวจิราบุตรของผู้เสียหายขายของอยู่ที่ร้านค้าของชำที่เกิดเหตุ จำเลยเข้าไปที่ร้านและถูกผู้เสียหายต่อว่ากล่าวหาจำเลยว่าล่วงเกินจับมือนางสาวจิรา ผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมากล่าวหาว่าจำเลยดูหมิ่น และใช้อาวุธปืนขู่เข็ญให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือตกใจ สำหรับข้อหาดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าและทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ โจทก์มีนางเผือน ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความสรุปว่า หลังจากผู้เสียหายต่อว่าจำเลยกรณีล่วงเกินนางสาวจิราจนจำเลยโกรธและด่าผู้เสียหายว่า "เย็ดแม่ มึงใหญ่อะไร มึงใหญ่มาจากไหน เย็ดแม่มึงออกจากนี้ให้เร็ว หากไม่ออกไปจะยิงหัว" โดยระหว่างที่จำเลยยืนพูดอยู่นั้นจำเลยได้ตบชายเสื้อด้านขวาพร้อมกับถลกชายเสื้อขึ้น ผู้เสียหายเห็นด้ามปืนสีดำเหน็บอยู่ที่เอวจำเลย ขณะนั้นจำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 2 เมตร ผู้เสียหายตกใจกลัวแล้วพวกของจำเลยได้ห้ามปรามจำเลย เห็นว่า ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ายางและต่อมาได้รับเลือกตั้งแสดงว่าจำเลยเป็นผู้กว้างขวางเป็นที่รู้จักของคนในละแวกดังกล่าว ส่วนผู้เสียหายมีอาชีพขายของชำ ตามทางนำสืบไม่ปรากฏว่าเป็นผู้มีอิทธิพลใดๆ คงเป็นเพียงชาวบ้านสามัญเท่านั้น และยังได้ความว่าหลังเกิดเหตุผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนอีกด้วย หากจำเลยมิได้พูดจาดูหมิ่นและข่มขู่ผู้เสียหายจริงแล้ว ผู้เสียหายก็ไม่น่าจะกล้ากล่าวหาจำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่มีผู้รู้จักกว้างขวางเช่นนี้เป็นแน่ น่าเชื่อว่าผู้เสียหายให้การและเบิกความไปตามเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยด่าว่าผู้เสียหายด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย และมีถ้อยคำในลักษณะขู่เข็ญว่าจะยิงทำร้ายผู้เสียหายพร้อมกับใช้มือตบชายเสื้อข้างขวาและเลิกชายเสื้อขึ้น เพื่อให้ผู้เสียหายมองเห็นด้ามอาวุธปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวของจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเลื่อนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่ว่า หลังจากพยานเห็นจำเลยดึงมือนางสาวจิรา พยานจึงต่อว่าจำเลยและเข้าไปแกะมือจำเลยกับนางสาวจิราออกจากกัน แล้วพยานยังคงนั่งอยู่ที่หน้าร้านตามเดิม ต่อมาจำเลยลุกขึ้นแล้วมาลูบศีรษะของพยานกับดึงแว่นตาของพยานออก พยานใช้มือโอบที่เอวจำเลยไว้เพื่อแย่งแว่นตาคืนและพบว่าจำเลยเหน็บอาวุธปืนไว้ที่เอวด้านขวา พยานจึงเดินไปบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายทราบ ผู้เสียหายไปต่อว่าจำเลยและถูกจำเลยด่าว่าและข่มขู่ว่าจะยิงพร้อมกับใช้มือตบที่เอว ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่ผู้เสียหายเห็นจำเลยเหน็บอาวุธปืนไว้ จากพฤติการณ์ที่จำเลยพูดข่มขู่ผู้เสียหายว่าจะยิงศีรษะผู้เสียหายพร้อมทั้งเลิกชายเสื้อให้เห็นด้ามอาวุธปืนที่เอวของจำเลย ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยพกอาวุธปืนไว้ที่เอวจริง และพันตำรวจโทศิริพงษ์ ไกรนรา พนักงานสอบสวนเบิกความว่าในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และจำเลยยังเบิกความเจือสมว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้มีและใช้อาวุธปืน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ายาง แข่งขันกับหลานของนายเลื่อน จึงเป็นเหตุให้ถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาให้เสื่อมเสียชื่อเสียงนั้น เห็นว่า การแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่าผู้อื่นกระทำความผิดอาญานั้น ผู้แจ้งย่อมจะต้องรู้ดีว่าการแจ้งความซึ่งไม่มีมูลความจริงหรือการแจ้งความเท็จย่อมต้องส่งผลร้ายแรงต่อผู้แจ้งด้วยการถูกดำเนินคดีอาญา และได้ความว่ามีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ายางประมาณ 5 คน หากนายเลื่อนและผู้เสียหายต้องการช่วยหลานของตนให้ได้รับเลือกตั้ง เหตุใดนายเลื่อนและผู้เสียหายจึงต้องกลั่นแกล้งจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่น่าเชื่อว่านายเลื่อนและผู้เสียหายจะแจ้งความใส่ร้ายจำเลย ข้อต่อสู้ข้อนี้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาอ้างว่าผู้เสียหายเบิกความกลับไปมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จำเลยจับมือนางสาวจิราว่า ผู้เสียหายเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองหรือได้รับการบอกเล่าจากนายเลื่อน ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหาย และที่อ้างว่าข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยชักอาวุธปืน การมองเห็นของผู้เสียหายและการสัมผัสของนายเลื่อน เป็นเพียงการสันนิษฐานของบุคคลทั้งสองรวมทั้งยังเบิกความแตกต่างขัดแย้งกันเกี่ยวกับตำแหน่งที่เห็นจำเลยเหน็บอาวุธปืนไว้นั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายเบิกความถึงคำพูดขู่เข็ญและอากัปกิริยาของจำเลยรวมทั้งยังยืนยันว่าเห็นด้ามปืนเหน็บอยู่ที่เอวจำเลย ส่วนนายเลื่อนเคยมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลท่ายาง ที่เกิดเหตุซึ่งตามปรกติมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยยืนยันว่าสิ่งที่พยานสัมผัสหรือคลำพบที่เอวของจำเลยเป็นอาวุธปืน จึงมิใช่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของพยานทั้งสองดังที่จำเลยกล่าวอ้าง แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่าเห็นจำเลยเหน็บอาวุธปืนที่เอวด้านหน้า ส่วนนายเลื่อนเบิกความว่าคลำพบอาวุธปืนที่เอวด้านขวาของจำเลย ข้อเท็จจริงตามที่พยานทั้งสองปากเบิกความถึงก็เป็นเหตุการณ์คนละช่วงเวลาและรายละเอียดเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์เสียไป ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ฟังได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อไม่ได้อาวุธปืนที่จำเลยใช้กระทำความผิดมาเป็นของกลาง จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงมากนัก ที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกในข้อหาทั้งสองดังกล่าวนั้นสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดใหม่ให้เหมาะสมและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยโดยให้ปรับจำเลยในข้อหาทั้งสองนี้ด้วยอีกสถานหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญและฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยด่าว่าผู้เสียหายพร้อมกับขู่ว่าจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเป็นการกระทำในคราวเดียวโดยมีเจตนาเพื่อดูหมิ่นและทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือตกใจ จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 392, 393 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนี้ มีกำหนด 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญและฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษจำเลยฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท รวมเป็นจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 1 ปี 1 เดือน และปรับ 11,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายสมคิดหรือเหนียว วงศ์วานิช
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2554
#554906
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ฎ.ควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2522 มาตรา 3 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2522) ข้อ 1 ระบุเพียงว่า ให้น้ำยาเคมี คลอโรฟอร์ม เป็นโภคภัณฑ์ที่ถูกควบคุม โดยมิได้ระบุว่าจะต้องเป็นน้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มบริสุทธิ์แต่อย่างใด จำเลยขนย้ายของเหลวที่มีน้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มผสมอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเป็นความผิดตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.2495 มาตรา 9 พระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2522 มาตรา 3, 5 พระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2525 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.2495 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบพระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ.2522 มาตรา 3, 5 พระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.2525 มาตรา 4) จำคุก 5 ปี ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ของเหลวของกลางที่จำเลยครอบครองและขนย้ายนั้นเป็นเพียงสารละลายที่มีน้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มผสมอยู่กับของเหลวอื่นจึงมิใช่น้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มบริสุทธิ์ การขนย้ายของเหลวดังกล่าวจึงไม่จำต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด นั้น แม้น้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มจะถูกนำไปผสมกับของเหลวอื่น ของเหลวที่ได้ก็จะมีสภาพเป็นของเหลวที่มีน้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มผสมอยู่นั่นเอง หาได้ทำให้น้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มที่ถูกผสมนั้นกลายสภาพเป็นอย่างอื่นไม่ และตามพระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2522 มาตรา 3 ประกอบกฎหมายกระทรวงฉบับที่ 13 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.2495 ข้อ 1 ก็ระบุเพียงว่าให้น้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มเป็นโภคภัณฑ์ที่ถูกควบคุม โดยมิได้ระบุว่าจะต้องเป็นน้ำยาเคมี คลอโรฟอร์ม บริสุทธิ์แต่อย่างใด ดังนั้นของเหลวของกลางจึงเป็นโภคภัณฑ์ที่ถูกควบคุมตามพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.2495 การขนย้ายของเหลวของกลางซึ่งมีน้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มผสมอยู่จึงต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่นั้น จำเลยขนย้ายของเหลวที่มีน้ำยาเคมี คลอโรฟอร์มผสมอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเป็นความผิด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยนั้นเป็นข้อปลีกย่อย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.2495 ม. 9
พ.ร.ฎ.ควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2522 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายมาณพ สุคนธ์ธารา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวศศิธร พงศ์พันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายทวีศักดิ์ ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 559/2554
#513561
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความบกพร่องในการยื่นฎีกาเกิดจากทนายความของจำเลย มิได้เกิดจากตัวจำเลย แต่เมื่อจำเลยแต่งตั้งทนายความแล้วก็ต้องรับผลที่เกิดจากการกระทำของทนายจำเลย มิฉะนั้นแล้วจำเลยก็จะเลือกเอาเฉพาะการกระทำของทนายจำเลยที่เป็นประโยชน์และปฏิเสธส่วนที่เป็นโทษโดยอ้างความบกพร่องของทนายจำเลยซึ่งจะทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่บรรลุเป้าประสงค์ เมื่อทนายจำเลยยื่นฎีกาเกินกำหนดที่ขอขยาย จึงไม่อาจรับฎีกาของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 339, 340 ตรี ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำบางส่วนที่ผู้เสียหายไม่ได้รับคืน หนัก 8 กรัม ราคา 3,520 บาท แก่ผู้เสียหาย และบวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ให้ลงโทษจำคุก 15 ปี ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สร้อยคอทองคำบางส่วนที่ผู้เสียหายไม่ได้คืนหนัก 8 กรัม ราคา 3,520 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้ยกคำขอที่ให้บวกโทษที่รอการลงโทษไว้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ต่อมาทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกัน อนุญาตให้ขยายเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2550 จำเลยยื่นฎีกาวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดที่ขยาย ไม่รับฎีกา ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่าเกิดจากความบกพร่องของทนายจำเลยที่จำวันครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 17 เป็นวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการติดต่อกันถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2550 จึงยื่นฎีกาในวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งใหม่ว่า ทนายจำเลยยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดเพราะความบกพร่องของทนายจำเลย ไม่ใช่ตัวจำเลย เห็นควรเพิกถอนคำสั่งไม่รับฎีกา เป็นรับฎีกา เห็นว่า แม้ความบกพร่องในการยื่นฎีกาเกิดจากทนายความของจำเลย มิได้เกิดจากตัวจำเลยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยแต่งตั้งทนายความแล้วก็ต้องรับผลที่เกิดจากการกระทำของทนายจำเลย มิฉะนั้นแล้วจำเลยก็จะเลือกเอาเฉพาะการกระทำของทนายจำเลยที่เป็นประโยชน์และปฏิเสธส่วนที่เป็นโทษโดยอ้างความบกพร่องของทนายจำเลย จะทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่บรรลุเป้าประสงค์ เมื่อทนายจำเลยยื่นฎีกาเกินกำหนดที่ขอขยายจึงไม่รับฎีกาของจำเลย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 61
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายอภิชนหรือเต้ย ชูชีพ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2554
#509401
เปิดฉบับเต็ม

ที่เกิดเหตุมีโต๊ะสนุกเกอร์เปิดบริการให้บุคคลทั่วไปเล่นได้และขณะเกิดเหตุยังคงเปิดบริการอยู่ การที่จำเลยทั้งสามเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ในบริเวณที่บุคคลทั่วไปย่อมจะเข้าไปได้นั้น ย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 364 และ 365

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 364, 365, 371, 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในคำขอตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 และ 371 และตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ กับพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 364, 365, และ 371 ประกอบมาตรา 83, 90, 91 ความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 100 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุและจำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายจำเนียร ระวังภัย เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชกต่อยผู้เสียหายที่ 2 ในวาระต่อเนื่องคราวเดียวกันกับจำเลยที่ 3 และมีนายชมพู ระวังภัย เบิกความเป็นพยานว่า มาเห็นเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุภายหลังจากที่พยานออกไปซื้อบุหรี่ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เมื่อกลับมาถึงบ้านที่เกิดเหตุมีเศษแก้วแตกกระจายเกลื่อนกลาดเห็นผู้เสียหายที่ 2 มีเลือดไหลจากบริเวณศีรษะและเห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนในมือข้างขวาและส่ายอาวุธปืนไปมา มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนอยู่ใกล้กับจำเลยที่ 1 ต่อมาหลังจากผู้เสียหายที่ 2 ล้างเลือดที่ศีรษะแล้วเดินกลับมาพูดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 พูดว่า จะเอาอีกไหม แล้วจำเลยที่ 2 ตบหน้าผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เดินเข้าไปหาจำเลยที่ 1 เพื่อจะพูดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ชกหน้าผู้เสียหายที่ 2 พยานเข้าไปดึงจำเลยที่ 1 เพื่อห้ามปรามแต่จำเลยที่ 1 ยังคงกลับเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 อีก เมื่อเห็นว่าห้ามปรามจำเลยที่ 1 ไม่ได้แล้วพยานจึงกลับบ้าน เห็นว่า พยานโจทก์ต่างยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ได้เบิกความและเจือสมกับคำให้การของจำเลยที่ 3 ที่ให้ไว้ในชั้นสอบสวนแม้จะมีข้อเท็จจริงแตกต่างกันไปบ้างก็มิใช่ข้อสาระสำคัญ อีกทั้งพยานโจทก์เบิกความในชั้นพิจารณาหลังจากเกิดเหตุแล้วเป็นเวลานานหลายเดือน รายละเอียดปลีกย่อยย่อมเลอะเลือนไปได้ แต่ตามพฤติการณ์ที่ปรากฏจำเลยทั้งสามอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่แรกจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกทำร้ายร่างกายแล้วจำเลยทั้งสามกลับออกไปจากสถานที่เกิดเหตุพร้อมกันตามที่โจทก์นำสืบ บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันในการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และมีการลงมือทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุมีโต๊ะสนุกเกอร์เปิดบริการให้บุคคลทั่วไปเล่นได้และขณะเกิดเหตุยังคงเปิดบริการอยู่ การที่จำเลยทั้งสามเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ในบริเวณที่บุคคลทั่วไปย่อมจะเข้าไปได้นั้นย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 และมาตรา 365 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ไม่มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว ศาลฎีกาก็ต้องกำหนดโทษจำเลยทั้งสามเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิด เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามซึ่งกระทำไปขณะมึนเมาสุราไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมีพฤติการณ์ระรานข่มเหงผู้ใดและไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับบาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับก็ไม่ร้ายแรง มูลเหตุแห่งคดีเกิดจากการชักชวนให้ดื่มสุราแต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นการสมควรที่ศาลจะให้โอกาสจำเลยทั้งสามกลับตัวกลับใจโดยรอการลงโทษจำคุกไว้ อันจะทำให้จำเลยทั้งสามเกิดสังวรไม่ลุอำนาจโทสะอีกต่อไป ฎีกาของจำเลยทั้งสามนอกจากนี้ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 มีกำหนดคนละ 8 เดือน ปรับคนละ 3,100 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน ปรับ 1,600 บาท โทษจำคุกของจำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาบุกรุกให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสรรคโลก
จำเลย — นายหรือพลอาสาสมัครเสกสรร แสวงลาภ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายอนุรุท กิ่งเนตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
ชุติมนต์ โพธิเดช
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2554
#514224
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยและผู้ตายต่างขับรถมาด้วยความประมาท ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ส. โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตาย จึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ ส. เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาหลบหนีไปไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสมพร ภรรยาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 78 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง), 157, 160 วรรคสอง วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานหลบหนีไปไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานหลังนี้จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จริงรับฟังได้ จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7708 นนทบุรี ลากจูงรถพ่วงแปดล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7709 นนทบุรี ไปตามถนนสายอุทัย - ภาชี จากทางอำเภออุทัยมุ่งหน้าไปทางอำเภอภาชี เมื่อขับรถมาถึงที่เกิดเหตุทางแยกบ้านชายสิงห์ ก็เฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน รอ - 4363 กรุงเทพมหานคร ที่ผู้ตายขับรถทั้งสองคันตกลงไปที่ข้างถนนฝั่งขวามือของจำเลย รถที่จำเลยขับอัดทับรถที่ผู้ตายขับ รถที่จำเลยขับหันหัวรถไปทางอำเภอภาชี รถที่ผู้ตายขับหันหัวรถไปทางอำเภออุทัย จำเลยไม่สามารถขับรถต่อไปได้ รถที่ผู้ตายขับเสียหายยับเยินทั้งคัน ไม่สามารถซ่อมแซมได้ ผู้ตายถึงแก่ความตายในรถที่ผู้ตายขับ หลังจากรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันแล้วจำเลยหลบหนีไปทันที หลังเกิดเหตุจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สำหรับความผิดฐานหลบหนีไปไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยมีความผิดฐานดังกล่าว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรก จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ คดีนี้หลังจากจำเลยขับรถชนแล้วจำเลยหลบหนีไปทันที จำเลยมีอาชีพขับรถบรรทุก ย่อมรู้ดีว่าถ้าผู้ตายขับรถออกจากปากทางแยกบ้านชายสิงห์ซึ่งเป็นทางเดินรถทางโท เลี้ยวขวาตัดหน้ารถที่จำเลยขับด้วยความเร็วที่ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในระยะกระชั้นชิด ผู้ตายเป็นฝ่ายประมาท จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท จำเลยย่อมไม่หลบหนีเป็นแน่แท้ การที่จำเลยหลบหนีไปทันทีที่เกิดเหตุเป็นพิรุธอย่างมาก เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าผู้ตายขับรถออกมาจากทางแยกบ้านชายสิงห์ดังกล่าวดังที่จำเลยนำสืบและฎีกา พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าผู้ตายมิได้ขับรถออกมาจากทางแยกบ้านชายสิงห์ตัดหน้ารถที่จำเลยขับ แต่ผู้ตายขับรถสวนทางกับรถที่จำเลยขับ โดยที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในป้ายจำกัดความเร็ว เป็นการขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนกับรถที่ผู้ตายขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยการขับด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในป้ายจำกัดความเร็ว เมื่อจำเลยขับรถมาถึงสามแยกบ้านชายสิงห์จำเลยก็ยังคงขับรถมาด้วยความเร็วสูงโดยไม่ชะลอความเร็วให้ช้าลง จึงเฉี่ยวชนกับรถที่ผู้ตายขับออกมาจากทางแยกดังกล่าวด้วยความประมาทเช่นกัน แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาผู้ตายขับรถสวนทางกับจำเลย มิได้ขับรถออกมาจากทางแยกดังกล่าวแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องอันจะต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยรับฟังได้ ตามที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยการขับด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในป้ายจำกัดความเร็วดังที่ได้วินิจฉัยมามิได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องแต่อย่างใด คงแตกต่างกันเฉพาะข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการขับรถของผู้ตายเท่านั้น ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยแตกต่างกันไปด้วย จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องยกฟ้อง

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยและผู้ตายต่างขับรถมาด้วยความประมาท ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) นางสมพร โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตาย จึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางสมพรเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางสมพร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 192 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — นางสมพร มุสิกชาติ
จำเลย — นายชิต พงษ์พยัคฆ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 536/2554
#510595
เปิดฉบับเต็ม

การประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 นั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แต่สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีใจความเพียงว่า "ค่าเสียหายในการนี้ คู่กรณีทั้งสองตกลงกันเองได้และจะนำไปซ่อมกันเอง" ไม่มีสาระสำคัญแสดงว่าจำเลยเจรจาตกลงกับ ส. คนขับรถบรรทุกหกล้อที่โจทก์รับประกันภัยไว้ในเรื่องการชำระค่าเสียหายให้ชัดแจ้งแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการประนีประนอมยอมความตามกฎหมาย มูลหนี้ละเมิดจึงไม่ระงับสิ้นไปเมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยนำรถยนต์บรรทุกหกล้อคันดังกล่าวไปซ่อมจนมีสภาพดีดังเดิม โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้จำเลยผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 63,668.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 61,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ในประเด็นเรื่องค่าเสียหายตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 85 - 0619 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายสมพร โกวิทวราพรผู้เอาประกันภัย มีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 22มกราคม 2535 ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.3 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2534 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 6006 นครสวรรค์ด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงมาตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้าไปจังหวัดนครสวรรค์เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยไม่สามารถควบคุมรถได้ทำให้ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนซึ่งขณะนั้นมีรถยนต์บรรทุกหกล้อซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้แล่นสวนทางมา ทำให้รถที่จำเลยขับเฉี่ยวชนกับรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนมาตรวจที่เกิดเหตุและเห็นว่าจำเลยเป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ จึงเปรียบเทียบปรับจำเลย ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บันทึกข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ได้ความว่าภายหลังเกิดเหตุ จำเลยกับนายสมจิตร สุขสงวน คนขับรถยนต์บรรทุกหกล้อได้ตกลงกันตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.4 ระบุว่า ค่าเสียหายในการนี้คู่กรณีทั้งสองตกลงกันเองได้และจะนำไปซ่อมกันเองนั้น เห็นว่า การประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 นั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แต่สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวมีใจความเพียงว่า "ค่าเสียหายในการนี้ คู่กรณีทั้งสองตกลงกันเองได้และจะนำไปซ่อมกันเอง" ไม่มีสาระสำคัญแสดงว่าจำเลยเจรจาตกลงกับนายสมจิตรคนขับรถบรรทุกหกล้อที่โจทก์รับประกันภัยไว้ในเรื่องการชำระค่าเสียหายให้ชัดแจ้งแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการประนีประนอมยอมความตามกฎหมาย มูลหนี้ละเมิดจึงไม่ระงับสิ้นไป เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยนำรถยนต์บรรทุกหกล้อคันดังกล่าวไปซ่อมจนมีสภาพดีดังเดิม โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้จำเลยผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องมานั้นมีจำนวนเพียง 63,668.75 บาท และจำเลยให้การว่าค่าเสียหายของโจทก์เป็นเงิน 8,000 บาท คดีนี้จึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในเรื่องค่าเสียหาย แม้คู่ความจะได้นำสืบข้อเท็จจริงมาเสร็จสิ้นเป็นการเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปได้ก็ตาม แต่เนื่องจากคดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่วินิจฉัยข้างต้น จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาปัญหาดังกล่าวใหม่ เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นเรื่องค่าเสียหายนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายวิศิษฎ์ ศรีวิทยา
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
มานัส เหลืองประเสริฐ
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ