คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046/2554
#513568
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2548 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากยื่นเกินกำหนดที่ศาลอนุญาต คือวันที่ 19 ธันวาคม 2548 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีคำสั่ง วันที่ 23 ธันวาคม 2548 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและให้รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย โดยไม่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและไม่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าจำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กำหนด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้อง และเมื่อศาลยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยแล้ว กรณีจึงไม่ต้องสั่งอุทธรณ์คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2548 อีก ดังนี้จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 159,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 30,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มิถุนายน 2547) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 2,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 7 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์วันนี้ (14 ธันวาคม 2548) ซึ่งพ้นกำหนดวันที่ศาลอนุญาต จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2548 ว่ากรณีเป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้ผู้อุทธรณ์ (จำเลยที่ 2) นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ แต่จำเลยที่ 2 มิได้วางเงินภายในกำหนด

จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2548 ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้จำเลยที่ 2 วางค่าธรรมเนียมทั้งปวงและจำนวนเงินที่โจทก์ชนะคดี และให้รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและจำนวนเงินที่โจทก์ชนะคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งต่อไป

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กำหนด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และเมื่อศาลยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องสั่งอุทธรณ์คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2548 อีก

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "วันที่ 14 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เนื่องจากยื่นเกินกำหนดที่ศาลอนุญาต วันที่ 19 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง วันที่ 23 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและให้รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยไม่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและไม่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กำหนด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และเมื่อศาลยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้ว กรณีจึงไม่ต้องสั่งอุทธรณ์คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2548 อีก ดังนี้ จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายมนัส ประจักษ์จิตร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
มานัส เหลืองประเสริฐ
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1032/2554
#509373
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน ต่อมา สำนักงานที่ดินอำเภอกันตังได้ประกาศและออกสำรวจที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่มีระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ซึ่งออกโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ได้ไม่เกิน 50 ไร่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์จึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 2 แปลง แปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ให้สามีโจทก์มีชื่อถือแทน และอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้มีชื่อบิดาสามีโจทก์ถือแทน ดังนี้ ขณะโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอออก เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด การที่โจทก์ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และต่อมาโจทก์ฟ้องร้องขอให้โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 605 เล่ม 7 ก หน้า 5 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขาตรัง (ที่ถูก สาขากันตัง) หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจู้ จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 605 เล่ม 7 ก หน้า 5 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจู้ จดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 605 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวมีเนื้อที่ 29 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ซื้อมาเมื่อปี 2514 รวมเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน จนต่อมาปี 2520 สำนักงานที่ดินอำเภอกันตังได้ประกาศและออกสำรวจที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่โดยที่มีระเบียคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ซึ่งออกโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ได้ไม่เกิน 50 ไร่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 2 แปลง แปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ให้นายบุญช่วย สามีของโจทก์มีชื่อถือแทน และอีกแปลงคือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้มีชื่อนายจู้บิดาของนายบุญช่วยถือแทน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าขณะโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอออกเว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด การที่โจทก์ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และต่อมาฟ้องร้องขอให้โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพ็ญศรี กวักแก้วหรือสีปากดี
นายปรีชา กวักแก้ว ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นายจู้ กวักแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายวิทยา หะยีหมัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2554
#508351
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาท แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต โดยจดทะเบียนโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353 ประกอบด้วยมาตรา 354 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 352 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริตอันเป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กระทำในฐานเป็นผู้จัดการมรดกของผู้อื่นตามคำสั่งศาล คงลงโทษได้เพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353,354 ประกอบด้วยมาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354, 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 4 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดาและเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลของนายทนงศักดิ์ ผู้ตาย โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทนงศักดิ์ มีบุตรกับนายทนงศักดิ์ 2 คน ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนด เดิมมีชื่อนายทนงศักดิ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หลังจากนายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตายและศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายทนงศักดิ์แล้ว เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทนงศักดิ์แล้วโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 บุตรจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวของนายทนงศักดิ์ไปในวันเดียวกัน สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่ามีความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกตามฟ้อง คดีเป็นอันถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อกฎหมายในเบื้องต้นเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 354 หรือ มาตรา 353 ประกอบด้วยมาตรา 355 เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาท แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต ด้วยการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตนจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบด้วยมาตรา 354 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 352 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นน้องสาวของนายทนงศักดิ์ ทราบดีว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทนงศักดิ์และมีบุตรกับนายทนงศักดิ์ 2 คน หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมาเป็นของตน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมทราบว่าโจทก์และบุตรโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยชอบธรรมของนายทนงศักดิ์ต้องไม่ได้รับมรดกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทดังกล่าว ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียค่าตอบแทนในการโอนทรัพย์มรดกพิพาทตามที่อ้าง ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมาโดยสุจริต เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนจีนที่อายุมาก พูดและอ่านภาษาไทยไม่ได้ ดังเห็นได้จากการเบิกความต้องใช้ล่ามแปล ทั้งยังป่วยเป็นโรคพาร์คินสันซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเชื่อว่าการโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทน่าจะมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการมากกว่า ยิ่งกว่านั้นที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าได้ชำระค่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นเงินสดถึง 1,800,000 บาท ก็เป็นเรื่องไม่สมเหตุผลและไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยัน ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อพิรุธดังกล่าวประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 สมคบกับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนายทนงศักดิ์พี่ชายมาเป็นของตนโดยทุจริตตามที่โจทก์นำสืบ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กระทำในฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลเหมือนเช่นจำเลยที่ 1 กรณีก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ช่วยเหลือให้จำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลได้จดทะเบียนโอนมรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเอง และโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงคงลงโทษได้เพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 ประกอบมาตรา 86 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกจึงชอบแล้วและไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา เพราะการสนับสนุนการกระทำความผิดมีโทษเบากว่าการกระทำความผิดของตัวการตามที่โจทก์ฟ้อง...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353 ประกอบด้วยมาตรา 354 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 ประกอบด้วยมาตรา 86 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 352 ม. 353 ม. 354
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารมย์ จิระศิริสุวรรณ
จำเลย — นายฮุยฮวง แซ่ตั้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายธนวิทย์ ขำศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายนิรัตน์ จันทพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 974 -ที่ 975/2554
#510265
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนเฉพาะตอนอยู่หน้าร้าน ขณะที่อยู่ในห้องผู้เสียหายที่ 2 ไม่ทันสังเกต แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 เก็บอาวุธปืนไว้ใต้ที่นอนที่ผู้เสียหายที่ 2 นอนอยู่ และได้บอกผู้เสียหายที่ 2 ด้วยว่ามีกระสุนปืน 4 นัด ซึ่งการเก็บอาวุธปืนพกไว้ใกล้ชิดกับตัวเช่นนั้นเป็นการมีอาวุธปืนอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 และฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีอาวุธปืนแล้ว ซึ่งความผิดดังกล่าวไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ตามบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 281 แม้มารดาและผู้เสียหายที่ 2 มาถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ไม่ระงับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 276, 278, 335, 362, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนของกลาง ให้จำเลยที่ 2 คืนเครื่องดื่มเบียร์ยี่ห้อช้าง 30 ขวด และเครื่องดื่มฉลาม 4 ขวด หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 2,480 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหากระทำอนาจาร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 91 ฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362 (ที่ถูกประกอบมาตรา 364), 83 ฐานกระทำอนาจาร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันบุกรุก จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหากระทำอนาจารนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยก คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมเป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันบุกรุก จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานกระทำอนาจารตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมเป็นจำคุก 12 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของร้านอาหารบ้านเพลงที่เกิดเหตุ และเป็นนายจ้างของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ร้านที่เกิดเหตุปิดเนื่องในวันวิสาขบูชา มีคนร้ายงัดประตูเหล็กร้านที่เกิดเหตุเข้าไปลักเอาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไป ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 กลับมาที่ร้านที่เกิดเหตุ พบกลุ่มวัยรุ่นอยู่ในร้านและพบจำเลยที่ 1 จึงขอให้จำเลยที่ 1 พาเข้าไปในร้าน จำเลยที่ 1 แสดงอาวุธปืนพกของกลางให้กลุ่มวัยรุ่นเห็น แล้วพาผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เข้าไปในร้าน ไปส่งผู้เสียหายที่ 3 ที่ห้อง จากนั้นจึงไปส่งที่ห้องผู้เสียหายที่ 2 และกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 กับพวกมาที่ร้านที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้จับมือและหอมแก้มกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยมีอาวุธปืนหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้หญิง การถูกกระทำชำเราเป็นเรื่องอับอายที่ต้องปิดบัง เว้นแต่จะถูกกระทำโดยไม่สมัครใจและต้องการให้ผู้กระทำถูกลงโทษจึงจะเปิดเผยหรือนำเรื่องน่าอับอายดังกล่าวไปแจ้งให้ผู้อื่นทราบ ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ก็ได้เบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 พบกับผู้เสียหายที่ 2 หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 นั่งร้องไห้ตรงม้านั่งหินอ่อนหน้าร้าน ผู้เสียหายที่ 2 แจ้งว่า สิ่งของภายในร้านถูกเอาไปหมดแล้วและผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเรากับประสงค์จะไปแจ้งความ ซึ่งหากผู้เสียหายที่ 2 สมัครใจให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราแล้วก็ไม่น่าที่จะเล่าเรื่องดังกล่าวให้ผู้เสียหายที่ 1 ฟัง และพากันไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 1 จะมีอาวุธปืนในการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ว่าผู้เสียหายที่ 2 จะเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนเฉพาะตอนอยู่หน้าร้าน ขณะที่อยู่ในห้องผู้เสียหายที่ 2 ไม่ทันสังเกต แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 เก็บอาวุธปืนไว้ใต้ที่นอนที่ผู้เสียหายที่ 2 นอนอยู่ และได้บอกกับผู้เสียหายที่ 2 ด้วยว่ามีกระสุนปืน 4 นัด ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่จำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้หลังวันเกิดเหตุเพียง 1 วัน กับได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ด้วยจึงเชื่อว่าเป็นจริงตามนั้น ซึ่งการเก็บอาวุธปืนพกไว้ใกล้ชิดกับตัวเช่นนั้นเป็นการมีอาวุธปืนอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีอาวุธปืนแล้ว ซึ่งความผิดข้อหาดังกล่าวไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ดังนั้นแม้มารดาและผู้เสียหายที่ 2 มาถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ไม่ระงับไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคสอง (เดิม) ม. 281
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายวิทยาหรือเอก ไฉนวงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวันชัย อินทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 969/2554
#513567
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ออกเป็นสามกรรมต่างกันและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 แม้ความผิดดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะกระทำเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของระบบงานทะเบียนราษฎรและมีจุดประสงค์ในการกระทำความผิดเพียงอย่างเดียวคือเพื่อให้ได้อาศัยอยู่กับสามีและบุตรในประเทศไทยอย่างถาวรก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระและอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันโดยชัดแจ้งและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดเฉพาะตาม ป.อ. มาตรา 137, 265, 267, 268 วรรคแรก เป็นความผิดสามกรรม จำคุกกระทงละ 2 ปี ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้กระทงกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน ฯ มาตรา 14 (1) (3) วรรคสองด้วย และลงโทษจำเลยที่ 1 สองกระทง กระทงละ 2 ปี ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้และคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้พร้อมฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3

ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน ฯ มาตรา 14 วรรคท้าย บัญญัติว่าถ้าผู้กระทำความผิดตาม (1) หรือ (2) หรือ (3) เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยต้องระวางโทษหนักขึ้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน ฯ มาตรา 14 (1) (3) วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษให้หนักขึ้นได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 137, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14, 15

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 265, 267, 268 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 265, 267 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานแจ้งความเท็จ ปลอมเอกสารราชการ แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 กระทำผิด3 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิดฐานแจ้งความเท็จ ปลอมเอกสารราชการ แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามของพนักงานคุมประพฤติแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลบุคคลทางทะเบียนราษฎร ถือเป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐกลับมากระทำความผิดเสียเอง จึงเห็นควรไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (3) วรรคสอง และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1.1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 2 ปี การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด และการกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1.3 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ทั้งนี้ความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) และ 14 (3) ให้ลงโทษตามมาตรา 14 (3) แต่กระทงเดียวตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคสอง) จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 1.1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบด้วยมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 1 ปี 4 เดือน และการกระทำของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 15 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ออกเป็นสามกรรมต่างกันและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยการกระทำของจำเลยที่ 1 กรรมแรกเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารราชการในการขอแจ้งย้ายที่อยู่และมีชื่อในทะเบียนบ้านซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2543 กรรมที่สองเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารราชการในการขอบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่แทนฉบับเก่าที่อ้างว่าสูญหาย ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 ส่วนกรรมที่สามเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารราชการในการขอจดทะเบียนสมรส ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545 แม้ความผิดดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะกระทำเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของระบบงานทะเบียนราษฎรและมีจุดประสงค์ในการกระทำความผิดเพียงอย่างเดียวคือเพื่อให้ได้อาศัยอยู่กับสามีและบุตรในประเทศไทยอย่างถาวรก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระและอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันโดยชัดแจ้งและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องทั้งสามกรรมและลงโทษความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.2 และ 1.3 เพียงกระทงเดียวนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคท้าย บัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตาม (1) หรือ (2) หรือ (3) เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ต้องระวางโทษหนักขึ้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (3) วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษให้หนักขึ้นได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคท้าย ด้วย สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นางสาวอำไพร พันเกสอน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 963/2554
#555572
เปิดฉบับเต็ม

การประกอบกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น หมายถึงกิจการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 วรรคสองและวรรคสาม กิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักร และในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรจึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีได้ ดังนั้น แม้ในเดือนภาษีพิพาทโจทก์ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าภาษีซื้อดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักร ออกไปนอกราชอาณาจักร หรือจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงไม่อาจนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินจำนวน 125,513.64 บาท ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความรับกันในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล มีการรับขนส่งสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักร และขนสินค้าระหว่างเมืองท่านอกราชอาณาจักร โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือเดินทะเล 1 ลำ ชื่อว่า "ทอร์ ทริบิวท์" ในการประกอบกิจการดังกล่าวโจทก์ว่าจ้างบริษัทโทรีเซน (กรุงเทพ) จำกัด บริหารจัดการในส่วนการติดต่อประสานงานกับลูกค้า การดูแลซ่อมเรือ การกำหนดตารางเรือ การติดต่อ สั่งการกับเรือเดินทะเล โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2546 พฤษภาคม ตุลาคม และพฤศจิกายน 2547 โดยนำภาษีซื้อในการดำเนินกิจการของโจทก์ในแต่ละเดือนภาษีพิพาทมาใช้สิทธิขอคืนรวม 125,513.64 บาท วันที่ 4 พฤษภาคม 2548 โจทก์รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาทแจ้งว่า ในการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาท โจทก์ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล โดยไม่มีการให้บริการและไม่มีรายได้จากการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อเนื่องจากเป็นภาษีต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ต้องชำระเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีซื้อที่ขอคืนในแต่ละเดือนภาษีพิพาทตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์มีรายรับจากการรับขนสินค้าระหว่างท่าเรือนอกราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการนอกราชอาณาจักรและมีการใช้บริการดังกล่าวนั้นนอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น รายรับจากการขนส่งสินค้าดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นในขณะที่เรือเดินทะเลของโจทก์ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศนอกราชอาณาจักรจึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการ ต้องห้ามมิให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 และมาตรา 82/5 (3) โจทก์ต้องเสียเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินในแต่ละเดือนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) การประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้ว แต่โจทก์ให้ความร่วมมือส่งเอกสารให้ทำการตรวจสอบด้วยดี จึงลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บร้อยละ 70 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ตามคำอุทธรณ์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทคดีนี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อจากรายจ่ายในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนภาษีพิพาทไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ไม่เป็นการต้องห้ามเนื่องจากการให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการในราชอาณาจักรนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า การประกอบกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น หมายถึงกิจการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 วรรคสอง และวรรคท้าย สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักร และในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรจึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแม้เรือจะอยู่นอกราชอาณาจักรในเดือนภาษีพิพาทก็ตาม แต่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะอ้างว่ามีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้า เมื่อการทำงานในส่วนนี้มิใช่เป็นการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรจึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีได้ ดังนั้น แม้ในเดือนภาษีพิพาทโจทก์ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าภาษีซื้อดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักร หรือจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร โจทก์จึงไม่อาจนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) มาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป โจทก์จึงต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป การที่เจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลดเบี้ยปรับซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า ทุกเดือนภาษีพิพาทมีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/2 ม. 82/5 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททอร์ ทริบิวท์ ชิปปิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/2554
#582437
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์สั่งซื้อสินค้าลูกกอล์ฟจากบริษัท บ. โดยผ่านทางตัวแทนซื้อคือบริษัท น. โจทก์กับบริษัท น. และบริษัท ก. มีความสัมพันธ์ในการถือหุ้น โดยบริษัท น. เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์และบริษัท ก. แต่บริษัทดังกล่าวข้างต้นไม่มีความสัมพันธ์กับบริษัท บ. ผู้ขายสินค้าลูกกอล์ฟให้แก่โจทก์ ดังนั้นการจ่ายค่าสิทธิของโจทก์ให้แก่บริษัท ก. จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าลูกกอล์ฟของบริษัท บ. มูลค่าที่แท้จริงของสินค้าลูกกอล์ฟที่โจทก์นำเข้าจากบริษัท บ. เป็นราคาศุลกากรหรือราคาแห่งของสำหรับสินค้าลูกกอล์ฟนั้น ณ จุดที่เกิดความรับผิดในการเสียอากรขาเข้าตามกฎหมายศุลากากรแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้าตามหนังสือแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) เลขที่ กค.0606(6)/9-2-0040218/11/45 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ กอ.4/1547/ป2(5.4) ลงวันที่ 31 มกราคม 2548 ให้จำเลยคืนเงินค่าอากรจำนวน 577 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้าของจำเลยตามหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) เลขที่ กค.0606(6)/9-2-0040218/11/45 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ กอ.4/1547/ป2(5.4) ลงวันที่ 31 มกราคม 2548 ให้จำเลยคืนค่าอากรจำนวน 577 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ต้องนำค่าสิทธิเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่จ่ายให้แก่บริษัทไนกี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มารวมในการสำแดงราคาศุลกากรในการนำเข้าสินค้าลูกกอล์ฟที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า ค่าสิทธิและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับของที่นำเข้าไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมอันเป็นเงื่อนไขในการขายของนั้น ต้องเป็นการปรับราคาเพื่อหามูลค่าที่แท้จริงที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายได้รับจากการขายของเพื่อส่งมายังประเทศไทย สำหรับราคาสินค้าลูกกอล์ฟที่บริษัทบริดจ์สโตน สปอร์ต (ยูเอสเอ) อิงค์ ได้รับจากโจทก์เป็นราคาซื้อขายของที่นำเข้า แต่เหตุที่โจทก์ต้องจ่ายค่าสิทธิให้แก่บริษัทไนกี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็เพราะเหตุบริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและจ่ายตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและการจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยค่าสิทธิดังกล่าวจ่ายร้อยละ 2 ของยอดขายในประเทศไทย โจทก์ต้องจ่ายให้แก่บริษัทไนกี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หลังจากโจทก์ขายสินค้าได้แล้ว มิใช่จ่ายให้แก่บริษัทบริดจ์สโตน สปอร์ต (ยูเอสเอ) อิงค์ ขณะนำเข้าสินค้าลูกกอล์ฟ จึงไม่มีกรณีต้องนำค่าสิทธิไปบวกเพิ่มกับราคาที่มีการชำระจริงในขณะนำเข้าให้แก่บริษัทบริดจ์สโตน สปอร์ต (ยูเอสเอ) อิงค์ ในการกำหนดราคาศุลกากรตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แต่อย่างใด แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์สั่งซื้อสินค้าลูกกอล์ฟจากบริษัทบริดจ์สโตน สปอร์ต (ยูเอสเอ) อิงค์ โดยผ่านทางตัวแทนซื้อคือบริษัทไนกี้ อิงค์ และโจทก์กับบริษัทไนกี้ อิงค์ และบริษัทไนกี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีความสัมพันธ์ในการถือหุ้น โดยบริษัทไนกี้ อิงค์ เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์และบริษัทไนกี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แต่บริษัทดังกล่าวข้างต้นไม่มีความสัมพันธ์กับบริษัทบริดจ์สโตน สปอร์ต (ยูเอสเอ) อิงค์ ผู้ขายสินค้าลูกกอล์ฟให้แก่โจทก์ ดังนั้นการจ่ายค่าสิทธิของโจทก์ให้แก่บริษัทไนกี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าลูกกอล์ฟของบริษัทบริดจ์สโตน สปอร์ต (ยูเอสเอ) อิงค์ มูลค่าที่แท้จริงของสินค้าลูกกอล์ฟที่โจทก์นำเข้าจากบริษัทบริดจ์สโตน สปอร์ต (ยูเอสเอ) อิงค์ เป็นราคาศุลกากรหรือราคาแห่งของสำหรับสินค้าลูกกอล์ฟนั้น ณ จุดที่เกิดความรับผิดในการเสียอากรขาเข้าตามกฎหมายศุลกากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องนำค่าสิทธิดังกล่าวมารวมไว้ในการสำแดงราคาศุลกากรสำหรับสินค้าลูกกอล์ฟที่พิพาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์จำนวน 3,000 บาท นั้น เกินอัตราขั้นสูงของตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในกรณีที่ทุนทรัพย์ไม่เกิน 2,000 บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองชั้นศาล 500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 935/2554
#513566
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยพกมีดปลายแหลมไปตามหาผู้เสียหายที่บ้าน เพราะโกรธผู้เสียหายที่ไปทำร้าย ส. บุตรเขยจำเลย เมื่อผู้เสียหายได้ยินจึงเดินออกจากบ้าน แล้วต่างฝ่ายต่างเดินเข้าหากัน ผู้เสียหายชกต่อยจำเลยไป 1 ครั้ง ขณะเดียวกันจำเลยก็ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายหลายครั้ง ตามพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยสมัครใจวิวาทกับผู้เสียหาย จะอ้างเหตุว่าจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตัวไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 และริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)), 371 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธมีด ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 100 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุมาตรา 30) ข้อหาอื่นให้ยก ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ประกอบมาตรา 69 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธมีดตามที่ศาลชั้นต้นลงโทษแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 100 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การที่จำเลยพกมีดปลายแหลมไปที่บ้านผู้เสียหายและถามหาผู้เสียหายว่า "ไอ้โก๋อยู่ไหนวะ" เพราะโกรธผู้เสียหายที่ไปทำร้ายนายสามารถบุตรเขยจำเลย เมื่อผู้เสียหายได้ยินจึงเดินออกจากบ้านไปถามจำเลยว่า "แกมีอะไร" แล้วต่างฝ่ายต่างเดินเข้าหากัน ผู้เสียหายชกต่อยจำเลยไป 1 ครั้ง ขณะเดียวกันจำเลยก็ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายหลายครั้งถูกบริเวณนมด้านซ้ายทะลุถึงหัวใจ ลำคอด้านขวาและแขนซ้าย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยสมัครใจวิวาทกับผู้เสียหาย จะอ้างเหตุว่าจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตัวไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายประสิทธิ์ หอละเอียด
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2554
#518477
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 4 ปี และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน โจทก์ไม่อุทธรณ์ถือว่าโจทก์พอใจในคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ การพิจารณาพิพากษาชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 บัญญัติว่า "คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น" ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาโดยเติมข้อความในวงเล็บในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า "(ที่ถูก 6 ปี 9 เดือน)" ทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกจำเลยที่ 1 เมื่อคดีถึงที่สุดเป็น จำคุก 6 ปี 9 เดือน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1760/2550 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2550 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 772 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก คนละ 4 ปี และฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 9 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสี่ทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน (ที่ถูก 6 ปี 9 เดือน) นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2550 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีน และอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทณัฐนัยกับพวกร่วมกันให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ได้จำนวน 1 เม็ด ในราคา 500 บาท พันตำรวจโทณัฐนัยกับพวกจับกุมจำเลยที่1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด และอาวุธปืนลูกซองไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก กระสุนปืน 1 นัด คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงพันตำรวจโทณัฐนัยและดาบตำรวจชนะเบิกความเพียงว่า ขณะสายลับไปหาข่าวที่หน้าบ้านเช่าดังกล่าว พยานทั้งสองเห็นสายลับเรียกคนในบ้านออกมา พยานเห็นจำเลยทั้งสองออกมายืนคุยกับสายลับที่หน้าบ้าน ต่อมาสายลับมาบอกพยานว่า ติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองในราคาเม็ดละ 500 บาท คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานบอกเล่าเมื่อโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความสนับสนุน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมี น้ำหนักน้อย ทั้งคำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ว่า อาวุธปืนของกลางไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของจำเลยที่ 2 นั้น คำให้การส่วนนี้ เป็นคำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 1 บอกแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 จำหน่าย เป็นคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มีเพียงคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 เท่านั้นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 จำหน่าย ซึ่งศาลจะต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ประกอบกับขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็มิได้อยู่กับ จำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุ ทั้งโจทก์ก็มิได้นำเจ้าของบ้านเช่าที่เกิดเหตุมาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าบ้านดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์มีเพียงคำรับในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบจึงจะมีน้ำหนักรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ อีกทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธและยังมีข้อโต้เถียงว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การด้วยความสมัครใจหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำฟ้องโจทก์หรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 4 ปี และฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน โจทก์ไม่อุทธรณ์ ถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ การพิจารณาพิพากษาชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 บัญญัติว่า "คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น" ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาโดยเติมข้อความในวงเล็บในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า "(ที่ถูก 6 ปี 9 เดือน)" ทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกจำเลยที่ 1 เมื่อคดีถึงที่สุดเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังกล่าว จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายวัชรินทร์หรือเอ็ม ฟองทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นางสาวกัญญาณัฐ เภรีฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสิริกานต์ มีจุล
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 869/2554
#510920
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้โจทก์ ผู้เรียง และผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องต้องลงลายมือชื่อไว้ตามที่แบบพิมพ์คำขอท้ายคำฟ้องอาญาได้กำหนดไว้แต่ตามแบบพิมพ์คำขอท้ายคำฟ้องอาญาของโจทก์เป็นสำเนาเอกสารที่ถ่ายเอกสารมาจากต้นฉบับคำขอท้ายคำฟ้องอาญาที่โจทก์ ผู้เรียง และผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องได้ลงชื่อไว้แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว และเมื่อฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเกิดเพราะความผิดพลาดทางเทคนิค ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยจากเหตุที่คำขอท้ายคำฟ้องอาญาของโจทก์เป็นสำเนาเอกสารดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องที่ไม่ชอบนั้นได้ แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งไว้ แต่ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาดิน 119,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1907/2549 ของศาลชั้นต้น คืนดิน 17,000 ลูกบาศก์เมตร แก่ผู้เสียหายที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาดินเป็นเงิน 119,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ยกฟ้องข้อหาอื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำขอท้ายฟ้องอาญาในคดีนี้เป็นเพียงสำเนาเอกสารที่ถ่ายจากต้นฉบับที่โจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องได้ลงลายมือชื่อไว้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้โจกท์ ผู้เรียง และผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องต้องลงลายมือชื่อไว้ตามที่แบบพิมพ์คำขอท้ายคำฟ้องอาญาได้กำหนดไว้ แต่ตามแบบพิมพ์คำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้เป็นสำเนาเอกสารที่ถ่ายเอกสารมาจากต้นฉบับคำขอท้ายคำฟ้องอาญาที่โจทก์ ผู้เรียง และผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องได้ลงชื่อไว้แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาว่า ขั้นตอนการจัดทำและพิมพ์คำฟ้องของโจทก์จะพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องอาญาจากเครื่องพิมพ์ จากนั้นโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง จะลงลายมืชื่อในคำขอท้ายคำฟ้องอาญาทุกแผ่น แม้เป็นสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้จำเลยก็ตาม จึงเป็นไปไม่ได้ที่คำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้จะเป็นสำเนาเอกสารที่ถ่ายจากต้นฉบับที่โจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ได้ลงลายมือชื่อไว้แล้วนั้น และเมื่อศาลชั้นต้นตรวจรับคำฟ้องของโจทก์และดำเนินกระบวนพิจารณาจนมีคำพิพากษาแล้ว แสดงว่า คำฟ้องรวมทั้งคำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้เป็นเอกสารต้นฉบับจริง เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวขัดกับคำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้ที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นสำเนาเอกสารที่ถ่ายเอกสารมาจากต้นฉบับคำขอท้ายคำฟ้องอาญา ทั้งการที่ศาลชั้นต้นตรวจรับคำฟ้องของโจทก์และดำเนินกระบวนพิจารณาจนมีคำพิพากษาแล้ว ก็มิใช่ข้อที่แสดงว่าคำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้จะเป็นต้นฉบับเอกสารเพราะขณะประทับฟ้องศาลชั้นต้นอาจไม่ได้ตรวจสอบคำขอท้ายคำฟ้องอาญาของโจทก์อย่างละเอียดก็ได้ และที่โจทก์ฎีกาว่า เหตุที่คำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้เป็นสำเนาเอกสารเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ทั้งจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นดังกล่าว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขอให้ศาลฎีการับฟังว่าโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องได้ลงลายมือชื่อในคำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้นั้น เห็นว่า เมื่อฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเกิดเพราะความผิดพลาดดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องที่ไม่ชอบนั้นได้ แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งไว้แต่ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายเกษมชาต วัฒนโภไคย
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2554
#513564
เปิดฉบับเต็ม

การขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น อาจขู่ตรง ๆ หรือใช้ถ้อยคำ ทำกิริยา หรือทำประการใดให้เข้าใจได้เช่นนั้น เป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจว่าจะรับภัยจากการกระทำของผู้ขู่เข็ญการที่จำเลยกับพวกบังคับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย โดย ม. พวกของจำเลยทำท่าทางเหมือนจะชักอาวุธออกมาโดยล้วงเข้าไปในเสื้อบริเวณเอว แม้มิได้ใช้กำลังประทุษร้าย มิได้ใช้อาวุธมาขู่บังคับหรือพูดว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก็ตาม แต่กิริยาท่าทีของ ม. ดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจำเลยกับพวกจะใช้กำลังประทุษร้ายจึงต้องจำยอมให้โทรศัพท์เคลื่อนที่แก่จำเลยกับพวกไป การกระทำของจำเลยกับพวกครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว

ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกิน 20 ปี และกระทำผิดโดยมิได้ใช้อาวุธลักษณะเป็นการกระทำของวัยรุ่นที่คึกคะนอง ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาและชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 20,000 บาท ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ปรากฏว่าจำเลยเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ให้จำเลยคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโซนี่ อิริคสัน รุ่น W 620 I จำนวน 1 เครื่อง หรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 2 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโซนี่ อิริคสัน รุ่น W 610 I จำนวน 1 เครื่อง หรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาว่าจำเลยได้ใช้เงินค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 10,000 บาทแล้ว จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ลดมาตราส่วนโทษแล้ว จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง เป็นเวลา 2 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น อาจขู่ตรง ๆ หรือใช้ถ้อยคำ ทำกิริยา หรือทำประการใดให้เข้าใจได้เช่นนั้น เป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจว่าจะได้รับภัยจากการกระทำของผู้ขู่เข็ญ การที่จำเลยกับพวกบังคับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายโดยนายมาทฐวุฒิพวกของจำเลยทำท่าทางเหมือนจะชักอาวุธออกมาโดยล้วงเข้าไปในเสื้อบริเวณเอว แม้มิได้ใช้กำลังประทุษร้าย มิได้ใช้อาวุธมาขู่บังคับหรือพูดว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก็ตาม แต่กิริยาท่าทีของนายมาทฐวุฒิที่ทำท่าทางเหมือนกับจะชักอาวุธออกมานั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการขู่บังคับ ประกอบกับผู้เสียหายเบิกความว่าเหตุที่มอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้นายมาทฐวุฒิ เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้าย อันเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจำเลยกับพวกจะใช้กำลังประทุษร้าย จึงต้องจำยอมให้โทรศัพท์เคลื่อนที่แก่จำเลยกับพวกไป การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานปล้นทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามจำเลยกระทำความผิดในขณะอายุไม่เกิน 20 ปี และร่วมกระทำความผิดโดยเพียงแต่ร่วมกันบังคับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป โดยจำเลยกับพวกมิได้ใช้อาวุธมาขู่บังคับ และจำเลยมิได้เป็นผู้พูดว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย พฤติการณ์แห่งความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ลักษณะเป็นการกระทำของวัยรุ่นที่คึกคะนอง ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาแสดงว่ารู้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำ ทั้งได้มอบเงินจำนวน 20,000 บาท ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยแล้ว นับว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของตน ทั้งปรากฏตามใบรับรองสภาพการเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงว่าจำเลยกำลังศึกษาเล่าเรียน ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 15,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 78 ม. 340 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนิติวัฒน์ ตันติอมรพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 864/2554
#508371
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะตามฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา และความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายสมศักดิ์ ยิบพิกุล บิดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 1 เดือน 10 วัน ไม่รอการลงโทษ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน 10 วัน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเพื่อนสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 และเบิกความไปโดยมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โดยพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเกิดเหตุชกต่อยกันในตอนเช้าแล้วจำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงออกติดตามหาผู้ตาย จนกระทั่งมาพบผู้ตายในตอนเย็น จำเลยที่ 1 ก็เดินเข้าไปหาผู้ตาย ทั้งๆ ที่ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในตอนเช้า การเดินเข้าไปหาผู้ตายในลักษณะดังกล่าวนั้นย่อมเล็งเห็นผลแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุวิวาทอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นอย่างแน่นอนดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ควรเดินเข้าไปหาผู้ตายก่อน เพราะผู้ตายก็ยังมิได้ทำอะไรจำเลยที่ 1 ส่วนเหตุการณ์ในตอนเช้าก็ยุติไปแล้วไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องเดินเข้าไปหาผู้ตายอีก การที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตายอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย และเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาทซึ่งกันและกันแล้ว การที่ผู้ตายยิงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ยิงผู้ตายเช่นเดียวกัน จึงหาอาจอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้ไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาและความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 288 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นายสมศักดิ์ ยิบพิกุล
จำเลย — นายบุญชัย สุมลโสภณศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางชุติมา รางชางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 864/2554
#510919
เปิดฉบับเต็ม

ในวันเกิดเหตุตอนเช้าเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีเหตุชกต่อยกับผู้ตายมาก่อน มีอาจารย์เข้ามาห้ามแต่จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงไม่ยุติ ออกติดตามหากลุ่มของผู้ตายต่อไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับพวก ยังต้องการพบผู้ตายด้วยสาเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด มิฉะนั้นคงไม่ออกติดตามจนกระทั่งมาพบผู้ตายตอนเย็นจำเลยที่ 1 ก็เดินเข้าไปหาผู้ตายทั้งๆ ที่ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในตอนเช้า การเดินเข้าไปหาผู้ตายในลักษณะดังกล่าวนั้น ย่อมเล็งเห็นผลแล้วจะต้องเกิดเหตุทะเลาะวิวาทอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างแน่นอน ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ควรเข้าไปหาผู้ตายก่อน เพราะผู้ตายก็ยังมิได้ทำอะไรจำเลยที่ 1 ส่วนเหตุการณ์ในตอนเช้ายุติไปแล้วไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องเดินเข้าไปหาผู้ตายอีกการที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่น นอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตายอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย และเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาทซึ่งกันและกันแล้ว การที่ผู้ตายยิงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ยิงผู้ตายเช่นเดียวกัน จึงหาอาจอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้ไม่ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

อย่างไรก็ตามการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาและความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ มีหมายเลขทะเบียน และกระสุนปืนรีวอลเวอร์ขนาดเดียวกัน 5 นัด ใช้ยิงได้อันเป็นของนายคง ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ไว้ในครอบครองโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าว ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งมิใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายสุรวุฒิ ยิบพิกุล ผู้ตาย 1 ครั้ง โดยเจตนาฆ่า ลูกกระสุนปืนถูกที่ท้องของผู้ตาย ทะลุตับและปอด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดอาวุธปืน กระสุนปืนที่เหลือ 4 นัด ปลอกกระสุนปืนขนาด .38 อีก 1 ปลอก และลูกกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 1 ลูก เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเสร็จแล้วจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายสมศักดิ์ บิดานายสุรวุฒิ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเสร็จแล้ว และคำให้การในชั้นสอบสวนกับทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม เมื่อรวมโทษหลังลดโทษแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อีกกระทงหนึ่ง ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน และปรับ 1,500 บาท ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน และปรับ 1,500 บาท รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นด้วย ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 1 เดือน 10 วัน ซึ่งไม่อาจรอการลงโทษได้ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน 10 วัน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และผู้ตายเป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และผู้ตายมีเหตุชกต่อยกันภายในวิทยาลัยดังกล่าวแล้วเลิกรากันไปเนื่องจากมีอาจารย์เข้ามาห้าม วันเดียวกันเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 พบผู้ตายบริเวณฝั่งตรงข้ามกับหอพักศรีเมือง ผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ล้มลง จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการฆ่าผู้ตายหรือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กับผู้ตายมิได้สมัครใจทะเลาะวิวาทกัน มิได้นัดหมายมายิงกันแต่เป็นการพบกันโดยบังเอิญก่อนเกิดเหตุผู้ตายใช้เท้าถีบจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ถีบผู้ตายสวนไป ผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ล้มลง จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนยิงสวนไปถูกผู้ตาย 1 นัด การยิงของจำเลยที่ 1 เพียง 1 นัด จึงถือว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงเพราะหากจำเลยที่ 1 ไม่ยิงสวนไปผู้ตายก็ต้องยิงจำเลยที่ 1 ซ้ำอย่างแน่นอน จำเลยที่ 1จึงไม่มีความผิดตามกฎหมาย ในประเด็นดังกล่าวนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายวิชัย เบิกความว่า พยานเป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกันกับจำเลยทั้งสอง วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ถูกผู้ตายชก พยานจึงเข้าห้ามแต่พยานถูกต่อยด้วย พยานจึงต่อยสวนไปเพื่อเป็นการป้องกันตัว หลังจากนั้นมีอาจารย์เข้ามาห้ามจึงได้เลิกรากันไป แต่พยานกับพวกยังออกติดตามหากลุ่มของผู้ตายภายในโรงเรียนแต่ไม่พบและพยานเบิกความตรงตามคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.3 นายสรจักร ภู่พันธ์ทอง เบิกความว่า พยานเรียนหนังสืออยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรีเช่นเดียวกับจำเลยทั้งสองและมีความสนินสนมกันไปไหนมาไหนด้วยกัน วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ถูกกลุ่มของผู้ตายต่อย มีอาจารย์เข้ามาห้ามทั้งสองฝ่าย จึงหยุด หลังจากนั้นพยานกับพวกออกติดตามหากลุ่มผู้ตาย โจทก์และโจทก์ร่วม ยังมีนายพิทักษ์ ดิษฐวุฒิเบิกความเช่นเดียวกับนายวิชัยและนายสรจักรข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันแล้วได้มีอาจารย์เข้ามาห้าม แต่ฝ่ายจำเลยที่ 1 กับพวกยังคงออกติดตามหากลุ่มของผู้ตาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ต้องการให้เหตุการณ์ยุติลงเพียงแค่นั้น การออกติดตามหากลุ่มของผู้ตายแสดงว่าต้องมีเหตุหนึ่งเหตุใดมิฉะนั้นคงไม่ออกติดตาม แต่โชคดีที่ออกติดตามไม่พบในช่วงเช้า และปรากฏว่าในวันเกิดเหตุตอนเย็นจำเลยที่ 1 กับผู้ตายก็มาพบกันอีก โดยนายพิทักษ ดิษฐวุฒิ เบิกความว่า พยานขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปทางวัดพระรูป ระหว่างทางพยานพบกับนายยุทธนา ทองบุญเหลือ ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนอยู่ชั้นเดียวกัน นายยุทธนาทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 มีเรื่องกับผู้ตาย ขณะนั้นนายยุทธนานั่งคุยกับแฟนของนายยุทธนาที่หน้าหอพักศรีเมืองที่เกิดเหตุพยานจึงจอดรถคุยกับนายยุทธนา ส่วนจำเลยที่ 1 นั้นพยานไม่ทันสังเกตว่าอยู่ที่ไหน ขณะนั้นพยานเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ ระหว่างนั้นพยานหันไปเพื่อจะดูว่าจำเลยที่ 1 อยู่ที่รถหรือไม่ พยานเห็นจำเลยที่ 1 เดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามหอพักเพื่อ ไปหาผู้ตาย ซึ่งกำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม พยานดูอยู่ตลอดเวลา พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด นัดแรกเห็นจำเลยที่ 1 ล้มลง ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ล้มลง พยานเห็นอาวุธปืน อยู่ในมือของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ในวันเกิดเหตุตอนเช้าประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีเหตุชกต่อยกับผู้ตายมาก่อน มีอาจารย์เข้ามาห้ามแต่จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงไม่ยุติออกติดตามหากลุ่มของผู้ตายต่อไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับพวกยังต้องการพบผู้ตายด้วยสาเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดมิฉะนั้นคงไม่ออกติดตาม ปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กับพวกก็มาพบผู้ตายอีก จำเลยที่ 1 เดินข้ามถนน ไปฝั่งตรงข้ามเพื่อหาผู้ตายซึ่งตรงกับคำเบิกความของนางสาวคำฝัน การะเวกซึ่งเบิกความว่า ขณะยื่นพูดคุยกับผู้ตายพยานเห็นชายคนหนึ่งวิ่งมาทางทิศ สะพานวัดพระรูปเข้ามาหาผู้ตาย พยานเข้าใจว่าจะมีเรื่องกัน จึงวิ่งเข้าไปในหอพัก หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัดติดต่อกัน นอกจากนี้ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยังตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งจำเลยที่ 2ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีปัญหาชกต่อยกับผู้ตายภายในวิทยาลัย เทคนิคสุพรรณบุรีในตอนเช้า หลังจากที่จำเลยที่ 2 ทราบแล้วได้นัดรวมเพื่อนๆซึ่งมีจำเลยที่ 2 นายวิชัย นายสรจักร นายพิทักษ์ และเพื่อนคนอื่นๆ ประมาณ 10 คน ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นเดียวกันแยกกันออกติดตามหาผู้ตายภายในวิทยาลัยแต่ไม่พบ และนัดรวมตัวกันใหม่ที่หน้าวิทยาลัยเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ไปยืนดักรอผู้ตายที่หน้าวิทยาลัยแต่ก็ไม่พบอีก จำเลยที่ 2 กับพวกทราบว่าผู้ตายจะต้องไปรับแฟนที่หน้าวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี จึงพากันไปรอที่หน้าวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี ตำบล ท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างที่ยืนรอผู้ตายจนถึงเวลาประมาณ 18.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 พบผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านไปทางสะพาน วัดพระรูปโดยมีผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายไปด้วย จำเลยทั้งสอง นายพิทักษ์และเพื่อนๆ ต่างขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามผู้ตายไปถึงบริเวณสี่แยกศรีเมือง หน้าหอพักศรีเมือง ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์บริเวณฝั่งตรงข้ามหอพักศรีเมือง จำเลยที่ 2 จอดรถและเห็นจำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายทำท่าจะต่อย ผู้ตายชักอาวุธปืนออกมายิงจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงชักอาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัดเช่นเดียวกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเพื่อนสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 และเบิกความไปโดยมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โดยพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเกิดเหตุชกต่อยกันในตอนเช้าแล้วจำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงออกติดตามหาผู้ตาย จนกระทั่งมาพบผู้ตายในตอนเย็น จำเลยที่ 1 ก็เดินเข้าไปหาผู้ตาย ทั้งๆ ที่ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในตอนเช้า การเดินเข้าไปหาผู้ตายในลักษณะดังกล่าวนั้นย่อมเล็งเห็นผลแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุวิวาทอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นอย่างแน่นอนดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ควรเดินเข้าไปหาผู้ตายก่อน เพราะผู้ตายก็ยังมิได้ทำอะไรจำเลยที่ 1 ส่วนเหตุการณ์ในตอนเช้าก็ยุติไปแล้วไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องเดินเข้าไปหาผู้ตายอีก การที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตายอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย และเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาทซึ่งกันและกันแล้ว การที่ผู้ตายยิงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ยิงผู้ตายเช่นเดียวกันจึงหาอาจอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้ไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา และความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นายสมศักดิ์ ยิบพิกุล กับพวก
จำเลย — นายบุญชัย สุมลโสภณคิริ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 858 -ที่ 861/2554
#510257
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจในการดำเนินคดีอาญาแทนต้องพิจารณาถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ว่า ผู้กระทำการแทนโจทก์นั้นมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในขณะนั้นหรือไม่เป็นสำคัญ หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีอำนาจอันเป็นการไม่ชอบแล้ว ก็ชอบที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณานั้นหรือหากอนุญาตไปก่อนแล้วโดยผิดหลงก็ต้องสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย เพื่อจักได้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายต่อไป หาใช่กรณีมีเหตุจำเป็นในการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตที่จะต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 831 มาใช้บังคับแต่อย่างใด เมื่อการถอนฟ้องกระทำโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจถอนฟ้องแทนโจทก์จึงไม่ชอบ การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีไปโดยผิดหลง ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่ต้องเพิกถอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจาก โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและขอแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในแต่ละสำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 352, 353, 354, 357 พระราชกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41, 42 ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ในแต่ละสำนวนทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาตและทำการไต่สวนมูลฟ้องสำหรับจำเลยที่เหลือในแต่ละสำนวนแล้ว ในสำนวนที่ 1 (คดีหมายเลขดำที่ 8227/2541 ของศาลชั้นต้น) มีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ทุกข้อหา ในสำนวนที่ 2 (คดีหมายเลขดำที่ 8228/2541 ของศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 สำนวนที่ 3 (คดีหมายเลขดำที่ 8229/2541 ของศาลชั้นต้น) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูลและให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353 และ 354 พระราชบัญญัติกำหนดความรับผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 ส่วนสำนวนที่ 4 (คดีหมายเลขดำที่ 8230/2541 ของศาลชั้นต้น) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353 และ 357 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 และ 17 ธันวาคม 2545 โจทก์ทั้งสี่สำนวนโดยนายเลสลี่ เนลสัน ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในสำนวนที่ 2 และได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่เหลือในอีก 3 สำนวนด้วย โดยอ้างว่าตนได้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นผู้มีอำนาจขอถอนฟ้องเพื่อยุติข้อพิพาทต่อจำเลยทั้งหมด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่สำนวนถอนฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาโจทก์ทั้งสี่สำนวนยื่นคำร้องในแต่ละสำนวนต่อศาลชั้นต้นมีใจความทำนองเดียวกันว่า การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 และ 17 ธันวาคม 2545 ของนายเลสลี่ เนลสัน กระทำไปปราศจากอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่เคยมอบหมายให้นายเลสลี่ เนลสัน ดำเนินคดีหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวข้องกับคดีนี้ และโจทก์แจ้งยกเลิกเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจตามที่นายเลสลี่ เนลสัน ใช้ในการขอถอนฟ้องทั้งสี่สำนวนแล้ว โดยแจ้งเป็นหนังสือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E - mail) ไปยังนายเลสลี่ เนลสัน ทราบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตถอนฟ้องเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะถูกหลอกลวง ขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาต ให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเสีย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในสำนวนที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และจำเลยที่ 3 ในสำนวนที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยให้รวมพิจารณาการไต่สวนและมีคำสั่งในคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกคู่ความในแต่ละสำนวนคงเดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์โดยนายประเสริฐ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ในปัจจุบัน ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 3 ไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการบริษัทโจทก์ได้ประชุมมีมติยกเลิกหนังสือมอบอำนาจให้นายเลสสี่ เนลสัน เป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการแทนบริษัทโดยมีการบันทึกถ้อยคำไว้เป็นหลักฐานด้วย และวันที่ 27 มิถุนายน 2545 ได้ส่งโทรสารและจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งให้นายเลสลี่ เนลสัน นายเลสลี่ จีนายเดวิด และนางสาววารี ทราบและบุคคลดังกล่าวทุกคนได้รับแล้ว กรณีจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจให้นายเลสลี่ เนลสัน เป็นผู้รับมอบอำนาจ มีผลให้การตั้งตัวแทนดังกล่าวระงับสิ้นไปแล้วตั้งแต่ก่อนที่นายเลสลี่ เนลสัน จะมายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยแต่ละคนในสี่สำนวนนี้ นายเลสลี่ เนลสันจึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในการดำเนินการยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ทั้งนี้ โดยคดีทั้งสี่สำนวนนี้เป็นคดีอาญาที่บริษัทโจทก์ใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้เสียหายฟ้องดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทุกคนเองในความผิดที่กล่าวหาว่าจำเลยดังกล่าวกระทำผิดต่อนิติบุคคลโจทก์ ซึ่งผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์เป็นผู้มีอำนาจฟ้องดำเนินคดีแทนโจทก์และเป็นผู้มีอำนาจถอนฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) และมาตรา 3 (4) อันเป็นเรื่องอำนาจเป็นการเฉพาะในการดำเนินคดีอาญา แม้กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการฟ้องและถอนฟ้องแทนโจทก์ได้ดังกล่าวจะทำหนังสือมอบอำนาจให้ตัวแทนดำเนินคดีดังกล่าวแทนได้ แต่เมื่อมีการยกเลิกการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจนั้นแล้ว ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจย่อมหมดอำนาจที่จะดำเนินคดีอาญานี้แทนโจทก์ทันที มิใช่กรณีที่จะถือว่า แม้สัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปแล้วก็ยังต้องห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 831 เพราะบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตมิให้ต้องเสียหายจากการกระทำของตัวแทนในขณะที่สัญญาตัวแทนนั้นระงับไปแล้ว แต่บุคคลภายนอกไม่ทราบโดยสุจริตเท่านั้น ซึ่งต่างจากอำนาจในการดำเนินคดีอาญาแทน ที่ต้องพิจารณาถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ว่า ผู้กระทำการแทนโจทก์นั้นมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในขณะนั้นหรือไม่เป็นสำคัญ หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีอำนาจอันเป็นการไม่ชอบแล้ว ก็ชอบที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณานั้นหรือหากอนุญาตไปก่อนแล้วโดยผิดหลงก็ต้องสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย เพื่อจักได้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายต่อไป หาใช่กรณีมีเหตุจำเป็นในการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตที่จะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 831 มาใช้บังคับ ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิฉัยมาแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อการถอนฟ้องดังกล่าวกระทำโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจถอนฟ้องแทนโจทก์จึงไม่ชอบ การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีไปโดยผิดหลง ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่ต้องเพิกถอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในสำนวนที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 (คดีหมายเลขดำที่ 8227/2541 หมายเลขดำที่ 8228/2541 และหมายเลขดำที่ 8230/2541) และจำเลยที่ 3 ในสำนวนที่ 3 (คดีหมายเลขดำที่ 8229/2541) และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 831
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 3 (4) ม. 5 (3)
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอสแอลซี ลิสซิ่ง จำกัด
โจทก์ — หรือบริษัทซิทก้า ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทรังสีแพ็คกิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอรพงษ์ ศิริการต์นนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 846/2554
#510239
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นกองทุนและมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ และมีอำนาจให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามควรแก่กรณี การที่จำเลยที่ 3 ประกาศให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่ 3 ในการที่จะให้ความช่วยเหลือ มิใช่จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในหนี้สิ้นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดทุกกรณี การที่จำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมให้ความช่วยเหลือแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วเพราะไม่อยู่ในข่ายได้รับความคุ้มครองตามประกาศของจำเลยที่ 3 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,582,785.47 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 239,663.11 บาทอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,489.193.22 บาท อัตราร้อยละ16 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 780,985.20 บาท อัตราร้อยละ 14 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 387,931.25 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,110,124.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน239,663.11 บาท จำนวน 1,489,193.22 บาท และจำนวน 780,985.20 บาทแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และจำนวน 387,931.25 บาท แก่โจทก์ที่ 5 ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์และวีธีการที่จำเลยที่ 3 กำหนดนับแต่วันครบกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับ ทั้งนี้ หากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5ได้รับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่าใดก็ให้หักออกจากจำนวนที่จำเลยที่ 3 ต้องชำระเท่านั้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาทให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 4

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 5 ด้วยค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 5 และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาการรับฟังเป็นยุติว่า นางรุ่งมณี เป็นมารดาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ที่ 4 เป็นมารดาของโจทก์ที่ 5 นางรุ่งมณีและโจทก์ที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีภาระผูกพันกับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับ จำเลยที่ 3 ได้มีประกาศเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีหนังสือแสดงเจตนาขอรับความช่วยเหลือทางการเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว และจำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ว่าเงินฝากตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นของนางรุ่งมณีซึ่งเป็นผู้ที่มีภาระผูกพันกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 4 มีภาระผูกพันกับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกันจึงไม่อยู่ในข่ายได้รับความคุ้มครองตามข้อ 2 (1) ของประกาศของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่ให้ความช่วยเหลือแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 สำหรับโจทก์ที่ 4 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 มาตรา 29 ตรี บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกว่า "กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน" ให้กองทุนมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ โดยมี "ฝ่ายจัดการกองทุน" เป็นเจ้าหน้าที่และให้แยกไว้ต่างหากจากธุรกิจอื่นๆ" และมาตรา 29 อัฏฐ (ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น)บัญญัติว่า "ให้กองทุนมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ของกองทุน ตามมาตรา 29 ตรี และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (4) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามสมควรแก่กรณีสำหรับผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินที่ต้องเสียหาย เนื่องจากสถาบันการเงินดังกล่าวประสบวิกฤตการณ์ทางการเงินอย่างร้ายแรง" ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กองทุนดังกล่าวคือจำเลยที่ 3 ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพและให้มีอำนาจรวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามควรแก่กรณี สำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ที่ต้องเสียหายเพราะเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ประสบวิกฤตการณ์ทางการเงินอย่างร้ายแรง การที่จำเลยที่ 3 ได้ประกาศให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 นั้นย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่ 3 ในการที่จะให้ความช่วยเหลือ มิใช่จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดทุกกรณี การที่จำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมให้ความช่วยเหลือแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เพราะไม่อยู่ในข่ายได้รับความคุ้มครอง ตามข้อ 2 (1) ของประกาศของจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 3 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้ออื่นและฎีกาของโจทก์ที่ 5 นั้น ไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่มีประโยชน์แก่คดีที่จะวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ม. 29 ตรี ม. 29 อัฎฐ
ชื่อคู่ความ
เด็กหญิงสุภิญญา ลีสวัสดิ์ตระกูล
โจทก์ — โดยนางรุ่งมณี ลีสวัสดิ์ตระกูล กับพวก
จำเลย — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แอล พี เอ็น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนิเวศน์ นิภานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 843/2554
#513640
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) และตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ ลงวันที่ 24 กันยายน 2535 ข้อ 1

หากโจทก์จะเลือกเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) โจทก์ต้องนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ทุกรายการที่เข้าลักษณะเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานในปีภาษีนั้นรวมกัน จากนั้นจึงคำนวณค่าใช้จ่ายและคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (5) เมื่อปรากฏว่า ในปีภาษี 2546 เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่โจทก์ได้รับจำนวน 1,234,280 บาท เป็นเงินได้ตามข้อ 1 (ง) ส่วนเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 606,449.93 บาท เป็นเงินได้ตามข้อ 1 (ข) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว การที่โจทก์นำเงินจำนวน 1,234,280 บาท ไปแยกคำนวณค่าใช้จ่ายและคำนวณภาษีตามใบแนบ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2546 หนึ่งฉบับ และแยกเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 606,449.93 บาท ไปคำนวณค่าใช้จ่ายและคำนวณภาษีตามใบแนบ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2546 อีกหนึ่งฉบับ ย่อมไม่ถูกต้องตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนและยกเลิกคำสั่งประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า การที่โจทก์เลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยนำเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานจำนวน 1,234,280 บาท แยกไปคำนวณภาษีตามใบแนบ ภ.ง.ด. 91 ปีภาษี 2546 กับนำเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 606,449.93 บาท ไปคำนวณภาษีตามใบแนบ ภ.ง.ด. 91 ปีภาษี 2546 เป็นการเสียภาษีที่ถูกต้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้...ฯลฯ

(5) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานแต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้

ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานและให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท

จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ทางราชการจ่าย ให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของทางราชการ

ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสาม เศษของปี ถ้าถึง 183 วัน ให้ถือเป็น 1 ปี ถ้าไม่ถึง 183 วัน ให้ปัดทิ้ง"

อธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 48 (5) และ มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดลักษณะของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานและจ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ ลงวันที่ 24 กันยายน 2535 ดังต่อไปนี้

"ข้อ 1 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้หมายถึงเงินได้ดังนี้

(ก) เงินได้ที่คำนวณตามหลักเกณฑ์และวิธีการเช่นเดียวกับวิธีการคำนวณบำเหน็จ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(ข) เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(ค) เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

(ง) เงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก)"

ดังนั้น เงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานจำนวน 1,234,280 บาท ตามใบแนบ ภ.ง.ด. 91 ปีภาษี 2546 จึงถือเป็นเงินได้ตามข้อ 1 (ง) ส่วนเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 606,449.93 บาท ตามใบแนบ ภ.ง.ด. 91 ปีภาษี 2546 ย่อมถือเป็นเงินได้ตามข้อ 1 (ข) และ (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวข้างต้น หากโจทก์จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ต้องนำจำนวนเงินทั้งสองกรณีดังกล่าวรวมเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ๆ คำนวณค่าใช้จ่ายและคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ ข้อ 3 (3) โดยนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ทุกรายการที่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานในปีภาษีนั้นรวมกัน จากนั้นจึงคำนวณค่าใช้จ่ายและคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร การที่โจทก์นำเงินจำนวน 1,234,280 บาท ไปแยกคำนวณค่าใช้จ่ายและคำนวณภาษีตามใบแนบ ภ.ง.ด. 91 ปีภาษี 2546 หนึ่งฉบับและแยกเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 606,449.93 บาท คำนวณหักค่าใช้จ่ายและคำนวณภาษีตามใบแนบ ภ.ง.ด. 91 ปีภาษี 2546 อีกฉบับหนึ่ง ย่อมไม่ถูกต้อง การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 48 (5)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนเรศ สุดประเสริฐ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 821/2554
#511627
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัทประกันชีวิต โดยระบุภริยาเป็นผู้รับประโยชน์ ปรากฎว่าภริยาผู้ตายถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย บริษัทประกันชีวิตสั่งจ่ายตั๋วแลกเงินระบุชื่อภริยาผู้ตายเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ เงินตามสัญญาประกันชีวิตมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตายจึงไม่ใช่มรดกของผู้ตาย ส่วนภริยาผู้ตายซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ย่อมไม่อยู่ในฐานะผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิต สิทธิของภริยาผู้ตายที่จะได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยยังไม่เกิดขึ้น เงินตามตั๋วแลกเงินจึงไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของภริยาผู้ตาย

แม้เงินตามตั๋วแลกเงินจะมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะมรดกเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในอันที่จะใช้บังคับแก่เงินตามสัญญาประกันชีวิต เงินตามตั๋วแลกเงินจึงควรตกแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 บัญญัติว่า "ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพ หรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง" ดังนี้ เงินตามสัญญาประกันชีวิตจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตายและไม่ใช่มรดกของผู้ตาย ส่วนนางหนิงซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ปรากฏว่าได้ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ย่อมไม่มีตัวผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิต เมื่อสิทธิของนางหนิงที่จะได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยยังไม่เกิดขึ้น เงินตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย ร.8 จึงไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของนางหนิง มีปัญหาว่าเงินตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย ร.8 จะพึงจ่ายให้แก่ผู้ใด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 บัญญัติว่า "กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป" ฉะนั้น แม้เงินตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย ร.8 จะมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะมรดก เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในอันที่จะใช้บังคับแก่เงินตามสัญญาประกันชีวิตรายนี้ เงินตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย ร.8 จึงควรตกแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกและต้องถือว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย กรณีจึงมีเหตุที่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 เมื่อผู้ร้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามกฎหมายในการเป็นผู้จัดการมรดก จึงสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ตั้งนายสายันต์ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายลำพันผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 889 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสายันต์ อุ่นศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายวัฒนา พานนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2554
#509451
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. จำเลยที่ 1 ก็เพียงแต่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของ ช. แทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่บุคคลใดโดยทายาทผู้ได้รับทรัพย์มรดกไม่ยินยอม แม้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่โจทก์ทั้งห้ามาฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทคืน จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 กรณีไม่ใช่เรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เพราะการที่จะเป็นเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลได้นั้น จำเลยที่ 1 ผู้โอนจะต้องมีสิทธิโอนอยู่แล้ว แต่การโอนทำให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1125 ตำบลแคราย (ปลายคลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 ให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเชิญและบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน โอนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวร่วมกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา หากการเพิกถอนนิติกรรมไม่สามารถกระทำได้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 13,800,000 บาท แทน และบังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเชิญจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2534 (ที่ถูกวันที่ 23 เมษายน 2534) ให้นายเพยาว์ กับนางชุติมา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 รับเงินจำนวน 2,000,000 บาท จากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาคร และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบน โอนบ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 2 ตำบลแคราย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่ปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 1125 ให้แก่โจทก์ทั้งห้า หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสาวอุทัยวรรณ ทายาทของโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และโจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสุทิน ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1125 ตำบลแคราย (ปลายคลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 และให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของนางเชิญ หากดำเนินการไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 6,900,000 บาท แก่โจทก์ทั้งห้าแทน โดยให้ยึดทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 นำมาชำระหนี้โจทก์ทั้งห้าจนครบถ้วน ในส่วนทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ทั้งห้า และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งห้าชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เพียงข้อเดียวว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินที่พิพาทแก่จำเลยที่ 2 เป็นการฉ้อฉลหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่พิพาทโดยไม่ทราบว่าโจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญและจำเลยที่ 2 ฟ้องให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่พิพาทแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ฟ้องขอให้ทำลายสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยทั้งสอง คำพิพากษาตามยอมจึงยังผูกพันจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางเชิญทำพินัยกรรมยกที่ดินที่พิพาทแก่นายอิน เมื่อนางเชิญตายที่ดินที่พิพาทจึงตกเป็นของนายอิน ต่อมานายอินทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งห้า เมื่อนายอินตายที่ดินที่พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ทั้งห้าในทันทีแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญ จำเลยที่ 1 เพียงแต่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนางเชิญแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทที่ตกเป็นของโจทก์ทั้งห้าไปขายให้บุคคลใด โดยทายาทผู้ได้รับทรัพย์มรดกไม่ยินยอม ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะนำที่ดินพิพาทที่ตกได้แก่โจทก์ทั้งห้าไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งห้า ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ว่าจะซื้อที่ดินดังกล่าวโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินที่พิพาทไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งห้ามาฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทคืน จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 กรณีจึงไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เพราะการที่จะเป็นเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลได้นั้น จำเลยที่ 1 ผู้โอนจะต้องมีสิทธิโอนอยู่แล้ว และการโอนทำให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งห้าให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีสิทธิ เมื่อจำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท อันเป็นไปตามหลักที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งห้าให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งห้ามิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2675/2537 ของศาลแพ่งธนบุรีนั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวไว้โดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกลื่อน คล้ายแดง กับพวก
นางชม วิยาภรณ์ โดยนายสุทิน วิยาภรณ์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายบริพัตร์ โรจน์บัวทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810/2554
#511583
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามทำบันทึกคำมั่นจะให้รางวัลแก่โจทก์อีกร้อยละ 5 ของเงินส่วนที่จำเลยทั้งสามได้รับเกินกว่า 80,000,000 บาท มีมูลเหตุมาจากปัญหาการกำหนดจำนวนทรัพย์มรดกที่โจทก์รับจะฟ้องให้จำเลยทั้งสาม โดยโจทก์ต้องการกำหนดค่าตอบแทนในการว่าความเพิ่มเติม ซึ่งมีเงื่อนไขที่โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม 2 ข้อ กล่าวคือ จำเลยทั้งสามชนะคดีฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกที่โจทก์รับว่าความให้และเป็นผลให้จำเลยทั้งสามได้รับทรัพย์มรดกเกินกว่า 80,000,000 บาท ค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับดังกล่าวย่อมเกิดจากการว่าความให้จำเลยทั้งสามจนชนะคดี กรณีเป็นการกำหนดค่าจ้างว่าความอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าจ้างว่าความตามปกติ แม้จะเป็นบันทึกข้อตกลงที่จำเลยทั้งสามทำให้โจทก์หลังจากทำสัญญาจ้างว่าความแล้วอีกฉบับหนึ่งต่างหากก็ตาม ก็ไม่มีผลลบล้างลักษณะของนิติกรรมที่จำเลยทั้งสามทำไว้แก่โจทก์ แม้บันทึกที่ทำขึ้นภายหลังจะใช้คำว่า คำมั่นจะให้รางวัล กรณีก็ไม่อาจบังคับตามหลักกฎหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 362 บันทึกคำมั่นจะให้รางวัลดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างว่าความอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น

บันทึกข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่า ค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยทั้งสามขึ้นอยู่กับว่าจำเลยทั้งสามจะได้รับทรัพย์มรดกเกินกว่า 80,000,000 บาทหรือไม่ หากจำเลยทั้งสามไม่ได้รับทรัพย์มรดกหรือได้รับไม่เกินกว่า 80,000,000 บาท โจทก์จึงจะไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากจำเลยทั้งสาม ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะที่โจทก์ซึ่งเป็นทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในผลแห่งคดีของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกความ แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่เป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพทนายความ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสามจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้โดยชัดแจ้ง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 166,787,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนจำเลยทั้งสามจำนวน 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนายแผน บิดาของจำเลยทั้งสามจากผู้จัดการมรดกของนายแผนเป็นเงินค่าจ้าง 3,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกว่า จำเลยทั้งสามขอให้คำมั่นต่อโจทก์ว่า หากคดีดังกล่าวชนะและเป็นผลให้จำเลยทั้งสามได้รับเงินมรดกของนายแผนเกินกว่า 80,000,000 บาท โดยคำนวณจากราคาขณะนั้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่จากราคาที่กำหนดไว้ในบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องคดีนี้ไปเป็นจำนวนเท่าใด จำเลยทั้งสามตกลงจะให้รางวัลแก่โจทก์อีกร้อยละ 5 ของส่วนที่เกินจากจำนวนเงิน 80,000,000 บาท โจทก์ได้ยื่นฟ้องผู้จัดการมรดกของนายแผนต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2536 ให้จำเลยทั้งสามชนะคดีโดยได้รับส่วนแบ่งมรดกคนละหนึ่งในสิบเจ็ดส่วนของทรัพย์มรดกของนายแผน คู่ความในคดีดังกล่าวมิได้อุทธรณ์ โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 1 เมษายน 2537 ถึงจำเลยทั้งสามระบุว่าโจทก์และคณะทนายได้ใช้ความสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นเวลานาน 4 ปีเศษจนทำให้คดีของจำเลยทั้งสามได้รับชัยชนะและได้รับส่วนแบ่งจากทรัพย์มรดกของนายแผน หากจำเลยทั้งสามได้รับส่วนแบ่งเกินกว่าจำนวน 80,000,000 บาท โดยคำนวณราคาขายตามความเป็นจริงในปัจจุบันไปเป็นจำนวนเท่าใด ขอให้จำเลยทั้งสามแจ้งและติดต่อให้โจทก์ทราบด้วย เพื่อโจทก์จะขอรับเงินรางวัลตามคำมั่นของจำเลยทั้งสามที่ให้แก่โจทก์ไว้ โจทก์จึงขอแจ้งยืนยันมายังจำเลยทั้งสามเพี่อสนองรับคำมั่นของจำเลยทั้งสามที่จะให้รางวัลแก่โจทก์ดังกล่าวมาแล้ว นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นต้นไป และโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 17 มกราคม 2538 ถึงจำเลยทั้งสามยืนยันว่าคดีของจำเลยทั้งสามถึงที่สุดและอยู่ระหว่างการบังคับคดี และขอรับเงินรางวัลร้อยละ 5 ของส่วนที่เกินจากจำนวน 80,000,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับสามในสิบเจ็ดส่วนซึ่งทรัพย์มรดกมีราคาสูงขึ้นเกินกว่า 80,000,000 บาท ต่อมาผู้จัดการมรดกของนายแผนได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยทั้งสามโดยโอนครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2541 จำเลยทั้งสามชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์แล้ว 3,000,000 บาท แต่ยังไม่ได้จ่ายเงินรางวัลอีกร้อยละ 5 ของเงินส่วนที่จำเลยทั้งสามได้รับเกินกว่า 80,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า คำมั่นจะให้รางวัลตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างว่าความอีกส่วนหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ระบุว่า เป็นคำฟ้องเกี่ยวกับการผิดสัญญาจ้างว่าความ ส่วนเนื้อหาของคำฟ้องก็ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยทั้งสามทำสัญญาจ้างให้โจทก์เป็นทนายความฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกทุนทรัพย์ประมาณ 590,000,000 บาท โดยจ่ายค่าทนายความเป็นเงิน 3,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ทราบว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับมีมูลค่ามากกว่าที่จำเลยทั้งสามแจ้งและทำสัญญาจ้างให้โจทก์ว่าความ โจทก์จึงขอให้จำเลยทั้งสามและมารดามาตกลงเรื่องค่าทนายความกันใหม่ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยทั้งสามทำบันทึกให้คำมั่นต่อโจทก์ว่า หากโจทก์ว่าความชนะและเป็นผลให้จำเลยทั้งสามได้รับทรัพย์มรดกรวมกันเกินกว่า 80,000,000 บาท ตามราคาซื้อขายกันจริงในขณะนั้น จำเลยทั้งสามจะให้รางวัลแก่โจทก์อีกร้อยละ 5 ของจำนวนเงินส่วนที่เกินจาก 80,000,000 บาท โจทก์ยื่นฟ้องและว่าความให้จำเลยทั้งสามจนชนะคดีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2536 และจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกเกินกว่า 80,000,000 บาท โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 1 เมษายน 2537 ถึงจำเลยทั้งสามสนองรับการแสดงเจตนารับคำมั่นจะให้รางวัล ต่อมาโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการผิดสัญญาจ้างว่าความ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 166,787,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า หลังจากจำเลยทั้งสามทำสัญญาจ้างให้โจทก์ว่าความแล้ว โจทก์ทราบว่าที่ดินทรัพย์มรดกมีมูลค่าสูงกว่า 590,000,000 บาท โจทก์จึงโทรศัพท์แจ้งให้มารดาจำเลยทั้งสามทราบ วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมมารดามาสอบถามโจทก์ว่าจะตกลงค่าจ้างว่าความกันอย่างไร และจะทำสัญญาใหม่หรือไม่ โจทก์เสนอแนะว่า ได้มีการทำสัญญากันไปแล้ว จึงให้ระบุเป็นคำมั่นจะให้รางวัลกัน วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมมารดาไปพบโจทก์และจัดทำบันทึกคำมั่นจะให้รางวัลลงลายมือชื่อจำเลยทั้งสาม มอบให้โจทก์ ทั้งในชั้นฎีกาโจทก์ก็ฎีกาว่า โจทก์ได้โทรศัพท์แจ้งให้มารดาของจำเลยทั้งสามทราบว่าที่ดินพิพาทมีราคาสูงกว่าที่จำเลยทั้งสามและมารดาแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นจำนวนมาก ขอให้จำเลยทั้งสามและมารดามาตกลงค่าจ้างว่าความกันใหม่ ดังนี้ แสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสามทำบันทึกให้คำมั่นต่อโจทก์ว่า หากโจทก์ว่าความชนะและเป็นผลให้จำเลยทั้งสามได้รับทรัพย์มรดกรวมกันเกินกว่า 80,000,000 บาท ตามราคาซื้อขายกันจริงในขณะนั้น จำเลยทั้งสามจะให้รางวัลแก่โจทก์อีกร้อยละ 5 ของจำนวนเงินส่วนที่เกินจาก 80,000,000 บาท มีมูลเหตุมาจากปัญหาการกำหนดจำนวนทรัพย์มรดกที่โจทก์รับจะฟ้องแบ่งให้จำเลยทั้งสาม โดยขณะทำสัญญาจ้างว่าความ กำหนดทุนทรัพย์มรดกประมาณ 590,000,000 บาท แต่ต่อมาปรากฏว่าทรัพย์มรดกน่าจะมีมูลค่านับพันล้านบาท โจทก์จึงต้องการกำหนดค่าตอบแทนในการว่าความเพิ่มเติม ด้วยการให้จำเลยทั้งสามทำบันทึกคำมั่นจะให้รางวัล ให้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขที่โจทก์จะได้ค่าตอบแทนร้อยละ 5 อยู่ 2 ข้อ คือ

(1) จำเลยทั้งสามชนะคดีฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกที่โจทก์รับว่าความให้ และ

(2) เป็นผลให้จำเลยทั้งสามได้รับทรัพย์มรดกเกินกว่า 80,000,000 บาท

ค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับ ย่อมเกิดจากการว่าความให้จำเลยทั้งสามจนชนะคดี กรณีเป็นการกำหนดค่าจ้างว่าความอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าจ้างว่าความปกติจำนวน 3,000,000 บาท แม้จะเป็นบันทึกข้อตกลงที่จำเลยทั้งสามทำให้โจทก์หลังจากทำสัญญาจ้างว่าความ แล้วอีกฉบับหนึ่งต่างหากก็ตาม ก็ไม่มีผลลบล้างลักษณะของนิติกรรมที่จำเลยทั้งสามทำไว้แก่โจทก์ คำมั่นจะให้รางวัล กรณีก็ไม่อาจบังคับตามหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 362 ดังที่โจทก์ฎีกา เพราะคดีที่จำเลยทั้งสามตกลงจะจ่ายเงินให้โจทก์อีกร้อยละ 5 ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ หาใช่กรณีที่บุคคลผู้ออกโฆษณาให้คำมั่นว่าจะให้รางวัล ต้องให้รางวัลแก่บุคคลใด ๆ ที่กระทำการตามที่โฆษณาไว้สำเร็จตามบทบัญญัติดังกล่าว อันจะมีผลทำให้ข้อตกลง กลายเป็นการโฆษณาให้คำมั่นจะให้รางวัลแทนข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างว่าความเพิ่มเติมไปได้ จึงฟังได้ว่า คำมั่นจะให้รางวัล เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างว่าความอีกส่วนหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อมาว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างว่าความที่โจทก์จะได้รับอีกร้อยละ 5 ในกรณีที่โจทก์ว่าความชนะและเป็นผลให้จำเลยทั้งสามได้รับทรัพย์มรดกเกินกว่า 80,000,000 บาท ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงดังกล่าว แสดงว่าค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยทั้งสามขึ้นอยู่กับจำเลยทั้งสามจะได้รับทรัพย์มรดกเกินกว่า 80,000,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ได้รับทรัพย์มรดกหรือได้รับไม่เกินกว่า 80,000,000 บาท โจทก์ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนดังกล่าวจากจำเลยทั้งสาม ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างว่าความเช่นนี้มีลักษณะที่โจทก์ซึ่งเป็นทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในผลแห่งคดีของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกความ ไม่เหมือนกับสัญญาจ้างว่าความที่ทนายความพึงได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนเงินตายตัวหรือร้อยละของทุนทรัพย์ที่ฟ้องคดีโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลของคดีว่าจะชนะคดีหรือแพ้คดีอย่างไร ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างว่าความที่โจทก์จะได้รับอีกร้อยละ 5 ดังกล่าว แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่เป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพทนายความ เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คำพิพากษาของศาลฎีกาที่โจทก์อ้างถึงซึ่งวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างว่าความพิพาทไม่เป็นโมฆะเพราะเป็นการกำหนดค่าทนายความเป็นร้อยละของยอดทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ชัดเจนนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสามจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้โดยชัดแจ้ง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ทั้งศาลอุทธรณ์ก็ได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้บ้างแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 362
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัณฑิต ศิริพันธุ์
จำเลย — นายผาเมือง สิริเวชชะพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 806/2554
#537970
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ มีผลเท่ากับเป็นคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ถือว่าเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 (3) จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ในเมื่อศาลพิพากษาแล้วได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 วรรคท้าย แต่การอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวอาจมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต้องเป็นอันถูกยกไป จึงอยู่ในบังคับที่ผู้อุทธรณ์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ปรากฏว่าในวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยังได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษามาพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ในเวลาต่อมา อันมีผลทำให้จำเลยไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในการอุทธรณ์คำพิพากษา ซึ่งรวมถึงเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่จำเลยจะต้องนำมาวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 157 ประกอบมาตรา 229 การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่างหากจากอุทธรณ์คำพิพากษา โดยยอมชำระค่าธรรมเนียมศาลในการยื่นอุทธรณ์ไม่อาจแปลว่าจำเลยประสงค์ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเฉพาะในการยื่นฟ้องอุทธรณ์คำพิพากษาอย่างเดียว อันจะมีผลให้จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่ง

ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขตามคำร้องของจำเลยข้อแรกที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากจำเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดๆ และไม่เคยกู้เงินและรับเงินใดๆ จากโจทก์ที่ฟ้องในคดีนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่จำเลยจะทำคำให้การต่อสู้คดี จึงนับว่าไม่มีเหตุอันควรที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไข ทั้งมิใช่การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยจะขอแก้ไขภายหลังวันสืบพยานไปแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ได้

ส่วนข้อความที่จำเลยขอเพิ่มเติมต่อมาที่ว่าโจทก์จดทะเบียนใหม่โดยยังไม่มีประกาศลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา ทำให้กรรมการโจทก์ไม่มีอำนาจกระทำนิติกรรม มีผลให้หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงสิ้นผลไป ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในส่วนนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้สืบพยานของคู่ความทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นแล้วโดยคู่ความต่างก็ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจนสิ้นกระแสความแล้ว และศาลชั้นต้นได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยอยู่ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยก็ยกขึ้นอ้างเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไว้แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นยกคำร้องในส่วนนี้ จึงมิได้ทำให้จำเลยเสียหาย คดีย่อมไม่มีเหตุอันสมควรที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,463,816.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 2,152,488.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองตามโฉนดเลขที่ 103040, 103041 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดชำระ และหากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระจนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาในวันนัดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย คำสั่งที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ จึงเป็นคำสั่งที่ผิดหลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่เป็นให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,152,448.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 29 ตุลาคม 2540) ต้องไม่เกิน 311,367.84 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 103040, 103041 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นขายทอดตลาดชำระจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่ง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นให้ยกคำร้องของจำเลย ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ถือว่าเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณา จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ในเมื่อศาลพิพากษาแล้วได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 วรรคท้าย แต่การอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวอาจมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต้องเป็นอันถูกยกไปเช่นนี้ จึงอยู่ในบังคับที่ผู้อุทธรณ์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยังได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาอีกฉบับหนึ่งมาพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ในเวลาต่อมา อันมีผลทำให้จำเลยไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในการอุทธรณ์คำพิพากษา ซึ่งรวมถึงเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่จำเลยจะต้องนำมาวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 ประกอบมาตรา 229 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่างหากจากอุทธรณ์คำพิพากษา โดยยอมชำระค่าธรรมเนียมศาลในการยื่นอุทธรณ์คำสั่ง 200 บาท ย่อมไม่อาจแปลว่าจำเลยประสงค์ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเฉพาะในการยื่นฟ้องอุทธรณ์คำพิพากษาอย่างเดียว โดยไม่ประสงค์ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในการยื่นฟ้องอุทธรณ์คำสั่งอันมีผลให้จำเลยจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งดังความเห็นของศาลอุทธรณ์ เพราะการแปลความเช่นนั้นย่อมทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่ขัดแย้งกับบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งๆ ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในการยื่นฟ้องอุทธรณ์คำพิพากษาที่จำเลยได้ยื่นมาพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อที่ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2542 แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นให้ยกคำร้องชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยดังกล่าวแยกเป็น 3 ข้อ ข้อแรก จำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมโดยอ้างว่าเป็นการขยายความให้ชัดเจนและถูกต้องยิ่งขึ้น ข้อ 2 และข้อ 3 เป็นคำแถลงถึงประเด็นที่จำเลยขอแก้ไขประเด็นใดที่คงไว้ เห็นว่า ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขตามคำร้องของจำเลยข้อแรกที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากจำเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดๆ และไม่เคยกู้เงินและรับเงินใดๆ จากโจทก์ที่ฟ้องในคดีนี้ จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ และไม่ต้องรับผิดตามหนี้ใดๆ ที่โจทก์กล่าวอ้าง แม้จำเลยจะอ้างว่าข้อความที่จำเลยขอแก้ไขดังกล่าวเป็นการขยายความให้ชัดเจนและถูกต้องยิ่งขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่จำเลยจะทำคำให้การต่อสู้คดี จึงนับว่าไม่มีเหตุอันควรที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไข ทั้งมิใช่การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยจะขอแก้ไขภายหลังวันสืบพยานไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การส่วนนี้แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นยกคำร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อความที่จำเลยขอเพิ่มเติมต่อมาที่ว่าโจทก์จดทะเบียนใหม่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 โดยยังไม่มีประกาศลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา ทำให้นายสุรชัยและนายธีระ กรรมการโจทก์ ไม่มีอำนาจกระทำนิติกรรมที่จะถือเอาประโยชน์จากบุคคลภายนอก มีผลให้หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงสิ้นผลไป ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์โดยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสำนวนคดีปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้สืบพยานของคู่ความทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นแล้ว โดยคู่ความต่างก็ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจนสิ้นกระแสความแล้ว และศาลชั้นต้นได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยอยู่ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยก็ยกขึ้นอ้างเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไว้แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นยกคำร้องในส่วนนี้ จึงมิได้ทำให้จำเลยเสียหายแต่อย่างใด คดีย่อมไม่มีเหตุอันสมควรที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่อีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 157 ม. 180 ม. 226 ม. 228 (3) ม. 229
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนพรีเมียร์ จำกัด โดยบริษัทเงินทุนธนชาติ
โจทก์ — จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสุรพงษ์ สินอัมพรพรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายลิขิต ทองจรัญ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา