คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2554
#510546
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายถูกไม้เบสบอลตีจนหมดสติไปทันทีในที่เกิดเหตุและต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาติดต่อกันกว่า 2 เดือน โดยอาการไม่ดีขั้น ต้องให้อาหารเหลวทางจมูกและพูดจาไม่ได้ ขณะที่ผู้เสียหายมาเบิกความเป็นระยะเวลาหลังเกิดเหตุ 1 ปีเศษ ผู้เสียหายต้องนั่งรถเข็นไม่สามารถยืนได้ พูดแต่ละคำด้วยความยากลำบาก แสดงให้เห็นชัดว่า จำเลยที่ 2 ใช้ไม้เบสบอลยาวประมาณ 1 เมตร ตีที่ศีรษะผู้เสียหายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญอย่างแรง แม้ตีเพียงครั้งเดียวก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มุ่งหมายจะให้เสียผู้เสียถึงแก่ความตาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายการกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 289

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 กระทำความผิดขณะอายุยังไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 คงจำคุก 6 ปี 6 เดือน (ที่ถูก ต้องระบุข้อหาอื่นให้ยก) สำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 เวลา 19.40 นาฬิกา มีคนร้ายใช้ไม้เบสบอลยาวประมาณ 1 เมตร เป็นอาวุธตีนายเชิดชัย ผู้เสียหาย ที่บริเวณท้ายทอย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ. 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานพยายามฆ่าหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายพีระ และนายอดุลเดช เบิกความเป็นพยานว่า วันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุผู้เสียหาย นายพีระ และนายอดุลเดชไปคุยกับนายสมศักดิ์ ที่หอพักของนายสมศักดิ์ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเทศบาลบำรุง 3 หลังจากนั้นนายอดุลเดชขับรถจักรยานยนต์ออกจากหอพักโดยมีผู้เสียหายนั่งตรงกลางและนายพีระนั่งซ้อนท้ายสุด นายอดุลเดชขับรถในซอยที่เกิดเหตุได้ระยะหนึ่งจนถึงปากซอย โดยมองไม่เห็นว่าจำเลยที่ 1 หรือนายจุกเรียกให้หยุดรถ แต่ผู้เสียหายบอกให้นายอดุลเดชขับรถย้อนกลับไปเนื่องจากจำเลยที่ 1 ยืนเรียกอยู่ข้างทาง เมื่อนายอดุลเดชขับรถไปจอดที่จุดเกิดเหตุ เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอีก 4 ถึง 5 คน ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เมื่อรถจักรยานยนต์ที่นายอดุลเดชจอดอยู่แต่ยังไม่ได้ดับเครื่องยนต์ พวกของจำเลยที่ 1 คนหนึ่งถือไม้เบสบอลเข้ามาทำท่าจะตีนายพีระ นายพีระกระโดดลงจากรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ไม้เบสบอลจึงฟาดไปถูกท้ายทอยผู้เสียหาย ผู้เสียหายหมดสติตกจากรถ และทำให้รถจักรยานยนต์ล้มลงบนพื้นถนน นายพีระและนายอดุลเดชวิ่งหนีไปหานายสมศักดิ์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบแล้วพากันกลับมายังที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กับพวกหลบหนีไปแล้ว ส่วนผู้เสียหายมีพลเมืองดีช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความสอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยขณะเกิดเหตุ แม้พยานโจทก์ทั้งสามปากจะไม่ได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ไม้เบสบอลตีผู้เสียหาย แต่เมื่อพิเคราะห์คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. 16 จำเลยที่ 1 ให้การว่า คืนเกิดเหตุเวลา 19.20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถออกจากที่พักพบจำเลยที่ 2 นายศศิพงษ์ หรือนายเจมกับพวกอีก 2 คน จอดรถจักรยานยนต์รออยู่ที่ปากซอย สอบถามแล้วได้ความว่ารอผู้เสียหายเพื่อชำระรอยแค้นที่เคยมีเรื่องกันมาก่อน หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที นายโล้นขับรถจักรยานยนต์มีผู้เสียหายนั่งตรงกลาง นายสมศักดิ์ นั่งท้ายสุดขับออกมาจากในซอยมุ่งหน้ามาทางปากซอยที่จำเลยที่ 1 กับพวกจอดรถคอยอยู่ จำเลยที่ 1 โบกมือเรียกให้หยุด เมื่อนายโล้นจอดรถ จำเลยที่ 2 ใช้ไม้เบสบอลยาวประมาณ 1 เมตร ฟาดลงบนศีรษะผู้เสียหาย ผู้เสียหายเอี้ยวศีรษะหลบไปถูกบริเวณท้ายทอยและพลัดตกจากรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 1 และพวกจึงพากันหลบหนีไป ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายศศิพงษ์ ซึ่งอยู่ด้วยในที่เกิดเหตุขณะเกิดเหตุ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. 22 แม้คำให้การของจำเลยที่ 1 และนายศศิพงษ์จะเป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหา แต่ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไม่ให้รับฟัง นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนางสาวอ๋อย โคตรวงทอง ภรรยาจำเลยที่ 2 ซึ่งทำงานเป็นพนักงานเสริฟอยู่ที่ร้านจันทร์ผาเบิกความเป็นพยานว่า วันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุขณะพยานอยู่ที่ร้านอาหารจันทร์ผากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชายวัยรุ่น 3 คน ขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าร้านมีเสียงชายวัยรุ่นพูดแซวพยานว่าอุ้ยจ๋า ทำให้จำเลยที่ 2 โมโห จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากร้านไป ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 2 กลับมาที่ร้านและบอกว่ามีเรื่องกับผู้อื่นแล้วชักชวนพยานหลบหนีไปอยู่จังหวัดภูเก็ตได้ประมาณ 1 เดือน ต่อมาจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ประกอบกับในชั้นมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่าร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกมอบตัวและแจ้งข้อหาเอกสารหมาย จ. 17 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็นำสืบเจือสมรับว่า จำเลยที่ 2 ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยขณะเกิดเหตุ ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ไปเอาไม้เบสบอลมายังที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เข้าไปปัสสาวะที่หลังกอไผ่ เมื่อกลับออกมาก็พบว่าผู้เสียหายหมดสติ โดยมีจำเลยที่ 1 ยืนถือไม้เบสบอลอยู่ ไม่ทราบว่าใครใช้ไม้เบสบอลตีผู้เสียหายนั้น คงมีตัวจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ไม้เบสบอลตีผู้เสียหาย ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายถูกตีเพียงครั้งเดียว แสดงว่าผู้กระทำไม่มีเจตนาฆ่านั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ผู้เสียหายถูกไม้เบสบอลตีจนหมดสติไปทันทีในที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นผู้เสียหายต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาติดต่อกันกว่า 2 เดือน โดยอาการไม่ดีขึ้น ต้องให้อาหารเหลวทางจมูก และพูดจาไม่ได้ ตามภาพถ่ายหมาย จ. 2 และตามคำให้การของนายประโยชน์ ลิ่มสกุล บิดาผู้เสียหายตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. 4 ประกอบกับขณะที่ผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 หลังจากเกิดเหตุแล้ว 1 ปีเศษ ศาลชั้นต้นได้ดูสภาพร่างกายของผู้เสียหายแล้ว ปรากฏว่าผู้เสียหายต้องนั่งรถเข็นไม่สามารถยืนได้ พูดแต่ละคำด้วยความยากลำบากซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า จำเลยที่ 2ใช้ไม้เบสบอลยาวประมาณ 1 เมตร ตีที่ศีรษะผู้เสียหายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญอย่างแรงแม้ตีเพียงครั้งเดียวก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มุ่งหมายจะให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายเมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ภาวะสมองของผู้เสียหายในเบื้องต้นได้รับการกระทบกระเทือนมีเลือดออกในสมองตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ. 3 และผู้เสียหายต้องรับการรักษาด้วยความทุกข์ทรมานเป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตามในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บิดามารดาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ไปเยี่ยมเยียนออกค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ปรากฏตามเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยที่ 2 เห็นควรลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และ 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ใหม่) ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายวีรยุทธ ชื่นพระแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2554
#513554
เปิดฉบับเต็ม

พวกผู้เสียหายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ติดตามจำเลยกับพวกไปโดยมีไม้ปลายแหลมและสนับมือติดตัวไปด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพวกของผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เพื่อติดตามจำเลยกับพวกไปเพราะประสงค์จะไปหาเรื่องกับจำเลยเมื่อผู้เสียหายทั้งสองกับพวกติดตามจำเลยกับพวกจนทันแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกจะเข้ามาทำร้ายจำเลย พวกผู้เสียหายมีอาวุธติดตัวและมีจำนวนคนมากกว่าจำเลยกับพวกย่อมกลัวพวกผู้เสียหายทั้งสองจะใช้อาวุธดังกล่าวทำอันตราย จึงเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายอันใกล้จะถึง แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงออกไปถึง 6 นัดนับว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีอาวุธปืน 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน 3 เดือน ส่วนพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี รวมจำคุกจำเลย 8 ปี 9 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .32 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ ยิงผู้เสียหายทั้งสองหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 บริเวณต้นแขนซ้าย รักแร้ซ้าย และหน้ารักแร้ซ้าย ถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่ขาท่อนล่างขวาด้านนอกและใต้ข้อพับเข่าขวา เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ขณะผู้เสียหายทั้งสอง นายลำไพร นายพรชนะ นายอานนท์และนายเพชร ไม่ทราบชื่อสกุล นั่งคุยกันที่บ้านนายอานนท์ นายไพรัตน์ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายผ่านบ้านนายอานนท์ จำเลยกวักมือเรียกพวกผู้เสียหายทั้งสองให้ออกตามไป ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกดังกล่าวจึงขับรถจักรยานยนต์ตามจำเลย กับพวกไปเพื่อหาทางปรับความเข้าใจกัน นายพรชนะ และนายลำไพร เบิกความเป็นพยานโจทก์ในทำนองเดียวกันว่า ขณะที่พยานทั้งสองกับผู้เสียหายทั้งสองและนายเพชรกับนายอานนท์นั่งคุยกันอยู่ที่บ้านนายอานนท์ นายไพรัตน์ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายผ่านมา จำเลยชูมือทำสัญลักษณ์อวัยวะเพศชายให้พยานกับพวกผู้เสียหายพยานและผู้เสียหายทั้งสองกับพวกรวม 6 คน จึงขับรถจักรยานยนต์ 4 คันตามจำเลยกับพวกไปเพื่อจะสอบถามว่าทำไมจึงให้สัญลักษณ์อวัยวะเพศแก่พวกพยานซึ่งจำเลยก็นำสืบว่า ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ตามมาทันและรายล้อมจำเลยกับพวกไว้ ผู้เสียหายที่ 1 มีสนับมือ ผู้เสียหายที่ 2 มีแป๊บน้ำ และนายพรชนะมีท่อนไม้เป็นอาวุธ พวกผู้เสียหายทั้งสองอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 1 เมตร และกรูเข้ามาจะทำร้ายจำเลยกับพวก จำเลยจึงใช้อาวุธปืนพกยิงกราดไป 6 นัด ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาวุธที่พวกผู้เสียหายทั้งสองมีติดตัวเพื่อมาก่อเหตุทำร้ายจำเลยกับพวกนั้น ปรากฏตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ตอบทนายจำเลยถามค้านโดยผู้เสียหายที่ 2 รับว่า ก่อนผู้เสียหายกับพวกจะขับรถจักรยานยนต์ตามจำเลยกับพวกออกไปนั้น มีไม้ปลายแหลมและสนับมืออยู่ที่บ้านของนายอานนท์ด้วย คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวจึงเจือสมกับทางนำสืบของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พวกผู้เสียหายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ติดตามจำเลยกับพวกไปโดยมีอาวุธดังกล่าวติดตัวไปด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพวกของผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เพื่อติดตามจำเลยกับพวกไปเพราะประสงค์จะไปหาเรื่องกับจำเลย เมื่อผู้เสียหายทั้งสองกับพวกติดตามจำเลยกับพวกจนทันแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกจะเข้ามาทำร้ายจำเลย พวกผู้เสียหายมีอาวุธติดตัวและมีจำนวนคนมากกว่า จำเลยกับพวกย่อมกลัวพวกผู้เสียหายทั้งสองจะใช้อาวุธดังกล่าวทำอันตราย จึงเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายอันใกล้จะถึง แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงออกไปถึง 6 นัด นับว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดข้อหาพยายาม ฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่สมควรรอการลงโทษให้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 68, 69 ลงโทษจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับความผิดอื่นแล้วเป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายกนกศักดิ์หรือทนงศักดิ์ แผนสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 222/2554
#509404
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยกับพวกกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงที่ขนำที่เกิดเหตุครั้งแรกแล้ว จำเลยกับพวกยังคงควบคุมหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้โดยพาผู้เสียหายไปที่ขนำอีกแห่งหนึ่งแล้วร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงในครั้งต่อไปถือว่าผู้เสียหายยังไม่หลุดพ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยกับพวก ดังนั้น การกระทำชำเราของจำเลยกับพวกอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงทั้งสองครั้งจึงต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่ในวาระเดียวกัน โดยเจตนาเดิมไม่ขาดตอนจากกันจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 310, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 310 วรรคแรก, 317 วรรคสามประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามมาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 33 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร 3 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง 2 กระทง กระทงละ 16 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 35 ปี 16 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงทั้งสองครั้ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนการกระทำของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงกับความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 แล้ว จำคุก 33 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 จำคุก 16 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดาหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารแล้ว เป็นจำคุก 19 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาโจทก์ความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงทั้งสองครั้งเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงวรรณาหรือกูด ผู้เสียหาย อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงที่ขนำที่เกิดเหตุแล้วจำเลยกับพวกยังควบคุมตัวผู้เสียหายไว้ตลอดเวลามิได้ปล่อยเป็นอิสระ จากนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายไปที่ขนำอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ลึกเข้าไปแล้วร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงต่ออีก เห็นว่า หลังจากจำเลยกับพวกกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงที่ขนำที่เกิดเหตุครั้งแรกแล้ว จำเลยกับพวกยังคงควบคุมหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้โดยพาผู้เสียหายไปที่ขนำอีกแห่งหนึ่งแล้วร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงในครั้งต่อไปถือว่าผู้เสียหายยังไม่หลุดพ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยกับพวก ดังนั้น การกระทำชำเราของจำเลยกับพวกอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงทั้งสองครั้งจึงต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่ในวาระเดียวกัน โดยเจตนาเดิมไม่ขาดตอนจากกันจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดา หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) มีอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และที่ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งก็เป็นการลดโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลงโทษสถานเบากว่านี้อีก และเมื่อจำเลยได้รับโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงมีกำหนด 16 ปี 8 เดือน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 91 ม. 277 ม. 310 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายทรงศักดิ์หรือ บอย ชูฉางหวาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสุกุมล รุ่งพรทวีวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชนะ ภาสกานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 221/2554
#511649
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาที่ไม่จำต้องสืบพยานประกอบ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันกระทำความผิดของจำเลยย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องโจทก์ ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2552 แต่จำเลยเก็บทรัพย์สินที่ตกจากรถยนต์บรรทุกของผู้เสียหายตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 และศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 จึงเป็นไปไม่ได้ที่วันเกิดเหตุตามฟ้องจะเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย นั้น จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพและเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่ลักไป 108,220 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ลงโทษจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไป 108,220 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน คำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 108,200 บาท (ที่ถูกคือ 108,220 บาท) ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า ตามฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2552 แต่จำเลยเก็บทรัพย์สินที่ตกจากรถยนต์บรรทุกของผู้เสียหายตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 และศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 จึงเป็นไปไม่ได้ที่วันเกิดเหตุตามฟ้องจะเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดซึ่งมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันกระทำความผิดของจำเลยย่อมรับฟังเป็นยุติได้ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพ และเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้ว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายนรินทร์ บุญโท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายชุมพล บุษราตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประยูร ณ ระนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 219/2554
#512186
เปิดฉบับเต็ม

การข่มขืนกระทำชำเราลูกเลี้ยงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตาม ป.อ. มาตรา 285 ผู้อยู่ในความปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องหมายถึงผู้อยู่ในความปกครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายเป็นเพียงลูกเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้อยู่ในความปกครองของจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายไม่ใช่ผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตาม ป.อ. มาตรา 285 คงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 276, 295, 285 ริบไม้กวาดของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 285, 295, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครอง จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่น จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท รวมจำคุกคนละ 5 ปี 10 เดือน และปรับคนละ 14,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 11 เดือน และปรับคนละ 7,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรสาวหรือผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 2 และเป็นบุตรเลี้ยงของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นถึงการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของมารดาและผู้ปกครองที่ดี เป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายและทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายอย่างมาก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการผิดวิสัยของผู้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนและเป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 285, 83 นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการข่มขืนกระทำชำเราลูกเลี้ยงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ผู้อยู่ในความปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องหมายถึงผู้อยู่ในความปกครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายเป็นเพียงลูกเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้อยู่ในความปกครองของจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายไม่ใช่ผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราแก่ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎอาญา มาตรา 281 และปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์ตามคำร้องลงวันที่ 27 มกราคม 2551 (ที่ถูก 2552) และ 23 กุมภาพันธ์ 2552 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ย่อมระงับไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคแรก (เดิม) ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายวิชัย ภูกองชนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางกานดา ทองโสภิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 213/2554
#511200
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรู้จักกับบุตรชายผู้เสียหายที่ 1 เจ้าของรถจักรยานยนต์ และผู้เสียหายที่ 2 มาก่อน ทั้งเคยประสบอุบัติเหตุได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง หากมีใครขัดใจจะแสดงอาการโวยวายคล้ายคนอารมณ์เสีย ก่อนนำรถจักรยานยนต์ไป จำเลยพูดขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้เสียหายที่ 2 ครั้นเมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ให้ จำเลยพูดขู่บังคับเอารถจักรยานยนต์โดยขู่ว่าจะตบ ผู้เสียหายที่ 2 เกิดความกลัวจึงให้รถจักรยานยนต์แก่จำเลยไป ดังนั้น การข่มขู่ว่าจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เป็นเพียงการแสดงลักษณะนิสัยจำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นการมุ่งหมายเพื่อจะเอารถจักรยานยนต์นั้นไปเป็นของจำเลย

แม้จะได้ความว่าต่อมาจำเลยนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นยึดไว้เป็นประกันค่าอาหาร แต่ราคาอาหารไม่มากนัก เชื่อว่าจำเลยตั้งใจไถ่คืน จึงเป็นการบังคับเอาทรัพย์ผู้อื่นไปใช้ชั่วคราว ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ คงเป็นความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2250/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุก 10 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า นางบุญยิ่ง ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ จำเลยรู้จักกับนายธีรภัทร บุตรชายของผู้เสียหายที่ 1 และนายสุรเดช ผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนเกิดเหตุ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเอารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปจากผู้เสียหายที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาชิงทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับพฤติการณ์ขณะที่จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปนั้น แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะไม่ได้เบิกความว่าจำเลยพูดขอยืมรถจักรยานยนต์ แต่นายธีรภัทรพยานโจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มาบอกพยานว่าจำเลยมาขอยืมรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ให้ จำเลยจึงขู่จะทำร้ายทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ต้องยินยอมให้จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไป ซึ่งสอดคล้องกับให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมาถึงหน้าโรงภาพยนตร์ จำเลยได้พูดขอยืมรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจากผู้เสียหายที่ 2 แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ให้ จำเลยจึงขู่บังคับเอารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 โดยขู่ว่าจะตบ ผู้เสียหายที่ 2 เกิดความกลัวจึงให้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแก่จำเลยไป ซึ่งนายธีรภัทรนั้นเป็นเพื่อนของผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลย และผู้เสียหายที่ 2 ให้การดังกล่าวหลังจากเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน จึงเชื่อว่านายธีรภัทรเบิกความและผู้เสียหายที่ 2 ให้การไปตามความเป็นจริง และพยานจำเลยนอกจากจำเลยจะเบิกความว่าได้พูดขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้เสียหายที่ 2 แล้ว ยังมีนายสุวิทย์ พี่ของผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า ขณะนั้นพยานอยู่ใกล้ๆ กับผู้เสียหายที่ 2 จำเลยได้มาขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 เบิกความยอมรับว่านายสุวิทย์พี่ชายของผู้เสียหายที่ 2 เห็นตอนที่จำเลยมาพูดเจรจา อีกทั้งนายธีรภัทรก็เบิกความว่าก่อนหน้านี้พยานเคยยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลย และจำเลยก็เคยยืมรถจักรยานยนต์ของพยานเช่นกัน ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังได้ว่า ก่อนนำรถจักรยานยนต์ไป จำเลยได้พูดขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้เสียหายที่ 2 และนายธีรภัทรเบิกความว่า จำเลยมีลักษณะเป็นคนประสาทไม่ดีชอบเสียงดัง และผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความว่า พยานทราบว่าจำเลยเคยประสบอุบัติเหตุได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง หากมีใครไปขัดใจเข้าจะแสดงอาการโวยวายคล้ายคนอารมณ์เสีย ดังนั้น การข่มขู่ว่าจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เป็นเพียงการแสดงลักษณะนิสัยของจำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นการมุ่งหมายเพื่อจะเอารถจักรยานยนต์นั้นไปเป็นของจำเลย แม้จะได้ความว่าต่อมาจำเลยนำรถดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นยึดไว้เป็นประกันค่าอาหาร แต่ราคาอาหารไม่มากนักเชื่อว่าจำเลยตั้งใจจะไถ่คืน จึงเป็นการบังคับเอาทรัพย์ผู้อื่นไปใช้ชั่วคราว ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องข้อหาชิงทรัพย์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 ม. 309
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายสุพจน์หรือเผด็จ พงษ์เฉย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายจารุ จริยาวุฒิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2554
#510545
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจาก น. มารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง แต่การพรากผู้เยาว์กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ไม่ว่าผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 318 แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีโทษเบากว่า มิใช่เรื่องเป็นข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ ศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากมารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 7 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า นางสาว ช. เป็นบุตรของนาง น. และนาย ท. เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2530 พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาที่บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 2 ตำบลสิงห์ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี นางสาว ช. และจำเลยรู้จักกันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 โดยจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของสหกรณ์การเกษตรบางระจัน เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2547 นางสาว ช. คลอดบุตรชาย คือ เด็กชาย อ. ได้มีการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรปรากฏว่า จำเลยเป็นบิดาของเด็กชาย อ. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากนาง น. มารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาว ช. เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 นางสาว ช. ไปเฝ้าบ้านให้นาง ส. ผู้เป็นย่าที่บ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 2 ตำบลสิงห์ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจาก นาง ส. ต้องเดินทางไปธุระที่กรุงเทพมหานคร บ้านของนาง ส. เปิดเป็นร้านขายของอยู่ใกล้กับสหกรณ์การเกษตรบางระจันที่ทำงานของจำเลย ต่อมาเวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยไปขอซื้อบุหรี่จากนางสาว ช. แล้วชักชวนออกไปธุระ นางสาว ช. ตกลงไปด้วย จำเลยขับรถกระบะมารับนางสาว ช. ไปที่ห้างสรรพสินค้าไชยแสง ซึ่งอยู่ที่อำเภอเมืองสิงห์บุรีต่อจากนั้นพาไปที่โรงแรมเอกบงกชซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองสิงห์บุรีเช่นกันแล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ช. แล้วจึงพานางสาว ช. ไปส่งที่บ้านของนาง ส. เมื่อเวลา 11 นาฬิกา หลังเกิดเหตุนางสาว ช. ไม่เคยพบจำเลยอีกและมิได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้อื่นฟังจนกระทั่งนาง น. สังเกตเห็นท้องนางสาว ช. โตจึงลูบคลำที่ท้องพบว่ามีเด็กดิ้นในท้อง นางสาว ช. จึงเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาง น. ฟัง นาง น. เบิกความว่าเมื่อประมาณวันที่ 30 สิงหาคม 2547 พยานสังเกตเห็นนางสาว ช. มีรูปร่างอ้วนขึ้นจึงได้สอบถามและเอามือลูบที่ท้อง รู้สึกว่ามีเด็กดิ้นอยู่ในท้อง นางสาว ช. จึงเล่าให้ฟังว่าท้องกับจำเลยโดยจำเลยพาไปร่วมประเวณีที่โรงแรม เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนางสาว ช. มีอายุ 16 ปีเศษ เรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ถือว่ายังอ่อนวัย การที่นางสาว ช. ไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ไม่สมควรจะเล่าให้ผู้อื่นฟังโดยเฉพาะกับนาง น. และนาง ส. ผู้เป็นย่าซึ่งเป็นผู้ปกครองหากทราบเรื่องแล้วอาจดุ ด่า เฆี่ยนตีนางสาว ช. ได้ เมื่อนาง น. รู้ความจริงว่านางสาว ช. ตั้งครรภ์ นางสาว ช. จึงยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาง น. ทราบ เชื่อว่าเรื่องที่นางสาว ช. เล่าว่าจำเลยชักชวนและพานางสาว ช. ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าไชยแสงในอำเภอเมืองสิงห์บุรีจนไปมีเพศสัมพันธ์กันที่โรงแรมเอกบงกชในวันเกิดเหตุ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเพราะเป็นระยะเวลากะทันหัน นางสาว ช. ไม่มีโอกาสคิดไตร่ตรองสร้างเรื่องโกหกมารดาแต่ที่นางสาว ช. เบิกความว่า ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในโรงแรมเอกบงกชนั้นได้ความจากคำเบิกความของนางสาว ช. ว่า เมื่อจำเลยขับรถออกจากห้างสรรพสินค้าไชยแสงแล้วจำเลยขับรถเข้าไปในโรงแรมม่านรูด จอดรถในช่องจอดหน้าห้องพักของโรงแรมซึ่งเป็นห้องชั้นเดียว เมื่อจำเลยจอดรถเสร็จมีผู้นำผ้าม่านมาปิดที่ท้ายรถ จำเลยบอกให้นางสาว ช. นั่งรออยู่ในรถ ส่วนจำเลยลงจากรถเดินออกไปข้างนอกสักครู่ก็กลับมาและบอกให้นางสาว ช. เข้าไปรอในห้องซึ่งติดอยู่กับที่จอดรถ สักครู่จำเลยก็เดินตามเข้ามาในห้องพร้อมถือขวดเป็ปซี่ 2 ขวด เมื่ออยู่ในห้องจำเลยได้ร่วมประเวณีกับนางสาว ช. โดยนางสาว ช. พยายามขัดขืนแต่สู้แรงจำเลยไม่ไหวนั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยขับรถพานางสาว ช. เข้าไปในโรงแรมเอกบงกชและจอดรถอยู่หน้าห้องพักโดยมีผู้นำผ้าม่านมาปิดที่ท้ายรถ นางสาว ช. โตพอที่จะสังเกตได้แล้วว่าการนำผ้าม่านมาปิดท้ายรถก็เพื่อไม่ให้ผู้อื่นพบเห็นรถจำเลยในโรงแรมดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำที่ผิดปกติไปจากการจอดรถทั่วไป นางสาว ช. ย่อมเข้าใจได้แล้วว่าโรงแรมแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ตนสมควรเข้ามา และเมื่อจำเลยกลับมาที่รถบอกให้นางสาว ช. ไปรอในห้องพักหน้าที่จอดรถ นางสาว ช. ก็ยอมเข้าไปแต่โดยดีโดยจำเลยมิได้ใช้กำลังบังคับนางสาว ช. เข้าไปในห้องย่อมเห็นสภาพภายในห้องพักของโรงแรมแล้วว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่ตนจะอยู่รอจำเลยในห้องนั้นตามลำพังหรือไม่ และนางสาว ช. ก็รู้อยู่ว่าจำเลยกำลังจะเข้ามาในห้องพัก เมื่ออยู่กันตามลำพังนางสาว ช. ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยอาจจะกระทำการอันไม่สมควรทางเพศกับตนได้ นางสาว ช. มิได้ถูกจำเลยควบคุมตัวหรือขู่ว่าจะทำร้ายแต่อย่างไร จึงมีโอกาสที่จะหลบหนีออกจากโรงแรมหรือห้องพักหรือปฏิเสธที่จะเข้าไปรอจำเลยในห้องพักและขอให้จำเลยพากลับไปส่งบ้านได้แต่นางสาว ช. มิได้กระทำการดังกล่าว ที่นางสาว ช. เบิกความถึงพฤติการณ์ที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราว่านางสาว ช. ได้ดิ้นรนขัดขืนแล้วแต่สู้แรงของจำเลยไม่ได้นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนางสาว ช. ว่า จำเลยเพียงแต่ใช้มือขวารัดมือทั้งสองข้างของนางสาว ช. ไว้เท่านั้นส่วนมือซ้ายถอดเสื้อผ้าของนาวสาว ช. และถอดกางเกงและกางเกงในของจำเลยออกโดยจำเลยไม่มีอาวุธหรือพูดขู่บังคับ การกระทำเพียงเท่านี้ของจำเลยเชื่อว่านางสาว ช.สามารถดิ้นรนขัดขืนจำเลยได้ พฤติการณ์ที่นางสาว ช. ไปเที่ยวกับจำเลยที่ห้างสรรพสินค้าไชยแสงในเขตอำเภอเมืองสิงห์บุรี ยอมเข้าไปในโรงแรมเอกบงกชกับจำเลยรอจำเลยในรถหน้าห้องพักภายในโรงแรมและเข้าไปรอจำเลยในห้องพักจนมีการร่วมประเวณีกับจำเลยนั้น เป็นไปด้วยความเต็มใจของนางสาว ช. เองทั้งสิ้น เมื่อนางสาว ช. กลับมาถึงบ้านย่อมไม่เล่าเรื่องที่ตนเองไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยที่โรงแรมเอกบงกชให้นาง น. ฟังทันทีโดยอาจกลัวนาง น. ซึ่งเป็นมารดาโกรธและอาจถูกเฆี่ยนตีได้จนกระทั่งนางสาว ช. ตั้งครรภ์และนาง น. รู้เรื่องการตั้งครรภ์นั้น นางสาว ช. ไม่อาจปกปิดเรื่องที่ตนไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยได้อีกต่อไปจึงยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตนเองกับจำเลยให้นาง น. ฟัง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า วันเกิดเหตุไม่ใช่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 นั้นเพราะตามรายงานผลการตรวจชันสูตรระบุวันเกิดเหตุวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 เอกสารและคำเบิกความจึงแตกต่างกันในเรื่องวัน เวลากระทำผิดอันเป็นสาระสำคัญนั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่นาง ส. และนาง น. มาแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยต่อพนักงานสอบสวนและให้ถ้อยคำไว้ ตามบันทึกดังกล่าวระบุวันเกิดเหตุว่าเป็นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 วันที่พนักงานสอบสวนระบุว่าเกิดเหตุเป็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นการลงวันที่ผิดพลาดของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ว่าวันเกิดเหตุคือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า ตามบันทึกการเข้าออกของโรมแรมเอกบงกชไม่ปรากฏรายการว่าจำเลยขับรถของจำเลยเข้าโรงแรมดังกล่าว เห็นว่า บันทึกการเข้าออกของลูกค้าโรงแรมเอกบงกชระหว่างวันที่ 4 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2547 นั้นบางรายการก็ไม่ได้จดหมายเลขทะเบียนรถที่เข้ามาใช้บริการจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าบันทึกตามเอกสารหมาย จ.8 บันทึกไว้ถูกต้องพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนการที่นาง ส. ชี้สถานที่เกิดเหตุเป็นบ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 2 ตำบลสิงห์ อำเภอบางรจัน ซึ่งเป็นบ้านของนาง น. มิใช่บ้านเลขที่ 81 ของนาง ส. นั้น เห็นว่า ข้อหาว่าเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ซึ่งบ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 2 ดังกล่าวเป็นบ้านของนาง น. มารดานางสาว ช. และนางสาว ช. อยู่อาศัยด้วยจึงเป็นสถานที่เกิดเหตุเช่นกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยชักชวนและพานางสาว ช. ผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าไชยแสงในเขตอำเภอเมืองสิงห์บุรีแล้วพาไปที่โรงแรมเอกบงกช จำเลยกระทำชำเรานางสาว ช. โดยนางสาว ช. ยินยอม แต่นาง น. มารดานางสาว ช. มิได้ยินยอมให้จำเลยพานางสาว ช. ไปเพื่อการอนาจาร จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากนาง น. มารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง แต่เห็นว่าการพรากผู้เยาว์กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดไม่ว่าผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีโทษเบากว่า มิใช่เรื่องเป็นข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ ศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากมารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 318 ม. 319
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นายสันติ สุภาดี
ชื่อองค์คณะ
โสพส สุวรรณเนตร์
ชีพ จุลมนต์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2554
#510540
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าแต่ผู้เสียหายหลบหลีกได้ทันจึงไม่ถึงแก่ความตาย และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายด้วย แต่พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหาย คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยชกต่อยผู้เสียหายซึ่งจำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 391 แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้การที่จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วม กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมและยังทะลุพลาดถูก อ. ด้วยนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า อ. โดยพลาดซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องมาด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหายและมิได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่า อ. โดยพลาดจึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 81, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบอาวุธปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายจเร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทางความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 13 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 14 ปี 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 13 เดือน 15 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ระหว่างที่นายจเร โจทก์ร่วม กับนายจรัญ ผู้เสียหายชกต่อยต่อสู้กับจำเลยและพวก มีคนร้ายใช้อาวุธปืนของกลางซึ่งไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับยิง 1 นัด กระสุนปืนถูกต้นแขนซ้ายของโจทก์ร่วมแล้วทะลุพลาดไปถูกหน้าอกและลำคอของนายเอกพจน์ น้องของจำเลย เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมและนายเอกพจน์ได้รับอันตรายสาหัส สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปีมานั้น เมื่อจำเลยฎีกาในความผิดฐานดังกล่าวว่าขณะเกิดเหตุจำเลยไม่มีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 13 นาฬิกา โจทก์ร่วม ผู้เสียหาย นายองอาจ กับพวกเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์ที่ตลาดปาดังเบซาร์ พวกของโจทก์ร่วมเกิดทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่ง ผู้เสียหายเข้าห้าม ต่อมาโจทก์ร่วมกับพวกแยกย้ายกันกลับบ้าน โจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปได้ประมาณ 200 เมตร น้ำมันรถจักรยานยนต์หมด ผู้เสียหายกับโจทก์ร่วมเดินหาซื้อน้ำมันบริเวณถนนที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นจำเลยกับพวกขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กันมา 2 คัน รวมประมาณ 6 ถึง 7 คน จำเลยกับพวกเข้าชกต่อยผู้เสียหาย โจทก์ร่วมจึงเข้าช่วยผู้เสียหาย เกิดการชุลมุนต่อสู้กันนานประมาณ 5 นาที โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายสู้พรางถอยพราง จำเลยชักอาวุธปืนออกมาจากเอวแล้วยิงโจทก์ร่วมในระยะห่างประมาณ 1 เมตร กระสุนปืนถูกแขนซ้ายบริเวณใต้รักแร้ของโจทก์ร่วมแล้วทะลุพลาดไปถูกหน้าอกและลำคอของนายเอกพจน์ น้องของจำเลย ซึ่งอยู่ข้างหลังโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีร้อยตำรวจโทจรัญ รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรตำบลปาดังเบซาร์ เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากเกิดเหตุพยานกับพวกสืบทราบว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมชื่อนายเป็ด เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากที่ว่าการอำเภอสะเดาจึงทราบชื่อจริงว่าชื่อนายวิจิตร ซึ่งเป็นจำเลย พยานกับพวกสืบสวนติดตามจับกุมจำเลยมาตลอดแต่ยังจับกุมไม่ได้เพราะจำเลยหลบหนีออกจากพื้นที่ตามรายงานการสืบสวนเอกสารหมาย จ.10 นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีสิบตำรวจเอกพินทุ ผู้จับกุมจำเลย เป็นพยานเบิกความว่า พยานกับพวกสืบทราบว่าจำเลยหลบหนีการจับกุมโดยไปทำงานอยู่ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศุภสารกลการซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2545 พยานกับพวกจึงติดตามไปจับกุมจำเลยได้ที่ที่ทำงานและแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร พยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.14 พยานอ่านข้อความในบันทึกการจับกุมให้จำเลยฟังก่อนจำเลยลงลายมือชื่อ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายย่อมมองเห็นเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายต่างเบิกความยืนยันว่าเห็นจำเลยกับพวกขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุแล้วจำเลยกับพวกร่วมกันชกต่อยผู้เสียหาย โจทก์ร่วมเข้าช่วยผู้เสียหาย เกิดการชุลมุนต่อสู้กัน โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายสู้พรางถอยพราง ระหว่างนั้นจำเลยชักอาวุธปืนออกมาจากเอวแล้วยิงโจทก์ร่วม คำเบิกความของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายดังกล่าวสอดคล้องกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.6 ซึ่งผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2543 อันเป็นวันเกิดเหตุ และโจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ร่วมออกจากโรงพยาบาล จึงทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายมีน้ำหนักให้รับฟัง ประกอบกับตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายดังกล่าวยังปรากฏด้วยว่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2543 พนักงานสอบสวนให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายดูภาพถ่ายของจำเลย โจทก์ร่วมและผู้เสียหายยืนยันว่าบุคคลตามภาพถ่ายเป็นจำเลยที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมและผู้เสียหายจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว ประกอบกับตามรายงานการสืบสวนหาตัวคนร้ายที่ร้อยตำรวจโทจรัญจัดทำตามเอกสารหมาย จ.10 ปรากฏว่ารายงานดังกล่าวตั้งแต่ฉบับแรกซึ่งลงวันที่ 13 เมษายน 2543 จนถึงฉบับสุดท้ายซึ่งลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 ได้ระบุชื่อจำเลยว่าเป็นคนร้ายและระบุด้วยว่าจำเลยหลบหนีออกนอกพื้นที่ แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าจำเลยเป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุแล้ว และการที่จำเลยหลบหนีไปจากถิ่นที่อยู่อาศัยหลังจากเกิดเหตุย่อมเป็นพิรุธว่ากระทำความผิดจริง นอกจากนี้ เมื่อจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยก็ให้การรับสารภาพ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน แม้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายจะมีเหตุทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นมาก่อนเกิดเหตุ แต่ก็ไม่ได้มีเหตุทะเลาะวิวาทกับจำเลยโดยตรง จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่เบิกความตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ชกต่อยผู้เสียหายและใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายไม่เห็นว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมว่าเป็นใครโดยจะเห็นได้จากการที่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามติงว่า หลังจากเกิดเหตุพยานถามนายบ่าวว่าใครเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม นายบ่าวบอกว่านายเป็ดหรือจำเลยนั้น เห็นว่า นอกจากผู้เสียหายเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามติงดังกล่าวแล้ว ผู้เสียหายยังเบิกความต่อด้วยว่าพยานจึงทราบชื่อของจำเลย เช่นนี้แสดงว่าผู้เสียหายเห็นและจำคนร้ายได้เพียงแต่ไม่รู้จักชื่อในขณะเกิดเหตุเพิ่งมาทราบชื่อคนร้ายจากการสอบถามนายบ่าวหลังจากเกิดเหตุ มิใช่ว่าผู้เสียหายไม่เห็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ส่วนปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า นายองอาจพยานโจทก์ร่วมเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมใส่เสื้อ แต่ผู้เสียหายและโจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ใส่เสื้อ คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงแตกต่างกันเป็นพิรุธ เห็นว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเรื่องการแต่งกายของโจทก์ร่วมไม่ใช่การแต่งกายของจำเลยที่อาจแสดงว่าจำคนผิด จึงไม่ใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญ สำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่าร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมกับพวก แต่ไม่ได้ให้การรับสารภาพว่าใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม เจ้าพนักงานตำรวจทำบันทึกการจับกุมไม่ถูกต้อง จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมโดยไม่ได้อ่านข้อความและเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่ได้อ่านให้ฟัง เห็นว่า ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.14 มีข้อความระบุชัดเจนว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยได้แสดงหมายจับให้จำเลยดูและแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ข้อหาเหล่านี้ล้วนเป็นข้อหาร้ายแรงและมีระวางโทษสูง หากจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามข้อหาที่ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมโดยจำเลยคิดว่าจำเลยเพียงแต่ร่วมกับพวกชกต่อยโจทก์ร่วมกับพวกเท่านั้น จำเลยก็น่าจะโต้แย้งตั้งแต่ได้รับแจ้งข้อหาและปฏิเสธไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม แต่จำเลยกลับยอมลงลายมือชื่อในฐานะผู้ต้องหา โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้บังคับขู่เข็ญหรือทำร้ายร่างกายเพื่อให้จำเลยลงลายมือชื่อแต่อย่างใด และสิบตำรวจเอกพินทุ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยก็เบิกความยืนยันด้วยว่าได้อ่านบันทึกการจับกุมให้จำเลยฟังก่อนจำเลยลงลายมือชื่อ ดังนั้น การที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมโดยไม่ได้อ่านข้อความและเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมไม่ได้อ่านให้ฟัง จึงขัดต่อเหตุผล เชื่อว่าจำเลยทราบข้อกล่าวหาและให้การรับสารภาพทุกข้อหาด้วยความสมัครใจจึงลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมนี้จึงย่อมรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ฎีกาของจำเลยอื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาหนักแน่นมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วมและกระสุนปืนยังทะลุพลาดไปถูกนายเอกพจน์ด้วย ทำให้โจทก์ร่วมและนายเอกพจน์ได้รับอันตรายสาหัส พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบปฏิเสธว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วมแต่คนร้ายเป็นนายชัยนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงยิงโจทก์ร่วมในระยะใกล้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงอาจถูกโจทก์ร่วมถึงแก่ความตายได้หากถูกอวัยวะสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า แต่ผู้เสียหายหลบหลีกได้ทันจึงไม่ถึงแก่ความตาย และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายด้วย แต่พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหาย คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยชกต่อยผู้เสียหายซึ่งจำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วม กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมและยังทะลุพลาดไปถูกนายเอกพจน์ด้วยนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมและฐานพยายามฆ่านายเอกพจน์โดยพลาดซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องมาด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหายและมิได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่านายเอกพจน์โดยพลาดจึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 และมาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 60 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 288, 80 เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหาย ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 80 ม. 288 ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นายจเร ปาละคะเชนทร์
จำเลย — นายวิจิตรหรือเป็ด ชารีวัน
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2554
#514319
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาต้องมีข้อสำคัญเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ โดยวินิจฉัยตามประเด็นในคำฟ้องทุกข้อ กล่าวคือ ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ตรวจสอบบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ตรวจนับคะแนน รายงานผลการนับคะแนน และประกาศผลนับคะแนนตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อรับรองรายงานผลการเลือกตั้งอันเป็นความเท็จ และเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในส่วนวินิจฉัยคดีเพียงว่า โจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกนำบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรรมการตรวจคะแนน 312 ใบ มาทำเครื่องหมายแล้วใส่ลงในหีบ แล้วพิพากษายกฟ้อง โดยที่มิได้วินิจฉัยประเด็นตามฟ้องให้ครบถ้วนดังกล่าวข้างต้น ทั้งมิได้วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ และเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (5) และ (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 51, 52, 64, 84, 85, 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 13, 17, 18, 61, 71, 101, 111 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยทั้งสองมีกำหนด 10 ปี

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6)

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ตรวจสอบบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ตรวจนับคะแนน รายงานผลการนับคะแนน และประกาศผลนับคะแนน และบรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยร่วมกันนำบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในความรับผิดชอบ 312 ใบ มากากบาทหมายเลขของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง แล้วใส่บัตรเลือกตั้งจำนวนดังกล่าวลงในหีบบัตรเลือกตั้งและนับบัตรเลือกตั้ง 312 ใบ รวมกับบัตรที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริง 103 ใบ รวมเป็น 415 ใบ ให้ผิดไปจากความเป็นจริง และร่วมกันกรอกข้อความและลงลายมือชื่อรับรองรายงานผลการเลือกตั้ง (ส.ส.4) ว่ามีผู้มาแสดงตนขอรับบัตรเลือกตั้งเพื่อลงคะแนน 415 คน อันเป็นการรับรองข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 64 มาตรา 51 และมาตรา 52 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 61 มาตรา 71 และมาตรา 17 และแม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ยังคงบัญญัติการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดตามมาตรา 74 มาตรา 83 และมาตรา 20 เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงต้องมีข้อสำคัญเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่พิจารณาให้ได้ความ โดยวินิจฉัยตามประเด็นในคำฟ้องทุกข้อ กล่าวคือ ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ตรวจสอบบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ตรวจนับคะแนน รายงานผลการนับคะแนน และประกาศผลนับคะแนนตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อรับรองรายงานผลการเลือกตั้งอันเป็นความเท็จหรือไม่ การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยกล่าวในส่วนของการวินิจฉัยคดีเพียงว่า โจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกนำบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรรมการตรวจคะแนนจำนวน 312 ใบ มาทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งแล้วใส่บัตรเลือกตั้งลงในหีบ แล้วพิพากษายกฟ้อง โดยที่ยังมิได้วินิจฉัยประเด็นตามคำฟ้องให้ครบถ้วนดังกล่าวข้างต้น ทั้งมิได้วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ และเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (5) และ (6) ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) จึงให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (5) ม. 186 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นางวิชุดา มากเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 180/2554
#510538
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงสามารถทำอันตรายถึงชีวิตได้ ยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อจำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล โดยผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371, 376, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 11 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกบริเวณก้นด้านซ้าย เป็นแผลรูเล็ก ๆ หลายรู ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายและนายสายัณห์ ฉายอรุณ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า นายสายัณห์มีปากเสียงกับจำเลยที่บริเวณหน้าร้านโชติอนันท์ คาราโอเกะ แล้วจำเลยชักอาวุธปืนออกมา ผู้เสียหายจึงเดินเข้าไปห้ามแล้วนายสายัณห์เข้าไปชกจำเลย มีการกอดรัดต่อสู้กัน แต่ผู้เสียหายและนายสายัณห์ไม่สามารถแย่งอาวุธปืนจากจำเลยได้ เมื่อจำเลยสะบัดหลุด จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายซึ่งกำลังหันหลังวิ่งหนี โดยมีนายประทีป ซึ่งอยู่ในร้านที่เกิดเหตุด้วยเบิกความสนับสนุนว่า เห็นจำเลยกับนายสายัณห์ทะเลาะกันอยู่ที่หน้าร้าน โดยมีผู้เสียหายยืนอยู่ด้วย จากนั้นทั้งสามคนเข้าชกต่อยกัน สักครู่หนึ่งเห็นจำเลยยิงปืน 1 นัด แล้ววิ่งเข้ามาในร้านผ่านหน้าพยานไป คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน และพยานโจทก์ดังกล่าวต่างไม่เคย มีสาเหตุโกรธเคืองกันกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลย คำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟัง แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าของร้านค้าตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุหมาย จ.7 และร้อยตำรวจโทนุกูล พนักงานสอบสวนซึ่ง มาตรวจสถานที่เกิดเหตุภายหลังเกิดเหตุไม่นานก็เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า บริเวณดังกล่าวมีแสงสว่างมองเห็นกันได้ในระยะ 20 ถึง 25 เมตร เมื่อนายสายัณห์กับจำเลยต่างมีปากเสียงโต้ตอบกันก่อน โดยผู้เสียหายอยู่ในบริเวณนั้นด้วย ผู้เสียหายและนายสายัณห์ย่อมอยู่ใกล้จำเลยเพียงพอที่จะเห็นจำเลยชักอาวุธปืนออกมาได้ ประกอบกับผู้เสียหายและนายสายัณห์ต่างเบิกความว่า ที่เข้าชกต่อยกอดรัดจำเลยเนื่องมาจากจำเลย ชักอาวุธปืนออกมาแล้วเล็งไปที่ผู้เสียหายและนายสายัณห์ ซึ่งนับว่าสมด้วยเหตุผลเพราะ ในภาวะเช่นนั้นผู้เสียหายและนายสายัณห์ย่อมต้องหาทางให้พ้นจากการถูกยิงด้วยการเข้าแย่งอาวุธปืนนั้นเสีย และแม้ผู้เสียหายจะถูกยิงในขณะหันหลังวิ่งหนีไม่อาจเห็นว่า กระสุนปืน ที่ยิงถูกตนนั้นจำเลยเป็นผู้ยิงหรือไม่ แต่กรณีเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใดที่มีอาวุธปืนและอยู่ในบริเวณนั้นอีก และนายสายัณห์กับนายประทีปก็เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง ที่จำเลยนำสืบอ้างว่า หลังจากพวกของผู้เสียหายตบพวกของจำเลยแล้ว จำเลยก็ชวนพวกของจำเลยกลับ แต่เมื่อเดินออกจากร้านที่เกิดเหตุไป ผู้เสียหายเข้ามา ชกต่อยจำเลย จากนั้นพวกของผู้เสียหายหลายคนเข้ามารุมทำร้ายจำเลยด้วย โดยจำเลยไม่มีอาวุธใดติดตัวไปนั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ขาดเหตุผล ผู้เสียหายและนายสายัณห์ไม่ได้ มีเรื่องบาดหมางกับจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะเข้าทำร้ายจำเลยก่อน ทั้งจำเลยมิได้นำพวก ของจำเลยที่อ้างว่าอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยกันมาเบิกความสนับสนุน ประกอบกับตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.14 จำเลยให้การแก่พนักงานสอบสวนรับว่า จำเลย ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นซึ่งพกอยู่ที่เอวยิงสวนไปที่ลำตัวของผู้เสียหายเจือสมพยานโจทก์ เพียงแต่อ้างว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า คำเบิกความของผู้เสียหายและนายสายัณห์ขัดต่อเหตุผลเพราะหากจำเลยมีอาวุธปืน ผู้เสียหายและนายสายัณห์ก็ไม่น่าจะกล้าเข้าแย่ง และจำเลยก็น่าจะใช้อาวุธปืนนั้นยิงผู้เสียหายและนายสายัณห์เสีย ในขณะนั้นได้ ไม่จำต้องปล่อยให้มีการชกต่อยต่อสู้กันนั้น เห็นว่า ได้ความว่า ขณะเกิดเหตุ มีเพียงจำเลยเท่านั้นที่มีอาวุธปืน และไม่มีพวกของจำเลยเข้ามาช่วยเหลือจำเลยอีก ดังนั้นหากสามารถแย่งอาวุธปืนจากจำเลยได้ ผู้เสียหายและนายสายัณห์ย่อมพ้นจากภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น การที่ผู้เสียหายและนายสายัณห์เข้าแย่งอาวุธปืนโดยชกต่อยจำเลยจึงมิใช่เรื่องผิดวิสัย อันจะทำให้คำเบิกความของพยานดังกล่าวมีน้ำหนักลดน้อยลง ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยมีเพียงเจตนาทำร้ายเพราะหากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแล้ว จำเลย ก็คงยิงไปที่อวัยวะสำคัญนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงสามารถทำอันตรายถึงชีวิตได้ยิงผู้เสียหายในระยะใกล้เช่นนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อจำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล โดยผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นการให้ความรู้ แก่ศาล เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่ การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 80 ม. 83 ม. 288
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายนฤพนธ์ วังภูสิต
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2554
#510406
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเบิกความต่อศาล ครั้นเมื่อมาเบิกความกลับระบุว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย อันขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนที่ให้การยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องรับโทษ ชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การตั้งแต่วันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาไตร่ตรองหาเหตุผลมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มายังสถานีตำรวจ ผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้นเอง คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความชั้นศาล

โจทก์ฎีกาเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองในบางข้อหานั้น โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองสั้น ไม่ทราบขนาด ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จำนวน 1 กระบอก กับกระสุนปืนลูกซองขนาดเดียวกันกับอาวุธปืนจำนวน 1 นัด ใช้ยิงได้ไว้ครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในท้องที่หมู่ที่ 2 ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหม่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายกฤษณะ ผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองและยึดได้ลูกกระสุนปืน (ลูกตะกั่วเม็ดกลม) จำนวน 7 เม็ด จากบริเวณที่เกิดเหตุและตัวผู้เสียหายเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามยามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 11 ปี ริบลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนซึ่งเป็นกฎหมายบที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบของกลางด้วยนั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบลูกกระสุนปืนของกลางตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่อย่างใด ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายและร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องได้มีคำร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงนายกฤษณะ ผู้เสียหายถูกที่บริเวณต้นคอบาดแผนลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร มีลูกกระสุนปืนฝังอยู่ 1 ลูกปัญหาว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานว่า ในคืนเกิดเหตุผู้เสียหายไปเที่ยวงานลอยกระทงที่วัดน้ำสาดเหนือเมื่อเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ต่อมาได้ขึ้นไปรับประทานอาหารบนศาลาวัดซึ่งมีไฟฟ้าหลอดนีออนติดอยู่หลายหลอด มีชาย 7 คน ถึง 8 คน ซึ่งผู้เสียหายไม่รู้จักมาก่อนขึ้นไปรุมซ้อมทำร้ายร่ายกายผู้เสียหายบนศาลา ผู้เสียหายจึงคว้าเอามีดบนศาลานั้นมาฟันป้องกันตัว กลุ่มชายดังกล่าวได้ขว้างมีดใส่ผู้เสียหาย ส่วนพวกของชายกลุ่มนั้นซึ่งอยู่ด้านล่างของศาลได้ยิงปืนมาที่ผู้เสียหาย 1 นัด ผู้เสียหายกระโดดหลบไปอยู่หลังเสา คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายจำได้ว่าไม่ใช่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นเพื่อนกับผู้เสียหายมาหลายปี ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน เกิดเหตุแล้วกลุ่มคนร้ายได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากงานวัด ส่วนผู้เสียหายซึ่งได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนปืนที่บริเวณท้ายทอยมีญาตินำส่งโรงพยาบาล ต่อมาผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีวันชัย พนักงานสอบสวนว่าพวกของจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เหตุที่ระบุเช่นนั้นเนื่องจากขณะเกิดเหตุผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้จอดรถจักรยานยนต์ใกล้กับจุดที่จำเลยทั้งสองจอดรถจักรยายยนต์และมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอหนองบัวด้วยกัน เหตุที่ผู้เสียหายให้การต่อพันตำรวจตรีวันชัยตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน เอกสารหมาย จ.4 ว่า จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเนื่องจากพันตำรวจตรีวันชัยให้ผู้เสียหายระบุชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ยิงไปก่อนเพื่อให้จำเลยทั้งสองซัดทอดผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วค่อยติดตามจับกุมคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายภายหลัง การชี้ตัวจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวน พันตำรวจตรีวันชัยให้ผู้เสียหายชี้ตัวโดยผู้เสียหายไม่สมัครใจ แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ต่อพันตำรวจตรีวันชัยพนักงานสอบสวนตั้งแต่วันเกิดเหตุตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4 ว่า ในคดีเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ผู้เสียหายกับนายยุ ไม่ทราบนาทสกุลเพื่อนผู้เสียหายยืนอยู่บนศาลาวัด นายยุได้ขว้างขวดเบียร์ไปยังบริเวณที่กลุ่มของจำเลยทั้งสองซึ่งยืนจับกลุ่มกันอยู่บริเวณหน้าศาลา 8 ถึง 9 คน พวกของจำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนขว้าง จึงพากันขึ้นไปบนศาลาแล้วร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยเตะ ต่อย ตีผู้เสียหายหลายที เป็นเหตุให้ฟันหัก 4 ซี่ แล้วพากันลงไปที่บริเวณหน้าศาลา ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งมาทางผู้เสียหายแต่ไม่ได้ยิง จำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่ใกล้กันได้แย่งเอาอาวุธปืนจากมือจำเลยที่ 2 หันปากกระบอกปืนมาทางผู้เสียหาย ผู้เสียหายเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามวิ่งเพื่อหลบที่เสาบนศาลาจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหาย 1 นัด ถูกบริเวณท้ายทอยมีลูกตะกั่วติดอยู่ที่บาดแผล 1 ลูก เมื่อจำเลยทั้งสองยิงผู้เสียหายแล้วได้ขับรถจักรยานยนต์พากันหลบหนีไป หลังจากรักษาบาลแผลแล้ว ผู้เสียหายพร้อมด้วยบิดาได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองบัว ยืนยันต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนยิง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยทั้งสองไปที่สถานีตำรวจ ผู้เสียหายชี้ให้จับกุมดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน ผู้เสียหายเคยมีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 ในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ ผู้เสียหายเบิกความขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวน จึงมีปัญหาว่า คำเบิกความชั้นศาลหรือคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายน่าเชื่อถือมากกว่า ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า การที่ผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเนื่องจากพันตำรวจตรีวันชัยพนักงานสอบสวนให้ระบุเช่นนั้น เพื่อให้จำเลยทั้งสองซัดทอดผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงแล้วค่อยติดตามจับกุมนั้น พันตำรวจตรีวันชัยเบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายและบิดาได้ไปแจ้งความแก่พยานในคืนเกิดเหตุเวลา 1.30 นาฬิกา ว่าจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย พยานได้สอบสวนผู้เสียหายไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า พันตำรวจตรีวันชัยปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองหรือผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะกระทำดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ข้ออ้างของผู้เสียหายดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามกลับปรากฏว่า ผู้เสียหายพยายามหลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความต่อศาล คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 15 มิถุนายน 2543 คดีต้องเลื่อนการสืบพยานเพราะโจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความหลายนัดเป็นระยะเวลาถึง 1 ปี 7 เดือนเศษ จึงสามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 โดยโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้รับแจ้งจากบิดาผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานครไม่สามารถติดต่อกับผู้เสียหายได้ บางนัดโจทก์แถลงต่อศาลว่าได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าจากการสืบสวนทราบว่า ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยจึงพยายามหลบเลี่ยงไม่มาเบิกความเป็นพยานต่อศาล การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความต่อศาล ครั้นเมื่อมาเบิกความกลับระบุว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องได้รับโทษ ส่วนในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ตั้งแต่วันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาไตร่ตรองหาเหตุผลมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 คำให้การชั้นสอบสวนจึงมีน้ำหนักและสมเหตุสมผลทั้งปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยที่ 1 มายังสถานีตำรวจให้ผู้เสียหายชี้ตัว ผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้นเอง คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความชั้นศาล ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 2 คงได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเพียงว่าจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งมาทางผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายตกใจกลัวหรือวิ่งหลบหนีแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนไปจากมือจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายกลับพยายามวิ่งหนี ดังนี้ แสดงว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนนั้นไม่มีท่าทีจะยิงผู้เสียหาย จากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 คนเดียว ไม่ปรากฏว่ามีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนไปจากจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ามีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบว่า จำเลยที่ 1 ร่วมครอบครองอาวุธปืนหรือร่วมพาอาวุธปืนติดตัวมาหรือร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนติดตัวมายังที่เกิดเหตุด้วย การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่หยิบอาวุธปืนจากมือจำเลยที่ 2 แล้วยิงไปยังบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดทั้งสองจากนี้ โจทก์ฎีกาเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองในบางข้อหานั้นโจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีความหมายว่าเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามอันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายนิพนธ์ บุญดล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 160/2554
#509367
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงิน ที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วและจำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัล จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มีหน้าที่ดำเนินการกับบริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และสถาบันการเงินที่ถูกคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ การที่โจทก์จะได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 3 จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎและระเบียบที่จำเลยที่ 3 กำหนดกล่าวคือ บุคคลที่จะรับการช่วยเหลือจะต้องเป็นเจ้าหนี้ที่เป็นผู้ทรงตั๋วเงินที่ออกโดยบริษัทเงินทุนบริษัทที่ถูกระงับกิจการ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บริษัทเงินทุน ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ฝากเงินกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับกิจการนั้นโจทก์ไม่มีบัตรเงินฝาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จำเลยที่ 3 จะช่วยเหลือ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 105,329,583.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 98,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 98,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 98,000,000 บาท นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2541 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วเงินทั้งสองฉบับ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัลตั๋วเงินทั้งสองฉบับ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้มีนิติสัมพันธ์อย่างใด ๆ กับโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 จัดตั้งขึ้นภายหลังจากโจทก์มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว ดังนั้นโจทก์จะได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 3 ก็จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎและระเบียบที่จำเลยที่ 3 กำหนด กล่าวคือ บุคคลที่จะรับการช่วยเหลือจะต้องเป็นเจ้าหนี้ที่เป็นผู้ทรงตั๋วเงินที่ออกโดยบริษัทเงินทุน บริษัทที่ถูกระงับกิจการ แต่ตั๋วเงินที่โจทก์เป็นผู้ทรงออกโดยจำเลยที่ 1 หาใช่บริษัทเงินทุนดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์อ้างว่าฝากเงินกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับกิจการ แต่โจทก์ไม่มีบัตรเงินฝาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จำเลยที่ 3 จะช่วยเหลือ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญศรี อัคคพงษ์กุล
จำเลย — บริษัทเอสแอลซี ลิสซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 153/2554
#554440
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนำไม้เคลื่อนที่โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีใบเบิกทางกำกับจากพนักงานเจ้าหน้าที่อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 39 ซึ่งการนำไม้เคลื่อนที่จะต้องมีใบเบิกทางตามความใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 39 นั้น ต้องเป็นการนำไม้เคลื่อนที่เข้าในลักษณะใดลักษณะหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 38 (1) ถึง (4) ดังนั้น เมื่อโจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องว่าจำเลยนำไม้กระถินเคลื่อนที่ไปตามถนนวังม่วง - พัฒนานิคม โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีใบเบิกทางกำกับเท่านั้นโดยมิได้บรรยายฟ้องข้อความตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 38 อนุมาตราใดอนุมาตราหนึ่งแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดของ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 39 แม้คดีนี้จะเป็นการฟ้องด้วยวาจาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 ซึ่งไม่เคร่งครัดเรื่องฟ้องเคลือบคลุมเหมือนการบรรยายฟ้องเป็นหนังสือในคดีอาญาทั่วไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ก็ตาม แต่เรื่ององค์ประกอบความผิดนั้นยังเป็นหลักการสำคัญที่โจทก์จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เมื่อบันทึกฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 30, 39, 71 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 39, 71 ทวิ จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม้กระถินและรถยนต์กระบะของกลางให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หลักการดำเนินคดีในศาลแขวงรวมทั้งการนำวิธีพิจารณาคดีในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อความสะดวกรวดเร็วไว้เป็นพิเศษ นอกเหนือจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไป การพิจารณาคดีของศาลแขวงจึงแตกต่างจากคดีอาญาอื่น และเปิดโอกาสให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้ แต่การฟ้องคดีด้วยวาจาดังกล่าวแม้กฎหมายจะมิได้เคร่งครัดเหมือนกับการฟ้องด้วยลายลักษณ์อักษร แต่ข้อไม่เคร่งครัดในเรื่องการบรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าว ยังคังต้องอยู่ภายใต้บังคับหลักเกณฑ์ทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 เช่น การอ้างบทความผิดตามมาตรา 158 (6) หรือการบรรยายองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย มิฉะนั้นฟ้องอาจไม่ชอบเพราะขาดองค์ประกอบความผิดได้ ดังนั้น คำฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงต้องมีรายละเอียดการกระทำที่เป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตราในกฎหมายที่เป็นองค์ประกอบความผิดให้ครบถ้วน มิใช่ศาลเป็นผู้สอบถามข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อโจทก์ฟ้องด้วยวาจาโดยมีข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลจะบันทึกคำฟ้องโจทก์ให้ได้ใจความแห่งข้อหาไว้เป็นหลักฐานเพื่อพิพากษาคดีนั้นไป ซึ่งในความผิดฐานนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่โดยไม่มีใบเบิกทาง ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 39 นั้น พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 38 บัญญัติว่า "บทบัญญัติในส่วนนี้ให้ใช้บังคับแก่กรณีการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ต่อไปภายหลังที่ (1) นำไม้หรือของป่าที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำหรือเก็บออกจากสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ไปถึงสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตแล้ว (2) นำไม้ที่ทำโดยไม่ต้องรับอนุญาตออกไปถึงด่านป่าไม้ด่านแรกแล้ว (3) นำไม้หรือของป่าเข้ามาในราชอาณาจักร ไปถึงด่านศุลกากรหรือด่านตรวจศุลกากรที่นำเข้ามาแล้ว (4) นำไม้หรือของป่าที่รับซื้อจากทางราชการป่าไม้จากที่ที่ไม้หรือของป่านั้นอยู่ มาตรา 39 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ ต้องมีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไปด้วยตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง" ตามบทบัญญัติดังกล่าว การนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ที่จะเป็นความผิดนั้นจะต้องเป็นการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ต่อไปภายหลังที่เข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่งของ (1) ถึง (4) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 และข้อเท็จจริงตามความในแต่ละอนุมาตราดังกล่าวเป็นองค์ประกอบที่เป็นข้อสำคัญแห่งความผิดดังกล่าวอีกด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องด้วยวาจาแต่เพียงว่า จำเลยนำไม้กระถินเคลื่อนที่มาตามถนนสายวังม่วง พัฒนานิคมเพื่อไปส่งที่โรงงานกระดาษ เขตอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีใบเบิกทางกำกับจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายไปด้วย โดยโจทก์ไม่ได้ระบุว่าเป็นการนำไม้เคลื่อนที่ต่อไปภายหลังที่ไปถึงสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตหรือไปถึงด่านป่าไม้ด่านแรก หรือไปถึงด่านศุลกากรหรือด่านตรวจศุลกากรที่นำเข้ามาแล้ว หรือไปจากที่ที่ไม้หรือของป่านั้นอยู่ในกรณีรับซื้อจากทางราชการป่าไม้ตามมาตรา 38 (1) ถึง (4) ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 38 ม. 39 ม. 71 ทวิ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายยอด บุญเรือน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางยุคิน เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2554
#510399
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องให้จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไปโดยไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลย จึงต้องคืนรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ร้อง การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิทางแพ่งกับจำเลยและร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืน เป็นเพียงการไม่ถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ก็ได้และเมื่อจำเลยผิดสัญญา ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ กรณียังไม่พอฟังว่าเป็นการช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษเต็มตามคำพิพากษา อันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดเพราะกฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคแรก, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 64 และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คพพ สงขลา 288 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน คพพ สงขลา 288 ของกลาง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 ผู้ร้องให้จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไป ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยและใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คพพ สงขลา 288 แก่บริษัทสยามบ้านซู ลิสซิ่ง (2002) จำกัด ผู้ร้อง ซึ่งเป็นเจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คพพ สงขลา 288 ของกลาง จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปจากผู้ร้อง ต่อมาจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด การให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นกิจการตามวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของผู้ร้อง หลังจากผู้ร้องให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปแล้ว จำเลยในฐานะผู้เช่าซื้อเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดอย่างไรและเมื่อใด ทั้งโจทก์ก็มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าผู้ร้องมีพฤติการณ์รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดและเป็นการผิดข้อสัญญาเช่าซื้อ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องตามข้อสัญญาโดยการชดใช้ราคา หากผู้ร้องต้องการใช้สิทธิแห่งตนโดยสุจริตและตามความประสงค์หลักในการทำสัญญาเช่าซื้อ ผู้ร้องควรเรียกร้องเอาการชำระหนี้เรื่องราคาจากจำเลยให้ครบถ้วนตามข้อสัญญาเช่าซื้อ หาควรเรียกร้องเอารถจักรยานยนต์ของกลางอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยด้วยไม่ หรือนับเป็นการเบี่ยงเบนไม่เรียกร้องค่าเช่าซื้อเพื่อจะช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษเต็มตามคำพิพากษาที่กำหนดไว้ พฤติการณ์ของผู้ร้องเป็นการขอคืนของกลางโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิทางแพ่งกับจำเลยและร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืน เป็นเพียงการไม่ถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ก็ได้ และเมื่อจำเลยผิดสัญญา ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ กรณียังไม่พอฟังว่าเป็นการช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษเต็มตามคำพิพากษาอันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด เพราะกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คพพ สงขลา 288 ของกลาง แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 35 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
ผู้ร้อง — บริษัทสยามบัานซู ลิสซิ่ง (2002) จำกัด
จำเลย — นายอิสมแอน เจะแอ
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2554
#509424
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าก่อสร้างในงานที่ทำให้แก่จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยฎีกาขอให้นำเงินค่าปรับที่ศาลพิพากษาให้โจทก์ชำระแก่จำเลยในอีกคดีหนึ่งมาหักกลบลบหนี้ในคดีนี้ ดังนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ต้องชำระค่างานแก่โจทก์กับความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องชำระค่าปรับแก่จำเลยเกิดจากสัญญาเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างผูกพันในหนี้อันเดียวกัน จึงหาใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 344 ห้ามมิให้หักกลบลบหนี้หากสิทธิเรียกร้องนั้นยังมีข้อต่อสู้อยู่ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นปรับแก่คดีไม่ เมื่อจำเลยและโจทก์ต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่กันในแต่ละคดีซึ่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องกระทำแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ จำเลยจะขอหักหนี้ได้เพียงใดหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 12,009,506 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 8,975,849 บาท กับต้นเงินจำนวน 1,489,061 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,250,000 บาท และชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ของดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าแห่งการงานจำนวน 8,975,849 บาท ซึ่งเป็นดอกเบี้ยอันเกิดขึ้นนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,017,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะขอหักกลบลบหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้และในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 154/2547 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า หนี้ทั้งสองคดีเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ถือว่าเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีข้อต่อสู้จึงหักกลบลบหนี้กันในชั้นนี้ได้ เห็นว่า ความรับผิดของจำเลยที่ต้องชำระค่างานให้แก่โจทก์กับความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องชำระค่าปรับแก่จำเลยเกิดจากสัญญาเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างผูกพันในหนี้อันเดียวกัน จึงหาใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 344 ห้ามมิให้หักกลบลบหนี้หากสิทธิเรียกร้องนั้นยังมีข้อต่อสู้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นปรับบทวินิจฉัยไม่ เมื่อจำเลยและโจทก์ต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่กันในแต่ละคดีซึ่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องกระทำแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ จำเลยจะขอหักหนี้ได้เพียงใดหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธินำหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองคดีมาหักกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 293
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 344 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาณุก่อสร้าง
จำเลย — จังหวัดชัยนาท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายปัญญา โต๊ะทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2554
#510398
เปิดฉบับเต็ม

ความรับผิดชอบจำเลยที่ต้องชำระค่างานให้แก่โจทก์กับความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องชำระค่าปรับแก่จำเลยเกิดจากสัญญาเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างผูกพันในหนี้อันเดียวกัน จึงหาใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 344 ห้ามมิให้หักกลบลบหนี้หากสิทธิเรียกร้องนั้นยังมีข้อต่อสู้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นปรับบทวินิจฉัยไม่ เมื่อจำเลยและโจทก์ต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่กันในแต่ละคดีซึ่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องกระทำแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ จำเลยจะขอหักหนี้ได้เพียงใดหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 12,009,506 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,975,849 บาท กับต้นเงินจำนวน 1,489,061 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,250,000 บาท และชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ของดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าแห่งการงานจำนวน 8,975,849 บาท ซึ่งดอกเบี้ยอันเกิดขึ้นนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,017,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ก่อสร้างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยนาท ในราคา 25,000,000 บาท เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2538 กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 23 กันยายน 2539 แต่ต่อมามีการขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไป 2 ครั้ง กำหนดเวลาแล้วเสร็จครั้งสุดท้ายภายในวันที่ 19 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์ก็ยังก่อสร้างไม่เสร็จ จำเลยบอกเลิกสัญญาโจทก์จึงฟ้องเรียกเงินค่าก่อสร้างในงานที่ทำให้จำเลยไปแล้วเป็นคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ แต่โจทก์ยังไม่พอใจในจำนวนเงินที่ศาลกำหนดให้ จึงยื่นฎีกา แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์และขณะเดียวกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยได้ฟ้องโจทก์เรียกร้องเอาค่าปรับฐานที่โจทก์ผิดสัญญาก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลาและศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์ในคดีนี้ชำระเงินแก่จำเลยตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 154/2547 เอกสารท้ายฎีกาของจำเลย คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะขอหักกลบลบหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้และในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 154/2547 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า หนี้ทั้งสองคดีเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ถือว่าเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีข้อต่อสู้จึงหักกลบลบหนี้กันในชั้นนี้ได้ เห็นว่า ความรับผิดของจำเลยที่ต้องชำระค่างานให้แก่โจทก์กับความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องชำระค่าปรับแก่จำเลยเกิดจากสัญญาเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างผูกพันในหนี้อันเดียวกัน จึงหาใช้เป็นการหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 344 ห้ามมิให้หักกลบลบหนี้หากสิทธิเรียกร้องนั้นยังมีข้อต่อสู้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นปรับบทวินิจฉัยไม่ เมื่อจำเลยและโจทก์ต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่กันในแต่ละคดีซึ่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องกระทำแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ จำเลยจะขอหักหนี้ได้เพียงใดหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธินำหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองคดีมาหักกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาณุก่อสร้าง
จำเลย — จังหวัดชัยนาท
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2554
#510284
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุอ้างแต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 4 โดยมิได้อ้างคำว่า "มาตรา" ไว้ด้วย น่าจะเป็นการพิมพ์ผิดหลงเมื่อ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีบทบัญญัติเพียง 11 มาตรา และมีเพียงมาตรา 4 มาตราเดียวเท่านั้น ที่บัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษเอาไว้ ส่วนมาตราอื่นๆ ล้วนบัญญัติในเรื่องอื่นไม่ได้บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิด ทั้งในคำฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายถึงการออกเช็คโดยมีลักษณะหรือการกระทำผิดของจำเลยไว้ชัดแจ้งครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงต่อสู้ โดยชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ย่อมมีผลเท่ากับการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) แล้ว ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์

โจทก์ฟ้องโดยระบุชัดแจ้งว่าจำเลยออกเช็ค 2 ฉบับ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาออกเช็คแต่ละฉบับชำระหนี้แต่ละส่วนแยกจากกัน ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามเช็คแต่ละฉบับ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดสองกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ และใช้ดุลพินิจลดโทษให้จำเลย โดยพิพากษาแก้ไขโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เป็นจำคุกกระทงละ 3 เดือน จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นคำพิพากษาที่แก้ไขมากและไม่เป็นผลร้ายต่อจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2546 เวลากลางวันจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยออกเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาสงขลา 2 ฉบับ ฉบับแรก เลขที่ 041xxxx ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาท ฉบับที่ 2 เลขที่ 041xxxx ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาท มอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ครั้นเมื่อเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน โจทก์นำเช็คทั้งสองฉบับเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารตามเช็ค เพื่อเรียกเก็บเงินตามระเบียบ และวิธีการของธนาคาร แต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับ โดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2547 หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามเช็คทั้งสองฉบับแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยเจตนาที่จะมิให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึ่งให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ขณะที่ออกเช็คนั้น หรือถอนเงินทั้งหมดหรือบางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะให้ใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเหตุเกิดที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 897/2548 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 897/2548 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 897/2548 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณา จึงไม่อาจนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้ ให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ระบุหรืออ้างมาตรา 4 ไว้ด้วย ถือว่าโจทก์ไม่ได้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ระบุว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี... (6) อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คดีนี้ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุอ้างแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 4 โดยมิได้อ้างระบุคำว่ามาตราไว้ด้วย น่าจะเป็นกรณีพิมพ์ผิดหลง ทั้งเมื่อพิเคราะห์พระราชบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่ามีบทบัญญัติไว้เพียง 11 มาตรา และมีเพียงมาตรา 4 มาตราเดียวเท่านั้น ที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ส่วนมาตราอื่น ๆ ล้วนบัญญัติในเรื่องอื่นไม่ได้บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิด ทั้งในคำฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายถึงการออกเช็คโดยมีลักษณะหรือการกระทำความผิดของจำเลยไว้ชัดแจ้งครบถ้วนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ทั้งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงต่อสู้ และในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง คือ ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คนั้นเอง กรณีไม่อาจเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ในมาตราอื่นได้อีก นอกจากในมาตรา 4 ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้อ้างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง กับในคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงลักษณะหรือการกระทำความผิดของจำเลยไว้ครบถ้วนตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยจำเลยเข้าใจดีและไม่หลงต่อสู้และจำเลยให้การรับสารภาพย่อมมีผลเท่ากับการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) แล้ว คำฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยรวมสองกรรมให้เรียงกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นการพิพากษาที่แก้ไขมากและเป็นผลร้ายต่อจำเลย เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่า คดีนี้ ทั้งโจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ก็ได้อุทธรณ์เรื่องที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดกรรมเดียว ไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้ในอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงได้นำเรื่องดังกล่าวมาวินิจฉัย เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มีสิทธิยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นพิจารณาได้ คดีนี้ โจทก์ฟ้องโดยระบุชัดแจ้งในคำฟ้องว่าจำเลยออกเช็ค 2 ฉบับ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาออกเช็คแต่ละฉบับชำระหนี้แต่ละส่วนแยกจากกัน ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามเช็คแต่ละฉบับ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดสองกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ และใช้ดุลพินิจลดโทษให้จำเลยโดยพิพากษาแก้ไขโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เป็นลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นคำพิพากษาที่แก้ไขมากและไม่เป็นผลร้ายต่อจำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้อง เป็นเช็คจำนวน 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 300,000 บาท ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2548 หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยชำระเงินให้โจทก์อีก ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ใช้ดุลพินิจลดโทษให้จำเลย พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยก็ไม่ได้ชำระเงินให้โจทก์เพิ่มเติม กรณีไม่มีเหตุอันควรแก้ไขโทษเป็นอย่างอื่นหรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 219
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2483 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศุภกานต์ สถิรวิสาลกิจ
จำเลย — นางสาวเยาวภา กาญวัฒนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2554
#511566
เปิดฉบับเต็ม

หนี้เงินลีร์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทครบกำหนดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 และบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี เมื่อโจทก์เพิ่งนำคดีเกี่ยวกับหนี้ส่วนนี้มาฟ้องในวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ทั้งที่สิทธิเรียกร้องต่อผู้ค้ำประกันในหนี้เงินลีร์เกิดตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 เกินกำหนดเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ มาตรา 193/30

มูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้เป็นมูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งต่างจากมูลหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีประเด็นแห่งคดีในมูลหนี้ทั้งสองย่อมต่างกัน คดีนี้จึงไม่อาจเป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

ไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างอยู่นานเท่าใด ในกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้ โจทก์ก็มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,303,056 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,701,560.20 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองบิดพลิ้วให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้แทน ถ้าได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอใช้หนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองจนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,701,560.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเท่าที่โจทก์พึงเรียกเก็บได้จากลูกค้าทั่วไปซึ่งมิได้ผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศของโจทก์แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับย้อนหลังแต่วันฟ้องขึ้นไปไม่เกิน 5 ปี (ฟ้องวันที่ 24 ตุลาคม 2549) และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากบิดพลิ้วให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 62277 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดใช้หนี้แทน ถ้าได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดใช้หนี้จนกว่าจะครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า บริษัทโปรเกรสซีฟ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นเงิน 38,697.50 ดอลลาร์สหรัฐ และ 85,283,120 ลีร์ โดยทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้แก่โจทก์เพื่อรับสินค้าเหล่านั้นไปจำหน่าย และตกลงจะชำระหนี้ทั้ง 2 จำนวน พร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมคืน โดยมีจำเลยทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 62277 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นประกันการชำระหนี้ มีข้อตกลงด้วยว่าหากมีการบังคับจำนอง นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาบริษัทผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงหักเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัทชำระหนี้ 1,032,511.85 บาท ตามสิทธิที่บริษัทให้ไว้ หลังจากนั้นบริษัทถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย

ปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าใครเป็นลูกหนี้ของตนแต่โจทก์กลับมิได้ระบุในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่า เอกสารฉบับนั้นเป็นเพียงหนังสือมอบอำนาจทั่วไปนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ว่าโจทก์ย่อมรู้ดีอยู่แล้วเช่นนั้นก็ตาม แต่โดยพฤติการณ์โจทก์ย่อมไม่อาจคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าลูกหนี้รายใดบ้างจะประพฤติผิดสัญญาจนถึงขนาดต้องนำคดีมาสู่ศาลหรือรายใดจะปฏิบัติตามสัญญาอย่างเคร่งครัดจนหมดพันธกรณีเพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตทั้งสิ้น การที่หนังสือมอบอำนาจระบุให้นางจีรนันท์ดำเนินคดีฟ้องร้อง ถอนฟ้อง และแก้คดีต่าง ๆ ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา คดีล้มละลาย หรือคดีความอื่นใดนั้น ย่อมหมายความว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางจีรนันท์ดำเนินคดีแก่ลูกหนี้เฉพาะรายที่ประพฤติผิดสัญญาจนถึงขนาดที่ต้องฟ้องขอให้ศาลบังคับเท่านั้น มิใช่การมอบอำนาจทั่วไปดังที่จำเลยที่ 1 เข้าใจ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว

ปัญหาข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองตามสัญญาค้ำประกันขาดอายุความหรือไม่เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหนี้เงินลีร์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทครบกำหนดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 และบริษัทผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี เมื่อโจทก์เพิ่งนำคดีส่วนนี้มาฟ้องในวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ทั้งที่สิทธิเรียกร้องต่อผู้ค้ำประกันในหนี้เงินลีร์เกิดตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 เกินกำหนดเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันส่วนนี้จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้รับคำเตือนให้ชำระหนี้และจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองหรือไม่ รวมทั้งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคำเตือนให้ชำระหนี้และจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างในอุทธรณ์ว่าตนจำนองที่ดิน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี 2,000,000 บาท มิใช่จำนองเป็นประกันหนี้ตามฟ้องอันเกิดจากสัญญาทรัสต์รีซีท และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อเอาชำระหนี้เงินกู้เบิกเกินบัญชีดังกล่าวไปแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นการฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เห็นว่า สัญญาจำนอง ปรากฏข้อความชัดเจนว่าผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 62277 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลงเพื่อเป็นประกันหนี้ของผู้จำนองเอง และ/หรือบริษัทโปรเกรสซีฟ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท มิได้ระบุว่าจำนองเป็นประกันเฉพาะหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงครอบคลุมหนี้ทุกประเภทของลูกหนี้ นอกจากนั้นสัญญาจำนองทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มีสถานภาพเป็นเอกสารมหาชนที่ใช้ยันแก่บุคคลทั่วไป จำเลยที่ 1 เองก็รับว่าตนจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงนั้นแก่โจทก์ รวมทั้งแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนการพิจารณา เท่ากับยอมรับรองความถูกต้องแท้จริงของเอกสารฉบับนั้นแล้วจึงไม่อาจนำความในเอกสาร ซึ่งเป็นเอกสารภายในหน่วยงานของโจทก์มานำสืบเปลี่ยนแปลงหักล้างได้อีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นด้วยในผลและเมื่อมูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้เป็นมูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งต่างจากมูลหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี ประเด็นแห่งคดีในมูลหนี้ทั้งสองย่อมต่างกัน คดีนี้จึงไม่อาจเป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังที่โจทก์กล่าวอ้าง

ปัญหาข้อสุดท้ายในเรื่องดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังแต่วันฟ้องขึ้นไปไม่เกิน 5 ปี และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เท่ากับให้จำเลยทั้งสองรับผิดในดอกเบี้ยค้างชำระเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) นั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชอบแล้ว เพราะไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างอยู่นานเท่าใดในกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้ โจทก์ก็มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องมิใช่ดอกเบี้ยค้างชำระตามมาตรา 193/33 (1) ดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชำระต้นเงิน 987,560.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเท่าที่โจทก์อาจเรียกเก็บได้จากลูกค้าทั่วไปซึ่งมิได้ผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศของโจทก์ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับย้อนหลังแต่วันฟ้องขึ้นไปไม่เกิน 5 ปี และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากบิดพลิ้วให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 62277 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดใช้หนี้แทน ถ้าได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ต่อไปจนกว่าจะครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ตกเป็นพับแก่กัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประทิน ดวงจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวอัญชลี อนันต์โท
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2554
#509395
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปโดยเจตนาทุจริตคงได้ความว่าจำเลยเอาโทรศัพท์ผู้เสียหายไปเพราะอารมณ์โกรธที่มีผู้ชายโทรศัพท์มาหาผู้เสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์แต่การที่จำเลยโยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายลงไปที่ชานพักบันได จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายอาจจะเกิดความเสียหายได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างไร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ก็ตาม แต่ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ก็มีความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวมอยู่ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรค 3 การต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ และมิถือว่าเป็นเรื่องเกินคำขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยหลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความ ตามป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 31 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาวรัตนา นาคทิพย์วรรณ์ ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความ เห็นว่าแม้ผู้เสียหายจะเบิกความในทำนองว่าไม่รู้จักคุ้นเคยกับจำเลย แต่ก็ได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ขณะที่พยาน นางสาวนวลวรรณและจำเลยโดยสารรถแท็กซี่ไปร้านธนบุรีคาเฟ่ พยานนั่งคู่กับจำเลยที่เบาะหลังและให้จำเลยถือโทรศัพท์ เคลื่อนที่ให้ การที่ผู้เสียหายกับจำเลยนั่งคู่กันที่เบาะหลังโดยให้นางสาวนวลวรรณซึ่งผู้เสียหายอ้างว่าจำเลยเข้ามาที่โต๊ะเพื่อจีบนางสาวนวลวรรณนั่งที่เบาะหน้า ประกอบกับได้ความตามบันทึกคำให้การของนางสาวนวลวรรณเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งจัดทำขึ้นในวันเกิดเหตุว่า ขณะเดินเข้าไปในผับที่ชั้น 3 ของร้านธนบุรีคาเฟ่ จำเลยเดินจับเอวผู้เสียหายเข้าไปย่อมบ่งชี้ว่า ผู้เสียหายและจำเลยพูดคุยกันจนรู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่อยู่ที่ร้าน ป.กุ้งเผา จนถึงร้านเกิดเหตุ อีกทั้งผู้เสียหายยังให้ความสนิทสนมและไว้ใจจำเลยให้ช่วยถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ตั้งแต่โดยสารรถแท็กซี่มาจนถึงร้านที่เกิดเหตุ แสดงให้เห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายอยู่กับจำเลยเป็นเวลานานเพียงพอที่หากจำเลยมีเจตนาทุจริตต้องการเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปจริง จำเลยก็คงไม่รอมากระทำการในผับซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ทั้งยังมีพนักงานบริการและพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งยากที่จะเอาไปและหลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย กรณีอาจเป็นไปได้ว่า ที่จำเลยดึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปจากกระเป๋ากระโปรงแล้วโยนทิ้งที่ชานพักบันไดไปนั้น ก็เพราะเกิดจากอารมณ์โกรธที่ได้ยินเสียงผู้ชายโทรศัพท์เข้ามาตามที่จำเลยนำสืบ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่า จำเลยเอาโทรศัพท์ เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปโดยเจตนาทุจริตเพื่อต้องการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายมาเป็นของตนอันจะเป็นความผิดตามฟ้อง แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยโยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายลงไปที่ชานพักบันได จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายอาจจะเกิดความเสียหายได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างไรตามที่ผู้เสียหายเบิกความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งแม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ก็ตาม แต่ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ก็มีความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงถือไม่ได้ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยหลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสนธยา สุราช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสุรศักดิ์ วิศิษฎ์สมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2554
#510283
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยโยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายลงไปที่ชานพักบันได จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายอาจจะเกิดความเสียหายได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ และแม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ แต่ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ก็มีความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยหลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลย ผู้เสียหายและนางสาวนวลวรรณ เพื่อนของผู้เสียหายไปเที่ยวที่ร้านธนบุรีคาเฟ่ ขณะที่นั่งในผับซึ่งอยู่ที่ชั้น 3 จำเลยดึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่เหน็บไว้ในกระเป๋ากระโปรงด้านหลังวิ่งลงมาแล้วโยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ลงบริเวณชานพักบันได และถูกพนักงานของร้านธนบุรีคาเฟ่จับตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาวรัตนา ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานและนางสาวนวลวรรณ เพื่อนของพยานไปทางอาหารที่ร้าน ป. กุ้งเผา จนกระทั่งเวลาประมาณ 24 นาฬิกา พบจำเลยซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเข้ามานั่งคุยกับนางสาวนวลวรรณ ต่อมาเวลา 24.15 นาฬิกา พยานและนางสาวนวลวรรณจะไปเที่ยวกันต่อที่ร้านธนบุรีคาเฟ่ จำเลยขอตามไปด้วย จึงพากันนั่งรถแท็กซี่ไปที่ร้านธนบุรีคาเฟ่เมื่อเข้าไปในผับที่ชั้น 3 ขณะที่กำลังหาที่นั่งจำเลยฉกฉวยโทรศัพท์เคลื่อนที่ของพยานแล้ววิ่งหนี พยานวิ่งตามและตะโกนขอความช่วยเหลือ จำเลยโยนโทรศัพท์ทิ้งที่ชานพักบันไดชั้น 3 แล้ววิ่งหนีลงไปชั้นล่างจนกระทั่งถูกจับตัวได้ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะเบิกความในทำนองว่าไม่รู้จักคุ้นเคยกับจำเลย แต่ก็ได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ขณะที่พยาน นางสาวนวลวรรณและจำเลยโดยสารรถแท็กซี่ไปร้านธนบุรีคาเฟ่ พยานนั่งคู่กับจำเลยที่เบาะหลังและให้จำเลยถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ การที่ผู้เสียหายกับจำเลยนั่งคู่กันที่เบาะหลังโดยให้นางสาวนวลวรรณซึ่งผู้เสียหายอ้างว่าจำเลยเข้ามาที่โต๊ะเพื่อจีบนางสาวนวลวรรณนั่งที่เบาะหน้า ประกอบกับได้ความตามบันทึกคำให้การของนางสาวนวลวรรณซึ่งจัดทำขึ้นในวันเกิดเหตุว่าขณะเดินเข้าไปในผับที่ชั้น 3 ของร้านธนบุรีคาเฟ่ จำเลยเดินจับเอวผู้เสียหายเข้าไปย่อมบ่งชี้ว่าผู้เสียหายและจำเลยพูดคุยกันจนรู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่อยู่ที่ร้าน ป. กุ้งเผาจนถึงร้านเกิดเหตุ อีกทั้งผู้เสียหายยังให้ความสนิทสนมและไว้ใจจำเลยให้ช่วยเหลือโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ตั้งแต่โดยสารรถแท็กซี่มาจนถึงร้านที่เกิดเหตุ แสดงให้เห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายอยู่กับจำเลยเป็นเวลานานเพียงพอที่หากจำเลยมีเจตนาทุจริตต้องการเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปจริง จำเลยก็คงไม่รอมากระทำการในผับซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ทั้งยังมีพนักงานบริการและพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ตามจุดต่างๆ ซึ่งยากที่จะเอาไปและหลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย กรณีอาจเป็นไปได้ว่า ที่จำเลยดึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปจากกระเป๋ากระโปรงแล้วโยนทิ้งที่ชานพักบันไดไปนั้น ก็เพราะเกิดจากอารมณ์โกรธที่ได้ยินเสียงผู้ชายโทรศัพท์เข้ามาตามที่จำเลยนำสืบ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปโดยเจตนาทุจริตเพื่อต้องการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายมาเป็นของตนอันจะเป็นความผิดตามฟ้อง แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยโยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายลงไปที่ชายพักบันได จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายอาจจะเกิดความเสียหายได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างไรตามที่ผู้เสียหายเบิกความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งแม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ก็ตาม แต่ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ก็มีความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวมอยู่ด้วยจึงถือไม่ได้ว่า ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยหลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 358
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสนธยา สุราช
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ