คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6351/2553
#501603
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาจำเลยจะให้การอย่างไรก็ได้ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ แม้ไม่ได้ให้การปฏิเสธเป็นประเด็นไว้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เพื่อให้ฟังได้ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีตรวจแบบการยื่นคำขอภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทเอส.เอส.บี.กรุ๊ป จำกัด ตามที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และผู้บังคับบัญชาได้รายงานขึ้นไปตามลำดับชั้นจนผู้อำนวยการกองตรวจและปฏิบัติการพิเศษสั่งให้รายงานผู้เสียหายและพิจารณาดำเนินคดีอาญา ต่อมากรมสรรพากรโดยรองอธิบดีซึ่งปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่แน่ชัดว่านับแต่อธิบดีกรมสรรพากรทราบเรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจนถึงวันร้องทุกข์ ยังไม่เกินกว่าสามเดือน ตาม ป.อ. มาตรา 96 หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนตาม ป.อ. มาตรา 96 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 80, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง บริษัทเอส.เอส.บี.กรุ๊ป จำกัด จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มว่าเป็นผู้ประกอบกิจการส่งออกและนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปรวมทั้งอุปกรณ์การแต่งกายได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนสิงหาคม 2537 ว่ามีสิทธิที่จะได้รับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนจากผู้เสียหาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานพยายามฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 80, 83 อันเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ แม้ในคำฟ้องโจทก์บรรยายว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าผู้เสียหายได้ทราบเรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อใด เพื่อที่จะได้รู้ว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในกำหนดสามเดือนหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาจำเลยจะให้การอย่างไรก็ได้ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ แม้ไม่ได้ให้การปฏิเสธเป็นประเด็นไว้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เพื่อให้ฟังได้ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีตรวจแบบการยื่นคำขอภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทเอส.เอส.บี.กรุ๊ป จำกัด ตามที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและผู้บังคับบัญชาได้รายงานขึ้นไปตามลำดับชั้นจนผู้อำนวยการกองตรวจและปฏิบัติการพิเศษสั่งให้รายงานผู้เสียหายและพิจารณาดำเนินคดีอาญา ต่อมากรมสรรพากรโดยรองอธิบดีซึ่งปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่แน่ชัดว่านับแต่อธิบดีกรมสรรพากรทราบเรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจนถึงวันร้องทุกข์ยังไม่เกินกว่าสามเดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติว่าผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเกินสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 341
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4
โจทก์ — (แขวงพระโขนง)
จำเลย — นายสุชิน กุมาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายนพรัตน์ สนั่นพานิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6341 -ที่ 6342/2553
#513526
เปิดฉบับเต็ม

การบอกเลิกสัญญาจ้างเพราะเหตุลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน กระทำความผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือขาดการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง เป็นการเลิกจ้างในสถานการณ์ปกติที่นายจ้างไม่ได้ประสบภาวะวิกฤติร้ายแรงในการประกอบกิจการ แต่หากนายจ้างต้องประสบภาวะวิกฤติร้ายแรงถึงขั้นความอยู่รอดของกิจการ นายจ้างก็มีสิทธิอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

จำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2541 ผลกำไรลดลง ต่อมาเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายนำเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลกระทบอย่างสำคัญต่อการประกอบธุรกิจการบินของจำเลย จำเลยต้องดำเนินการเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงทุกด้าน และมีความจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายสำหรับฐานบินในประเทศไทยด้วยซึ่งเป็นฐานบินขนาดเล็ก โดยลดพนักงานและเลิกจ้างลูกเรือทั้งหมด 38 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการเลิกจ้างในสถานการณ์ไม่ปกติ แม้ไม่ใช่สาเหตุมาจากลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน กระทำความผิด ขาดการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย หรือไม่ไปรับการรักษาพยาบาลตามที่จำเป็นดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในอุทธรณ์ จำเลยก็มีสิทธิยกเป็นเหตุเลิกจ้างได้ ทั้งจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าในการเลิกจ้างแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน ถูกต้องตามกฎข้อบังคับในการว่าจ้าง การบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ทั้งสองชอบแล้ว จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันกับคดีอีกเก้าสำนวน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ในระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 9 และที่ 11 ตกลงกับจำเลยได้ ศาลแรงงานกลางสั่งแยกคดีออกไปและพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 10 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เรียกโจทก์ใหม่ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับและคดีสำหรับโจทก์ที่ 3 ถึงที่สุดโดยคู่ความไม่อุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างเป็นเงิน 9,284,934 บาท 9,967,335.76 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามลำดับและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์คนละ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...การบอกเลิกสัญญาจ้างเพราะเหตุลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน กระทำความผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือขาดการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง เป็นการเลิกจ้างในสถานการณ์ปกติที่นายจ้างไม่ได้ประสบภาวะวิกฤติร้ายแรงในการประกอบกิจการ แต่หากนายจ้างต้องประสบภาวะวิกฤติร้ายแรงถึงขั้นความอยู่รอดของกิจการ นายจ้างก็มีสิทธิอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2541 ผลกำไรลดลง ต่อมาเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายนำเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ทำให้เกิดผลกระทบอย่างสำคัญต่อการประกอบธุรกิจการบินของจำเลยจำเลยต้องดำเนินการเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงทุกด้าน ได้แก่ ลดลูกเรือที่ปฏิบัติงานบนเครื่องบินเลิกจ้างพนักงาน 13,000 ตำแหน่ง ยกเลิกเที่ยวบินในเส้นทางไม่เหมาะสม ลดเงินเดือนพนักงานในระดับผู้บริหาร งดจ่ายโบนัสและไม่ขึ้นเงินเดือนแก่พนักงาน ปิดฐานบินหลายประเทศ และช่วงไตรมาสสุดท้ายของงบการเงินปี 2544 ถึง 2545 ผลประกอบกิจการขาดทุน 160,000,000 ปอนด์ คิดผลประกอบกิจการทั้งปีขาดทุน 110,000,000 ปอนด์ จำเลยจึงมีความจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายสำหรับฐานบินในประเทศไทยด้วยซึ่งเป็นฐานบินขนาดเล็ก โดยลดพนักงานในส่วนงานธุรการ พนักงานขาย พนักงานประจำสนามบิน พนักงานในส่วนงานวิศวกรรม และเลิกจ้างลูกเรือทั้งหมด 38 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการเลิกจ้างในสถานการณ์ไม่ปกติ แม้ไม่ใช่สาเหตุมาจากลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน กระทำความผิด ขาดการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย หรือไม่ไปรับการรักษาพยาบาลตามที่จำเป็นดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในอุทธรณ์ จำเลยก็มีสิทธิยกเป็นเหตุเลิกจ้างได้ ทั้งจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าในการเลิกจ้างแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน ซึ่งถูกต้องตามกฎข้อบังคับในการว่าจ้างตามเอกสารหมาย ล.5 ข้อ อี อาร์ 19, ข้อ 4 ที่กำหนดว่าการว่าจ้างพนักงานอาจยุติลงเพราะเหตุบริษัทปรับปรุงหน่วยงานอันเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนพนักงาน บริษัทจะแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนเลิกจ้างยาวนานกว่าระยะเวลาการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน ตามเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาจ้างที่โจทก์ทั้งสองอ้างในอุทธรณ์เสียอีก การบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ทั้งสองชอบแล้วจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาจ้างแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจันทร์จิรา ศุภชัยสาคร กับพวก
จำเลย — บริษัทการบินบริติชแอร์เวย์ พีแอลซี
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2553
#506616
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์เป็นผู้ขอให้ศาลนับโทษต่อจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องแถลงให้ศาลทราบว่าคดีอาญาอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้น ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ และลงโทษอย่างไร เพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจนับโทษต่อให้ตามคำขอของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่แถลงให้ศาลทราบ แม้คดีดังกล่าวจะอยู่ในศาลเดียวกันก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลต้องรู้เองและศาลไม่มีหน้าที่จะต้องไปตรวจสอบคดีนั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 นับโทษจำเลยต่อจากโจทก์ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1432/2548 ของศาลชั้นต้น และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคแรก, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 12 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1432/2548 หมายเลขแดงที่ 1884/2549 ของศาลชั้นต้น ริยอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ให้ลโทษฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบ จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน เมื่อลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อและริบอาวุธปืนของกลาง (ที่ถูก ไม่ริบอาวุธปืนของกลาง) โดยให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1884/2549 ของศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าศาลซึ่งมีคำพิพากษาคดีนี้และคดีดังกล่าวเป็นศาลเดียวกัน และความปรากฏแก่ศาลเองจึงนับโทษจำเลยต่อได้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ขอให้ศาลนับโทษต่อจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องแถลงให้ศาลทราบว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1432/2548 ของศาลชั้นต้น ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ และลงโทษอย่างไรเพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจนับโทษต่อให้ตามคำขอของโจทก์เมื่อโจทก์ไม่แถลงให้ศาลทราบ แม้คดีดังกล่าวจะอยู่ในศาลเดียวกันก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลต้องรู้เอง และศาลก็ไม่มีหน้าที่จะต้องไปตรวจสอบคดีนั้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่นับโทษจำเลยต่อนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายชัด คล้ำชานา
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6287/2553
#501586
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่า ผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้" ซึ่งข้อมูลที่ผู้กระทำความผิดให้ต่อเจ้าพนักงานตามที่บัญญัติไว้นั้น จะต้องมีลักษณะเป็นการนอกเหนือจากวิสัยที่เจ้าพนักงานจะสามารถค้นพบได้จากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และในการปราบปรามยาเสพติดให้โทษของเจ้าพนักงานต่อจากนั้นเป็นผลโดยตรงจากการให้ข้อมูลหรือเบาะแสที่สำคัญของผู้กระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความเพียงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า จำเลยที่ 1 รับจ้างจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะไปลำเลียงเมทแอมเฟตามีน จากสหภาพพม่าเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้คุ้มกัน ส่วนบันทึกคำรับสารภาพที่เขียนด้วยลายมือของตนเองก็กล่าวแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างจำเลยที่ 3 และที่ 4 เดินเข้าไปในสหภาพพม่าเพื่อลำเลียงเมทแอมเฟตามีน ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้เจ้าพนักงานตำรวจที่มาเบิกความต่างก็ยืนยันว่ามีการสืบสวนหาข่าวและทราบมาก่อนทั้งสิ้น อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ จากนั้นได้มีการวางแผนจับกุมและแกะรอยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จนกระทั่งจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ คำให้การของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้สมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 5, 6, 7 และริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และควรลดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ลงอีกหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่า ผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้" ซึ่งข้อมูลที่ผู้กระทำความผิดให้ต่อเจ้าพนักงานตามที่บัญญัติไว้นั้น จะต้องมีลักษณะเป็นการนอกเหนือจากวิสัยที่เจ้าพนักงานจะสามารถค้นพบได้จากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และในการปราบปรามยาเสพติดให้โทษของเจ้าพนักงานต่อจากนั้น เป็นผลโดยตรงจากการให้ข้อมูลหรือเบาะแสที่สำคัญของผู้กระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความแต่เพียงว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมตัว จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะไปลำเลียงเมทแอมเฟตามีนจากสหภาพพม่าเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้คุ้มกันและนำทาง ส่วนบันทึกคำรับสารภาพที่เขียนด้วยลายมือของตนเองก็กล่าวแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างจำเลยที่ 3 และที่ 4 เดินเข้าไปในสหภาพพม่าเพื่อลำเลียงเมทแอมเฟตามีน ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้เจ้าพนักงานตำรวจที่มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลต่างก็ยืนยันว่าได้มีการสืบสวนหาข่าวและทราบมาก่อนทั้งสิ้นอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ จากนั้นได้มีการวางแผนจับกุมและแกะรอยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2547 จนกระทั่งจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2547 คำให้การของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้สมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกพันธุ์หรือเอกหรือเอกพันธ์ แซ่มั่ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6285 -ที่ 6286/2553
#502446
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 และมาตรา 27 มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับเงินหรือทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำผิดว่าจะต้องระบุว่าเป็นเงินจำนวนเท่าใดแน่นอนลงไป ดังนั้น โจทก์จึงไม่จำเป็นที่ต้องบรรยายถึงจำนวนเงินที่เหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากในคำร้อง แต่เป็นรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณา คำร้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและยื่นคำร้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 ริบของกลาง บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 51/2544 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และขอให้ริบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จำนวน 8 รายการ ตามเอกสารท้ายคำร้องตามพระราชบัญญัติมาตการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 450,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม สำหรับจำเลยที่ 1 ประกอบมาตรา 52 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 300,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 51/2544 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 2 ถึงที่ 6 ตามเอกสารท้ายคำร้องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 1 และที่ 7 ตามเอกสารท้ายคำร้องให้คืนแก่จำเลยที่ 1 และให้ยกคำร้องขอของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ ม.157/2546 เฉพาะส่วนทรัพย์สินรายการที่ 8

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 370 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย และให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 8 ตามเอกสารท้ายคำร้องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 ให้คำนิยามคำว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด หมายความว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ซื้อหรือกระทำไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้เงินหรือทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นโอนไปเป็นของบุคคลอื่นหรือปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตามและมาตรา 27 บัญญัติว่า เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง และทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้นโดยจะยื่นคำร้องไปพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้... ดังนั้น โจทก์จึงไม่จำเป็นที่ต้องบรรยายถึงจำนวนเงินที่เหลืออยู่ในบัญชีดังกล่าวในคำร้องแต่เป็นรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณา คำร้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 22 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสิรินาฎ แสงวิสุทธิสิงห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเพ็ง เพ็งนัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายปกิต สุวรรณพรหม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2553
#507413
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ดมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด และจะคำนวณตามรายงานการตรวจพิสูจน์เทียบเคียงว่า เมทแอมเฟตามีน 5,185 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 142.226 กรัม เมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด จึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม หาได้ไม่ ต้องถือว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสอง), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำคุกคนละตลอดชีวิต เนื่องจากจำเลยที่ 3 ที่ 4 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ที่ 4 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 15 วัน รวมโทษจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ให้ริบเมทแอมเฟตามีน รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บฉ 3163 พิษณุโลก รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บท 5520 เพชรบูรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่และกระเป๋ามีหูหิ้วของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน กนษ พิจิตร 871 กระเป๋าสตางค์หนังสีดำ และเงินสด 7,200 บาท ให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับในอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คดีคงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในส่วนนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งฎีกาว่าจำเลยที่ 3 เป็นสามีของจำเลยที่ 4 โดยทั้งสองรับราชการเป็นครู ตามวันเวลาและสถานที่ เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 5,185 เม็ด กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 3 นัด กระเป๋าหูหิ้วสีเขียว 1 ใบ ที่รัดผมผู้หญิงสีดำ 1 อัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 2 เครื่อง รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน บฉ 3163 พิษณุโลก รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บท 5520 เพชรบูรณ์ และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน กนษ พิจิตร 871 กับกระเป๋าสตางค์หนังสีดำ 1 ใบพร้อมเงิน 7,200 บาท เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ในส่วนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ให้ริบแมทแอมเฟตามีน รถยนต์กระบะ โทรศัพท์เคลื่อนที่และกระเป๋าหู้หิ้วของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ กระเป๋าสตางค์หนังสีดำและเงินสด 7,200 บาท ให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และให้คืนเจ้าของ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสองแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3,985 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีสิบตำรวจโทปริญญาเบิกความว่า หลังจากวางแผนจับกุมแล้วพยานไปซุ่มอยู่ที่บริเวณบ่อน้ำหลังบ้านเกิดเหตุ ก่อนจับกุมพยานเห็นรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นั่งขับเข้ามาจอดที่บริเวณหลังบ้านเกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงจากรถเดินไปที่บ้านเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 4 ถือกระเป๋าพลาสติกแบบมีหูหิ้วไปด้วย ต่อมาเมื่อพันตำรวจตรีเข็มชาติ นำหมายค้นของศาลชั้นต้นมาถึงบ้านเกิดเหตุ พันตำรวจตรีเข็มชาติและพยานกับพวกจึงเข้าไปในบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งนั่งล้อมวงกันอยู่กลางบ้านได้แยกย้ายกันวิ่งหนีโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 วิ่งไปทางหลังบ้าน ส่วนจำเลยที่ 4 ถือกระเป๋าวิ่งเข้าไปในห้องน้ำภายในห้องนอนซึ่งจำเลยที่ 3 นอนอยู่ แล้วจำเลยที่ 4 พยายามกดกระเป๋าหูหิ้วดังกล่าวให้จมน้ำในถังน้ำ พยานตามเข้าไปแย่งกระเป๋าหูหิ้วจากจำเลยที่ 4 แล้วเทน้ำออกตรวจดูพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้าซุกซ่อนอยู่ในกล่องนมยี่ห้อแลคตาซอยจำนวน 3 กล่อง และกล่องนมยี่ห้อดัชมิลล์อีก 1 กล่องตรวจนับได้ 3,985 เม็ด พยานกับพวกจึงจับกุมจำเลยทั้งสี่โดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่ารับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3,985 เม็ด ของกลางจากอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 4 จะให้การปฏิเสธ แต่จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 4 รู้ว่าสิ่งของที่ใส่อยู่ในกระเป๋าหูหิ้วเป็นเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจึงพยายามหลบหนีและทำลายเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อมิให้มีพยานหลักฐานที่จะดำเนินคดีจำเลยที่ 4 กับพวกได้ ทั้งจำเลยที่ 3 เป็นสามีจำเลยที่ 4 เดินทางไปบ้านเกิดเหตุด้วยกัน ประกอบกับเมื่อถูกจับกุมจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และชั้นสอบสวนก็ให้การรับสารภาพทั้งพาพนักงานสอบสวนไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและถ่ายรูปไว้ตามบันทึกการจับกุม บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา บันทึกและภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งเป็นการให้การทันทีหลังถูกจับกุม จำเลยที่ 3 ไม่มีโอกาสแต่งเติมบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ต่างไปเชื่อว่าเป็นการให้การตามความจริง ขณะเกิดเหตุแม้เป็นเวลากลางคืนแต่ภายในบ้านก็มีแสงไฟฟ้าส่องสว่างเพราะขณะเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 นั่งล้อมวงอยู่ที่กลางบ้านพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 และที่ 4 เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเหตุที่จำเลยที่ 3 ยอมรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะหลงเชื่อตามคำเกลี้ยกล่อมของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 มีอายุ 44 ปี และรับราชการเป็นครู เป็นผู้ที่พร้อมด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ ทั้งความผิดที่ถูกจับกุมกล่าวหาเป็นความผิดอาญาที่มีโทษร้ายแรง หากจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดย่อมเป็นการยากที่วิญญูชนเยี่ยงจำเลยที่ 3 จะยอมรับสารภาพ ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 จึงขัดต่อเหตุผลความเป็นจริง และที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนกับพาไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับขู่เข็ญนั้น จำเลยที่ 3 เพิ่งยกขึ้นอ้างในฎีกาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มิได้ยกข้ออ้างนี้ถามค้านพยานผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด พยานโจทก์ที่เกี่ยวข้องจึงไม่มีโอกาสชี้แจงหรือโต้แย้งคัดค้านได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวไม่มีน้ำหนักรับฟัง สำหรับจำเลยที่ 4 ที่อ้างว่า ขณะวิ่งหลบหนีจำเลยที่ 4 วิ่งตามจำเลยที่ 1 ไปทางหลังบ้านไม่ได้วิ่งเข้าไปในห้องน้ำ และขณะวิ่งหนีจำเลยที่ 4 ไม่ได้ถือกระเป๋าหรือวัตถุสิ่งใดติดมือไปด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 มีเพียงตัวจำเลยที่ 4 เป็นพยานเบิกความ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน และตามบันทึกการจับกุมซึ่งจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับรองว่าถูกต้อง จำเลยที่ 4 กลับให้การว่าจำเลยที่ 4 หิ้วกระเป๋าของกลางหลบหนีเข้าไปในห้องน้ำและนำกระเป๋าดังกล่าวทิ้งลงไปในถังซึ่งมีน้ำ ขัดแย้งกับข้ออ้างของจำเลยที่ 4 ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ส่วนที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันแก่เจ้าของ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยให้คืนรถยนต์ของกลางทั้งสองคันแก่เจ้าของนั้น เห็นว่า เป็นข้อผิดหลง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง สำหรับข้ออ้างอื่นในฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นข้อปลีกย่อยและไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวนเกินกว่าที่จะมีไว้เพื่อเสพเอง หากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ก็เชื่อว่ามีปริมาณเกินกว่า 20 กรัม นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ก็เชื่อว่ามีปริมาณเกินกว่า 20 กรัม นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าเมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด และจะคำนวณตามรายงานการตรวจพิสูจน์เทียบเคียงว่า เมทแอมเฟตามีน 5,185 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 142,226 กรัม เมทแอมเฟตามีน 3,985 เม็ด จึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม หาได้ไม่ต้องถือว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง แต่ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และใช้ข้อความใหม่แทน โดยมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายรวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นข้าราชการต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ลงโทษจำคุกคนละ 45 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 30 ปี ให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และให้คืนรถยนต์กระบะทั้งสองคันของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายอนันต์ อ่อนเอี่ยม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
อิศเรศ ชัยรัตน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6227/2553
#506593
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์และส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่โจทก์แต่เจ้าหน้าที่ศาลได้จ่ายหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์เพื่อส่งให้แก่โจทก์ทางไปรษณีย์โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่โจทก์ เชื่อว่าโจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา ถือว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยที่ยังไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์มีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ และถือได้ว่าเป็นกรณีไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภว 3410 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางวันเพ็ญ ในประเภทรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสิ้นเชิง มีอายุกรมธรรม์คุ้มครองตามสัญญาประกันภัย 1 ปี จำเลยที่ 2 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์จนก่อให้เกิดเหตุในคดีนี้ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน พวษ กท 298 และเป็นตัวการของจำเลยที่ 1 มอบหมายสั่งการให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปในขณะเกิดเหตุเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของตนหรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2548 เวลาประมาณ 00.50 นาฬิกา ขณะที่นายศรราม ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภว 3410 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเอาประกันภัยไว้แก่โจทก์มาตามถนนพุทธมณฑลสาย 4 จากด้านกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าไปถนนเพชรเกษมด้วยความระมัดระวังและด้วยความเร็วไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุจุดกลับรถหน้าโรงเรียนเทพนิมิตร ขณะนั้นมีรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน พวษ กท 298 ขับโดยจำเลยที่ 1 มีนายนาวิน โดยสารมาด้วย จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเข้ามาในช่องกลับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังกลับรถตัดหน้ารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกันจำเลยที่ 1 และนายนาวินได้รับบาดเจ็บ รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าวให้อยู่ในสภาพดีใช้การได้เหมือนเดิมและส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ ค่าแรง และค่าอะไหล่รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 23,666 บาท โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 24,849 บาท และดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน พวษ กท 298 ของจำเลยที่ 3 ด้วยความระมัดระวัง เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของนายศรรามซึ่งขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภว 3410 กรุงเทพมหานคร ด้วยความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ต่อมานายศรรามได้แถลงต่อศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวว่า ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนของรถยนต์ที่ถูกจำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชน ทำให้สิทธิของผู้เอาประกันภัยระงับไป โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิได้ตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำการใดๆ แทน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การ คงขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเพียงประเด็นเดียวว่า เมื่อนายศรรามผู้เสียหายปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วทำให้หนี้ในมูลละเมิดระงับไปและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 24,849 บาท และดอกเบี้ย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขอนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่โจทก์ ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ว่า เจ้าหน้าที่ศาลได้จ่ายหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์เพื่อส่งให้แก่โจทก์ทางไปรษณีย์ โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่โจทก์แต่อย่างใด ประกอบกับโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ระบุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเชื่อว่าโจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา ถือว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ โดยที่ยังไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์มีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ และถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ใหม่ให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากคดีนี้ได้พ้นระยะเวลาที่โจทก์จะยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้วจึงเห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นคำคัดค้านไว้ด้วย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ โดยกำหนดไว้ในหมายนัดว่า หากโจทก์จะคัดค้านคำร้องดังกล่าวก็ให้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัยจำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอนุวัฒน์ กิจเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6167/2553
#510173
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปในที่ดินของ อ. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีรั้วล้อมรอบโดยตัดโซ่คล้องประตูรั้ว แม้มีเจตนาจะเข้าไปนำรถยนต์พิพาทซึ่งยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 2 แล้วหรือยังเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ที่จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งจอดอยู่ในที่ดินดังกล่าวออกไป จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมาย จำเลยไม่มีอำนาจกระทำโดยพลการด้วยการตัดโซ่คล้องประตูรั้วล้อมรอบที่ดินของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการล่วงล้ำอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นการเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 โดยปกติสุขมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยตัดโซ่คล้องประตูเหล็กที่มีกุญแจล็อก ซึ่งเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์จนเสียหาย แล้วเปิดประตูบุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 16389 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของนางอรวรรณ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่มีเหตุอันควร และไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 โดยปกติสุข แล้วลักเอารถยนต์โดยสารไม่ประจำทางหมายเลขทะเบียน 30 - 0061 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน ราคา 450,000 บาท ของนายกอบชัย ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเก็บรักษาไว้ในบริเวณที่ดินดังกล่าวไป จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 362

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) วรรคแรก, 362 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเพียงแต่เข้าไปในที่ดินของผู้เสียหายเพื่อติดตามเอารถยนต์กลับคืนมาเท่านั้น มิได้เอาทรัพย์สินอื่นหรือทำให้เกิดความเสียหายอื่นใดแก่ผู้เสียหาย จึงเป็นพฤติการณ์ที่ไม่ร้ายแรง จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เค.เอ็กซ์เพรส ซึ่งประกอบกิจการขนส่งประเภทไม่ประจำทาง ปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล. 1 รถยนต์โดยสารไม่ประจำทางหมายเลขทะเบียน 30 - 0061 กรุงเทพมหานคร ที่พิพาทคดีนี้มีชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เค.เอ็กซ์เพรส เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และรับอนุญาตเป็นผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง ปรากฏตามสำเนารายงานการจดทะเบียนเอกสารหมาย ล. 9 และสำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่งเอกสารหมาย ล. 4 เดิมนายกอบชัย ผู้เสียหายที่ 2 เช่ารถยนต์พิพาทมาประกอบการขนส่งในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เค.เอ็กซ์เพรส โดยทำสัญญาเช่ากันไว้เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2528 ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล. 2 ต่อมาระหว่างปี 2535 ถึง 2537 ผู้เสียหายที่ 2 ตกลงซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เค.เอ็กซ์เพรส โดยชำระเงินครั้งแรก 200,000 บาท ที่เหลือตกลงผ่อนชำระโดยจำเลยได้มอบเอกสารชุดโอนลอยให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 ปรากฏตามเอกสารชุดโอนลอย (หนังสือมอบอำนาจแบบเรื่องราวขอโอนและรับโอน สำเนาบัตรประชาชนของจำเลยและหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เค.เอ็กซ์เพรส และรายการจดทะเบียนรถยนต์) หมาย จ. 2 (10 ฉบับ) ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2545 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยได้นำรถยนต์พิพาทซึ่งจอดอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16389 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของนางอรวรรณ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของผู้เสียหายที่ 2 ออกไปโดยตัดโซ่คล้องประตูรั้วล้อมรอบที่ดินดังกล่าวแล้วจำเลยโทรศัพท์แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ วันที่ 16 ธันวาคม 2545 เวลา 9 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 ไปที่เกิดเหตุและโทรศัพท์ติดต่อจำเลยให้นำรถยนต์พิพาทมาคืน จำเลยบอกว่ารถยนต์พิพาทเป็นของจำเลยไม่ยอมคืน วันที่ 20 มกราคม 2546 ผู้เสียหายที่ 2 จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรี กล่าวหาว่าลักรถยนต์พิพาทและบุกรุก โดยผู้เสียหายที่ 1 มอบอำนาจให้ผู้เสียหายที่ 2 ร้องทุกข์ในข้อหาบุกรุก ปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ. 6 และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 5 วันที่ 30 มกราคม 2546 จ่าสิบตำรวจสถาพร ได้ยึดรถยนต์พิพาทมาเป็นของกลาง คดีนี้ปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ. 8 และบันทึกการยึดรถยนต์พิพาทเอกสารหมาย จ. 9 วันที่ 23 กรกฎาคม 2546 จำเลยมอบตัวต่อพันตำรวจตรีเฉลิมยศ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรี ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมาย จ. 17 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์และจำเลยนำสืบโต้แย้งกันว่า กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทเป็นของโจทก์แล้วหรือไม่ โดยผู้เสียหายที่ 2 เบิกความเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 ว่า พยานซื้อรถยนต์พิพาทในราคา 450,000 บาท มอบเงินให้จำเลยเรียบร้อย จำเลยมอบเอกสารชุดโอนลอยหมาย จ. 2 (10 ฉบับ) ให้แก่จำเลยและตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานจ่ายเงินค่าซื้อรถยนต์พิพาทครบถ้วนโดยแยกจ่าย 2 ครั้ง ครั้งแรกจ่ายเป็นเงินสดที่บ้านของจำเลยส่วนที่เหลือจ่ายภายหลัง แต่ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 357/2547 ของศาลแพ่งธนบุรี เอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 3 ซึ่งมีเจ้าพนักงานศาลยุติธรรม 6 ประจำศาลแพ่งธนบุรีรับรองความถูกต้อง ทั้งโจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้าน ซึ่งปรากฏข้อความที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2549 (หลังจากคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2547) ว่าพยานซื้อรถยนต์พิพาทในราคา 350,000 บาท ชำระเงินงวดแรก 200,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนรายเดือนประมาณเดือนละ 15,000 บาท พยานได้รับชุดโอนลอยราวปี 2532 ถึง 2533 และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะรับชุดโอนลอยยังชำระราคารถยนต์พิพาทไม่ครบชำระส่วนแรก 200,000 บาท ดังนี้เห็นได้ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ในคดีนี้ และในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 357/2547 ของศาลแพ่งธนบุรี แตกต่างกันเอาแน่นอนไม่ได้ว่ารถยนต์พิพาทตกลงซื้อกันในราคาเท่าใด และการชำระราคาส่วนที่เหลือจากชำระราคาครั้งแรก 200,000 บาท นั้นชำระอีกครั้งเดียวหรือผ่อนเป็นรายเดือน ทั้งผู้เสียหายที่ 2 ไม่มีหลักฐานการชำระเงินว่าชำระครบถ้วนแล้ว คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยเบิกความว่าจำเลยตกลงขายรถยนต์แก่ผู้เสีหายที่ 2 ในราคา 400,000 บาท ชำระครั้งแรก 200,000 บาท ที่เหลือผู้เสียหายชำระเป็นเช็คล่วงหน้า 4 ฉบับ ฉบับละ 16,500 บาท ธนาคารจ่ายเงินตามเช็ค 2 ฉบับ ส่วนอีก 2 ฉบับ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน พยานแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ ตามสำเนาภาพถ่ายรายการหนี้สินระหว่างจำเลย และผู้เสียหายที่ 2 เอกสารหมาย ล. 8 (15 ฉบับ) การซื้อขายรถยนต์โดยสารไม่ประจำทางต้องมีสัญญาซื้อขาย เจ้าหน้าที่จึงจะดำเนินการให้ แต่การซื้อขายรถยนต์พิพาทไม่มีสัญญาซื้อขาย พยานตกลงกับผู้เสียหายที่ 2 ว่าจะโอนรถยนต์พิพาทให้ผู้เสียหายที่ 2 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ชำระค่ารถยนต์พิพาทแก่พยานครบถ้วนแล้ว คำเบิกความของพยานเป็นทำนองเดียวกับคำให้การชั้นสอบสวนของพยานเอกสารหมาย จ. 17 ซึ่งระบุว่าให้การเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2536 และสอดคล้องกับเอกสารหมาย ล. 8 ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 โดยเฉพาะเอกสารหมาย ล. 8 ฉบับที่ 1 ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ลายมือชื่อที่วงกลมไว้เป็นลายมือชื่อของพยาน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลย นอกจากนี้เอกสารหมาย ล. 8 ฉบับที่ 2 ก็ปรากฏลายมือชื่อผู้จ่ายใต้ข้อความผ่านเช็คงวดที่ 1 และที่ 2 จำนวนฉบับละ 16,500 บาท ไม่ผ่านเช็คงวดที่ 3 และที่ 4 จำนวนฉบับละ 16,500 บาท ซึ่งมีลักษณะลีลาการเขียนเช่นเดียวกับลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 เชื่อได้ว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานเคยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยตามสำเนาบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย ล. 8 (ระบุว่าฝากเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และ 26 สิงหาคม 2545 จำนวน 10,000 บาท และ 3,000 บาท) แสดงให้เห็นว่าในปี 2545 ผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยยังมีหนี้สินค้างชำระกันอยู่ ประกอบกับเมื่อจำเลยไปเอารถยนต์พิพาทแล้วก็ได้แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบทันที พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าขณะที่จำเลยไปเอารถยนต์พิพาทมานั้น กรรมสิทธิ์โอนเป็นของผู้เสียหายที่ 2 แล้วหรือยังเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เค.เอ็กซ์เพรส จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เค.เอ็กซ์เพรส ไปเอารถยนต์พิพาทมาจึงถือไม่ได้ว่ามีเจตนาทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 16389 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของนางอรวรรณ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีรั้วล้อมรอบโดยตัดโซ่คล้องประตูรั้ว แม้เจตนาจะนำรถยนต์พิพาทซึ่งยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 2 แล้วหรือยังเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เค.เอ็กซ์เพรส ดังวินิจฉัยข้างต้นออกไป จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมาย จำเลยไม่มีอำนาจกระทำโดยพลการตัดโซ่คล้องประตูรั้วล้อมรอบที่ดินของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการล่วงล้ำอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 โดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ตามฟ้องฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ปรับ 1,000 บาท ยกฟ้องฐานลักทรัพย์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายชาญวิชญ์ พัฒน์ศิริพันธ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6158/2553
#501580
เปิดฉบับเต็ม

พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา16 (3) บัญญัติให้คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. มีอำนาจหน้าที่กำหนดวิธีการชำระบัญชีและขายทรัพย์สินของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ซึ่งต่อมา ปรส. ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ออกประกาศลงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 เรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการขายสินทรัพย์หลักของสถาบันการเงินที่ไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินงานได้จำนวน 56 ซึ่งสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม ซี ซี จำกัด (มหาชน) เป็นสินทรัพย์หลักของบริษัทหนึ่งในจำนวน 56 บริษัทดังกล่าว และประกาศดังกล่าว ข้อ 2.1 ระบุว่าการจำหน่ายสินทรัพย์หลัก ให้กระทำโดยวิธีเปิดเผย หรือวิธีการอื่นตามที่ ปรส. กำหนด เมื่อพิจารณาประกาศดังกล่าวต่อไปมีข้อความระบุถึงผู้ประมูลและผู้ซื้อสินทรัพย์หลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 3.2 ระบุว่า ผู้ประมูลและผู้ซื้อสินทรัพย์หลักต้องมีฐานะและสิทธิตามกฎหมายและมีศักยภาพทางการเงินเหมาะสมเพียงพอแก่การเข้าร่วมกระบวนการจำหน่ายสินทรัพย์ โดยที่ ปรส. มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลและผู้ซื้อ และในข้อ 4.1.5 (2) ระบุว่า หากผู้ชนะการประมูลต้องการโอนสิทธิที่จะทำสัญญาขายมาตรฐานให้ผู้อื่น ผู้ชนะการประมูลจะต้องให้การค้ำประกันที่ไม่อาจเพิกถอนได้ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำสัญญาขายมาตรฐาน ความข้อนี้สอดคล้องกับสัญญาซื้อขายข้อ 13 (8) ที่ว่า ผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องร่วมการประมูลและไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชนะการประมูล อีกทั้งผู้ซื้อเพียงแต่รับมอบสิทธิที่จะเข้าทำสัญญาซื้อขายเท่านั้น โจทก์จึงสามารถเข้าเป็นผู้ซื้อในสัญญาซื้อขาย ที่ทำกับ ปรส. ได้ โดยสัญญาซื้อขายดังกล่าวรวมถึงการขายสินเชื่อที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ค้างชำระแก่บริษัทเจ้าหนี้เดิมด้วย อีกทั้งในขณะทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวโจทก์จดทะเบียนมีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,823,427.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินกู้จำนวน 3,051,738.05 บาท และของต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 7,978.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ 3,269,534.37 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 3,051,738.05 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 และร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ทดรองจ่ายจำนวน 7,978.99 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 เมษายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดห้องชุดเลขที่ 100/237 ชั้น 19 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดเดอะ วอเตอร์ฟอร์ด พาร์ค คอนโดมิเนียม ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 8212, 8213, 8401, 14772 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอคลองเตย (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมแทนโจทก์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม ซี ซี จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทหนึ่งในจำนวน 56 บริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและชำระบัญชีขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (เรียกโดยย่อว่า ปรส.) ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด มอบอำนาจให้บริษัทสำนักกฎหมายสหการ จำกัด โดยนายสมหมาย กรรมการผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2536 จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม ซี ซี จำกัด (มหาชน) บริษัทเจ้าหนี้เดิม จำนวน 3,375,000 บาท โดยได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่บริษัทเจ้าหนี้เดิมตามประกาศของบริษัทเจ้าหนี้เดิมในอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คิดจากลูกค้ากู้เบิกเงินเกินบัญชีบวกกับอัตราร้อยละ 1 รวมเป็นอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และยอมให้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของบริษัทเจ้าหนี้เดิม ในกรณีผิดนัดชำระหนี้ยินยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศของบริษัทเจ้าหนี้เดิมในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี กำหนดชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 27 ตุลาคม 2551 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน โดยจำเลยทั้งสองจำนองห้องชุดตามฟ้องเป็นประกัน ตามหนังสือสัญญาจำนองห้องชุดเป็นประกัน โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยทั้งสองยอมรับผิดในส่วนที่ขาด จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่บริษัทเจ้าหนี้เดิมเพียงบางส่วน แล้วผิดนัดชำระหนี้แก่บริษัทเจ้าหนี้เดิมนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 โดยเป็นต้นเงิน 3,051,738.05 บาท และดอกเบี้ย 217,796.32 บาท เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสินเชื่อของบริษัทเจ้าหนี้เดิมซึ่งรวมทั้งหนี้สินคดีนี้จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ตามสัญญาซื้อขาย หลังจากนั้นโจทก์ออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยในทรัพย์สินจำนองแทนจำเลยทั้งสองไปจำนวน 7,978.99 บาท

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ของบริษัทเจ้าหนี้เดิม จึงไม่ใช่คู่สัญญากับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ในการทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ของบริษัทเจ้าหนี้เดิม และไม่ใช่ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เห็นว่าพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 16 (3) บัญญัติให้คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. มีอำนาจหน้าที่กำหนดวิธีการชำระบัญชีและขายทรัพย์สินของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ออกประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 เรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการขายสินทรัพย์หลักของสถาบันการเงินที่ไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินงานได้จำนวน 56 บริษัท ซึ่งสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็ม ซี ซี จำกัด (มหาชน) เป็นสินทรัพย์หลักของบริษัทหนึ่งในจำนวน 56 บริษัทดังกล่าว และประกาศดังกล่าว ข้อ 2.1 ระบุว่าการจำหน่ายสินทรัพย์หลัก ให้กระทำโดยวิธีเปิดเผย หรือวิธีการอื่นตามที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) กำหนด เมื่อพิจารณาประกาศดังกล่าวต่อไปมีข้อความระบุถึงผู้ประมูลและผู้ซื้อสินทรัพย์หลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 3.2 ระบุว่า ผู้ประมูลและผู้ซื้อสินทรัพย์หลักต้องมีฐานะและสิทธิตามกฎหมายและมีศักยภาพทางการเงินเหมาะสมเพียงพอแก่การเข้าร่วมกระบวนการจำหน่ายสินทรัพย์ โดยที่ ปรส. มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลและผู้ซื้อ และในข้อ 4.1.5 (2) ระบุว่า หากผู้ชนะการประมูลต้องการโอนสิทธิที่จะทำสัญญาขายมาตรฐานให้ผู้อื่น ผู้ชนะการประมูลจะต้องให้การค้ำประกันที่ไม่อาจเพิกถอนได้ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำสัญญาขายมาตรฐาน ความข้อนี้สอดคล้องกับสัญญาซื้อขาย ข้อ 13 (8) ที่ว่า ผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องร่วมการประมูลและไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชนะการประมูล อีกทั้งผู้ซื้อเพียงแต่รับมอบสิทธิที่จะเข้าทำสัญญาซื้อขายเท่านั้น โจทก์จึงสามารถเข้าเป็นผู้ซื้อในสัญญาซื้อขาย ที่ทำกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ได้ โดยสัญญาซื้อขายดังกล่าวรวมถึงการขายสินเชื่อที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ค้างชำระแก่บริษัทเจ้าหนี้เดิมด้วย อีกทั้งในขณะทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวโจทก์จดทะเบียนมีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 16 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้
จำเลย — นางสาวเพ็ญศรี มุ่งเพียรสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวิทย์ ทวีชุมพล
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2553
#506615
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจะโอนไปเป็นของผู้ซื้อทรัพย์ก็ต่อเมื่อมีการนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น และในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นจะต้องมีการตีราคาหรือประเมินราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและต้องถือว่าราคาประเมินที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นเงินที่ได้พึงประเมินของเจ้าของที่ดินอันตกเป็นภาระที่ต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้อีกด้วย ฉะนั้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดจึงเป็นภาระภาษีของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิได้รับคืนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพียงเท่าที่มีอยู่หลังจากหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของจำเลยทั้งสองเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โดยประเมินราคาไว้เป็นเงิน 4,209,800 บาท ต่อมาในการขายทอดตลาดครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีตกลงเคาะไม้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 2,110,000 บาท และผู้ซื้อทรัพย์ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันเดียวกันโดยมีข้อความปรากฏในตอนท้ายของหนังสือซื้อขายว่า "ตามสัญญาผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธินำใบเสร็จรับเงินที่มีการชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย มาขอคืนภาษีได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์ หากไม่มาขอคืนภาษีภายในกำหนดจะถือว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่ติดใจขอคืนภาษีดังกล่าว" ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2548 ผู้ซื้อทรัพย์ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 ดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม โดยเจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาเป็นเงิน 30,070,000 บาท ในการนี้ผู้ซื้อทรัพย์ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 2,960,500 บาท แล้ว ในวันเดียวกันนั้นผู้ซื้อทรัพย์นำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรมาขอคืนเงินภาษีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวไปยังโจทก์และจำเลยทั้งสองว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะคืนเงินภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งจะยังผลให้โจทก์ไม่ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดเลยหากจะโต้แย้งคัดค้านในการคืนเงินภาษีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้โจทก์จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาล

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านการคืนภาษีของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ระงับการคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์

ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ในการให้คืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ในกรณีนี้ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลในการที่จะสั่งให้คืนภาษีหรือไม่คืนภาษีได้ ให้ยกคำร้องของโจทก์ จำเลยที่ 1 และผู้ซื้อทรัพย์

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าภาษีเงินได้หลังจากหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตามแต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจะโอนไปเป็นของผู้ซื้อทรัพย์ก็ต่อเมื่อมีการนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น และในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นจะต้องมีการตีราคาหรือประเมินราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและต้องถือว่าราคาประเมินที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินของเจ้าของที่ดินอันตกเป็นภาระที่ต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้อีกด้วย ฉะนั้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดจึงเป็นภาระภาษีของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิได้รับคืนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพียงเท่าที่มีอยู่หลังจากหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 322
ป.รัษฎากร ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายนิทัศน์ สุสัณฐิตพงษ์
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ จิตรประทักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6150/2553
#501943
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์โดยสารไม่ประจำทางคันเกิดเหตุ มีความรับผิดต้องชดใช้ค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 3 ยื่นกรมธรรม์ประกันภัยประกอบคำแถลงต่อศาล ซึ่งปรากฏว่าเป็นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกันกับที่โจทก์อ้าง หากแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากกรมธรรม์ประกันภัยของโจทก์ระบุความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในเรื่องค่ารักษาพยาบาลไว้ในแผ่นที่ 2 ว่า "จำนวนเงินจำกัดความรับผิดแต่ละครั้งเกินกว่าจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับมาแล้วตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ถึง 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน" แม้จำเลยที่ 3 จะขาดนัดพิจารณาและยื่นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเอกสารสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าว โดยถือว่าเป็นพยานของศาลเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,197,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,114,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 166,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2543 ถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสอง (ที่ถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3) ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 286,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นในนามของโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์โดยสารไม่ประจำทางคันเกิดเหตุ มีความรับผิดต้องชดใช้ค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่เมื่อพิจารณาตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารที่โจทก์อ้างส่งดังกล่าวประกอบกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 ยื่นประกอบคำแถลงฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 ปรากฏว่าเป็นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกันกับที่โจทก์อ้างหากแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากกรมธรรม์ประกันภัยของโจทก์ระบุความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในเรื่องค่ารักษาพยาบาลไว้ในแผ่นที่ 2 ว่า "จำนวนเงินจำกัดความรับผิดแต่ละครั้งเกินกว่าจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับมาแล้วตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ถึง 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน" แม้จำเลยที่ 3 จะขาดนัดพิจารณาและยื่นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแต่ศาลเห็นว่า เป็นเอกสารสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวโดยถือว่าเป็นพยานของศาลเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้ายและเมื่อปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ไปบ้างแล้วเป็นเงิน 42,000 บาท จำเลยที่ 3 จึงยังคงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 58,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์เป็นเงิน 286,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 266,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 58,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ สำหรับค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลชั้นต้นในนามของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอำพร สว่างอรุณ
จำเลย — นายสงบ สุขทันมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอรุณ น้าประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
มานัส เหลืองประเสริฐ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6124/2553
#506592
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 25 วรรคหนึ่งและมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เป็นการกำหนดขั้นตอนในการตรวจสอบการกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้ประชาชนที่ถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย

โจทก์ฟ้องคดีเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันราคาลดลงและค่าเช่าอาคารที่ลดลง ซึ่งเกินไปจากวงเงินที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาก่อนแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมอาคารส่วนที่เหลืออันราคาลดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 40,324,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มจำนวน 2,960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 พฤศจิกายน 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจำนวน 960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 29464 ตำบลบางระมาด (ตลิ่งชัน) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 งาน 56 ตารางวา พร้อมอาคารสำนักงาน 3 ชั้น จำนวน 2 หลัง เลขที่ 77/1 และ 77/2 ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ 24 ตารางวา อันเนื่องจากการดำเนินการของจำเลยทั้งสองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตตลิ่งชัน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2542 เพื่อก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ และถนนเชื่อมต่อสายติวานนท์-เพชรเกษม-รัตนาธิเบศร์ ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2542 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 60,000 บาท เนื้อที่ 18 ตารางวา เป็นเงิน 1,080,000 บาท เงินค่าทดแทนรั้วคอนกรีตจำนวน 354,547 บาท และเงินค่าทดแทนขนย้ายทรัพย์สินจำนวน 23,718 บาท รวมเป็นเงิน 1,458,265 บาท โจทก์กับฝ่ายจำเลยทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2542 ตามสำเนาสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เอกสารหมาย จ.9 โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวแล้วแต่โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ได้รับจึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ต่อมาเมื่อรังวัดแบ่งแยกที่ดินปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนทั้งหมดเนื้อที่ 24 ตารางวา เพิ่มขึ้นจากที่จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แล้วอีก 6 ตารางวาศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 85,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนกับอาคารและค่าเช่าจากการนำอาคารออกให้ลดลงเป็นเงิน 2,000,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 85,000 บาท เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้อีกตารางวาละ 25,000 บาท เนื้อที่ 18 ตารางวา เป็นเงิน 450,000 บาท และที่ดินเนื้อที่ 6 ตารางวา ที่ยังไม่ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 510,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นจำนวน 960,000 บาท นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว จึงไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนนี้อีกส่วนเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนกับอาคารและเงินค่าทดแทนสำหรับค่าเช่าอาคารลดลงนั้น วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือพร้อมอาคารอันราคาลดลงต่อจำเลยที่ 2 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ โจทก์ฎีกา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมอาคารส่วนที่เหลืออันราคาลดลงหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพียง 18 ตารางวา ทำให้จอดรถยนต์น้อยลงกว่าเดิมเพียง 7 คัน โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ตามหนังสืออุทธรณ์การกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ฯ ฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2542 เอกสารหมาย จ.10 ขอเงินค่าทดแทนการสูญเสียการใช้ประโยชน์พื้นที่ 18 ตารางวา ซึ่งเป็นผลให้มูลค่าที่ดินส่วนที่เหลือมีราคาลดลงตามมาตรา 21 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 อย่างไรก็ตามโจทก์ทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนรวมเนื้อที่ 24 ตารางวา เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 อันเป็นเวลาภายหลังจากโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 เกินกว่า 1 ปีแล้ว การที่โจทก์เพิ่งทราบว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพิ่มอีก 6 ตารางวา โจทก์จึงไม่อาจยื่นอุทธรณ์ค่าทดแทนในส่วนนี้ต่อจำเลยที่ 2 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 ผู้ใดไม่พอใจในราคาอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 9 มาตรา 10 ทวิ มาตรา 23 หรือมาตรา 28 วรรคสาม มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6..." และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 ...ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปี..." ตามบทกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดขั้นตอนในการตรวจสอบการกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้ประชาชนที่ถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมายโดยให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ยังไม่พอใจในราคาอสังหาริมทรัพย์ หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาได้ และในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในราคาอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดและได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนตามจำนวนที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนอุทธรณ์และรัฐมนตรีวินิจฉัย ไม่เป็นไปตามที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนขอในอุทธรณ์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้เพื่อให้ได้รับเงินค่าทดแทนตามจำนวนที่ได้อุทธรณ์ แต่กรณีของโจทก์ปรากฏตามหนังสืออุทธรณ์การกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ฯ เอกสารหมาย จ.10 ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์รวม 3 รายการ คือ 1. ค่าที่ดิน 18 ตารางวา ตารางวาละ 200,000 บาท คิดเป็นเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น 2,520,000 บาท 2. ค่าทดแทนรื้อถอนคอนกรีตและอื่นๆ เป็นเงิน 538,265 บาท 3. ค่าทดแทนการสูญเสียการใช้ประโยชน์ภายในที่ว่างเป็นเงิน 2,500,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้น 5,180,000 บาท แต่โจทก์กลับมาฟ้องคดีเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันราคาลดลง 18,000,000 บาท และค่าเช่าอาคารที่ลดลงเดือนละ 77,520 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 18,604,800 บาท ซึ่งเกินไปจากวงเงินที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 หลายเท่าตัวโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 มาก่อนแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมอาคารส่วนที่เหลืออันราคาลดลง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 9 ม. 10 ทวิ ม. 18 ม. 23 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 28 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสงี่ยม ศิริทองถาวร
จำเลย — อธิบดีกรมโยธาธิการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2553
#506605
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ ทุบ ตี ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม 2 ครั้ง ถูกที่บริเวณศีรษะด้านหลังขวาและหน้าผากของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่าจำเลยใช้ก้อนหิน เป็นอาวุธทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย มีบาดแผลฟกช้ำบวมบริเวณหน้าผากจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง

ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 295 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ ทุบ ตี ทำร้ายร่างกายนายอุดร ผู้เสียหาย จำนวน 2 ครั้ง ถูกที่บริเวณศีรษะด้านหลังขวาและหน้าผากของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณานายอุดร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 3 เดือน เมื่อไม่มีปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 3 เดือน สำหรับคำร้องของนายอุดร ที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2547 ให้ยกเสีย

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย มีบาดแผลฟกช้ำบวมบริเวณหน้าผาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร มีแผลถลอกบนรอยช้ำ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.1 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ ทุบ ตี ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม 2 ครั้ง ถูกที่บริเวณศีรษะด้านหลังขวาและหน้าผากของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่าเมื่อผู้เสียหายสมัครใจวิวาทจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์จำเลยนั้น เห็นว่า ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์และพนักงานอัยการโจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — นายอุดร เหลืองวิชชเจริญ
จำเลย — นายชานุ เพิ่มพิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6086/2553
#506591
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านโดยมีชายคาและเสาค้ำชายคาล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทนี้ จำเลยให้การตอนแรกมีใจความสรุปว่า ที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกไม่ได้ติดกับที่ดินของโจทก์แต่ติดถนนสาธารณะ และให้การต่อมาว่าโจทก์ได้ที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่ชอบไม่ทราบว่าขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในที่ดินพิพาทได้อย่างไรเนื่องจากเป็นถนนสาธารณะ จำเลยสร้างบ้านซึ่งโจทก์อ้างว่ามีชายคารุกล้ำมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน สิทธิของจำเลยดีกว่าโจทก์ ขอให้ยกฟ้องจึงเท่ากับเป็นการอ้างว่าที่ดินตามฟ้องเป็นถนนสาธารณะ และจำเลยมีสิทธิในที่ดินในส่วนที่รุกล้ำดีกว่าโจทก์เท่านั้น มิได้หมายความว่าจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยไม่ใช่ของโจทก์ เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลมีคำวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าชายคาบ้านดังกล่าวอยู่ในที่ดินตามฟ้องแต่อยู่ในที่ดินของจำเลยเองและพิพากษายกฟ้อง จึงไม่ได้เป็นการวินิจฉัยว่าที่ดินตาม น.ส.3 ก. ที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นของโจทก์หรือเป็นของจำเลย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยและห้ามจำเลยคัดค้านการรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินตาม น.ส.3 ก. ดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งแปลง จึงเป็นประเด็นที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 387 ตำบลชะแล้ อำเภอเมืองสงขลา (ปัจจุบันอำเภอสิงหนคร) จังหวัดสงขลา และห้ามจำเลยคัดค้านการรังวัดออกโฉนดในที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยยินยอมในการรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันออก หากจำเลยไม่ยินยอมรับรองแนวเขตให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองดีกว่าโจทก์ และเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 387 ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ห้ามโจทก์และบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องหรือรบกวนในที่ดินพิพาทดังกล่าว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 387 ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 และ 248 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดสงขลาว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านโดยมีชายคารุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทคดีนี้ ต่อมาศาลจังหวัดสงขลาพิพากษายกฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 2284/2545 ของศาลจังหวัดสงขลาและคดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 2284/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านโดยมีชายคาและเสาค้ำชายคาล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทนี้ จำเลยให้การในตอนแรกมีใจความโดยสรุปว่า ที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกไม่ได้ติดกับที่ดินของโจทก์แต่ติดถนนสาธารณะ และให้การในตอนต่อมาว่าโจทก์ได้ที่ดินดังกล่าวโดยไม่ชอบ เนื่องจากเมื่อปี 2521 ที่ทางราชการได้ออกประกาศเดินสำรวจเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งตำบล จำเลยไม่ทราบเรื่องเพราะขณะนั้นจำเลยไปอยู่ที่อื่น จึงไม่ได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้อย่างไรเนื่องจากเป็นถนนสาธารณะ จำเลยได้สร้างบ้านซึ่งโจทก์อ้างว่ามีชายคารุกล้ำมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน สิทธิของจำเลยจึงดีกว่าโจทก์ ขอให้ยกฟ้องตามคำให้การของจำเลยในคดีดังกล่าวจึงเท่ากับเป็นการอ้างว่าที่ดินตามฟ้องเป็นถนนสาธารณะ และจำเลยมีสิทธิในที่ดินในส่วนที่รุกล้ำดีกว่าโจทก์เท่านั้น มิได้มีความหมายว่าจำเลยให้การต่อสู้ไว้แจ้งชัดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยกล่าวอ้างในฎีกา และคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลมีคำวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าชายคาบ้านดังกล่าวอยู่ในที่ดินตามฟ้องแต่อยู่ในที่ดินของจำเลยเองและพิพากษายกฟ้องจึงไม่ได้เป็นการวินิจฉัยว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 387 ที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นเป็นของโจทก์หรือเป็นของจำเลยเอง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยและห้ามจำเลยคัดค้านการรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งแปลง จึงเป็นประเด็นที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 238 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเนื่อง ปิ่นมณี
จำเลย — นายลิ่ม สุทธิโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6083/2553
#501929
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาว ว. จำเลยในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรี จำเลยนำหนังสือรับรองยอดเงินฝากประจำของธนาคารผู้คัดค้าน ซึ่งระบุยืนยันว่าจะไม่ให้มีการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวจนกว่าจะได้รับคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากศาลมาประกอบในการขอปล่อยชั่วคราว และศาลแขวงธนบุรีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินฝาก ไปยังธนาคารผู้คัดค้าน ธนาคารผู้คัดค้านได้รับแจ้งอายัดสมุดเงินฝากของจำเลยไว้แล้ว และธนาคารผู้คัดค้านจะระงับการจำหน่ายจ่ายโอนและการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสมุดเงินฝากของจำเลยดังกล่าวไว้ตามคำสั่งศาลจนกว่าจะได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลเป็นอย่างอื่น ย่อมเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง ว่าเงินในบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวได้นำไปใช้เป็นหลักประกันการขอปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาว ว. และธนาคารผู้คัดค้านยังมีภาระผูกพันที่จะต้องระงับการจำหน่ายจ่ายโอนและการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไว้ตามคำสั่งศาลแขวงธนบุรีจนกว่าจะได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาล เมื่อธนาคารผู้คัดค้านยังไม่ได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลแขวงธนบุรีหนังสืออายัดของศาลจึงยังมีผลผูกพันธนาคารผู้คัดค้านอยู่ ธนาคารผู้คัดค้านไม่มีสิทธินำเงินในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับบัญชีเครดิตของจำเลยที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารผู้คัดค้านได้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินฝากและขอให้ส่งเงินมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ธนาคารผู้คัดค้านจึงต้องปฏิบัติและส่งเงินมาตามคำสั่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาววรนุช และขอให้ส่งเงินที่อายัดเมื่อหมดภาระผูกพัน

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ส่งเงินฝากของจำเลยในบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 038 - 3 - 07341 - 3/01 ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อนำไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสาทร ส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย บัญชีเลขที่ 038 - 3 - 07341 - 3/01 ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในขณะที่จำเลยคดีนี้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาววรนุช จำเลยในคดีอาญา ของศาลแขวงธนบุรี จำเลยนำหนังสือรับรองยอดเงินฝากธนาคารผู้คัดค้าน ซึ่ง ยืนยันว่าจะไม่ให้มีการถอนเงินออกจากธนาคารในบัญชีดังกล่าว จนกว่าจะได้รับคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากศาล และปรากฏว่าศาลแขวงธนบุรีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินฝากไปยังธนาคารผู้คัดค้าน โดยผู้มีอำนาจได้ลงนามและประทับตราของธนาคารผู้คัดค้านในหนังสือรับแจ้งอายัด ได้รับแจ้งอายัดสมุดเงินฝากดังกล่าวของจำเลยจากศาลแขวงธนบุรีไว้แล้ว จึงยืนยันมา และธนาคารผู้คัดค้าน สาขาถนนสาทร จะระงับการจำหน่ายจ่ายโอนและการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไว้ตามคำสั่งศาลจนกว่าจะได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลเป็นอย่างอื่น ย่อมเป็นการแสดงโดยชัดแจ้ง ธนาคารผู้คัดค้านทราบเป็นเงินในบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าว จำเลยคดีนี้ได้นำไปใช้เป็นหลักประกันการขอปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาววรนุช จำเลยในคดีของศาลแขวงธนบุรี และธนาคารผู้คัดค้านยังมีภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติ กล่าวคือ ธนาคารผู้คัดค้านจะต้องระงับการจำหน่ายจ่ายโอนและการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไว้ตามคำสั่งศาลแขวงธนบุรีจนกว่าจะได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลแขวงธนบุรีเป็นอย่างอื่น แม้คดีดังกล่าวศาลแขวงธนบุรีจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ตราบใดที่ธนาคารผู้คัดค้านยังไม่ได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลแขวงธนบุรีเป็นอย่างอื่น หนังสืออายัดของศาลแขวงธนบุรีจึงยังมีผลผูกพันธนาคารผู้คัดค้านอยู่ ธนาคารผู้คัดค้านจึงไม่สามารถที่จะจำหน่ายจ่ายโอนและเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ รวมถึงไม่มีสิทธินำเงินในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับบัญชีบัตรเครดิตของจำเลยที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารผู้คัดค้านได้ การอายัดเงินในบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวยังคงผูกพันธนาคารผู้คัดค้านอยู่ตามคำสั่งอายัดของเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินฝากและขอให้ส่งเงินมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ธนาคารผู้คัดค้านจึงต้องปฏิบัติและส่งเงินมาตามคำสั่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 282 ม. 311
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางณัฐกาญจน์ ชัยเฉลิมพจน์
ผู้คัดค้าน — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (กับพวก)
จำเลย — นายสุวัฒน์ ชินตระกูลชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายมานพ จรัสจรรยาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเชิดศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6083/2553
#506656
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำหนังสือรับรองยอดเงินฝากธนาคารผู้คัดค้าน สาขาถนนสาธรประเภทเงินฝากประจำของจำเลยมาประกอบการขอปล่อยตัวชั่วคราว ว. ต่อศาลแขวงธนบุรี เมื่อศาลแขวงธนบุรีมีหนังสืออายัดเงินฝากไปยังธนาคารผู้คัดค้าน สาขาถนนสาธรแล้ว ธนาคารผู้คัดค้านแจ้งว่าได้รับการแจ้งอายัดสมุดเงินฝากของจำเลยแล้ว ธนาคารผู้คัดค้านจะระงับการจำหน่ายจ่ายโอนและเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยไว้ตามคำสั่งศาลจนกว่าจะได้รับการแจ้งเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลเป็นอย่างอื่น ย่อมเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งอยู่แล้วว่าธนาคารผู้คัดค้านทราบดีว่าจำเลยได้นำเงินในบัญชีเงินฝากไปใช้เป็นหลักประกันการขอปล่อยตัวชั่วคราว ว. และธนาคารผู้คัดค้านยังมีภาระผูกพันที่จะต้องระงับการจำหน่ายจ่ายโอนและเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไว้ตามคำสั่งศาลแขวงธนบุรีจนกว่าจะได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลแขวงธนบุรีเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ตราบใดที่ธนาคารผู้คัดค้านยังไม่ได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลแขวงธนบุรีเป็นอย่างอื่น หนังสืออายัดของศาลแขวงธนบุรี จึงยังมีผลพันธนาคารผู้คัดค้านอยู่ ธนาคารผู้คัดค้านจึงไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนและเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ รวมถึงไม่มีสิทธินำเงินในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับบัญชีบัตรเครดิตของจำเลยที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาววรนุช และขอให้ส่งเงินที่อายัดเมื่อหมดภาระผูกพัน

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยนำสมุดเงินฝากประจำธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสาทร ของผู้คัดค้านจำนวน 90,000 บาท พร้อมเงินสด 10,000 บาท มาวางเป็นหลักประกันในชั้นขอให้ปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาววรนุชจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2892/2540 ของศาลแขวงธนบุรี

ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตและยึดหลักประกันดังกล่าวไว้ พร้อมกับมีหนังสือแจ้งอายัดสมุดเงินฝากแล้ว ต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสมุดเงินฝากและเงินสดจำนวนข้างต้นต่อศาลแขวงธนบุรี ศาลมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าอนุญาตตามขอ แต่ทั้งนี้ต้องให้หมดภาระผูกพันตามสัญญาให้ปล่อยชั่วคราวก่อน ภายหลังศาลแขวงธนบุรีมีหนังสือพร้อมส่งสมุดเงินฝากและเงินสดมายังเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหมายแจ้งให้ผู้คัดค้านนำส่งเงินฝากในบัญชีมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ผู้คัดค้านแจ้งว่าไม่อาจส่งเงินมาได้ เนื่องจากได้นำเงินในบัญชีมาหักกลบลบหนี้กับหนี้บัตรเครดิตที่จำเลยค้างชำระกับผู้คัดค้านไปแล้ว ซึ่งผู้คัดค้านไม่มีสิทธิกระทำได้เพราะยังไม่ได้รับคำสั่งเปลี่ยนแปลงใด ๆ จากศาลแขวงธนบุรี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ส่งเงินฝากของจำเลยในบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 038 - 3 - 07341 - xxx ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อนำไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่จำต้องส่งเงินตามคำร้องเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งอายัดเงินฝากมายังลูกหนี้แห่งสิทธิหรือผู้คัดค้าน และเมื่อคำสั่งอายัดของศาลแขวงธนบุรีสิ้นผลเนื่องมาจากศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้คัดค้านจึงนำเงินฝากในบัญชีเข้าหักกลบลบหนี้กับหนี้บัตรเครดิตที่จำเลยมีต่อผู้คัดค้านเสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่สามารถส่งเงินในบัญชีไปให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดที่มีมาภายหลังขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสาทร ส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย บัญชีเลขที่ 038 - 3 - 07341 - xxx ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 ถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีให้จำเลยชำระหนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำเลยนำหนังสือรับรองยอดเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสาทร ประเภทเงินฝากประจำของจำเลย บัญชีเลขที่ 038 - 3 - 07341 - xxx จำนวนเงิน 90,000 บาท ไปประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นางหรือนางสาววรนุชในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2892/2540 ของศาลแขวงธนบุรี ระหว่าง นายจุฬาโจทก์ นางหรือนางสาววรนุช จำเลย ศาลแขวงธนบุรีอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาววรนุชแล้วมีหนังสือแจ้งอายัดเงินฝากให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว วันที่ 21 สิงหาคม 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลแขวงธนบุรีขออายัดสมุดเงินฝากของจำเลยมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นคดีนี้ วันที่ 10 กันยายน 2540 ศาลแขวงธนบุรีมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า อนุญาตตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอ แต่ทั้งนี้ต้องหมดภาระผูกพันตามสัญญาประกันก่อน วันที่ 18 ตุลาคม 2542 ศาลแขวงธนบุรีมีหนังสือนำส่งสมุดเงินฝากประจำของจำเลยมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไปเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งอายัดเงินฝากและให้ผู้คัดค้านส่งเงินของจำเลยในบัญชีเงินฝากดังกล่าวมาเพื่อบังคับคดี แต่ผู้คัดค้านแจ้งว่าใช้สิทธินำเงินในบัญชีของจำเลยมาหักกลบลบหนี้ที่มีอยู่กับผู้คัดค้านหมดแล้ว จึงไม่มีเงินเหลือพอที่จะส่งมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านต้องส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่จำเลยคดีนี้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาววรนุชจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2892/2540 ของศาลแขวงธนบุรี จำเลยนำหนังสือรับรองยอดเงินฝากธนาคารผู้คัดค้าน สาขาถนนสาทร ประเภทเงินฝากประจำของจำเลย บัญชีเลขที่ 038 - 3 - 07341 - xxx จำนวนเงิน 90,000 บาท ตามเอกสารหมาย ร.4 มาประกอบในการขอปล่อยชั่วคราว โดยเอกสารหมาย ร.4 ระบุว่า ธนาคารผู้คัดค้านยืนยันว่าจะไม่ให้มีการถอนเงินออกจากธนาคารในบัญชีดังกล่าว จนกว่าจะได้รับคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากศาล และปรากฏว่าศาลแขวงธนบุรีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินฝากไปยังธนาคารผู้คัดค้าน สาขาถนนสาทรแล้ว ธนาคารผู้คัดค้านสาขาถนนสาทร โดยผู้มีอำนาจได้ลงนามและประทับตราของธนาคารผู้คัดค้านในหนังสือรับแจ้งอายัด ตามเอกสารหมาย ร.5 ว่า ได้รับแจ้งอายัดสมุดเงินฝากดังกล่าวของจำเลยจากศาลแขวงธนบุรีไว้แล้ว จึงยืนยันมา และธนาคารผู้คัดค้าน สาขาถนนสาทร จะระงับการจำหน่ายจ่ายโอนและการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไว้ตามคำสั่งศาลจนกว่าจะได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลเป็นอย่างอื่น ย่อมเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งตามเอกสารหมาย ร.4 และ ร.5 อยู่แล้วว่า ธนาคารผู้คัดค้านทราบเป็นอย่างดีว่าเงินในบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าว จำเลยคดีนี้ได้นำไปใช้เป็นหลักประกันการขอปล่อยชั่วคราวนางหรือนางสาววรนุชจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2892/2540 ของศาลแขวงธนบุรี และธนาคารผู้คัดค้านยังมีภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามเอกสารหมาย ร.4 และ ร.5 กล่าวคือ ธนาคารผู้คัดค้านจะต้องระงับการจำหน่ายจ่ายโอนและการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไว้ตามคำสั่งศาลแขวงธนบุรีจนกว่าจะได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลแขวงธนบุรีเป็นอย่างอื่น ธนาคารผู้คัดค้านจึงจะสามารถจำหน่ายจ่ายโอนและเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวได้ แม้คดีดังกล่าวศาลแขวงธนบุรีจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ตราบใดที่ธนาคารผู้คัดค้านยังไม่ได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือจากศาลแขวงธนบุรีเป็นอย่างอื่น หนังสืออายัดของศาลแขวงธนบุรีจึงยังมีผลผูกพันธนาคารผู้คัดค้านอยู่ ธนาคารผู้คัดค้านจึงไม่สามารถที่จะจำหน่ายจ่ายโอนและเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ รวมถึงไม่มีสิทธินำเงินในสมุดเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับบัญชีบัตรเครดิตของจำเลยที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารผู้คัดค้านได้ การอายัดเงินในบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยดังกล่าวยังคงผูกพันธนาคารผู้คัดค้านอยู่ตามคำสั่งอายัดของศาลแขวงธนบุรี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินฝากและขอให้ส่งเงินมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ธนาคารผู้คัดค้านจึงต้องปฏิบัติและส่งเงินมาตามคำสั่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 311
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางณัฐกาญจน์ ชัยเฉลิมพจน์
ผู้คัดค้าน — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุวัฒน์ ชินตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6081/2553
#501922
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ฐานจำเลยหลอกลวงขายสินค้าเครื่องพิมพ์ดีดแก่โจทก์ และขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 55,440 บาท โดยให้จำเลยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดคืนไปซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลย และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาท แก่โจทก์ โดยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีด 12 เครื่องคืนไปทั้งหมด เป็นคำพิพากษาที่พิพากษาไปตามสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นคดีอาญาและมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์อันเนื่องมาจากการกระทำผิดทางอาญาที่ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายในมูลละเมิด โดยบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาท เป็นสำคัญ แม้จะมีคำพิพากษาให้จำเลยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 12 เครื่อง คืนไปด้วยก็ตาม แต่ก็มิได้พิพากษากำหนดให้เป็นเงื่อนไขว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเครื่องพิมพ์ดีดแก่จำเลยในลักษณะการชำระหนี้ต่างตอบแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ดังนั้นเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาในส่วนที่บังคับให้จำเลยชำระเงิน โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับคดีจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน โดยไม่ต้องคำนึงถึงกรณีการรับมอบคืนเครื่องพิมพ์ดีดแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดสุภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ลงโทษปรับ 3,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 55,440 บาท โดยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 12 เครื่อง คืนไปทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาที่โจทก์ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ฐานหลอกลวงขายสินค้าเครื่องพิมพ์ดีดแก่โจทก์และมีคำขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 55,440 บาท โดยจำเลยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดคืนไปซึ่งในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ลงโทษปรับจำเลยและให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาท แก่โจทก์ โดยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีด 12 เครื่อง คืนไปทั้งหมด เห็นได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่พิพากษาไปตามสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นคดีอาญาและมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญาที่ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินเป็นค่าเสียหายในมูลละเมิด ดังนี้เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาในส่วนที่บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาท แก่โจทก์ โจทก์ชอบที่จะขอให้มีการบังคับคดีจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงกรณีการรับคืนเครื่องพิมพ์ดีดของจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีและให้บังคับคดีต่อไปศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 43
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอิศนุวัฒน์ จารุทัศน์
จำเลย — นางสุดา แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6081/2553
#506584
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีอาญาที่โจทก์ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ฐานหลอกลวงขายสินค้าเครื่องพิมพ์ดีดแก่โจทก์และมีคำขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 55,440 บาท โดยให้จำเลยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดคืนไป ซึ่งในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ลงโทษปรับจำเลยและให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาทแก่โจทก์ โดยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีด 12 เครื่องคืนไปทั้งหมด เห็นได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่พิพากษาไปตามสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นคดีอาญาและมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญาที่ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินเป็นค่าเสียหายในมูลละเมิด ประกอบกับตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าวก็พิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาท แก่โจทก์เป็นสำคัญ โดยแม้จะมีคำพิพากษาให้จำเลยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีด 12 เครื่องคืนไปด้วยก็ตาม แต่ก็มิได้พิพากษากำหนดให้เป็นเงื่อนไขว่า โจทก์มีหน้าที่ในอันที่จะต้องคืนเครื่องพิมพ์ดีดแก่จำเลยในลักษณะการชำระหนี้ต่างตอบแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาในส่วนที่บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาท แก่โจทก์โจทก์ชอบที่จะขอให้มีการบังคับคดีจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงกรณีการรับคืนเครื่องพิมพ์ดีดของจำเลยแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ลงโทษปรับ 3,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 55,440 บาท โดยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 12 เครื่อง คืนไปทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีผลให้จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์และรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 12 เครื่องคืนไปทั้งหมด ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2545 โจทก์นำเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 11 เครื่อง วางต่อสำนักงานวางทรัพย์ จังหวัดภูเก็ตส่วนเครื่องพิมพ์ดีดอีก 1 เครื่อง ที่โจทก์อ้างเป็นวัตถุพยานยังคงเก็บรักษาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2546 จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี อ้างว่าโจทก์ไม่เคยติดต่อขอคืนทรัพย์เครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวแก่จำเลย และหากโจทก์ประสงค์จะคืนทรัพย์จริงให้นำมาวางที่สำนักงานวางทรัพย์กลางกรุงเทพมหานคร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดพร้อมคู่ความแล้วตกลงให้โจทก์ส่งเครื่องพิมพ์ดีดไปยังสำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดีโดยจำเลยยินดีจะไปรับเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าว ในชั้นนี้ให้งดการบังคับคดีเป็นการชั่วคราว

ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2547 โจทก์ส่งมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 11 เครื่องต่อสำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมรับเครื่องพิมพ์ดีดและชำระเงินคืนโจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งงดการบังคับคดีชั่วคราวและบังคับคดีต่อไป จำเลยยื่นคำคัดค้านอ้างว่าเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยและปฏิเสธที่จะรับคืน และขอให้ยกเลิกการบังคับคดีแก่จำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีชั่วคราว และดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีอาญาที่โจทก์ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ฐานหลอกลวงขายสินค้าเครื่องพิมพ์ดีดแก่โจทก์และมีคำขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 55,440 บาท โดยให้จำเลยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดคืนไป ซึ่งในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ลงโทษปรับจำเลยและให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาท แก่โจทก์โดยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีด 12 เครื่องคืนไปทั้งหมด เห็นได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่พิพากษาไปตามสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งเป็นคดีอาญาและมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญาที่ทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินเป็น ค่าเสียหายในมูลละเมิด ประกอบกับตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าวก็พิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาท แก่โจทก์เป็นสำคัญ โดยแม้จะมีคำพิพากษาให้จำเลยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 12 เครื่องคืนไปด้วยก็ตาม แต่ก็มิได้พิพากษากำหนดให้เป็นเงื่อนไขว่าโจทก์มีหน้าที่ในอันที่จะต้องคืนเครื่องพิมพ์ดีดแก่จำเลยในลักษณะการชำระหนี้ต่างตอบแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์แต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาในส่วนที่บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,440 บาท แก่โจทก์ โจทก์ชอบที่จะขอให้มีการบังคับคดีจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงกรณีการรับคืนเครื่องพิมพ์ดีดของจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีและให้บังคับคดีต่อไปนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 271
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอิศนุวัฒน์ จารุทัศน์
จำเลย — นางสุดา แซ่ตั้ง
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6037/2553
#510289
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะฟ้องคดีโจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ เนื่องจากรถยนต์ได้รับความเสียหายมากต้องซ่อมทั้งคันใช้เวลาซ่อมนานแต่การที่เมื่อหลังเกิดเหตุแล้วโจทก์ได้นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปให้อู่ซ่อมรถดังกล่าวทำการซ่อมและอู่ซ่อมรถดังกล่าวได้รับทำการซ่อมให้ในราคาที่ตกลงกันไว้นั้น โจทก์ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าซ่อมรถยนต์ตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งต่อมาเมื่ออู่ซ่อมรถดังกล่าวซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์เสร็จแล้วได้มอบรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์คืนให้ผู้เอาประกันภัยไป จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนเงินค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ซ่อมรถดังกล่าว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์จากจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง ส่วนในการกำหนดค่าเสียหายนั้น ถึงแม้ความเสียหายทั้งหมดจะเป็นผลจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยทั้งสองจะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ก็ตาม แต่ศาลก็ย่อมต้องพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด และกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ 1 ในการทำให้เกิดความเสียหายขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อคนขับรถหมายเลขทะเบียน 9ง-2234 กรุงเทพมหานคร มีส่วนประมาทก่อให้เกิดผลร้ายแรงขึ้นด้วย ซึ่งมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเต็มตามความเสียหายทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียวแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเต็มตามความเสียหายนั้นเสมอไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3098/2543 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องสรุปรวมกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3098/2543 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 886,954.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 884,319.28 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 66,400 บาท (ค่าเสียหายของรถยนต์คัน 3 ฬ - 5462 กรุงเทพมหานคร ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3098/2543 ของศาลชั้นต้น) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท (ที่ถูก ต้องยกฟ้องคดีนี้ด้วย)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หมายเลขทะเบียน 4 ฬ - 3033 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทโลตัสเลธเธอร์ แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด มีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 72 - 1397 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 72 - 2123 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูง เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดกลับรถจำเลยที่ 1 ไม่ชะลอความเร็วของรถยนต์ลง ทำให้รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังเลี้ยวกลับรถอยู่และรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับได้เสียหลักแล่นเข้าไปชนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์และรถยนต์คันอื่นอีกหลายคันได้รับความเสียหาย โจทก์ได้นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปซ่อมที่อู่บริษัทเบนซ์รามคำแหง จำกัด ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 บริษัทโลตัสเลธเธอร์ แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด ได้รับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งซ่อมเสร็จแล้วคืนจากอู่ซ่อมรถดังกล่าว หลังจากนั้นวันที่ 30 เมษายน 2541 โจทก์จึงได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์จำนวน 853,850.87 บาท ให้แก่อู่ซ่อมรถดังกล่าว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยี่ห้อเบนซ์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะฟ้องคดีโจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ เนื่องจากรถยนต์ได้รับความเสียหายมากต้องซ่อมทั้งคันใช้เวลาซ่อมนาน แต่การที่เมื่อหลังเกิดเหตุแล้วโจทก์ได้นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปให้อู่ซ่อมรถดังกล่าวทำการซ่อมและอู่ซ่อมรถดังกล่าวได้รับทำการซ่อมให้ในราคาที่ตกลงกันไว้นั้น ตามใบเสนอรายการความเสียหายเอกสารหมาย จ. 11 โจทก์ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าซ่อมรถยนต์ตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งต่อมาเมื่ออู่ซ่อมรถดังกล่าวซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์เสร็จแล้วได้มอบรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์คืนให้ผู้เอาประกันภัยไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนเงินค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ซ่อมรถดังกล่าว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์จากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในส่วนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์แก่โจทก์เพียงใดนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลย โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่า ในการกำหนดค่าเสียหายนั้น ถึงแม้ความเสียหายทั้งหมดจะเป็นผลจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยทั้งสองจะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ก็ตาม แต่ศาลก็ย่อมต้องพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด และกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ 1 ในการทำให้เกิดความเสียหายขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏจากคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ของร้อยตำรวจเอกพีรพัฒน์ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ในขณะเกิดเหตุว่า ต้นเหตุของคดีเกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร ที่เลี้ยวกลับรถตัดหน้ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับโดยกระชั้นชิด บุคคลที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ได้แก่ เจ้าของรถยนต์พ่วงซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 2 คนขับและเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร ดังนี้ย่อมพอฟังได้แล้วว่า คนขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร มีส่วนประมาทก่อให้เกิดผลร้ายแรงขึ้นด้วย เมื่อมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเต็มตามความเสียหายทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียวแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเต็มตามความเสียหายนั้นเสมอไป เมื่อได้คำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ 2 ในการละเมิดครั้งนี้แล้ว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษาตอนหนึ่งว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายสำหรับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หมายเลขทะเบียน 4 ฬ - 3033 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 683,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 683,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3ฬ-5462 กรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคหนึ่ง ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายแสง สีจุลลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
มนตรี ยอดปัญญา
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6022/2553
#504699
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังจำเลยแทน แม้โทษที่จะรอการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 56 ได้จะต้องเป็นโทษจำคุกเท่านั้นก็ตาม แต่การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกก็เท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยไม่ได้กล่าวไว้ในคำพิพากษาว่าไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังก็หาได้เป็นคำพิพากษาที่มิชอบไม่ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ชัดเจนโดยไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังเป็นเวลา 1 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ เพราะโทษที่จะรอการลงโทษได้ต้องเป็นโทษจำคุกเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จึงเป็นการมิชอบนั้น เห็นว่าแม้คดีนี้ศาลชั้นต้นจะเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังจำเลยแทน และแม้โทษที่จะรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้จะต้องเป็นโทษจำคุกเท่านั้นก็ตาม แต่การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกก็เท่ากับ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (1) ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยไม่ได้กล่าวไว้ในคำพิพากษาว่าไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังก็หาได้เป็นคำพิพากษาที่มิชอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ชัดเจน

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง และให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรวุฒิ นาคน้อย
จำเลย — นางนิโลบล ทรัพย์พอพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายธิตินันต์ ธัญญสิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทกุล
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา