คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2072/2553
#505580
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "CHICLETS CRUNCH" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า หมากฝรั่ง ลูกอม ขนมหวาน แม้คำว่า "CRUNCH" ซึ่งแปลว่าเคี้ยว เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวโดยตรง แต่โจทก์ได้แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในคำดังกล่าวแล้ว และโจทก์ใช้คำว่า "CRUNCH" ประกอบกับคำว่า "CHICLETS" ซึ่งเป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีในพจนานุกรม โดยตัวอักษรของทั้งสองคำมีขนาดเท่ากันและเรียงต่อกันเป็นลำดับ สาธารณชนย่อมทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าภายในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ว่าเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "CHICLETS CRUNCH" ตามคำขอเลขที่ 573998 ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 573998 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "CHICLETS CRUNCH" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า หมากฝรั่ง ลูกอม ขนมหวาน ตามคำขอเลขที่ 573998 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์ปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอักษรโรมันคำว่า "CRUNCH" และให้ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าอื่นของโจทก์ที่เหมือนหรือคล้ายกัน โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวแล้วนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงประกาศโฆษณาเครื่องหมายการค้า ต่อมา โซซิเอเต้ เดส์ โปรดุยส์ เนสท์เล่ เอส. อา. ยื่นคำคัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอักษรโรมันคำว่า "CRUNCH" สำหรับสินค้าจำพวก 30 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกคำคัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "CHICLETS CRUNCH" ของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 573998 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ชอบจะได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมันคำว่า "CHICLETS" และ "CRUNCH" ซึ่งมีขนาดอักษรใกล้เคียงกัน ถือว่าอักษรโรมันคำว่า "CRUNCH" เป็นภาคส่วนสาระสำคัญ เมื่อคำดังกล่าวแปลว่า "เคี้ยว" นับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ย่อมเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เห็นว่า อักษรโรมันคำว่า "CHICLETS" เป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีความหมายทั่วไปในพจนานุกรม จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย ส่วนอักษรโรมันคำว่า "CRUNCH" แปลว่า "เคี้ยว" นับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย แต่โจทก์ได้ปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอักษรโรมันคำว่า "CRUNCH" การนำอักษรโรมันคำว่า "CHICLETS" ไปใช้กับอักษรโรมันคำว่า "CRUNCH" แล้วนำไปใช้กับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียน โดยอักษรดังกล่าวต่างมีขนาดเท่ากันและเรียงติดต่อกันตามลำดับเช่นนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ย่อมมีลักษณะบ่งเฉพาะที่ทำให้สาธารณชนทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้านี้แตกต่างจากสินค้าอื่นตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 7 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แคดบูรี่ อาดัมส์ ยูเอสเอ แอลแอลซี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2553
#506161
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องของโจทก์ในคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2495/2551 หมายเลขแดงที่ อ.3571/2551 เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลากลางวัน จำเลยเสนอ จำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าเสื้อยี่ห้อลาคอสท์ที่เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้เสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำในเรื่องเดียวกัน เกิดขึ้นในเวลา สถานที่ และกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2495/2551 หมายเลขแดงที่ อ.3571/2551 ก่อนคดีนี้แล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไป ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

โจทก์ฟ้องขอให้ริบของกลางแต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เองตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่น จึงให้ริบตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 115

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 273, 275 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110, 115 ริบของกลาง นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ศปก.อ. 46/2551

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14กุมภาพันธ์ 2551 เวลากลางวัน จำเลยจำหน่าย เสนอจำหน่าย และมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทเสื้อผ้ายี่ห้อ ลาคอสท์ จำนวน 187 ตัว ที่เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้เสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาและในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2495/2551 หมายเลขแดงที่ อ.3571/2551 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้เสนอจำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าเสื้อยี่ห้อลาคอสท์ จำนวน 153 ตัว ที่เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้เสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทั้งสองคดีตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในเวลาและสถานที่เดียวกัน เป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน ทั้งเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีดังกล่าวจีงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติที่ว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลากลางวัน ผู้รับมอบอำนาจของบริษัทลาเซอมิส ลาคอสท์ จำกัด ผู้เสียหายร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ไปตรวจค้นแผงค้าเอฟ 3 และ อี 2 ซึ่งตั้งอยู่เยื้องกันที่ตลาดซีกิมหยง ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยึดได้เสื้อยี่ห้อลาคอสท์ที่เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จำเลยเป็นผู้เช่าแผงค้าทั้งสองแผงเพื่อจำหน่าย เสนอจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าเสื้อของกลางดังกล่าว โดยเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นแผงค้าทั้งสองแผงในคราวเดียวกัน เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2495/2551 หมายเลขแดงที่ อ.3571/2551 ก่อนคดีนี้แล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ริบทรัพย์ของกลางแต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่น จึงให้ริบตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115"

พิพากษายืน แต่ให้ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 115
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางสาวสุจิตรา อุไรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2069/2553
#499707
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 73 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปีกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัตินี้อีกต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าการพ้นโทษจะต้องเป็นการพ้นโทษจำคุกอย่างเดียว การปรับก็ถือว่าเป็นโทษอย่างหนึ่งตามป.อ. มาตรา 18 (4) ดังนั้น แม้คดีก่อนศาลจะลงโทษจำคุกและรอการลงโทษให้จำเลย แต่ปรากฏว่า คดีนั้นศาลก็ได้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย เมื่อมีการชำระค่าปรับครบถ้วนในวันเวลาใด ย่อมถือว่าจำเลยได้พ้นโทษในวันที่ชำระค่าปรับนั้นแล้ว ได้ความว่าขณะกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยยังชำระค่าปรับในคดีก่อนไม่ครบถ้วน จึงเป็นกรณีที่จำเลยยังไม่ได้พ้นโทษในคดีก่อนและเมื่อกลับมากระทำความผิดคดีนี้ ซึ่งแม้จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เช่นเดียวกันก็ไม่อาจระวางโทษสองเท่าแก่จำเลยตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 73 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางระวางโทษสองเท่าแก่จำเลยตามมาตรานี้ จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 70, 73, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 38, 79, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 345 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบเก้าซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ บวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.324/2551 เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้และระวางโทษเป็นสองเท่าด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจริง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง และวางโทษทวีคูณ (ที่ถูก เป็นสองเท่า) ตามมาตรา 73 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 (ที่ถูก มาตรา 38 วรรคหนึ่ง), 79 ประกอบพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 (ที่ถูก มาตรา 6 วรรคหนึ่ง), 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง (ที่ถูก กระทงละกึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนดเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางระวางโทษจำเลยสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 73 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดกระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัตินี้อีกต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ระบุการพ้นโทษจะต้องเป็นการพ้นโทษจำคุกอย่างเดียว การปรับก็ถือว่าเป็นโทษอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (4) ดังนั้น แม้คดีก่อนศาลจะลงโทษจำคุกและรอการลงโทษให้จำเลย แต่ปรากฏว่า คดีนั้นศาลก็ได้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วยเมื่อมีการชำระค่าปรับครบถ้วนในวันเวลาใด ย่อมถือว่าจำเลยได้พ้นโทษในวันที่ชำระค่าปรับนั้นแล้วการที่คดีก่อน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2551 ลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน 15 วัน และปรับ 37,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ต่อมาจำเลยกระทำความผิดคดีนี้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 และได้ความว่าขณะกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยยังชำระค่าปรับในคดีก่อนไม่ครบถ้วน จึงเป็นกรณีที่จำเลยยังไม่ได้พ้นโทษในคดีก่อนและเมื่อกลับมากระทำความผิดคดีนี้ ซึ่งแม้จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เช่นเดียวกัน ก็ไม่อาจระวางโทษสองเท่าแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 73 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางระวางโทษสองเท่าแก่จำเลยตามมาตรานี้ จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันขณะที่ยังชำระค่าปรับในคดีก่อนไม่ครบถ้วนพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยไม่เข็ดหลาบ ไม่เกรงกลัวต่อโทษที่จะได้รับ ตลอดจนไม่ได้รู้สำนึกในการกระทำผิดในครั้งก่อน ซึ่งศาลได้ให้ความปรานีแก่จำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุกไว้ให้เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดี จึงไม่สามารถรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีก อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน เมื่อรวมโทษกับโทษในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 5,000 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนดเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 73
ป.อ. ม. 18 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมนึก ธนสิทธิกุลชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2553
#499680
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามใบรับขนของทางอากาศเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดนั้นได้เปรียบผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่ เมื่อใบรับขนของทางอากาศซึ่งเป็นแบบฟอร์มของจำเลยที่ 2 มีช่องย่อยสำหรับให้ผู้ส่งกรอกสำแดงรายการราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง ซึ่งไม่บังคับให้ผู้ส่งต้องสำแดง หากผู้ส่งไม่สำแดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จะจำกัดไว้สูงสุดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่ง 1 เที่ยว หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า แต่หากประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามจำนวนราคาสินค้าที่สำแดงไว้เป็นจำนวนสูงกว่าข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าว ผู้ส่งจะต้องสำแดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศโดยเสียค่าธรรมเนียมการขนส่งบวกค่าบริการประกันภัยเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ขนส่งคิดค่าระวางเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นหนี้ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องชำระตอบแทนกัน จึงถือเป็นหนี้ที่มีความสำคัญขนาดเดียวกันและเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เมื่อผู้ส่งทราบถึงเงื่อนไขในการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวแล้วไม่ได้ระบุราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง แต่ได้ทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยจากการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าระหว่างขนส่งกับโจทก์เต็มมูลค่าของสินค้าอันเป็นทางเลือกอย่างอื่น แสดงให้เห็นชัดถึงเจตนาที่จะเข้าเอาประโยชน์จากการที่ไม่ต้องเสียค่าระวางเพิ่ม และหากสินค้าสูญหายหรือเสียหาย ผู้ส่งยังรับชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเต็มมูลค่าของสินค้า ประกอบกับตามพฤติการณ์ ทางเลือกและทางได้เสียทุกอย่าง ผู้ส่งมิได้อยู่ในฐานะที่ต้องเสียเปรียบ หรือต้องผูกมัดให้ทำสัญญาโดยไม่มีผู้ประกอบการรายอื่นที่จะเลือกใช้บริการ ดังนั้น เงื่อนไขในการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดตามใบรับขนของทางอากาศดังกล่าวมิได้มีผลให้ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรับภาระเกินกว่าวิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้เปรียบผู้เอาประกันภัยเกินสมควรแต่อย่างใด ข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 และมาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 938,326.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 912,270.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ข้อตกลงจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนของทางอากาศมีลักษณะข้อตกลงที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกิดจากการกระทำของลูกหนี้เองหรือของบุคคลอื่นที่ลูกหนี้ต้องรับผิดด้วยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 8 วรรคสอง จึงมีผลบังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 10 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 414,685.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2548) ต้องไม่เกิน 26,055.95 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ทดแทนจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามใบรับขนของทางอากาศเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพหรือในสัญญาสำเร็จรูปหรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพหรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปหรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น และในวรรคสาม (1) กำหนดให้ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง การจะพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามใบรับขนของทางอากาศเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดนั้นเป็นผลให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดนั้นได้เปรียบผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ใบรับขนของทางอากาศซึ่งเป็นแบบฟอร์มของจำเลยที่ 2 ด้านหน้ามีช่องให้ผู้ส่งกรอกรายละเอียดของสินค้า โดยรายการสำแดงราคาสินค้าแยกออกเป็น 2 ช่องย่อย คือ ช่องสำแดงราคาสินค้าเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรซึ่งผู้ส่งทุกรายจำเป็นต้องระบุไว้เพื่อคำนวณการเสียภาษีกับช่องสำแดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง ซึ่งไม่บังคับให้ผู้ส่งต้องสำแดงผู้ส่งจะระบุหรือไม่ระบุก็ได้ แต่หากมีการระบุราคาสินค้าที่ช่องนี้จะส่งผลต่ออัตราการคิดค่าธรรมเนียมการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในกรณีสินค้าสูญหาย เสียหายหรือขนส่งล่าช้า กล่าวคือ หากผู้ส่งไม่สำแดงราคาเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จะจำกัดไว้สูงสุดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่ง 1 เที่ยว หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า แต่หากผู้ส่งประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามจำนวนราคาสินค้าที่สำแดงไว้ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 กรณีทั่วไป ผู้ส่งจะต้องสำแดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศและกรณีนี้ผู้ส่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการขนส่งบวกค่าบริการประกันภัยเพิ่มขึ้นในอัตรา 0.4 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 100 เหรียญ และหากเป็นสินค้าประเภทอัญมณี จำเลยที่ 2 จะอนุญาตให้ผู้ส่งสำแดงมูลค่าของสินค้าเพื่อการขนส่งเป็นเงินไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่าจำเลยที่ 2 จะจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกินมูลค่าที่สำแดงไว้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ และกรณีที่ผู้ส่งเลือกที่จะไม่สำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่ง จำเลยที่ 2 จะคิดค่าธรรมเนียมการขนส่งตามน้ำหนักของสินค้า สำหรับสินค้าพิพาทรายนี้ผู้ส่งไม่ได้สำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศ จำเลยที่ 2 จึงคิดค่าธรรมเนียมการขนส่งตามน้ำหนักของสินค้า เห็นว่า สัญญารับขนของทางอากาศระหว่างผู้ส่งกับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระตอบแทนกัน โดยหนี้ที่ผูกพันฝ่ายหนึ่งเป็นมูลฐานของการชำระหนี้ของอีกฝ่ายหนึ่ง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งมีหน้าที่ที่จะต้องขนส่งสินค้าไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่ง หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายอันเกิดขึ้นจากการผิดสัญญาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ส่งก็มีหน้าที่ที่ต้องชำระค่าระวางขนส่งตามอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งจากเงื่อนไขการขนส่งที่กล่าวมาเห็นได้ชัดว่าอัตราค่าระวางที่ผู้ส่งต้องรับภาระจะสัมพันธ์โดยตรงกับมูลค่าสินค้าที่สำแดงเพื่อการขนส่งเช่นเดียวกับจำนวนความรับผิดกรณีสินค้าสูญหายหรือเสียหายโดยเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามกัน หากสำแดงราคาสินค้าไว้สูงผู้ส่งก็จะต้องเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้น แต่หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายก็จะได้รับการชดใช้ตามมูลค่าที่สำแดงไว้แต่ไม่เกินจำนวน 500 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดเท่านั้น ดังนั้น มูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งที่ระบุจึงเป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาค่าระวางขนส่งและจำนวนความรับผิด การที่ผู้ขนส่งคิดค่าระวางเพิ่มขึ้นก็เนื่องมาจากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หนี้ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องชำระตอบแทนกันในส่วนนี้จึงถือเป็นหนี้ที่มีความสำคัญขนาดเดียวกัน หากผู้ส่งต้องการค่าสินไหมทดแทนที่มากขึ้นก็ต้องยอมจ่ายค่าระวางขนส่งสูงขึ้นจึงจะเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย พิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่ว่าสินค้าที่ผู้ขนส่งจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งมีมูลค่า 2,235,500 เยน ซึ่งเกินกว่าจำนวนสูงสุดที่จำเลยที่ 2 อนุญาตให้สำแดงได้ คือ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ไปมากประกอบพฤติการณ์ที่ผู้ส่งซึ่งเป็นลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 2 ไปต่างประเทศอยู่เป็นประจำ ย่อมทราบดีถึงเงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 แต่สมัครใจเข้าทำสัญญารับขนของทางอากาศกับจำเลยที่ 2 และไม่ได้แจ้งหรือระบุมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ ทั้งยังได้ทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยจากการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่งกับโจทก์เต็มมูลค่าของสินค้าโดยยอมเสียเบี้ยประกันภัยอันเป็นทางเลือกอย่างอื่น แสดงให้เห็นชัดถึงเจตนาที่จะเข้าเอาประโยชน์จากการที่จะไม่ต้องเสียค่าระวางเพิ่มและหากสินค้าสูญหายหรือเสียหายผู้ส่งยังรับชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเต็มตามมูลค่าของสินค้า นอกจากนี้ยังได้ความว่ามีบริษัทที่ประกอบกิจการรับขนสินค้าที่มีมูลค่าสูงโดยเฉพาะให้ผู้ส่งได้เลือกใช้บริการ แต่บริษัทเหล่านี้จะคิดค่าระวางขนส่งที่สูงกว่าจำเลยที่ 2 เนื่องจากจะต้องทำประกันภัยสินค้าและจะต้องจัดให้มีระบบรักษาความปลอดภัยเพราะหากสินค้าสูญหาย ผู้ส่งจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มมูลค่าของสินค้า เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์ ทางเลือกและทางได้เสียทุกอย่างของผู้ส่งกับจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า ผู้ส่งมิได้อยู่ในฐานะที่ต้องเสียเปรียบหรือต้องผูกมัดให้ทำสัญญาโดยไม่มีผู้ประกอบการรายอื่นที่จะเลือกใช้บริการ เงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดตามใบรับขนของทางอากาศดังกล่าวมิได้มีผลให้ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้เปรียบผู้เอาประกันภัยเกินสมควรแต่อย่างใด ข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินต่อโจทก์โดยนำบทบัญญัติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาปรับใช้บังคับให้จำเลยทั้งสองต้องรับภาระเกินกว่าจำนวนความรับผิดที่ระบุในใบรับขนของทางอากาศในคดีนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น เมื่อสินค้าที่สูญหายมีน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย เป็นเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อจำกัดความรับผิดซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2553
#508666
เปิดฉบับเต็ม

สินค้าที่ผู้ขนส่งจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งทางอากาศมีมูลค่าเกินกว่าจำนวนสูงสุดที่จำเลยที่ 2 อนุญาตให้สำแดงได้ คือ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ไปมาก ผู้ส่งทราบถึงเงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 แล้ว แต่สมัครใจเข้าทำสัญญารับขนกับจำเลยที่ 2 และไม่ได้แจ้งหรือระบุมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ ทั้งยังได้ทำประกันภัยสินค้าระหว่างการขนส่งกับโจทก์เต็มมูลค่าของสินค้าโดยยอมเสียเบี้ยประกันภัย แสดงถึงเจตนาที่จะเข้าเอาประโยชน์จากการที่จะไม่ต้องเสียค่าระวางเพิ่มและหากสินค้าสูญหายหรือเสียหายผู้ส่งยังได้รับชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเต็มตามมูลค่าของสินค้า นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่ประกอบกิจการรับขนสินค้าที่มีมูลค่าสูงโดยเฉพาะให้ผู้ส่งได้เลือกใช้บริการ แต่จะคิดค่าระวางขนส่งที่สูงกว่าจำเลยที่ 2 ดังนั้น ผู้ส่งจึงมิได้อยู่ในฐานะที่ต้องเสียเปรียบหรือต้องผูกมัดให้ทำสัญญาโดยไม่มีผู้ประกอบการรายอื่นที่จะเลือกใช้บริการเงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวมิได้มีผลให้ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้เปรียบผู้เอาประกันภัยเกินสมควร จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 บริษัทไฟว์ พี. เจมส์ กรุ๊ป จำกัด ว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าเครื่องประดับอัญมณี จำนวน 1 หีบห่อ ราคารวม 2,235,500 เยน ทางอากาศจากท่าอากาศยานกรุงเทพไปส่งให้แก่ชิเจมิตซุ โซไค ผู้ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่ประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 1 ออกใบรับขนของทางอากาศให้แก่ผู้ส่งไว้เป็นหลักฐาน ผู้ส่งทำสัญญาประกันภัยการขนส่งสินค้าดังกล่าวไว้กับโจทก์เป็นทุนประกันรวม 2,459,050 เยน หรือ 912,270.66 บาท ผู้ส่งส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองในสภาพเรียบร้อยครบถ้วน เมื่อถึงกำหนดส่งมอบสินค้าผู้รับตราส่งแจ้งว่าไม่ได้รับสินค้า ตรวจสอบพบว่าสินค้าทั้งหมดสูญหายไปในระหว่างการขนส่ง ผู้ส่งทวงถามให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ผู้ส่งจึงจำต้องส่งสินค้าใหม่ตามจำนวนมูลค่าสินค้าที่สูญหายให้แก่ผู้ซื้อแทนสินค้าเดิมและเรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ตามสัญญาประกันภัย โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงิน 2,459,050 เยน หรือ 912,270,66 บาท เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2548 และรับช่วงสิทธิเรียกร้องจากผู้เอาประกันภัยให้จำเลยทั้งสองรับผิด โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้เงินไปจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินดอกเบี้ยรวม 26,055.95 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 938,326.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 912,270.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า สินค้าไม่ได้สูญหายในระหว่างการขนส่งของจำเลยทั้งสอง สินค้าพิพาทคดีนี้เป็นเครื่องประดับอัญมณี ซึ่งถือเป็นของมีค่าอย่างอื่น ๆ ตามมาตรา 620 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ผู้ส่งมิได้บอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบสินค้า จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อการสูญหายของสินค้า ผู้ส่งทราบดีอยู่แล้วว่าการระบุว่า "ตามใบกำกับสินค้า" หรือการสำแดงราคาในใบรับขนของทางอากาศในช่อง Value for Customs เพียงช่องเดียวเป็นเพียงเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรเท่านั้น มิใช่เป็นการบอกราคาที่แท้จริงของสินค้าตามความหมายของมาตรา 620 ซึ่งผู้ส่งจำเป็นต้องระบุหรือสำแดงราคาในช่อง Declared Value for Carriage หรือมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง การสำแดงราคาในช่อง Value for Customs ของผู้ส่งในใบรับขนของทางอากาศหาใช่เพื่อให้จำเลยทั้งสองมีความรับผิดเพิ่มขึ้นเต็มจำนวนราคาสินค้าในกรณีสินค้าเสียหาย สูญหาย และ/หรือเรียกเก็บค่าบริการประกันภัยเพิ่มขึ้นจากค่าบริการขนส่งปกติ ผู้ส่งทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์เพื่อบรรเทาความเสี่ยงภัยจากการขนส่งทางอากาศซึ่งหากผู้ส่งจะได้รับการชดใช้โดยเต็มมูลค่าสินค้าจากผู้ขนส่งแล้วก็คงไม่มีความจำเป็นที่ผู้ส่งจะต้องซื้อประกันภัยเต็มมูลค่าสินค้าโดยมีภาระจ่ายเบี้ยประกันภัยกับโจทก์อีก การไม่บอกราคาหรือไม่สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งในช่อง Declared Value for Carriage จึงเป็นการไม่ชอบด้วยข้อตกลงและกฎหมายในอันที่ผู้ส่งจะมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองเป็นพิเศษจากกรณีปกติทั่วไป จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดในมูลค่าของเครื่องประดับหรือของมีค่าอื่น ๆ ผู้ส่งหรือผู้เอาประกันภัยเป็นลูกค้าของจำเลยทั้งสองโดยได้เปิดบัญชีเครดิตเดินสะพัดโดยตกลงยกเว้นและจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองในกรณีของสูญหายหรือบุบสลายจากการขนส่งทางอากาศ ผู้ส่งเป็นผู้บรรจุสินค้าพร้อมปิดผนึกและพิมพ์ข้อความทั้งหมดในแบบฟอร์มใบรับขนของทางอากาศพร้อมลงลายมือชื่อและแจ้งให้จำเลยทั้งสองไปรับสินค้า โดยไม่ได้แจ้งมูลค่าของสินค้าที่เป็นของมีค่าไว้ ซึ่งหากมีการบอกราคาแห่งของไว้ในช่อง Declared Value for Carriage ขณะที่ส่งมอบสินค้า จะมีผลต่อราคาค่าบริการขนส่งหรือค่าระวางกับทั้งอุปกรณ์ในการขนส่งจำเลยทั้งสองจะเรียกเก็บค่าบริการประกันภัยกับผู้ส่งเพิ่มเติมจากค่าขนส่งปกติ การที่ผู้ส่งทำประกันภัยกับโจทก์แสดงว่าผู้ส่งทราบถึงข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งที่จำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองในกรณีสินค้าเสียหายหรือสูญหายไว้ที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม หรือไม่เกิน 100ดอลลาร์สหรัฐ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า สินค้าพิพาทมีน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัมและผู้ส่งไม่ได้สำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่งไว้ ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองต้องรับผิดก็จำกัดไว้เพียงไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ พฤติการณ์ของผู้ส่งมิได้มีเจตนาเพื่อให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นและเรียกเก็บค่าบริการประกันภัยจากผู้ส่งเพิ่มจากค่าขนส่งตามปกติ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองถึงวันฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ข้อตกลงจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนของทางอากาศมีลักษณะข้อตกลงที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกิดจากการกระทำของลูกหนี้เองหรือของบุคคลอื่นที่ลูกหนี้ต้องรับผิดด้วยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 8 วรรคสอง จึงมีผลบังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 10 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 414,685.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2548) ต้องไม่เกิน 26,055.95 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ทดแทนจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 บริษัทไฟว์ พี. เจมส์ กรุ๊ป จำกัด ได้ว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าประเภทเครื่องประดับอัญมณี จำนวน 1 หีบห่อ ราคารวม 2,235,500 เยน จากต้นทางท่าอากาศยานกรุงเทพไปส่งให้แก่ชิเจมิตซุ โซไค ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ตามใบกำกับสินค้าและใบรับขนของทางอากาศ เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ซึ่งด้านหลังใบรับขนของทางอากาศ เอกสารหมาย จ.4 มีข้อความจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ในกรณีสินค้าสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบบอกชักช้าไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะมากกว่ากัน ในการขนส่งสินค้าดังกล่าว ผู้ส่งได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับโจทก์ ซึ่งโจทก์ตกลงรับประกันภัยความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าระหว่างการขนส่งสินค้าทางอากาศจากต้นทางจนถึงปลายทางที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นทุนประกันภัย 2,459,050 เยน หรือ 912,270.66 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 37.10 บาท เท่ากับ 100 เยน) ผู้ส่งส่งมอบสินค้าให้จำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้ว ต่อมาปรากฏว่า ผู้รับตราส่งไม่ได้รับสินค้า เนื่องจากสินค้าทั้งหมดสูญหายไประหว่างการขนส่ง ผู้ส่งทวงถามให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ผู้ส่งจึงเรียกร้องจากโจทก์ โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ส่งไปเป็นเงิน 912,270.66 บาท เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2548 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามใบรับขนของทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่"

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปหรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น และในวรรคสาม (1) กำหนดให้ข้อตกลงเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น การจะพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามใบรับขนของทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดนั้นเป็นผลให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดนั้นได้เปรียบผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่ ส่วนนี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองโดยโจทก์มิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ใบรับขนของทางอากาศซึ่งเป็นแบบฟอร์มของจำเลยที่ 2 ด้านหน้ามีช่องให้ผู้ส่งกรอกรายละเอียดของสินค้า โดยรายการสำแดงราคาสินค้าแยกออกเป็น 2 ช่องย่อย คือ ช่องสำแดงราคาสินค้าเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรซึ่งผู้ส่งทุกรายจำเป็นต้องระบุไว้เพื่อคำนวณการเสียภาษีกับช่องสำแดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง ซึ่งไม่บังคับให้ผู้ส่งต้องสำแดง ผู้ส่งจะระบุหรือไม่ระบุก็ได้ แต่หากมีการระบุราคาสินค้าที่ช่องนี้จะส่งผลต่ออัตราการคิดค่าธรรมเนียมการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในกรณีสินค้าสูญหาย เสียหายหรือขนส่งล่าช้า กล่าวคือ หากผู้ส่งไม่สำแดงราคาเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จะจำกัดไว้สูงสุดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่ง 1 เที่ยว หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า แต่หากผู้ส่งประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามจำนวนราคาสินค้าที่สำแดงไว้ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 กรณีทั่วไป ผู้ส่งจะต้องสำแดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศและกรณีนี้ผู้ส่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการขนส่งบวกค่าบริการประกันภัยเพิ่มขึ้นในอัตรา 0.4 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 100 เหรียญ และหากเป็นสินค้าประเภทอัญมณี จำเลยที่ 2 จะอนุญาตให้ผู้ส่งสำแดงมูลค่าของสินค้าเพื่อการขนส่งเป็นเงินไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่าจำเลยที่ 2 จะจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกินมูลค่าที่สำแดงไว้ แต่ทั้งต้องไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ และกรณีที่ผู้ส่งเลือกที่จะไม่สำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่ง จำเลยที่ 2 จะคิดค่าธรรมเนียมการขนส่งตามน้ำหนักของสินค้า สำหรับสินค้าพิพาทรายนี้ ผู้ส่งไม่ได้สำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศ จำเลยที่ 2 จึงคิดค่าธรรมเนียมการขนส่งตามน้ำหนักของสินค้า เห็นว่า สัญญารับขนของทางอากาศระหว่างผู้ส่งกับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระตอบแทนกัน โดยหนี้ที่ผูกพันฝ่ายหนึ่งเป็นมูลฐานของการชำระหนี้ขออีกฝ่ายหนึ่ง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งมีหน้าที่จะต้องขนส่งสินค้าไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่ง หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายอันเกิดขึ้นจากการผิดสัญญาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ส่งก็มีหน้าที่ที่ต้องชำระค่าระวางขนส่งตามอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งจากเงื่อนไขการขนส่งที่กล่าวมาเห็นได้ชัดว่าอัตราค่าระวางที่ผู้ส่งต้องรับภาระจะสัมพันธ์โดยตรงกับมูลค่าสินค้าที่สำแดงเพื่อการขนส่งเช่นเดียวกับจำนวนความรับผิดกรณีสินค้าสูญหายหรือเสียหายโดยเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามกัน หากสำแดงราคาสินค้าไว้สูงผู้ส่งก็จะต้องเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้น แต่หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายก็จะได้รับการชดใช้ตามมูลค่าที่สำแดงไว้แต่ไม่เกินจำนวน 500 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดเท่านั้น ดังนั้น มูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งที่ระบุจึงเป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาค่าระวางขนส่งและจำนวนความรับผิด การที่ผู้ขนส่งคิดค่าระวางเพิ่มขึ้นก็เนื่องมาจากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หนี้ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องชำระตอบแทนกัน ในส่วนนี้จึงถือเป็นหนี้ที่มีความสำคัญขนาดเดียวกัน หากผู้ส่งต้องการค่าสินไหมทดแทนที่มากขึ้นก็ต้องยอมจ่ายค่าระวางขนส่งสูงขึ้นจึงจะเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย พิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่ว่าสินค้าที่ผู้ขนส่งจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งมีมูลค่า 2,235,500 เยน ซึ่งเกินกว่าจำนวนสูงสุดที่จำเลยที่ 2 อนุญาตให้สำแดงได้ คือ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ไปมากประกอบพฤติการณ์ที่ผู้ส่งซึ่งเป็นลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 2 ไปต่างประเทศอยู่เป็นประจำ ย่อมทราบดีถึงเงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 แต่สมัครใจเข้าทำสัญญารับขนของทางอากาศกับจำเลยที่ 2 และไม่ได้แจ้งหรือระบุมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ ทั้งยังได้ทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยจากการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่งกับโจทก์เต็มมูลค่าของสินค้าโดยยอมเสียเบี้ยประกันภัยอันเป็นทางเลือกอย่างอื่น แสดงให้เห็นชัดถึงเจตนาที่จะเข้าเอาประโยชน์จากการที่จะไม่ต้องเสียค่าระวางเพิ่มและหากสินค้าสูญหายหรือเสียหายผู้ส่งยังรับชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเต็มตามมูลค่าของสินค้า นอกจากนี้ยังได้ความว่ามีบริษัทที่ประกอบกิจการรับขนสินค้าที่มีมูลค่าสูงโดยเฉพาะให้ผู้ส่งได้เลือกใช้บริการ แต่บริษัทเหล่านี้จะคิดค่าระวางขนส่งที่สูงกว่าจำเลยที่ 2 เนื่องจากจะต้องทำประกันภัยสินค้าและจะต้องจัดให้มีระบบรักษาความปลอดภัยเพราะหากสินค้าสูญหาย ผู้ส่งจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มมูลค่าของสินค้า ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์ ทางเลือกและทางได้เสียทุกอย่างของผู้ส่งกับจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า ผู้ส่งมิได้อยู่ในฐานะที่ต้องเสียเปรียบหรือต้องผูกมัดให้ทำสัญญาโดยไม่มีผู้ประกอบการรายอื่นที่จะเลือกใช้บริการ เงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดตามใบรับขนของทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวมิได้มีผลให้ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้เปรียบผู้เอาประกันภัยเกินสมควรแต่อย่างใด ข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินต่อโจทก์โดยนำบทบัญญัติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาปรับใช้บังคับให้จำเลยทั้งสองต้องรับภาระเกินกว่าจำนวนความรับผิดที่ระบุในใบรับขนของทางอากาศ เอกสารหมาย จ.4 ในคดีนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น เมื่อสินค้าที่สูญหายมีน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย เป็นเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อจำกัดความรับผิดซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2067/2553
#499681
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 บัญญัติให้สิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ขนส่งกับผู้รับตราส่งในเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับการขนส่งของที่ระบุไว้ในใบตราส่งนั้นให้เป็นไปตามข้อกำหนดในใบตราส่ง ซึ่งแม้ใบตราส่งไม่ปราฏข้อกำหนดหน้าที่ให้จำเลยต้องดำเนินพิธีการศุลกากร ขนถ่ายสินค้าออกจากตู้และส่งมอบตู้สินค้าคืนแก่โจทก์ภายใน 7 วัน แต่ใบตราส่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้ที่ต้องได้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า และการขนส่งรายนี้มีเงื่อนไขการขนส่งแบบ เอฟ.ซี.แอล ซีวาย/ซีวาย ข้อความดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องแจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทราบและส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลย และเมื่อตู้สินค้าถูกขนส่งถึงท่าปลายทาง โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งต้องส่งมอบตู้สินค้าทั้งตู้แก่จำเลยในฐานะผู้รับตราส่งเพื่อนำไปเปิดที่โกดังของตนเอง เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าสินค้ามาถึงแล้ว ทั้งการที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบโดยตกลงที่จะชำระค่าบริการที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นประกันในการดำเนินการ และตกลงจะรับผิดในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโจทก์ พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยยอมรับเอาหน้าที่จะต้องรับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ตามข้อกำหนดของใบตราส่ง โดยเงื่อนไขการขนส่งของ ซีวาย ตัวหลังแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้ดำเนินการเพื่อรับมอบสินค้าในเวลาอันสมควร และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและทวงถาม จำเลยได้ชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้บางส่วนถึง 2 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในใบตราส่งเพื่อที่จะเข้าครอบครองถือประโยชน์ในสินค้า โดยตกลงที่จะรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ขนส่งตู้สินค้าพิพาทถึงท่าปลายทาง และพร้อมที่จะส่งมอบทั้งได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยมิได้ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้สินค้าตกค้างจนกระทั่งตู้สินค้าถูกอายัดไว้ดำเนินคดี เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ตู้สินค้าได้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าจนกว่าจะส่งมอบตู้สินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 295,704 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้ในอัตราวันละ 540 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบตู้สินค้าเปล่าคืนแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รับฟ้องและดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยต้องรับผิดชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 บัญญัติให้สิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ขนส่งกับผู้รับตราส่งในเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับการขนส่งของที่ระบุไว้ในใบตราส่ง ให้เป็นไปตามข้อกำหนดในใบตราส่ง ซึ่งแม้ใบตราส่งไม่ปรากฏข้อกำหนดหน้าที่ให้จำเลยต้องดำเนินพิธีการศุลกากร ขนถ่ายสินค้าออกจากตู้และส่งมอบตู้สินค้าคืนแก่โจทก์ภายใน 7 วัน แต่ใบตราส่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้รับตราส่ง และเป็นผู้ที่ต้องได้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า ทั้งมีเงื่อนไขการขนส่งแบบ เอฟซีแอล ซีวาย/ซีวาย ข้อความดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องแจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทราบและส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลย และเมื่อตู้สินค้าถูกขนส่งถึงท่าปลายทาง โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งจะต้องส่งมอบตู้สินค้าทั้งตู้แก่จำเลยในฐานะผู้รับตราส่งเพื่อนำไปเปิดที่โกดังของตนเอง โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว โดยก่อนหน้านั้นจำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ขอเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบจากเดิมที่ระบุไว้ในใบตราส่งจากแหลมฉบัง เป็น สยาม คอนเทนเนอร์ เทอร์มินอล (เอสซีที) โดยตกลงที่จะชำระค่าบริการที่เกี่ยวข้องสำหรับการดังกล่าวจำนวน 51 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นประกันในการดำเนินการ อีกทั้งจำเลยยังตกลงจะรับผิดในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ พฤติการณ์แสดงว่า จำเลยยอมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องรับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ตามข้อกำหนดของใบตราส่ง โดยเงื่อนไขการขนส่งของซีวาย ตัวหลังแล้ว ต่อมาเมื่อจำเลยไม่ได้ดำเนินการเพื่อรับมอบสินค้าในเวลาอันควร โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและทวงถาม จำเลยก็ได้ชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้บางส่วนแก่โจทก์ถึง 2 ครั้ง การกระทำของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในใบตราส่งเพื่อที่จะเข้าครอบครองถือประโยชน์ในสินค้า และรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ขนส่งตู้สินค้าพิพาทถึงท่าปลายทางและพร้อมที่จะส่งมอบ โดยยกตู้สินค้าลงจากเรือนำเข้าเก็บในโรงพักสินค้า ทั้งได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยมิได้ดำเนินการใดๆปล่อยให้สินค้าตกค้างอยู่ในตู้จนกระทั่งตู้สินค้าถูกอายัดไว้ดำเนินคดีเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากตู้สินค้าได้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าจนกว่าจะส่งมอบตู้สินค้าคืนโจทก์ และโจทก์นำสืบ อัตราค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าวันละ 540 บาท เป็นอัตราปกติที่ใช้กันทั่วไปในธุรกิจ รับขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งจำเลยก็ยอมรับและจ่ายค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าบางส่วนแก่โจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 295,704 บาท ตามที่โจทก์นำสืบ ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ขนสินค้ารายนี้ด้วย เป็นการนำสืบนอกคำฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวย่อมไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ถือว่าปัญหาดังกล่าวไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 295,704 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าอัตราวันละ 540 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบตู้สินค้าเปล่าคืนแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวัน ไฮ ไลนส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเร็กซ์ ทูลล์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2067/2553
#508665
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 บัญญัติให้สิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ขนส่งกับผู้รับตราส่งในเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับการขนส่งของที่ระบุไว้ในใบตราส่งนั้น ให้เป็นไปตามข้อกำหนดในใบตราส่ง จำเลยยอมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องรับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ตามข้อกำหนดในใบตราส่ง โดยเงื่อนไขการขนส่งของซีวาย ตัวหลัง และโจทก์ได้ขนส่งตู้สินค้าพิพาทถึงท่าปลายทางทั้งได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยมิได้ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้สินค้าตกค้างอยู่ในตู้จนกระทั่งตู้สินค้าถูกอายัดไว้ดำเนินคดีเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากตู้สินค้าได้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าจนกว่าจะส่งมอบตู้สินค้าดังกล่าวคืนโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยสั่งนำเข้าสินค้าจำพวกใบเลื่อย ดินสอช่างไม้ เลื่อย รวมจำนวน 491 ห่อ จากผู้ขายที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ขายบรรจุสินค้าในตู้สินค้าของโจทก์จำนวน 1 ตู้ และมอบให้โจทก์ขนส่งจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาส่งมอบให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งในประเทศไทย โจทก์ขนส่งสินค้ามาถึงประเทศไทยวันที่ 11 พฤษภาคม 2548 ซึ่งจำเลยในฐานะผู้รับตราส่งมีหน้าที่ต้องดำเนินพิธีการศุลกากรนำสินค้าออกและส่งคืนตู้สินค้าเปล่าแก่โจทก์ภายใน 7 วัน แต่จำเลยมิได้ดำเนินการ ปล่อยให้ตู้สินค้าตกค้างอยู่ในคลังสินค้าจนถึงปัจจุบัน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าไปใช้ประโยชน์ในการบรรจุสินค้าอื่นได้ จำเลยจึงต้องชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้แก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 323,460 บาท จำเลยชำระแล้วบางส่วนเป็นเงิน 27,756 บาท คงเหลือหนี้จำนวน 295,704 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ที่ค้างพร้อมค่าหน่วงเหนี่ยวตู้ในอัตราวันละ 540 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะส่งคืนตู้สินค้าเปล่าแก่โจทก์เรียบร้อย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 295,704 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้ในอัตราวันละ 540 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบตู้สินค้าเปล่าคืนแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รับฟ้องและดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 บัญญัติให้สิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ขนส่งกับผู้รับตราส่งในเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับการขนส่งของที่ระบุไว้ในใบตราส่งนั้น ให้เป็นไปตามข้อกำหนดในใบตราส่ง ซึ่งแม้ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.5 ไม่ปรากฏข้อกำหนดหน้าที่ให้จำเลยต้องดำเนินพิธีการศุลกากรขนถ่ายสินค้าออกจากตู้และส่งมอบตู้สินค้าคืนแก่โจทก์ภายใน 7 วันก็ตาม แต่ใบตราส่งดังกล่าวระบุว่าจำเลยเป็นผู้รับตราส่ง และเป็นผู้ที่ต้องได้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า ทั้งมีเงื่อนไขการขนส่งแบบ เอฟซีแอล ซีวาย/ซีวาย ข้อความดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องแจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทราบและส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลย และเมื่อตู้สินค้าถูกขนส่งถึงท่าปลายทาง โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งจะต้องส่งมอบตู้สินค้าทั้งตู้แก่จำเลยในฐานะผู้รับตราส่งเพื่อนำไปเปิดที่โกดังของตนเอง ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว โดยก่อนหน้านั้นจำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ขอเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบจากเดิมที่ระบุไว้ในใบตราส่งจากแหลมฉบัง เป็น สยาม คอนเทนเนอร์ เทอร์มินอล (เอสซีที) โดยตกลงที่จะชำระค่าบริการที่เกี่ยวข้องสำหรับการดังกล่าวจำนวน 50 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นประกันในการดำเนินการ อีกทั้งจำเลยยังตกลงจะรับผิดในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.6 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยยอมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องรับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ตามข้อกำหนดของใบตราส่ง โดยเงื่อนไขการขนส่งของซีวาย ตัวหลังแล้ว และต่อมาเมื่อจำเลยไม่ได้ดำเนินการเพื่อรับมอบสินค้าในเวลาอันควร โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและทวงถาม จำเลยก็ได้ชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้บางส่วนแก่โจทก์ถึง 2 ครั้ง ตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 การกระทำของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในใบตราส่งเพื่อที่จะเข้าครอบครองถือประโยชน์ในสินค้า และรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ขนส่งตู้สินค้าพิพาทถึงท่าปลายทางและพร้อมที่จะส่งมอบ โดยยกตู้สินค้าลงจากเรือนำเข้าเก็บในโรงพักสินค้า ทั้งได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยมิได้ดำเนินการใดๆปล่อยให้สินค้าตกค้างอยู่ในตู้จนกระทั่งตู้สินค้าถูกอายัดไว้ดำเนินคดีเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากตู้สินค้าได้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าจนกว่าจะส่งมอบตู้สินค้าดังกล่าวคืนโจทก์ และโจทก์นำสืบว่า อัตราค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าวันละ 540 บาท เป็นอัตราปกติที่ใช้กันทั่วไปในธุรกิจ รับขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งจำเลยก็ยอมรับและจ่ายค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าบางส่วนแก่โจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 295,704 บาท ตามที่โจทก์นำสืบ ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ขนสินค้ารายนี้ด้วย เป็นการนำสืบนอกคำฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวย่อมไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ถือว่าปัญหาดังกล่าวไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 295,704 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มกราคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าหน่วงเหนี่ยวตู้สินค้าอัตราวันละ 540 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบตู้สินค้าเปล่าคืนแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวัน ไฮ ไลนส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเร็กซ์ ทูลล์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2065/2553
#504774
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานใหญ่จากบ้านเลขที่ 703 เป็นบ้านเลขที่ 9/81 ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2550 และนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2550 นอกจากนี้ตามคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2551 และหนังสือมอบอำนาจแนบท้ายคำแถลงรวมทั้งหนังสือรับรองของโจทก์ที่โจทก์แนบมาท้ายคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาก็ได้ระบุภูมิลำเนาแห่งใหม่ของโจทก์ไว้ กรณีจึงเชื่อได้ว่า โจทก์ได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ ณ ที่ทำการใหม่แล้ว ตั้งแต่ก่อนวันที่เจ้าหน้าที่ศาลนำหมายนัดและสำเนาฎีกาไปส่ง ดังนั้น การส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ตามภูมิลำเนาเดิมโดยวิธีปิดหมายจึงเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าโจทก์รับหมายนัดและสำเนาฎีกาแล้ว เมื่อศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ใหม่ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่ามีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาให้โจทก์หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและมีคำสั่งให้ส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลว่าได้นำหมายนัดและสำเนาฎีกาไปส่งให้แก่โจทก์ที่บ้านเลขที่ 703 อาคารรัชฎาสวีท ถนนวงศ์สว่าง แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2551 และสามารถส่งให้ได้โดยวิธีปิดหมาย ครั้นวันที่ 9 ธันวาคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาโดยอ้างว่า โจทก์ได้ย้ายสำนักงานแห่งใหญ่จากบ้านเลขที่ 703 ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 9/81 ซอยรัชประชา 2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครแล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับหมายนัดและสำเนาฎีกา เป็นเหตุให้ไม่สามารถยื่นคำแก้ฎีกาได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่ปรากฏว่าโจทก์ย้ายภูมิลำเนาไปก่อนส่งสำเนาฎีกา ประกอบกับได้มีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาแล้วจึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์มายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาของโจทก์ โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์มายังศาลฎีกาเป็นการไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของโจทก์ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาและพิพากษา ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าการส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ได้ย้ายสำนักงานแห่งใหญ่จากบ้านเลขที่ 703 ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 9/81 ซอยรัชประชา 2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 อันเป็นเวลาก่อนการส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาในคดีนี้ และหากเจ้าหน้าที่ศาลได้นำหมายนัดและสำเนาฎีกาไปส่งให้แก่โจทก์ที่บ้านเลขที่ 703 โดยวิธีปิดหมายจริง บุคคลที่เฝ้าอาคารดังกล่าวก็จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ ซึ่งหากโจทก์ทราบว่ามีการส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์แก้ โจทก์ก็ต้องยื่นคำแก้ฎีกาอย่างแน่นอน เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด เอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 3 ว่า โจทก์ได้ขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่จากบ้านเลขที่ 703 อาคารรัชฎาสวีท ถนนวงศ์สว่าง แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เป็นบ้านเลขที่ 9/81 ซอยรัชประชา 2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2550 และนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2550 นอกจากนี้ตามคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2551 และหนังสือมอบอำนาจแนบท้ายคำแถลง รวมทั้งหนังสือรับรองของโจทก์ที่โจทก์แนบมาท้ายคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาก็ได้ระบุภูมิลำเนาแห่งใหม่ของโจทก์ไว้ กรณีจึงเชื่อได้ว่าโจทก์ได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ ณ ที่ทำการแห่งใหม่แล้วตั้งแต่ก่อนวันที่เจ้าหน้าที่ศาลนำหมายนัดและสำเนาฎีกาไปส่ง ดังนั้น การส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ตามภูมิลำเนาเดิมโดยวิธีปิดหมายจึงเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับหมายนัดและสำเนาฎีกาแล้ว เมื่อศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ใหม่ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่ามีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาให้โจทก์หรือไม่"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ใหม่ แล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับในชั้นนี้ในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพุทธธรรมประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายอรรถพร บุนยถี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2045/2553
#501966
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 240, 244 และ 341 โดยความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หากจำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงให้รอฟังคำพิพากษาและได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังในวันนั้นเองโดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้วโจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240 ดังกล่าว โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลรับฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208

สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสามหมื่นบาท และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดในสองมาตราดังกล่าวไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน หากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ศาลก็คงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นย่อมฟังว่าจำเลยกระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 244 และมาตรา 341 ตามฟ้องได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดสองมาตราดังกล่าวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244, 341, 32, 33, 91, 92 ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 237,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 241, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเงินตรา จำคุก 10 ปี ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งที่ได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำคุก 1 ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 12 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 237,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244 และ 341 โดยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หากจำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงให้รอฟังคำพิพากษาและได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังในวันนั้นเอง โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้วโจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ดังกล่าวโจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208

สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสามหมื่นบาท และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อความผิดใน 2 มาตราดังกล่าว ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน หากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ศาลก็คงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นย่อมฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 และมาตรา 341 ตามฟ้องได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิด 2 มาตราดังกล่าวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ให้จำคุก 1 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 237,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 240 ม. 244 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 208
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนครินทร์ ศิริอุปถัมภ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายพิสุทธิ์ สุวบุญประภัทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2045/2553
#506516
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 240, 244 และ 341 เมื่อปรากฏว่าความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240 มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป โจทก์จึงต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ดังนี้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าว แต่ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 244 และ 351 ไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน จึงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244, 341, 32, 33, 91, 92 ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 237,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 241, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเงินตรา จำคุก 10 ปี ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งที่ได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำคุก 1 ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 12 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 237,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 344 และ 341 โดยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป หากจำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 ว่า จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงให้รอฟังคำพิพากษาและได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยฟังในวันนั้นเอง โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าการที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้วโจทก์จะต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ดังกล่าว โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ต่อไป เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสามหมื่นบาท และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อความผิดใน 2 มาตราดังกล่าวไม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อน หากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ศาลก็คงลงโทษจำเลยในบทมาตราดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นย่อมฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 และ มาตรา 341 ตามฟ้องได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิด 2 มาตราดังกล่าวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1714/2545 ของศาลแขวงตลิ่งชัน และจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ตาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และให้พ้นโทษไปแล้วหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่ศาลแขวงตลิ่งชันจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้พ้นโทษไปแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ให้จำคุก 1 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลย ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 237,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนครินทร์ ศิริอุปถัมภ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2023/2553
#499236
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายข้อหาในคดีที่มีข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำหรือกรอกข้อความในบันทึกการจับกุม รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงซึ่งมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จโดยบรรยายฟ้องรวมกันมาเป็นข้อเดียว มิได้แยกกระทงแต่อย่างใด อีกทั้งการกระทำตามฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะกระทำการหลายอย่าง แต่ด้วยเจตนาเดียวกัน คือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 162 มีอัตราโทษจำคุกเกินสามปีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 และมาตรา 310 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 162 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไปด้วย

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 162, 295, 310, 335, 391

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และมาตรา 310 วรรคแรก เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายข้อหาในคดีที่มีข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรตำบลบางขนาก ร่วมกันกระทำความผิดกล่าวคือ ขณะโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนน จำเลยทั้งสองซึ่งแต่งกายนอกเครื่องแบบและพกพาอาวุธปืนได้ร่วมกันข่มขืนใจโจทก์ โดยขับรถกระบะจอดขวางทางรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับ จนโจทก์ต้องหยุดรถจักรยานยนต์กะทันหัน จำเลยทั้งสองลงจากรถ แล้วจำเลยที่ 1 กระชากกุญแจรถจักรยานยนต์ของโจทก์ไป จำเลยทั้งสองร่วมกันใส่กุญแจมือโจทก์โดยไม่แจ้งข้อหา ฉุดกระชากโจทก์ให้ขึ้นรถกระบะ ชกต่อยโจทก์หลายครั้ง ตรวจค้นร่างกายโจทก์ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ลักเงินสดในตัวโจทก์ไป 1,200 บาท เมื่อถึงสถานีตำรวจก็ร่วมฉุดกระชากโจทก์ลงจากรถแล้วรุมเตะต่อยโจทก์และหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และทำบันทึกจับกุมโดยข่มขืนใจให้โจทก์ลงชื่อรับสารภาพว่า โจทก์มียาเสพติดให้โทษ โจทก์กลัวจึงลงชื่อไป การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำหรือกรอกข้อความในบันทึกการจับกุม รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงตามบันทึกจับกุม ซึ่งมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ โดยบรรยายฟ้องรวมกันมาเป็นข้อเดียว มิได้แยกกระทงแต่อย่างใด อีกทั้งการกระทำตามฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะกระทำการหลายอย่าง แต่ด้วยเจตนาเดียวกัน คือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 มีอัตราโทษจำคุกเกินสามปี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และความผิดตามมาตรา 295 และ มาตรา 310 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา 157 และมาตรา 162 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไปด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และมาตรา 310 วรรคแรก ว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว...

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ป.อ. ม. 157 ม. 162 ม. 295 ม. 310 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัตน์ รอดสา
จำเลย — สิบตำรวจโทเพชร เรืองเย็น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายประเสริฐ ตั้งสถาพรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998/2553
#508664
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งที่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่เป็นประเด็นอันเป็นข้อสำคัญแห่งคดี แต่คำพิพากษาในคดีดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งเท่านั้น ไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยในคดีแพ่งมาผูกพันคำวินิจฉัยในคดีอาญาได้ คงเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่ศาลในคดีอาญาจะต้องนำมาชั่งน้ำหนักประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่ามีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จจริงหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 เบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1939/2538 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดิน 4 แปลง รวมทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ดิน 61 ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีชื่อนางชั้วพี่สาวโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จากโจทก์ และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 เบิกความเท็จในคดีดังกล่าวด้วยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินข้างต้นจากโจทก์ ความจริงแล้วโจทก์ขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เพียง 3 แปลง โจทก์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง และโจทก์ไม่เคยบอกจำเลยทั้งสองว่านางชั้วพี่สาวโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แล้วโจทก์จึงนำมาขายให้แก่จำเลยทั้งสองคำเบิกความอันเป็นเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญในคดี โดยหากศาลเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองเบิกความ จำเลยที่ 1 ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์ต้องออกจากที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ลงโทษจำคุกคนละ 3 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา เดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1085 ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ มีชื่อนางชั้ว เมืองสุวรรณ พี่สาวโจทก์เป็นผู้ครอบครอง ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้มีการออกเป็นโฉนดเลขที่ 16471 มีชื่อนางชั้วเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเบิกความเท็จอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้เคยเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1939/2538 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ และในคดีดังกล่าวศาลวินิจฉัยไม่เชื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 นำสืบและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เห็นว่า แม้ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าวที่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่จะเป็นประเด็นอันเป็นข้อสำคัญแห่งคดีก็ตาม แต่คำพิพากษาในคดีดังกล่าวก็มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งเท่านั้น ไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยในคดีแพ่งดังกล่าวมาผูกพันคำวินิจฉัยในคดีอาญาได้ คงเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่ศาลในคดีนี้จะต้องนำมาชั่งน้ำหนักประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่ามีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้แล้ว คงมีแต่คำเบิกความของพยานโจทก์ที่อ้างคำวินิจฉัยและผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์หาได้นำสืบให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่าเป็นเช่นไร เหตุใดโจทก์ซึ่งได้รับการยกให้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจากนางชั่วจึงต้องทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าหนังสือสัญญาเช่า เอกสารหมาย ล.1 ไม่สมบูรณ์อย่างไร ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้นำสืบต่อสู้ไว้ในคดีแพ่งแล้วโจทก์ควรที่จะได้หาพยานหลักฐานมาหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองและพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองให้หนักแน่นมั่นคงเพื่อแสดงว่า จำเลยทั้งสองเบิกความเท็จในคดีแพ่งดังกล่าว ลำพังเพียงแต่อ้างคำวินิจฉัยและผลคำพิพากษาในคดีแพ่งย่อมไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายต๊ะ เกตุทอง
จำเลย — นางสุนันท์ นุ่มมีศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2553
#499710
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ส่วนที่ 3 วิธีการจัดการบริษัทจำกัด มาตรา 1195 ให้สิทธิแก่กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ซึ่งได้นัดเรียกหรือประชุมกันหรือลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทได้ ปรากฏว่าข้ออ้างที่โจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องคดีนี้คือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามบันทึกข้อตกลงการให้สินเชื่อและการชำระหนี้ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ มิได้เข้าร่วมประชุมและมิได้เสนอบุคคลเข้าเป็นกรรมการเกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงข้อ 5.3 นั้น หาใช่เหตุตามบทบัญญัติมาตรา 1195 อันก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องเพิกถอนการประชุมตลอดทั้งมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวไม่ แต่เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่มีต่อกัน ซึ่งหากโจทก์ได้รับความเสียหายประการใดในฐานะที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะต้องพิจารณาว่าโจทก์จะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายที่โจทก์เห็นว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนได้หรือไม่ แต่โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ที่ให้ตั้งกรรมการบริษัทโดยให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นและให้ตั้งกรรมการใหม่ โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุม และให้มีกรรมการที่จำเลยที่ 2 เสนอชื่อเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด กับให้เสนอตั้งโจทก์และนายเทพเป็นหนึ่งในกรรมการนั้นด้วย หากจำเลยที่ 2 ไม่เสนอชื่อกรรมการเข้าร่วมบริหารบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ให้โจทก์พ้นภาระความรับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ทั้งหมดของบริษัทจำเลยที่ 1 ที่มีต่อจำเลยที่ 2 และห้ามมิให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 กระทำการใดๆ เกี่ยวกับกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 เรื่องการถอดถอนกรรมการ การกำหนดจำนวนกรรมการ การเลือกตั้งกรรมการและการแก้ไขอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามบันทึกข้อตกลงการให้สินเชื่อและชำระหนี้ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 มิได้เข้าร่วมประชุม และเสนอบุคคลเข้าเป็นกรรมการเกินกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการจำเลยที่ 1 อันเป็นการขัดต่อข้อตกลงข้อ 5.3 และโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่สาม ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องได้รับความเสียหาย ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมาด 4 ส่วนที่ 3 วิธีจัดการบริษัทจำกัด มาตรา 1195 ให้สิทธิแก่กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ซึ่งได้นัดเรียกหรือประชุมกันหรือลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทได้ ปรากฏว่าข้ออ้างที่โจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องคดีนี้คือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามบันทึกข้อตกลงการให้สินเชื่อและการชำระหนี้ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ มิได้เข้าร่วมประชุมและมิได้เสนอบุคคลเข้าเป็นกรรมการเกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงข้อ 5.3 นั้น หาใช่เหตุตามบทบัญญัติมาตรา 1195 อันก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องเพิกถอนการประชุมตลอดทั้งมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวไม่ แต่เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่มีต่อกัน ซึ่งหากโจทก์ได้รับความเสียหายประการใดในฐานะที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะต้องพิจารณาว่า โจทก์จะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายที่โจทก์เห็นว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนได้หรือไม่ แต่โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 อีกต่อไป ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169 ม. 1195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกียรติ สัตยคฤหกุล
จำเลย — บริษัทน้ำตาลไทยกาญจนบุรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายวรงค์พร จิระภาค
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2553
#508663
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามบันทึกข้อตกลงการให้สินเชื่อและการชำระหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ มิได้เข้าร่วมประชุมและมิได้เสนอบุคคลเข้าเป็นกรรมการเกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามบันทึกข้อตกลง นั้น มิใช่เหตุตามป.พ.พ. มาตรา 1195 อันก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการประชุมตลอดทั้งมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว แต่เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่มีต่อกันซึ่งหากโจทก์ได้รับความเสียหายประการใดในฐานะที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายที่โจทก์เห็นว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ที่ให้ตั้งกรรมการบริษัทโดยให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นและให้ตั้งกรรมการใหม่ โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุม และให้มีกรรมการที่จำเลยที่ 2 เสนอชื่อเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด กับให้เสนอตั้งโจทก์และนายเทพเป็นหนึ่งในกรรมการนั้นด้วย หากจำเลยที่ 2 ไม่เสนอชื่อกรรมการเข้าร่วมบริหารบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ให้โจทก์พ้นภาระความรับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ทั้งหมดของบริษัทจำเลยที่ 1 ที่มีต่อจำเลยที่ 2 และห้ามมิให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 กระทำการใดๆ เกี่ยวกับกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์อ้างสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 ละเลยมิได้เสนอชื่อแต่งตั้งกรรมการในบริษัทจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับธนาคารมหานคร จำกัด ซึ่งจำเลยที่ 2 เข้าถือเอาผลประโยชน์ หนี้สิน ทรัพยสิน ภาระผูกพันต่างๆ เป็นของตนเนื่องจากได้มีการควบรวมธนาคารมหานคร จำกัด เข้ากับจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ละเลยหาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตน ปล่อยให้จำเลยที่ 2 ละเลยไม่มีคณะกรรมการควบคุมดูแลจำเลยที่ 1 โดยกล่าวอ้างว่ากรรมการฝ่ายของจำเลยที่ 2 สมยอมรู้เห็นเป็นใจกับฝ่ายของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ แต่โจทก์กลับขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ที่ให้ตั้งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 กับห้ามมิให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 กระทำการใดๆ เกี่ยวกับกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 โดยมิได้ฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทน ทั้งการประชุมวิสามัญที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนก็ปรากฏจากคำฟ้องโจทก์เองว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างบริษัทจำเลยที่ 1 กับธนาคารมหานคร จำกัด มิได้ฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 หรือได้มีการลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โจทก์จึงหามีสิทธิขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวไม่ แม้โจทก์จะมีคำขอบังคับให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นและแต่งตั้งกรรมการใหม่ โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมให้มีกรรมการตามข้อตกลงดังกล่าว ก็หาก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมนี้ไม่ ทั้งนี้เพราะหากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 กระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นก็มีสิทธิเพียงเรียกเอาสินไหมทดแทนในนามบริษัทจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1169 เท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่อาจขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวได้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 จึงยังคงเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยชอบ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 กระทำการใดๆ เกี่ยวกับกิจการของจำเลยที่ 1 ได้ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น บริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 เรื่องการถอดถอนกรรมการ การกำหนดจำนวนกรรมการ การเลือกตั้งกรรมการและการแก้ไขอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามบันทึกข้อตกลงการให้สินเชื่อและชำระหนี้ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 มิได้เข้าร่วมประชุมและเสนอบุคคลเข้าเป็นกรรมการเกินกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการจำเลยที่ 1 อันเป็นการขัดต่อข้อตกลงข้อ 5.3 และโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่สาม ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องได้รับความเสียหาย ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ส่วนที่ 3 วิธีจัดการบริษัทจำกัด มาตรา 1195 ให้สิทธิแก่กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ซึ่งได้นัดเรียกหรือประชุมกันหรือลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทได้ ปรากฏว่าข้ออ้างที่โจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องคดีนี้คือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามบันทึกข้อตกลงการให้สินเชื่อและการชำระหนี้ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ มิได้เข้าร่วมประชุมและมิได้เสนอบุคคลเข้าเป็นกรรมการเกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงข้อ 5.3 นั้น หาใช่เหตุตามบทบัญญัติมาตรา 1195 อันก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องเพิกถอนการประชุมตลอดทั้งมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวไม่ แต่เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่มีต่อกัน ซึ่งหากโจทก์ได้รับความเสียหายประการใดในฐานะที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะต้องพิจารณาว่า โจทก์จะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายที่โจทก์เห็นว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนได้หรือไม่ แต่โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 อีกต่อไป ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกียรติ สัตยคฤหกุล
จำเลย — บริษัทน้ำตาลไทยกาญจนบุรี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2553
#498558
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้เงิน ค. ท. ส. และ ล. ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 2 เพื่อจูงใจให้บุคคลทั้งสี่ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ ธ. ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก และ ว. ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก การกระทำของจำเลยเป็นการจูงใจโดยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 57, 118, 135 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) (ที่ถูก มาตรา 57 (1) วรรคสอง), 118 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 24 เดือน เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยให้เงิน 200 บาท 100 บาท 100 บาท และ 100 บาท แก่นางเครือวัลย์ นางเทา นางสมทรง และนางลุ้ย ตามลำดับ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม เพื่อจูงใจให้บุคคลทั้งสี่ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่นายธวัชชัย ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก หมายเลข 5 และนายวินิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม หมายเลข 5 ดังนี้ การที่จำเลยจูงใจโดยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัว และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกัน การที่จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4 คน เพื่อให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งรายหนึ่ง เป็นการทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างไม่บริสุทธิ์และไม่ยุติธรรมต่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งรายอื่น ทั้งยังเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะอายุมากและมีคุณความดีมาก่อน ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 118
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายละม้าย คงทัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเด่นชัย ศรีจุลฮาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธีรวัฒน์ วิสุทธิภักดี
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2553
#504638
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4 คน เพื่อจูงใจให้แต่ละคนลงคะแนนเลือกตั้ง ธ. และ ว. ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวและเป็นการอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยให้เงินแก่นางเครือวัลย์ นางเทา นางสมทรง และนางลุ้ย ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม เพื่อจูงใจให้บุคคลทั้งสี่ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่นายธวัชชัย ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก หมายเลข 5 และนายวินิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม หมายเลข 5 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 57, 118, 135 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) (ที่ถูก มาตรา 57 (1) วรรคสอง), 118 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 24 เดือน เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยมีเจตนาเดียวให้เงินแก่ผู้ขายเสียง ส่วนผู้ขายเสียงจะนำไปแจกจ่ายใครอย่างไร จำเลยย่อมไม่อาจทราบได้ จึงถือว่าเป็นกระทำกรรมเดียว เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยให้เงินแก่นางเครือวัลย์ นางเทา นางสมทรง และนางลุ้ย ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม เพื่อจูงใจให้บุคคลทั้งสี่ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่นายธวัชชัย ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก หมายเลข 5 และนายวินิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม หมายเลข 5 ดังนี้ การที่จำเลยจูงใจโดยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกัน การที่จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4 คน เพื่อให้ลงคะแนนเลือตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายหนึ่ง เป็นการทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างไม่บริสุทธิ์และไม่ยุติธรรมต่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งรายอื่น ทั้งยังเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะอายุมากและมีคุณความดีมาก่อน ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายละม้าย คงทัน
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2553
#506160
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่ามีหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้ได้ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ยังไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้น ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 สามารถทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อตกลงหย่า โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร เป็นการกระทำที่พอสมควรและชอบด้วยเหตุผล ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสองที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล

โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 135221 ตำบลบางกะปิ ลาดพร้าวฝั่งเหนือ อำเภอบางกะปิกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายธรรมวัฒน์ ในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 90,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 394,900 บาท ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะและขอชำระภาษีบางส่วนตามแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ คำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะ และใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร วันที่ 15 พฤษภาคม 2545 โจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยที่ 1 นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ วันที่ 5 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้ภาษีอากร 394,900 บาท ได้ชำระแล้วบางส่วน ปัจจุบันค้างชำระ 191,400 บาท จำเลยที่ 1 ขอชำระภาษีบางส่วนเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ตามสำเนาคำให้การ จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าภาษีอากรเดือนละ 1,100 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่า และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 20 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 เป็นการฉ้อฉลหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีเงินฝากธนาคาร จำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้นไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อไป การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายปัญญา จารุทัศน์โรจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2553
#508259
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่กรมสรรพากรโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้นไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหากเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อไป การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2537 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินและบ้านในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 90,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระจึงต้องชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 3,949,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรบางส่วนและได้รับอนุมัติให้งดเบี้ยปรับ ยังเหลือหนี้ภาษีอากรค้างชำระ 184,800 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 20 ตารางวา ราคาประเมิน 250,000 บาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าทำให้ตนเองมีทรัพย์สินลดน้อยถอยลงจนไม่เพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรเสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากร แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระได้ตามความสามารถแต่ต้องไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์จนถึงปัจจุบันไม่เคยผิดนัด ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อตกลงหย่า โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร เป็นการกระทำที่พอสมควรและชอบด้วยเหตุผล ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสองที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลโดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 135221 ตำบลบางกะปิ ลาดพร้าวฝั่งเหนือ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายธรรมวัฒน์ ในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 90,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 394,900 บาท ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะและขอชำระภาษีบางส่วนตามแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ คำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย จ.7 คำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย จ.8 และใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรเอกสารหมาย จ.9 วันที่ 15 พฤษภาคม 2545 โจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยที่ 1 นำเงินภาษีค้างไปชำระวันที่ 5 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้ภาษีอากร 394,900 บาท ได้ชำระแล้วบางส่วน ปัจจุบันค้างชำระ 191,400 บาท จำเลยที่ 1 ขอชำระภาษีบางส่วนเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ตามสำเนาคำให้การเอกสารหมาย จ.11 จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าภาษีอากรเดือนละ 1,100 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่า และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 20 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 เป็นการฉ้อฉลหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีเงินฝากธนาคาร จำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้นไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อไป การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายปัญญา จารุทัศน์โรจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวีวรรณพงษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1950/2553
#504637
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีถึงที่สุดและจำเลยถึงแก่กรรมในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดย่อมตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ไม่ใช่เป็นเรื่องคดีค้างพิจารณาอันจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 42 และมาตรา 44 แห่ง ป.วิ.พ. ดังนั้น การขายทอดตลาดจึงดำเนินการไปได้โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกทายาทของจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทนเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16216 และ 22983 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้ในราคา 5,700,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การปิดประกาศไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกมีว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคาที่ต่ำเกินสมควร ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งในวรรคสี่ของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า คำสั่งของศาลตามวรรคสองให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ของบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง หากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสองแล้ว คำสั่งใดๆ ของศาลที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ในบทบัญญัติวรรคสี่ทั้งสิ้น การที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสองและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาในเรื่องดังกล่าวแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาในเรื่องดังกล่าวต่อมาอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่ผู้ร้องฎีกาข้อต่อไปว่า คดีนี้จำเลยถึงแก่กรรมในระหว่างการขายทอดตลาด โจทก์มิได้ดำเนินการเรียกทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อคดีถึงที่สุดและจำเลยถึงแก่กรรมในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดชอบย่อมตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ไม่ใช่เป็นเรื่องคดีค้างพิจารณาอันจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 42 และมาตรา 44 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น การขายทอดตลาดจึงดำเนินการไปได้โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกทายาทของจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทนเสียก่อนแต่อย่างใด ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาข้อสุดท้ายว่า ประกาศขายทอดตลาดระบุภูมิลำเนาของผู้ร้องเพียงบ้านเลขที่ 104/7 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมิได้ระบุซอยหรือถนน การระบุเพียงตำบลจึงกว้างเกินไป การปิดประกาศขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ เห็นว่า ตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้องระบุว่า ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 104/7 หมู่ที่ 1 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และตามฎีกาของผู้ร้องก็รับว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบโดยวิธีปิดประกาศไว้ที่บ้านเลขที่ดังกล่าว ดังนั้น ที่ผู้ร้องฎีกาว่าประกาศขายทอดตลาดมิได้ระบุซอยหรือถนนไว้ด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสุรีย์ สุภา
จำเลย — นายนพดล สุภา
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1874/2553
#504761
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปขุดดินยึดเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวน 76,000 เม็ด ที่ฝังดินไว้บริเวณป่าละเมาะท้ายหมู่บ้านซึ่งเมทแอมเฟตามีนจำนวนนี้หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้ข้อมูลและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดย่อมเป็นการยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะทราบและตรวจยึดได้เองทั้งยังทำให้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 76,000 เม็ด ไม่มีโอกาสแพร่ระบาดต่อไปอีกนับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้กระทำความผิดผู้ใดให้ข้อมูลที่สำคัญที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรวางโทษจำเลยที่ 2 ต่ำกว่าที่ศาลล่างกำหนดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 เมื่อเหตุที่ศาลฎีกาลดโทษให้จำเลยที่ 2 เป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดีแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติใจความว่า ความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังนี้ ...(3) ห้าสิบปีสำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี ขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฉะนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นรายกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษารวมโทษเสียก่อนแล้วจึงลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา 91 (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ไขมานั้นถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 บวกโทษจำคุก จำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 472/2546 และ 1056/2546 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่รถยนต์หมายเลขทะเบียน บจ 5782 กำแพงเพชร ที่ใช้ในการล่อซื้อแลกเปลี่ยนเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) 66 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม ขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษประหารชีวิตกระทงหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกคนละ 15 ปี กระทงหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี กระทงหนึ่งและความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกกระทงความผิดแล้ว ให้ประหารชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แม้ปริมาณเมทแอมเฟตามีนจะเป็นจำนวนมากซึ่งหากแพร่ออกไปย่อมเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและประเทศชาติก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพและสำนึกแก่ความผิดพาเจ้าพนักงานไปชี้หลุมที่ฝังเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 38 มัด ทำให้เจ้าพนักงานสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางมาได้เป็นจำนวนมาก เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยกคำขอให้บวกโทษจำเลยที่ 3 เข้ากับโทษตามคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 472/2546 และ 1056/2546 ของศาลชั้นต้น ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บจ 5782 กำแพงเพชร ให้คืนแก่เจ้าของและยกคำขอริบเงินสด 80,000 บาท

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าสมควรวางโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่ำกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าเมื่อพันตำรวจโทชลิต และจ่าสิบตำรวจทองพวน กับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมเมทแอมเฟตามีน 10 มัด จำนวน 20,000 เม็ด ไปสถานีตำรวจ จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีก 38 มัด จำนวน 76,000 เม็ด ฝังดินไว้บริเวณป่าละเมาะท้ายหมู่บ้านบ้านเขาน้อยหมู่ที่ 16 ตำบลคลองลานพัฒนา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปขุดดินยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวได้ซึ่งเมทแอมเฟตามีนจำนวนนี้หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ให้ข้อมูลและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดย่อมเป็นการยากที่พันตำรวจโทชลิตกับพวกจะทราบและสามารถตรวจยึดได้เอง ทั้งยังทำให้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 76,000 เม็ดไม่มีโอกาสแพร่ระบาดต่อไปอีก นับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจสมควรวางโทษจำเลยที่ 2 ต่ำกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อเหตุที่ศาลฎีกาลดโทษให้จำเลยที่ 2 เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปอ้างว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ลดโทษเพราะมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ทุกกระทงความผิดก่อนจึงรวมโทษทุกกระทงความผิดในภายหลังไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องรวมโทษทุกกระทงความผิดก่อนจึงลดโทษให้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำคุกคนละ 15 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนให้จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนให้จำคุกคนละ 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 2 สถานเดียว แล้วจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละตลอดชีวิตนั้น เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติใจความว่า ความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังนี้....(3) ห้าสิบปีสำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฉะนั้นศาลชั้นต้นชอบที่จะลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นรายกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษการที่ศาลชั้นต้นพิพากษารวมโทษเสียก่อนแล้วจึงลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ไขมานั้นถูกต้องแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีอาวุธปืน หมายเลขทะเบียนไม่ปรากฏแน่ชัด จำนวน 1 กระบอก และมีเครื่องกระสุนปืน จำนวน 7 นัด ของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าว จึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นปรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไขในส่วนนี้ จึงไม่ถูกต้องและในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนรวมโทษ คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี นั้น ก็ไม่ถูกต้องเพราะศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานนี้ก่อนรวมโทษโดยยังมิได้ลดโทษให้จำคุกคนละ 1 ปี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในความผิดดังกล่าวเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งศาลฎีกาจะได้แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 100/2, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 50 ปี และปรับคนละ 800,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 25 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือนเมื่อรวมกับโทษในความผิดกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 32 ปี 15 เดือน และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายเก่อ แซ่กือ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ไพโรจน์ วายุภาพ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ