คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1637/2553
#498560
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้เจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับดาบตำรวจ ช. โดยสอบถามจำนวนและกำหนดราคากันก่อน จากนั้นจำเลยที่ 2 พาดาบตำรวจ ช. กับสายลับไปพบ ว. และจำเลยที่ 1 เพื่อชำระเงินและรับเมทแอมเฟตามีน แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกับจำเลยที่ 1 และ ว. แบ่งหน้าที่กันทำในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เจรจาซื้อขาย และจำเลยที่ 1 กับ ว. เป็นผู้รับเงินและส่งมอบเมทแอมเฟตามีน อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด มิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 83 จำคุก 5 ปี ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทพยุงศักดิ์ พันตำรวจโทสุรกิตติ์และดาบตำรวจชาคริตวางแผนล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจากนายวงษา นางเกษร นางลำยองและจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 พาดาบตำรวจชาคริตและสายลับไปที่บ้านของนายวงษา พบนายวงษาและจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 บอกนายวงษาและจำเลยที่ 1 ว่า ดาบตำรวจชาคริตเป็นผู้มาซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100 เม็ด จำเลยที่ 1 ขอรับเงินจากดาบตำรวจชาคริตแล้วให้นายวงษาไปนำเมทแอมเฟตามีน 100 เม็ด มาส่งมอบให้แก่ดาบตำรวจชาคริต พันตำรวจโทสุรกิตติ์กับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 กับพวก ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้เจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางกับดาบตำรวจชาคริต โดยสอบถามจำนวนและกำหนดราคากันก่อน จากนั้นจำเลยที่ 2 พาดาบตำรวจชาคริตกับสายลับไปพบนายวงษาและจำเลยที่ 1 เพื่อชำระเงินและรับเมทแอมเฟตามีนของกลาง แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกับจำเลยที่ 1 และนายวงษาแบ่งหน้าที่กันทำในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เจรจาซื้อขายและจำเลยที่ 1 กับนายวงษาเป็นผู้รับเงินและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด มิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางลำยอง เพชรหับ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสมพร เกิดทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1632/2553
#504752
เปิดฉบับเต็ม

ข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าก่อนมอบธนบัตรที่จะใช้ล่อซื้อให้แก่สายลับมีการเปลี่ยนแผนโดยตกลงกับสายลับใหม่ว่า หากสายลับพูดคุยกับจำเลยแล้ว ได้ความว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนมาจริงให้ส่งสัญญาณด้วยการลูบผมโดยไม่มีการส่งมอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่จำเลยนั้น มีเพียงร้อยตำรวจเอก ม. เบิกความยืนยันในข้อนี้ ซึ่งแตกต่างจากคำเบิกความของสิบตำรวจโท ส. ที่ว่า มีการให้สายลับนำธนบัตรไปใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ซึ่งเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญ ทั้งยังขัดต่อเหตุผลที่ว่าเหตุใดสิบตำรวจโท ส. จึงไม่ทราบถึงข้อความนี้ ส่วนแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ไม่ได้ระบุจุดที่พยานโจทก์ทั้งสองนำรถยนต์ไปจอดซุ่มดูเหตุการณ์และในข้อนี้พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความแตกต่างกัน โดยร้อยตำรวจเอก ม. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ซุ่มอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณไม่เกิน 50 เมตรส่วนสิบตำรวจโท ส. เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า ซุ่มอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 ถึง 15 เมตร ทั้งการติดต่อระหว่างสายลับกับจำเลยมีแต่เพียงการพูดคุยกันเท่านั้นไม่มีการส่งมอบสิ่งของหรือธนบัตร ซึ่งในระยะห่างเช่นนั้นพยานโจทก์ทั้งสองย่อมไม่ได้ยินการพูดคุยกัน ส่วนสายลับที่เป็นประจักษ์พยานโดยตรงโจทก์มิได้อ้างและนำสืบเป็นพยาน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงมีข้อสงสัยนอกจากนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 10 เม็ด แตกต่างจากที่มีการตกลงซื้อขาย 30 เม็ด ทั้งมีจำนวนไม่มากนัก น้ำหนักสุทธิและปริมาณสารบริสุทธิ์ก็ไม่เข้าข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลำพังคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลย รวมทั้งรับว่าใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 66, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธว่ามิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน คำขอให้ริบเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.90 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.102 กรัม กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เป็นของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกมาโนช และสิบตำรวจโทสุนันท์ เป็นพยานเบิกความว่า ก่อนวันจับกุมประมาณ 1 สัปดาห์เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลยจึงรายงานผู้บังคับบัญชาแล้ววางแผนจับกุมโดยให้สายลับโทรศัพท์ติดต่อจำเลยตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด เป็นเงิน 7,200 บาท นัดส่งมอบที่ริมถนนสายเอเชียฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานคร จากนั้นนำธนบัตรที่จะใช้ล่อซื้อไปถ่ายสำเนาไว้แล้วมอบให้สายลับนำไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย เมื่อซื้อขายเสร็จแล้วให้สายลับส่งสัญญาณด้วยการลูบผม พยานทั้งสองกับพวกจะเข้าไปตรวจค้นจับกุม เห็นว่า ข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าก่อนมอบธนบัตรที่จะใช้ล่อซื้อให้แก่สายลับมีการเปลี่ยนแผนโดยตกลงกับสายลับใหม่ว่า หากสายลับพูดคุยกับจำเลยแล้วได้ความว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนมาจริง ให้ส่งสัญญาณด้วยการลูบผมโดยไม่มีการส่งมอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่จำเลยนั้นมีเพียงร้อยตำรวจเอกมาโนชเบิกความยืนยันในข้อนี้ ซึ่งแตกต่างจากคำเบิกความของสิบตำรวจโทสุนันท์ที่ว่า มีการให้สายลับนำธนบัตรไปใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยซึ่งเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญ ทั้งยังขัดต่อเหตุผลที่ว่าเหตุใดสิบตำรวจโทสุนันท์จึงไม่ทราบถึงความข้อนี้ ส่วนแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.6 ไม่ได้ระบุจุดที่พยานโจทก์ทั้งสองนำรถยนต์ไปจอดซุ่มดูเหตุการณ์ และในข้อนี้พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความแตกต่างกัน โดยร้อยตำรวจเอกมาโนชเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าซุ่มอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณไม่เกิน 50 เมตร ส่วนสิบตำรวจโทสุนันท์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ซุ่มอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 ถึง 15 เมตรทั้งการติดต่อระหว่างสายลับกับจำเลยมีแต่เพียงการพูดคุยกันเท่านั้นไม่มีการส่งมอบสิ่งของหรือธนบัตร ซึ่งในระยะห่างเช่นนั้นพยานโจทก์ทั้งสองย่อมไม่ได้ยินการพูดคุยกันส่วนสายลับที่เป็นประจักษ์พยานโดยตรงโจทก์มิได้อ้างและนำสืบเป็นพยาน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงมีข้อสงสัย นอกจากนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 10 เม็ดแตกต่างจากที่มีการตกลงซื้อขาย 30 เม็ด ทั้งมีจำนวนไม่มากนัก น้ำหนักสุทธิและปริมาณสารบริสุทธิ์ก็ไม่เข้าข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลำพังคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลย รวมทั้งรับว่าใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดซึ่งมีโทษเบากว่า ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่โจทก์ฎีกาว่าขั้นตอนที่ร้อยตำรวจเอกมาโนชตกลงกับสายลับใหม่นั้น สิบตำรวจโทสุนันท์อาจไม่อยู่ในเหตุการณ์ จึงอาจเบิกความแตกต่างกันบ้างแต่หาใช่สาระสำคัญไม่นั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกมาโนชเบิกความยืนยันว่า ในการประชุมวางแผนจับกุมมีสิบตำรวจโทสุนันท์อยู่ด้วย โดยสายลับไม่ได้ร่วมประชุมวางแผน การที่ร้อยตำรวจเอกมาโนชวางแผนในที่ประชุมอย่างหนึ่ง แต่ไปบอกสายลับให้กระทำอีกอย่างหนึ่งโดยเจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมวางแผนไม่ทราบด้วยนั้น ย่อมเป็นข้อพิรุธในสาระสำคัญทั้งการให้สายลับไปติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยโดยอ้างแต่เพียงว่า หากทราบว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนมาด้วยให้ส่งสัญญาณได้ทันทีนั้น ผิดวิสัยของการล่อซื้อและอาจทำให้จำเลยไหวตัวได้ยิ่งกว่าการใช้เงินล่อซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนจับกุมพยานโจทก์ทั้งสองทราบสถานที่นัดหมายส่งของล่วงหน้าแล้วสามารถเตรียมการสกัดจับจำเลยไว้ก่อนได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายนฤชาหรือเอ็กซ์ ชัยเบศร์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1629/2553
#498559
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสอบคำให้การ จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง ต่อมาภายหลังจากจำเลยมีทนายความแล้ว จำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสิ้นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งรวมถึงปฏิเสธในเรื่องที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบและความไม่ปรากฏต่อศาลว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ การที่ศาลชั้นต้นบวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ริบเมทแอมเฟตามีนและเงินสดจำนวน 2,000 บาท ของกลาง และบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 14934/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ และนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 15367/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง (ที่ถูก 66 วรรคหนึ่ง) ลงโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 14934/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 2 ปี 14 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 15367/2545 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้คืนเงินสดจำนวน 2,000 บาท ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การ จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง ต่อมาภายหลังจากจำเลยมีทนายความแล้ว จำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสิ้นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งรวมถึงปฏิเสธในเรื่องที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบและความไม่ปราฏต่อศาลว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นบวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 14934/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้บวกโทษจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 176 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนูหรือนู ทองสง่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายรพี แพ่งสภา
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1596/2553
#505965
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะมี พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฯ มาตรา 3 (4) บัญญัติยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ ทั้งฉบับ แต่ตามกฎหมายใหม่มาตรา 4 ก็ได้ให้คำนิยามศัพท์ "ภาพยนตร์" ไว้ว่า หมายถึง วัสดุที่มีการบันทึกภาพหรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องและมาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนั้น เมื่อแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ซึ่งตามปกติแล้วย่อมเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แผ่นดีวีดีภาพยนตร์จึงเป็นวัสดุที่มีลักษณะเข้านิยามคำว่าภาพยนตร์ตามกฎหมายใหม่ การที่จำเลยจำหน่ายดีวีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงยังคงเข้าลักษณะเป็นการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายใหม่ กรณีไม่อาจถือได้ว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย

ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายภาพยนตร์ตามกฎหมายใหม่นั้นมีระวางโทษตามมาตรา 79 ปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่โดยไม่มีโทษจำคุก ซึ่งต่างจากความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปและวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมายเก่าซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 34 จำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น โทษตามกฎหมายใหม่ที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเก่าที่มีโทษจำคุกด้วย จึงต้องใช้กฎหมายใหม่ในส่วนที่ไม่ให้ศาลใช้ดุลพินิจเลือกลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้ ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าบังคับแก่คดี เมื่อโทษตามกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณมากกว่ามีเพียงเฉพาะโทษปรับกรณีจึงไม่อาจรอการกำหนดโทษแก่จำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายวีดิทัศน์ได้

เมื่อโทษปรับตามกฎหมายเก่าลงโทษปรับได้เพียงไม่เกินสองหมื่นบาท แต่โทษตามกฎหมายใหม่กำหนดให้ปรับอย่างน้อยที่สุดขั้นต่ำตั้งแต่สองแสนบาท ทั้งยังให้ปรับต่อไปรายวันอีก โทษปรับตามกฎหมายเก่าจึงเป็นคุณมากว่า จึงต้องใช้โทษปรับตามกฎหมายเก่า เพราะต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, 76 และ 78 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6 และ 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 4 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และ 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 4 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง พนักงานอัยการผู้ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่ใช้มาตรการรอการกำหนดโทษในความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ปรากฏว่าปัจจุบันได้มีพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 3 (4) บัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ทั้งฉบับไปแล้ว แต่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 4 ก็ได้ให้นิยามคำว่า "ภาพยนตร์" ไว้ว่า หมายถึง วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง และมาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนั้น เมื่อแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ซึ่งตามปกติแล้วย่อมเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แผ่นดีวีดีภาพยนตร์จึงเป็นวัสดุที่มีลักษณะเข้านิยามคำว่าภาพยนตร์ตามกฎหมายใหม่ การที่จำเลยจำหน่ายดีวีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงยังคงเข้าลักษณะเป็นการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายใหม่ด้วย กรณีไม่อาจถือได้ว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายภาพยนตร์ตามกฎหมายใหม่นั้น มีระวางโทษตามมาตรา 79 ปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ โดยไม่มีโทษจำคุก ซึ่งต่างจากความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปและวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมายเก่าซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 34 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น โทษตามกฎหมายใหม่ที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก จึงเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเก่าที่มีโทษจำคุกด้วย จึงต้องใช้กฎหมายใหม่ในส่วนที่ไม่ให้ศาลใช้ดุลพินิจเลือกลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าบังคับแก่คดี และเมื่อกฎหมายใหม่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกด้วย กรณีจึงไม่อาจรอการกำหนดโทษแก่จำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายวีดิทัศน์ตามเงื่อนไขในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ เพราะการที่จะรอการกำหนดโทษตามบทมาตรา 56 ดังกล่าวนั้น ในตอนต้นของบทมาตราดังกล่าวบัญญัติว่าให้ใช้กับคดีที่ศาลจะลงโทษจำคุก จึงหมายถึงว่าจะใช้ได้เฉพาะกรณีที่ศาลจะลงโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อโทษตามกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณมากกว่า มีเพียงเฉพาะโทษปรับ จึงไม่อาจรอการกำหนดโทษได้ คดีนี้ในส่วนความผิดจากการที่จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจึงลงโทษได้เพียงโทษปรับ ซึ่งในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาพิจารณาลงโทษนั้น เมื่อโทษปรับตามกฎหมายเก่าลงโทษปรับได้เพียงไม่เกินสองหมื่นบาท แต่โทษตามกฎหมายใหม่นั้นกำหนดให้ศาลลงโทษปรับอย่างน้อยที่สุดต้องปรับขั้นต่ำตั้งแต่สองแสนบาทและลงโทษปรับไปได้จนถึงขั้นสูงสุดหนึ่งล้านบาท ทั้งยังให้ปรับต่อไปรายวันอีกวันละหนึ่งหมื่นบาท โทษปรับตามกฎหมายเก่าจึงเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้โทษปรับตามกฎหมายเก่าเพราะต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่มีแผ่นดีวีดีภาพยนตร์เพียง 4 แผ่น แล้ว เห็นควรวางโทษปรับก่อนลดโทษ จำนวน 10,000 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขาย เสนอขาย มีไว้ เพื่อขายงานซึ่งมีผู้อื่นทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ปรับ 50,000 บาท ฐานประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000 บาท รวมปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับ 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 จ่ายเงินค่าปรับเฉพาะฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 6 ม. 34
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 38 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุชีรา ชมภู
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1574/2553
#505305
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 อาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิ่งขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 และยังมิได้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้การบังคับคดีจึงยังไม่เสร็จลงตามมาตรา 296 วรรคสี่ ส่วนที่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนให้ได้ความก่อนว่ามีข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นหรือไม่และจำเลยที่ 1 ทราบแล้วหรือไม่ เมื่อใด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยไม่ไต่สวนจึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2547 ฉบับแรก ขอให้รับคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาของจำเลยที่ 1 ไว้ไต่สวนต่อไป ย่อมเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

จำเลยที่ 1 เพิ่งทราบเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมอบให้ ว. ไปขอคัดถ่ายเอกสารการขายทอดตลาดที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาคร และเพิ่งได้รับเอกสารมาเมื่อวันที่ 7 เดือนเดียวกัน ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตั้งแต่วันที่ 7 เดือนดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบแล้วก็มอบให้ทนายความของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ทนายความของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 จึงเป็นการยื่นคำร้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 660,173.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 494,046.42 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 51245 พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โดยในการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องและคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ส่งไปที่บ้านเลขที่ 33 ซึ่งเป็นที่อยู่ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรในขณะนั้น ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2546 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 51245 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว เป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 67/420 เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคารวม 503,800 บาท ประกาศขายทอดตลาดฉบับแรก ประกาศว่าจะขายทอดตลาด 4 ครั้ง ในการแจ้งคำสั่งศาลอนุญาตให้ขายและวันขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่เลขที่ 999 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ระบุว่าย้ายเข้าไปอยู่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2546 เจ้าหน้าที่อำเภอบ้านแพ้วให้ข้อมูลว่าเลขที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ทำงานของมูลนิธิวัดเทพรัตนาราม หากการส่งไม่สามารถทำได้ก็ขอให้ส่งโดยวิธีประกาศทางหนังสือพิมพ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งจำเลยที่ 1 โดยประกาศทางหนังสือพิมพ์ จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายทรงวุฒิ เป็นผู้มีอำนาจจัดการดูแลการขาย คัดค้านราคาที่มีผู้เสนอต่ำแทนจำเลยที่ 1 จนเสร็จการ โดยแนบสำเนาใบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 และสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของนายทรงวุฒิมาด้วย ครั้นถึงวันขายทอดตลาดครั้งที่ 1 วันที่ 26 พฤษภาคม 2547 มีผู้เข้าสู้ราคา 1 คน เสนอราคา 1,000,000 บาท ผู้แทนโจทก์ไม่คัดค้านราคา นายทรงวุฒิ คัดค้านราคาว่าควรขายได้ในราคา 1,200,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขาย แต่ต้องเลื่อนการขายไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ ต่อมาวันขายทอดตลาดครั้งที่ 2 วันที่ 16 มิถุนายน 2547 มีผู้เข้าสู้ราคา 2 คน ผู้เสนอราคาสูงสุดเสนอราคา 950,000 บาท ผู้แทนโจทก์ไม่คัดค้านราคา นายทรงวุฒิคัดค้านราคาเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่านัดที่แล้วและมีเหตุขัดข้องตามมาตรา 309 ทวิ จึงเลื่อนการขายไป วันขายทอดตลาดครั้งที่ 3 วันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ไม่มีผู้เข้าสู้ราคา วันขายทอดตลาดครั้งที่ 4 วันที่ 28 กรกฎาคม 2547 มีแต่ฝ่ายโจทก์รายเดียวเข้าสู้ราคาโดยเสนอราคา 260,000 บาท นายทรงวุฒิคัดค้านราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายตามนโยบายของกรมบังคับคดี แต่มีเหตุขัดข้องตามมาตรา 309 ทวิ จึงงดการขายไว้และประกาศขายใหม่ ในการประกาศขายทอดตลาดครั้งใหม่ ซึ่งเป็นการประกาศขายทอดตลาดฉบับที่สอง ประกาศว่าจะขายทอดตลาดอีก 4 ครั้ง เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันนัดขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 1 โดยประกาศทางหนังสือพิมพ์เช่นเดิม ครั้นถึงวันขายทอดตลาดครั้งที่ 5 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 มีผู้เข้าสู้ราคา 3 คน รวมทั้งผู้ซื้อทรัพย์ ผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 440,000 บาท ผู้แทนโจทก์ไม่คัดค้านราคา ฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่มาดูแลการขายเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายแก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 440,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2547 ว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องในเวลา 16.40 นาฬิกา ปิดทำการแล้ว ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องในวันที่ 9 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายทรงวุฒิ ดูแลการขายทอดตลาดจนเสร็จการ เมื่อขายทอดตลาดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น คือต้องยื่นภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ดังกล่าวแล้ว ถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิคัดค้านการขายทอดตลาดนั้นให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 14 ธันวาคม 2547 สองฉบับ ฉบับแรกมีใจความว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งทราบจากนายขวัญชัย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงให้นายทรงวุฒิ ไปขอคัดถ่ายเอกสารจากสำนักงานบังคับคดี นายทรงวุฒิไปขอคัดถ่ายเอกสารเมื่อวันที่ 3 เดือนเดียวกัน แต่ใกล้หมดเวลาราชการเจ้าหน้าที่ให้มาดำเนินการต่อในวันที่ 7 เดือนเดียวกัน ขอให้รับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดไว้ไต่สวนต่อไป ฉบับที่สอง มีใจความทำนองเดียวกับคำร้องฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นสั่งนัดไต่สวนคำร้องทั้งสองฉบับ โดยสำหรับคำร้องฉบับแรกนั้นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2547 และขอให้สั่งรับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ไว้ไต่สวนต่อไป

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2547 ทั้งสองฉบับ ค่าคำร้องทั้งสองฉบับให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ แต่กลับมายื่นคำร้องใหม่อีกสองฉบับตามคำร้องฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2547 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 อาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิ่งขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้การบังคับคดีจึงยังไม่เสร็จลงตามมาตรา 296 วรรคสี่ ส่วนที่ว่าต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ก็ยังต้องไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่ามีข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นหรือไม่และจำเลยที่ 1 ทราบแล้วหรือไม่เมื่อใด แต่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งไปทันทีโดยไม่ไต่สวนให้ได้ความดังกล่าวเสียก่อนย่อมเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบที่จำเลยที่ 1 จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2547 ฉบับแรก ที่ขอให้รับคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาของจำเลยที่ 1 ไว้ไต่สวนต่อไปย่อมเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามา หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามไม่ ฎีกาข้อนี้ของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ข้อต่อมาว่า สมควรให้รับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ไว้ดำเนินการต่อไปหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนที่จำเลยที่ 1 นำสืบดังกล่าวข้างต้น โดยที่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งทราบเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมอบให้นายทรงวุฒิ ไปขอคัดถ่ายเอกสารการขายทอดตลาดที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาคร และเพิ่งได้รับเอกสารมาเมื่อวันที่ 7 เดือนเดียวกัน ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตั้งแต่วันที่ 7 เดือนดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบแล้วก็มอบให้ทนายความของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ทนายความของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 เห็นได้ชัดว่าเป็นการยื่นคำร้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ยื่นภายในกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม พิพากษาให้รับคำร้องไว้ดำเนินการต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ฎีกาข้ออื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา แต่ศาลฎีกาตรวจพยานหลักฐานในท้องสำนวนประกอบกับที่จำเลยที่ 1 นำสืบดังกล่าวแล้ว พยานหลักฐานเพียงพอแก่การพิจารณา เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้เสียเวลาในการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเพิ่มเติมหรือวินิจฉัยใหม่อีก ได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ทราบวันขายทอดตลาดครั้งที่ 1 ถึง 4 แล้วจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายทรงวุฒิ เป็นผู้มีอำนาจจัดการดูแลการขายคัดค้านราคาที่มีผู้เสนอต่ำแทนจำเลยที่ 1 จนเสร็จการ โดยแนบสำเนาใบรับคำขอมีบัตรมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 และสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของนายทรงวุฒิมากับหนังสือมอบอำนาจด้วย โดยมีที่อยู่ทั้งของจำเลยที่ 1 และนายทรงวุฒิชัดเจนตามหนังสือมอบอำนาจ นายทรงวุฒิมอบหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีรวมไว้ในสำนวนของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ดังนั้น ในการแจ้งวันขายทอดตลาดฉบับที่สองซึ่งเป็นการขายทอดตลาดครั้งที่ 5 ถึง 8 เจ้าพนักงานบังคับคดีควรแจ้งวันขายทอดตลาด แก่จำเลยที่ 1 ตามที่อยู่จำเลยที่ 1 ที่ระบุไว้ หรืออย่างน้อยควรแจ้งวันขายทอดตลาดแก่นายทรงวุฒิตามที่อยู่นายทรงวุฒิที่ระบุไว้ด้วย เพราะนายทรงวุฒิเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 มีอำนาจดูแลการขายทอดตลาดแทนจำเลยที่ 1 จนเสร็จการซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดียังสามารถแจ้งแก่จำเลยที่ 1 และนายทรงวุฒิได้ ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะแจ้งวันนัดขายทอดตลาดโดยการประกาศทางหนังสือพิมพ์ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันนัดขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 1 โดยการประกาศทางหนังสือพิมพ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ว่าในการขายทอดตลาดครั้งที่ 1 ถึง 4 นายทรงวุฒิมาดูแลการขายทุกนัดแต่ในครั้งที่ 5 ไม่ได้มา น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และนายทรงวุฒิไม่ทราบวันนัดขายทอดตลาด หาใช่ประวิงคดีดังที่ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาไม่ เมื่อการแจ้งวันนัดขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 1 ไม่ชอบ ย่อมเป็นการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งต้องเพิกถอนการขายทอดตลาดรายนี้"

พิพากษายืน และให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 51245 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ขายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 144 ม. 296 วรรคสาม ม. 296 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายอัษฎา สื่อสุวรรณ
จำเลย — นางกิ่งการ เทียนไชยศิรินทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมมา
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1562/2553
#504748
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพยานบุคคลของโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความแตกต่างขัดกันเองเป็นพิรุธโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พฤติการณ์ของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงเป็นที่น่าสงสัยว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมจริงหรือไม่สมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นจำคุก 6 เดือนเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน การที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นมาแม้จะต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่พอรับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ศาลฎีกาจึงมีอำนาจจะยกฟ้องในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้ด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายปราโมทย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืนโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษของจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงให้จำคุกจำเลย รวม 13 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยและนายอดิศักดิ์ ไปงานศพนายโหนด ที่วัดศรัทธาธรรมที่เกิดเหตุ ระหว่างอยู่ในงานศพโจทก์ร่วมนั่งอยู่ในเต็นท์หน้าศาลาที่ตั้งศพนายโหนด ต่อมาขณะที่นายอรุณ กอดคอจำเลยเดินผ่านเต็นท์มาทางด้านหลังโจทก์ร่วม แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่บริเวณหลังและหัวไหล่ขวาเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วม นายวินัย พี่ชายโจทก์ร่วม นายสัญญา นายเคลื่อน บิดาโจทก์ร่วม และนายอรุณ ลูกพี่ลูกน้องโจทก์ร่วมเป็นพยาน โดยโจทก์ร่วมเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมเดินไปที่ศาลาที่ตั้งศพเห็นนายวินัยพี่ชายโจทก์ร่วมเดินกอดคอจำเลยพร้อมกับพูดว่าไปคุยกันข้างนอก โจทก์ร่วมเข้าใจว่าน่าจะมีปัญหากันจึงเดินตามไปด้วย ห่างจากศาลาที่ตั้งศพประมาณ 15 เมตร นายวินัยกับจำเลยยืนพูดคุยกัน โจทก์ร่วมจึงเดินไปนั่งในเต็นท์ที่เกิดเหตุ ต่อมานายวินัยกับจำเลยเดินไปที่ศาลาที่ตั้งศพ สักครู่หนึ่งจำเลยเดินกอดคอมากับนายอรุณ มาทางด้านขวาที่โจทก์ร่วมนั่งอยู่ในเต็นท์ผ่านด้านหลังโจทก์ร่วมไปประมาณ 1 นาที ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ทางด้านหลังโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมถูกกระสุนปืนที่ด้านหลังล้มลง แต่นายวินัยและนายสัญญากลับเบิกความว่าในงานศพมีการเลี้ยงสุราและร้องเพลง ขณะที่พยานทั้งสองนั่งดื่มสุราและร้องเพลงอยู่ที่ศาลาที่ตั้งศพ จำเลยและนายอดิศักดิ์เข้ามานั่งดื่มสุราและร่วมร้องเพลงโดยโจทก์ร่วมนั่งอยู่ด้วยประมาณครึ่งชั่วโมง โจทก์ร่วมพูดกับจำเลยว่าเมาแล้วให้กลับไปนอน นายวินัยลุกขึ้นเดินออกไปปัสสาวะที่ด้านหลังศาลาที่ตั้งศพ จำเลยเดินตามไปและพูดคุยกับนายวินัยนายสัญญาที่นั่งอยู่ที่เดิม หลังจากนั้นนายวินัยกลับมานั่งที่เดิม ส่วนจำเลยไปไหนไม่ทราบประมาณ 5 นาที ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด มาทางเต็นท์ที่เกิดเหตุ หันไปดูเห็นโจทก์ร่วมนอนอยู่ที่พื้น เห็นว่า คำเบิกความของโจทก์ร่วมไม่ปรากฏเลยว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมนั่งอยู่ด้วย ในขณะที่นายวินัย นายสัญญา จำเลย และนายอดิศักดิ์ นั่งดื่มสุราและร้องเพลงกันอยู่ที่ศาลาที่ตั้งศพ และโจทก์ร่วมไม่ได้พูดกับจำเลยว่าเมาแล้วให้กลับไปนอนกลับได้ความจากโจทก์ร่วมเองว่าขณะที่โจทก์ร่วมเดินไปที่ศาลาที่ตั้งศพ เห็นนายวินัยเดินกอดคอจำเลยพร้อมกับพูดว่าไปคุยกันข้างนอก โจทก์ร่วมเข้าใจว่าน่าจะมีปัญหาจึงเดินตามไปด้วย นายวินัยกับจำเลยยืนคุยกัน โจทก์ร่วมจึงเดินไปนั่งที่เต็นท์ คำเบิกความของโจทก์ร่วม นายวินัยและนายสัญญาแตกต่างขัดกันเอง เป็นพิรุธว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยมีปัญหากับโจทก์ร่วมหรือนายวินัยจริงหรือไม่ นายเคลื่อนก็เบิกความแตกต่างจากโจทก์ร่วม นายวินัยและนายสัญญา โดยเบิกความว่าขณะที่พยานนั่งอยู่ในเต็นท์ที่เกิดเหตุห่างจากศาลาที่ตั้งศพประมาณ 10 เมตร เห็นนายวินัย จำเลยและบุคคลอื่นอีกประมาณ 4 ถึง 5 คน ออกจากเต็นท์ที่เกิดเหตุไปปัสสาวะ สักครู่หนึ่งเห็นจำเลยเดินผ่านเต็นท์ไปได้ประมาณ 2 เมตรแล้วเดินกลับมาใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมซึ่งนั่งอยู่ในเต็นท์ทางด้านขวาของพยานและนายอรุณเบิกความว่า ขณะที่พยานนั่งอยู่ที่ศาลาที่ตั้งศพ จำเลยเดินมาบอกพยานว่าเจ้าภาพจะรบ พยานบอกว่าเจ้าภาพไม่รบจะไปพูดคุยให้ พยานจึงกอดคอจำเลยเดินไปด้วยกันในเต็นท์ซึ่งโจทก์ร่วมนั่งอยู่ห่างกันประมาณ 2 เมตร มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด โดยจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงไปที่โจทก์ร่วม กระสุนปืนถูกที่บริเวณด้านหลังโจทก์ร่วมล้มลง พยานตกใจวิ่งหนีกลับบ้าน เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุแล้ว เต็นท์ที่โจทก์ร่วมนั่งอยู่ในขณะเกิดเหตุตั้งอยู่หน้าศาลาที่ตั้งศพโดยโจทก์ร่วมนั่งอยู่ตรงจุดหมายเลข 1 นายเคลื่อน นั่งอยู่ตรงจุดหมายเลข 2 ซึ่งนั่งอยู่หน้าโจทก์ร่วม แสดงว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมและนายเคลื่อนต่างนั่งหันหน้าไปทางศาลาที่ตั้งศพและจุดที่มีการยิงอยู่ตรงหมายเลข 3 ซึ่งอยู่ด้านหลังที่โจทก์ร่วมนั่งอยู่กระสุนปืนจึงถูกบริเวณหลังและหัวไหล่ขวาของโจทก์ร่วม นายเคลื่อนเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าพยานนั่งหันหน้าไปทางด้านเดียวกับโจทก์ร่วม แต่กลับเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่าขณะจำเลยเดินผ่านหลังโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมพยานหันไปดู จากคำเบิกความของพยานทั้งห้าปากได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุนายวินัย นายสัญญา และนายอรุณ ต่างนั่งอยู่ที่ศาลาที่ตั้งศพ ส่วนโจทก์ร่วมและนายเคลื่อนนั่งอยู่ในเต็นท์ที่เกิดเหตุหันหน้าไปทางศาลาที่ตั้งศพ พยานต่างไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน และก่อนเกิดเหตุจำเลยกับนายอดิศักดิ์เข้าไปในงานศพโดยไปนั่งร่วมดื่มสุราและร้องเพลงอยู่ที่ศาลาที่ตั้งศพกับนายวินัยและพวกเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้ใดในงานอันจะเป็นจุดสนใจให้ผู้ที่อยู่ในงานหันไปมองจุดที่ผู้คนสนใจหันไปมองในงานน่าจะอยู่ที่ ศาลาที่ตั้งศพซึ่งมีการร้องเพลงกันมากกว่าทางด้านหลังเต็นท์ที่เกิดเหตุ ไม่มีพฤติการณ์พิเศษใดเกิดขึ้นที่จะทำให้นายเคลื่อนต้องหันหลังกลับไปมองส่วนคำเบิกความของนายอรุณหากจำเลยเข้าไปบอกพยานซึ่งนั่งอยู่ที่ศาลาที่ตั้งศพจริง เหตุใดจะต้องกอดคอจำเลยเดินไปทางด้านหลังเต็นท์ที่เกิดเหตุด้วย ทั้งๆ ที่เจ้าภาพต่างนั่งอยู่ที่ศาลาที่ตั้งศพและในเต็นท์ที่เกิดเหตุซึ่งพยานสามารถพาจำเลยเข้าไปพูดคุยกับเจ้าภาพได้เลยในทันทีนายอรุณเองก็เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุไม่เห็นอาวุธปืนของจำเลย พยานใช้มือขวากอดคอจำเลยเดินไปด้วยแต่พยานกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำไม่ได้ว่าจำเลยใช้มือข้างไหนถืออาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและขณะที่จำเลยลดอาวุธปืนลง จำเลยไม่ได้ว่าจำเลยถืออาวุธปืนข้างไหน ทั้งๆ ที่พยานอยู่ใกล้ชิดกับจำเลยและใช้มือขวากอดคอจำเลยไว้คำเบิกความของนายอรุณเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งในเรื่องนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าขณะที่อยู่ในงานศพ นายวินัยพูดถึงเรื่องนายอดิศักดิ์แต่งกายชุดลายพรางเข้ามาในงานศพว่าไม่เหมาะสม จำเลยพูดว่าเจ้าภาพไม่น่าพูดอย่างนั้น แล้วนายอรุณพูดท้าทายหาเรื่องจำเลยจำเลยจึงชวนนายอดิศักดิ์กลับบ้าน ระหว่างเดินกลับไปที่รถนายอรุณเดินมากอดคอจำเลยแล้วใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นจี้ที่เอวจำเลย จำเลยปัดกระบอกปืนแล้วกระสุนปืนสั่นขึ้น 1 นัด จากนั้นมีคนเข้ามารุมทำร้ายจำเลย จำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมมาก่อน ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ขณะเกิดเหตุมีเสียงปืนดังขึ้นนายอรุณก็กอดคอจำเลยอยู่ ทั้งนายอรุณก็มีศักดิ์เป็นหลานของนายเคลื่อนนายเคลื่อนอาจจะเบิกความเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงบางอย่างก็ได้ กรณีจึงเป็นไปได้ตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ประกอบกับพันตำรวจโทธีรพล พนักงานสอบสวนเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะตรวจที่เกิดเหตุชาวบ้านนำอาวุธปืน 2 กระบอกมามอบให้แจ้งว่าได้อาวุธปืนมาจากจำเลยและนายอดิศักดิ์ แต่ไม่ได้สอบปากคำชาวบ้านคนดังกล่าวไว้ ทั้งๆ ที่ชาวบ้านคนดังกล่าวอาจเป็นพยานคนกลางที่ไม่มีส่วนเสียกับฝ่ายใดให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และอาวุธปืนของกลางที่อ้างว่าจำเลยใช้ยิงเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนแต่ไม่ใช่ของจำเลย นอกจากนี้ในทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ปรากฏว่ามีการตรวจพิสูจน์หาเขม่าดินปืนที่มือจำเลยและลายพิมพ์นิ้วมือแฝงที่อาวุธปืนของกลางที่อ้างว่าจำเลยใช้ยิงเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่จำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด โจทก์ร่วม นายเคลื่อน นายวินัยและนายอรุณต่างเป็นญาติพี่น้องกันอาจเบิกความบิดเบือนความจริงบางอย่างเพื่อช่วยเหลือกันได้ และยังเบิกความแตกต่างขัดกันเองเป็นพิรุธ นอกจากพยานบุคคลแล้วโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พฤติการณ์ของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงเป็นที่น่าสงสัยว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมจริงหรือไม่ สมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นจำคุก 6 เดือน เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน การที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นมา แม้จะต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตามแต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่พอรับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ศาลฎีกาจึงมีอำนาจจะยกฟ้องในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้ด้วยเพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงสำหรับของกลางเป็นทรัพย์ที่คนร้ายใช้กระทำความผิดจึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)"

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225 ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นายปราโมทย์ แก้วกลาง
จำเลย — นายไพรยุทธ์หรือเอ ศรีประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1555 -ที่ 1558/2553
#498976
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์ในวาระต่างๆ แยกเป็นรายสำนวนไป การพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษานั้น ต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นรายสำนวน แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน จนเป็นเหตุให้ทุนทรัพย์ที่รวมเข้าด้วยกันเกิน 300,000 บาท ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าคดียังอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสี่สำนวนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 112,499.80 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 84,375 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สามโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 78,749.80 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สี่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,523.95 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 57,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อคดีทั้งหมดได้รวมการพิจารณาแล้ว ต้องเอาจำนวนเงินตามสัญญากู้ทุกฉบับมาคิดคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาท รวมเป็นทุนทรัพย์จำนวน 333,148.55 บาท เกินอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 25 (4) ประกอบมาตรา 17 จึงให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสาม ให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ และคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ แต่ให้เหลือไว้ไม่น้อยกว่า 200 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมาในฟ้องเดียวกันที่จะต้องรวมทุนทรัพย์ตามสัญญากู้ยืมเงินแต่ละฉบับเข้าด้วยกัน แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์ในวาระต่างๆ แยกเป็นรายสำนวนไป การพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษานั้น จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นรายสำนวน แม้ภายหลังศาลชั้นต้นจะสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน จนเป็นเหตุทำให้จำนวนทุนทรัพย์ที่รวมเข้าด้วยกันเกิน 300,000 บาท ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าคดียังอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาวศรีวรรณ ยอดไสว
จำเลย — ร้อยตำรวจเอก หรือนายชิงชัย แดงบุดดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายต่อพงษ์ พงษ์เสรี
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1555 -ที่ 1558/2553
#508659
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์ในวาระต่างๆ แยกเป็นรายสำนวน การพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นรายสำนวน แม้ภายหลังศาลชั้นต้นจะสั่งให้รวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน จนเป็นเหตุทำให้จำนวนทุนทรัพย์ที่รวมเข้าด้วยกันเกิน 300,000 บาท ก็ต้องถือว่าคดียังอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสี่สำนวนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 112,499.80 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 84,375 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

สำนวนที่สามโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 78,749.80 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

สำนวนที่สี่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,523.95 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 57,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อคดีทั้งหมดได้รวมการพิจารณาแล้ว ต้องเอาจำนวนเงินตามสัญญากู้ทุกฉบับมาคิดคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาท รวมเป็นทุนทรัพย์จำนวน 333,148.55 บาท เกินอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 25 (4) ประกอบมาตรา 17 จึงให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสาม ให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ และคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ แต่ให้เหลือไว้ไม่น้อยกว่า 200 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีทั้งสี่สำนวนนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมซึ่งแต่ละสำนวนมีจำนวนทุนทรัพย์ 112,499.80 บาท 84,375 บาท 78,749.80 บาท และ 57,523.95 บาท ตามลำดับ ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวเข้าด้วยกันและในระหว่างการพิจารณาศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรวมการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 18876/2550, 18877/2550 และ 23691/2550 เข้ากับคดีหมายเลขดำที่ 18875/2550 และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าว เมื่อคดีทั้งหมดได้รวมการพิจารณาแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องเรียกมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวนสี่ฉบับ ในการคิดทุนทรัพย์ในคดีว่าจะอยู่ในอำนาจศาลแขวงพระนครเหนือที่จะพิจารณาพิพากษาต่อไปหรือไม่ต้องเอาจำนวนเงินตามสัญญากู้ทุกฉบับมาคิดคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาท แม้คดีนี้จะเคยมีการแยกฟ้องกันมาก่อน แต่เมื่อมีการรวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้แต่ละฉบับจึงต้องเอาทุนทรัพย์ของสัญญากู้ทุกฉบับซึ่งคิดทุนทรัพย์จนถึงวันฟ้องมารวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาท เมื่อนำทั้งสี่คดีมารวมทุนทรัพย์แล้วเป็นทุนทรัพย์จำนวน 333,148.55 บาท จึงเกินอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) ประกอบมาตรา 17 หากศาลแขวงพระนครเหนือทำการพิจารณาพิพากษาไปย่อมเป็นการไม่ชอบ และแม้เดิมคดีจะมีการแยกฟ้องโดยโจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาแบบคดีมโนสาเร่ แต่เมื่อโจทก์ควรรู้ว่าสามารถฟ้องได้ในคราวเดียวกัน โจทก์ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีแพ่งสามัญ มิใช่ขอเสียค่าขึ้นศาลแบบคดีมโนสาเร่ จึงให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสาม รายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2551

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจเป็นการชอบหรือไม่โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งที่สำนวนเข้าด้วยกันก็เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น แต่การรวมการพิจารณาเข้าด้วยกันก็หาทำให้เกิดผลกลายเป็นคดีเดียวกันไม่ และการที่จะพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) นั้น จะต้องพิจารณาทุนทรัพย์ในแต่ละคดีเป็นรายๆ ไป เห็นว่า คดีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมาในฟ้องเดียวกันที่จะต้องรวมทุนทรัพย์ตามสัญญากู้ยืมเงินแต่ละฉบับเข้าด้วยกัน แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์ในวาระต่างๆ แยกเป็นรายสำนวนไป การพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษานั้น จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นรายสำนวน ดังนั้นแม้ภายหลังศาลชั้นต้นจะสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน จนเป็นเหตุทำให้จำนวนทุนทรัพย์ที่รวมเข้าด้วยกันเกิน 300,000 บาท ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าคดียังอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2498 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาวศรีวรรณ ยอดไสว
ร้อยตำรวจเอกชิงชัย หรือ
จำเลย — นายชิงชัย แดงบุดดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2553
#504635
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยมิได้ฟ้องฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ได้ความจากร้อยตำรวจเอก ส. ว่า ขวดพลาสติกพร้อมหลอดโลหะของกลางเป็นอุปกรณ์สำหรับเสพเมทแอมเฟตามีน ดังนั้น ขวดพลาสติกพร้อมหลอดโลหะของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ริบขวดพลาสติกพร้อมหลอดโลหะของกลางนั้น จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนขวดพลาสติดพร้อมหลอดโลหะของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติกให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม)), 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)), 67 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 7) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ว่า คดีนี้โจทก์มีเพียงร้อยตำรวจเอกสันติ กับสิบตำรวจเอกเฉลิม เป็นพยานเบิกความยืนยันความผิดของจำเลย ไม่มีพยานบุคคลอื่นสนับสนุน ทั้งๆ ที่มีเจ้าพนักงานตำรวจอีกหลายคนที่ร่วมจับกุมจำเลย ความจริงแล้วคดีนี้ไม่มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ธนบัตรฉบับละ 500 บาท ของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจค้นเอาธนบัตรจากตัวจำเลยไปถ่ายเอกสารแล้วให้จำเลยลงลายมือชื่อรับรองสำเนาเอกสาร ส่วนบันทึกการจับกุม ภาพถ่ายที่ให้จำเลยยืนชี้หน้ารถของจำเลยและสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจกำกับให้จำเลยกระทำตามทั้งสิ้น จำเลยกระทำไปด้วยความซื่อไม่ขัดใจเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจะได้ประกันตัวไป จำเลยไม่เคยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาก่อน หากจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีจริง เมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้น่าจะมีจำนวนมากกว่านี้ มิใช่ยึดได้เพียง 8 เม็ด ทั้งเมทแอมเฟตามีนจำนวน 8 เม็ด สายลับล่อซื้อในราคา 500 บาท เมื่อคำนวณราคาตกเม็ดละ 62.50 บาท ซึ่งพยานโจทก์ก็ทราบว่าต้นทุนเมทแอมเฟตามีนมีราคาเม็ดละ 80 บาท ถึง 100 บาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับเม็ดละ 62.50 บาท นอกจากนี้เมทแอมเฟตามีนที่สิบตำรวจเอกเฉลิมอ้างว่าตรวจค้นพบในรถยนต์บรรทุกของจำเลย ไม่สามารถยืนยันได้ว่าตรวจคันได้ที่คอนโซลรถหรือกล่องเก็บของหน้ารถ ไม่แน่ชัดว่าสิบตำรวจเอกเฉลิมนำเมทแอมเฟตามีนมาจากที่ใด แต่อ้างว่าพบในรถยนต์บรรทุกของจำเลยแล้วบีบบังคับให้จำเลยรับสารภาพ จำเลยเข้าใจว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนของเด็กท้ายรถที่มีไว้ร่วมกันเสพจึงยอมรับสารภาพโดยไม่มีการขอหมายค้นจากศาล พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้โดยชอบด้วยเหตุผล และเมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยมิได้ฟ้องฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ได้ความจากร้อยตำรวจเอกสันติ ว่า ขวดพลาสติกพร้อมหลอดโลหะของกลางเป็นอุปกรณ์สำหรับเสพเมทแอมเฟตามีน ดังนั้น ขวดพลาสติกพร้อมหลอดโลหะของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ริบขวดพลาสติกพร้อมหลอดโลหะของกลางนั้นจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบขวดพลาสติกพร้อมหลอดโลหะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายยอดชาย รัตนโชติพานิช
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1491/2553
#505303
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 197/2549 ของศาลชั้นต้น มีวันกระทำความผิดต่างกันในเดือนธันวาคม 2545 ถึงเดือนกรกฎาคม 2546 และความผิดดังกล่าวจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกัน การกระทำของจำเลยกับพวกแม้จะเป็นการหลอกลวงด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกันมีการพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ร. ในวันเดียวกันและชำระเงินให้นาย ก. พร้อมกัน แต่จำเลยกับพวกก็หลอกลวงบุคคลต่างรายกัน เกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 197/2549 ของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือแทนกันใช้เงิน 980,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ฯ มาตรา 91 ตรี อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 8 คนละจำนวน 50,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 0นวน 150,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 คนละจำนวน 160,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 135,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 130,000 บาท และผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 145,000 บาท ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 197/2549 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ...เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2545 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกหลอกลวงประชาชนว่าจำเลยกับพวกได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและสามารถจัดหางานและส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ จนผู้เสียหายทั้งแปดหลงเชื่อ ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินไปจากผู้เสียหายทั้งแปด เหตุเกิดที่ตำบลดม อำเภอสังขะ และตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 197/2549 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างช่วงเดือนมกราคม 2545 ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยกับพวกหลอกลวงประชาชนว่าจำเลยกับพวกได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและสามารถจัดหางานและส่งคนหางานไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จนผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อ ทำให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายทั้งสองเหตุเกิดที่ตำบลท่าสว่าง ตำบลเฉนียง และตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ การกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 197/2549 ของศาลชั้นต้น จึงมีวันกระทำความผิดต่างกันในเดือนธันวาคม 2545 ถึงเดือนกรกฎาคม 2546 และความผิดดังกล่าวจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันด้วย การกระทำของจำเลยกับพวกแม้จะเป็นการหลอกลวงด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกันมีการพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลรามาธิบดีในวันเดียวกันและชำระเงินให้นายกวีพงศ์ พร้อมกันดังที่จำเลยฎีกา แต่จำเลยกับพวกหลอกลวงบุคคลต่างรายกันเกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 197/2549 ของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายทวีวัฒน์หรือสมคิด แสนชมภู
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2553
#504674
เปิดฉบับเต็ม

ตามสำเนาทะเบียนบ้านทั้งสองฉบับระบุว่า ผู้ตายเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของผู้คัดค้าน เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายอ้างเอกสารย่อมไม่มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานอื่นมาสืบถึงความบริสุทธิ์หรือความถูกต้องแห่งเอกสารนั้น แต่ผู้ร้องเป็นฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน กลับมีหน้าที่ต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ผู้ร้องมีเพียงพยานบุคคลมาเบิกความลอยๆ ว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรคนจีนที่ผู้ตายขอมาเลี้ยง โดยพยานผู้ร้องทุกปากล้วนเป็นพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าสำเนาทะเบียนบ้านทั้งสองฉบับของผู้คัดค้านไม่บริสุทธิ์หรือไม่ถูกต้อง จึงต้องฟังว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้องแล้วเมื่อผู้ตายเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดผู้คัดค้านตามที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้สืบสันดานที่เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายในลำดับที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 มีผลให้ผู้ร้องที่อ้างว่าเป็นผู้รับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายโดยเป็นทายาทในลำดับที่ 3 ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลยตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องนับถือศาสนาอิสลาม เป็นบุตรของนายเจ๊ะเล๊ะ กับนางสีตีนิง นางไอเสาะ ผู้ตาย เป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกับบิดาผู้ร้อง ผู้ตายสมรสกับพันตำรวจตรีอ้น ไม่มีบุตรด้วยกัน ผู้ตายอุปการะเลี้ยงดูนางสาวเฉลาศรี เสมือนเป็นบุตร วันที่ 31 มกราคม 2519 พันตำรวจตรีอ้นถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของพันตำรวจตรีอ้นจึงตกทอดแก่ผู้ตาย วันที่ 6 พฤษภาคม 2543 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคชรา ขณะมีชีวิตอยู่ผู้ตายกับพันตำรวจตรีอ้นมีทรัพย์สินได้แก่ ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 147, 148, 149, 372 หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) เลขที่ 7473 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1793 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และบ้าน 1 หลัง ผู้ตายไม่มีทายาทชั้นบุตร ทรัพย์มรดกทั้งหมดจึงตกทอดแก่บิดาผู้ร้องซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย แต่บิดาผู้ร้องถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย ผู้ร้องและน้องอีก 2 คน จึงเป็นผู้รับมรดกแทนที่ ผู้ร้องมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวเฉลาศรี ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางไอเสาะหรือแอเสาะ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนผู้คัดค้าน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่านางไอเสาะหรือแอเสาะ ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2543 ตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย ร.6 โดยไม่ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้การจัดการมรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านมีเพียงสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ค.1 และ ค.2 มานำสืบยังไม่พอฟังว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรเกิดจากผู้ตายนั้น เห็นว่า ตามสำเนาทะเบียนบ้านทั้งสองฉบับระบุชื่อผู้ตายว่าเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของผู้คัดค้าน เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายอ้างเอกสารย่อมไม่มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานอื่นมาสืบถึงความบริสุทธิ์หรือความถูกต้องแห่งเอกสารนั้นดังที่ผู้ร้องอ้างมาในฎีกาอีกแต่อย่างใด แต่ผู้ร้องเป็นฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน กลับมีหน้าที่ต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารนั้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 127 ดังกล่าว ซึ่งผู้ร้องมีเพียงพยานบุคคลคือตัวผู้ร้องนายหะยีตาเล๊ะ และนางสุภาภรณ์หรือซอรีฮะห์ มาเบิกความลอยๆ เท่านั้นว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรคนจีนที่ผู้ตายขอมาเลี้ยง โดยพยานผู้ร้องทุกปากต่างมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะผู้ตายขอผู้คัดค้านมาเลี้ยงดูเป็นบุตรดังที่เบิกความ เพียงทราบจากคำบอกเล่าของผู้อื่น แม้นายหะยีตาเล๊ะจะเบิกความว่าพยานทราบเพราะสอบถามจากผู้ตายดังที่ผู้ร้องอ้างมาในฎีกา ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ เช่นกัน พยานผู้ร้องทั้งหมดเป็นพยานบอกเล่าจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ค.1 และ ค.2 ไม่บริสุทธิ์หรือไม่ถูกต้อง จึงต้องฟังว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้องแล้วเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ตายเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดผู้คัดค้านตามที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้สืบสันดานที่เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายในลำดับที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 มีผลให้ผู้ร้องที่อ้างว่าเป็นผู้รับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งเป็นทายาทในลำดับที่ 3 ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลยตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอ และตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 ม. 1630 ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 127
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายมะมิง ยะมะกา
ผู้คัดค้าน — นางสาวเฉลาศรี ทองปล้องโต
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฏิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2553
#508658
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์จำเลย 40,000 บาท แต่โจทก์กลับนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากูยืมเงินที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นเอกสารปลอม คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ไม่มีประเด็นว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ ดังนั้น จำเลยจะนำสืบว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหาได้ไม่ เป็นการนำสืบนอกประเด็น ส่วนที่จำเลยให้การไว้ตอนหนึ่งว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วเป็นการให้การประกอบข้ออ้างที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 40,000 บาท มิใช่เป็นการให้การในประเด็นที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจำนวน 50,000 บาท ที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้ออ้างในคำฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยแล้วเชื่อว่าจำเลยชำระหนี้จำนวนตามฟ้องให้โจทก์แล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือน และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 30 เมษายน 2540 ภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เพียง 2,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 86,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 40,000 บาท แต่โจทก์กลับนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้ยืมเงินคดีนี้ที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์หาอาจนำมาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องจำเลยได้ไม่ สำหรับหนี้จำนวน 40,000 บาท จำเลยได้ชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้เขียนรายละเอียดและลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.2 ปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 40,000 บาท แต่โจทก์กลับนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเอกสารปลอม คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ ดังนั้น จำเลยจะนำสืบว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหาได้ไม่ เป็นการนำสืบนอกประเด็น ส่วนที่จำเลยให้การไว้ตอนหนึ่งว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วนั้นก็เป็นการให้การประกอบข้ออ้างที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 40,000 บาท มิใช่เป็นการให้การในประเด็นที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจำนวน 50,000 บาท ที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้ออ้างในคำฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยแล้วเชื่อว่าจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 50,000 บาท และได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 กับโจทก์ ก็ต้องฟังว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง โดยจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้วจำนวน 2,500 บาท และเมื่อจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 83,726 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กันยายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิภา วิภาตะพันธุ์
จำเลย — นางประนอม ปัตตะพงษ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2553
#504668
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารที่ถ่ายสำเนาจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียงและผู้พิมพ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษในข้อหาเดียวกัน โดยอ้างว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้รวมการพิจารณาคดีนี้กับคดีพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์ ต่อมาจำเลยขอถอนคำร้องดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยเรียกนางป่วน ว่า โจทก์ที่ 1 พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยขับรถประมาทตามฟ้องจริงแต่ผู้ตายก็มีส่วนประมาทด้วย ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลย เมื่อถึงวันสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้แยกสำนวนคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์ออกจากคดีนี้ และมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวไปแล้ว สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการรวมพิจารณา คำสั่งงดสืบพยานและคำสั่งให้จำหน่ายคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารที่ถ่ายสำเนา จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียงและผู้พิมพ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาจะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาคดีฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์"

พิพากษายกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางป่วน เยื่อทองเทศ
จำเลย — นายไพฑูรย์ พัวเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1442/2553
#505927
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินก่อนปี 2548 ที่พบเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีใด และมิใช่ปี 2540 ถึง 2544 ที่พิพาทหรือไม่ คำให้การของจำเลยจึงไม่แสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือบางส่วนเป็นคำให้การที่ไม่ชอบ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับห้องชุดพิพาทประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 ต่อจำเลยตามกำหนดเวลาของกฎหมายแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉันว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาทต่อจำเลยภายในกำหนดหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะอุทธรณ์ตามกฎหมายอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาทภายในกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 19 แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องประเมินค่ารายปีและค่าภาษีแจ้งไปยังโจทก์ภายใน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ ไม่ว่าการประเมินนั้นจะเป็นเพราะโจทก์แจ้งค่ารายปีไม่ถูกต้อง หรือมีทรัพย์สินบางรายการต้องนำมาคำนวณเพิ่มเติมหรือเพราะโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ถูกต้อง แต่จำเลยยังมิได้ดำเนินการประเมินก็ตาม แม้สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรจะมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 แต่การที่จำเลยจะใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์ในกรณีนี้ได้ กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการแจ้งรายการประเมินไปยังโจทก์ก่อน เมื่อจำเลยแจ้งรายการประเมินไปยังโจทก์เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีภาษีพิพาทที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ เป็นการประเมินเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (2) เป็นผลให้การประเมินและคำชี้ขาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนสำหรับห้องชุดเลขที่ 45/28 ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 ห้องชุดเลขที่ 12/3 ประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 ห้องชุดเลขที่ 12/7 ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 ห้องชุดเลขที่ 12/8 ประจำปีภาษี 2542 ถึง 2544 ห้องชุดเลขที่ 12/54 หรือ 45 ประจำปีภาษี 2543 และ 2544 และใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2550 กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 1,045,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2548 สำหรับโรงเรือนตามฟ้องต่อจำเลยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบสมุดทะเบียนภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้วปรากฏว่าโรงเรือนดังกล่าวยังไม่เคยยื่นเสียภาษี จึงได้ขอเอกสารต่าง ๆ เช่น หนังสือสัญญาซื้อขาย สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือสัญญาเช่า เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแต่โจทก์ไม่ส่งเอกสารดังกล่าวมาให้ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์มายื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2549 สำหรับโรงเรือนตามฟ้องอีก พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ขอเอกสารต่างๆ เช่นเดียวกับปี 2548 แต่โจทก์ไม่ได้จัดส่งให้โดยอ้างว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเอกสารต่างๆ มาให้ในปีก่อนหน้านี้แล้ว เป็นเหตุให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถประเมินค่ารายปีและค่าภาษีได้ จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2549 สำนักงานเขตคลองเตยได้จัดกิจกรรมทำความสะอาดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำกิจกรรม 5 ส จึงได้พบเอกสารแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ก่อนปีภาษี 2548 บางปี ส่วนปีที่ไม่พบโจทก์ได้นำสำเนามาส่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบแบบ ภ.ร.ด.2 ดังกล่าวกับสมุดรับแบบ ภ.ร.ด.2 แล้ว ปรากฏไม่มีการลงรับแบบ ภ.ร.ด.2 ของโจทก์ทั้งหมดไว้แต่อย่างใด จึงได้ประเมินเรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินย้อนหลังไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ตามระเบียบกรุมเทพมหานครว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานสารบรรณ พ.ศ.2528 ข้อ 13 และระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานสารบรรณ พ.ศ.2546 ข้อ 14 ประกอบกับประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง หน่วยสารบรรณกลางของกรุงเทพมหานคร และหน่วยสารบรรณกลางของหน่วยงาน ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ข้อ 3 จึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ตั้งแต่ปีภาษี 2540 ถึง 2544 การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยนั้น หากศาลมีคำพิพากษาให้คืนเงินดังกล่าว จำเลยก็ต้องคืนให้โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหากไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนห้องชุดเลขที่ 45/28 ปีภาษี 2541 ถึง 2544 เลขที่ 12/3 ปีภาษี 2540, 2541, 2543 และ 2544 เลขที่ 12/7 ปีภาษี 2541 ถึง 2544 เลขที่ 12/8 ปีภาษี 2542 ถึง 2544 และเลขที่ 12/54 ปีภาษี 2543 และ 2544 และใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2550 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,045,375 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ยืนแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 สำหรับโรงเรือน พิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีภาษีหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเพียงแต่ต่อสู้ว่าโจทก์ยังมิได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเท่านั้น จำเลยมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยยังให้การต่อไปว่าในเดือนธันวาคม 2549 พบเอกสารแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ก่อนปีภาษี 2548 บางปี โดยจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรียนและที่ดินก่อนปีภาษี 2548 ที่พบเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีใด และมิใช่ปีภาษี 2540 ถึง 2544 ที่พิพาทหรือไม่ คำให้การของจำเลยจึงไม่แสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือบางส่วนเป็นคำให้การที่ไม่ชอบ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับห้องชุดพิพาทประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 ต่อจำเลยตามกำหนดเวลาของกฎหมายแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีภาษีหรือไม่การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะอุทธรณ์ตามกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอำนาจประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 45/28 ปีภาษี 2540, 2541, 2543, 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/3 ปีภาษี 2541 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/7 ปีภาษี 2542 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/8 ปีภาษี 2543 และ 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/54 ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ขั้นตอนการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นเริ่มจากผู้รับประเมินจะต้องยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 19 จากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจพิจารณาแบบใบแจ้งรายการนี้ถ้าเห็นจำเป็นก็ให้มีอำนาจสั่งให้ผู้รับประเมินแสดงรายการเพิ่มเติมให้ละเอียดยิ่งขึ้น และถ้าจะเรียกให้นำพยานหลักฐานมาสนับสนุนข้อความในรายการนั้นก็เรียกได้ตามมาตรา 21 เมื่อดำเนินการไต่สวนตรวจตราเสร็จแล้ว มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะกำหนดประเภทแห่งทรัพย์สิน ค่ารายปีแห่งทรัพย์สิน และค่าภาษีที่จะต้องเสียแล้วแจ้งไปยังพนักงานเก็บภาษีเพื่อให้แจ้งรายการประเมินไปยังผู้รับประเมินต่อไปแม้ความในมาตรา 24 จะมิได้บัญญัติถึงกำหนดระยะเวลาในการแจ้งรายการประเมินไปยังผู้รับประเมินไว้ แต่มาตรา 24 ทวิ ก็บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินและแจ้งการประเมินย้อนหลังให้ผู้รับประเมินเสียภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินได้หากปรากฏว่าผู้รับประเมินผู้ใดไม่ยื่นแบบพิมพ์แสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 19 หรือยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์โดยกรณียื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 24 ทวิ ย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีที่พิพาทสำหรับห้องชุดพิพาทภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องประเมินค่ารายปีและค่าภาษีแจ้งไปยังโจทก์ภายใน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ ไม่ว่าการประเมินนั้นจะเป็นเพราะโจทก์แจ้งค่ารายปีไม่ถูกต้อง หรือมีทรัพย์สินบางรายการต้องนำมาคำนวณเพิ่มเติมหรือเพราะโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ถูกต้อง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยยังมิได้ดำเนินการประเมินก็ตาม แม้สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรจะมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 แต่การที่จำเลยจะใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์ในกรณีนี้ได้กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการแจ้งรายการประเมินไปยังโจทก์ก่อน การแจ้งรายการประเมินโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงต้องกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งรายการประเมินไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2550 ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2550 การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีที่พิพาทสำหรับห้องชุดของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการประเมินย้อนหลังเกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีภาษีพิพาทที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้เป็นการประเมินเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เป็นผลให้การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดยืนตามการประเมินของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 45/28 ปีภาษี 2540, 2541, 2543, 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/3 ปีภาษี 2541 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/7 ปีภาษี 2542 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/8 ปีภาษี 2543 และ 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/54 ให้แก่จำเลย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 19 ม. 24 ม. 24 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกันตธรรม ศุภมงคล
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1442/2553
#508245
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับห้องชุดพิพาทประจำปี 2540 ถึง 2549 ต่อกรุงเทพมหานครจำเลยตามกำหนดเวลาของกฎหมาย จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2548 สำหรับห้องชุดพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบสมุดทะเบียนภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้วปรากฏว่าห้องชุดพิพาทยังไม่เคยมีการยื่นเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน คำให้การในตอนแรกนี้จำเลยเพียงแต่ต่อสู้ว่า โจทก์ยังมิได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเท่านั้น มิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน นอกจากนี้จำเลยยังให้การต่อไปว่า ในเดือนธันวาคม 2549 สำนักงานเขตคลองเตยได้จัดกิจกรรมทำความสะอาดครั้งใหญ่จึงพบเอกสารแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ก่อนปีภาษี 2548 บางปี โดยจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินก่อนปีภาษี 2548 ที่พบเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีใด และมิใช่ปี 2540 ถึง 2544 ที่พิพาทหรือไม่ คำให้การของจำเลยจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับห้องชุดพิพาทประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 ต่อจำเลยตามกำหนดเวลาของกฎหมายแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉันว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีภาษีหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะอุทธรณ์ตามกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาทภายในกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 19 แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องประเมินค่ารายปีและค่าภาษีแจ้งไปยังโจทก์ภายใน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ ไม่ว่าการประเมินนั้นจะเป็นเพราะโจทก์แจ้งค่ารายปีไม่ถูกต้อง หรือมีทรัพย์สินบางรายการต้องนำมาคำนวณเพิ่มเติม หรือเพราะโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ถูกต้อง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยยังมิได้ดำเนินการประเมิน

สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรแม้จะมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 แต่การที่จำเลยจะใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์ กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการแจ้งรายการประเมินไปยังโจทก์ก่อน การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งรายการประเมินไปยังโจทก์ย้อนหลังเกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้าของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีภาษีพิพาทที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้เป็นการประเมินเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (2) เป็นผลให้การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดยืนตามการประเมินของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยแม้จะยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุด "พร้อมสุข" เลขที่ 45/28 แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และห้องชุด "ร่วมสุข" เลขที่ 12/3 เลขที่ 12/7 เลขที่ 12/8 และเลขที่ 12/54 หรือ 45 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย สำนักงานเขตคลองเตยเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลย มีหน้าที่ประเมินและจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในพื้นที่ของสำนักงานเขตคลองเตย โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับห้องชุดดังกล่าวประจำปีภาษี 2540 ถึงปีภาษี 2549 ต่อจำเลยตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2550 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหนังสือแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับห้องชุดเลขที่ 45/28 ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2549 เป็นเงินค่าภาษีปีละ 73,500 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/3 กำหนดค่าภาษีประจำปีภาษี 2540 เป็นเงิน 45,937.50 บาท ปีภาษี 2541 เป็นเงิน 32,812.50 บาท ปีภาษี 2543 เป็นเงิน 32,812.50 บาท ปีภาษี 2544 เป็นเงิน 72,187.50 บาท ปีภาษี 2545 ถึง 2548 เป็นเงินปีละ 78,750 บาท ปีภาษี 2549 เป็นเงิน 39,375 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/7 กำหนดค่าภาษีประจำปีภาษี 2541 เป็นเงิน 82,500 ปีภาษี 2542 เป็นเงิน 94,125 บาท ปีภาษี 2543 เป็นเงิน 7,875 บาท ปีภาษี 2544 เป็นเงิน 86,625 บาท ปีภาษี 2545 เป็นเงิน 55,125 บาท ปีภาษี 2546 เป็นเงิน 63,000 บาท ปีภาษี 2548 เป็นเงิน 94,500 บาท ปีภาษี 2549 เป็นเงิน 55,125 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/8 กำหนดค่าภาษีประจำปีภาษี 2542 เป็นเงิน 36,250 บาท ปีภาษี 2543 และ 2544 เป็นเงินปีละ 87,000 บาท ปีภาษี 2545 เป็นเงิน 58,000 บาท ปีภาษี 2546 และ 2547 เป็นเงินปีละ 87,000 ปีภาษี 2548 เป็นเงิน 50,750 บาท ปีภาษี 2549 เป็นเงิน 87,000 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/54 หรือ 45 กำหนดค่าภาษีประจำปีภาษี 2543 เป็นเงิน 26,250 บาท ปีภาษี 2544 เป็นเงิน 105,000 บาท ปีภาษี 2545 เป็นเงิน 35,000 ปีภาษี 2546 เป็นเงิน 70,000 บาท ปีภาษี 2548 เป็นเงิน 52,500 บาท ปีภาษี 2549 เป็นเงิน 105,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่ได้รับแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาประกอบการประเมินใหม่ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตามกำหนดเวลา ซึ่งตามกฎหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยต้องดำเนินการประเมินภาษีโดยไม่ชักช้า แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ทำการประเมินภาษีโรงเรือนย้อนหลังเกิน 5 ปี ซึ่งขัดต่อมาตรา 24 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จำเลยจึงต้องคืนค่าภาษีของห้องชุดเลขที่ 45/28 ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 รวม 4 ปี เป็นเงิน 294,000 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/3 ประจำปีภาษี 2540 ปีภาษี 2541 ปีภาษี 2543 และปีภาษี 2544 รวม 4 ปี เป็นเงิน 138,750 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/7 ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 รวม 4 ปี เป็นเงิน 271,125 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/8 ประจำปีภาษี 2542 ถึง 2544 รวม 3 ปี เป็นเงิน 210,250 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/54 หรือ 45 ประจำปีภาษี 2543 และ 2544 รวม 2 ปี เป็นเงิน 131,250 บาท รวมทั้งสินเป็นเงิน 1,045,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 มกราคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลย ขอให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนสำหรับห้องชุดเลขที่ 45/28 ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 ห้องชุดเลขที่ 12/3 ประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 ห้องชุดเลขที่ 12/7 ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 ห้องชุดเลขที่ 12/8 ประจำปีภาษี 2542 ถึง 2544 ห้องชุดเลขที่ 12/54 หรือ 45 ประจำปีภาษี 2543 และ 2544 และใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2550 กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 1,045,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2548 สำหรับโรงเรือนตามฟ้องต่อจำเลย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบสมุดทะเบียนภาษีโรงเรือนและที่ดิน แล้วปรากฏว่าโรงเรือนดังกล่าวยังไม่เคยยื่นเสียภาษี จึงได้ขอเอกสารต่างๆ เช่น หนังสือสัญญาซื้อขาย สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือสัญญาเช่า เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่โจทก์ไม่ส่งเอกสารดังกล่าวมาให้เป็นเหตุให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถประเมินค่ารายปีและค่าภาษีได้ ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์มายื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2549 สำหรับโรงเรือนตามฟ้องอีก พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ขอเอกสารต่างๆ เช่นเดียวกับปี 2548 แต่โจทก์ไม่ได้จัดส่งให้โดยอ้างว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเอกสารต่างๆ มาให้ในปีก่อนหน้านี้แล้ว และโจทก์ไม่มีเวลาจะค้นหาเอกสารให้เนื่องจากผ่านพ้นมาหลายปีแล้ว เป็นเหตุให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถประเมินค่ารายปีและค่าภาษีได้ จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2549 สำนักงานเขตคลองเตยได้จัดกิจกรรมทำความสะอาดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำกิจกรรม 5 ส จึงได้พบเอกสารแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ก่อนปีภาษี 2548 บางปี ส่วนปีที่ไม่พบโจทก์ได้นำสำเนามาส่งให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบแบบ ภ.ร.ด.2 ดังกล่าว กับสมุดรับแบบ ภ.ร.ด.2 แล้ว ปรากฏไม่มีการลงรับแบบ ภ.ร.ด.2 ของโจทก์ทั้งหมดไว้แต่อย่างใด จึงได้ประเมินเรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินย้อนหลังไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานการลงรับการยื่นแบบพิมพ์ ภ.ร.ด. ของโจทก์ในระบบสารบรรณของฝ่ายปกครองและฝ่ายรายได้สำนักงานเขตคลองเตย ตามระเบียบกรุมเทพมหานคร ว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานสารบรรณ พ.ศ.2546 ข้อ 14 ประกอบกับประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง หน่วยสารบรรณกลางของกรุงเทพมหานคร และหน่วยสารบรรณกลางของหน่วยงาน ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ข้อ 3 จึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ตั้งแต่ปีภาษี 2540 ถึง 2544 การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยนั้น หากศาลมีคำพิพากษาให้คืนเงินดังกล่าว จำเลยก็ต้องคืนให้โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย หากไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือน ห้องชุดเลขที่ 45/28 ปีภาษี 2541 ถึง 2544 เลขที่ 12/3 ปีภาษี 2540, 2541, 2543 และ 2544 เลขที่ 12/7 ปีภาษี 2541 ถึง 2544 เลขที่ 12/8 ปีภาษี 2542 ถึง 2544 และเลขที่ 12/54 ปีภาษี 2543 และ 2544 และใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2550 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,045,375 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 45/28 แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และห้องชุดเลขที่ 12/3 เลขที่ 12/7 เลขที่ 12/8 และเลขที่ 12/54 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับห้องชุดดังกล่าว โดยให้โจทก์ชำระค่าภาษีสำหรับห้องชุดเลขที่ 45/28 ประจำปีภาษี 2541 ถึง 2549 เป็นเงินปีละ 73,500 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/3 ประจำปีภาษี 2540 เป็นเงิน 45,937.50 ปีภาษี 2541 และ 2543 เป็นเงินปีละ 32,812.50 บาท ปีภาษี 2544 เป็นเงิน 72,187.50 บาท ปีภาษี 2545 ถึง 2548 เป็นเงินปีละ 78,750 บาท ปีภาษี 2549 เป็นเงิน 39,375 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/7 ประจำปีภาษี 2541 เป็นเงิน 82,500 บาท ปีภาษี 2542 เป็นเงิน 94,125 บาท ปีภาษี 2543 เป็นเงิน 7,875 บาท ปีภาษี 2544 เป็นเงิน 86,625 บาท ปีภาษี 2545 เป็นเงิน 55,125 บาท ปีภาษี2546 เป็นเงิน 63,000 บาท ปีภาษี 2548 เป็นเงิน 94,500 บาท ปีภาษี 2549 เป็นเงิน 55,125 บาท ห้องชุดเลขที่ 12/8 ประจำปีภาษี 2542 เป็นเงิน 36,250 บาท ปีภาษี 2543 และ 2544 เป็นเงินปีละ 87,000 บาท ปีภาษี 2545 เป็นเงิน 58,000 บาท ปีภาษี 2546 และ 2547 เป็นเงินปีละ 87,000 บาท ปีภาษี 2548 เป็นเงิน 50,750 บาท ปีภาษี 2549 เป็นเงิน 87,000 และห้องชุดเลขที่ 1254 ประจำปีภาษี 2543 เป็นเงิน 26,250 บาท ปีภาษี 2544 เป็นเงิน 105,000 บาท ปีภาษี 2545 เป็นเงิน 35,000 บาท ปีภาษี 2546 เป็นเงิน 70,000 บาท ปีภาษี 2548 เป็นเงิน 52,500 บาท ปีภาษี 2549 เป็นเงิน 105,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 2 ถึง 22, 24 ถึง 47, 49 ถึง 75, 77 ถึง 106 และ 108 ถึง 134 ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 143 ถึง 145 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณาแล้วมีคำสั่งชี้ขาดยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามใบแจ้งคำชี้ขาดเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 172 ถึง 182 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่ถูกประเมินให้แก่จำเลยแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ยืนแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 สำหรับโรงเรือน พิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีภาษีหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีนี้มีหน้าที่นำสืบว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 ถึง 2547 สำหรับห้องชุดพิพาทภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่โจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลภาษีอากรกลางจึงงดสืบพยานโจทก์ ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีนางสาวทิพวรรณ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำให้การ การที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ในปี 2540 ถึง 2549 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตคลองเตยภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีภาษีจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ถูกต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินต่อจำเลยตามตามกำหนดเวลาของกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับห้องชุดพิพาทประจำปีภาษี 2540 ถึง 2549 ต่อจำเลยตามกำหนดเวลาของกฎหมาย จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2548 สำหรังห้องชุดพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบสมุดทะเบียนภาษีโรงเรือนและที่ดิน (สมุดรับแบบ ภ.ร.ด. 2) แล้ว ปรากฏว่าห้องชุดพิพาทยังไม่เคยมีการยื่นเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน คำให้การในตอนแรกนี้จำเลยเพียงแต่ต่อสู้ว่า โจทก์ยังมิได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเท่านั้น จำเลยมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยยังให้การต่อไปว่า ในเดือนธันวาคม 2549 สำนักงานเขตคลองเตยได้จัดกิจกรรมทำความสะอาดครั้งใหญ่จึงพบเอกสารแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ก่อนปีภาษี 2548 บางปี โดยจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินก่อนปีภาษี 2548 ที่พบเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีใด และมิใช่ปีภาษี 2540 ถึง 2544 ที่พิพาทหรือไม่ คำให้การของจำเลยจึงไม่แสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือบางส่วนเป็นคำให้การที่ไม่ชอบ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับห้องชุดพิพาทประจำปี 2540 ถึง 2544 ต่อจำเลยตามกำหนดเวลาของกฎหมายแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 ถึง 2544 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีภาษีหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะอุทธรณ์ตามกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอำนาจประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 45/28 ปีภาษี 2540, 2541, 2543, 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 45/28 ปีภาษี 2541 ถึง 2549 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/7 ปีภาษี 2542 ถึง 2542 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/8 ปีภาษี 2543 และ 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/45 ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ขั้นตอนการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นเริ่มจากผู้รับประเมินจะต้องยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 19 จากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจพิจารณาแบบใบแจ้งรายการนี้ ถ้าเห็นจำเป็นก็ให้มีอำนาจสั่งให้ผู้รับประเมินแสดงรายการเพิ่มเติมให้ละเอียดยิ่งขึ้น และถ้าจะเรียกให้นำพยานหลักฐานมาสนับสนุนข้อความในรายการนั้นก็เรียกได้ตามมาตรา 21 เมื่อดำเนินการไต่สวนตรวจตราเสร็จแล้ว มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะกำหนดประเภทแห่งทรัพย์สิน ค่ารายปีแห่งทรัพย์สิน และค่าภาษีที่จะต้องเสีย แล้วแจ้งไปยังพนักงานเก็บภาษีเพื่อให้แจ้งรายการประเมินไปยังผู้รับประเมินต่อไป แม้ความในมาตรา 24 จะมิได้บัญญัติถึงกำหนดระยะเวลาในการแจ้งรายการประเมินไปยังผู้รับประเมินไว้ แต่มาตรา 24 ทวิ ก็บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินและแจ้งการประเมินย้อนหลังให้ผู้รับประเมินเสียภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินได้หากปรากฏว่าผู้รับประเมินผู้ใดไม่ยื่นแบบพิมพ์แสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 19 หรือยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ โดยกรณียื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 24 ทวิ ย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีที่พิพาทสำหรับห้องชุดพิพาทภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องประเมินค่ารายปีและค่าภาษีแจ้งไปยังโจทก์ภายใน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ ไม่ว่าการประเมินนั้นจะเป็นเพราะโจทก์แจ้งค่ารายปีไม่ถูกต้อง หรือมีทรัพย์สินบางรายการต้องนำมาคำนวณเพิ่มเติม หรือเพราะโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ถูกต้อง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยยังมิได้ดำเนินการประเมินก็ตาม แม้สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรจะมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 แต่การที่จำเลยจะใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์ในกรณีนี้ได้กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการแจ้งรายการประเมินไปยังโจทก์ก่อน การแจ้งรายการประเมินโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงต้องกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งรายการประเมินไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2550 ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2550 ตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่แนบกับเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 4, 7, 26, 29, 32, 51, 54, 57, 60, 79, 82, 91, 110, 113, 116 และ 119 การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีที่พิพาทสำหรับห้องชุดของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการประเมินย้อนหลังเกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีภาษีพิพาทที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ เป็นการประเมินเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เป็นผลให้การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดยืนตามการประเมินของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 45/28 ปีภาษี 2540, 2541, 2543, 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/3 ปีภาษี 2541 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/7 ปีภาษี 2542 ถึง 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/8 ปีภาษี 2543 และ 2544 สำหรับห้องชุดเลขที่ 12/54 ให้แก่จำเลย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 19 ม. 24 ม. 24 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกันตธรรม ศุภมงคล
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1415/2553
#504663
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยได้ต้องโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวใช้บังคับ อันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยมิต้องคำนึงว่าเป็นกรณีตาม ป.อ. มาตรา 3 หรือไม่ แม้พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และคดีจำเลยจะถึงที่สุดไปก่อนวันที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวใช้บังคับแล้ว แต่ปัญหาว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่จะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้วจะเพิ่มโทษจำเลยได้หรือไม่ เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีเพื่อบังคับให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงผลของคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด กรณีมีเหตุที่จะไม่เพิ่มโทษและกำหนดโทษจำเลยใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371, 90, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียม อาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกตลอดชีวิต เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 4 เดือน ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิตเพิ่มโทษไม่ได้ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 33 ปี 24 เดือน 40 วัน

วันที่ 7 มกราคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นผลให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ไม่ได้ เป็นกรณีที่กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด ศาลต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่คดี ขอให้งดเว้นการเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) และกำหนดโทษจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามสำหรับความผิดในข้อหามีและพาอาวุธปืน เนื่องจากจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6895/2540 ของศาลนี้ และมากระทำผิดคดีนี้ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคดีดังกล่าว ซึ่งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะนั้นแล้ว แม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินแก่ผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ก็ตาม ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมหมายความว่า นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 ที่พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าจำเลยมิได้เคยถูกลงโทษตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6895/2540 อีกต่อไปเท่านั้นมิได้หมายความว่า การเพิ่มโทษจำเลยดังกล่าวที่ได้กระทำไปก่อนหน้านั้นโดยชอบแล้วจะกระทำมิได้ตามที่จำเลยอ้าง จึงไม่มีกรณีที่จะเพิกถอนการเพิ่มโทษและกำหนดโทษจำเลยใหม่ตามคำร้องของจำเลย ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานกระทำอนาจารตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6895/2540 ของศาลชั้นต้น ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษและกำหนดโทษให้จำเลยใหม่หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยได้ต้องโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับอันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวทั้งนี้ โดยมิต้องคำนึงว่าเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หรือไม่ แม้พระราชบัญญัติล้างมนทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และคดีจำเลยจะถึงที่สุดไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแล้ว แต่ปัญหาว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้วจะเพิ่มโทษจำเลยได้หรือไม่ เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีเพื่อบังคับให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงผลของคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใดกรณีมีเหตุที่จะไม่เพิ่มโทษและกำหนดโทษจำเลยใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน คงจำคุกจำเลยฐานมีอาวุธปืน 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน 1 ปี ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุกจำเลยฐานมีอาวุธปืน 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืน 8 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่น 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 20 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางพัชรินทร์ ลีลาสุนทรกุล
จำเลย — นายเดชา บารอเฮม
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2553
#504629
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด 440 บาท ของกลางแก่เจ้าของ เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โดยในการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น จะต้องแยกพิจารณาโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดในแต่ละกระทงโดยไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้มาประกอบการพิจารณาด้วย ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58 ริบของกลางและนำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3688/2548 และ 4220/2548 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 450,000 บท จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 300,000 บาท รวมจำคุกจำเลย 3 ปี 7 เดือน และปรับ 300,000 บาท บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3688/2548 ของศาลชั้นต้นและโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4220/2548 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลย 5 ปี 7 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน กระดาษฟอยล์ซองบุหรี่และหลอดทำด้วยกระดาษใช้สำหรับดูดควันเมทแอมเฟตามีน ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แต่ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด 440 บาท ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสด 440 บาท ของกลางแก่เจ้าของเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โดยในการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้นจะต้องแยกพิจารณาโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดในแต่ละกระทง โดยไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้มาประกอบการพิจารณาด้วย ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายชัชพลหรือเดช ห่อละเอียด
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2553
#505298
เปิดฉบับเต็ม

แม้พยานโจทก์ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยอมให้ ม. เอาอาวุธปืนซึ่งเป็นของบิดาจำเลยที่ 1 ไปเหน็บไว้ที่เอวก่อนพากันออกจากบ้านจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมพร้อมใจให้ ม. ใช้อาวุธดังกล่าวกระทำความผิดขณะเดินทางไปด้วยกัน ถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะมีส่วนร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ต้น และในขณะ ม. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกนั้น รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากรถจักรยานยนต์ของ ม. ประมาณ 1 ถึง 2 เมตร ซึ่งเป็นระยะใกล้กันพอที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ และก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับพวกได้พากันขับรถจักรยานยนต์ผ่านผู้เสียหายกับพวกไปแล้ว จึงได้พากันขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมาและหลังจาก ม. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวก จำเลยที่ 1 กับพวกได้ยกมือขึ้นแสดงความดีใจ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันรู้เห็นและพร้อมใจกันมากระทำความผิด มิใช่เป็นเหตุการณ์ที่ ม. ตัดสินใจกระทำความผิดเฉพาะหน้าเพียงผู้เดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 376 ประกอบมาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง แม้ในขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุไม่ถึงยี่สิบปี แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรม ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและยิงปืนโดยใช่เหตุเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 13 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 8 ปี 8 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2547 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายอานนท์โดยมีนายมงคล มีอาวุธปืนรีวอลเวอร์ขนาด .38 หมายเลขทะเบียน กท. 2317429 ของนายสนิท บิดาจำเลยที่ 1 พร้อมกระสุนปืนไม่ปรากฏขนาดและจำนวนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในบริเวณถนนศรีสุริยวงศ์ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายกุ้ง และจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายปฏิคมแผ้วสมบูรณ์เป็นคนขับพากันไปบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วนายมงคลที่ไปด้วยกันกับจำเลยที่ 1 และพวก ได้ใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายกระสุนปืนถูกบริเวณขาข้างขวาของผู้เสียหาย แล้วนายมงคลและจำเลยที่ 1 กับพวก พากันหลบหนีไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทจุฬาชัย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าร่วมพยายามฆ่ามีและพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะเช่นเดียวกับในชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและรับว่าอาวุธปืนของกลางนั้นเป็นของบิดาจำเลยที่ 1 นำมาเพื่อใช้ป้องกันตัวโดยพวกของจำเลยที่ 1 ซึ่งหลบหนีไปได้ชื่อนายแย้ม (ที่ถูก ควรเป็นนายมงคล แย้มอยู่วงศ์) เป็นคนเอาอาวุธปืนดังกล่าวไปพกและเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหาย เห็นว่า บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนนั้น กระทำขึ้นในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ยังไม่มีเวลาที่จะปรุงแต่งเรื่องบิดเบือนข้อเท็จจริง จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและรายละเอียดด้วยความจริงโดยสมัครใจ คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 1 มอบอาวุธปืนของบิดา จำเลยที่ 1 ให้นายมงคลเอาไปพก แล้วจำเลยที่ 1 ได้ออกไปยังที่เกิดเหตุด้วยกันกับนายมงคล จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายมงคลมีและพกพาอาวุธปืนดังกล่าวไปยังที่เกิดเหตุ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 สัปดาห์ นายมงคล ไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านและเอาอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้เสียหายซึ่งเป็นของบิดาจำเลยที่ 1 ติดตัวไป คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่านายมงคลพาอาวุธปืนดังกล่าวไปด้วยนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างขึ้นภายหลัง แตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์ผู้เสียหาย นายสุพจน์ นายอนุรักษ์ นายทศพร และนายสุทธิพงษ์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุ พยานทั้งห้านำรถยนต์กระบะไปจอดเพื่อซื้อของที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นบริเวณที่เกิดเหตุ พยานทั้งห้านำรถยนต์กระบะไปจอดเพื่อซื้อของที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 6 คน ขับรถจักรยานยนต์มาคันละ 2 คน ผ่านบริเวณที่พยานทั้งห้ายืนอยู่ กลุ่มจำเลยทั้งสองกับพวกตะโกนด่าพยานทั้งห้า จากนั้นวัยรุ่นในกลุ่มจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงมาทางผู้เสียหายกับพวก 5 ถึง 6 นัด ก่อนพากันหลบหนีไป กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ต้นขาขวา หลังจากพวกของจำเลยที่ 1 ยิงปืนแล้ว จำเลยทั้งสองกับพวกต่างยกมือแสดงความดีใจ บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟสาธารณะที่เกาะกลางถนนและหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน และร้อยตำรวจโทจุฬาชัย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานไปตรวจที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันที่ 9 กันยายน 2547 บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนสี่ช่องเดินรถ มีเสาไฟฟ้าตลอดสองข้างทางสามารถมองเห็นชัดเจนในระยะ 50 เมตร พบรอยโลหิตบริเวณทางเท้าหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมคนร้ายได้ 3 คน คือจำเลยทั้งสองและนายปฏิคม จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าพวกของจำเลยทั้งสองคนหนึ่งได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เห็นว่า ผู้เสียหาย นายสุพจน์ นายอนุรักษ์ นายทศพร นายสุทธิพงษ์ และร้อยตำรวจโทจุฬาชัย พยานโจทก์ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิดความปรักปรำจำเลยที่ 1 พยานโจทก์เบิกความได้สอดคล้องต้องกันสมเหตุผล จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์เบิกความตามความจริง คดีนี้แม้ว่าพยานโจทก์ต่างยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยอมให้นายมงคลเอาอาวุธปืนซึ่งเป็นของบิดาจำเลยที่ 1 ไปเหน็บไว้ที่เอวก่อนพากันออกจากบ้านจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมพร้อมใจให้นายมงคลใช้อาวุธดังกล่าวกระทำความผิดขณะเดินทางไปด้วยกัน ถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะมีส่วนร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ต้นและในขณะนายมงคลใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกนั้น รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากรถจักรยานยนต์ของนายมงคลประมาณ 1 ถึง 2 เมตร ซึ่งเป็นระยะใกล้กันพอที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ และก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับพวกได้พากันขับรถจักรยานยนต์ผ่านผู้เสียหายกับพวกไปแล้วจึงได้พากันขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมาและหลังจากนายมงคลใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวก จำเลยที่ 1 กับพวกได้ยกมือขึ้นแสดงความดีใจ จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันรู้เห็นและพร้อมใจกันมากระทำความผิด มิใช่เป็นเหตุการณ์ที่นายมงคลตัดสินใจกระทำความผิดเฉพาะหน้าเพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมแทบจะทันทีหลังเกิดเหตุหากจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนร่วมกระทำความผิดจริงก็น่าจะให้การปฏิเสธ แต่ได้ความจากร้อยตำรวจโทจุฬาชัยซึ่งสอบสวนจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันกับที่จับกุมจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยมีอาวุธปืนตามบันทึกคำให้การ ดังนั้น บันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังได้เมื่อนำพยานหลักฐานประกอบอื่นของโจทก์มาสนับสนุนทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักแน่นแฟ้นรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายอยุธยา อินทรสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1411/2553
#497418
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยขับรถในขณะเมาสุรา จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม (เดิม) กับการที่จำเลยซึ่งมีอาการมึนเมาสุราขับรถในลักษณะส่ายไปมาบนท้องถนนและขับล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่แล่นสวนมาเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่มีผู้เสียหายที่ 1 ขับ และมีผู้เสียหายที่ 2 นั่งไปด้วยได้รับความเสียหาย และผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 นั้น เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่หลายกรรมต่างกันไม่ เมื่อคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราแล้วสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยในการกระทำเดียวกันนั้นเป็นคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43, (ที่ถูก มาตรา 43 (4)), 15 (ที่ถูก มาตรา 157) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การขับรถในขณะเมาสุราและการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์แยกฟ้องจำเลยในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราและศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว สิทธินำคดีอาญาในความผิดตามฟ้องคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยอีกไม่ได้พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดของจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราและฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่เมื่อจำเลยได้ดื่มสุราแล้วลงมือขับรถไป แม้จะไม่ได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ก็เป็นความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราแล้ว ส่วนความผิดฐานขับรถโดยประมาทนั้นเป็นเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ได้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ความผิดแรกได้สำเร็จแล้ว และการขับรถโดยประมาทของจำเลยเป็นความผิดที่เกิดจากการไม่ใช้ความระมัดระวังในการขับรถเท่านั้น ซึ่งการขับรถโดยไม่ใช้ความระมัดระวังแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นนั้น อาจจะไม่ได้เกิดจากการเมาสุราก็ได้ เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ กับการที่จำเลยซึ่งมีอาการมึนเมาสุราขับรถในลักษณะส่ายไปมาบนท้องถนนและขับล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่แล่นสวนมาเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่มีผู้เสียหายที่ 1 ขับ และมีผู้เสียหายที่ 2 นั่งไปด้วยได้รับความเสียหาย และผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 นั้น เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่หลายกรรมต่างกันไม่ เมื่อคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราแล้ว สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยในการกระทำเดียวกันนั้นเป็นคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 43 (4) ม. 157 ม. 160 วรรคสาม
ป.อ. ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายมิตร ใจใหญ่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางยุคิน เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1405/2553
#505296
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตาม ป.อ. มาตรา 318 แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษที่ต่ำกว่า ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบวรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 283 ทวิ, 318, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก, 319 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพรากผู้เยาว์ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานยิงปืน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 วัน ฐานมีและพาอาวุธปืนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 10 วัน ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง กับคืนรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันแก่เจ้าของ (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่า ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดฐานพาเด็กหญิง ม. อายุ 15 ปีเศษ แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กหญิง ม. ไปเสียจากนาย ด. และนาง ป. บิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยเด็กหญิง ม. เต็มใจไปด้วย ปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยมีตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือไม่ ข้อนี้โจทก์นำสืบโดยมีเด็กหญิง ม. มาเบิกความเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงเป็นทำนองว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย โดยจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราพยานด้วย และหลังเกิดเหตุเมื่อพยานถูกนำตัวออกจากที่เกิดเหตุเพื่อนำตัวมาส่งบ้าน จำเลยที่ 1 กับพวกคือจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านเข้ามาในบริเวณตัวเมืองที่มีแสงไฟฟ้าสว่าง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้าย บางครั้งก็ขับมาตีคู่กับรถที่จำเลยที่ 4 เป็นคนขับและให้พยานนั่งซ้อนท้ายพยานเห็นหน้าจำเลยที่ 1 ได้อย่างชัดเจน กับโจทก์มีจ่าสิบตำรวจมนศักดิ์ ผู้จับกุมมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเป็นทำนองว่า พยานร่วมกับพวกจับกุมจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ โดยจับกุมจำเลยที่ 4 ได้ก่อนแล้วจำเลยที่ 4 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพปรากฏตามบันทึกการจับกุมกับโจทก์มีพันตำรวจโทอนันต์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเป็นทำนองว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าร่วมกับพวกกระทำความผิดด้วยปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังนี้ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในที่เกิดเหตุด้วยนั้น ไม่มีพิรุธ เชื่อได้ว่าพยานจะเบิกความไปตามที่รู้เห็นจริง ๆ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ยืนยันข้อเท็จจริงทำนองว่า คืนเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มาขอยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปขับ จำเลยที่ 1 ก็ให้ยืมไปโดยไม่ได้ออกจากบ้านไปด้วย ช่วงเวลาที่ผู้เสียหายอ้างว่าเหตุเกิดนั้นจำเลยที่ 1 นอนอยู่ที่บ้านกับภริยาและบุตร รุ่งเช้าเจ้าพนักงานตำรวจมาควบคุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปที่สถานีตำรวจแล้วเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายบังคับให้จำเลยที่ 1 รับสารภาพว่าร่วมเป็นคนร้ายด้วย กับทั้งเมื่อนำจำเลยที่ 1 ออกไปแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เจ้าพนักงานตำรวจก็บังคับจำเลยที่ 1 ว่าให้บอกนักข่าวว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย มิฉะนั้นจะทำร้ายจำเลยที่ 1 อีกนั้น เห็นว่า เป็นแต่เพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และไม่ได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตราดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 ฐานพรากผู้เยาว์ไปโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เป็นการพรากผู้เยาว์ไปโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษที่ต่ำกว่าเช่นนี้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ได้ ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายอนุกรหรืออ๊อด ชัยสงคราม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ