คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1299/2553
#508226
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีผู้บริโภคต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้เป็นพิเศษแล้ว บทบัญญัติในเรื่องการอนุญาตให้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ จึงไม่สามารถนำมาปรับใช้ในคดีผู้บริโภคได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์เป็นเงิน 1,336,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ในระยะเวลา 3 ปี แรก คือ ปีที่ 1 อัตราร้อยละ 6.25 ต่อปี ปีที่ 2 อัตราร้อยละ 6.75 ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.25 ต่อปี หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เอ็ม.อาร์. อาร์. ครบกำหนดชำระให้แล้วเสร็จภายใน 14 ปี หากจำเลยไม่ชำระงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยคืนได้ทันทีและหากจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี ยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไปทบเข้ากับต้นเงินด้วย กรณีที่มีเหตุจำเป็นโจทก์อาจเพิ่มหรือลดอัตราดอกเบี้ยได้ แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศกระทรวงการคลัง โดยจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 36238 และ 83967 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ จำเลยยอมให้โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองไว้โดยจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยและเมื่อกรมธรรม์ประกันภัยสิ้นสุดการคุ้มครองหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและโจทก์ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันแทนจำเลย ให้จำเลยนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ หรือให้สิทธิโจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวรวมเข้ากับยอดเงินกู้ที่ค้างชำระด้วย ต่อมาจำเลยมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนโดยชำระเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 เป็นเงิน 18,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์อีก โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,722,296.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,310,262.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเบี้ยประกันภัย 2,514.80 บาท ทุกๆ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,344,106.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 1,310,262.65 บาท นับถัดจากวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 36238 และ 83967 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีบริโภควินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามพระราชบัญบัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 46 กำหนดให้การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีผู้บริโภค ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคหรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภคภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ประกอบกับมาตรา 49 วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 52 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคและศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภคให้เป็นที่สุด" แสดงให้เห็นว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มีเจตนารมณ์ที่กำหนดให้คดีผู้บริโภคต้องดำเนินคดีไปตามลำดับชั้นศาล และให้คดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคเพียงเท่านั้น เว้นแต่กรณีที่คู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาทหรือในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือเป็นปัญหาสำคัญอื่นตามที่บัญญัติไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ข้อ 40 เท่านั้น ซึ่งศาลฎีกาอาจใช้ดุลยพินิจที่จะอนุญาต หรือไม่อนุญาตก็ได้ตามบทบัญญัติแพ่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 ดังนั้นคดีผู้บริโภคจะขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคได้ก็แต่เฉพาะกรณีที่คู่ความยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคหรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภคพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลชั้นต้นเพื่อส่งให้แก่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณา และศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาแล้วเท่านั้น แม้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 จะบัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" ก็ตาม แต่การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีผู้บริโภคต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้เป็นพิเศษแล้ว แต่การอนุญาตให้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ใช้บังคับแก่คดีแพ่งสามัญทั่วไปแตกต่างจากเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ดังกล่าวบทบัญญัติในเรื่องการอนุญาตให้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ จึงไม่สามารถนำมาปรับใช้ในคดีผู้บริโภคซึ่งบัญญัติถึงวิธีพิจารณาคดีไว้เป็นพิเศษแล้วได้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 46 ม. 49 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางนิตย์ พรหมสถิตย์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2553
#497446
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือมอบอำนาจมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ร่วมตามข้อบังคับซึ่งมีผลให้การมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าในวันที่ ก. ผู้รับมอบอำนาจเข้าให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้น ก. มิได้นำหนังสือร้องทุกข์ไปมอบให้แก่พนักงานสอบสวน เป็นการร้องทุกข์ด้วยวาจา และในวันเดียวกันนั้นเอง ด. และ ว. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมก็ได้ไปพบพนักงานสอบสวนพร้อมกับ ก. และให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ด้วยตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน ซึ่ง ธ. พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า ในวันที่พยานรับคำร้องทุกข์ ด. และ ว. ให้การต่อพยานว่าจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวและ ด. กับ ว. ยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จึงฟังได้ว่าบริษัทโจทก์ร่วมโดย ด. และ ว. ได้ร้องทุกข์ด้วยวาจาหรือด้วยปากต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 123 วรรคสามแล้ว ส่วนการที่พนักงานสอบสวนได้จัดให้มีการลงบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี หรือบันทึกคำให้การของ ด. และ ว. มีรายละเอียดอย่างใดก็เป็นการดำเนินการเพื่อให้มีการบันทึกไว้ตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 98/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเอช. ดับบลิว. ลอจิสติกส์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 98/2542 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่มีโทษจำคุกให้นับต่อ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเนื่องจากมีการร้องทุกข์โดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือมอบอำนาจมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ร่วมตามข้อบังคับซึ่งมีผลให้การมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า ในวันที่นายกิติชัยเข้าให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้นนายกิติชัยมิได้ทำหนังสือร้องทุกข์ไปมอบให้แก่พนักงานสอบสวน เป็นการร้องทุกข์ด้วยวาจา และในวันเดียวกันนั้นเองนายดำรงและนายวิทูร กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมก็ได้ไปพบพนักงานสอบสวนพร้อมกับนายกิติชัยและให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ด้วยตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษซึ่งร้อยตำรวจเอกธีระเดช พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า ในวันที่พยานรับคำร้องทุกข์ นายดำรงและนายวิทูรให้การต่อพยานว่าจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวและนายดำรงกับนายวิทูรยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จึงฟังได้ว่าบริษัทโจทก์ร่วมโดยนายดำรงและนายวิทูรได้ร้องทุกข์ด้วยวาจาหรือร้องด้วยปากต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 วรรคสามแล้ว ส่วนการที่พนักงานสอบสวนได้จัดให้มีการลงบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี หรือบันทึกคำให้การของนายดำรงและนายวิทูร มีรายละเอียดอย่างใดก็เป็นการดำเนินการเพื่อให้มีการบันทึกไว้ตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเอช.ดับบลิว.ลอจิสติกส์ จำกัด
จำเลย — นายจตุร อัมรานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายสาโรช สำราญทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1286/2553
#500130
เปิดฉบับเต็ม

ขณะทำสัญญาซื้อขายสินค้าและสัญญาเช่า โจทก์ไม่ทราบว่าสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เหตุแห่งการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดของโจทก์จึงเกิดจากการฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 และที่ 3 อันเป็นผลทำให้นิติกรรมการซื้อขายและการทำสัญญาเช่าตกเป็นโมฆียะ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่กรณีที่เป็นฝ่ายฉ้อฉลโจทก์ย่อมมีความผูกพันตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าจะมีการบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น และการบอกล้างโมฆียะกรรมเป็นนิติกรรมระงับสิทธิจึงต้องมีการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง การที่โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ถือเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม เพราะการร้องทุกข์ไม่ใช่การแสดงเจตนาเพื่อก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาเช่าดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าสินค้าตามสัญญาเช่าดังกล่าว จึงถือว่าเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ซึ่งบังคับได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กระทง จำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 10,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำเลยที่ 1 ปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุก 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เสนอขายสินค้าตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติให้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อทำสัญญาซื้อขายกันแล้วจะให้จำเลยที่ 1 เช่าและเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าให้โจทก์ครบตามสัญญา จำเลยที่ 1 มีข้อผูกพันที่จะต้องซื้อสินค้าดังกล่าวไปจากโจทก์ในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาตาม การทำสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวทำในวันเดียวกัน จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเช็คพิพาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดโจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน แต่ไม่มีเงินในบัญชีพอจ่ายธนาคารตามเช็คจึงปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับโดย ให้เหตุผลว่า ยังไม่มีการตกลงกับธนาคาร ภายหลังจากทำสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวแล้วโจทก์ทราบความจริงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำมาเสนอขายและทำสัญญาเช่ากับโจทก์ดังกล่าว โจทก์จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโจทก์

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์การซื้อขายและสัญญาเช่าตามทางนำสืบของโจทก์แสดงให้เห็นว่าขณะทำสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าโจทก์ไม่ทราบว่าสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งแม้เป็นความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมแต่การที่โจทก์เข้าทำสัญญาดังกล่าวก็เนื่องมาจากการกล่าวอ้างเสนอขายของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 เหตุแห่งการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดของโจทก์จึงเกิดจากการฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อันเป็นผลให้นิติกรรมการซื้อขายและการทำสัญญาเช่าตกเป็นโมฆียะจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่กรณีที่เป็นฝ่ายฉ้อฉลโจทก์ ย่อมมีความผูกพันตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าจะมีการบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น และการบอกล้างโมฆียะกรรมเป็นนิติกรรมระงับสิทธิจึงต้องมีการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง การที่โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ถือเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมเพราะการร้องทุกข์ไม่ใช่การแสดงเจตนาเพื่อก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาเช่าดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159,160
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามซันวาไทรลีส จำกัด
จำเลย — บริษัทรอแยล เวนดิ้ง แมชชีนส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายคนึง คงบริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2553
#504778
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายสีมีการรับรองคุณภาพของสีไว้เป็นพิเศษ โดยมีอายุการประกัน 1 ปี อันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการซื้อขาย เมื่อการซื้อขายดังกล่าวมีการรับรองคุณภาพสินค้าไว้เป็นพิเศษจึงมิใช่การซื้อขายธรรมดา ทั้งโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายที่เป็นค่าสีเสื่อมคุณภาพและค่าส่วนต่างที่โจทก์ต้องซื้อสีมาใช้ทดแทนสีที่เสื่อมคุณภาพตามข้อตกลงรับประกันสินค้าตามสัญญาซื้อขาย มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินธรรมดาซึ่งจะทำให้คดีโจทก์มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 อีกทั้งไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้รับสภาพความรับผิดแต่ประการใดแต่เป็นกรณีโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามข้อตกลงพิเศษแห่งสัญญาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 240,910.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงขอถอนคำให้การในข้อ 1.1, 1.2, 1.3, 1.5 และ 1.6 คงเหลือข้อต่อสู้เฉพาะเรื่องอายุความตามข้อ 1.4 เท่านั้น และโจทก์กับจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายสินค้าตามคำฟ้องโจทก์ต่อมาจำเลยผิดสัญญาและทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยขายสีน้ำมันเคลือบเงาชนิดทาและสีแดงกันสนิมให้แก่โจทก์ โดยจำเลยรับประกันการเสื่อมคุณภาพของสีเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันส่งมอบ โจทก์ได้รับมอบสีจากจำเลยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2544 และวันที่ 6 สิงหาคม 2544 ตามลำดับต่อมาหน่วยงานของโจทก์เบิกสีดังกล่าวไปใช้ปรากฏว่าสีดังกล่าวเสื่อมคุณภาพไม่สามารถใช้งานในกิจการของโจทก์ได้ โดยโจทก์พบเห็นความเสื่อมคุณภาพของสีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 และวันที่ 14 สิงหาคม 2544 ตามลำดับ ซึ่งล้วนยังอยู่ในช่วงเวลาที่จำเลยรับประกันการเสื่อมคุณภาพของสีคือภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันส่งมอบสินค้าต่อมาจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2547 รับที่จะชดใช้เงิน 240,910.50 บาท ให้แก่โจทก์โดยผ่อนชำระรวม 6 งวด เป็นเงินงวดละ 40,000 บาท และงวดสุดท้ายเป็นเงิน 40,910.50 บาท แล้วจำเลยผิดนัดชำระหนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่ประการเดียวว่า สิทธิเรียกตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยศาลล่างวินิจฉัยว่าโจทก์มาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่อง และแม้จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ แต่โจทก์ก็ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยทำหนังสือดังกล่าว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า การซื้อขายสีรายนี้มีการรับรองคุณภาพของสีไว้เป็นพิเศษโดยมีอายุการประกัน 1 ปี ปรากฏตามใบสั่งซื้อเลขที่ 440386 ลงวันที่ 9 เมษายน 2544 และใบสั่งซื้อเลขที่ 440593 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2544 ท้ายสัญญาซื้อขายอันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการซื้อขาย เมื่อการซื้อขายดังกล่าวมีการรับรองคุณภาพสินค้าไว้เป็นพิเศษจึงมิใช่การซื้อขายธรรมดา ทั้งตามคำฟ้องก็แสดงแจ้งชัดว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายที่เป็นค่าสีเสื่อมคุณภาพ และค่าส่วนต่างที่โจทก์ต้องซื้อสีมาใช้ทดแทนสีที่เสื่อมคุณภาพตามข้อตกลงรับประกันสินค้าตามสัญญาซื้อขาย มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับประกันสินค้าตามสัญญาซื้อขาย มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินธรรมดาซึ่งจะทำให้คดีโจทก์มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 อีกทั้งไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้รับสภาพความรับผิดแต่ประการใด แต่เป็นกรณีโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามข้อตกลงพิเศษแห่งสัญญาดังกล่าวข้างต้นซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ซึ่งยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และการที่จำเลยขอถอนข้อต่อสู้อื่น ๆ ตามคำให้การคงเหลือเฉพาะเรื่องอายุความเท่านั้น เมื่อข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความฟังไม่ขึ้นเสียแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดตามฟ้อง"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 278,552.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,910.50 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทเกียรติธารินทร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2553
#508399
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อสีจากจำเลยโดยจำเลยรับรองคุณภาพของสีไว้เป็นพิเศษเป็นเวลา 1 ปี จึงมิใช่การซื้อขายธรรมดา ทั้งตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายที่เป็นค่าสีเสื่อมคุณภาพและค่าส่วนต่างที่โจทก์ต้องซื้อสีมาใช้ทดแทนสีที่เสื่อมคุณภาพตามข้อตกลงรับประกันสินค้าตามสัญญาซื้อขาย มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินซึ่งจะทำให้คดีโจทก์มีอายุความ 1 ปี ตามป.พ.พ. มาตรา 474 แต่เป็นกรณีโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามข้อตกลงพิเศษแห่งสัญญาดังกล่าวข้างต้นซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงขายสีน้ำมันเคลือบเงาชนิดทาและสีแดงกันสนิมให้แก่โจทก์รวม 2 สัญญา เป็นเงิน 287,316.40 บาท และ 153,010 บาท ตามลำดับ โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยรับประกันการเสื่อมคุณภาพของสีเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันส่งมอบสินค้า หากเกิดการเสื่อมคุณภาพของสีในระหว่างเวลารับประกันจำเลยจะเปลี่ยนสีให้ใหม่ และหากจำเลยผิดสัญญาจำเลยยอมรับผิดในความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการต้องซื้อสีในราคาแพงกว่าราคาที่ซื้อจากจำเลยปรากฏว่าในระหว่างเวลารับประกัน สีที่จำเลยส่งมอบแก่โจทก์จำนวนหนึ่งเสื่อมคุณภาพ ไม่สามารถใช้งานในกิจการของโจทก์ได้ โจทก์แจ้งให้จำเลยนำสีไปเปลี่ยนให้แก่โจทก์หรือนำเงินไปชำระแทนตามข้อตกลงในสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงต้องซื้อสีจากผู้ขายสีรายอื่นทดแทนสีของจำเลยที่เสื่อมคุณภาพ จำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายที่เป็นค่าสีเสื่อมคุณภาพเป็นเงิน 196,638.18 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องซื้อสีมาใช้ทดแทนเป็นเงินส่วนต่าง 44,272.32 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 240,910.50 บาท ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2547 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์โดยขอผ่อนชำระค่าเสียหายเป็น 6 งวด เป็นเงินงวดละ 40,000 บาท และงวดสุดท้ายชำระเป็นเงิน 40,910.50 บาท แต่จำเลยก็ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2547 จนถึงวันฟ้อง โดยโจทก์ขอคิดเพียง 37,642 บาท รวมเป็นค่าเสียหายและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 278,552.76 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,910.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำคดีมาฟ้องเกินกว่าระยะเวลารับประกันคุณภาพสินค้า 1 ปี จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คำฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงขอถอนคำให้การในข้อ 1.1, 1.2, 1.3, 1.5 และ 1.6 คงเหลือข้อต่อสู้เฉพาะเรื่องอายุความตามข้อ 1.4 เท่านั้น และโจทก์กับจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายสินค้าตามคำฟ้องโจทก์ ต่อมาจำเลยผิดสัญญาและทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยขายสีน้ำมันเคลือบเงาชนิดทาและสีแดงกันสนิมให้แก่โจทก์ โดยจำเลยรับประกันการเสื่อมคุณภาพของสีเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันส่งมอบ โจทก์ได้รับมอบสีจากจำเลยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2544 และวันที่ 6 สิงหาคม 2544 ตามลำดับ ต่อมาหน่วยงานของโจทก์เบิกสีดังกล่าวไปใช้ปรากฏว่าสีดังกล่าวเสื่อมคุณภาพไม่สามารถใช้งานในกิจการของโจทก์ได้ โดยโจทก์พบเห็นความเสื่อมคุณภาพของสีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 และวันที่ 14 สิงหาคม 2544 ตามลำดับ ซึ่งล้วนยังอยู่ในช่วงเวลาที่จำเลยรับประกันการเสื่อมคุณภาพของสีคือภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันส่งมอบสินค้า ต่อมาจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2547 รับที่จะชดใช้เงิน 240,910.50 บาท ให้แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระรวม 6 งวด เป็นเงินงวดละ 40,000 บาท และงวดสุดท้ายเป็นเงิน 40,910.50 บาท แล้วจำเลยผิดนัดชำระหนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่ประการเดียวว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยศาลล่างวินิจฉัยว่าโจทก์มาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่อง และแม้จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ แต่โจทก์ก็ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยทำหนังสือดังกล่าว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า การซื้อขายสีรายนี้มีการรับรองคุณภาพของสีไว้เป็นพิเศษโดยมีอายุการประกัน 1 ปี ปรากฏตามใบสั่งซื้อเลขที่ 440386 ลงวันที่ 9 เมษายน 2544 และใบสั่งซื้อเลขที่ 440593 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2544 เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ท้ายสัญญาซื้อขายอันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการซื้อขาย เมื่อการซื้อขายดังกล่าวมีการรับรองคุณภาพสินค้าไว้เป็นพิเศษจึงมิใช่การซื้อขายธรรมดา ทั้งตามคำฟ้องก็แสดงแจ้งชัดว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายที่เป็นค่าสีเสื่อมคุณภาพและค่าส่วนต่างที่โจทก์ต้องซื้อสีมาใช้ทดแทนสีที่เสื่อมคุณภาพตามข้อตกลงรับประกันสินค้าตามสัญญาซื้อขาย มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินธรรมดาซึ่งจะทำให้คดีโจทก์มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 อีกทั้งไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดจากจำเลยผู้เป็นลูกหนี้รับสภาพความรับผิดแต่ประการใด แต่เป็นกรณีโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามข้อตกลงพิเศษแห่งสัญญาดังกล่าวข้างต้นซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ซึ่งยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และการที่จำเลยขอถอนข้อต่อสู้อื่นๆ ตามคำให้การคงเหลือเฉพาะเรื่องอายุความเท่านั้น เมื่อข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความฟังไม่ขึ้นเสียแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดตามฟ้อง"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 278,552.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,910.50 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทเกียรติธารินทร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2553
#504775
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย พิพากษาลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยมิใช่คนร้าย ศาลอุทธรณ์ฟังตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายเช่นกัน แต่จำเลยฎีกากลับอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ว่า จำเลยได้ฆ่าผู้ตายจริงเพราะจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดไปโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นเข้ามอบตัวและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานฆ่าผู้อื่น 33 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 16 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่นให้จำคุก 20 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 13 ปี 4 เดือน รวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนแล้วเป็นจำคุก 13 ปี 16 เดือน และไม่ริบอาวุธปืนของกลาง นองจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย พิพากษาลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยไม่ใช่คนร้าย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายเช่นกัน แต่จำเลยฎีกากลับอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ว่า จำเลยได้ฆ่าผู้ตายจริง เพราะจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดไปโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายสมโชค ไกรนรา
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
วิวรรต นิ่งละมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2553
#504767
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายใช้มีดอีโต้ไล่ฟันจำเลยมาแล้ว ต่อมาผู้ตายขับรถยนต์กระบะกลับมาที่บ้านของจำเลยอีกครั้ง โดยผู้ตายเหน็บอาวุธปืนพกลูกซองสั้นไว้ที่เอวด้านหน้าขึ้นบันไดไปหาจำเลยที่ชั้นบนและร้องท้าทายจำเลยให้เอาอาวุธปืนของจำเลยมายิงกันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง การกระทำของผู้ตายที่พาอาวุธปืนมาท้าทายจำเลยดังกล่าวหาใช่เป็นการข่มขู่จำเลยตามที่โจทก์ฎีกาไม่ แต่ฟังได้ว่าผู้ตายมีเจตนาจะเข้ามาใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายจำเลย จึงนับเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลย แม้ ย. และ ท. ซึ่งอยู่ใต้ถุนบ้านจะไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชั้นบน แต่ ย. และ ท. ได้ยินเสียงตึงตังโครมครามและได้ยินเสียงจำเลยร้องให้ช่วยก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้น อันแสดงว่าเมื่อผู้ตายขึ้นไปพบจำเลยแล้วมีการต่อสู้กัน จำเลยจึงชอบที่จะใช้สิทธิป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายของผู้ตายได้ การที่จำเลยยิงปืน 2 นัด แต่ลูกกระสุนปืนถูกผู้ตายเพียงนัดเดียว เมื่อผู้ตายถูกยิงแล้วจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายอีก จึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 68

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายบุญเที่ยง บุตรของนายบัว ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่านายบัว ผู้ตายเป็นพี่ชายของจำเลยและมีเรื่องทะเลาะกันเกี่ยวกับที่ดินมรดก ตามวันเวลาเกิดเหตุผู้ตายขับรถยนต์กระบะไปบ้านของจำเลยซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง จากนั้นผู้ตายใช้มีดอีโต้ไล่ฟันจำเลย จำเลยวิ่งหนีขึ้นไปบนบ้านปิดประตูล๊อกไว้ ผู้ตายวิ่งตามขึ้นไปใช้เท้าถีบประตูแล้วผู้ตายขับรถยนต์ออกไปในระหว่างนั้นจำเลยลงมาข้างล่างบอกนางทองมี และเด็กชายยุรนันท์ ซึ่งนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านของจำเลยว่าจำเลยจะไปบ้านนางละมุล บุตรสาวของจำเลยด้วยเกรงว่าผู้ตายจะกลับมาทำร้ายอีกให้เด็กชายยุรนันท์ หากุญแจมาล๊อกบ้าน แล้วจำเลยร้องบอกเด็กชายยุรนันท์ให้เอากุญแจซึ่งอยู่ในครัวมาล็อกด้านนอกประตูบ้านที่จะขึ้นข้างบนแต่ยังไม่ทันที่เด็กชายยุรนันท์จะนำกุญแจมาล็อกประตู ผู้ตายซึ่งมีอาวุธปืนพกลูกซองสั้นติดตัวได้ขึ้นไปบนบ้านของจำเลย จากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นจากอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .38 ของจำเลย 2 นัด ลูกกระสุนปืน 1 นัด ถูกผู้ตายที่บริเวณใต้ชายโครงขวาด้านหน้ากระสุนปืนทะลุเหนือสะโพกซ้ายด้านหลัง ผู้ตายลงมาข้างล่างดื่มน้ำจากโอ่งที่ตั้งอยู่ทางขึ้นบันไดบ้านแล้วขับรถยนต์กระบะออกไปแต่รถยนต์เสียหลักไปจอดอยู่กลางทุ่งนา ผู้ตายถึงแก่ความตายภายในรถยนต์นั้น หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกศักดาฤทธิ์ พนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยกระสุนปืนทะลุประตูหน้าบันไดขึ้นชั้นบนบ้านของจำเลย 1 รู แล้วหัวกระสุนปืนนั้นไปชนกับฝาบ้านข้างประตูทางขึ้นบันไดตามภาพถ่ายหมาย จ.3 และยังพบหัวกระสุนปืน 1 หัว ตกอยู่บริเวณพื้นทางขึ้นบันไดบ้านตามภาพถ่ายหมาย จ.4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีเด็กชายยุรนันท์และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางทองมีเป็นพยาน โดยเด็กชายยุรนันท์เบิกความสรุปได้ว่าขณะที่พยานและนางทองมีซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าของจำเลยยังนั่งอยู่ที่แคร่ใต้ถุนบ้าน ผู้ตายขับรถเข้ามาจอดที่บ้านของจำเลยแล้วลงมาจากรถ ผู้ตายถามหาจำเลย พยานยังไม่ทันได้ตอบผู้ตายซึ่งเหน็บอาวุธปืนไว้ที่เอวด้านหน้าได้ขึ้นไปบนบ้านพร้อมกับพูดว่า มึงมี .38 กูมีลูกซองเอามาดวลกัน มึงกับกูต้องตายไปข้างหนึ่ง จากนั้นพยานได้ยินเสียงตึงตังโครมครามอยู่บนบ้าน จำเลยร้องตะโกนช่วยด้วย ๆ อยู่หลายคำ แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด พยานเห็นผู้ตายมีปืนเหน็บอยู่ที่เอวด้านหน้าวิ่งลงมาข้างล่าง เมื่อดื่มน้ำจากโอ่งที่ตั้งอยู่ทางขึ้นบันไดบ้านแล้วผู้ตายขับรถยนต์ออกไป ส่วนนางทองมีถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะมาเบิกความต่อศาล โจทก์จึงอ้างส่งบันทึกคำให้การของนางทองมีในชั้นสอบสวนต่อศาลตามบันทึกคำให้การของพยานซึ่งนางทองมีให้การในชั้นสอบสวนว่าเมื่อผู้ตายลงมาจากรถผู้ตายได้พูดท้าทายจำเลยว่ากูมีปืนลูกซอง มึงมี .38 เอามาดวลกันให้ตายไปข้างหนึ่งในวันนี้ ผู้ตายขึ้นไปบนบ้าน มีเสียงคนต่อสู้กันดังโครมคราม นางทองมีได้ยินเสียงจำเลยร้องคล้ายคนถูกทำร้าย สักครู่หนึ่งได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด แล้วผู้ตายวิ่งลงมาจากบนบ้านผู้ตายตักน้ำกินแล้วขับรถยนต์ออกไป เห็นว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนางทองมีเป็นพยานบอกเล่า แต่โจทก์มีพันตำรวจโทสุจินต์ พนักงานสอบสวน เบิกความว่า ได้สอบปากคำของนางทองมีไว้ตามบันทึกคำให้การของพยาน เมื่อโจทก์มีพยานในที่เกิดเหตุเพียง 2 ปาก ดังกล่าวและนางทองมีถึงแก่ความตายไปก่อนทำให้โจทก์ไม่สามารถนำนางทองมีมาเบิกความได้ นางทองมีเป็นป้าของจำเลยจึงย่อมเป็นญาติกับผู้ตาย ซึ่งเป็นพี่ชายของจำเลยด้วยเชื่อว่าให้การไปตามความจริงมิได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เช่นนี้จึงมีเหตุผลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนางทองมีดังกล่าว เมื่อนำมาประกอบคำเบิกความของเด็กชายยุรนันท์ซึ่งสอดคล้องต้องกันเป็นอย่างดี จึงฟังได้ว่าผู้ตายขับรถยนต์กระบะกลับมาที่บ้านของจำเลยอีกครั้งหนึ่งผู้ตายเหน็บอาวุธปืนพกลูกซองสั้นไว้ที่เอวด้านหน้าขึ้นบันไดไปหาจำเลยที่ชั้นบนและร้องท้าทายจำเลยให้เอาอาวุธปืนของจำเลยมายิงกันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง โดยมีเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ต่อเนื่องกันมาที่ผู้ตายใช้มีดอีโต้ไล่ฟันจำเลยมาแล้ว การกระทำของผู้ตายที่พาอาวุธปืนมาท้าทายจำเลยดังกล่าวหาใช่เป็นการข่มขู่จำเลยตามที่โจทก์ฎีกาไม่ แต่ฟังได้ว่าผู้ตายมีเจตนาจะเข้ามาใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายจำเลย จึงนับเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลย แม้เด็กชายยุรนันท์และนางทองมีซึ่งอยู่ใต้ถุนบ้านจะไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชั้นบน แต่เด็กชายยุรนันท์และนางทองมีได้ยินเสียงตึงตังโครมครามและได้ยินเสียงจำเลยให้ช่วยก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้น อันแสดงว่าเมื่อผู้ตายขึ้นไปพบจำเลยแล้วมีการต่อสู้กัน จำเลยจึงชอบที่จะใช้สิทธิป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายของผู้ตายได้ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการยิงจากข้างบนลงมาข้างล่างในขณะที่ผู้ตายกำลังขึ้นไปบนบ้านหรือยืนอยู่บนบันใดขึ้นบนบ้าน ลูกกระสุนปืนจึงทะลุประตูหน้าบันไดทางขึ้นบ้านแล้วตกอยู่ที่พื้นทางบันไดนั้น เห็นว่า ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 และ จ.4 วิถีกระสุนที่ทะบุประตูบ้านนี้ไปชนกับฝาบ้านข้างประตูทางขึ้นบันได อันแสดงว่าขณะยิงนั้นประตูบ้านได้เปิดอยู่แล้วกระสุนปืนจึงไปชนกับฝาบ้านด้านที่บานประตูเมื่อเปิดแล้วบังฝาบ้านส่วนนี้ไว้ จากนั้นหัวกระสุนปืนจึงตกลงไปที่บริเวณทางขึ้นบันไดบ้าน หากประตูบ้านยังคงปิดอยู่หัวกระสุนย่อมไม่อาจจะไปชนกับฝาบ้านข้างประตูทางขึ้นบ้านได้ ทั้งภาพถ่ายหมาย จ.3 เป็นการถ่ายรูปจากข้างล่างขึ้นสู่ด้านบน จึงเห็นที่จับประตูให้ปิดเปิดอยู่สูงกว่าปกติแต่วิถีกระสุนปืนที่ทะลุประตูบ้านไปชนกับฝาบ้านเกือบจะเป็นเส้นตรง จึงมิใช่เป็นการยิงจากข้างบนลงมาข้างล่างแต่เป็นการยิงเมื่อผู้ตายขึ้นไปบนบ้านแล้วประกอบกับพยานโจทก์ได้ยินเสียงต่อสู้กันก่อนที่เสียงปืนจะดัง จึงมิได้เป็นการยิงในขณะที่ผู้ตายกำลังขึ้นไปบนบ้านหรือยืนอยู่บนบันไดขึ้นบนบ้าน ทำให้ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ การที่จำเลยยิงปืน 2 นัด แต่ลูกกระสุนปืนถูกผู้ตายเพียงนัดเดียว เมื่อผู้ตายถูกยิงแล้วจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายอีกจึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นายบุญเที่ยง อ้วนสันเทียะ
จำเลย — นางทองพูล อ้วนสันเทียะ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2553
#504626
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นอำนาจฟ้องจึงถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยซ้ำอีกไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า โจทก์มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาเช่นเดียวกับที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังกล่าวแล้วข้างต้นนั่นเองจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินชดเชยความเสียหายจำนวน 1,875,000 บาท กับเงินประกันจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้อง คำให้การ คดีมีประเด็นพิพาทโต้แย้งกันว่า จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดทำกิจการทำไม้ป่าชายเลนที่ได้รับสัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนเอกสารหมาย จ.1 เป็นการชั่วคราวอันจะเป็นเหตุให้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนกับโจทก์หรือไม่ และจะต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายกับคืนเงินประกันในการที่จะต้องชำระเบี้ยปรับตามเงื่อนไขในสัมปทานให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด อันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายได้นำสืบก่อน แล้วพิพากษาใหม่ต่อไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6815/2549 โดยมิได้มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยซ้ำอีกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เพราะในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวว่าตามคำฟ้องเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาสัมปทาน มิใช่ฟ้องเวนคืนสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนเพื่อที่จะได้รับเงินชดเชยความเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 68 อัฏฐ ซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่จำเลยได้รัฐมนตรีได้สั่งการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีให้โจทก์หยุดทำกิจการที่ได้รับสัมปทานเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 68 ทวิ (2) เสียก่อน ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นอำนาจฟ้องจึงถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยซ้ำอีกไม่ได้ ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปว่า มีตัวแทนจำเลยแจ้งให้โจทก์หยุดทำไม้ป่าชายเลนอันเป็นการผิดสัญญาสัมปทานหรือไม่ และโจทก์ได้รบความเสียหายหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า โจทก์มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาเช่นเดียวกับที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังกล่าวแล้วข้างต้นนั่นเองจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลช้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 68 ทวิ (2) 68 อัฏฐ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนวัฒน์ แซ่โง้ว
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1251/2553
#507960
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยทั้งห้าชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5

สำนวนแรกโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เรื่องละเมิดที่จำเลยที่ 5 ชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกให้การว่าการชี้แนวเขตทางของจำเลยไม่เป็นละเมิดขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้วพิพากษาว่าที่ดินยังเป็นของโจทก์ทั้งสอง มิได้ถูกเวนคืน แต่หากฝ่ายจำเลยก่อสร้างถนนบนที่ดินพิพาทแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินบนที่ดินพิพาทเสร็จแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นการยื่นคำฟ้องต่อเนื่องกันกับสำนวนแรก เพื่อเรียกร้องเอาค่าเสียหายที่ศาลฎีกามิได้พิพากษาให้ การฟ้องสำนวนหลังจึงมิได้อาศัยมูลละเมิดอันเกิดจากการก่อสร้างทางในที่ดินพิพาทมาเป็นข้ออ้างเพื่อเป็นหลักแห่งข้อหา ฉะนั้นปัญหาตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ในสำนวนหลังจึงเป็นประเด็นแห่งคดีเหมือนกันกับสำนวนแรกจึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในปัญหาดังกล่าวซ้ำอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยกเรื่องมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองขึ้นต่อสู้อีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยาและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 ตำบลคลองสามประเวศ (คลองประเวศบุรีรมย์ฝั่งเหนือ) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 8 ไร่ 8 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกระทรวง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน - หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า พ.ศ.2522 และรักษาการตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ แขวงสวนหลวง แขวงประเวศ เขตพระโขนง และแขวงคลองสองต้นนุ่น แขวงคลองสามประเวศ แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 343 สายคลองตัน - ลาดกระบัง พ.ศ.2532 จำเลยที่ 2 เป็นกรมในกระทรวงจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ และเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ 3 เคยเป็นนายช่างแขวงการทางกรุงเทพ ของกรมจำเลยที่ 2 ปัจจุบันจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งแทนและได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืน จำเลยที่ 5 เป็นนายช่างโยธาผู้แทนของกรมจำเลยที่ 2 โดยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่าและทางแยกเข้าหนองงูเห่า พ.ศ.2522 และพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524 ประกาศใช้บังคับเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกเวนคืน เนื้อที่ 3 ไร่ 64 ตารางวา จำเลยที่ 2 แจ้งว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนตารางละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 126,400 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มรวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 326,666.08 บาท เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี แก้ไขหลักฐานตามโฉนดเลขที่ 6395 ของโจทก์ทั้งสองว่าที่ดินแปลงนี้บางส่วนเนื้อที่ 3 ไร่ 64 ตารางวา ตกเป็นของจำเลยที่ 2 (ทางหลวงสายคลองตัน-หนองงูเห่า) โดยการซื้อขาย คงเหลือเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งนัดให้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน จำเลยที่ 5 เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 2 และได้รับมอบหมายจากนายช่างแขวงการทางจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นซึ่งต่อมาคือจำเลยที่ 4 ซึ่งต่างเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยจำเลยที่ 5 กับพวกชี้เขตเวนคืนที่ดินโดยลำพัง ทำการปักหลักไม้และหลักเขตที่ดินแสดงแนวเขตเวนคืนเกินเขตเวนคืนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา ปัจจุบันราคาไร่ละ 7,500,000 บาท ส่วนที่ดินตามเขตเวนคืนก็เกินกว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืน 25 ตารางวา ปัจจุบันราคาประมาณ 468,750 บาท โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องฝ่ายจำเลยเรื่องที่ดิน ละเมิดเรียกค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค. 152/2538 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยก่อสร้างทางบนที่ดินพิพาทไปแล้วก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6521/2541 เมื่อการก่อสร้างทางเสร็จแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งห้าซึ่งรังวัดที่ดินเกินขอบเขตและเกินกว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนรวมเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ปัจจุบันราคา 25,762,500 บาท เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสอง 25,762,500 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่ได้บรรยายฟ้องข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหายว่า จำเลยแต่ละคนกระทำการอย่างไรบ้างเมื่อใด ในที่ดินเนื้อที่เท่าใด ราคาที่ดินกำหนดอย่างไร ทำให้จำเลยทั้งห้าเสียเปรียบไม่เข้าใจคำฟ้องและหลงข้อต่อสู้ จำเลยที่ 5 ชี้แนวเขตไปตามแผนที่ก่อสร้าง โดยไม่ทราบว่าเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนในโฉนดแตกต่างกัน และมิได้กระทำการใดเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกเลย ทั้งไม่ได้รังวัดกับเขตที่ดินตามการชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 5 แต่อย่างไม่ได้รังวัดกับเขตที่ดินตามการชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 5 แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 5 แจ้งวางเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสองทราบและเข้าไปทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2540 เป็นต้นไป กับก่อสร้างทางตามที่แจ้งนั้น ไม่เป็นการบุกรุกแต่เป็นการกระทำโดยสุจริตตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2538 ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค.152/2538 ในมูลฟ้องเดียวกันว่าให้จำเลยใช้เงินค่าทดแทนที่ดินที่เวนคืนเนื้อที่เพิ่มขึ้น 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ตารางวาละ 1,500 บาท เป็นเงิน 2,061,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เมื่อจำเลยชำระหนี้แล้วจึงเข้าไปทำการก่อสร้างทาง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ราคาที่ดินของโจทก์ทั้งสองขณะเวนคืนไม่เกินอัตราไร่ละ 100,000 บาท เพราะไม่ได้อยู่ในแหล่งเจริญ ไม่อยู่ในทำเลเหมาะสมแก่การประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม การคมนาคมยังไม่สะดวก เป็นที่ดินว่างเปล่า มีระดับต่ำน้ำท่วมขังและไม่มีทางเข้าออก โจทก์ทั้งสองเรียกร้องค่าเสียหายตามราคาที่ดินในปัจจุบัน จึงไม่ชอบธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 18,892,500 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มีนาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองกับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 4,122,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 ตำบลคลองสามประเวศ (คลองประเวศบุรีรมย์ฝั่งเหนือ) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 8 ไร่ 8 ตารางวา ที่ดินดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงแผ่นดิน สายคลองตันหนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมาก เขตบางกระปิ แขวงสวนหลวง แขวงประเวศ เขตพระโขนง และแขวงคลองสองตันนุ่น แขวงคลองสามประเวศ แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 343 สายคลองตันลาดกระบัง พ.ศ.2532 โดยจะต้องถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่จำนวน 3 ไร่ 64 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกระทรวง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลเป็นกรมในกระทรวงจำเลยที่ 1 มีอธิบดีเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาและเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญบัตินั้น ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2537 โจทก์ทั้งสอง เจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าของที่ดินข้างเคียง จำเลยที่ 5 ในฐานะนายช่างโยธาแขวงการทางกรุงเทพสังกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 3 นายช่างแขวงการทางกรุงเทพสังกัดจำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งแทนจำเลยที่ 3 ตั้งแต่ปี 2540) ให้ไปนำชี้เขตทางในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 และ 2 ซึ่งได้นำชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเนื้อที่เกินกว่าที่กำหนดในบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา สำหรับที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน จำเลยที่ 5 ได้ชี้แนวเขตที่ดินเกินไปอีก 25 ตารางวา รวมแล้วจำเลยที่ 5 นำชี้ที่ดินและปลักหลักหมุดในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเกินกว่าที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 5 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ห้ามจำเลยดังกล่าวและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเนื้อที่ดิน 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา หรือชดใช้ค่าเสียหาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค. 152/2538 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยในคดีนั้นว่า การที่จำเลยที่ 4 (จำเลยที่ 5 ในคดีนี้) นำชี้และวางหลักปักหลุดในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสี่ (ในคดีนั้น) จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้วพิพากษาใจความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสอง มิได้ถูกเวนคืน แต่หากฝ่ายจำเลยได้ก่อสร้างถนนบนที่ดินพิพาทไปแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6521/2541 ต่อมาจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 4 ได้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินบนที่ดินพิพาทเสร็จ และให้ประชาชนได้ใช้เส้นทางดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้...

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าเป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 หรือไม่โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่อันเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ทั้งสองฟ้องหน่วยงานของรัฐ คือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยตรง แต่จะฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ ปัญหาดังกล่าว แม้จำเลยทั้งห้าไม่ได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งห้าได้ยกปัญหานี้ข้ออุทธรณ์ด้วยแต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งห้าชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปตามที่จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น คดีจึงไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อีกต่อไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประการต่อไปมีว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ในคดีก่อนโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างถึงการทำละเมิดว่า จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีนั้นชี้แนวทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและเรียกค่าเสียหายแต่คดีนี้เป็นเรื่องจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทางเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำละเมิดจึงเป็นคนละมูลกรณีกัน และก่อนที่จำเลยที่ 2 จะเข้าไปทำการก่อสร้าง จำเลยที่ 4 ได้มีหนังสือแจ้งโจทก์และนำเงินค่าทดแทนจำนวน 2,061,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ศาลชั้นต้นในคดีเดิมพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ไปวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เรื่องละเมิดที่จำเลยที่ 5 ชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ปค.143/2537 คดีหมายเลขแดงที่ ปค.152/2538 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกต่อสู้คดีว่า การชี้แนวเขตทางของจำเลยไม่เป็นละเมิดขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาดังกล่าวแล้วว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกที่นำชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้วพิพากษาใจความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสองมิได้ถูกเวนคืน แต่หากฝ่ายจำเลยก่อสร้างถนนบนที่ดินพิพาทแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6521/2541 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินบนที่ดินพิพาทเสร็จแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกชดใช้ค่าเสียหาย เช่นนี้ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ซึ่งเป็นสำนวนหลัง จึงเป็นการยื่นคำฟ้องต่อเนื่องกันกับสำนวนแรกที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกนำชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โดยศาลฎีกาให้สิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่หากฝ่ายจำเลยได้ก่อสร้างถนนบนที่ดินพิพาทแล้ว เพื่อเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากฝ่ายจำเลยที่ศาลฎีกาในสำนวนแรกมิได้พิพากษาให้ การฟ้องสำนวนหลังจึงหาได้อาศัยมูลละเมิดอันเกิดจากการก่อสร้างทางในที่ดินพิพาทมาเป็นข้ออ้างเพื่อเป็นหลักแห่งข้อหาดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาไม่ ฉะนั้นปัญหาตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ในสำนวนหลัง จึงเป็นประเด็นแห่งคดีเหมือนกันกับสำนวนแรก เมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนเป็นคู่ความเดียวกัน และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาชี้ขาดไปแล้วสำนวนแรกว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น จึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในปัญหาดังกล่าวซ้ำอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยกเรื่องมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองขึ้นต่อสู้อีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสอง และของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 โดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติ ซึ่งจำเลยที่ 1 เคยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 เป็นตารางวาละ 18,000 บาท และนายผลทุเรียน ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4095 ไปจริง ทั้งศาลอุทธรณ์ในสำนวนแรกเคยวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 18,892,500 บาท ฉะนั้นที่ดินพิพาทควรมีราคาตารางวาละ 18,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปก่อสร้างทางไม่เป็นละเมิด แต่หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิด ก็คงชำระเพียงเงินค่าทดแทนที่ถูกเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้นที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,061,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจยกเรื่องมิได้กระทำละเมิดขึ้นต่อสู้ได้ และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจริง เช่นนี้โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องละเมิดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รังวัดเอาที่ดินของโจทก์ทั้งสองเกินกว่าแนวเขตที่ดินท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ไปสร้างทางหลวงแผ่นดินอันเป็นทางสาธารณะไปแล้ว ซึ่งโจทก์ทั้งสองไม่อาจฟ้องเรียกคืนที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ต้องเสียที่ดินดังกล่าวไป จึงมิใช่เป็นกรณีที่เรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนย่อมไม่อาจนำวิธีการชดใช้เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามกฎหมายมาบังคับดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาได้ ซึ่งค่าเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดนี้ย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่กระทำละเมิดและเป็นไปตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด การที่โจทก์ทั้งสองเรียกค่าเสียหายเป็นราคาที่ดินในปัจจุบันเทียบเคียงกับราคาที่นายผลขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4095 ให้นายพิสิฐ กับพวก เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2539 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 นั้น นายพิสิฐเบิกความเป็นพยานโจทก์ทั้งสองว่าที่ดินแปลงที่ซื้อจากนายผลเนื้อที่ 595 ตารางวา ราคาตารางวาละ 18,750 บาท อยู่ติดถนนสายมอเตอร์เวย์ กรุงเทพ-ชลบุรี ด้านเข้ากรุงเทพมหานคร (ส่วนที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองอยู่ด้านนอกจากกรุงเทพมหานคร) ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่น้อยกว่าที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง ทั้งไม่ปรากฏว่ารูปลักษณะของที่ดินดังกล่าวเหมือนหรือแตกต่างกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองเพียงใด ประกอบวันที่ซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวหลังเกิดเหตุละเมิดในคดีนี้ เช่นนี้ ราคาที่ดินที่นายผลขายให้นายพิสิฐจึงไม่ใช่ราคาซื้อขายที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ไม่อาจนำเอาราคาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวมากำหนดเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเลยทีเดียว ส่วนเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นตารางวาละ 18,000 บาท ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนเอกสารหมาย จ.5 ก็เป็นเงินค่าทดแทนที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่ถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการของฝ่ายจำเลยเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 355 สายแยกทางหลวงพิเศษหมายเลข 36-บรรจบท่าอากาศยานกรุงเทพแห่งที่ 2 ตามสำเนาพระราชกฤษฎีกาฯ เอกสารหมาย ล.25 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2539 จึงมิใช่ราคาที่ดินในวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิด ส่วนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในสำนวนแรกที่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 18,892,500 บาท นั้นศาลฎีกาในคดีนั้นได้พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ส่วนนี้แล้ว จึงไม่อาจนำผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นมารับฟังว่าโจทก์ทั้งสองได้รับค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าวได้ พฤติการณ์แห่งละเมิดจึงไม่ร้ายแรงมากนัก สมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองตารางวาละ 10,000 บาท ที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา รวมเป็นเงิน 13,740,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ทั้งสองขอเป็นต้นไป ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทางพิจารณาได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นในสำนวนแรกคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค. 152/2538 มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 2,061,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 2 ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีนั้นให้ยกคำขอส่วนนี้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ขอเงินจำนวนนั้นคืน ทั้งตามคำให้การและคำฟ้องฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กล่าวถึงการวางเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว ซึ่งเงินจำนวนนี้แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเรียกว่าเป็นการชำระค่าทดแทน แต่ก็เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดในคดีนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลแล้วหรือไม่ ฉะนั้น เพื่อมิให้มีการบังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งเงินค่าทดแทนที่ได้วางไว้ในสำนวนแรกและค่าเสียหายตามคำพิพากษาในคดีนี้ซ้ำกัน ดังนั้น ในชั้นบังคับคดีหากโจทก์ทั้งสองได้รับเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้ในสำนวนแรกไปจากศาลชั้นต้นแล้ว ก็ให้นำเงินนั้นมาหักจากยอดต้นเงินที่ศาลฎีกาได้พิพากษาในคดีนี้ด้วยก่อนแล้วค่อยคำนวณดอกเบี้ยจากต้นเงินที่เหลือ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 13,740,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 225
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดารา จันทร์แสงสุก กับพวก
จำเลย — กระทรวงคมนาคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ศิริชัย จิระบุญศรี
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1245/2553
#507953
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้รับจดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการจัดการกองทุนรวมโจทก์เป็นกองทุนรวมตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ว. เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนโจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ว. เป็นผู้แทนโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ว. จึงมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมชำระหนี้ โจทก์จึงขอศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยและโจทก์ได้ยื่นคำขอตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบ แต่ไม่พบว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะให้ยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้เพื่อให้ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยมีหนี้สิ้นล้นพ้นตัวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) และนำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายนับว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการและรับผิดชอบในการดำเนินการจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 6788/2545 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2544) ไม่เกิน 22,315,068.51 บาท กับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดี แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยเป็นหนี้โจทก์คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 66,907,534.26 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท จำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยเฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 6788/2545 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2544) ไม่เกิน 22,315,068.51 บาท กับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเงิน 66,907,534.26 บาท หลังจากศาลมีคำพิพากษา จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดี และยื่นคำขอตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง ซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบแล้วไม่พบว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใดจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด มิได้มีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์เพราะไม่มีกฎหมายรับรองไว้ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมซึ่งเป็นผู้จัดตั้งกองทุนรวมแล้วจะมีฐานะเป็นตัวแทนของกองทุนรวมได้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง บัญญัติว่า "กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคลซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดการกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติโดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวม"เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้รับจดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการจัดการกองทุนรวมไทยรีสตรัค เจอริ่ง โจทก์ เป็นกองทุนรวมตามบทกฎหมายดังกล่าวตามทะเบียนเลขที่ 31/2542 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนโจทก์แล้ว ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้แทนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด จึงมีอำนาจดำเนินการแทนโจทก์รวมทั้งดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด โดยกรรมการผู้มีอำนาจมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีแก่จำเลยโดยชอบตามหนังสือรับรองหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีเอกสารหมาย จ.2 จ.4 และ จ.5 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่สำนักงานที่ดินเพียงแห่งเดียวแล้วอ้างว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินกลับใช้สิทธิฟ้องให้จำเลยล้มละลายโดยไม่สุจริต เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6788/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมชำระหนี้ โจทก์จึงขอศาลออกหมายบังคับคดี เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยและโจทก์ได้ยื่นคำขอตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง ซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบ แต่ไม่พบว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใดที่จะให้ยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้เพื่อให้ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) และนำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายนั้น นับว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) จำเลยจึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยมีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในขั้นตอนการขายทอดตลาดทรัพย์ และมีจดหมายไปให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมกับอยู่ในขั้นตอนการโอนทรัพย์สินตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี จดหมายสำนักงานวีระทนายความหนังสือองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน และบันทึกการส่งมอบทรัพย์สินและหนี้สินเอกสารหมาย ล.1, ล.2, ล.3 และ ล.4 ตามลำดับ นั้น เห็นว่า ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารหมาย ล.1 เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ในคดีศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 16344/2534 ซึ่งมีจำเลยเป็นโจทก์โดยมีที่ดิน 2 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพียง 3,550,000 บาท และอยู่ในระหว่างประกาศขายทอดตลาดซึ่งไม่แน่นอนว่าจะขายได้ในราคาดังกล่าวหรือไม่ ทั้งมีราคาไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1267, 1273, 1275, 1390, 49637, 49664 และ 70397 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ที่ทนายความของนายประมุข มีหนังสือไปยังกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยขอให้ไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของนายประมุขและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม มีหนังสือไปยังกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยให้ไประวังชี้แนวเขตและลงชื่อรับรองเขตที่ดินตามเอกสารหมาย ล.2 นั้น จำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยจริงหรือไม่ มีราคาเท่าใด เพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ทั้งหมดหรือไม่ ส่วนทรัพย์สินตามบันทึกการส่งมอบทรัพย์สินและหนี้สิน เอกสารหมาย ล.4 จำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้างที่สามารถนำมาชำระหนี้โจทก์ได้ และเมื่อพิจารณาตามเอกสารดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2537 ก่อนโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เป็นเวลา 10 ปีเศษ ทรัพย์สินของจำเลยไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่อีกหรือไม่ ประกอบกับตามหมวด 2 สินทรัพย์และหนี้สินที่รับโอนในเอกสารดังกล่าวระบุว่าทรัพย์สินที่โอน จำนวน 647,222,760.61 บาท หนี้สินโอนจำนวน 648,354,137.28 บาท หนี้สินที่โอนมากกว่าทรัพย์สินจำนวน 1,131,376.67 บาท กลับแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว และกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — บริษัทเอ็นเอ็น แลนด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ทองจีน
สมศักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1226/2553
#505579
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 โดยมีสิบตำรวจโท ช. ผู้จับกุมจำเลยที่ 2 และพันตำรวจโท ม. พนักงานสอบสวนมาเบิกความสนับสนุนแล้ว โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุน ทั้งจำเลยที่ 2 ก็นำสืบโต้แย้งว่ามิได้ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ ดังนั้น ลำพังแต่เพียงคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและสอบสวน และคำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 1 โดยมีผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนมาเบิกความสนับสนุนดังกล่าว โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนยังไม่สามารถนำมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7), 357

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 1 ปี 4 เดือน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุมีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขพย สงขลา 109 ของบริษัทอริยะมอเตอร์ จำกัด ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายสุภาพผู้เสียหายไปปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจโทชัชนันผู้จับกุมจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่าเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา นางอุทัยวรรณมาแจ้งที่สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ว่าเมื่อเวลา 7 นาฬิกา ของวันเดียวกัน ได้จอดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขพย สงขลา 109 ไว้ที่หน้าโรงแรมโนราพลาซ่า ต่อมาเวลาประมาณ 14 นาฬิกา ได้ออกมาดูปรากฏว่ารถจักรยานยนต์หายไป ในเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ของวันเดียวกันสิบตำรวจโทชัชนันได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยที่ 1 ได้รถจักรยานยนต์มา 1 คัน จะนำไปส่งให้แก่ลูกค้าบริเวณบ้านเขารักเกียรติ ตำบลกำแพงเพชร อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ในช่วงย่ำรุ่ง สิบตำรวจโทชัชนันกับพวกจึงไปซุ่มอยู่บริเวณดังกล่าว ในเวลา 3.30 นาฬิกา ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 สักครู่หนึ่งเห็นจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายผ่านมา โดยรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจึงเรียกตรวจค้น จำเลยที่ 1 รับว่าได้รถจักรยานยนต์มาจากจำเลยที่ 2 จึงควบคุมตัวจำเลยที่ 1 และนำรถจักรยานยนต์ไปที่สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ จากนั้นติดตามไปจับจำเลยที่ 2 ได้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และมีพันตำรวจโทมานิตย์พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่าชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร โดยจำเลยที่ 2 ให้การในรายละเอียดว่า จำเลยที่ 2 รับรถจักรยานยนต์ของกลางมาจากนายสรอนันต์หรือนกจำเลยที่ 2 ทราบจากนายสรอนันต์ว่านายสรอนันต์ลักรถจักรยานยนต์ของกลางจากในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เห็นว่า นอกจากคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 โดยมีสิบตำรวจโทชัชนันผู้จับกุมจำเลยที่ 2 และพันตำรวจโทมานิตย์พนักงานสอบสวนมาเบิกความสนับสนุนแล้ว โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุน ทั้งจำเลยที่ 2 ก็นำสืบโต้แย้งว่ามิได้ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ ดังนั้น ลำพับแต่เพียงคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและสอบสวน และคำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 1 โดยมีผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนมาเบิกความสนับสนุนดังกล่าว โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนยังไม่สามารถนำมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายอัษฏาวุธหรือชอบ สุวรรณกาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2553
#505302
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำซากรถยนต์ไปแปรรูปและประกอบขึ้นใหม่เป็นรถยนต์ที่มีสภาพลักษณะการใช้งานแตกต่างจากสภาพเดิม เปลี่ยนรุ่น และเปลี่ยนลักษณะของตัวรถจึงอยู่ในความหมายของการผลิตในโรงอุตสาหกรรมตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ซึ่งหากการผลิตสำเร็จและนำรถยนต์ออกจากโรงอุตสาหกรรมจำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการแสดงชนิดและปริมาณของสินค้าเมื่อได้ความว่าขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ของกลาง รถยนต์มีสภาพโครงสร้างภายนอกสมบูรณ์สามารถขับแล่นไปได้ และมีการนำรถยนต์ออกมาบนถนนหลวง จอดปะปนกับรถยนต์อื่นๆ อันเป็นสภาพการใช้งานรถยนต์ตามปกติ จึงถือว่าการผลิตสำเร็จและมีการนำรถยนต์ออกจากโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ความรับผิดและภาระในการเสียภาษีสรรพสามิตจึงเกิดขึ้น เมื่อจำเลยมิได้ชำระภาษีสรรพสามิต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด

ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลย โดยกำหนดว่าหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกินกำหนด 1 ปี หรือไม่มีกำหนดเท่าใด เช่นนี้ จะกักขังแทนค่าปรับเกินกำหนด 1 ปีไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยมีรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นมู หมายเลขทะเบียน ม-2096 ตาก ซึ่งผู้มีชื่อได้ผลิตขึ้นใหม่ด้วยการนำรถยนต์ซึ่งได้เสียภาษีดัดแปลงแล้วมาตัดต่อแชสซีให้สั้นลงแล้วนำเครื่องยนต์โตโยต้าประกอบบนแชสซี และนำตัวถังรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นมู ประกอบครอบด้านบนและเชื่อมติดยึด อันเป็นสินค้าที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตจำนวน 86,510 บาท ไว้ในครอบครอง โดยรู้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีและมิได้รับการยกเว้นใดๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ในวันเดียวกันเจ้าพนักงานยึดรถยนต์คันดังกล่าวพร้อมกุญแจประจำรถ 2 ดอก เป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 161 พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 3

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161 (1) ลงโทษปรับสองเท่าของค่าภาษีเป็นเงิน 173,020 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมรถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่นมู หมายเลขทะเบียน ม-2096 ตาก เป็นรถยนต์นั่ง 2 ตอน 2 แถว ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวประสบอุบัติเหตุเสียหายทั้งคัน จำเลยซื้อซากรถยนต์คันดังกล่าวจากนายเกรียงศักดิ์ ตระกูลแห แล้วซ่อมแซมด้วยการตัดแชสซีให้สั้นลง เปลี่ยนเครื่องรถยนต์ใหม่แล้วประกอบรถยนต์ขึ้นใหม่เป็นรถยนต์นั่ง 2 ตอน ซึ่งจะต้องเสียภาษีตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตประเภทรถยนต์นั่ง 05.11 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 10 ระบุให้ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีกรณีสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร โดยถ้าสินค้าอยู่ในโรงอุตสาหกรรมให้ถือว่าความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม จึงมีข้อที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องแรกว่า การที่จำเลยนำซากรถยนต์อีซูซุ แบบ 2 ตอน 2 แถวไปดัดแปลงตัดแชสซี เปลี่ยนเครื่องยนต์ และประกอบขึ้นใหม่เป็นรถยนต์นั่ง 2 ตอนเป็นการผลิตรถยนต์ในโรงอุตสาหกรรมหรือไม่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต มาตรา 4 ให้ความหมายคำว่าผลิต หมายความว่า ทำ ประกอบ ปรับปรุง แปรรูปหรือแปรสภาพสินค้าหรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้น ซึ่งสินค้าไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ และคำว่าโรงอุตสาหกรรม หมายความว่า สถานที่ที่ใช้ในการผลิตสินค้า ดังนั้น การที่จำเลยนำซากรถยนต์ไปแปรรูปและประกอบขึ้นใหม่เป็นรถยนต์ที่มีสภาพลักษณะการใช้งานแตกต่างจากสภาพเดิม เปลี่ยนรุ่น และเปลี่ยนลักษณะของตัวรถจึงอยู่ในความหมายของการผลิตในโรงอุตสาหกรรม ซึ่งหากการผลิตสำเร็จและนำรถยนต์ออกจากโรงอุตสาหกรรมจำเลยจะต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการแสดงชนิดและปริมาณของสินค้าตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตก่อนหรือพร้อมกับยื่นแบบรายการภาษีครั้งแรกตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ได้ความว่าขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ของกลาง รถยนต์มีสภาพโครงสร้างภายนอกสมบูรณ์เมื่อถูกยึด รถยนต์สามารถขับแล่นไปได้ แม้จำเลยจะเบิกความว่ารถยนต์มีสภาพไม่เรียบร้อย ขาดอุปกรณ์บางอย่าง ยังไม่ได้ประกอบคอนโซล เบาะรถยนต์มีเฉพาะคู่หน้ายึดนอตไว้เพียง 2 ตัว จาก 4 ตัวก็ตาม แต่สภาพโดยรวมของรถยนต์สามารถแล่นได้เมื่อมีการนำรถยนต์ออกมาบนถนนหลวง แล้วจอดปะปนกับรถยนต์อื่นอันเป็นสภาพการใช้งานรถยนต์ตามปกติ หาใช่การจอดเพื่อรับการประกอบซ่อมแซมเพิ่มเติมจึงถือว่าการผลิตสำเร็จและมีการนำรถยนต์ออกจากโรงอุตสาหกรรมแล้ว ความรับผิดและภาระในการเสียภาษีสรรพสามิตจึงเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจำเลยมิได้ชำระภาษีสรรพสามิต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลย โดยกำหนดว่าหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกินกำหนด 1 ปี หรือไม่ มีกำหนดเท่าใด เช่นนี้ จะกักขังแทนค่าปรับเกินกำหนด 1 ปีไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนได้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 10 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชาย รุ่งพัฒนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1219/2553
#504625
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ร่วมตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 โดยจำเลยออกเช็คตามเอกสารหมาย จ.3 เพื่อชำระหนี้ดังกล่าวบางส่วนให้แก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้โจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยเข้าครอบครองใช้สอยประโยชน์ในทรัพย์สินที่ตกลงจะซื้อจะขายนับแต่วันทำสัญญา ซึ่งจำเลยได้ออกเช็คตามเอกสารหมาย จ.9 เพื่อชำระหนี้ค่าใช้สอยดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม การที่โจทก์ร่วมปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ร่วมถูกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องและศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ 115 ล้านบาทเศษเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2539 และสัญญาจะซื้อจะขายในคดีนี้ตามเอกสารหมาย จ.1 ทำกันเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้โจทก์ร่วมชำระหนี้เพียง 12 วัน น่าเชื่อได้ว่าขณะทำสัญญาดังกล่าวจำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ร่วมถูกธนาคารฟ้องให้ชำระหนี้และยึดทรัพย์ซึ่งรวมถึงที่ดินที่จะขายให้แก่จำเลยด้วย อันเป็นเหตุที่ทำให้โจทก์ร่วมไม่สามารถโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะขายตามสัญญาให้แก่จำเลยได้ ทั้งในวันที่ตกลงจะจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญานั้น โจทก์ร่วมและเจ้าของร่วมคนอื่นก็มิได้ไปทำการโอนให้จำเลย เมื่อจำเลยทราบเหตุที่โจทก์ร่วมถูกศาลพิพากษาให้โจทก์ร่วมชำระหนี้และโจทก์ร่วมไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยตามกำหนด การที่จำเลยเห็นว่าการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 นั้น มีปัญหาที่อาจจะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ดังนั้น การที่จำเลยไปแจ้งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งเป็นการสั่งจ่ายในการที่จำเลยได้ครอบครองหรือใช้สอยทรัพย์สินที่จะซื้อขายกันจึงเป็นการระงับการสั่งจ่ายโดยสุจริต แม้ว่าตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 10 วรรคสองจะระบุว่าสำหรับเงินที่ผู้จะซื้อชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นรายเดือนเดือนละ 300,000 บาท ตามความในข้อ 6 นั้นไม่อยู่ในข้อบังคับของวรรคแรกคงปล่อยให้ตกเป็นของผู้จะขายตลอดไป เพราะถือว่าเป็นค่าตอบแทนของการเข้าครอบครองและใช้สอยประโยชน์แล้ว ก็หาทำให้จำเลยมีความผิดเพราะแจ้งธนาคารระงับการจ่ายเงินโดยสุจริตไม่

อนึ่ง คดีความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 นั้น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, 25 และต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวงพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22, 22 ทวิ ซึ่งใช้บังคับแก่ศาลจังหวัดในท้องที่ซึ่งยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการด้วยตาม พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดฯ มาตรา 3 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่ากรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีคำสั่งห้ามธนาคารใช้เงินตามเช็คโดยเจตนาทุจริต โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ความว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยมีคำสั่งห้ามธนาคารใช้เงินตามเช็คโดยเจตนาทุจริตเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการเขต 2 รักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบที่จะรับไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ทวิ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไม่มีผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ชอบที่จะวินิจฉัยให้ยกเสีย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมาด้วยเป็นการไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทฟายน์โฮมส์ อินเตอร์คอร์ปปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 2 รักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติตามเช็ค (ที่ถูก พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534) มาตรา 4 (5) จำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกันตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 ความว่าโจทก์ร่วมและนายเรวัตร กับนายโดม ตกลงจะขายและจำเลยตกลงจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1436 ถึง 1444 ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินในราคา 24,000,000 บาท จำเลยชำระเงินมัดจำ 2,000,000 บาท และออกเช็คหลายฉบับรวมทั้งเช็คธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเงิน 660,000 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย จ.3 แก่โจทก์ร่วมเป็นการชำระราคาบางส่วน ราคาส่วนที่เหลือจะชำระภายในวันที่ 21 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้โจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยเข้าครอบครองใช้สอยประโยชน์ในทรัพย์สินที่ตกลงจะซื้อจะขายตามสัญญานับแต่วันทำสัญญา โดยจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมเดือนละ 300,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ออกเช็คให้แก่โจทก์ร่วมหลายฉบับรวมทั้งเช็คธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 4483667 สั่งจ่ายเงิน 300,000 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย จ.9 ต่อมาโจทก์ร่วมนำเช็คทั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย" โจทก์ร่วมและเจ้าของร่วมคนอื่นจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินของโจทก์ร่วมและเจ้าของร่วมคนอื่นซึ่งได้ทำสัญญาจะขายให้จำเลยส่วนหนึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 นั้น ได้ถูกนำไปจำนองกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และถูกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องร้องให้ชำระหนี้เงินกู้ยืม 115 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2538 และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้พิพากษาคดีดังกล่าวให้โจทก์ร่วมใช้เงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 115,378,296.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2539 ซึ่งก่อนจะถึงวันกำหนดนัดโอนตามสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นผลทำให้โจทก์ร่วมและเจ้าของร่วมคนอื่นไม่สามารถโอนที่ดินและอาคารพาณิชย์ให้จำเลยได้ตามสัญญา และวันนัดโอนวันที่ 21 มีนาคม 2540 จำเลยไปรอโจทก์ร่วมและเจ้าของร่วมคนอื่นที่สำนักงาที่ดินจังหวัดระยอง แต่บุคคลดังกล่าวไม่ไปตามนัด สำหรับการออกเช็คของจำเลยตามเช็คเอกสารหมาย จ.3 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องข้อหาสำหรับการกระทำความผิดของจำเลยในส่วนนี้จึงยุติ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยห้ามธนาคารใช้เงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.9 โดยมีเจตนาทุจริตหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์จากพฤติการณ์ที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและข้อตกลงขอเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินก่อนกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์จำนวน 9 ห้อง มาเพื่อขยายกิจการร้านค่าเฟ่จาก 3 ห้องเดิม เป็น 12 ห้อง ซึ่งปรากฏในคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2830/2540 ของศาลจังหวัดระยองที่จำเลยฟ้องโจทก์ร่วมในข้อหาฉ้อโกงว่า จำเลยได้เข้าปรับปรุงอาคารพาณิชย์ที่จำเลยได้ตกลงขอเข้าใช้ประโยชน์ก่อนเป็นเงิน 11 บ้านบาทเศษ ย่อมแสดงว่าจำเลยมีจุดประสงค์ที่จะใช้อาคารดังกล่าวตลอดไป มิใช่ชั่วครั้งชั่วคราวเพียง 6 เดือน เพราไม่มีใครที่จะยอมลงทุนปรับปรุงสถานที่เป็นจำนวนเงินมากถึง 11 ล้านบาทเศษ โดยใช้อาคารดังกล่าวเพียง 6 เดือน ก่อนมีการโอนที่ดินเพราะเป็นที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจะไม่คุ้มทุนที่ลงไปอย่างแน่นอน ดังนั้นย่อมแสดงได้ว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์เดียวกันในการซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์และการขอเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์คือ เพื่อขยายกิจการร้านคาเฟ่จาก 3 ห้อง เป็น 12 ห้อง และปรับปรุงอาคารพาณิชย์เพื่อเป็นร้านคาเฟ่ เมื่อโจทก์ร่วมปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่าถูกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องและศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ 115 ล้านบาทเศษ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2539 และสัญญาจะซื้อจะขายในคดีนี้ตามเอกสารหมาย จ.1 ทำกันเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้โจทก์ร่วมชำระหนี้เพียง 12 วัน น่าเชื่อได้ว่าขณะทำสัญญาดังกล่าวจำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ร่วมถูกธนาคารฟ้องให้ชำระหนี้และยึดทรัพย์ซึ่งรวมถึงที่ดินที่จะขายให้แก่จำเลยด้วย อันเป็นเหตุที่ทำให้โจทก์ร่วมไม่สามารถโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะขายตามสัญญาให้แก่จำเลยได้ ทั้งในวันที่ตกลงจะจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญานั้น โจทก์ร่วมและเจ้าของร่วมคนอื่นก็มิได้ไปทำการโอนให้จำเลย เมื่อจำเลยทราบเหตุที่โจทก์ร่วมถูกศาลพิพากษาให้โจทก์ร่วมชำระหนี้และโจทก์ร่วมไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยตามกำหนด การที่จำเลยเห็นว่าการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 นั้น มีปัญหาที่อาจจะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ดังนั้นการที่จำเลยไปแจ้งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งเป็นการสั่งจ่ายในการที่จำเลยได้ครอบครองหรือใช้สอยทรัพย์สินที่จะซื้อขายกันจึงเป็นการระงับการสั่งจ่ายโดยสุจริต แม้ว่าตามสัญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 10 วรรคสอง จะระบุว่าสำหรับเงินที่ผู้จะซื้อชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นรายเดือน เดือนละ 300,000 บาท ตามความในข้อ 6 นั้น ไม่อยู่ในบังคับของวรรคแรกคงปล่อยให้ตกเป็นของผู้จะขายตลอดไป เพราะถือว่าเป็นค่าตอบแทนของการเข้าครอบครองและใช้สอยประโยชน์แล้วก็หาทำให้จำเลยมีความผิดเพราะแจ้งธนาคารระงับการจ่ายเงินโดยสุจริตไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดที่ได้ห้ามธนาคารมิให้จ่ายเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.9 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง คดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 นั้น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือทั้งปรับทั้งจำ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, 25 และต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวง พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22, 22 ทวิ ซึ่งใช้บังคับแก่ศาลจังหวัดในท้องที่ซึ่งยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการด้วยตามพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่ากรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีคำสั่งห้ามธนาคารใช้เงินตามเช็คโดยเจตนาทุจริตโจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ความว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยมีคำสั่งห้ามธนาคารใช้เงินตามเช็คโดยเจตนาทุจริตเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการเขต 2 รักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบที่จะรับไว้พิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไม่มีผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ชอบที่จะวินิจฉัยให้ยกเสีย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมาด้วยเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามเช็คเลขที่ 4483667 ที่สั่งจ่ายหนี้ค่าใช้สอยที่ดินและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ม. 22 ทวิ
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
โจทก์ร่วม — บริษัทฟายน์โฮมส์ อินเตอร์คอร์ปปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — นายอาวุธ ภาคภูมิ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สถิตย์ ทาวุฒิ
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2553
#507946
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ที่มีทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่อาจขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 19/2543 หมายเลขแดงที่ 122/2546 ของศาลชั้นต้นให้รับผิดฐานละเมิด จ้างแรงงาน ค้ำประกัน จำนอง รับสภาพนี้ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 915,818 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท โจทก์จึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีออกยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10986 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าวเพียง 90,570 บาท และเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทรัพย์สินดังกล่าวได้ ในราคาร้อยละ 50 ของราคาประเมิน โจทก์จึงได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป จนกระทั่งวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 โจทก์จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้มีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10986 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ออกเป็นแปลงย่อยจำนวน 3 แปลง คือ แปลงที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43170 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา แปลงที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43171 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา แปลงที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43172 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชับภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 59 ตารางวา ซึ่งที่ดินดังกล่าวเดิมก่อนมีการแบ่งแยกโฉนดเป็นแปลงย่อย จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองประกันการทำงานของนายอาทิตย์ โดยในระหว่างการทำงานนั้นจำเลยที่ 1 ได้มาขอให้โจทก์ไถ่ถอนจำนอง เพื่อจะนำไปแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมแล้วจะนำกลับมาจดทะเบียนจำนองไว้เพื่อเป็นประกัน การทำงานของนายอาทิตย์เช่นเดิม โจทก์จึงได้ไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 ไปแบ่งแยกตั้งแต่ปี 2538 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์เลยจนถึงปัจจุบัน โดยจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 43170 ให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ไว้แก่จำเลยที่ 4 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 43171 และ 43172 นั้นจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 43172 ไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ไว้แก่จำเลยที่ 5 โจทก์จึงได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดชัยภูมิดำเนินการยึดทรัพย์ที่ดินดังกล่าว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถดำเนินการยึดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 กระทำลงโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ โดยการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปจำนองไว้ โดยเจตนาทุจริตแก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 เพื่อให้หลุดพ้นจากการบังคับคดีของศาล โจทก์จึงได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งห้าเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดเสียเพื่อที่โจทก์จะได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป จำเลยทั้งห้าได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 43170 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2545 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 43171 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2544 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 43172 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2539 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 กลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 หากคืนไม่ได้ไม่ว่ากรณีใดๆ ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 10986 จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อประกันการทำงานของนายอาทิตย์ และในระหว่างที่นายอาทิตย์ทำงานอยู่กับโจทก์เมื่อปี 2538 จำเลยที่ 1 ได้ขอไถ่ถอนที่ดินแปลงดังกล่าวจากโจทก์เพื่อไปดำเนินการแบ่งแยก โจทก์อนุญาต โจทก์ทราบถึงการฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 แล้วตั้งแต่ปี 2543 ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเพิ่งทราบถึงการฉ้อฉลเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 โดยตรวจสอบพบว่า จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10986 เป็นแปลงย่อมจึงเป็นความเท็จ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ทายาทตั้งแต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 122/2546 และก่อนฟ้องคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่ฟ้องขอให้เพิกถอนจนล่วงเลยกำหนด 1 ปี นับแต่วันทราบมูลแห่งการฉ้อฉล คดีโจทก์จึงขาดอายุความ และในส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 นั้นเกิน 10 ปี นับแต่วันทำนิติกรรมคดีโจทก์จึงขาดอายุความสำหรับนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 43172 ฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2539 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 5 รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 43172 จากจำเลยที่ 3 จริง แต่มิได้กระทำโดยมีเจตนาฉ้อฉลโจทก์เพราะก่อนรับจำนองจำเลยที่ 5 ไม่ทราบมาก่อนว่า จำเลยที่ 3 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวมาอย่างไร จำเลยที่ 3 แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 5 ว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 โดยชอบด้วยกฎหมาย มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ การรับจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 3 เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 5 เป็นทางการค้าปกติของจำเลยที่ 5 การรับจำนองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 43171 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2544 โดยให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการให้ที่ดินดังกล่าวหากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 431172 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ขาดอายุความหรือไม่ นั้น แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ตามแต่ที่โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นข้อต่อไป เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 43170 และ 43172 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ โดยโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของนายอาทิตย์ไว้ต่อโจทก์จึงเป็นการค้ำประกันหนี้ในอนาคตอันเป็นผลให้จำเลยที่ 1 มีความผูกพันต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันก็ตาม แต่กรณีไม่อาจถือได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 43170 ให้แก่จำเลยที่ 25 และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 431172 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หานั้น เป็นการกระทำโดยรู้อยู่ว่าเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของโจทก์จึงมิใช่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่อาจขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว"

พิพากษายกคำสั่งชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรบ้านไผ่ จำกัด
จำเลย — นางหนูลิ่ม ไพศาลพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2553
#504617
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ไม่ได้อันเป็นเหตุในลักษณะคดีแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีฝ่ายใดฎีกาว่าจำเลยทั้งสามกับพวกรุมชกต่อยใช้ไม้และขวดเบียร์ตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 92, 91, 83, 58 ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 47,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และ 12,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1377/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 10 ปี บวกโทษจำคุก 1 ปี ของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1377/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 11 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท พร้อมพระหลวงพ่อโสธรเลี่ยมทองคำ 1 องค์ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 47,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท พร้อมพระหลวงพ่อโสธรเลี่ยมทองคำ 1 องค์ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่อ้างว่าถูกกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองไปนั้น คงมีเพียงนายพิทักษ์ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความสนับสนุน เมื่อได้ความว่าหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏร่องรอยหรือบาดแผลใดๆ บริเวณลำคอของผู้เสียหายทั้งสอง ทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองกับพยานโจทก์ปากอื่นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้เสียหายทั้งสองอ้างว่าถูกคนร้ายกระชากสร้อยคอทองคำไป จนกระทั่งจำเลยทั้งสามกับพวกหลบหนีก็แตกต่างกันมากไม่สอดคล้องกันดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนัก ข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าผู้เสียหายทั้งสองถูกพวกของจำเลยทั้งสามกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองไปจึงรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์เกิดขึ้นตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองตามฟ้องฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ดังกล่าวมาแล้ว จึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ไม่ได้อันเป็นเหตุในลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีฝ่ายใดฎีกาว่า จำเลยทั้งสามกับพวกรุมชกต่อยใช้ไม้และขวดเบียร์ตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามมีประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี ของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1377/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายทองหล่อหรืออ้วน สงพรมทิพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1199/2553
#501939
เปิดฉบับเต็ม

ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวกับผู้เสียหายว่า "หากผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ให้ ผู้เสียหายกับบุตรภรรยาจะเดือดร้อนเพราะอายุยังน้อย" นั้น ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมที่เจ้าหนี้อาจพึงฟ้องลูกหนี้ให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นถ้อยคำที่สามัญชนโดยทั่วไปย่อมทราบและตีความได้ว่าเป็นคำพูดข่มขู่ว่าหากไม่ชำระหนี้ให้แล้วผู้เสียหายกับครอบครัวอาจถูกทำร้ายให้ได้รับความเดือดร้อนและเป็นอันตรายได้ถ้อยคำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายให้ต้องยินยอมชำระหนี้ให้แก่กลุ่มจำเลยทั้งห้าตามที่เรียกร้อง

กรณีที่มีการพูดโทรศัพท์ขู่เข็ญผู้เสียหาย จนผู้เสียหายกลัวกระทั่งยอมนัดหมายให้นำหลักฐานมาให้ดูและเตรียมเงินไปให้บางส่วน แม้ผู้เสียหายแวะปรึกษาหรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ทราบถึงเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่ตนและครอบครัว ก็เป็นการแจ้งเพื่อขอความคุ้มครองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ประชาชนพึงกระทำกันตามปกติภายหลังจากที่ผู้เสียหายยอมตามที่จำเลยข่มขู่ไปแล้ว กรณีไม่ใช่ผู้เสียหายไม่เกิดความกลัวและไม่ยอมทำตามการขู่เข็ญของจำเลยทั้งห้า ฉะนั้น การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกรรโชกสำเร็จแล้ว ไม่ใช่อยู่ในขั้นพยายาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92, 337, 371 ริบของกลางทั้งหมด เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายและนับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4721/2547 ของศาลอาญาธนบุรี และนับโทษจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2184/2547 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธมีด ปรับ 90 บาท ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 3 ปี ปรับ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสามเป็นจำคุก 4 ปี ปรับ 120 บาทจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำคุกคนละ 3 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4721/2547 ของศาลอาญาธนบุรี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกตลอดชีวิตของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2184/2547 ของศาลอาญาธนบุรี ข้อหาอื่นให้ยก ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ยกคำขอให้ริบของกลางอื่นนอกจากมีดปลายแหลม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานกรรโชกโดยมีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง (2) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ที่ว่าพฤติการณ์ของจำเลยทั้งห้าเป็นการร่วมกันกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า แม้ถ้อยคำที่กลุ่มจำเลยทั้งห้าโทรศัพท์มาทวงหนี้จากผู้เสียหาย จะไม่ปรากฏว่า หากผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ให้แล้วกลุ่มจำเลยทั้งห้าจะทำร้ายผู้เสียหายกับบุตร ภรรยาอย่างไร ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยแล้วก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าถ้อยคำที่ว่า "หากผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ให้ ผู้เสียหายกับบุตรภรรยาจะเดือดร้อนเพราะอายุยังน้อย" นั้น ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรม ที่เจ้าหนี้อาจพึงฟ้องลูกหนี้ให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นถ้อยคำที่สามัญชนโดยทั่วไปย่อมทราบและตีความได้ว่าเป็นคำพูดข่มขู่ว่าหากไม่ชำระหนี้ให้แล้วผู้เสียหายกับครอบครัวอาจถูกทำร้ายให้ได้รับความเดือดร้อน และเป็นอันตรายเสียมากกว่า ถ้อยคำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายให้ต้องยินยอมชำระหนี้ให้แก่กลุ่มจำเลยทั้งห้าตามที่เรียกร้อง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยต่อไปว่า ขณะจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 4 อยู่ในร้านอาหารที่เกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยังไม่มีการพูดขู่เข็ญผู้เสียหายแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า เหตุการณ์ในวันเกิดเหตุเกิดต่อเนื่องจากวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ที่มีการพูดโทรศัพท์ขู่เข็ญผู้เสียหายกับภรรยาผู้เสียหาย จนผู้เสียหายกลัวกระทั่งยอมนัดหมายให้นำหลักฐานมาให้ดูและเตรียมเงินไปให้บางส่วน จึงถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน ฉะนั้นแม้ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถูกตรวจค้นจับกุมโดยที่ยังไม่ทันได้พูดจาขู่เข็ญผู้เสียหาย จะไม่ได้ระบุชื่อผู้เสียหายแต่ระบุชื่อภรรยาผู้เสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ก็หาเป็นสาระสำคัญไม่ ประกอบกับได้ความจากพันตำรวจตรีแสวงและร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ ซึ่งซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า ที่เข้าตรวจค้นก่อนเพราะเห็นว่ามีลักษณะเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันที่มองกันไปมองกันมา แม้จะนั่งอยู่ห่างกันก็ตาม ขณะเดียวกันในวันดังกล่าวผู้เสียหายก็ไม่ได้ไปโดยลำพัง แต่มีสิบตำรวจโทขวัญชัย เจ้าพนักงานตำรวจที่พันตำรวจตรีแสวงให้ปลอมตัวไปนั่งเป็นเพื่อนผู้เสียหายอยู่ด้วย ฉะนั้น โดยวิสัยของคนร้ายในความผิดฐานกรรโชกทรัพย์แล้ว เชื่อว่าคงไม่ผลีผลามจู่โจมเข้าขู่เข็ญผู้เสียหายทันทีที่พบเห็นแต่จะต้องสงวนท่าทีมองดูรอบข้างให้แน่ใจเสียก่อนว่าไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจดักซุ่มจับกุมอยู่ด้วย จึงจะเข้าพูดคุยกับผู้เสียหาย ดังนั้นที่ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์เฝ้ารออยู่ประมาณ 10 นาที เห็นลักษณะอาการของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เชื่อว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่โทรศัพท์ขู่เข็ญผู้เสียหาย จึงขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเพื่อตรวจค้นจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทันทีก่อนที่เหตุการณ์จะรุนแรงขึ้น จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ปัญหาประการสุดท้ายที่ว่า ก่อนที่ผู้เสียหายจะไปตามที่นัดหมาย ผู้เสียหายได้แวะปรึกษาแจ้งเหตุให้พันตำรวจตรีแสวงทราบและวางแผนจับกุมกลุ่มคนร้ายนั้น ถือว่าผู้เสียหายกลัวและยินยอมตามที่จำเลยทั้งห้าขู่เข็ญ อันเป็นความผิดฐานกรรโชกสำเร็จแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายเดินไปสถานที่นัดหมายเป็นเพราะไปตามคำขู่ของจำเลยทั้งห้า หาได้ไปด้วยความสมัครใจไม่ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายแวะปรึกษาหรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ทราบถึงเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่ตนและครอบครัวนั้น จึงเป็นการแจ้งเพื่อขอความคุ้มครองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ประชาชนพึงกระทำกันตามปกติ กรณีไม่ใช่ผู้เสียหายไม่เกิดความกลัวและไม่ยอมทำตามการขู่เข็ญของจำเลยทั้งห้า ฉะนั้นการกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกรรโชกสำเร็จแล้วไม่ใช่อยู่ในขั้นพยายาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันวางแผนและแบ่งหน้าที่กันกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 337 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายมนัส กุญแจทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายวัฒนศักดิ์ วงษ์วัฒนพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2553
#607384
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกใช้กำลังฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 กับทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกันไม่ขาดตอนด้วยเจตนาฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 ไปให้เป็นผลสำเร็จเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 310, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธมีดและหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 295, 310 วรรคแรก, 371, 83 ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับสาเหตุจากการกระทำผิดเกิดจากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับฝ่ายครอบครัวผู้เสียหายที่ 3 เนื่องจากต่างฝ่ายนับถือศาสนาต่างกันมาก่อน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องตัดสินใจ เพื่อต้องการให้ผู้เสียหายที่ 3 และบุตรกลับมาอยู่ร่วมกันเหมือนเดิมแต่กระทำโดยปราศจากความยั้งคิดทำให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีก ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษมาก่อนถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 75 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามมาตรา 310 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมจำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 ต่างอยู่ที่ตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เมื่อปี 2541 จำเลยที่ 2 แต่งงานกับผู้เสียหายที่ 3 ตามหลักศาสนาอิสลามแล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จนกระทั่งมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน เมื่อประมาณต้นปี 2544 ผู้เสียหายที่ 3 พาบุตรซึ่งขณะนั้นอายุประมาณ 2 เดือน กลับไปอยู่กับบิดามารดาที่ตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ประพฤติตนตามหลักศาสนาอิสลาม หลังจากนั้นประมาณต้นเดือนมีนาคม 2544 จำเลยที่ 2 พาโต๊ะอิหม่ามและผู้ใหญ่ไปพบผู้เสียหายที่ 3 ที่บ้านเพื่อขอให้ผู้เสียหายที่ 3 กลับไปอยู่ด้วยกัน แต่ผู้เสียหายที่ 3 และนายหมีด บิดาไม่ยินยอมและให้จำเลยที่ 2 ประพฤติตนตามหลักศาสนาอิสลามเสียก่อน จำเลยที่ 2 รับปากแล้วกลับไป วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายสะหม้อหรือประถมหรือปฐม นั่งรถยนต์กระบะไปหาผู้เสียหายที่ 3 ที่บ้าน จำเลยที่ 2 อุ้มบุตรไปที่รถโดยจำเลยที่ 1 และนายสะหม้อช่วยกันฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 ตามไป ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นน้องผู้เสียหายที่ 3 เข้าขัดขวางจึงเกิดต่อสู้กับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ในขณะเดียวกันผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ชายผู้เสียหายที่ 3 จะเข้าช่วยผู้เสียหายที่ 3 ก็ถูกนายสะหม้อใช้อาวุธปืนยิงบริเวณหน้าท้องได้รับบาดเจ็บ จากนั้นจำเลยที่ 2 อุ้มบุตรขึ้นรถและจำเลยที่ 1 กับนายสะหม้อช่วยกันฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 ขึ้นรถพากันหนีไป

สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ต้องห้ามโจทก์ฎีกา ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธมีด ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกับพวกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และฐานร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายสะหม้อเป็นเพื่อนกันมานานสิบปีย่อมทราบสภาพปัญหาของครอบครัวของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายสะหม้อร่วมเดินทางไปบ้านบิดามารดาผู้เสียหายที่ 3 ในวันเกิดเหตุแล้วจำเลยที่ 2 อุ้มบุตรไปที่รถพร้อมกันนั้น จำเลยที่ 1 กับนายสะหม้อก็ฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 ไปที่รถแสดงว่ามีการคบคิดวางแผนกันมาก่อนว่า หากครอบครัวของผู้เสียหายที่ 3 ไม่ยินยอมให้ผู้เสียหายที่ 3 กับบุตรไปอยู่กับจำเลยที่ 2 จะกระทำการต่อไปอย่างใด ประกอบกับในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายสะหม้อร่วมเดินทางมาจากอำเภอหาดใหญ่ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร จำเลยที่ 2 น่าจะทราบว่านายสะหม้อมีอาวุธปืน เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุช่วงที่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายสะหม้อเดินทางจากอำเภอหาดใหญ่ไปที่บ้านบิดามารดาผู้เสียหายที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 กับนายสะหม้อคบคิดวางแผนที่จะใช้อาวุธปืนหรือจำเลยที่ 1 ทราบว่านายสะหม้อพาอาวุธปืนติดตัวไปด้วย โจทก์คงมีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ช่วงที่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายสะหม้อไปที่บ้านบิดามารดาผู้เสียหายที่ 3 โดยผู้เสียหายทั้งสามและนางน๊ะ มารดาผู้เสียหายทั้งสามเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายสะหม้อเดินทางมาถึง จำเลยที่ 2 และที่ 1 ได้เข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 3 และนางน๊ะในบ้าน จำเลยที่ 2 ขออุ้มบุตร แล้วนายสะหม้อเข้าไปในบ้านบอกให้ผู้เสียหายที่ 3 เก็บเสื้อผ้าไปอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ แต่ผู้เสียหายที่ 3 ปฏิเสธ นายสะหม้อและจำเลยที่ 1 จึงเข้าไปฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 ตามจำเลยที่ 2 ซึ่งขณะนั้นกำลังอุ้มบุตรเดินไปที่รถ ผู้เสียหายที่ 3 ร้องขอความช่วยเหลือ ผู้เสียหายที่ 2 เข้าขัดขวางและชกต่อยต่อสู้กับจำเลยที่ 1 ในขณะเดียวกันผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่บริเวณใกล้กันนั้นถือไม้ไผ่จะเข้าช่วยผู้เสียหายที่ 3 ก็ถูกนายสะหม้อใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าว นายสะหม้อไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 ที่เข้าขัดขวางเป็นคนแรกทั้งที่มีโอกาสกระทำได้ แต่กลับใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งถือไม้ไผ่ ส่อว่าที่นายสะหม้อใช้อาวุธปืนยิงเพราะเกรงว่าผู้เสียหายที่ 1 จะใช้ไม้ไผ่เป็นอาวุธทำร้ายซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลัน ไม่ใช่เป็นเพราะมีการคบคิดวางแผนที่จะใช้อาวุธปืนกันมาก่อน ทั้งพยานโจทก์ทั้งสี่ก็ไม่เห็นนายสะหม้อพกอาวุธปืนแสดงว่านายสะหม้อซุกซ่อนอาวุธปืนอย่างมิดชิด จำเลยที่ 2 ไม่อาจสังเกตเห็นโดยง่าย และย่อมไม่ทราบว่านายสะหม้อมีอาวุธปืนติดตัวมา แม้พยานโจทก์ทั้งสี่จะเบิกความว่า จำเลยที่ 2 พูดบอกในทำนองให้ใช้อาวุธปืนยิง แต่ในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความว่าได้รับทราบมาจากนางน๊ะอีกทอดหนึ่ง ส่วนผู้เสียหายที่ 3 ที่เบิกความว่าได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 พูดนั้นก็กลับไม่ได้ยินเสียงปืนนัดแรกที่นายสะหม้อยิงทั้งที่ถูกนายสะหม้อฉุดลาก ผิดปกติวิสัย สำหรับผู้เสียหายที่ 1 และนางน๊ะนั้นนอกจากจะเบิกความขัดกันโดยผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 พูดหลังจากนายสะหม้อใช้อาวุธปืนยิง แต่นางน๊ะเบิกความว่า จำเลยที่ 2 พูดก่อนนายสะหม้อใช้อาวุธปืนยิง คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางน๊ะดังกล่าวยังแตกต่างจากผู้เสียหายที่ 2 ที่เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ขณะผู้เสียหายที่ 1 ถูกยิง ผู้เสียหายที่ 2 กำลังต่อสู้กอดรัดอยู่กับจำเลยที่ 1 ไม่ไกลจากจำเลยที่ 2 นัก แต่กลับไม่ได้ยินเสียงพูดว่าให้ยิง เป็นพิรุธ ไม่น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 จะพูดบอกนายสะหม้อในทำนองให้ใช้อาวุธปืนยิง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่านายสะหม้อพาอาวุธปืนติดตัวไปและจำเลยที่ 2 กับนายสะหม้อคบคิดวางแผนที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกับพวกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และฐานร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า การกระทำความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายกับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าการทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กระทำด้วยเจตนาต่างกันและแยกออกจากกันได้กับการทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ในข้อนี้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกใช้กำลังฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 กับทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกันไม่ขาดตอนด้วยเจตนาฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 ไปให้เป็นผลสำเร็จเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายสุเทพหรือทิพย์ มณีโรจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายอรรถพร เพชรเเก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจินดา ปัณฑะโชติ
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2553
#504649
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียว เมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไป ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยวิ่งไล่ตามไปทำร้ายผู้เสียหายอีก ซึ่งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่ชกต่อยกับผู้เสียหาย โดยไม่ได้เลือกว่าจะฟันผู้เสียหายบริเวณใด หากจำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายมาก่อน จำเลยสามารถวิ่งไล่ตามไปใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายได้อีกโดยไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดมาขัดขวางไม่ให้จำเลยทำเช่นนั้น ประกอบกับพวกของจำเลยก็มีหลายคนสามารถวิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปได้นอกจากนี้ขณะที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายเพียงแต่ยกแขนขึ้นบังเท่านั้นไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณข้อศอกข้างขวายาวประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้มีดฟันอย่างรุนแรง อีกทั้งจำเลยและผู้เสียหายไม่มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนถึงขนาดจะต้องเอาชีวิต พฤติการณ์การกระทำของจำเลยมีเจตนาเพียงแต่จะทำร้ายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 90 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และปรับ 60 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับว่าใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธแล้ว คงจำคุก 1 ปี และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ประการเดียว ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายและนายสายยัณห์ ออกจากงานบุญที่บ้านพัฒนานิคมเพื่อกลับบ้าน ขณะที่ผู้เสียหายเดินตามนายสายยัณห์ไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ริมถนน จำเลยใช้มีดเป็นอาวุธฟันผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บที่ข้อศอกข้างขวาเป็นแผลยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรถึงที่สุดแล้ว คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ในเรื่องนี้ผู้เสียหายเบิกความว่าขณะที่พยานเดินตามนายสายยัณห์ไปที่รถจักรยานยนต์ เห็นจำเลยกับพวกประมาณ 7 คน โดยจำเลยกับพวก 1 คน วิ่งมาหาพยาน ส่วนพวกของจำเลยที่เหลือยื่นอยู่ โดยจำเลยถือมีดดาบหัวตัดยาวประมาณ 1 ช่วงแขนมาด้วย พวกของจำเลยวิ่งเข้ามาชกต่อยพยานบริเวณใบหน้า 1 ครั้ง แล้วจำเลยใช้มือทั้งสองข้างเงื้อมีดดาบหัวตัดขึ้นเหนือศีรษะแล้วฟันที่ศีรษะของพยาน พยานยกแขนข้างขวาขึ้นบังศีรษะไว้ คมมีดจึงถูกที่ข้อศอกข้างขวา แล้วพยานวิ่งหลบหนีไปโดยไม่ได้สังเกตว่าจำเลยวิ่งไล่ตามมาหรือไม่ เพียงแต่ได้ยินเสียงคนวิ่งตามมา และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยใช้มีดฟังเพียงครั้งเดียว นายสายยัณห์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าจำเลยใช้มือทั้งสองข้างเงื้อมีดแล้วฟันที่ศีรษะของผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายวิ่งหนี พยานจึงวิ่งตามผู้เสียหายไป นายสายยัณห์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าขณะที่พยานกับผู้เสียหายเดินไปที่รถจักรยานยนต์จำเลยกับพวกประมาณ 10 คน นั่งอยู่บริเวณริมถนน จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหาย 1 ครั้งไม่ทราบว่าจำเลยวิ่งตามผู้เสียหายไปหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไป ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยวิ่งไล่ตามไปทำร้ายผู้เสียหายอีก ซึ่งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่ชกต่อยกับผู้เสียหายโดยไม่ได้เลือกว่าจะฟันผู้เสียหายบริเวณใด สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายหากจำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายมาก่อน จำเลยสามารถวิ่งไล่ตามไปใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายได้อีกโดยไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดมาขัดขวางไม่ให้จำเลยทำเช่นนั้น ประกอบกับพวกของจำเลยก็มีหลายคนสามารถวิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปได้ นอกจากนี้ขณะที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายเพียงแต่ยกแขนขึ้นบังเท่านั้น ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใดซึ่งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ปรากฏว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณข้อศอกข้างขวายาวประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้มีดฟันอย่างรุนแรง อีกทั้งจำเลยและผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนถึงขนาดจะต้องเอาชีวิต พฤติการณ์การกระทำของจำเลยมีเจตนาเพียงแต่จะทำร้ายเท่านั้นมิได้มีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายเหลี่ยมหรือบุญเหลี่ยม หรือน้อง มูลทอง
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1157/2553
#504646
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรหรือไม่ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายฟ้องมา โจทก์ทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 บัญญัติว่า การจัดสรรที่ดินหมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่นหรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะหรือปรับปรุงให้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์... การที่ ด. จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 ออกเป็น 8 แปลง โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 23161, 23167 ขายให้ ม. มารดาจำเลย ที่ดินโฉนดเลขที่ 23162 ขายให้โจทก์ทั้งสอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 23163 ขายให้ ส. ที่ดินโฉนดเลขที่ 23165, 23166 ขายให้ พ. สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 23168 ด. เจ้าของกรรมสิทธิ์ยินยอมให้ ม. มารดาจำเลยเข้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตน 26 ส่วน ใน 69 ส่วน โดยมีค่าตอบแทน 234,000 บาท ต่อมายินยอมให้ ม. มารดาจำเลยเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของ ด. 13 ส่วน ใน 43 ส่วน โดยมีค่าตอบแทน 117,000 บาท หลังจากนั้น ด. และ ม. มารดาจำเลยได้ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 23168 ออกเป็น 3 แปลง ระบุชื่อ ม. มารดาจำเลยเป็นเจ้าของส่วนที่ดินคงเหลือของโฉนดเลขที่ 23168 ด. ได้ขายให้ ม. มารดาจำเลยอีกการที่ ด. ยินยอมให้ ม. มารดาจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยมีค่าตอบแทนและต่อมาได้ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเป็นโฉนดที่ดิน 3 แปลง ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่า ด. จำหน่ายที่ดินทั้ง 3 แปลง ให้ ม. มารดาจำเลยทางอ้อมโดยมีค่าตอบแทนรวมเป็นที่ดินที่ ด. ได้แบ่งแยกและขายแก่บุคคลภายนอก 10 แปลง จึงเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 เมื่อฟังได้ว่า ด. จัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยจำนวนตั้งแต่ 10 แปลง และได้มีการให้คำมั่นว่าจะจัดให้ทางพิพาทเป็นทั้งทางเดินและทางรถยนต์สำหรับเข้าออกสู่ทางสาธารณะด้วย ตรงตามความหมายของการจัดสรรที่ดิน ทางพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่การจัดสรรที่ดินตามข้อ 30 วรรคหนึ่ง ของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 จำเลยในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทางพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกหาได้ไม่ การที่จำเลยยินยอมให้ผู้อื่นสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในทางพิพาทของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยต้องรื้อรั้วและทำให้ที่ดินพิพาทอยู่ในสภาพเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 40 ตารางวา ของจำเลยเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยรื้อรั้วคอนกรีต กว้าง 1.20 เมตร ยาว 14 เมตร ตามแผนที่ท้ายฟ้องในที่ดินจำเลยออก กับให้ทำสภาพที่ดินเป็นถนนทางเดินทางรถยนต์เหมือนเดิมเพื่อเปิดทางรถยนต์ให้โจทก์ทั้งสองเข้าออกสู่ซอยราษฎร์ร่วมเจริญ หากจำเลยไม่รื้อให้โจทก์ทั้งสองรื้อเองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อรั้วคอนกรีตสูง 1 เมตร ต่อด้วยเหล็กดัดสูง 1.40 เมตร ที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล. 1 ออกและทำสภาพที่ดินให้เป็นถนนทางเดินทางรถยนต์เหมือนเดิมให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 ดังกล่าวเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามโฉนดเลขที่ 23162 หากไม่ปฎิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 262 ตารางวา เป็นของนางดวงแข เมื่อปี 2523 นางดวงแขได้ร่วมกับพี่น้องพัฒนาที่ดินดังกล่าวโดยยื่นคำร้องขออนุญาตสร้างตึกแถวและบ้านลงในที่ดิน จากนั้นนำออกให้เช่าหรือเซ้ง ต่อมานางดวงแขกับพวกขายตึกแถวให้แก่บุคคลภายนอกรวมทั้งโจทก์ทั้งสองและนางมัลลิกามารดาของจำเลยปี 2531 นางดวงแขได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 ออกเป็นแปลงย่อยรวม 8 แปลง คือโฉนดเลขที่ 23161 ถึงโฉนดเลขที่ 23168 คงเหลือที่ดินในโฉนดเลขที่ 3227 มีรูปคล้ายอักษรแอล เนื้อที่ 40 ตารางวา ที่ดินแปลงคงเหลือนี้เป็นเส้นทางพิพาทที่ใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะซอยราษฎร์ร่วมเจริญ วันที่ 8 ธันวาคม 2531 โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 23162 เนื้อที่ 13 ตารางวา จากนางดวงแขที่ดินแปลงนี้เป็นที่ตั้งตึกแถวเลขที่ 100 (เดิมเลขที่ 426/62) ของโจทก์ทั้งสองนางมัลลิกามารดาจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 23737 พร้อมตึกแถวเลขที่ 102 วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 แปลงคงเหลือดังกล่าวจากนางสาวณัฐธรและนางสาวพิชญา ซึ่งบุคคลทั้งสองรับโอนมาจากนางดวงแข วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541 นายกรัณย์บิดาจำเลยว่าจ้างให้ช่างก่อสร้างกำแพงคอนกรีตยื่นออกจากแนวกำแพงตึกแถวเลขที่ 102 ของนางมัลลิการุกล้ำเข้าไปในทางพิพาท เนื้อที่ 2 ตารางวา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การที่โจทก์ทั้งสองหยิบยกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ขึ้นมาอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์นำบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรหรือไม่ เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้โจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายฟ้องมา โจทก์ทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่าทางพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3227 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 23162 ของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 บัญญัติในข้อ 1 ว่า การจัดสรรที่ดิน หมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปไม่ว่าโดยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่นหรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะหรือปรับปรุงให้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์... และในข้อ 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดขึ้นโดยตลอดไปและจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่านางดวงแขจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 ออกเป็นแปลงย่อยไม่ถึง 10 แปลง แล้ว ขายให้บุคคลภายนอก จึงไม่ใช่การจัดสรรที่ดิน กรณีไม่ตกอยู่ในบังคับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อนี้โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า ที่ดินแปลงแรกโฉนดเลขที่ 23161 ที่แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 ของนางดวงแขนั้น นางดวงแขขายให้แก่นางมัลลิกามารดาจำเลย พร้อมตึกแถวเลขที่ 426/81 และ 426/82 แปลงที่สองคือโฉนดเลขที่ 23162 ซึ่งเป็นที่ตั้งตึกแถวเลขที่ 100 นางดวงแขขายให้โจทก์ทั้งสองแปลงที่สามคือโฉนดเลขที่ 23163 ซึ่งเป็นที่ตั้งตึกแถวเลขที่ 98 นางดวงแขขายให้นางสาวสุรีย์ แปลงที่สี่และแปลงที่ห้าคือโฉนดเลขที่ 23165 และเลขที่ 23166 เป็นที่ตั้งบ้านเลขที่ 426/65 และ 426/66 นางดวงแขขายให้แก่นางเพชรรัตน์ แปลงที่หกคือโฉนดเลขที่ 23167 นางดวงแขขายให้แก่นางมัลลิกา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 23168 นางดวงแขเจ้าของกรรมสิทธิ์ยินยอมให้นางมัลลิกาเข้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตน 26 ส่วนใน 69 ส่วน โดยมีค่าตอบแทน 234,000 บาท และต่อมายินยอมให้นางมัลลิกาเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนนางดวงแข 13 ส่วน ใน 43 ส่วน โดยมีค่าตอบแทน 117,000 บาท หลังจากนั้นนางดวงแขและนางมัลลิกาตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 23168 ออกเป็น 3 แปลง คือโฉนดที่ดินเลขที่ 23737 ถึง 23739 โดยระบุว่าเป็นของนางมัลลิกา คงเหลือที่ดินโฉนดเลขที่ 23168 ของนางดวงแขเนื้อที่ 29 ตารางวา ซึ่งต่อมานางดวงแขขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23168 แปลงคงเหลือให้แก่นางมัลลิกาอีกจะเห็นว่า การที่นางดวงแขยินยอมให้นางมัลลิกาถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยมีค่าตอบแทนและต่อมาอีกประมาณ 5 เดือน ทั้งสองตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเป็นโฉนดที่ดิน 3 แปลง ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่านางดวงแขจำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ 23737 ถึง 23739 รวม 3 แปลง ให้นางมัลลิกาทางอ้อมโดยมีค่าตอบแทน อันเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 23168 ที่นางดวงแขขายให้แก่นางมัลลิกาในส่วนนี้จำนวนอีก 4 แปลง และเมื่อรวมกับที่ดิน 6 แปลง ที่นางดวงแขขายไปดังวินิจฉัยมาแล้ว จึงเป็นที่ดินนางดวงแขแบ่งแยกและขายแก่บุคคลภายนอก 10 แปลง ซึ่งที่ดินทั้งหมดนี้ก็เป็นที่ดินที่ติดต่อกัน สำหรับทางเข้าออกของที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลงนั้น โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า นางดวงแขซึ่งเป็นผู้สร้างตึกแถวมีเจตนาที่จะให้ทางพิพาทเป็นทางเดิน ทางรถยนต์ออกสู่ทางสาธารณะซอยราษฎร์ร่วมเจริญแต่นางดวงแขพยานจำเลยเบิกความว่า ทางพิพาทเป็นที่ว่าง เว้นไว้โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ที่อาศัยในตึกแถวใช้เป็นทางเดินเข้าออกซอยราษฎร์ร่วมเจริญและใช้ติดตั้งสาธารณูปโภค เช่นไฟฟ้า ประปา ส่วนรถยนต์ให้ไปใช้ทางในที่ดินของพี่สาวนางดวงแขซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 เห็นว่า หากใช้รถยนต์เข้าออกในที่ดินของพี่สาวนางดวงแขจะไม่สะดวกเพราะทางแคบมากและมีสิ่งกีดขวาง ดังภาพถ่ายหมาย จ.16 ถึง จ.18 ถ้าเป็นเช่นนี้โจทก์ทั้งสองและบุคคลอื่นคงไม่ตัดสินใจซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวเป็นที่อยู่อาศัยหรือประกอบการพาณิชย์ซึ่งแตกต่างจากเส้นทางพิพาทที่เข้าออกได้สะดวก ดังภาพถ่ายหมาย จ.39 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่นางดวงแขจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยจำนวนตั้งแต่ 10 แปลง นั้น ได้มีการให้คำมั่นว่าจะจัดให้ทางพิพาทเป็นทั้งทางเดินและทางรถยนต์สำหรับเข้าออกสู่ทางสาธารณะด้วย ตรงตามความหมายของการจัดสรรที่ดิน ดังนั้น ทางพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่การจัดสรรที่ดิน ตามข้อ 30 วรรคหนึ่ง ของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 จำเลยในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทางพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกหาได้ไม่ การที่จำเลยยินยอมให้ผู้อื่นสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในทางพิพาทของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยต้องรื้อรั้วและทำให้ที่ดินพิพาทอยู่ในสภาพเดิม ที่จำเลยอ้างทำนองว่า นางดวงแขเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3227 ได้สร้างตึกแถวโดยมีเจตนาที่จะนำตึกแถวออกให้เช่าหรือเซ้งมิได้มีเจตนานำตึกแถวออกขายให้แก่บุคคลภายนอก จึงไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อทางราชการ กรณีไม่ต้องด้วยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 เห็นว่า การสร้างตึกแถวดังกล่าวจะมีเจตนาอย่างไรก็ตาม แต่ต่อมาในภายหลังเมื่อมีการแบ่งที่ดินที่สร้างตึกแถวนั้นออกเป็นแปลงย่อยจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป แล้วจัดจำหน่ายแก่ประชาชนย่อมเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวโดยไม่คำนึงว่านางดวงแขจะได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินหรือไม่ เพราะเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1390
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคมกริช อนรรฆมาศ กับพวก
จำเลย — นางสาวพรพรรณ พนาปวุฒิกุล
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1147/2553
#499684
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยขาดไป 1 หน้า จำเลยอาจจะติดต่อขอรับจากศาลหรือขอคัดถ่ายเอกสารจากศาลได้ ไม่ทำให้คำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม

การประกอบธุรกิจของโจทก์อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 การเรียกดอกเบี้ยจะต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งในขณะที่จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์นั้นธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รวมทั้งโจทก์จะเรียกดอกเบี้ยได้จะต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แล้วส่งสำเนาประกาศไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดค่าธรรมเนียมในการกู้ยืมเงินจากจำเลยอัตราร้อยละ 0.5 ของวงเงินที่กู้หรือ 1,500 บาท โดยหักจากต้นเงินที่จะจ่ายให้แก่จำเลย

ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์มิได้กำหนดให้เรียกเบี้ยปรับในกรณีชำระล่าช้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับในการชำระเงินล่าช้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 134,688.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 77,058 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นตัดสินชี้ขาดคดีฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 132,188.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 77,058 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า สำเนาคำฟ้องโจทก์ที่จำเลยได้รับไม่มีหน้าที่ 2 จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม เห็นว่า การที่ฟ้องจะเคลือบคลุมหรือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องทั้งฉบับ ซึ่งตามฟ้องโจทก์ที่อยู่ในสำนวนที่โจทก์ส่งศาลได้บรรยายฟ้องถึงอำนาจฟ้องไว้โดยแจ้งชัด กล่าวคือโจทก์เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์ประกอบการธนาคารพาณิชย์และได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ โจทก์มอบอำนาจให้มีผู้จัดการในประเทศไทยมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์และมอบอำนาจช่วงได้ ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้มอบอำนาจให้นางศศิธร ดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดจนมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นดำเนินคดีแทนได้ซึ่งนางศศิธรได้มอบให้นายสตีเฟน และหรือนางสาวอำนวยพร และหรือนายพรเทพ และหรือนายเศกสรรค์ หรือนายชัยนงค์ คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องคดีแทนโจทก์ คำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ส่วนการที่โจทก์ส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยขาดไป 1 หน้านั้น หาทำให้คำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมแต่อย่างใด การที่จำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องมีหน้าไม่ครบถ้วนควรที่จำเลยจะติดต่อขอรับจากศาลหรือขอคัดถ่ายเอกสารจากศาลได้ แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ พฤติการณ์ในการต่อสู้คดีของจำเลยจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่สุจริต ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามการที่โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การประกอบธุรกิจของโจทก์อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้กู้ยืมเงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตอบแทนจากผู้กู้ซึ่งการเรียกดอกเบี้ยจะต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งในขณะที่จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์นั้นธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รวมทั้งโจทก์จะเรียกดอกเบี้ยได้จะต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แล้วส่งสำเนาประกาศไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ ดังนั้น การที่โจทก์คิดค่าธรรมเนียมในการกู้ยืมเงินจากจำเลยอัตราร้อยละ 0.5 ของวงเงินที่กู้หรือ 1,500 บาท โดยหักจากต้นเงินที่จะจ่ายให้แก่จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์มิได้มีข้อกำหนดให้เรียกเบี้ยปรับในกรณีชำระล่าช้า ดังนั้นการที่โจทก์เรียกเบี้ยปรับในการชำระเงินล่าช้าครั้งละ 500 บาท จึงไม่ชอบเช่นกัน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ในข้อนี้แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระต้นเงิน 99,250 บาท โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระมาหักชำระหนี้ ณ วันที่มีการชำระในแต่ละครั้ง โดยให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.5 ต่อเดือนในระยะเวลา 6 เดือนแรกนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยหลังฟ้องต้องไม่เกินจำนวนที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 173
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายสมชาย เครือองอาจนุกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายประสิทธิ์ผล ประทุมรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา