คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 795/2553
#498553
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยระบุในคำขอรับชำระหนี้ว่าเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันระบุว่า เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรี มีหลักฐานประกอบหนี้เป็นต้นฉบับหรือสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งจะนำส่งต้นฉบับหลักฐานในชั้นสอบสวน ในคำพิพากษาคดีดังกล่าวศาลพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ประกันจึงปรากฏในคำพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรีแล้ว การที่ผู้ร้องมิได้ระบุหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นหลักฐานประกอบไว้ในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันจะฟังว่าผู้ร้องไม่ประสงค์จะขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันเสียทีเดียวหาได้ไม่ ทั้งส. ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องให้ถ้อยคำไว้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่พลั้งเผลอยื่นคำขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ผู้ร้องมิได้มีเจตนาขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอ ผู้ร้องชอบที่จะขออนุญาตแก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 97

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 15 ตุลาคม 2550 ขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้จากที่ผู้ร้องยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้เดิมเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2548 ซึ่งขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันมาเป็นเจ้าหนี้มีประกัน โดยอ้างว่า คำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไม่ถูกต้อง เนื่องจากภาระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรีมีทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3145 และ 3146 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 โดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อได้ในราคา 160,000 บาท ผู้ร้องมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่ยื่นคำขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันด้วยความพลั้งเผลอ จึงขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้โดยขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกัน

ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องและค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามคำขอรับชำระหนี้และบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน โดยระบุในคำขอรับชำระหนี้ว่าเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันก็ระบุว่า เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรีมีหลักฐานประกอบหนี้เป็นต้นฉบับหรือสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งจะนำส่งต้นฉบับหลักฐานในชั้นสอบสวน เมื่อในคำพิพากษาคดีดังกล่าวศาลพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3145 และ 3146 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันจึงปรากฏในคำพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรีแล้ว การที่ผู้ร้องมิได้ระบุหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นหลักฐานประกอบไว้ในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ก็จะฟังว่าผู้ร้องไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันเสียทีเดียวหาได้ไม่ ทั้งตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายสาธิต ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องก็ให้ถ้อยคำไว้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่พลั้งเผลอยื่นคำขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ผู้ร้องมิได้มีเจตนาขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอ ผู้ร้องชอบที่จะขออนุญาตแก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 97 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ได้ตามคำร้อง ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวผ่องศรี ศิริสันธนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอดุลย์ ญาณกิตติ์กูร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
รัตน กองแก้ว
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 791/2553
#498992
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้บรรษัท ง. โดยมีโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ได้จำนองที่ดินในวงเงิน 4,000,000 บาท เพื่อประกันหนี้ โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า ถ้าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบถ้วน เช่นนี้ความรับผิดของโจทก์จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่มีต่อบรรษัท ง. นั้นอยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมที่จะต้องชำระหนี้ตามฐานะของตน และวงเงินที่มีการกำหนดความรับผิดไว้ โดยจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในฐานะผู้จำนองซึ่งกำหนดวงเงินจำกัดความรับผิดไว้ การที่โจทก์ได้ชำระหนี้ตามภาระค้ำประกันให้แก่บรรษัท ง. ไปนั้น โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของบรรษัท ง. ที่จะมาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นโดยเต็มจำนวน แต่ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 จำนองที่ดินประกันหนี้ในวงเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และบรรษัท ง. ได้ฟ้องบังคับจำนองจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้บังคับจำนองแล้ว และหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อบรรษัท ง. นั้น มีจำนวนมากกว่าวงเงินที่จำนองอยู่ เช่นนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ได้จำกัดความรับผิดของตนต่อบรรษัท ง. ไว้ และมีภาระต้องรับผิดต่อบรรษัท ง. ตามวงเงินที่จำนอง แต่โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าการชำระหนี้เงินของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นความรับผิดต่อบรรษัท ง. หรือรับผิดน้อยกว่าวงเงินที่แต่ละคนเข้าผูกพันแล้ว โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยในความรับผิดระหว่างลูกหนี้ร่วมกันอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบรรษัท ง. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 230 วรรคสอง หาได้ไม่ โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ยังไม่อาจกำหนดได้แน่นอน โจทก์จึงยังไม่อาจนำหนี้ในส่วนนี้มาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้า เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ในส่วนที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้บรรษัทเงินทุนฯ นั้น มีโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ได้จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในวงเงิน 4,000,000 บาท เพื่อประกันหนี้ โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า ถ้าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ความรับผิดของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่มีต่อบรรษัทเงินทุนฯ จึงอยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมที่จะต้องชำระหนี้ตามฐานะของตนและวงเงินที่มีการกำหนดความรับผิดไว้ โดยจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในฐานะผู้จำนองซึ่งกำหนดวงเงินจำกัดความรับผิดไว้ การที่โจทก์ได้ชำระหนี้ตามภาระค้ำประกันให้แก่บรรษัทเงินทุนฯ ไปนั้น โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของบรรษัทเงินทุนฯ ที่จะมาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้เต็มจำนวน แต่ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 นั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 จำนองที่ดินประกันหนี้ในวงเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและบรรษัทเงินทุนฯ ได้ฟ้องบังคับจำนองจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้บังคับจำนองแล้ว และหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อบรรษัทเงินทุนฯ นั้น มีจำนวนมากกว่าวงเงินที่จำนองอยู่ เช่นนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ได้จำกัดความรับผิดของตนต่อบรรษัทเงินทุนฯ ไว้ และมีภาระต้องรับผิดต่อบรรษัทเงินทุนฯ ตามวงเงินที่จำนอง แต่โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าการชำระหนี้เงินของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นความรับผิดต่อบรรษัทเงินทุนฯ หรือรับผิดน้อยกว่าวงเงินที่แต่ละคนเข้าผูกพันแล้ว โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยในความรับผิดระหว่างลูกหนี้ร่วมกันอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบรรษัทเงินทุนฯ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 230 วรรคสอง หาได้ไม่ โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ ยังไม่อาจกำหนดได้แน่นอน โจทก์จึงยังไม่อาจนำหนี้ในส่วนนี้มาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีล้มละลายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ป.พ.พ. ม. 230 วรรคสอง ม. 693
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
จำเลย — นายชัยณรงค์ วงศ์คลัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายสิงหะ สัตยธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2553
#497449
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ทายาท" ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา หมายความถึง ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงทายาทตามความเป็นจริงแต่ประการใด เมื่อโจทก์เป็นบิดาตามความเป็นจริง แต่มิใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีตาย 75,000 บาท และเงินบำเหน็จชราภาพ 50,344.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถัดจากวันที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรีแจ้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548) จนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรีที่สั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 156-157/2549 ลงวันที่ 31 มกราคม 2549 ให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตายแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73, 77 ทวิ และ 77 จัตวา คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายบรรเจิดทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์ซึ่งเป็นบิดาของนางสาวทัศนีย์ตามความเป็นจริงแต่ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็น "ทายาท" ผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3) หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "บิดา" และคำว่า "ทายาท" ว่ามีความหมายอย่างใด เมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามมาตราต่างๆ ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จะเห็นได้ว่า มีการบัญญัติแตกต่างกันชัดเจน กล่าวคือ ในมาตรา 73 (1) การจ่ายเงินค่าทำศพให้จ่ายแก่ "บุคคล" ตามลำดับ ดังนี้ ... มาตรา 73 (2) การจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้จ่ายแก่ "บุคคล"... มาตรา 75 จัตวา การจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรแก่ "บุคคล" ... ตามลำดับ ดังนี้ แต่ในมาตรา 77 จัตวา บัญญัติไว้ชัดเจนแตกต่างจากมาตราดังกล่าวข้างต้น โดยบัญญัติว่า "ทายาท" ของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ "ทายาท" ผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่งได้แก่ (1) (2) (3) ... เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวใช้คำว่า "บุคคล" กับ "ทายาท" แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้มีความหมายแตกต่างกัน และคำว่า "ทายาท" ซึ่งเป็นถ้อยคำในบทบัญญัติของกฎหมาย จึงต้องแปลความหมายโดยเทียบเคียงกับคำว่า "ทายาท" ในกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในกรณีนี้ก็คือบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก ซึ่งมีบทบัญญัติถึงคำว่า "ทายาท" อยู่ในมาตรา 1559, 1603 และ 1629 โดยคำว่า "ทายาท" ในบทบัญญัติดังกล่าวนี้ หมายถึงเฉพาะทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น คำว่า "ทายาท" ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา จึงต้องหมายถึง ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงทายาทตามความเป็นจริงด้วยแต่ประการใด และเมื่อโจทก์เป็นบิดาตามความเป็นจริงแต่มิใช่เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน และมิใช่เป็นทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 77 จัตวา
ชื่อคู่ความ
นายบุญปลูก มณีทิพย์
โจทก์ — โดยนายบรรเจิด มณีทิพย์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 7 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ดิเรก อิงคนินันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2553
#507940
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ทายาท" ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 หมายถึง ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงทายาทตามความเป็นจริงด้วย เมื่อโจทก์เป็นบิดาตามความเป็นจริง แต่มิใช่เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน และมิใช่เป็นทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77 จัตวา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยกับนางประกอบ มีบุตรคืนนางสาวทัศนีย์ซึ่งโจทก์เป็นผู้แจ้งหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งการเกิดของนางสาวทัศนีย์ โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่นางสาวทัศนีย์ยอมให้นางสาวทัศนีย์ใช้ชื่อสกุลของโจทก์ นางประกอบถึงแก่ความตายไปแล้ว นางสาวทัศนีย์เป็นลูกจ้างของบริษัทซาฟารีเวิลด์ (มหาชน) จำกัด ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2534 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2548 และเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 วันที่ 29 สิงหาคม 2548 นางสาวทัศนีย์ถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็ง โจทก์ติดต่อขอรับเงินสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรีแจ้งว่าโจทก์ไม่ใช่บิดาชอบด้วยกฎหมายของนางสาวทัศนีย์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทั้งสองจำนวนนั้น โจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการอุทธรณ์มีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าคำว่าบิดาตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หมายถึงบิดาตามความเป็นจริงทั้งที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพของนางสาวทัศนีย์ โจทก์ประสงค์ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ ขอให้บังคับ่จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีตาย 75,000 บาท และเงินบำเหน็จชราภาพ 50,344.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถัดจากวันที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรีแจ้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548) จนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า บิดาผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (2) และบิดาผู้เป็นทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3) ต้องเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน โจทก์ไม่ใช่บิดาชอบด้วยกฎหมายของนางสาวทัศนีย์ ผู้ประกันตน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนางประกอบ โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกันคือนางสาวทัศนีย์ นางประกอบถึงแก่ความตายแล้ว นางสาวทัศนีย์เป็นลูกจ้างของบริษัทซาฟารีเวิลด์ (มหาชน) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2534 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2547 จึงเป็นผู้ประกันตน นางสาวทัศนย์ถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2548 นางสาวทัศนีย์ไม่มีสามีและบุตร โจทก์ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีตายและกรณีชราภาพ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรีแจ้งว่าโจทก์ไม่ใช่บิดาชอบด้วยกฎหมายของนางสาวทัศนีย์ ไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย และเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีมติยกอุทธรณ์แล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "บิดา" ตามมาตรา 77 ทวิ และ 77 จัตวา ไม่ได้จำกัดว่าเฉพาะบิดาชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นที่มีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ก็เพื่อสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นโดยจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นมาให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตายอันไม่ใช่เนื่องมาจากการทำงาน ดังนั้น ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายคำว่า "บิดา" จึงหมายถึงบิดาชอบด้วยกฎหมายและบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตายของนาวสาวทัศนีย์ตามมาตรา 73, 77 ทวิ และ 77 จัตวา พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรีที่สั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 156-157/2549 ลงวันที่ 31 มกราคม 2549 ให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีตายและเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตายแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73, 77 ทวิ และ 77 จัตวา คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายบรรเจิดทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์ซึ่งเป็นบิดาของนางสาวทัศนีย์ ตามความเป็นจริงแต่ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็น "ทายาท" ผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3) หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "บิดา" และคำว่า "ทายาท" ว่ามีความหมายอย่างใด เมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามมาตราต่างๆ ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จะเห็นได้ว่า มีการบัญญัติแตกต่างกันชัดเจน กล่าวคือ ในมาตรา 73 (1) การจ่ายเงินค่าทำศพให้จ่ายแก่ "บุคคล" ตามลำดับ ดังนี้ --- มาตรา 73 (2) การจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้จ่ายแก่ "บุคคล" --- มาตรา 75 จัตวา การจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรแก่ "บุคคล" --- ตามลำดับ ดังนี้ แต่ในมาตรา 77 จัตวา บัญญัติไว้ชัดเจนแตกต่างจากมาตราดังกล่าวข้างต้น โดยบัญญัติว่า "ทายาท" ของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ "ทายาท" ผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ (1) (2) (3) --- เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวใช้คำว่า "บุคคล" กับ "ทายาท" แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้มีความหมายแตกต่างกัน และคำว่า "ทายาท" ซึ่งเป็นถ้อยคำในบทบัญญัติของกฎหมายจึงต้องแปลงความหมายโดยเทียบเคียงกับคำว่า "ทายาท" ในกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในกรณีนี้ก็คือบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก ซึ่งมีบทบัญญัติถึงคำว่า "ทายาท" อยู่ในมาตรา 1559, 1603 และ 1629 โดยคำว่า "ทายาท" ในบทบัญญัติดังกล่าวนี้ หมายถึงเฉพาะทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้นคำว่า "ทายาท" ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา จึงต้องหมายถึง ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงทายาทตามความเป็นจริงด้วยแต่ประการใดและเมื่อโจทก์เป็นบิดาตามความเป็นจริง แต่มิใช่เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน และมิใช่เป็นทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยให้พิกถอนคำสั่งของจำเลยในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 73 ม. 77 ทวิ ม. 77 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญปลูก มณีทิพย์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ดิเรก อิงคนินันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 774/2553
#504623
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (1) บัญญัติว่า การจ่ายเงินค่าทำศพให้จ่ายแก่ "บุคคล" ตามลำดับดังนี้... มาตรา 73 (2) การจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้จ่ายแก่ "บุคคล"... มาตรา 75 จัตวา การจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรแก่ "บุคคล" ตามลำดับ ดังนี้ แต่ในมาตรา 77 จัตวา บัญญัติว่า "ทายาท" ของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ "ทายาท" ผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่งได้แก่ (1) (2) (3)... เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวใช้คำว่า "บุคคล" กับ "ทายาท" แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้มีความแตกต่างกัน และคำว่า "ทายาท" ซึ่งเป็นถ้อยคำในบทบัญญัติของกฎหมายจึงต้องแปลความหมายโดยเทียบเคียงกับคำว่า "ทายาท" ในกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 และกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในกรณีนี้ก็คือบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก ซึ่งมีบทบัญญัติถึงคำว่า "ทายาท" อยู่ในมาตรา 1659, 1603 โดยคำว่า "ทายาท" ในบทบัญญัติดังกล่าวนี้หมายถึงเฉพาะทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น คำว่า "ทายาท" ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา จึงต้องหมายถึง ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นมิได้หมายความรวมถึงทายาทตามความเป็นจริงด้วยแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดาของนายสุรัตน์ นายสุรัตน์เป็นลูกจ้างของบริษัทนิวอิมพีเรียลโฮเต็ล สาขา 1 จำกัด สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ส่งเงินสมทบกรณีชราภาพแล้วเป็นเวลา 50 เดือน นายสุรัตน์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2547 โจทก์ยื่นคำร้องต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุรัตน์ ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 138/2548 ลงวันที่ 28 มกราคม 2548 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ด้วยเหตุเดียวกัน โจทก์เห็นว่าพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3) เพียงแต่บัญญัติว่าผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นบิดาโดยไม่ได้บัญญัติว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุรัตน์ โจทก์ก็มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 138/2548 ลงวันที่ 28 มกราคม 2548 และให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ (เงินบำเหน็จชราภาพ) ของนายสุรัตน์

จำเลยให้การว่า มารดาของนายสุรัตน์ถึงแก่ความตายแล้ว นายสุรัตน์ไม่มีภริยาและบุตร โจทก์เป็นบิดาของนายสุรัตน์ แต่โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของนายสุรัตน์ ไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่านายสุรัตน์เป็นบุตร และศาลไม่ได้พิพากษาว่านายสุรัตน์เป็นบุตรของโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุรัตน์ ไม่ใช่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา คำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมตามหนังสือที่ นฐ 0025/60957 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 138/2548 ลงวันที่ 28 มกราคม 2548 ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบิดาของนายสุรัตน์ ตามความเป็นจริงโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของนายสุรัตน์ ไม่เคยจดทะเบียนรับรองนายสุรัตน์เป็นบุตร ไม่มีคำพิพากษารับรองว่านายสุรัตน์เป็นบุตร โจทก์เลี้ยงดูส่งเสียนายสุรัตน์จนจบการศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพการท่องเที่ยวและพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน นายสุรัตน์ไม่มีภริยาและบุตรมารดาของนายสุรัตน์ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยมีหนังสือสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมที่ นฐ 0025/60957 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 แจ้งว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายสุรัตน์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตาย และคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 138/2548 ลงวันที่ 28 มกราคม 2548 ว่าโจทก์ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุรัตน์ ยกอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีตายให้โจทก์และจ่ายค่าทำศพให้ทายาทของนายสุรัตน์ไปแล้ว

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ทายาทผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพของผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3) คือบิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ โดยไม่ได้ให้คำจำกัดความ "บิดามารดา" ว่ามีความหมายอย่างไร แต่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 บัญญัติถึงบิดามารดาไว้หลายแห่งเช่นมาตรา 73 (2) มาตรา 75 ตรี โดยไม่ได้บัญญัติให้มีความหมายต่างกัน ต่างกับคำว่า "บุตร" ที่บัญญัติให้มีความหมายต่างกัน โดยมาตรา 75 ตรี และมาตรา 77 จัตวา (1) บัญญัติคำว่า "บุตร" ให้มีความหมายต่างจากมาตรา 73 (2) โดยใช้คำว่า "บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย" หากต้องการความหมายของ "บิดามารดา" ในมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3) แตกต่างจากมารดา 73 (2) แล้วก็น่าจะต้องบัญญัติให้ถ้อยคำแตกต่างกัน ในส่วนของประโยชน์ทดแทนในกรณีตายตามมาตรา 73 (2) (เงินสงเคราะห์กรณีตาย) จำเลยก็ได้จ่ายให้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาของนายสุรัตน์ เหรียญประชาผู้ประกันตนซึ่งถึงแก่ความตายแล้วตามเอกสารหมาย ล.7 มาตรา 77 จัตวาไม่ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "ทายาท" แต่จะแปลความหมายให้เป็นอย่างเดียวกับทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ไม่ได้ เพราะมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง บัญญัติไว้แล้วและมีความหมายต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 คำว่า "ทายาท" ตามมาตรา 77 จัตวา จึงต้องถือตามความหมายทั่วไปในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ซึ่งให้ความหมายว่าผู้สืบสันดาน ผู้รับสกุล โดยปริยายหมายถึงผู้รับหรือผู้อยู่ในฐานะที่จะรับตำแหน่งหน้าที่ต่อจากบุคคลอื่น ดังนั้น คำว่า "ทายาท" ตามมาตรา 77 จัตวา จึงหมายถึงผู้รับในกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย และทายาทมีใครบ้างก็ได้บัญญัติไว้ในวรรคสองแล้วประกอบกับพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เป็นกฎหมายที่ออกบังคับใช้เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างซึ่งเป็นผู้มีฐานะด้อยในสังคมเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างและครอบครัว และลูกจ้างผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักเกิดในครอบครัวที่บิดามารดาอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ดังนั้น เจตนารมณ์ของมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3) คำว่า "บิดามารดา" จึงหมายถึงบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายและรวมถึงบิดามารดาตามความเป็นจริง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตายตามมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (3) พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ นฐ 0025/60957 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 138/2548 ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพหรือเงินบำเหน็จชราภาพกรณีตายแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "บิดา" และคำว่า "ทายาท" ว่ามีความหมายอย่างใด เมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามมาตราต่างๆ ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จะเห็นได้ว่ามีการบัญญัติแตกต่างกันชัดเจน กล่าวคือ ในมาตรา 73 (1) การจ่ายเงินค่าทำศพให้จ่ายแก่ "บุคคล" ตามลำดับดังนี้... มาตรา 73 (2) การจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้จ่ายแก่ "บุคคล"... มาตรา 75 จัตวา การจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรแก่ "บุคคล" ตามลำดับ ดังนี้ แต่ในมาตรา 77 จัตวา บัญญัติไว้ชัดเจนแตกต่างจากมาตราดังกล่าวข้างต้น โดยบัญญัติว่า "ทายาท" ของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ "ทายาท" ผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่งได้แก่ (1) (2) (3)... เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวใช้คำว่า "บุคคล" กับ "ทายาท" แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้มีความหมายแตกต่างกัน และคำว่า "ทายาท" ซึ่งเป็นถ้อยคำในบทบัญญัติของกฎหมาย จึงต้องแปลความหมายโดยเทียบเคียงกับคำว่า "ทายาท" ในกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในกรณีนี้ก็คือ บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก ซึ่งมีบทบัญญัติถึงคำว่า "ทายาท" อยู่ในมาตรา 1559, 1603 และ 1629 โดยคำว่า "ทายาท" ในบทบัญญัติดังกล่าวนี้หมายถึงเฉพาะทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น คำว่า "ทายาท" ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม มาตรา 77 จัตวา จึงต้องหมายถึง ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นมิได้หมายความรวมถึงทายาทตามความเป็นจริงด้วยแต่ประการใดและเมื่อโจทก์เป็นบิดาตามความเป็นจริงแต่มิใช่เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนและมิใช่เป็นทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 73 ม. 75 ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ เหรียญประชา
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ดิเรก อิงคนินันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2553
#504513
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" บทกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสี่จะมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ก็ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวสำหรับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ศาลพิพากษาให้ชำระเพิ่มขึ้นนั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์ 2,571,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของเงินต้น 2,286,200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ทั้งที่ดินของโจกท์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนก็มีราคาสูงขึ้น จำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ผิดนัดเนื่องจากโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนไปแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นอีก 289,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในแต่ละช่วงเวลานับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27843 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1 ไร่ 76 ตารางวา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2538 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 ทำให้ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ 32.20 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 14,000 บาท โจทก์ไม่พอใจจึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 15,000 บาท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว วินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 24,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 24,000 บาท เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมหรือไม่ เห็นว่า การเวนคืนที่ดินของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ที่ให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งคดีนี้ได้แก่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นรวมทั้งเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม และตามวรรคสองที่บัญญัติว่า ถ้าการงานหรือกิจการอย่างใดที่ทำไปในการเวนคืนได้กระทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่นั้นมีราคาสูงขึ้นให้เอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทน แต่ไม่ให้ถือว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ทวีขึ้นนั้นสูงไปกว่าจำนวนเงินค่าทดแทนเพื่อจะให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายกลับต้องใช้เงินให้อีก โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวา 85,000 บาท เพราะบริเวณที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่ในทำเลการค้าที่เจริญมากและอยู่ในย่านชุมชน มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดสูงมาก เช่น เมื่อปี 2539 บริษัทสินชฎาทอง จำกัด ขายที่ดินให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อก่อสร้างสำนักงานสาขาสามแยกปักธงชัยราคาตารางวาละ 75,575 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.16 เมื่อปี 2536 นางสาวเง็กลั้ง ขายที่ดินให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เพื่อตั้งสาขาย่อยถนนมิตรภาพราคาตารางวาละ 85,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.17 และเมื่อปี 2538 นายเลียง ขายที่ดินให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อตั้งสำนักงานสาขา ราคาตารางวาละ 117,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.18 โดยเฉลี่ยมีราคาตารางวาละ 92,500 บาท เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2539 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 59521 และ 49600 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ห่างจากที่ดินของโจทก์ประมาณ 600 เมตร มีผู้ประมูลซื้อได้ในราคาตารางวาละ 55,681 บาท ตามสำเนารายงานเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารหมาย จ.29 นอกจากที่ดินของนางสมศรี และนายทนงศักดิ์ อยู่บริเวณเดียวกับโจทก์และถูกเวนคืนคราวเดียวกัน จำเลยทั้งสี่กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตารางวาละ 80,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.20 จ.23 ถึง จ.28 ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพียงเล็กน้อยที่ดินส่วนที่เหลือมีจำนวนมาก ทำให้ที่ดินของโจทก์มีราคาเพิ่มขึ้น การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 15,000 บาท จึงเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.18 ที่โจทก์อ้างว่าธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินเพื่อตั้งสำนักงานสาขาในราคาตารางวาละ 117,000 บาท นั้น ได้ความมาจากสำเนาบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สิน เอกสารหมาย จ.18 แผ่นที่ 2 ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซื้อมาในราคา 23,400,000 บาท จึงมีราคาตารางวาละ 39,000 บาท มิใช่ตารางวาละ 117,000 บาท ตามที่โจทก์อ้าง ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินไว้เป็นที่ตั้งสำนักงานสาขาของธนาคารเพื่อประกอบกิจการค้าหากำไร ต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้งของที่ดินเป็นสำคัญเพื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจการค้าของตน เชื่อว่าทำเลที่ตั้งย่อมดีกว่าที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้ผู้ขายสามารถเรียกราคาที่ดินสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดได้ สำหรับการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 59521 และ 49600 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามเอกสารหมาย จ.29 ก็ปรากฏว่าธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นผู้ซื้อได้ มีเหตุผลให้เชื่อว่าวัตถุประสงค์ของการสู้ราคาในการขายทอดตลาดสูง ก็เพราะมีจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังค้างชำระอยู่ จึงมิใช่ราคาซื้อขายกันตามปกติ ทั้งการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก็เกิดขึ้นภายหลังวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ แล้ว ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่าทางราชการจะสร้างถนนเลี่ยงเมืองย่านที่ดินในบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงทำให้บริเวณดังกล่าวมีความเจริญเพิ่มขึ้น ราคาที่ดินในบริเวณนั้นย่อมสูงขึ้นกว่าราคาที่ซื้อขายกันในวันใช้บังคับตามพระราชกฤษฎีกาฯ ส่วนที่ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้นางสมศรี และนายทนงศักดิ์ ตารางวาละ 80,000 บาท ดังที่โจทก์ฎีกานั้น ก็ได้ความจากนางสมศรีว่า มีที่ดิน 4 แปลง ถูกเวนคืนทุกแปลงส่วนที่ดินของนายทนงศักดิ์นั้น ได้ความจากโจทก์ว่า อยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ประมาณ 400 เมตร ถึง 500 เมตร และถูกเวนคืนทั้งแปลงและความเสียหายย่อมมากกว่าโจทก์ จึงนำมาเปรียบเทียบกับที่ดินของโจทก์ไม่ได้ อย่างไรก็ตามที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินแปลงใหญ่ถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ 32.20 ตารางวา จึงยังเหลือที่ดินจากการเวนคืนเนื้อที่จำนวนมากถึง 1 ไร่ 43.80 ตารางวา ทั้งถูกเวนคืนก่อนแปลงสุดท้ายของถนน เดิมที่ดินของโจทก์ขณะที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับ ถนนมิตรภาพมีผิวจราจรเพียง 2 ช่องเดินรถ แต่ภายหลังการเวนคืนมีการขยายผิวจราจรทำให้ที่ดินของโจทก์อยู่ติดถนน 8 ช่องเดินรถทั้งกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่ทำให้การคมนาคมบริเวณที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีความสะดวกรวดเร็วแก่การจราจรและความปลอดภัยยิ่งกว่าถนน 2 ช่องเดินรถอยู่มากทำให้มีความเจริญเพิ่มขึ้น โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากการเวนคืนครั้งนี้อันเนื่องมาจากที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมอยู่บ้าง เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนอันมีราคาสูงขึ้นดังกล่าวประกอบด้วยแล้ว เห็นว่า ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 14,000 บาท แล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 15,000 บาท ยังต่ำไป แต่ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 25,000 บาท นั้น ก็เป็นราคาที่สูงเกินสมควร เพราะการงานหรือกิจการที่ได้ทำไปในการเวนคืนได้กระทำให้ที่ดินที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ที่มีจำนวนเนื้อที่มากถึง 1 ไร่ 43.80 ตารางวา มีราคาสูงขึ้น ซึ่งเมื่อนำมาคิดคำนวณหักออกจากเงินค่าทดแทนตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคสอง แล้ว ศาลฎีกาคณะคดีปกครอง เห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่เป็นธรรมคืออัตราตารางวาละ 20,000 บาท เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ กำหนดให้อีกตารางวาละ 5,000 บาท โจทก์ถูกเวนคืนที่ดินไปเนื้อที่ 32.20 ตารางวา เป็นเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น 161,000 บาท ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสี่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ผิดนัดเนื่องจากโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนไปแล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสี่จะมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ก็ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวสำหรับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ศาลพิพากษาให้ชำระเพิ่มขึ้นนั้นด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เพิ่มอีก 161,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 26 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอังกูร ภูวดลไพโรจน์
จำเลย — กระทรวงคมนาคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
สถิตย์ ทาวุฒิ
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2553
#499676
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ ส. มีวัตถุประสงค์จะตั้งสาขาในการขายประกันและให้บริการแก่ลูกค้าของโจทก์ในบริเวณท้องที่ที่ที่ดินนั้นถูกเวนคืน ส. จึงให้สิทธิแก่โจทก์ใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว แต่โจทก์ต้องรับภาระจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ ส. เป็นรายเดือนในรูปของเงินเดือนและเป็นรายปีในรูปของเงินปันผล นิติสัมพันธ์ระหว่าง ส. กับโจทก์ดังกล่าวจึงเข้าเกณฑ์การเช่าทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 ฉะนั้น การที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ถูกเวนคืนจึงเป็นการครอบครองในฐานะผู้เช่า ซึ่งเป็นการครอบครองแทน ส. ผู้ให้เช่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์ยึดถือที่ดินที่ถูกเวนคืนโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ส่งผลให้โจทก์ไม่มีฐานะเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายในที่ดินที่ถูกเวนคืนอันจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 (1) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 120,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืน อันเป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) แห่งพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 หรือไม่ ที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสองแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 5247 แขวงทุ่งมหาเมฆ (สาธร) เขตยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 611 ซึ่งอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุวพร ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทโจทก์ นางสุวพรมีวัตถุประสงค์ที่จะตั้งสาขาในการขายประกันและให้บริการแก่ลูกค้าของโจทก์ในบริเวณเขตท้องที่ที่ดินทั้งสองแปลงตั้งอยู่ จึงให้สิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสองแปลง แต่โจทก์มีภาระผูกพันต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่นางสุวพรเป็นรายเดือนในรูปของเงินเดือนและเป็นรายปีในรูปของเงินปันผล ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนางสุวพรจึงเข้าเกณฑ์เป็นการเช่าทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 เพราะเป็นกรณีที่นางสุวพรเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลงที่ถูกเวนคืนซึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และโจทก์ผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเป็นรายเดือนในรูปของเงินเดือนและเป็นรายปีในรูปของเงินปันผล ดังนั้น การที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงที่ถูกเวนคืนจึงเป็นการครอบครองในฐานะผู้เช่าซึ่งเป็นการครอบครองแทนนางสุวพรผู้ให้เช่า กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ยึดถือที่ดินทั้งสองแปลงโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โจทก์จึงไม่ได้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินทั้งสองแปลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และย่อมส่งผลทำให้โจทก์ไม่มีฐานะเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงที่ต้องเวนคืน อันเป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 18 (1) ม. 18 (3) ม. 21
พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตคลองเตย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2538
พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตคลองเตย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — องค์การรถไฟฟ้ามหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 750/2553
#505387
เปิดฉบับเต็ม

เครื่อง UPS หน้าที่หลักในการแปลงกระแสไฟฟ้ามาสำรองไว้ แล้วนำไปใช้เฉพาะกรณีมีเหตุขัดข้องในการจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักเป็นการชั่วคราวในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อมิให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าบางประเภทต้องหยุดทำงานกะทันหันจนเกิดความเสียหายเท่านั้น มิได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าตามปกติดังเช่นแบตเตอรี่ จึงไม่อาจถือว่าเครื่อง UPS เป็นแบตเตอรี่ นอกจากนี้ส่วนประกอบของแบตเตอรี่ที่อยู่ในเครื่อง UPS ก็ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ไม่อาจแยกการทำงานออกจากส่วนประกอบอื่นของเครื่อง UPS ได้ ดังนั้น เครื่อง USP จึงไม่อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 08.90 (4) จึงเก็บภาษีสรรพสามิตตามการประเมินในรายการของเครื่อง UPS ไม่ได้

กรณีที่โจทก์ชำระภาษีตามคำสั่งของพนักงานหน้าที่ ให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระภาษีในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของจำนวนเงินที่ได้รับ โดยไม่คิดทบต้นและมิให้เกินกว่าจำนวนเงินที่ได้รับคืนตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 110 ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2527) ออกตามความใน พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษี แต่เมื่อโจทก์ขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงให้เพียงเท่าที่โจทก์ขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์นำสินค้าเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ หรือ USP (UNINTERRUPTION POWER SUPPLY) เข้ามาในราชอาณาจักรรวม 7 ใบขนสินค้าขาเข้า ขณะที่โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้า ฉบับที่ 1 และที่ 2 นั้น โจทก์ไม่ได้สำแดงอัตราภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่แทนจำเลยที่ 2 ได้จับกุมสินค้าดังกล่าว โจทก์โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีทั้งสองประเภทดังกล่าว เพราะเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ไม่ได้ทำงานเสมือนการใช้งานเช่นแบตเตอรี่ และไม่เป็นแบตเตอรี่ โจทก์ได้วางประกันเพื่อเอาสินค้าออกจากอารักขาของจำเลยที่ 1 ส่วนภาษีศุลกากรนั้น โจทก์ได้สำแดงและชำระภาษีถูกต้อง จำเลยที่ 1 ได้ส่งแฟ้มจับกุมใบขนสินค้าขาเข้าฉบับที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 พิจารณา ระหว่างรอการพิจารณาของจำเลยที่ 2 โจทก์นำเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่เข้ามาในราชอาณาจักรอีก 5 ครั้ง โจทก์ยอมชำระภาษีสรรพามิตในอัตราร้อยละ 10 และภาษีเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตไปก่อน โดยโต้แย้งคัดค้านการเรียกเก็บภาษีทั้งสองประเภทไว้ด้านหลังใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 7 ฉบับ ที่พิพาทรวมเป็นเงิน 1,234,300 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือตอบข้อหารือมายังจำเลยที่ 1 และโจทก์ว่า เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ทำงานเสมือนการใช้งานเช่นแบตเตอรี่และมีแบตเตอรี่ในตัวเครื่องด้วย จึงจัดเข้าประเภทพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่ 08.90 อัตราภาษีร้อยละ 10 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับหนังสือตอบข้อหารือ จึงได้มีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ชี้แจงถึงคุณลักษณะและการทำงานหลักของตัวเครื่องประกอบด้วย RECTIFIER/CHARGER BATTERY INVERTER VOLTAGE REGULATOR STATIC BY - PASS SWICH โดยได้รับกระแสไฟฟ้าจากเครื่องจ่ายกำลังไฟคือ แหล่งจ่ายไฟหลัก (MAIN SUPPLY) เครื่องกำเนินไฟฟ้า (GENERATOR) เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่มีหลักการทำงานโดยตัวเองเครื่องจะถูกต่อเข้ากับแหล่งจ่ายไฟหลัก กระแสไฟฟ้าที่ได้จะผ่านไปยัง RECTIFIER เพื่อแปลงจากไฟฟ้ากระแสสลับเป็นกระแสตรง กระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกนำไปประจุไฟแบตเตอรี่อีกส่วนหนึ่งจะส่งไป INVERTER เพื่อเปลี่ยนจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับ มีความถี่ตามที่กำหนดตามความต้องการใช้ และกระแสไฟฟ้านี้จะถูกควบคุมแรงดันให้สม่ำเสมอเพื่อนำไปใช้งาน เมื่อแหล่งจ่ายไฟขัดข้อง เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่จะต่อตัวเองโดยอัตโนมัติเข้ากับแบตเตอรี่ซึ่งเป็นแหล่งจ่ายไฟสำรอง โดยผ่าน INVERTER เพื่อแปลงไฟฟ้ากระแสตรงให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับแล้วนำไปจ่ายให้แก่เครื่องมืออุปกรณ์เป็นเวลา 5 ถึง 20 นาที แล้วแต่ชนิดและขนาดของแบตเตอรี่ เมื่อเวลาผ่านไปเกินกว่า BACK - UP TIME ที่กำหนดไว้แล้ว แหล่งจ่ายไฟหลักยังไม่สามารถจ่ายไฟได้เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่นี้จะต่อเข้ากับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือใช้คนควบคุมเพื่อจ่ายไฟให้แก่ระบบจนกว่าแหล่งจ่ายไฟหลักจะสามารถจ่ายไฟได้ตามปกติสำหรับเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่นั้นจำเลยที่ 1 ได้จัดประเภทพิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่ 8504.40 อัตราอากรร้อยละ 3 ไม่ว่าจะนำเข้ามาในลักษณะพร้อมแบตเตอรี่หรือไม่ก็ตาม เพราะถือว่าแบตเตอรี่เป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ โดยไม่ถือว่าเครื่องเปลี่ยนนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่เป็นแบตเตอรี่แต่จำเลยที่ 2 จัดเข้าประเภทพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่ 08.90 โดยให้เหตุผลว่าตัวเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่มีแบตเตอรี่อยู่ในตัวเครื่องด้วย และการทำงานเสมือนการใช้งานเช่นแบตเตอรี่จึงถือเป็นแบตเตอรี่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยซึ่งโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้คืนเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยจำนวน 1,234,300 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉย จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับ โดยคิดจากวันที่โจทก์ชำระภาษีถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 52,537.80 บาท รวมกับต้นเงินเป็นเงิน 1,286,837.80 บาท ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินจำนวน 1,286,837.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,234,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เครื่องสำรองกระแสไฟฟ้าใช้สำหรับเครื่องประมวลผลอัตโนมัติ (UPS) ที่โจทก์นำเข้า เป็นสินค้าอยู่ในพิกัดอัตราภาษีศุลกากรประเภทที่ 8504.40 และอยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตประเภทที่ 08.90 อันเป็นประเภทพิกัดของสินค้าแบตเตอรี่ การนำเข้าจึงต้องชำระภาษีสรรพสามิตตามพิกัดดังกล่าว โจทก์นำเข้าเครื่อง UPS รวม 7 ใบขนสินค้าขาเข้า โดยใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 00646 00316 และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0103 00346 01545 โจทก์ไม่ได้ชำระภาษีสรรพสามิต พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงได้ทำบันทึกจับกุมและประเมินภาษีสรรพสามิต โจทก์ได้ชำระภาษีสรรพสามิตแล้ว และต่อมาได้นำเข้าเครื่อง UPS อีก 5 ใบขนสินค้าขาเข้า โดยได้ชำระภาษีสรรพสามิตครบถ้วน โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนค่าภาษีสรรพสามิตในส่วนดังกล่าว การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของจำเลยที่ 2 อาศัยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 และพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 กำหนดให้แบตเตอรี่เป็นสินค้าที่ต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 08.90 และมีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตของแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวไม่ได้แยกย่อยเป็นพิกัดของ UPS เช่นเดียวกับพิกัดอัตราภาษีศุลกากร โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยจากการชำระภาษีสรรพสามิตดังกล่าวเนื่องจากการที่โจทก์นำเข้าเครื่องสำรองกระแสไฟฟ้าใช้สำหรับเครื่องประมวลผลอัตโนมัติ (UPS) นั้น ต้องเสียภาษีสรรพสามิตประเภทพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่ 08.90 ในอัตราภาษีร้อยละ 10 เพราะเครื่อง UPS มีวัตถุประสงค์หลักคือการสำรองไฟฟ้าและจ่ายกระแสไฟฟ้าออกมาโดยไม่ให้กระแสไฟฟ้าขาดตอน ทำให้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการทำงานเช่นเดียวกับแบตเตอรี่จึงจัดเป็นสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัดเดียวกับแบตเตอรี่ การนำเข้าสินค้า UPS จึงต้องชำระภาษีสรรพสามิต โจทก์ได้ชำระภาษีถูกต้องแล้ว ไม่มีสิทธิเรียกคืนภาษีพร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย (ที่ถูก จำเลยทั้งสอง) โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งเจ็ดฉบับตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เครื่อง UPS มีส่วนประกอบสำคัญคือ 1.RECTIFIER/CHARGER 2.INVERTER 3.VOLTAGE REGULATOR 4.STATIC BY PASS SWITCH และ 5.POWER SOURCE ซึ่งมาจาก 3 แหล่งคือ MAIN SUPPLY, BATTERY และ EIECTRIC GENERATOR เครื่อง UPS จะถูกต่อเข้ากับแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลัก กระแสไฟฟ้าที่ได้จะผ่านไปยับ RECTIFIER เพื่อแปลงไฟฟ้าจากกระแสสลับเป็นกระแสตรง โดยกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกนำไปประจุในแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่เสมอ ส่วนกระแสไฟฟ้าที่เหลือจะผ่านไป INVERTER เพื่อเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสตรงให้เป็นกระแสสลับ ในสภาวะที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักอยู่ในสภาพปกติ UPS จะทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพไฟฟ้าโดยทำหน้าที่กรองคลื่นไฟฟ้า ปรับแรงดันและปรับความถี่ไฟฟ้าให้เหมาะสม แต่เมื่อใดที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าขัดข้อง เครื่องนี้จะต่อตัวเองโดยอัตโนมัติเข้ากับแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำรอง โดยผ่านทาง INVERTER เพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ และนำไปจ่ายให้แก่เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ถึง 20 นาที แล้วแต่ชนิดและขนาดของแบตเตอรี่ที่ใช้ซึ่งเรียกว่า BACK - UP TIME แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกินกว่า BACK - UP TIME ที่กำหนดแหล่งจ่ายไฟหลักยังไม่สามารถจ่ายไฟได้ เครื่องนี้จะต่อเข้ากับเครื่องปั่นไฟอัตโนมัติเพื่อจ่ายไฟให้ระบบจนกว่าแหล่งจ่ายไฟจะสามารถจ่ายไฟได้ตามปกติ และเครื่องนี้ก็จะกลับไปใช้ไฟจากแหล่งจ่ายไฟหลักตามเดิม จากส่วนประกอบและการทำงานของเครื่อง UPS จะเห็นได้ว่า เครื่อง UPS มีส่วนประกอบหลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่ในการทำงานแตกต่างกันไป โดยส่วนประกอบหลักซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในการใช้เครื่อง UPS จะทำหน้าที่นำไฟฟ้ากระแสสลับจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักผ่านเข้า RECTIFER เพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสตรง แล้วนำไปสำรองไว้ในกรณีที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักอยู่ในสภาพปกติ UPS จะทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพกระแสไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน และเมื่อใดที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าขัดข้องจนไม่อาจจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ก็จะนำไฟฟ้ากระแสตรงที่สำรองไว้มาผ่านเข้า INVERTER โดยอัตโนมัติเพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับแล้วนำไปจ่ายให้แก่เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่กำลังทำงานอยู่แทนแหล่งจ่ายไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว เครื่อง UPS จึงมีหน้าที่หลักในการแปลงกระแสไฟฟ้ามาสำรองไว้ แล้วนำไปใช้เฉพาะกรณีมีเหตุขัดข้องในการจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักเป็นการชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อมิให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าบางประเภทต้องหยุดทำงานกะทันหันจนเกิดความเสียหายเท่านั้น มิได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าตามปกติดังเช่นแบตเตอรี่ จึงไม่อาจถือว่าเครื่อง UPS เป็นแบตเตอรี่ นอกจากนี้ส่วนประกอบของแบตเตอรี่ที่อยู่ในเครื่อง UPS ก็ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ไม่อาจแยกการทำงานออกจากส่วนประกอบอื่นของเครื่อง UPS ได้ดังนั้น เครื่อง UPS จึงไม่อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 08.90 (4) จึงเก็บภาษีสรรพสามิตตามการประเมินในรายการของเครื่อง UPS ไม่ได้ แต่สำหรับสินค้ารายการที่ 1 ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 00746 02586 ระบุว่าเป็นแบตเตอรี่ (BATTERY CABINET) แยกต่างหากจากรายการอื่น คิดเป็นภาษีสรรสามิต 13,371 บาท และภาษีเพื่อมหาดไทย 1,338 บาท โจทก์จึงไม่อาจขอคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยในส่วนนี้ได้ จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยที่โจทก์ชำระจำนวน 1,219,591 บาท สำหรับดอกเบี้ยนั้นเมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ชำระภาษีตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระภาษีในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของจำนวนเงินที่ได้รับ โดยไม่คิดทบต้นและมิให้เกินกว่าจำนวนเงินที่ได้รับคืนตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 110 ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษี แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงให้เพียงเท่าที่โจทก์ขอ"

พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,219,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 26,342 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 ในต้นเงิน 198,751 บาท นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2546 ในต้นเงิน 474,021 บาท นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2546 ในต้นเงิน 152,985 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2546 ในต้นเงิน 206,742 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ในต้นเงิน 19,310 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2546 ในต้นเงิน 141,440 บาท นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2546 แต่ในส่วนของดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 52,537.80 บาท ตามที่โจทก์ขอ และดอกเบี้ยทั้งหมดต้องไม่เกินต้นเงินในแต่ละจำนวนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 110
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11(พ.ศ.2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 750/2553
#508243
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่หรือ UPS หน้าที่หลักในการแปลงกระแสไฟฟ้ามาสำรองไว้ แล้วนำไปใช้เฉพาะกรณีมีเหตุขัดข้องในการจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักเป็นการชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อมิให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าบางประเภทต้องหยุดทำงานกะทันหันจนเกิดความเสียหายเท่านั้น มิได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าตามปกติดังเช่นแบตเตอรี่ จึงไม่อาจถือว่าเครื่อง UPS เป็นแบตเตอรี่ ส่วนแบตเตอรี่ที่อยู่ในเครื่อง UPS ก็ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ไม่อาจแยกการทำงานออกจากส่วนประกอบอื่นของเครื่อง UPS ได้ เครื่อง UPS ที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักรจึงไม่อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 08.90 (4)

จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องคืนเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแก่โจทก์ เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ชำระภาษีตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงต้องเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระภาษีในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของจำนวนเงินที่ได้รับ โดยไม่คิดทบต้นและมิให้เกินกว่าจำนวนเงินที่ได้รับคืน ตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 110 ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2527) ออกตามความใน พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2546 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2546 โจทก์นำสินค้าเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ หรือ UPS (UNINTERRUPTION POWER SUPPLY) เข้ามาในราชอาณาจักรรวม 7 ใบขนสินค้าขาเข้า ขณะที่โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าฉบับที่ 1 และที่ 2 นั้น โจทก์ไม่ได้สำแดงอัตราภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่แทนจำเลยที่ 2 ได้จับกุมสินค้าดังกล่าว โจทก์โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีทั้งสองประเภทดังกล่าว เพราะเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ไม่ได้ทำงานเสมือนการใช้งานเช่นแบตเตอรี่ และไม่เป็นแบตเตอรี่ โจทก์ได้วางประกันเพื่อเอาสินค้าออกจากอารักขาของจำเลยที่ 1 ส่วนภาษีศุลกากรนั้น โจทก์ได้สำแดงและชำระภาษีถูกต้อง จำเลยที่ 1 ได้ส่งแฟ้มจับกุมใบขนสินค้าขาเข้าฉบับที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 พิจารณา ระหว่างรอการพิจารณาของจำเลยที่ 2 โจทก์นำเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่เข้ามาในราชอาณาจักรอีก 4 ครั้ง โจทก์ยอมชำระภาษีสรรพามิตในอัตราร้อยละ 10 และภาษีเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตไปก่อน โดยโต้แย้งคัดค้านการเรียกเก็บภาษีทั้งสองประเภทไว้ด้านหลังใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 7 ฉบับ ที่พิพาทกันคือ

ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ ชำระภาษีวันที่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย

(บาท) (บาท)

0103 00346 01545 31/3/46 23,947 2,395

0104 00646 00316 10/6/46 180,682 18,069

0104 00646 02214 27/6/46 430,928 43,093

0104 00746 00049 2/7/46 139,007 13,908

(ที่ถูกคือ 139,077)

0104 00746 01431 17/7/46 187,947 18,795

0104 00746 02586 30/7/46 30,925 3,094

0104 00846 01103 15/8/46 128,581 12,859

รวม 1,122,087 112,213

รวมเป็นเงิน 1,234,300 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือตอบข้อหารือมายังจำเลยที่ 1 และโจทก์ว่า เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ทำงานเสมือนการใช้งานเช่นแบตเตอรี่และมีแบตเตอรี่ในตัวเครื่องด้วย จึงจัดเข้าประเภทพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่ 08.90 อัตราภาษีร้อยละ 10 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับหนังสือตอบข้อหารือ จึงได้มีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ชี้แจงถึงคุณลักษณะและการทำงานหลักของตัวเครื่อง ประกอบด้วย RECTIFIER/CHARGER BATTERY INVERTER VOLTAGE REGULATOR STATIC BY - PASS SWICH โดยได้รับกระแสไฟฟ้าจากเครื่องจ่ายกำลังไฟคือ แหล่งจ่ายไฟหลัก (MAIN SUPPLY) เครื่องกำเนินไฟฟ้า (GENERATOR) เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่มีหลักการทำงานโดยตัวเองเครื่องจะถูกต่อเข้ากับแหล่งจ่ายไฟหลัก กระแสไฟฟ้าที่ได้จะผ่านไปยัง RECTIFIER เพื่อแปลงจากไฟฟ้ากระแสสลับเป็นกระแสตรง กระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกนำไปประจุไฟแบตเตอรี่อีกส่วนหนึ่งจะส่งไป INVERTER เพื่อเปลี่ยนจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับ มีความถี่ตามที่กำหนดตามความต้องการใช้ และกระแสไฟฟ้านี้จะถูกควบคุมแรงดันให้สม่ำเสมอเพื่อนำไปใช้งาน เมื่อแหล่งจ่ายไฟขัดข้อง เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่จะต่อตัวเองโดยอัตโนมัติเข้ากับแบตเตอรี่ซึ่งเป็นแหล่งจ่ายไฟสำรอง โดยผ่าน INVERTER เพื่อแปลงไฟฟ้ากระแสตรงให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับแล้วนำไปจ่ายให้แก่เครื่องมืออุปกรณ์เป็นเวลา 5 ถึง 20 นาที แล้วแต่ชนิดและขนาดของแบตเตอรี่ เมื่อเวลาผ่านไปเกินกว่า BACK - UP TIME ที่กำหนดไว้แล้ว แหล่งจ่ายไฟหลักยังไม่สามารถจ่ายไฟได้เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่นี้จะต่อเข้ากับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือใช้คนควบคุมเพื่อจ่ายไฟให้แก่ระบบจนกว่าแหล่งจ่ายไฟหลักจะสามารถจ่ายไฟได้ตามปกติสำหรับเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่นั้นจำเลยที่ 1 ได้จัดประเภทพิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่ 8504.40 อัตราอากรร้อยละ 3 ไม่ว่าจะนำเข้ามาในลักษณะพร้อมแบตเตอรี่หรือไม่ก็ตาม เพราะถือว่าแบตเตอรี่เป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ โดยไม่ถือว่าเครื่องเปลี่ยนนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่เป็นแบตเตอรี่แต่จำเลยที่ 2 จัดเข้าประเภทพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่ 08.90 โดยให้เหตุผลว่า ตัวเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่มีแบตเตอรี่อยู่ในตัวเครื่องด้วย และการทำงานเสมือนการใช้งานเช่นแบตเตอรี่จึงถือเป็นแบตเตอรี่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยซึ่งโจทก์ไม่เห็นด้วย สำหรับเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ WORLD CUSTOMS ORGANIZATION หรือ WCD ได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2538 ว่า เครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่เป็นสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่ 8504.40 ในฐานะเป็นเครื่องใช้กับเครื่องประมวลผลอัตโนมัติ ศุลกากรทั่วโลกจัดเก็บอากรในพิกัด 8504.40 มาโดยตลอด แต่จำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วย โจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้คืนเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยจำนวน 1,234,300 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉย จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับ โดยคิดจากวันที่โจทก์ชำระภาษีถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 52,537.80 บาท รวมกับต้นเงินเป็นเงิน 1,286,837.80 บาท ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินจำนวน 1,286,837.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,234,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เครื่องสำรองกระแสไฟฟ้าใช้สำหรับเครื่องประมวลผลอัตโนมัติ (UPS) ที่โจทก์นำเข้า เป็นสินค้าอยู่ในพิกัดอัตราภาษีศุลกากรประเภทที่ 8504.40 และอยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตประเภทที่ 08.90 อันเป็นประเภทพิกัดของสินค้าแบตเตอรี่ แบตเตอรี่หมายถึงแหล่งที่สะสมพลังงานในรูปเคมีแล้วจ่ายเป็นพลังงานไฟฟ้าออกไปใช้งานเป็นกระแสตรง ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 กำหนดให้แบตเตอรี่เป็นสินค้าที่ต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิตประเภทที่ 08.90 เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้า UPS ที่โจทก์นำเข้าเครื่อง UPS คือ เครื่องจ่ายไฟฟ้าสำรองได้อย่างต่อเนื่องเมื่อระบบไฟฟ้าที่จ่ายให้แก่โหลด (อุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับ UPS เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์) ในสภาวะปกติเกิดขัดข้องหรือผิดปกติ ในสภาวะที่แหล่งกำเนิดไฟฟ้าอยู่ในสภาพปกติ UPS จะทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพไฟฟ้าให้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยทำหน้าที่กรองคลื่นไฟฟ้า ทำหน้าที่ปรับแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสม ทำหน้าที่ปรับความถี่ไฟฟ้าให้เหมาะสม หากสภาวะที่แหล่งกำเนิดไฟฟ้าผิดปกติหรือไม่ได้คุณภาพหรือเกิดขัดข้องขึ้น เครื่อง UPS จะทำการจ่ายพลังงานสำรองทดแทนให้แก่โหลดได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน เครื่อง UPS มีองค์ประกอบสำคัญคือ

1. ชุดเร็คติไฟเออร์/ชาร์จเจอร์ (RECTIFIER/CHARGER) เป็นอุปกรณ์/วงจร ที่ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสสลับด้านเข้าให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง และอัดไฟให้แบตเตอรี่ให้เต็มตลอดเวลา

2. ชุดอินเวอร์เตอร์ (INVERTER) เป็นอุปกรณ์/วงจร ที่ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรงให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับเพื่อจ่ายให้แก่โหลด

3. ชุดแบตเตอรี่ (BATTERY) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บไฟฟ้าสำรองในกรณีไฟฟ้าด้านเข้าเกิดผิดปกติหรือขัดข้อง อุปกรณ์ส่วนนี้จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานไฟฟ้าที่เก็บไว้ให้แก่ชุดอินเวอร์เตอร์

4. ชุดสแตติคบายพาสสวิตช์ (STATIC BYPASS SWITCH) เป็นอุปกรณ์/วงจร ที่ใช้ในกรณีที่เครื่อง UPS ผิดปกติ หรือใช้งานเกินกำลัง อุปกรณ์/วงจรส่วนนี้จะทำหน้าที่ย้ายโหลดที่ใช้งานตามปกติจากชุดอินเวอร์เตอร์ไปใช้จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าตามปกติได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน และในทางกลับกันก็สามารถย้ายกลับดังเดิมได้ไม่ขาดตอนเช่นกัน

5. โวลท์เตทเร็กกูเลเตอร์ (VOLTAGE REGULATOR) เป็นอุปกรณ์/วงจรที่ใช้รักษาแรงดันไฟฟ้าขาออกที่จ่ายให้แก่โหลด มีลักษณและขนาดของแรงดันคงที่

การทำงานของระบบ UPS ในสภาวะปกติ UPS จะถูกต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าจ่ายให้แก่ UPS นี้จะผ่านไปยังชุดเร็ตติไฟเออร์/ชาร์จเจอร์ ซึ่งจะทำการเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง กระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกนำไปประจุไฟแบตเตอรี่ให้อยู่ในสภาพเต็มตลอดเวลา ไฟฟ้ากระแสตรงที่ได้จากชุดเร็คติไฟเออร์จะถูกป้อนเข้าชุดอินเวอร์เตอร์ซึ่งจะทำการเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรงให้กลับเป็นกระแสสลับที่เหมาะสมเพื่อจ่ายให้แก่โหลดต่อไปตามความต้องการใช้งาน กระแสไฟฟ้าจะถูกควบคุมแรงดันให้คงที่สม่ำเสมอเพื่อนำไปใช้งานต่อไป สำหรับในสภาวะผิดปกติ เมื่อแหล่งกำเนิดไฟฟ้าเกิดผิดปกติหรือเกิดขัดข้องขึ้น ชุดเร็คติไฟเออร์ของเครื่อง UPS จะหยุดทำงาน และชุดแบตเตอรี่จะจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงออกมาให้แก่ชุดอินเวอร์เตอร์ทำการแปลงให้เป็นกระแสสลับจ่ายให้แก่โหลดได้นานตามขนาดของแบตเตอรี่ชุดนั้น เช่น 10, 15, 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง โดยการจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ให้โหลดดังกล่าวจะไม่มีการขาดตอนหรือหยุดชะงักแต่อย่างใด เครื่อ UPS จึงเป็นเครื่องที่สะสมพลังงานเพื่อการสำรองกระแสไฟฟ้าแล้วจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ เมื่อกระแสไฟฟ้าขาดไป วัตถุประสงค์ของเครื่อง UPS คือการสำรองไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และใช้ไฟฟ้าสำรองได้อย่างไม่ขาดตอน เครื่อง UPS ทำงานเสมือนเป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่สามารถสะสมพลังงานแล้วจ่ายกระแสไฟฟ้าออกไปใช้งานเช่นแบตเตอรี่ จึงถือว่า UPS เป็นสินค้าที่จัดเป็นแบตเตอรี่ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตประเภทที่ 08.90 การนำเข้าจึงต้องชำระภาษีสรรพสามิตตามพิกัดดังกล่าว โจทก์นำเข้าเครื่อง UPS รวม 7 ใบขนสินค้าขาเข้า โดยใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 00646 00316 และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0103 00346 01545 โจทก์ไม่ได้ชำระภาษีสรรพสามิต พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงได้ทำบันทึกจับกุมและประเมินภาษีสรรพสามิต โจทก์ได้ชำระภาษีสรรพสามิตแล้ว และต่อมาได้นำเข้าเครื่อง UPS อีก 5 ใบขนสินค้าขาเข้า โดยได้ชำระภาษีสรรพสามิตครบถ้วน โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนค่าภาษีสรรพสามิตในส่วนดังกล่าว การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของจำเลยที่ 2 อาศัยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 เหตุที่มีการจัดเก็บสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่ เนื่องจากแบตเตอรี่เป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมทั้งกระบวนการผลิต และซากของแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วเป็นขยะที่มีพิษยากต่อการจำกัด จึงเป็นมาตรการทางภาษีในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านมลภาวะและสิ่งแวดล้อม มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 กำหนดให้แบตเตอรี่เป็นสินค้าที่ต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 08.90 และมีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตของแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวไม่ได้แยกย่อยเป็นพิกัดของ UPS เช่นเดียวกับพิกัดอัตราภาษีศุลกากร และไม่ได้อ้างอิงกับการจัดเก็บภาษีศุลกากรแต่อย่างใด แม้ WCO วินิจฉัยไว้ก็เป็นภาษีของสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีศุลกากรไม่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแต่อย่างใด ซึ่งอ้างอิงกฎหมายคนละฉบับกับภาษีศุลกากร โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยจากการชำระภาษีสรรพสามิตดังกล่าว เนื่องจากการที่โจทก์นำเข้าเครื่องสำรองกระแสไฟฟ้าใช้สำหรับเครื่องประมวลผลอัตโนมัติ (UPS) นั้น ต้องเสียภาษีสรรพสามิตประเภทพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่ 08.90 ในอัตราภาษีร้อยละ 10 เพราะเครื่อง UPS มีวัตถุประสงค์หลักคือการสำรองไฟฟ้าและจ่ายกระแสไฟฟ้าออกมาโดยไม่ให้กระแสไฟฟ้าขาดตอน ทำให้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการทำงานเช่นเดียวกับแบตเตอรี่ จึงจัดเป็นสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัดเดียวกับแบตเตอรี่ การนำเข้าสินค้า UPS จึงต้องชำระภาษีสรรพสามิต โจทก์ได้ชำระภาษีถูกต้องแล้ว ไม่มีสิทธิเรียกคืนภาษีพร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย (ที่ถูก จำเลยทั้งสอง) โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2546 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2546 โจทก์นำเข้าเครื่องเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่หรือเครื่อง UPS (UNINTERRUPTION POWER SUPPLY) เข้ามาในราชอาณาจักร รวม 7 ใบขนสินค้าขาเข้า และได้ชำระภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยดังนี้

ใบขนสินค้าขาเข้า ราคา อากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย วันที่ชำระภาษี

(บาท) (บาท) (บาท) (บาท)

0103 00346 01545 177,600 35,520 23,947 2,395 31/3/2546

0104 00646 00316 1,561,227.50 46,836 180,682 18,069 10/6/2546

0104 00646 02214 3,723,546.74 111,706 430,928 43,093 27/6/2546

0104 00746 00049 1,201,730.64 36,051 139,077 13,908 2/7/2546

0104 00746 01431 1,624,005.57 48,720 187,947 18,795 17/7/2546

0104 00746 02586 151,672.25 4,550 17,554 1,756 30/7/2546

0104 00846 01103 1,111,037.95 33,331 128,581 12,859 15/8/2546

โจทก์โต้แย้งคัดค้านการเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทย รวมเป็นเงิน 1,219,591 บาท เพราะเห็นว่าสินค้าดังกล่าวมิใช่แบตเตอรี่จึงไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิต โจทก์มีหนังสือขอคืนภาษีทั้งสองประเภทรวมเป็นเงิน 1,234,300 บาท เนื่องจากรวมคำนวณภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยที่จำเลยทั้งสองเรียกเก็บสำหรับสินค้ารายการที่ 1 ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ ซึ่งนำเข้าพร้อมเครื่อง UPS ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 00746 02586 เอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 63 และ 64 เข้าไปด้วยแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งเจ็ดฉบับตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งว่า เครื่อง UPS มีประกอบสำคัญคือ 1.RECTIFIER/CHARGER 2.INVERTER 3.VOLTAGE REGULATOR 4.STATIC BY PASS SWITCH และ 5.POWER SOURCE แหล่งคือ MAIN SUPPLY, BATTERY และ EIECTRIC GENERATOR เครื่อง UPS จะถูกต่อเข้ากับแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลัก กระแสไฟฟ้าที่ได้จะผ่านไปยับ RECTIFIER เพื่อแปลงไฟฟ้าจากกระแสสลับเป็นกระแสตรง โดยกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกนำไปประจุในแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่เสมอ ส่วนกระแสไฟฟ้าที่เหลือจะผ่านไป INVERTER เพื่อเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสตรงให้เป็นกระแสสลับ ในสภาวะที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักอยู่ในสภาพปกติ UPS จะทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพไฟฟ้า โดยทำหน้าที่กรองคลื่นไฟฟ้า ปรับแรงดันและปรับความถี่ไฟฟ้าให้เหมาะสม แต่เมื่อใดที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าขัดข้อง เครื่องนี้จะต่อตัวเองโดยอัตโนมัติเข้ากับแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำรอง โดยผ่านทาง INVERTER เพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ และนำไปจ่ายให้แก่เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ถึง 20 นาที แล้วแต่ชนิดและขนาดของแบตเตอรี่ที่ใช้ซึ่งเรียกว่า BACK - UP TIME แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกินกว่า BACK - UP TIME ที่กำหนดแหล่งจ่ายไฟหลักยังไม่สามารถจ่ายไฟได้ เครื่องนี้จะต่อเข้ากับเครื่องปั่นไฟอัตโนมัติเพื่อจ่ายไฟให้ระบบจนกว่าแหล่งจ่ายไฟจะสามารถจ่ายไฟได้ตามปกติ และเครื่องนี้ก็จะกลับไปใช้ไฟจากแหล่งจ่ายไฟหลักตามเดิม จากส่วนประกอบและการทำงานของเครื่อง UPS จะเห็นได้ว่า เครื่อง UPS มีส่วนประกอบหลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่ในการทำงานแตกต่างกันไป โดยส่วนประกอบหลักซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในการใช้เครื่อง UPS จะทำหน้าที่นำไฟฟ้ากระแสสลับจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักผ่านเข้า RECTIFER เพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสตรง แล้วนำไปสำรองไว้ ในกรณีที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักอยู่ในสภาพปกติ UPS จะทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพกระแสไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน และเมื่อใดที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าขัดข้องจนไม่อาจจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ก็จะนำไฟฟ้ากระแสตรงที่สำรองไว้มาผ่านเข้า INVERTER โดยอัตโนมัติเพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับแล้วนำไปจ่ายให้แก่เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่กำลังทำงานอยู่แทนแหล่งจ่ายไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว เครื่อง UPS จึงมีหน้าที่หลักในการแปลงกระแสไฟฟ้ามาสำรองไว้ แล้วนำไปใช้เฉพาะกรณีมีเหตุขัดข้องในการจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลักเป็นการชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อมิให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าบางประเภทต้องหยุดทำงานกะทันหันจนเกิดความเสียหายเท่านั้น มิได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าตามปกติดังเช่นแบตเตอรี่ จึงไม่อาจถือว่าเครื่อง UPS เป็นแบตเตอรี่ นอกจากนี้ส่วนประกอบของแบตเตอรี่ที่อยู่ในเครื่อง UPS ก็ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ไม่อาจแยกการทำงานออกจากส่วนประกอบอื่นของเครื่อง UPS ได้ ดังนั้น เครื่อง UPS จึงไม่อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 08.90 (4) จึงเก็บภาษีสรรพสามิตตามการประเมินในรายการของเครื่อง UPS ไม่ได้ แต่สำหรับสินค้ารายการที่ 1 ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 00746 02586 ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 63 และ 64 ระบุว่าเป็นแบตเตอรี่ (BATTERY CABINET) แยกต่างหากจากรายการอื่น คิดเป็นภาษีสรรสามิต 13,371 บาท และภาษีเพื่อมหาดไทย 1,338 บาท โจทก์จึงไม่อาจขอคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยในส่วนนี้ได้ จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยที่โจทก์ชำระจำนวน 1,219,591 บาท สำหรับดอกเบี้ยนั้น เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ชำระภาษีตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 50 จึงให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระภาษีในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของจำนวนเงินที่ได้รับ โดยไม่คิดทบต้นและมิให้เกินกว่าจำนวนเงินที่ได้รับคืน ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 110 ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษี แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงให้เพียงเท่าที่โจทก์ขอ"

พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,219,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 26,342 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 ในต้นเงิน 198,751 บาท นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2546 ในต้นเงิน 474,021 บาท นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2546 ในต้นเงิน 152,985 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2546 ในต้นเงิน 206,742 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ในต้นเงิน 19,310 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2546 ในต้นเงิน 141,440 บาท นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2546 แต่ในส่วนของดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 52,537.80 บาท ตามที่โจทก์ขอ และดอกเบี้ยทั้งหมดต้องไม่เกินต้นเงินในแต่ละจำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 749/2553
#505297
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจะต้องแสดงเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงข้อยกเว้นตามมาตรา 37 วรรคสาม ประกอบด้วย เมื่อข้อยกเว้นตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีกเป็นปัญหาข้อเท็จจริงแต่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องจึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือโจทก์ไม่สามารถยกขึ้นกล่าวในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

โจทก์ประกอบกิจการโรงงานน้ำตาล เมื่อชาวไร่อ้อยมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อลงทุนปลูกอ้อย โจทก์จะจ่ายเงินให้ชาวไร่อ้อยตามจำนวนที่ชาวไร่อ้อยจะใช้ โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะนำอ้อยมาขายให้แก่โจทก์โดยหักหนี้ โจทก์ไม่ได้คิดดอกเบี้ยจากชาวไร่อ้อยและโจทก์ได้จ่ายเงินให้ชาวไร่อ้อยก่อนที่โจทก์จะขายใบอนุญาตประกอบโรงงานน้ำตาล จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ อันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5)

โจทก์ให้กรรมการบริษัทกู้ยืมเงินหลายครั้งโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุอันสมควรถือได้ว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติทางการค้าของโจทก์อันเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามการประเมินเพื่อให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/16 (6)

แม้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้ถือหุ้นที่ค้างชำระได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1122 แต่ดอกเบี้ยกรณีลูกหนี้ค่าหุ้นค้างชำระเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์เรียกเก็บเนื่องจากการใช้เงินค่าหุ้นการจัดตั้งบริษัทซึ่งกระทำเพียงคราวเดียว หาใช่เป็นดอกเบี้ยของกิจการโจทก์ที่จะเข้าข่ายเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ต้องคำนวณกำไรสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) เท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะไม่ใช่กรณีโจทก์ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์

การประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ต้องมีลักษณะทำนองเดียวกับธนาคารพาณิชย์และจะต้องเป็นการประกอบกิจการโดยปกติด้วย สัญญาซื้อขายใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตน้ำตาลทรายระหว่างโจทก์กับบริษัท อ. มิใช่เป็นการกู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยจากสัญญาดังกล่าวมิใช่ดอกเบี้ยจากการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

แม้โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์หลักในการให้กู้ยืมเงิน แต่การที่โจทก์ให้บริษัทในกลุ่มเดียวกันกู้ยืมเงินหลายราย ถือได้ว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติทางการค้าของโจทก์อันเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

การที่โจทก์ให้บริษัทในกลุ่มเดียวกันกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคารย่อมมิใช่ปกติวิสัยของผู้ทำการค้าทั่วไป แม้จะอ้างว่าบริษัทผู้กู้ขาดความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินจนโจทก์ต้องให้กู้ยืมก็ตาม แต่ในการให้กู้ก็ไม่จำเป็นที่โจทก์ต้องลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าราคาตลาด ทั้งโจทก์ยังมีผลขาดทุนติดต่อกันมาหลายปี จึงเป็นกรณีไม่มีเหตุอันสมควร

การบันทึกรับรู้รายได้ของโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัทผู้กู้นั้นเป็นการเลือกปฏิบัติให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชีเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับ เป็นคนละกรณีกับอำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดในกรณีที่การให้กู้ยืมเงินมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามที่ ป.รัษฎากร มาตรา 91/16 (6) ให้อำนาจไว้เพื่อใช้เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะดังเช่นกรณีของโจทก์ โจทก์จะอ้างเกณฑ์เงินสดซึ่งใช้สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ตกลงกับบริษัทผู้กู้มาใช้อ้างในกรณีเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินในส่วนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีการค้าเลขที่ 3013280/4/100007 และ 100008 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2542 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 3013280/6/100032 และ 100033ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.1)/355 ถึง 358/2546 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2546 หรือให้พิจารณาลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจผลิตน้ำตาลทราย เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีการค้าและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 28 ถึง 31 และแผ่นที่ 24 ถึง 27 ตามลำดับ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 198 ถึง 306 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และให้ลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์และรายงานการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 1 ถึง 22 และแผ่นที่ 25 ถึงแผ่นที่ 31

สำหรับปัญหาที่ว่า หนังสือแจ้งภาษีการค้าและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะรายพิพาทชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่นั้น เห็นว่า มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และวรรคสาม บัญญัติว่า บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช่บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้ (1) เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น (2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก ฯลฯ จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น กรณีคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจะต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงข้อยกเว้นตามมาตรา 37 วรรคสาม ประกอบด้วย โดยเฉพาะคดีนี้เมื่อพิจารณาข้อยกเว้นตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ซึ่งข้อยกเว้นตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก เป็นปัญหาในข้อเท็จจริงแต่ปัญหาดังกล่าวโจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือโจทก์ไม่สามารถยกขึ้นกล่าวในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้างมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า กรณีโจทก์มีบัญชีลูกหนี้ชาวไร่ โดยโจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยจากลูกหนี้เกษตรกรปลูกอ้อยนั้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามการประเมินให้โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงงานน้ำตาลเมื่อชาวไร่อ้อยมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อลงทุนปลูกอ้อย โจทก์จะจ่ายเงินให้ชาวไร่อ้อยตามจำนวนที่ชาวไร่อ้อยจะใช้ มีข้อตกลงว่า เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะนำอ้อยมาขายให้แก่โจทก์โดยหักหนี้ โจทก์ไม่ได้คิดดอกเบี้ยจากชาวไร่อ้อย ข้อเท็จจริงที่โจทก์ดำเนินกิจการเพียงให้ชาวไร่อ้อยนำอ้อยที่ปลูกได้มาขายให้แก่โจทก์ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลทราย โจทก์มิได้มุ่งหวังจะได้กำไรในค่าดอกเบี้ยจากชาวไร่อ้อย โดยโจทก์ได้จ่ายเงินดังกล่าวไปตั้งแต่ปี 2530 และ 2531 อันเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะขายใบอนุญาตประกอบโรงงานน้ำตาล ลักษณะการทำธุรกรรมดังกล่าวหาได้มีวัตถุประสงค์เป็นการดำเนินกิจการให้กู้ยืมเงิน จึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประกอบกิจการประเภทการค้า 12 ชนิด 1 ธนาคาร รายการที่ประกอบการค้า กิจการของผู้ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น ให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งกิจการโพยก๊วนหรือฮ่วยตั๋วตามบัญชีอัตราภาษีการค้าซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น และไม่เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น ให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออกซื้อหรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีการต่างๆ อันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎรกรด้วยมาแต่ต้น แม้ภายหลังโจทก์จะมิได้ผลิตน้ำตาลอีกต่อไปก็ไม่มีผลทำให้กิจการที่ได้กระทำไปแล้วดังกล่าวกลับกลายเป็นกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ไปได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดดอกเบี้ยตามการประเมินให้โจทก์ต้องเสียภาษีการค้า และต่อมาให้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามการประเมินให้โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโจทก์มีบัญชีลูกหนี้ให้กู้ยืมเงินแก่กรรมการหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์เข้าลักษณะเป็นกรณีที่ถือเสมือนว่าโจทก์ให้กรรมการบริษัทกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เงินจำนวนดังกล่าวจำนวนมากถึง 45,356,168.74 บาท แต่โจทก์ไม่มีเอกสารหลักฐานใดมานำสืบ คงอ้างมาในอุทธรณ์ว่ามีทั้งส่วนที่ทดรองจ่ายให้แก่กรรมการ และบางครั้งกรรมการก็ทดรองจ่ายไปก่อน จึงต้องฟังว่าเป็นกรณีกรรมการกู้ยืมเงินของโจทก์หลายครั้ง ถือได้ว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติทางการค้าของโจทก์อันเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โจทก์จึงต้องเสียภาษีการค้าประเภทการค้า 12 ธนาคาร ชนิด 1 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามการประเมินเพื่อให้โจทก์เสียภาษีการค้าตามมาตรา 87 ทวิ (6) (เดิม) แห่งประมวลรัษฎากรและเพื่อให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/16 (6) แห่งประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า กรณีลูกหนี้ค่าหุ้นค้างชำระ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามการประเมินให้โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1122 บัญญัติว่า ถ้าและเงินอันจะพึงส่งใช้เป็นค่าหุ้นตามเรียกนั้น ผู้ถือหุ้นคนใดมิได้ส่งใช้ตามวันกำหนดไซร้ ผู้นั้นจำต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ส่งเสร็จ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้ถือหุ้นที่ค้างชำระได้ แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์เรียกเก็บเนื่องจากการใช้เงินค่าหุ้นการจัดตั้งบริษัทซึ่งกระทำเพียงคราวเดียว หาใช่เป็นดอกเบี้ยของกิจการโจทก์ที่จะเข้าข่ายเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น ให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตราออก ซื้อหรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งกิจการโพยก๊วนหรือฮ่วยตั๋วตามประเภทการค้า 12 ธนาคาร ชนิด 1 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าและการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงินค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อหรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่างๆ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ต้องคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากรเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะตามการประเมิน เพราะไม่ใช่กรณีโจทก์ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า ลูกหนี้ดอกเบี้ยรับซึ่งเกิดจากการบันทึกบัญชีของโจทก์กรณีขายใบอนุญาตประกอบโรงงานน้ำตาลต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะตามการประเมินหรือไม่... เห็นว่า การประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ต้องมีลักษณะทำนองเดียวกับธนาคารพาณิชย์ และจะต้องเป็นการประกอบกิจการโดยปกติด้วย ลักษณะธุรกรรมระหว่างโจทก์กับบริษัทอุตสาหกรรมน้ำตาล ที.เอ็น. จำกัด มิใช่เป็นเรื่องของการกู้ยืมเงิน แต่เป็นสัญญาซื้อขายใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตน้ำตาลทราย ดอกเบี้ยจากสัญญาซื้อขายมิใช่ดอกเบี้ยจากการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะตามการประเมิน อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า กรณีโจทก์ให้บริษัทอุตสาหกรรมอ่างเวียน จำกัด บริษัทเจ้าจอมคลังสินค้า จำกัด และบริษัทน้ำตาลรีไฟน์ชัยมงคล จำกัด กู้ยืมเงินนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์หลักในการให้กู้ยืมเงิน แต่การที่โจทก์ได้ให้บริษัทในกลุ่มเดียวกันกู้ยืมเงินหลายราย ถือได้ว่าการให้กู้ยืมดังกล่าวเป็นการประกอบกิจการโดยปกติทางการค้าของโจทก์ อันเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ โจทก์จึงต้องเสียภาษีการค้าตามประเภทการค้า 12 ธนาคาร ชนิด 1 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้าซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นและต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ปัญหาที่ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวตามอัตราเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรหรือไม่นั้น... เห็นว่า การที่โจทก์นำเงินไปฝากธนาคารย่อมมีความมั่นคงและสามารถถอนคืนได้ง่ายกว่าการที่โจทก์ให้บริษัทในเครือกู้ยืม และเมื่อโจทก์ต้องกู้เงินธนาคารและเสียดอกเบี้ยสูง แต่โจทก์ให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยต่ำดังกล่าว ย่อมมิใช่ปกติวิสัยของผู้ทำการค้าทั่วไป แม้จะอ้างว่าบริษัทผู้กู้ขาดความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินจนโจทก์ต้องให้กู้ยืมก็ตาม แต่ในการให้กู้ก็ไม่จำเป็นที่โจทก์ต้องลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าราคาตลาด ทั้งโจทก์ยังมีผลขาดทุนติดต่อกันมาหลายปีด้วย จึงเป็นกรณีไม่มีเหตุอันสมควร ส่วนปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์รับรู้รายได้ดอกเบี้ยเกณฑ์เงินสด เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวจึงเป็นการประเมินตามเกณฑ์สิทธิซึ่งไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น เห็นว่า การบันทึกบัญชีรับรู้รายได้ของโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัทผู้กู้นั้นเป็นการเลือกปฏิบัติให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชีเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับ เป็นคนละกรณีกับอำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดในกรณีที่การให้กู้ยืมเงินมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 87 ทวิ (6) (เดิม) และมาตรา 91/16 (6) ให้อำนาจไว้เพื่อใช้เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีการค้าหรือภาษีธุรกิจเฉพาะดังเช่นกรณีของโจทก์ โจทก์จะอ้างเกณฑ์เงินสดซึ่งใช้สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ตกลงกับบริษัทผู้กู้มาใช้อ้างในกรณีเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินในส่วนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ การประเมินภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีนี้ของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า กรณีรายรับจากการผลิตน้ำตาลทรายในเดือนภาษีตุลาคม 2534 จำนวน 112,254,793.96 บาท โจทก์ต้องนำรายได้จำนวนดังกล่าวมาเสียภาษีการค้าหรือไม่... เห็นว่า ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีการค้า ส่วนที่ 1 ข้อความทั่วไป มาตรา 77 (เดิม) บัญญัติว่า ขายหมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้เช่าซื้อ จำหน่าย จ่ายโอนโดยมีประโยชน์ตอบแทนด้วย และส่วนสอง รายรับ มาตรา 79 ทวิ (เดิม) บัญญัติว่ากรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า และให้ถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับ ฯลฯ (3) ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า 1 และประเภทการค้า 2 แห่งบัญชีภาษีการค้านำสินค้าที่ตนใช้ประกอบการค้านั้นไปใช้หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครองซึ่งสินค้าดังกล่าวโดยมิใช่เพื่อขาย การที่โจทก์ส่งมอบสินค้าน้ำตาลทรายดิบให้แก่ผู้อื่นนำไปส่งออกและโจทก์ยังตัดสินค้าดังกล่าวออกจากบัญชีสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2534 เห็นได้ว่าโจทก์มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ในน้ำตาลทรายดิบนั้นเป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปโดยเด็ดขาดแล้วเพราะเป็นการมอบให้ไปส่งออก ย่อมเข้าลักษณะเป็นการขายตามความในมาตรา 79 ทวิ (เดิม) แล้ว แม้โจทก์จะมิได้ทำสัญญาซื้อขายโดยตรงดังที่โจทก์นำสืบว่าสินค้าดังกล่าวเป็นน้ำตาลทรายดิบ มีกฎหมายห้ามมิให้โรงงานน้ำตาลทรายนำออกจำหน่ายภายในประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการน้ำตาลทรายก่อน ทั้งข้ออ้างของโจทก์ขัดแย้งกับบัญชีของโจทก์ โดยที่น้ำตาลทรายเป็นสินค้าประเภทการค้า 1 ชนิด 1 ก เมื่อโจทก์ได้บันทึกบัญชีว่า ได้ปรับปรุงราคาตลาดเป็นจำนวน 112,254,793.96 บาท ซึ่งทำให้โจทก์มีกำไรจากการปรับราคาสินค้าดังกล่าว 35,829,894.28 บาท และตัดสินค้าทั้งหมดจากบัญชีสินค้าคงเหลือกรณีดังกล่าวนั้นโจทก์ยังไม่เคยเสียภาษีการค้าสำหรับสินค้าดังกล่าว แต่สินค้าดังกล่าวไม่เหลือในบัญชีและในความเป็นจริงแล้ว ย่อมฟังได้ว่าราคาสินค้าน้ำตาลทรายดิบจำนวน 112,254,793.96 บาท ที่โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครองสินค้าดังกล่าวไปแล้ว ถือว่าเป็นรายรับจากการขายสินค้าที่จะต้องเสียภาษีการค้าตามการประเมินอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว จึงมีไม่มีเหตุที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีการค้าเลขที่ 3013280/4/100007 และ 100008 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2542 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 3013280/6/100032 และ 100033 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.1)/355 ถึง 358/2546 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2546 เกี่ยวกับกรณีดอกเบี้ยลูกหนี้ค่าหุ้นค้างชำระ กรณีดอกเบี้ยลูกหนี้ชาวไร่อ้อย และกรณีดอกเบี้ยลูกหนี้บริษัทอุตสาหกรรมน้ำตาล ที.เอ็น. จำกัด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1122
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (4) ม. 91/2 (5) ม. 91/16 (6)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 29
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำตาลทรายเพชร จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2553
#504512
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องจับเท็จเป็นเพียงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำผลการตอบคำถามของจำเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการแล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจำเลยพูดจริงหรือพูดเท็จ อันมีลักษณะเป็นเพียงความเห็นทางวิชาการย่อมไม่อาจนำมาพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยเป็นที่แน่ชัดได้ ต่างกับการพิสูจน์ตัวบุคคลที่อาจพิสูจน์ทราบได้โดยอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจำเลยฆ่าผู้ตายประการใด ลำพังเครื่องจับเท็จและความเห็นของผู้ชำนาญด้านเครื่องจับเท็จยังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายดอน บุตรผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นพนักงานขับรถของนางสมใจ ผู้ตาย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้ของแข็งมีคม ทุบ ตีและแทงที่ร่างกายของผู้ตาย จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานคนใดเห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ สำหรับพยานก่อนเกิดเหตุ คงมีนายนิมิต นายอภิชาติ นายวีรพล นางรัตนา และนายดอน บุตรผู้ตายกับนายธนพร ซึ่งมีบ้านอยู่ในซอยเดียวกับผู้ตายมาเบิกความเป็นพยานโดยนายนิมิตเบิกความว่า ในวันที่ 19 ตุลาคม 2541 มีช่างซ่อมรถสองแถวของผู้ตายถามพยานว่าพบผู้ตายบ้างหรือไม่ เพราะไม่พบผู้ตายมา 5 ถึง 6 วันแล้ว พยานจึงโทรศัพท์ไปสอบถามจำเลยว่าไปขับรถให้ผู้ตายหรือไม่ จำเลยบอกว่าไม่ได้ไป พยานจึงบอกให้จำเลยไปดูผู้ตายและโทรศัพท์ไปหานายอภิชาติกับนางรัตนาบุตรผู้ตายแต่ไม่พบจึงโทรศัพท์กลับไปหาจำเลยอีก จำเลยแจ้งว่าจำเลยอยู่ที่บ้านของนางรัตนา หลังจากนั้นพยานนัดจำเลยออกไปพบกันที่บ้านผู้ตาย เมื่อไปถึงเห็นรถของผู้ตายจอดอยู่และประตูบ้านปิด พยานกับจำเลยปีนรั้วเข้าไปในบ้าน ปรากฏว่าประตูบ้านไม่ได้ล็อก เมื่อเปิดประตูบ้านออกได้กลิ่นเหม็น พยานบอกให้นางรุ่งรัตน์ คนข้างบ้านช่วยแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ และรออยู่จนนายอภิชาติมาที่บ้านของผู้ตายแล้วพากันเข้าไปในห้องนอนของผู้ตาย พบศพผู้ตายนอนอยู่ข้างเตียงสภาพศพเน่า ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจที่เกิดเหตุจากการที่พยานใช้ให้จำเลยไปหาผู้ตาย แต่จำเลยกลับไปที่บ้านของนางรัตนาก่อนโดยอ้างว่ากลัวผู้ตายด่าเนื่องจากไม่ได้ขับรถให้ผู้ตายมาหลายวันแล้วเชื่อว่าจำเลยน่าจะรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการตายของผู้ตาย สำหรับนายอภิชาติ นายวีรพล นางรัตนาและนายดอนเบิกความประกอบกันได้ความว่า พยานเชื่อว่าจำเลยฆ่าผู้ตายเพราะจำเลยเป็นหนี้ผู้ตายเคยพูดจาข่มขู่ให้ผู้ตายโอนกิจการรถสองแถวของผู้ตายให้แก่จำเลย โดยเสนอเงินค่าตอบแทนที่เก็บค่าเช่ารถจำนวนหนึ่งล้านบาทให้ แต่ผู้ตายไม่ยอม ทำให้จำเลยคิดว่าถูกผู้ตายหลอกใช้ ทั้งก่อนเกิดเหตุ 4 ถึง 5 วัน จำเลยก็ไม่ไปขับรถให้ผู้ตายตามปกติ ส่วนนายธนพรเบิกความว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา ขณะพยานเข็นรถขายของออกจากบ้าน เห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านของผู้ตายและไม่พบจำเลยอีก ดังนี้ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นคนร้ายเท่านั้น ข้อที่ผู้ตายปฏิเสธไม่รับข้อเสนอเงินค่าตอบแทนจากจำเลยก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะต้องโกรธแค้นถึงขนาดคิดฆ่าผู้ตาย แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีร้อยตำรวจเอกหญิงดวงฤทัย ผู้ชำนาญด้านเครื่องจับเท็จ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ตรวจพิสูจน์จำเลย เป็นพยานเบิกความว่าได้ตั้งคำถามจำเลยว่า 1. คุณเป็นคนฆ่าผู้ตายใช่หรือไม่ 2. ในวันเกิดเหตุคุณใช้อาวุธทำร้ายร่างกายผู้ตายจนตายใช่หรือไม่ และ 3. คุณเป็นคนฆ่าผู้ตายในบ้านที่เกิดเหตุใช่หรือไม่ ปรากฏว่าจำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อ ซึ่งจากการวิเคราะห์ผ่านเครื่องจับเท็จแล้วได้ความว่าจำเลยให้การเท็จ เนื่องจากผลคลื่นกราฟแสดงว่าจำเลยโกหกในคำตอบทั้งสามข้อ พยานเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ฆ่าผู้ตายถึงแก่ความตายก็ตาม เครื่องจับเท็จก็เป็นเพียงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำผลการตอบคำถามของจำเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการแล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจำเลยพูดจริงหรือเท็จ อันมีลักษณะเป็นเพียงความเห็นในทางวิชาการย่อมไม่อาจนำมาพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยเป็นที่แน่ชัดได้ ต่างกับการพิสูจน์ตัวบุคคลที่อาจพิสูจน์ทราบได้โดยอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจำเลยฆ่าผู้ตายประการใด ลำพังเครื่องจับเท็จและความเห็นของร้อยตำรวจเอกหญิงดวงฤทัยผู้ชำนาญด้านเครื่องจับเท็จยังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายดังที่โจทก์ร่วมฎีกาได้ ประกอบกับจำเลยก็ให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ต้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227, 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นายดอน พัฒนกิจจำรูญ
จำเลย — นายวันชัยหรืออ๊อด บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2553
#509550
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องจับเท็จเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำผลการตอบคำถามของจำเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการแล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจำเลยพูดจริงหรือเท็จ มีลักษณะเป็นเพียงความเห็นในทางวิชาการ ย่อมไม่อาจนำมาพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยเป็นที่แน่ชัดได้ ลำพังเครื่องจับเท็จและความเห็นของผู้ชำนาญด้านเครื่องจับเท็จยังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยใช้ของแข็งมีคม ทุบ ตี แทงนางสมใจ ผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายดอน บุตรผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นพนักงานขับรถของนางสมใจ ผู้ตาย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้ของแข็งมีคม ทุบ ตีและแทงที่ร่างกายของผู้ตาย จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย จ. 4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานคนใดเห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ สำหรับพยานก่อนเกิดเหตุ คงมีนายนิมิตร นายอภิชาติ นายวีรพล นางรัตนา และนายดอน บุตรผู้ตายกับนายธนพร ซึ่งมีบ้านอยู่ในซอยเดียวกับผู้ตายมาเบิกความเป็นพยาน โดยนายนิมิตรเบิกความว่า ในวันที่ 19 ตุลาคม 2541 มีช่างซ่อมรถสองแถวของผู้ตายถามพยานว่าพบผู้ตายบ้างหรือไม่ เพราะไม่พบผู้ตายมา 5 ถึง 6 วันแล้ว พยานจึงโทรศัพท์ไปสอบถามจำเลยว่าไปขับรถให้ผู้ตายหรือไม่ จำเลยบอกว่าไม่ได้ไป พยานจึงบอกให้จำเลยไปดูผู้ตาย และโทรศัพท์ไปหานายอภิชาติกับนางรัตนาบุตรผู้ตายแต่ไม่พบ จึงโทรศัพท์กลับไปหาจำเลยอีก จำเลยแจ้งว่าจำเลยอยู่ที่บ้านของนางรัตนา หลังจากนั้นพยานนัดจำเลยออกไปพบกันที่บ้านผู้ตาย เมื่อไปถึงเห็นรถของผู้ตายจอดอยู่และประตูบ้านปิด พยานกับจำเลยปีนรั้วเข้าไปในบ้าน ปรากฏว่าประตูบ้านไม่ได้ล็อก เมื่อเปิดประตูบ้านออกได้กลิ่นเหม็น พยานบอกให้นางรุ่งรัตน์ คนข้างบ้านช่วยแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ และรออยู่จนนายอภิชาติมาที่บ้านของผู้ตายแล้วพากันเข้าไปในห้องนอนของผู้ตาย พบศพผู้ตายนอนอยู่ข้างเตียง สภาพศพเน่า ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจที่เกิดเหตุจากการที่พยานใช้ให้จำเลยไปหาผู้ตาย แต่จำเลยกลับไปที่บ้านของนางรัตนาก่อนโดยอ้างว่ากลัวถูกผู้ตายด่าเนื่องจากไม่ได้ขับรถให้ผู้ตายมาหลายวันแล้ว เชื่อว่าจำเลยน่าจะรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการตายของผู้ตาย สำหรับนายอภิชาติ นายวีรพล นางรัตนาและนายดอนเบิกความประกอบกันได้ความว่า พยานเชื่อว่าจำเลยฆ่าผู้ตายเพราะจำเลยเป็นหนี้ผู้ตายเคยพูดจาข่มขู่ให้ผู้ตายโอนกิจการรถสองแถวของผู้ตายให้แก่จำเลย โดยเสนอเงินค่าตอบแทนที่เก็บจากค่าเช่ารถจำนวนหนึ่งล้านบาทให้ แต่ผู้ตายไม่ยอม ทำให้จำเลยคิดว่าถูกผู้ตายหลอกใช้ ทั้งก่อนเกิดเหตุ 4 ถึง 5 วัน จำเลยก็ไม่ไปขับรถให้ผู้ตายตามปกติ ส่วนนายธนพรเบิกความว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา ขณะพยานเข็นรถขายของออกจากบ้าน เห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านของผู้ตายและไม่พบจำเลยอีก ดังนี้ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นคนร้ายเท่านั้น ข้อที่ผู้ตายปฏิเสธไม่รับข้อเสนอเงินค่าตอบแทนจากจำเลย ก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะต้องโกรธแค้นถึงขนาดคิดฆ่าผู้ตาย แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีร้อยตำรวจเอกหญิงดวงฤทัย ผู้ชำนาญด้านเครื่องจับเท็จ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ตรวจพิสูจน์จำเลย เป็นพยานเบิกความว่า ได้ตั้งคำถามจำเลยว่า 1. คุณเป็นคนฆ่าผู้ตายใช่หรือไม่ 2. ในวันเกิดเหตุคุณใช้อาวุธทำร้ายร่างกายผู้ตายจนตายใช่หรือไม่ และ 3. คุณเป็นคนฆ่าผู้ตายในบ้านที่เกิดเหตุใช่หรือไม่ ปรากฏว่าจำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อ ซึ่งจากการวิเคราะห์ผ่านเครื่องจับเท็จแล้วได้ความว่าจำเลยให้การเท็จ เนื่องจากผลคลื่นกราฟแสดงว่าจำเลยโกหกในคำตอบทั้งสามข้อ พยานเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ฆ่าผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ. 1 ก็ตาม เครื่องจับเท็จก็เป็นเพียงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำผลการตอบคำถามของจำเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการแล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจำเลยพูดจริงหรือเท็จ อันมีลักษณะเป็นเพียงความเห็นในทางวิชาการ ย่อมไม่อาจนำมาพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยเป็นที่แน่ชัดได้ ต่างกับการพิสูจน์ตัวบุคคลที่อาจพิสูจน์ทราบได้โดยอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจำเลยฆ่าผู้ตายประการใด ลำพังเครื่องจับเท็จและความเห็นของร้อยตำรวจเอกหญิงดวงฤทัยผู้ชำนาญด้านเครื่องจับเท็จยังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายดังที่โจทก์ร่วมฎีกาได้ ประกอบกับจำเลยก็ให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ต้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นายดอน พัฒนกิจจำรูญ
จำเลย — นายวันชัยหรืออ๊อด บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 732/2553
#504343
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไปรับเงินดังกล่าว ฝ่ายจำเลยจึงนำเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองไปฝากธนาคารออมสินเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ซึ่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองกับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดในวันที่ 10 มิถุนาน 2540 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไปรับเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายจำเลยย่อมมีหน้าที่นำเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในนามของโจทก์ทั้งสองโดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ในวันถัดจากวันที่ 10 มิถุนายน 2540 คือวันที่ 11 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2540 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาแต่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 21,713,379.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 19,420,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนโดยใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว จำเลยทั้งสองยังมิได้ผิดนัดจะเรียกดอกเบี้ยไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,540,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในแต่ละช่วงเวลา นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,242,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ศาลละ 200,000 บาท รวม 400,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13103 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมืองราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 71 ตารางวา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2538 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 70.20 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามตารางวาละ 20,000 บาท โจทก์ทั้งสองไม่พอใจยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่รัฐมนตรีฯ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเป็นคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยยืนตามอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว ซึ่งรัฐมนตรีฯ เห็นชอบด้วย ต่อมาศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน แต่วินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันมีราคาลดลงให้แก่โจทก์ทั้งสองตารางวาละ 5,000 บาท ในเนื้อที่ 3 งาน 0.80 ตารางวา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์อีกตารางวาละ 10,000 บาท เป็นตารางวาละ 30,000 บาท ส่วนเงินค่าทดแทนที่ดินสำหรับที่เหลือจากการเวนคืนอัตราราคาลดลงตารางวาละ 5,000 บาท นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 70.20 ตารางวา ในอัตราตารางวาละเท่าใด โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอีกตารางวาละ 10,000 บาท เป็นตารางวาละ 40,000 บาท ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตารางวาละ 20,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว จึงเห็นสมควรพิจารณาไปพร้อมกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 นั้น ถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะแล้ว ให้กำหนดโดยคำนึงถึง

(1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6

(2) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่

(3) ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

(4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ

(5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม และวรรคสองบัญญัติว่าถ้าการงานหรือกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดที่ทำไปในการเวนคืนได้กระทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่นั้นมีราคาสูงขึ้น ให้เอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทน แต่ไม่ให้ถือว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ทวีขึ้นนั้นสูงไปกว่าจำนวนเงินค่าทดแทนเพื่อจะให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายกลับต้องใช้เงินให้อีก ดังนั้น ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินจึงต้องพิจารณาตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ประกอบกันได้ความตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ส่วนราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็ต่ำกว่าปกติมาก เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ก็มีมติยืนตามอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้ แสดงให้เห็นว่าฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยคำนึงถึงราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นประการสำคัญซึ่งยังคำนึงไม่ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ที่บัญญัติให้คำนึงถึงทุกเหตุประกอบกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งในคดีนี้ได้แก่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 นั้น แม้โจทก์ทั้งสองจะนำสืบถึงราคาซื้อขายที่ดินของธนาคารที่ดินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) อยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองประมาณ 100 เมตร มีราคาซื้อขายที่ดินเฉลี่ยตารางวาละ 60,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.12 ที่ดินของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) อยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองประมาณ 150 เมตร ซื้อมาจากบริษัทชฎาทอง จำกัด ในราคา 15,000,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายที่ดินและสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.28 และ จ.29 ที่ดินของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อยู่ตรงข้ามกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ห่างกันประมาณ 200 เมตร ซื้อมาจากนางเง็กลั้งเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เนื้อที่ 190 ตารางวา ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ในราคา 16,000,000 บาท เฉลี่ยตารางวาละ 85,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.31 และ จ.32 ซึ่งเป็นการซื้อมาเพื่อตั้งสำนักงานสาขา อันเป็นธุรกิจแสวงหาผลกำไรย่อมเลือกทำเลที่ตั้งที่ดี จึงยอมลงทุนซื้อที่ดินดังกล่าวในราคาสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดก็ตาม แต่ก็พอแสดงให้เห็นได้ว่า ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินในบริเวณนี้น่าจะสูงกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2539 ถึงปี 2542 ดังที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้ อย่างไรก็ดี นางจุฑารัตน์ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 42623 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของพยาน ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของพยานในอัตราตารางวาละ 40,000 บาท พยานไม่พอใจจึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการคมนาคม ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้พยานอีกตารางวาละ 40,000 บาท เป็นตารางวาละ 80,000 บาท ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.9 นายทนงศักดิ์ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า ที่ดินของพยานอยู่ในแนวเดียวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองห่างกันประมาร 8 เมตร มีที่ดินของนางจุฑารัตน์ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่พยานตารางวาละ 40,000 บาท พยานไม่พอใจ จึงยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินอีกตารางวาละ 40,000 บาท เป็นตารางวาละ 80,000 บาท ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.15 เห็นว่า แม้ที่ดินของนางจุฑารัตน์และนายทนงศักดิ์จะเป็นที่ดินแปลงเล็ก แต่ก็อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินตามราคาประเมินที่ดินเป็นรายแปลง แต่อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไม่น่าจะสูงกว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองถึง 4 เท่าตัว เพราะสภาพและทำเลที่ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพเช่นเดียวกัน แม้ว่าภายหลังการเวนคืนโจทก์ทั้งสองยังมีที่ดินเหลืออีก 1 งาน 0.80 ตารางวา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินส่วนที่เหลือเป็นรูปสามเหลี่ยมฐานโค้ง ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.12 โดยส่วนฐานนั้นอยู่ติดกับทางโค้งย่อมทำให้ศักยภาพของที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนี้ด้อยลง ด้วยเหตุนี้ราคาที่ดินของโจทก์ทั้งสองส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจึงไม่สูงขึ้นดังที่ฝ่ายจำเลยอ้าง เมื่อคำนวณถึงเหตุผลประกอบข้อเท็จจริงในสำนวนประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกตารางวาละ 10,000 บาท เป็นตารางวาละ 30,000 บาท นั้น ยังต่ำไป ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์ทั้งสองที่เหมาะสมและเป็นธรรมควรเป็นตารางวาละ 40,000 บาท เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดราคาให้อีกตารางวาละ 20,000 บาท เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 70.20 ตารางวา เป็นเงิน 13,404,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ฝ่ายจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 ตามเอกสารหมาย ล.14 และ ล.25 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไปรับเงินดังกล่าว ฝ่ายจำเลยจึงนำเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองไปฝากธนาคารออมสินเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 โจทก์ทั้งสองจึงไปรับเงินจากธนาคาร ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.17 ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองกับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไปรับเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายจำเลยย่อมมีหน้าที่นำเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในนามของโจทก์ทั้งสองโดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ในวันถัดจากวันที่ 10 มิถุนายน 2540 คือวันที่ 11 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2540 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่ศาลฎีกาคณะปกครองย่อมหยิบขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองนับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเพิ่มอีก 14,908,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 26 วรรคสาม ม. 28 วรรคสอง ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูพงษ์ รัตนา กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 701/2553
#504620
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 สมคบกันทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2541 จำนวนเงิน 500,000 บาท และฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2542 จำนวนเงิน 200,000 บาท โดยมิได้เป็นหนี้กันจริง แล้วดำเนินคดีและบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 42/2545 ของศาลชั้นต้นต่อที่ดินโฉนดเลขที่ 47781 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1142/2544 ของศาลชั้นต้น บังคับคดีต่อทรัพย์สินดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการจงใจทำผิดกฎหมาย อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 สัญญากู้ยืมเงินทั้ง 2 ฉบับและสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 42/2545 ของศาลชั้นต้น จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โดยไม่ต้องเพิกถอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 42/2545 ของศาลชั้นต้นและให้ถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เอาจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 47781

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2541 จำนวนเงิน 500,000 บาท ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2542 จำนวนเงิน 200,000 บาท และสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 42/2545 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ละเมิดที่นางสาวสุชิมา บุตรจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 3,681,846 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 47781 ให้โจทก์ยึดถือเป็นประกัน วันที่ 2 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 และนางสาวสุชิมาชำระหนี้ให้โจทก์ 681,846 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องนางสาวสุชิมาและจำเลยที่ 1 ให้ใช้เงินส่วนที่เหลือ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 ให้นางสาวสุชิมามาชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง หากนางสาวสุชิมาไม่ชำระให้จำเลยที่ 1 ชำระแทน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1142/2544 ของศาลชั้นต้น นางสาวสุชิมาและจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2545 แต่นางสาวสุชิมาและจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์คดีถึงที่สุด และเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน 2 ฉบับ ฉบับแรกจำนวนเงิน 500,000 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ฉบับที่สองจำนวนเงิน 200,000 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 1 ธันวาคม 2544 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมผ่อนชำระเงินจำนวน 750,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 เดือนละ 20,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มีนาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 42/2545 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในงวดแรกจำเลยที่ 2 จึงขอบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 47781 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 27 มีนาคม 2545 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นเรียกต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้สมคบกันทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นโดยมิได้เป็นหนี้กันจริง เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อเท็จจริงดังกล่าวฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับพิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 สมคบกันทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2541 จำนวนเงิน 500,000 บาท และฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2542 จำนวนเงิน 200,000 บาท ขึ้นมาโดยมิได้เป็นหนี้กันจริง แล้วดำเนินคดีและบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 42/2545 ของศาลชั้นต้นต่อที่ดินโฉนดเลขที่ 47781 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1142/2544 ของศาลชั้นต้น บังคับคดีต่อทรัพย์สินดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการจงใจทำผิดกฎหมายอันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 สัญญากู้ยืมเงินทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวและสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 42/2545 ของศาลชั้นต้น จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โดยไม่ต้องเพิกถอน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้ให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2541 จำนวนเงิน 500,000 บาท ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2542 จำนวนเงิน 200,000 บาท และสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 42/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นโมฆะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และยกฎีกาของจำเลยทั้งสองเสีย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกษมพร
จำเลย — จ่าสิบเอกเชี่ยวชาญ โต๊ะหมาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2553
#507934
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล ส่วนจำเลยที่ 1 เคยรับราชการครูในสังกัดของโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2529 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้ไปศึกษาต่อภาคฤดูร้อนในหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิตที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยาเขตธนบุรีซึ่งเป็นการศึกษาต่อภายในประเทศ โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องกลับเข้าปฏิบัติราชการชดใช้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่ไปศึกษา หากผิดสัญญายินยอมชดใช้เงินทุน เงินเดือน เงินอุดหนุนการศึกษา และหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปทั้งหมดตลอดเวลาที่ไปศึกษา กับเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่า ของจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง หากไม่ชำระภายในกำหนดยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อตามที่ได้รับอนุมัติในแต่ละภาคฤดูร้อนดังนี้ ปีการศึกษา 2528 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2529 ถึง 20 พฤษภาคม 2529 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 20 ถึง 31 ตุลาคม 2529 ปีการศึกษา 2529 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 18 มีนาคม 2530 ถึง 20 พฤษภาคม 2530 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 19 ถึง 28 ตุลาคม 2530 ปีการศึกษา 2530 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2531 ถึง 20 พฤษภาคม 2531 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 17 ถึง 22 ตุลาคม 2531 ปีการศึกษา 2531 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 20 มีนาคม 2532 ถึง 17 พฤษภาคม 2532 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 16 ถึง 25 ตุลาคม 2532 ปีการศึกษา 2532 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2533 ถึง 9 พฤษภาคม 2533 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 15 ถึง 24 ตุลาคม 2533 ปีการศึกษา 2533 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 18 มีนาคม 2534 ถึง 17 พฤษภาคม 2534 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 14 ถึง 22 ตุลาคม 2534 ปีการศึกษา 2534 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2535 ถึง 13 พฤษภาคม 2535 รวมเวลาที่ไปศึกษาต่อ 1 ปี 4 เดือน 5 วัน ตลอดเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือน เงิน พ.ช.ค. รวมทั้งสิ้น 80,770.55 บาท และเงินทุน 35,000 บาท นอกจากนั้นเมื่อระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2534 ถึง 31 พฤษภาคม 2535 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้ไปศึกษาต่อในภาคปกติซึ่งช่วงระยะเวลาดังกล่าวครอบคลุมถึงภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา 2534 ด้วย โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องกลับมาปฏิบัติราชการชดใช้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่า ของระยะเวลาที่ไปศึกษาต่อ หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้คืนเงินทุน และหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม และหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากทางราชการในระหว่างที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อ พร้อมกับชำระเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินที่จะต้องชดใช้คืนภายในกำหนด 30 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ หากไม่ชำระภายในกำหนดยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในการนี้มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันตามสัญญาศึกษาต่อภาคปกติโดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้เงินและเบี้ยปรับตามสัญญาแทน จำเลยที่ 1 ได้ไปศึกษาต่อตามสัญญาดังกล่าวเป็นเวลา 4 เดือน 15 วัน ตลอดระยะเวลาที่ไปศึกษาต่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนทั้งสิ้น 30,427.47 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับราชการชดใช้ตามสัญญาเป็นเวลา 9 เดือน ต่อมาจำเลยที่ 1 ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน จนเป็นเหตุให้ทางราชการมีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2535 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ รวมเวลาที่จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติราชการชดใช้ตามสัญญาฉบับแรกเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน 10 วัน จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินเดือน เงิน พ.ช.ค. พร้อมเบี้ยปรับ หนึ่งเท่า คิดเป็นเงิน 161,541.10 บาท และเงินทุนที่ต้องชดใช้คืนพร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่า คิดเป็นเงิน 70,000 บาท รวมเป็นเงิน 231,541.10 บาท และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาฉบับที่ 2 โดยต้องชดใช้เงินเดือนและเบี้ยปรับอีกสองเท่า คิดเป็นเงิน 91,282.41 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวภายใน 30 วัน ครบกำหนดตามหนังสือทวงถามในวันที่ 28 มิถุนายน 2539 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 449,128.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 322,823.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 126,996.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 91,282.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์อ้างว่าโจทก์ปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2535 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เกินกว่า 5 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และมิได้มอบอำนาจให้นายสายหยุด ลงลายมือชื่อแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย นอกจากนี้ก่อนที่โจทก์จะมีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการ จำเลยที่ 1 ปฏิบัติราชการตลอดมากว่า 10 เดือน อันเป็นการปฏิบัติราชการชดใช้แก่ทางราชการครบกำหนดแล้ว โจทก์คำนวณค่าเสียหายโดยกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งการคิดเบี้ยปรับและดอกเบี้ยก็สูงเกินไปและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 68,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 รับราชการครูอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ซึ่งเป็นวิทยาลัยในสังกัดของโจทก์ และได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้ไปศึกษาต่อภาคฤดูร้อนในหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิตที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยาเขตธนบุรี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2528 ถึงปีการศึกษา 2534 เมื่อจำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อตามที่ได้รับอนุมัติในแต่ละภาคเรียนแล้วได้กลับมาปฏิบัติราชการที่วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ต่อมาโจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อในภาคปกติระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2534 ถึง 31 พฤษภาคม 2535 ซึ่งระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อภาคปกติดังกล่าวครอบคลุมภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา 2534 ด้วย หลังจากได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้ไปศึกษาต่อในภาคปกติแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากับโจทก์โดยตกลงว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาในภาคปกติแล้วจำเลยที่ 1 จะกลับมาปฏิบัติราชการชดใช้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่ไปศึกษาต่อ หากผิดสัญญายินยอมชดใช้เงินทุนและหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากทางราชการในระหว่างที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อพร้อมกับเบี้ยปรับสองเท่าของเงินที่จะชดใช้คืนภายในกำหนด 30 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ หากไม่ชำระภายในกำหนดยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติเอกสารหมาย ป.จ.6 (ของศาลแพ่ง) โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยินยอมรับผิดชดใช้เงินและเบี้ยปรับแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาดังกล่าว ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ.7 (ของศาลแพ่ง) ครั้นครบกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อภาคปกติ จำเลยที่ 1 ไม่กลับไปปฏิบัติราชการตามกำหนดโดยขาดราชการเกินกว่า 15 วัน และกลับไปปฏิบัติราชการเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 ต่อมาโจทก์ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยจำเลยที่ 1 ระหว่างถูกสอบสวนทางวินัยจำเลยที่ 1 ยังคงปฏิบัติราชการ และได้รับเงินเดือนตลอดมาโดยได้รับเงินเดือนของเดือนกุมภาพันธ์ 2536 เป็นเดือนสุดท้าย ระหว่างไปศึกษาต่อภาคปกติและภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา 2534 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนทั้งสิ้น 45,732 บาท และได้รับทุนการศึกษาภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา 2534 เป็นเงิน 5,000 บาท

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 กลับไปปฏิบัติราชการหลังจากจบการศึกษาในแต่ละภาคฤดูร้อนมิใช่เป็นการปฏิบัติราชการชดใช้ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาต่อและฝึกอบรมภายในประเทศ พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาต่อและฝึกอบรมภายในประเทศ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ 2534 และจำเลยที่ 1 ถูกปลดออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2535 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติราชการชดใช้แล้วบางส่วน ทั้งการที่ศาลล่างทั้งสองลดเบี้ยปรับและดอกเบี้ยลงเป็นการขัดกับหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งเจตนาของคู่สัญญา เห็นว่า สำหรับการศึกษาภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา 2528 ซึ่งลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2529 ถึง 20 พฤษภาคม 2529 ถึงภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา 2533 ซึ่งลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 18 มีนาคม 2534 ถึง 17 พฤษภาคม 2534 นั้น เป็นช่วงระยะเวลาก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาต่อและฝึกอบรมภายในประเทศ พ.ศ. 2528 กรณีจึงต้องบังคับไปตามระเบียบฉบับปี 2528 ซึ่งตามระเบียบฉบับดังกล่าวได้กำหนดข้อผูกพันข้าราชการที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อในภาคฤดูร้อนไว้ในข้อ 25 ก. ว่า เมื่อกลับมาจากศึกษาแล้วต้องมาปฏิบัติราชการในสถานศึกษาหรือสำนักงานที่ตนปฏิบัติงานอยู่ก่อนเข้ารับการศึกษาหรือตามที่กรมเจ้าสังกัดเห็นสมควรไม่ต่ำกว่าสองเท่าของเวลาที่ไปศึกษา ซึ่งคำว่า เมื่อกลับมาจากศึกษาแล้วตามระเบียบฯ ข้อ 25 ก.ดังกล่าวนี้ย่อมหมายถึงการเสร็จสิ้นการศึกษาในแต่ละภาคฤดูร้อน มิใช่การจบการศึกษาตามหลักสูตรที่ได้ไปศึกษาตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าหลังจากเสร็จสิ้นการศึกษาในแต่ละภาคฤดูร้อน จำเลยที่ 1 ได้กลับไปปฏิบัติราชการที่วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบตามปกติโดยระยะเวลาที่ปฏิบัติราชการเกินกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่ไปศึกษา จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันของข้าราชการที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อภาคฤดูร้อนดังกล่าวข้างต้นครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินรวมทั้งเบี้ยปรับได้อีก ส่วนการศึกษาภาคปกติของปีการศึกษา 2534 ซึ่งลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2534 ถึง 31 พฤษภาคม 2535 และการศึกษาภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา 2534 ซึ่งลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2535 ถึง 13 พฤษภาคม 2535 นั้น เป็นช่วงระยะเวลาภายหลังจากที่ระเบียบฉบับที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว กรณีจึงต้องบังคับไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาต่อและฝึกอบรมภายในประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ซึ่งตามระเบียบฉบับที่แก้ไขใหม่ ข้อ 17 กำหนดไว้ว่า ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษาต่อ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว หรือสอบตกต้องออกจากสถานศึกษา หรือต้องหยุดการศึกษาก่อนสำเร็จด้วยประการใด ๆ ก็ตาม ต้องกลับมาปฏิบัติราชการในสถานศึกษาหรือสำนักงานที่ตนปฏิบัติงานอยู่ก่อนเข้ารับการศึกษาเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาที่ได้ไปศึกษา ถ้าข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษาต่อรายใดไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ รวมทั้งผู้ที่ทางราชการเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะให้รับราชการต่อไปจะต้องชดใช้คืนเงินทุนและหรือเงินเดือน รวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นที่ได้รับไปในระหว่างที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อและเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินที่จะต้องชดใช้คืนแก่กรมเจ้าสังกัดทันที ส่วนข้อ 25 กำหนดไว้ว่า ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษาต่อภาคฤดูร้อน เมื่อกลับมาจากศึกษาแล้วต้องมาปฏิบัติราชการในสถานศึกษาหรือสำนักงานที่ตนปฏิบัติงานอยู่ก่อนเข้ารับการศึกษาหรือตามที่กรมเจ้าสังกัดเห็นสมควรไม่ต่ำกว่าสองเท่าของเวลาที่ไปศึกษา ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะต้องชดใช้เงินคืนเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับไปแล้วทั้งหมดในระหว่างที่ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษา รวมทั้งเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินที่จะต้องชดใช้คืนแก่กรมเจ้าสังกัดทันที ซึ่งระเบียบดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกำหนดในสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ ข้อ 6 และ ข้อ 7 เอกสารหมาย ป.จ. 6 (ของศาลแพ่ง) จากระเบียบที่แก้ไขใหม่ข้อ 17 ข้อ 25 และสัญญาดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งต้องออกจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยาเขตธนบุรีเนื่องจากศึกษาไม่จบตามหลักสูตรที่สถาบันการศึกษาดังกล่าวกำหนดได้กลับไปปฏิบัติราชการในฐานะอาจารย์ของวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2535 โดยได้รับเงินเดือนตลอดมาจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2536 เป็นเดือนสุดท้าย นั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติราชการชดใช้แล้วบางส่วนตามสัญญา ข้อ 6 ข. ซึ่งจำเลยต้องชดใช้เงินและเบี้ยปรับโดยลดลงตามส่วนของเวลาที่กลับเข้าปฏิบัติราชการ ส่วนการที่โจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ขาดราชการเกินกว่า 15 วัน อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2535 นั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก หามีผลลบล้างการปฏิบัติราชการที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไปก่อนหน้าที่โจทก์จะมีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการไม่ สำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้นั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อภาคปกติเป็นเวลา 136 วัน และภาคฤดูร้อนประจำปีการศึกษา 2534 เป็นเวลา 59 วัน รวมเป็นเวลา 195 วัน จำเลยที่ 1 จึงต้องกลับไปปฏิบัติราชการชดใช้เป็นเวลาสองเท่า คือ 390 วัน แต่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติราชการชดใช้เพียง 252 วัน ยังขาดเวลาปฏิบัติราชการชดใช้อีก 138 วัน จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้คืนเงินเดือนและเงินทุนโดยลดลงตามส่วน เป็นเงินเดือน 16,182.09 บาท และเงินทุน 1,769.23 บาท รวมเป็นเงิน 17,951.32 บาท การที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงิน 68,800 บาท จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดมากกว่าหนี้ที่แท้จริง ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เมื่อรวมกับเบี้ยปรับหนึ่งเท่าซึ่งถือเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 35,902.64 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดซึ่งคือวันที่ 30 มิถุนายน 2539 มิใช่วันที่ 28 มิถุนายน 2539 ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ขอคิดเบี้ยปรับสองเท่าของเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืน กับดอกเบี้ยอีกร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญานั้น เห็นว่า ทั้งข้อตกลงเรื่องการคิดเบี้ยปรับและการคิดดอกเบี้ยอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติเอกสารหมาย ป.จ. 6 (ของศาลแพ่ง) ล้วนแต่เป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเข้าลักษณะของการกำหนดเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจปรับลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองลดเบี้ยปรับและดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ลงจึงเป็นการใช้ดุลพินิจตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ หาใช่เป็นเรื่องการไม่เคารพหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งเจตนาของคู่สัญญาตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามีเพียง 366,940 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 9,173.50 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 35,902.64 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 379 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอาชีวศึกษา
จำเลย — นายสุภาพ ยุทธพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2553
#497435
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานเดินหมายส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย 2 ครั้ง โดยไม่สามารถ ส่งได้เนื่องจากไม่พบบ้านของจำเลย แต่เมื่อส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กลับพบบ้านของจำเลยตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้อง เพียงแต่บ้านปิดใส่กุญแจ จึงส่งหมายนัดได้โดยวิธีปิดหมาย ถือไม่ได้ว่า การส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้ด้วยเหตุดังกล่าวเป็นเพราะหาตัวจำเลยไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 201 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาคดีโดยมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยเพื่อแก้จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 200

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางประแนม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 364, 391, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นคดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่เคยได้รับสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมการที่ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยไม่ได้มิใช่เพราะหาตัวจำเลยไม่พบหรือจำเลยหลบหนี หรือจำเลยจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์แต่ประการใด กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงมิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง อันมีมาตรา 198 บัญญัติว่า การยื่นอุทธรณ์ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น มาตรา 200 บัญญัติว่า ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ และมาตรา 201 บัญญัติว่า เมื่อศาลส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ หรือได้รับแก้อุทธรณ์แล้ว หรือพ้นกำหนดแก้อุทธรณ์แล้ว ให้ศาลรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาต่อไป และข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าการส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยนั้น พนักงานเดินหมายได้นำสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไปส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งตรงตามภูมิลำเนาของจำเลยในคำฟ้องรวม 2 ครั้ง แต่ปรากฏจากรายงานการเดินหมายครั้งแรกว่าไม่สามารถส่งหมายให้แก่จำเลยได้เนื่องจากไม่พบบ้านของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งหมายแก่จำเลยอีกครั้ง โดยระบุในหมายเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยให้ชัดเจน แต่ปรากฏจากรายงานการเดินหมายครั้งที่สองว่า ไม่สามารถส่งหมายให้แก่จำเลยได้เนื่องจากไม่พบบ้านของจำเลยเช่นเดิม ต่อมาเมื่อพนักงานเดินหมายนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไปส่งให้แก่จำเลยกลับปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่ว่า พบบ้านของจำเลยตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้อง เพียงแต่บ้านปิดใส่กุญแจ จึงส่งหมายนัดโดยวิธีปิดหมาย ดังนั้น การส่งสำนวนอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยไม่ได้เนื่องจากหาบ้านของจำเลยไม่พบดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเพราะหาตัวจำเลยไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาคดีโดยมิได้มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยเพื่อแก้นั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแล้วส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 198 ม. 200 ม. 201
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
โจทก์ร่วม — นางประแนม แสงประเสริฐ
จำเลย — จ่าเอกภาม เพ็งแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสมชาติ เลิศลิขิตวรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2553
#499688
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติมาตรา 193 แห่งป.วิ.พ. กรณีจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คือกรณีที่จำเลยมาศาลตามวันที่กำหนดในหมายเรียกแต่ไม่ยอมให้การ และศาลมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาต่อไป โดยศาลไม่ต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแล้วศาลไกล่เกลี่ยต่อไป เมื่อคู่ความไม่อาจตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไป จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 37/1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีก

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 37/1 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8099 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกาคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าคำสั่งศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็วและออกหมายเรียกไปยังจำเลย ในหมายนั้นให้จดแจ้งประเด็นแห่งคดีและจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาที่เรียกร้อง และข้อความว่าให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน..." วรรคสองบัญญัติว่า "ในวันนัดพิจารณา เมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้ว ให้ศาลไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาทนั้นก่อน" วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้..." วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสามให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมให้เลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด..." จากบทบัญญัติดังกล่าวกรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คือกรณีที่จำเลยมาศาลตามวันที่กำหนดในหมายเรียก แต่ไม่ยอมให้การและศาลมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยศาลไม่ต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การคดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแล้วศาลไกล่เกลี่ยต่อไป เมื่อคู่ความไม่อาจตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้รับคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพเยาว์ อาระวิล กับพวก
จำเลย — นายประยุทธ อาระวิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นางสาวนพรัตน์ กะลัมพะเหติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2553
#508387
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองมาพร้อมกันแล้วการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การก็เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 193 จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำให้การได้โดยไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 หลังจากนางลำไยมารดาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมโจทก์ทั้งสองได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 8099 เนื้อที่ 2 งาน 44 ตารางวา มาเป็นของตนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 ตามพินัยกรรมของมารดา จำเลยทั้งสองซึ่งปลูกบ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 8 อยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของนางลำไยได้มารบกวนโจทก์ทั้งสองและครอบครัว โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไปและได้บอกล่าวให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 37/1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีก

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเข้ามาด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 37/1 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8099 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกาคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ นัดจำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ยให้การ และสืบพยานวันที่ 26 มิถุนายน 2549 แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นกลับออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญ โดยนัดจำเลยทำคำให้การแก้คดียื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นัดชี้สองสถานหรือนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 26 มิถุนายน 2549 ครั้นถึงวันนัด โจทก์ที่ 1 ทนายโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองมาศาล ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้ถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ แล้วศาลไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน ทนายโจทก์ทั้งสองแถลงขอเลื่อนคดีอ้างว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องกันเพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสองนำข้อเสนอของโจทก์ทั้งสองไปพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตให้เลื่อนคดีไปสืบพยานโจทก์วันที่ 17 กรกฎาคม 2549 ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ครั้นถึงวันนัดจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การตามรายการกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 คดีมีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ที่ให้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็วและออกหมายเรียกไปยังจำเลย ในหมายนั้นให้จดแจ้งประเด็นแห่งคดีและจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาที่เรียกร้อง และข้อความว่าให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน..." วรรคสองบัญญัติว่า "ในวันนัดพิจารณา เมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้ว ให้ศาลไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาทนั้นก่อน" วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้..." วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสามให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมให้เลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด..." จากบทบัญญัติดังกล่าวกรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คือกรณีที่จำเลยมาศาลตามวันที่กำหนดในหมายเรียก แต่ไม่ยอมให้การและศาลมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยศาลไม่ต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีนี้ ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแล้วศาลไกล่เกลี่ยต่อไป เมื่อคู่ความไม่อาจตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้รับคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพเยาว์ อาระวิล กับพวก
จำเลย — นายประยุทธ อาระวิล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 653/2553
#498552
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 จะต้องเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ผ. ทำทีเป็นพูดโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเอาโทรศัพท์ไปในขณะที่ผู้เสียหายให้บริการลูกค้าคนอื่นอยู่ เป็นการเอาไปในขณะเผลอ มิใช่เป็นการฉกฉวยทรัพย์ไปโดยซึ่งหน้าแต่ประการใด การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อเหตุเกิดในเวลากลางคืนและร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) และ 335 (7) ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคสอง ซึ่งมีโทษหนักกว่าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามมาตรา 336 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 แต่จะพิพากษาลงโทษจำเลยหนักขึ้นไม่ได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

อนึ่ง ทรัพย์ที่ศาลจะสั่งริบตาม ป.อ. มาตรา 33 ได้ ต้องปรากฏว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อความสะดวกในการพาทรัพย์หลบหนี มิได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์ จึงเป็นทรัพย์ที่ไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 336, 336 ทวิ ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 3 ปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งเป็นเงิน 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 2 เดือนต่อหนึ่งครั้งภายใน 1 ปี และทำงานสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...มีปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 จะต้องเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ตามทางนำสืบของโจทก์กลับได้ความว่า นางสาวน้ำผึ้งทำทีเป็นพูดโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเอาโทรศัพท์ไปในขณะที่ผู้เสียหายให้บริการลูกค้าคนอื่นอยู่ เป็นการเอาไปในขณะเผลอ มิใช่เป็นการฉกฉวยทรัพย์ไปโดยซึ่งหน้าแต่ประการใด การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อเหตุเกิดในเวลากลางคืนและร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) และ 335 (7) ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง ซึ่งมีโทษหนักกว่าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามมาตรา 336 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 แต่จะพิพากษาลงโทษจำเลยหนักขึ้นไม่ได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลางด้วยนั้น เห็นว่า ทรัพย์ที่ศาลจะสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ได้ ต้องปรากฏว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อความสะดวกในการพาทรัพย์หลบหนี มิได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์ จึงเป็นทรัพย์ที่ไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 335 (1) (7) ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 คืนรถจักรยานยนต์ให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 336 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางสาวศิริรัตน์ วิโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายปริญญา เชาวลิตถวิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยุทธ สุเรนท์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2553
#504618
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการป้องกันสิทธิของตนตามมาตรา 68 เพราะกรณียังฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายกับพวกได้กระทำการใดซึ่งเป็นการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลย พิพากษาลงโทษจำคุกสุทธิ 3 ปี 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ในอุทธรณ์ของจำเลยมิได้มีการกล่าวแก้ว่าผู้เสียหายได้กระทำการใดซึ่งมีลักษณะเป็นการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลย อันจะเป็นเหตุให้จำเลยสามารถใช้สิทธิป้องกันตนเองด้วยการใช้อาวุธปืนของกลางกระทำการต่อผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องดั่งที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ แต่จำเลยกลับอุทธรณ์ว่าจำเลยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าอาวุธปืนของกลางไม่ได้บรรจุกระสุนปืนไว้ พวกของผู้เสียหายที่อยู่ในที่เกิดเหตุต่างเป็นญาติของจำเลยที่จำเลยสนิทสนมและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายกับพวก เป็นการอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่มีเจตนาใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า ซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ตรงข้ามกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การยอมรับแล้ว เพียงแต่จำเลยต่อสู้และนำสืบว่าตนสามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองให้พ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงเนื่องจากผู้เสียหายใช้กระบองและพวกของผู้เสียหายใช้มีดจะเข้ามาทำร้ายจำเลยก่อน อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการป้องกันดั่งที่จำเลยให้การต่อสู้กรณีไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 81, 91, 288, 371, 392 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง, 371, 392 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่ากับทำให้เกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 4 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานมีอาวุธปืน มีกำหนด 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืน มีกำหนด 3 เดือน สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 13 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานทำให้เกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ จำคุก 1 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 20 วัน รวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก 9 เดือน 20 วัน ให้ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า จำเลยต้องขังมาพอแก่โทษแล้วให้ปล่อยตัวไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกสุทธิ 6 เดือน และ 3 เดือน ตามลำดับ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น จำเลยให้การยอมรับว่าได้กระทำการตามฟ้องของโจทก์จริง แต่กระทำเพื่อป้องกันตัว เพราะผู้เสียหายกับพวกจะทำร้ายจำเลยก่อน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการป้องกันสิทธิของตนตามมาตรา 68 เพราะกรณียังฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายกับพวกได้กระทำการใดซึ่งเป็นการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยพิพากษาลงโทษจำคุกสุทธิ 3 ปี 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ในอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2546 มิได้มีการกล่าวแก้ว่า ผู้เสียหายได้กระทำการใดซึ่งมีลักษณะเป็นการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยสามารถใช้สิทธิป้องกันตนเองด้วยการใช้อาวุธปืนของกลางกระทำการต่อผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องดั่งที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ แต่จำเลยกลับอุทธรณ์ว่าจำเลยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าอาวุธปืนของกลางไม่ได้บรรจุกระสุนปืนไว้ พวกของผู้เสียหายที่อยู่ในที่เกิดเหตุต่างเป็นญาติของจำเลยที่จำเลยสนิทสนมและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายกับพวก เป็นการอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่มีเจตนาใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า ซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ตรงข้ามกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การยอมรับแล้ว เพียงแต่จำเลยต่อสู้และแนะนำสืบว่าตนสามารถทำเช่นนั้นได้เพราะเป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองให้พ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงเนื่องจากผู้เสียหายใช้กระบองและนายสงัด พวกของผู้เสียหายใช้มีดจะเข้ามาทำร้ายจำเลยก่อน อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการป้องกันดั่งที่จำเลยให้การต่อสู้กรณีจึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยเสีย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เข้าไปวินิจฉัยพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดข้อหาพยายามฆ่า โดยให้ลงโทษฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญแทน จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบเพราะความผิดข้อหานี้ได้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกฎีกาของโจทก์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
นายลำนาดหรือลำนาจหรืออำนาจ
จำเลย — สมพรรณวงศ์หรือสมพรรณวงษ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ