คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1147/2553
#505577
เปิดฉบับเต็ม

การที่ฟ้องจะเคลือบคลุมหรือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องทั้งฉบับ ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงอำนาจฟ้องไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ส่วนการที่โจทก์ส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยขาดไป 1 หน้านั้น หาทำให้คำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมแต่อย่างใดเมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องมีหน้าไม่ครบถ้วนควรที่จำเลยจะติดต่อขอรับจากศาลหรือขอคัดถ่ายเอกสารจากศาลได้ แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ พฤติการณ์ในการต่อสู้คดีของจำเลยจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่สุจริต

การประกอบธุรกิจของโจทก์ที่เป็นธนาคารพาณิชย์อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้กู้ยืมเงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตอบแทนจากผู้กู้ซึ่งการเรียกดอกเบี้ยจะต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งกำหนดให้โจทก์สามารถเรียกดอกเบี้ยได้จะต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แล้วส่งสำเนาประกาศไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ ดังนั้น การที่โจทก์คิดค่าธรรมเนียมในการกู้ยืมเงินจากจำเลยอัตราร้อยละ 0.5 ของวงเงินกู้หรือ 1,500 บาท โดยหักจากต้นเงินที่จะจ่ายให้แก่จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์มิได้มีข้อกำหนดให้เรียกเบี้ยปรับในกรณีชำระล่าช้า การที่โจทก์เรียกเบี้ยปรับในการชำระเงินล่าช้าครั้งละ 500 บาท จึงไม่ชอบเช่นกัน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ในข้อนี้แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 134,688.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 77,058 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นตัดสินชี้ขาดคดีไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 132,188.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 77,058 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 ตุลาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า สำเนาคำฟ้องโจทก์ที่จำเลยได้รับไม่มีหน้าที่ 2 จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม เห็นว่า การที่ฟ้องจะเคลือบคลุมหรือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องทั้งฉบับ ซึ่งตามฟ้องโจทก์ที่อยู่ในสำนวนที่โจทก์ส่งศาลได้บรรยายฟ้องถึงอำนาจฟ้องไว้โดยแจ้งชัด กล่าวคือโจทก์เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์ประกอบการธนาคารพาณิชย์และได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ โจทก์มอบอำนาจให้มีผู้จัดการในประเทศไทยมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์และมอบอำนาจช่วงได้ ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้มอบอำนาจให้นางศศิธร ดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดจนมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นดำเนินคดีแทนได้ซึ่งนางศศิธรได้มอบให้นายสตีเฟนและหรือนางสาวอำนวยพร และหรือนายพรเทพ และหรือนายเศกสรรค์ หรือนายชัยนงค์ คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องคดีแทนโจทก์ คำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ส่วนการที่โจทก์ส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยขาดไป 1 หน้านั้น หาทำให้คำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมแต่อย่างใด การที่จำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องมีหน้าไม่ครบถ้วนควรที่จำเลยจะติดต่อขอรับจากศาลหรือขอคัดถ่ายเอกสารจากศาลได้ แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ พฤติการณ์ในการต่อสู้คดีของจำเลยจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่สุจริต ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามการที่โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การประกอบธุรกิจของโจทก์อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้กู้ยืมเงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตอบแทนจากผู้กู้ซึ่งการเรียกดอกเบี้ยจะต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งในขณะที่จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์นั้นธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รวมทั้งโจทก์จะเรียกดอกเบี้ยได้จะต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แล้วส่งสำเนาประกาศไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ ดังนั้น การที่โจทก์คิดค่าธรรมเนียมในการกู้ยืมเงินจากจำเลยอัตราร้อยละ 0.5 ของวงเงินที่กู้หรือ 1,500 บาท โดยหักจากต้นเงินที่จะจ่ายให้แก่จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์มิได้มีข้อกำหนดให้เรียกเบี้ยปรับในกรณีชำระล่าช้า ดังนั้นการที่โจทก์เรียกเบี้ยปรับในการชำระเงินล่าช้าครั้งละ 500 บาท จึงไม่ชอบเช่นกัน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์ในข้อนี้แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระต้นเงิน 99,250 บาท โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระมาหักชำระหนี้ ณ วันที่มีการชำระในแต่ละครั้ง โดยให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.5 ต่อเดือนในระยะเวลา 6 เดือนแรกนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยหลังฟ้องต้องไม่เกินจำนวนที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายสมชาย เครือองอาจนุกูล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1144 -ที่ 1146/2553
#504616
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยรวม 9 แปลง ชำระราคาครบถ้วนแล้วแต่จำเลยไม่โอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยให้การในตอนแรกว่า โจทก์จำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอม แต่กลับให้การในอีกตอนหนึ่งว่า โจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญาตกลงกันเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2527 ว่า หนังสือสัญญาที่ทำไว้ก่อนหรือหลังสัญญาฉบับนี้ให้ถือว่าเป็นโมฆะ ฉะนั้นหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับซึ่งทำขึ้นภายหลังหนังสือสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจทำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลยได้จึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม แต่คำให้การจำเลยเข้าใจได้ว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง และเป็นเพียงข้อเถียงข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าจำเลยมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ตามคำฟ้องเท่านั้น จะแปลว่าเป็นคำให้การที่ต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับภายหลังทำหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2527 ไม่ได้ เพราะจำเลยให้การว่าโจทก์จำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน

จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาว่าปลอมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับในคดีนี้ ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสามฉบับดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีมูลคดีเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาดังกล่าว และโจทก์จำเลยในคดีแพ่งกับคดีอาญาเป็นคู่ความเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาทั้งสองเรื่องดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5237-5238/2539 การพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ซึ่งในคดีส่วนอาญาดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสี่ฉบับ (ซึ่งรวมถึงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.11, จ.22 และ จ.25 ด้วย) เป็นเอกสารปลอม เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและหากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินให้โจทก์จำนวน 132,500 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์และจำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน จำเลยไม่เคยได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอม เนื่องจากโจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญาตกลงกันเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2527 ว่าหนังสือสัญญาที่ทำไว้ก่อนหรือหลังสัญญาฉบับนี้ให้ถือว่าเป็นโมฆะ ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจนำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับซึ่งทำขึ้นภายหลังหนังสือสัญญาดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลยได้ และโจทก์นำสัญญาที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความเอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23206, 23239, 23240, 23245, 23246, 23248, 23251, 23252, 23258, 23223, 23267, 23270, 23254, 23255 ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 11452 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ ให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินให้โจทก์ ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2529 จำนวน 52,500 บาท และฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2529 จำนวน 80,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้โดยโจทก์จำเลยมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้ขายในสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.11, จ.22 และ จ.25 และใบรับเงินตามเอกสารหมาย จ.16 (รวม 4 ฉบับ) จ.23 (รวม 4 ฉบับ) และ จ.34 (รวม 2 ฉบับ) ไว้จริง คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1056/2533 (หมายเลขแดงที่ 963/2537) และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1154/2533 (หมายเลขแดงที่ 974/2537) เป็นคดีที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องว่าปลอมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับในคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน และศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามพฤติการณ์แห่งคดี พยานหลักฐานยังไม่พอฟังว่าสัญญาจะซื้อจะขายทั้ง 4 ฉบับ (ซึ่งรวมถึงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในคดีนี้ด้วย) ด้วยเป็นเอกสารปลอม

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับกับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยรวม 9 แปลง ชำระราคาครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่โอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยให้การในตอนแรกว่าโจทก์จำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอม แต่กลับให้การในอีกตอนหนึ่งว่า โจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญาตกลงกันเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2527 ว่า หนังสือสัญญาที่ทำไว้ก่อนหรือหลังสัญญาฉบับนี้ให้ถือว่าเป็นโมฆะ ฉะนั้น หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับซึ่งทำขึ้นภายหลังหนังสือสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลยได้ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แต่คำให้การจำเลยเข้าใจได้ว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง และเป็นเพียงข้อเถียงข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าจำเลยมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ตามคำฟ้องเท่านั้น จะแปลว่าเป็นคำให้การที่ต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับภายหลังทำหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2527 ไม่ได้ เพราะจำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน ส่วนโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความมีสาระสำคัญว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลย 3 ครั้ง รวม 15 แปลง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2529 วันที่ 26 มกราคม 2529 และวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2527 เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1056/2533 (หมายเลขแดงที่ 963/2537) และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1154/2533 (หมายเลขแดงที่ 974/2537) จำเลยฟ้องโจทก์ว่าปลอมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับในคดีนี้ ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสามฉบับดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีมูลคดีเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำผิดทางอาญาดังกล่าว และโจทก์จำเลยในคดีแพ่งกับคดีอาญาเป็นคู่ความเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาทั้งสองเรื่องดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5237-5238/2539 การพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งในคดีส่วนอาญาดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นเอกสารปลอม เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับกับโจทก์

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยแล้วหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความสรุปว่า โจทก์ชำระราคาบางส่วนในวันทำสัญญา และผ่อนชำระส่วนที่เหลือจนครบโดยชำระเงินสดบ้าง หักหนี้กันบ้าง และเช็คบางฉบับก็ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ตามเช็ค จดหมายที่จำเลยมีถึงโจทก์ ใบฝากเงินสด ใบรับเงินสด และใบคืนเช็ค ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์ไม่เคยจ่ายเงินให้แก่จำเลย เป็นเรื่องที่โจทก์ทำหลักฐานขึ้นมาเอง เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายมีลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้ขาย ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสามฉบับดังกล่าวระบุว่ามีการชำระเงินบางส่วนในวันทำสัญญา และในใบรับเงินปรากฏลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้รับเงิน ทางนำสืบของจำเลยจึงขัดแย้งกับพยานเอกสารดังกล่าวที่มีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อไว้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104 ม. 177 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววราภรณ์ ประเสริฐนู
จำเลย — นายวิรัตน์ รัฐวิสุทธินันท์
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1141/2553
#509420
เปิดฉบับเต็ม

อักษรโรมันคำว่า "OK" เป็นคำทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรม ว่า ตกลง, เป็นที่น่าพอใจ, ถูกต้อง, ใช้ได้, เรียบร้อย ความหมายของอักษรโรมันและเครื่องหมายดังกล่าวไม่ได้หมายถึงตัวสินค้าหรือเป็นการเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าโดยตรง ส่วนเครื่องหมาย "!" เป็นเครื่องหมายที่มีใช้ในภาษาต่างๆ ไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเรื่องคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 (2) อักษรโรมันคำว่า "OK" จึงไม่เป็นคำสามัญซึ่งไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลภายกฎหมายประเทศอังกฤษ ประกอบอาชีพเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสิ่งพิมพ์เผยแพร่ต่างๆ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2547 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "OK! FIRST FOR CELEBRITY NEWS" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า หนังสือแม๊กกาซีนเป็นต้น แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้โดยอ้างว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เนื่องจากอักษรโรมันคำว่า "OK!" เป็นคำสามัญ ส่วนอักษรโรมันคำว่า "FIRST FOR CELEBRITY NEWS" หมายถึง "ที่หนึ่งสำหรับข่าวของบุคคล" อันเป็นการบรรยายถึงคุณสมบัติโดยตรงของสินค้า ต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะและไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 548769 และ 548770 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งเก้าให้การว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะและเล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้มีการโฆษณาหรือใช้จนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/2419 และที่ พณ 0704/2420 ลงวันที่ 31 มกราคม 2548 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 988/2549 และที่ 989/2549 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 548769 และ 548770 ของโจทก์ต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 548770 โจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธว่า ไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้ข้อความว่า "FIRST FOR CELEBRITY NEWS" ค่าฤชาธรรมเนียม

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "OK!" และ "OK! FIRST FOR CELEBRITY NEWS" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า หนังสือแม๊กกาซีน เป็นต้น ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้ โดยอ้างว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เนื่องจากอักษรโรมันคำว่า "OK!" เป็นคำสามัญ ส่วนอักษรโรมันคำว่า "OK! FIRST FOR CELEBRITY NEWS" หมายถึง "ที่หนึ่งสำหรับข่าวของบุคคล" อันเป็นการบรรยายถึงคุณสมบัติโดยตรงของสินค้า ต้องห้ามตามกฎหมาย ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 โจทก์อุทธรณ์ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปรากฏตามเอการหมาย จ.7 และ จ.8

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้ามีว่า อักษรโรมันคำว่า "OK!" เป็นเครื่องหมายที่ใช้เรียกโดยทั่วไป (Generic marks) สำหรับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า หนังสือแม๊กกาซีนที่โจทก์ขอจดทะเบียนหรือไม่ เห็นว่า คำสามัญ (Generic marks) ที่ไม่อาจรับจดทะเบียนได้นั้นหมายถึงคำที่มีความหมายถึงตัวสินค้าโดยตรง เช่น คำว่า "เก้าอี้" สำหรับสินค้าเก้าอี้ เป็นต้น สำหรับอักษรโรมันคำว่า "OK!" เป็นคำทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรม ซึ่งมีความหมายว่า ตกลง, เป็นที่น่าพอใจ, ถูกต้อง, ใช้ได้, เรียบร้อยปรากฏตามเอกสารหมาย จ.19 ความหมายของอักษรโรมันและเครื่องหมายดังกล่าวไม่ได้หมายถึงตัวสินค้าหรือเป็นการเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าโดยตรงแต่อย่างใด ส่วนเครื่องหมาย "!" เป็นเครื่องหมายที่มีใช้ในภาษาต่างๆ ไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเรื่องคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 (2) อักษรโรมันคำว่า "OK!" จึงไม่คำสามัญซึ่งไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ตามกฎหมายดังที่จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ และคำดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะสำหรับสินค้าจำพวก 16 ตามที่โจทก์ขอจดทะเบียน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นอร์ธเธิร์น แอนด์ เซลล์ ไทเทิลส์ ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2553
#499693
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาและนำออกประมูลขายทอดตลาด เมื่อนำมาหักกับราคาเช่าซื้อที่ค้างชำระแล้วยังขาดอยู่อีก โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัด ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 160,000 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยนั้นถือเป็นการคิดค่าเสียหายส่วนหนึ่ง เมื่อได้กำหนดค่าเสียหายให้เป็นจำนวนพอสมควรแล้วจึงไม่กำหนดให้อีก พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 160,000 บาท คำขออื่นให้ยก ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแสดงว่า โจทก์มีสิทธิได้รับทั้งค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์ แต่เมื่อศาลกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาให้โจทก์มากพอสมควรแล้ว จึงไม่กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้อีก ดังนั้น ในชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบ ตามพฤติการณ์ถือได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา แต่โจทก์คงมีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ได้ (แม้โจทก์แก้อุทธรณ์โดยไม่ได้ขอค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์) เพราะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้อง และศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับอยู่แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 204,173.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 160,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาและนำออกประมูลขายทอดตลาดได้เงิน 70,000 บาท เมื่อนำมาหักกับราคาเช่าซื้อที่ค้างชำระแล้วยังขาดอยู่อีก 179,173.72 บาท โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 179,173.72 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 204,173.72 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัด ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 160,000 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยนั้นถือเป็นการคิดค่าเสียหายส่วนหนึ่งเมื่อได้กำหนดค่าเสียหายให้เป็นจำนวนพอสมควรแล้วจึงไม่กำหนดให้อีก พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,000 บาท คำขออื่นให้ยก ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแสดงว่า โจทก์มีสิทธิได้รับทั้งค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์ แต่เมื่อศาลกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาให้โจทก์มากพอสมควรแล้ว จึงไม่กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้อีก ในชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบ ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา แต่โจทก์คงมีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้อง และศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับอยู่แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพระนคร ยนตรการ จำกัด
จำเลย — นางวรรณชรี ทิพย์ปาละ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเพ็ญศรี สินธุเสน
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2553
#509551
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาและนำออกประมูลขายทอดตลาดได้เงิน 70,000 บาท เมื่อนำมาหักกับราคาเช่าซื้อที่ค้างชำระแล้วยังขาดอยู่อีก 179,173.72 บาท โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 179,173.72 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัด ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 160,000 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยนั้นถือเป็นการคิดค่าเสียหายส่วนหนึ่ง เมื่อได้กำหนดค่าเสียหายให้เป็นจำนวนพอสมควรแล้วจึงไม่กำหนดให้อีก ดังนั้น ในชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบ ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้อง และศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับอยู่แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน อร 5805 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ ในราคา 278,208 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 5,796 บาท ต่อเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 20 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 20 เมษายน 2546 แต่ยังครอบครองใช้รถยนต์ของโจทก์ต่อไป ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2547 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนและนำออกขายได้เงินเพียง 70,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา 179,173.72 บาท และขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันผิดนัดถึงวันที่ยึดรถยนต์คืนเป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 25,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 204,173.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 แต่โจทก์ไม่เคยใช้สิทธิเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 10.1 สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากับโจทก์โดยส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ โจทก์คงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดใช้ราคารถส่วนที่ขาดให้โจทก์ ค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท เป็นการคิดขึ้นเองไม่อาจพิสูจน์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 160,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการเดียวว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาและนำออกประมูลขายทอดตลาดได้เงิน 70,000 บาท เมื่อนำมาหักกับราคาเช่าซื้อที่ค้างชำระแล้วยังขาดอยู่อีก 179,173.72 บาท โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 179,173.72 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 204,173.72 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัด ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 160,000 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยนั้นถือเป็นการคิดค่าเสียหายส่วนหนึ่งเมื่อได้กำหนดค่าเสียหายให้เป็นจำนวนพอสมควรแล้วจึงไม่กำหนดให้อีก พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,000 บาท คำขออื่นให้ยก ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแสดงว่า โจทก์มีสิทธิได้รับทั้งค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์ แต่เมื่อศาลกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาให้โจทก์มากพอสมควรแล้ว จึงไม่กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้อีก ดังนั้น ในชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบ ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาแต่โจทก์คงมีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้อง และศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับอยู่แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพระนคร ยนตรการ จำกัด
จำเลย — นางวรรณชรี ทิพย์ปาละ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2553
#504615
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีโทษถึงประหารชีวิต การสอบสวนคำให้การของผู้ต้องหาจึงอยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิทธิเด็ดขาดของผู้ต้องหาที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความให้ เมื่อพนักงานสอบสวนถามแล้วผู้ต้องหาไม่มีทนายความ เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนต้องหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหา ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยทราบแล้ว และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธไม่ต้องการทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยตามคำให้การดังกล่าวจำเลยไม่ขอให้การโดยจะไปให้การในชั้นศาล การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง แต่ในบทบัญญัติมาตรา 134/4 วรรคท้าย บัญญัติไว้เพียงว่า ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้นแม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด เมื่อมีการสอบสวนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์ขอให้ศาลริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางโดยอ้างว่า จำเลยใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่าจำเลยถูกจับขณะขับรถยนต์ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุ และเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 12,000 เม็ด อาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่ซองกระสุนปืน 1 ซอง กับกระสุนปืนออโตเมติกขนาด 9 มม. จำนวน 11 นัด ดังนั้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงมิใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุอื่นใด ซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรงและมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิดซึ่งหมายถึงความผิดฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ทั้งที่มิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตาม ป.อ. มาตรา 32

การที่จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมว่ากระทำความผิดตามฟ้องถือได้ว่าเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คืนอาวุธปืน (ซองกระสุนปืน 1 ซอง) แก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,200,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 (ที่ถูก มาตรา 78) ประกอบมาตรา 53 (เฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย) เป็นจำคุก 33 ปี 8 เดือนและปรับ 800,000 บาท รวมจำคุก 33 ปี 20 เดือนและปรับ 800,000 บาท ริบเมทเอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คืนอาวุธปืนและซองกระสุนปืน 1 ซอง แก่เจ้าของ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ทั้งนี้ให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลดโทษให้เหตุจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมแต่ยังคงลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีนี้มีอัตราโทษถึงประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง บังคับให้เจ้าพนักงานของรัฐต้องจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหา หากผู้ต้องหาไม่มีทนายความร่วมรับฟังในชั้นสอบสวนไม่ว่าผู้ต้องหาจะปฏิเสธหรือรับสารภาพก็ตามเพราะไม่มีบทยกเว้นให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามขั้นตอนแห่งบทบัญญัติของกฎหมายพนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 12,000 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 332,798 กรัม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไป มีโทษถึงประหารชีวิตตามมาตรา 66 วรรคสาม การสอบสวนคำให้การของผู้ต้องหาอยู่ในบังคับมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง เป็นสิทธิเด็ดขาดของผู้ต้องหาที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความให้ เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามแล้วผู้ต้องหาไม่มีทนายความเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนต้องจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหา เมื่อพิจารณาตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เอกสารหมาย จ.8 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยทราบแล้ว และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธไม่ต้องการทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลย ตามคำให้การดังกล่าวจำเลยไม่ขอให้การ โดยจะไปให้การในชั้นศาล การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง แต่ในบทบัญญัติมาตรา 134/4 วรรคท้าย บัญญัติไว้เพียงว่าถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่งหรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้นแม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด เมื่อมีการสอบสวนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางโดยอ้างว่า จำเลยใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า จำเลยถูกจับขณะขับรถยนต์ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุ และเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 12,000 เม็ด อาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่ ซองกระสุนปืน 1 ซอง กับกระสุนปืนออโตเมติกขนาด 9 มม. จำนวน11 นัด ดังนั้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงมิใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิดซึ่งหมายถึง ความผิดตามฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ทั้งมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางด้วยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,200,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุก 33 ปี 8 เดือน และปรับ 800,000 บาท เป็นการคำนวณโทษผิดพลาด ที่ถูกเป็นจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษตามโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดโดยมิได้แก้ไขจึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ อีกทั้งการที่จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมว่ากระทำความผิดตามฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลชั้นต้นลดโทษเพียงบางข้อหาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดโทษให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 800,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือนและปรับ 800,000 บาท และให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134/1 ม. 134/4 วรรคท้าย
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายโสภณหรือต่อ บัวทอง
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1108/2553
#504640
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยรับขนสินค้าไปส่งมอบให้วิทยาลัยการอาชีพ ท. จำเลยรับมอบสินค้าจากโจทก์แล้วแต่มิได้นำสินค้าไปส่งมอบให้ตามสัญญา โจทก์ต้องจัดส่งสินค้าอย่างเดียวกันให้แก่วิทยาการอาชีพ ท. อีกครั้ง และนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ แม้ตามฟ้องโจทก์จะเรียกเอาค่าเสียหายแต่ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกก็เท่ากับราคาสินค้าของโจทก์ที่ได้มอบให้จำเลยไป จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความฟ้องร้องอีกทั้งจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าได้นำสินค้าของโจทก์ไปส่งมอบให้แก่ผู้รับแล้ว มิได้ต่อสู้ว่าสินค้าของโจทก์สูญหายระหว่างการขนส่ง จึงไม่อาจนำอายุความในเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 624 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 โจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งสินค้าของโจทก์มูลค่า 37,926.15 บาท ไปส่งให้แก่วิทยาลัยการอาชีพท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จำเลยรับสินค้าดังกล่าวเพื่อจัดนำส่งแล้ว แต่จำเลยมิได้นำส่งสินค้าให้แก่ผู้รับดังกล่าวกลับนำไปเป็นของตนเอง โจทก์ต้องจัดส่งสินค้าประเภทเดียวกันและจำนวนเท่ากันให้แก่ทางวิทยาลัยการอาชีพท่าตูมอีกครั้ง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 37,826.15 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 37,926.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยรับสินค้าไปจากโจทก์ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 41,837.28 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยได้จัดส่งสินค้าพิพาทให้แก่วิทยาลัยการอาชีพท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจำเลยเก็บหลักฐานใบรับสินค้าดังกล่าวไว้จนล่วงพ้นระยะเวลา 3 ถึง 4 เดือน ไม่มีผู้ทวงถามหรือท้วงติง จึงได้ทำลายเอกสารตามระเบียบของจำเลย โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบว่าสินค้าพิพาทเป็นสินค้าอะไรมีราคาเท่าใด โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยมานานย่อมทราบข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยดีว่า หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายจำเลยจะชดใช้ให้ไม่เกินจำนวน 500 บาท และเมื่อวิทยาลัยการอาชีพท่าตูมผู้รับตราส่งได้รับของหรือสินค้าดังกล่าวแล้ว สิทธิทั้งหลายของโจทก์ย่อมตกไปได้แก่ผู้รับตราส่ง ทั้งโจทก์มิได้ส่งมอบสินค้าประเภทและจำนวนเดียวกันให้แก่ทางวิทยาลัยการอาชีพท่าตูมอีกครั้งหนึ่ง การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าสินค้าสูญหายก่อนที่วิทยาลัยการอาชีพท่าตูมจะมีหนังสือให้โจทก์ส่งมอบสินค้ามีพิรุธผิดขั้นตอน เป็นการสมคบกันระหว่างโจทก์กับลูกค้าของโจทก์กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อเอาเปรียบจำเลย เป็นการใช้สิทธิทางศาลไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้านั้นห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบ โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 แต่นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 ซึ่งพ้นระยะเวลาหนึ่งปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 37,926.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2544 แก่โจทก์ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 กรกฎาคม 2545) ต้องไม่เกิน 3,911.13 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์ว่าจ้างให้จำเลยรับขนสินค้าไปส่งมอบให้วิทยาลัยการอาชีพท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จำเลยรับมอบสินค้าดังกล่าวจากโจทก์แล้วแต่มิได้นำสินค้าไปส่งมอบให้ตามสัญญาโดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำสินค้าดังกล่าวไปเป็นของตนเอง โจทก์ต้องจัดส่งสินค้าอย่างเดียวกันให้แก่วิทยาลัยการอาชีพท่าตูมอีกครั้ง และนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ แม้ตามฟ้องโจทก์จะเรียกเอาค่าเสียหายแต่ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกก็เท่ากับราคาสินค้าของโจทก์ที่ได้มอบให้จำเลยไป จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความฟ้องร้อง อีกทั้งจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าได้นำสินค้าของโจทก์ไปส่งมอบให้แก่ผู้รับแล้ว มิได้ต่อสู้ว่าสินค้าของโจทก์สูญหายระหว่างการขนส่ง จึงไม่อาจนำอายุความในเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 624 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลิศวิลัยแอนด์ซันส์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดคูย่งฮวด สุรินทร์ขนส่ง
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1108/2553
#507942
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งสินค้าของโจทก์ไปให้ลูกค้า จำเลยนำสินค้าไปเป็นของตนเอง โจทก์ต้องจัดส่งสินค้าอย่างเดียวกันให้ลูกค้าอีกครั้งทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว แม้ตามฟ้องโจทก์จะเรียกเอาค่าเสียหายแต่ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกเอาก็เท่ากับราคาสินค้าที่ได้มอบให้จำเลยไปจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความฟ้องร้อง ทั้งจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าสินค้าของโจทก์สูญหายระหว่างการขนส่ง จึงไม่อาจนำอายุความตามมาตรา 624 มาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 โจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งสินค้าของโจทก์มูลค่า 37,926.15 บาท ไปส่งให้แก่วิทยาลัยการอาชีพท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จำเลยรับสินค้าดังกล่าวเพื่อจัดนำส่งแล้ว แต่จำเลยมิได้นำส่งสินค้าให้แก่ผู้รับดังกล่าว กลับนำไปเป็นของตนเอง โจทก์ต้องจัดส่งสินค้าประเภทเดียวกันและจำนวนเท่ากันให้แก่ทางวิทยาลัยการอาชีพท่าตูมอีกครั้ง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 37,826.15 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 37,926.15 บาท พร้อมดอกบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยรับสินค้าไปจากโจทก์ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 41,837.28 บาท

จำเลยให้การว่า ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสบายหรือส่งชักช้านั้น ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบ โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 แต่นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 ซึ่งพ้นระยะเวลาหนึ่งปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 37,926.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2544 แก่โจทก์ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 กรกฎาคม 2545) ต้องไม่เกิน 3,911,13 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยรับขนสินค้าไปส่งมอบให้วิทยาลัยการอาชีพท่าตูมจังหวัดสุรินทร์ จำเลยรับมอบสินค้าดังกล่าวจากโจทก์แล้ว แต่มิได้นำสินค้าไปส่งมอบให้ตามสัญญา โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำสินค้าดังกล่าวไปเป็นของตนเอง โจทก์ต้องจัดส่งสินค้าอย่างเดียวกันให้แก่วิทยาลัยการอาชีพท่าตูมอีกครั้ง และนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ แม้ตามฟ้องโจทก์จะเรียกเอาค่าเสียหาย แต่ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกก็เท่ากับราคาสินค้าของโจทก์ที่ได้มอบให้จำเลยไป จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความฟ้องร้อง อีกทั้งจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าได้นำสินค้าของโจทก์ไปส่งมอบให้แก่ผู้รับแล้ว มิได้ต่อสู้ว่าสินค้าของโจทก์สูญหายระหว่างการขนส่ง จึงไม่อาจนำอายุความในเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 624 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลิศวิลัยแอนด์ซันส์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดคูย่งฮวด สุรินทร์ขนส่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1078/2553
#504614
เปิดฉบับเต็ม

ถ้อยคำที่จำเลยด่าโจทก์ว่า "อีแก่ไม่ยุติธรรม มึงทำให้ครอบครัวกูแตกแยก กูจะไม่อยู่กับมึงแล้ว" เป็นการแสดงเจตนาดูหมิ่นโจทก์ซึ่งเป็นอา จำเลยเรียกโจทก์ว่า อีแก่ ขึ้นมึงขึ้นกูกับโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์อับอายเสียชื่อเสียงและเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) โจทก์ย่อมเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้

ก่อนฟ้องคดีจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27546 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่ผู้อื่น เมื่อถอนคืนการให้ จำเลยต้องส่งคืนทรัพย์สินแก่โจทก์ตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ โดยคืนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 413 วรรคหนึ่งและมาตรา 534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ถอนคืนการให้และบังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27546 พร้อมบ้านเลขที่ 8 ตำบลบ้านหมี่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี แล้วโอนที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวและที่ดินโฉนดเลขที่ 5934 เฉพาะส่วนของจำเลย พร้อมบ้านเลขที่ 189 ตำบลบ้านหมี่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี กลับคืนเป็นของโจทก์ และส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสุประภพ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งตั้งผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยด่าโจทก์เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2546 โดยโจทก์มีเด็กหญิงนพเก้า เป็นพยานเบิกความว่า นายธงชัย นำหนังสือโป๊มาให้พยานดูเมื่อเดือนธันวาคม 2545 จากนั้นเมื่อประมาณกลางเดือนมกราคม 2546 นายธงชัยชวนพยานไปดูวีซีดีโป๊ พยานจึงเล่าเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ฟังและนายธงชัยหนีออกจากบ้านไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 พยานได้ยินจำเลยด่าโจทก์เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2546 และโจทก์มีนางสาวไพรวัลย์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 โจทก์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พยานฟัง พยานจึงไปเล่าเรื่องให้จำเลยฟังอีกต่อหนึ่ง นายธงชัยออกจากบ้านไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2546 จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าเมื่อประมาณต้นปี 2545 จำเลยทราบจากชาวบ้านว่าโจทก์ไปบอกชาวบ้านว่าจำเลยด่าว่าโจทก์ เห็นว่า โจทก์มีเด็กหญิงนพเก้าและนางสาวไพรวัลย์เป็นพยานมาเบิกความสนับสนุนกล่าวอ้างถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีโครงเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุสมผล โดยจำเลยนำสืบเพียงว่ารับทราบข้อเท็จจริงจากผู้อื่นอันเป็นพยานบอกเล่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2546 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 วรรคหนึ่ง

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ถ้อยคำที่จำเลยด่าโจทก์ว่า "อีแก่ ไม่ยุติธรรม มึงทำให้ครอบครัวกูแตกแยก กูจะไม่อยู่กับมึงแล้ว" เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาดูหมิ่นโจทก์ซึ่งเป็นอา เรียกโจทก์ว่าอีแก่ ขึ้นมึงขึ้นกูกับโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์อับอายเสียชื่อเสียงและเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) โจทก์ย่อมเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์เรียกถอนคืนการให้ได้เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนฟ้องคดีจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27546 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่ผู้อื่นและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 534 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อถอนคืนการให้ ท่านให้ส่งคืนทรัพย์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยลาภมิควรได้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องคืนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 413 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

อนึ่ง เดิมโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท แต่คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์และมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา 210,000 บาท ค่าขึ้นศาลจึงมีเพียง 5,250 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 5,450 บาท เกินมา 200 บาท จึงไม่ถูกต้อง"

พิพากษากลับ ให้ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 27546 พร้อมบ้านเลขที่ 8 ตำบลบ้านหมี่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และโฉนดเลขที่ 5934 เฉพาะส่วนของจำเลย พร้อมบ้านเลขที่ 189 ตำบลบ้านหมี่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้ยกคำขออื่น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 413 วรรคหนึ่ง ม. 531 (2) ม. 533 วรรคหนึ่ง ม. 534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเซ็งอิม ศรีสมบัติ
นางจินตนา พงศ์มนัสพร
จำเลย — โดยนายสุประภาพ พงศ์มนัสพร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902 -ที่ 999/2553
#504634
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองมิใช่ศาลแรงงานกลางก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนวันสืบพยาน เพื่อให้ศาลแรงงานกลางจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองพิจารณาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 เมื่อจำเลยมิได้ดำเนินการแสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะพิพากษาคดีนี้ได้ และเมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว จำเลยก็ไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้เนื่องจากเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งและอัตราค่าจ้างตามคำฟ้องแต่ละสำนวน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 28 ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 29 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 ค้างจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยที่ 2 ไม่ปรับค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0504/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 และไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2525 เรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปี เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ค้างจ่ายค่าจ้างดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ที่ 42/2548 และคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 1 ที่ 73/2548 ตามลำดับเรื่องค่าจ้าง ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 โดยมีคำสั่งว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 คำสั่งดังกล่าวทำให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 เสียประโยชน์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างจ่ายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งการปรับอัตราเงินเดือนถือเป็นสภาพการจ้างและเป็นค่าจ้างที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่โจทก์แต่ละคนตามสัญญาจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การที่จำเลยที่ 2 ไม่ปรับค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ตามมติคณะรัฐมนตรีและไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2525 ข้อ 17 เรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปี ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ปฎิบัติมาตลอดเมื่อมีการปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 เสียประโยชน์ไม่ได้รับการปรับเงินขึ้นร้อยละ 3 บวกอีก 2 ขั้น ของฐานเงินเดือนเดิมนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 จำนวน 6 เดือน ไม่ได้รับการปรับ 1 ขั้น ของฐานเงินเดือนนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2548 จำนวน 6 เดือน และไม่ได้รับการปรับเงินขึ้นของฐานเงินเดือนปัจจุบันนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2548 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2548 จำนวน 6 เดือน จำเลยที่ 2 ได้ปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีให้แก่ลูกจ้างสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิการภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ขึ้นตรงต่อเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาไปแล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 42/2548 ของจำเลยที่ 1 และคำสั่งที่ 73/2548 ของจำเลยที่ 3 เรื่องค่าจ้าง ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ และตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ให้โอนกิจการองค์การค้าของคุรุสภาไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และองค์การค้าของจำเลยที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นส่วนราชการตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2522 และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ไม่ได้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แต่เป็นเจ้าหน้าที่องค์การค้าของจำเลยที่ 2 ซึ่งยังไม่มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลยที่ 2 สิทธิประโยชน์ต่างๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของจำเลยที่ 2 จึงเป็นไปตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 และการเลื่อนเงินเดือนเป็นไปตามระเบียบดังกล่าวข้อ 8 ซึ่งกำหนดให้การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งประจำองค์การค้าของคุรุสภาให้ที่ประชุมคณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแลจึงเป็นผู้พิจารณาอนุมัติการเลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษายังไม่มีมติอนุมัติให้เลื่อนขั้นหรือปรับเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่องค์การค้าของจำเลยที่ 2 เนื่องจากสถานะทางการเงินขององค์การค้าของจำเลยที่ 2 ขาดสภาพคล่อง จำเลยที่ 2 จึงยังไม่อาจปรับเงินเดือนให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ได้ และยังไม่จำต้องนำบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2525 ข้อ 17 เรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปีของเจ้าหน้าที่องค์การค้ามาใช้เป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความดีความชอบแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 จำเลยที่ 2 มิได้ค้างชำระค่าจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีคำสั่งว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งที่ 42/2548 และคำสั่งที่ 73/2548 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 (ประเด็นที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้ว่าจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด) โดยให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในปัญหาที่ว่า ในทางปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาองค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีมติให้ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้แก่ลูกจ้างขององค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ประเภทใดบ้าง โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ หรือมีเงื่อนไขอย่างอื่นอีกหรือไม่ อย่างไร อันจะถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายที่จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติตามที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องหรือไม่ แล้วดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสาม ต่อไปนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า การพิจารณาปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างขององค์การค้าของคุรุสภา (เดิม) หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จะดำเนินการพิจารณาปรับตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งโดยเริ่มถือเป็นแนวปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2531 นอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาครั้งที่ 12/2537-38 วันที่ 27 ธันวาคม 2537 นายสุคนธี รองผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเสนอต่อที่ประชุมเพื่อทราบว่าคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาได้อนุมัติหลักการว่าหากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในเรื่องอัตราเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นอย่างไรให้องค์การค้าของคุรุสภาดำเนินการปรับอัตราเงินเดือนเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาอีก แล้ววินิจฉัยว่าการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับอัตราเงินเดือนให้แก่พนักงานรัฐวิสาหกิจแล้วจำเลยที่ 2 จะดำเนินการปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนให้แก่พนักงานของจำเลยที่ 2 ทุกครั้งโดยไม่มีเงื่อนไข จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย ที่จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างปฏิบัติต่อพนักงานของจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างมาโดยตลอดไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว และเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับอัตราเงินเดือนของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจในอัตราร้อยละ 3 และให้ได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราที่เพิ่มร้อยละ 3 ตามอัตราค่าจ้างใหม่อีก 2 ขั้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาก็ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 ให้ปรับเงินเดือน 3 เปอร์เซ็นต์ 2 ขั้น จึงเป็นกรณีที่สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาได้แสดงเจตนาให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การที่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีสาเหตุมาจากสภาพคล่องทางการเงินของจำเลยที่ 2 ที่เป็นปัญหาการบริหารการจัดการขององค์กรอันนำมาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการทบทวนสถานภาพขององค์การค้าของ สกสค. และพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า เจ้าหน้าที่และพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่และพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษารวมทั้งต้องได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและได้รับเงินเดือนค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติศึกษาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ใช้บังคับ ตามเอกสารหมาย จ.38 จึงเป็นการที่จำเลยที่ 2 ยอมรับถึงสถานภาพของพนักงานจำเลยที่ 2 มาโดยตลอดว่ามีสถานภาพเช่นเดียวกับที่คณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาให้ความเห็นเมื่อจำเลยที่ 2 กำหนดให้ปรับอัตราเงินเดือนให้แก่พนักงานของจำเลยที่ 2 ที่เป็นพนักงานประจำและพนักงานประเภทที่ 1 ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับพนักงานประจำจึงเป็นหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติที่จำเลยที่ 2 กำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราตามฟ้องแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าจ้างจำนวน 95,340 บาท 106,020 บาท 110,100 บาท 18,420 บาท 34,260 บาท 23,820 บาท 41,700 บาท 23,820 บาท 101,100 บาท 25,080 บาท 46,920 บาท 28,920 บาท 26,160 บาท 27,420 บาท 62,280 บาท 30,540 บาท 18,420 บาท 28,920 บาท 26,160 บาท 57,960 บาท 34,260 บาท 129,840 บาท 44,220 บาท 23,820 บาท 82,860 บาท 32,160 บาท 20,880 บาท 106,020 บาท 149,520 บาท 39,120 บาท 22,440 บาท 27,428 บาท 77,160 บาท 136,800 บาท 41,700 บาท 28,920 บาท 32,160 บาท 28,920 บาท 30,540 บาท 28,920 บาท 71,700 บาท 27,420 บาท 23,820 บาท 28,920 บาท 106,020 บาท 25,080 บาท 77,160 บาท 25,080 บาท 22,440 บาท 77,160 บาท 34,260 บาท 30,540 บาท 34,260 บาท 26,160 บาท 30,540 บาท 26,160 บาท 23,820 บาท 27,420 บาท 46,920 บาท 25,080 บาท 32,160 บาท 32,160 บาท 25,080 บาท 44,220 บาท 28,920 บาท 77,160 บาท 19,560 บาท 95,340 บาท 36,660 บาท 46,920 บาท 32,160 บาท 22,240 บาท 39,120 บาท 26,160 บาท 129,840 บาท 27,420 บาท 34,260 บาท 32,160 บาท 28,920 บาท 34,260 บาท 32,160 บาท 18,420 บาท 32,160 บาท 25,080 บาท 26,160 บาท 136,800 บาท 41,700 บาท 27,420 บาท 23,820 บาท 32,160 บาท 34,260 บาท 22,440 บาท 30,540 บาท 39,120 บาท 32,160 บาท 32,160 บาท และ 20,880 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราตามฟ้องนับแต่วันที่โจทก์แต่ละคนเกิดสิทธิเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในทางปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาองค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีมติให้ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้แก่ลูกจ้างขององค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ประเภทใดบ้าง โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ หรือมีเงื่อนไขอย่างอื่นอีกหรือไม่ อย่างไรอันจะถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายที่จำเลยที่ 2 ต้องปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนหรืออัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้ว่าจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ดังนั้น ประเด็นที่ศาลแรงงานกลางจะต้องพิจารณาและวินิจฉัยในชั้นนี้จึงมีเฉพาะเรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า บันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2525 เรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปี ไม่มีข้อความครบถ้วนตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือหากถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อตกลงดังกล่าวก็ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อครบกำหนดเวลา 1 ปี ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ก็ดี การที่สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภายื่นข้อเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ปรับเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีเท่ากับสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาซึ่งโจทก์ทั้งหลายเป็นสมาชิกรับรองการยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวว่าไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างก็ดี มติคณะรัฐมนตรีให้ปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานรัฐวิสาหกิจไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่เคยตกลงด้วยเป็นลายลักษณ์อักษรหรือโดยปริยายก็ดี ล้วนเป็นอุทธรณ์ในเรื่องที่มิได้เกี่ยวกับประเด็นที่ศาลแรงงานกลางจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นนี้ ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า คณะกรรมการของจำเลยที่ 2 ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 63 (5), 90 และระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ข้อ 8 ซึ่งเป็นกฎหมายมหาชนในการปรับสภาพการจ้าง การที่จะออกคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยอำนาจตามพระราชบัญญัติและระเบียบดังกล่าวซึ่งเป็นกฎหมายมหาชน จึงเป็นอำนาจพิจารณาของศาลปกครองมิใช่ศาลยุติธรรม ศาลแรงงานกลางไม่อาจก้าวล่วงการใช้คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการของจำเลยที่ 2 นั้น หากจำเลยที่ 2 เห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนวันสืบพยานเพื่อให้ศาลแรงงานกลางจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะพิจารณาคดีนี้ได้ และเมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ เนื่องจากเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชศักดิ์ พ่วงจินดา กับพวก
จำเลย — นายอมรเทพ วัฒนาชีรานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2553
#504673
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายเข้าไปลวนลามฉุดมือ ช. แต่มารดาดึงตัว ช. ไว้ได้แล้ว ผู้ตายจึงเดินกลับไปที่รถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายได้หมดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 68 ที่บัญญัติให้การกระทำโดยป้องกันจะต้องเป็นการป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อย่างไรก็ดี การที่ผู้ตายเข้าไปลวนลาม ช. บุตรสาวของจำเลยถึงบ้าน เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในแทบจะทันใดหลังจากถูกข่มแหงการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางรำไพ มารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และริบของกลาง

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรร์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุในวันที่ 7 กันยายน 2541 นายฤทธิรงค์ ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์ติดตามลวนลามนางสาวชมพูนุช บุตรสาวของจำเลยซึ่งมิได้รักใครชอบพอกับผู้ตาย จำเลยเคยแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจและชาวบ้านให้แจ้งโจทก์ร่วมเพื่อห้ามปรามผู้ตายมิให้ลวนลามนางสาวชมพูนุชอีก วันเกิดเหตุวันที่ 17 กันยายน 2541 เวลา 18 นาฬิกา ขณะที่จำเลย นางเกสร ภริยา นายธิติพฤฒิ นางสาวชมพูนุชและเด็กชายพิศุทธิ์ บุตรชายและบุตรสาวอยู่ที่บ้าน ผู้ตายไปที่บ้านของจำเลยแล้วถูกจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวขนาดเบอร์ 12 ยิงถูกที่แขนขวาด้านนอกและข้อพับแขนขวาด้านใน หน้าท้องขวา ชายโครงขวา และเอวด้านซ้าย นอกจากนี้สภาพศพผู้ตายยังมีบาดแผลที่ศีรษะ กะโหลกเหนือหูขวาถึงด้านหลังยุบ มีบาดแผลฉีกขาดหลังหูขวา และบาดแผลที่กะโหลกศีรษะด้านหลังตรงกลางฉีกขาดลึกถึงกะโหลกด้วยแพทย์หญิงสาธิตา แสดงเหตุที่ตายว่าเกิดจากสมองได้รับความกระทบกระเทือนจากบาดแผลกะโหลกศีรษะยุบ และเสียเลือกจากแผลกระสุนปืน มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า ผู้ตายเคยไปหานางสาวชมพูนุช ต่อมาจำเลยแจ้งฝากชาวบ้านให้โจทก์ร่วมห้ามจำเลยไม่ให้ไปพบนางสาวชมพูนุช นายโกเมศร์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลา 17 นาฬิกา ผู้ตายไปพบพยานแล้วขับรถจักรยานยนต์ของพยานออกไป นายโกเมศร์ขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งตามไป ก่อนถึงบ้านจำเลยประมาณ 30 ถึง 40 เมตร ได้ยินเสียงอาวุธปืนดังคำเบิกความดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของนางเกสร ภริยาของจำเลย นายธิติพฤฒิ นางสาวชมพูนุช และเด็กชายพิศุทธิ์ บุตรของจำเลยว่า ในวันเกิดเหตุเวลา 18 นาฬิกาผู้ตายไปหานางสาวชมพูนุชที่บ้านของจำเลย ผู้ตายเข้าไปจับมือนางสาวชมพูนุชพร้อมพูดว่าไปเที่ยวกัน แต่นางเกสร และนายธิติพฤฒิ เข้าไปฉุดตัวนางสาวชมพูนุชไม่ให้ผู้ตายพาไป ขณะเดียวกันได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น 1 นัด ถูกผู้ตายล้มลง ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบดังกล่าวรับฟังได้ว่าผู้ตายเคยไปลวนลามนางสาวชมพูนุช จนจำเลยเคยแจ้งโจทก์ร่วมให้ห้ามปราม แต่โจทก์ร่วมหาได้กระทำการใดอันเป็นการนำพาห้ามปรามอย่างจริงจังไม่ จึงปล่อยให้ผู้ตายไปเกะกะระรานผู้อื่นโดยไร้ศีลธรรมและอุกอาจเยี่ยงนี้อีกจนในวันเกิดเหตุผู้ตายเข้าไปถึงบ้านของจำเลยและนางสาวชมพูนุชแล้วเข้าไปลวนลามผู้อื่นถึงบ้าน อันเป็นเคหสถานที่เจ้าของหรือผู้อาศัยควรได้ครอบครองอย่างปกติสุขที่สุดอย่างไรก็ดี ข้อที่จำเลยอ้างว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายขณะที่ผู้ตายฉุดตัวนางสาวชมพูนุชนั้นยังขัดเหตุผล เนื่องจากหากผู้ตาย นางเกสรและนายธิติพฤฒิ ชุลมุนยื้อแย่งตัวของนางสาวชมพูนุชกันอยู่ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยิงไปในทันใด กระสุนปืนก็อาจถูกนางเกสร นายธิติพฤฒิ หรือนางสาวชมพูนุชด้วย เนื่องจากเป็นอาวุธปืนลูกซองยาวเบอร์ 12 ทั้งปรากฏจากรายงานชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ว่า กระสุนปืนถูกผู้ตายที่แขนขวา หน้าท้องขวา ชายโครงขวา และเอวด้านซ้าย แสดงว่าเป็นการยิงระยะที่กลุ่มของกระสุนเริ่มกระจายออกเป็นวงกว้างพอที่จะถูกบุคคลในรัศมีของกลุ่มกระสุนปืนลูกซองได้ ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะกล้ายิงขณะที่ภริยาและบุตรของตนอยู่ในรัศมีของกลุ่มกระสุนปืนทั้งขัดต่อคำให้การชั้นสอบสวน ที่จำเลยให้การในวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุว่า เมื่อนางเกสร ภริยาจำเลยกอดเอวนางสาวชมพูนุช ผู้ตายพูดว่าเดี๋ยวจะกลับมาอีก แล้วเดินไปยังรถจัรยานยนต์ จำเลยจึงใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้ตาย ขณะเดินไปที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ตายเข้าไปลวนลามฉุดมือนางสาวชมพูนุช แต่นางเกสรดึงตัวนางสาวชมพูนุชไว้ได้แล้ว ผู้ตายจึงเดินกลับไปที่รถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายได้หมดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่บัญญัติให้การกระทำโดยป้องกันจะต้องเป็นการป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อย่างไรก็ดี การที่ผู้ตายเข้าไปลวนลามบุตรสาวของจำเลยถึงบ้าน เป็นการข่มแหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในแทบจะทันใดหลังจากถูกข่อแหง เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า กรณีมีเหตุเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำคุก ส่วนโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษสถานหนักขึ้น เพราะผู้ตายมีบาดแผลหลายแห่ง และที่กะโหลกศีรษะ แสดงว่าจำเลยกระทำโดยอำมหิต รุนแรงเกินเหตุนั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความแต่เพียงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ส่วนบาดแผลที่ศีรษะจะเกิดจากการกระทำของผู้ใดอย่างไร ไม่ได้ความแน่ชัดทั้งคำเบิกความของนายถ้วน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่อ้างว่าเห็นจำเลยถือขวานก็ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่ารับฟังไม่ได้ สภาพของจำเลยปรากฏตามคำเบิกความของจำเลย และนายแพทย์จรัส ว่าก่อนเกิดเหตุไม่กี่วันจำเลยผ่าตัดริดสีดวงทวาร ต้องใช้เวลารักษาตัว 1 เดือน และปรากฏว่าจำเลยก็ระบุยอมรับว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงแล้วเกิดความกลัวเก็บตัวอยู่ในบ้าน ทั้งได้ความจากนางเกษร นายธิติพฤฒิ นางสาวชมพูนุช และเด็กชายพิศุทธิ์ ว่าหลังเกิดเหตุพยานทั้งสี่รีบเดินทางไปแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อกลับบ้านพบชาวบ้านหลายคนมุงดูศพผู้ตายสอดคล้องกับคำเบิกความของนายโกเมศร์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นญาติผู้ตายเบิกความว่า หลังเกิดเหตุนายโกเมศร์กลับไปที่บ้านของจำเลยมีชาวบ้านและบุคคลอื่นไปที่เกิดเหตุประมาณ 100 คน แสดงว่าหลังเกิดเหตุ เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงอาวุธปืนดังได้ไปยังที่เกิดเหตุเห็นผู้ตาย ชาวบ้านได้รับทราบเหตุที่ผู้ตายเคยเกะกะระรานลวนลามนางสาวชมพูนุชมาก่อน จนจำเลยแจ้งผ่านชาวบ้านเพื่อให้โจทก์ร่วมกำราบบุตรหลานของตนมิให้ประพฤติชั่วเช่นนั้นต่อไปอีก แต่ผู้ตายก็ยังหาได้สำนึก กลับกระทำการอุกอาจบุกไปยังบ้านของจำเลยอีกจนถูกยิง พฤติการณ์อันเป็นภัยของผู้ตายย่อมสร้างความเคียดแค้นชิงชังให้แก่ชาวบ้าน บาดแผลที่ศีรษะที่ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าเป็นการกระทำของจำเลย อาจมาจากชาวบ้านที่ดูศพแล้วระบายความเกลียดชังใส่ศพผู้ตายก็ได้ กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยหนักขึ้น ส่วนกรณีควรลดโทษแล้วรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุเกิดจากอารมณ์ของจำเลยซึ่งแม้เหตุบันดาลโทสะจะเกิดจากความผิดของผู้ตายโดยแท้ แต่ได้ความตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยเคยใช้อาวุธมีดฆ่าภริยาคนแรกเสียชีวิต ต้องโทษจำคุก 10 ปี จำเลยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้ว ย่อมควรทราบถึงภัยที่เกิดจากการใช้อารมณ์ของตนควรได้เรียนรู้การระงับยับยั้งการใช้อารมณ์ชั่ววูบ และควรรู้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นความผิดต่อกฎหมายสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมดำเนินคดีแก่ผู้ตายได้ แต่กลับใช้อาวุธปืนฆ่าผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษมานั้นเหมาะสมแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — นางรำไพ มหาชัย
จำเลย — นายสมพงษ์ เชื้อบ้านเกาะ
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 895/2553
#505576
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายที่ 2 ที่อยู่บริเวณหน้าร้าน กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายที่ 2 ที่ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ บ่งชี้ว่าเป็นการยิงไปยังส่วนบนของร่างกายซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ 2 ถึงแก่ความตายได้ อันถือเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และกระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 3 ที่บริเวณไหปลาร้า ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 3 เช่นเดียวกันตาม ป.อ มาตรา 60 แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 60, 80 และมาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยกระทำความผิดขณะอายุ 19 ปี ย่อมรู้สำนึกในการกระทำ ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 21 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 14 ปี 4 เดือน ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 กับพวก คงลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 กับพวก ฐานมีอาวุธปืนฯ และฐานพาอาวุธปืนฯ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมจำคุก 11 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเป็นอันยุติไปในชั้นอุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน การที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดและขอให้ยกฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นมา เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 กับพวกหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 นายดวงดี และนายมานะ เป็นพยานเบิกความได้ความว่า ขณะไปเที่ยวงานที่วัดเขาสะพายแร้ง นายมานะได้พูดคุยกับหญิงคนหนึ่ง กลุ่มของจำเลยไม่พอใจและมีเรื่องกัน แต่ผู้เสียหายที่ 2 ตกลงกับกลุ่มของจำเลยได้แล้วพากันไปยังร้านอาหารที่เกิดเหตุ ในระหว่างนั้นมีรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าร้านไป 2 คัน คันแรกจำเลยเป็นคนขับ จากนั้นรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันวกกลับมา จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในร้าน กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านโดยผู้เสียหายที่ 2 นายดวงดี และนายมานะเห็นจำเลยจากแสงไฟหน้าร้าน และแสงไฟจากรถจักรยานยนต์ที่ตามหลังมา เห็นว่า แม้ในขณะนั้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับอยู่จะไม่ได้เปิดไฟหน้า แต่เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งจำเลยเป็นผู้นำชี้ ปรากฏว่าจุดที่นายมานะยืนอยู่หน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุห่างจากจุดที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงประมาณ 10 เมตร ประกอบกับผู้เสียหายที่ 2 นายดวงดี และนายมานะได้พบกับจำเลยในเวลาใกล้เคียงกันมาแล้ว เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามเห็นและจำจำเลยได้ ทั้งยังได้ความจากพันตำรวจโทสุวัฒน์พนักงานสอบสวนว่าหลังจากได้รับแจ้งเหตุแล้วเดินทางไปยังร้านอาหารที่เกิดเหตุพบผู้เสียหายที่ 2 และนายมานะต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนยิง อันนำไปสู่การจับกุมจำเลยได้ในเวลาต่อมา ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยได้รับแจ้งข้อหาคดีนี้แล้วให้การรับสารภาพและชี้นำที่เกิดเหตุ โดยมีรายละเอียดของเหตุการณ์ตั้งแต่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุและใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายที่ 2 ที่อยู่บริเวณหน้าร้านก่อนขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปกับพวกนำอาวุธปืนไปซุกซ่อน และนำรถจักรยานยนต์ที่ใช้กระทำความผิดไปจอดไว้ ปรากฏตามบันทึกและรูปถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพรูปที่ 6 ถึงที่ 10 พยานหลักฐานของโจทก์สอดคล้องเชื่อมโยงกันมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยมีและพาอาวุธปืนของกลาง ซึ่งไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไปในบริเวณที่เกิดเหตุอันเป็นหมู่บ้านโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายที่ 2 กับพวก กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ปรากฏบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ จากลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายที่ 2 ที่ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ บ่งชี้ว่าเป็นการยิงไปยังส่วนบนของร่างกายซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายที่ 2 ถึงแก่ความตายได้ อันถือเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และกระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 3 ที่บริเวณไหปลาร้า ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 3 เช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 ด้วย ที่จำเลยฎีกาโดยยกเอาคำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 กับพวกมาเป็นข้อตำหนิคำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 2 กับพวกนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 2 กับพวกนั้น เหตุเกิดที่บริเวณหน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุซึ่งมีแสงไฟต่างกับการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 กับพวกซึ่งเกิดเหตุที่บริเวณถนนเลียบคลองชลประทานไม่มีแสงไฟในบริเวณดังกล่าว สภาพของการมองเห็นย่อมต่างกัน ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่า แสงไฟในร้านอาหารที่เกิดเหตุส่องไปไม่ถึงถนน ที่ถนนก็ไม่มีไฟฟ้าสาธารณะ ในทำนองว่าแสงไฟในบริเวณที่เกิดเหตุมองเห็นเหตุการณ์ไม่ชัดเจนนั้นขัดกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 ตามบันทึกคำให้การของพยานว่าบริเวณที่เกิดเหตุนอกจากแสงไฟในร้านอาหารที่เกิดเหตุแล้วยังมีแสงจันทร์และแสงไฟจากหน้ารถจักรยานยนต์ของคนร้าย หากยืนอยู่หน้าร้านและพยายามสังเกตก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนพอสมควร ฎีกาของจำเลยที่ว่าคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยนั้น เห็นว่า โจทก์มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบดังที่วินิจฉัยมาแล้ว และข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนกับนำชี้ที่เกิดเหตุและนำยึดอาวุธปืนของกลางเป็นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจผู้จักกุมและพนักงานสอบสวนพูดจูงใจนั้นเป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โดยจำเลยไม่ได้ถามพยานโจทก์ดังกล่าวเพื่อให้มีโอกาสอธิบายซึ่งไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ฎีกาของจำเลยในข้ออื่นไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปรับบทลงโทษให้ชัดเจนในการกระทำความผิดของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 3 ที่เป็นการกระทำโดยพลาดอันเป็นความผิดอีกบทหนึ่งมาด้วยนั้น เห็นว่า ไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 นั้น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 60 อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษจำเลยแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 60 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายสุรศักดิ์หรือแจ็ค เชาว์เฉียบ
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886/2553
#507263
เปิดฉบับเต็ม

หญ้าไม่ใช่พืชไร่ตามความหมายของคำนิยามศัพท์ของมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ การเช่าที่ดินพิพาทเพื่อปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของโจทก์จึงมิใช่การเช่านาอันจะต้องมีการควบคุมตามมาตรา 22 ทั้งจะขยายความให้มีความหมายถึงการประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่น นอกจากการเช่านาตามคำนิยามศัพท์ของคำว่าเกษตรกรรม มาตรา 5 หาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อการเช่าที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่นนอกจากการเช่านา แต่ขณะนี้ยังไม่มีการตรา พ.ร.ฎ.ควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่นการเช่าที่ดินของโจทก์จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้ โจทก์จะอ้างว่ามีสิทธิเช่าที่ดินพิพาทต่อไปจนครบ 6 ปี หาได้ไม่ เพราะกำหนดระยะเวลาการเช่า 6 ปี ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 26 ใช้เฉพาะการเช่านาอย่างเดียว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 บอกเลิกการเช่าจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่งมอบที่ดินที่เช่าให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 328,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนฟ้องออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ตามคำร้องลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ต่อมาระหว่างสืบพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ของโจทก์ ตามคำร้องลงวันที่ 17 เมษายน 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระค่าเสียหาย 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ส่วนอุทธรณ์คำสั่งให้ยก คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ 700 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกนั้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาจึงให้ตั้งจำเลยที่ 7 บุตรจำเลยที่ 4 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 4 ผู้มรณะ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2538 โจทก์เช่าที่ดินพิพาท 4 แปลง ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามฟ้องซึ่งเป็นที่นาเพื่อปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์โดยไม่ได้กำหนดเวลาการเช่าไว้ แต่มีการทำสัญญาเช่ากันใหม่ปีต่อปีถึงปี 2540 โจทก์ประกอบเกษตรกรรมทดลองปลูกหญ้าพันธุ์ต่างประเทศในปี 2538 ภายหลังทำสัญญาเช่าฉบับแรก มีการเก็บเกี่ยวหญ้าไปขายและแจกบ้าง ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 บอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาทและให้โจทก์นำพืชผลของโจทก์ออกไปภายในเดือนธันวาคม 2541 โจทก์ทราบการบอกเลิกแล้ว ครั้นวันที่ 31 มกราคม 2542 จำเลยทั้งเจ็ดเข้าไปไถที่ดินพิพาท ทำให้หญ้าและต้นไม้ของโจทก์เสียหาย สำหรับค่าเสียหายซึ่งศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ 20,000 บาท โจทก์ไม่ฎีกา

จึงเป็นอันยุติ

โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ครอบคลุมถึงการเช่าที่ดินเพื่อประโยชน์ด้านการเพาะปลูกข้าว พืชไร่ พืชสวน ผลไม้ พืชหลัก เลี้ยงสัตว์บกสัตว์น้ำ ทำนาเกลือ และกิจการอื่น ตามมาตรา 5 และ 21 โจทก์ย่อมมีสิทธิเช่าที่ดินพิพาทจนครบ 6 ปี ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวการบอกเลิกการเช่าของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าการเช่าที่ดินพิพาทเป็นการเช่านาตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 จึงต้องพิจารณาตามคำนิยามศัพท์ของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว ซึ่งบัญญัติว่า "นา" หมายความว่า ที่ดินที่เช่าเพื่อทำนาทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ "ทำนา" หมายความว่า การเพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่ และ "พืชไร่" หมายความว่าพืชซึ่งต้องการน้ำน้อยและอายุสั้น หรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายในสิบสองเดือนเมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า ต้นหญ้าพันธุ์ต่างประเทศที่โจทก์ปลูกในที่ดินพิพาทมิได้มีอายุสั้น ปลูกครั้งเดียวก็ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวใบหญ้าได้เป็นเวลานาน ศาลฎีกาจึงเห็นว่า หญ้าไม่ใช่พืชไร่ตามความหมายของคำนิยามดังกล่าวการเช่าที่ดินพิพาทเพื่อปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของโจทก์จึงมิใช่การเช่านาอันจะต้องมีการควบคุมตามมาตรา 22 ทั้งจะขยายความให้มีความหมายถึงการประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่น นอกจากการเช่านาตามคำนิยามศัพท์ของคำว่า "เกษตรกรรม" ตามมาตรา 5 หาได้ไม่ เพราะมาตรา 63 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประเภทใดนอกจากการเช่านา... เมื่อรัฐบาลเห็นสมควรให้การเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทนั้นมีการควบคุมตามพระราชบัญญัตินี้... ก็ให้มีอำนาจกระทำได้โดยตราพระราชกฤษฎีกา" ดังนี้ เมื่อการเช่าที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่นนอกจากการเช่านา แต่ปรากฏว่าขณะนี้ยังไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่นการเช่าที่ดินของโจทก์จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ โจทก์จะอ้างว่ามีสิทธิเช่าที่ดินพิพาทต่อไปจนครบ 6 ปี หาได้ไม่ เพราะกำหนดระยะเวลาการเช่า 6 ปี ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 26 ใช้เฉพาะการเช่านาอย่างเดียว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 บอกเลิกการเช่าชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 21 ม. 22 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกศล ผดุงทรง
จำเลย — นายตาล ยัวคลี่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2553
#504672
เปิดฉบับเต็ม

การมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่ซิกาแรต ซึ่งเป็นยาสูบที่ผลิตในต่างประเทศอันเป็นยาสูบที่มีน้ำหนักเกินกว่าห้าร้อยกรัมซึ่งมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาสูบ ฯ ส่วนการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ฯ ความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ที่มีโทษทางอาญาคนละฉบับกันมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม และข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายในฟ้องข้อหนึ่ง และบรรยายความผิดข้อหามีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมแยกมาในฟ้องอีกข้อหนึ่ง โดยอ้าง ป.อ. มาตรา 91 มาด้วยเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ส่วนการที่จำเลยมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัมและมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ จำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษในความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตาม พ.ร.บ.ยาสูบ ฯ มาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 50 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า คำว่า KRONG THIP 90 และ กรองทิพย์ 90 ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร สำหรับสินค้าจำพวกยาสูบ บุหรี่ซิกาแรต กระดาษมวนบุหรี่ก้นกรองบุหรี่ กระดาษปิดหัวซองและปิดหัวบุหรี่ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

(ก) จำเลยมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อกรองทิพย์ 90 (KRONG THIP 90) จำนวน 2,000 ซอง น้ำหนักรวม 40,000 กรัม ซึ่งเป็นยาสูบที่ผลิตในต่างประเทศและมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายและมีน้ำหนักเกินกว่าห้าร้อยกรัม ทั้งนี้ยาสูบดังกล่าวต้องปิดแสตมป์ยาสูบในอัตราซองละ 36 บาท ซึ่งจะต้องเสียค่าแสตมป์ยาสูบรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 72,000 บาท โดยจำเลยมิได้เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

(ข) จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งสินค้าบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้า คำว่า กรองทิพย์ 90 และ KRONG THIP 90) ปลอม จำนวน 2,000 ซอง ที่มีผู้ปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่ได้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเหตุเกิดที่ตำบลด่วน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อกรองทิพย์ 90 (KRONG THIP 90) ปลอม จำนวน 2,000 ซอง ดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110, 115 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19, 24, 44, 49, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 49 (ที่ถูก มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 49, 50) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน และปรับ 150,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 75,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า การมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่ซิกาแรตของกลาง ซึ่งเป็นยาสูบที่ผลิตในต่างประเทศ อันเป็นยาสูบที่มีน้ำหนักเกินกว่าห้าร้อยกรัมซึ่งมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 ส่วนการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญาคนละฉบับกัน มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกันสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ ประกอบกับคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัมและข้อหามีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายในฟ้องข้อ 2.1 และบรรยายความผิดข้อหามีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมแยกมาในฟ้องข้อ 2.2 โดยอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัมและมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ เห็นว่า การกระทำของจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย จึงเป็นกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษในความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 50 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดคือมีระวางโทษปรับสิบห้าเท่าของค่าแสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิด เมื่อค่าแสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิดคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 72,000 บาท จึงต้องลงโทษปรับจำเลย 1,080,000 บาท ซึ่งโทษดังกล่าวเป็นไปตามอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงได้และจัดว่าเป็นมาตรการการลงโทษแก่จำเลยที่หนักเพียงพอแก่สภาพการกระทำผิดครั้งนี้แล้ว หากกำหนดโทษปรับแก่จำเลยในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมอีก จะทำให้จำเลยได้รับโทษปรับหนักเกินไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดโทษจำเลย สำหรับความผิดฐานนี้ก่อนลดโทษให้โดยจำคุก 4 เดือน และปรับ 150,000 บาท มานั้น จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้งดลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานนี้เสียโดยคงให้ลงโทษจำคุกสถานเดียว"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำเลยฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบอีกกระทงหนึ่ง ปรับ 1,080,000 บาท ส่วนความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมให้จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 1,080,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 540,000 บาท โทษจำคุกคงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายไตรภพ นามมูลตรี
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 863/2553
#504631
เปิดฉบับเต็ม

ด้านหลังของใบตราส่งทางอากาศมีข้อจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่ง 1 เที่ยว หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อสินค้าน้ำหนัก 1 กิโลกรัมแล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า การที่ผู้เอาประกันภัยจงใจกรอกข้อความด้านหน้าใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ข้อ 3 ว่าขอแจ้งมูลค่าสินค้าเป็นเงิน 5,430 ดอลลาร์สหรัฐไว้เฉพาะในช่อง "Value for Customs" หรือมูลค่าเพื่อการศุลกากร ส่วนในช่อง "Total Declared Value for Carriage" หรือมูลค่าที่แจ้งทั้งหมดเพื่อการขนส่งไม่ขอแจ้งโดยขีดฆ่าออก เพราะทราบดีกว่า "Value for Customs" มีความหมายแตกต่างกับ "Total Declared Value for Carriage" แต่ผู้เอาประกันภัยก็ยังคงเลือกแสดงเจตนาที่จะไม่ระบุแจ้งมูลค่าเพื่อการขนส่งเพื่อที่จะได้เสียค่าระวางต่ำโดยยอมตกลงให้ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดตามเนื้อความด้านหลังใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศได้ ประกอบกับในขณะเดียวกันผู้เอาประกันภัยก็ได้ทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งในวงเงินประกันที่คุ้มมูลค่าของสินค้าไว้ก่อนจึงไม่มีความจำเป็นต้องเสียค่าระวางเพิ่มเพื่อให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพิ่มขึ้นอีกอันเป็นการลดต้นทุนของผู้เอาประกันภัย จึงเชื่อได้ว่าผู้เอาประกันภัยในฐานะผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น อันเป็นเหตุให้ข้อตกลงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งด้านหลังใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศมีผลใช้บังคับได้ เมื่อสินค้าพิพาทมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งจึงรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ส่ง 100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าการคำนวณน้ำหนักของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้าอัญมณีจากบริษัทบี เค ดับเบิลยู พี เจมส์ จำกัด ผู้เอาประกันภัย สินค้าดังกล่าวมูลค่า 5,430 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 221,091.61 บาท ผู้เอาประกันภัยว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ แต่มีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนผู้ติดต่อและทำสัญญาแทนเป็นผู้ขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 2 ได้ออกหลักฐานใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศให้แก่ผู้เอาประกันภัย ต่อมาจำเลยทั้งสองได้แจ้งให้ผู้เอาประกันภัยทราบว่าสินค้าได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่ง แต่จะชดใช้ค่าเสียหายให้เพียง 1,816 บาท ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 221,091.61 บาท แก่ผู้เอาประกันภัย แล้วรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยซึ่งมีต่อจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถาม จำเลยทั้งสองกลับเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 229,450.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 221,091.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ผู้เอาประกันภัยได้ตกลงไว้อย่างชัดแจ้งให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีสินค้าสูญหายหรือเสียหายที่จำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม หรือทั้งหมดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า ตามที่ระบุในใบตราส่งทางอากาศและข้อตกลงตามบัญชีเดินสะพัด ผู้ส่งไม่ได้แจ้งราคาหรือสภาพแห่งสินค้าไว้ในขณะส่งมอบสินค้าแก่จำเลยทั้งสอง ความรับผิดของผู้ขนส่งจึงมีเพียงเท่าที่ปรากฏในข้อตกลงจำกัดความรับผิดดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 100 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยทั้งสองอ้างข้อจำกัดความรับผิดด้านหลังใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศได้หรือไม่ นางสาวเสาวนีย์ ผู้ช่วยผู้จัดการของบริษัทบี เค ดับเบิลยู พี เจมส์ จำกัด ผู้เอาประกันภัย ซึ่งทำหน้าที่ติดต่อใช้บริการของจำเลยทั้งสองเบิกความรับว่า ผู้เอาประกันภัยใช้บริการของจำเลยทั้งสองในการส่งออกอัญมณีมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศพนักงานของผู้เอาประกันภัยเป็นผู้กรอกข้อความและลงลายมือชื่อไว้ ผู้เอาประกันภัยทราบว่าด้านหลังของใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศมีข้อจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่ง 1 เที่ยว หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อสินค้าน้ำหนัก 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ในการกรอกข้อมูลลงในใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หากผู้เอาประกันภัยมีข้อสงสัยก็จะโทรศัพท์สอบถามพนักงานของจำเลยทั้งสอง ค่าขนส่งสินค้าพิพาทนี้เพียงประมาณ 1,500 บาท ผู้เอาประกันภัยจะไม่เติมข้อความในช่อง "Total Declared Value for Carriage" ในทุกครั้งที่ว่าจ้างโดยจงใจขีดออก เพราะหากเขียนระบุจำนวนลงไปแล้วต้องเสียเงินค่าขนส่งเพิ่มอีก 0.40 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมูลค่าความรับผิดที่ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดเพิ่มขึ้นต่อทุกๆ 100 ดอลลาร์สหรัฐ แบบพิมพ์ใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศมีอยู่ที่บริษัทผู้เอาประกันภัยหากแบบพิมพ์หมดเมื่อใดก็จะขอจากจำเลยทั้งสอง เมื่อกรอกใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศแล้ว ผู้เอาประกันภัยได้ส่งให้โจทก์ตรวจดูเพื่อดำเนินการรับประกันภัยเสียก่อนจากนั้นจึงส่งมอบสินค้าให้จำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า การที่ผู้เอาประกันภัยจงใจกรอกข้อความด้านหน้าใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ข้อ 3 ว่าขอแจ้งมูลค่าสินค้าเป็นเงิน 5,430 ดอลลาร์สหรัฐ ไว้เฉพาะในช่อง "Value for Customs" หรือมูลค่าเพื่อการศุลกากร ส่วนในช่อง "Total Declared Value for Carriage" หรือมูลค่าที่แจ้งทั้งหมดเพื่อการขนส่งไม่ขอแจ้งโดยขีดฆ่าออก เพราะทราบดีกว่า "Value for Customs" มีความหมายแตกต่างกับ "Total Declared Value for Carrige" ดังที่พยานเบิกความ แต่ผู้เอาประกันภัยก็ยังคงเลือกแสดงเจตนาที่จะไม่ระบุแจ้งมูลค่าเพื่อการขนส่งที่จะได้เสียค่าระวางต่ำ โดยยอมตกลงให้ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดตามเนื้อความด้านหลังใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศได้ ประกอบกับในขณะเดียวกันผู้เอาประกันภัยก็ได้ทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งในวงเงินประกันที่คุ้มมูลค่าของสินค้าไว้ก่อน จึงไม่มีความจำเป็นต้องเสียค่าระวางเพิ่มเพื่อให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพิ่มขึ้นอีก เป็นการลดต้นทุนของผู้เอาประกันภัย พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่าผู้เอาประกันภัยในฐานะผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้นอันเป็นเหตุให้ข้อตกลงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งด้านหลังใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศมีผลใช้บังคับได้เมื่อใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศมีผลใช้บังคับได้เมื่อใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศระบุว่าสินค้าพิพาทมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จำเลยทั้งสองผู้ขนส่งจึงรับผิดต่อโจทก์ซึ่งรับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ส่ง 100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าการคำนวณตามน้ำหนักของสินค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคิวบีอี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัทเฟดเดอรัล เอ๊กซ์เพรส
จำเลย — คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 860/2553
#497417
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏตามคำร้องของจำเลยว่าจำเลยได้ขอให้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งทนายความให้ตลอดมาจนกระทั่งสืบพยานจำเลยเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้แต่งตั้งทนายความให้จำเลย ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบกระบวนพิจารณานั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด คำร้องของจำเลยย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยยื่นคำร้องว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าจะรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ได้มี พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ขอให้งดเพิ่มโทษ โดยจำเลยยื่นคำร้องหลังจากที่ศาลชั้นต้น อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 และก่อนที่จำเลยจะยื่นฎีกา เมื่อคำร้องดังกล่าวเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี มิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลล่างที่มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว หากศาลชั้นต้นสั่งเป็นประการใดแล้ว จำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมาได้เป็นลำดับ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับเป็นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ฯ พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 265, 334, 335 (1) วรรคแรก ฐานปลอมเงินตรา จำคุก 12 ปี ฐานปลอมเอกสารราชการ จำคุก 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 24 กระทง จำคุก 24 ปี รวมทุกกระทงจำคุก 36 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 48 ปี 8 เดือน จำเลยรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 78 คงจำคุก 24 ปี 4 เดือน ริบของกลาง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 348,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

คดีอยู่ระหว่างศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย วันที่ 20 พฤษภาคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องว่า ในวันสอบคำให้การจำเลยแถลงต่อศาลว่า จำเลยไม่มีทนายความ ขอให้ศาลตั้งทนายความให้จำเลยแต่ศาลชั้นต้นมิได้ตั้งทนายความให้จำเลยและทำการสืบพยานโจทก์ไป จำเลยได้โต้แย้งต่อศาลชั้นต้นตลอดมา แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฟัง และสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จ อันมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิจารณาพิพากษาคดีของจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่อีก ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2550 ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยไม่ต้องการทนายความและขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง จำเลยลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาโดยไม่คัดค้านการดำเนินกระบวนพิจารณาว่าไม่ถูกต้อง ต่อมามีการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้คัดค้าน ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองแล้ว ให้ยกคำร้องและให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยฎีกาคำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีของจำเลยใหม่หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 อ้างว่า ในวันสอบคำให้การ จำเลยแถลงต่อศาลว่า จำเลยไม่มีทนายความ ขอให้ศาลตั้งทนายความให้จำเลยแต่ศาลชั้นต้นมิได้ตั้งทนายความให้จำเลยและทำการสืบพยานโจทก์ไป โดยจำเลยได้โต้แย้งต่อศาลชั้นต้นตลอดมา แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฟัง และสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จอันมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิจารณาและพิพากษาคดีของจำเลยใหม่ ดังนี้ คำร้องของจำเลยดังกล่าวพอแปลเจตนารมณ์ได้ว่า จำเลยประสงค์ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบที่ศาลชั้นต้นไม่ได้แต่งตั้งทนายความให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น เมื่อปรากฏตามคำร้องของจำเลยว่า จำเลยได้ขอให้ศาลชั้นต้นตั้งทนายความให้จำเลยตลอดมาจนกระทั่งสืบพยานจำเลยเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้แต่งตั้งทนายความให้จำเลยซึ่งหากจำเลยเห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง แล้ว จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบกระบวนพิจารณานั้น แต่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 จึงล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด คำร้องของจำเลยย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2552 ว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าจะรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ โทษที่โจทก์นำมาเป็นเหตุเพิ่มโทษซึ่งจำเลยได้กระทำความผิดก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วตั้งแต่ปี 2546 จึงถูกลบล้างไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ขอให้งดเพิ่มโทษให้แก่จำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลรับฎีกาคำสั่งของจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 จำเลยยื่นคำร้องมีลักษณะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา โดยยื่นภายในกำหนดเวลาที่ขอขยาย จึงรับเป็นคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องหลังจากที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 และก่อนที่จำเลยจะยื่นฎีกา เมื่อคำร้องของจำเลยดังกล่าวเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี ซึ่งมิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว หากศาลชั้นต้นสั่งเป็นประการใดแล้ว จำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมาได้เป็นลำดับ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับเป็นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงเห็นควรวินิจฉัยและมีคำสั่งคำร้องของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อน เห็นว่า แม้ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ฐานรับของโจรของศาลชั้นต้น และจำเลยพ้นโทษคดีดังกล่าวแล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ตาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้

พิพากษายืน โดยไม่เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกจำเลย 36 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 18 ปี 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 2 ม. 4
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 173 ม. 195 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายธนกร อังกุลดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายภาคภูมิ ปิยะตระภูมิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — ไม่ปรากฏชื่อ
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 -ที่ 844/2553
#504514
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่จะถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 จะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลผู้นั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่จำเลยจัดสรรที่ดินและได้ประกาศขายที่ดินแปลงย่อยพร้อมบ้านพักอาศัยแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้บริโภคทั้งสิบห้าโดยที่มิได้ตระเตรียมเงินลงทุนไว้ให้พร้อมเสียก่อนเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุน ซึ่งสถาบันการเงินระงับการให้กู้ในระหว่างนั้นเป็นเหตุให้การดำเนินการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยหยุดชะงักลง จึงเป็นความผิดของจำเลยที่ไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อนทั้งๆ ที่สามารถกระทำได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสามสำนวน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,038,972.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 770,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางอุไรวรรณ ชำระเงิน 539,598.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 424,126 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายชวลิต ชำระเงิน 889,566.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 675,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำชำระเสร็จแก่นายสุวัฒนะ ชำระเงิน 1,066,720.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 830,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายเฉลิมวงศ์ และนางสุนันทา ชำระเงิน 996,825.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 685,126 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายเกรียงศักดิ์ ชำระเงิน 920,080.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 675,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นาวาอากาศเอกธรรมนูญและนางลัดดา ชำระเงิน 819,639.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 643,200 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายสมหวัง ชำระเงิน 829,223.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 610,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายชัชวาล ชำระเงิน 659,072.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 515,400 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายนริศ ชำระเงิน 582,075.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 421,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางพรพรรณ ชำระเงิน 874,804.66 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 622,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวปาริฉัตร ชำระเงิน 902,327.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 675,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายโอภาส ชำระเงิน 1,261,808.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 960,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวมัลลิกา ชำระเงิน 957,716.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 684,854 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายพงษ์ระพี และชำระเงิน 532,824.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 405,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายพิพัฒน์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่นางอุไรวรรณ จำนวน 1,038,972.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 770,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นายชวลิต จำนวน 539,598.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 424,126 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นายสุวัฒนะ จำนวน 889,566.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 675,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นายเฉลิมวงศ์และนางสุนันทา จำนวน 1,066,720.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 830,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นายเกรียงศักดิ์ จำนวน 996,825.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 685,126 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นาวาอากาศเอกธรรมนูญและนางลัดดา จำนวน 920,080.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 675,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นายสมหวัง จำนวน 819,639.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 643,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายชัชวาล จำนวน 829,223.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 610,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นายนริศ จำนวน 659,072.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 515,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นางพรพรรณ จำนวน 582,075.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 421,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นางสาวปาริฉัตร จำนวน 874,804.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 622,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นายโอภาส จำนวน 902,327.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 675,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นางสาวมัลลิกา จำนวนเงิน 1,261,808.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 960,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นายพงษ์ระพี จำนวน 957,716.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 684,854 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินแก่นายพิพัฒน์ จำนวน 532,824.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 405,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินปลูกสร้างบ้านแล้วเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปในโครงการหมู่บ้านเมืองเอก โครงการ 7 ตั้งอยู่ที่ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ระหว่างปี 2536 ถึงปี 2538 ผู้บริโภคทั้งสิบห้าเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านในโครงการดังกล่าวกับจำเลยโดยผู้บริโภคทั้งสิบห้าชำระเงินจองในวันทำสัญญาและชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยแล้วบางส่วน ต่อมาจำเลยยุติการปลูกสร้างไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามสัญญา ผู้บริโภคทั้งสิบห้าจึงเข้าร้องเรียนต่อโจทก์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เอกสารหมาย จ.137 ถึง จ.139 เป็นเพียงสำเนา มิใช่ต้นฉบับเอกสารที่แท้จริง อีกทั้งทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้รับเอกสารมีอำนาจรับรองความถูกต้องของเอกสารได้และผู้ที่ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.137 ถึง จ.139 เป็นผู้รับรองสำเนาถูกต้อง โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยมิได้คัดค้านการไม่มีอยู่ของต้นฉบับหรือเป็นเอกสารปลอมหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับก่อนการสืบพยานเสร็จหรือก่อนศาลมีคำพิพากษา จะถือว่าจำเลยยอมรับว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวนั้นถูกต้องไม่ได้ เห็นว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นนั้นจำเลยไม่ได้คัดค้านความมีอยู่จริงของต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 เมื่อจำเลยไม่ได้เรียกร้องให้โจทก์ส่งต้นฉบับเอกสารและศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่กำหนดให้โจทก์ส่งต้นฉบับแล้ววินิจฉัยคดีโดยไม่มีข้อสงสัยว่าเอกสารดังกล่าวไม่มีต้นฉบับ หรือเป็นเอกสารปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ สำเนาเอกสารดังกล่าวจึงสามารถรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าการประกอบธุรกิจของจำเลยไม่มีลักษณะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ผู้ประกอบธุรกิจหมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตหรือผู้ขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย" การที่จำเลยจัดสรรที่ดินพร้อมก่อสร้างบ้านเพื่อโฆษณาขายให้แก่ประชาชนทั่วไปนั้นถือได้ว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยการลงทุนและลงแรงในการจัดสรรที่ดินและปลูกสร้างซึ่งจำเลยมีไว้เพื่อขายให้แก่ผู้ซื้ออันเป็นสินค้าเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือผลกำไรเป็นตัวเงิน จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายสินค้าและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์มีอำนาจและหน้าที่พิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจตามมาตรา 10 เมื่อโจทก์เห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม โจทก์ก็มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอัยการสูงสุดเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยผู้กระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล และเมื่อโจทก์ได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้วตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และที่จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบพยานหลักฐานแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย เห็นว่า โจทก์มีผู้บริโภคทั้งสิบห้าและเจ้าหน้าที่ของโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยยืนยันว่า โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยแล้วตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและไปรษณีย์ตอบรับเอกสารหมาย จ.15, จ.16 และ จ.150 ถึง จ.155 ประกอบกับไปรษณีย์ตอบรับดังกล่าวมีลายมือชื่อผู้รับปรากฏอยู่โดยที่จำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โครงการของจำเลยมีขนาดใหญ่ต้องใช้ระยะเวลาการดำเนินการและสัญญาที่ผู้บริโภคทั้งสิบห้าทำกับจำเลยไม่ได้ระบุขยายระยะเวลาการปลูกสร้างแล้วเสร็จและวันโอนกรรมสิทธิ์ไว้ ผู้บริโภคทั้งสิบห้าไม่ชำระเงินงวดส่วนที่เหลือเนื่องจากอาจจะไม่มีเงิน ประกอบกับเนื่องจากเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายปี 2539 ทำให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ยุติการสนับสนุนโครงการ ทำให้จำเลยขาดเงินทุนในการปลูกสร้างโครงการของจำเลยจึงต้องหยุดและชะลอการก่อสร้าง เหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่อาจคาดคิดได้จำเลยจึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างผู้บริโภคทั้งสิบห้ากับจำเลยจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างให้แล้วเสร็จ แต่จำเลยต้องปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสมควร เมื่อนับแต่วันที่ผู้บริโภคแต่ละรายทำสัญญากล่าวคือ ระหว่างปี 2536 ถึงปี 2538 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องในปี 2542 เป็นเวลาประมาณ 4 ปี ถึง 6 ปี ไม่ปรากฏว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านจนแล้วเสร็จให้อยู่ในสภาพพร้อมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้บริโภคทั้งสิบห้าได้เลย จึงถือว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคทั้งสิบห้ากลับผ่อนชำระเงินให้แก่จำเลยพอสมควรแล้วอันเป็นการชำระหนี้บางส่วน สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างผู้บริโภคทั้งสิบห้ากับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้บริโภคทั้งสิบห้า ผู้บริโภคทั้งสิบห้าจึงยังไม่ต้องชำระหนี้ที่เหลือแก่จำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ไม่ให้การสนับสนุนเงินเพื่อดำเนินการตามโครงการ จำเลยจึงต้องยุติการปลูกสร้างจึงเป็นเหตุที่ไม่อาจคาดคิดหรือป้องกันได้ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดต่อผู้บริโภคทั้งสิบห้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใดๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันถึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ฉะนั้น เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นจะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลผู้นั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่จำเลยจัดสรรที่ดินพร้อมทั้งได้ประกาศขายที่ดินแปลงย่อยพร้อมบ้านพักอาศัยแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้บริโภคทั้งสิบห้าคนโดยที่มิได้ตระเตรียมเงินลงทุนไว้ให้พร้อมเสียก่อนเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับเงินลงทุนโดยสถาบันการเงินระงับการให้กู้ในระหว่างนั้น เป็นเหตุให้การดำเนินการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยหยุดชะงักลง จึงเป็นความผิดของจำเลยที่ไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อนทั้งๆ ที่สามารถกระทำได้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทเมืองเอก จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2553
#498543
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาประการแรกของโจทก์กล่าวถึงแต่เฉพาะคดีของบุคคลอื่นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาอย่างไร ซึ่งเป็นคนละคดีกับคดีของโจทก์ ย่อมมีข้อที่จะต้องพิจารณาเฉพาะของแต่ละคดี โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือข้อเท็จจริงอย่างไร ส่วนฎีกาประการที่สองที่อ้างว่าคำพิพากษาในคดีอาญาที่ยกฟ้องโจทก์และคดีดังกล่าวถึงที่สุด ย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นคำพิพากษาที่ซ้ำซ้อนกับคดีอาญาดังกล่าว นั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อกฎหมายดังที่โจทก์กล่าวอ้าง และก็เป็นข้อฎีกาที่มิได้ชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบอย่างไรเช่นเดียวกัน ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,465,499 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,536,807.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 รับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1912 - 1914/2533 ของศาลชั้นต้น พนักงานสอบสวนได้ยึดทรัพย์ของโจทก์ไว้ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับโจทก์ พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ แต่ยื่นอุทธรณ์จำเลยอื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน นอกจากนี้ศาลชั้นต้นยังได้พิพากษาให้โจทก์คดีนี้ร่วมกับจำเลยอื่นรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว คดีถึงที่สุด สำหรับจำเลยอื่นอยู่ระหว่างรอการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,384,807.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (วันที่ 8 ตุลาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอให้ชำระเงินจำนวน 1,384,807.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาเป็นประการแรกว่า ในคดีอาญาที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยและศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด จ่าสิบตำรวจภัทรพลหรือวรัลยง ก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วยคนหนึ่งและศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดเช่นเดียวกับโจทก์ ระหว่างพิจารณาคดีอาญา พนักงานสอบสวนยึดเงินสด รถยนต์ และโฉนดที่ดิน 2 แปลง ของจ่าสิบตำรวจภัทรพลเป็นของกลาง เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว จ่าสิบตำรวจภัทรพลก็ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1508/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 646/2546 เรียกทรัพย์สินของกลางคืนเป็นทุนทรัพย์ 3,243,206 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คดีนี้ชำระเงิน 1,407,929.18 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้คืนโฉนดที่ดินสองแปลงที่ยึดไว้แก่จ่าสิบตำรวจภัทรพล จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา แต่ต่อมาขอถอนฎีกาโดยให้เหตุผลว่า กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ศาลฎีกาอนุญาตให้ถอนฎีกา คดีถึงที่สุด แต่คดีของโจทก์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับมีคำพิพากษายกฟ้อง เป็นการพิพากษาที่ขัดกัน และโจทก์ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า ในคดีอาญาที่โจทก์ถูกฟ้องนั้น พนักงานอัยการโจทก์มีคำขอให้โจทก์ร่วมกับจำเลยอื่นใช้เงินแก่ผู้เสียหาย คือ จำเลยที่ 1 คดีนี้ด้วย เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าว ศาลมิได้พิพากษาว่าจำนวนเงินในบัญชีของกลาง เป็นเงินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาจากการกระทำความผิด หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือพิพากษาให้ริบ คำพิพากษานี้ย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 คดีนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าว ดังนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นคำพิพากษาที่ซ้ำหรือซ้อนกับคดีอาญาดังกล่าว เห็นว่า ฎีกาประการแรกของโจทก์กล่าวถึงแต่เฉพาะคดีของจ่าสิบตำรวจภัทรพลว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาอย่างไร ซึ่งเป็นคนละคดีกับคดีของโจทก์ ย่อมมีข้อที่จะต้องพิจารณาเฉพาะของแต่ละคดี โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงอย่างไร สำหรับฎีกาประการที่สองไม่ปรากฏว่ามีข้อกฎหมายดังที่โจทก์กล่าวอ้าง และก็เป็นข้อฎีกาที่มิได้ชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบอย่างไรเช่นเดียวกัน ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์ โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะต้องคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดาบตำรวจประวัติ รองสำลี
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวัชระ จิรัฐติเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบุญชู ทัศนประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2553
#506196
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาของลูกหนี้ที่ 1 ในคดีแพ่งซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 1 ออกขายทอดตลาดแล้วแต่ผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งริบมัดจำจำนวน 47,651 บาท ของผู้ซื้อและจ่ายชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องแล้ว เงินมัดจำที่ถูกริบดังกล่าวย่อมเป็นเงินที่ได้จากการเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้จำนองนั้น ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 732 บัญญัติให้จัดใช้เงินจำนวนสุทธิดังกล่าวแก่ผู้รับจำนองเรียงตามลำดับและถ้ายังมีเงินเหลืออยู่อีกก็ให้ส่งมอบแก่ผู้จำนองต่อมาเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดและผู้คัดค้านโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใหม่แล้วปรากฏว่าเงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดใหม่รวมกับเงินมัดจำที่ริบดังกล่าวไม่เพียงพอชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้อง จึงไม่มีเงินเหลือที่จะให้ส่งมอบแก่ลูกหนี้ที่ 1 ผู้จำนองอีก การที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องคืนเงินมัดจำดังกล่าวเพื่อนำเข้าสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ย่อมกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้อื่นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้จำเลยที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ผู้คัดค้านได้ส่งบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2548 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ผู้ร้องตรวจและรับรอง และแจ้งให้ผู้ร้องวางเงินเพิ่มจำนวน 47,651 บาท ซึ่งเป็นเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ขอให้ผู้คัดค้านมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้คัดค้านยกคำร้องและให้ผู้ร้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1

ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งยกคำร้องและให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 47,651 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป

ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องและให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 47,651 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำสั่งแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาของลูกหนี้ที่ 1 ในคดีแพ่ง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินจำนองตามคำพิพากษาของลูกหนี้ที่ 1 ขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง แต่ผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งริบเงินมัดจำของผู้ซื้อดังกล่าว โดยผู้ร้องต้องวางเงินเพิ่มจำนวน 47,651 บาท ซึ่งเป็นเงินมัดจำที่ริบจากผู้ซื้อเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2546 เพื่อนำเข้าเป็นกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย เงินมัดจำที่ถูกริบดังกล่าวย่อมเป็นเงินที่ได้จากการเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้จำนองนั้น ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 732 บัญญัติให้จัดใช้เงินจำนวนสุทธิดังกล่าวแก่ผู้รับจำนองเรียงตามลำดับ และถ้ายังมีเงินเหลืออยู่อีก ก็ให้ส่งมอบแก่ผู้จำนอง เมื่อผู้คัดค้านโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใหม่อีกครั้งหนึ่งได้ราคาเพียง 1,320,000 บาท และรวมกับเงินมัดจำที่ริบดังกล่าว ปรากฏว่าเงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองทั้งหมดไม่เพียงพอชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้อื่นในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) การที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องคืนเงินมัดจำดังกล่าวเพื่อนำเข้าเป็นกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เพื่อประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมกระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 47,651 บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3)
ป.พ.พ. ม. 732
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายสุทัศน์ รุ่งอัญมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอนันต์ พร้อมมูล
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
รัตน กองแก้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2553
#513419
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 47,651 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 ไม่ใช่คำสั่งซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นที่ให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แต่เนื่องจากมีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดอาศัยอำนาจตามมาตรา 26 วรรคสี่ ศาลฎีกาเห็นสมควรรับพิจารณาพิพากษาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องได้

เงินที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องคืนแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เป็นเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ริบ เนื่องจากผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งจำนองแก่ผู้ร้อง เงินมัดจำที่ถูกริบดังกล่าวย่อมเป็นเงินที่ได้จากการเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้จำนองนั้นซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 732 บัญญัติให้จัดใช้เงินสุทธิดังกล่าวแก่ผู้รับจำนองเรียงตามลำดับ และถ้ายังมีเงินเหลืออยู่อีกก็ให้ส่งมอบแก่ผู้จำนอง เมื่อผู้คัดค้านโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใหม่อีกครั้งหนึ่งได้ราคาเมื่อรวมกับเงินมัดจำที่ริบดังกล่าวไม่เพียงพอชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จึงไม่มีเงินเหลือที่จะให้ส่งมอบแก่ลูกหนี้ที่ 1 ผู้จำนองอีก การที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องคืนเงินมัดจำดังกล่าวเพื่อนำเข้าเป็นกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ผู้คัดค้านได้ส่งบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2548 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ผู้ร้องตรวจและรับรอง และแจ้งให้ผู้ร้องวางเงินเพิ่มจำนวน 47,651 บาท ซึ่งเป็นเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ขอให้ผู้คัดค้านมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้คัดค้านยกคำร้องและให้ผู้ร้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งยกคำร้องและให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 47,651 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป

ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องและให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 47,651 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำสั่งแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...สำหรับอุทธรณ์ของผู้ร้องปัญหาที่ว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 47,651 บาท ชอบหรือไม่นั้น คำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นที่ให้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 วรรคสอง อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่เนื่องจากมีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคสี่ ศาลฎีกาเห็นสมควรรับพิจารณาพิพากษาตามอุทธรณ์ของผู้ร้อง เห็นว่า เงินที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องคืนแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 นั้น เป็นเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ริบเนื่องจากผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งจำนองแก่ผู้ร้อง เงินมัดจำที่ถูกริบดังกล่าวย่อมเป็นเงินที่ได้จากการเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้จำนองนั้น ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 732 บัญญัติให้จัดใช้เงินจำนวนสุทธิดังกล่าวแก่ผู้รับจำนองเรียงตามลำดับ และถ้ายังมีเงินเหลืออยู่อีก ก็ให้ส่งมอบแก่ผู้จำนอง เมื่อผู้คัดค้านโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใหม่อีกครั้งหนึ่งได้ราคาเพียง 1,320,000 บาท และรวมกับเงินมัดจำที่ริบดังกล่าว ปรากฏว่าเงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองทั้งหมดไม่เพียงพอชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้อื่นในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) เป็นเงิน 2,853,567.34 บาท ตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินเอกสารหมาย ร. 2 จึงไม่มีเงินเหลือที่จะให้ส่งมอบแก่ลูกหนี้ที่ 1 ผู้จำนองอีก การที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องคืนเงินมัดจำดังกล่าวเพื่อนำเข้าเป็นกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เพื่อประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมกระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้อื่น เช่นนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องและให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 47,651 บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 นั้น จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 47,651 บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 732
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคสอง ม. 26 วรรคสี่
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายสุทัศน์ รุ่งอัญมณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
รัตน กองแก้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ