คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2553
#506956
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยล้วงอาวุธปืนในกระเป๋ากางเกงออกมาจะยิงลำคอของสิบตำรวจโท น. ที่เข้ามาล็อกคอจำเลยทางด้านหลับเพื่อจับกุม แต่ถูกสิบตำรวจโท น. ใช้มือดันปากกระบอกปืนไปทางอื่น และมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แล้วจำเลยยังดึงอาวุธปืนมาที่ลำตัวและยิงปืนอีก 1 นัด แม้กระสุนปืนที่จำเลยยิงจะไม่ถูกสิบตำรวจโท น. เพราะสิบตำรวจโท น. ดันข้อมือจำเลยไปก่อน ดังนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าอาจเป็นเหตุให้สิบตำรวจโท น. ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102, พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 138, 140, 289, 371, 376 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองปืน ปลอกกระสุนปืน และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคสาม, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 371, 376 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 9 ปี ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ปรับ 400 บาท รวมปรับ 2,400 บาท เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในกระทงอื่นมารวมได้ คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,400 บาท คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ปรับ 1,600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองปืน ปลอกกระสุนปืน และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 8 ปี ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 11 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือชุมนุมชนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี 4 เดือน และปรับ 1,600 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานพยามยามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานใน

การปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคสาม, 289 (2) ประกอบมาตรา 80 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 2

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ แต่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน จำคุก 3 ปี เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษในความผิดฐานนี้จึงเป็นการแก้ไขเฉพาะโทษซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ และมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ โดยจะวินิจฉัยรวมกันไป ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพาอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด 6.35 มม. หมายเลขทะเบียน กท 1925007 พร้อมกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 7 นัด ของจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยยิงปืนในที่เกิดเหตุโดยใช่เหตุและใช้อาวุธปืนต่อสู้ขัดขวางสิบตำรวจโทนิกรเจ้าพนักงานตำรวจในการปฏิบัติการตามหน้าที่เข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยอันเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีน 200 เม็ด น้ำหนัก 17.75 กรัม อาวุธปืน 1 กระบอก กระสุนปืน 5 นัด ซองกระสุนปืน ซองปืน ปลอกกระสุนปืน 2 ปลอก และรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง ในปัญหาดังกล่าวที่ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจเอกครรชิตและสิบตำรวจโทนิกร มุ่งกอดกลาง ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันได้ความว่า ก่อนจับกุมจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในวันเกิดเหตุเวลา 15 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนการจับกุมจำเลยโดยให้สายลับโทรศัพท์ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ต่อมาสายลับแจ้งว่าจำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ 200 เม็ด และนัดส่งมอบที่ศูนย์การค้าดั๊กสแควร์ในเวลา 17 นาฬิกา สิบตำรวจเอกครรชิตจึงขับรถยนต์กระบะไปดักซุ่มที่ศูนย์การค้าดังกล่าว ขณะที่สิบตำรวจเอกครรชิตจอดรถอยู่ที่บริเวณหน้าร้านขายไอศครีม โดยมีสิบตำรวจโทนิกรและสายลับนั่งมาในรถด้วย เห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้ามาในศูนย์การค้าดั๊กสแควร์แล้วขับแซงรถที่สิบตำรวจเอกครรชิตจอดอยู่ สายลับแจ้งว่าจำเลยคือผู้ที่ตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับสิบตำรวจเอกครรชิตจึงขับรถตามจำเลยไปจนถึงตลาดนัดในบริเวณศูนย์การค้าซึ่งเป็นทางตัน จำเลยได้ขับรถย้อนกลับทางเดิมก่อนจะแล่นสวนกับรถของสิบตำรวจเอกครรชิตสิบตำรวจโทนิกรลงจากรถแล้วเดินหลบข้างรถดังกล่าวเพื่อไม่ให้

จำเลยเห็น เมื่อรถแล่นสวนกันสิบตำรวจโทนิกรก็วิ่งผ่านหน้ารถของสิบตำรวจเอกครรชิตออกไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและยื่นบัตรให้จำเลยดูขณะอยู่ห่างกันประมาณ 1 เมตร จำเลยกลับเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์เพื่อจะขับหลบหนี สิบตำรวจโทนิกรจึงคว้าแขนจำเลยไว้ แต่จำเลยสะบัดหลุดและกระโดดลงจากรถ สิบตำรวจโทนิกรก็เข้าล็อกคอจำเลยทางด้านหลังแล้วกอดปล้ำกันและมีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด สิบตำรวจเอกครรชิตก็เข้ามาช่วยจับจำเลยได้เมื่อตรวจค้นตัวจำเลยพบถุงพลาสติกสีม่วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านซ้าย ภายในถุงดังกล่าวมีถุงสีฟ้าบรรจุเมทแอมเฟตามีน 200 เม็ด ส่วนกระเป๋ากางเกงด้านขวาพบซองกระสุนปืน และพบอาวุธปืนกับปลอกกระสุนปืนตกอยู่บนพื้นถนน จึงยึดเป็นของกลาง เห็นว่า หากเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้สืบทราบมาก่อนว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ได้มีการวางแผนจับกุมโดยใช้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ก็ยากที่จะจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นหลักฐาน เพราะจำเลยจะต้องจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่คนที่รู้จักเท่านั้น กรณีจึงเชื่อว่าพยานโจทก์ได้มีการวางแผนจับกุมจำเลยโดยใช้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ประกอบกับบริเวณที่เกิดเหตุเป็นศูนย์การค้ามีตลาดนัดซึ่งมีผู้คนจำนวนมาก ไม่น่าเชื่อว่าพยานโจทก์จะกลั่นแกล้งนำเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากถึง 200 เม็ด มาใส่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยเพื่อปรักปรำจำเลยในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คนจำนวนมากเช่นนั้น ทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพหลังเกิดเหตุทันทีโดยไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งเรื่องให้ผิดไปจากความเป็นจริง ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของจำเลยนอกจากนี้จำเลยยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้ด้วย ตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยมีพันตำรวจตรีฐิติพงศ์พนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรอง เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจโดยไม่มีการทำร้ายบังคับขู่เข็ญให้รับสารภาพดังที่จำเลยต่อสู้ ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่าจำเลยมาที่เกิดเหตุเพราะจะนำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาซ่อมนั้นขัดกับที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมาที่เกิดเหตุโดยไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ติดต่อ จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังฟ้อง

ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่นั้น ได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจโทนิกรพยานโจทก์ว่า ระหว่างที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยกำลังจะแล่นสวนกับรถของสิบตำรวจเอกครรชิต จำเลยหันมองทางซ้ายและทางขวาเข้าใจว่าจะมองหาสายลับ สิบตำรวจโทนิกรจึงแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและยื่นบัตรให้จำเลยดูขณะอยู่ห่างกันประมาณ 1 เมตร จำเลยกลับเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์เพื่อจะหลบหนี สิบตำรวจโทนิกรจึงคว้าแขนจำเลยไว้ แต่จำเลยสะบัดหลุดและกระโดดลงจากรถ สิบตำรวจโทนิกรเข้าล็อกคอจำเลยทางด้านหลัง ทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักไปชนประตูรถของสิบตำรวจเอกครรชิต แล้วจำเลยล้วงอาวุธปืนในกระเป๋ากางเกงออกมาสิบตำรวจโทนิกรจึงใช้มือซ้ายจับข้อมือจำเลยไว้ จำเลยดันอาวุธปืนขึ้นจะยิงลำคอของสิบตำรวจโทนิกร สิบตำรวจโทนิกรก็ดันปากกระบอกปืนหันไปทางอื่น มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แล้วจำเลยดึงอาวุธปืนมาที่ลำตัวและยิงอีก 1 นัด แต่สิบตำรวจโทนิกรดันข้อมือจำเลยไปก่อน ทำให้กระสุนปืนพลาดไม่ถูกผู้ใด หลังจากนั้นสิบตำรวจโทนิกรกับจำเลยได้กอดปล้ำกันจนล้มลงบนถนน และอาวุธปืนหลุดจากมือจำเลย สิบตำรวจเอกครรชิตจึงเข้ามาช่วยจับจำเลยได้ ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การยอมรับว่า ขณะถูกเจ้าพนักงานตำรวจล็อกคอ จำเลยใช้มือขวาล้วงอาวุธปืนจากกระเป๋ากางเกงออกมาเพื่อยิงเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจริง ตามบันทึกคำให้การของจำเลยเอกสารหมาย จ.7 คำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ เห็นว่า การที่จำเลยล้วงอาวุธปืนในกระเป๋ากางเกงออกมาจะยิงลำคอของสิบตำรวจโทนิกรที่เข้ามาล็อกคอจำเลยทางด้านหลังเพื่อจับกุมแต่ถูกสิบตำรวจโทนิกรใช้มือดันปากกระบอกปืนไปทางอื่น และมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แล้วจำเลยยังดึงอาวุธปืนมาที่ลำตัวและยิงปืนอีก 1 นัด แม้กระสุนปืนที่จำเลยยิงจะไม่ถูกสิบตำรวจโทนิกร เพราะสิบตำรวจโทนิกรดันข้อมือจำเลยไปก่อน ดังนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าอาจเป็นเหตุให้สิบตำรวจโทนิกรถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ดังฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 140 วรรคสาม นั้น เห็นว่า การปรับบทลงโทษเพียงมาตรา 140 วรรคสาม ยังไม่ชัดเจนว่าจำเลยผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้กึ่งหนึ่งของมาตรา 140 วรรคแรกหรือวรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรกและวรรคสาม ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษปรับจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯและยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองฯ นั้น ยังไม่เหมาะสม จึงเห็นสมควรกำหนดโทษปรับใหม่ให้เหมาะสม และที่ศาลชั้นต้นพิพากษารวมโทษจำเลย 2 กระทง ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยระบุว่า เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่นำโทษจำคุกกระทงอื่นมารวมได้ คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน แทนที่จะลดโทษก่อน แล้วจึงรวมโทษแต่ละกระทงเข้าด้วยกันนั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะคำว่าเว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในมาตรา 91 (3) หมายความว่า การลงโทษกระทงใดซึ่งมีโทษสุทธิที่จะลงแก่จำเลยเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อเอาโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในกระทงอื่นมารวมแล้ว ศาลก็ลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะลงโทษจำคุกตลอดชีวิตกระทงหนึ่ง แต่ก็ลดโทษให้จนเหลือจำคุก 33 ปี 4 เดือน จึงอยู่ในเกณฑ์ที่จะนำโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในความผิดกระทงอื่นมารวมอีกได้ หากการรวมโทษทุกกระทงนั้นจะจำคุกไม่เกิน 50 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลยในความผิดดังกล่าวข้างต้นมีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้วางโทษให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) , 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 289 (2), 80, 371 และ 376 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,800 บาท ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองฯ ปรับ 300 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามมาตรา 289 (2), 80, 52 (1) อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิตเมื่อลดให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน ฯ ปรับ 1,200 บาท ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองปรับ 200 บาท ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 38 ปี 8 เดือน และปรับ 1,400 บาท แต่คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,400 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 289 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายกฤษณะหรือหม่อง ผลประดับ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 509 -ที่ 510/2553
#498997
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุ ต. ผู้เสียหายดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอเมืองนครสวรรค์ มีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตท้องที่จังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ 1 เป็นราษฎร จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการเจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณาหนังสือพิมพ์ซึ่งออกจำหน่ายแก่ประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ จำเลยทั้งสองร่วมกันเขียนข้อความลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2542 ในหนังสือพิมพ์ว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นนายอำเภอไม่ดำเนินการให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีเรื่องที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ ส. ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วงว่า ส. ไม่ได้อยู่ในภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ประจำในหมู่ที่ 2 ตำบลบางม่วงไม่น้อยกว่า 15 ปี และนำสำเนาทะเบียนบ้านปลอมเป็นเอกสารในการยื่นสมัครอันเป็นการแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม การที่ผู้เสียหายไม่ดำเนินคดีเรื่องที่จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษมีลักษณะหน่วงเหนี่ยวส่อไปในทางที่จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและเป็นการที่ผู้เสียหายละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเขียนข้อความลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์โดยจำเลยที่ 1 ได้ติดตามเรื่องราวขอทราบผลการร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหายก่อนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ตอบ จำเลยที่ 1 เป็นประชาชนในตำบลบางม่วง ย่อมมีส่วนได้เสียในการดำเนินการขององค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง และการเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจในการบริหาร จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม และเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 (ที่ถูกประกอบมาตรา 83 ด้วย) จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 21,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม และติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 มีหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษแล้วจำเลยที่ 1 ได้ติดตามเรื่องราวขอทราบผลที่จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหาย เพราะจำเลยที่ 1 เห็นว่าเวลาได้ล่วงเลยเกินกำหนดตามระเบียบการส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวน ไม่ใช่เพียงการสอบข้อเท็จจริงตามที่ผู้เสียหายได้ดำเนินการเท่านั้น แต่ไม่มีหนังสือตอบกลับจากผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 เป็นประชาชนอาศัยอยู่ในตำบลบางม่วง ย่อมมีส่วนได้เสียในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง รวมทั้งการเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกขององค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วงที่มีอำนาจในการบริหาร และพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่ไม่รีบดำเนินการตามที่จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษอาจมีเหตุทำให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าผู้เสียหายดำเนินการในลักษณะหน่วงเหนี่ยวหรือดึงเรื่องไว้จะก่อให้เกิดความเสียหายไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนในตำบลบางม่วงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการส่วนท้องถิ่น จำเลยที่ 1 จึงนำความไปปรึกษากับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้เสียหายแล้วได้ความว่าเป็นเรื่องจริงและเห็นว่าผู้เสียหายใช้เวลาสอบพยานนานเกินสมควร จำเลยทั้งสองจึงได้ร่วมกันเขียนข้อความลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ประกอบกับต่อมาผู้เสียหายมีหนังสือตอบว่า ผลการตรวจสอบไม่พบว่าเอกสารที่นายสุรเศรษฐใช้ในการยื่นสมัครเป็นเอกสารปลอม ส่วนเรื่องนายสุรเศรษฐไม่ได้อยู่ในภูมิลำเนาที่ได้รับเลือกตั้งได้เสนอเรื่องให้อัยการจังหวัดนครสวรรค์วินิจฉัย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือขอทราบผลการวินิจฉัยจากทางอัยการจังหวัดนครสวรรค์กลับได้รับแจ้งว่าไม่ปรากฏว่ามีเรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของอัยการจังหวัดนครสวรรค์ หลังจากนั้นผู้เสียหายมีหนังสือว่า ผู้เสียหายได้วินิจฉัยให้สมาชิกภาพของสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วงของนายสุรเศรษฐสิ้นสุดลง เนื่องจากมิได้อยู่ประจำในหมู่บ้านที่ได้รับเลือกตั้งเป็นระยะเวลาติดต่อกันเกิน 6 เดือน แสดงว่ามีเหตุที่ทำให้จำเลยทั้งสองเชื่อว่าความจริงเป็นดังที่ตนเข้าใจ เพราะมีข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายดำเนินการเรื่องที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนกล่าวโทษในลักษณะหน่วงเหนี่ยวให้ล่าช้า ไม่ให้ความเป็นธรรม และเป็นกรณีที่สมควรกล่าวโดยเข้าใจว่าถูกต้องตามความรู้สึกของประชาชนทั่วไป เพราะผู้เสียหายเป็นนายอำเภอมีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งไม่มีพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยทั้งสองเจตนาใส่ร้ายผู้เสียหายโดยไม่สุจริต ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเขียนข้อความลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม และเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 326 ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายพุด สิหิง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายพิษณุ ขอนทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2553
#509165
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามป.อ. มาตรา 137 กับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามพ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14(1) และฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามป.อ. มาตรา 267 ที่เป็นการกระทำต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวันจำเลยกับนางศิริพรหรือนางสาวอำไพ (ที่ถูก อำไพวัน) นันทะไชหรือนันทไชย พวกของจำเลย ซึ่งแยกไปดำเนินคดีต่างหากที่ศาลจังหวัดตะกั่วป่า ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายเพชรรัฐเจ้าพนักงานว่านางสาวอำไพวัน สัญชาติลาว คือ นางศิริพรภริยของจำเลย ซึ่งอาจทำให้นายเพชรรัฐทายาทของนางศิริพรหรือประชาชนได้รับความเสียหายและจำเลยกับพวกร่วมกันแสดงตนต่อนายเพชรรัฐเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ของที่ว่าการอำเภอปะนาเระซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชน ว่านางศิริพรซึ่งเป็นภริยาของจำเลยและพวกของจำเลยได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนสูญหาย ซึ่งจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จ ความจริงนางศิริพรภริยาของจำเลยได้เสียชีวิตไปแล้ว และพวกของจำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว เป็นเหตุให้นายเพชรรัฐ หลงเชื่อสั่งให้นายบือราเฮงผู้ใต้บังคับบัญชาจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลาย แบบ บ.ป.7 อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานแสดงสถานะของบุคคลและถิ่นที่อยู่ของบุคคลประกอบการพิจารณาอนุญาตทำบัตรประจำตัวประชาชนของพวกของจำเลยเพื่อให้ที่ว่าการอำเภอปะนาเระออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลย ซึ่งความจริงพวกของจำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวใช้ชื่อว่านางสาวอำไพวันมิใช่นางศิริพร และบัตรประจำตัวประชาชนมิได้สูญหาย โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันนำเอาบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประชาชนสูญหายหรือถูกทำลายแบบ บ.ป.7 ออกโดยที่ว่าการอำเภอปะนาเระ ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่มีข้อความอันเป็นเท็จมาแสดงต่อนายเพชรรัฐ เพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่แทนบัตรประจำตัวประชาชนเก่าที่สูญหาย จนเป็นเหตุให้ที่ว่าการอำเภอประนาเระออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83, 91 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน จำคุก 2 ปี และปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ภายในกำหนดเวลาคุมประพฤติ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนกับฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานกับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทนั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายเพชรรัฐเจ้าพนักงานว่า นางสาวอำไพวันเชื้อชาติลาว สัญชาติลาว คือนางศิริพรภริยาของจำเลย หลังจากนั้นในวันเดียวกันและเวลาต่อเนื่องกันจำเลยกับพวกร่วมกันแสดงตนต่อนายเพชรรัฐ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ของที่ว่าการอำเภอปะนาเระซึ่งมีหน้าที่ในการออกบัตรประชาชนว่านางสาวอำไพวัน คือนางศิรพรและบัตรประจำตัวประชาชนสูญหาย ทำให้นายเพชรรัฐสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจดข้อความลงในบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลายอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานแสดงสถานะของบุคคลหรือถิ่นที่อยู่ของบุคคลประกอบการพิจารณาอนุญาตทำบัตรประจำตัวประชาชนของพวกของจำเลย แล้วร่วมกันนำบันทึกดังกล่าวแสดงต่อนายเพชรรัฐเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้พวกของจำเลยเท่านั้น ความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน กับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน และฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเห็นว่า บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ออกให้เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการแสดงตนของบุคคล การที่จำเลยกับพวกแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่า นางสาวอำไพวันคือนางศิริพรและบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายเพื่อให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ให้แก่นางสาวอำไพวัน ซึ่งเป็นคนต่างด้าว ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ราชการ และอาจสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนผู้สุจริตทั่วไปที่จำเลยกับพวกอาจนำบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ไปใช้แอบอ้าง แม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุอื่นตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายอนุวัฒน์ อินทกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2553
#555675
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ พ. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานว่า อ. ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติลาว สัญชาติลาว คือ ศ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลย หลังจากนั้นในวันเดียวกันจำเลยกับพวกร่วมกันแสดงตนต่อ พ. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมีหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชนว่า อ. คือ ศ และบัตรประจำตัวประชาชนสูญหาย ทำให้ พ. สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจดข้อความลงในบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลายอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานแสดงสถานะของบุคคลหรือถิ่นที่อยู่ของบุคคลประกอบการพิจารณาอนุญาตทำบัตรประจำตัวประชาชนของพวกของจำเลย แล้วร่วมกันนำบันทึกดังกล่าวเสนอต่อ พ. เพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้พวกของจำเลยเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83, 91 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน จำคุก 2 ปี และปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ภายในกำหนดเวลาคุมประพฤติ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนกับฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานกับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายเพชรรัฐ เจ้าพนักงานว่า นางสาวอำไพวัน เชื้อชาติลาว สัญชาติลาว คือนางศิริพร ภริยาของจำเลย หลังจากนั้นในวันเดียวกันและเวลาต่อเนื่องกันจำเลยกับพวกร่วมกันแสดงตนต่อนายเพชรรัฐ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ของที่ว่าการอำเภอปะนาเระซึ่งมีหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชนว่า นางสาวอำไพวัน คือนางศิริพร และบัตรประจำตัวประชาชนสูญหาย ทำให้นายเพชรรัฐสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจดข้อความลงในบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลายอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานแสดงสถานะของบุคคลหรือถิ่นที่อยู่ของบุคคลประกอบการพิจารณาอนุญาตทำบัตรประจำตัวประชาชนของพวกของจำเลย แล้วร่วมกันนำบันทึกดังกล่าวแสดงต่อนายเพชรรัฐ เพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้พวกของจำเลยเท่านั้น ความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน กับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน และฐานร่วมกันแจ้งให้พนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 137 ม. 267
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายอนุวัฒน์ อินทกาญจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2553
#497432
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในตอนบนของเอกสารจะมีข้อความว่า "หนังสือพินัยกรรม" แต่ไม่มีพยาน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรอง จึงไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย และหนังสือดังกล่าวมีข้อความว่า ข้าพเจ้า ล. หรือ ช. ได้ถวายที่ดินจำนวนประมาณ 15 ไร่ ให้วัดวังก์พงในปีที่วัดวังก์พงได้วางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถนั้น... เนื่องจากทราบว่าเอกสาร น.ส.3 ที่ได้ถวายได้สูญหายไปจากวัดวังก์พงเมื่อปี 2525 และยังติดตามไม่พบและในเอกสารยังมีชื่อของข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าจึงขอทำหนังสือฉบับนี้ยืนยันการถวายที่ดินแปลงดังกล่าวและหากข้าพเจ้าถึงแก่กรรมขอให้ถือหนังสือฉบับนี้เป็นพินัยกรรมยืนยันการถวายมอบกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดวังก์พงต่อไป ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหนังสือยืนยันการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งในปัจจุบันขณะทำหนังสือดังกล่าวจนถึงว่าหากถึงแก่กรรมก็ยังยืนยันยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ หนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหนังสือแสดงเจตนาของ ล. ที่ยืนยันว่ามีเจตนายกที่ดินพิพาทให้โจทก์มาตั้งแต่แรกจนถึงขณะทำหนังสือดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ล. ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วที่ดินพิพาทจึงเป็นธรณีสงฆ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 306 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ดิน 15 ไร่ ให้เป็นชื่อของวัดโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า เอกสารหมาย จ.7 เป็นหนังสือพินัยกรรมหรือเป็นหนังสือยกให้ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ได้ตรวจดูเอกสารหมาย จ.7 แล้ว แม้ในตอนบนของเอกสารจะมีข้อความว่า "หนังสือพินัยกรรม" แต่มีข้อความว่า "ข้าพเจ้านางละม้าย หรือชม้าย ได้ถวายที่ดินจำนวนประมาณ 15 ไร่ ให้วัดวังก์พง ในปีที่วัดวังก์พงได้วางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถนั้น ข้าพเจ้าและชาวนครปฐมได้ร่วมกันซื้อที่ดินทิศเหนือติดนางอร ในปัจจุบันความยาวประมาณ 8 เส้น ทิศใต้จดที่นายทอง นางบุญเก็บ ที่ได้ถวายวัดวังก์พงไว้แล้ว ........................................................................ เนื่องจากทราบว่าเอกสาร น.ส.3 ที่ได้ถวายได้สูญหายไปจากวัดวังก์พง เมื่อปี 2525 และยังติดตามไม่พบ และชื่อในเอกสารยังเป็นชื่อของข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าจึงขอทำหนังสือฉบับนี้ยืนยันการถวายที่แปลงดังกล่าว และหากข้าพเจ้าได้ถึงแก่กรรมขอให้ถือหนังสือนี้เป็นพินัยกรรมยืนยันการถวายมอบกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดวังก์พงต่อไป..............................." ตามข้อความในเอกสารหมาย จ.7 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหนังสือที่ยืนยันการยกให้ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยมีข้อความว่าได้ถวายที่ดินจำนวนประมาณ 15 ไร่ ให้โจทก์ ในหนังสือดังกล่าวตอนล่างยังมีข้อความว่า เอกสาร น.ส.3 ที่ถวายได้สูญหายไป เมื่อปี 2525 ติดตามไม่พบและชื่อในเอกสารยังเป็นชื่อข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าจึงขอทำหนังสือฉบับนี้ยืนยันการถวายที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งข้อความในตอนล่างนี้เป็นการยืนยันการถวายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ส่วนตอนท้ายของเอกสารก็ยังมีข้อความระบุว่า "หากข้าพเจ้าได้ถึงแก่กรรม ขอให้ถือหนังสือนี้เป็นพินัยกรรมยืนยันการถวายมอบกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดวังก์พงต่อไป" เป็นการแสดงเจตนายืนยันของนางละม้ายว่าได้ถวายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ทั้งในปัจจุบันขณะทำหนังสือเอกสารหมาย จ.7 จนถึงว่าหากถึงแก่กรรมก็ยังยืนยันยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ นางละม้ายจึงได้ทำหนังสือเอกสารหมาย จ.7 ขึ้นมาในลักษณะดังกล่าว แม้ตอนบนของเอกสารจะมีข้อความว่าเป็นหนังสือพินัยกรรม แต่การทำหนังสือเอกสารหมาย จ.7 ไม่มีพยาน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรอง หนังสือเอกสารหมาย จ.7 จึงไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย แต่หนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหนังสือแสดงเจตนาของนางละม้ายที่ยืนยันว่า มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้โจทก์มาตั้งแต่แรกจนถึงขณะทำหนังสือเอกสารหมาย จ.7 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านางละม้ายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วที่พิพาทจึงเป็นธรณีสงฆ์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 306 เป็นชื่อโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทไม่มีเลขที่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เล่มที่ 3 หน้า 30 สารบบเล่ม 306 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นชื่อโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 521 ม. 523 ม. 1656
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดวังก์พง
นางเรณู ธนะประสพหรือชนะประสพ
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นางละม้ายหรือชม้าย ทิพย์รักษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายมนัส ซอศรีสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประเสริฐ นิชโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 484/2553
#504387
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ด. ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมยื่นคำคัคค้านเข้าไปในคดีแพ่งที่จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของกองมรดกนั้นเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745 ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยย่อมต้องผูกพันถึงโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของรวม การที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นเจ้าของโจทก์ทั้งห้ากับพวก เท่ากับขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งห้ากับพวกหรือของจำเลย ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และการที่ ด. ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินเป็นของกองมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอื่นนั้น เป็นการที่ ด. ในฐานะเจ้าของรวมใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ย่อมมีอำนาจทำได้โดยลำพัง โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีแพ่งดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นมูลฟ้องของโจทก์ทั้งห้าคดีนี้อาศัยข้ออ้างที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของกองมรดก คำฟ้องที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องขึ้นมาใหม่ในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งที่ ด. ฟ้องจำเลยเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17 ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งห้าและเป็นมรดกของนายประสิทธิ์ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่มีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17 ให้ตกเป็นของจำเลยและเพิกถอนรายการจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยในโฉนดที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งห้าเป็นฟ้องซ้อนกันคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 และเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 628/2539 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นบุตรของนายประสิทธิ์ และนางดาวเรือง เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสิทธิ์ นายประสิทธิ์ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 และศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 2 กับนางดาวเรืองเป็นผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ร่วมกัน เดิมที่ดินพิพาทมีชื่อนายประสิทธิ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นโจทก์ที่ 2 และนางดาวเรืองในฐานะผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2537 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ขอให้มีคำสั่งว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยมีนางดาวเรืองยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายประสิทธิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 นางดาวเรืองได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินเป็นของกองมรดก จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1404/2538 และคู่ความท้ากันให้ถือเอาผลของคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญเป็นข้อแพ้ชนะ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลของคดีดังกล่าว ในส่วนของคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 นั้น ต่อมาศาลจังหวัดอำนาจเจริญมีคำพิพากษาว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 628/2539 คดีถึงที่สุดแล้ว ครั้นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งห้าและเป็นมรดกของนายประสิทธิ์ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อแรกมีว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งห้าเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 628/2539 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญ และเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางดาวเรืองซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมยื่นคำคัดค้านเข้าไปในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของกองมรดกนั้น เป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745 ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 628/2539 ซึ่งศาลจังหวัดอำนาจเจริญมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ย่อมต้องผูกพันถึงโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของรวม การที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งห้ากับพวกเท่ากับขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งห้ากับพวกหรือของจำเลยย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และการที่นางดาวเรืองฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินเป็นของกองมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอื่น ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 นั้น เป็นการที่นางดาวเรืองในฐานะเจ้าของรวมใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ย่อมมีอำนาจทำได้โดยลำพังโจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น มูลฟ้องของโจทก์ทั้งห้าคดีนี้อาศัยข้ออ้างที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของกองมรดก คำฟ้องที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องขึ้นมาใหม่ในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ทั้งห้าไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายราชัน ยืนยาว กับพวก
จำเลย — นายสาร ยืนยาว
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 484/2553
#507918
เปิดฉบับเต็ม

ด. ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมยื่นคำคัดค้านในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของกองมรดกเป็นการใช้สิทธิ์อันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745 ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวซึ่งศาลจังหวัดอำนาจเจริญมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ย่อมต้องผูกพันถึงโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของรวมการที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งห้ากับขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งห้ากับพวกหรือของจำเลยย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

ด. ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินเป็นของกองมรดก เป็นการที่ ด. ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกย่อมมีอำนาจทำได้โดยลำพัง การที่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของรวมฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยอาศัยข้ออ้างที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของกองมรดกจึงเป็นเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นบุตรของนายประสิทธิ์ กับนางสุนีย์ บิดามารดาของโจทก์ทั้งห้ามิได้จดทะเบียนสมรสกัน นายประสิทธิ์ จดทะเบียนสมรสกับนางดาวเรือง ภริยาอีกคนหนึ่ง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2536 นายประสิทธิ์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 2 กับนางดาวเรืองเป็นผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ร่วมกัน ก่อนถึงแก่ความตาย นายประสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 17 ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นมรดก โดยมีโจทก์ทั้งห้า นางดาวเรืองและบุตรของนางดาวเรือง อันเกิดแต่นายประสิทธิ์เป็นเจ้าของรวม จำเลยเป็นน้าของนายประสิทธิ์ได้ขอนายประสิทธิ์อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าว แต่ต่อมาจำเลยกลับยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญขอให้มีคำสั่งว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครอง ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ มีคำสั่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามคำร้องขอ โดยโจทก์ทั้งห้าไม่ทราบ โจทก์ทั้งห้าได้แจ้งให้จำเลยเพิกถอนรายการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินและหยุดเกี่ยวข้องกับที่ดินจำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งห้าและเป็นมรดกของนายประสิทธิ์ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่มีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17 ให้ตกเป็นของจำเลยและเพิกถอนรายการจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยในโฉนดที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การว่า นางดาวเรือง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินตามฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1404/2538 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ร้อง และนางดาวเรือง เป็นผู้คัดค้าน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 ของศาลชั้นต้น สำหรับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 นั้น ต่อมาศาลจังหวัดอำนาจเจริญได้มีคำพิพากษาว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของจำเลย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 628/2539 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ฟ้องของโจทก์ทั้งห้าจึงเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีทั้งสองคดีดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นบุตรของนายประสิทธิ์ ยืนยาว และนางดาวเรือง ยืนยาว เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสิทธิ์ นายประสิทธิ์ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 และศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 2 กับนางดาวเรืองเป็นผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ร่วมกันเดิมที่ดินพิพาทมีชื่อนายประสิทธิ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นโจทก์ที่ 2 และนางดาวเรืองในฐานะผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2537 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ขอให้มีคำสั่งว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยมีนางดาวเรืองยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายประสิทธิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 นางดาวเรืองได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินเป็นของกองมรดก จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1404/2538 และคู่ความท้ากันให้ถือเอาผลของคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญเป็นข้อแพ้ชนะ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลของคดีดังกล่าว ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 ซึ่งผูกติดกับสำนวนคดีนี้ ในส่วนของคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 นั้น ต่อมาศาลจังหวัดอำนาจเจริญมีคำพิพากษาว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 628/2539 คดีถึงที่สุดแล้วตามหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด เอกสารหมาย ล. 2 ครั้นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งห้าและเป็นมรดกของนายประสิทธิ์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อแรกมีว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งห้าเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 628/2539 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญ และเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางดาวเรืองซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมยื่นคำคัดค้านเข้าไปในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 801/2537 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญ อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของกองมรดกนั้น เป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745 ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 628/2539 ซึ่งศาลจังหวัดอำนาจเจริญ มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ย่อมต้องผูกพันถึงโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของรวม การที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งห้ากับพวกเท่ากับขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งห้ากับพวกหรือของจำเลยย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และการที่นางดาวเรืองฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินเป็นของกองมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอื่น ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 นั้น เป็นการที่นางดาวเรืองในฐานะเจ้าของรวมใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ย่อมมีอำนาจทำได้โดยลำพัง โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น มูลฟ้องของโจทก์ทั้งห้าคดีนี้อาศัยข้ออ้างที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของกองมรดก คำฟ้องที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องขึ้นมาใหม่ในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2538 เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ทั้งห้าไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายราชัน ยืนยาว กับพวก
จำเลย — นายสาร ยืนยาว
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 482 -ที่ 483/2553
#498557
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ยังไม่ได้พิมพ์โฆษณาชื่อโจทก์ที่ได้จดทะเบียนแก้ไขใหม่ในราชกิจจานุเบกษา และ ป.พ.พ. มาตรา 1023 บัญญัติว่า บริษัทจะถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกเพราะเหตุที่มีสัญญาหรือเอกสาร หรือข้อความอันบังคับให้จดทะเบียนยังไม่ได้จนกว่าจะได้ลงพิมพ์โฆษณาแล้วก็ตาม แต่การบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้บุคคลทั่วไปทั้งที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทมีโอกาสทราบถึงรายการต่างๆ ที่ได้จดทะเบียนไว้ แต่เมื่อตามใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิต/ใบกำกับภาษีที่โจทก์ส่งให้จำเลยที่ 1 ได้ระบุชื่อโจทก์ที่ได้จดทะเบียนแก้ไขใหม่ไว้แล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบถึงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถยกเอาเรื่องที่ยังไม่มีการพิมพ์โฆษณาข้อความในส่วนชื่อโจทก์ที่มีการจดทะเบียนแก้ไขใหม่มาเป็นข้อต่อสู้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 310,680.57 บาท พร้อมเบี้ยปรับค่าธรรมเนียมผิดนัดอัตราร้อยละ 2.96 ต่อเดือนของต้นเงินจำนวน 211,342.76 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ต่อมาในระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 2 มาศาลและยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ว่า ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 211,342.76 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้าและค่าธรรมเนียมกรณีผิดนัดรวมอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันเลิกสัญญา (เลิกสัญญาวันที่ 20 กันยายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 205,235.42 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ที่ถูก คำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ยังไม่ได้มีการลงพิมพ์โฆษณาการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อโจทก์จากเดิมเป็นบริษัทสมาร์ท แคช จำกัด ในราชกิจจานุเบกษา โจทก์จึงไม่อาจใช้ชื่อบริษัทสมาร์ท แคช จำกัด ฟ้องร้องจำเลยทั้งสองได้ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1023 จะบัญญัติไว้ว่า "ผู้เป็นหุ้นส่วนก็ดี ห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือบริษัทก็ดี จะถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกเพราะเหตุที่มีสัญญาหรือเอกสาร หรือข้อความอันบังคับให้จดทะเบียนตามลักษณะนี้ยังไม่ได้ จนกว่าจะได้ลงพิมพ์โฆษณาดังกล่าวแล้ว แต่ฝ่ายบุคคลภายนอกจะถือเอาประโยชน์เช่นว่านั้นได้" ก็ตาม แต่การบัญญัติไว้ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้มีโอกาสทราบถึงรายการต่างๆ ที่ได้จดทะเบียนไว้ ดังนั้นเมื่อปรากฏตามใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิต/ใบกำกับภาษีที่โจทก์ส่งให้จำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2540 เป็นต้นมาว่า โจทก์ได้ระบุชื่อที่ได้จดทะเบียนแก้ไขใหม่ไว้ในเอกสารดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบถึงการที่โจทก์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัทสมาร์ท แคช จำกัด แล้ว จำเลยที่ 1 จึงหาอาจยกเอาเรื่องที่ยังไม่มีการโฆษณาข้อความในส่วนชื่อโจทก์ซึ่งมีการจดทะเบียนแก้ไขใหม่ในราชกิจจานุเบกษามาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1023
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสมาร์ท แคช จำกัด
จำเลย — นางพรรัตน์ สินอัมพรพรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2553
#497416
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย จะบัญญัติมิให้นำคำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ข้อความอื่นซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายมิได้ห้ามนำมารับฟังเสียทีเดียว มิฉะนั้นแล้วคงไม่ต้องทำบันทึกการจับกุม และสอบถามคำให้การของผู้ถูกจับไว้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ของกลางและเพิ่มโทษจำเลย

จำเลยให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย แต่รับว่ามีเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 10 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าร้อยตำรวจเอกมนู สิบตำรวจเอกวิเชียร กับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีร่วมกันตรวจค้นจำเลย โดยสิบตำรวจเอกวิเชียรพบธนบัตร 1,800 บาท ที่มือของจำเลย และเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ที่กระเป๋าใบเล็กที่มีพวงกุญแจคาดอยู่ที่เอวขวาของจำเลย ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาจำเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ทำบันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพ จากนั้นนำจำเลยพร้อมธนบัตรและเมทแอมเฟตามีน 11 เม็ด ส่งมอบแก่ร้อยตำรวจโทสัญญา พนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ... กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าขณะเกิดเหตุมีบันทึกการจับกุมระหว่างเวลา 18.55 นาฬิกานั้น เป็นเวลามืดหรือไม่ อันจะทำให้ไม่เห็นการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า พยานโจทก์ปากสิบตำรวจเอกวิเชียรเบิกความยืนยันว่า เห็นเหตุการณ์ขณะสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย และตรวจสอบธนบัตรที่ค้นได้จากจำเลยก็พบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจากจำเลย 3 ฉบับ ซึ่งจำเลยก็ยอมลงลายมือชื่อในภาพถ่ายธนบัตรไว้ อีกทั้งชั้นจับกุมแม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย จะบัญญัติมิให้นำคำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ข้อความอื่นซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายมิได้ห้ามนำมารับฟังเสียทีเดียว มิฉะนั้นแล้วคงไม่ต้องทำบันทึกการจับกุม และสอบถามคำให้การของผู้ถูกจับไว้ตาม มาตรา 84 วรรคสาม นอกจากนี้ในบัญชีของกลางคดีอาญา ที่ร้อยตำรวจโทสัญญาพนักงานสอบสวนจัดทำขึ้น จำเลยก็ลงลายมือชื่อรับรองว่า มีเมทแอมเฟตามีนและธนบัตรที่ล่อซื้อจากจำเลยอยู่ด้วย แสดงให้เห็นว่า จำเลยยอมรับว่ากระทำความผิดจริงตามฟ้อง และเมื่อพิจารณาโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดลงแก่จำเลยนั้น เหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เนื่องจากมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับมีผลให้ล้างมลทินให้แก่จำเลย จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลย เมื่อลดโทษให้จำเลยแล้ว คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคสาม ม. 84 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายวุฒินันท์ อารอมัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุริยนตร์ โสตถิพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 457/2553
#507916
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกัน จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ทั้งสี่โดยมีกำหนดระยะเวลา เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว สัญญาเช่าย่อมสิ้นสุดลง คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกันในการที่จะครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลงจนกว่าจะแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามกฎหมาย การที่จำเลยยังคงครอบทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวย่อมขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายต้องขาดประโยชน์อันควรได้รับจากที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามควรค่าแห่งการใช้นั้นตามมาตรา 391 วรรคสาม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งเช่าที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนอื่น และโจทก์ทั้งสี่บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ขอให้บังคับจำเลยไปแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยกับโจทก์ทั้งสี่บอกเลิกสัญญาเช่าเปลี่ยนเจตนาเป็นทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและจำเลยยังไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดิน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินและสัญญาจะซื้อขายที่ดิน โดยมีเจตนาให้มีผลผูกพันกันทั้งสองฝ่าย มิได้ยกเลิกสัญญาเช่ากันตามที่จำเลยต่อสู้ ก็เพื่อจะวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินนั้น ในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็หาได้พิพากษาบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือให้ใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาดังกล่าวไม่ จึงไม่ใช่การพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกัน เมื่อในส่วนที่มีทุนทรัพย์นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 32,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือนหลังฟ้องแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์เลย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาตามจำนวนที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 8932 โดยซื้อมาจากนางเฉลิม ชำนาญกุล เมื่อปี 2528 เพื่อจะนำมาหาประโยชน์และแบ่งปันกันต่อไป ซึ่งได้ทำการครอบครองร่วมกันมาตลอดมิได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งส่วนในกรรมสิทธิ์ ต่อมาจำเลยขอใช้ประโยชน์ในที่ดินชั่วคราวโดยทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสี่ หลังจากครบกำหนดระยะเวลาตามข้อตกลงในสัญญาเช่า โจทก์ทั้งสี่มีความประสงค์จะให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นส่วนสัดพร้อมทั้งให้จำเลยจัดการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำเลยปฏิเสธแต่จำเลยยังคงครอบครองและเก็บผลประโยชน์จากที่ดิน โดยนำที่ดินไปทำร้านอาหารและสร้างห้องแถวแผงลอยให้บุคคลทั่วไปเช่า แล้วเก็บรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท โจทก์ทั้งสี่มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์และดอกผลในที่ดินให้ถูกต้องภายใน 30 วัน แต่จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ ทำให้ได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสี่ขาดประโยชน์ในดอกผลที่เกิดจากกรรมสิทธิ์รวมตามส่วน ซึ่งโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับคนละ 10,000 บาทต่อเดือนรวมโจทก์ทั้งสี่จะได้รับเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันครบกำหนดตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าถึงวันฟ้องรวม 8 เดือน เป็นเงินทั้งสิ้น 320,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะมีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 320,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมแล้วเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแล้วให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่หากแบ่งไม่ได้ให้ขายโดยประมูลราคาในระหว่างกันเอง หรือขายทอดตลาดที่ดินนำเงินมาแบ่งกัน

จำเลยให้การว่า จำเลยแบ่งแยกครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัดเนื้อที่ 1 งาน 31 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2533 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2543 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ทั้งสี่จริง แต่แล้วกลับตกลงกันใหม่เป็นว่าจำเลยจะซื้อที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่ในราคา 4,000,000 บาท ภายในหนึ่งปี ในระหว่างนั้นจำเลยไม่ต้องเช่าที่ดิน แต่โจทก์ทั้งสี่ยอมให้จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งหมดเพื่อรวบรวมเงินผลประโยชน์มาชำระค่าที่ดิน จากนั้นจำเลยเคยทวงถามให้โจทก์ทั้งสี่ไปจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและรับเงินค่าที่ดิน โจทก์ทั้งสี่บ่ายเบี่ยง เมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปี โจทก์ทั้งสี่กลับมีหนังสือบอกเลิกการเช่า โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสี่ หากแบ่งแยกไม่ได้ให้ขายที่ดินโดยประมูลราคาในระหว่างกันเองหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามลำดับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสี่จำนวน 32,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 4,000 บาทนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อปี 2528 โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 นายปรีดา กาญจนปรมาภา บิดาของโจทก์ที่ 3 นายบรรลือศักดิ์ คงคา สามีของโจทก์ที่ 4 และจำเลยลงทุนเป็นเงินคนละ 60,000 บาท ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8932 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 1 ไร่เศษ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควใกล้กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำ โดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินดังกล่าว มีวัตถุประสงค์จะใช้ทำธุรกิจที่พักตากอากาศหลังจากซื้อที่ดินมีการพัฒนาที่ดินได้พักหนึ่งก็เลิกไป จนปี 2533 จำเลยเข้าไปปลูกสร้างบ้านพักและร้านอาหารที่ริมแม่น้ำแคว ในปี 2535 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากเจ้าของรวมคนอื่นเพื่อทำกิจการร้านอาหาร ตกลงให้ค่าเช่าปีละ 1,200 บาทมีกำหนดเวลาการเช่าหนึ่งปี ตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ. 4 ในปี 2537นายปรีดาถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรรับมรดกถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2543 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากเจ้าของรวมคนอื่นเพื่อค้าขาย ตกลงให้ค่าเช่าปีละ 12,000 บาท มีกำหนดเวลาการเช่าหนึ่งปี ตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ. 5 ในวันเดียวกันนั้นจำเลยยังทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวส่วนของเจ้าของรวมคนอื่นในราคารายละ 1,000,000 บาท ตกลงจะชำระราคาและจดทะเบียนโอนภายในหนึ่งปี ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ. 6 ต่อมาในปี 2544 นายบรรลือศักดิ์ถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นภริยาเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์ทั้งสี่มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินและให้จำเลยไปแบ่งแยกที่ดินกับโจทก์ทั้งสี่ตามกรรมสิทธิ์รวมมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า จำเลยแบ่งแยกที่ดินไปครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วหรือไม่ ฝ่ายจำเลยมีแต่ตัวจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ในปี 2533 จำเลยจะเข้าไปทำร้านอาหารในที่ดิน จึงตามเจ้าของรวมทุกคนมาแบ่งที่ดินกัน จำเลยชี้เอาที่ดินบริเวณริมแม่น้ำแควและเจ้าของรวมคนอื่นไม่คัดค้าน แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนข้ออ้างนี้ ทั้งยังขัดต่อเหตุผลตั้งแต่วัตถุประสงค์ที่ทุกคนร่วมกันซื้อที่ดินดังกล่าวมาเพื่อทำธุรกิจที่พักตากอากาศ ย่อมจะไม่แบ่งแยกที่ดินกันครอบครองเป็นส่วนสัด เมื่อพิจารณาจากรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. 3 ประกอบภาพถ่ายหมาย จ. 11 ก็เห็นได้ว่าที่ดินดังกล่าวยาวประมาณ 100 เมตร จากริมแม่น้ำแควไปจดถนนสาธารณะ ด้านริมแม่น้ำแควและด้านถนนกว้างประมาณ 20 ถึง 30 เมตรเท่านั้น บริเวณริมแม่น้ำแควที่จำเลยทำร้านอาหารเป็นจุดที่มีทำเลดีที่สุดในการค้าขายและธุรกิจท่องเที่ยว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าของรวมคนอื่นจะยอมแบ่งที่ดินส่วนดังกล่าวให้แก่จำเลยแต่ผู้เดียว ในขณะที่โจทก์ทั้งสี่มีโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ไม่มีการแบ่งแยกที่ดินกันครอบครองเป็นส่วนสัดในปี 2535 จำเลยจะเข้าไปทำร้านอาหารยังต้องขอเช่าที่ดินส่วนของเจ้าของรวมคนอื่นโดยมีสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ. 4 เป็นหลักฐาน แสดงให้เห็นว่าเจ้าของรวมคนอื่นสงวนสิทธิของตน ไม่ยอมให้จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินไปตามลำพัง ที่จำเลยกล่าวในฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เช่าที่ดินส่วนที่คนครอบครองเป็นส่วนสัดด้วยนั้น เห็นว่า ไม่มีเหตุผลที่จะตีความสัญญาเช่าเช่นนั้น หากจำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดจริงก็ระบุในสัญญาเช่าได้ไม่ยาก กลับไม่มี ทั้งเมื่อมีการทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ. 5 พร้อมสัญญาจะซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ. 6 ในปี 2543 ก็ยังระบุเป็นการเช่าที่ดินส่วนที่เป็นของเจ้าของรวมคนอื่นในลักษณะเดิม พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าไม่มีการแบ่งแยกกันครอบครองที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยออกเป็นส่วนสัด ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ส่วนที่คู่ความมิได้ฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสี่บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว เป็นผลให้สัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสี่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกันในการที่จะครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลง จนกว่าจำเลยจะไปแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์ทั้งสี่ตามกฎหมาย การที่จำเลยยังคงครอบครองทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวย่อมขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายต้องขาดประโยชน์อันควรได้รับจากที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามควรค่าแห่งการใช้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยว่า ค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้เดือนละ 4,000 บาท นั้นเหมาะสมหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีรายได้จากการประกอบกิจการร้านอาหารและให้เช่าร้านค้าแผงลอยในที่ดินดังกล่าวเดือนละไม่ต่ำกว่า 70,000 บาท นั้น เห็นว่า จะนำรายได้ของจำเลยมาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ทั้งสี่หาได้ไม่ เพราะธุรกิจของจำเลยต้องมีการลงทุน ส่วนหนึ่งของทุนเป็นค่าเช่าที่ดินส่วนของเจ้าของรวมคนอื่นที่จำเลยต้องจ่ายคือค่าใช้ที่ดินดังกล่าวนั่นเอง โจทก์ทั้งสี่มิได้นำสืบพยานหลักฐานใดให้ เห็นว่าโจทก์ทั้งสี่อาจนำที่ดินดังกล่าวให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเท่าใด จะมากกว่าปีละ12,000 บาท ที่จำเลยตกลงให้ตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ. 5 เพียงใด แต่พิจารณาจากการที่จำเลยเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งด้วย โจทก์ทั้งสี่อาจจะยอมคิดค่าเช่าต่ำกว่าให้บุคคลอื่นเช่า ประกอบทำเลและสภาพที่ดิน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 4,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่และของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งเช่าที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนอื่น และโจทก์ทั้งสี่บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ขอให้บังคับจำเลยไปแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การยกข้อต่อสู้ขึ้นเองว่า จำเลยกับโจทก์ทั้งสี่บอกเลิกสัญญาเช่าเปลี่ยนเจตนาเป็นทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและจำเลยยังไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดิน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินและสัญญาจะซื้อขายที่ดิน โดยมีเจตนาให้มีผลผูกพันกันทั้งสองฝ่าย มิได้ยกเลิกสัญญาเช่ากันตามที่จำเลยต่อสู้ ก็เพื่อจะวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินนั้น ในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็หาได้พิพากษาบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือให้ใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาดังกล่าวไม่ จึงไม่ใช่การพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกัน ส่วนที่มีทุนทรัพย์นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 32,000 บาทและค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือนหลังฟ้องแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์เลย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาตามจำนวนที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เท่านั้น แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาให้จำเลย

พิพากษายืน แต่สำหรับค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งสี่ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย 7,200บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 1360
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกอบเกียรติ สมบัติภิญโญ กับพวก
จำเลย — จ่าสิบตำรวจหรือดาบตำรวจสมชาย สุวรรณลิขิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 454/2553
#504351
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดขึ้นใหม่ว่า โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีนี้หรือไม่ ถือเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทไปตามข้ออ้างข้อเถียงในคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่กำหนดไว้แต่เดิมนั้นเอง ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้นำสืบไปตามข้อต่อสู้ในคำให้การอยู่แล้วนอกจากนี้การกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ก็กระทำหลังจากคู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าสืบเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยไม่มีผลต่อการนำสืบและการรับฟังข้อเท็จจริงตามนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่จำต้องแจ้งให้คู่ความทราบและไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้แต่เดิมขึ้นใหม่ก็เพื่อสะดวกในการวินิจฉัยคดีจึงเป็นการกระทำโดยชอบ

โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยซื้อมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ตามคำให้การดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาแต่ต้น จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่จะต้องวินิจฉัยเพราะการแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 จะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นมิใช่เป็นที่ดินของตนเอง

โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสี่ในฐานะเจ้าของ ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ไม่ใช่ฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกซึ่งหมายถึงคดีที่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดก จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเพิกถอนคำขอรับโอนมรดกที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 96 หมู่ที่ 12 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2517 เพิกถอนคำขอรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 96 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2517 เพิกถอนการให้ที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 313/96 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายพรัด ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2518 เพิกถอนการโอนขายที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 96 น.ส.3 เลขที่ 314/96 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ลงวันที่ 20 เมษายน 2533 และวันที่ 23 มิถุนายน 2535 และเพิกถอนการให้ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 8518 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ลงวันที่ 8 (ที่ถูก 18) ตุลาคม 2538 เสีย แล้วให้ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 96 กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนางชุ่มมารดาของโจทก์ที่ 2 นายเฟื่องและนางฝากตามเดิม หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเล่ม 314/96 หน้า 138 เล่ม 5 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเอกสารหมาย ล.9 และโจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 8263 และ 8518 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 ตามลำดับ โดยให้เพิกถอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่เกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวข้างต้น กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล.9 และโจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย นางศิวพร หรือแดงหมื่น ซึ่งเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 1 กับนางอาภาพร ซึ่งเป็นทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ผู้มรณะตามลำดับ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 96 ตั้งอยู่หมู่ที่ 12 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อนางชุ่ม เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองตามเอกสารหมาย จ.3 นางชุ่มเป็นภริยาของนายต้อย มีบุตรด้วยกันสี่คน คือนายเชื่อง นายเฟื่อง นางฝาก และโจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นภริยาของนายเฟื่อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบุตรของนายเชื่องและนางคุ่น จำเลยที่ 3 เป็นสามีจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นบุตรของนางฝากและนายพรัด นางชุ่มถึงแก่ความตายเมื่อปี 2506 และนายเฟื่องถึงแก่ความตายปี 2531 เมื่อปี 2517 ทางราชการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งตำบลขนอม จำเลยที่ 1 นำเอกสารไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า นางคุ่น นายเฟื่องและโจทก์ที่ 2 สละมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองตาม น.ส.3 เล่ม 5 หน้า 95 สารบบเล่ม 96 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเอกสารหมาย จ.6 และต่อมามีการแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 3 ส่วน ตามรูปที่ดินโดยประมาณในเอกสารหมาย จ.5 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินส่วนที่อยู่ตรงกลางให้แก่นายพรัด ตาม น.ส.3 สารบบเล่ม 313/96 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามเอกสารหมาย จ.26 ส่วนที่ดินทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกคงมีชื่อจำเลยที่ 1 ถือสิทธิครอบครองตาม น.ส.3 สารบบเล่ม 314/96 และ 96 เมื่อปี 2533 จำเลยที่ 1 ขายที่ดิน น.ส.3 สารบบเล่ม 96 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาปี 2535 จึงขายที่ดินตาม น.ส.3 สารบบเล่ม 314/96 แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และภายหลังที่ดิน น.ส.3 สารบบเล่ม 96 ได้เปลี่ยนเป็น น.ส.3 ก. เลขที่ 8263 เอกสารหมาย จ.14 ต่อมาทางราชการตัดถนนสายขนอม-หาดในเพลา ผ่านที่พิพาทจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีข้อโต้แย้งเรื่องแนวเขตที่ดิน จึงมีการตกลงกันโดยจำเลยที่ 2 แบ่งแยกที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 8518 ซึ่งแบ่งแยกจาก น.ส.3 ก. เลขที่ 8263 อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ใหม่จากเดิมซึ่งกำหนดว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นว่าโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีนี้หรือไม่นั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธินำพยานมาสืบเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดขึ้นใหม่ การที่ศาลชั้นต้นไม่แจ้งทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีโอกาสคัดค้านและไม่สามารถนำพยานมาสืบเพิ่มเติมทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้เต็มที่ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดขึ้นใหม่ว่า โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีนี้หรือไม่ ถือเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทไปตามข้ออ้างข้อเถียงในคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่กำหนดไว้แต่เดิมนั้นเอง ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำสืบไปตามข้อต่อสู้ในคำให้การอยู่แล้ว นอกจากนี้การกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ก็กระทำหลังจากคู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าสืบเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยไม่มีผลต่อการนำสืบและการรับฟังข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่จำต้องแจ้งให้คู่ความทราบและไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติมการที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้แต่เดิมขึ้นใหม่ ก็เพื่อสะดวกในการวินิจฉัยคดี จึงเป็นการกระทำโดยชอบ ส่วนปัญหาว่าโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินคดีนี้แทนหรือไม่นั้น เหตุผลต่างๆ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมาในฎีกาเป็นรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาอ้างเช่นเดียวกับในชั้นอุทธรณ์ว่าตามคำฟ้องระบุเพียงว่าโจทก์ที่ 2 กับบุตรโจทก์ที่ 1 ได้ไปตรวจสอบทางทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ทำเอกสารปลอมรับมรดกที่ดินพิพาทแล้วจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำการฉ้อฉล โดยทำนิติกรรมอำพรางว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยคำฟ้องมิได้ระบุว่าโจทก์ที่ 2 กับบุตรโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนเมื่อวันเวลาใด บุตรของโจทก์ที่ 1 เป็นใครและการที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ทั้งสองมีเหตุผลตลอดจนข้อเท็จจริงอย่างไร ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เข้าใจ และไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องได้บรรยายว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางชุ่ม ก่อนตายนางชุ่มแบ่งแยกให้บุตรสามคนเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดนายเฟื่องครอบครองในส่วนทางทิศตะวันตก นางฝากครอบครองในส่วนตรงกลางนายฝึกหรือโจทก์ที่ 2 ครอบครองในส่วนทางทิศตะวันออก ต่อมานางชุ่มถึงแก่ความตายเมื่อปี 2506 ทายาททั้งสามก็ยังคงครอบครองที่ดินมรดกตามส่วนดังกล่าวข้างต้นตลอดมาจนเมื่อปี 2517 จำเลยที่ 1 ได้ขอนำที่ดินส่วนของนายเฟื่องและส่วนของโจทก์ที่ 2 ไปจำนองเพื่อนำเงินไปลงทุนธุรกิจ นายเฟื่องและโจทก์ที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 1 รับราชการมีหน้าที่การงานดี จึงไว้ใจทำหนังสือมอบอำนาจให้ไปดำเนินการแต่จำเลยที่ 1 กลับนำเอกสารดังกล่าวไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 1 โดยทำหนังสือสละมรดกของนายเฟื่องและโจทก์ที่ 2 ปลอม แสดงความจำนงสละมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 จนเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองเพียงผู้เดียวและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินส่วนตรงกลางให้นายพรัด หลังจากนั้นโอนที่ดินทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน แล้วจำเลยที่ 2 โอนที่ดินทางทิศตะวันตกบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 4 การได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นตลอดจนนิติกรรมที่ผู้รับโอนที่ดินพิพาทส่วนต่างๆ ทำขึ้นด้วย คำฟ้องดังกล่าวจึงบรรยายแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว หาจำต้องบรรยายรายละเอียดดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมาในฎีกาไม่เพราะรายละเอียดดังกล่าวสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 เองก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง และไม่เคลือบคลุมแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อต่อไปว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่มีได้เพียงสิทธิครอบครองมาตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2533 และวันที่ 23 มิถุนายน 2535 ตามลำดับ จากนั้นได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลา 7 ปี และ 5 ปี ตามลำดับ เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งวินิจฉัยไว้ชอบแล้วว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยซื้อมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามคำให้การดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาแต่ต้น ซึ่งการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 จะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นมิใช่เป็นที่ดินของตนเองเมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่ามีสิทธิครอบครองอยู่แล้วจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองที่จะต้องวินิจฉัย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่อ้างว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกทรัพย์มรดกเกิน 1 ปี นับแต่นางชุ่มเจ้ามรดกตายคดีโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาก็เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เช่นกันว่า คดีนี้เป็นกรณีโจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสี่ในฐานะเจ้าของใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ไม่ใช่ฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกซึ่งหมายถึงคดีที่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดก จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความสำหรับเหตุผลหลายประการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมาในฎีกานั้น ไม่มีผลให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกามาสรุปความได้ทำนองว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1ปี จึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่ารับซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน อีกทั้งไม่เคยรับรู้ด้วยว่าข้ออ้างต่างๆ ของโจทก์เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความจริงหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การของตนคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวมาแต่ต้น แม้จำเลยที่ 1 จะให้การต่อสู้ในปัญหาดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ ปัญหานี้จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1ซึ่งไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะรับโอนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักที่ว่าผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
นางแผ้ว แดงหมื่น โดยนางศิวพร รัตนไชยศรี
โจทก์ — หรือแดงหมื่น ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นายสำเริง แดงหมื่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2553
#504660
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ มาตรา 1547 บัญญัติว่า เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ดังนี้ พฤติการณ์รับรองว่าผู้เยาว์เป็นบุตร เช่น การให้ผู้เยาว์ใช้ชื่อสกุลของจำเลย และการที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่างบิดากับบุตรจึงไม่ใช่เหตุที่กฎหมายรับรองทำให้ผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยได้ จำเลยจึงไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำบุตรผู้เยาว์มามอบคืนให้แก่โจทก์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับบุตรผู้เยาว์อีกต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิงจิตตินีหรืออนัญพร บุตรผู้เยาว์คืนให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า เด็กหญิงจิตตินีหรืออนัญพร ผู้เยาว์ เกิดจากโจทก์ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และต่อมาไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันหรือจำเลยได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์เป็นบุตรหรือมีคำพิพากษาของศาลว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของจำเลย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่จำเลยฎีกาเพียงว่าการที่จำเลยมีพฤติการณ์รับรองว่าผู้เยาว์เป็นบุตร เช่น การให้ผู้เยาว์ใช้ชื่อสกุลของจำเลยและการที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่างบิดากับบุตรมาตลอด ถือได้ว่าจำเลยเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์แล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 บัญญัติไว้ว่า เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ดังนี้ พฤติการณ์รับรองว่าผู้เยาว์เป็นบุตร เช่น การให้ผู้เยาว์ใช้ชื่อสกุลของจำเลย และการที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่าบิดากับบุตรจึงไม่ใช่เหตุที่กฎหมายรับรองทำให้ผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยได้ จำเลยจึงไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องคืนผู้เยาว์แก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอนัตตา สุขหนา
จำเลย — นายจรูญศักดิ์ โดยกุล
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2553
#508385
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1547 บัญญัติไว้ว่า เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร การที่จำเลยให้ผู้เยาว์ใช้ชื่อสกุลของจำเลย และอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่างบิดากับบุตรไม่ใช่เหตุที่จะทำให้ผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยได้ จำเลยจึงไม่มีอำนาจปกครองผู้เยาว์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงจิตตินีหรืออนัญพร อายุ 1 ปี 11 เดือน ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จำเลยได้ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงโดยจำเลยได้ทุบตีทำร้ายร่างกายโจทก์หลายครั้ง หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยได้ตกลงแยกกันอยู่และไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอีกต่อไป แต่จำเลยได้เอาตัวบุตรผู้เยาว์ไปจากความปกครองของโจทก์โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และจำเลยได้นำบุตรผู้เยาว์ไปหลบซ่อนอยู่ที่อื่นไม่ให้โจทก์ได้พบหน้า ขอให้บังคับจำเลยนำบุตรผู้เยาว์มามอบคืนให้แก่โจทก์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับบุตรผู้เยาว์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 ต่อมาโจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2546 แต่ก็กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากันอีกโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงจิตตินี ผู้เยาว์ จำเลยซึ่งเป็นบิดาได้ให้การรับรองว่าผู้เยาว์เป็นบุตรโดยให้บุตรผู้เยาว์ใช้ชื่อสกุลของจำเลยนับตั้งแต่แจ้งเกิดจนถึงปัจจุบัน โจทก์มีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นมารดา เพราะไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ จำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่เคยกีดกันโจทก์มิให้พบบุตรแต่ประการใด แต่โจทก์เองไม่เคยมารับบุตรผู้เยาว์ไปดูแล ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้นำบุตรผู้เยาว์ไปเลี้ยงดูด้วยตนเองแต่นำไปให้ญาติพี่น้องของโจทก์ซึ่งอยู่ต่างจังหวัดเลี้ยงดู โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อต้องการกลั่นแกล้งจำเลยเพราะไม่ต้องการให้จำเลยได้เห็นหน้าบุตรผู้เยาว์ จำเลยมีอาชีพมีรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 50,000 บาท สามารถให้การอุปการะเลี้ยงดู การศึกษา และให้ความรักความอบอุ่นแก่บุตรผู้เยาว์ได้เป็นอย่างดี ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิงจิตตินีหรืออนัญพร บุตรผู้เยาว์คืนให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า เด็กหญิงจิตตินีหรืออนัญพรผู้เยาว์ เกิดจากโจทก์ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และต่อมาไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันหรือจำเลยได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์เป็นบุตรหรือมีคำพิพากษาของศาลว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของจำเลย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่จำเลยฎีกาเพียงว่า การที่จำเลยมีพฤติการณ์รับรองว่าผู้เยาว์เป็นบุตร เช่น การให้ผู้เยาว์ใช้ชื่อสกุลของจำเลย และการที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่างบิดากับบุตรมาตลอด ถือได้ว่าจำเลยเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์แล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 บัญญัติไว้ว่า เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ดังนี้พฤติการณ์รับรองว่าผู้เยาว์เป็นบุตร เช่น การให้ผู้เยาว์ใช้ชื่อสกุลของจำเลย และการที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่างบิดากับบุตร จึงไม่ใช่เหตุที่กฎหมายรับรองทำให้ผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยได้ จำเลยจึงไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องคืนผู้เยาว์แก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอนัตตา สุขหนา
จำเลย — นายจรูญศักดิ์ โดยกุล
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2553
#504651
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยจะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้ออ้างตามคำร้องของทนายจำเลยที่ว่าทนายจำเลยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเมื่อไปหาเสียงเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จึงทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำเริบและด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดนั้น แต่ปรากฏว่า วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 ทนายจำเลยไปรับยาที่โรงพยาบาล แสดงว่าทนายจำเลยสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ อาการป่วยของทนายจำเลยดังที่กล่าวอ้างจึงไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปยื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลาได้ ทั้งทนายจำเลยยังรับในคำร้องว่าเป็นความพลั้งเผลอของทนายจำเลยจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนด อันนับเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยอีกด้วย ข้ออ้างของทนายจำเลยจึงมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยตามบทบัญญัติดังกล่าว

ส่วนฎีกาจำเลยที่อ้างว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม มีเหตุจำเป็นและสมควรที่จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยนั้นอันเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย แต่ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของทนายจำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยและความพลั้งเผลอของทนายจำเลย มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมายจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 100 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยิตุว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน อ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังพิมพ์คำพิพากษาไม่เสร็จประกอบกับทนายจำเลยมีคดีต้องเรียงคำคู่ความหลายคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 27 มกราคม 2551 ก่อนถึงวันครบกำหนดวันที่ 21 มกราคม 2551 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน อ้างว่าผู้พิพากษายังมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเนื่องจากลาราชการจึงคัดคำพิพากษาไม่ได้และทนายจำเลยต้องไปว่าความที่ศาลจังหวัดสตูล ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน อ้างว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุงซึ่งในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำริบและด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า ข้ออ้างในคำร้องของจำเลยมิใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 หลังจากที่ครบกำหนดระยะขยายเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยจะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้ออ้างตามคำร้องของทนายจำเลยที่ว่าทนายจำเลยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อไปหาเสียงเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจึงทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำเริบและด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดนั้น ปรากฏตามบัตรตรวจโรคเอกสารท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ว่า วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 ทนายจำเลยไปรับยาที่โรงพยาบาลพัทลุง แสดงว่าทนายจำเลยสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ อาการป่วยของทนายจำเลยดังที่กล่าวอ้างจึงไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปยื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลาได้ ทั้งทนายจำเลยยังรับในคำร้องว่าเป็นความพลั้งเผลอของทนายจำเลยจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดอันนับเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยอีกด้วย ข้ออ้างของทนายจำเลยจึงมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างทำนองเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงมีเหตุจำเป็นและสมควรที่จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย แต่ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของทนายจำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยและความพลั้งเผลอของทนายจำเลย มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายศุภชัยหรือขิ้ง พุทธศรี
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2553
#507913
เปิดฉบับเต็ม

เหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

ข้ออ้างตามคำร้องของทนายจำเลยที่ว่าทนายจำเลยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อไปหาเสียงเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจึงทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำเริบ และด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดนั้น ปรากฏว่าทนายจำเลยสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ อาการป่วยของทนายจำเลยจึงไม่มีถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปยื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลาได้ ข้ออ้างของทนายจำเลยมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

จำเลยให้กการปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 100 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน อ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังพิมพ์คำพิพากษาไม่เสร็จประกอบกับทนายจำเลยมีคดีต้องเรียงคำคู่ความหลายคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 27 มกราคม 2551 ก่อนถึงวันครบกำหนดวันที่ 21 มกราคม 2551 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน อ้างว่าผู้พิพากษายังมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเนื่องจากลาราชการจึงคัดคำพิพากษาไม่ได้และทนายจำเลยต้องไปว่าความที่ศาลจังหวัดสตูล ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน อ้างว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุงซึ่งในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำริบและด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า ข้ออ้างในคำร้องของจำเลยมิใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 หลังจากที่ครบกำหนดระยะขยายเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยจะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้ออ้างตามคำร้องของทนายจำเลยที่ว่าทนายจำเลยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อไปหาเสียงเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจึงทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำเริบและด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดนั้น ปรากฏตามบัตรตรวจโรคเอกสารท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ว่า วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 ทนายจำเลยไปรับยาที่โรงพยาบาลพัทลุง แสดงว่าทนายจำเลยสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ อาการป่วยของทนายจำเลยดังที่กล่าวอ้างจึงไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปยื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลาได้ ทั้งทนายจำเลยยังรับในคำร้องว่าเป็นความพลั้งเผลอของทนายจำเลยจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดอันนับเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยอีกด้วย ข้ออ้างของทนายจำเลยจึงมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างทำนองเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงมีเหตุจำเป็นและสมควรที่จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย แต่ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของทนายจำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยและความพลั้งเผลอของทนายจำเลย มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายศุภชัยหรือขิ้ง พุทธศรี
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 441/2553
#504349
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์ทั้งสองมิได้เห็นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับเพราะจุดที่พยานทั้งสองซุ่มอยู่นั้นห่างจากที่เกิดเหตุมาก ดังนั้น ที่พยานเบิกความว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับนั้นจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยได้รับการบอกเล่าจากสายลับซึ่งสายลับก็มิได้มาเบิกความในศาล ลำพังแต่เพียงคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยนั้นจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังลงโทษในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติ 1 ปี โดยไปรายงานตัวมีกำหนด 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 12 ชั่งโมง ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 (ที่ถูก มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้และยึดเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด กับธนบัตร 120 บาท เป็นของกลาง ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีสิบตำรวจตรีอติคุณ เบิกความว่า แผนการจับกุมได้มีการแบ่งกำลังเจ้าพนักงานตำรวจออกเป็น 2 ชุด พยานอยู่ในชุดแรกเป็นผู้มีหน้าที่ปล่อยสายลับโดยพยานไปซุ่มอยู่ที่ริมคลองห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 100 เมตร ส่วนอีกชุดหนึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการจับกุมและตรวจค้นรออยู่ที่ปากทางเข้าบ้านจำเลย ห่างจากบ้านจำเลยประมาณ 200 เมตร พยานไม่ได้ติดตามสายลับไปเพียงแต่ซุ่มดูอยู่ห่างบ้านจำเลยมองไม่เห็นกัน สายลับหายเข้าไปบ้านจำเลยประมาณ 5 นาที ก็นำเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด มามอบให้พยานแจ้งว่าซื้อจากจำเลยในราคา 120 บาท พยานจึงแจ้งทางวิทยุสื่อสารให้กำลังเจ้าพนักงานตำรวจอีกชุดหนึ่งเข้าจับกุมจำเลย ส่วนจ่าสิบตำรวจพิชัย เบิกความว่า พยานประจำอยู่ที่จุดห่างบ้านจำเลยประมาณ 200 เมตร เมื่อได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารจากสิบตำรวจตรีอติคุณว่าสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว พยานก็เข้าจับกุมจำเลย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากมิได้เห็นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ เพราะจุดที่พยานทั้งสองซุ่มอยู่นั้นห่างจากที่เกิดเหตุมากดังนั้น ที่พยานเบิกความว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับนั้นจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยได้รับการบอกเล่าจากสายลับซึ่งสายลับก็มิได้มาเบิกความในศาลลำพังแต่เพียงคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยนั้นจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ปรากฏจากฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นชอบด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทุกประการ ขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยพิพากษากลับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการยอมรับในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 1 เม็ด ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพียง 1 เม็ด เนื่องจากน้ำหนักไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ประกอบกับพยานหลักฐานที่ได้เบิกความไปแล้วก็ไม่มีหลักฐานแสดงยืนยันว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้นฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายแดนสวง โพธิ์เพชร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2553
#504648
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมาในที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดทำจากใบเลื่อยยาวถึง 1 เมตร ฟันบริเวณแสกหน้าของผู้เสียหายที่ 1 แต่ผู้เสียหายที่ 1 ใช้มือรับไว้ จึงทำให้เอ็นนิ้วนางและนิ้วก้อยของผู้เสียหายที่ 1 ขาด ทั้งยังมีบาดแผลที่ศีรษะด้านขวาลึกเกือบถึงกระดูก หากมาพบแพทย์ไม่ทันต้องเสียเลือดมากและอาจถึงแก่ความตายได้ และจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนปากกายิงผู้เสียหายที่ 2 ถึง 2 นัด แต่กระสุนปืนด้าน จำเลยที่ 3 ใช้กระถางต้นไม้ทุ่มใส่ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บที่สะโพกขวา พฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันที่จะทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าแต่ละคนจะแบ่งแยกกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองคนใดเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามมีเจตนายอมรับผลที่เกิดจากการกระทำของแต่ละคน จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนและอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ คนละ 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในข้อหาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสอง นายยศธิศักดิ์ และนายดอนเป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่พยานโจทก์ดังกล่าวนั่งดื่มสุราบริเวณที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับพวกอีก 1 คน วิ่งเข้ามาบริเวณที่ผู้เสียหายทั้งสองกับพวกนั่งอยู่โดยจำเลยที่ 1 ถือมีดมาถึงตะโกนถามว่า ใครเก๋าวะ แล้วจำเลยที่ 1 ใช้มีดฟันที่ใบหน้าของผู้เสียหายที่ 1 แต่ผู้เสียหายที่ 1 ใช้มือขวารับไว้ จึงถูกฟันบริเวณใบหน้าและมือผู้เสียหายที่ 1 ล้มคว่ำลงกับพื้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้มีดฟันบริเวณไหล่ด้านหลังผู้เสียหายที่ 1 อีก 1 ครั้ง แต่ไม่เข้าเนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ใส่เสื้อหนาและจำเลยที่ 2 ถือปืนปากกายิงใส่ผู้เสียหายที่ 2 เสียงดังแชะ เนื่องจากกระสุนปืนไม่ลั่น จำเลยที่ 2 เปลี่ยนลูกกระสุนปืนใหม่ยิงมาทางผู้เสียหายที่ 2 อีก แต่กระสุนปืนไม่ลั่น จำเลยที่ 3 ใช้กระถางต้นไม้ทุ่มมาถูกสะโพกด้านขวาของผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ ส่วนพวกของจำเลยทั้งสามอีกคนหนึ่งใช้ขวดสุราขว้างมายังกลุ่มผู้เสียหายทั้งสองแต่ไม่ถูกผู้ใด เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมีเหตุผลยืนยันว่า จำเลยทั้งสามกับพวกอีกคนหนึ่งร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยจำเลยที่ 1 ใช้มีดเป็นอาวุธฟันผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณใบหน้าและมือ จำเลยที่ 2 ใช้ปืนปากกายิงใส่ผู้เสียหายที่ 2 แต่กระสุนปืนไม่ลั่น แล้วจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนลูกกระสุนปืนใหม่แล้วยิงใส่ผู้เสียหายที่ 2 อีก แต่กระสุนปืนไม่ลั่น ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้ใช้กระถางต้นไม่ทุ่มใส่สะโพกข้างขวาของผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ พยานโจทก์ดังกล่าวเห็นจำเลยทั้งสามในระยะใกล้จากแสงไฟบริเวณที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 รู้จักจำเลยทั้งสามกับพวกมาตั้งแต่เป็นเด็กทั้งยังมีบ้านพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักคนงานของบริษัทอารีย์อภิรักษ์ จำกัด จึงเชื่อว่าเห็นและจำจำเลยทั้งสามได้ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 มีลักษณะขอบเรียบน่าจะเกิดจากอาวุธมีด ไม่น่าจะเกิดจากบาดแผลที่ถูกอาวุธทำจากใบเลื่อย ซึ่งมีลักษณะบาดแผลจะลุ่ยขอบไม่เรียบนั้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสี่ปากดังกล่าว เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดที่ทำขึ้นจากใบเลื่อยฟันใส่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ยืนยันว่าใช้ใบเลื่อยฟันใส่ผู้เสียหายที่ 1 และไม่ได้ยืนยันว่ามีดที่ทำขึ้นจากใบเลื่อยดังกล่าวมีลักษณะของฟันเลื่อยเหลืออยู่ ดังนั้น อาวุธมีดที่ทำจากใบเลื่อยที่ใช้ฟันจึงน่าจะมีความคมและมีบาดแผลเป็นขอบเรียบตรงตามคำเบิกความนายแพทย์ภาดล แพทย์ผู้ตรวจผู้เสียหายที่ 1 ประกอบรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลว่าลักษณะบาดแผลที่นิ้วเป็นบาดแผลขอบเรียบน่าจะเกิดจากใบมีดคม คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นพิรุธ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมาในที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดทำจากใบเลื่อยยาวถึง 1 เมตร ฟันบริเวณแสกหน้าของผู้เสียหายที่ 1 ทำให้เอ็นนิ้วนางและนิ้วก้อยของผู้เสียหายที่ 1 ขาด ทั้งยังมีบาดแผลที่ศีรษะด้านขวาลึกเกือบถึงกระดูก หากมาพบแพทย์ไม่ทันต้องเสียเลือดมากและอาจถึงแก่ความตายได้และจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนปากกายิงผู้เสียหายที่ 2 ถึง 2 นัด แต่กระสุนปืนด้าน จำเลยที่ 3 ใช้กระถางต้นไม้ทุ่มใส่ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บที่สะโพกขวา พฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันที่จะทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าแต่ละคนจะแบ่งแยกกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองคนใดเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามมีเจตนายอมรับผลที่เกิดจากการกระทำของแต่ละคน จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเพิ่มขึ้น จึงไม่อาจแก้ไขโทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสามได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสามต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มโทษจำเลยทั้งสาม"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 83 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายประจักษ์ ไยบัวหรือใยบัว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2553
#504347
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเป็นฝ่ายเริ่มต้นด่าว่าจำเลยก่อน แม้จำเลยโต้เถียงจนกลายเป็นทะเลาะกัน แต่ไม่ปรากฏว่ามีคำพูดที่เป็นการท้าทายให้ต่อสู้กัน ผู้เสียหายเดินไปหาจำเลยแล้วลงมือทำร้ายจำเลยก่อน จำเลยหยิบมีดปลายแหลมเป็นอาวุธใช้แทงผู้เสียหายย่อมเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง แต่ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยด้วยมือเปล่าและต่างเป็นผู้หญิงด้วยกัน น่าจะทำร้ายกันไม่รุนแรงเท่าใดนัก เพียงจำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงสักครั้งก็น่าจะหยุดยั้งผู้เสียหายได้แล้ว ฉะนั้นการที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ที และแทงโดยแรงลึกถึงตับ ม้าม และลำไส้ใหญ่ย่อมถือได้ว่าเป็นการป้องกันสิทธิของจำเลยเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยย่อมมีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 72 ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีการับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพยายามฆ่านางสาวแตงอ่อน ผู้เสียหายโดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงผู้เสียหายหลายที ถูกที่ท้องและหน้าอกทะลุถึงตับ ม้าม และลำไส้ใหญ่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง หรือเป็นการป้องกันตนพอสมควรแก่เหตุตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยจะอ้างว่าป้องกันตนไม่ได้ เพราะจำเลยสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายแล้วเข้าทำร้ายซึ่งกันและกันนั้น โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลแต่มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.3 เป็นพยาน และมีนายสุก ซึ่งเป็นอาของผู้เสียหายและเป็นตาของจำเลยเป็นพยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าผู้เสียหายด่าจำเลยอยู่พักหนึ่งก่อนที่จำเลยและผู้เสียหายจะโต้เถียงกันบริเวณใต้ถุนบ้านของนางละออ และผู้เสียหายจะลงมือทำร้ายจำเลยก่อน แม้ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายจะให้การว่า พอผู้เสียหายเดินไปหาจำเลย จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับว่าผู้เสียหายลงมือทำร้ายจำเลยก่อน แต่รับว่าในตอนต้นผู้เสียหายด่าจำเลยก่อน ซึ่งจำเลยมีนางสมคิด และนางบุญมาเป็นพยานเบิกความว่า ในขณะเกิดเหตุพยานทั้งสองอยู่ในที่เกิดเหตุได้ยินเสียงผู้เสียหายตะโกนด่าจำเลยซึ่งนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านของนางละออที่เกิดเหตุ และเข้าไปตบตีจำเลยก่อนซึ่งญาติพี่น้องช่วยกันห้ามแต่ผู้เสียหายไม่ยอมหยุด พยานจำเลยเจือสมคำเบิกความของนายสุกซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมีน้ำหนักให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าผู้เสียหายเป็นฝ่ายเริ่มต้นด่าว่าจำเลยก่อน แม้จำเลยโต้เถียงจนกลายเป็นทะเลาะกัน แต่ไม่ปรากฏว่ามีคำพูดที่เป็นการท้าทายให้ต่อสู้กันผู้เสียหายเดินไปหาจำเลยแล้วลงมือทำร้ายจำเลยก่อนจำเลยหยิบมีดปลายแหลมเป็นอาวุธใช้แทงผู้เสียหายย่อมเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการเพื่อป้องกันตนนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสียหายทำร้ายจำเลยด้วยมือเปล่าและต่างก็เป็นผู้หญิงด้วยกันน่าจะทำร้ายกันไม่รุนแรงเท่าใดนัก เพียงจำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงสักครั้งก็น่าจะหยุดยั้งผู้เสียหายได้แล้ว ฉะนั้นการที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ที และแทงโดยแรงลึกถึงตับ ม้าม และลำไส้ใหญ่ย่อมถือได้ว่าเป็นการป้องกันสิทธิของจำเลยเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69 เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่ว่าผู้เสียหายเป็นฝ่ายหาเรื่องด่าจำเลย ทั้งยังลุแก่โทสะและลงมือทำร้ายก่อน ทั้งสองฝ่ายเป็นญาติกันและหลังเกิดเหตุปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยเป็นที่พอใจ และไม่ติดใจเอาความแล้วตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.5 ประกอบกับจำเลยเป็นหญิงไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงมีเหตุปรานีกำหนดโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกไว้เพื่อให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี แต่เห็นสมควรคุมประพฤติของจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69 ลงโทษจำคุก 2 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นางสาวยุรีหรือจุรี ทรัพย์พาลี
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2553
#504647
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลา 30 ปีเศษ โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยตลอดมา แม้จะใช้เป็นเวลานานเท่าใด โจทก์ก็ไม่ได้สิทธิในทางภาระจำยอมจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1387 เพราะการใช้ทางพิพาทของโจทก์มิได้ประสงค์จะใช้ทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์ต่อสิทธิในทางพิพาท

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 บัญญัติว่า ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันดังนั้น การที่ที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงเดิมของ ข. และ ห. ทำให้ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จะฟ้องเรียกร้องทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งมิใช่ที่ดินแปลงเดิมที่ถูกแบ่งแยกหรือแบ่งโอนหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นให้จำเลยรื้อถอนท่อนไม้ ท่อนคอนกรีต ลวดหนามและสิ่งกีดขวางอื่นที่ปิดกั้นทางพิพาทให้เรียบร้อย ห้ามไม่ให้ทำสิ่งกีดขวาง หากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทกว้าง 3 เมตร ยาว 81 เมตร ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.8 บนที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 1752 ตำบลขันเงิน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ 808 ตำบลขันเงิน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และห้ามจำเลยปิดกั้นทางดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 808 ตำบลขันเงิน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ของนางสมจิตร์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 776 ตำบลขันเงิน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ของนายมณี เป็นแปลงเดียวกัน เมื่อโจทก์ได้รับแบ่งแยกที่ดินมาจากตากับยายแล้ว โจทก์ได้เดินผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยไปสู่ถนนสายพะเนียด-เพชรเกษม ตามแผนที่พิพาท ภายหลังจำเลยใช้ลวดหนามมาขึงกั้นปิดทางเข้าออกเพราะเหตุสามีโจทก์ไม่ไปช่วยเก็บสะตอให้กับจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยตกเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 808 ตำบลขันเงิน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เมื่อแบ่งแยกมาจากที่ดินเดิมแล้ว ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกทางอื่นและได้ใช้ทางเดินเข้าออกบนที่ดินของจำเลย กว้าง 3 เมตร ยาว 81 เมตร ตลอดแนวที่ดินของจำเลยไปสู่ถนนสายเพนียด-เพชรเกษม โดยใช้สัญจรมาเป็นเวลาประมาณ 10 ปีเศษ และมีการปรับปรุงเป็นถนนลูกรังรถยนต์สามารถแล่นเข้าออกได้มาอีกประมาณ 10 ปี และเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2545 จำเลยได้มาปิดทางพิพาทโดยใช้ลวดหนามมาขึงปิดทางเข้าออก แต่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยได้อนุญาตให้ใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินจำเลยไปสู่ถนนสายเพนียด-เพชรเกษม นายยอด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลขันเงิน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าออกสู่ถนนสายพะเนียด-เพชรเกษม มาเป็นเวลา 10 ปีเศษ โดยจำเลยเป็นผู้อนุญาตให้โจทก์นำดินลูกรังมาถมเป็นทางพิพาทเพื่อใช้สำหรับให้รถยนต์แล่นเข้าออกได้ และนางผ่อง พยานโจทก์ซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 100 เมตร เบิกความว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าออกสู่ถนนสาธารณะมาเป็นเวลานาน 30 ปีเศษ โดยจำเลยไม่เคยมาห้าม แต่พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเป็นผู้อนุญาตให้โจทก์ใช้ทางพิพาทบนที่ดินของจำเลยเป็นการถาวร ส่วนจำเลยเบิกความว่าเดิมโจทก์ใช้ทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะสายเขาเงิน-หลังสวน ซึ่งมีระยะทางประมาณ 100 เมตร โดยผ่านที่ดินของนายมณี และเมื่อปี 2540 เกิดน้ำท่วมใหญ่จำเลยจึงอนุญาตให้โจทก์เดินผ่านที่ดินของจำเลยสู่ถนนสายเพนียด-เพชรเกษม ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลย ซึ่งก่อนหน้านั้นจำเลยใช้ลวดหนามทำเป็นรั้วและเมื่อรั้วลวดหนามชำรุดและโจทก์มาขออนุญาตจำเลยใช้ทางเดินดังกล่าว จำเลยจึงอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางพิพาทและเมื่อปี 2542 โจทก์ได้ขออนุญาตนำทรายและกรวดมาถมลงบนที่ดินพิพาทเพื่อให้รถยนต์เข้าออกได้ และสาเหตุที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาทเพราะเหตุสามีโจทก์ไม่ไปช่วยเก็บสะตอให้ จำเลยจึงไม่พอใจ เห็นว่า ที่โจทก์และครอบครัวใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ถนนสายเพนียด-เพชรเกษม ในครั้งแรกเนื่องจากจำเลยเป็นผู้อนุญาตให้โจทก์และครอบครัวใช้ทางพิพาทซึ่งตัวโจทก์เองเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่าจำเลยได้อนุญาตให้โจทก์เดินผ่านทางพิพาทเพื่อไปสู่ถนนสายเพนียด-เพชรเกษม รวมทั้งนางผ่อง ซึ่งเป็นญาติกับโจทก์เองก็เบิกความตอบนทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเป็นคนอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางพิพาทอย่างถาวร ซึ่งสอดคล้องกับพยานจำเลยที่ตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่า โจทก์เป็นผู้มาขออนุญาตจำเลยใช้ทางพิพาทเนื่องจากเส้นทางที่โจทก์เคยเดินออกสู่ถนนสายเขาเงิน-หลังสวน เกิดน้ำท่วมใหญ่ และจำเลยก็เคยทำรั้วลวดหนามกั้นไว้ แต่เมื่อรั้วลวดหนามชำรุดและโจทก์มาขออาศัยทางพิพาทเข้าออกจำเลยจึงอนุญาต แม้กระทั่งโจทก์นำทรายและกรวดมาถมลงบนทางพิพาทเพื่อให้รถยนต์ของบุตรโจทก์เข้าออกได้สะดวก โจทก์ก็ยังมาขออนุญาตจากจำเลยเช่นกัน การที่โจทก์ใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปีเศษ โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยตลอดมา แม้จะใช้เป็นเวลานานเท่าใดโจทก์ก็ไม่ได้สิทธิในทางภาระจำยอมจากจำเลย เพราะการใช้ทางพิพาทของโจทก์มิได้ประสงค์จะใช้ทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์ต่อสิทธิในทางพิพาทของจำเลยแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ได้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาท สำหรับปัญหาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เดิมที่ดินของโจทก์เป็นของนายเข็มและนางหีตตาและยาย มีเนื้อที่ 18 ไร่ ต่อมามีการแบ่งแยกออกเป็น 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 808 ของโจทก์ โฉนดเลขที่ 5041 ของนางสมจิตร์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 776 ของนายมณี ทายาท นางหนูหีด บุตรนายเข็ม นางหีต โดยที่ดินของนายมณีติดถนนสาธารณะสายเขาเงิน-หลังสวน และการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวทำให้ที่ดินโจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ จำเลยจึงอนุญาตให้โจทก์และบริวารเดินผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งไม่มีเหตุที่ทำให้โจทก์ได้สิทธิในทางภาระจำยอมดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และที่โจทก์อ้างว่าเป็นทางจำเป็นนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 บัญญัติว่า ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน ดังนั้น การที่ที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงเดิมของนายเข็มและนายหีตทำให้ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จะฟ้องเรียกร้องทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งมิใช่ที่ดินแปลงเดิมที่ถูกอบ่งแยกหรือแบ่งโอนหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350 ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประทีป พูลสวัสดิ์
จำเลย — นายประดิษฐ์ บุญพะเนียด
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2553
#504344
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทมาตั้งแต่มีการขุดลำเหมืองสาธารณะเป็นทางเดินและภายหลังมีการขยายถนนให้กว้างขึ้นตั้งแต่ปี 2528 โดยสภาตำบล เพื่อให้รถอีแต๋นและรถไถนาเข้าไปในที่นาของโจทก์ทั้งสาม เมื่อนับถึงวันที่จำเลยนำเสาปูนไปปักแสดงสิทธิในที่ดินของจำเลยเมื่อเดือนกันยายน 2543 รวมระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี โจทก์ทั้งสามจึงได้ภาระจำยอมในทางพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม และให้จำเลยไปจดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอม หากจำเลยไม่ยินยอมก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนเสาปูนที่จำเลยปักบนถนนเลียบลำเหมืองออก หากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนเองได้ โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับทางพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์ทั้งสามได้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความ ให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมแก่โจทก์ทั้งสามหากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนเสาปูนเปิดทางพิพาทและห้ามยุ่งเกี่ยว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 เป็นสามีภริยากัน โดยโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 111 ตำบลหนองกระโดน อำเภอปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 109 ตำบลหนองกระโดน อำเภอปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 112 ตำบลหนองกระโดน อำเภอเมืองนครสวรรค์ (ปากน้ำโพ) จังหวัดนครสวรรค์ ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 และจำเลยอยู่ติดต่อกัน ที่ดินทั้งสามแปลงใช้ทำนาปลูกข้าวโดยทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 และจำเลยมีถนนเลียบลำเหมืองสาธารณประโยชน์ โดยถนนดังกล่าวเกิดจากการขุดดินในลำเหมืองสาธารณประโยชน์ครั้งแรกเมื่อปี 2528 มีความกว้างประมาณ 2 เมตร โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านซึ่งมีที่ดินอยู่ทางด้านในใช้เป็นทางสัญจรและเป็นทางเกวียน รถอีแต๋นสามารถวิ่งผ่านเข้าไปได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามนำสืบไม่ได้ว่าได้ใช้ทางพิพาทมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ใด และมีการใช้ทางพิพาทเหลื่อมล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยหรือไม่ และโจทก์ทั้งสามใช้เส้นทางพิพาทเฉพาะเมื่อฤดูทำนาเท่านั้น เมื่อสิ้นฤดูทำนาโจทก์ทั้งสามไม่ได้ใช้เส้นทางล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยเฉพาะในฤดูทำนาเมื่อจำเลยอนุญาต เห็นว่า โจทก์ทั้งสามเบิกความทำนองเดียวกันว่าการเดินทางเข้าไปยังที่ดินของโจทก์ทั้งสามนั้นต้องผ่านทางพิพาทซึ่งเป็นทางที่ทำขึ้นโดยขุดดินจากลำเหมืองสาธารณประโยชน์ขึ้นมาทำเป็นแนวทางเดินและต่อมามีการขยายทางพิพาทเข้าไปในเขตที่ดินของจำเลยกว้างประมาณ 6 เมตร โดยสภาตำบลได้ปรับปรุงขยายพื้นที่ลำเหมือง มีการถมทางเดินให้กว้างขึ้นและรถยนต์สามารถวิ่งผ่านเข้าออกไปยังที่ดินของโจทก์ได้ ในฤดูทำนามีการใช้รถอีแต๋นเข้าไปเกี่ยวข้าวซึ่งมีความกว้างเช่นเดียวกับรถยนต์กระบะปิกอัพ และนายจำรัส พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความว่า พยานเคยเช่าที่นาของนางจำเริญ มานานประมาณ 14 ปี และได้ใช้เส้นทางพิพาทผ่านที่นาของจำเลยไปยังที่นาที่พยานเช่าเป็นถนนดินมีความกว้างประมาณ 4 เมตร มีการนำรถไถนาเข้าไปสูบน้ำในนา โดยแนวที่ดินของจำเลยที่ติดกับถนนมีความยาวประมาณ 20 วา ไม่มีการกั้นรั้วรอบเขตที่ดินของจำเลย ทั้งจำเลยนำสืบรับว่า เดิมทางพิพาทเป็นทางเดินขอบเหมืองซึ่งมีความกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลยประมาณ 20 วา แต่รถยนต์ไม่สามารถแล่นผ่านได้ โจทก์ทั้งสามจึงขอใช้ที่ดินของจำเลยขยายทางเข้ามาอีก 1 เมตร ตลอดแนวถนน โจทก์ทั้งสามจะใช้เส้นทางดังกล่าวผ่านเมื่อถึงฤดูทำนาเก็บเกี่ยวพืชผล ซึ่งทำให้รถอีแต๋นสามารถวิ่งเข้าออกได้ และจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า มีการขุดลำเหมืองถมถนนทางด้านเหนือที่ดินของจำเลย 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2528 ถนนมีความกว้างประมาณ 2 เมตร ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยเพราะได้รับความยินยอมจากจำเลยนั้น ข้อนี้ทนายจำเลยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ให้ได้ความชัดแจ้งว่าโจทก์ทั้งสามได้ขออนุญาตจากจำเลยในการใช้ที่ดินของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามเข้าไปในที่ดินทางถนนดังกล่าวโดยมีการใช้ทางพิพาทมาตั้งแต่มีการขุดลำเหมืองสาธารณะเป็นทางเดินและภายหลังมีการขยายถนนให้กว้างขึ้นตั้งแต่ปี 2528 โดยสภาตำบลเพื่อให้รถอีแต๋นและรถไถนาเข้าไปในที่นาของโจทก์ทั้งสาม เมื่อนับถึงวันที่จำเลยนำเสาปูนไปปักแสดงสิทธิในที่ดินของจำเลยเมื่อเดือนกันยายน 2543 รวมระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี โจทก์ทั้งสามจึงได้ภาระจำยอมในทางพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรินทร์ อินทร กับพวก
จำเลย — นายสำเนียง คงแสง
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ