คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 627/2553
#497444
เปิดฉบับเต็ม

สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 93 คดีถึงที่สุด ต่อมามีการตรา พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าวขอให้ศาลชั้นต้นงดเพิ่มโทษ เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 1 ได้ต้องโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ และกฎหมายไม่มีข้อยกเว้นไว้ว่าหากคดีถึงที่สุดแล้วจะไม่ได้รับประโยชน์ จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 และในกรณีนี้เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี เพื่อบังคับให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ถือเป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2546 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, วรรคสี่, 83, 80, 371 ฐานร่วมกันพยายามชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธมีดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 18 ปี และปรับ 90 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 60 บาท

วันที่ 7 ตุลาคม 2551 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้งดเพิ่มโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ เนื่องจากมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา พ.ศ.2550 ประกาศใช้บังคับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 คดีของจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดไปตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 12 ปี 9 เดือน ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2624/2539 ของศาลจังหวัดนครปฐม และภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยที่ 1 ได้มากระทำความผิดในคดีนี้อีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 1 ได้ต้องโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ อันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว กฎหมายไม่มีข้อยกเว้นไว้ว่าหากคดีถึงที่สุดแล้วจะไม่ได้รับประโยชน์ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ โดยมิต้องคำนึงว่าเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หรือไม่ และแม้พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 จะมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และคดีจำเลยที่ 1 จะถึงที่สุดไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับก็ตาม แต่ปัญหาว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้วจะเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี เพื่อบังคับให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด กรณีมีเหตุที่จะไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 93
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทวีศักดิ์ พรหมสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวดาสินี มาลัยพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สิทธิชัย พรหมศร
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2553
#497447
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต เงินฝากในบัญชีของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสองตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากประการใดก็ได้ คงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินตามที่โจทก์ทั้งสองฝากไว้เท่านั้น โดยไม่จำต้องคืนเงินจำนวนเดียวกับที่ฝากไว้ การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์

ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการใดๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม... เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ กับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (7), 50, 83, 84, 90, 91 พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9), 44, 46, 46 ทวิ, 46 นว (1), (3) ให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบการธนาคารพาณิชย์เป็นเวลา 5 ปี และขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1598/2550 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เงินที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 นั้นเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของโจทก์ทั้งสอง มิได้เป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จึงมีมูลความผิดอาญาฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้นจะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ ปรากฏว่าเงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปนั้นเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จำเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากดังกล่าว ทั้งตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) ก็ไม่ได้บัญญัติให้รัฐเป็นผู้เสียหายแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยทั้งสองและเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดไว้ว่า "กระทำการใดๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินหรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ..." เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศกับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวมอันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ป.พ.พ. ม. 672
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางเขน เอนยีเนียริ่ง
โจทก์ — เวอร์คแอนดคอนสตรัคท์ชั่น กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายโชคชัย รุจินินนาท
ศาลอุทธรณ์ — นางภคมณฑน์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วารี ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2553
#504662
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตแต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ ปรากฏว่าเงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปนั้นเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสองเงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จำเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์

ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดไว้ว่า "กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินหรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ..." เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศกับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวมอันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (7), 50, 83, 84, 90, 91 พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9), 44, 46, 46 ทวิ, 46 นว (1), (3) ให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบการธนาคารพาณิชย์เป็นเวลา 5 ปี และขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1598/2550 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินจำนวน 500,479.46 บาท จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ 1 ไปชำระหนี้ขายลดตั๋วเงินโดยไม่มีสิทธิ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายนั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิในทางแพ่ง ไม่มีมูลความผิดทางอาญา ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และโจทก์ทั้งสองมิใช่ผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากเป็นกรรมสิทธิ์และตกอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 สามารถบริหารจัดการเงินในบัญชีเงินฝากด้วยประการใด ๆ ก็ได้ เพียงแต่ต้องคืนเงินให้ลูกค้าครบจำนวนตามที่ลูกค้านำเงินเข้าฝากด้วยประการใด ๆ ก็ได้ เพียงแต่ต้องคืนเงินให้ลูกค้าครบจำนวนตามที่ลูกค้านำเงินเข้าฝากในบัญชีเท่านั้น การเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่การเอาทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 ไป ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และสำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) รัฐเป็นผู้เสียหายโจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกที่ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เงินที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 นั้นเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของโจทก์ทั้งสอง มิได้เป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จึงมีมูลความผิดอาญาฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้นจะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่าเงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปนั้นเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จำเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากดังกล่าว ทั้งตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) ก็ไม่ได้บัญญัติให้รัฐเป็นผู้เสียหายแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยทั้งสองและเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดไว้ว่า "กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินหรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ..." เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศกับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวมอันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตามพระราชาบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 12 (9)
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางเขน เอนยีเนียริ่ง
โจทก์ — เวอร์คแอนด์คอนสตรัคท์ชั่น กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2553
#507923
เปิดฉบับเต็ม

ส. มิได้เป็นพนักงานของโจทก์แต่เป็นลูกจ้างของบริษัท บ. ซึ่งโจทก์แต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารและบริการทรัพย์สินสินเชื่อที่โจทก์ซื้อมาจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และ ส. มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวกับมูลหนี้ รวมทั้งมูลหนี้ของจำเลยในคดีนี้การที่ ส. ตรวจสอบมูลหนี้ของจำเลยจากเอกสารต่างๆ ถือว่า ส. เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร จึงสามารถรับรองความถูกต้องแท้จริงของเอกสารได้ การที่ ส. เบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจและมอบอำนาจช่วง จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95 (2)

องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ได้ปิดประกาศขายสินทรัพย์ที่หน้าที่ทำการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และประกาศหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 1 ฉบับไม่น้อยกว่า 3 วัน รวมทั้งได้ประกาศขายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงชอบด้วยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 ทวิ วรรคหนึ่ง และถือเป็นการบอกกล่าวการโอนทรัพย์สินแก่ลูกหนี้แล้ว โจทก์จึงไม่ต้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306

คำสั่งศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท อ. ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง การที่จำเลยยอมผูกพันตนต่อบริษัทเงินทุน ธ. เจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้ในเมื่อบริษัท อ. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ความรับผิดของจำเลยย่อมเกิดมีขึ้นเมื่อบริษัท อ. ผิดนัดไม่ชำระหนี้ บริษัทเงินทุน ธ. ชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้แต่เวลานั้น จำเลยจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็ต่อเมื่อหนี้ของบริษัท อ. ระงับสิ้นไป ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680, 686 และ 698 การที่บริษัท อ. ชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนในระหว่างดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่ทำให้บริษัทดังกล่าวหลุดพ้นจากความรับผิด คงมีผลทำให้ความรับผิดของบริษัทดังกล่าวลดลงตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว ซึ่งมีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยลดลงตามจำนวนที่บริษัทดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น

บริษัทเงินทุน ธ. เป็นสถาบันการเงินจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 30 (2) ไม่ตกอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 654 บริษัทเงินทุน ธ. จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุน ธ. มาตามสัญญาขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่บริษัทดังกล่าวมีต่อบริษัท อ. และจำเลย แล้วโจทก์ใช้สิทธิของบริษัทเงินทุน ธ. ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้โจทก์มิได้เป็นสถาบันการเงินก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ดำเนินกิจการแทน โดยบริษัทดังกล่าวมีนางวิวรรณ และนายสุริพล กรรมการบริษัทมอบอำนาจให้นางสาวแคทเธอรีน หรือ นายริชาร์ด คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับนายปกรณ์ หรือนางปัทมา คนใดคนหนึ่ง เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน และมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ นายริชาร์ดและนางปัทมามอบอำนาจช่วงให้นายกฤตยา ฟ้องและดำเนินคดีแทน โจทก์ซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจอันเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อสัญญากู้ ตราสารหนี้ และสิทธิเรียกร้องอื่นๆ ของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งองค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) ขายเพื่อชำระบัญชี จึงได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่ซื้อ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) มีอยู่เหนือจำเลยอันเนื่องมาจากบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาวงเงินสินเชื่อประเภทกู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 20,000,000 บาท และออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท เป็นหลักฐาน และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดกับบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) อย่างลูกหนี้ร่วม บริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ได้รับเงินกู้จำนวน 20,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยสัญญาจะคืนเงินให้ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยทุกเดือนในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี หากผิดนัดยอมให้ปรับดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 30 ต่อปี แต่บริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงโจทก์แจ้งการโอนสิทธิและบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยทราบแล้วเพิกเฉยจำเลยต้องชำระเงิน 20,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,997,808.21 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 38,997,808.21 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 38,997,808.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 30 ต่อปีของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้เป็นนิติบุคคล ไม่ได้มอบอำนาจให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุนรวม หรือเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ รวมถึงไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ นางสาวชนชม นายสหเทพ นางสาวบุญมา นายกฤตยา นางสาวปาริชาติ นางสาวกาญจนา ไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินประเภทสินเชื่อ (ตั๋วสัญญาใช้เงิน) และไม่ได้เป็นผู้รับโอนสิทธิหรือรับช่วงสิทธิในสัญญาค้ำประกันจากบริษัทเงินทุกนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) การโอนสิทธิดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือ และไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบ หากการโอนชอบก็ผูกพันเฉพาะหนี้ประธานเท่านั้น บริษัทเงินทุกเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) มิได้เป็นนิติบุคคล มิได้ประกอบธุรกิจด้านเงินทุนและหลักทรัพย์และมิได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจดังกล่าวบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ขอสินเชื่อประเภทเงินกู้และรับเงินกู้จำนวน 20,000,000 บาท ทั้งไม่เคยออกตั๋วสัญญาใช้เงินและยินยอมเสียดอกเบี้ยตามฟ้อง จำเลยไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ประมูลหนี้มาจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ในมูบค่าไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าหนี้ แต่โจทก์นำมูลหนี้เต็มตามยอดหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงมาเรียกร้องตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องได้เฉพาะเป็นการค้ากำไรเกินควร จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้หรือหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องใดๆ จากบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) และโจทก์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมไทย บรรจุภัณฑ์ จำกัด และโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว จำเลยย่อมหลุดพ้นความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 21,195,068.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21.25 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ในคดีหมายเลขแดงที่ 470/2543 ของศาลล้มละลายกลางเพียงใดก็ให้ได้รับชำระหนี้ในคดีนี้น้อยลงเพียงนั้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 7,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมจัดตั้งตามพระราชบัญญติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 จดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขระบบสถาบันการเงินโดยการรับซื้อและรับโอนสินธิต่างๆ ของบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนรวม โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังเป็นผู้จัดการกองทุน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) และให้องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) นำทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ออกขายเพื่อชำระบัญชี โจทก์ได้รับโอนทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) มาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 โจทก์ทำสัญญาซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อ สัญญากู้ และสิทธิเรียกร้องอื่นๆ ของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่างๆ ที่ถูกระงับกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากองค์การเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 โจทก์รับซื้อสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาขายสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจดังกล่าวหมายความถึงเงินกู้หรือการให้สินเชื่ออย่างอื่นตามสัญญากู้ สัญญาสินเชื่อ สัญญาขายลดตั๋ว ตราสารหนี้ สัญญาสินเชื่อค้ำประกันของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่างๆ โดยสัญญาขายดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ปิดทำการจำหน่าย คือวันที่ 30 เมษายน 2542 บริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ได้กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 20,000,000 บาท โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 15 สิงหาคม 2540 จำนวน 20,000,000 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยสัญญาว่าจะชำระเงินคืนในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 และตกลงชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน หากผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ปรับอัตราร้อยละ 30 ต่อปี มีนายวีรพงษ์ นายวีรชัย และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม บริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) จึงคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ภายหลังจากที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดได้คิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดร้อยละ 30 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ต่อมานายวีรพงษ์และนายวีรชัยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ส่วนบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ถูกฟ้องขอให้ล้มละลายและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวและอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผน โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จำเลยเป็นกรรมการบริษัทผู้บริหารแผน ตามแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทดังกล่าวตกลงชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เต็มจำนวนหนี้ รวมถึงหนี้ของโจทก์ โจทก์ได้รับชำระหนี้บางส่วนแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายสนอง พยานโจทก์มิใช่ผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวกับการมอบอำนาจ และไม่ได้เป็นพนักงานของโจทก์หรือพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด คำเบิกความของนายสนองที่ว่าโจทก์มอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 จึงต้องห้ามมิให้รับฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 เมื่อโจทก์มิได้นำบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการมอบอำนาจมาเบิกความ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้นายสนองจะไม่ได้เป็นพนักงานของโจทก์หรือพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด แต่นายสนองก็เป็นลูกจ้างของบริษัทบางกอกแคปปิตอลอันไลแอนซ์ จำกัด ซึ่งโจทก์แต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารและบริการสินทรัพย์สินเชื่อที่โจทก์ซื้อมาจากองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และนายสนองมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวกับมูลหนี้ รวมทั้งมูลหนี้ของจำเลยในคดีนี้การที่นายสนองตรวจสอบมูลหนี้ของจำเลยจากเอกสารต่างๆ ถือว่านายสนองเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร จึงสามารถรับรองความถูกต้องแท้จริงของเอกสารได้ การที่นายสนองเบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงตามเอกสรหมาย จ.6 และ จ.7 จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 (2) ประกอบกับโจทก์มีนายกฤตยา ลูกจ้างของบริษัทบางกอกแคปปิตอล อันไลแอนซ์ จำกัด ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวกับมูลหนี้ รวมทั้งมูลหนี้ของจำเลยในคดีนี้ และเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงเป็นพยานเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวแคทเธอรีนลิน หรือนายริชาร์ด คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับนายปกรณ์ หรือนางปัทมา คนใดคนหนึ่ง โดยผู้รับมอบอำนาจสามารถมอบอำนาจช่วงได้ และผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้นายกฤตยาดำเนินคดีนี้ นายกฤตยาตรวจสอบมูลหนี้ของจำเลยจากเอกสารต่างๆ ถือว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร การที่นายกฤตยารับรองความถูกต้องแท้จริงของหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.6 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ทั้งนายกฤตยาเป็นผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวกับการมอบอำนาจช่วงมาด้วยตนเองโดยตรง จึงเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการมอบอำนาจช่วง คำเบิกความของนายกฤตยาเกี่ยวกับการมอบอำนาจช่วงจึงมีน้ำหนักรับฟังได้จำเลยเพียงแต่ให้การปฏิเสธว่า การมอบอำนาจและการมอบอำนาจช่วงกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยหาได้นำสืบพยานหลักฐานให้ได้ความตามข้อกล่าวอ้างของตนไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด มอบอำนาจให้นางสาวแคทเธอรีน หรือนายริชาร์ด ใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับนายปกรณ์ หรือนางปัทมา คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน โดยผู้รับมอบอำนาจดังกล่าวสามารถมอบอำนาจช่วงได้ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.6 ต่อมานายริชาร์ด และนางปัทมา ลงลายมือชื่อมอบอำนาจช่วงให้นายกฤตยา ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.7 การมอบอำนาจและการมอบอำนาจช่วงดังกล่าวกระทำโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า การโอนสิทธิเรียกร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีนายสนองเป็นพยานเบิกความประกอบสัญญาขายสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจพร้อมคำแปลและหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.14 ว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ระงับการดำเนินกิจการและให้องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินนำทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ออกขายเพื่อดำเนินการชำระบัญชี ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 เอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 โจทก์ซื้อสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยมอบอำนาจให้นางวิวรรณธาราหิรัญโชติ เป็นผู้ลงนามในสัญญากับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) สัญญาดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ปิดจำหน่ายคือวันที่ 30 เมษายน 2542 สัญญาขายสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจดังกล่าวให้หมายความรวมถึง เงินกู้ หรือการให้สินเชื่ออย่างอื่นตามสัญญากู้สัญญาสินเชื่อ สัญญาขายลดตั๋ว ตราสารนี้ สัญญาสินเชื่อค้ำประกันของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่างๆ รวมทั้งของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ด้วย ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 30 ทวิ การโอนไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ และให้ถือว่าประกาศขายขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นการบอกกล่าวการโอนสินทรัพย์ให้แก่ลูกหนี้แล้ว องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ได้ปิดประกาศขายสินทรัพย์ที่หน้าที่ทำการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และประกาศหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 1 ฉบับ ไม่น้อยกว่า 3 วัน รวมทั้งได้ประกาศขายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ส่วนจำเลยคงมีแต่ตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่เคยทราบการขายทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 มาก่อน และไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ โดย จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ได้ปิดประกาศขายสินทรัพย์ที่หน้าที่ทำการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และประกาศหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 1 ฉบับ ไม่น้อยกว่า 3 วัน รวมทั้งได้ประกาศขายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จริง การดำเนินการดังกล่าวจึงชอบด้วยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 ทวิ วรรคหนึ่ง และถือเป็นการบอกกล่าวการโอนทรัพย์สินแก่ลูกหนี้แล้วโจทก์จึงไม่ต้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 ดังที่จำเลยฎีกา โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน รวมทั้งมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต้นเงินและดอกเบี้ยเต็มจำนวนตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ประมูลซื้อหนี้มาร้อยละ 20 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกหนี้เป็นจำนวนเงินเต็มร้อยละ 100 รวมดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย จึงเป็นการค้ากำไรเกินสมควร โจทก์จึงเรียกร้องเป็นจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้องไม่ได้นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องคดีนี้โดยชอบแม้โจทก์จะซื้อมาในราคาต่ำกว่ามูลหนี้เดิม แต่โจทก์เป็นเจ้าของสิทธิเต็มจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้เต็มจำนวนที่ค้างชำระแก่บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) จำเลยเป็นหนี้บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) อยู่เท่าใดก็ต้องมีการชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบเพียงนั้นการทำสัญญาซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจของโจทก์หาได้เป็นการค้ากำไรเกินควรไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ค้ำประกันบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง โดยมีการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการแก่โจทก์แล้วบางส่วน หากมีการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการจนสำเร็จ จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด ความรับผิดของจำเลยจึงเกิดขึ้นเมื่อการฟื้นฟูกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ไม่ประสบผลสำเร็จตามแผนเท่านั้น เห็นว่า คำสั่งศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง จำเลยยอมผูกพันตนต่อบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้ในเมื่อบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ความรับผิดของจำเลยย่อมเกิดมีขึ้นเมื่อบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ผิดนัดไม่ชำระหนี้บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้แต่เวลานั้น จำเลยย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ระงับสิ้นไป ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680, 686 และ 698 การที่บริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนในระหว่างดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ หาทำให้บริษัทดังกล่าวหลุดพ้นจากความรับผิดไม่ คงมีผลทำให้ความรับผิดของบริษัทดังกล่าวลดลงตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วซึ่งมีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยลดลงตามจำนวนที่บริษัทดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น หาทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดไม่และที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิใช่สถาบันการเงิน จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เห็นว่า บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นสถาบันการเงินจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 30 (2) ไม่ตกอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) มาตามสัญญาขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่บริษัทดังกล่าวมีต่อบริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) และจำเลย แล้วโจทก์ใช้สิทธิของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 308 ม. 698
ป.วิ.พ. ม. 95
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 30 ม. 30 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — นายวีรศักดิ์ มั่นสินธร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 612/2553
#504340
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่มุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์หรือผู้ทรงสิทธิอื่น แต่มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้ดังเช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 อย่างเป็นธรรม จึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่ม 24,384,961 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้นให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 12 ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 มีประกาศการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้า ขนาด 500 กิโลวัตต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ไปยังสถานไฟฟ้าย่อยไทรน้อยจังหวัดนนทบุรีในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแนวเขตสายไฟฟ้าดังกล่าวผ่านที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2539 ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีได้ดำเนินการสนับสนุนการดำเนินงานของจำเลยโดยออกคำสั่งจังหวัดราชบุรีที่ 714/2539 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดราชบุรี เพื่อทำหน้าที่กำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินให้แก่ราษฎรที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลวัตต์ จอมบึง - ไทรน้อย ตามสำเนาคำสั่งจังหวัดราชบุรี คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ ได้นำราคาประเมินที่ดินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีที่ใช้ในปี 2539 ถึงปี 2542 มาปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ของทุกหน่วยราคาเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาที่ดิน แต่เนื่องจากมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านจึงไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเต็มตามราคาที่กำหนด แต่จ่ายในอัตราที่ลดหลั่นกันไปตามประเภทของที่ดินและสภาพการใช้ที่ดินนั้น กล่าวคือที่ดินที่ตั้งเสาไฟฟ้าจ่ายในอัตราร้อยละ 100 ที่บ้านจ่ายในอัตราร้อยละ 90 ที่สวนจ่ายในอัตราร้อยละ 70 ที่นาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 สำหรับที่ดินของโจทก์มีราคาประเมินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ฯ ตารางวาละ 2,500 บาท ปรับขึ้นร้อยละ 50 เป็นตารางวาละ 3,750 บาท และจัดให้อยู่ในประเภทที่บ้านจึงกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนดตารางวาละ 3,750 บาท เป็นตารางวาละ 3,375 บาท เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา เป็นเงิน 3,148,875 บาท เงินค่าทดแทนโรงเลี้ยงสุกร 2,081,164 บาท เงินค่าทดแทนต้นไม้ 61,500 บาท รวมเป็นเงิน 5,291,539 บาท แต่โจทก์ไม่ยอมรับเงินค่าทดแทนดังกล่าว จำเลยจึงนำเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปฝากธนาคารออมสิน สาขาบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตามสำเนาบัญชีเงินฝาก

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่จำเลยกำหนดให้หรือไม่เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตเทศบาล ใกล้โรงเรียนและมีประชากรหน่าแน่นพอสมควรมีราคาไร่ละ 2,000,000 บาท หรือตารางวาละ 5,000 บาท นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่มุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์หรือผู้ทรงสิทธิอื่น แต่มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้ดังเช่นพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 อย่างเป็นธรรมจึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กล่าวคือ กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนอันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ เมื่อเทียบกับคดีนี้วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูง คือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบิกษา ตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ที่จำเลยได้ประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลวัตต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อยจังหวัดนนทบุรีในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 ดังนั้น วันที่จะพิจารณาถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ที่อยู่ในแนวเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าคือวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 แต่ในปัญหานี้โจทก์คงมีตัวโจทก์และหลานโจทก์คือนายประสูตร นายประสงค์ และนายประวิง เป็นพยานเบิกความลอยๆ ว่า ที่ดินของโจทก์มีราคาซื้อขายไร่ละ 2,000,000 บาท หรือตารางวาละ 5,000 บาท โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบสนับสนุนให้รับฟังได้ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์ในราคาไร่ละ 1,900,000 บาท ตามสำเนาสัญญาวางมัดจำซื้อขายที่ดินเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 5 นั้น ก็เป็นการซื้อขายกันหลังจากมีการประกาศเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าฯ ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงไม่อาจนำมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ได้เลยทีเดียว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงไม่อาจแสดงให้เห็นได้ว่าในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 ที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไร่ละ 2,000,000 บาท หรือตารางวาละ 5,000 บาท และเนื่องจากการเดินสายไฟฟ้าแรงสูงของจำเลยพาดผ่านที่ดินของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการขอใช้ที่ดินโดยมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่อยู่ในแนวเขตสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้แก่จำเลย ที่ดินดังกล่าวยังเป็นของโจทก์อยู่ ศาลฎีกาจึงเห็นด้วยกับจำเลยที่กำหนดอัตราสั่งจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามประเภทที่ดินว่าที่ดินที่เป็นที่ตั้งเสาไฟฟ้าจ่ายให้ร้อยละ 100 ที่บ้านจ่ายให้ร้อยละ 90 ที่สวนจ่ายให้ร้อยละ 70 ที่นาจ่ายให้ร้อยละ 50 ดังนั้น ที่จำเลยกำหนดให้ที่ดินของโจทก์มีราคาไร่ละ 1,500,000 บาท หรือตารางวาละ 3,750 บาท เป็นฐานในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ โดยจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ในประเภทที่บ้านร้อยละ 90 ของไร่ละ 1,500,000 บาท หรือตารางวาละ 3,750 บาท นั้น เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นอีก ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมุ เจนลาภวัฒนกุล
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2553
#504339
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองแล้ว จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปรับเงินค่าทดแทนซึ่งปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองตกลงยอมรับเงินดังกล่าวตามบันทึกข้อตกลงยินยอมระหว่างผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนกับเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตาม พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมาฯ ฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2540 อันถือว่าวันที่ทำสัญญาซื้อขายคือวันที่ 1 เมษายน 2540 ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,807,057.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 5,112,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,272,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 7,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42628 ตำบลปรุใหญ่ (ตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 142 ตารางวา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2538 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวถูกเวนคืนทั้งหมด คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตารางวาละ 32,000 บาท โจทก์ทั้งสองไม่พอใจจึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเป็นคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มีมติให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นตารางวาละ 64,000 บาท จำเลยที่ 2 เห็นชอบด้วย ต่อมาศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกตารางวาละ 16,000 บาท เป็นตารางวาละ 80,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งสองนับแต่เมื่อใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คือวันที่ 30 กันยายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย" และในมาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" จากบทบัญญัติดังกล่าวจำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทกทั้งสองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินก็ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยสำหรับค่าทดแทนเพิ่มนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงินหรือวางเงินค่าทดแทน ได้ความจากนายเสน่ห์ เจ้าหน้าที่จัดหาที่ดิน 7 สำนักงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน กรมทางหลวง พยานจำเลยทั้งสองว่า หลังจากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองแล้ว จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปรับเงินค่าทดแทนซึ่งปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองตกลงยอมรับเงินดังกล่าวตามบันทึกข้อตกลงยินยอมระหว่างผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนกับเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2540 เอกสารหมาย ล.10 และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.11 อันถือว่าวันที่ทำสัญญาซื้อขายคือวันที่ 1 เมษายน 2540 ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันดังกล่าว วันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยจึงเริ่มตั้งแต่วันที่ครบกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวัน คือวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 แต่คดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2542 โดยที่โจทก์ทั้งสองมิได้ฎีกาแต่อย่างใด จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองอยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเพิ่มอีก 284,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและนับตั้งแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ นาคบุรินทร์ กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 600/2553
#504338
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม เมื่อได้ความว่าฝ่ายจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายจำเลยย่อมมีหน้าที่นำเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในนามของโจทก์โดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ในวันถัดจากวันที่ 10 มิถุนายน 2540 คือวันที่ 11 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่ต้องมีการวาเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนั้นตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้ขั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 65,956,203.36 บาท เงินค่าทดแทนค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนที่จำเลยที่ 1 กำหนดในขั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,285,932.48 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายทางธุรกิจและจิตใจเป็นเงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดนัดจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย ฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,724,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม พันเอกขจรจักร และนายปฏิพัฒน์ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 49051 ตำบลปรุใหญ่ (ตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 681 ตารางวา ซึ่งที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 6,000 บาท คิดเป็นเงิน 4,086,000 บาท กับกำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง 7 หลังและต้นไม้เป็นเงินรวม 1,934,121 บาท โจทก์ไม่พอใจจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่รัฐมนตรีฯ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นเพิ่มเฉพาะเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 10,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ตั้งแต่เมื่อใดนั้น จำเลยทั้งสองฎีกาว่าคดีนี้ศาลวินิจฉัยให้ฝ่ายจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ดังนั้น จำเลยทั้งสองต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษามิใช่วันที่ฝ่ายจำเลยวางเงินค่าทดแทนที่ดินนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย" มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม เมื่อได้ความว่า ฝ่ายจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายจำเลยย่อมมีหน้าที่นำเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในนามของโจทก์โดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ในวันนัดจากวันที่ 10 มิถุนายน 2540 คือวันที่ 11 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนั้นแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่ฝ่ายจำเลยนำเงินไปฝากธนาคารออมสิน สาขาสุรนารีในนามของโจทก์ โดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งแต่อย่างใด นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองอยู่แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสอง ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 26 ม. 31
ชื่อคู่ความ
พันโทไชยบูรณ์ ศิริมงคงพิสิฏฐ์
โดยพันเอกขจรจักร ศิริมงคลพิสิฏฐ์
และนายปฎิพัฒน์ ศิริมงคลพิสิฏฐ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — อธิบดีกรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สถิตย์ ทาวุฒิ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 591/2553
#504613
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาก่อน ป. ซื้อที่ดินพิพาทและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในคดีที่ ป. เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทตามคดีแพ่งของศาลชั้นต้นก็ตามแต่เมื่อปรากฏว่าก่อนหน้านั้น ป. นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่ ก. ในปี 2530 และถูก ก. ฟ้องบังคับจำนองที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 แต่ ป. ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ก. จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ก็ต้องถือว่า ก. ยึดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจาก ป. แล้วหากจำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยก็ต้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทในคดีที่ ก. เป็นโจทก์ฟ้องบังคับจำนองแก่ ป. ก่อนเอาที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทและศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขายแล้ว แม้ ป. ไม่ได้เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจนำที่ดินออกขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 308 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดและโจทก์เป็นผู้ซื้อทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจากการซื้อทอดตลาด สิทธิของโจทก์ผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลจึงมิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าที่ดินพิพาทนั้นมิใช่ของ ป. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 อันเป็นข้อยกเว้นหลักกฎหมายที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน"

เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย การที่จำเลยปลูกห้องแถว 5 ห้อง รุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่จำเลยมิได้ยกข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์ขึ้นอ้างไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา ฎีกาของจำเลยในส่วนค่าเสียหายจึงไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และเมื่อจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีรื้อถอนห้องแถว 5 ห้อง ของจำเลยออกจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษา การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นละเมิดต่อจำเลย โจทก์จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนห้องแถวทั้ง 5 ห้อง ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3.ก) เลขที่ 3250 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 10,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 10,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยเป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 500,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 645,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์แก่จำเลยจนครบ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 58,000 บาท กับต่อไปอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระค่าเสียหายแก่จำเลยแล้วเสร็จ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2539 จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2542 คำขอนอกนั้นให้ยก ยกฟ้องแย้งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ มีเนื้อที่ 42 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3.ก) เลขที่ 3250 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีเนื้อที่ 1 งาน 20 ตารางวา เดิมมีชื่อนายประเสริฐ บิดาของโจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2530 นายประเสริฐจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่นางกาญจนา และนายประเสริฐผิดสัญญาจำนอง นางกาญจนาฟ้องขอให้บังคับจำนองและประนีประนอมยอมความกันได้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 459/2531 นายประเสริฐไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมนางกาญจนานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อทอดตลาดที่ดินดังกล่าวได้ โดยได้จดทะเบียนโอนมาเป็นของโจทก์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2539 ตามสำเนาหนังสือรับรองการประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ก่อนโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าว นายประเสริฐเคยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาท และศาลอุทธรณ์ฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2038/2533 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า จำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์หรือไม่ จำเลยอ้างว่า โจทก์ซื้อทอดตลาดที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์นั้น ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเพราะซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3249 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ร่วมกับนางประชิด ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาทและจำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เห็นว่า แม้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาก่อนนายประเสริฐซื้อที่ดินพิพาท และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในคดีที่นายประเสริฐเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2038/2533 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าก่อนหน้านั้นนายประเสริฐนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่นางกาญจนาในปี 2530 และถูกนางกาญจนาฟ้องบังคับจำนองที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 459/2531 ของศาลชั้นต้น นายประเสริฐไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมนางกาญจนานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ ก็ต้องถือว่านางกาญจนายึดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจากนายประเสริฐแล้ว หากจำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยก็ต้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 459/2531 ก่อนเอาที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทและศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขายแล้ว แม้นายประเสริฐไม่ได้เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดและโจทก์เป็นผู้ซื้อทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจากการซื้อทอดตลาด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ซื้อทอดตลาดที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตนั้น ปรากฏว่า จำเลยมิได้ให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์ซื้อทอดตลาดที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตมาแต่ต้น จึงเป็นข้ออ้างที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จึงต้องฟังว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ดังนั้น สิทธิของโจทก์ผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลจึงมิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าที่ดินพิพาทนั้นมิใช่ของนายประเสริฐลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 อันเป็นข้อยกเว้นหลักกฎหมายที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือโจทก์จะต้องใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยหรือไม่เพียงใด โดยจำเลยอ้างว่าหากจำเลยชนะคดีในชั้นฎีกา จำเลยไม่ต้องชำระค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เพราะเหตุที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย แต่โจทก์จะต้องเป็นผู้ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยการที่จำเลยปลูกห้องแถว 5 ห้อง รุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่จำเลยมิได้ยกข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์ขึ้นอ้างไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา ฎีกาของจำเลยในส่วนเรื่องจำนวนค่าเสียหายจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้และเมื่อจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีรื้อถอนห้องแถว 5 ห้อง ของจำเลยออกจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษา การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นละเมิดต่อจำเลย โจทก์จึงไม่ต้องใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 249 ม. 288 ม. 308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัตนพร อนันตศิลป์
จำเลย — นายเขียด ฉิมมณี
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2553
#497407
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาเกินคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในเนื้อที่ดินที่ฟ้องหรือไม่ แม้เป็นประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมจึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์โดยรับในอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทฟังเป็นยุติว่ามีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 12 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนางประนอม ภริยาจำเลยเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสองเข้าไปตัดอ้อยในที่ดินของจำเลยร่วมคิดเป็นค่าเสียหาย 200,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องแย้ง และพิพากษาว่าจำเลยร่วมมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสีดา อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดีแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาเกินคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในเนื้อที่ดินที่ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อนี้เป็นประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมจึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ บรรยายว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าที่ดินโจทก์ที่ 1 เพียง 60 ถึง 70 ไร่ ต่อมาภริยาจำเลย (จำเลยร่วม) เช่าเพิ่มอีกจำนวน 60 ไร่ จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 80 ไร่ ที่ดินพิพาททั้งผืนมีเนื้อประมาณ 130 ไร่ จำเลยร่วมครอบครองปลูกอ้อยส่วนที่เกินสัญญาเช่าประมาณ 50 ไร่ กำหนดประเด็นข้อพิพาท ข้อ 3 ว่า โจทก์ทั้งสองหรือจำเลยร่วมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และสั่งว่าเนื่องจากโจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมพิพาทกันถึงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ของราคาที่ดินพิพาท และคู่ความร่วมกันแถลงว่า ราคาที่ดินพิพาทมีราคา 130,000 บาท คู่ความจะขอชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มในวันนี้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมต่างเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์โดยรับในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทฟังเป็นยุติว่ามีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ เช่นนี้ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประไม พิมพ์บูลย์ กับพวก
จำเลย — นายสมควร วิเชียรพงษ์
จำเลยร่วม — นางประนอม ภูมิประสาท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายชัยรัตน์ ชีวะเศรษฐธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 589/2553
#504517
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า โจทก์มีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน โจทก์ได้ร่วมกันทำนิติกรรมฉ้อฉลโดยนำเอาเอกสารที่ยังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ มาหลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อโจทก์แจ้งข้อความเท็จว่า จะนำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดี จำเลยหาได้มีเจตนาทำด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เท่ากับจำเลยให้การว่า จำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง และในขณะเดียวกันคำให้การจำเลยหมายความว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าที่ดินโดยทราบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดินแต่ต้องการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีคือโจทก์ โดยโจทก์จะนำสัญญาเช่าที่ดินไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดี อันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และจำเลยให้การ รวมไปด้วยว่า จำเลยไม่มีเจตนาทำนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดิน เพราะจำเลยไม่ได้ทำด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยไม่เป็นนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ จำเลยหาได้ยึดถือที่ดินที่เช่าโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนไม่ จำเลยไม่ได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 แม้ว่าก่อนทำสัญญาเช่าที่ดิน จำเลยอาจจะยึดถือที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนมาก่อนก็ตามโดยผลของสัญญาเช่าที่ดินต้องถือว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินเพื่อตนต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านหว้า อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาทให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 1,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินเนื้อที่ 24 ตารางวา ทางทิศตะวันออกของที่ดินตามฟ้อง โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว ไม่เคยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเมื่อประมาณปี 2536 โจทก์มีกรณีพิพาทกับนายเยื่อ กับพวกที่ศาลชั้นต้นโจทก์ได้นำเอกสารที่ไม่มีข้อความ หลอกลวงจำเลยให้ลงลายมือชื่อ อ้างว่าจะนำไปเป็นหลักฐานแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มาทำการรังวัดที่ดินพิพาทและต่อสู้คดีกับนายเยื่อกับพวก โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาท เนื้อที่ 24 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครอง ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง และให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลย หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า บิดามารดาของจำเลยและจำเลยเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นผู้เช่า เมื่อประมาณปี 2536 โจทก์ได้เรียกจำเลยมาทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาท จำเลยทำหนังสือสัญญาด้วยความเต็มใจและปฏิบัติตามสัญญาเช่าตลอดมา ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นางเจริญ ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 5482 ตำบลบ้านโพ (บ้านหว้า) อำเภอพระราชวัง (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 24 ตารางวา เป็นของจำเลยโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ห้ามโจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,200 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 25 หมู่ 5 ตำบลบ้านหว้า อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 20 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาประการแรกว่า จำเลยแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง เห็นว่า จำเลยให้การว่าโจทก์มีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินโจทก์ได้ร่วมกันทำนิติกรรมฉ้อฉลโดยนำเอาเอกสารที่ยังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ มาหลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อ โจทก์แจ้งข้อความเท็จว่าจะนำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีจำเลยหาได้มีเจตนาทำด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ดังนี้ เท่ากับจำเลยให้การว่าจำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง แต่หนังสือสัญญาเช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นแบบพิมพ์สำเร็จรูปที่วางขายทั่วไป และในขณะเดียวกันคำให้การจำเลยหมายความว่าจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารสัญญาเช่าที่ดินโดยทราบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดิน แต่ต้องการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีคือโจทก์ โดยโจทก์จะนำสัญญาเช่าที่ดินไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดี อันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และจำเลยให้การรวมไปด้วยว่า จำเลยไม่มีเจตนาทำนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดิน เพราะจำเลยไม่ได้ทำด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลย ไม่เป็นนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และทำให้จำเลยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ดังนั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยยินยอมทำสัญญาเช่าที่ดินไม่เป็นการแสดงว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจำเลยคือผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในที่ดินชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 จำเลยหาได้ยึดถือที่ดินที่เช่าโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนไม่ จำเลยไม่ได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 แม้ว่าก่อนทำสัญญาเช่าที่ดิน จำเลยอาจจะยึดถือที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนมาก่อนก็ตาม โดยผลของสัญญาเช่าที่ดินต้องถือว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1377 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางริ้ว บานชื่น
นายหยุดหรือสายหยุด อุ่นฤดี
จำเลย — โดยนางเจริญ อุ่นฤดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2553
#504480
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 2 เดือนแต่รอการลงโทษไว้ จำเลยจึงยังมิได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา จึงมิใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา 4 และย่อมไม่ได้รับผลแห่ง พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา ศาลจึงชอบที่จะบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ได้

จำเลยร่วมกับพวกขับรถจักรยานยนต์ใช้มีดไล่ฟันผู้เสียหายทั้งสองบนท้องถนนต่อหน้าผู้คนที่สัญจรไปมาจำนวนมาก แสดงถึงนิสัยอันธพาลและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของจำเลยและทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลักษณะการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับจำเลยเคยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นและศาลให้โอกาสจำเลยด้วยการรอการลงโทษมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่จำเลยไม่เข็ดหลาบมากระทำความผิดคดีนี้อีก แม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ตลอดจนสามารถแก้ไขปรับปรุงตัวหลังเกิดเหตุโดยมีความประพฤติไม่เสียหายหรือมีเหตุอื่นก็ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 295, 297, 371 ริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายจำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท และฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 4,100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 2,050 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดของกลาง

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี ไม่ลงโทษปรับในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย และโทษปรับในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 100 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 3 เดือนและปรับ 50 บาท บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2474/2546 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 1 ปี 5 เดือน และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2474/2546 เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากจำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ให้ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 2 เดือน แต่รอการลงโทษไว้ จำเลยจึงยังมิได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา กรณีของจำเลยจึงมิใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา 4 และย่อมไม่ได้รับผลแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมกับพวกขับรถจักรยานยนต์ใช้มีดไล่ฟันผู้เสียหายทั้งสองบนท้องถนนต่อหน้าผู้คนที่สัญจรไปมาจำนวนมาก แสดงถึงนิสัยอันธพาลและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของจำเลย และทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ลักษณะการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับจำเลยเคยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น และศาลให้โอกาสจำเลยด้วยการรอการลงโทษมาครั้งหนึ่งแล้วแต่จำเลยไม่เข็ดหลาบมากระทำความผิดคดีนี้อีก แม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ตลอดจนสามารถแก้ไขปรับปรุงตัวหลังเกิดเหตุโดยมีความประพฤติไม่เสียหายหรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้จำเลยได้ อย่างไรก็ตามจำเลยได้วางเงินต่อศาลชั้นต้นเป็นเงิน 10,000 บาท เพื่อชดใช้เป็นค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองรับไป แม้ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วหรือไม่ ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามของจำเลยที่จะบรรเทาความเสียหาย อันเป็นการสำนึกผิดในการกระทำที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้นฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจวางโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี และฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ก่อนลดโทษนั้นจึงหนักเกินไปสมควรลดโทษลงอีก ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 3 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว เป็นจำคุก 7 เดือน 15 วัน รวมโทษทุกระทงและโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2474/2546 ของศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 9 เดือน 15 วัน และปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายณสรรหรือนสรรค์ สันสะท้าน
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2553
#499697
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจำนวน 20 เม็ด รวมน้ำหนัก 1.720 กรัม เข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 6 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีพันตำรวจตรีภาสันต์กับสิบตำรวจเอกพรชัยผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองไปถึงซอยที่เกิดเหตุก็พบจำเลยที่กลางซอย เมื่อจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมก็ตกใจและแสดงอาการพิรุธออกมา พันตำรวจตรีภาสันต์ให้สิบตำรวจเอกพรชัยเข้าตรวจค้นตัวจำเลยก็พบเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด ของกลางในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างขวาของจำเลย จำเลยรับว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของจำเลย จำเลยซื้อมาในราคาเม็ดละ 60 บาท ชั้นจับกุมจำเลยก็ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองตามที่ผู้ร่วมจับกุมแจ้งข้อกล่าวหาเพียงแต่ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน เนื่องจากร้อยตำรวจเอกสำเริงพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษที่แก้ไขใหม่ แต่จำเลยก็ไม่ได้ให้รายละเอียดในการปฏิเสธ คงให้การแต่เพียงว่าขอไปให้การในชั้นพิจารณาของศาลนับว่ามีพิรุธ นอกจากนี้จำเลยก็เบิกความรับว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ มีเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งให้จำเลยทราบว่าครอบครัวของนางสาววาสนามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยและนางสาววาสนาจึงออกจากบ้านซึ่งอยู่ข้างสถานที่เกิดเหตุไปเช่าคอนโดมิเนียมอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ปรากฏว่าเหตุใดจำเลยซึ่งไปส่งนางสาววาสนาที่ร้านทำผมแล้ว จึงต้องไปอยู่ใกล้ ๆ กับบ้านดังกล่าวที่เป็นแหล่งค้าเมทแอมเฟตามีนอีก กรณีจึงเชื่อได้ว่าพันตำรวจตรีภาสันต์และสิบตำรวจเอกพรชัยผู้ร่วมจับกุมเบิกความว่า จับกุมจำเลยได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำนวน 20 เม็ด ไปตามความจริง ย่อมไม่กล้าปรักปรำจำเลยซึ่งรู้จักสนิทสนมกับพวกเจ้าพนักงานตำรวจถึงขั้นชี้แนะให้จำเลยทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนบ้าง ส่วนที่จำเลยฟ้องพันตำรวจตรีภาสันต์กับพวกเป็นคดีอาญานั้น ก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่จับกุมจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ทั้งศาลชั้นต้นก็พิพากษายกฟ้องและแม้ผู้ร่วมจับกุมค้นไม่พบเงินที่ขายเมทแอมเฟตามีนหรือธนบัตรใด ๆ จากจำเลยก็มิใช่ข้อพิรุธดังที่จำเลยฎีกา เพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โจทก์เพียงแต่ฟ้องว่าครอบครองเมทแอมเฟตามีน ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษที่แก้ไขใหม่ เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจำนวน 20 เม็ด รวมน้ำหนัก 1.720 กรัม นั้นเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงได้ฟ้องจำเลยข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้นเป็นข้อเท็จจริงไม่เกี่ยวข้องกับคดี การไม่พบเงินสดที่ได้จากการขายเมทแอมเฟตามีนหรือธนบัตรใด ๆ ในตัวจำเลยก็ไม่ได้เป็นการผิดวิสัยดังที่จำเลยฎีกา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาข้างต้นประกอบกับคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวมีปริมาณที่ถือได้ว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนี้มีจำนวนเพียง 20 เม็ด ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปีนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไป ควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุรศักดิ์หรือเอ แสงไพสรรค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปริญญา อ่อนน้อม
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทกุล
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2553
#504448
เปิดฉบับเต็ม

กรณีคดีอาญาเลิกกันตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 เป็นกรณีที่มูลหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา โดยไม่จำเป็นที่โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีอาญา

มูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชดใช้เงินเป็นคดีแพ่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามมูลหนี้ในเช็คพิพาท เป็นอันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2285/2550 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 60,000 บาท รวม 3 กระทง คงปรับ 180,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง คงจำคุก 3 ปี และนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2285/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ และมูลหนี้ตามเช็คพิพาทคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ใช้เงินในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7559/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชดใช้เงินตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7559/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามมูลหนี้ในเช็คพิพาท เป็นอันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้นโจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก ดังนั้นหนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยทั้งสองเพื่อระงับข้อพิพาทในทางแพ่งเท่านั้น โดยโจทก์ยังสงวนสิทธิในการดำเนินคดีอาญากับจำเลยทั้งสองต่อไป เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้ตกลงประนีประนอมยอมความกันในคดีอาญา สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันในคดีอาญา และไม่ต้องด้วยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับในกรณีที่คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีอาญานั้น เห็นว่า กรณีคดีอาญาเลิกกันตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 เป็นกรณีที่มูลหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา โดยไม่จำเป็นที่โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีอาญา ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งดังกล่าว และศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว อันทำให้มูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา คดีในส่วนอาญาจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 ซึ่งมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอกอุดมค้าข้าว จำกัด
จำเลย — บริษัทไท้ หลี ไรซ์ มิลล์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 562/2553
#497431
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญารับเหมาก่อสร้างจากกรมทางหลวง ตามสัญญาจำเลยจะนำไปทำสัญญาจ้างเหมาช่วงไม่ได้ จำเลยผิดสัญญานำไปให้บริษัท บ. รับเหมาช่วง ความรับผิดขั้นสุดท้ายต่อกรมทางหลวงยังอยู่ที่จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรง สัญญาข้อ 9 จำเลยรับว่า ผู้รับจ้างช่วงเป็นตัวแทนของจำเลย บริษัท บ. จึงเป็นตัวแทนจำเลยในการทำงานโดยมีจำเลยเป็นตัวการ เมื่อบริษัท บ. ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะตัวการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 443,414.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 476,414.88 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 443,414.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท (ที่ถูก 355,000 บาท) แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้นกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิด แขนรถแบ็คโฮพาดไปถูกสายเคเบิลใยแก้วของโจทก์ขาดเสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า รถแบ็คโฮคันที่ทำความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นของบริษัทบุญชัยพาณิชย์ (1979) จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญารับเหมางานช่วงจากจำเลยคนงานที่ขับรถแบ็คโฮจึงเป็นลูกจ้างบริษัทบุญชัยพาณิชย์ (1979) จำกัด ไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย และจำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาคนงานคนดังกล่าว หากกรณีเกิดความเสียหายขึ้นนายจ้างที่ต้องรับผิดในทางการที่จ้าง คือบริษัทบุญชัยพาณิชย์ (1979) จำกัด ไม่ใช่จำเลย อย่างไรก็ดีจำเลยรับเหมาก่อสร้างจากกรมทางหลวงตามข้อสัญญาข้อ 9 จำเลยจะนำไปทำสัญญาจ้างเหมาช่วงไม่ได้ ดังนั้น แม้จำเลยผิดสัญญานำไปให้บริษัทบุญชัยพาณิชย์ (1979) จำกัด รับเหมางานช่วงความรับผิดชอบขั้นสุดท้ายต่อกรมทางหลวงก็ยังอยู่ที่จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงอยู่ดี ทั้งตามสัญญาข้อ 9 จำเลยก็รับว่า ผู้รับจ้างช่วงเป็นตัวแทนของจำเลยด้วย ที่จำเลยจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในฐานะตัวการตัวแทน บริษัทบุญชัยพาณิชย์ (1979) จำกัด จึงเป็นตัวแทนจำเลยในการทำงาน โดยมีจำเลยเป็นตัวการเมื่อบริษัทบุญชัยพาณิชย์ (1979) จำกัด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะตัวการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 และความรับผิดในฐานะตัวการตัวแทนโจทก์บรรยายมาในฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยชำระค่าทนายความชั้นฎีกา 9,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 427 ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเดอะ ซี.อี.ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจิระศักดิ์ จันทร์สว่าง
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2553
#504430
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนงให้จัดทำแผนที่พิพาท เพื่อให้ทราบว่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 17 ก่อสร้างรุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ และกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 4 ถึง 6 สิงหาคม 2547 นัดสืบพยานจำเลยวันที่ 10, 11 และ 13 สิงหาคม 2547 หลังจากสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ส่งแผนที่พิพาทมายังศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำแถลงขอระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมลงวันที่ 7 มิถุนายน 2547 ขออ้าง ส. เจ้าหน้าที่ฝ่ายหลักประกันและจดจำนองของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานในการทำแผนที่พิพาท และ ฉ. เจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำการรังวัดแผนที่พิพาท ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2547 โจทก์ทั้งสองยื่นคำแถลงขอระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมดังกล่าวเข้ามาอีก โดยแถลงว่าประสงค์จะสืบพยานบุคคลทั้งสองแทนพยานบุคคลสองอันดับที่ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกไปแล้ว เพื่อไม่ให้กระทบกับวันนัดพยานโจทก์ที่ได้กำหนดไว้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีเจตนาประวิงคดี ประกอบกับแผนที่พิพาทไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ถูกรุกล้ำ โจทก์ทั้งสองจึงอาจจำเป็นต้องนำพยานบุคคลที่เห็นว่าเป็นกลางมานำสืบเพื่อให้ได้ความชัดเจน ซึ่งไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียเปรียบ เพราะจำเลยทั้งสามมีสิทธิถามค้านและนำพยานของตนเข้าสืบแก้ได้ การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมกรณีเช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองไม่อาจเสนอข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับประเด็นสำคัญแห่งคดีและอาจทำให้รูปคดีของโจทก์ทั้งสองเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนอาคารพาณิชย์เลขที่ 17 ส่วนที่มีการก่อสร้างต่อเติมออกไปทั้งหมด และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ 241052 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกไป ให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 2,528,675 บาท และค่าเสียหายรายเดือนนับแต่เดือนมีนาคม 2545 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 210,000 บาท และนับจากวันฟ้องในอัตราเดือนละ 30,000 บาท จนกว่าโจทก์ทั้งสองจะดำเนินการซ่อมอาคารแล้วเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 19 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 241052 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 17 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 241051 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร อาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 อยู่ติดกัน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ของตนดังกล่าวให้แก่นายแสงชัย ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล.6 ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2543 นายแสงชัยต่อเติมอาคารพาณิชย์เป็น 6 ชั้น ต่อเติมระเบียงด้านหน้าชั้นที่ 2 เป็นห้อง ต่อเติมอาคารชั้นลอยจนเต็ม และปลูกสร้างอาคาร 4 ชั้น ลงในพื้นที่ว่างด้านหลังอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น พนักงานอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายแสงชัยในความผิดฐานต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต

ปัญหาประการแรกที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่านายแสงชัยเป็นผู้ต่อเติมอาคารพาณิชย์เลขที่ 17 ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดจึงพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดจัดให้มีหรือดำเนินการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนวิธีการหรือเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดไว้ในใบอนุญาตหรือให้ผิดไปจากที่ได้แจ้งไว้ตามมาตรา 39 ทวิ เว้นแต่ (1) เจ้าของอาคารนั้นได้ยื่นคำขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้..." ดังนี้ เจ้าของอาคารจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องงดเว้นไม่จัดให้มีหรือดำเนินการก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารที่ตนเป็นเจ้าของจนกว่าจะได้ยื่นคำขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ฉะนั้นหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการต่อเติมดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ก็ต้องถือว่านายแสงชัยรวมทั้งเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารนั้นร่วมกันกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 432 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องผู้ร่วมกระทำละเมิดดังกล่าวทุกคนหรือคนใดคนหนึ่งให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ และหากการต่อเติมนั้นรุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษารื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และหากเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองจะประสบความเสียหายอันพึงเกิดจากการต่อเติมอาคารพาณิชย์ดังกล่าวโจทก์ทั้งสองก็ยังชอบที่จะเรียกให้จัดการตามที่จำเป็นเพื่อบำบัดปัดป้องภยันตรายนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 435 อันเป็นมาตรการเพื่อความปลอดภัยนอกเหนือจากชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ของตนให้แก่นายแสงชัย กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์นั้นยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าเป็นผู้ครอบครองและแสดงออกต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่หาใช่เมื่อนายแสงชัยเป็นผู้ต่อเติมอาคารดังกล่าวแล้วจะมีผลทำให้จำเลยทั้งสามในฐานะเจ้าของอาคารและผู้ครอบครองอาคารหลุดพ้นจากความรับผิดในทางละเมิดไปโดยปริยายไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามมิได้กระทำละเมิดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาประการต่อมาที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์ทั้งสองฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน 2547 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันต่อเติมอาคารพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย เป็นเหตุให้อาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย และการต่อเติมอาคารพาณิชย์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวบางส่วนได้รุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและขอให้รื้อถอนอาคารพาณิชย์ส่วนที่มีการต่อเติมอันเป็นเหตุแห่งความเสียหายออกไปทั้งหมด รวมถึงส่วนที่รุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วย ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ให้ดำเนินการจัดทำแผนที่พิพาท เพื่อให้ทราบว่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 17 ก่อสร้างรุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ และออกคำสั่งแก่คู่ความว่า ศาลชั้นต้นจะดำเนินการพิจารณาคดีเป็นการต่อเนื่อง โดยจะพิจารณาคดีติดต่อกันทั้งวัน ไม่มีการเลื่อนคดีอีกไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ กำหนดนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 4 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2547 กำหนดนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 10, 11 และวันที่ 13 สิงหาคม 2547 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ต่อมาสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ส่งแผนที่พิพาทมายังศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ทั้งสองประสงค์จะอ้างอิงนายสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายหลักประกันและจดจำนองธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์อ้างว่าเป็นประจักษ์พยานสำคัญในการทำแผนที่พิพาท และนายเฉลิมศักดิ์ ซึ่งโจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดินผู้ทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทในคดีนี้ โจทก์ทั้งสองจึงยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมตามคำแถลงและบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2547 อันดับ 1 และ 2 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2547 โจทก์ทั้งสองยื่นคำแถลงขอระบุพยานดังกล่าวเข้ามาอีก ตามคำแถลงและบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมลงวันที่ 16 มิถุนายน 2547 อันดับ 1 และ 2 โดยโจทก์ทั้งสองแถลงว่า โจทก์ทั้งสองประสงค์จะนำพยานบุคคลทั้งสองที่ขอระบุเพิ่มเติมมาเบิกความต่อศาลแทนพยานบุคคลอันดับ 4 และ 5 ตามบัญชีระบุพยานฉบับลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 ที่ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กระทบถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ที่ได้กำหนดไว้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีเจตนาประวิงคดี ประกอบกับแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.23 ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ถูกรุกล้ำ โจทก์ทั้งสองจึงอาจจำเป็นต้องนำพยานบุคคลที่ตนเห็นว่าเป็นกลางมานำสืบเพื่อให้ได้ความชัดเจน ซึ่งไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียเปรียบในเชิงคดีแต่ประการใด เพราะจำเลยทั้งสามมีสิทธิถามค้านและนำพยานของตนเข้าสืบแก้ได้ การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองระบุพยานเพิ่มเติมในกรณี เช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองไม่อาจเสนอข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาจทำให้รูปคดีของโจทก์ทั้งสองเสียหาย จึงมีเหตุจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเนื้อหาแห่งคดีนี้โดยให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์ทั้งสองฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน 2547 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาในส่วนที่เกินชั้นละ 200 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีรชัย โตวรรณสูตร กับพวก
จำเลย — นายบัญญัติ สัจจเลิศรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560/2553
#504428
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยได้รับเงินค่ามัดจำไปจากโจทก์แล้ว จำเลยมีหน้าที่ส่งเครื่องจักรไปให้โจทก์ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเงินมัดจำ แต่จำเลยมิได้ส่งมอบเครื่องจักรให้โจทก์ โจทก์ก็มิได้ทวงถามแต่อย่างใด จนกระทั่งวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 หลังครบกำหนดประมาณ 1 ปี 4 เดือน โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินมัดจำภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อใด แต่จำเลยก็เคยมีมีหนังสือลงวันที่ 7 มกราคม 2541 แจ้งโจทก์ว่าไม่สามารถคืนเงินมัดจำให้ได้ แต่จะยังขายเครื่องจักรให้โจทก์โดยเพิ่มราคาขึ้นจากเดิม แสดงว่าก่อนหน้าที่โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าว โจทก์เคยบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินมัดจำมาแล้ว แต่จำเลยไม่คืนยืนยันว่าจะติดตั้งเครื่องจักรให้โจทก์และขอเพิ่มราคา ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงยินยอมด้วย แต่ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินมัดจำอีก จากนั้นโจทก์และจำเลยไม่ได้ติดต่อกันอีก จนกระทั่งโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 24 เมษายน 2544 บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาซื้อขายต่อกันโดยปริยายตั้งแต่จำเลยเสนอติดตั้งเครื่องจักรให้แก่โจทก์โดยขอเพิ่มราคาจากเดิม เมื่อสัญญาเลิกต่อกันคู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันที่รับเงินไป เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,163,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 870,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 470,000 บาท และชำระค่าเสียหาย 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 870,000 บาท นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ในการดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทของโจทก์ได้มีการยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัทต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2539 จึงจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเป็นบริษัท จำกัด มีนายสนอง นางยุพิน และนางสาวสุวเพ็ญ เป็นกรรมการ กรรมการหนึ่งในสามคนดังกล่าวมีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญของโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ ก่อนที่จะมีการดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโจทก์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2539 นายวีรวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยมีหนังสือเสนอราคาเครื่องผสมคอนกรีต โดยผู้ซื้อต้องจัดหาแผงกั้นหินทราย ฐานรากตามแบบที่จำเลยกำหนด รถเครนในการยกเครื่องจักรลงจากรถบรรทุกและติดตั้งเครื่องจักรจัดทำระบบไฟฟ้า ประปา และปั้มน้ำเข้าสู่พื้นที่งาน ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 มีการทำสัญญาซื้อขายเครื่องผสมคอนกรีตระหว่างจำเลยผู้ขายกับบริษัทเพิ่มทรัพย์ จำกัด โดยนายสนองกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์เป็นผู้ซื้อ ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,514,500 บาท โดยผู้ซื้อตกลงชำระเงินให้ผู้ขาย 3 งวด ขณะทำสัญญานั้นโจทก์ใช้ชื่อว่าบริษัทเพิ่มทรัพย์ จำกัด เนื่องจากอยู่ระหว่างการดำเนินการขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแต่เนื่องจากชื่อบริษัทเพิ่มทรัพย์ จำกัด ซ้ำกับบริษัทอื่นที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งไว้แล้วโจทก์จึงต้องใช้ชื่อในการจดทะเบียนเป็นบริษัทเพิ่มทรัพย์ คอนกรีต จำกัด และจำเลยได้รับเงินมัดจำ 470,000 บาท จากโจทก์ไปเรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญา ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2539 โจทก์จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดเพชรบูรณ์เสร็จ เมื่อครบ 60 วันนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินมัดจำตามสัญญาซื้อขาย จำเลยมิได้จัดส่งเครื่องผสมคอนกรีต วันที่ 7 มกราคม 2541 นายวีรวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยทำหนังสือถึงนายสนองกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์แจ้งเรื่องการคืนเงินมัดจำค่าเครื่องจักรว่าจำเลยไม่สามารถคืนเงินค่ามัดจำได้ แต่จำเลยยินดีจะติดตั้งเครื่องจักรในพื้นที่ของโจทก์ หากโจทก์สร้างฐานรากเครื่องผสมคอนกรีตให้เป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับชำระเงินค่าเครื่องจักรแก่จำเลยอีก 2,044,500 บาท วันที่ 28 พฤษภาคม 2541 นายสนองมอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญากับจำเลยอ้างเหตุว่า จำเลยไม่ได้ส่งทรัพย์สินมายังหน่วยงานของผู้ซื้อภายใน 60 วัน นับแต่วันรับเงินมัดจำ ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 470,000 บาท แก่นายสนองภายใน 15 วัน จำเลยเพิกเฉย วันที่ 14 มิถุนายน 2544 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเพชรบูรณ์มีคำสั่งให้คัดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียน ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเพชรบูรณ์จดชื่อบริษัทโจทก์คืนสู่ทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า ขณะทำสัญญาโจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและตามรายงานการประชุมตั้งบริษัท ผู้ร่วมประชุมมิได้ให้สัตยาบันสัญญาซื้อขายจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ขณะโจทก์ทำสัญญาซื้อขายพิพาทกับจำเลย โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยอยู่ระหว่างการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ซึ่งผู้เริ่มก่อการสามารถดำเนินการก่อหนี้หรือทำสัญญาใดๆ ได้ ยกเว้นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1102 แต่เมื่อจดทะเบียนเสร็จจนมีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้วโจทก์ก็ยอมรับผลแห่งสัญญา โดยต่อมาที่ประชุมของโจทก์ได้มีมติรับรองการทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายสนองกรรมการผู้จัดการของโจทก์และจำเลย การทดรองจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท ในการปรับปรุงที่ดินตลอดจนการดำเนินคดีแก่จำเลย โดยมีรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 เอกสารหมาย จ.14 มาแสดง จึงเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาที่ผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1108 (2) แล้ว แม้ต่อมาจะถูกนายทะเบียนคัดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างก็ตาม แต่ก็ไม่กระทบถึงการที่นายสนองได้กระทำการแทนโจทก์ไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปมีว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายกันในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 โดยโจทก์ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยเป็นเช็ค ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2539 จำเลยได้เบิกเงินตามเช็คไปแล้ว จึงมีหน้าที่ส่งเครื่องจักรไปให้โจทก์ภายใน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับเงินมัดจำคือภายในวันที่ 30 มกราคม 2540 แต่จำเลยมิได้ส่งมอบเครื่องจักรให้แก่โจทก์ โจทก์ก็มิได้ทวงถามแต่อย่างใด ที่อ้างว่าเคยทวงถามพนักงานจำเลยเพียงครั้งเดียวและทวงถามทางโทรศัพท์ก็เป็นการเบิกความลอยๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังจนกระทั่งวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 หลังครบกำหนดประมาณ 1 ปี 4 เดือน โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 470,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าว เมื่อใด แต่จำเลยเคยมีหนังสือลงวันที่ 7 มกราคม 2541 แจ้งโจทก์ว่าไม่สามารถคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ได้แต่จะยังขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์โดยการเพิ่มราคาขึ้นจากเดิม แสดงว่าก่อนหน้าที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวโจทก์เคยบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินมัดจำมาแล้วแต่จำเลยไม่คืนยืนยันว่าจะติดตั้งเครื่องจักรให้แก่โจกท์ แต่ขอเพิ่มราคาซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงยินยอมด้วย แต่ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินมัดจำอีก หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยมิได้ติดต่อกันอีก จนกระทั่งโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 24 เมษายน 2544 บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหายพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าตกลงเลิกสัญญาซื้อขายต่อกันโดยปริยายตั้งแต่จำเลยเสนอติดตั้งเครื่องจักรให้แก่โจทก์โดยขอเพิ่มราคาขึ้นจากเดิม แต่โจทก์ไม่ตกลง เมื่อสัญญาเลิกต่อกันคู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันที่รับเงินคือวันที่ 1 ธันวาคม 2539 แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2544 โจทก์ไม่ฎีกาคัดค้านจึงกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นโดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากต้นเงิน 470,000 บาท และให้ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 400,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพิ่มทรัพย์ คอนกรีต จำกัด
จำเลย — บริษัทเค พี ที แมชชีนเนอรี่ (1993) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 558/2553
#504425
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1167 บัญญัติว่า ความเกี่ยวพันระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการในขอบอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว กิจการดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นการส่วนตัว แต่เมื่อได้ความว่า ในการทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการ โดยมอบอำนาจให้ ว. ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 มีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ภายในเงื่อนเวลาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันอยู่และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้มีการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 อันเป็นเวลาหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 แล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมทราบดีว่าจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การใช้สิทธิของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์นั้น เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอ้างสิทธิอันมิชอบด้วยกฎหมายนี้มาต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้ไม่

จำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์อยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและจดทะเบียนการได้มาโดยสุจริตกับพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว แม้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้และต้องเสียเปรียบจากการจดทะเบียนนั้นก็ตาม โจทก์ก็หามีสิทธิเรียกให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนนั้นได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 236372 (8432) เลขที่ดิน 3725 (441) ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยหรือไม่โอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 156,000,000 บาท พร้อมคืนเงินมัดจำ 5,000,000 บาท และค่าปรับจำนวน 5,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 166,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 20,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่าเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8432 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 236372 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา ให้แก่โจทก์ในราคา 54,600,000 บาท โดยวางมัดจำในวันทำสัญญาเป็นเงิน 5,000,000 บาท และกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือภายในเดือนมิถุนายน 2542 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2 การซื้อขายดังกล่าวจำเลยที่ 1 มอบหมายให้บริษัทซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นนายหน้าเสนอขายที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 โจทก์แจ้งให้นางมาลี ผู้จัดการส่วนการลงทุนของบริษัทซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในวันที่ 17 มิถุนายน 2542 และรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญา โดยได้ขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ในราคา 75,500,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์นางมาลี และนางสาวกรรณิกา เบิกความทำนองเดียวกันว่าหลังจากโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 แล้ว มีนายวิชัย ซึ่งมีอาชีพเป็นนายหน้าติดต่อว่าจำเลยที่ 4 ประสงค์จะขอซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์แต่ไม่ได้เบิกความว่าเคยพบจำเลยที่ 4 แต่อย่างใด และมีนายวันชัย ตัวแทนของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าพยานติดต่อนัดแนะจำเลยที่ 4 ให้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมนำเงินค่าที่ดินมาชำระแก่จำเลยที่ 1 ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง โดยผ่านนายวิชัย และเพิ่งพบจำเลยที่ 4 ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ที่นัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันโดยนายวิชัยเป็นผู้แนะนำซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์แต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 4 นำสืบว่า จำเลยที่ 4 พานายวิชัยไปดูที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของบิดาของจำเลยที่ 4 แล้วให้นายวิชัยเป็นนายหน้าช่วยติดต่อซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของ แต่มอบหมายให้นายวิชัยเป็นผู้ดำเนินการติดต่อกับเจ้าของที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ในที่สุดนายวิชัยแจ้งว่าสามารถเจรจาตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 75,500,000 บาท และนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ให้จำเลยที่ 4 เตรียมแคชเชียร์เช็คเพื่อชำระค่าซื้อขายที่ดินและค่าธรรมเนียมการโอนจำนวน 3 ฉบับ โดยสั่งจ่ายให้แก่ธนาคารธนชาติ จำกัด จำนวน 19,000,000 บาทเศษ เพื่อไถ่ถอนจำนอง สั่งจ่ายให้แก่กระทรวงการคลังเป็นค่าธรรมเนียมการโอนจำนวน 5,800,000 บาทเศษ และสั่งจ่ายให้จำเลยที่ 1 จำนวน 50,000,000 บาทเศษ เป็นค่าที่ดินส่วนที่เหลือ เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันว่าจำเลยที่ 4 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์แต่อย่างใด คงได้ความเพียงว่านายวิชัยเป็นผู้ติดต่อกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วยตนเองโดยตลอด พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 4 นำสืบมาจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์อยู่ก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริตและจดทะเบียนการได้มาโดยสุจริตกับพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว แม้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้และต้องเสียเปรียบจากการจดทะเบียนนั้นก็ตามโจทก์ก็หามีสิทธิเรียกให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนนั้นได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์คงมีนางมาลี เบิกความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาแล้ว โจทก์ยังต้องการซื้อที่ดินในบริเวณถนนสุขุมวิทใกล้ที่ดินพิพาทอีก พยานได้ตรวจสอบแล้วแจ้งว่ามีที่ดินในซอยสุขุมวิท 20 เสนอขายตารางวาละ 130,000 บาท แต่พยานได้ตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ต่อมาก็ไม่ได้มีการซื้อขายที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด และนางสาวกรรณิกาเบิกความว่า เคยทราบจากนายวิชัยว่าจำเลยที่ 4 ต้องการซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ในตารางวาละ 120,000 บาท แต่โจทก์ก็ยังไม่ได้ตกลงขายแต่อย่างใด นอกจากนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ กรณีจึงเป็นการเลื่อนลอยว่าที่ดินพิพาทจะขายได้ราคาดังที่โจทก์กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ดินพิพาทที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายจากจำเลยที่ 1 กับราคาที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 4 ซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,900,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และกระทำตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ตามรายงานการประชุมวิสามัญเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งตามประมวลกฎหมายและพาณิชย์ มาตรา 1167 บัญญัติว่า ความเกี่ยวพันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการในขอบอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว กิจการดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า ในการทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้นายวันชัย ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2542 มีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ซึ่งขณะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการดังกล่าวยังอยู่ภายในเงื่อนเวลาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ระหว่างกันอยู่ และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้มีการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2 กับโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 อันเป็นเวลาหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมทราบดีว่าจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การใช้สิทธิของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ที่เป็นบุคคลภายนอกนั้นเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอ้างสิทธิอันมิชอบด้วยกฎหมายนี้มาต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้ไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 237 วรรคหนึ่ง ม. 459 ม. 1167 ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริชัย หงษ์จินตกุล
จำเลย — บริษัทเอททีน ดีเวลล๊อปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
อิศเรศ ชัยรัตน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 555/2553
#504423
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์กระบะคันพิพาทเข้าซ่อมที่อู่ของจำเลยที่ 2 และในระหว่างที่ทำการซ่อมรถยนต์ได้ถูกคนร้ายลักไป ถือได้ว่ารถยนต์กระบะพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จะต้องเก็บรักษารถยนต์กระบะคันพิพาทไว้ในที่ปลอดภัยในระหว่างการซ่อม ทั้งต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อมิให้รถยนต์กระบะคันพิพาทต้องสูญหายหรือเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 นำรถยนต์กระบะคันพิพาทไปจอดไว้บริเวณที่ว่างหน้าอู่โดยไม่มีรั้วรอบขอบชิดอันเป็นเครื่องป้องกันการเคลื่อนย้ายรถยนต์และไม่ได้จัดให้มีผู้ดูแลรักษารถยนต์แต่อย่างใด ทั้งเมื่อรถยนต์คันพิพาทหายไปจำเลยที่ 2 ก็ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ช. เจ้าของรถยนต์กระบะคันพิพาทเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในเหตุที่รถยนต์กระบะคันพิพาทหายไปในระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของตน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวนับได้ว่า เป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์กระบะคันพิพาทต้องสูญหาย การปฏิบัติต่อลูกค้าของจำเลยที่ 2 ในการนำรถยนต์ที่นำมาซ่อมแล้วไม่เสร็จจอดไว้บริเวณหน้าอู่ มิได้เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์สูญหายแต่อย่างใดและการที่ไม่เคยมีรถยนต์สูญหายหรือได้รับความเสียหายมิได้เป็นหลักประกันว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 477,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 460,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 17,250 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และคู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-0796 พังงา จากนายชาญผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้จัดการอู่อาร์ซีเซอร์วิส ซึ่งประกอบกิจการเคาะพ่นสีรถยนต์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 นายชาญได้นำรถยนต์กระบะคันดังกล่าวซึ่งได้รับความเสียหายเข้าซ่อมที่อู่ของจำเลยที่ 2 ในระหว่างที่ทำการซ่อมและอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้ถูกคนร้ายลักไป โจทก์จึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์หายให้แก่นายชาญเป็นเงินจำนวน 460,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิในอันที่จะเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายอนุพรผู้รับมอบอำนาจช่วงเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ปรากฏตามหนังสือรับรอง โจทก์มอบอำนาจให้นายบัลลังก์เป็นผู้ดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย นายบัลลังก์มอบอำนาจช่วงให้นายอนุพรเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วง เห็นว่า โจทก์นำสืบในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง โดยนายอนุพรผู้รับมอบอำนาจช่วงเบิกความประกอบหนังสือรับรองบริษัท หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงถึงบุคคลที่มีอำนาจในการลงนามผูกพันบริษัท และการมอบอำนาจในการฟ้องคดีก็กระทำโดยถูกต้องและไม่ปรากฏข้อพิรุธของการมอบอำนาจแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบในประเด็นดังกล่าวแต่เพียงว่า การมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงจะทำโดยผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงหรือไม่ ไม่ทราบ เท่านั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถนำสืบหักล้างให้ศาลเห็นได้ว่า การมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงของโจทก์กระทำโดยไม่ชอบอย่างไร กรณีจึงรับฟังได้ว่าการมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงของโจทก์กระทำโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะคันพิพาทหายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า รถยนต์กระบะคันพิพาทซึ่งได้รับความเสียหายและเข้าซ่อมที่อู่ของจำเลยที่ 2 และในระหว่างที่ทำการซ่อมรถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้ถูกคนร้ายลักไป กรณีดังกล่าวถือได้ว่า รถยนต์กระบะคันพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จะต้องเก็บรักษารถยนต์กระบะคันพิพาทไว้ในที่ปลอดภัยในระหว่างการซ่อม ทั้งต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อมิให้รถยนต์กระบะคันพิพาทต้องสูญหายหรือเสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้อย่างแน่ชัดว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์กระบะคันพิพาทไปจอดไว้บริเวณที่ว่างหน้าอู่โดยไม่มีรั้วรอบขอบชิดอันเป็นเครื่องป้องกันการเคลื่อนย้ายรถยนต์และไม่ได้จัดให้มีผู้ดูแลรักษารถยนต์แต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อรถยนต์คันพิพาทหายไปจำเลยที่ 2 ก็ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายชาญ เจ้าของรถยนต์กระบะคันพิพาท เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในเหตุที่รถยนต์กระบะคันพิพาทหายไปในระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของตน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวนับได้ว่า เป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์กระบะคันพิพาทต้องสูญหาย แม้จำเลยที่ 2 จะนำสืบต่อสู้คดีในทำนองว่า เมื่อรถยนต์กระบะคันพิพาทซ่อมไม่เสร็จได้นำไปจอดไว้บริเวณหน้าอู่โดยล๊อกกุญแจไว้ เป็นการปฏิบัติเช่นเดียวกับลูกค้ารายอื่นที่นำรถยนต์มาซ่อม และตั้งแต่เปิดอู่ซ่อมรถมาไม่เคยมีรถยนต์หายหรือรถยนต์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า การปฏิบัติต่อลูกค้าของจำเลยที่ 2 ในการนำรถยนต์ที่นำมาซ่อมแล้วไม่เสร็จจอดไว้บริเวณหน้าอู่นั้น มิได้เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์สูญหายหรือเสียหายแต่อย่างใด และการที่ไม่เคยมีรถยนต์สูญหายหรือได้รับความเสียหายมิได้เป็นหลักประกันว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาว่า การที่โจทก์รับอู่ของจำเลยที่ 2 เป็นอู่ในเครือซ่อมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย โจทก์ย่อมทราบสภาพอู่ของจำเลยที่ 2 ว่าไม่สามารถนำรถยนต์ที่นำมาซ่อมเก็บไว้ในอู่ได้และทราบถึงสภาพการจอดรถยนต์บริเวณหน้าอู่ถือว่าโจทก์เชื่อถืออู่ของจำเลยที่ 2 อันเป็นการแสดงว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความประมาทในการระมัดระวังรถยนต์ของลูกค้านั้น เห็นว่า การที่โจทก์รับอู่ของจำเลยที่ 2 ซ่อมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์พิจารณาถึงผลงานที่จำเลยที่ 2 ทำการซ่อมรถยนต์ออกมาเป็นที่พอใจแก่โจทก์และลูกค้าของโจทก์ ส่วนการดูแลรถยนต์ที่นำมาซ่อมมิให้ได้รับความเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการซ่อมย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องใช้ความระมัดระวังตามพฤติการณ์ของผู้มีวิชาชีพเพื่อป้องกันทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของตนมิให้เสียหายหรือสูญหาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด เห็นว่า นายชาญได้เช่าซื้อรถยนต์กระบะคันพิพาทมาในราคา 610,000 บาท และนำมาประกันภัยกับโจทก์กรณีรถยนต์สูญหายในวงเงิน 460,000 บาท อีกทั้งรถยนต์กระบะคันพิพาทได้สูญหายหลังจากนายชาญได้เช่าซื้อมาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี กรณีจึงถือได้ว่า รถยนต์กระบะคันพิพาทไม่ใช่รถเก่าที่ใช้งานมาหลายปี การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามทุนประกันภัยในกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน 460,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้วตามพฤติการณ์ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาว่า รถยนต์กระบะคันพิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่ให้การว่ารถยนต์กระบะคันดังกล่าวมีราคาซื้อขายกันไม่เกิน 300,000 บาท แต่ก็มิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบแสดงให้เห็นว่าเป็นจริงตามที่กล่าวอ้าง ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามทุนประกันภัยในกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน 460,000 บาท ที่ได้ชดใช้ให้แก่นายชาญ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 659
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยศรีนครซูริคประกันภัย จำกัด
จำเลย — นางนัยนา แก้วสังวาส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534/2553
#497405
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 และ ธ. เป็นผู้ขอยืมรถจักรยานยนต์และมีดจากจำเลยที่ 3 ที่บ้านจำเลยที่ 3 โดยก่อนขอยืมบุคคลทั้งสองชวนจำเลยที่ 3 ไปปล้นทรัพย์ด้วย จำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ไป แต่จำเลยที่ 3 ให้บุคคลทั้งสองยืมรถจักรยานยนต์ไปแทน เป็นการให้ยืมโดยรู้ว่าบุคคลทั้งสองจะนำไปใช้ปล้นทรัพย์รายนี้จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้สนับสนุนการปล้นทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83, 59 (ที่ถูก 58), 33 ริบอาวุธมีด ปลอกมีดของกลาง และบวกโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 462/2541 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 28,710 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 24 ปี จำเลยที่ 3 มีกำหนด 16 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 16 ปี จำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 8 เดือน ให้นำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 462/2541 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี 6 เดือน ริบอาวุธมีดและปลอกอาวุธมีดของกลาง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน แต่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 28,710 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธมีดและใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ คดีมีปัญหาขึ้นสู่ศาลฎีกาว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการปล้นทรัพย์โดยให้จำเลยที่ 4 และนายธวัชชัยหรือโตยืมรถจักรยานยนต์และมีดจำนวน 1 เล่ม มาใช้ในการกระทำผิดจริงหรือไม่ เห็นว่า ในบันทึกจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีรายละเอียดของการกระทำผิดของจำเลยแต่ละคนไว้ โดยจำเลยที่ 4 และนายธวัชชัยหรือโตเป็นผู้ขอยืมรถจักรยานยนต์และมีดจากจำเลยที่ 3 ที่บ้านจำเลยที่ 3 โดยก่อนขอยืมจำเลยที่ 4 และนายธวัชชัยหรือโตชวนจำเลยที่ 3 ไปปล้นทรัพย์ก่อน เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ไป จำเลยที่ 3 ให้บุคคลทั้งสองขอยืมรถจักรยานยนต์ไปแทน นอกจากนี้เมื่อจำเลยที่ 4 และนายธวัชชัยหรือโตปล้นทรัพย์เสร็จแล้วยังนำเงินมาแบ่งให้จำเลยที่ 3 ใช้อีก 1,000 บาท ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 4 และนายธวัชชัยหรือโตให้การในชั้นสอบสวนก็ยืนยันเช่นเดียวกับในชั้นจับกุม ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนเพิ่มเติมรายละเอียดว่าเหตุที่จำเลยที่ 3 ไม่ไปปล้นทรัพย์ด้วยเนื่องจากจำเลยที่ 3 จะไปบ้านหญิงคนรัก คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่มีเหตุสงสัยว่าจะได้มาโดยไม่ชอบ ที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 เบิกความว่า ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและถูกใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะ เป็นข้อแก้ตัวของจำเลยที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นใหม่ หลังจากใช้เวลาคิดค้นหาข้อต่อสู้เป็นเวลานาน ทำให้รับฟังไม่ได้ พยานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 4 และนายธวัชชัยหรือโตยืมรถจักรยานยนต์และมีด 1 เล่ม โดยรู้อยู่ว่าบุคคลทั้งสองจะนำไปใช้ปล้นทรัพย์รายนี้จริง ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 วรรคสอง ม. 340 ตรี ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายอาคมหรือเขียว ภาษาโท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายประเสริฐ กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายศุภศักดิ์ เยาว์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2553
#500126
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายมีหน้าที่จัดการมรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายตามสิทธิที่จะพึงมีพึงได้ การที่จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 โอนหุ้นดังกล่าวกลับมาให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก จึงเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับแบ่งปันหุ้นดังกล่าว ถือว่าเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสาม แม้จะได้ความว่าบริษัทนี้มีหนี้สินค้างชำระเป็นจำนวนมากก็เป็นคนละกรณีกัน เพราะโจทก์ทั้งสามต้องรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 354 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับมอบหมายให้จัดการหุ้นดังกล่าวของผู้ตายหรือไม่ อย่างไร คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนหุ้นดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และจำเลยที่ 2 รับโอนหุ้นกลับมาจากจำเลยที่ 3 เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 354 ประกอบมาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352, 353 และ 354

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ให้จำคุก 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ให้จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีหน้าที่จัดการมรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิที่จะพึงมีพึงได้ของทายาทเหล่านั้น การที่จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 โอนหุ้นดังกล่าวกลับมาให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก จึงเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับแบ่งปันหุ้นดังกล่าว ถือว่าเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสาม กระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา และการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนหุ้นของผู้ตายจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดนั้น แต่การรับโอนหุ้นของผู้ตายมาเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือประโยชน์ส่วนตนแก่จำเลยทั้งสามอีกทั้งจำเลยทั้งสามเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน เหตุแห่งการกระทำความผิดจึงไม่ร้ายแรง ประกอบกับได้ความว่า จำเลยที่ 2 ดำเนินการแบ่งปันโอนหุ้นดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทได้รับไปตามสิทธิเรียบร้อยแล้ว ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามได้บรรเทาผลร้ายลงไปแล้ว จึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 เดือน โทษจำคุกของจำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 353 ม. 354
ชื่อคู่ความ
เด็กชายอารียะ อัครขจรไชย โดยนางหรือ
โจทก์ — นางสาวพิยะดา มั่นศักดิ์ ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
นางเซียวอ่วยหรือเซี่ยวอ้วยหรือเซียวอ้วย แซ่เซียว
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิเชียร วชิรประทีป
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา