คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173 -ที่ 228/2553
#504334
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ได้ให้คำนิยามคำว่า นายจ้างในทำนองเดียวกันกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ย่อมมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างโดยตรงของโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 ซึ่งความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัท และบุคคลภายนอกนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยตัวแทน และบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน มาตรา 820 มีความหมายว่ากิจการใดอันตัวแทนได้กระทำไปในขอบอำนาจของตัวแทนนั้นเป็นการกระทำของตัวการจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการจึงต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันรับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าสิบหกสำนวนฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งห้าสิบหกเป็นลูกจ้างจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโดยโจทก์ทั้งห้าสิบหกไม่ได้กระทำความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทั้งห้าสิบหกมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และจำเลยทั้งสองยังค้างชำระค่าจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 29 ถึงที่ 34 และที่ 50 อีก ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้าสิบหก

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งห้าสิบหก โจทก์ที่ 10 ที่ 11 ที่ 31 และที่ 57 ทำงานไม่ครบ 120 วัน ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนอกจากนั้นโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 19 ที่ 21 ที่ 23 ถึงที่ 34 ที่ 36 ถึงที่ 41 ที่ 44 ถึงที่ 55 ที่ 57 ถึงที่ 60 และที่ 62 ถึงที่ 64 ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ไม่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน และได้รับค่าจ้าง 30 วันสุดท้ายไม่เกินคนละ 3,000 บาท ทั้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 31 ที่ 50 และที่ 57 ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อเลิกกิจการจำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างไปครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยค่าจ้างค้างจ่าย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งห้าสิบหก จำเลยที่ 2 ไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ทั้งห้าสิบหกจึงไม่ต้องรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 23 ที่ 24 และที่ 50 คนละ 5,000 บาท และ 5,000 บาท ตามลำดับ โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 6,000 บาท และ 6,000 บาท ตามลำดับ โจทก์ที่ 5 จำนวน 4,800 บาท ตามลำดับ โจทก์ที่ 6 ถึงที่ 9 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 19 ที่ 21 ที่ 25 ถึงที่ 30 ที่ 32 ที่ 34 ที่ 36 ถึงที่ 41 ที่ 44 ถึงที่ 49 ที่ 51 ถึงที่ 55 ที่ 57 ถึงที่ 60 และที่ 62 ถึงที่ 64 คนละ 4,350 บาท และ 4,350 บาท ตามลำดับ และโจทก์ที่ 33 จำนวน 5,400 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 10 ที่ 11 และที่ 31 คนละ 4,350 บาท จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 23 และที่ 50 คนละ 500 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 4 คนละ 1,500 บาท และโจทก์ที่ 24 จำนวน 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องสำนวนแรก (ฟ้องวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน คำขออื่นนอกจากนี้และฟ้องโจทก์ที่ 14 ที่ 20 ที่ 22 ที่ 35 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 56 และที่ 61 ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ได้ให้คำนิยามคำว่า นายจ้างในทำนองเดียวกันกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ย่อมมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 19 ที่ 21 ที่ 23 ถึงที่ 34 ที่ 36 ถึงที่ 41 ที่ 44 ถึงที่ 55 ที่ 57 ถึงที่ 60 และที่ 62 ถึงที่ 64 ตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างโดยตรงของโจทก์ดังกล่าวมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 บัญญัติว่า "ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัท และบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยตัวแทน" และบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนมาตรา 820 บัญญัติว่า "ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลาย อันตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน" ซึ่งมีความหมายว่า กิจการใดอันตัวแทนได้กระทำไปในขอบอำนาจของตัวแทนนั้นเป็นการกระทำของตัวการ จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการจึงต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันรับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์ดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 19 ที่ 21 ที่ 23 ถึงที่ 34 ที่ 36 ถึงที่ 41 ที่ 44 ถึงที่ 55 ที่ 57 ถึงที่ 60 และที่ 62 ถึงที่ 64 โดยไม่ได้ระบุว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้นไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 1167
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจินตนา ภู่อินทร์ กับพวก
จำเลย — บริษัทโอเวอร์ซีส์ โปรเซสซิ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ดิเรก อิงคนินันท์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 164/2553
#504608
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบหลายกรรมต่างกัน ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องในแต่ละกระทงมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องทุกกระทงความผิดไป ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นไปโดยมุ่งประสงค์จะโต้แย้งว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 แต่เพียงกรรมเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นจากที่จำเลยให้การรับสารภาพอันเป็นการฎีกาข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยบิดเบือนให้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางและให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก มาตรา 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน จำนวน 17 กระทง เป็นจำคุก 102 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 51 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาอ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามฟ้องปรากฏว่าเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดสลากกินรวบ (งวดวันที่ 1 กันยายน 2549) 90 แผ่น คิดเป็นเงิน 557,857 บาท ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องจึงปรากฏแต่เพียงว่ามีการจับกุมจำเลยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 เพียงครั้งเดียว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบหลายกรรมต่างกัน ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องในแต่ละกระทงมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องทุกกระทงความผิดไป และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องทุกกระทงความผิดไป ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นไปโดยมุ่งประสงค์จะโต้แย้งว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 แต่เพียงกรรมเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นจากที่จำเลยให้การรับสารภาพอันเป็นการฎีกาข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่จำเลยบิดเบือนให้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ โดยเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมโพยสลากกินรวบซึ่งมีการเล่นพนันต่อเนื่องเป็นเวลานานและเป็นเงินจำนวนมากอันแสดงว่าจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบรายใหญ่และเล่นการพนันได้เสียเป็นอาชีพลักษณะของการกระทำความผิดเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม โดยมิได้คำนึงว่าจะเป็นเหตุให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอย่างกว้างขวางสร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมพฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนหรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างก็ตาม โทษจำคุกซึ่งจำเลยจะต้องรับตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในแต่ละกระทงมีกำหนดเวลาเพียงสามเดือน เห็นสมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกของศาลล่างทั้งสองให้น้อยลงอีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 ทั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 14 วัน รวม 17 กระทง จำคุก 238 วัน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน 29 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายมณี งามศิลป์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2553
#504516
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยด่าผู้เสียหายโดยถือมีดและจอบไปด้วย อันมีลักษณะท้าทายพร้อมจะทำร้ายผู้เสียหาย การที่จำเลยตะโกนบอกให้ ส. กับ ร. ไปเอาอาวุธปืนมา แม้ ส. ใช้อาวุธปืนลูกโม่กับอาวุธปืนแก๊ปยาวยิงผู้เสียหายในทันทีภายหลังจากที่จำเลยบอกให้ไปเอาอาวุธปืน และเป็นการยิงขณะที่จำเลยด่าท้าทายผู้เสียหาย เมื่อ ส. ยิงผู้เสียหายจำเลยก็หลบหนีไปพร้อมกับ ส. ด้วย พฤติการณ์ที่แสดงถึงอาการยั่วยุและบอกให้ ส. ไปเอาอาวุธปืนมาเป็นการกระตุ้นให้ ส. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ภาษากายที่จำเลยแสดงออกส่อเจตนาว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย การที่ ส. ใช้ปืนเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายขณะก้มพาบุตรเข้าบ้านอันมีโอกาสเลือกยิง ทั้งกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่มุมปากและคอซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ แสดงถึงเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายให้ตายแม้จะรักษาตัวเพียง 15 วัน ก็หายเป็นบาดแผลไม่รุนแรงแสดงว่ากระสุนปืนมีกำลังอ่อนก็ตาม แต่ยังปรากฏว่า ส. ได้ยิงผู้เสียหายอีก 2 นัด แต่กระสุนปืนไม่ลั่นซึ่งกระสุนปืนอาจลั่นอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371, 91, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ในวันที่ 21 ตุลาคม 2544 เวลา 10 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายอยู่กับบุตรอายุ 2 ปี บนบ้านได้ยินเสียงจำเลยตะโกนด่า จากนั้นจำเลยเดินถือจอบและมีดเดินมาที่บ้านผู้เสียหายพร้อมกับนายสมพงษ์ และนายสำเริง จำเลยตะโกนบอกให้นายสมพงษ์และนายสำเริงไปเอาปืนมา จำเลยเดินไปด่าและเรียกผู้เสียหายให้ลงมาจากบ้าน แต่ผู้เสียหายไม่ลง ต่อมานายสมพงษ์ถืออาวุธปืนลูกโม่ ส่วนนายสำเริงถืออาวุธปืนแก๊ปยาววิ่งมา นายสมพงษ์ใช้อาวุธปืนลูกโม่ยิงผู้เสียหาย 2 นัด แต่กระสุนปืนไม่ลั่น นายสมพงษ์จึงเอาอาวุธปืนแก๊ปยาวจากนายสำเริงยิงผู้เสียหาย 1 นัด ได้รับอันตรายแก่กาย บาดแผลมีทั้งที่มุมปากขวา ใต้หุขวา ลำคอใกล้ไหล่ขวาและต้นแขนขวา จากนั้นจำเลยกับนายสมพงษ์และนายสำเริงหลบหนีไป ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยพบว่าหลุมที่จำเลยขุดมีอุจจาระอยู่จำเลยเชื่อว่าผู้เสียหายถ่ายอุจจาระไว้ในหลุม ได้ไปด่าผู้เสียหายโดยจำเลยถือมีดและจอบไปด้วย อันมีลักษณะท้าทายพร้อมจะทำร้ายผู้เสียหาย การที่จำเลยตะโกนบอกให้นายสมพงษ์กับนายสำเริงไปเอาอาวุธปืนมา แม้นายสมพงษ์ใช้อาวุธปืนลูกโม่กับอาวุธปืนแก๊ปยาวยิงผู้เสียหายในทันทีภายหลังจากที่จำเลยบอกให้ไปเอาอาวุธปืน และเป็นการยิงขณะที่จำเลยด่าท้าทายผู้เสียหาย โดยจำเลยมีจอบและมีดแสดงว่ามีอาวุธพร้อมที่จะทำร้ายผู้เสียหายในทันทีขณะนั้น เมื่อนายสมพงษ์ยิงผู้เสียหาย จำเลยก็หลบหนีไปพร้อมกับนายสมพงษ์ พฤติการณ์ที่แสดงถึงอาการยั่วยุและบอกให้นายสมพงษ์ไปเอาอาวุธปืนมาเป็นการกระตุ้นให้นายสมพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ภาษากายที่จำเลยแสดงออกส่อเจตนาว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย การที่นายสมพงษ์ใช้ปืนเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายขณะก้มพาบุตรเข้าบ้านอันมีโอกาสเลือกยิง ทั้งกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่อวัยวะสำคัญไม่ว่ามุมปาก ใกล้ไหล่ขวา ลำคอและที่อื่น ๆ แสดงถึงเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายให้ตาย แม้การที่นายสมพงษ์ใช้อาวุธแก๊ปยาวยิงผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหลายแห่งแต่รักษาตัวเพียง 15 วัน ก็หายเป็นบาดแผลไม่รุนแรงแสดงว่ากระสุนปืนมีกำลังอ่อนก็ตาม แต่ก็ได้ความว่านายสมพงษ์ได้ใช้อาวุธปืนลูกโม่ยิงผู้เสียหายจำนวน 2 นัดด้วย แต่กระสุนปืนไม่ลั่น ซึ่งกระสุนปืนอาจลั่นออกทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับนายสมพงษ์กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ลำพังจำเลยบอกนายสมพงษ์ให้ไปเอาอาวุธปืนมา เป็นเรื่องที่นายสมพงษ์จะตัดสินใจเองว่าจะเอาอาวุธปืนมาหรือไม่แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ดีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมกับผู้อื่นมีและพาอาวุธปืนไม่มีทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับและลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ แต่จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีได้ตามกฎหมายหรือไม่ กรณีจึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า เป็นอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น ที่โจทก์ขอให้ลงโทษฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงหาอาจลงโทษให้ได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 10 ปี 12 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายสำรวย เปผักแว่น
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2553
#504427
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผล คือ 1) บาดแผลฉีกขาดที่บริเวณด้านบนศีรษะข้างซ้ายค่อนมาทางกึ่งกลางศีรษะยาว 7 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ 2) บาดแผลที่ศีรษะด้านขวาเหนือใบหูยาว 7 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลดศีรษะ 3) บาดแผลที่ต้นคอด้านหลังขวายาว 5 เซนติเมตร 4) บาดแผลที่มือซ้ายตรงฐานนิ้วก้อยยาว 2 เซนติเมตร และบริเวณปลายนิ้วนางยาว 4 เซนติเมตร และได้ความจากนายแพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายว่าบาดแผลหลักหรือบาดแผลสำคัญคือบาดแผลดังกล่าว ซึ่งแสดงว่าถูกฟันหลายครั้งแต่ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ทันที แต่ถ้าไม่รักษาอาจจะเกิดการติดเชื้อทำให้ถึงแก่ความตายได้ แม้ทางการแพทย์จะถือว่าไม่ร้ายแรง แต่การที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้มีดเฉพาะที่ยึดได้จากจำเลยยาว 15 นิ้ว กว้าง 2.5 นิ้ว เป็นอาวุธฟันที่ศีรษะผู้เสียหายอันเป็นอวัยวะสำคัญโดยแรงถึงกับกะโหลกศีรษะแตกร้าว ทั้งเป็นมีดที่มีขนาดใหญ่อาจใช้ทำร้ายคนให้ถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงตำแหน่งและสภาพของบาดแผลดังกล่าวที่ต้องใช้เวลาในการรักษาบาดแผลนานประมาณ 6 สัปดาห์ ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาก็อาจติดเชื้อเป็นอันตรายถึงแก่ความตายได้ ย่อมแสดงว่าจำเลยกับพวกฟันผู้เสียหายโดยแรงบริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการทำร้ายผู้เสียหายโดยใช้มีดขนาดใหญ่เป็นอาวุธฟันลงไปที่ศีรษะโดยแรงเช่นนี้ผู้เสียหายได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 3 คน ร่วมกันใช้มีดเป็นอาวุธฟันศีรษะนายชาญชัย ผู้เสียหายหลายครั้งโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหลายแห่งกะโหลกแตกร้าว แผลลึกถึงศีรษะ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ แต่แพทย์ได้รักษาผู้เสียหายได้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบ 297 (8) จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ให้จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังที่กล่าวในฟ้อง ผู้เสียหายถูกคนร้ายรวม 3 คน ใช้มีดเป็นอาวุธฟังที่ศีรษะ คอ และมือซ้าย มีบาดแผลหลายแห่งตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ หลังจากเกิดเหตุจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวที่หน้าร้านเกิดเหตุพร้อมมีด 1 เล่มและรถจักรยานยนต์ 1 คัน ตามบัญชีของกลางคดีอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งใน 3 คน ที่ร่วมกันใช้มีดเป็นอาวุธทำร้ายผู้เสียหาย โจทก์ฝ่ายเดียวเป็นผู้อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย ส่วนจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์แต่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ขอให้ยกฟ้องโจทก์หรือพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนข้ออ้างต่าง ๆ ในคำแก้อุทธรณ์เป็นเพียงเหตุผลประกอบคำแก้อุทธรณ์เท่านั้น ไม่ถือว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมกับผู้อื่นกระทำความผิดคดีนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมกับผู้อื่นกระทำความผิดคดีนี้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คือ (1) บาดแผลฉีกขาดที่บริเวณด้านบนศีรษะข้างซ้ายค่อนมาทางกึ่งกลางศีรษะยาว 7 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะจากภาพถ่ายเอกซเรย์ พบกะโหลกศีรษะแตกร้าวเป็นทางยาวตามแนวบาดแผล (2) บาดแผลที่ศีรษะด้านขวาเหนือใบหูยาว 7 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ (3) บาดแผลที่ต้นคอด้านหลังขวาขาว 5 เซนติเมตร (4) บาดแผลที่มือซ้ายตรงฐานนิ้วก้อยยาว 2 เซนติเมตร และบริเวณปลายนิ้วนางยาว 4 เซนติเมตร (5) บาดแผลฉีกขาดตื้น ๆ เป็นรอยกรีดที่บริเวณข้อศอกซ้ายยาว 6 เซนติเมตร ใต้ข้อศอกซ้ายยาว 5 เซนติเมตร ปลายนิ้วกลางซ้ายยาว 1 เซนติเมตร และแผ่นหลังจากสะบักซ้ายลงมาทางก้นขวายาว 35 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร (6) บาดแผลครูถลอกบริเวณด้านหลังหัวไหล่ขวาเป็นทางยาว 11 เซนติเมตร ด้านหลังแขนซ้ายเหนือข้อมือและก้นขวาขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร ยาว 3 เซนติเมตร (7) บาดแผลฟกช้ำและด้านหน้าหัวไหล่ซ้ายและได้ความจากนายแพทย์สุวิทย์ ผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายว่าบาดแผลหลักหรือบาดแผลสำคัญคือ บาดแผลตามรายการที่ (1) ถึง (4) ซึ่งแสดงว่าถูกฟันหลายครั้งแต่ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความได้ทันที แต่ถ้าไม่รักษาอาจจะเกิดการติดเชื้อทำให้ถึงแก่ความตายได้ แม้ทางการแพทย์จะถือว่าไม่ร้ายแรง แต่การที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้มีดเฉพาะที่ยึดได้จากจำเลยตามบัญชีของกลางคดีอาญา ยาว 15 นิ้ว กว้าง 2.5 นิ้ว เป็นอาวุธฟันที่ศีรษะผู้เสียหายอันเป็นอวัยวะสำคัญโดยแรงถึงกับกะโหลกศีรษะแตกร้าว ทั้งเป็นมีดที่มีขนาดใหญ่อาจใช้ทำร้ายคนให้ถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงตำแหน่งและสภาพของบาดแผลดังกล่าวที่ต้องใช้เวลาในการรักษาบาดแผลนานประมาณ 6 สัปดาห์ ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาก็อาจติดเชื้อเป็นอันตรายถึงแก่ความตายได้ ย่อมแสดงว่าจำเลยกับพวกฟันผู้เสียหายโดยแรงบริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการทำร้ายผู้เสียหายโดยใช้มีดขนาดใหญ่เป็นอาวุธฟันลงไปที่ศีรษะโดยแรงเช่นนี้ ผู้เสียหายได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น และไม่สมควรลดโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกับพวกรวม 3 คน ใช้มีดขนาดใหญ่เป็นอาวุธร่วมกันฟันผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ แต่เมื่อจำเลยถูกจับกุมตัวก็ให้การรับสารภาพทันทีตามบันทึกการจับกุม ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง กรณีจึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยหลังจากลดโทษแล้วให้จำคุก 6 ปี 8 เดือน นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายพงษ์นรินทร์ ขำชูสงฆ์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 158/2553
#504165
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองเดินมาที่กลุ่มผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ใช้ขวดสุราตีที่ศีรษะผู้ตาย 1 ครั้ง ผู้ตายลุกขึ้นยืน จำเลยที่ 2 ส่งมีดปลายแหลมให้จำเลยที่ 1 พร้อมกับพูดให้จำเลยที่ 1 แทงผู้ตาย จำเลยที่ 1 ก็รับมีดปลายแหลมจากจำเลยที่ 2 มาแทงผู้ตายที่บริเวณหน้าอก 1 ครั้ง แล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไปด้วยกัน ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้ตายด้วย หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบกับมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 15 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสามและหนึ่งในสี่ตามลำดับ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 11 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้มีดปลายแหลมแทงนายบุญลือ ผู้ตาย ที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายลึกถึงปอด จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.3 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนายวิจิต นายบุญเลี้ยง นายวินัย และนายยุทธนา เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกาขณะที่กลุ่มของพยานทั้งสี่และผู้ตายกับพวกนั่งดูลิเกในงานฉลองอัฐิที่บ้านหนองนาตำบลพลสงคราม อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา มีกลุ่มของจำเลยทั้งสองกับพวกนั่งดูลิเกและดื่มสุราด้วย แต่อยู่ห่างกัน 4 เมตร จำเลยที่ 2 เดินมาถามผู้ตายว่าใครมีเรื่องกับจำเลยที่ 1 ผู้ตายตอบว่าไม่มี จำเลยที่ 2 ก็เดินกลับไป สักครู่จำเลยทั้งสองเดินมาที่กลุ่มของผู้ตายและจำเลยที่ 1 ใช้ขวดสุราตีที่ศีรษะผู้ตาย 1 ครั้ง ผู้ตายลุกขึ้นยืน จำเลยที่ 2 ส่งมีดปลายแหลมให้จำเลยที่ 1 พร้อมกับพูดว่า "เมี้ยนแทงมันเลย" จำเลยที่ 1 รับมีดแล้วใช้มีดดังกล่าวแทงผู้ตายที่บริเวณหน้าอก 1 ครั้ง และพากันหลบหนีไปด้วยกัน เห็นว่า คดีนี้เหตุเกิดเวลากลางคืน แต่บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟที่หน้าเวทีการแสดงลิเกและร้านค้ากับแสงสว่างจากสปอทไลท์ซึ่งติดอยู่ที่รถยนต์โดยสารของคณะลิเกสามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน ทั้งขณะเกิดเหตุพยานโจทก์ดังกล่าวนั่งอยู่กับผู้ตายจึงอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ แม้จะมีเสียงดังจากการแสดงลิเกผ่านลำโพงอยู่บ้างก็เชื่อได้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวได้ยินและได้เห็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ตาย ดังนั้น ที่พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยที่ 2 ส่งมีดปลายแหลมให้จำเลยที่ 1 แล้วได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า "เมี้ยนแทงมันเลย" จำเลยที่ 1 จึงรับมีดปลายแหลมจากจำเลยที่ 2 มาแทงผู้ตายนั้น จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ พยานจำเลยที่ 2 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองเดินมาที่กลุ่มผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ใช้ขวดสุราตีที่ศีรษะผู้ตาย 1 ครั้ง ผู้ตายลุกขึ้นยืน จำเลยที่ 2 ส่งมีดปลายแหลมให้จำเลยที่ 1 พร้อมกับพูดให้จำเลยที่ 1 แทงผู้ตาย จำเลยที่ 1 ก็รับมีดปลายแหลมจากจำเลยที่ 2 มาแทงผู้ตายที่บริเวณหน้าอก 1 ครั้ง แล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไปด้วยกัน ดังนี้ ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้ตายด้วย หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มีอัตราโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี เป็นการวางโทษขั้นต่ำตามกฎหมายไม่อาจวางโทษให้ต่ำลงกว่านี้ได้ นอกจากนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังใช้ดุลพินิจลดโทษให้จำเลยที่ 2 อีกหนึ่งในสี่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเมี้ยน ขอชิดกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2553
#498545
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ จึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 653 ว่าจะต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ และอยู่ในบังคับของบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) กล่าวคือโจทก์จะนำสืบพยานบุคคลหรือกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่นนอกเหนือไปจากสัญญากู้ยืมเงินหาได้ไม่ ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุว่าทำที่เขตกรุงเทพมหานครเป็นความเท็จ ความจริงแล้วทำที่สำนักงานของโจทก์ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามสัญญากู้ยืมเงินในส่วนที่ระบุถึงมูลคดีที่เกิดขึ้นตามความประสงค์ของคู่สัญญา จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

สาระสำคัญในการกู้ยืมเงินคือการส่งมอบและการทำสัญญาหรือหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น การที่โจทก์จะเบิกหรือถอนเงินจากธนาคารใดไปให้จำเลยกู้ยืมเงิน มิใช่สาระสำคัญในการกู้ยืมเงินแต่อย่างใด และตามคำฟ้อง โจทก์ร่วมกับจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้ในธนาคารที่อยู่ในท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะทำสัญญา เงินที่โจทก์โอนไปยังไม่เป็นสิทธิของจำเลยเพราะโจทก์ยังมีสิทธิเบิกถอนได้ การที่จำเลยจะรับเงินที่โจทก์ให้กู้ยืมได้จะต้องไปเบิกถอนเงินจากธนาคารดังกล่าว ธนาคารดังกล่าวจึงถือว่าเป็นที่รับมอบเงินที่กู้ยืม จึงเป็นกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในท้องที่เดียวกับที่จำเลยมีภูมิลำเนาในขณะทำสัญญาและที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินว่าเป็นที่จัดทำสัญญากู้ยืมเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สัญญากู้เอกสารท้ายฟ้องทำที่กรุงเทพมหานคร มูลคดีไม่ได้เกิดที่ศาลชั้นต้น จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในเขตศาลชั้นต้นจึงไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาล

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 480,000 บาท จึงต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นว่าจะต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ซึ่งโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกัน กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่บัญญัติว่า เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ถึงแม้ว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี

(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงอยู่ในบังคับของบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) กล่าวคือโจทก์จะนำสืบพยานบุคคลหรือกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่นนอกเหนือไปจากสัญญากู้ยืมเงินหาได้ไม่ ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุว่าทำที่เขตกรุงเทพมหานครเป็นความเท็จ ความจริงแล้วทำที่สำนักงานของโจทก์ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามสัญญากู้ยืมเงินในส่วนที่ระบุถึงมูลคดีที่เกิดขึ้นตามความประสงค์ของคู่สัญญา จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า การที่โจทก์ถอนเงินจากธนาคารก็ดี นำเงินที่ถอนได้ฝากเข้าบัญชีผ่านธนาคารในเขตศาลชั้นต้นไปยังบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่เปิดไว้ร่วมกับโจทก์ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ถือว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า สาระสำคัญในการกู้ยืมเงิน คือการส่งมอบและการทำสัญญาหรือหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น การที่โจทก์จะเบิกหรือถอนเงินจากธนาคารใดไปให้จำเลยกู้ยืมเงิน มิใช่สาระสำคัญในการกู้ยืมเงินแต่อย่างใด มิฉะนั้นแล้วจะทำให้มูลคดีเกิดขึ้นสถานที่ใดแล้วแต่โจทก์เพียงฝ่ายเดียว กล่าวคือ หากโจทก์ไปถอนเงินหรือฝากเงินธนาคารในท้องที่ใดจะทำให้ศาลซึ่งอยู่ในเขตท้องที่นั้นมีอำนาจพิจารณาคดีกู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น โดยที่จำเลยไม่สามารถทราบได้ ซึ่งจำเลยในฐานะคู่สัญญาน่าจะทราบถึงเขตอำนาจศาลที่จะมีการฟ้องบังคับคดีในกรณีผิดสัญญาในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ด้วย มิใช่ขึ้นอยู่กับโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว และตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ร่วมกับจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้ในธนาคารที่อยู่ในท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะทำสัญญา เงินที่โจทก์โอนไปยังไม่เป็นสิทธิของจำเลยเพราะโจทก์ยังมีสิทธิเบิกถอนได้ การที่จำเลยจะรับเงินที่โจทก์ให้กู้ยืมได้จะต้องไปเบิกถอนเงินจากธนาคารดังกล่าว ธนาคารดังกล่าวจึงถือว่าเป็นที่รับมอบเงินที่กู้ยืม จึงเป็นกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในท้องที่เดียวกับที่จำเลยมีภูมิลำเนาในขณะทำสัญญาและที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินว่า เป็นที่จัดทำสัญญากู้ยืมเงิน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกิต สุขเกษม
จำเลย — นายอำนวยหรืออภิรักษ์ อนุยูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายธวัชชัย แสงอรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2553
#504333
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 480,000 บาท จึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 653 ว่าจะต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ซึ่งโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกันตามเอกสารท้ายฟ้อง การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยจึงอยู่ในบังคับของบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) กล่าวคือโจทก์จะนำสืบพยานบุคคลหรือกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่นนอกเหนือไปจากสัญญากู้ยืมเงินหาได้ไม่ ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุว่าทำที่เขตกรุงเทพมหานครเป็นความเท็จ ความจริงแล้วทำที่สำนักงานของโจทก์ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามสัญญากู้ยืมเงินในส่วนที่ระบุถึงมูลคดีที่เกิดขึ้น

สาระสำคัญในการกู้ยืมเงินคือการส่งมอบและการทำสัญญาหรือหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น การที่โจทก์จะเบิกหรือถอนเงินจากธนาคารใดไปให้จำเลยกู้ยืมเงิน มิใช่สาระสำคัญในการกู้ยืมเงินแต่อย่างใด มิฉะนั้นแล้วจะทำให้มูลคดีเกิดขึ้นสถานที่ใดแล้วแต่โจทก์เพียงฝ่ายเดียว จำเลยไม่อาจทราบได้ ซึ่งจำเลยในฐานะคู่สัญญาน่าจะทราบถึงเขตอำนาจที่จะมีการฟ้องบังคับคดีในกรณีผิดสัญญาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการที่จำเลยจะรับเงินที่โจทก์ให้กู้ยืมได้จะต้องไปเบิกถอนเงินจากธนาคารที่โจทก์ร่วมกับจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้ที่เขตกรุงเทพมหานคร ธนาคารนั้นจึงเป็นที่รับมอบเงินที่กู้ยืม อันถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดและเป็นท้องที่เดียวกับที่จำเลยมีภูมิลำเนาในขณะทำสัญญาและที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินว่าเป็นที่จัดทำสัญญากู้ยืมเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สัญญากู้เอกสารท้ายฟ้องทำที่กรุงเทพมหานคร มูลคดีไม่ได้เกิดที่ศาลชั้นต้น จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในเขตศาลชั้นต้นจึงไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาล

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 480,000 บาท จึงต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นว่าจะต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ซึ่งโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกันตามเอกสารท้ายฟ้อง กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่บัญญัติว่า เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ถึงแม้ว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี (ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง (ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก

การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงอยู่ในบังคับของบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) กล่าวคือโจทก์จะนำสืบพยานบุคคลหรือกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่นนอกเหนือไปจากสัญญากู้ยืมเงินหาได้ไม่ ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุว่าทำที่เขตกรุงเทพมหานครเป็นความเท็จ ความจริงแล้วทำที่สำนักงานของโจทก์ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามสัญญากู้ยืมเงินในส่วนที่ระบุถึงมูลคดีที่เกิดขึ้นตามความประสงค์ของคู่สัญญา จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า การที่โจทก์ถอนเงินจากธนาคารก็ดี นำเงินที่ถอนได้ฝากเข้าบัญชีผ่านธนาคารในเขตศาลชั้นต้นไปยังบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่เปิดไว้ร่วมกับโจทก์ในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ถือว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า สาระสำคัญในการกู้ยืมเงินคือการส่งมอบและการทำสัญญาหรือหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น การที่โจทก์จะเบิกหรือถอนเงินจากธนาคารใดไปให้จำเลยกู้ยืมเงิน มิใช่สาระสำคัญในการกู้ยืมเงินแต่อย่างใด มิฉะนั้นแล้วจะทำให้มูลคดีเกิดขึ้นสถานที่ใดแล้วแต่โจทก์เพียงฝ่ายเดียว กล่าวคือ หากโจทก์ไปถอนเงินหรือฝากเงินธนาคารในท้องที่ใดจะทำให้ศาลซึ่งอยู่ในเขตท้องที่นั้นมีอำนาจพิจารณาคดีกู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น โดยที่จำเลยไม่สามารถทราบได้ ซึ่งจำเลยในฐานะคู่สัญญาน่าจะทราบถึงเขตอำนาจศาลที่จะมีการฟ้องบังคับคดีในกรณีผิดสัญญาในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ด้วย มิใช่ขึ้นอยู่กับโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว และตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ร่วมกับจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้ในธนาคารที่อยู่ในท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะทำสัญญา เงินที่โจทก์โอนไปยังไม่เป็นสิทธิของจำเลยเพราะโจทก์ยังมีสิทธิเบิกถอนได้ การที่จำเลยจะรับเงินที่โจทก์ให้กู้ยืมได้จะต้องไปเบิกถอนเงินจากธนาคารดังกล่าว ธนาคารดังกล่าวจึงถือว่าเป็นที่รับมอบเงินที่กู้ยืม จึงเป็นกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในท้องที่เดียวกับที่จำเลยมีภูมิลำเนาในขณะทำสัญญาและที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินว่าเป็นที่จัดทำสัญญากู้ยืมเงิน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกิต สุขเกษม
จำเลย — นายอำนวยหรืออภิรักษ์ อนุยูร
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2553
#504422
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างจำเลยกับ ว. นอกจากจำเลยกับ ว. จะเป็นคู่สัญญาซึ่งกันและกันแล้วยังมีผู้ร้องและบุตรของจำเลยและ ว. อีก 3 คน เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์แห่งสัญญาด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 การที่ผู้ร้องเข้าถือเอาประโยชน์ตามข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งแม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทำให้การได้มาดังกล่าวย่อมไม่บริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่บ้านพิพาทตั้งอยู่บนที่สาธารณประโยชน์และผู้ร้องได้เข้าครอบครองบ้านพิพาทแล้วเพียงแต่ผู้ร้องยังมิได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 แม้จะได้ความว่าจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ก็ตามแต่จำเลยเป็นมารดาของผู้ร้องจึงย่อมอยู่อาศัยกับบุตรของตนได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ทำให้สิทธิของผู้ร้องดังกล่าวสิ้นไปแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบ้านพิพาทตกเป็นสิทธิของผู้ร้องร่วมกับบุตรของจำเลยอีก 3 คน และในคำร้องขัดทรัพย์ผู้ร้องได้ระบุข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ด้วย การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในกรณีนี้จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ในกรณีเช่นนี้ ผู้ร้องจึงสามารถร้องขอให้เพิกถอนการยึดได้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับคดีให้กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องดังกล่าวไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 158,437 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านเลขที่ 16/4 ซึ่งเป็นบ้านพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การว่า บ้านพิพาทที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นของจำเลย บันทึกท้ายทะเบียนการหย่ามิได้ระบุรายละเอียดของบ้านที่ยกให้ และมิได้ระบุชื่อนายสมชาย เป็นผู้รับการให้ ทั้งการยกให้มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะ นางสาวเทพีหรือพีชานิกาหรือมาริสา นางสาวเทพา และนายสมชายมิได้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด หากฟังว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของบ้านพิพาทก็ต้องปล่อยทรัพย์ที่ยึดเพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น ขอให้ยกคำร้องขัดทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยบ้านพิพาท และคืนเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน จำนวน 3,000 บาท แก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยกับนายวัง เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ ผู้ร้อง นางสาวเทพีหรือพีชานิกาหรือมาริสา นางสาวเทพา และนายสมชาย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2523 จำเลยกับนายวังจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกยกบ้านพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้ให้แก่บุตรทั้ง 4 คน ตามทะเบียนการหย่าและบันทึกเอกสารหมาย ร.5 และ ร.6 แต่การยกให้ซึ่งบ้านพิพาทมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยนำพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่ามีเหตุที่จะสั่งเพิกถอนการยึดบ้านพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างจำเลยกับนายวัง นอกจากจำเลยกับนายวังจะเป็นคู่สัญญาซึ่งกันและกันแล้วยังมีผู้ร้องและบุตรของจำเลยและนายวังอีก 3 คน เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์แห่งสัญญาด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 การที่ผู้ร้องเข้าถือเอาประโยชน์ตามข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่ง แม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทำให้การได้มาดังกล่าวย่อมไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่บ้านพิพาทตั้งอยู่บนที่สาธารณประโยชน์และผู้ร้องได้เข้าครอบครองบ้านพิพาทแล้วเพียงแต่ผู้ร้องยังมิได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แม้จะได้ความว่าจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ก็ตาม แต่จำเลยเป็นมารดาของผู้ร้องจึงย่อมอยู่อาศัยกับบุตรของตนได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ทำให้สิทธิของผู้ร้องดังกล่าวสิ้นไปแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบ้านพิพาทตกเป็นสิทธิของผู้ร้องร่วมกับบุตรของจำเลยอีก 3 คน และในคำร้องขัดทรัพย์ผู้ร้องได้ระบุข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ด้วย การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในกรณีนี้จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ในกรณีเช่นนี้ผู้ร้องจึงสามารถร้องขอให้เพิกถอนการยึดได้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับคดีให้กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องดังกล่าวไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ยกคำร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับโดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 1299 วรรคหนึ่ง ม. 1300 ม. 1359 ม. 1532
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปัทมา พิธีพรม
ผู้ร้อง — นายประดับหรือประดิษฐ์ จีวะสังข์
จำเลย — นางทวี จันทร์ประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2553
#505294
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างจำเลยกับ ว. ที่ยกบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้องและบุตรของจำเลยและ ว. อีก 3 คน เป็นผู้รับประโยชน์ จึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภารยนอกตามาตรา 374 การที่ผู้ร้องเข้าถือเอาประโยชน์ตามข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์ แม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทำให้การได้มาไม่บริบูรณ์ตามมาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่บ้านพิพาทตั้งอยู่บนที่สาธารณประโยชน์และผู้ร้องได้เข้าครอบครองบ้านพิพาทแล้วถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา 1300 แม้จำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทแต่จำเลยเป็นมารดาของผู้ร้องจึงอยู่อาศัยกับบุตรของตนได้ มิได้ทำให้สิทธิของผู้ร้องสิ้นไป การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในกรณีนี้จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดตามมาตรา 1359 ผู้ร้องจึงร้องขอให้เพิกถอนการยึดได้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับคดีให้กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287ร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 158,437 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านเลขที่ 16/4 ซึ่งเป็นบ้านพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2523 จำเลยกับนายวัง ซึ่งเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้จดทะเบียนหย่าและทำบันทึกยกบ้านเลขที่ 16/4 ให้แก่ผู้ร้อง นางสาวเทพีหรือพีชานิกาหรือมาริสา นางสาวเทพา และนายสมชาย ซึ่งเป็นบุตร ผู้ร้องกับพวกมิได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า บ้านพิพาทที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นของจำเลย บันทึกท้ายทะเบียนการหย่ามิได้ระบุรายละเอียดของบ้านที่ยกให้ และมิได้ระบุชื่อนายสมชายเป็นผู้รับการให้ ทั้งการยกให้มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะ นางสาวเทพีหรือพีชานิกาหรือมาริสา นางสาวเทพา และนายสมชายมิได้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด หากฟังว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของบ้านพิพาทก็ต้องปล่อยทรัพย์ที่ยึดเพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น ขอให้ยกคำร้องขัดทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยบ้านพิพาท และคืนเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน จำนวน 3,000 บาท แก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยกับนายวังเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ ผู้ร้อง นางสาวเทพีหรือพีชานิกาหรือมาริสา นางสาวเทพาและนายสมชายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2523 จำเลยกับนายวังจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกยกบ้านพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้ให้แก่บุตรทั้ง 4 คน ตามทะเบียนการหย่าและบันทึกเอกสารหมาย ร.5 และ ร.6 แต่การยกให้ซึ่งบ้านพิพาทมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยนำพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่ามีเหตุที่จะสั่งเพิกถอนการยึดบ้านพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างจำเลยกับนายวัง นอกจากจำเลยกับนายวังจะเป็นคู่สัญญาซึ่งกันและกันแล้วยังมีผู้ร้องและบุตรของจำเลยและนายวังอีก 3 คน เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์แห่งสัญญาด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 การที่ผู้ร้องเข้าถือเอาประโยชน์ตามข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่ง แม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทำให้การได้มาดังกล่าวย่อมไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่บ้านพิพาทตั้งอยู่บนที่สาธารณประโยชน์และผู้ร้องได้เข้าครอบครองบ้านพิพาทแล้วเพียงแต่ผู้ร้องยังมิได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แม้จะได้ความว่าจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ก็ตาม แต่จำเลยเป็นมารดาของผู้ร้องจึงย่อมอยู่อาศัยกับบุตรของตนได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ทำให้สิทธิของผู้ร้องดังกล่าวสิ้นไปแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบ้านพิพาทตกเป็นสิทธิของผู้ร้องร่วมกับบุตรของจำเลยอีก 3 คน และในคำร้องขัดทรัพย์ผู้ร้องได้ระบุข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ด้วย การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในกรณีนี้จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ในกรณีเช่นนี้ผู้ร้องจึงสามารถร้องขอให้เพิกถอนการยึดได้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับคดีให้กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องดังกล่าวไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ยกคำร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับโดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 1299 ม. 1300 ม. 1359 ม. 1532
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปัทมา พิธีพรม
ผู้ร้อง — นายประดับหรือประดิษฐ์ จีวะสังข์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2553
#497410
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมีผลเพียงทำให้ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ป. ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ด้วยตนเองต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทน หามีผลทำให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างดังกล่าวต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับได้จนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,530,584.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,906,971.57 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยทำนองว่าเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณแล้วมีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย และเมื่อนำหนี้ระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณมาหักกลบลบหนี้กันแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณไม่เป็นหนี้โจทก์ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และจำเลยต้องรับผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีเพียงว่าโจทก์ผ่อนเวลาในการชำระหนี้ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาเท่านั้น โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายของโจทก์และศาลมีอำนาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้ตามที่สมควร การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยทำนองว่า เมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณแล้วมีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเป็นอันเลิกกันโดยปริยายก็เพื่อจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการคิดคำนวณค่าปรับรายวันตามสัญญา โดยโจทก์คิดค่าปรับนับตั้งแต่วันครบกำหนดในสัญญาจนถึงวันที่บอกเลิกสัญญาคือวันที่ 13 เมษายน 2536 เป็นเวลา 204 วัน แต่เมื่อศาลเห็นว่าคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2535 มีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าปรับดังกล่าวต่อไปอีก ค่าปรับดังกล่าวจึงคิดคำนวณได้ถึงเพียงวันที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาเพียง 78 วัน ประกอบกับข้อเท็จจริงเรื่องที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณก็เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากคำฟ้องและทางนำสืบพยานของโจทก์ คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณจึงไม่ใช่เรื่องนอกประเด็น อย่างไรก็ตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณมีผลเพียงทำให้ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณไม่สามารถดำเนินกิจการได้ด้วยตนเองต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทน หามีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วย สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณจึงยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับได้จนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 924,935.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดวันฟ้อง (วันที่ 15 ธันวาคม 2542) ต้องไม่เกิน 623,612.52 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 389
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมชลประทาน
บริษัทธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดย
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพริษฐ์ ปิยะนราธร
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2553
#504385
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ส่วนมาตรา 289 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดีหรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์..." และ ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่" เมื่อพิเคราะห์ตามคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้ว การที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยปลอดจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องตามจำนวนภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้อง ถือได้ว่าเป็นการที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง ซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการร้องขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีห้องชุดจำนวน 200 ห้องชื่ออาคารชุดเอเชียซิตี้ไลฟ์ คอนโดมีเนียม ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองห้องชุดจำนวน 2,177 ห้อง ชื่ออาคารชุดเอชียซิตี้ไลฟ์ คอนโดมิเนียม ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เข้าทำการยึดกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าวบางส่วนจำนวน 200 ห้อง ตามหมายบังคับคดีของศาลแพ่งธนบุรีคดีหมายเลขแดงที่ 756/2547 และมีหนังสือให้ผู้ร้องนำส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน 200 ห้องดังกล่าว ผู้ร้องนำส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 197 ห้อง ส่วนอีก 3 ห้อง มีการไถ่ถอนจำนองแล้ว ต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์จึงไม่อยู่ที่ผู้ร้อง พร้อมกับแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันโดยปลอดจำนอง เมื่อขายทอดตลาดแล้ว ขอให้ศาลกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้องในวงเงินไม่เกิน 532,660,000 บาท เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรและอาคารชุด ใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการเอเชียซิตี้ บางบัวทอง" เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าว ในวันที่ 29 ธันวาคม 2544 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันรวม 18 แปลง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบางบัวทอง (หนองเชียงโคตร) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างในวงเงินจำนวน 532,660,000 บาท นอกจากนั้นในวันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยจดทะเบียนจำนองห้องชุดเป็นประกันเพิ่มหลักทรัพย์โดยไม่เพิ่มวงเงินจำนวน 2,177 ห้อง ชื่ออาคารชุดเอเชียซิตี้ไลฟ์คอนโดมีเนียม ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี หลังจากจำเลยทำสัญญากู้เงินและได้รับเงินกู้ไปจากผู้ร้องแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาต่อมาจำเลยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และยังคงชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องเรื่อยมา ขณะยื่นคำร้องยังไม่มีการผิดนัดตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำเลยคงค้างชำระหนี้เงินต้นจำนวน 410,243,534.40 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ดอกเบี้ยถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงินจำนวน 36,342,098.50 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีเข้าทำการยึดกรรมสิทธิ์ในห้องชุดในอาคารชุดเอเชียซิตี้ไลฟ์ คอนโดมิเนียม ที่จดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้องบางส่วน จำนวน 200 ห้อง ตามหมายบังคับคดีของศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 756/2547 และมีหนังสือให้ผู้ร้องนำส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้ง 200 ห้อง ดังกล่าว ผู้ร้องนำส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 197 ห้อง ส่วนอีก 3 ห้องมีการไถ่ถอนจำนองแล้ว ต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์จึงไม่อยู่ที่ผู้ร้อง พร้อมแจ้งให้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันดังกล่าวโดยปลอดจำนอง และกันเงินในส่วนของผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองไว้เมื่อขายทอดตลาดเสร็จ

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ส่วนมาตรา 289 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดี หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์..." และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่" เมื่อพิเคราะห์ตามคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้วการที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยปลอดจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องตามจำนวนภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้อง ถือได้ว่าเป็นการที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง ซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นพิจารณามีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้ร้อง — ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบางกอกเค. เค. จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2553
#507901
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยปลอดจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องตามจำนวนภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้อง เป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง ซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการร้องขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดจำนวน 200 ห้อง ชื่ออาคารชุด เอเชียซิตี้ไลฟ์ คอนโดมีเนียม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองห้องชุดจำนวน 2,177 ห้องชื่ออาคารชุดเอเชียซิตี้ไลฟ์ คอนโดมีเนียม ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เข้าทำการยึดกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าวบางส่วนจำนวน 200 ห้อง ตามหมายบังคับคดีของศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 756/2547 และมีหนังสือให้ผู้ร้องนำส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน 200 ห้องดังกล่าว ผู้ร้องนำส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 197 ห้อง ส่วนอีก 3 ห้อง มีการไถ่ถอนจำนองแล้ว ต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์จึงไม่อยู่ที่ผู้ร้อง พร้อมกับแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกัน โดยปลอดจำนอง เมื่อขายทอดตลาดแล้ว ขอให้ศาลกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้องในวงเงินไม่เกิน 532,660,000 บาท เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรและอาคารชุด ใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการเอเชีย ซิตี้ บางบัวทอง" เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าว ในวันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันรวม 18 แปลง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบางบัวทอง (หนองเชียงโคต) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างในวงเงินจำนวน 532,660,000 บาท นอกจากนั้นในวันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยจดทะเบียนจำนองห้องชุดเป็นประกันเพิ่มหลักทรัพย์โดยไม่เพิ่มวงเงินจำนวน 2,177 ห้องชื่ออาคารชุด เอเชียซิตี้ไลฟ์ คอนโดมีเนียม ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี หลังจากจำเลยทำสัญญากู้เงินและได้รับเงินกู้ไปจากผู้ร้องแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญา ต่อมาจำเลยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และยังคงชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องเรื่อยมา ขณะยื่นคำร้องยังไม่มีการผิดนัดตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำเลยคงค้างชำระหนี้เงินต้นจำนวน 410,243,534.40 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ดอกเบี้ยถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงินจำนวน 36,342,098.50 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีเข้าทำการยึดกรรมสิทธิ์ในห้องชุดในอาคารชุด เอเชียซิตี้ไลฟ์ ดอนโดมีเนียม ที่จดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้องบางส่วน จำนวน 200 ห้อง ตามหมายบังคับคดีของศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 756/2547 และมีหนังสือให้ผู้ร้องนำส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้ง 200 ห้อง ดังกล่าว ผู้ร้องนำส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 197 ห้อง ส่วนอีก 3 ห้องมีการไถ่ถอนจำนองแล้ว ต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์จึงไม่อยู่ที่ผู้ร้อง พร้อมแจ้งให้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันดังกล่าวโดยปลอดจำนอง และกันเงินในส่วนของผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองไว้เมื่อขายทอดตลาดเสร็จ

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ส่วนมาตรา 289 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดี หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์..." และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่" เมื่อพิเคราะห์ตามคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้ว การที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยปลอดจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องตามจำนวนภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้อง ถือได้ว่าเป็นการที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง ซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นพิจารณามีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้ร้อง — ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบางกอก เค. เค. จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 105/2553
#504302
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี และเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้โดยไม่ต้องแจ้งจำเลยที่ 1 ทราบแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมายก็ตาม แต่สัญญากู้ยืมเงินระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ไม่ว่างวดใดงวดหนึ่ง ให้โจทก์มีสิทธิเรียกคืนเงินกู้ทั้งหมดพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ครบถ้วน ข้อเท็จจริงได้ความว่า นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงินมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง โจทก์คงคิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 9 ต่อปี เท่านั้น การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามสัญญา ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีจำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 7,084,795.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ปรากฏตามคำฟ้องว่าหนี้กู้ยืมและค้ำประกันในส่วนที่เป็นต้นเงินโจทก์ขอมาเพียง 7,000,000 บาท ส่วนดอกเบี้ย 62,136.99 บาท โจทก์มิได้ขอมาด้วย นอกจากนี้เงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนอง 22,658.32 บาท ศาลชั้นต้นก็พิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดเป็นอีกส่วนหนึ่งแยกต่างหากจากเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมและค้ำประกันไว้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นนำดอกเบี้ย 62,136.99 บาท กับเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 22,658.32 บาท มารวมกับต้นเงิน 7,000,000 บาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ และมีผลให้จำเลยทั้งสามต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยซ้ำซ้อน ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจกท์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 8,754,391.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 22,658.32 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำขอ ขอให้บังคับเอาห้องชุดของอาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดบ้านสุขปรีดาเรสซิเด้นท์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 6/2540 จำนวน 76 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 67136, 78820, 78821, 78822 และ 79672 ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอศาลลดอัตราดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้องเหลือในอัตราร้อยละ 4.5 ต่อปี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,084,795.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาเอ็มแอลอาร์บวกร้อยละ 2 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,000,000 บาท นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยตามประกาศดังกล่าวเป็นต้นไปนั้นต้องไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดของอาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดบ้านสุขปรีดาเรสซิเด้นท์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 6/2540 จำนวน 76 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 67136, 78820, 78821, 78822 และ 79672 ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 22,658.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตแต่การที่จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นเบี้ยปรับที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจลดลงหรือไม่ เห็นว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ ข้อ 2.1 จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) ซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี บวกด้วย 1.5 ต่อปี เมื่อบวกรวมแล้วเท่ากับอัตราร้อยละ 8 ต่อปี แม้สัญญาข้อ 2.2 จะระบุให้เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้สูงขึ้นได้โดยไม่ต้องแจ้งจำเลยที่ 1 ทราบ แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตามแต่สัญญาข้อ 8 ระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ไม่ว่างวดใดงวดหนึ่ง ให้โจทก์มีสิทธิเรียกคืนเงินกู้ทั้งหมดพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ครบถ้วน ข้อเท็จจริงได้ความตามรายละเอียดการชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานว่า นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงินมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งแต่ไม่มีครั้งใดที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดและจนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 โจทก์คงคิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 9 ต่อปี เท่านั้น ซึ่งก็ยังสูงกว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยในครั้งก่อนๆ การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามสัญญาข้อ 8 ซึ่งเป็นข้อสัญญาที่กำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีจำเลยที่ 1 ผิดนัดดอกเบี้ยที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นเป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับและใช้ดุลพินิจลดลงเมื่อสูงเกินส่วนจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 7,084,795.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ปรากฎตามคำฟ้องว่าหนี้กู้ยืมและค้ำประกันในส่วนที่เป็นต้นเงินโจทก์ขอมาเพียง 7,000,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยจำนวน 62,136.99 บาท ที่ปรากฏตามรายละเอียดการชำระหนี้เงินกู้ว่าค้างชำระอยู่จนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 นั้น โจทก์มิได้ขอมาด้วย นอกจากนี้เงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองจำนวน 22,658.32 บาท ศาลชั้นต้นก็พิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดเป็นอีกส่วนหนึ่งแยกต่างหากจากเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมและค้ำประกันไว้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นนำดอกเบี้ยจำนวน 62,136.99 บาท กับเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยจำนวน 22,658.32 บาท ดังกล่าวมารวมกับต้นเงิน 7,000,000 บาท แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 7,084,795.31 บาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ และมีผลให้จำเลยทั้งสามต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยซ้ำซ้อน ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)"

พิพากษาแก้เป็นว่า หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและค้ำประกันให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 7,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยสุมทรประกันชีวิต จำกัด
จำเลย — บริษัทวิเศษวงศ์กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 92/2553
#504350
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์หนีโดยมีรถยนต์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไล่ตามมาติด ๆ เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร และจำเลยที่ 2 ขว้างลูกระเบิดไปข้างหลังโดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดที่ขว้างไปดังกล่าวสามารถทำให้ผู้เสียหายและพวกซึ่งอยู่ในรถยนต์ที่ไล่ตามมาอาจถึงแก่ความตายได้หากลูกระเบิดเกิดระเบิดขึ้น จึงเป็นการขว้างโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายกับพวก แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่บรรลุผล เพราะลูกระเบิดที่ขว้างไม่เกิดระเบิดเนื่องจากยังไม่ได้ถอดสลักนิรภัยซึ่งอาจเป็นเพราะจำเลยที่ 2 รีบร้อนเกินไป เมื่อปรากฏผลการตรวจพิสูจน์ลูกระเบิดว่าอยู่ในสภาพใช้การได้ หากเกิดระเบิดขึ้นมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินให้เสียหายได้ในรัศมีฉกรรจ์ 10 เมตร จากจุดระเบิดการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 289 (2) ประกอบด้วยมาตรา 80

การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีลูกระเบิดสังหารไว้ในครอบครองแล้วใช้ลูกระเบิดสังหารดังกล่าวไปขว้างพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (2), 80 และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคสาม เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 289 (2), 371 ริบลูกระเบิดของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 55, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้จำคุกคนละ 10 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานให้ยก ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 และฐานใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด นอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 55 ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฯ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 25 ปี รวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 25 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้เถียงว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์มุ่งหน้ามาถึงด่านซึ่งร้อยตำรวจตรีอนุกร ผู้เสียหายกับพวกตั้งจุดสกัด แต่ไม่ยอมหยุดให้ตรวจโดยขับรถจักรยานยนต์หลบหนี ผู้เสียหายกับพวกขับรถยนต์สายตรวจติดตาม เมื่อตามไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขว้างลูกระเบิดสังหารออกมา 1 ลูก ส่วนจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนพกยิง 1 นัด ลูกระเบิดไม่ระเบิดและกระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด จำเลยทั้งสองกับพวกหลบหนีไปได้ หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจกู้ลูกระเบิดซึ่งยังไม่ถอดสลักนิรภัยเป็นของกลางแล้วนำของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่กองสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจเป็นลูกระเบิดขว้างสังหาร แบบเอ็มเค 2 ซึ่งทางราชการทหารและตำรวจเรียกว่าลูกระเบิดขว้างสังหาร แบบ 88 บ.2 ของกลางอยู่ในสภาพใช้การได้ เมื่อเกิดระเบิดขึ้นมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินให้เสียหายได้ในรัศมีฉกรรจ์ 10 เมตร จากจุดระเบิด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตได้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวนั้นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองก่อนว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า กระสุนปืนลูกซองที่ยิงออกไปในรัศมี 4 เมตร เป็นไปไม่ได้ที่ลูกกระสุนปืนเบอร์ 12 จะไม่กระจายไปถูกรถยนต์ของผู้เสียหายกับพวกที่ขับตามหลังมาในระยะห่างประมาณ 40 ถึง 50 เมตร หากจำเลยที่ 1 เจตนาฆ่าผู้เสียหายจริงย่อมทำได้ตั้งแต่ขณะขับรถตีคู่กันแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เพียงขว้างลูกระเบิดของกลางทิ้งลงข้างทาง มิใช่ขว้างไปด้านหลังตามที่ผู้เสียหายให้การ หากเจตนาฆ่าผู้เสียหายจริงจำเลยที่ 2 ต้องถอดสลักนิรภัยออก เป็นไปไม่ได้ที่จะหลงลืมนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถยึดอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 เป็นของกลาง จึงไม่แน่ชัดว่ากระสุนปืนดังกล่าวเป็นประเภทใด ซึ่งคงไม่ใช่กระสุนปืนลูกซองดังจำเลยที่ 1 อ้างเพราะมิเช่นนั้นเจ้าพนักงานตำรวจจะต้องตรวจพบชิ้นส่วนของปลอกกระสุนปืนที่จำเลยที่ 1 ยิงและการที่จำเลยที่ 1 ไม่ยิงรถยนต์ที่ผู้เสียหายนั่งขณะขับรถตีคู่กันมาก็หาเป็นพิรุธไม่ เพราะต้องขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะด้วย โดยโจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เอี้ยวตัวยิงมาทางรถยนต์ที่ผู้เสียหายกับพวกไล่ตามหลังมาในระยะห่างเกิน 15 เมตร ซึ่งจำเลยที่ 1 น่าจะเล็งเห็นผลได้ว่าหากกระสุนปืนเข้าไปในรถยนต์ที่ผู้เสียหายกับพวกนั่งอยู่ อาจทำให้ผู้เสียหายกับพวกเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ผู้เสียหายยังเบิกความเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ขว้างลูกระเบิดของกลางไปทางด้านหลังของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีรถยนต์ของผู้เสียหายกับพวกติดตามมาด้านหลังครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นยาเสพติด เห็นลูกระเบิดตกที่ถนนแล้วกลิ้งลงข้างทางห่างล้อหน้าซ้ายของรถยนต์ประมาณ 2 เมตร ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์หนีโดยมีรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจไล่ตามมาติด ๆ เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร การที่จำเลยที่ 2 ขว้างระเบิดออกไปน่าจะเพราะจำเลยทั้งสองกับพวกต้องการหลบหนีให้พ้นจากการติดตามของเจ้าพนักงานตำรวจ มิใช่เพียงต้องการขว้างลูกระเบิดทิ้งเพื่อพ้นผิด ทั้งคดีนี้จำเลยทั้งสองมีทนายความซักค้านพยานปากผู้เสียหายแต่ไม่สามารถซักค้านทำลายน้ำหนักคำเบิกความของผู้เสียหายได้ และผู้เสียหายคงเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยืนยันเช่นเดิมว่าจำเลยที่ 2 ขว้างลูกระเบิดออกไปทางด้านหลังซึ่งผู้เสียหายกับพวกนั่งรถยนต์ไล่ตามมา เมื่อจำเลยทั้งสองไม่นำพยานเข้าสืบหักล้างและยังให้การรับสารภาพในชั้นศาลว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่จริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ขว้างลูกระเบิดของกลางไปข้างหลังโดยเล็งเห็นว่าลูกระเบิดที่ขว้างไปดังกล่าวสามารถทำให้ผู้เสียหายและพวกซึ่งอยู่ในรถยนต์ที่ไล่ตามมาอาจถึงแก่ความตายได้หากลูกระเบิดเกิดระเบิดขึ้น จึงเป็นการขว้างโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายกับพวก แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่บรรลุผล เพราะลูกระเบิดที่ขว้างไม่เกิดระเบิดเนื่องจากยังไม่ได้ถอดสลักนิรภัยซึ่งอาจเป็นเพราะจำเลยที่ 2 รีบร้อนเกินไป เมื่อปรากฏจากผลการตรวจพิสูจน์ลูกระเบิดของกลางว่าอยู่ในสภาพใช้การได้ หากเกิดระเบิดขึ้นมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินให้เสียหายได้ในรัศมีฉกรรจ์ 10 เมตร จากจุดระเบิด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบด้วยมาตรา 80 ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาสุดท้ายที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันมีลูกระเบิดสังหารอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตได้เป็นคนละกรรมกับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน เครืองกระสุนหรือวัตถุระเบิด นอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 55 ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฯ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีลูกระเบิดสังหารไว้ในครอบครองแล้วใช้ลูกระเบิดสังหารดังกล่าวไปในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เทียบตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2540 ซึ่งวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 55 และ 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 25 ปี เพียงกรรมเดียว โดยไม่นำโทษจำคุกฐานมีระเบิดสังหารอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตได้มารวมด้วยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 90 ม. 289 (2)
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายศักดิ์ชัย เพชรกระจาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2553
#504348
เปิดฉบับเต็ม

การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความว่า ก่อนทำการฆ่าผู้กระทำผิดได้คิดวางแผนและไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำผิดไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วน และการไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำผิดซึ่งต้องดูการกระทำเป็นสำคัญเพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสาเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ก็เนื่องจากจำเลยต้องการให้ น. กลับไปอยู่กินกับจำเลยอีก เพราะก่อนหน้านี้จำเลยและบุตรกับ น. ก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่แต่ น. ปฏิเสธ ต่อมาหลังจากจำเลยพูดคุยกับผู้ตายนาน 3 ถึง 4 นาที ผู้ตายไล่ให้จำเลยออกไปจากบ้านที่เกิดเหตุ มิฉะนั้นจะเรียกเจ้าพนักงานตำรวจมาจัดการ คำพูดดังกล่าวของผู้ตายในลักษณะไล่จำเลยให้ออกไปจากบ้านนั้นย่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้จำเลยโกรธ ซึ่งเกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนและใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตาย 1 นัด ซึ่งหากจำเลยได้คิดวางแผนไตร่ตรองทบทวนมาก่อนว่าจะไปยิงผู้ตาย เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุและพบผู้ตายก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดคุยกับ น. เพื่อชักชวนให้ น. กลับไปอยู่กินกับจำเลยอีก และไม่จำเป็นที่จะต้องซักถามผู้ตายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับ น. น่าจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทันทีแต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 289, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นจำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 74 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 72 ทวิ) วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต ฐานพาอาวุธปืน เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเท่าโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกไปรวมได้อีก จึงให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานพาอาวุธปืนเป็นจำคุก 10 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังที่กล่าวในฟ้อง จำเลยพาอาวุธปืนพกมีเครื่องหมายทะเบียนของจำเลยเองไปในที่เกิดเหตุ และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายอุเทน ผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้แล้วว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความว่า ก่อนทำการฆ่าผู้กระทำผิดได้คิดวางแผนและไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิดไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วน และการไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำผิดซึ่งต้องดูการกระทำเป็นสำคัญเพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา แต่ทางนำสืบของโจทก์ โจทก์มีนางนิภา เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า พยานเคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย มีบุตรด้วยกัน 1 คน แต่ต่อมาได้จดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้วตามสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย จ.5 ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยไปที่บ้านผู้ตายซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุถามหาพยาน ผู้ตายเรียกพยานให้ออกไปพบจำเลย พยานออกไปพูดคุยกับจำเลยที่นอกบ้าน จำเลยขอน้ำดื่มผู้ตายเข้าไปในบ้านแล้วนำน้ำดื่มไปให้จำเลย ส่วนพยานเข้าไปในบ้าน จำเลยพูดคุยกับผู้ตาย จากนั้นพยานได้ยินเสียงจำเลยทะเลาะกับผู้ตาย จับใจความได้ว่า จำเลยถามผู้ตายว่า ผู้ตายรักพยานจริงหรือไม่ ผู้ตายตอบว่ารักจริง โดยจะพาพยานไปจดทะเบียนสมรสในเดือนตุลาคม และถกเถียงกันอีกแต่จับใจความไม่ได้นาน 3 ถึง 4 นาที พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และได้ยินเสียงผู้ตายร้องโอ๊ย พยานวิ่งไปดู และพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนที่จำเลยจะทะเลาะกับผู้ตาย จำเลยพูดขอให้พยานกลับไปอยู่กับจำเลยและบุตร แต่พยานปฏิเสธเนื่องจากหย่าขาดจากกันแล้ว พยานขออยู่กับผู้ตายและขณะที่จำเลยโต้เถียงกับผู้ตาย ได้ยินผู้ตายบอกให้จำเลยออกไปจากบ้านมิฉะนั้นจะเรียกเจ้าพนักงานตำรวจมาจัดการ พยานอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายมานานปีเศษระหว่างนั้นจำเลยไม่เคยทราบมาก่อนว่าพยานไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย หลังจากหย่ากันแล้วจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูบุตร จำเลยกับบุตรไปเยี่ยมพยานที่บ้านมารดาของพยานเป็นบางครั้ง บางครั้งพยานก็ไปเยี่ยมบุตรที่บ้านจำเลย ยังคงไปมาหาสู่กันอยู่ จำเลยเพิ่งไปหาพยานที่บ้านที่เกิดเหตุเป็นครั้งแรก ส่วนพันตำรวจตรีสีหนาท ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานเป็นผู้สอบปากคำนางนิภาและจำเลย โดยนางนิภาให้การไว้ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ปจ.1 ว่า เมื่อจำเลยไปที่บ้านผู้ตายนางนิภาถามจำเลยว่า "มาทำไม" จำเลยตอบว่า "มาดูว่าอยู่ที่นี้เหรอ" จำเลยถามว่า "อยู่กินกับอุเทนแล้วหรือ" นางนิภาตอบว่า "อยู่กันแล้ว" จำเลยหันไปถามผู้ตายว่า "รักมันจริงเหรอ" ผู้ตายตอบว่า "รัก รักจริงแน่นอน" จำเลยถาทว่า "จะจดทะเบียนหรือยัง" ผู้ตายตอบว่า "เนี่ยะว่าจะจดเหมือนกัน" จากนั้นจำเลยหยุดพูดไปสักพัก แล้วพูดขอน้ำดื่ม เมื่อผู้ตายนำน้ำดื่มไปให้จำเลย จำเลยถือแก้วน้ำไปที่หน้าบ้าน ผู้ตายเดินไปที่หน้าบ้านเช่นกัน ห่างจำเลยประมาณ 2 เมตร จำเลยใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายล้มลงนางนิภาวิ่งไปหาผู้ตาย จำเลยเล็งอาวุธปืนไปที่นางนิภาและยิง 1 นัดแต่กระสุนปืนไม่ถูกนางนิภา จำเลยยังเล็งอาวุธปืนไปที่นางนิภา นางนิภาเข้าไปแย่งอาวุธปืนกับจำเลย ปืนลั่นขึ้นอีก 1 นัด แต่ไม่ถูกผู้ใด นางนิภาแย่งอาวุธปืนไปได้แล้ววิ่งไปที่ถนนหน้าบ้านทิ้งอาวุธปืนพกออกไปที่นอกถนน จำเลยวิ่งไล่ตามไปชกต่อยนางนิภาจนกระทั่งมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปช่วยเหลือ ส่วนจำเลยให้การไว้ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ปจ.4 ว่า จำเลยไปที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อไปถามนางนิภาว่าจะกลับไปอยู่กินกับจำเลยอีกหรือไม่ เนื่องจากหลายวันก่อนนางนิภาไปที่บ้านบิดาของจำเลยและนางนิภารับปากกับจำเลยว่าจะกลับไปอยู่กินกับจำเลยอีก แต่นางนิภาพูดว่า "เลิกแล้วก็เลิกกันไป ไม่ต้องมาอยู่ด้วยกันอีก" และนางนิภากับผู้ตายไล่จำเลยให้ออกไปจากบ้านที่เกิดเหตุ จำเลยโกรธระงับอารมณ์ไม่อยู่จึงชักอาวุธปืนจากเอวยิงผู้ตาย 1 นัด นางนิภาเข้ามาแย่งอาวุธปืนจากมือจำเลย ปืนลั่นขึ้นอีก 2 นัด นางนิภาแย่งอาวุธปืนไปได้แล้วนำไปขว้างทิ้ง เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของนางนิภาและของจำเลยดังกล่าวซึ่งเป็นพยานแวดล้อมกรณีได้กระทำเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2542 วันเดียวกันกับวันที่เกิดเหตุนั้นเอง เชื่อได้ว่าต่างคนต่างให้การด้วยความเป็นจริงเนื่องจากยังไม่มีเวลาคิดบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เห็นเป็นอย่างอื่น โดยมีสาระสำคัญสอดคล้องกับคำเบิกความของนางนิภาในชั้นศาล เมื่อนำมาประกอบกับคำเบิกความของนางนิภาแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าสาเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ก็เนื่องจากจำเลยต้องการให้นางนิภากลับไปอยู่กินกับจำเลยอีก เพราะก่อนหน้านี้จำเลยและบุตรกับนางนิภาก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่แต่นางนิภาปฏิเสธ ต่อมาหลังจากจำเลยพูดคุยกับผู้ตายแล้วนาน 3 ถึง 4 นาที ผู้ตายพูดไล่ให้จำเลยออกไปจากบ้านที่เกิดเหตุ มิฉะนั้นจะเรียกเจ้าพนักงานตำรวจมาจัดการคำพูดดังกล่าวของผู้ตายในลักษณะไล่จำเลยให้ออกไปจากบ้านนั้นย่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้จำเลยโกรธ ซึ่งเกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน และใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตาย 1 นัด ซึ่งหากจำเลยได้คิดวางแผนไตร่ตรองทบทวนมาก่อนว่าจะไปยิงผู้ตาย เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุและพบผู้ตาย ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดคุยกับนางนิภาเพื่อชักชวนให้นางนิภากลับไปอยู่กินกับจำเลยอีก และไม่จำเป็นที่จะต้องซักถามผู้ตายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับนางนิภา น่าจะใช้อาวุธปืนนั้นยิงผู้ตายทันที แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ลำพังแต่เพียงเหตุผลที่ว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปด้วยจะสรุปว่าจำเลยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นหาได้ไม่ เพราะนางนิภาเองก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นางนิภาเคยเห็นจำเลยมีอาวุธปืนพกสั้นตั้งแต่เป็นภริยาของจำเลยแล้ว จำเลยมีอาชีพเป็นพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่ริม มีหน้าที่เก็บเงินค่าน้ำประปาจากผู้ใช้บริการ การพาอาวุธปืนติดตัวจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการป้องกันตัวและทรัพย์สิน โดยเฉพาะเงินค่าน้ำประปาซึ่งมิใช่เงินส่วนตัวของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาล นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นลดโทษให้เพียงหนึ่งในสาม ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรลดให้กึ่งหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืน ฯ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นจำคุก 10 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายธีระพล ชูฤทัย
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 69/2553
#497409
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว โจทก์และจำเลยเจรจาตกลงกันในส่วนค่าเสียหายว่า จำเลยยินยอมชดใช้เงินให้แก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท โดยจำเลยจะผ่อนชำระให้แก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 12 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา และภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดี แต่ได้นำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายไปเรียกเก็บเงินได้ทุกฉบับ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ยอมรับเอาเงื่อนไขตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาเป็นข้อตกลงกันระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยายแล้ว ส่วนที่โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกในลักษณะเดียวกันมีข้อความเพิ่มเติมจากที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ข้อตกลงให้มีผลผูกพันต่อคู่กรณีไปแม้ว่าจะมีผลของคำพิพากษาคดีนี้ออกมาเช่นไรคู่กรณีตกลงสละสิทธิที่จะเรียกร้องตามผลของคำพิพากษาดังกล่าว ...หากจำเลยผิดนัดตามข้อตกลง โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับในส่วนที่เสียผลประโยชน์ได้โดยชอบต่อไปตามคำพิพากษานั้น ก็เป็นเพียงการยืนยันเจตนาของโจทก์กับจำเลยให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการสละสิทธิเพียงชั่วคราว โจทก์ยังมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาได้นั้น ก็เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องผิดนัดตามข้อตกลงนั้นเสียก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์อ้างในคำขอออกหมายบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยตามหมายบังคับคดีดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 2,480,000 บาท และ 500,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยได้ทำข้อตกลงฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2546 ว่า โจทก์ยอมรับเงินชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยเพียง 1,000,000 บาท โดยจำเลยจะผ่อนชำระให้เดือนละ 20,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไป ชำระเป็นเช็คคราวละ 12 ฉบับ หากจำเลยผิดนัด โจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป ซึ่งศาลชั้นต้นได้สอบโจทก์จำเลยไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาในวันเดียวกัน แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาในวันที่ 12 ธันวาคม 2546 ได้พิพากษาตามสิทธิที่โจทก์ถูกละเมิด โดยไม่ได้นำข้อตกลงฉบับนี้มาพิจารณาด้วย จำเลยไม่อุทธรณ์ คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงได้ออกคำบังคับและหมายบังคับคดี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ถอนการบังคับคดี แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว คู่ความมีการตกลงเจรจากันและศาลชั้นต้นบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 ตุลาคม 2546 ว่า คู่ความแถลงร่วมกันว่าในส่วนของจำเลยร่วมซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยไม่สามารถตกลงยอดเงินจำนวน 500,000 บาท กันได้ จำเลยและทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่า ไม่ติดใจสืบพยานจำเลย แต่ในส่วนค่าเสียหายยินยอมชดใช้ให้แก่โจทก์จำนวนเงิน 1,000,000 บาท โดยจำเลยจะผ่อนชำระให้แก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท โดยในวันนี้ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจำนวน 12 ฉบับ ฉบับละ 20,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ ศาลสอบโจทก์และทนายโจทก์แล้วยืนยันว่าพอใจจำนวนเงิน 1,000,000 บาท ที่จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ นอกจากข้อตกลงที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาแล้ว โจทก์และจำเลยยังทำบันทึกข้อตกลงตามสำเนาคู่ฉบับที่จำเลยแนบท้ายอุทธรณ์ในลักษณะเดียวกันโดยมีข้อความเพิ่มเติมว่า ข้อตกลงให้มีผลผูกพันต่อคู่กรณีไปแม้ว่าจะมีผลของคำพิพากษาคดีนี้ออกมาเช่นไร คู่กรณีตกลงสละสิทธิที่จะเรียกร้องตามผลของคำพิพากษาดังกล่าว แต่ให้มีผลบังคับเฉพาะจำเลยร่วมเท่านั้น หากจำเลยผิดนัดตามข้อตกลง โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับในส่วนที่เสียผลประโยชน์ได้โดยชอบต่อไปตามคำพิพากษา เห็นว่า การที่โจทก์ยินยอมรับเช็คจากจำเลยดังกล่าว และภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีและนำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้ทุกฉบับ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า โจทก์ยอมรับเอาเงื่อนไขตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยายแล้ว ส่วนที่โจทก์จำเลยทำบันทึกเพิ่มเติมนั้น ก็เป็นเพียงการยืนยันเจตนาของโจทก์กับจำเลยให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ ที่โจทก์ฎีกาว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการสละสิทธิเพียงชั่วคราว โจทก์ยังมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ หากปรากฏว่าจำเลยผิดนัดตามข้อตกลงและอ้างว่าเช็คที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์ฉบับที่ 12 ถึงกำหนดชำระวันที่ 10 ตุลาคม 2547 จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินครั้งต่อไปให้แก่โจทก์วันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ จำเลยเพิกเฉยถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดนัด เมื่อโจทก์ยึดทรัพย์ของจำเลยในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2547 โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีจำเลยได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 อ้างว่า จำเลยผิดนัดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงแต่อย่างใด เพราะวันที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามข้อตกลงได้แก่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 เมื่อจำเลยยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ตามที่โจทก์อ้างในคำขอออกหมายบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยตามหมายบังคับคดีดังกล่าวจึงไม่ชอบ ต้องเพิกถอนหมายบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีดังกล่าว...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแคทรียา กองวาจา
จำเลย — นางอำนวย วัชรโยธิน
จำเลยร่วม — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางยุคิน เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงษ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2553
#507900
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอที่ให้ศาลมีคำสั่งว่า จ. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้องจะมีคำขอมาด้วยกันเป็นการล่วงหน้าเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ได้ด้วยตนเองไม่ได้ เนื่องจากคำร้องขอของผู้ร้องเป็นแต่เพียงการขอล่วงหน้าโดยยังไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ตามที่ขอเกิดขึ้นจริง จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้ศาลนำมาพิจารณาวินิจฉัยเพื่อใช้ดุลพินิจได้ ศาลจึงมีคำสั่งยกคำขอส่วนนี้ของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจินตนา ซึ่งป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก ไม่สามารถจัดการงานด้วยตนเองได้ ขอให้สั่งว่านางจินตนาเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการ หรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าหกเดือน หรืออสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าสามปี หรือทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ หรือในสังหาริมทรัพย์อันมีค่า เสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ และประนีประนอมยอมความแทนคนเสมือนไร้ความสามารถได้

ศาลประกาศวันนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า นางจินตนา เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวนันทวรรณผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอของผู้ร้องที่ขอให้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนางจินตนา คนเสมือนไร้ความสามารถจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะคำขอของผู้ร้องที่ให้นางจินตนาเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง โดยไม่ได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีอำนาจกระทำการแทนอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้ร้องขอ เช่นนี้พอที่จะอนุโลมถือได้ว่า ศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอให้ข้อนี้ของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องก็ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องแล้ว ปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยจึงมีตามที่ผู้ร้องฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอโดยไม่อนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนางจินตนาคนเสมือนไร้ความสามารถนั้นชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่ง่ให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ มีความหมายว่า จะต้องมีกรณีใดกรณีหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว และปรากฏข้อเท็จจริงว่าคนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถกระทำการนั้นๆ ในสถานการณ์หรือเวลาในขณะนั้นได้ด้วยตนเองเพราะเหตุมีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ กรณีใดกรณีหนึ่งนั้นจะต้องมีรายละเอียดข้อเท็จจริงพอที่จะทำให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจฉัยพิจารณาวินิจฉัยว่า สมควรจะอนุญาตให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถหรือไม่เมื่อตามคำร้องและคำขอของผู้ร้องเป็นแต่เพียงการขอล่วงหน้าโดยยังไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ตามที่ขอเกิดขึ้นจริง จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้ศาลนำมาพิจารณาวินิจฉัยเพื่อใช้ดุลพินิจได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำขอของผู้ร้องในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 34
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวนันทวรรณ ศุภรสิงห์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 63/2553
#501618
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๓/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๒ นางพรนิภา อัมระรงค์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ กรมบังคับคดี ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๕/๒๕๕๒ ความว่า ผู้ฟ้องคดีประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๙ ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมบ้านไม้ ๒ ชั้น ไม่ปรากฏเลขทะเบียน จำนวน ๑ หลัง และอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว ไม่ปรากฏเลขทะเบียน จำนวน ๑ หลัง ในราคา ๔๖๐,๐๐๐ บาท จากการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน เรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๘ ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน คดีหมายเลขแดงที่ ๓๓/๒๕๔๓ ระหว่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายราชินทร์ จันทร์สิงหกุล หรือราเชน จันทรสิงหชาญ จำเลย ผู้ฟ้องคดีได้เสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จำนวน ๑๑,๔๑๕ บาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำนวน ๑๔,๒๖๑ บาท ให้แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว ต่อมาได้มีการตรวจสอบพบว่าบ้านไม้ ๒ ชั้น ไม่ได้อยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๙ และศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ซึ่งสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้คืนเงิน จำนวน ๔๖๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ขอรับค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จำนวน ๑๑,๔๑๕ บาท คืนจากสำนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่คืนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ ในขณะเดียวกันผู้ฟ้องคดีก็ได้มีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านทั้งสองหลังเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ พิจารณายกคำร้องของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้สำนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอนคืนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จำนวน ๑๑,๔๑๕ บาท รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชดใช้เงินค่าซ่อมแซมบ้าน จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า การเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นไปตามคำสั่งของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน มิได้เกิดจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายและเงินค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๑๐๓ ซึ่งได้เรียกเก็บโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้ต่อมาศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ทั้งไม่มีกฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะคืนเงินค่าธรรมเนียมที่ได้เก็บจากราษฎรโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ จึงไม่มีหน้าที่คืนเงินค่าธรรมเนียม จำนวน ๑๑,๔๑๕ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเพียงผู้พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ซึ่งได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ในส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล และได้กระทำการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ส่วนความเสียหายของผู้ฟ้องคดีสามารถฟ้องเรียกร้องเอากับโจทก์ หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งของศาลยุติธรรม ที่แถลงนำยึดทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยผิดพลาดได้ ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลเหตุคดีนี้อยู่ในขั้นตอนการยึดทรัพย์ในคดีแพ่งตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอันเป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ความเห็นระหว่างศาล

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องรวม ๒ ข้อหา ดังนี้

ข้อหาที่หนึ่ง ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีขอคืนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและ

นิติกรรมซึ่งศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่คืนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองและมีคำขอให้คืนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จำนวน ๑๑,๔๑๕ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นข้าราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๐๓ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ต่อมาศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงจดแจ้งรายการเพิกถอนการจดทะเบียนตามคำสั่งศาล แต่ไม่คืนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในข้อหาที่หนึ่ง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ข้อหาที่สอง ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นผลให้ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ซ่อมแซมบ้านที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชดใช้เงินค่าซ่อมแซมบ้าน จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นกรมในสังกัดกระทรวงยุติธรรม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อคำฟ้องในข้อหานี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำละเมิดในการดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่เจ้าพนักงานบังคับคดีสังกัดให้รับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อความเสียหายในคดีนี้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดี คำฟ้องในข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลความแห่งคดีเกิดจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นขั้นตอนของการบังคับคดีภายหลังจากศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของคู่ความในทางแพ่งแล้ว อันเป็นขั้นตอนและกระบวนการทางแพ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยแก่ประชาชน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก็เป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากการบังคับคดีทางแพ่งที่ดำเนินการก่อนศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ดังนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาทอันสืบเนื่องมาจากกระบวนวิธีบังคับคดีในทางแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ เนื่องจากได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๙ ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมบ้านไม้ ๒ ชั้น ไม่ปรากฏเลขทะเบียน จำนวน ๑ หลัง และอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว ไม่ปรากฏเลขทะเบียน จำนวน ๑ หลัง ในราคา ๔๖๐,๐๐๐ บาท จากการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ฟ้องคดีได้เสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน ๑๑,๔๑๕ บาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำนวน ๑๔,๒๖๑ บาท ให้แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว ต่อมาศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว สำนักงานบังคับคดีจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้คืนเงินค่าประมูลจำนวน ๔๖๐,๐๐๐ บาท แล้ว แต่ไม่คืนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ผู้ฟ้องคดี อีกทั้งผู้ฟ้องคดีได้ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านไม้ ๒ ชั้น ดังกล่าว เป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้สำนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอนคืนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จำนวน ๑๑,๔๑๕ บาท รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชดใช้เงินค่าซ่อมแซมบ้าน จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น เห็นว่า มูลความแห่งคดีเกิดจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นขั้นตอนของการบังคับคดีภายหลังจากศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของคู่ความในทางแพ่งแล้ว การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก็เป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องจากการบังคับคดีทางแพ่งที่ดำเนินการก่อนศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ดังนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาทอันสืบเนื่องมาจากการบังคับคดีในทางแพ่งของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางพรนิภา อัมระรงค์ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ กรมบังคับคดี ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางพรนิภา อัมระรงค์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ 1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2553
#504609
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๒/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดตาก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตากโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๑ นายแบน วงษ์กาวิน ที่ ๑ กับพวกรวม ๓๑ คน โจทก์ ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นางศิรินันท์ ศรีสุโข ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดตาก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๒/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อประมาณต้นปี ๒๕๔๘ กำนันตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก แจ้งให้โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดและราษฎรในพื้นที่ทั้งหมดทราบว่า รัฐบาลมีนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ด้วยการให้ราษฎรนำเอกสารสิทธิต่าง ๆ หรือสิทธิอื่นมาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ ต่อมาทางอำเภอบ้านตากและทางจังหวัดตากประกาศให้ราษฎรนำเอกสารสิทธิเข้าร่วมโครงการ ผู้ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินของตนให้เร่งดำเนินการออกเอกสารสิทธิโดยเร็ว จำเลยที่ ๒ ดำเนินการรังวัดแนวเขตที่ดินของราษฎรในตำบลตากตกโดยขั้นต้นประกาศว่าจะรังวัดแนวเขตเฉพาะที่ดินที่มีเอกสารสิทธิคือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เท่านั้น แต่เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ได้รังวัดที่ดินพื้นที่ป่าชุมชนของตำบลตากตก อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งโจทก์ทั้งหมดและราษฎรหลายหมู่บ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกันมาหลายปีและองค์การบริหารส่วนตำบลตากตกได้มีประกาศชัดเจนแล้วว่าเป็นป่าชุมชน ไปออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๑๙๗, ๑๘๑๙๘, ๑๘๒๐๐, ๑๘๒๐๑, ๑๘๒๐๓, ๑๘๒๐๔, ๑๘๒๐๕, ๑๘๖๘๗, ๑๘๖๘๘ ตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ให้แก่ผู้มีชื่อซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดและราษฎรทั้งหมดเสียหายจากการไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดซึ่งมีสิทธิและหน้าที่รักษาสมบัติของชาติและรักษาป่าซึ่งเป็นต้นน้ำลำธารและรักษาสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดและราษฎรในพื้นที่ทั้งหมดเคยรวมตัวกันเข้าร้องเรียนต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตากตก นายอำเภอบ้านตาก และผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และจำเลยทั้งสองแล้ว แต่ไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดและราษฎรทั้งหมด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันเพิกถอนโฉนดทั้งเก้าฉบับดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตากพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คำฟ้องและคำให้การจะปรากฏว่า โต้แย้งกันเกี่ยวกับการดำเนินการออกโฉนดที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่กรณีจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทนี้เป็นของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินตามที่จำเลยทั้งสองอ้างหรือไม่ ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่คู่ความโต้แย้งกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินซึ่งได้ทำประโยชน์อยู่ก่อน หรือเป็นที่ดินป่าชุมชนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลจึงจะสามารถพิจารณาคำขอของโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดได้ ซึ่งการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ทรัพย์สิน มาตรา ๑๒๙๘ และมาตรา ๑๓๐๔ ประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นที่บัญญัติในเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ซึ่งในคดีนี้การออกโฉนดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๒ เป็นการออกให้โดยวิธีการเดินสำรวจรังวัดทำแผนที่ ตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การออกโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามประมวลกฎหมายที่ดินที่มีผลกระทบ ต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเมื่อโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดคนฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้ดำเนินการรังวัดแนวเขตที่ดินของราษฎรในตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก เพื่อออกเอกสารสิทธิตามนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาล แต่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการรังวัดที่ดินในพื้นที่ป่าชุมชนของตำบลตากตกอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเนื้อที่ประมาณ ๔๐๐ ไร่ ที่โจทก์ทั้งหมดและราษฎรหลายหมู่บ้านเข้าใช้ประโยชน์ร่วมกันมาหลายปีและองค์การบริหารส่วนตำบลตากตกได้ประกาศเป็นป่าชุมชนแล้ว ไปออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๑๑๙๗, ๑๘๑๑๙๘, ๑๘๒๐๐, ๑๘๒๐๑, ๑๘๒๐๓, ๑๘๒๐๔, ๑๘๒๐๕, ๑๘๖๘๗ และ ๑๘๖๘๘ ให้แก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกล่าวอ้างว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่ป่าชุมชนที่ราษฎรตำบลตากตกใช้ประโยชน์ร่วมกัน อันเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ ๑๔ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เมื่อโจทก์ ทั้งสามสิบเอ็ดคนได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำดังกล่าว และมีคำขอให้ศาลบังคับจำเลย ทั้งสองร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนคดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินหรือเป็นป่าชุมชนที่องค์การบริหารส่วนตำบลตากตกได้ประกาศ หวงห้ามไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันของราษฎรทั่วไปหรือไม่ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออกโฉนดที่ดินอันเป็นคำสั่งทางปกครองเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น และประเด็นปัญหาอื่นที่จะต้องพิจารณาว่าการออกโฉนดที่ดินเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง นอกจากนั้น ป่าชุมชนที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมิได้เป็นกรรมสิทธิ์หรือเป็นสิทธิครอบครองของผู้หนึ่งผู้ใด หากแต่ประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติรับรองถึงความมีอยู่และสถานะของที่ป่าชุมชนดังกล่าวไว้ และมีกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองต่าง ๆ ในการดูแลรักษาคุ้มครองป้องกันและใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะ มิให้ผู้ใดมารุกรานทำลายหรือยึดครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ประเด็นพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันมีลักษณะต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอรังวัดหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิใช่การโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด นอกจากนี้แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน และนอกจากนั้นมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดได้บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลยุติธรรมที่จะสั่งเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทั้งหมดหรือบางส่วนเหมือนดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และเมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบกับมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ดำเนินการรังวัดแนวเขตที่ดินที่เป็นพื้นที่ป่าชุมชน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วนำไปออกโฉนดที่ดินจำนวน ๙ แปลงให้แก่ผู้มีชื่อ ทำให้โจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดและราษฎรบริเวณใกล้เคียงไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ ขอให้เพิกถอนโฉนดดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของผู้มีชื่อซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายแบน วงษ์กาวิน ที่ ๑ กับพวกรวม ๓๑ คน โจทก์ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นางศิรินันท์ ศรีสุโข ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแบน วงษ์กาวิน ที่ 1 กับพวกรวม 31 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2553
#501997
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๑/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลอาญากรุงเทพใต้

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ นายราชันญ์ เทศเพราะผล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และ พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ ๑ คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ สำหรับเรือนจำบางขวาง ที่ ๒ คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๙ สำหรับเรือนจำบางขวาง ที่ ๓ คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ สำหรับเรือนจำบางขวาง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๙๓/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นนักโทษเด็ดขาดชายถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวางในคดีของศาลอาญากรุงเทพใต้ หมายเลขแดงที่ ๔๐๑๗/๒๕๔๒ ซึ่งศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย (ผู้ฟ้องคดี) ตลอดชีวิต จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีได้รับหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามลำดับ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ไปยังหัวหน้าฝ่ายควบคุมแดน ๖ เพื่อขอทราบว่า หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ผู้ฟ้องคดีเหลือวันต้องโทษเท่าใด ซึ่งได้รับคำตอบเป็นหนังสือว่า คงเหลือเป็นเวลา ๓๖ ปี ๕ เดือน ๑๕ วัน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การคำนวณวันต้องโทษผิดพลาด เพราะที่ถูกต้องแล้วผู้ฟ้องคดีจะเหลือวันต้องโทษอีกเพียง ๒๑ ปี ๔ เดือน ขอให้ศาลพิพากษาให้เปลี่ยนวันต้องโทษของผู้ฟ้องคดีให้ถูกต้องตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งและให้ผู้ฟ้องคดีเหลือวันต้องโทษเป็นเวลาเพียง ๒๑ ปี ๔ เดือน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า กระทำการตามอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติไว้โดยชอบทุกประการ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าโทษจำคุกของผู้ฟ้องคดีเหลืออยู่เพียง ๒๑ ปี ๔ เดือน เป็นการเข้าใจผิดคลาดเคลื่อน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากเป็นกรณีโต้เถียงกันในเรื่องการตีความคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้เกี่ยวกับการลงโทษว่า โทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถูกต้องแล้วคิดกันแบบวิธีใด และคงเหลือโทษจำคุกที่ถูกต้องแล้วเป็นเท่าใด ซึ่งมาตรา ๑๙๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า "เมื่อเกิดสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าบุคคลใดที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องต่อศาล ซึ่งพิพากษาหรือสั่ง ให้ศาลนั้นอธิบายให้แจ่มแจ้ง"

ผู้ฟ้องคดีทำคำชี้แจงเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าคณะกรรมการ เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ คำนวณโทษผู้ฟ้องคดีไม่ถูกต้องตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด โดยไม่มีเจตนาให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับโทษตามกฎหมายอาญา จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีเป็นนักโทษเด็ดขาด ซึ่งคดีเด็ดขาดจากศาลยุติธรรมแล้วจึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องส่งคดีไปศาลยุติธรรม และหากผู้ฟ้องคดีจะกระทำต้องกระทำตั้งแต่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และหากสงสัยในคำพิพากษาก็ควรกระทำก่อนที่จะวินิจฉัยโทษของผู้ฟ้องคดี เพราะหมายจำคุกถึงที่สุดนั้นออกโดยศาล ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องสงสัยคำพิพากษาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควรหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และมาตรา ๑๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๙ กำหนดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ ผู้พิพากษาศาลแห่งท้องที่หรือตุลาการศาลทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน และพนักงานอัยการแห่งท้องที่หรืออัยการทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน รวมเป็นสามคนเป็นคณะกรรมการ มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ และส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้เสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ... และวรรคท้าย กำหนดว่าในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติของคณะกรรมการซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและส่งรายชื่อผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นกรรมการ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด และมาตร ๑๔ วรรคหนึ่งและวรรคท้าย แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติไว้ใจความเดียวกัน เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคณะกรรมการตามความในมาตรา ๑๓ วรรคท้าย แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และความในมาตรา ๑๔ วรรคท้าย แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติของคณะกรรมการซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและส่งรายชื่อผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นคณะกรรมการตามมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อให้ศาลแห่งท้องที่เพื่อพิจารณาออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ ของผู้ฟ้องคดีผิดพลาด ขอให้ศาลพิพากษาให้เปลี่ยนวันต้องโทษของผู้ฟ้องคดีให้ถูกต้องตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ และให้เหลือวันต้องโทษ ๒๑ ปี ๔ เดือน กรณีไม่ใช่ผู้ฟ้องคดีเกิดสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ตามความในมาตรา ๑๙๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยที่การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ในการพิจารณาตรวจสอบรวมทั้งวินิจฉัยชี้ขาดการลดโทษ เป็นการใช้อำนาจตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นการกระทำทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลอาญากรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือไม่ มิได้พิจารณาเพียงว่า บุคคลที่ถูกฟ้องร้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เพียงฉบับเดียวเท่านั้น ต้องพิจารณากฎหมายฉบับอื่นประกอบด้วย สำหรับคดีนี้ เมื่อพิจารณาพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ แล้วพบว่า พระราชกฤษฎีกาทั้งสามฉบับกำหนดหลักเกณฑ์ในการได้รับการพระราชทานอภัยโทษและคณะบุคคลที่จะมาพิจารณาในการให้พระราชทานอภัยโทษเท่านั้น มิได้บัญญัติถึงวิธีการปฏิบัติราชการทางปกครองไว้โดยเฉพาะ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่บัญญัติว่า "วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่างๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีกฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้" การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษจึงต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัตินี้ และในมาตรา ๔ บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่... (๔) การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์... (๘) การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา..." ซึ่งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้น เริ่มตั้งแต่การแจ้งความร้องทุกข์ การสืบสวนสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลและเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว เป็นขั้นตอนการรับโทษอยู่ในอำนาจหน้าที่ของราชทัณฑ์ การลดโทษต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งสิ้น ตามบทบัญญัติดังกล่าว มุ่งประสงค์จะให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคำพิพากษาของศาลยุติธรรมได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดจากศาลยุติธรรมโดยตรง ดังนั้น การที่คณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษมีคำวินิจฉัยและคำสั่งเกี่ยวกับการลดโทษให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือจำเลยที่ ๒ ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษซึ่งเป็นการปฏิบัติในกรอบของกฎหมาย ข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นมิได้เกิดเพราะเหตุที่คณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษใช้อำนาจหรือออกคำสั่งอันไม่ชอบ แต่เกิดขึ้นจากคณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษตีความคำพิพากษาของศาลฎีกาที่บังคับแก่จำเลย และตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๓) ว่า แม้ศาลฎีกาจะลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วโทษฐานอื่นก็คงมีอยู่ การลดโทษจึงต้องพิจารณาในแต่ละฐานความผิด มิใช่นำเฉพาะโทษจำคุกตลอดชีวิตมาเป็นฐานในการคำนวณการลดโทษดั่งที่ผู้ฟ้องคดีหรือจำเลยที่ ๒ กล่าวอ้าง กรณีดังกล่าว คงมีปัญหาเพียงว่า กำหนดโทษของผู้ฟ้องคดีหรือจำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษามีระยะเวลาเท่าใด โทษอื่นนอกจากโทษจำคุกตลอดชีวิตยังคงมีอยู่และถูกบังคับตามคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งมาตรา ๑๙๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า "เมื่อเกิดความสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าบุคคลใดที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องต่อศาลซึ่งพิพากษาหรือสั่ง ให้ศาลอธิบายให้แจ่มแจ้ง" อีกทั้งตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสามฉบับล้วนให้บทนิยามศัพท์ของคำ "กำหนดโทษ" ว่า กำหนดโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและกำหนดไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด แสดงให้เห็นว่า การกำหนดโทษของผู้ฟ้องคดีหรือจำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาเป็นสิ่งสำคัญในการลดโทษให้แก่ผู้ต้องโทษที่จะได้รับประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ หากมีการกำหนดโทษผิด หรือนับโทษไม่ถูกต้องย่อมทำให้การลดโทษไม่ถูกต้องตามไปด้วย การกระทำหรือคำสั่งของคณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษจึงเป็นการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา นอกจากนี้ พระราชกฤษฎีกาทั้งสามฉบับยังได้ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญและอำนาจตามมาตรา ๒๖๑ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับโทษอันสืบเนื่องมาจากคำพิพากษาของศาล ดังนั้น อำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับกรณีนี้จึงต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ ของผู้ฟ้องคดีผิดพลาด ขอให้ศาลพิพากษาให้เปลี่ยนวันต้องโทษของผู้ฟ้องคดีให้ถูกต้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า กระทำการตามอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ พ.ศ. ๒๕๔๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๑ บัญญัติว่า "เมื่อเกิดความสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าบุคคลใดที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องต่อศาลซึ่งพิพากษาหรือสั่ง ให้ศาลอธิบายให้แจ่มแจ้ง" การที่ผู้ฟ้องคดีมีความสงสัยในการคำนวณระยะเวลาอภัยโทษ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีเกิดความสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งตนมีประโยชน์เกี่ยวข้องอยู่ ผู้ฟ้องคดีก็ชอบที่จะร้องต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๑ เท่านั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายราชันญ์ เทศเพราะผล ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และ พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ ๑ คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗ สำหรับเรือนจำบางขวาง ที่ ๒ คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๙ สำหรับเรือนจำบางขวาง ที่ ๓ คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ สำหรับเรือนจำบางขวาง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายราชันญ์ เทศเพราะผล
ผู้ถูกฟ้องคดี — คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติ
ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ
พ.ศ.2549 ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ