คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2553
#504639
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่โจทก์ทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ศาลมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1) แต่บทบัญญัติมาตรา 132 (1) นี้มิได้บังคับเด็ดขาดว่า ศาลต้องจำหน่ายคดีทุกกรณี แต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายคดีแล้วกำหนดเวลาให้โจทก์นำเงินมาเสียค่าขึ้นศาลใหม่ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณสถานีคลองลึก เพื่อปลูกสร้างอาคารชั่วคราวให้ประชาชนเช่าช่วงประกอบการค้า การรถไฟแห่งประเทศไทยตกลงจะให้โจทก์เช่าที่ดินและอาคารมีกำหนด 3 ปี ก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดิน จำเลยได้บุกรุกเข้ามาปลูกสร้างโรงเรือนเป็นอาคารชั้นเดียวลงบนที่ดินที่โจทก์เช่า โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนดังกล่าวออกไปแต่จำเลยเพิกเฉยอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหายต้องขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินที่เช่าในพื้นที่ที่จำเลยบุกรุก ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารหรือโรงเรือน 1 หลัง ออกไปจากที่ดินที่โจทก์เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ห้ามมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารหรือโรงเรือนนั้นออกไป และส่งมอบที่ดินแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาก่อนยื่นคำให้การ นายธงชัย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยและจำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย และโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความเพราะฟ้องเกิน 1 ปี ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้อื่นมีสิทธิครอบครอง แล้วโอนต่อกันมาจนเป็นของจำเลยร่วม โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์ก่อสร้างกำแพงทึบปิดกั้นที่ดินพิพาทไม่มีทางออก ไม่สามารถทำการค้าได้ ได้แต่ใช้อยู่อาศัยซึ่งอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมรื้อถอนอาคาร 1 หลัง ออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยกับจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 สิงหาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับจำเลยร่วมจะรื้อถอนอาคารออกไปและส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 4,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ โจทก์ร่วมไม่แก้อุทธรร์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมเฉพาะในข้อที่ 3 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเพราะไม่นำเงินค่าขึ้นศาลมาเสียให้ครบภายในกำหนดเวลาที่ศาลมีคำสั่งนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีที่โจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ศาลมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) นี้มิได้บังคับเด็ดขาดว่า ศาลต้องจำหน่ายคดีทุกกรณีแต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายคดีแล้วกำหนดเวลาให้โจทก์นำเงินมาเสียค่าขึ้นศาลใหม่ จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 (1) ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเด้นเกต พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด
โจทก์ร่วม — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — นางสมใจ ลำบัวลอย
จำเลยร่วม — นายธงชัย ฝอยทอง
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 408/2553
#497454
เปิดฉบับเต็ม

คดีผู้บริโภคจะขึ้นมาสู่ศาลฎีกาได้เฉพาะแต่กรณีที่คู่ความยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคหรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภค พร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลชั้นต้นเพื่อส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา และศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาแล้วเท่านั้น ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 46, 49, 51, 52 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ข้อ 40 ดังนั้นจึงไม่อาจอาศัยบทบัญญัติในมาตรา 7 นำบทบัญญัติในเรื่องการอนุญาตให้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ มาอนุโลมใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภคได้ เพราะขัดเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับ นับถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 850,759.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 630,275.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และชำระค่าเบี้ยประกันภัย 1,352.82 บาท ทุก 3 ปี ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 850,759.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 630,275.19 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 36526 อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาในปัญหาเรื่องดอกเบี้ย โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 46 กำหนดเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีผู้บริโภคว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคหรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภคภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ประกอบกับมาตรา 49 วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 52 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคและศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภคให้เป็นที่สุด" เว้นแต่กรณีที่คู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาท หรือในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือเป็นปัญหาสำคัญอื่นตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ข้อ 40 เท่านั้น ดังนั้น คดีผู้บริโภคจะขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคได้ก็แต่เฉพาะกรณีที่คู่ความยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคหรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภค พร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลชั้นต้นเพื่อส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา และศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาแล้วเท่านั้น แม้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 จะบัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" ก็ตาม แต่การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีผู้บริโภคต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้เป็นพิเศษแล้ว แต่การอนุญาตให้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ใช้บังคับแก่คดีแพ่งสามัญทั่วไป แตกต่างจากเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ดังกล่าว จึงไม่สามารถนำมาปรับใช้ในคดีผู้บริโภคซึ่งได้บัญญัติถึงวิธีพิจารณาไว้เป็นพิเศษแล้วได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 46 ม. 49 ม. 51 ม. 52
ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — จ่าสิบตำรวจ วิบูลย์ โต๊ะสู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายสมพงษ์ จิวะวิทูรกิจ
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 395/2553
#504633
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามไปดักซุ่มตรวจค้นโดยเรียกผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่ผ่านมาให้หยุดรถ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่หยุดรถจักรยานยนต์ให้ตรวจค้น จำเลยทั้งสามก็ตามไปทำร้ายและข่มขู่อ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจตรวจค้นกระเป๋าสตางค์เอาเงินของผู้เสียหายทั้งสองไป แม้จำเลยที่ 3 จะนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ไม่ได้ลงไปร่วมทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองและเอาเงินไปด้วย แต่จำเลยที่ 3 ก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุในลักษณะคอยคุมเชิงและคอยช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ปฏิบัติการปล้นทรัพย์อยู่ แสดงว่ามีเจตนาร่วมกันที่จะดักตรวจค้นปล้นเอาเงินของผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาตั้งแต่ต้น และได้ร่วมปล้นทรัพย์ด้วยกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำครบ 3 คน ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์

ความผิดฐานชิงทรัพย์ซึ่งนำไปสู่ความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เมื่อมีการใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว แม้จะไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจก็เข้าองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 33, 83 ริบไม้ท่อนของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 280 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูกไม่ปรับบท มาตรา 83) จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามมีกำหนดคนละ 9 ปี ริบไม้ท่อนของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 280 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสาม พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ 1 คัน ไม้ท่อนจำนวน 1 ท่อน และเงินจำนวน 220 บาท เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ...พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้มั่นคงโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จริง ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบว่ารถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 3 ถูกคนร้ายลักไปจำเลยทั้งสามจึงชวนกันไปติดตามหารถจักรยานยนต์ที่หายไป จำเลยทั้งสามเห็นรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายทั้งสองขับมามีลักษณะคล้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 3 ที่หายไป จึงเรียกให้ผู้เสียหายทั้งสองหยุดรถจักรยานยนต์ แต่ผู้เสียหายทั้งสองไม่หยุดทั้งยังด่าให้ของลับแก่จำเลยทั้งสาม ทำให้จำเลยทั้งสามโกรธ จึงขับรถจักรยานยนต์ตามไป จำเลยที่ 1 ลงไปถามถึงเหตุผลที่ด่า ผู้เสียหายพูดว่ามึงจะทำไม จำเลยที่ 1 โกรธจึงเตะผู้เสียหายที่นั่งซ้อนท้ายไป 2 ครั้ง ผู้เสียหายทั้งสองถีบจำเลยที่ 1 ล้มลง จำเลยที่ 2 จึงเข้าไปช่วย พอดีจ่าสิบตำรวจณรงค์กับนายนภดลขับรถจักรยานยนต์มายังที่เกิดเหตุและยิงปืนขึ้นฟ้าและบอกให้จำเลยทั้งสามกลับไปจำเลยทั้งสามจึงไปที่ร้านค้าโต๊ะสนุกเกอร์เจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยทั้งสามไปสถานีตำรวจโดยยังไม่แจ้งข้อหา วันรุ่งขึ้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยทั้งสามว่าปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อในบันทึกการจับกุมโดยไม่ได้อ่านข้อความ จำเลยทั้งสามไม่ได้ร่วมกันปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น เห็นว่า รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 3 ถูกคนร้ายลักไปตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2544 ก่อนเกิดเหตุนานถึง 21 วัน คนร้ายน่าจะนำรถจักรยานยนต์ออกไปขายหรือใช้นอกพื้นที่แล้วไม่น่าจะนำมาใช้ในท้องที่แถวหมู่บ้านที่ลักรถจักรยานยนต์ไป จึงไม่สมเหตุสมผลที่จำเลยทั้งสามจะไปดักซุ่มดูรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักไป ทั้งเป็นเวลาในยามวิกาลดึกดื่นเช่นนั้นอีกด้วย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามน่าจะเป็นการร่วมกันดักตรวจค้นผู้ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาโดยอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วถืออำนาจเอาเงินในกระเป๋าสตางค์ไป เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่หยุดรถจักรยานยนต์ให้ตรวจค้น จึงติดตามไปทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองและข่มขู่อ้างตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจทำการตรวจค้นกระเป๋าสตางค์และเอาเงินในกระเป๋าสตางค์ไป ที่ไม่เอาทรัพย์สินอื่นไปด้วยเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าใจว่าเป็นตำรวจจริง ไม่ใช่คนร้าย และจะได้ไม่ไปแจ้งความนั้นเองพยานหลักฐานจำเลยทั้งสามจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายทั้งสอง โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น เห็นว่า พฤติการณ์จำเลยทั้งสามที่ไปดักซุ่มตรวจค้นด้วยกัน ตามไปทำร้ายและเอาเงินของผู้เสียหายทั้งสองด้วยกัน แม้จำเลยที่ 3 จะนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ไม่ได้ลงไปร่วมทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองและเอาเงินไปด้วย แต่จำเลยที่ 3 ก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุในลักษณะคอยคุมเชิงและคอยช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ปฏิบัติการปล้นทรัพย์อยู่นั้นเอง ตามพฤติการณ์แสดงว่ามีเจตนาร่วมกันที่จะดักตรวจค้นปล้นเอาเงินของผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาตั้งแต่ต้นและได้ร่วมปล้นทรัพย์ด้วยกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามชี้ชัดว่าร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำครบ 3 คน ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า บาดแผลของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงอันตรายแก่กายและจิตใจ จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ตามลำดับนั้น เห็นว่า ความผิดฐานชิงทรัพย์ซึ่งนำไปสู่ความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เมื่อมีการใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว แม้จะไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจก็เข้าองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ และเมื่อร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องแล้ว ส่วนที่ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 สถานเบานั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว และที่ลดโทษจำคุกที่จะลงให้หนึ่งในสี่ก็เหมาะสมแก่พฤติการร์แห่งคดีแล้ว เพราะจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเท่านั้น หาได้รับสารภาพในชั้นสอบสวนหรือชั้นพิจารณาด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 339 ม. 340 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นายเอนก ม่วงพุ่ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2553
#498990
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง เมื่อจำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลก็มีอำนาจลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

แม้คำขอบังคับในคดีนี้กับคดีของศาลแรงงานกลางจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน คือขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้เนื่องมาจากการกระทำผิดอาญา ส่วนคดีของศาลแรงงานกลางมีที่มาจากมูลกรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงาน พนักงานอัยการไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วมไปและถูกฟ้องหลายคดี แต่คดีนี้และคดีอื่นมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 91 (1) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกิน 10 ปี ไม่ได้ คดีนี้จำเลยถูกลงโทษเต็มตามกำหนดโทษดังกล่าวแล้วย่อมไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากโทษคดีอื่นได้เพราะจะทำให้จำเลยได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ ป.อ. มาตรา 91 (1) บัญญัติไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 9460/2543 คดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ศาลชั้นต้น และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,483,984 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำนวน 353 กระทง การลักทรัพย์แต่ละครั้งมีจำนวนเงินโดยเฉลี่ยวันละมากกว่า 20,000 บาท ถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่สูง เมื่อรวมทั้งหมดแล้วเป็นจำนวนเงิน 8,441,544 บาท นับว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก จำเลยทั้งสิ้น 1,059 ปี แต่ความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี จึงลงโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 8,441,544 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง เมื่อจำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงมิใช่เอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในใบเบิกเงินทดรองจ่ายว่าต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทลูกค้า เริ่มตรวจสอบพบความจริงและทักท้วงโจทก์ร่วมเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2541หลังจากนั้นโจทก์ร่วมจึงรู้ว่าถูกหลอกลวงและไปแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน นับแต่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ขาดอายุความ แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลก็มีอำนาจลงโทษในความ ผิดฐานฉ้อโกงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม ส่วนคดีของศาลแรงงานกลางมีที่มาจากมูลกรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงาน พนักงานอัยการไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง(1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในมูลความผิดลักษณะเดียวกันเป็นหลายคดี การที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) นั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้และคดีอื่นนั้น จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นพนักงานกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยมีเจตนาฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วมไปคดีนี้และคดีอื่นจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกิน 10 ปี ไม่ได้ คดีนี้จำเลยถูกลงโทษเต็มตามกำหนดโทษดังกล่าวแล้วจึงย่อมไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากโทษคดีอื่นได้เพราะจะทำให้จำเลยได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) บัญญัติไว้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 353 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 1,059 เดือน แต่เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี จึงลงโทษจำคุกได้เพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสาม
ป.อ. ม. 91 (1) ม. 96 ม. 335 วรรคแรก ม. 335 (11) ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวสุกัญญา วงศ์ช่างไม้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายประภัทรพงษ์ ฉายสัก
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2553
#504337
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมมีหน้าที่เบิกจ่ายเงินของโจทก์ร่วมให้กับลูกค้าของโจทก์ร่วมได้ใช้โอกาสในหน้าที่ดังกล่าวจัดทำใบเบิกจ่ายล่วงหน้าระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย ค่าผ่านท่าและค่ารถยก อันเป็นข้อความเท็จ หลอกลวงโจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมหลงเชื่อยินยอมมอบเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้จำเลยไปจำนวน 353 ครั้ง จึงมิใช่การเอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในใบเบิกเงินทดรองจ่ายว่าต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

คำขอบังคับในคดีนี้กับคดีของศาลแรงงานกลางแม้จะมีลักษณะอย่างเดียวกัน คือขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้โจทก์ฟ้องและขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญา ส่วนคดีของศาลแรงงานกลางที่มีมาจากมูลกรณีการผิดสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกัน อันเป็นการฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

ขณะที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้และในคดีอื่นนั้น จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยมีเจตนาฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วมไป คดีนี้และคดีอื่นจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับมาตรา 91 (1) กล่าวคือ เมื่อลงโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกิน 10 ปี ไม่ได้ คดีนี้จำเลยถูกลงโทษเกินกำหนดดังกล่าวแล้วจึงย่อมไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากคดีอื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2540 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยเอาเงินของบริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,483,984 บาท จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 9460/2543 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,335 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 9460/2543 คดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ศาลชั้นต้น และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,483,984 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำนวน 353 กระทง การลักทรัพย์แต่ละครั้งมีจำนวนเงินโดยเฉลี่ยวันละมากกว่า 20,000 บาท ถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่สูง เมื่อรวมทั้งหมดแล้วเป็นจำนวนเงิน 8,441,544 บาท นับว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 1,059 ปี แต่ความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี จึงลงโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 8,441,544 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณาก่อนก็คือ การนำหลักฐานใบสำคัญจ่ายพร้อมใบแจ้งหนี้ไปยื่นให้บริษัทลูกค้าเพื่อขอเบิกค่าใช้จ่ายคือ ค่าเบี้ยประกัน ค่าผ่านท่าและค่ารถยกตู้สินค้า จำเลยได้แสดงใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องแท้จริงของบริษัทคู่สัญญาด้วยหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบพยานโดยมีนางสุภาพร พนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เบิกความยืนยันว่า บริษัทลูกค้าชำระค่าเบี้ยประกันภัยเองจึงไม่ต้องเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันภัยจากโจทก์ร่วม เพียงแต่มีการส่งใบแจ้งหนี้ผ่านโจทก์ร่วมเพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทลูกค้าเท่านั้น และมีนายมนตรี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมและเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย นางสาวจิราภรณ์ พนักงานของบริษัทเอ็น.วาย.เค.ชิปปิ้ง เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด นายคุณธรรม ผู้ช่วยผู้จัดการของบริษัทเคไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด นายดุษฎี ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการบริษัทไทยโอเซียน เทรดดิ้ง แอนด์ ชิปปิ้ง จำกัด และนายทรงพล กรรมการผู้จัดการบริษัทเบ็ทเตอร์เฟลท แอนด์ ทรานสปอร์ท จำกัด ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นผู้ออกใบเสร็จค่าผ่านท่าและค่ารถยกให้โจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่าในความเป็นจริงไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านท่าและค่ารถยกจากโจทก์ร่วม เพราะบริษัทลูกค้าทำสัญญาชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวเองโดยไม่ผ่านโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องออกใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นพยานคนกลางและเบิกความสอดคล้องกันโดยไม่มีข้อพิรุธ นายทัสสะ พยานจำเลยซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยก็เบิกความเจือสมว่า พยานไม่เคยเห็นใบเสร็จรับเงินค่าผ่านท่าและค่ารถยก คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบกันว่าตำแหน่งหน้าที่งานของจำเลยจะต้องจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกอย่าง หากมีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องแท้จริงของบริษัทที่จำเลยได้จ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ไปอยู่จริง จำเลยก็น่าจะต้องถ่ายสำเนาใบเสร็จรับเงินไว้เป็นหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ถ่ายสำเนาใบเสร็จรับเงินเก็บไว้เลยนั้น เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยอย่างยิ่ง เพราะข้อเท็จจริงปรากฏจากที่นายมนตรีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่าจำเลยเคยถ่ายสำเนาใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ร่วมมีหน้าที่ต้องจ่ายไว้ ข้ออ้างของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยเคยขอหมายเรียกใบเสร็จรับเงินไปยังโจทก์ร่วมและบริษัทลูกค้าแล้ว แต่ไม่มีการส่งมายังศาลนั้น หากจำเลยจะตรวจสอบใบเสร็จรับเงินจำเลยก็น่าจะต้องขอหมายเรียกคู่ฉบับใบเสร็จรับเงินมาจากบริษัทที่จำเลยจ่ายเงินให้ไปมากกว่า แต่หาได้กระทำไม่ จึงยิ่งเป็นข้อพิรุธ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายแทนบริษัทลูกค้าในส่วนค่าเบี้ยประกันภัย ค่าผ่านท่าและค่ายกรถ ดังนั้น การที่จำเลยจัดทำใบสำคัญจ่ายเบิกเงินล่วงหน้าระบุว่ามีค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำการโดยสุจริตตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และเมื่อบริษัทลูกค้ายอมจ่ายเงินให้แก่โจทก์ร่วมย่อมแสดงว่าได้ตรวจดูใบเสร็จรับเงินครบถ้วนแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกเงินทดรองจ่ายไปโดยอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายดังกล่าวอยู่จริงและมีใบเสร็จรับเงินที่แท้จริง เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมไม่มีหน้าที่ต้องทดรองค่าใช้จ่ายดังกล่าวดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลและเป็นพิรุธ ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยมีการแก้ไขยอดเงินจำนวนรวมในตอนท้ายให้ลดเหลือไม่เกิน 2,000 บาท ทุกฉบับ เพื่อให้ใบสำคัญจ่ายเบิกเงินล่วงหน้าที่จำเลยจัดทำแต่ละฉบับมียอดเงินไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งจะทำให้จำเลยสามาถเบิกเงินทดรองจ่ายเป็นเงินสดได้ตามระเบียบของโจทก์ร่วม อีกทั้งนายสาคร พนักงานส่งเอกสารของบริษัทเบสเตอร์ เฟลท แอนด์ทรานสปอร์ต จำกัด ก็เบิกความว่า พยานเป็นผู้มาเก็บเงินจากจำเลยโดยได้รับเป็นเช็คแต่ไม่เคยได้รับเป็นเงินสดจากจำเลย ดังนั้น หากจำเลยถูกหลอกลวงดังที่อ้างแล้ว จำเลยก็น่าจะต้องจ่ายเงินทดรองในส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่มีอยู่จริงซึ่งเบิกมาเป็นเงินสดให้แก่นายสาครไปด้วยแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแยกจ่ายเฉพาะเงินสดให้แก่พนักงานชื่ออ้อยดังที่จำเลยอ้าง จึงส่อแสดงให้เห็นพิรุธว่าเป็นความประสงค์ของจำเลยเองที่ต้องการจะเบิกเงินสด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเช็คระบุชื่อผู้รับเงินนั้นยากที่จะนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้ นอกจากนี้เมื่อบริษัทลูกค้าตรวจสอบพบในระยะแรกจำเลยก็รีบนำเงินส่วนตัวจำนวนรวมประมาณ 600,000 บาท ซื้อเช็คเงินสดมาคืนให้แก่บริษัทลูกค้าในลักษณะทันที ทั้งที่ขณะนั้นจำเลยมีเงินเดือนที่รับจากโจทก์ร่วมเพียงเดือนละ 18,000 บาท กับค่าทำงานล่วงเวลาอีกเพียงเดือนละประมาณ 4,000 บาท ซึ่งหากจำเลยไม่ได้กระทำผิดและไม่กังวลว่าจะถูกตรวจสอบย้อนหลังเพิ่มเติมต่อไป ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องยอมรับผิดเองเป็นส่วนตัวเช่นนั้น จึงเป็นพิรุธอีกเช่นเดียวกัน ที่จำเลยฎีกาว่าการทุจริตเกิดจากผู้บริหารของโจทก์ร่วมและบริษัทลูกค้าร่วมกันเป็นขบวนการโดยที่จำเลยไม่รู้เรื่อง เพราะไม่มีทางที่จำเลยจะเบิกเงินมาเป็นเวลาสิบปี มีผู้อนุมัติการเบิกเงินนับสิบคนและเป็นเงินไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาทได้นั้น เห็นว่า การเบิกเงินทดรองจ่ายแทนบริษัทลูกค้าจะมีค่าใช้จ่ายใดบ้างนั้นอยู่ในความรู้เห็นและหน้าที่ของจำเลยโดยเฉพาะ ซึ่งในเรื่องนี้ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานให้ผู้อื่นตรวจสอบได้ การที่โจทก์ร่วมยอมให้จำเลยเบิกเงินทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายที่ไม่มีอยู่จริงได้จึงน่าจะเป็นเพราะจำเลยยืนยันว่ามีใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน และในข้อนี้ได้ความจากนายมนตรีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่อนุมัติใบเบิกเงินทดรองจ่ายของจำเลยเบิกความว่า จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหมดทุกขั้นตอนตั้งแต่บริษัทลูกค้าแจ้งรายละเอียดสินค้าจนกระทั่งได้รับชำระเงินทดรองจ่ายคืนจากบริษัทลูกค้า เมื่อจำเลยขอเบิกเงิน พยานจะตรวจสอบเพียงคร่าวๆ ว่ามีงานเกิดขึ้นจริงและในทางปฏิบัติจะผ่อนผันให้เบิกเงินไปได้โดยไม่ต้องแนบใบเสร็จรับเงินเพื่อความรวดเร็ว ต่อมาจำเลยก็อ้างว่าได้ส่งต้นฉบับใบเสร็จรับเงินไปให้แก่บริษัทลูกค้าแล้วพยานเพิ่งทราบว่าโจทก์ร่วมไม่มีหน้าที่ต้องทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวแทนบริษัทลูกค้าซึ่งสอดคล้องกับที่นางสาวจีรภา พนักงานบัญชีของโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าการเบิกเงินทดรองจ่ายไม่ต้องมีเอกสารยื่นแนบประกอบ หากมีผู้อนุมัติฝ่ายบัญชีก็จะจ่ายเงินไป แม้แต่นางวัณฑนา พยานจำเลยเองยังเบิกความเจือสมกันอีกว่า เมื่อสายการเดินเรือแจ้งรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาทางโทรศัพท์ โจทก์ร่วมจะต้องนำเงินชำระทันที จะเสียเวลารอใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงินก่อนไม่ได้ สำหรับเงินเบิกทดรองจ่ายของแผนกส่งออกเป็นค่าใช้จ่ายของลูกค้า ฝ่ายบัญชีจึงไม่ได้ดูแลในเรื่องนี้ในส่วนของบริษัทลูกค้าก็ปรากฏจากที่นางสุกัญญา พยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทลูกค้าเบิกความว่า ในทางปฏิบัติแม้จะมีใบเสร็จรับเงินไม่ครบถ้วน แต่ในกรณีของโจทก์ร่วมบริษัทลูกค้ามักจะยอมจ่ายค่าใช้จ่ายให้ไปก่อนแล้วส่งเรื่องต่อให้ฝ่ายบัญชี พฤติการณ์ดังกล่าวมานี้จึงย่อมเป็นโอกาสของจำเลยที่จะแอบอ้างว่ามีใบเสร็จรับเงินและหาเหตุไม่แสดงใบเสร็จรับเงินในทุกขั้นตอนได้ แม้การกระทำในลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นมานานต่อเนื่องหลายปีเป็นจำนวนหลายพันครั้ง และเป็นจำนวนเงินมากเป็นสิบล้านบาท แต่การกระทำในแต่ละครั้งก็เป็นเงินจำนวนน้อย ทั้งธุรกิจของโจทก์ร่วมยังต้องปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็วและเกี่ยวข้องกับเอกสารจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบแจ้งหนี้ก็มิได้แยกแยะรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน ตามพฤติการณ์จึงมิใช่ว่าจำเลยจะใช้โอกาสที่เป็นผู้มีหน้าที่เบิกเงินและจ่ายเงินกระทำผิดเองไม่ได้ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยจัดทำใบสำคัญจ่ายเบิกเงินล่วงหน้าระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันภัย ค่าผ่านท่าและค่ารถยกจากโจทก์ร่วม อันเป็นข้อความเท็จหลอกลวงโจทก์ร่วมจนได้ไปซึ่งเงินจากโจทก์ร่วม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างโดยใช้กลอุบายนั้น เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง เมื่อจำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงมิใช่เอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยพลการโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในใบเบิกเงินทดรองจ่ายว่าต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทลูกค้าเริ่มตรวจสอบพบความจริงและทักท้วงโจทก์ร่วมเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2541 หลังจากนั้นโจทก์ร่วมจึงรู้ว่าถูกหลอกลวงและไปแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน นับแต่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ขาดอายุความ แม้โจทก็จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลก็มีอำนาจลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งศาลฎีกาจะต้องกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม จงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่าสมควรลดโทษให้จำเลยอีกหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีของศาลแรงงานกลางนั้น เห็นว่า แม้คำขอบังคับในคดีนี้กับคดีของศาลแรงงานกลางจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน คือขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้ที่พนักงานอัยการฟ้องและขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เนื่องมาจากการกระทำผิดอาญา ส่วนคดีของศาลแรงงานกลางมีที่มาจากมูลกรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงาน พนักงานอัยการไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในมูลความผิดลักษณะเดียวกันเป็นหลายคดี การที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) นั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้และคดีอื่นนั้น จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นพนักงานกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยมีเจตนาฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วมไป คดีนี้และคดีอื่นจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกิน 10 ปี ไม่ได้ คดีนี้จำเลยถูกลงโทษเต็มตามกำหนดโทษดังกล่าวแล้วจึงย่อมไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากโทษคดีอื่นได้เพราะจะทำให้จำเลยได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) บัญญัติไว้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 353 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 1,059 เดือน แต่เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี จึงลงโทษจำคุกได้เพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 335 (11) ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวสุกัญญา วงศ์ช่างไม้
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2553
#509548
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง การที่จำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริงเบิกเงินไปจากโจทก์ร่วมมิใช่เอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในใบเบิกเงินทดรองจ่ายว่าต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่าย การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสารจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

คำขอบังคับในคดีนี้กับคดีของศาลแรงงานกลางมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน คือขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้ที่พนักงานอัยการฟ้องและขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญา ส่วนคดีของศาลแรงงานกลางมีที่มาจากมูลกรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงานพนักงานอัยการไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่กรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหาย จำเลยถือโอกาสที่เป็นพนักงานกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยมีเจตนาฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วมไปคดีนี้และคดีอื่นจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 91 (1) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกิน 10 ปี ไม่ได้ คดีนี้จำเลยถูกลงโทษเต็มตามกำหนดโทษดังกล่าวแล้วจึงไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากโทษคดีอื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 9460/2543 คดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ศาลชั้นต้น และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,483,984บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำนวน 353 กระทง การลักทรัพย์แต่ละครั้งมีจำนวนเงินโดยเฉลี่ยวันละมากกว่า 20,000 บาท ถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่สูง เมื่อรวมทั้งหมดแล้วเป็นจำนวนเงิน8,441,544 บาท นับว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 1,059 ปี แต่ความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี จึงลงโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา91 (2) ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 8,441,544 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณาก่อนก็คือ การนำหลักฐานใบสำคัญจ่ายพร้อมใบแจ้งหนี้ไปยื่นให้บริษัทลูกค้า เพื่อขอเบิกค่าใช้จ่ายคือ ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าผ่านท่า และค่ารถยกตู้สินค้า จำเลยได้แสดงใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องแท้จริงของบริษัทคู่สัญญาด้วยหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบพยานโดยมีนางสุภาพร แก้วดวง พนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เบิกความยืนยันว่า บริษัทลูกค้าชำระค่าเบี้ยประกันภัยเองจึงไม่ต้องเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันภัยจากโจทก์ร่วม เพียงแต่มีการส่งใบแจ้งหนี้ผ่านโจทก์ร่วมเพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทลูกค้าเท่านั้น และมีนายมนตรี ตั้งจิตไพศาล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมและเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย นางสาวจิราภรณ์ พนักงานของบริษัทเอ็น.วาย.เค.ชิปปิ้ง เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด นายคุณธรรม ผู้ช่วยผู้จัดการของบริษัทเคไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด นายดุษฎี ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการบริษัทไทยโอเซียน เทรดดิ้ง แอนด์ ชิปปิ้ง จำกัด และนายทรงพล กรรมการผู้จัดการบริษัทเบ็ทเตอร์เฟลท แอนด์ ทรานสปอร์ท จำกัด ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นผู้ออกใบเสร็จค่าผ่านท่าและค่ารถยกให้โจทก์ร่วม เป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า ในความเป็นจริงไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านท่าและค่ารถยกจากโจทก์ร่วม เพราะบริษัทลูกค้าทำสัญญาชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวเองโดยไม่ผ่านโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องออกใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นพยานคนกลางและเบิกความสอดคล้องกันโดยไม่มีข้อพิรุธ นายทัสสะ พยานจำเลยซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยก็เบิกความเจือสมว่า พยานไม่เคยเห็นใบเสร็จรับเงินค่าผ่านท่าและค่ารถยก คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบกับว่าตำแหน่งหน้าที่งานของจำเลยจะต้องจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกอย่าง หากมีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องแท้จริงของบริษัทที่จำเลยได้จ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ไปอยู่จริง จำเลยก็น่าจะต้องถ่ายสำเนาใบเสร็จรับเงินไว้เป็นหลักฐาน ที่จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ถ่ายสำเนาใบเสร็จรับเงินเก็บไว้เลยนั้น เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยอย่างยิ่ง เพราะข้อเท็จจริงปรากฏจากที่นายมนตรีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยเคยถ่ายสำเนาใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ร่วมมีหน้าที่ต้องจ่ายไว้ ข้ออ้างของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยเคยขอหมายเรียกใบเสร็จรับเงินไปยังโจทก์ร่วมและบริษัทลูกค้าแล้ว แต่ไม่มีการส่งมายังศาลนั้น หากจำเลยจะตรวจสอบใบเสร็จรับเงินจำเลยก็น่าจะต้องขอหมายเรียกคู่ฉบับใบเสร็จรับเงินมาจากบริษัทที่จำเลยจ่ายเงินให้ไปมากกว่า แต่หาได้กระทำไม่ จึงยิ่งเป็นข้อพิรุธ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายแทนบริษัทลูกค้าในส่วนค่าเบี้ยประกันภัย ค่าผ่านท่า และค่ายกรถ ดังนั้น การที่จำเลยจัดทำใบสำคัญจ่ายเบิกเงินล่วงหน้าระบุว่ามีค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำการโดยสุจริตตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และเมื่อบริษัทลูกค้ายอมจ่ายเงินให้แก่โจทก์ร่วมย่อมแสดงว่าได้ตรวจดูใบเสร็จรับเงินครบถ้วนแล้ว นั้น เห็นว่าจำเลยเบิกเงินทดรองจ่ายไปโดยอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายดังกล่าวอยู่จริงและมีใบเสร็จรับเงินที่แท้จริง เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมไม่มีหน้าที่ต้องทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลและเป็นพิรุธ ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยมีการแก้ไขยอดเงินจำนวนรวมในตอนท้ายให้ลดเหลือไม่เกิน 2,000 บาท ทุกฉบับ เพื่อให้ใบสำคัญจ่ายเบิกเงินล่วงหน้าที่จำเลยจัดทำแต่ละฉบับมียอดเงินไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งจะทำให้จำเลยสามารถเบิกเงินทดรองจ่ายเป็นเงินสดได้ตามระเบียบของโจทก์ร่วม อีกทั้งนายสาคร พนักงานส่งเอกสารของบริษัทเบสเตอร์ เฟลท แอนด์ทรานสปอร์ต จำกัด ก็เบิกความว่า พยานเป็นผู้มาเก็บเงินจากจำเลยโดยได้รับเป็นเช็ค แต่ไม่เคยได้รับเป็นเงินสดจากจำเลย ดังนั้น หากจำเลยถูกหลอกลวงดังที่อ้างแล้ว จำเลยก็น่าจะต้องจ่ายเงินทดรองในส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่มีอยู่จริงซึ่งเบิกมาเป็นเงินสดให้แก่นายสาครไปด้วยแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแยกจ่ายเฉพาะเงินสดให้แก่พนักงานชื่ออ้อยดังที่จำเลยอ้าง จึงส่อแสดงให้เห็นพิรุธว่าเป็นความประสงค์ของจำเลยเองที่ต้องการจะเบิกเงินสด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเช็คระบุชื่อผู้รับเงินนั้นยากที่จะนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้ นอกจากนี้เมื่อบริษัทลูกค้าตรวจสอบพบในระยะแรกจำเลยก็รีบนำเงินส่วนตัวจำนวนรวมประมาณ 600,000 บาท ซื้อเช็คเงินสดมาคืนให้แก่บริษัทลูกค้าในลักษณะทันที ทั้งที่ขณะนั้นจำเลยมีเงินเดือนที่รับจากโจทก์ร่วมเพียงเดือนละ 18,000 บาท กับค่าทำงานล่วงเวลาอีกเพียงเดือนละประมาณ 4,000 บาท ซึ่งหากจำเลยไม่ได้กระทำผิดและไม่กังวลว่าจะถูกตรวจสอบย้อนหลังเพิ่มเติมต่อไป ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องยอมรับผิดเองเป็นส่วนตัวเช่นนั้น จึงเป็นพิรุธอีกเช่นเดียวกัน ที่จำเลยฎีกาว่า การทุจริตเกิดจากผู้บริหารของโจทก์ร่วมและบริษัทลูกค้าร่วมกันเป็นขบวนการโดยที่จำเลยไม่รู้เรื่อง เพราะไม่มีทางที่จำเลยจะเบิกเงินมาเป็นเวลาสิบปี มีผู้อนุมัติการเบิกเงินนับสิบคน และเป็นเงินไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาทได้ นั้น เห็นว่า การเบิกเงินทดรองจ่ายแทนบริษัทลูกค้าจะมีค่าใช้จ่ายใดบ้างนั้นอยู่ในความรู้เห็นและหน้าที่ของจำเลยโดยเฉพาะ ซึ่งในเรื่องนี้ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานให้ผู้อื่นตรวจสอบได้ การที่โจทก์ร่วมยอมให้จำเลยเบิกเงินทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายที่ไม่มีอยู่จริงได้จึงน่าจะเป็นเพราะจำเลยยืนยันว่ามีใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน และในข้อนี้ได้ความจากนายมนตรีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่อนุมัติใบเบิกเงินทดรองจ่ายของจำเลยเบิกความว่า จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหมดทุกขั้นตอนตั้งแต่บริษัทลูกค้าแจ้งรายละเอียดสินค้าจนกระทั่งได้รับชำระเงินทดรองจ่ายคืนจากบริษัทลูกค้า เมื่อจำเลยขอเบิกเงิน พยานจะตรวจสอบเพียงคร่าว ๆ ว่ามีงานเกิดขึ้นจริง และในทางปฏิบัติจะผ่อนผันให้เบิกเงินไปได้โดยไม่ต้องแนบใบเสร็จรับเงินเพื่อความรวดเร็ว ต่อมาจำเลยก็อ้างว่าได้ส่งต้นฉบับใบเสร็จรับเงินไปให้แก่บริษัทลูกค้าแล้ว พยานเพิ่งทราบว่าโจทก์ร่วมไม่มีหน้าที่ต้องทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวแทนบริษัทลูกค้า ซึ่งสอดคล้องกับที่นางสาวจีรภา พนักงานบัญชีของโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า การเบิกเงินทดรองจ่ายไม่ต้องมีเอกสารอื่นแนบประกอบ หากมีผู้อนุมัติฝ่ายบัญชีก็จะจ่ายเงินไป แม้แต่นางวัณฑนา พยานจำเลยเองยังเบิกความเจือสมกันอีกว่า เมื่อสายการเดินเรือแจ้งรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาทางโทรศัพท์ โจทก์ร่วมจะต้องนำเงินไปชำระทันที จะเสียเวลารอใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงินก่อนไม่ได้ สำหรับเงินเบิกทดรองจ่ายของแผนกส่งออกเป็นค่าใช้จ่ายของลูกค้า ฝ่ายบัญชีจึงไม่ได้ดูแลในเรื่องนี้ ในส่วนของบริษัทลูกค้าก็ปรากฏจากที่นางสุกัญญา พยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทลูกค้าเบิกความว่า ในทางปฏิบัติแม้จะมีใบเสร็จรับเงินไม่ครบถ้วน แต่ในกรณีของโจทก์ร่วมบริษัทลูกค้ามักจะยอมจ่ายค่าใช้จ่ายให้ไปก่อนแล้วส่งเรื่องต่อให้ฝ่ายบัญชี พฤติการณ์ดังกล่าวมานี้จึงย่อมเป็นโอกาสของจำเลยที่จะแอบอ้างว่ามีใบเสร็จรับเงินและหาเหตุไม่แสดงใบเสร็จรับเงินในทุกขั้นตอนได้ แม้การกระทำในลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นมานานต่อเนื่องหลายปี เป็นจำนวนหลายพันครั้ง และเป็นจำนวนเงินมากเป็นสิบล้านบาท แต่การกระทำในแต่ละครั้งก็เป็นเงินจำนวนน้อย ทั้งธุรกิจของโจทก์ร่วมยังต้องปฏิบัติงานด้วยความเร็วและเกี่ยวข้องกับเอกสารจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบแจ้งหนี้ก็มิได้แยกแยะรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน ตามพฤติการณ์จึงมิใช่ว่าจำเลยจะใช้โอกาสที่เป็นผู้มีหน้าที่เบิกเงินและจ่ายเงินกระทำผิดเองไม่ได้ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยจัดทำใบสำคัญจ่ายเบิกเงินล่วงหน้าระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเบี้ยประกัน ค่าผ่านท่า และค่ารถยนต์จากโจทก์ร่วม อันเป็นข้อความเท็จหลอกลวงโจทก์ร่วมจนได้ไปซึ่งเงินจากโจทก์ร่วมจริง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างโดยใช้กลอุบายนั้น เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง เมื่อจำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงมิใช่เอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในใบเบิกเงินทดรองจ่ายว่าต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทลูกค้าเริ่มตรวจสอบพบความจริงและทักท้วงโจทก์ร่วมเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2541 หลังจากนั้นโจทก์ร่วมจึงรู้ว่าถูกหลอกลวงและไปแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน นับแต่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ขาดอายุความ แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลก็มีอำนาจลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งศาลฎีกาจะต้องกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่าสมควรลดโทษให้จำเลยอีกหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีของศาลแรงงานกลางนั้น เห็นว่า แม้คำขอบังคับในคดีนี้กับคดีของศาลแรงงานกลางจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน คือขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้ที่พนักงานอัยการฟ้องและขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เนื่องมาจากการกระทำผิดอาญา ส่วนคดีของศาลแรงงานกลางมีที่มาจากมูลกรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงาน พนักงานอัยการไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในมูลความผิดลักษณะเดียวกันเป็นหลายคดี การที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) นั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้และคดีอื่นนั้น จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นพนักงานกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยมีเจตนาฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วมไปคดีนี้และคดีอื่นจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกิน 10 ปี ไม่ได้ คดีนี้จำเลยถูกลงโทษเต็มตามกำหนดโทษดังกล่าวแล้วจึงย่อมไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากโทษคดีอื่นได้เพราะจะทำให้จำเลยได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) บัญญัติไว้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 353 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 1,059 เดือน แต่เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี จึงลงโทษจำคุกได้เพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 334 ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทมิตซุย-โซโค (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวสุกัญญา วงศ์ช่างไม้
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2553
#497452
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นแต่ละฉบับ แต่ยื่นบัญชีระบุพยานระบุว่า บรรดาสรรพเอกสาร ซึ่งหมายถึงเอกสารหลายฉบับ โดยไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นเอกสารอะไรบ้างก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ จึงพอถือได้ว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยแสดงสภาพของเอกสารที่จะอ้างแล้ว เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย โดยพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้วตามที่ระบุในคำฟ้อง ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเอกสารที่โจทก์ประสงค์อ้างส่งตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวล้วนเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการสอบสวนในคดีนี้ทั้งสิ้น โจทก์มีอำนาจนำพยานเอกสารดังกล่าว เข้าสืบได้ เมื่อจำเลยซึ่งถูกอ้างเอกสารดังกล่าวมายันย่อมซักค้านได้ และถ้าเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ย่อมนำพยานที่เกี่ยวข้องมานำสืบหักล้างพยานเอกสารที่โจทก์นำเข้าสืบได้ มิได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างไร การยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในความผิดฐานนี้ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 78 คงจำคุก 6 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารจำคุก 4 ปี เมื่อลดโทษในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยาน อันดับที่ 7 โดยระบุว่า บรรดาสรรพเอกสารและวัตถุพยานในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ เป็นการยื่นบัญชีระบุพยานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นแต่ละฉบับ และยื่นบัญชีระบุพยานระบุว่า บรรดาสรรพเอกสาร ซึ่งหมายถึงเอกสารหลายฉบับโดยไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นเอกสารอะไรบ้างก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ จึงพอถือได้ว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยแสดงสภาพของเอกสารที่จะอ้างแล้ว เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยโดยพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้วตามที่ระบุในคำฟ้อง ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเอกสารที่โจทก์ประสงค์อ้างส่งตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวล้วนเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการสอบสวนในคดีนี้ทั้งสิ้น โจทก์มีอำนาจนำพยานเอกสารดังกล่าวเข้าสืบได้ เมื่อจำเลยซึ่งถูกอ้างเอกสารดังกล่าวมายันย่อมซักค้านได้ และถ้าเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ย่อมนำพยานที่เกี่ยวข้องมานำสืบหักล้างพยานเอกสารที่โจทก์นำเข้าสืบได้ มิได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างไร การยื่นบัญชีระบุพยาน อันดับที่ 7 ของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายสมจิตรหรืออึ่ง รุ่งเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายวัฒนา ภูชงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2553
#507908
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานโดยอันดับ 7 มิได้อ้างเอกสารเป็นแต่ละฉบับ เพียงระบุว่า บรรดาสรรพเอกสาร ซึ่งหมายถึงเอกสารหลายฉบับไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นเอกสารอะไร แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ จึงพอถือได้ว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยแสดงสภาพของเอกสารที่จะอ้างแล้ว จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารเป็นความผิดที่จำเลยมีเจตนากระทำต่อมารดาผู้เสียหายที่ 2 ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำเลยมีเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ดังนั้น เจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้การกระทำของจำเลยไม่สามารถแยกการกระทำแต่ละขั้นตอนออกจากกันโดยเด็ดขาดก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2543 เวลากลางวันจำเลยพรากเด็กหญิง... อายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากนาง... ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร และจำเลยข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง...ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยไม่ว่าผู้เสียหายที่ 2 จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารจำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในความผิดฐานนี้ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารจำคุก 4 ปี เมื่อลดโทษในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงแต่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลย อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยสำคัญผิดในเรื่องอายุของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ พยานโจทก์แตกต่างและขัดแย้งกันเองเป็นข้อพิรุธรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ และขอให้ลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยาน อันดับที่ 7 โดยระบุว่าบรรดาสรรพเอกสารและวัตถุพยานในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ เป็นการยื่นบัญชีระบุพยานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นแต่ละฉบับ และยื่นบัญชีระบุพยานระบุว่า บรรดาสรรพเอกสาร ซึ่งหมายถึงเอกสารหลายฉบับโดยไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นเอกสารอะไรบ้างก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ จึงพอถือได้ว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยแสดงสภาพของเอกสารที่จะอ้างแล้ว เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยโดยพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้วตามที่ระบุในคำฟ้องย่อมเป็นที่เข้าใจว่าเอกสารที่โจทก์ประสงค์อ้างส่งตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวล้วนเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการสอบสวนในคดีนี้ทั้งสิ้น โจทก์มีอำนาจนำพยานเอกสารดังกล่าวเข้าสืบได้ เมื่อจำเลยซึ่งถูกอ้างเอกสารดังกล่าวมายันย่อมซักค้านได้ และถ้าเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ย่อมนำพยานที่เกี่ยวข้องมานำสืบหักล้างพยานเอกสารที่โจทก์นำเข้าสืบได้ มิได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีแต่อย่างไร การยื่นบัญชีระบุพยาน อันดับที่ 7 ของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยมีเจตนากระทำต่อมารดาผู้เสียหายที่ 2 ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำเลยมีเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ดังนั้น เจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้การกระทำของจำเลยไม่สามารถแยกการกระทำแต่ละขั้นตอนออกจากกันโดยเด็ดขาดดังที่จำเลยฎีกา การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละฐานดังกล่าวชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.พ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายสมจิตรหรืออึ่ง รุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2553
#504632
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสาม โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน แสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องเนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ระหว่างพิจารณาบริษัทปทุมธานีตังคะกาญจน์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) รวม 3 กระทง ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 6,000 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 18,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมจำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 9,000 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงจำคุกคนละ 3 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จะเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้านตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2552

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุดเมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสามโดยโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน ตามรูปคดีแสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องเนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัทปทุมธานีตังคะกาญจน์ จำกัด
จำเลย — บริษัทบัส (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2553
#504342
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าแก่ผู้เสียหาย หนี้ค่าสินค้าดังกล่าวจะต้องเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายจึงจะครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า สินค้าที่ผู้เสียหายขายให้จำเลยเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะมีผลทำให้การซื้อขายสินค้าอันเป็นมูลหนี้ตามฟ้องระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยเป็นนิติกรรมที่มิได้ต้องห้ามตามกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะถือได้ว่าเป็นนิติกรรมที่ไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ซึ่งเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย ดังนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่าหนี้ที่จำเลยออกเช็คให้แก่ผู้เสียหายเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบอันจะเป็นความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมาย มาตรา 91 ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ (ก) และ (ข) จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 2 กระทงจำคุก 2 เดือน ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ (ค) จำคุก 2 เดือน ตามคำฟ้องโจทก์ ข้อ (ง) จำคุก 15 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยซื้อสินค้าอะไหล่รถยนต์จากผู้เสียหาย และได้ออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครชัยศรี รวม 4 ฉบับ ลงวันที่ 31 มกราคม 2540 วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 76,590 บาท 156,078 บาท 59,400 บาท และ 26,000 บาท ตามลำดับมอบให้แก่ผู้เสียหาย ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยออกเช็คทั้งสี่ฉบับตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การออกเช็คของจำเลยเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าแก่ผู้เสียหายมิใช่ออกเช็คเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาว่าหนี้ค่าสินค้าตามฟ้องเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่เสียก่อน ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องวินิจฉัยประกอบกับข้อกฎหมายที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตามคำฟ้องของโจทก์ และโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังข้อเท็จจริงตามองค์ประกอบความผิดนี้โดยปราศจากข้อสงสัยตามสมควร โดยตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาได้ความเพียงว่า จำเลยซื้อสินค้าอะไหล่รถยนต์จากผู้เสียหายอันเป็นมูลหนี้ค่าสินค้าที่ค้างชำระที่จำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวแก่ผู้เสียหายเท่านั้น และตามกระบวนพิจารณาคดีนี้ในชั้นสืบพยานโจทก์นั้นโจทก์ไม่ได้สืบพยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการขายสินค้านี้ จนต่อมาเมื่อสืบพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจเอกถิรวัฒน์ และพันตำรวจโทพงษ์สวัสดิ์ พนักงานสอบสวน ทนายจำเลยได้ถามค้านว่าสินค้าอะไหล่รถยนต์ที่ผู้เสียหายขายให้แก่จำเลยเป็นสินค้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พยานโจทก์สองปากดังกล่าวต่างก็เบิกความว่าพยานไม่ทราบ หลังจากนั้นโจทก์ก็แถลงหมดพยานโจทก์ จึงไม่มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ยืนยันข้อเท็จจริงว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ช่วงเกิดเหตุจำเลยเป็นพนักงานขายสินค้าของบริษัทเอ.พี.เอส.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งประกอบกิจการจำหน่ายสายพานและไส้กรองสำหรับรถยนต์ต่อมานายหมูพนักงานของผู้เสียหายขอให้จำเลยช่วยจำหน่ายสินค้าให้ผู้เสียหายด้วย จำเลยก็ตกลงรับสินค้าของผู้เสียหายไปขายตามร้านค้าในจังหวัดต่างๆ ต่อมาเจ้าของร้านเล็กอะไหล่ยนต์ที่จังหวัดชุมพรซึ่งจำเลยนำสินค้าของผู้เสียหายไปขายให้ได้บอกแก่จำเลยว่า สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าลอกเลียนแบบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหากเก็บไว้แล้วอาจถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีได้ และจำเลยได้อ้างส่งวัตถุพยานสินค้าไส้กรองที่รับมาจากผู้เสียหายซึ่งมีเครื่องหมายการค้าโตโยต้าที่ให้ขายในราคา 50 บาท กับสินค้าไส้กรองที่มีเครื่องหมายการค้าโตโยต้าของแท้ที่ซื้อจากบริษัทโตโยต้านครปฐมจำกัด ซึ่งมีราคา 180 บาท ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าสินค้าของผู้เสียหายอาจเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าปลอมและการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นปลอมนั้นหากเป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วก็จะเป็นความผิดที่มีโทษอาญาตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 ประกอบมาตรา 108 แต่หากเป็นเครื่องหมายการค้าที่มิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็ยังเป็นความผิดที่มีโทษอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของจำเลยที่ส่อแสดงว่าสินค้าที่ผู้เสียหายขายให้แก่จำเลยเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นปลอม ในขณะที่โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงให้เห็นว่า สินค้าดังกล่าวมิใช่สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นปลอมทั้งที่โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบข้อเท็จจริงนี้ให้ได้ความชัดเจนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรดังกล่าวข้างต้น จึงย่อมฟังข้อเท็จจริงไม่ได้ว่า สินค้าที่ผู้เสียหายขายให้จำเลยเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะมีผลทำให้การซื้อขายสินค้าอันเป็นมูลหนี้ตามฟ้องระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยเป็นนิติกรรมที่มิได้ต้องห้ามตามกฎหมายแต่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะถือได้ว่าเป็นนิติกรรมที่ไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ซึ่งเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายดังนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่าหนี้ที่จำเลยออกเช็คให้แก่ผู้เสียหายเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายการออกเช็คของจำเลยย่อมไม่ครบองค์ประกอบอันจะเป็นความผิดตามฟ้อง กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะถึงวินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นายกานต์ สุขประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353/2553
#501950
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ครอบครอง" ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 หมายความรวมถึงครอบครองเพื่อตนเองและครอบครองแทนผู้อื่นด้วย ทั้งนี้ เพราะไม่มีบทกฎหมายใดจำกัดว่าต้องเป็นการครอบครองเพื่อตนเองเท่านั้นจึงจะเป็นความผิด ทั้งในทางอาญาการร่วมกันครอบครองไม้หวงห้ามก็เป็นความผิดเช่นเดียวกัน เมื่อได้ความจากการพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองมาควบคุมการขนไม้หวงห้ามของกลางให้แม่เลี้ยง ต. อันเป็นการกระทำผิดร่วมกันจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกครอบครองไม้ของกลางแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1167/2547 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับและเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3 แต่คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1167/2547 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 7, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1), 73 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1), 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทตามมาตรา 74 จัตวา) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไม้สักและไม้กระยาเลย (ที่ถูก ตามฟ้องไม้มะค่าโมง) แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานมีไม้สักและไม้กระยาเลย (ที่ถูก ตามฟ้องไม้มะค่าโมง) ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไม้สักยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี ของกลางศาลมีคำสั่งให้ริบในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 587/2547 แล้วจึงไม่จำต้องสั่งริบอีก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดไม้สักจำนวนหนึ่ง ไม้มะค่าโมง จำนวน 138 ท่อน และไม้มะค่าโมงแปรรูปจำนวน 42 แผ่น/เหลี่ยม และรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บฉ 2636 แพร่ เป็นของกลางโดยแจ้งข้อหาจำเลยที่ 2 ว่าร่วมกันมีไม้มะค่าโมงยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไม้มะค่าโมงแปรรูป ปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันมีไม้สักยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และต่อมาจับกุมนายจันทร์ได้ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองเช่นเดียวกับชั้นจับกุม และแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า จำเลยทั้งสองมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีไม้สักและไม้มักค่าโมงยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันมีไม้สักและไม้มักค่าโมงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีปัญหาว่า การควบคุมการขนไม้ถือว่าเป็นการครอบครองไม้ของกลางหรือไม่ ในข้อนี้เห็นว่า คำว่า "ครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 หมายความรวมถึงครอบครองเพื่อตนเองและครอบครองแทนผู้อื่นด้วยทั้งนี้เพราะไม่มีบทกฎหมายใดจำกัดว่าต้องเป็นการครอบครองเพื่อตนเองเท่านั้นจึงจะเป็นความผิด ทั้งในทางอาญาการร่วมกันครอบครองไม้หวงห้ามก็เป็นความผิดเช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากการพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองมาควบคุมการขนไม้หวงห้ามของกลางให้แม่เลี้ยงต๋อยอันเป็นการกระทำผิดร่วมกันจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกครอบครองไม้หวงห้ามของกลางแล้ว แม้แม่เลี้ยงต๋อยจะมาในที่เกิดเหตุแล้วปฏิเสธว่าไม่ใช่เจ้าของไม้ของกลางก็ตาม ก็เป็นการขัดต่อเหตุผลเพราะหากแม่เลี้ยงต๋อยไม่ใช่เจ้าของไม้ของกลาง แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางมาพบและเจรจากับเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมในที่เกิดเหตุ น่าเชื่อว่าเป็นการกล่าวอ้างเพื่อให้ตนพ้นผิดเท่านั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง

เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองไม้ของกลาง ย่อมถือว่าเป็นตัวการร่วมกระทำผิดฐานมีไม้หวงห้ามของกลางทั้งหมดไว้ในครอบครอง จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าแยกกันครอบครองไม้ของกลางคนละจำนวนหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 69 วรรคหนึ่ง ม. 69 วรรคสอง (1) ม. 73 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายภาณุวัฒน์ สารดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางสาวพูนศรี ประทุมมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
เกษม วีรวงศ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 350/2553
#507906
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

ผู้ร้องถูกจับกุมก่อนที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทั้งมิใช่ความผิดซึ่งหน้าหรือกรณีใดๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การคุมขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย แต่ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งปล่อยตัวผู้ร้อง พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา ดังนั้น แม้การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การคุมขังนั้นก็สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา สิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับไป ผู้ร้องจึงไม่อาจจะร้องขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90

การจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้อง ด้วยการ้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองต่อไป ทั้งการจับกุมและคุมขังเป็นขั้นตอนต่างหากจากการสอบสวน การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาของศาล เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องไว้ระหว่างพิจารณา ซึ่งเป็นอำนาจที่จะดำเนินการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 71, 88 แล้ว การคุมขังร้องในระหว่างพิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 371, 32, 33, 60, 80, 83, 91 และริบของกลาง

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การจับกุมผู้ร้องเป็นการจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจควบคุมตัวผู้ร้องไว้เพื่อดำเนินคดีหรือยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังในระหว่างสอบสวน การสอบสวนในคดีนี้จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และทำให้ผู้ร้องถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ทำการไต่สวนคำร้อง และปล่อยตัวผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลในความผิดที่ผู้ร้องอ้างว่าการจับกุม การสอบสวนและคุมขังโดยมิชอบนั้นแล้ว ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องไว้ในระหว่างพิจารณา ดังนั้น แม้การคุมขังโดยเจ้าพนักงานตำรวจจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ก็สิ้นไปแล้วตั้งแต่ศาลประทับฟ้อง และออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณานอกจากนั้นแม้การจับกุมจะไม่ชอบแต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและการฟ้องคดีของพนักงานอัยการ สิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังอันมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับคำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลที่จะดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยผู้ร้องจากการควบคุมของพนักงานสอบสวนหรือไม่ เห็นว่า สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าการจับกุมผู้ร้องกระทำก่อนที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทั้งมิใช่ความผิดซึ่งหน้าหรือกรณีใดๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การคุมขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องพนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นประทับฟ้องในข้อหาความผิดดังกล่าวและอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ร้องในระหว่างพิจารณา ต่อมาผู้ร้องหลบหนีไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ร้องและจำหน่ายคดี ครั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีส่งตัวผู้ร้องไปดำเนินคดี และศาลชั้นต้นออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา ดังนั้น แม้การคุมขังผู้ร้องโดยพนักงานสอบสวนจะไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง แต่การคุมขังเช่นว่านั้น ก็สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณาสิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับไป ผู้ร้องจึงไม่อาจจะร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ได้อีกต่อไปส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า การจับกุมผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจับกุมและคุมขังผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การสอบสวนย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า หากการจับกุมเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้อง ด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องนั้นๆ ต่อไป ทั้งการจับกุมและคุมขังเป็นขั้นตอนต่างหากจากการสอบสวน การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาของศาล เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องไว้ ระหว่างพิจารณา ซึ่งเป็นอำนาจที่จะดำเนินการได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71, 88 แล้ว การคุมขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 90 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ร้อง — จ่าสิบโทชัยศักดิ์ รัตนฉายา
จำเลย — จ่าสิบโทชัยศักดิ์ รัตนฉายา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 288/2553
#504630
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุนักศึกษาของโรงเรียนที่ผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามกับนักศึกษาของโรงเรียนที่จำเลยกับพวกเรียนอยู่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้ง อีกทั้งจำเลยพกมีดติดตัวอยู่ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยที่สุจริตชนทั่วไปพึงปฏิบัติ แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยกับพวกทุกคนอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมที่จะทำการทะเลาะวิวาทกับคู่อริจำเลยก็ย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจว่าพวกของจำเลยคนอื่น ๆ ก็จะต้องมีอาวุธร้ายแรงอย่างเช่นอาวุธปืนติดตัวมาด้วยเช่นกัน จำเลยเป็นคนที่เริ่มต้นก่อการวิวาทขึ้น โดยพูดจาท้าทายผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสาม แล้วจำเลยกับพวกพากันขึ้นไปทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามบนรถโดยสารทั้งทางประตูหน้าและประตูหลังท้ายรถ เมื่อจำเลยใช้มีดซึ่งมีความยาวทั้งคมมีดและด้ามประมาณ 1 ฟุตครึ่ง เป็นอาวุธฟันผู้เสียหายที่ 2 ที่เท้าซ้าย 1 ครั้ง และใต้เท้าซ้ายอีก 1 ครั้ง จากนั้นพวกของจำเลยยิงอาวุธปืนกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณสะโพกขวา แต่จำเลยก็ยังไม่หยุดทำร้ายผู้อื่นและใช้มีดฟันผู้เสียหายที่ 3 อีกถึง 3 ครั้ง ถูกที่ไหล่ซ้ายและสะบักซ้าย จนกระทั่งมีเสียงปืนดังขึ้นอีก กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ราวนมขวา จำเลยกับพวกจึงมีเจตนาร่วมกันที่จะทำการประทุษร้ายผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามมาตั้งแต่ต้นโดยร่วมมือร่วมใจกันคบคิดและตระเตรียมกันหาอาวุธติดตัวเพื่อทำการประทุษร้ายผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามอันเป็นพฤติกรรมที่จำเลยกับพวกเล็งเห็นผลได้ตลอดเวลา จะอ้างว่าผลที่เกิดกับผู้ตายและผู้เสียหายอื่น ๆ มิใช่การกระทำของจำเลยเพราะจำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิดอันเกิดจากการกระทำของพวกจำเลยหาได้ไม่

จำเลยกับพวกจำนวนกว่า 10 คน ใช้ทั้งปืนและมีดขนาดใหญ่เป็นอาวุธยิงและฟันตลอดจนกระทืบ เตะและต่อยในลักษณะรุมทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกมีสาเหตุโกรธเคืองกันเป็นส่วนตัวมาก่อน ถือได้ว่าจำเลยกับพวกได้กระทำต่อผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามด้วยความรุนแรงอย่างอุกอาจเยี่ยงอันธพาล ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง นับว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมโดยส่วนรวมและเป็นการทำลายภาพพจน์ของชาติบ้านเมืองเป็นอย่างมาก แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยยังเป็นนักศึกษาแต่ก็มีอายุถึงยี่สิบปีบรรลุนิติภาวะแล้ว ย่อมต้องมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่จะไม่กระทำความผิดร้ายแรงเช่นนั้น ทั้งการที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยไม่ลงโทษในความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามคำฟ้อง นับว่าเป็นผลดีแก่จำเลยมากอยู่แล้ว ทั้งยังเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่บุคคลอื่นอีกต่อไป ส่วนที่จำเลยอ้างความจำเป็นเกี่ยวกับครอบครัวก็เป็นความจำเป็นที่มีอยู่ด้วยกันทุกคน กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 295, 371, 391 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคแรก), 295, 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)), 371, 391 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 วางโทษตามมาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคแรก) จำคุก 3 ปี ตามมาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)) จำคุก 2 ปี ตามมาตรา 295 จำคุก 6 เดือน คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในข้อหานี้ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน วางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับ 100 บาท ตามมาตรา 391 จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 5 เดือน และปรับ 100 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ขณะที่ผู้ตายกับผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นนักศึกษาของโรงเรียนเทคโนโลยีกรุงธนกำลังนั่งรถโดยสารประจำทางสาย 84 ก ไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป้ายจอดรถโดยสารประจำทางและคนขับได้หยุดรถขณะนั้นจำเลยกับพวกจำนวนหลายคนซึ่งเป็นนักศึกษาของโรงเรียนพาณิชย์การกรุงเทพ กำลังยืนอยู่ที่บริเวณป้ายจอดรถดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยกับพวกได้ขึ้นไปบนรถโดยสารแล้วเกิดการชุลมุนทำร้ายกันขึ้น จำเลยใช้มีดอีโต้มีความยาวทั้งด้ามและคมมีดประมาณ 1 ฟุตครึ่ง ซึ่งจำเลยพาติดตัวไปฟันผู้เสียหายที่ 3 จนได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนพวกของจำเลยใช้อาวุธปืนขนาด .22 ยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย และยิงผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายสาหัส กับร่วมกันเตะและกระทืบผู้เสียหายที่ 4 แต่ผู้เสียหายที่ 4 ไม่ได้รับอันตรายแก่กาย ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ สำหรับข้อหาความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนานั้นเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์...

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยกับพวกจำนวนกว่า 10 คน ใช้ทั้งปืนและมีดขนาดใหญ่เป็นอาวุธยิงและฟันตลอดจนกระทืบเตะและต่อยในลักษณะรุมทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามจนผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกมีสาเหตุโกรธเคืองกันเป็นส่วนตัวกับผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามมาก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยกับพวกได้กระทำต่อผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามด้วยความรุนแรงอย่างอุกอาจเยี่ยงอันธพาลไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง นับว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมโดยส่วนรวมและเป็นการทำลายภาพพจน์ของชาติบ้านเมืองเป็นอย่างมาก แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยยังเป็นนักศึกษาแต่ก็มีอายุถึงยี่สิบปีบรรลุนิติภาวะแล้ว ย่อมต้องมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่จะไม่กระทำความผิดร้ายแรงเช่นนั้น อีกทั้งการที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยในสถานดังกล่าวมาโดยไม่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามคำฟ้องก็นับว่าเป็นผลดีแก่จำเลยมากอยู่แล้ว ทั้งยังเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่บุคคลอื่นอีกต่อไป ส่วนที่จำเลยอ้างความจำเป็นเกี่ยวกับครอบครัวก็เป็นความจำเป็นที่มีอยู่ด้วยกันทุกคน กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่รอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 59 ม. 83 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิชัยหรือรงค์ ไชยณรงค์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284 -ที่ 285/2553
#507905
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและบันทึกข้อตกลงการชำระค่าเช่าซื้อ เมื่อโจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้ต่อมาโจทก์ร่วมได้ยึดรถที่ให้เช่าซื้อคืนอันเป็นผลทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ก็ไม่ทำให้ความผิดอาญาที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วระงับไป จึงเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ มิได้ระงับหรือสิ้นผลผูกพันไป คดีจึงยังไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องเป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี รวม 6 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 55,000 บาท ฉบับแรก ลงวันที่ 10 มีนาคม 2541 ฉบับที่สอง ลงวันที่ 10 เมษายน 2541 ฉบับที่สาม ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2541 ฉบับที่สี่ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2541 ฉบับที่ห้า ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 และฉบับที่หก ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2541 มอบให้บริษัท พี.พี. มอเตอร์เวอร์ค (1989) จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าเช่ารถแทรกเตอร์ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 วันที่ 10 เมษายน 2541 วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 วันที่ 11 มิถุนายน 2541 วันที่ 13 กรกฎาคม 2541 และวันที่ 14 สิงหาคม 2541 ตามลำดับ โดยให้เหตุผลว่า "ยังไม่มีการตกลงกับธนาคาร" ทั้งนี้จำเลยได้ออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และในขณะออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ และออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนติดต่อกัน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท พี.พี.มอเตอร์เวอร์ค (1989) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 6 กระทง จำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่าเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรคเตอร์แบบขุดดินตีนตะขาบจำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ร่วมโดยตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 12 งวด งวดละ 1 เดือน เดือนละ 55,000 บาท และจำเลยได้ออกเช็คชำระค่าเช่าซื้อรวม 12 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 55,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.2 และบันทึกข้อตกลงการชำระค่าเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาโจทก์ร่วมนำเช็คฉบับแรกและฉบับที่สองไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินตามเช็คได้แล้ว ส่วนเช็คที่เหลือทั้งหมดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่หลังจากนั้นจำเลยได้โอนเงินชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 3 และที่ 4 ให้แก่โจทก์ร่วม แล้วก็มิได้ชำระให้แก่โจทก์ร่วมอีกเลย เช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ คดีนี้เป็นเช็คที่จำเลยออกเพื่อชำระค่างวดเช่าซื้อรถที่เช่าซื้อคันดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นเช็คที่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 5 ถึงงวดที่ 10 แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระ หลังจากนั้นโจทก์ร่วมได้พยายามติดตามทวงถามแต่มิได้รับชำระ ในที่สุดโจทก์ร่วมได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยด้วยการยึดรถที่ให้เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ แล้วประมาณ 3 ปี

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมยึดรถคันที่ให้เช่าซื้อกลับคืนไปจากจำเลย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2544 เป็นผลให้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเลิกกัน หนี้ที่จะต้องชำระเงินตามเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์จึงเป็นอันระงับเนื่องจากคดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 นั้น เห็นว่า เช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับเป็นเช็คที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.2 และบันทึกข้อตกลงการชำระค่าเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ในขณะที่มีมูลหนี้ต่อกัน เมื่อโจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับซึ่งจ่ายชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 5 ถึงที่ 10 และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้ต่อมาโจทก์ร่วมได้ยึดรถที่ให้เช่าซื้อคืนอันเป็นผลทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แต่ในกรณีเช่นนี้ก็หาทำให้ความผิดอาญาที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วระงับไปไม่ เพราะในขณะที่จำเลยออกเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับและในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งทำให้ความผิดเกิดขึ้นสำเร็จนั้น จำเลยยังมีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อ เช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจึงเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ หาได้ระงับหรือสิ้นผลผูกพันไปไม่ คดีจึงยังไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 เมื่อเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับเป็นเช็คที่มีผลมาจากการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยย่อมมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท พี.พี.มอ เตอร์เวอร์ค (1989) จำกัด
จำเลย — นายสุรเชษฐ์ ลอยถาวร
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 283/2553
#504336
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าร้านค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่ง มีสาระสำคัญคือจำเลยผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องส่งมอบสถานที่เช่าให้โจทก์ และโจทก์ในฐานะผู้เช่ามีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่ารวมถึงค่าบริการอื่นๆ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ให้แก่จำเลย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถส่งมอบสถานที่เช่าให้โจทก์ได้เพราะอาคารที่เช่าเกิดเพลิงใหม่บริเวณชั้นที่ 7 และชั้นที่ 8 และเป็นเหตุให้อาคารที่เป็นสถานที่เช่าตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยต้องปิดดำเนินกิจการ และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะเปิดดำเนินการได้เมื่อใด จึงเป็นผลให้โจทก์ไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ในสถานที่เช่าตามเจตนารมณ์ในการเข้าทำสัญญาได้ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นจนทำให้คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาต่อกันได้เป็นพฤติการณ์พิเศษอันไม่อาจถือเป็นความผิดทั้งของโจทก์และของจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิขอเลิกสัญญากับจำเลยได้ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคแรก โดยจำเลยต้องคืนเงินประกันการเช่าตามสัญญาและเงินประกันการชำระค่าบริการที่รับไว้ทั้งหมดให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์เป็นเงิน 499,485 บาท และชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดแก่ร้านค้าที่โจทก์ตกแต่งแล้วเป็นเงิน 6,017,215.93 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,516,700.93 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือน 16 วัน เป็นเงินดอกเบี้ย 795,580.33 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 7,312,280.33 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,516,700.93 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 499,485 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้าชั้นใต้ดิน ห้องเลขที่ จี-5 ภายในศูนย์การค้าเพรสิเด้นท์ ทาวเวอร์อาเขต ในโครงการเพรสิเด้นท์ ทาวเวอร์ ของจำเลย เพื่อใช้ประกอบกิจการค้านาฬิกา โดยใช้ชื่อในการประกอบกิจการว่า "เพียเจ้ท์" ตามสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้าเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2539 โจทก์ทำสัญญาเช่าร้านค้าดังกล่าวกับจำเลย มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 ตามสัญญาเช่าร้านค้าเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ชำระเงินประกันการเช่าเป็นเงิน 481,250 บาท แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญา วันเดียวกันโจทก์เข้าทำสัญญาบริการกับจำเลยเพื่อรับบริการเกี่ยวกับไอแย็นในร้านค้าที่เช่าและสาธารณูปโภคอื่น และวางมัดจำเพื่อเป็นประกันการชำระค่าบริการแก่จำเลยเป็นเงิน 18,235 บาท ตามสัญญาบริการเอกสารหมาย จ.6 หลังจากนั้นโจทก์เข้าดำเนินการตกแต่งร้านค้าจนแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการได้ ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 เกิดเพลิงไหม้อาคารเพรสิเด้นท์ ทาวเวอร์ ชั้นที่ 7 และชั้นที่ 8 บางส่วน ซึ่งเป็นพื้นที่เช่าของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีธนา จำกัด (มหาชน) เป็นเหตุให้อาคารดังกล่าวได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายหมาย ล.6 และ ล.7 และร้านค้าที่โจทก์ตกแต่งแล้วได้รับความเสียหายจากน้ำที่ใช้ในการดับเพลิงตามภาพถ่ายหมาย จ.8 ภายหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วลงความเห็นว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดจากความประมาทของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าเป็นบุคคลใด ตามสำนวนการสอบสวนเอกสารหมาย จ. 21 ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2540 ไปยังจำเลย และขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายตามเอกสารหมาย จ.12 และจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2540 แจ้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งตกแต่งตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ ภายในร้านค้าของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยจะต้องคืนเงินประกันการเช่าตามสัญญาเช่าร้านค้าจำนวน 481,250 บาท และเงินประกันการชำระค่าบริการตามสัญญาบริการเป็นเงิน 18,235 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าร้านค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่ง มีสาระสำคัญคือจำเลยผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องส่งมอบสถานที่เช่าให้โจทก์ และโจทก์ในฐานะผู้เช่ามีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่ารวมถึงค่าบริการอื่นๆ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ให้แก่จำเลย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถส่งมอบสถานที่เช่าให้โจทก์ได้เพราะอาคารที่เช่าเกิดเพลิงไหม้บริเวณชั้นที่ 7 และชั้นที่ 8 และเป็นเหตุให้อาคารที่เป็นสถานที่เช่าตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยต้องปิดดำเนินการ และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะเปิดดำเนินการได้เมื่อใด จึงเป็นผลให้โจทก์ไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ในสถานที่เช่าตามเจตนารมณ์ในการเข้าทำสัญญาได้ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นจนทำให้คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาต่อกันได้เป็นพฤติการณ์พิเศษอันไม่อาจถือเป็นความผิดทั้งของโจทก์และของจำเลยโจทก์จึงมีสิทธิขอเลิกสัญญากับจำเลยได้ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก โดยจำเลยต้องคืนเงินประกันการเช่าตามสัญญาและเงินประกันการชำระค่าบริการที่รับไว้ทั้งหมดให้โจทก์ ข้อฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าสัญญาเช่าข้อ 3 และสัญญาบริการข้อ 2 ให้สิทธิแก่จำเลยริบเงินประกันทั้งหมดได้ทันทีนั้น เห็นว่า จำเลยมีสิทธิเช่นว่านั้นได้ก็ต่อเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบเท่านั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแฟรงค์ จิวเวลรี่ ครีเอชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทเพรสิเด้นท์โฮเต็ลและทาวเวอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 278/2553
#504341
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากบริษัท ง. โดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับเงินที่กู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นการประกันการชำระหนี้ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ค้ำประกันและจำนอง การที่โจทก์อ้างถึงตั๋วสัญญาใช้เงินก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินและชำระหนี้เงินกู้ยืม กรณีจึงหาใช่ฟ้องบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ ซึ่งการกู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยที่ 1 ทำคำขอกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานยังไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,778,979.45 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8739 ตำบลแชะ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมาพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,041,993.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เอ็มโออาร์. บวก 3 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับจากวันที่ 27 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8739 ตำบลแชะ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระแก่โจทก์จนครบถ้วนกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า รวมแล้วอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ต้องไม่เกินร้อยละ 21 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน) ไปครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้และไม่ได้รับเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน) นั้น จึงเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 หรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงมีอายุความ 3 ปี โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 3 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส .ซี เอฟ จำกัด (มหาชน) โดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับเงินที่กู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นการประกันการชำระหนี้ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ค้ำประกันและจำนอง การที่โจทก์อ้างถึงตั๋วสัญญาใช้เงินก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินและชำระหนี้เงินกู้ยืม กรณีจึงหาใช่ฟ้องบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ ซึ่งการกู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยที่ 1 ทำคำขอกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานยังไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามีเพียง 1,651,376.15 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นละ 41,285 บาท ที่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามา 44,475 บาท 44,317.50 บาท ตามลำดับ เป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสาม"

พิพากษายืน คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นายธีรพล ก่อเกียรติสันติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2553
#507903
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่าง ด. ผู้บริโภคกับจำเลย เป็นปัญหาพิพาทเกี่ยวกับโครงการบ้านจัดสรรของจำเลยซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองบริโภคโจทก์เคยประชุมและมีมติไว้แล้วว่า การกระทำของจำเลยที่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้บริโภคจำนวน 9 รายในโครงการดังกล่าวของจำเลย เป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคเหล่านั้น เมื่อ ด. ยื่นเรื่องราวต่อโจทก์อันเป็นปัญหาพิพาทในโครงการเดียวกันของจำเลย เป็นเรื่องในลักษณะเดียวกับที่โจทก์เคยมีมติไว้แล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องนำเรื่องราวของ ด. เข้าประชุมอีก เนื่องจากโจทก์ได้มีมติไว้แล้วว่าในการดำเนินคดีแก่จำเลยนั้นให้รวมถึงผู้บริโภครายอื่นที่จะมาร้องเรียนเพิ่มเติมในลักษณะเดียวกันในภายหลังด้วย การฟ้องร้องของโจทก์ในคดีนี้จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 (1) (7) และมาตรา 39

สัญญาจะซื้อจะขายมิได้กำหนดเวลาการเริ่มลงมือก่อสร้างและกำหนดเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยต้องรีบลงมือก่อสร้างและก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควรอันเป็นไปตามหลักสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 มิใช่ขึ้นอยู่กับความพอใจจำเลยว่าจะเริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อใดก็ได้ แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องรีบลงมือก่อสร้างโดยพลันตามมาตรา 203 เมื่อ ด. ผู้บริโภคได้ชำระเงินแก่จำเลยเป็นจำนวนถึง 130,000 บาท แต่จำเลยยังมิได้เริ่มลงมือก่อสร้างบ้าน ด. จึงมีสิทธิที่จะไม่ชำระเงินค่างวดแก่จำเลยได้เนื่องจากเป็นสัญญาต่างตอบแทนตามมาตรา 369 ดังนั้น การที่ ด. ไม่ชำระเงินค่างวดแก่จำเลยตั้งแต่งวดที่ 6 เป็นต้นไป ด. จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา

การดำเนินคดีในศาลของเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2422 มาตรา 39 วรรคสอง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นค่าส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้อง และค่าส่งคำบังคับ ซึ่งเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่ชำระมาให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 โจทก์ฟ้องคดีนี้แทนนางดุสดี ผู้บริโภค โดยก่อนคดีนี้โจทก์เคยได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภครายอื่นว่า ผู้บริโภคดังกล่าวได้รับความเดือนร้อนและเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และเห็นว่าการดำเนินคดีจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม จึงมีมติมอบหมายให้พนักงานอัยการซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแพ่งฟ้องเรียกเงินและค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่ร้องขอ และให้รวมถึงผู้บริโภครายอื่นที่จะมาร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในลักษณะทำนองเดียวกันเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลังด้วย ตามรายงานการประชุมอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2542 และมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ 3/2542 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2542 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อระหว่างปี 2532 ถึงปี 2542 จำเลยซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจัดสรรที่ดิน ได้จัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3141 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยประเภททาวน์ฮาส์จำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปด้วยการโฆษณาชี้ชวนในโครงการบ้านสรานนท์ - 101 ต่อมาประชาชนจำนวนหลายคนรวมทั้งนางดุสดีผู้บริโภคได้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์กับจำเลย โดยนางดุสดีผู้บริโภคชำระเงินค่าจอง วางเงินดาวน์และผ่อนชำระเงินค่างวดตามสัญญาแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 130,000 บาท แต่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาอันเป็นการผิดสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งได้รับมอบอำนาจจากนางดุสดีผู้บริโภคจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 15 วัน มิฉะนั้นให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจำเลยได้รับแล้วเพิกเฉย จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไปจากนางดุสดีผู้บริโภคแต่ละงวด แต่นางดุสดีผู้บริโภคขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันที่จำเลยรับเงินงวดสุดท้าย ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 77,706.16 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 207,706.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 130,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางดุสดีผู้บริโภค

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจซื้อขายจัดสรรที่ดินและก่อสร้างบ้านจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยกู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นทุนเพื่อดำเนินการ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันรวมทั้งโครงการบ้านสรานนท์-101 ด้วย เมื่อประมาณกลางปี 2540 ประเทศไทย เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจทำให้สถาบันการเงินได้รับผลกระทบ รวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัทดังกล่าวไม่ยินยอมให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงย่อยตามที่จำเลยร้องขอเพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ซื้อตามข้อตกลงที่ได้ปฏิบัติต่อกันมา และให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดประมาณ 109,000,000 บาท ในคราวเดียว ซึ่งเป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะปฏิบัติได้ ถือว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยและเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถก่อสร้างโครงการบ้านสรานนท์-101 ให้แล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านให้นางดุสดี ผู้บริโภคได้จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้อง แต่นางดุสดีผู้บริโภคเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่างวดตามสัญญาตั้งแต่งวดที่ 6 ให้จำเลย สัญญาจึงเลิกกันในทันที จำเลยมีสิทธิริบเงินทั้งหมดที่นางดุสดีผู้บริโภคชำระแล้ว ทั้งมติที่ประชุมของโจทก์ ครั้งที่ 3/2542 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2542 ที่ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแก่จำเลยก็ไม่มีผลบังคับ เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยโจทก์ไม่เคยมีการประชุมและลงมติในกรณีของนางดุสดีผู้บริโภคตามคำฟ้องโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 207,706.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 130,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางดุสดี ผู้บริโภค กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ถ้ามี)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่จำเลยไม่ต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ถ้ามี) และให้คืนค่าธรรมเนียมให้โจทก์และจำเลยฝ่ายละ 150 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินโดยแบ่งเป็นแปลงย่อยแล้วสร้างบ้านขายพร้อมที่ดินแก่บุคคลทั่วไป เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 นางดุสดี ผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแบบทาวน์เฮาส์ 3 ชั้นครึ่ง เนื้อที่ 18 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3141 แขวงวังทองหลาง เขตบางกระปิ กรุงเทพมหานคร ในโครงการบ้านสรานนท์-101 จากจำเลย ในราคา 2,110,000 บาท ชำระแล้ว 70,000 บาท ส่วนที่เหลือ 2,040,000 บาท ตกลงชำระเป็นงวดๆ รวม 17 งวด และจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งนางดุสดีผู้บริโภคได้ชำระเงินค่างวดแล้ว 5 งวด รวมเป็นเงิน 60,000 บาท โดยชำระครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2540 หลังจากนั้นไม่ชำระเนื่องจากจำเลยยังไม่ลงมือก่อสร้างบ้าน ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 นางดุสดีผู้บริโภคจึงร้องเรียนต่อโจทก์ขอให้ดำเนินการบอกเลิกสัญญาและขอเงินคืนจากจำเลยจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย วันที่ 3 สิงหาคม 2548 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนางดุสดีผู้บริโภคจึงมีหนังสือถึงจำเลยให้ดำเนินการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางดุสดีผู้บริโภคให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ดำเนินการให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาแทนนางดุสดีผู้บริโภคจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายคือไม่ได้นำเรื่องของนางดุสดีผู้บริโภคเข้าประชุมและลงมติ ส่วนมติของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.16 ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 (1) ไม่มีผลตามกฎหมายที่จะบังคับแก่จำเลยได้ ในปัญหานี้โจทก์มีนายฐิตินันท์ ซึ่งรับราชการตำแหน่งนิติกร 5 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมาเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.16 ว่า ช่วงปี 2538 และปี 2539 โจทก์ได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคหลายรายซึ่งทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการบ้านสรานนท์-101 จากจำเลย ผู้บริโภคได้ชำระเงินให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ก่อสร้างบ้านและพัฒนาที่ดินตามที่โฆษณาไว้ โจทก์ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 3/2542 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2542 ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยแทนผู้บริโภค ในการดำเนินคดีดังกล่าวให้รวมถึงผู้บริโภครายอื่นๆ ที่จะมาร้องเรียนจำเลยต่อโจทก์ ในลักษณะเรื่องทำนองเดียวกันเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลังด้วย ตามสำเนารายงานประชุมของโจทก์เอกสารหมาย จ.16 จำเลยยอมรับว่าโจทก์มีมติดังกล่าวจริงแต่อ้างว่าไม่มีผลตามกฎหมาย เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างนางดุสดีผู้บริโภคกับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นปัญหาพิพาทเกี่ยวกับโครงการบ้านสรานนท์-101 ของจำเลยซึ่งโจทก์เคยประชุมและมีมติไว้แล้วว่า การกระทำของจำเลยที่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้บริโภคจำนวน 9 รายในโครงการดังกล่าวของจำเลย เป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคเหล่านั้น เมื่อนางดุสดีผู้บริโภคยื่นเรื่องราวต่อโจทก์อันเป็นปัญหาพิพาทในโครงการเดียวกันของจำเลย เป็นเรื่องในลักษณะเดียวกับที่โจทก์เคยมีมติไว้แล้ว เช่นนี้ โจทก์จึงไม่จำต้องนำเรื่องราวของนางดุสดีผู้บริโภคเข้าประชุมอีก เนื่องจากโจทก์ได้มีมติไว้แล้วว่าในการดำเนินคดีแก่จำเลยนั้นให้รวมถึงผู้บริโภครายอื่นที่จะมาร้องเรียนเพิ่มเติมในลักษณะเดียวกันในภายหลังด้วย มติของโจทก์ดังกล่าวหาได้ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ การฟ้องร้องของโจทก์ในคดีนี้จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 (1) (7) และมาตรา 39 โจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ที่จำเลยฎีกาว่า นางดุสดีผู้บริโภคเป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระเงินค่างวด ตั้งแต่งวดที่ 6 เป็นต้นไป อันเป็นการผิดสัญญาตามข้อ 14 ของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.4 ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางดุสดีผู้บริโภคทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 กับจำเลยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 แม้เวลาจะล่วงเลยมาประมาณ 10 ปี จำเลยก็ยังมิได้ลงมือก่อสร้างบ้านตามสัญญาดังที่นางพรพรรณ พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2550 เห็นว่า แม้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 จะมิได้กำหนดเวลาการเริ่มลงมือก่อสร้างและกำหนดเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยต้องรีบลงมือก่อสร้างและก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร อันเป็นไปตามหลักสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ที่บัญญัติว่าสัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต หาใช่ว่าการเริ่มลงมือก่อสร้างและกำหนดแล้วเสร็จขึ้นอยู่กับความพอใจของจำเลยว่าจะเริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อใดก็ได้ไม่ แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องรีบลงมือก่อสร้างโดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นางดุสดีผู้บริโภคได้ชำระเงินแก่จำเลยเป็นจำนวนถึง 130,000 บาท แต่จำเลยยังมิได้เริ่มลงมือก่อสร้างบ้าน นางดุสดีผู้บริโภคจึงมีสิทธิที่จะไม่ชำระเงินค่างวดแก่จำเลยได้เนื่องจากเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ดังนั้น การที่นางดุสดีผู้บริโภคไม่ชำระเงินค่างวดแก่จำเลยตั้งแต่งวดที่ 6 เป็นต้นไปนั้น นางดุสดีผู้บริโภคหาได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อกลางปี 2540 ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ ประชาชนและสถาบันการเงินได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้าง รวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ผู้ซึ่งให้จำเลยกู้เงินมาใช้ในโครงการบ้านสรานนท์-101 ด้วย บริษัทดังกล่าวจึงผิดสัญญาแก่จำเลย ไม่ยินยอมปลอดจำนองที่ดินแปลงย่อยตามที่จำเลยร้องขอเพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ซื้อตามข้อตกลงที่ได้ปฏิบัติต่อกัน และให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในคราวเดียว จำนวนเงินประมาณ 109,000,000 บาท คืน แล้วบริษัทดังกล่าวจึงจะคืนหลักประกันเงินกู้ทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งที่ดินจัดสรรที่นางดุสดีผู้บริโภคได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลย ข้อเรียกร้องของบริษัทดังกล่าวเป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะปฏิบัติได้ ด้วยเหตุดังกล่าวจำเลยจึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นางดุสดีผู้บริโภคได้ เห็นว่า การกระทำผิดสัญญาของจำเลยไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยก่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่นางดุสดีผู้บริโภคได้ อันเนื่องมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ไม่ยินยอมปลอดจำนองที่ดินแปลงย่อยตามที่จำเลยร้องขอดังที่จำเลยกล่าวอ้าง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยไม่ยอมลงมือก่อสร้างบ้านตามสัญญา แม้ระยะเวลาจะผ่านมาแล้วนับสิบปีอันเป็นการผิดสัญญาต่อนางดุสดีผู้บริโภค ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้ดำเนินคดีแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) และจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ไม่ทำให้จำเลยไม่ตกเป็นผู้ผิดสัญญาในคดีนี้แต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า การก่อสร้างบ้านเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะกระทำได้ เนื่องจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีที่จำเลยฟ้องบริษัทดังกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยให้การไว้แต่เพียงว่า การชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดในคราวเดียวแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะปฏิบัติได้ หาได้ให้การต่อสู้ว่า การชำระหนี้ของจำเลยต่อนางดุสดีผู้บริโภคเป็นการพ้นวิสัยแต่อย่างใด ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในการดำเนินคดีในศาลของเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในกรณีนี้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคสอง ดังนั้นที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 200 บาท ค่าส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้อง 150 บาท และค่าส่งคำบังคับ 210 บาท มานั้น จึงต้องสั่งคืนให้แก่โจทก์ สำหรับค่าส่งหมายเรียกสำเนาฟ้อง ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้สั่งคืนให้แก่โจทก์แล้ง คงเหลือค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและค่าส่งคำบังคับรวม 410 บาท เห็นสมควรสั่งคืนให้แก่โจทก์เสียด้วย

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและค่าส่งคำบังคับรวม 410 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 10 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัท 101 ดีเวลล๊อปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 256/2553
#504622
เปิดฉบับเต็ม

การสอบสวนเป็นเพียงการที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 นั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน เพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดเท่านั้น ดังนั้น แม้เดิมจะแจ้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้วปรากฏว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่นก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวมาแล้วแต่แรก ฉะนั้น เมื่อคดีนี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์เห็นว่าพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกเข้าองค์ประกอบความผิดร่วมกันปล้นทรัพย์โจทก์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 340, 340 ตรี, 370 ริบมีดดาบและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุกคนละ 18 ปี ริบอาวุธมีดดาบและรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน บตษ กรุงเทพมหานคร 722 ของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งกัน ฟังยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับนายสุทัศ นั่งรับประทานอาหารอยู่ที่ร้านขายอาหารอีสานหน้าปั๊มน้ำมันบางจาก ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ได้ถูกคนร้ายเป็นชาย 3 คน ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดบริเวณหน้าร้านขายอาหาร แล้วเข้ามาพูดจาหาเรื่องข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสองกับพวก โดยพวกของคนร้ายคนหนึ่งชักมีดดาบยาวประมาณ 2 ฟุต ออกมาข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดต่างหูทองคำหนักครึ่งสลึง ราคาประมาณ 650 บาท ที่ใส่อยู่ที่หูส่งมอบให้และข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปซื้อเบียร์ให้ 2 ขวด ราคา 76 บาท จากนั้นคนร้ายทั้งสามได้พากันนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง ตรวจท้องที่ผ่านมาได้รับแจ้งเหตุจากกลุ่มผู้เสียหายแล้วได้ออกติดตามจับกุมคนร้าย จนเวลาประมาณ 2.30 นาฬิกา ก็พบจำเลยทั้งสามนั่งดื่มเบียร์อยู่ที่ริมถนนบริเวณหน้าบ้านจำเลยที่ 3 ซอยสาธุประดิษฐ์ 28 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยมีรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน บตษ กรุงเทพมหานคร 722 ที่ได้รับแจ้งว่า เป็นรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้เป็นยานพาหนะขับหลบหนีไปจอดอยู่ข้าง ๆ จึงเข้าทำการตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมยึดได้เบียร์ที่เปิดดื่มไปแล้วครึ่งขวด และให้จำเลยที่ 1 พาไปเอามีดดาบที่ซ่อนไว้บนกำแพง 1 เล่ม กับเบียร์อีก 1 ขวด ยังไม่ได้เปิดที่ซ่อนไว้อยู่ข้างกำแพง ยึดไว้เป็นของกลาง ในชั้นจับกุมและสอบสวนกล่าวหาจำเลยทั้งสามว่าเป็นคนร้ายที่ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ โดยมีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ และพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควร ต่อมาพนักงานสอบสวนได้สอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งพนักงานอัยการแล้ว ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อหาเพิ่มเติม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันกับพวกปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 หรือไม่ เห็นว่า การสอบสวนเป็นเพียงการที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ การแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 นั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน เพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดเท่านั้น ดังนั้น แม้เดิมจะแจ้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้วปรากฏว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่น ก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวมาแล้วแต่แรก ฉะนั้น เมื่อคดีนี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ดังกล่าวมาแล้ว แต่เมื่อโจทก์เห็นว่าพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก เข้าองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โจทก์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองตามฟ้องหรือไม่... เห็นว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน มีร้านขายอาหารและมีร้านสะดวกซื้อไดมอนกรีน ตั้งอยู่ในบริเวณปั๊ม จึงเชื่อว่าบริเวณดังกล่าวมีแสงสว่างจากไฟฟ้าเพียงพอที่จะมองเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจนตามที่ร้อยตำรวจเอกเรืองวิทย์เบิกความไว้ ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกได้เข้ามาพูดจาหาเรื่องกับกลุ่มผู้เสียหายที่นั่งรับประทานอาหารที่บริเวณร้านขายอาหารอีสานหน้าปั๊มน้ำมันก่อน แล้วคนร้าย 2 คนยังบังคับเดินตามหลังผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปซื้อเบียร์ในร้านสะดวกซื้อในบริเวณปั๊มน้ำมันอีกด้วย จึงเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองกับพวกมีเวลา มีโอกาสประกอบกับมีแสงสว่างเพียงพอที่จะสามารถจดจำใบหน้าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แน่ชัด เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกไม่ได้สวมหมวกหรือใช้ผ้าปิดบังใบหน้าแต่อย่างไร รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกได้ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดในบริเวณนั้นถึง 2 ครั้งก่อนเกิดเหตุ จึงเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองกับพวกมีโอกาสจดจำรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ด้วย จึงเป็นเหตุผลให้เชื่อได้ว่าภายหลังเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายทั้งสองกับพวกได้พบกับร้อยตำรวจเอกเรืองวิทย์กับพวกซึ่งตรวจท้องที่ผ่านมาพอดี จึงเข้าแจ้งเหตุ และแจ้งรูปพรรณคนร้ายรวมทั้งยานพาหนะที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิดให้ร้อยตำรวจเอกเรืองวิทย์กับพวกทราบได้ทันที ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้เสียหายโดยทั่วไปที่เพิ่งจะประสบเหตุร้ายพึงปฏิบัติเช่นนั้น จึงเป็นเหตุให้ร้อยตำรวจเอกรืองวิทย์สามารถกระจายกำลังติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกพร้อมของกลางบางส่วนได้ภายในเวลาหลังเกิดเหตุและหลังจากรับแจ้งเหตุเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ทั้งได้ให้เจ้าพนักงานตำรวจไปตามตัวผู้เสียหายทั้งสองกับนายสุทัศมาชี้ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกพร้อมของกลางในคืนนั้นทันที จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่า ผู้เสียหายทั้งสองกับนายสุทัศสามารถจดจำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ว่าเป็นคนร้ายที่ร่วมกันใช้อาวุธมีดดาบข่มขู่เอาทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสองไปในคืนเกิดเหตุจริงตามที่ได้ให้การไว้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ดังนั้นถึงแม้ผู้เสียหายที่ 2 กับนายสุทัศจะเบิดความบ่ายเบี่ยงกลับคำให้การที่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน เป็นทำนองว่าจำคนร้ายทั้งสามไม่ได้ เพราะกลัวจะถูกทำร้ายจึงไม่กล้ามองหน้าคนร้ายทั้งสาม ซึ่งขัดแย้งกันกับที่เคยให้การในชั้นสอบสวนอย่างสิ้นเชิงนั้น อาจเนื่องมาจากผู้เสียหายที่ 2 ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จึงไม่ประสงค์จะเอาเรื่องกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปหรืออาจกลัวว่าจะถูกพวกจำเลยทำร้ายได้หากพูดความจริง เพราะยังคงทำงานอยู่ที่บริษัทแอ็คเตอร์ จำกัด ซอยสาธุประดิษฐ์ 20 ใกล้ที่เกิดเหตุจึงเป็นเหตุให้ต้องเบิกความกลับคำให้การของตนในชั้นสอบสวน ซึ่งแตกต่างจากผู้เสียหายที่ 1 ที่ปัจจุบันออกจากงานและกลับไปอยู่บ้านเดิมที่จังหวัดอุดรธานีแล้ว จึงไม่เกรงกลัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 อีก จึงกล้าเบิกความตามที่เกิดขึ้นจริงซึ่งตรงกับที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนยืนยันว่าพวกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนชักมีดดาบออกมาจากกระดาษที่ห่อแล้วนำมาจี้ที่ใบหูข้างซ้ายของพยาน แล้วบอกให้พยานถอดต่างหูทองคำส่งมอบให้จำเลยที่ 1 และยืนยันว่าคนร้ายทั้งสามเป็นคนพูดในลักษณะข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปซื้อเบียร์มาให้ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินตามผู้เสียหายที่ 2 ไปซื้อในร้านค้าที่บริเวณปั๊มน้ำมันก่อนที่จะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนีไป และระหว่างทางเดินกลับที่พักได้พบกับเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจตรวจท้องที่ผ่านมาจึงเข้าแจ้งเหตุให้ทราบ ต่อมาคืนนั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 กับเจ้าพนักงานตำรวจได้มาตามพยานบอกว่าจับกุมคนร้ายได้แล้ว ให้ไปดูตัวคนร้ายที่สถานีตำรวจ นายสุทัศได้ชี้ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกแก่เจ้าพนักงานตำรวจส่วนพยานไม่กล้าชี้ตัว เนื่องจากทั้งสามคนเคยพูดข่มขู่ไว้ว่าสามารถจำหน้าพยานกับผู้เสียหายที่ 2 ได้ หากแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจก็จะกลับมาทำร้ายในภายหลัง และพยานยังยืนยันว่านายสุทัศชี้ตัวคนร้าย โดยไม่ปรากฏว่าพยานเบิกความว่านายสุทัศชี้ตัวตามคำบอกของเจ้าพนักงานตำรวจ ตามที่นายสุทัศเบิกควมแต่อย่างไร จึงเชื่อว่านายสุทัศได้ชี้ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกในคืนเกิดเหตุด้วยความสมัครใจเอง ไม่มีใครชี้แนะหรือบังคับให้ชี้ เพราะหากนายสุทัศยังกลัวและไม่กล้าชี้ตัวคนร้ายเช่นเดียวกับผู้เสียหายที่ 1 แล้ว นายสุทัศก็สามารถปฏิเสธไม่ชี้ตัวได้แต่หาได้ทำเช่นนั้นไม่ แสดงว่านายสุทัศชี้ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกด้วยความสมัครใจโดยไม่มีคนชี้แนะบอกให้ชี้ตามที่เบิกความในชั้นพิจารณา นอกจากนี้ผู้เสียหายที่ 1 ยังยืนยันว่า บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานและแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุถูกต้องซึ่งต่างจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และนายสุทัศที่พยายามเบิกความบ่ายเบี่ยงว่าคำให้การชั้นสอบสวนและแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุไม่ถูกต้อง และไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกเป็นคนร้ายที่ปล้นทรัพย์ตน ทั้งนี้เพื่อให้ศาลฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่คนร้ายร่วมกับพวกกระทำผิดคดีนี้นั้น เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้พ้นผิดทั้งคำเบิกความในชั้นพิจารณา พยานทั้งสองมีโอกาสเสริมแต่งเรื่องให้เป็นอย่างอื่น ต่างจากที่พยานทั้งสองได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในคืนเกิดเหตุภายหลังจับกุมจำเลยทั้งสามได้ทันที ซึ่งไม่มีโอกาสเสริมแต่งคำให้การเป็นอย่างอื่น จึงเชื่อว่าข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และนายสุทัศมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองศาลมีคำสั่งให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยในส่วนนี้ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกใช้ในการกระทำผิดโดยตรงเพียงแต่เป็นยานพาหนะที่จำเลยที่ 3 และที่ 3 กับพวกใช้พาไปกระทำผิดและพาหลบหนีเท่านั้น จึงเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกใช้เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุมเท่านั้น จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ศาลจะพึงสั่งริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขสั่งเสียใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน บตษ กรุงเทพมหานคร 722 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธวัชชัย สุขใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 248/2553
#504335
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 พูดสำทับกับผู้เสียหายว่า "ถ้ามึงไม่ให้เดี๋ยวมันก็แทงมึงหรอกกูช่วยมึงไม่ได้" หลังจากจำเลยที่ 1 ขอยืมเงินและผู้เสียหายปฏิเสธ แล้วจำเลยที่ 1 หันไปคุยกับจำเลยที่ 2 ว่า "เฮ้ย แม่งไม่ให้เว้ย" จำเลยที่ 2 จึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับล้วงมีดออกมาจากด้านหลังแล้วเดินเข้ามาใกล้ผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 ได้ผลักจำเลยที่ 2 พร้อมกับพูดว่า "มึงไม่ต้องแทง" ตามที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีเบิกความ ซึ่งศาลชั้นต้นได้ใช้วิธีการพิจารณาคดีสำหรับพยานที่เป็นเด็กเป็นการเฉพาะต่างจากพยานบุคคลทั่วไป โดยอยู่ในกำหนดหลักการว่าในคดีที่มีพยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ศาลต้องจัดให้พยานเด็กอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมโดยการถามนั้นศาลจะเป็นผู้ถามพยานเอง หรือถามผ่านทางนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ หรือจะให้คู่ความถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ผลของกฎหมายดังกล่าวย่อมทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถได้ข้อเท็จจริงจากพยานเด็กมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อมีวิธีการการถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กและความเชี่ยวชาญในการซักถามเด็ก เชื่อว่าจะเป็นผลให้พยานเด็กสามารถให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องสมบูรณ์ เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันข่มขู่ผู้เสียหายว่าในทันทีทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงได้มอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกหมายอาญา มาตรา 339, 371, 93, 91, 83, 33 ริบอาวุธมีดของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินสดจำนวน 83 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และขอให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5482/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5482/2546 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1343/2543 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 371, 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพามีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี ปรับ 100 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 15 ปี และปรับ 200 บาท ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5482/2546 ของศาลชั้นต้น ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินสดจำนวน 83 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองพบกับนายพินิจ ผู้เสียหายคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีอาวุธและจำลยที่ 2 ได้พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อสงสัยของศาลอุทธรณ์เป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยที่ไม่อาจจะทำให้น้ำหนักในการรับฟังพยานโจทก์ลดน้อยลงจนไม่อาจรับฟังได้นั้น โจทก์มีนายพินิจ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ได้เบิกความผ่านนักจิตวิทยากับมารดาชื่อนางสาวสมจริต จ่าสิบตำรวจบุญเชิด พันตำรวจตรีวิภาส พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของบุคคลทั้งหมดดังกล่าวสอดคล้องและเชื่อมโยงกันโดยตลอดได้ความตามที่ได้กล่าวมาแล้วในทางนำสืบของโจทก์ โดยเฉพาะผู้เสียหายนั้น ศาลชั้นต้นได้ใช้วิธีการพิจารณาคดีสำหรับพยานที่เป็นเด็กเป็นการเฉพาะต่างจากพยานบุคคลทั่วไป โดยอยู่ในกำหนดหลักการว่าในคดีที่มีพยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ศาลต้องจัดให้พยานเด็กอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมโดยในการถามนั้น ศาลจะเป็นผู้ถามพยานเอง หรือถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ หรือจะให้คู่ความถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ก็ได้ซึ่งผลของกฎหมายดังกล่าวทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถได้ข้อเท็จจริงจากพยานเด็กมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อมีวิธีการถามความผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กและความเชี่ยวชาญในการซักถามเด็ก เชื่อว่าจะเป็นผลให้พยานเด็กสามารถให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องสมบูรณ์ จึงเชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความเป็นจริง เนื่องจากผู้เสียหายรู้จักจำเลยที่ 2 ดีและถ้อยคำและกิริยาท่าทางของจำเลยทั้งสองพูดและแสดงระหว่างกันและพูดกับผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายเบิกความนั้นย่อมทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงมอบเงินจำนวน 100 บาท และผู้เสียหายได้ไปแจ้งเหตุแก่มารดาซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร ทราบในทันที มารดาได้พาผู้เสียหายไปติดตามตัวจำเลยทั้งสองเมื่อไม่พบก็ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนที่เกิดเหตุจนจับกุมจำเลยทั้งสองมาได้ในวันเกิดเหตุนั้นเอง เห็นได้ว่าพยานโจทก์ที่นำสืบมาให้การยืนยันข้อเท็จจริงเป็นขั้นเป็นตอนสอดคล้องต้องกัน มีความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ส่วนที่ผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าได้เล่าเรื่องที่จำเลยที่ 1 พูดห้ามไม่ให้จำเลยที่ 2 ทำร้ายผู้เสียหายนั้นก็เห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวก็มีลักษณะเหมือนจะย้ำขู่ผู้เสียหายมากกว่า เพราะคำพูดสำทับของจำเลยที่ 1 ตามที่ผู้เสียหายเบิกความว่า "ถ้ามึงไม่ให้เดี๋ยวมันก็แทงมึงหรอก กูช่วยมึงไม่ได้" นั้นย่อมทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวมากขึ้น ผู้เสียหายอายุเพียง 17 ปี น้อยกว่าจำเลยทั้งสองมาก และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเบิกความใส่ร้ายจำเลยทั้งสองโดยปราศจากมูลความจริง จำเลยทั้งสองก็นำสืบว่าได้พบกับผู้เสียหายที่หน้าร้านไทยฟ้าในวันและเวลาเกิดเหตุจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงไปว่าเป็นการขอยืมเงินและไม่มีการข่มขู่ ก็เป็นการเจือสมกับพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองมีอายุมากกว่าผู้เสียหายหลายปี ไม่มีเหตุใดที่จะถามยืมเงินจากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กกว่าได้พยานหลักฐานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขู่ผู้เสียหายว่าในทันใดนั้นจะทำการประทุษร้ายอันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงได้มอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงต้องมีความผิดดังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 และได้พ้นโทษไปก่อนแล้ว หรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 2 ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5482/2546 ของศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5482/2546 ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 172 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวีรพงษ์หรือวีระพงษ์ แก้วรัศมีกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 230/2553
#504619
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 4 ปี ขึ้นไป จำนวน 4 กรรม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของความผิดดังกล่าว รวมทั้งการกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นจำนวนกี่กรรมก็ต้องรับฟังเป็นยุติดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องฟังพยานโจทก์ที่ต้องนำสืบประกอบคำรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าวก่อนแต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2544 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิง ร. อายุ 13 ปีเศษ และมิใช่ภริยาของจำเลยโดยเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม ต่อมาประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2544 วันใดไม่ปรากฏชัดเวลากลางวัน จำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิง ร. ซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม ครั้นเดือนกันยายน 2544 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิง ร. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม และเมื่อระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2544 เวลากลางวันถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางวันติดต่อกัน จำเลยโดยปราศจากเหตุสมควรได้บังอาจพรากเด็กหญิง ร. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจาก ป. และ บ. บิดามารดา เพื่อการอนาจาร นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2544 เวลากลางวันถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิง ร. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยหลายครั้งโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 วรรคสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 4 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 28 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 14 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายสำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบประกอบคำรับสารภาพให้ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 4 ปี ขึ้นไป จำนวน 4 กรรม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของความผิดดังกล่าว รวมทั้งการกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นจำนวนกี่กรรมก็ต้องรับฟังเป็นยุติดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องฟังพยานโจทก์ที่ต้องนำสืบประกอบคำรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าวก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำนวน 4 กระทงจึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารในสถานเบาที่สุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มานั้น เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายสมสินธ์หรือบ่าว วันแรก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ