คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 60/2553
#501535
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๐/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑ บริษัทพลัสทรี มีเดีย จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๑๙๕/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐ จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ดำเนินการผลิต พร้อมเผยแพร่สารคดีเฉลิมพระเกียรติชื่อว่า "โครงการผลิตสารคดีเทิดพระเกียรติ พสกนิกรทั่วไทยร่วมเทิดไท้ ๘๐ พรรษา" ความยาว ๑ นาที จำนวน ๓๔ ตอนโดยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ๔ สถานี ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ จำนวนการเผยแพร่สถานีละ ๓๔ ตอน รวมการเผยแพร่ทั้ง ๔ สถานี จำนวน ๑๓๖ ตอน ในราคาค่าจ้างรวมทั้งสิ้น ๑๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างเป็น ๓ งวด โดยในการจ่ายเงินแต่ละงวดจำเลยจะหักไว้ร้อยละ ๕ เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาหรือผลงาน แต่จะคืนให้โจทก์เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว นอกจากนั้น สัญญาดังกล่าวมีเงื่อนไขให้จำเลยบอกเลิกสัญญาก่อนสัญญาครบกำหนดได้ ถ้าไม่ใช่ความผิดของโจทก์หรือไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้ตามสัดส่วนของมูลค่างานที่ได้ดำเนินการไปจริง ภายหลังโจทก์ผลิตสารคดีตามสัญญาเสร็จเรียบร้อยทั้ง ๓๔ ตอน และเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ได้เพียง ๒๒ ตอน มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารภายในองค์กรของจำเลย จำเลยจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ โดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จำเลยจึงต้องชำระเงินค่าจ้าง ในส่วนที่ค้างชำระและคืนเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาหรือเงินประกันผลงานให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น ๕,๑๕๗,๖๔๑ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕,๑๕๗,๖๔๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม สัญญาว่าจ้างดังกล่าวไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลย กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย มีลักษณะหรือพฤติการณ์ฉ้อฉลส่อไปในทางทุจริตและเอื้อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก การเข้าทำสัญญาไม่เคยผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการของจำเลย และคณะกรรมการของจำเลยก็ไม่เคยให้สัตยาบัน สัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ โจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาหลายประการ การบอกเลิกสัญญาจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ได้เสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และสัญญาว่าจ้างผลิตพร้อมเผยแพร่สารคดีเฉลิมพระเกียรติเพื่อแพร่ภาพออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ให้ประชาชนทั้งในและต่างประเทศได้รับชม เป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐ ประเภทองค์การมหาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีฐานะเป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง แต่สัญญาทางปกครองนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล สำหรับสัญญาว่าจ้างฉบับพิพาท มีวัตถุประสงค์หลักให้โจทก์ผลิตสารคดีถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางโทรทัศน์ เกี่ยวกับพระราชภารกิจต่าง ๆ ของพระองค์ท่านที่เสด็จเยือนประชาชน แม้แต่ในถิ่นทุรกันดาร เพื่อเผยแพร่ทางสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อทางเลือกหนึ่งที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุดในทุกระดับ อันเป็นกรณีจำเลยร่วมเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านในอีกรูปแบบหนึ่งในปีมหามงคลครบรอบ ๘๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสอดแทรกการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นเพื่อมุ่งประโยชน์ในการเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นหลัก มิใช่เพื่อประโยชน์ในการให้ความรู้แก่ผู้ดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวให้เข้าใจการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติตามวัตถุประสงค์ข้อ ๕ ในการจัดตั้งจำเลย ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นบริการสาธารณะของจำเลย การที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ผลิตพร้อมเผยแพร่สารคดีเฉลิมพระเกียรติเพื่อแพร่ภาพออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ จึงไม่อาจถือว่าเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้เอกชนเข้าจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผลโดยตรง ดังนั้น สัญญาว่าจ้าง ฉบับพิพาทดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน กล่าวคือ มีลักษณะเป็นสัญญาที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างได้ว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเพื่อการทำงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนสำเร็จ และจำเลยตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น อันเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา ๕๘๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันหมายความรวมถึงการเทิดพระเกียรติและการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยถือว่าหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานมีหน้าที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมการจัดประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการจัดนิทรรศการในประเทศไทย สนับสนุนหรือจัดให้มีการนำเสนอศิลปะและวัฒนธรรมไทย อันเป็นการทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมไทย ให้ความรู้แก่ผู้ดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวให้เข้าใจการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดการประชุมนานาชาติ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการจัดนิทรรศการนานาชาติ รวมทั้งการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ผลิตพร้อมเผยแพร่สารคดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องด้วยปี ๒๕๕๐ เป็นปีมหามงคลครบรอบ ๘๐ พรรษา โดยจำเลยกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อเผยแพร่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเพื่อเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีกลยุทธ์ โดยที่คำว่า "วัฒนธรรม" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ หมายถึง สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมในการแต่งกาย วิถีชีวิตของหมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมชาวเขา และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๔๘๕ บัญญัตินิยามคำว่า "วัฒนธรรม" หมายความว่า ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ และศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งการเทิดพระเกียรติและการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ถือว่าเป็นวัฒนธรรมของไทยและเป็นการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ การที่จำเลยจ้างโจทก์ให้ผลิตพร้อมเผยแพร่สารคดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยมีวัตถุประสงค์ดังกล่าวมาข้างต้น จึงเป็นการสนับสนุนหรือจัดให้มีการนำเสนอวัฒนธรรมไทย การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และการให้ความรู้แก่ผู้ดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวให้เข้าใจการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการประชุมนานาชาติ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการจัดนิทรรศการนานาชาติ อันเป็นกรณีจำเลยให้โจทก์มีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย ดังนั้น สัญญาจ้างผลิตพร้อมเผยแพร่สารคดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันทำให้คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อันหมายความรวมถึงการเทิดพระเกียรติและการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงเป็นภารกิจหน้าที่สูงสุดของปวงชนชาวไทยและหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่จำต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงจะถือเป็นภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้น จำเลยเป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการจัดประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการจัดนิทรรศการในประเทศไทย สนับสนุนหรือจัดให้มีการนำเสนอศิลปะและวัฒนธรรมไทยอันเป็นการทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมไทย ให้ความรู้และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือประชาชนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และให้ความรู้แก่ผู้ดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวให้เข้าใจการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ผลิตพร้อมเผยแพร่สารคดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องด้วยปี ๒๕๕๐ เป็นปีมหามงคลครบรอบ ๘๐ พรรษา โดยกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อเผยแพร่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเผยแพร่แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีกลยุทธ์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการให้ความรู้แก่ผู้ดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวให้เข้าใจการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นกรณีที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์มีส่วนร่วมในการจัดทำภารกิจอันเป็นบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทพลัสทรี มีเดีย จำกัด โจทก์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพลัสทรี มีเดีย จำกัด
จำเลย — สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ
(องค์การมหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 59/2553
#501743
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๙/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลภาษีอากรกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ นายสาคร ปอประสิทธิ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมสรรพากร ที่ ๑ สรรพากรภาค ๒ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๙๕/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งกรมสรรพากร ที่ สภ.๒/๙๓๒๖/๒๕๕๐ แต่งตั้งเจ้าพนักงานให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร และได้ออกประกาศกรมสรรพากร ที่ สภ.๒/๙๓๒๗/๒๕๕๐ ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรรายของผู้ฟ้องคดี ซึ่งค้างชำระอยู่กับกรมสรรพากรเป็นเงิน ๓,๐๙๕,๓๗๕.๙๐ บาท โดยได้มีคำสั่งให้ยึดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๑ เลขที่ ๕๐๒๑ ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๒ งาน ๔๔ ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางวิมลมาศ ปอประสิทธิ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอินทร์ ปอประสิทธิ์ นางสาวบุญมา ปอประสิทธิ์ นางจันทร์ อ้นสุวรรณ และนายพรม ปอประสิทธิ์ และเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว โดยประกาศว่าที่ดินมีราคาประเมินตารางวาละ ๒๔,๐๐๐ บาท รวมทั้งแปลงราคาประมาณ ๑๗๘,๖๕๖,๐๐๐ บาท ไม่มีภาระผูกพัน ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ คัดค้านการยึดและขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่มิได้มีคำสั่งยกเลิกการยึดและขายทอดตลาดที่ดินแต่ประการใด ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งและประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยึดที่ดินและขายทอดตลาดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากภาษีอากรที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีค้างชำระเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกเมื่อปี ๒๕๓๕ ถึง ๒๕๓๗ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งและประกาศให้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินของผู้ฟ้องคดีในปี ๒๕๕๐ จึงขาดอายุความตามกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประกาศให้ยึดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีโดยระบุว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่มีภาระผูกพัน เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะในความเป็นจริงที่ดินแปลงดังกล่าวมีภาระผูกพันและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ผู้ฟ้องคดีค้างชำระหนี้ภาษีอากรเป็นเงินจำนวน ๓,๐๙๕,๓๗๕.๙๐ บาท ในขณะที่ระบุราคาประเมินที่ดินของผู้ฟ้องคดีไว้ตารางวาละ ๒๔,๐๐๐ บาท ราคาประเมินที่ดินทั้งโฉนดเป็นเงินประมาณ ๑๗๘,๖๕๖,๐๐๐ บาท หรือถ้าคำนวณเฉพาะส่วนที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จะมีราคาประเมินเป็นเงินจำนวน ๕๗,๖๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าผู้ฟ้องคดีค้างชำระเป็นจำนวนมาก ทั้งราคาซื้อขายในท้องตลาดมีราคาสูงกว่าราคาประเมินถึงสองถึงสามเท่าตัว แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการเกินความจำเป็นและมีเจตนากลั่นแกล้งเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินรายอื่นนำเงินภาษีอากรค้างชำระของผู้ฟ้องคดีมาชำระให้แก่กรมสรรพากร นอกจากนี้ ที่ดินแปลงดังกล่าวได้มีการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดมีนบุรี ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๐๐๗/๒๕๔๕ และได้ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ในคดีของศาลแพ่ง หมายเลขแดงที่ ๑๗๑๓๖/๒๕๔๐ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่มีอำนาจที่จะออกประกาศให้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวได้ จึงเป็นการยึดซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งและประกาศดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกเพิกถอนคำสั่งและประกาศที่ สภ.๒/๙๓๒๖/๒๕๕๐ และที่ สภ.๒/๙๓๒๗/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ที่ให้ยึดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๑ เลขที่ ๕๐๒๑ ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และให้ยกเลิกเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เรื่องขายทอดตลาดทรัพย์สิน ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ที่ให้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๑ เลขที่ ๕๐๒๑ ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า คำสั่งและประกาศที่ สภ.๒/๙๓๒๖/๒๕๕๐ และที่ สภ.๒/๙๓๒๗/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ และประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เรื่องขายทอดตลาดทรัพย์สิน ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เป็นคำสั่งและประกาศที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีนี้ก่อนนำคดีมาฟ้องยังศาลปกครอง ผู้ฟ้องคดีมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ กำหนด จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ คดีไม่ขาดอายุความ ทั้งการยึดและขายทอดตลาดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๑ เลขที่ ๕๐๒๑ ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ไม่ถือเป็นการยึดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีได้ค้างชำระภาษีอากร ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ บังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าว โดยมีคำสั่งยึดและประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๓๑ เลขที่ ๕๐๒๑ ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๒ งาน ๔๔ ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าสิทธิเรียกร้องในหนี้ภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวขาดอายุความ การยึดและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำที่นอกเหนือเกินความจำเป็นที่กระทำและเป็นการยึดซ้ำ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกคำสั่งยึดและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร และไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ผู้ฟ้องคดีทำคำชี้แจงเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ เพราะไม่ได้ฟ้องในประเด็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองประเมินภาษีอากรค้างชำระไม่ชอบ แต่ฟ้องเฉพาะกรณีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกคำสั่งและประกาศโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งและประกาศดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ออกคำสั่งกรมสรรพากร ที่ สภ. ๒/๙๓๒๖/๒๕๕๐ เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร และประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การขายทอดตลาดทรัพย์สิน ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เพื่อยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีเพื่อชำระเงินค่าภาษีอากรค้าง โดยมิได้มีประเด็นโต้แย้งเรื่องจำนวนเงินค่าภาษีอากรค้างแต่อย่างใด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกคำสั่งและประกาศดังกล่าว จึงเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง ตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกคำสั่งและประกาศดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและประกาศดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในการยึดทรัพย์สินและประกาศขายทอดตลาดว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ประกอบกับศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๔๖/๒๕๓๕ ว่า การฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าประกาศยึดทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดโดยใช้อำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร และขอให้เพิกถอนคำสั่งยึดและประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีอากรตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ศาลภาษีอากรกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องคดีนี้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งและประกาศให้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๑ เลขที่ดิน ๕๐๒๑ ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งค้างชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวกับมาตรการบังคับชำระหนี้ค่าภาษีค้างในการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระหนี้ค่าภาษี ตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นมาตรการที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร เมื่อมีการโต้แย้งว่าเป็นการใช้อำนาจที่มิชอบด้วยกฎหมายก็ย่อมถือว่าเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวนี้จะรวมถึงการบังคับตามสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีอากร ไม่ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานตามกฎหมายภาษีอากรจะยุติแล้วหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งและประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เกี่ยวกับการยึดที่ดินและขายทอดตลาดเป็นไปโดยมิชอบ เพราะภาษีธุรกิจเฉพาะที่ค้างชำระเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีถูกประเมินภาษีเนื่องจากการขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก จึงมีกำหนดอายุความ ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีการขายที่ดินไป ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องกระทำการยึดทรัพย์ของผู้ฟ้องคดีเพื่อขายทอดตลาดบังคับชำระค่าภาษีค้างภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีการขายที่ดินซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าว อีกทั้งที่ดินที่ถูกยึดเฉพาะส่วนที่ผู้ฟ้องคดีมีกรรมสิทธิ์มีราคาประเมินสูงกว่าค่าภาษีที่อ้างว่าค้างชำระเป็นจำนวนมาก และผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจยึดที่ดินพิพาทเนื่องจากได้มีการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดมีนบุรีในที่ดินดังกล่าวแล้ว เป็นการยึดซ้ำต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มูลเหตุแห่งข้อพิพาทจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๗ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๕๖/๒๕๓๕ ที่ศาลปกครองกลางกล่าวอ้างนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ในคดีดังกล่าวอ้างว่าการสั่งยึดทรัพย์สินของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์มิใช่ผู้ต้องรับผิดในการเสียภาษีหรือนำส่งภาษีอากร ซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งและประกาศ ที่ สภ.๒/๙๓๒๖/๒๕๕๐ และที่ สภ.๒/๙๓๒๗/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ และประกาศเรื่อง ขายทอดตลาดทรัพย์สิน ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ที่ให้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ค้างชำระหนี้ค่าภาษีอากร โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๓๑ เลขที่ดิน ๕๐๒๑ ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งและประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งและประกาศดังกล่าว เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งออกตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ และเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง ตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งและประกาศให้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินของผู้ฟ้องคดีซึ่งค้างชำระหนี้ค่าภาษีอากรเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร และไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสาคร ปอประสิทธิ์ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมสรรพากร ที่ ๑ สรรพากรภาค ๒ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.รัษฎากร
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสาคร ปอประสิทธิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 58/2553
#502149
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๘/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ บริษัทสยามเมนทิส จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ที่ ๑ นางพัชราภรณ์ ปัญญาวุฒิไกร ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๙/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ แพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ ตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ชักชวนโจทก์ให้จัดทำแผนงานพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและนำไปสู่การก่อตั้งสถาบันวิทยาการการเรียนรู้ (สวร.) อันเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านของจำเลยที่ ๑ ขณะอยู่ระหว่างการก่อตั้งทางสถาบันวิทยาการการเรียนรู้แจ้งแก่โจทก์ว่ามีความจำเป็นต้องนำเสนอผลงานเพื่อให้ได้รับการอนุมัติจากสำนักนายกรัฐมนตรี จึงว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินงานตามที่มอบหมายไปก่อน แล้วจะบันทึกสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง โจทก์เริ่มทำงานตามที่ได้รับการว่าจ้างคือโครงการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ "ถุงรับขวัญ" เพื่อผลิตและแจกจ่ายให้แก่มารดาที่มีบุตรแรกคลอดเป็นเด็กไทยทุกคนที่เกิดตั้งแต่วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เป็นต้นไปคิดเป็นเงินจำนวน ๗,๗๕๔,๘๐๐ บาท โจทก์ดำเนินการออกแบบพัฒนาถุงรับขวัญจนสำเร็จ ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ๒๕๔๘ แล้วเสนอต่ออนุกรรมการสื่อสาธารณะและคณะกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการการเรียนรู้ในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ และได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ต่อมาสถาบันวิทยาการการเรียนรู้ได้แต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้อำนวยการสื่อสาธารณะของตนซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้และเป็นผู้ประสานงานในการทำงานกับโจทก์ แต่สถาบันวิทยาการการเรียนรู้ได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการทำงานซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้โจทก์ไม่สามารถรับจ้างต่อไปได้ จึงมีการตกลงเลิกสัญญาและกำหนดค่าตอบแทนแก่โจทก์ ในการเลิกสัญญาจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ มาตกลงเจรจากับโจทก์ โดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยุติการพัฒนาถุงรับขวัญและพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนในผลงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วเป็นเงิน ๔,๑๐๔,๙๒๐ บาท จากนั้นโจทก์ได้ติดตามทวงถามมาโดยตลอด แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔,๑๐๔,๙๒๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ ศาลอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ จากสารบบความ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำผลิตภัณฑ์ถุงรับขวัญ แต่เป็นการว่าจ้างระหว่างโจทก์กับแพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ แม้ภายหลังจำเลยที่ ๑ จะแต่งตั้งให้แพทย์หญิงจันทร์เพ็ญดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการการเรียนรู้ก็ไม่มีฐานะเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ไม่เคยมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การจัดจ้างระหว่างโจทก์กับแพทย์หญิงจันทร์เพ็ญเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และสัญญาจ้างที่ให้โจทก์จัดทำโครงการออกแบบถุงรับขวัญเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทย เป็นการบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ จัดเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า ขณะฟ้องคดีจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง แม้ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จะมีวัตถุประสงค์คือ เป็นองค์การการเรียนรู้ขนาดใหญ่ ที่สมบูรณ์หลากหลาย สนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงความรู้ในสาขาต่าง ๆ เพื่อสะสมความรู้และพัฒนาภูมิปัญญาของตน ส่งเสริมสนับสนุนให้มีศูนย์บริการวิทยาการความรู้ในรูปแบบที่หลากหลายในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์แห่งชีวิต สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ค่านิยม วิถีชีวิตแห่งคน ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่และอนาคต ให้เด็กและเยาวชนมีนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ ประชาชนได้มีโอกาสพัฒนาความคิดความสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างนวัตกรรมผลผลิตหรืองานจากการผสมผสานภูมิปัญญาของตนเข้ากับความรู้สมัยใหม่ แต่เมื่อพิจารณาตามสัญญาจ้างให้จัดทำโครงการออกแบบถุงรับขวัญที่โจทก์นำมาฟ้องนั้น มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ดำเนินการค้นคว้าหาแนวทางเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ถุงรับขวัญ พัฒนาต้นแบบ และทดสอบผลิตภัณฑ์เพื่อเสนอต่อสถาบันวิทยาการเพื่อการเรียนรู้ อันเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ ซึ่งสถาบันวิทยาการเพื่อการเรียนรู้ มีโครงการที่จะผลิตและแจกจ่ายถุงรับขวัญให้เด็กไทยที่เกิดตั้งแต่วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เป็นต้นไป โดยไม่ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์ถุงรับขวัญเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยที่ ๑ ใช้ในการบริการสาธารณะ อีกทั้งสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาจ้างให้จัดทำโครงการออกแบบถุงรับขวัญฉบับพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างให้จัดทำโครงการออกแบบถุงรับขวัญเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือ จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐที่เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๗ อันมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นองค์กรเรียนรู้ขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์ หลากหลายและเป็นองค์กรนำด้านฐานความรู้ให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงความรู้ในสาขาต่าง ๆ เพื่อสะสมความรู้และพัฒนาภูมิปัญญาของตน การเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่และอนาคตให้เด็กและเยาวชนมีนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ ฯลฯ โดยให้มีศูนย์บริการวิทยาการความรู้ในรูปแบบที่หลากหลายในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา ๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ ประสงค์จะพัฒนาแนวความคิดและต้นแบบของถุงรับขวัญให้เป็นถุงรับขวัญที่ไม่ได้เป็นเพียงถุงใส่ข้าวของสำเร็จรูปแต่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือและกระบวนการเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่หวังให้กลุ่มเป้าหมายได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การให้ความสำคัญต่อการเลี้ยงดูเด็กและสามารถส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ ๑ บรรลุผล เมื่อจำเลยที่ ๑ ยังไม่มีความพร้อมในการพัฒนาแนวความคิดและต้นแบบถุงรับขวัญดังกล่าว จึงได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ ในการพัฒนาแนวความคิดและต้นแบบของถุงรับขวัญ โดยต้นแบบของผลิตภัณฑ์ในถุงรับขวัญประกอบด้วย จดหมาย คู่มือแม่และผู้เลี้ยงเด็ก หนังสือนุ่มนิ่ม หนังสือคำคล้องจอง เพลงกล่อมเด็ก และผ้าห่มพัฒนาการ จึงเห็นได้ว่าสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาที่มีลักษณะให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะกับจำเลยที่ ๑ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ บรรลุผล สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้ดำเนินการออกแบบพัฒนาถุงรับขวัญจนสำเร็จ แต่ต่อมาได้มีการเจรจาเพื่อยุติการพัฒนาถุงรับขวัญโดยตกลงเลิกสัญญาต่อกัน และกำหนดค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๔,๑๐๔,๙๒๐ บาท สำหรับงานที่ทำไปแล้ว จากนั้นโจทก์ได้ติดตามทวงถามค่าตอบแทนดังกล่าวโดยตลอด แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กรณีจึงถือได้ว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองแล้ว คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งได้ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐ ประเภทองค์การมหาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญาจ้างให้จัดทำโครงการออกแบบถุงรับขวัญ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่สัญญาจ้างให้จัดทำโครงการออกแบบถุงรับขวัญระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง สัญญาพิพาทเป็นสัญญาว่าจ้างธรรมดา จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทสยามเมนทิส จำกัด โจทก์ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ที่ ๑ นางพัชราภรณ์ ปัญญาวุฒิไกร ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2547
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเมนทิส จำกัด
จำเลย — สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 57/2553
#501117
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๗/๒๕๕๓

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพิจิตร

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ กรมทางหลวง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด บางมูลนากเหล็กเพชร ที่ ๑ นายสุพจน์ อุฬารวงศ์ ที่ ๒ นายสุภรณ์ พรธาดาวิทย์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๔ ผู้ฟ้องคดีทำสัญญาจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ก่อสร้างทางหลวงหมายเลข ๑๑๕ สามแยกทางหลวงหมายเลข ๑๑๗ - เทศบาลเมืองพิจิตร ตอน ๒A ระหว่าง กม.๗๗+๐๐ - กม.๗๗+๘๘๐ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร โดยในสัญญาข้อ ๒.๗ และข้อ ๒.๘ กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องจัดทำเครื่องหมายจราจรบนผิวทางและติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวง อีกทั้ง ผู้รับจ้างจะต้องจัดหา จัดทำและติดตั้งป้ายเครื่องหมายและสัญญาณจราจรชั่วคราวตามมาตรฐานกรมทางหลวง และตามแนวทางปฏิบัติการติดตั้งเครื่องหมายและสัญญาณจราจรสำหรับการจัดซ่อมถนนและงานสาธารณูปโภคของส่วนราชการ ซึ่งผู้รับจ้างต้องถือปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับงานจ้างโดยเคร่งครัด และสัญญาข้อ ๑๑ กำหนดให้ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดต่ออุปัทวเหตุ ความเสียหาย หรือภยันตรายใด ๆ อันเกิดจากการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง การฝ่าฝืนหากเกิดความเสียหายอันเนื่องจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้รับจ้างจะต้องรับผิด ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๗ นายฐานตะวัน เกตุงาม ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๖ ฮ ๒๙๗๙ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด มาตามถนนสายพิจิตร - สามง่าม บริเวณ กม. ๘๒+๓๐๐ ซึ่งเป็นทางต่างระดับและอยู่ในระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการก่อสร้าง ทำให้รถยนต์เสียหลักตกถนนได้รับความเสียหาย บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีเป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง (คดีหมายเลขดำที่ ๓๒๘/๒๕๔๘ หมายเลขแดงที่ ๓๐๒๕/๒๕๕๐) โดยศาลแพ่งพิจารณาแล้วเชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุไม่ติดสัญญาณไฟกระพริบที่จุดป้ายเครื่องหมายและไม่มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้าข้างทาง แม้ว่าสัญญาจ้างกำหนดให้ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดทำและติดตั้งป้ายเครื่องหมายและสัญญาณไฟก็ตาม แต่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการบูรณะบำรุงรักษาถนนที่เกิดเหตุ ย่อมมีหน้าที่กำกับตรวจสอบและจัดให้มีการติดตั้งป้ายเครื่องหมายและสัญญาณไฟให้เป็นไปโดยถูกต้อง การกระทำของจำเลยเป็นการละเว้นการกระทำตามหน้าที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๗๙,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ผู้ฟ้องคดีได้นำเงินไปวางศาลเพื่อชำระหนี้แล้วเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๐ จำนวน ๘๔๖,๐๗๗.๗๒ บาท คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชำระเงินดังกล่าวแก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำผิดข้อกำหนดสัญญาจ้างข้อ ๒.๗ และข้อ ๒.๘ โดยไม่ทำการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบที่จุดตั้งป้ายเครื่องหมายและไม่มีแสงสว่างโคมไฟฟ้าข้างทางบริเวณที่เกิดเหตุ ทำให้นายฐานตะวันขับรถยนต์เสียหลักตกถนนได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้ศาลแพ่งพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีต้องชำระเงินค่าเสียหายให้แก่ผู้รับประกันภัย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน จำนวน ๙๓๒,๗๖๕.๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๘๔๖,๐๗๗.๗๒ บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเนื่องจากผู้ฟ้องคดีทราบถึงสิทธิตามสัญญาอยู่ก่อนแล้วในขณะที่ตกเป็นจำเลยในคดีที่ผู้รับประกันภัยยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เรียกผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเข้าเป็นจำเลยร่วม ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่มีโอกาสต่อสู้คดีกับบุคคลภายนอก ผู้ฟ้องคดีจึงเสี่ยงในความรับผิดตามลำพัง และผู้ฟ้องคดีไม่ได้ต่อสู้คดีจนถึงที่สุดเป็นข้อพิรุธถึงการสมยอมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทุกประการและ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ฟ้องคดีหรือตัวแทนโดยตลอด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิไล่เบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เนื่องจากคดีเป็นเรื่องฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้รับผิดต่อบุคคลภายนอกตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม โดยคดีแพ่งดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้เป็นจำเลยร่วมด้วย นอกจากนั้นคดีที่จะขึ้นสู่ศาลปกครองจะต้องเป็นคดีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อันเป็นการบังคับระหว่างหน่วยงานราชการและคู่สัญญาในเชิงสาธารณประโยชน์เท่านั้น แต่คดีนี้เป็นการฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายตามสัญญาซึ่งไม่เป็นประโยชน์สาธารณะแต่ประการใด คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นส่วนราชการฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงคมนาคม โดยกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงหลายประการ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นเอกชน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามข้อเท็จจริงผู้ฟ้องคดีได้ตกลงทำสัญญาจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ทำการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข ๑๑๕ สามแยกทางหลวงหมายเลข ๑๑๗-เทศบาลพิจิตร ตอน ๒ A สัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคและถือเป็นสัญญาทางปกครอง ตามคำฟ้องที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาจ้างข้อ ๒.๗ และ ๒.๘ โดยไม่ทำการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบที่จุดติดตั้งป้ายเครื่องหมาย และไม่มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้าข้างทางในบริเวณที่เกิดเหตุ ทำให้มีผู้ขับรถยนต์ตกถนนได้รับความเสียหาย บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิจากผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงได้ฟ้องผู้ฟ้องคดีเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งให้รับผิดในผลละเมิด และศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท ผู้ฟ้องคดีจึงนำเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยไปวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงินจำนวน ๘๔๖,๐๗๗.๗๒ บาท เห็นได้ว่าตามรูปคดีเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างก่อสร้างถนน ตามจำนวนเงินที่ผู้ฟ้องคดีได้นำเงินไปวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีดังกล่าวถือเป็นข้อพิพาทโดยตรงจากข้อกำหนดในสัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ทั้งข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องมาจากสิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามที่ต้องผูกพันตามสัญญาจ้างดังกล่าว อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพิจิตรพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดให้ร่วมกันชำระเงินตามคำพิพากษาศาลแพ่งที่พิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีชำระแก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด โจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๐๒๕/๒๕๕๐ ระหว่างบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย เรื่อง ละเมิด ประกันภัย อันเป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๙ (๓) ประกอบมาตรา ๒๒๗ โดยอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้ทำละเมิดทำให้บุคคลภายนอกได้รับความเสียหายหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๐๒๕/๒๕๕๐ ของศาลแพ่ง ประเด็นข้อพิพาทจึงไม่ได้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยตรง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดบางมูลนากเหล็กเพชร และหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีว่าจ้างให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างทางหลวงหมายเลข ๑๑๕ สามแยกทางหลวงหมายเลข ๑๑๗ - เทศบาลเมืองพิจิตร ตอน ๒A ระหว่าง กม.๗๗+๐๐ - กม.๗๗+๘๘๐ ในระหว่างก่อสร้างมีผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ประสบอุบัติเหตุในบริเวณดังกล่าว ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าของรถยนต์และยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง โดยศาลแพ่งได้วินิจฉัยว่าบริเวณที่เกิดเหตุไม่ติดสัญญาณไฟกระพริบที่จุดป้ายเครื่องหมายและไม่มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้าข้างทาง แม้ว่าสัญญาจ้างกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในคดีนี้เป็นผู้จัดทำและติดตั้งป้ายเครื่องหมายและสัญญาณไฟ ก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่รับผิดชอบในการบูรณะบำรุงรักษาถนนที่เกิดเหตุ ย่อมมีหน้าที่กำกับตรวจสอบและจัดให้มีการติดตั้งป้ายเครื่องหมายและสัญญาณไฟให้เป็นไปโดยถูกต้อง การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการละเว้นการกระทำตามหน้าที่ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย และพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับประกันภัย ผู้ฟ้องคดีได้นำเงินไปวางศาลเพื่อชำระหนี้แล้ว คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยให้ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามร่วมกันชำระเงินดังกล่าวแก่ผู้ฟ้องคดีโดยมาฟ้องเป็นคดีนี้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเนื่องจากผู้ฟ้องคดีทราบถึงสิทธิตามสัญญาอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่ตกเป็นจำเลยในคดีที่ผู้รับประกันภัยยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เรียกผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเข้าเป็นจำเลยร่วม ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่มีโอกาสต่อสู้คดีกับบุคคลภายนอก ผู้ฟ้องคดีจึงเสี่ยงในความรับผิดตามลำพัง และผู้ฟ้องคดีไม่ได้ต่อสู้คดีจนถึงที่สุดเป็นข้อพิรุธถึงการสมยอมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทุกประการและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ฟ้องคดีหรือตัวแทนโดยตลอด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิไล่เบี้ย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ประเด็นเรื่องค่าเสียหายในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับข้อพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๐๒๕/๒๕๕๐ ซึ่งศาลแพ่งได้วินิจฉัยไว้แล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรที่จะได้รับการพิจารณาวินิจฉัย โดยศาลเดียวกัน คือศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกรมทางหลวง ผู้ฟ้องคดี ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางมูลนากเหล็กเพชร ที่ ๑ นายสุพจน์ อุฬารวงศ์ ที่ ๒ นายสุภรณ์ พรธาดาวิทย์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — กรมทางหลวง
ผู้ถูกฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางมูลนากเหล็กเพชร ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2553
#502728
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๖/๒๕๕๓

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๑ บริษัทไซเบอร์คอล จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๗๘๒/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ โจทก์ทำสัญญากับจำเลย โดยจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้ให้บริการข้อมูลด้วยเสียงโทรศัพท์ (AUDIOTEX) ผ่านทางโครงข่ายโทรศัพท์ของจำเลยทั่วประเทศ มีกำหนดระยะเวลาสิบห้าปีนับแต่วันลงนามในสัญญา โดยโจทก์เป็นผู้ลงทุนและออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามสัญญาทั้งหมด แต่จำเลยสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการให้บริการเองหรือให้รายอื่นดำเนินการให้บริการเช่นเดียวกันได้อีก โจทก์ต้องชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อปี เป็นค่าเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์ เพื่อให้บริการตามสัญญาและจำเลยตกลงจ่ายส่วนแบ่งรายได้ค่าดำเนินการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงโทรศัพท์แก่โจทก์ในอัตราร้อยละหกสิบของรายได้จากการใช้บริการของผู้ใช้บริการตามที่จำเลยได้รับจริง หลังจากหักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โจทก์ต้องดำเนินการให้บริการให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของสัญญาและถูกต้องตามกฎหมาย และห้ามดำเนินการเพื่อประโยชน์อื่นใดที่อาจก่อให้เกิดภยันตรายต่อสังคมหรือความมั่นคงของรัฐ โดยโจทก์ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)) สาขาสำนักสาทร เลขที่ ๐๔๗-๕-๐๔๙๗๖-๓๕๙๙-๐๐๐๐๑-๐๐๑ ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ จำนวนเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยไว้เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลังจากทำสัญญา โจทก์ได้เสนอจัดทำผังแสดงการให้บริการให้จำเลยพิจารณาและอนุญาต และจำเลยได้ทำสัญญาร่วมให้บริการข้อมูลด้วยเสียงโทรศัพท์กับผู้ให้บริการรายอื่นๆ อีกนับสิบราย ทำให้มีการแข่งขันการให้บริการสูง และผู้ให้บริการบางรายได้ให้บริการในลักษณะที่ผิดสัญญาและกฎหมาย และในปี ๒๕๕๐ จำเลยได้มีหนังสือให้โจทก์ยุติการให้บริการแชทไลน์ (Chat Line) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันปัญหาการให้บริการอันเป็นการขัดต่อกฎหมาย โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำผิดสัญญาหรือข้อตกลงใดๆ กับจำเลย การระงับการให้บริการดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายรายได้ของโจทก์ลดลงอย่างมาก โจทก์จึงมีหนังสือขอระงับการดำเนินการให้ข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์เนื่องจากบริการถูกจำกัดสิทธิจนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่จำเลยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ โจทก์เห็นว่า จำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์จึงมีหนังสือถึงธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ให้ยุติการจ่ายเงินไว้ก่อนจนกว่าโจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายและศาลมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุด การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากบริการแชทไลน์เป็นบริการที่ทำรายได้หลักในการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงโทรศัพท์ เมื่อจำเลยยกเลิกบริการดังกล่าวโดยที่โจทก์ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดสัญญา จำเลยจึงเป็นฝ่ายกระทำผิดสัญญา ทำให้โจทก์ต้องเสียประโยชน์จากการขาดรายได้และการที่ไม่สามารถให้บริการได้ตามกำหนดระยะเวลาในสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเงิน ๔๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และจำเลยมิได้กระทำผิดสัญญาตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาต่อจำเลย เนื่องจากในระหว่างการร่วมดำเนินการตามสัญญา โจทก์ประกอบกิจการให้บริการแชทไลน์โดยมุ่งเน้นการให้บริการสนทนาทางโทรศัพท์เรื่องเพศและกามารมณ์หรือแอบแฝงซึ่งเป็นการผิดสัญญา ข้อ ๒๐ และโจทก์ค้างชำระหนี้ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์ประจำปี ๒๕๕๑ พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มและค้างชำระค่าเช่าวงจร จำเลยมีหนังสือทวงถามไปยังโจทก์และธนาคารผู้ค้ำประกันแล้ว แต่โจทก์และธนาคารผู้ค้ำประกันเพิกเฉย จำเลยจึงแจ้งการยกเลิกสัญญาร่วมดำเนินการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงโทรศัพท์เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ โดยให้มีผลยกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๑ ซึ่งจำเลยจะได้ใช้สิทธิเรียกร้องเอากับโจทก์และธนาคารผู้ค้ำประกันในภายหลังเป็นอีกคดีหนึ่ง การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียประโยชน์จากการขาดรายได้และค่าเสียหายจากจำเลย เนื่องจากเป็นสิทธิเรียกร้องอันมิชอบด้วยกฎหมายและยังเป็นสิทธิเรียกร้องในจำนวนเงินที่ไม่อาจมีขึ้นหรือคาดหมายได้ในอนาคต และโจทก์มิได้เสียหายเป็นเงินจำนวนตามที่เรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมของประเทศและเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ ต่อมาได้มีการแก้ไขกฎหมายและจำเลยได้แปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด แต่จำเลยยังคงมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ ประกอบกิจการและให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด จำเลยจึงยังคงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาร่วมดำเนินการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์ระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาทางด้านโทรคมนาคมของประเทศเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

โจทก์ยื่นคำชี้แจงว่า สัญญาร่วมดำเนินการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์เป็นกรณีที่คู่สัญญาสมัครใจแสวงหาประโยชน์ร่วมกันในทางธุรกิจ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาทางแพ่งของฝ่ายปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อนึ่ง โจทก์เคยยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๖๑/๒๕๕๑ ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๑๖๘๑/๒๕๕๑ เนื่องจากเห็นว่าสัญญาร่วมดำเนินการดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งของฝ่ายปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาร่วมดำเนินการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์ระหว่างโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นสัญญาที่จำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้ให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์ผ่านทางโครงข่ายโทรศัพท์ของจำเลยซึ่งเรียกว่า ออดิโอเท็กซ์ (AUDIOTEX) มีวัตถุประสงค์ในการร่วมกันดำเนินธุรกิจและแสวงหาประโยชน์จากการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงโทรศัพท์เท่านั้น ซึ่งโจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากส่วนแบ่งรายได้ของจำเลยในอัตราร้อยละ ๖๐ ของรายได้ อันเกิดจากการใช้บริการเสียงทางโทรศัพท์ที่โจทก์ทำขึ้นเท่านั้น การให้บริการดังกล่าวไม่เป็นกิจการที่จำเป็นแก่ประชาชนทั่วไป สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะที่คู่สัญญาสมัครใจร่วมกันแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจและต่างฝ่ายต่างตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หาใช่ลักษณะของการร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะแต่อย่างใดไม่ สัญญาดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นข้อพิพาท อันเนื่องมาจากสัญญาร่วมดำเนินการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์ที่โจทก์ทำกับจำเลย คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ เห็นว่า เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ มีชื่อว่า องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชนและดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์และธุรกิจอื่นซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์ตามมาตรา ๖ ดังนั้น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะโดยมีวัตถุประสงค์ให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด รวมถึงการให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ ต่อมาองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้แปรสภาพนิติบุคคลเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์กรโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ และมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น จำเลยจึงยังคงมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด รวมถึงการให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์อันเป็นบริการสาธารณะ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการพัฒนาทางด้านโทรคมนาคมของประเทศและเพื่อสามารถใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานของจำเลยให้ได้มากที่สุด โดยมีการตกลงให้โจทก์เป็นผู้ให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์ผ่านโครงข่ายโทรศัพท์ของจำเลยทั่วประเทศในรูปแบบการให้บริการข้อมูล ข่าวสารเพื่อประโยชน์ของรัฐ รวมทั้งสาระบันเทิงและอื่นๆ ผ่านทางระบบโทรศัพท์พื้นฐานที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งบริการดังกล่าวเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งนี้ สัญญาดังกล่าวได้ตกลงให้โจทก์เข้ารับสัมปทานในการให้บริการข้อมูลข่าวสารทั้งระบบโทรศัพท์หรือโทรสารแล้วแต่ประเภทของข้อมูล ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามสัญญาเป็นเวลา ๑๕ ปี นับแต่วันลงนามในสัญญา โดยโจทก์เป็นผู้ลงทุนและออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามสัญญานี้ทั้งหมด และจำเลยตกลงจ่ายส่วนแบ่งรายได้ค่าดำเนินงานในการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์ให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละหกสิบของรายได้จากการใช้บริการตามที่จำเลยได้รับจริง หลังจากหักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สัญญาร่วมดำเนินการดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ได้มอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนเข้าจัดทำบริการสาธารณะเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาด้านโทรคมนาคมของประเทศ อันเป็นบริการสื่อสารสาธารณะภายในระยะเวลาที่สัญญากำหนดไว้ นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวยังมีเงื่อนไขที่ให้เอกสิทธิ์แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจทางปกครองฝ่ายเดียวในการยกเลิกสัญญาสัมปทานนี้ได้ สัญญาดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้สรุปได้ว่า เดิมจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทองค์การของรัฐบาลใช้ชื่อว่า "องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย" สังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชนและดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์และธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกับหรือซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อมาได้แปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด จึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกประเภทเช่นเดียวกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จำเลยจึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาร่วมดำเนินการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาร่วมดำเนินการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้สัญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญเพียงว่าเป็นการให้โจทก์บริการข้อมูลด้วยเสียงโทรศัพท์ผ่านทางโครงข่ายโทรศัพท์ของจำเลยซึ่งไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อพิพาทที่เกิดจากสัญญาดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทไซเบอร์คอล จำกัด โจทก์ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไซเบอร์คอล จำกัด
จำเลย — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2553
#499112
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๕/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแขวงอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงอุดรธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ นายพีรวัฒน์ สิทธิวงศ์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายสาโรช นิลเขต ที่ ๑ นายฉัตรชัย สาขี ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแขวงอุดรธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๒๑๙/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินและทำประโยชน์บนที่ดินสองแปลงต่อจากบิดาของโจทก์ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว โดยโจทก์ได้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดทุกปี และไม่มีบุคคลใดมาโต้แย้งขัดขวางการครอบครองที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำขอต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีเพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวตามคำขอออกโฉนดที่ดิน เลขที่ ๓๒๔/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ที่ดินที่ขอออกโฉนดตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเขื่อนห้วยหลวง ตำบลโคกสะอาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนของสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีตรวจสอบสารบบ น.ส. ๓ ก. เลขที่ดิน ๘๘ และเลขที่ดิน ๕๒ ที่โจทก์ครอบครองแล้วปรากฏว่า ไม่มีสารบบ น.ส. ๓ ก. แต่อย่างใด จากนั้นมีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์จนแล้วเสร็จ สำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีมีประกาศลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เรื่อง การแจกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เนื้อที่ ๒๙ ไร่ ๑ งาน ๗๓ ตารางวา ซึ่งปรากฏว่าไม่มีบุคคลใดคัดค้านการแจกโฉนดที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๐ แจ้งว่า ตำแหน่งที่ดินที่โจทก์นำเจ้าหน้าที่เดินสำรวจออกโฉนด มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๔๔ และเลขที่ ๑๐๔๕ ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับที่ออกทับที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉยและเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์เสียเอง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และให้ดำเนินการแก้ไข เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองฉบับที่ออกทับที่ดินของโจทก์โดยมิชอบ แล้วดำเนินการให้โจทก์ได้รับการแจกโฉนดที่ดินของโจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดทับซ้อนกับที่ดินที่มีการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๔๔ และเลขที่ ๑๐๔๕ ซึ่งมีชื่อนางสาวสุวิมล สยามรัตนกิจ (ปัจจุบันโอนให้นายสาธิต สยามรัตนกิจ แล้ว) และนายดำรง สยามรัตนกิจ ต่างเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองและยังทับซ้อนพื้นที่บางส่วนของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๔๒ ซึ่งมีชื่อนายสาธิต สยามรัตนกิจ เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินให้ได้ เนื่องจากทับซ้อนที่ดินที่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้ว คำสั่งยกเลิกการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามออกคำสั่งทางปกครองยกเลิกการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๘ ทวิ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นกรณีการกล่าวอ้างว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายเนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากคำสั่งทางปกครอง คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินจะออกโฉนดที่ดินให้แก่บุคคลใดไปนั้น จำต้องผ่านกระบวนการในการสอบสวนและพิสูจน์สิทธิในที่ดิน ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ความแน่ชัดเป็นที่เชื่อถือได้ว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามกฎหมาย ดังนั้นแม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่มีคำสั่งให้ยกเลิกเรื่องเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่การที่เจ้าพนักงานที่ดินจะมีคำสั่งอนุญาตให้ออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์หรือไม่นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า สองแปลงต่อจากบิดาของโจทก์ ซึ่งปัจจุบันที่ดินดังกล่าวได้รวมเป็นแปลงเดียวกัน โดยโจทก์ได้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดและไม่มีบุคคลใดโต้แย้ง โจทก์ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินสองแปลงดังกล่าว ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี จนได้มีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีมีประกาศลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เรื่อง การแจกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีว่า ตำแหน่งที่ดินที่โจทก์นำเจ้าหน้าที่เดินสำรวจออกโฉนดมีการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๔๔ และเลขที่ ๑๐๔๕ ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับที่ออกทับที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉยและเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ โจทก์เห็นว่า จำเลยทั้งสามจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งให้ดำเนินการแก้ไข ยกเลิกหรือเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับที่ออกทับที่ดินของโจทก์ แล้วดำเนินการให้โจทก์ได้รับการแจกโฉนดที่ดินของโจทก์ด้วย เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งยกเลิกการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองและกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ว่า ระหว่างโจทก์กับบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) แปลงที่ที่ดินมีการทับซ้อนอยู่ ผู้ใดเป็นผู้ที่มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวดีกว่ากัน นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า คำสั่งยกเลิกการออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่การพิจารณากฎหมายดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดี รวมทั้งมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการออกโฉนดที่ดินที่เกี่ยวกับที่พิพาทเพื่อเยียวยาความเสียหายตามคำขอของโจทก์ได้ โดยที่ศาลยุติธรรมหาได้มีอำนาจเช่นนั้นไม่ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์บนที่ดินสองแปลงต่อจากบิดาของโจทก์ และในปัจจุบันที่ดินดังกล่าวได้รวมเป็นแปลงเดียวกัน โดยโจทก์ได้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดทุกปี และไม่มีบุคคลใดโต้แย้งขัดขวางการครอบครอง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำขอต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีเพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเขื่อนห้วยหลวง ตำบลโคกสะอาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จนมีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน และสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีมีประกาศแจกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์แล้วโดยไม่มีบุคคลใดคัดค้าน แต่ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีแจ้งว่า ตำแหน่งที่ดินที่โจทก์นำเจ้าหน้าที่เดินสำรวจออกโฉนด มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๔๔ และเลขที่ ๑๐๔๕ ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับที่ออกทับที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉยและเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์เสียเอง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย และให้ดำเนินการแก้ไข เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองฉบับที่ออกทับที่ดินของโจทก์โดยมิชอบ แล้วดำเนินการให้โจทก์ได้รับการแจกโฉนดที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดทับซ้อนกับที่ดินที่มีการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๔๔ และเลขที่ ๑๐๔๕ ซึ่งมีชื่อนางสาวสุวิมล สยามรัตนกิจ (ปัจจุบันโอนให้นายสาธิต สยามรัตนกิจ แล้ว) และนายดำรง สยามรัตนกิจ ต่างเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองและยังทับซ้อนพื้นที่บางส่วนของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๔๒ ซึ่งมีชื่อนายสาธิต สยามรัตนกิจ เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินให้ได้ เนื่องจากทับซ้อนที่ดินที่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้ว คำสั่งยกเลิกการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพีรวัฒน์ สิทธิวงศ์ โจทก์ นายสาโรช นิลเขต ที่ ๑ นายฉัตรชัย สาขี ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพีรวัฒน์ สิทธิวงศ์
จำเลย — นายสาโรช นิลเขต ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2553
#500191
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๔/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสมุทรปราการ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสมุทรปราการโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้น ไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นางสมใจ เย็นชื่นใจ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ที่ ๒ นายเสน่ห์ แจ้งจรรยา ที่ ๓ นายเชาวนินทร์ หนูจันทร์แก้ว ที่ ๔ นายพงษ์ศักดิ์ ทับคล้าย ที่ ๕ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ที่ ๖ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๑/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๑๙ โจทก์ได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ ๒๐๖๕๘ ตำบลแพรกษาใหม่ (บางเมือง) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ ๑๗ ไร่ ๑ งาน ๙๕ ตารางวา จากนางปลิว เต็งรัง โดยการยกให้ และนางปลิวได้มอบสิทธิการครอบครองและทำประโยชน์ ในที่ดินซึ่งยังไม่มีเอกสารสิทธิ์เนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ตารางวา ซึ่งอยู่นอกแนวเขตด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๖๕๘ ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแปลงที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ต่อจำเลยที่ ๑ มีการรังวัดและคำนวณเนื้อที่ได้จำนวน ๓๘๔ ตารางวา แต่จำเลยที่ ๑ โดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนให้แก่โจทก์ จนต่อมาจำเลยที่ ๓ ขณะเป็นกำนันตำบลแพรกษาใหม่ไม่ลงนามรับรองเป็นพยานและทำบันทึกข้อความฉบับลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๔ อันเป็นเท็จว่าเนื่องจากที่ดินแปลงนี้แจ้งกรรมสิทธิ์ (แปลงเดิม) มีแนวคลองสาธารณประโยชน์ (คลองทับนาง) กั้นอยู่ เนื้อที่ไม่ได้ลดลง และไม่มีหลักฐานเสียภาษีที่ดิน ทำให้นายอำเภอเมืองสมุทรปราการมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ และนางยุพร อารีย์รักษากุล เป็นกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง สอบสวนประวัติความเป็นมาของที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันหรือไม่ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ร่วมกันทำบันทึกข้อความฉบับลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๕ เรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีขอออกโฉนดโดยมิได้แจ้งการครอบครองว่าเป็นที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ว่า น่าจะเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันอันเป็นความเท็จ ทำให้จำเลยที่ ๑ โดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการไม่ออกโฉนดที่ดินเนื้อที่ ๓๘๔ ตารางวาให้แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ มีคำสั่งฉบับลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ว่า น่าเชื่อว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อความของจำเลยที่ ๓ ฉบับลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๔ เรื่องการเป็นพยานและตรวจสอบการรังวัดออกโฉนดที่ดินทั้งฉบับ เพิกถอนบันทึกข้อความของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๕ เรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีขอออกโฉนดโดยมิได้แจ้งการครอบครองว่าเป็นที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งฉบับ เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ฉบับลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ เรื่องอุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ที่ยืนตามคำสั่งเดิมให้ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์ และให้พิพากษาว่าที่ดินตามคำร้องขอออกโฉนดของโจทก์เนื้อที่ ๓๘๔ ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และให้จำเลยที่ ๑ โดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เกิดจากการเปลี่ยนสภาพของคลองทับนาง จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะออกโฉนดที่ดินให้ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๓ ทำบันทึกข้อความไปตามความจริง และได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต โจทก์มิได้รับความเสียหาย เนื่องจากที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอให้ออกโฉนดนั้น จากการพิจารณาของคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งโดยนายอำเภอเมืองสมุทรปราการทั้งสองชุดเห็นว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยเปลี่ยนสภาพมาจากคลองสาธารณประโยชน์ (คลองทับนาง) ที่ตื้นเขินขึ้น แม้โจทก์จะครอบครองก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและเป็นฟ้องเท็จ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ฉบับลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ เรื่องอุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดที่ยืนตามคำสั่งเดิม ให้ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน นั้น เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการออกคำสั่งหรือกระทำการอื่นใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อนึ่งก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้อง นายเสน่ห์ แจ้งจรรยา ที่ ๑ นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๓๗/๒๕๔๘ โดยศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครอง ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ประมาณ ๓๘๔ ตารางวา โดยได้รับมอบการครอบครองมาจากนางปลิว พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๖๕๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้สอบสวนและรังวัดที่ดิน โดยมีนางฉวีวรรณ กฤษน้อย เจ้าของที่ดินข้างเคียง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เจ้าพนักงานกรมเจ้าท่า และเจ้าพนักงานสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ได้ไปตรวจสอบและรับรองแนวเขต ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๔ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งว่าไม่สามารถรับรองเป็นพยานได้ เนื่องจากที่ดินแปลงนี้แจ้งการครอบครองกรรมสิทธิ์ (แปลงเดิม) มีแนวคลองสาธารณประโยชน์ (คลองทับนาง) คั่นอยู่ เนื้อที่ก็ไม่ได้ลดลง ไม่มีหลักฐานเสียภาษีที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๕ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แจ้งว่าได้ตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่าไม่มีบุคคลเข้าไปใช้ประโยชน์ หรือมีสิ่งปลูกสร้างครอบครอง จึงน่าจะเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงมีหนังสือที่ สป ๐๐๒๒/๑๙๘๙๖ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีหนังสือที่ สป ๐๐๑๙/๓๙๕๒ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าผู้ปกครองท้องที่ในฐานะผู้ดูแลที่สาธารณประโยชน์ได้ตรวจสอบแล้ว ที่ดินแปลงที่ขอออกโฉนดเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีได้ และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเนื่องจากที่ดินแปลงนี้ ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองและทำประโยชน์เป็นเวลานานแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้สอบสวนรังวัดสอบเขตและมีผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบระวังแนวเขตและลงลายมือชื่อรับรองว่าที่ดินที่ขอออกโฉนดไม่รุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ ไม่เป็นที่หลวงหวงห้ามแต่อย่างใด ที่ดินของผู้ฟ้องคดี อยู่ในเงื่อนไขที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ว่าที่ดินตามคำขอออกโฉนดที่ดินไม่ได้แจ้งการครอบครองของผู้ฟ้องคดีเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการออกโฉนดที่ดินตามคำขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่แจ้งการครอบครองตามคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และจดทะเบียนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ฟ้องคดีด้วย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากคำสั่งปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีของฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีก็ตาม แต่การที่จะมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีและให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณีอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๓/๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๘๔๓/๒๕๔๘

ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อความฉบับลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๔ ซึ่งจำเลยที่ ๓ เสนอต่อนายอำเภอเมืองสมุทรปราการเรื่องการเป็นพยานและตรวจสอบการรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการครอบครองของโจทก์ ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อความฉบับลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๕ ซึ่งจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ (ในฐานะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งแต่งตั้งโดยนายอำเภอเมืองสมุทรปราการ) เสนอความเห็นต่อนายอำเภอเมืองสมุทรปราการ เรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีขอออกโฉนดโดยมิได้แจ้งการครอบครองว่าเป็นที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ และขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ๒ ฉบับลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการที่มีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์ยืนตามคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินนั้น เมื่อพิจารณาสภาพข้อหาตามคำฟ้องโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมตามกฎหมายตามความเป็นจริงของสังคมไทยซึ่งมีกฏหมายบังคับโดยชอบแล้ว เท่ากับโจทก์ซึ่งเป็นคู่กรณีผู้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินอ้างว่าถูกกระทบกระเทือนสิทธิจากผลของการใช้อำนาจออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐประสงค์ให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองเป็นสำคัญ แม้โจทก์จะขอให้พิพากษาให้ที่ดินตามคำฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้จำเลยที่ ๑ โดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการดำเนินการออกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วยนั้น กรณีก็เท่ากับโจทก์เพียงแต่ประสงค์ให้หน่วยงานทางปกครองกระทำการนั้น ๆ ให้ถูกต้องตรงจริงตามกฎหมายด้วยเท่านั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๖๕๘ จากนางปลิว เต็งรัง โดยการยกให้ และนางปลิวได้มอบสิทธิการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์เนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ตารางวา อยู่นอกแนวเขตด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๖๕๘ ให้ด้วย โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแปลงที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ มีการรังวัดได้เนื้อที่ ๓๘๔ ตารางวา แต่ถูกจำเลยที่ ๓ ทำบันทึกข้อความอันเป็นเท็จว่าเนื่องจากที่ดินแปลงนี้แจ้งกรรมสิทธิ์ (แปลงเดิม) มีแนวคลองสาธารณประโยชน์ (คลองทับนาง) กั้นอยู่ เนื้อที่ไม่ได้ลดลง และไม่มีหลักฐานเสียภาษีที่ดิน และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งแต่งตั้งของนายอำเภอเมืองสมุทรปราการ ร่วมกันทำบันทึกข้อความอันเป็นความเท็จว่า ที่ดินพิพาทน่าจะเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ทำให้จำเลยที่ ๑ โดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการไม่ออกโฉนดให้แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งยืน ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อความของจำเลยที่ ๓ เพิกถอนบันทึกข้อความของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ยืนตามคำสั่งเดิมที่ให้ยกเลิกคำขอรังวัดการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ และให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๓๘๔ ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เกิดจากการเปลี่ยนสภาพของคลองทับนาง จึงออกโฉนดที่ดินไม่ได้ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และจากการพิจารณาของคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งโดยนายอำเภอเมืองสมุทรปราการทั้งสองชุดก็เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อันเกิดจากการตื้นเขินของคลองสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสมใจ เย็นชื่นใจ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ที่ ๒ นายเสน่ห์ แจ้งจรรยา ที่ ๓ นายเชาวนินทร์ หนูจันทร์แก้ว ที่ ๔ นายพงษ์ศักดิ์ ทับคล้าย ที่ ๕ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ที่ ๖ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมใจ เย็นชื่นใจ
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2553
#504755
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๓/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดพัทยา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพัทยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑ นายจาคอบ โกรเนนบูม ที่ ๑ นายเดวิด อเล็กซานเดอร์ แลมป์ก้า ที่ ๒ นายคัง มัน ชู ที่ ๓ นายซาง คิ ซิม ที่ ๔ นายปีเตอร์ ฟิลเกอร์ ที่ ๕ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นายวิเชียร พงษ์พาณิช ที่ ๓ ธนาคาร เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ บริษัทณุศาศิริ กรุ๊ป จำกัด ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพัทยา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๙๗๙-๒๙๘๓/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้จะซื้อห้องชุดพร้อมเฟอร์นิเจอร์ในอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์-อาเขต กับบริษัทปาล์มบีช รีสอร์ท จำกัด ผู้จะขาย มีข้อตกลงว่าผู้จะขายจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๓๙ แล้วจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งห้า ผู้จะขายจดทะเบียนอาคารชุดดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และจดทะเบียนจำนองที่ดินที่ตั้งอาคารชุดโฉนดเลขที่ ๖๔๒, ๖๔๓, ๖๔๔ และ ๖๕๐ (ซึ่งต่อมาแบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ ๓๑๔๘๓, ๓๑๔๘๕, ๓๑๔๘๖, ๓๑๔๘๗, ๔๐๑๕๘) ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี รวม ๔ โฉนด เพื่อประกันหนี้กู้ยืมเงินกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วงเงินจำนวน ๓๐๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ระบุจำนวนเงินที่ผู้รับจำนองจะได้รับชำระหนี้จากห้องชุดแต่ละห้องไว้ในสารบัญจดทะเบียนคิดคำนวณตามอัตราส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๒ ผู้จะขายประสบปัญหาทางการเงินไม่สามารถก่อสร้างอาคารชุดและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งห้าได้ตามสัญญาและขอขยายเวลาโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งห้าเรื่อยมา จนกระทั่งผู้จะขายจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองห้องชุดทั้งหมดและโอนขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดรวมถึงห้องชุดที่โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้จะซื้อให้แก่จำเลยที่ ๕ จำเลยที่ ๕ จดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ ๔๕๗, ๔๕๗/๑-๔๕๗/๖๙๔ กับจำเลยที่ ๔ จำนวน ๖๕๕,๙๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะเจ้าพนักงานดำเนินการจดทะเบียนให้ ซึ่งขณะนั้นยังมิได้มีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับห้องชุดซึ่งยังมิได้มีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๒๐ ตกเป็นโมฆะ ประกอบวงเงินจำนองยังสูงกว่าวงเงินจำนองเดิมกว่าหนึ่งเท่าตัว ทำให้โจทก์ทั้งห้าและเจ้าของห้องชุดทุกคนได้รับความเสียหาย เนื่องจากแม้โจทก์ทั้งห้าจะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในสภาพปลอดจำนองตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๓ แต่จำนวนเงินที่ผู้รับจำนองจะได้รับจากการไถ่จำนองห้องชุดทั้งหมดก็ยังไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้จำนองซึ่งมีวงเงินสูงกว่าเดิม ย่อมทำให้ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดและทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมดต้องอยู่ในภาระจำนองต่อไป จำเลยที่ ๓ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนจำนองโดยรู้อยู่แล้วว่าการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย กลับละเลยข้อกฎหมายใช้อำนาจหน้าที่โดยปราศจากการตรวจสอบให้แน่ชัด ทำให้โจทก์ทั้งห้าและผู้ซื้อทุกรายเสียหาย โจทก์ทั้งห้าเคยมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๓ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่มิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ดำเนินการ โจทก์ทั้งห้าได้ฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการฉ้อฉลเฉพาะรายของโจทก์ทั้งห้า คดีบางเรื่องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์-อาเขต ระหว่างผู้จะขายกับจำเลยที่ ๕ เฉพาะในส่วนห้องชุดที่โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้จะซื้อแล้ว แต่คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ และคดี บางเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งห้าในฐานะผู้มีสิทธิจดทะเบียนของตนได้อยู่ก่อนจึงเป็น ผู้มีส่วนได้เสียและได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งห้า ขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าการจดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ ๔๕๗, ๔๕๗/๑-๖๙๔ อาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์-อาเขต ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ ๓๑๔๘๓, ๓๑๔๘๕, ๓๑๔๘๖, ๓๑๔๘๗ และ ๔๐๑๕๘ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๘ ระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ตกเป็นโมฆะ และมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองไปยังจำเลยทั้งห้า ให้จำเลยที่ ๕ คืนหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่บริษัทปาล์มบีช รีสอร์ท จำกัด เพื่อนำไปจดแจ้งการเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองต่อจำเลยที่ ๑ ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง หากจำเลยที่ ๕ เพิกเฉยขอให้จำเลยที่ ๑ ออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดฉบับใหม่ให้แก่บริษัทปาล์มบีช รีสอร์ท จำกัด ต่อไป

โจทก์ทั้งห้าทิ้งฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๓ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งห้าสำหรับจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นเพียงผู้จะซื้อห้องชุดจากผู้จะขาย ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๕ และไม่มีส่วนได้เสียในคดีนี้ ความเสียหายที่โจทก์ทั้งห้าได้รับต้องไปว่ากล่าวเอากับผู้จะขาย โจทก์ทั้งห้าไม่มีอำนาจฟ้อง การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ เพราะเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดหรือจำนองห้องชุดทั้งหมดให้แก่บุคคลคนเดียว ซึ่งยังไม่มีเจ้าของรวมหรือผู้มีส่วนได้เสียรายอื่นในอันที่นิติบุคคลอาคารชุดจะต้องเข้าไปจัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดก่อน การจดทะเบียนจำนองในวงเงินที่สูงกว่าเดิมกว่าหนึ่งเท่าตัวก็ไม่ทำให้โจทก์ทั้งห้าและเจ้าของห้องชุดได้รับความเสียหายเพราะไม่มีกฎหมายหรือระเบียบของกรมที่ดินจำกัดวงเงินจำนองไว้ และไม่สามารถบังคับจำนองกับทรัพย์ส่วนกลางรวมถึงที่ดินที่ตั้งอาคารชุดได้

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองห้องชุดและยังชำระราคาไม่ครบถ้วนไม่อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นผู้เสียหายจากการจดทะเบียนจำนองอาคารชุดระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ โจทก์ทั้งห้าไม่มีอำนาจฟ้อง การจดทะเบียนจำนองห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุดระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๔ รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เพราะไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์ทั้งห้าทำสัญญาจะซื้อขายห้องชุดกับผู้จะขาย และการจดทะเบียนจำนองในวงเงินสูงกว่าเดิมก็ไม่ทำให้โจทก์ทั้งห้าเสียหาย เพราะหากมีการบังคับจำนอง จำเลยที่ ๔ ย่อมบังคับเอากับทรัพย์ของจำเลยที่ ๕ ไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งห้าและไม่อาจบังคับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์ส่วนกลางที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖ หากจำเลยที่ ๕ ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้าย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ ๕ ให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งห้าได้และสภาพแห่งหนี้ยังเปิดช่องให้กระทำได้โดยจำเลยที่ ๕ ไถ่ถอนและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้าจึงไม่เสียหายจากการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ โจทก์ทั้งห้าใช้สิทธิไม่สุจริต ฟ้องโจทก์ทั้งห้าเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดและมิใช่ผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน แม้ศาลจังหวัดพัทยาพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายห้องชุดของโจทก์ทั้งห้าระหว่างผู้จะขายกับจำเลยที่ ๕ ก็ไม่ปรากฏว่าศาลสั่งให้ผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งห้าด้วย และคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง การจดทะเบียนจำนองห้องชุดระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะจำเลยที่ ๕ ทำสัญญาและจดทะเบียนซื้อขายอาคารชุดกับผู้จะขายโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ ๕ จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารชุดโดยชอบด้วยกฎหมาย และการจดทะเบียนจำนองไม่ฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ โจทก์ทั้งห้ามิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ไม่มีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนอง ฟ้องโจทก์ทั้งห้าเคลือบคลุม คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ ๕ คืนหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้จะขายเพื่อนำไปจดแจ้งการเพิกถอนการจำนองต่อจำเลยที่ ๑ หากจำเลยที่ ๕ เพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดฉบับใหม่ให้แก่ผู้จะขายนั้น เป็นคำขอที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีผลกระทบถึงผู้จะขายซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำหรือคำสั่งใด ๆ ของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญา จำนอง และทรัพย์สินภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ ฝ่ายจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งเรื่องอำนาจศาล จึงเป็นที่ยุติว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เห็นว่า จำต้องให้ได้ข้อยุติเสียก่อนว่า นิติกรรมจำนองนั้นขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะหรือไม่ จึงจะพิจารณาได้ว่าการรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงเป็นมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สมควรที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกันเพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในทางเดียวกัน ประกอบกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับห้องชุดดังกล่าวต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด เพื่อให้มีข้อมูลที่บุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบถึงความถูกต้องและเชื่อถือได้ การดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นการกระทำที่ไม่ได้ใช้อำนาจทางปกครอง กรณีจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองจะกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ คดีนี้โจทก์ทั้งห้าเห็นว่าการกระทำทั้งหลายของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีคือ การจดทะเบียนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ตกลงทำสัญญาจำนองต่อกันและต้องการให้มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ จึงต้องจดทะเบียนนิติกรรมจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๑๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และโดยที่มาตรา ๗๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติว่า เมื่อปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่านิติกรรมที่คู่กรณีนำมาขอจดทะเบียนนั้นเป็นโมฆะกรรม พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องจดทะเบียนให้ ทั้งยังมีบทบัญญัติมาตรา ๗๗ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติว่า การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยข้อ ๒ (๑) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ กำหนดว่า ก่อนทำการจดทะเบียนให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนในเรื่องสิทธิและความสามารถของบุคคลรวมตลอดถึงความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน จึงมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวข้างต้นในการจดทะเบียนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๓ พิจารณาคำขอของจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ แล้วอนุญาตให้จดทะเบียนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง จำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์ทั้งห้ากล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จดทะเบียนนิติกรรมจำนองให้แก่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ในขณะที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จดทะเบียนนิติกรรมจำนองดังกล่าวไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ นั้น แม้ว่าจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จะมิใช่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เมื่อนิติกรรมสัญญาประเภทจำนองระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ จะมีผลบังคับตามกฎหมาย เมื่อได้จดทะเบียนจำนองต่อจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และคดีมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๓ จดทะเบียนนิติกรรมจำนองให้แก่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือไม่ จึงเป็นกรณีที่ศาลต้องวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการรับจดทะเบียนนิติกรรมจำนองของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองเป็นสำคัญ มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จึงเป็นมูลความคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ (ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๓ เพราะโจทก์ทั้งห้าทิ้งฟ้อง) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งยังปรากฏตามคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง โจทก์ทั้งห้าไม่อาจฟ้องร้องเป็นคดีนี้ต่อศาลจังหวัดพัทยา ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลปกครองเพื่อทำการวินิจฉัยเขตอำนาจศาล จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้ทั้งคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น กรณีจึงยังไม่เป็นที่ยุติว่าข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม คดีนี้ทั้งคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมทั้งจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยตามคำฟ้องโจทก์ทั้งห้าอ้างว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้จะซื้อห้องชุดเลขที่ ๔๕๗/๔๐๗ พร้อมเฟอร์นิเจอร์ในอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์-อาเขต กับบริษัทปาล์มบีช รีสอร์ท จำกัด ผู้จะขาย แต่ผู้จะขาย ไถ่ถอนจำนองห้องชุดและโอนขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ ๕ และจำเลยที่ ๕ จดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ ๔๕๗, ๔๕๗/๑-๔๕๗/๖๙๔ ไว้กับจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานผู้ทำการจดทะเบียนให้ อันเป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับห้องชุดซึ่งยังมิได้มีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๒๐ ตกเป็นโมฆะ และวงเงินจำนองสูงกว่าวงเงินจำนองเดิม จำเลยที่ ๓ จดทะเบียนจำนองโดยรู้อยู่แล้วว่าขัดต่อกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งห้าและผู้จะซื้อทุกรายเสียหาย ขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าการจดทะเบียนจำนองห้องชุดระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ตกเป็นโมฆะ และให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง ให้จำเลยที่ ๕ คืนหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้จะขาย หากจำเลยที่ ๕ เพิกเฉยขอให้จำเลยที่ ๑ ออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดฉบับใหม่ให้แก่ผู้จะขาย ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าไม่มีอำนาจฟ้อง การจดทะเบียนจำนองระหว่าง จำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ เพราะเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมด หรือจำนองห้องชุดทั้งหมดให้แก่บุคคลคนเดียวกัน จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งห้าไม่มีอำนาจฟ้อง การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๔ กับที่ ๕ ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งห้าจะฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยอ้างว่า เป็นหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนนิติกรรมโอนขาย จำนองทรัพย์ที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อ้างนี้ เป็นเพียงข้ออ้างแห่งข้อหาเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่า การที่บริษัทปาล์มบีช รีสอร์ท จำกัด ผู้จะขายทำการไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนขายทรัพย์ที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๕ แล้วจำเลยที่ ๕ นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๔ ในวงเงินจำนองที่สูงขึ้นนั้นเป็นการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ทั้งห้า ผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนหรือไม่ หากศาลพิจารณาได้ความประการใดแล้วก็จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง อันมีผลให้กรรมสิทธิ์หรือทรัพยสิทธิในทรัพย์พิพาทเปลี่ยนแปลงไประหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันเอง ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายจาคอบ โกรเนนบูม ที่ ๑ นายเดวิด อเล็กซานเดอร์ แลมป์ก้า ที่ ๒ นายคัง มัน ชู ที่ ๓ นายซาง คิ ซิม ที่ ๔ นายปีเตอร์ ฟิลเกอร์ ที่ ๕ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นายวิเชียร พงษ์พาณิช ที่ ๓ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ บริษัทณุศาศิริ กรุ๊ป จำกัด ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจาคอบ โกรเนนบุม ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2553
#496757
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 2 ไป อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269/5 และมาตรา 269/7 เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ได้กล่าวบรรยายว่า จำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ซ. ซึ่งได้ออกให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยได้ลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคาร ซ. และยังมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวด้วย ดังนั้น ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายที่ 2 อยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวก็โดยการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัตินั่นเอง จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยแล้ว ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาแทนผู้เสียหายที่ 2 โจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8), 336 ทวิ, 269/5, 269/7, 91 และให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปแก่ผู้เสียหายทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงิน 64,200 บาท และคืนเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1111/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง, 336 ทวิ, 269/5, 269/7 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุก 6 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้เงินเบิกถอนเงินสด จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 64,200 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองและเงินสดอีกจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอที่ให้นับโทษต่อนั้นได้ความว่าคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยลักเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายที่ 2 หรือกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์จึงไม่อาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้กล่าวบรรยายว่าจำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ซึ่งได้ออกให้แก่นางสาวสุรีมาศ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยได้ลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคารซิตี้แบงก์ ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ซึ่งธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยลักไปจากผู้เสียหายที่ 2 ไปทำการถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท และยังมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท ด้วย ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายที่ 2 อยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวก็โดยการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัตินั่นเอง จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 โจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269/5 ม. 269/7
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสุรชัย โพธิ์อยู่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายปฐม สมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิพันธ์ ช่วยสกุล
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2553
#513417
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ซ. ซึ่งได้ออกให้แก่ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายโดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายและธนาคาร ซ. ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ซ. ซึ่งธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย ที่จำเลยลักไปจากผู้เสียหาย ไปทำการถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท และยังมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายอยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวก็โดยการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายโจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ทรัพย์แทนผู้เสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปในเคหสถานของนายสุวิทย์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสุรีมาศ ผู้เสียหายที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ และจำเลยได้เข้าไปในบ้านพักดังกล่าวแล้วลักเอาทรัพย์สิน จำนวน 9 รายการ เป็นเงิน 64,200 บาท ของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปและในการกระทำดังกล่าวจำเลยได้ใช้รถยนต์กระบะ เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้น ต่อมาจำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ ซึ่งได้ออกให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เพื่อใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่จำเลยลักไป ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคารซิตี้แบงก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8), 336 ทวิ, 269/5, 269/7, 91 และให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักไปแก่ผู้เสียหายทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงิน 64,200 บาท และคืนเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1111/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง, 336 ทวิ, 269/5,269/7 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุก 6 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 64,200 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองและเงินสดอีกจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอที่ให้นับโทษต่อนั้นได้ความว่าคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยลักเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายที่ 2 หรือกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์จึงไม่อาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้กล่าวบรรยายว่าจำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ซึ่งได้ออกให้แก่นางสาวสุรีมาศ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยได้ลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงินเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคารซิตี้แบงก์ ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารซิตี้แบงก์ซึ่งธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยลักไปจากผู้เสียหายที่ 2 ไปทำการถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ปรากฏรายละเอียดตามสำเนาการถอนเงินเอกสารท้ายฎีกาโจทก์และยังมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท ด้วย ย่อมแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายที่ 2 อยู่ด้วย เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวก็โดยการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัตินั่นเอง จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 โจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269/5 ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสุรชัย โพธิ์อยู่
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 52/2553
#499870
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๒/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดน่าน

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคระกรรมการ

ศาลจังหวัดน่านโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ นางจันทร์สม วงค์คำ ที่ ๑ นายปอน สุภา ที่ ๒ นายเกษมศานติ์ กุศล ที่ ๓ โจทก์ ยื่นฟ้องกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ที่ ๑ พันตำรวจโท อนุชาต ทองอาภรณ์ ที่ ๒ นายเลิศพร ประพฤติธรรม ที่ ๓ นายสุธี วงศ์โต ที่ ๔ นายลิขิต วิชา ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดน่าน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๖๑/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๙๗๖ ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๙๗๕ ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน โจทก์ที่ ๓ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๙๗๑ ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ที่ดินโจทก์ทั้งสามทางทิศใต้ติดแม่น้ำน่าน ต่อมาที่ดินของโจทก์ทั้งสามเกิดที่งอกริมตลิ่ง โจทก์ทั้งสามจึงเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่งอกริมตลิ่งด้วยความสงบเปิดเผยและไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โดยปลูกพืชทางการเกษตรจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาหลายสิบปี โดยโจทก์ทั้งสามยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่เป็นที่งอกริมตลิ่งต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดน่าน สาขาท่าวังผา แต่ยังไม่ได้รับโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานราชการและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ และเป็นผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งทางน้ำที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานขนส่งทางน้ำที่ ๑ สาขาจังหวัดแพร่ จำเลยที่ ๔ เป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ ๗ จำเลยที่ ๕ เป็นราษฎร ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกับจำเลยที่ ๕ ได้ใช้และจ้างวานบริวารหลายคนพร้อมรถขุดตักดินบุกรุกที่ดินและที่งอกริมตลิ่งของโจทก์ทั้งสาม ทำการขุดตักดินบริเวณดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสามและที่งอกริมตลิ่งได้รับความเสียหายกลายเป็นทางเดินน้ำ ตลอดจนพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๔๐๗,๕๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๓๐๘,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๑๐๖,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งห้าให้การว่า ที่ดินส่วนพิพาทที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นที่งอกริมตลิ่งนั้น เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน สาขาท่าวังผา มีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินตามคำขอของโจทก์ ที่พิพาทที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้าง มิใช่ที่งอกริมตลิ่งแต่เป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การขุดลอกลำน้ำน่านไม่มีส่วนล่วงล้ำเข้าไปในแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นไปตามขั้นตอน วิธีปฏิบัติตามกฎหมายและตามอำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายและโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลคดีที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งห้า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดน่านพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าจะให้การต่อสู้คดีว่าเป็นการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ประเด็นหลักที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งห้าโต้แย้งกันเป็นกรณีที่ต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่า เป็นของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก่อน จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของโจทก์ทั้งสามและข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งห้าว่า กระทำละเมิดตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวหาหรือไม่ และจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่เพียงใด การพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับประมวลกฎหมายที่ดินเป็นหลักซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งห้าดำเนินการขุดลอกแม่น้ำน่านตามโครงการพัฒนาและฟื้นฟูแม่น้ำน่าน จังหวัดน่าน ของจำเลยที่ ๑ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย จำเลยที่ ๑ บุกรุกที่ดินและที่งอกของโจทก์ทั้งสาม ขุดตักที่ดินบริเวณดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นกรมและมีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๕ เป็นผู้ใหญ่บ้าน ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือนายอำเภอท่าวังผาในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและขุดลอกร่องน้ำ ทางเรือเดิน แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบและทะเลภายในน่านน้ำไทยตามมาตรา ๑๒๐ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ประกอบกับข้อ ๒ (๑) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๑ และดำเนินการตามที่จำเลยที่ ๑ มอบหมาย ส่วนจำเลยที่ ๕ เป็นผู้ใหญ่บ้านปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือนายอำเภอท่าวังผา ตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ชายตลิ่งและทางน้ำอันเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามข้อ ๕ (๒) ประกอบกับข้อ ๔ (๒) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๔ ดังนั้น การดำเนินการขุดลอกลำน้ำน่านของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าดำเนินการขุดลอกลำน้ำน่านโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้พืชผลทางการเกษตรของโจทก์ทั้งสามและที่ดินที่พิพาทเสียหาย ไม่ว่าที่พิพาทจะเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ก็ตาม กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบกับมาตรา ๗๑ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

สำหรับประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาท หรือที่พิพาทดังกล่าวเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยทั้งห้า นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบในการพิจารณาข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้

นอกจากนี้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิใช่ผู้ทรงกรรมสิทธิ์หรือผู้ทรงสิทธิครอบครองที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพียงแต่มีกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ทางปกครองดำเนินการดูแล รักษาและขุดร่องน้ำ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องอาศัยและใช้อำนาจเหนือเอกชน เมื่อโจทก์ทั้งสามอ้างว่าจำเลยทั้งห้าดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ขุดลอกลำน้ำน่านโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามและทำให้โจทก์ทั้งสามเสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสามอ้างว่า เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๙๗๖, ๘๙๗๕ และ ๘๙๗๑ ตามลำดับ โดยต่อมาที่ดินดังกล่าวได้เกิดที่งอกริมตลิ่ง และเป็นที่งอกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อีกทั้งได้เกิดขึ้นติดกับที่ดินเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินของโจทก์ทั้งสามโดยมิอาจแบ่งแยกได้ ซึ่งต่อมาโจทก์ทั้งสามต่างได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว โดยสงบและเปิดเผย ต่อมาจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกับจำเลยที่ ๕ ได้บุกรุกเข้ามาในที่งอกริมตลิ่งพิพาทดังกล่าว เพื่อทำการขุดตักดินออกไปจากบริเวณที่งอกริมตลิ่งเป็นเหตุให้ที่ดินและที่งอกริมตลิ่งบริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายกลายเป็นทางน้ำ ตลอดจนพืชผลการเกษตรของโจทก์ทั้งสามที่ปลูกไว้ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม ส่วนจำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยทั้งห้ามีหน้าที่ในการขุดลอกและรักษาร่องน้ำทางเรือ ตามระบียบและกฎหมายซึ่งให้อำนาจหน้าที่ไว้ ในการขุดลอกที่พิพาทดังกล่าวเป็นการกระทำไปตามระเบียบที่ราชการกำหนดไว้ และที่ดินพิพาทดังกล่าวก็มิใช่ที่งอกริมตลิ่งดังโจทก์ทั้งสามกล่าวอ้าง แต่เป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อีกทั้งการขุดลอกลำน้ำไม่มีส่วนล่วงล้ำเข้าไปในแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม การกระทำของจำเลยไม่ได้เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม และมิได้ก่อให้เกิดความเสียหาย การกระทำของจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องโจทก์นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเหนือที่งอกริมตลิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๘ อันเป็นผลให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเหนือที่พิพาทดังกล่าวด้วยผลของกฎหมาย การที่จำเลยได้กระทำการขุดตักดินในที่พิพาทเป็นการบุกรุกเข้าไปในที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนจำเลยเองก็โต้แย้งว่าที่พิพาทดังกล่าวมิใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม แต่ที่พิพาทดังกล่าวก็เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ การกระทำของจำเลย ทั้งห้าเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางจันทร์สม วงค์คำ ที่ ๑ นายปอน สุภา ที่ ๒ นายเกษมศานติ์ กุศล ที่ ๓ โจทก์ กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ที่ ๑ พันตำรวจโท อนุชาต ทองอาภรณ์ ที่ ๒ นายเลิศพร ประพฤติธรรม ที่ ๓ นายสุธี วงศ์โต ที่ ๔ นายลิขิต วิชา ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทร์สม วงค์คำ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50 -ที่ 51/2553
#504345
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายทั้งสองซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 8 โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินที่ซื้ออยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และจำเลยที่ 8 ไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองได้ การซื้อขายที่ดินระหว่างผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยที่ 8 จึงเป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองในที่ดิน เมื่อจำเลยที่ 8 มอบที่ดินที่ผู้เสียหายทั้งสองซื้อให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองและผู้เสียหายที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 8 ไม่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองและไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิจารณารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งเจ็ดในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 8 และที่ 9 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยสองสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 341 และให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 1,006,500 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) ให้จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยที่ 8 ใช้ค่าที่ดิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 ใช้เงินที่หลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ไป จำนวน 556,500 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เสีย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 6 คนละ 1 ปี และให้จำเลยที่ 3 ที่ 6 ใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 6 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 6 จำเลยที่ 3 และที่ 6 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายทั้งสองจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ย่อมระงับไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ...

พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดีข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545 ผู้เสียหายทั้งสองร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีศักดา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ว่าถูกจำเลยที่ 8 กับพวกนำที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติมาหลอกขายให้ผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อจ่ายเงินเป็นค่าที่ดินให้จำเลยที่ 8 กับพวกไป ต่อมาจำเลยที่ 8 ถูกจับและถูกฟ้องคดีนี้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และความผิดฐานฉ้อโกงศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 โจทก์ไม่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 6 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 ผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 ผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ในความผิดฐานฉ้อโกงคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 8 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 8 ไม่ได้บอกผู้เสียหายที่ 2 และสามีว่าที่ดินที่ผู้เสียหายที่ 2 ซื้อเป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ผู้เสียหายทั้งสองและสามีผู้เสียหายที่ 2 เป็นชาวกรุงเทพมหานครเมื่อเดินทางไปดูที่ดินเห็นว่ามีบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีสภาพร้าง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 8 แม้จำเลยที่ 8 จะมอบที่ดินให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าครอบครองการกระทำของจำเลยที่ 8 เป็นความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้เสียหายทั้งสองซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 8 ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 8 ว่า ตอนที่จะทำสัญญาซื้อขาย ได้ขอดูเอกสารเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 8 บอกว่าไม่มี และแจ้งว่าเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ผู้เสียหายที่ 2 ติดใจที่จะซื้อเพราะที่ดินสวยและราคาถูก ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความว่าได้ทำสัญญากันไว้ โดยผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เขียนสัญญาซื้อขาย เมื่อศาลฎีกาดูสัญญาซื้อขายแล้วสัญญานี้ไม่ได้ระบุว่าทรัพย์ที่ซื้อขายกันเป็นทรัพย์อะไร ไม่ได้ตกลงว่าจะมีการไปจดทะเบียนการซื้อขายระหว่างกันต่อเจ้าพนักงาน ทำให้เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองรู้อยู่แล้วในตอนทำสัญญาซื้อขายและมอบเงินให้จำเลยที่ 8 ว่าไม่อาจไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามที่กฎหมายกำหนดแบบของนิติกรรมไว้ได้ สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 8 นำสืบว่าผู้เสียหายทั้งสองมาขอซื้อที่ดิน จำเลยที่ 8 แจ้งให้ทราบแล้วว่าที่ดินที่จะขายอยู่ไกลเป็นที่ดินในเขตป่าสงวน ห้ามตัดต้นไม้แต่ให้ทำกินได้ ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองก็สนใจที่จะซื้อ ฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าที่ดินที่ซื้อจากจำเลยที่ 8 อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและจำเลยที่ 8 ไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองซื้อให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองและผู้เสียหายที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้วการกระทำของจำเลยที่ 8 ไม่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองและไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 6 ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายบุญมา โพธิ์เจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สมศักดิ์ จันทรา
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 51/2553
#505284
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๑/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดพัทยา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพัทยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ นายเจษฏางค์ โชตนา โจทก์ ยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลย ต่อศาลจังหวัดพัทยา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๙๓๖/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร้านไบค์เลน ไบเกอร์คลับ และทรัพย์สินในร้าน โดยโจทก์ได้รับอนุญาตจากนางศิริพร ผ่องแสง มารดาของภริยาโจทก์ให้ปลูกร้านดังกล่าวในที่ดินของนางศิริพร บ้านเลขที่ ๖๑/๑ ถนนหนองไม้แก่น ซอย ๑๐ หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และใช้บ้านเลขที่ ๖๑/๑ เช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๑ หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าบนเสาไฟฟ้าของจำเลย หรืออยู่ในความครอบครองของจำเลยซึ่งติดตั้งอยู่ในซอยหนองไม้แก่น ซอย ๑๐ หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ห่างจากบ้านของโจทก์ ๕๐๐ เมตร ชำรุดหรือขัดข้อง อันเนื่องจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความประมาทของจำเลยที่มิได้ตรวจ ดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพปลอดภัยและใช้งานได้ดี ซึ่งบุคคลเช่นจำเลยจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และอาจใช้ความระมัดระวังได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นเหตุให้หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดและเกิดการลัดวงจร หรือมิฉะนั้นก็ปล่อยให้มีการใช้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวเกินจำนวนที่หม้อแปลงไฟฟ้าจะสามารถให้ใช้งานได้ หรือหม้อแปลงไฟฟ้าใช้งานนานจนเสื่อมสภาพแล้วโดยจำเลยมิได้ตรวจดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพปลอดภัย เป็นเหตุให้กระแสไฟฟ้าจากสายส่งแรงสูงไหลผ่านสายไฟฟ้าเข้าไปในสายส่งแรงต่ำที่จ่ายไฟฟ้าเข้าบ้านของโจทก์ และไหลเข้าเครื่องรับโทรทัศน์ที่เสียบปลั๊กไฟในบ้านที่เกิดเหตุ ทำให้เกิดความร้อนสูงจนถึงขั้นลุกติดไฟลามไหม้ร้านและทรัพย์สินในร้านของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยในฐานะผู้มีไว้ในครอบครอง ซึ่งสายไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าเดินอยู่หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ ต้องรับผิด เพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ทรัพย์นั้นต่อโจทก์ รวมเป็นเงินค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๖,๔๑๓,๕๖๒ บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๑ อันเป็นวันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ซึ่งดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน ๒๔๔,๕๑๗ บาท รวมเป็นเงิน ๖,๖๕๘,๐๗๙ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๖,๖๕๘,๐๗๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖,๔๑๓,๕๖๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์บนเสาไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่บนถนนเกิดเหตุที่มีสภาพสมบูรณ์ใช้งานได้ปกติ โดยจำเลยไม่ได้ประมาท แต่ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาทรัพย์สินดังกล่าวตามมาตรฐาน มิได้ชำรุดหรือขัดข้อง และเหตุการละเมิดที่เกิดขึ้นตามคำฟ้องของโจทก์มิได้เกิดจากการที่หม้อแปลงไฟฟ้าของจำเลยระเบิดหรือเกิดการลัดวงจร จำเลยไม่ได้ปล่อยให้มีการใช้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านหม้อแปลงไฟฟ้าเกินจำนวนที่หม้อแปลงไฟฟ้าจะให้ใช้งานได้ แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัยที่มีงูเลื้อยขึ้นเสาไฟฟ้าที่ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าพาดระหว่างสายไฟฟ้าแรงสูงกับสายดิน ทำให้กระแสไฟฟ้าแรงสูงลัดวงจร กระแสไฟฟ้าบางส่วนไหลไปที่มิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านนางศิริพร ผ่องแสง ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ไฟฟ้าจากจำเลย และเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ที่ติดตั้งเครื่องป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินพิกัดในบ้านเกิดเหตุไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานของจำเลยดังเช่นบ้านหลังอื่นที่อยู่ใกล้เคียงที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยไม่ถึงขั้นเกิดเพลิงไหม้ และโจทก์เสียบปลั๊กไฟโทรทัศน์ทิ้งไว้ทั้งๆ ที่วางอยู่ใกล้ชั้นวางน้ำมันหล่อลื่นซึ่งเป็นวัตถุไวไฟ จำเลยมิได้เป็นผู้ครอบครองสายไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าทรัพย์อันตรายในส่วนที่โจทก์ลักลอบต่อพ่วงสายไฟฟ้าซึ่งเป็นจุดระหว่างมาตรวัดไฟฟ้ากับบ้านนางศิริพรเข้าบ้านเกิดเหตุโดยไม่ได้ขออนุญาตใช้ไฟฟ้าจากจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองร้านไบค์เลน ไบเกอร์คลับ และทรัพย์สินในร้าน ค่าเสียหายที่เรียกสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งคดีนี้เป็นข้อพิพาทที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ กำหนดหน้าที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในการบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าไว้ไม่ชัดเจนเหมือนดังเช่นกรณีอำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวงหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กฎหมายให้อำนาจหน้าที่ในการดูแลบำรุงรักษาสิ่งสาธารณูปโภคอันมีสภาพเป็นการบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งนี้อำนาจในการดำเนินการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๖ มาตรา ๑๓ และมาตราอื่นๆ กำหนดวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ไว้หลายประการ บางประการต้องใช้อำนาจทางปกครอง เช่น อำนาจในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์บางประการ ก็ไม่ได้ใช้อำนาจทางปกครองแต่เป็นการดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป ตัวอย่างเช่น การให้บริการกระแสไฟฟ้าแก่เอกชนผู้ใช้บริการ เป็นต้น กรณีเช่นนี้ความสัมพันธ์ระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผู้ให้บริการกับเอกชนผู้ใช้บริการจึงเป็นไปในเชิงธุรกิจการค้าอันเป็นความสัมพันธ์ในทางแพ่ง คดีนี้โจทก์อ้างว่า กระแสไฟฟ้าแรงสูงไหลผ่านหม้อแปลงไฟฟ้าของจำเลยเข้ามาในสายไฟฟ้าแรงต่ำภายในบ้านของโจทก์ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ทรัพย์สินเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้ใช้บริการกระแสไฟฟ้าของจำเลยซึ่งเป็นผู้ให้บริการกระแสไฟฟ้า เมื่อการให้บริการกระแสไฟฟ้าของผู้ให้บริการทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการโดยตรง ไม่ได้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนทั่วไป จึงเป็นเรื่องละเมิดในทางแพ่ง ทั้งเหตุละเมิดในคดีนี้ไม่ได้เกิดจากการวางระบบของจำเลยในเรื่องสาธารณูปโภคแล้วก่อให้เกิดความเสียหายอันจะถือเป็นคดีปกครอง ข้อเท็จจริงนี้แตกต่างกับคดีของกรมทางหลวงที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาทางหลวง หรือคดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการบำรุงรักษาไม่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเสียหาย เช่น การบำรุงรักษาฝาท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าสาธารณะและสภาพการเป็นบริการสาธารณะซึ่งหากละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าวแล้วเกิดความเสียหายแก่ประชาชนทั่วไปก็จะเป็นคดีปกครอง ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อคดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ เพื่อดำเนินการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภคตามมาตรา ๖ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อจำเลยดำเนินกิจการสาธารณูปโภคเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้บริการแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องตามหลักการจัดทำบริการสาธารณะ จำเลยจึงต้องบำรุงรักษาระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในระบบไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีโดยไม่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓ (๖) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยไม่จำต้องกำหนดหน้าที่ของจำเลยในการบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าไว้ให้ชัดเจนในพระราชบัญญัติดังกล่าวอีก เพราะหากถือว่าจะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนเกี่ยวกับการบำรุงรักษาสิ่งของหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะแล้วย่อมเห็นได้ชัดว่าไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากสิ่งของและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะในแต่ละกรณีจะมีเป็นจำนวนมาก อีกทั้งการบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้านั้น เป็นกรณีที่จะต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญของจำเลยโดยเฉพาะ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง โจทก์ฟ้องว่าหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของจำเลยหรืออยู่ในความครอบครองของจำเลยเกิดระเบิดไฟฟ้าลัดวงจร โดยจำเลยมิได้ตรวจดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพปลอดภัยใช้งานได้ดีและป้องกันอันตรายต่อประชาชนตามหน้าที่ เป็นเหตุให้กระแสไฟฟ้าจากสายส่งแรงสูงไหลผ่านสายไฟฟ้าเข้าไปในสายส่งแรงต่ำที่จ่ายไฟฟ้าเข้าบ้านที่เกิดเหตุและไหลเข้าเครื่องรับโทรทัศน์ที่เสียบปลั๊กไฟในบ้านที่เกิดเหตุ ทำให้เกิดความร้อนสูงถึงขั้นลุกติดไฟลามไหม้ร้านไบค์เลน ไบเกอร์คลับและทรัพย์สินในร้านซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและบำรุงรักษาระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะให้มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างคู่กรณีอันทำให้ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมแต่อย่างใด

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

คดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าในเขตส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่นอกเขตท้องที่ที่การไฟฟ้านครหลวงดำเนินการอยู่ และในประเทศใกล้เคียงตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงอำนาจจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามมาตรา ๑๓ (๖) เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์อ้างว่า หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าบนเสาไฟฟ้าของจำเลย หรืออยู่ในความครอบครองของจำเลยชำรุดหรือขัดข้อง เป็นเหตุให้กระแสไฟฟ้าจากสายส่งแรงสูงไหลผ่านสายไฟฟ้าเข้าไปในสายส่งแรงต่ำภายในบ้านของโจทก์ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ร้านและทรัพย์สินในร้านของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์อ้างว่า จำเลยละเลยไม่ดูแลหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าบนเสาไฟฟ้าของจำเลย ให้อยู่ในสภาพปลอดภัยและใช้งานได้ดี เป็นเหตุให้หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดและเกิดการลัดวงจรหรือมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงไหลผ่านหม้อแปลงไฟฟ้าของจำเลยเข้าไปในสายไฟฟ้าแรงต่ำภายในบ้านของโจทก์ ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ทรัพย์สินเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเจษฏางค์ โชตนา โจทก์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจษฎางค์ โชตนา
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2553
#503113
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๐/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ ๑ วิทยาลัยการอาชีพอ่าวลึก ที่ ๒ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๕๑๘/๒๕๕๑ ความว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง ก่อสร้างอาคารโรงอาหารอเนกประสงค์ ณ วิทยาลัยการอาชีพอ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ตามสัญญาเลขที่ ๐๐๑/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๗ วงเงินค่าจ้างจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยบริการ ณ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ จังหวัดกระบี่ ตามสัญญาเลขที่ ๐๐๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๗ วงเงินค่าจ้างจำนวน ๘,๙๑๐,๐๐๐ บาท โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง ได้โอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารทั้งสองสัญญาดังกล่าว ซึ่งแบ่งจ่ายเป็นงวดให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้ชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์จำนวน ๓ งวด แล้วชำระเงินค่าจ้างงวดที่ ๔ ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง โดยโจทก์ทราบเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ ส่วนจำเลยที่ ๓ ได้ชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์จำนวน ๕ งวด แล้วชำระเงินค่าจ้างงวดที่ ๖ ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง โดยโจทก์ทราบเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๐ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๓,๐๖๐,๑๖๔.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๒,๕๔๑,๖๘๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน ๑,๒๔๖,๓๓๕.๖๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๑,๐๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน ๑,๘๑๓,๘๒๘.๘๗ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๑,๔๙๑,๖๘๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้าง ซึ่งสืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง ก่อสร้างอาคารอันเป็นการจัดการศึกษาของชาติ มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะอันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง นอกจากนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่างผิดสัญญาโดยก่อสร้างล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามกำหนด จำเลยที่ ๑ จึงหักเงินค่าปรับ ค่าใช้จ่ายค้างชำระและค่าภาษี จำนวนเงินค่าจ้างในงวดสุดท้ายจึงไม่ใช่จำนวนตามฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง แจ้งให้จำเลยที่ ๑ โอนเงินค่าจ้างที่เหลือดังกล่าวเข้าบัญชีซึ่งมิใช่บัญชีที่เปิดไว้กับโจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์ของเจ้าหนี้และเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี เนื่องจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้เป็นนิติบุคคล โจทก์ไม่ค้าน ศาลอนุญาต

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวเป็นสัญญาที่สืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง ก่อสร้างอาคาร สัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าว

มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะอันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาที่พิพาทกันในคดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาดังกล่าวก็เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง โจทก์ และจำเลยที่ ๑ ด้วยใจสมัครในฐานะที่เท่าเทียมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองตกลงมอบหมายให้โจทก์ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองแทนรัฐแต่อย่างใดไม่ ทั้งสัญญาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารทั้งสองฉบับระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาที่มีจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งและมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมูลคดีนี้เป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับค่าจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างทั้งสองฉบับดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายตามสัญญาจ้างก่อสร้างทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างทั้งสองฉบับดังกล่าว เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จะมีมูลเหตุมาจากการทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโรงอาหารอเนกประสงค์และสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยบริการ อันเป็นสัญญาทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ตามฟ้องของโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องว่า ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่ารับจ้างก่อสร้างมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่างในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโรงอาหารอเนกประสงค์ตามสัญญาเลขที่ ๐๐๑/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๗ วงเงินค่าจ้างจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยบริการตามสัญญาเลขที่ ๐๐๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๗ วงเงินค่าจ้างจำนวน ๘,๙๑๐,๐๐๐ บาท อันเป็นอาคารที่อยู่ภายในพื้นที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ เพื่อเป็นประกันในการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่างขอสินเชื่อไปจากโจทก์ โดยในการโอนสิทธิตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ทราบแล้ว แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จำเลยทั้งสามกลับชำระให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่างแทน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์ ดังนั้น ประเด็นพิพาทแห่งคดีนี้จึงเป็นเพียงการฟ้องเรียกเงินตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเท่านั้น

หาใช่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารทั้งสองแห่งไม่ กรณีจึงต้องพิจารณาเพียงว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ตามข้อเท็จจริงสัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารทั้งสองแห่งระหว่างธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ กับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่าง อันเป็นสัญญาที่จัดทำขึ้นระหว่างเอกชนด้วยกัน เป็นสัญญาที่มีการกระทำขึ้นด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค อีกทั้ง เมื่อพิเคราะห์ถึงวัตถุประสงค์และลักษณะของสัญญาดังกล่าวแล้ว ก็มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่างได้โดยตรงเท่านั้น นอกจากนี้หนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวก็มิได้ระบุให้ธนาคารโจทก์มีอำนาจหรือมีสิทธิหน้าที่ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารทั้งสอง คงมีสิทธิเพียงแค่ได้รับเงินค่าจ้างที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองทิตภาภัทร์การช่างพึงมีพึงได้เท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือให้โจทก์มีสิทธิจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด จึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไป มิใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นเพียงคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ ๑ วิทยาลัยการอาชีพอ่าวลึก ที่ ๒ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2553
#503126
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๙/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดนครนายก

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคระกรรมการ

ศาลจังหวัดนครนายกโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ นายสว่าง แสวงทรัพย์ ที่ ๑ ในฐานะส่วนตัว, ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางเปี่ยม แสวงทรัพย์ มารดา นายชวลิต แสวงทรัพย์ ที่ ๒ นางสาวสงวนศรี เจตธำรง ที่ ๓ นางสาวสุภาพร กอธนะกุล ที่ ๔ นางสนิท กัณหา ที่ ๕ นางทรงศรี จัดพล ที่ ๖ นายคำนึง แสวงทรัพย์ ที่ ๗ นางสมนึก ใจยงค์ ที่ ๘ โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครนายก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๙๖/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดินร่วมกันตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ หมู่ที่ ๓ ตำบลหนองแสง อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เนื้อที่ ๙๐ ไร่ ๑ งาน ๖๗ ตารางวา ได้มาโดยการรับมรดกมาจากนายอุดม แสวงทรัพย์ เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งนายอุดมซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว มาจากผู้มีชื่อและเข้าจับจองด้วยตนเองบางส่วน นายอุดม นางเปี่ยม และนายเสนีย์ แสวงทรัพย์ เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินแปลงนี้ไว้ เมื่อนายอุดมถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งแปดเข้าครอบครองทำประโยชน์และขอออกโฉนดที่ดิน แต่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแสงคัดค้านอ้างว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งแปดบางส่วนอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปดได้ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ ของโจทก์ทั้งแปดจากเนื้อที่เดิมจำนวน ๗๐ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา เป็น ๓๗ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวา และจะมีการนำที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งแปดจำนวนเนื้อที่ ๕๘ ไร่ ๑๓ ตารางวา ไปรวมเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า ที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้าขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๓ หลังจากนายอุดมเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว ขอให้พิพากษาว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ หมู่ที่ ๓ ตำบลหนองแสง อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เนื้อที่ ๗๐ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา จำเลยออกให้แก่โจทก์ทั้งแปดโดยชอบและโจทก์ทั้งแปดมีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าวเต็มเนื้อที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ที่ดินจำนวน ๕๘ ไร่ ๑๓ ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่จำเลยมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงรูปที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ เป็นของโจทก์ทั้งแปด ให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ เรื่องการแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปดตามจำนวนเนื้อที่ที่โจทก์ทั้งแปดได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘

จำเลยให้การว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ ของโจทก์ทั้งแปดออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน คณะกรรมการอำเภอปากพลีสงวนหวงห้ามไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๖๙ โจทก์ทั้งแปดไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภายหลังจังหวัดนครนายกมีคำสั่งที่ ๑๑๔/๒๕๔๓ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสิทธิในที่ดิน ซึ่งคณะกรรมการมีความเห็นว่าที่ดินพิพาทส่วนที่คัดค้านเนื้อที่ ๕๘ ไร่ ๑๓ ตารางวา เป็นที่สาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า ให้แก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ โจทก์ที่ ๑ จึงยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินกับพวกเป็นคดีต่อศาลปกครองกลาง โดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เพราะเห็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ บางส่วนเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ "ดอนป่าเป้า" การที่อธิบดีกรมที่ดินไม่ออกโฉนดให้จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด ต่อมาที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ (กบร.จังหวัดนครนายก) มีมติเห็นชอบให้เพิกถอนหนังสือ รับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ บางส่วนเนื้อที่ ๕๘ ไร่ ๑๓ งาน เนื่องจากเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) โดยคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรองอธิบดีกรมที่ดินพิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ ได้ออกทับที่สาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า ซึ่งประกาศหวงห้ามไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๖๙ จำเลยมีคำสั่งที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นคำสั่งที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่โจทก์กล่าว อ้างว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ เรื่องแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งแปด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครนายกพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งแปดฟ้องว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินร่วมกัน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ โดยการรับมรดกและเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาต่อจากเจ้าของที่ดินเดิม ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ ดังกล่าวมิได้ออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า การที่จำเลยออกคำสั่งที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ เรื่องการแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เป็นไปโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ จำเลยออกให้แก่โจทก์โดยชอบ และโจทก์ทั้งแปดมีสิทธิครอบครองเต็มเนื้อที่รวมทั้งที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ด้วย และให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ ของจำเลย จำเลยให้การว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ ดังกล่าวของโจทก์ทั้งแปดออกโดยไม่ชอบ มีบางส่วนทับที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า คำสั่งที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ ของจำเลยเป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งแปดได้ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่จำเลยโต้แย้ง อันเป็นประเด็นสำคัญ แล้วถึงจะพิจารณาในประเด็นต่อไปว่าการออกคำสั่งที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ เป็นไปโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีพิพาทมูลเหตุการฟ้องคดีนี้ เมื่อราวปี ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดี (โจทก์ที่ ๑) ได้นำกรณีพิพาทมาฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก ที่ ๓ นายอำเภอปากพลี ที่ ๔ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแสง ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๕๓/๒๕๔๗ โดยฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีกับญาติพี่น้องรวม ๙ คน ประกอบด้วย นายชวลิต แสวงทรัพย์ นางสาวสงวนศรี เจตธำรง นางเสนีย์ แสวงทรัพย์ นางสนิท กัณหา นางทรงศรี จัดพล นายคำนึง แสวงทรัพย์ นางเปี่ยม แสวงทรัพย์ และนางสมนึก ใจยงค์ เป็นเจ้าของที่ดินแปลง น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ จำนวนเนื้อที่จริงทั้งแปลงประมาณ ๙๐ ไร่ ๑ งาน ๖๗ ตารางวา เมื่อราวปี ๒๕๔๒ นางทรงศรี จัดพล ได้นำ น.ส. ๓ ฉบับดังกล่าวเป็นหลักฐานยื่นคำร้องต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขอนำรังวัดออกโฉนดที่ดินในนามตนและแทนบุคคลผู้มีชื่อเป็น ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีการรังวัดและจัดทำรูปแผนที่ตามผลการรังวัดเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ได้จำนวนเนื้อที่ ๙๕ ไร่ ๑ งาน ๑๙ ตาราวา ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ได้คัดค้านการรังวัดอ้างว่า การรังวัดทับซ้อนที่ดินสาธารณประโยชน์ "ดอนป่าเป้า" ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทอยู่ในระหว่างการพิสูจน์สิทธิในที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ จนกระทั่งระยะเวลาล่วงเลยไปพอสมควรผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือขอทราบผลการพิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗ จนกระทั่งเวลาล่วงพ้นเก้าสิบวัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ได้แจ้งผลการพิจารณา ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองกลางได้พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นต้องพิจารณาว่าการที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้ผู้ฟ้องคดีเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จะพิจารณาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นหลักแห่งคดีได้นั้น ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวพันที่ศาลจะต้องวินิจฉัยก่อน ตามข้อ ๔๑ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ และเห็นว่าการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแม้จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามประมวลกฎหมายที่ดิน และต้องวินิจฉัยสถานะของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ และได้วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าที่ดินแปลง น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ แปลงพิพาทบางส่วนเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ "ดอนป่าเป้า" ซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยผ่านการตรวจพิสูจน์จากการกระบวนการที่กำหนดตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยคณะกรรมการตามคำสั่งจังหวัดนครนายก ที่ ๑๑๔/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๓ และความเห็นของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครนายก ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินสาธารณะตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา ๖๗ และ ๖๘ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด พิพากษายกฟ้อง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๙๐๑/๒๕๔๙ คดีถึงที่สุดแล้ว และเมื่อพิจารณาตามคำฟ้อง คดีนี้โจทก์ทั้งแปดมีคำขอท้ายคำฟ้องข้อ ๑ และข้อ ๒ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ทั้งแปด เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินจำนวนเนื้อที่ ๗๐ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา ตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ และขอให้ที่ดินพิพาทจำนวนเนื้อที่ ๕๘ ไร่ ๑๓ ตารางวา ตกเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งแปดนั้น เป็นกรณีที่ โจทก์ทั้งแปดเห็นว่า เป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งแปดมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า จึงได้ฟ้องคดีขอให้รับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๘/๒๕๔๕ การที่ศาลจังหวัดนครนายกมีความเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่จำเลยโต้แย้งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมนั้น ศาลปกครองไม่เห็นพ้องด้วย กล่าวคือโจทก์ทั้งแปดบรรยายฟ้องว่า ได้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินแปลง น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ แต่ปรากฏว่าองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแสงได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงโดยอ้างว่าที่ดินของโจทก์ทั้งแปดบางส่วนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้าจำนวนเนื้อที่ ๕๘ ไร่เศษ จนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปดได้ และอำเภอปากพลีได้แจ้งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายกดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินดังกล่าว โจทก์ทั้งแปดเห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งแปดจึงได้ติดต่อสอบถามการออกโฉนดที่ดิน เจ้าหน้าที่ของจำเลยบ่ายเบี่ยงและแจ้งว่าไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปดได้เต็มแปลง เพราะที่ดินทับที่สาธารณประโยชน์จำนวนเนื้อที่ ๕๘ ไร่เศษ ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งแปดมีคำขอท้ายคำฟ้องในข้อ ๑ และข้อ ๒ โดยข้อเท็จจริงโจทก์ทั้งแปดมีความประสงค์ขอให้ศาลรับรองสิทธิของโจทก์ทั้งแปดในที่ดินพิพาทเพื่อโจทก์จะได้นำรังวัดออกโฉนดที่ดิน ซึ่งประเด็นและเนื้อหาคดีเป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งแปดได้นำกรณีพิพาทฟ้องต่อศาลปกครองเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๕๓/๒๕๔๗ และคดีถึงที่สุดเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๙๐๑/๒๕๔๙ แต่สำหรับคำขอท้ายคำฟ้องในข้อ ๓ ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ และให้จำเลยออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปดตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๗๘ ตามจำนวนเนื้อที่ที่โจทก์ทั้งแปดได้ครอบครองใช้ประโยชน์นั้น เห็นว่า คำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ สั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงพิพาท อธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่ออกโดยอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ทั้งแปดอ้างว่า การออกคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งแปด และมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนย่อมเป็นการโต้แย้งว่าคำสั่งดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นกรณีพิพาทที่มีการฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งแปดฟ้องว่า เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดินร่วมกันตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ ซึ่งได้มาโดยทางมรดก โจทก์ทั้งแปดขอออกโฉนดที่ดิน แต่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแสงคัดค้านอ้างว่า ที่ดินบางส่วนอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า จำเลยมีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ ดังกล่าวจากเนื้อที่เดิมจำนวน ๗๐ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา เป็น ๓๗ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวา และจะนำที่ดินจำนวน ๕๘ ไร่ ๑๓ ตารางวา ไปรวมเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "ดอนป่าเป้า" ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ เนื้อที่ ๗๐ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา จำเลยออกให้แก่โจทก์ทั้งแปดโดยชอบและโจทก์ทั้งแปดมีสิทธิครอบครองในที่ดินเต็มเนื้อที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ให้ที่ดินจำนวน ๕๘ ไร่ ๑๓ ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่จำเลยมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงรูปที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ เป็นของโจทก์ทั้งแปด ให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ ๓๗๖๗/๒๕๕๐ เรื่องการแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ และให้จำเลยออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปดตามจำนวนเนื้อที่ที่โจทก์ทั้งแปดได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ ส่วนจำเลยให้การว่า น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ ออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนป่าเป้า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โจทก์ทั้งแปดไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ ๑ เคยยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินกับพวกเป็นคดีต่อศาลปกครองกลาง โดยศาลพิพากษาว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ บางส่วนเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ "ดอนป่าเป้า" การไม่ออกโฉนดให้จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คำสั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ จึงเป็นคำสั่งที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาสิทธิของโจทก์ทั้งแปดในที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์ที่ ๑ เคยยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินกับพวกให้ออกโฉนดในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งแปดต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๕๓/๒๕๔๗ และศาลในคดีดังกล่าวนี้พิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่พิพาทตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๘ บางส่วนเป็นที่สาธารณประโยชน์ การที่อธิบดีกรมที่ดินกับพวกไม่ออกโฉนดให้แก่โจทก์ทั้งแปด จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร พิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นจำเลยจึงมีคำสั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ของ น.ส. ๓ ที่พิพาท โจทก์ทั้งแปดจึงมาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและมีคำขอให้ออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้ ดังนั้น มูลความแห่งคดีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกันกับคดีเดิม ซึ่งศาลปกครองกลางได้ เคยพิจารณาวินิจฉัยไว้แล้ว หากให้ศาลยุติธรรมพิจารณาคดีนี้อีก อาจเกิดกรณีที่ศาลสองศาลมีคำพิพากษาขัดกัน ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสว่าง แสวงทรัพย์ ที่ ๑ ในฐานะส่วนตัว, ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางเปี่ยม แสวงทรัพย์ มารดา นายชวลิต แสวงทรัพย์ ที่ ๒ นางสาวสงวนศรี เจตธำรง ที่ ๓ นางสาวสุภาพร กอธนะกุล ที่ ๔ นางสนิท กัณหา ที่ ๕ นางทรงศรี จัดพล ที่ ๖ นายคำนึง แสวงทรัพย์ ที่ ๗ นางสมนึก ใจยงค์ ที่ ๘ โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสว่าง แสวงทรัพย์ ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 48/2553
#507899
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 มีผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าของสายไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าที่ถูกจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เกี่ยวรั้งและเฉี่ยวชนเสียหาย เมื่อ ท. นิติกร กองคดี ฝ่ายกฎหมายของโจทก์เสนอขออนุมัติดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยทั้งสาม และผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการแทนผู้ว่าการอนุมัติให้ดำเนินการตามเสนอในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 จึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว นับถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องยังไม่พ้น 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 การที่นายตรวจเวรของโจทก์ ได้ร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจในวันเกิดเหตุ และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ตรวจสอบทราบว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว ต่อมาผู้อำนวยการกองคดีของโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแล้วจำเลยที่ 3 มีหนังสือถึงโจทก์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2543 เพื่อเจรจาค่าเสียหายนั้นก็เป็นเพียงการปฏิบัติไปตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปตามลำดับขั้นตอน ก่อนเสนอเรื่องไปถึงผู้ว่าการหรือผู้ปฏิบัติการแทนในฐานะผู้แทนของโจทก์เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2541 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 82-9517 ชลบุรี ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างและกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ไปตามถนนรัตนาธิเบศร์และแวะจอดเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันเชลล์ และด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เติมน้ำมันเสร็จได้ขับรถออกจากปั๊มน้ำมันเชลล์ เป็นเหตุให้รถยนต์เกี่ยวรั้งสายไฟฟ้าและเสียหลักเฉี่ยวชนอุปกรณ์หม้อแปลงไฟฟ้าของโจทก์เสียหายคิดเป็นเงิน 17,434.92 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้าง และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 82-9517 ชลบุรี ไว้จากจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 24,940.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 17,434.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำรเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำให้การว่า เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2541 โจทก์ทราบถึงเหตุละเมิดและผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายในวันดังกล่าว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องหลังจากนั้นเป็นเวลา 5 ปี 8 เดือน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ความเสียหายมีเฉพาะสายไฟฟ้าเท่านั้นเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกิน 200 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น เริ่มนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 คดีนี้ผู้ต้องเสียหายคือโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 มีผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางทัศนีย์ นิติกร กองคดีฝ่ายกฎหมายของโจทก์เสนอขออนุมัติดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยทั้งสามและผู้ช่วยผู้ว่าการ ปฏิบัติการแทนผู้ว่าการอนุมัติให้ดำเนินการตามเสนอในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 จึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว นับถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องยังไม่พ้น 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ การที่นายตรวจเวรของโจทก์ ได้ร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจในวันเกิดเหตุ และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ตรวจสอบทราบว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว ต่อมาผู้อำนวยการกองคดีของโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแล้วจำเลยที่ 3 มีหนังสือถึงโจทก์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2543 เพื่อเจรจาค่าเสียหายนั้นก็เป็นเพียงการปฏิบัติไปตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปตามลำดับขั้นตอน ก่อนเสนอเรื่องไปถึงผู้ว่าการหรือผู้ปฏิบัติการแทนในฐานะผู้แทนของโจทก์เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตั้งแต่วันดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นายหิรัญ ทาหาร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 48/2553
#499250
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๘/๒๕๕๓

วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) และ (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ นางสาวชมพู โปษกะบุตร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ ๑ มูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมถ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๐๓/๒๕๔๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นครูและครูใหญ่โรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ มีหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานตามมาตรา ๙๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้พิจารณาอุทธรณ์ของผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรณีบอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีโดยไม่จ่ายค่าชดเชยว่าได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญาจ้าง โดยดำเนินการตามข้อ ๓๑ และ ๓๒ แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากระเบียบว่าด้วยการบุคลากรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกมาในภายหลังโดยกำหนดให้บุคลากรที่มีอายุครบ ๖๐ ปีต้องพ้นสภาพการจ้าง และหากเกิน ๖๐ ปีอาจจ้างได้แต่ต้องไม่เกิน ๖๕ ปี ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีมีอายุ ๖๘ ปี จึงไม่อาจใช้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเป็นบุคลากรที่มีอยู่ก่อนระเบียบนี้ และระเบียบดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ จึงไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย การบอกเลิกสัญญาจ้างดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบของโรงเรียนที่กำหนดไว้ ไม่ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้าง ผู้ฟ้องคดีไม่มีหน้าที่หรือรับมอบอำนาจหรือได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการหักและรวบรวมเงินสมทบร้อยละ ๓ ของครูและผู้ฟ้องคดีส่งเข้ากองทุน เป็นหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๖๙ ผู้ฟ้องคดีจึงมิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นความผิด คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือที่ ศธ ๐๒๐๙/๗๐๙ ลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๗ ในส่วนที่วินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีตามหนังสือลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒ นั้น ถูกต้องตามข้อ ๓๑ และ ๓๒ แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และได้มีหนังสือทบทวนการบอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีตามหนังสือลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๒ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ใช้อำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๙๗ แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ ว่าการบอกเลิกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชยมีเหตุผลอันสมควรและชอบด้วยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยชอบแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีตามข้อ ๓๔ (๑) แห่งระเบียบดังกล่าว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า ผู้ฟ้องคดีเคยเป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะบอกเลิกจ้างผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน คณะกรรมการดังกล่าวมีมติว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่สามารถบอกเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สามารถบอกเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีได้โดยชอบ และการไม่จ่ายค่าชดเชยให้ ตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการฯ ข้อ ๓๔ (๑) จึงมีเหตุผลสมควรตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ฟังขึ้น คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ต่อศาลแรงงานกลางในข้อหาเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมและเรียกค่าเสียหาย แต่ได้ถอนฟ้องแล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีแรงงาน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ วินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี จึงถือเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐในกรณีดังกล่าว ย่อมเป็นศาลปกครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้ออ้าง ข้อหา และคำขอบังคับของคดีนี้ เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมีข้อพิพาทกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามสัญญาการเป็นครูซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงานประเภทหนึ่ง และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ วินิจฉัยไม่ถูกต้องตามข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยระเบียบข้อดังกล่าวกำหนดเรื่องการเลิกสัญญาการเป็นครูหรือการเลิกจ้าง และเรื่องการจ่ายค่าชดเชยแก่ครูที่ผู้รับใบอนุญาตเลิกสัญญาเป็นครู ซึ่งถือได้ว่าระเบียบดังกล่าวเป็นกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานฉบับหนึ่ง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานตามมาตรา ๙๗ แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยวินิจฉัยอุทธรณ์กรณีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวข้างต้น ถือได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน คดีระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) และ (๔) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า มูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมถ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีให้เป็นครูใหญ่ของโรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมถ์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ฟ้องคดี ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ยอมรับการเลิกจ้างและค่าชดเชย กลับร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ ในระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งทบทวนการบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานมีมติว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับเงินเดือนในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งค่าชดเชย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อ ๓๑ และ ๓๒ แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในส่วนที่วินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีถูกต้องตามข้อ ๓๑ และ ๓๒ แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และได้มีหนังสือทบทวนการบอกเลิกสัญญาจ้าง ผู้ฟ้องคดีตามหนังสือลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๒ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ใช้อำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา ๙๗ แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า มูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตกลงรับผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานเป็นครูใหญ่และจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนให้ผู้ฟ้องคดีตลอดเวลาที่ทำงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ วินิจฉัยไม่ถูกต้องตามข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยระเบียบข้อดังกล่าวกำหนดเรื่องการเลิกสัญญาการเป็นครูหรือการเลิกจ้าง และเรื่องการจ่ายค่าชดเชยแก่ครูที่ผู้รับใบอนุญาตเลิกสัญญาเป็นครู ถือได้ว่าระเบียบดังกล่าวเป็นกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานฉบับหนึ่ง และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานตามมาตรา ๙๗ แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้วินิจฉัยกรณีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) และ (๔) อันเป็นคดีแรงงาน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวชมพู โปษกะบุตร ผู้ฟ้องคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ ๑ มูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมถ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 (1) (2)และ (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวชมพู โปษกะบุตร
ผู้ถูกฟ้องคดี — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 47/2553
#499871
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๔๗/๒๕๕๓

วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

เรื่อง การส่งเรื่องกรณีโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

ศาลจังหวัดราชบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดราชบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ บริษัทบี.ดี.พาวเวอร์ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทซี.เค.ที.อินเตอร์เทรด จำกัด ที่ ๑ นายวรเชษฐ์ นามเขื่อนแพทย์ ที่ ๒ มหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึง ที่ ๓ นายธนกฤต พงศ์เดชกุล ที่ ๔ นายสันติภาพ กั้วพรหม ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดราชบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๘๗/๒๕๕๑ ความว่า จำเลยที่ ๓ ได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารเรียนอเนกประสงค์ จำนวน ๑ หลัง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ตามสัญญาเลขที่ ๕/๒๕๔๘ ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาจ้างช่วงให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับเหมางานระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และระบบสุขาภิบาลของอาคารเรียนดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา และได้ร่วมกับจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้รับมอบงาน และจำเลยที่ ๕ ในฐานะกรรมการควบคุมงานจัดทำเอกสารเท็จว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการตามสัญญาเสร็จแล้ว ทำให้โจทก์หลงเชื่อและจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการผิดสัญญา การกระทำของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ ๓ ในฐานะนายจ้างต้องร่วมกับจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นลูกจ้างรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดในทางการที่จ้าง ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๓,๒๔๕,๐๖๓.๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓,๐๑๘,๖๖๓.๗๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีอาศัยสัญญาจ้างช่วงจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นหลัก โดยโจทก์อ้างว่าได้รับเหมาก่อสร้างอาคารเรียนเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงจากจำเลยที่ ๓ สัญญาจ้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างเพื่อประโยชน์สาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น แม้โจทก์จะตั้งรูปคดีเป็นละเมิด โดยฟ้องขอให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำตามหน้าที่ แต่เมื่อ จำเลยที่ ๓ และที่ ๕ มิได้อยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีนี้จึงเป็นคดีละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นคดีปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดราชบุรีพิจารณาแล้วจัดทำความเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมรับผิดตามสัญญาจ้างทำของอันเป็นสัญญาทางแพ่ง และขอให้จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิด พร้อมขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอย่างลูกหนี้ร่วม เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกันและมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ที่แบ่งแยกจากกันมิได้ ประกอบกับคดีในส่วนการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๕ ไม่ปรากฏว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาและการกระทำละเมิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา จำเลยที่ ๓ ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารเรียนอเนกประสงค์ตามสัญญาเลขที่ ๕/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ ซึ่งอาคารเรียนอเนกประสงค์เป็นถาวรวัตถุที่เป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา จึงเป็นสิ่งสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยข้อ ๘ ของสัญญาอนุญาตให้มีการจ้างช่วงได้หากได้รับความยินยอมเป็นหนังสือ การที่โจทก์ทำสัญญาจ้างช่วงให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับเหมางานระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และระบบสุขาภิบาลของอาคารเรียนอเนกประสงค์ดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์ทำสัญญาจ้างช่วงดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ เมื่อสัญญาจ้างช่วงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการจัดให้มีระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร ระบบสุขาภิบาลของอาคารเรียนอเนกประสงค์ จึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาแต่ทำเอกสารเท็จว่าดำเนินการตามสัญญาเสร็จแล้ว ทำให้โจทก์หลงเชื่อและจ่ายเงินค่าจ้าง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ โจทก์ได้กล่าวหาว่า จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการของโจทก์ ในฐานะผู้รับมอบงานจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการควบคุมงานของจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยจัดทำเอกสารเท็จว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการตามสัญญาแล้วเสร็จ ทำให้โจทก์หลงเชื่อและจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่กระทำการทุจริตเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๕ และที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (เทียบเคียงกับคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒/๒๕๔๗, ๙/๒๕๔๗, ๑๐/๒๕๔๗) ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชน แม้ไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ดี เมื่อตามคำฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ และขอให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดดังกล่าว ข้อพิพาทนี้จึงเป็นกรณีที่มีมูลคดีเดียวกันกับคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีทั้งสองจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวเดียวกัน ดังนั้น คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน (เทียบเคียงกับคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๕/๒๕๔๙)

อย่างไรก็ดี ศาลปกครองกลางมีข้อสังเกตเพิ่มเติมในคดีนี้ว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีเห็นว่าคดีดังกล่าว อยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรม หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก สำหรับศาลปกครอง ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว และมาตรา ๑๐ วรรคสาม บัญญัติว่า ความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเองก่อนมีคำพิพากษาด้วยโดยอนุโลม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ได้โต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การโดยมิได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ไม่ใช่เห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลตน เมื่อในคดีนี้ศาลจังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่ส่งความเห็น เห็นว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลตน กรณีจึงไม่อาจถือว่าเป็นการทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในกรณีที่ศาลเห็นเองตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่นกัน ทั้งนี้ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๔/๒๕๕๐

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารเรียนอเนกประสงค์ จำนวน ๑ หลัง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โจทก์จึงทำสัญญาว่าจ้างช่วงให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับเหมางานระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และระบบสุขาภิบาล ของอาคารเรียนดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา และได้ร่วมกับจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้รับมอบงาน และจำเลยที่ ๕ ในฐานะกรรมการควบคุมงานจัดทำเอกสารเท็จว่าดำเนินการตามสัญญาเสร็จแล้ว ทำให้โจทก์หลงเชื่อจึงจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการผิดสัญญา การกระทำของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ ๓ ในฐานะนายจ้างต้องร่วมกับจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นลูกจ้างของตนรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดในทางการที่จ้าง ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ให้การว่า เป็นคดีปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจังหวัดราชบุรีจัดทำความเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของตนแล้วส่งให้ศาลปกครองจัดทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจศาลเช่นกัน เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม การโต้แย้งอำนาจศาลจึงต้องทำเป็นคำร้อง แต่การโต้แย้งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งที่ยกขึ้นกล่าวไว้ในคำให้การซึ่งถือว่าเป็นเพียงข้อต่อสู้คดีเท่านั้น โดยไม่ได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลไว้เป็นการเฉพาะ จึงเป็นการโต้แย้งอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการที่ศาลจะทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการที่คู่ความยื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจศาล ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งเสียก่อน ส่วนในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ให้นำความในมาตราเดียวกันนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลมนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น มิใช่เห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของตนเอง เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๕ มิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งมิใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น จึงถือไม่ได้ว่ามีการขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

จึงมีคำสั่งว่า การส่งเรื่องกรณีระหว่างศาลจังหวัดราชบุรีและศาลปกครองกลางที่เกี่ยวข้องกับโจทก์และจำเลยทั้งห้าในคดีนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ ติดราชการ

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่งและสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบี.ดี.พาวเวอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทซี.เค.ที.อินเตอร์เทรด จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 5
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 46/2553
#504754
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๖/๒๕๕๓

วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๑ นางทวี บัวแก้ว ที่ ๑ นางกุหลาบ ดาวเรือง ที่ ๒ นางสมคิด บัวแก้วหรือตรงต่อกิจ ที่ ๓ โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๐๙/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์ทั้งสามครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าคนละ ๑ แปลง ส่วนของโจทก์ที่ ๑ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๔๕ ตารางวา ส่วนของโจทก์ที่ ๒ เนื้อที่ ๒ งาน ๘๗ ตารางวา และส่วนของโจทก์ที่ ๓ เนื้อที่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๑ ตำบลท่าช้าง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยครอบครองทำประโยชน์มาเป็นระยะเวลากว่า ๓๐ ปี และครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินให้แก่วัดวังสารภี (ร้าง) ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก โดยที่ดินดังกล่าวที่จำเลยขอออกหนังสือนั้นทับซ้อนที่ดินของโจทก์ทั้งสามทั้งหมด โจทก์ทั้งสามคัดค้าน ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลกจึงสอบสวนเปรียบเทียบแล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่วัดวังสารภี (ร้าง) เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๑๑ ตารางวา พร้อมแจ้งให้โจทก์ทั้งสามว่าหากคัดค้านให้ไปใช้สิทธิทางศาล การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยไปขอยกเลิกเพิกถอนคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ทั้งสามต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก สาขาพรหมพิราม หากจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวขอถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ทั้งสามรวมถึงบรรพบุรุษของโจทก์ทั้งสามไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของวัดวังสารภี (ร้าง) ซึ่งกรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินไว้มีเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ๒ งาน และเมื่อปี ๒๕๔๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกได้มีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก สาขาพรหมพิราม ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๗๒๘ และที่ ๑๙๙๔๐ ของนายสนิท มูลราช และนางเชื้อ นาคทอง เนื่องจากโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงได้ออกทับที่ดินของวัดวังสารภี (ร้าง) การกระทำของจำเลยชอบด้วยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมากจากการที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก สาขาพรหมพิราม มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่วัดวังสารภี (ร้าง) แม้คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจะมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่การที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน และห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์ทั้งสามได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทกันเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือวัดวังสารภี (ร้าง) อันเป็นประเด็นสำคัญในคดี ดังนั้นคดีระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนา ส่งเสริมพัฒนาพระพุทธศาสนา และดูแลรักษาศาสนสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ และมีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาวัดร้างตามมาตรา ๓๒ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ด้วย การที่จำเลยมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดพิษณุโลกไปยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินให้แก่วัดวังสารภี (ร้าง) ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก สาขาพรหมพิราม และได้นำรังวัดชี้แนวเขตที่ดิน เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยจึงมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีที่โต้แย้งเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดิน แต่ข้อพิพาทตามคำฟ้องเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยไม่มีการกระทำของเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทแต่อย่างใด สำหรับประเด็นปัญหาว่า ระหว่างโจทก์กับวัดวังสารภี (ร้าง) ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่าการออกโฉนดที่ดินให้แก่วัดวังสารภี (ร้าง) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์หรือวัดวังสารภี (ร้าง) ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าว จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงอาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสามอ้างว่า โจทก์ทั้งสามครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าคนละ ๑ แปลง ส่วนของโจทก์ที่ ๑ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๔๕ ตารางวา ส่วนของโจทก์ที่ ๒ เนื้อที่ ๒ งาน ๘๗ ตารางวา และส่วนของโจทก์ที่ ๓ เนื้อที่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๑ ตำบลท่าช้าง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยครอบครองทำประโยชน์มาเป็นระยะเวลากว่า ๓๐ ปี และครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินให้แก่วัดวังสารภี (ร้าง) ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก สาขาพรหมพิราม โดยจำเลยนำรังวัดและชี้แนวเขตรุกล้ำทับซ้อนที่ดินของโจทก์ทั้งสามทั้งหมด โจทก์ทั้งสามคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก สาขาพรหมพิราม สอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่วัดสารภี (ร้าง) พร้อมแจ้งให้โจทก์ทั้งสามไปใช้สิทธิทางศาล การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยไปขอยกเลิกเพิกถอนคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ทั้งสามต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก สาขาพรหมพิราม หากจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวขอถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งสามและบรรพบุรุษของโจทก์ทั้งสามไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทเป็นของวัดวังสารภี (ร้าง) ซึ่งกรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินไว้แล้ว การกระทำของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามที่โจทก์ทั้งสามมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางทวี บัวแก้ว ที่ ๑ นางกุหลาบ ดาวเรือง ที่ ๒

นางสมคิด บัวแก้วหรือตรงต่อกิจ ที่ ๓ โจทก์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ ติดราชการ

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทวี บัวแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2553
#498767
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๕/๒๕๕๓

วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒ ร้อยตำรวจตรี สังวาลย์ เกิดแก่น ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๔/๒๕๕๒ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๖๒๙ เลขที่ดิน ๕๒๔๓ ตำบลตลาดบางเขน (บางเขน) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร แต่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ติดตั้งตู้ผ่านและเสาโทรศัพท์บนที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทางเดินรถ กีดขวางทางเข้าออกหน้าที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๖๒๙ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีย้ายตู้ผ่านและเสาโทรศัพท์ออกจากหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการแก้ไข ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๑ และ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขอีก แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการแก้ไข ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้บังคับ

ผู้ถูกฟ้องคดีย้ายตู้ผ่านและเสาโทรศัพท์ออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยด่วน

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๖๒๙ ตำบลตลาดบางเขน อำเภอบางเขต จังหวัดกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ ๓๘ ตารางวา แต่ที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งแปลงตกเป็นภาระจำยอมทางเดินรถของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๕ ที่ ๖๖๖๓ ฯลฯ รวม ๑๕๐ แปลง มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ซึ่งทางเดินรถดังกล่าวเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้ถูกฟ้องคดีและ/หรือบุคคลอื่นที่เป็นผู้จัดสรรที่ดินบริเวณดังกล่าวได้จัดให้มีขึ้น การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในฟ้องว่าตู้ผ่านและเสาโทรศัพท์พิพาทกีดขวางทางเข้าออกหน้าที่ดินของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๖๒๙ จึงเป็นความเท็จ ส่วนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๖๒๘ ซึ่งอยู่ติดกับทิศใต้ของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๖๒๙ ของผู้ฟ้องคดี มีเนื้อที่ประมาณ ๖๐ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งแปลงให้บุตรสามคนของผู้ฟ้องคดีตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ และที่ดินแปลงดังกล่าวได้จดทะเบียนภาระจำยอมเป็นทางเดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๕ มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ปัจจุบันที่ดินแปลงดังกล่าวยังมีสภาพเป็นที่ดินว่างเปล่า มีวัชพืชขึ้นปกคลุม การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าบุตรของผู้ฟ้องคดีจะปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๖๒๘ นั้น เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างตู้ผ่านและปักเสาโทรศัพท์พร้อมอุปกรณ์ลงบนไหล่ทางของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๙๖๒๙ โดยสุจริต และผู้ฟ้องคดีไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการก่อสร้างในที่ดินพิพาทมาก่อน ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ พ.ศ. ๒๔๗๗ ประกอบมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยก่อนดำเนินการก่อสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาอย่างรอบคอบและพยายามให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๖๒๘ น้อยที่สุด โดยตู้ผ่านและเสาโทรศัพท์ไม่ได้กีดขวางทางเข้าออกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๙๖๒๘ ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงมิได้รับความเดือดร้อนเป็นพิเศษจากการก่อสร้างตู้ผ่านและปักเสาโทรศัพท์พร้อมอุปกรณ์ คดีขาดอายุความ ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือของผู้ฟ้องคดีตามฟ้องแล้วผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย เป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริง ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๙๖๒๙ ทั้งแปลงเป็นทางสาธารณประโยชน์เนื่องจากประชาชนได้ใช้สัญจรทางเท้าและทางเดินรถไปมาผ่านเข้าออกไปสู่ถนนสาธารณะเป็นเวลานานกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว โดยไม่มีการหวงห้าม จึงเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป อันมีผลให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่ยังมีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการติดตั้งตู้ผ่านและเสาโทรศัพท์ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการให้บริการโทรศัพท์ จึงเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีตามฟ้องจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินหรือคดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด สำหรับประเด็นปัญหาว่าที่ดินพิพาทที่ใช้ติดตั้งตู้ผ่านและเสาโทรศัพท์เป็นทางสาธารณประโยชน์ทั้งแปลงหรือเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบในการพิจารณาข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย แม้การพิจารณาเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับคดีสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้อง อาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่าอันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ข้อเท็จจริงคดีนี้สรุปได้ว่า เดิมผู้ถูกฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทองค์การของรัฐบาลใช้ชื่อว่า "องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย" สังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน โดยมีอำนาจสิทธิขาดที่จะตั้งบำรุงและทำการโทรศัพท์ทุกชนิดภายในราชอาณาจักรไทยแต่เพียงผู้เดียว การดำเนินการกิจการโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเป็นบริการสาธารณะซึ่งอาจมีการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อให้บริการสาธารณะดังกล่าวบรรลุผล ต่อมาได้แปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด จึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกประเภทเช่นเดียวกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีติดตั้งตู้ผ่านและเสาโทรศัพท์บนที่ดินของผู้ฟ้องคดี และกีดขวางทางเข้าออกที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีย้ายตู้ผ่านและเสาโทรศัพท์ออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ร้อยตำรวจตรี สังวาลย์ เกิดแก่น ผู้ฟ้องคดี บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ ติดราชการ

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497
พ.ร.บ.โทรเลขและโทรศัพท์ พ.ศ.2477
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — ร้อยตำรวจตรี สังวาลย์ เกิดแก่น
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ