คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 26/2553
#497450
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297 แต่ตามคำฟ้องไม่ได้ความว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะยื่นคำร้องอ้างว่าการทำร้ายของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โดยโจทก์ไม่คัดค้านการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุนานเกือบ 9 เดือน และบาดแผลที่เป็นสาเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายก็มิใช่บาดแผลที่ผู้เสียหายถูกจำเลยทำร้ายตามฟ้อง ทั้งโจทก์ก็มิได้ยืนยันแน่นอนว่าบาดแผลที่ทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายเกิดจากการกระทำของจำเลยจริงดังนี้ โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบุพการีของผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายโดยเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเกษมและนางเม่ง บิดามารดาของผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยขอถือเอาคำฟ้องและบัญชีระบุพยานของพนักงานอัยการเป็นเสมือนคำฟ้องและบัญชีระบุพยานของผู้ร้องด้วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) บัญญัติว่า "บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้ (2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้" แต่จากคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ซึ่งโจทก์ร่วมทั้งสองขอถือเอาเป็นคำฟ้องด้วยคงบรรยายแต่เพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยใช้มือจับแขนของผู้เสียหายแล้วเหวี่ยงอย่างแรงจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มลงก้นกระแทกพื้นรับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันซึ่งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้อง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณสะโพกขวาช้ำและอักเสบอย่างรุนแรง (เอกซเรย์ไม่พบกระดูกสะโพกแตกและเคลื่อน) ใช้เวลารักษา 6 ถึง 8 สัปดาห์ ตามคำฟ้องดังกล่าวไม่ได้ความว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้แต่อย่างใด แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะยื่นคำร้องอ้างว่า การทำร้ายของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะบริเวณท้ายทอยต้องเข้ารักษาพยาบาลผ่าตัดเอาก้อนเลือดที่บริเวณท้ายทอยออก และรักษาตัวถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 จึงถึงแก่ความตาย โดยโจทก์ไม่คัดค้านการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ตามแต่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุนานเกือบ 9 เดือน และบาดแผลที่เป็นสาเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายก็มิใช่บาดแผลที่ผู้เสียหายถูกจำเลยทำร้ายตามฟ้อง ทั้งโจทก์ก็มิได้ยืนยันแน่นอนว่าบาดแผลที่ทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายเกิดจากการกระทำของจำเลยจริง ดังนี้ โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้บุพการีของผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายโดยเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ได้ เนื่องจากไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นายเกษม สิริสุริยกมลชัย กับพวก
จำเลย — นายประจักษ์ สิริสุริยกมลชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายวินัย สร้อยพลอย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง ฤกษ์สมบูรณ์ดี
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 26/2553
#507842
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297 โดยคำฟ้องของโจทก์ซึ่งโจทก์ร่วมทั้งสองขอถือเอาเป็นคำฟ้องด้วยบรรยายแต่เพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยใช้มือจับแขนของผู้เสียหาย แล้วเหวี่ยงอย่างแรงจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มลงก้นกระแทกพื้นรับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ซึ่งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณสะโพกขวาช้ำและอักเสบอย่างรุนแรง ใช้เวลารักษา 6 ถึง 8 สัปดาห์ ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะยื่นคำร้องอ้างว่า การทำร้ายของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะบริเวณท้ายทอยต้องเข้ารักษาพยาบาลผ่าตัดเอาก้อนเลือดที่บริเวณท้ายทอยออก และรักษาตัวจนถึงแก่ความตาย โดยโจทก์ไม่คัดค้านการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม แต่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุนานเกือบ 9 เดือน และบาดแผลที่เป็นสาเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายมิใช่บาดแผลที่ผู้เสียหายถูกจำเลยทำร้ายตามฟ้อง ทั้งโจทก์มิได้ยืนยันแน่นอนว่าบาดแผลที่ทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายเกิดจากการกระทำของจำเลย ดังนี้ โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้บุพการีของผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายโดยเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวันจำเลยใช้มือจับแขนนายกมลชัย ผู้เสียหาย แล้วเหวี่ยงอย่างแรงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มก้นกระแทกกับพื้นได้รับอันตรายสาหัส ต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเกษม และนางเม่ง บิดามารดาของผู้เสียหาย ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 ผู้เสียหายถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุเลือดออกในสมอง อันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้กระทำร้ายรับอันตรายสาหัสของจำเลย ซึ่งทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บข้อสะโพกข้างขวาหลุดต้องเข้ารักษาต่อเนื่องและได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะบริเวณท้ายทอยต้องเข้ารักษาพยาบาลผ่าตัดเอาก้อนเลือดที่บริเวณท้ายทอยออกและพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนถึงแก่ความตาย ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยขอถือเอาคำฟ้องและบัญชีระบุพยานของพนักงานอัยการเป็นเสมือนคำฟ้องและบัญชีระบุพยานของผู้ร้องด้วย ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วไม่ค้านและมีคำสั่งว่าได้ความว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหาย จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (2) อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยที่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญ มาตรา 297 (8) จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) บัญญัติว่า "บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้ (2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้" แต่จากคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ซึ่งโจทก์ร่วมทั้งสองขอถือเอาเป็นคำฟ้องด้วยคงบรรยายแต่เพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยใช้มือจับแขนของผู้เสียหาย แล้วเหวี่ยงอย่างแรงจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มลงก้นกระแทกพื้นรับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ซึ่งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้อง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณสะโพกขวาช้ำและอักเสบอย่างรุนแรง (เอกซเรย์ไม่พบกระดูกสะโพกแตกและเคลื่อน) ใช้เวลารักษา 6 ถึง 8 สัปดาห์ ตามคำฟ้องดังกล่าวไม่ได้ความว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ แต่อย่างใด แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะยื่นคำร้องอ้างว่า การทำร้ายของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะบริเวณท้ายทอยต้องเข้ารักษาพยาบาลผ่าตัดเอาก้อนเลือดที่บริเวณท้ายทอยออก และรักษาตัวถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 จึงถึงแก่ความตาย โดยโจทก์ไม่คัดค้านการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุนานเกือบ 9 เดือน และบาดแผลที่เป็นสาเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายก็มิใช่บาดแผลที่ผู้เสียหายถูกจำเลยทำร้ายตามฟ้อง ทั้งโจทก์ก็มิได้ยืนยันแน่นอนว่าบาดแผลที่ทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายเกิดจากการกระทำของจำเลยจริง ดังนั้น โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้บุพการีของผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายโดยเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ได้เนื่องจากไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นายเกษม สิริสุริยกมลชัย กับพวก
จำเลย — นายประจักษ์ สิริสุริยกมลชัย
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 26/2553
#503136
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๖/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทอีอีซี อินดัสเตรียล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ที่ ๑ นายสมชาติ พงศ์พฤกษทล ที่ ๒ นายศุภชัย วรมุสิก ที่ ๓ นายศักดิ์ชัย ทักชิญเสถียร ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๘๑๕/๒๕๕๑ ความว่า จำเลยที่ ๑ ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน โดยจำเลยที่ ๑ ตกลงยินยอมเสียค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันให้แก่โจทก์ในอัตราตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญายอมชดใช้ความเสียหายตามการออกหนังสือค้ำประกันของวงเงินที่ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันให้ หากโจทก์ได้รับความเสียหายอันเนื่องจากการค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ยินยอมชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ โดยจะชำระให้แก่โจทก์ทันทีที่เรียกร้อง กรณีเจ้าหนี้ตามหนังสือค้ำประกันแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิจ่ายเงินตามสัญญาค้ำประกันได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้า และไม่ต้องได้รับความยินยอมเห็นชอบจากลูกหนี้ก่อน และเมื่อโจทก์จ่ายเงินให้เจ้าหนี้ตามหนังสือค้ำประกันแล้ว จำเลยที่ ๑ ตกลงยินยอมชดใช้เงินจำนวนที่โจทก์ได้จ่ายไปเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขนับตั้งแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์และโจทก์มีสิทธิที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือบัญชีอื่นใดที่จำเลยที่ ๑ มีอยู่กับโจทก์เพื่อชำระหนี้ได้ ซึ่งโจทก์ได้ออกหนังสือค้ำประกันเลขที่ ๐๔๗-๕-๐๑๔๗๑-๘ ๕๙๙-๐๐๐๐๒-๐๐๑ ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ให้ไว้ต่อสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์สูง ๕ ชั้น จำนวน ๑ หลัง สถาบันราชภัฏสุราษฎร์ธานี ของจำเลยที่ ๑ ภายในวงเงิน ๓,๐๕๗,๘๐๕ บาท และหนังสือค้ำประกันเลขที่ ๐๔๗-๕-๐๑๔๗๑-๘ ๕๙๙-๐๐๐๐๑-๐๑๒ ลงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ให้ไว้ต่อเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระบบระบายน้ำและถนนมุขมนตรี ซอย ๒๓ และถนนมิตรภาพ ซอย ๒๖ ของจำเลยที่ ๑ ภายในวงเงิน ๓๖๙,๕๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเรียกให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน ๒,๒๙๖,๕๙๘ บาท ซึ่งโจทก์ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว และใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน ๑,๘๓๓,๗๙๘.๙๔ บาท ซึ่งนำไปหักชำระค่าธรรมเนียมสัญญาค้ำประกันจำนวน ๓๔๔,๐๐๓ บาท ส่วนที่เหลือจำนวน ๑,๔๘๙,๗๙๕.๙๔ บาท นำไปหักชำระค่าเสียหายตามสัญญาค้ำประกัน คงเหลือหนี้ค้างชำระจำนวน ๘๐๖,๘๐๒.๐๖ บาท คิดเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินจำนวน ๘๗๕,๒๓๖.๕๖ บาท นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าธรรมเนียมที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ที่ให้ไว้ต่อเทศบาลนครนครราชสีมา จำนวน ๑๓,๘๕๖.๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย คิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๑๔,๐๔๑.๓๒ บาท โจทก์ทวงถามให้ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน ๘๘๙,๒๗๗.๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๘๐๖,๘๐๒.๐๖ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๓,๘๕๖.๒๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาด

จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การและจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ผิดสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ต่อสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ จำเลยที่ ๑ มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวกับสถาบันราชภัฏสุราษฎร์ธานี (ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น "มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี") ต่อมามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีนำข้อพิพาทเสนอต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) ต้องรับผิดต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้เรียกร้อง แต่เมื่อเงินค่าเสียหายที่ผู้คัดค้านที่ ๑ จะต้องรับผิดมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนเงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ผู้คัดค้านที่ ๒ (โจทก์) ดังนั้นผู้คัดค้านที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินค่าเสียหายแก่ผู้เรียกร้องอีก เป็นสิทธิของผู้เรียกร้องที่จะบังคับเอาจำนวนเงินค่าเสียหายที่ขาดอยู่ตามหนังสือค้ำประกันจากผู้คัดค้านที่ ๒ ต่อไป จึงชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาท โดยคณะอนุญาโตตุลาการมีความเห็นตรงกันว่ากรณีมีเหตุที่จะลดเบี้ยปรับได้ แต่คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจลดเบี้ยปรับตามกฎหมายเนื่องจากเป็นอำนาจของศาลเท่านั้น จำเลยที่ ๑ จึงยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๐๙๒๗/๒๕๕๑ ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องเบี้ยปรับ และมีหนังสือขอให้โจทก์ระงับการชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันด้วยเหตุเป็นหนี้อันไม่สมบูรณ์ แต่โจทก์ฝ่าฝืนชำระหนี้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ติดค้างค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ออกให้กับเทศบาลนครนครราชสีมา เนื่องจากหนังสือค้ำประกันดังกล่าวสิ้นภาระผูกพันแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่คืนหนังสือค้ำประกันให้แก่โจทก์เพราะเทศบาลนครนครราชสีมานำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบฎีกาเบิกจ่ายของเทศบาล ขอให้ยกฟ้อง และการที่โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๑ เพื่อชำระหนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๑,๔๘๙,๗๙๕.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ เคลือบคลุม โจทก์มีอำนาจฟ้อง และไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญากับผู้รับหนังสือค้ำประกัน โจทก์จึงจ่ายเงินตามภาระผูกพันตามสัญญา การที่จำเลยที่ ๑ มีหนังสือขอให้โจทก์ระงับการชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันไม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม ข้อโต้แย้งของจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับจำนวนเงินค่าปรับเป็นข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับคู่สัญญาซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณาและชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการแล้ว การจ่ายเงินของโจทก์จึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยและใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๑ เพื่อชำระหนี้ได้ตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และการที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกให้จำเลยรับผิดในค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงกันไว้

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาค้ำประกันสัญญาจ้างก่อสร้างที่นำมาฟ้องเป็นคดีนี้เป็นสัญญาอุปกรณ์ เมื่อข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสัญญาหลัก เป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวได้รับพิจารณาคดีโดยศาลปกครองกลางแล้ว คดีนี้จึงควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างที่สถาบันราชภัฏสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้แก่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏเจ้าหนี้ไปแล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ ๑ และใช้สิทธิตามสัญญาค้ำประกันอีกฉบับหนึ่งที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทำไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ อันเป็นการฟ้องตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์และโดยลำพังแล้วย่อมเป็นสัญญาทางแพ่ง แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น จำต้องวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีต่อสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏตามสัญญาก่อสร้างอาคารอันเป็นสัญญาทางปกครองอันเป็นสัญญาหลักเสียก่อน ดังนั้น เมื่อสัญญาหลักเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างอาคารซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันสัญญาจ้างของจำเลยที่ ๑ ต่อเทศบาลนครนครราชสีมานั้น เห็นว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ต่างหาก อันเป็นสัญญาทางแพ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาหลักดังกล่าว ไม่จำต้องวินิจฉัยถึงความรับผิดตามสัญญาหลัก ข้อพิพาทนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่โจทก์ชำระให้สำนักงานสถาบันราชภัฏเจ้าหนี้กับค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ออกไว้ต่อเทศบาลนครนครราชสีมาจากจำเลยทั้งสี่ตามสัญญาที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ที่สถาบันราชภัฏสุราษฎร์ธานีและสัญญาค้ำประกันอีกฉบับหนึ่งที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทำไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ แม้สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง และสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏจะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างก่อสร้างศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ก็ตาม แต่ข้อพิพาทในคดีนี้มิใช่ข้อพิพาทตามสัญญาค้ำประกันระหว่างสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับโจทก์ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทที่เกิดจากผลภายหลังการชำระหนี้ที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยทั้งสี่ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันนั้น ตามนัยมาตรา ๖๙๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อพิพาทตามฟ้องดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสี่ อันเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่งระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ที่เป็นเอกชนด้วยกัน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม มิใช่เรื่องสัญญาทางปกครองหรือสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางปกครองอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ให้รับผิดกรณีโจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ ฉบับ เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ที่สถาบันราชภัฏสุราษฎร์ธานีระหว่างสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏกับจำเลยที่ ๑ และสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระบบระบายน้ำและถนนมุขมนตรี ซอย ๒๓ และถนนมิตรภาพ ซอย ๒๖ ระหว่างเทศบาลนครนครราชสีมากับจำเลยที่ ๑ โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ โจทก์จึงชำระเงินตามข้อตกลงในหนังสือค้ำประกันให้แก่สำนักงานสถาบันราชภัฏแล้วเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยและใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากที่จำเลยที่ ๑ มีอยู่กับโจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว แต่จำนวนเงินที่หักไว้ไม่เพียงพอชำระหนี้ ทั้งจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าธรรมเนียมที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ที่ให้ไว้ต่อเทศบาลนครนครราชสีมาด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ได้แจ้งให้โจทก์ระงับการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันแล้ว แต่โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่ง จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เมื่อข้อพิพาทคดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างก็เป็นเอกชนด้วยกันเอง ทั้งมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดตามข้อตกลงระหว่างกันที่ให้โจทก์ค้ำประกันการปฏิบัติการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่มีอยู่แก่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีและค่าธรรมเนียมการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่เทศบาลนครนครราชสีมาเช่นเดียวกัน อันเป็นนิติสัมพันธ์ที่คู่ความต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่งเท่านั้น มิได้เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทอีอีซี อินดัสเตรียล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ที่ ๑ นายสมชาติ พงศ์พฤกษทล ที่ ๒ นายศุภชัย วรมุสิก ที่ ๓ นายศักดิ์ชัย ทักชิญเสถียร ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอีอีซี อินดัสเตรียล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ที่ 1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2553
#498765
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๕/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๒ นายเฉลียว ศิริพันธ์ ที่ ๑ นางจันทอน อุดมจิตร ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ นายแสงศิลป์ รัตนแสง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขากุฉินารายณ์ ที่ ๒ นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน นายอำเภอกุฉินารายณ์ ที่ ๓ นายศุภชัย วิมาลย์ไพจิตร นายกเทศบาลตำบลบัวขาว ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๔๓๐/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๔ หมู่ที่ ๓ ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑ งาน โดยที่ดินแปลงดังกล่าว นางเกสร ศิริพันธ์ ภรรยาของโจทก์ที่ ๑ (ถึงแก่กรรม) และโจทก์ที่ ๒ ได้เข้าครอบครองเมื่อปี ๒๔๙๕ และแจ้งขึ้นทะเบียนการครอบครองเมื่อปี ๒๔๙๘ และทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปี ๒๕๔๑ โจทก์ทั้งสองและภรรยาของโจทก์ที่ ๑ ได้นำ ส.ค. ๑ ฉบับดังกล่าวไปยื่นคำขอรังวัดต่อจำเลยที่ ๒ เพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่เมื่อถึงวันนัดทำการรังวัดเจ้าพนักงานรังวัดแจ้งว่า ที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินได้เพียง ๑๐ ไร่ โจทก์ทั้งสองและภรรยาของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินต่อไป ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้ร่วมกันรังวัดและปักหลักเขตที่ดินตามคันนาล้อมรอบเอาที่ดินของโจทก์ทั้งสองไปเพื่อประกาศเป็นที่สาธารณประโยชน์ และมีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ดำเนินการฟ้องคดีภายใน ๖๐ วัน การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการรบกวนและรอนสิทธิในการครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยปกติสุขและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำบังคับให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๔ หมู่ที่ ๓ ตำบลบัวขาวอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวนเนื้อที่ดิน ๔๒ ไร่ ๑ งาน และสั่งห้ามจำเลยทั้งสี่เข้าเกี่ยวข้องและรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์ทั้งสองในที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันถอนหลักแนวเขตที่ดินที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ นำไปปักล้อมรอบแนวเขตที่ดิน ส.ค. ๑ ของโจทก์ทั้งสองออกไปให้หมดสิ้น และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แก้ไขเนื้อที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของโจทก์ทั้งสองให้มีเนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑ งาน ตามเนื้อที่ดินเดิมที่มีอยู่จริง กับให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหนองหูลิงใหญ่ที่ออกทับที่ดิน ส.ค. ๑ ของโจทก์ทั้งสองและออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองหูลิงใหญ่" ซึ่งราษฎรบ้านหนองหูลิงและหมู่บ้านใกล้เคียงร่วมกันใช้น้ำเพื่อการเกษตร เลี้ยงสัตว์ รวมทั้งใช้อุปโภคบริโภคร่วมกันตลอดมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๔๘๕ เมื่อหนองน้ำหูลิงใหญ่ตื้นเขินขึ้นและไม่มีน้ำท่วมขัง นายทา เสนาธง บิดาของภรรยาโจทก์ที่ ๑ ได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์และขอออกหลักฐานใบเหยียบย่ำมีจำนวนเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๒ งาน ต่อมานายทาได้นำใบเหยียบย่ำที่ดินไปแจ้งสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ทับและครอบคลุมหนองน้ำหูลิงใหญ่ ทำให้พื้นดินดังกล่าวมีเนื้อที่เพิ่มเป็น ๔๒ ไร่ ๑ งาน แต่ภายหลังนายทาและโจทก์ทั้งสองยินยอมให้ทางราชการตรวจสอบและมีการแก้ไขระยะและเนื้อที่ในหลักฐาน ส.ค. ๑ ดังกล่าวให้ถูกต้องโดยแก้ไขเนื้อที่เป็น ๑๐ ไร่ ๒ งาน การแจ้งสิทธิในที่ดินของนายทาทับและครอบคลุมที่สาธารณประโยชน์หนองน้ำหูลิงใหญ่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย การแจ้งสิทธิครอบครองของนายทาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดๆ ขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ วรรคสอง โจทก์ทั้งสองซึ่งครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อมาจึงไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทตามหลักผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน และต่อมาเมื่อทางราชการได้ออกรังวัดบริเวณพื้นที่ดังกล่าวโดยมีประชาชนจำนวนหลายรายซึ่งมีที่ดินติดกับหนองน้ำหูลิงใหญ่ ได้รับรองแนวเขตโดยถูกต้อง ทางราชการจึงได้ทำการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โดยปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายเกี่ยวกับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงครบถ้วนและถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรังวัดและปักหลักเขตที่ดินล้อมรอบเอาที่ดินของโจทก์ทั้งสองไป และจะประกาศให้เป็นที่สาธารณะโดยจะมีการออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสี่โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยในฐานะหน่วยงานทางปกครองได้กระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองอ้างว่าได้สิทธิครอบครองที่พิพาท เนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑ งาน มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นเรื่องขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๒ รังวัดออกโฉนดให้โจทก์ทั้งสองเพียง ๑๐ ไร่ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันรังวัดและปักหลักเขตล้อมรอบเอาที่ดินของโจทก์ทั้งสองทั้งหมดเพื่อประกาศให้เป็นที่สาธารณะ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสี่ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์ทั้งสอง ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด และคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า หากคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองและภรรยาของโจทก์ที่ ๑ ได้ร่วมกันนำ ส.ค. ๑ ที่ภรรยาโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ ได้ร่วมกันแจ้งการครอบครองไปยื่นเรื่องขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๒ แจ้งว่ารังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้ได้เพียง ๑๐ ไร่ โจทก์ทั้งสองและภรรยาของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ได้ทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินต่อไป ต่อมาเมื่อต้นปี ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้ร่วมกันรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "หนองหูลิงใหญ่" โดยได้ทำการรังวัดและปักหลักเขตที่ดินตามคันนาล้อมรอบที่ดินของโจทก์ทั้งสองไปทั้งหมดจำนวนเนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑ งาน และจะประกาศให้เป็นที่สาธารณะ โดยมีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ดำเนินการฟ้องคดีภายใน ๖๐ วัน โดยที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน มิให้ผู้ใดเกียดกันเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับข้อ ๕ (๒) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๔ และการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นการรับรองเขตที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ดังนั้น การดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ การที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๔ ของโจทก์ทั้งสอง สั่งห้ามจำเลยทั้งสี่เข้าเกี่ยวข้องและรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันถอนหลักแนวเขตที่ดินที่นำไปปักล้อมรอบที่ดินของโจทก์ทั้งสองออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แก้ไขเนื้อที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๔ ของโจทก์ทั้งสองให้มีเนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑ งาน ตามเนื้อที่ดินเดิมที่มีอยู่จริง และให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหนองหูลิงใหญ่ที่ออกทับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๔ ของโจทก์ทั้งสองและออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือดำเนินกิจการทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) และ (๔) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองหูลิงใหญ่" ซึ่งราษฎรบ้านหนองหูลิงและหมู่บ้านใกล้เคียงใช้ร่วมกันหรือไม่ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การดำเนินการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นจะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยในคดีนี้ได้ ประกอบกับจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือดำเนินกิจการทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๔ หมู่ที่ ๓ ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑ งาน โดยที่ดินแปลงดังกล่าว ภรรยาของโจทก์ที่ ๑ (ถึงแก่กรรม) และโจทก์ที่ ๒ เข้าครอบครองเมื่อปี ๒๔๙๕ และแจ้งขึ้นทะเบียนการครอบครองตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ต่อมาในปี ๒๕๔๑ โจทก์ทั้งสองและภรรยาของโจทก์ที่ ๑ ได้นำ ส.ค. ๑ ฉบับดังกล่าวยื่นคำขอรังวัดต่อจำเลยที่ ๒ เพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่เจ้าพนักงานรังวัดแจ้งว่า ที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินได้เพียง ๑๐ ไร่ โจทก์ทั้งสองและภรรยาของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินต่อไป ต่อมาในปี ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้ร่วมกันรังวัดและปักหลักเขตที่ดินตามคันนาล้อมรอบเอาที่ดินของโจทก์ทั้งสองไปเพื่อประกาศเป็นที่สาธารณประโยชน์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการรบกวนและรอนสิทธิในการครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยปกติสุขและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำบังคับให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๔ หมู่ที่ ๓ ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวนเนื้อที่ดิน ๔๒ ไร่ ๑ งาน และสั่งห้ามจำเลยทั้งสี่เข้าเกี่ยวข้องและรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์ทั้งสองในที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันถอนหลักแนวเขตที่ดินที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ นำไปปักล้อมรอบแนวเขตที่ดิน ส.ค. ๑ ของโจทก์ทั้งสองออกไปให้หมดสิ้น และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แก้ไขเนื้อที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของโจทก์ทั้งสองให้มีเนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑ งาน ตามเนื้อที่ดินเดิมที่มีอยู่จริง กับให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหนองหูลิงใหญ่ที่ออกทับที่ดิน ส.ค. ๑ ของโจทก์ทั้งสองและออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองหูลิงใหญ่" ซึ่งนายทา เสนาธง บิดาของภรรยาโจทก์ที่ ๑ แจ้งสิทธิในที่ดินทับและครอบคลุมที่สาธารณประโยชน์หนองน้ำหูลิงใหญ่โดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายเกี่ยวกับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงครบถ้วนและถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเฉลียว ศิริพันธ์ ที่ ๑ นางจันทอน อุดมจิตร ที่ ๒ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ นายแสงศิลป์ รัตนแสง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขากุฉินารายณ์ ที่ ๒ นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน นายอำเภอกุฉินารายณ์ ที่ ๓ นายศุภชัย วิมาลย์ไพจิตร นายกเทศบาลตำบลบัวขาว ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลียว ศิริพันธ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2553
#502782
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๔/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕)

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาวปนัดดา ลัมพสาระ ที่ ๑ นายกฤษณ์ เลอเลิศวณิชย์ ที่ ๒ นายระพีพงศ์ จรมาศ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๗๙๓/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามเป็นพนักงานโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้างานบัญชีและข้อมูล ฝ่ายกฎหมาย มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานบัญชีและข้อมูล จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำรงตำแหน่งหัวหน้างานบัญชีและข้อมูล ฝ่ายกฎหมาย มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานบัญชีและข้อมูลของฝ่ายกฎหมายทั้งหมด เมื่อประมาณวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒ นางปิยะนุช รุ่งทรรศนะกุล พนักงานบัญชี ฝ่ายกฎหมาย อาศัยตำแหน่งหน้าที่รับเงินค่าธรรมเนียมศาล และค่าใช้จ่ายที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีฟ้องเงินกู้และบังคับจำนองของโจทก์ จำนวน ๑๖๙ ราย นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๒,๐๑๗,๗๔๓ บาท แล้วเบียดบังยักยอกนำเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยทุจริต โจทก์มีคำสั่งไล่ออก และแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญา โจทก์แจ้งผลการสอบสวนตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางแพ่งว่า นางปิยะนุชกระทำการทุจริตยักยอกเงินไปโดยไม่มีพนักงานคนใดเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่จะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่กระทรวงการคลังมีความเห็นว่า จำเลยทั้งสามไม่ควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีอย่างเคร่งครัดทำให้นางปิยะนุชยักยอกเงินไป เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามต้องรับผิด โดยจำเลยที่ ๑ รับผิดจำนวน ๑,๔๑๒,๔๒๐.๑๐ บาท จำเลยที่ ๒ รับผิดจำนวน ๑๓,๔๗๐ บาท จำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดจำนวน ๕๙๑,๘๕๒.๙๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าสินไหมทดแทนจากการผิดสัญญาจ้างและละเมิดตามส่วนที่ต้องรับผิดดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ เนื่องจากได้ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ศาลอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า มิได้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มิได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด โจทก์ไม่ได้วางระเบียบกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้พนักงาน ในตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดถือปฏิบัติให้เป็นลายลักษณ์อักษร โจทก์จึงมีส่วนผิด โจทก์ไม่ดำเนินคดีทางแพ่งกับผู้กระทำผิด โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาจ้างแรงงาน และไม่ได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ มิใช่เป็นคดีแรงงาน สิทธิการฟ้องคดีของโจทก์อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงตามฟ้อง ปรากฏว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามไม่ควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีอย่างเคร่งครัด ทำให้พนักงานบัญชียักยอกเงินไป โจทก์จึงได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มิได้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับพนักงานรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในบังคับบัญชาเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งมีลักษณะเป็นคดีปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๔๙๖ อันอยู่ในความหมายเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์จะอยู่ในความหมายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งการที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อขอให้รับผิดในผลแห่งละเมิดด้วยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จะเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ของตน โดยไม่ควบคุมดูแลนางปิยะนุช พนักงานบัญชี ฝ่ายกฎหมายของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย ทั้งสามให้ดี จนเป็นเหตุให้นางปิยะนุชกระทำการเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต อันอาจถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ก็ตาม แต่เนื่องจากมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้ให้คำนิยามว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง คำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า รัฐวิสาหกิจซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจหรือ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจด้วย ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามจึงอยู่ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง อันสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มิใช่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามบทยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสามกระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของนางปิยะนุช พนักงานบัญชี ฝ่ายกฎหมายของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยทั้งสามให้ดีเป็นเหตุให้นางปิยะนุชกระทำการเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยทุจริตก็ตาม แต่บทบัญญัติมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ กำหนดบทนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ส่วนคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า รัฐวิสาหกิจซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจด้วย ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามจึงอยู่ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดี สืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของนางปิยะนุช ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีเป็นเหตุให้นางปิยะนุชกระทำการเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต ทำให้ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอันสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นางสาวปนัดดา ลัมพสาระ ที่ ๑ นายกฤษณ์ เลอเลิศวณิชย์ ที่ ๒ นายระพีพงศ์ จรมาศ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคหนึ่ง (1)และ (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาวปนัดดา ลัมพสาระ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2553
#504753
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๕๔

วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดสระบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสระบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๑ บริษัทสระบุรี คอมพ์ โฟกัส จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องจังหวัดสระบุรี จำเลย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๑๘๖/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๙ จำเลยมอบอำนาจให้นายดุษฎี ศิลปไพบูลย์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรี ทำสัญญาซื้อครุภัณฑ์ไอทีจำนวน ๕ รายการ จากโจทก์ ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ๓๙๙,๓๐๐ บาท กำหนดส่งมอบสินค้าและชำระราคาภายในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๙ และเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาโจทก์ได้วางเงินประกันค่าเสียหายจำนวน ๑๙,๙๖๕ บาท ต่อมาวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๙ โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าตามเวลาที่กำหนด แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระเงินในวันส่งมอบสินค้า ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา โจทก์ทวงถามให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีในฐานะกระทำการแทนจำเลยและนายดุษฎีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรี ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลย ชำระหนี้เป็นเงินค่าสินค้าหลายครั้ง แต่บุคคลทั้งสองเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินค้าจำนวน ๓๙๙,๓๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๙ จนถึงวันฟ้อง คิดเป็นเงินค่าเสียหายรวมเป็นเงินจำนวน ๔๖๙,๑๗๗.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๙๙,๓๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ อนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ โจทก์ได้เคยยื่นฟ้องจำเลยและนายดุษฎีต่อศาลปกครองกลางแล้ว แต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง (คดีของศาลปกครองกลาง หมายเลขแดงที่ ๗๐๕/๒๕๕๑)

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยจำเลยมิได้ผิดนัด เนื่องจากโจทก์ไม่มีหลักฐานในการตรวจรับสิ่งของมาแสดง อีกทั้งโจทก์เองไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการส่งมอบ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีระหว่างโจทก์และจำเลยจัดทำขึ้นภายใต้โครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดประกอบด้วย จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท และจังหวัดสิงห์บุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อเป็นแหล่งบริการข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด และเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ของจังหวัดให้ประสบความสำเร็จตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในหน้าที่ของศูนย์การท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการจังหวัดสระบุรี ซึ่งโครงการดังกล่าวประกอบด้วย การจัดซื้อครุภัณฑ์ไอที ๕ รายการ การจ้างเหมาจัดทำข้อมูลเข้าสู่ระบบและจ้างเหมาดูแลระบบข้อมูล ซึ่งการจัดทำข้อมูลเข้าสู่ระบบดังกล่าวจะต้องบันทึกข้อมูลลงในครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าว ครุภัณฑ์ไอทีและการจัดทำข้อมูลเข้าสู่ระบบซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในกำกับดูแลของจำเลย ใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะในหน้าที่ให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีและสัญญาจ้างเหมาจัดทำข้อมูลเข้าสู่ระบบจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสระบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และการจัดซื้อครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าวเป็นไปตามโครงการประกอบด้วยการจัดซื้อครุภัณฑ์ไอทีจำนวน ๕ รายการ การจ้างเหมาจัดทำข้อมูล และฝึกสอนผู้ดูแลระบบและการจ้างเหมาดูแลระบบ แต่เมื่อพิจารณาตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบครุภัณฑ์ไอทีจำนวน ๕ รายการตามที่กำหนด ณ ศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรี พร้อมทั้งหีบห่อเครื่องรัดพันผูกโดยเรียบร้อยเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดทำข้อมูล ฝึกสอนผู้ดูแลระบบหรือดูแลระบบแต่อย่างใด การจัดซื้อครุภัณฑ์ไอทีจึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาเพื่อสนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยเท่านั้น สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองของรัฐเป็นคู่สัญญาเท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยผิดข้อตกลงไม่ชำระราคาค่าสินค้าแก่โจทก์และฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขาย ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีระหว่างโจทก์และจำเลยจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดของจังหวัดสระบุรี งบประมาณเหลือจ่ายจากโครงการส่งเสริมด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์เชิงรุกของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน กลุ่ม ๒ จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท และจังหวัดสิงห์บุรี โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัด และเป็นแหล่งบริการข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัด ดังนั้น การจัดซื้อครุภัณฑ์ไอที ๕ รายการในคดีพิพาทนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดของจังหวัดสระบุรี ทั้งนี้เมื่อได้จัดซื้อครุภัณฑ์ไอทีแล้วจะต้องมีการบันทึกข้อมูลด้านการท่องเที่ยวเข้าสู่ระบบครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าว โดยจำเลยจะนำครุภัณฑ์ไอทีที่ได้บันทึกข้อมูลด้านการท่องเที่ยวตามโครงการไปตั้งวางให้บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดแก่ประชาชนทั่วไปในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ครุภัณฑ์ไอทีในสัญญาพิพาท จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการดำเนินบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรีให้บรรลุผล สัญญาจัดซื้อครุภัณฑ์ไอที ๕ รายการ ระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิใช่สัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ จำเลยมอบอำนาจให้นายดุษฎี ศิลปไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์การท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของจำเลย ทำสัญญาซื้อครุภัณฑ์ไอทีจำนวน ๕ รายการ จากโจทก์ซึ่งเป็นเอกชน แต่โจทก์อ้างว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าว ส่วนจำเลยก็ให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยจำเลยมิได้ผิดนัด เนื่องจากโจทก์ไม่มีหลักฐานในการตรวจรับสิ่งของมาแสดง อีกทั้งโจทก์เองไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการส่งมอบ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสัญญาซื้อขายดังกล่าว คดีนี้จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับนโยบายและรับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอำเภอ มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๕๔ และมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ เมื่อจำเลยมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการศูนย์การท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของจำเลยทำสัญญาซื้อครุภัณฑ์ไอทีจำนวน ๕ รายการ ที่มีสาระสำคัญให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนจัดหาและส่งมอบครุภัณฑ์ไอทีเพื่อใช้ในโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดของจังหวัดสระบุรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัด และเป็นแหล่งบริการข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัด อันเป็นภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการของรัฐ ครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทสระบุรี คอมพ์ โฟกัส จำกัด โจทก์ จังหวัดสระบุรี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโทอิโว ไมยรีไลเนนท์
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 22/2553
#499717
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๒/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสระบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคระกรรมการ

ศาลจังหวัดสระบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑ นางสาวเพชรา สัณฑิติ โจทก์ ยื่นฟ้องนายปรีดา รวมเมฆ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสระบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๕๙/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ ตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ ๔๘ ไร่ จำเลยยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยใช้หลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๑๘ ตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ ๒๒ - ๐ - ๐๕ ไร่ ที่ออกทับซ้อนที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ ของโจทก์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย มีคำสั่งเปรียบเทียบคัดค้านการออกโฉนดที่ดินที่ ๔๑/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลย โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวและทำประโยชน์อยู่จริง ที่ดินตามหลักฐานของจำเลยทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์โดยจำเลยมิได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวแต่อย่างใด ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเปรียบเทียบคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน คำสั่งที่ ๔๑/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ และให้ยกเลิกการออกโฉนดที่ดินตามคำสั่งดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ เพราะที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ที่โจทก์อ้างไม่มีอยู่จริง เอกสาร น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับซ้อนกับที่ดินของจำเลยที่ออกเป็น น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๑๘ มาก่อน และที่ดินของจำเลยมีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาตลอด จำเลยรับโอนสิทธิมาโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คำสั่งเปรียบเทียบของเจ้าพนักงานที่ดินชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง กับฟ้องแย้งขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ ของโจทก์ อ้างว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอยออกให้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น อ้างว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๗๒ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสระบุรีพิจารณาแล้ว โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๔๙ ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของจำเลย ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๑๘ ที่จำเลยยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย ออกคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีคัดค้านการออกโฉนดที่ดินแล้วมีคำสั่งเห็นควรออกโฉนดที่ดินบริเวณที่พิพาทให้แก่จำเลย ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๑๘ ของจำเลยทั้งแปลง ตามคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย ที่ ๔๑/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริง ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับของโจทก์ เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าตนเองเป็นผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริง อันเข้าลักษณะตามบรรพ ๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่า ผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากันย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นที่บัญญัติในเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษ สำหรับคดีนี้การพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทต้องพิจารณาประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่กรณี ซึ่งตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดิน ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ จึงได้แก่ศาลยุติธรรม ทั้งการพิจารณาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎหมายกำหนดให้ต้องฟ้องต่อศาล เมื่อศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งถึงที่สุดประการใดให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการไปตามนั้น เช่น มาตรา ๖๐ วรรคสาม มาตรา ๖๑ วรรคห้า มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้าและวรรคหก แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น คดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๑๘ เป็นหลักฐานขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ตามคำขอฉบับที่ ๑๕๕/๔๖ ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๖ โจทก์เห็นว่า ที่ดินที่จำเลยนำรังวัดออกโฉนดที่ดินทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์แปลง น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ จึงคัดค้านการขอรังวัดตามคำขอคัดค้านการขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ ๑๓๐/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบโดยเห็นว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๑๘ ของจำเลยออกก่อน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ ของโจทก์ จึงออกคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย ที่ ๔๑/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ สั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยพร้อมทั้งแจ้งในคำสั่งว่า คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบฉบับดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้ไม่พอใจสามารถอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งภายในระยะเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ไม่พอใจผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำสั่งภายในอายุความตามที่กำหนดในมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง โจทก์มีความประสงค์ที่จะโต้แย้งคัดค้านว่า คำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย ที่ ๔๑/๒๕๕๑ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะอ้างว่า สิทธิในที่ดินแปลงพิพาทดีกว่าสิทธิในที่ดินของจำเลย แต่ก็เป็นเพียงการอ้างข้อเท็จจริงที่นำมาสนับสนุนว่าคำสั่งพิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่า คำสั่งที่พิพาท เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบกรณีพิพาทมูลเหตุการฟ้องคดีนี้และออกคำสั่งที่พิพาท จึงอนุมานได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และการที่ศาลปกครองจะวินิจฉัยว่าคำสั่งที่พิพาทออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยเสียก่อน ซึ่งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ห้ามมิให้ศาลปกครองสามารถดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่าคำสั่งทางปกครองที่พิพาทออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งคำฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่าโจทก์มิได้เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ จำนวนเนื้อที่ ๔๘ ไร่ ตามเอกสารท้ายฟ้องแต่ประการใด เพราะที่ดิน น.ส. ๓ ก. ที่โจทก์อ้างไม่มีอยู่จริง เอกสาร น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวของโจทก์ออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับซ้อนกับที่ดินของจำเลยซึ่งได้ออกมาก่อน โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าตนครอบครองและทำประโยชน์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ กรณีดังกล่าวนี้แม้ประเด็นตามฟ้องแย้งของจำเลยจะไม่ใช่ประเด็นที่มีการโต้แย้งเกี่ยวกับเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลโดยตรงก็ตาม แต่จำเลยก็ได้ให้การในทำนองเดียวกันกับฟ้องแย้ง และก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่ดินจะมีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่ดินต้องตรวจสอบถึงสิทธิของคู่กรณีในที่ดินพิพาทว่า แต่ละฝ่ายมีสิทธิอย่างไร มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือไม่ และหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของแต่ละฝ่าย เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้วจึงจะพิจารณาคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการออกโฉนดที่ดินต่อไป ดังนั้น ในคดีนี้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย ที่ ๔๑/๒๕๕๑ ที่สอบสวนเปรียบเทียบให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยนั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยด้วยว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ ได้ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่เอกชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และการตรวจสอบว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ ได้ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็อยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นกัน การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองทั้งหมดหรือบางส่วนกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองมีอำนาจที่จะกำหนดคำพิพากษาหรือกำหนดคำบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง" คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ เนื้อที่ ๔๘ ไร่ จำเลยยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยใช้หลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๑๘ เนื้อที่ ๒๒ - ๐ - ๐๕ ไร่ ที่ออกทับซ้อนที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ ของโจทก์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอย มีคำสั่งเปรียบเทียบที่ ๔๑/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลย ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเปรียบเทียบคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน และให้ยกเลิกการออกโฉนดที่ดินตามคำสั่งดังกล่าว ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ เพราะที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ที่โจทก์อ้างไม่มีอยู่จริง เอกสาร น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับซ้อนกับที่ดินของจำเลยที่ออกเป็น น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๑๘ มาก่อน และที่ดินของจำเลยมีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาตลอด จำเลยรับโอนสิทธิมาโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คำสั่งเปรียบเทียบของเจ้าพนักงานที่ดินชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง กับฟ้องแย้งขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๔๙ ของโจทก์ ซึ่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเปรียบเทียบคัดค้านการออกโฉนดของเจ้าพนักงานที่ดินก็ตาม แต่คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ แต่อย่างใด ทั้งศาลจำต้องวินิจฉัยให้ได้ความว่า โจทก์หรือจำเลยใครมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวเพชรา สัณฑิติ โจทก์ นายปรีดา รวมเมฆ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพชรา สัณฑิติ
จำเลย — นายปรีดา รวมเมฆ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21/2553
#503435
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่ผู้ตายทำร้าย ส. ล้มลงแล้วจะตามไปทำร้าย ส. อีก เมื่อจำเลยเข้าห้ามปราม ผู้ตายก็ใช้มีดแทงจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ส. และจำเลยแล้ว การที่จำเลยใช้ด้ามพร้าตีผู้ตายจนล้มลงนั้น เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อผู้ตายพยายามจะลุกขึ้นอีก แต่จำเลยใช้เท้าขวาเหยียบมือผู้ตายที่กำลังถือมีดอยู่แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอีกได้ ถือว่าภยันตรายที่จะเกิดแก่ ส. และจำเลยหมดไปแล้ว จำเลยไม่จำเป็นต้องทำร้ายผู้ตายอย่างใดอีก ดังนั้น การที่จำเลยใช้มือซ้ายจับคางผู้ตายใช้มือขวาซึ่งถือมีดเชือดคอผู้ตาย 1 ครั้ง และเมื่อผู้ตายยังดิ้นรนอยู่จำเลยยังเอามีดพกส่วนตัวของจำเลยอีกเล่มหนึ่งมาแทงผู้ตายถึง 2 แผลอีก นับเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่เชือดคอผู้ตาย ผู้ตายก็คงไม่ถึงแก่ความตาย คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษให้จำคุกจำเลย 6 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับพฤติการณ์ที่จำเลยฆ่าผู้ตายโดยวิธีเชือดคอซึ่งเป็นวิธีการที่สยดสยองอย่างยิ่ง กับจำเลยยังเอามีดพกส่วนตัวของจำเลยมาแทงผู้ตายอีก 2 แผลแล้ว นับเป็นกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำแล้ว คดีไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกำหนดโทษให้ต่ำไปกว่านี้อีก และเมื่อจำเลยต้องโทษจำคุกเกินสามปี คดีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรอการลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 56 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมยอาญา มาตรา 288, 33 และริบไม้ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 6 ปี ริบไม้ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายลาภหรือไข่ ที่มีอาการเมาสุรามากไปที่บ้านนายสมหมายและนางจันทร์ บิดามารดาของจำเลยซึ่งจำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย เพื่อขอรับประทานต้มตะกวด เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง นายสมหมายบอกให้ขึ้นไปรับประทานบนบ้านและนายสมหมายจะตามไป ขณะนั้นนางจันทร์กับจำเลยอยู่ในครัว นางจันทร์ตักต้มตะกวดให้รับประทานโดยวางที่หน้าห้องนอนของนายสมหมาย เมื่อนายสมหมายตามขึ้นมาและบอกนายลาภว่าจะขอรับประทานด้วย นายลาภตีมือนายสมหมาย นายสมหมายก็บอกว่าไม่กินแล้ว นายลาภด่าว่านายสมหมายด้วยถ้อยคำหยาบคาย และพูดว่ากูไม่ให้มึงกิน และนายลาภถีบนายสมหมาย นายสมหมายและนางจันทร์จึงลงมาชั้นล่าง แล้วจำเลยใช้ด้ามพร้าไม่มีตัวมีด ยาวประมาณ 1 ศอก ตี และใช้มีดที่ใช้ในครัวสำหรับแทงคอสุกรมีความยาวรวมด้ามประมาณ 6 นิ้ว ใบมีดกว้าง 1 นิ้ว แทงนายลาภหลายครั้ง เป็นเหตุให้นายลาภถึงแก่ความตายขณะเกิดเหตุนายสมหมายและนางจันทร์ได้ยินเสียงโครมครามภายในบ้าน สักครู่หนึ่งจำเลยถือมีดดังกล่าวลงมาชั้นล่าง โดยมือและเสื้อของจำเลยเปื้อนเลือดและจำเลยบอกว่าตายแล้ว ต่อมานายแพทย์สำเนียง ได้ตรวจศพผู้ตายแล้วพบว่าผู้ตายมีบาดแผลบริเวณศีรษะ 3 แผล ขนาด 1.5 เซนติเมตร 4 เซนติเมตร และ 5 เซนติเมตร มีความลึกถึงกะโหลก แต่ไม่มีการแตกร้าวของกะโหลกศีรษะ ซึ่งเกิดจากของแข็งไม่มีคมกับมีบาดแผลบริเวณลำคอ ขนาด 15 เซนติเมตร น่าจะเกิดจากของมีคมแผลลึกตัดหลอดลมและหลอดอาหารถึงกระดูกต้นคอ และมีบาดแผลถูกแทงบริเวณหน้าอกขวา 1 รอย หน้าท้อง 2 รอย ขนาดกว้าง 1.5 เซนติเมตร แผลลึกถึงช่องอกและช่องท้องบาดแผลที่ลำคอเป็นสาเหตุการตายของผู้ตาย ส่วนบาดแผลที่ศีรษะไม่รุนแรงไม่น่าจะเป็นสาเหตุการตาย ร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์ พนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุยึดมีดปลายแหลมกว้าง 1 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว อีก 1 เล่ม จากศพผู้ตายและไม้เหมือนด้ามพร้าหัก 2 ท่อน เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว ยาวประมาณ 2 ฟุต วางใกล้ศพผู้ตายเป็นของกลาง ในวันรุ่งขึ้นจำเลยเข้ามอบตัวและมอบมีดซึ่งมีเลือดติดอยู่แก่ร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์ยึดเป็นของกลางเพิ่มเติม ชั้นมอบตัวและชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์แจ้งข้อหาจำเลยว่าฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้ตายมีรูปร่างใหญ่กว่าจำเลย ขณะเกิดเหตุผู้ตายถืออาวุธมีดขนาดใหญ่อยู่ในมือ ขณะจำเลยแทงผู้ตายภยันตรายที่ผู้ตายจะกระทำต่อนายสมหมายและจำเลยยังไม่สิ้นสุด การที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงเป็นการป้องกันภัยอันตรายที่ยังมีอยู่ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีนายสมหมายกับนางจันทร์และร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์เป็นพยาน นายสมหมายเบิกความได้ความตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ให้ไว้ต่อร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์ว่า ขณะพยานบอกผู้ตายว่าไม่กินแล้ว ผู้ตายได้ถีบพยานด้านหลังจนล้มลง ผู้ตายจะเข้ามาทำร้ายพยานอีก ขณะนั้นจำเลยยืนอยู่ที่ประตูครัวจึงได้เข้าไปขวางผู้ตายแล้วพยานลงมาชั้นล่างของบ้านนางจันทร์เบิกความได้ความตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ให้ไว้ต่อร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์ว่า ขณะผู้ตายถีบนายสมหมายนั้น จำเลยซึ่งยืนข้างตู้เย็นทางเข้าครัวได้ต่อว่าผู้ตายว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ ผู้ตายก็พูดกับจำเลยว่าเย็ดแม่ มึงออกมาถ้าดุนัก พยานได้ยินเสียงโครมครามจึงออกจากครัวมาดู เห็นจำเลยนั่งคร่อมทับผู้ตายอยู่ พยานวิ่งลงจากบ้านไป เห็นว่า นอกจากข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความและให้การข้างต้น ก็ไม่อาจทราบว่าหลังจากที่พยานโจทก์ทั้งสองลงมาชั้นล่างของบ้านแล้วมีข้อเท็จจริงอะไรเกิดเหตุขึ้นอีกและจำเลยตีและแทงผู้ตายในลักษณะใด ได้ความจากร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์เบิกความประกอบพยานเอกสารต่าง ๆ ว่า เมื่อไปตรวจที่เกิดเหตุพบผู้ตายนอนหงายมีมีดปลายแหลมที่ด้ามมีโคร่งกันมือ 1 เล่ม โดยส่วนที่เป็นโคร่งวางอยู่ที่ฝ่ามือขวาของผู้ตายบริเวณนั้นมีที่นอนเป็นห้องโถงโล่ง พยานทำแผนที่เกิดเหตุโดยหมายเลข 1 เป็นจุดพบศพผู้ตาย พยานถ่ายรูป ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ กับจำเลยให้การชั้นสอบสวนต่อร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยได้ยินเสียงผู้ตายทะเลาะกับนายสมหมายสักครู่มีเสียงโครมคราม จำเลยออกมาดู เห็นผู้ตายถีบด้านหลังนายสมหมายล้มลงผู้ตายตามไปทำร้ายอีก จำเลยได้ดึงมือผู้ตายเพื่อห้ามปราม แต่ผู้ตายดึงมีดจากเอวแทงจำเลย จำเลยกระโดดหลบ จำเลยหยิบด้ามพร้าตีผู้ตายที่ศีรษะจนไม้หักและผู้ตายถือมีดจะแทงจำเลยอีก จำเลยจึงใช้ไม้ตีผู้ตายอีกครั้งจนล้มลง ผู้ตายพยายามลุกขึ้นเพื่อทำร้ายจำเลยอีก จำเลยจึงวิ่งไปที่ตู้เย็นหยิบมีดเดินเข้าไปที่ผู้ตาย ใช้เท้าขวาเหยียบมือผู้ตายที่กำลังถือมีดอยู่และใช้มือซ้ายจับคางผู้ตาย แล้วใช้มือขวาเชือดคอผู้ตาย 1 ครั้ง ผู้ตายยังดิ้นรนอยู่ จำเลยจึงเอามีดพกส่วนตัวของจำเลยที่เก็บไว้ใต้ที่นอนของจำเลยที่อยู่ใกล้ ๆ มาแทงผู้ตายอีก 2 แผล เมื่อเห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงลงมาที่ชั้นล่างไปมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แต่จำเลยกลับเบิกความในชั้นพิจารณาว่า เมื่อนางจันทร์ตักต้มตะกวดให้ผู้ตายแล้ว ขณะนายสมหมายหยิบต้มตะกวดมากินก็ถูกผู้ตายทุบมือ บอกว่าไม่ได้กิน นายสมหมายก็บอกว่าไม่ให้กินก็ไม่กิน แล้วนายสมหมายนั่งใกล้ผู้ตาย สักครู่หนึ่งจำเลยได้ยินเสียงทุบตี จำเลยออกจากครัวมาดูเห็นนายสมหมายถูกตีล้มลงไปแล้ว และผู้ตายจะทำร้ายนายสมหมายซ้ำอีก จำเลยจึงเข้าไปดึงมือผู้ตายออกมาไม่ให้ทำร้ายนายสมหมาย ผู้ตายชักมีดยาวประมาณ 6 นิ้ว ออกมาจากเอวแทงจำเลย จำเลยปัดมือผู้ตายจึงไม่ถูกคมมีด จำเลยได้เดินถอยหลัง ผู้ตายเดินตามจำเลยเข้ามาอีก จำเลยจึงหยิบด้ามพร้าตีผู้ตายที่ศีรษะ 1 ครั้ง ผู้ตายกลับพุ่งมาจะทำร้ายจำเลยอีก จำเลยจึงใช้ด้ามพร้าตีผู้ตายอีก 1 ถึง 2 ครั้ง ผู้ตายไม่ยอมหยุด จำเลยจึงหยิบมีดของบิดาที่ตั้งบนตู้เย็นแทงผู้ตาย 1 ถึง 2 ครั้งจนผู้ตายล้มลงกับพื้น เห็นได้ว่าจำเลยให้การชั้นสอบสวนแตกต่างขัดแย้งกับคำเบิกความชั้นพิจารณา แต่จำเลยให้การต่อร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์หลังเกิดเหตุไม่นาน ไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองปรึกษาหารือกับบุคคลอื่นก่อนว่าจะให้การต่อสู้คดีอย่างไร กับจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์ได้จัดทำขึ้นไม่ถูกต้องอย่างไร และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยมีรายละเอียดมากมายกว่าที่จำเลยเบิกความ หากจำเลยไม่ได้ให้การตามความเป็นจริงก็ยากที่ร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์จะจัดทำขึ้นมาปรักปรำจำเลยได้ทั้งลักษณะการตีและแทงผู้ตายตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ก็สอดคล้องกับร่องรอยบาดแผลต่าง ๆ ของผู้ตายที่ปรากฏตามที่นายแพทย์สำเนียงได้ชันสูตรพลิกศพไว้จึงเชื่อได้ว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาไม่อาจรับฟังได้ คดีจึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่าหลังจากผู้ตายถีบด้านหลังนายสมหมายล้มลงผู้ตายก็ตามไปจะทำร้ายอีก จำเลยได้ดึงมือผู้ตายเพื่อห้ามปรามแต่ผู้ตายดึงมีดจากเอวแทงจำเลย จำเลยหยิบด้ามพร้าตีผู้ตายที่ศีรษะจนไม้หัก ผู้ตายถือมีดจะแทงจำเลยอีก จำเลยจึงใช้ด้ามพร้าตีผู้ตายอีกครั้งจนล้มลง ผู้ตายพยายามลุกขึ้นเพื่อทำร้ายจำเลยอีก จำเลยจึงหยิบมีดของกลางกับใช้เท้าขวาเหยียบมือผู้ตายที่กำลังถือมีดอยู่และใช้มือซ้ายจับคางผู้ตาย ใช้มือขวาเชือดคอผู้ตาย 1 ครั้ง แต่ผู้ตายยังดิ้นรนอยู่ จำเลยจึงเอามีดพกส่วนตัวของจำเลยอีกเล่มหนึ่งมาแทงผู้ตายอีก 2 แผล จนผู้ตายถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ที่ผู้ตายตามไปทำร้ายนายสมหมาย เมื่อจำเลยเข้าห้ามปรามผู้ตายก็ใช้มีดแทงจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงนายสมหมายและจำเลยแล้ว การที่จำเลยใช้ด้ามพร้าตีผู้ตายที่ศีรษะจนไม่หัก และเมื่อผู้ตายถือมีดจะแทงจำเลยอีก จำเลยจึงใช้ด้ามพร้าตีผู้ตายอีกครั้งจนล้มลงนั้น การตีผู้ตายดังกล่าวเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วและเมื่อผู้ตายพยายามจะลุกขึ้นอีก แต่จำเลยใช้เท้าขวาเหยียบมือผู้ตายที่กำลังถือมีดอยู่แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอีกได้ ถือว่าภยันตรายที่จะก่อแก่นายสมหมายและจำเลยหมดไปแล้วจำเลยไม่จำเป็นต้องทำร้ายผู้ตายอย่างใดอีก ดังนั้น การที่จำเลยใช้มือซ้ายจับคางผู้ตายใช้มือขวาซึ่งถือมีดเชือดคอผู้ตาย 1 ครั้ง และเมื่อผู้ตายยังดิ้นรนอยู่ จำเลยยังเอามีดพกส่วนตัวของจำเลยอีกเล่มหนึ่งมาแทงผู้ตายถึง 2 แผลอีก นับเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่เชือดคอผู้ตาย ผู้ตายก็คงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะจากการชันสูตรพลิกศพของนายแพทย์สำเนียงข้างต้นเป็นการชัดแจ้งแล้วว่าบาดแผลที่ลำคอเป็นสาเหตุการตายของผู้ตายนั่นเองคดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ว่า ขณะจำเลยแทงผู้ตาย ภยันตรายที่ผู้ตายจะกระทำต่อนายสมหมายและจำเลยยังไม่สิ้นสุด การที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงเป็นการป้องกันภัยอันตรายที่ยังมีอยู่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น จึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

สำหรับฎีกาของจำเลยอีกข้อหนึ่งว่า มีเหตุสมควรให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษให้จำคุกจำเลย 6 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับพฤติการณ์ที่จำเลยฆ่าผู้ตายโดยวิธีเชือดคอซึ่งเป็นวิธีการที่สยดสยองอย่างยิ่ง กับจำเลยยังเอามีดพกส่วนตัวของจำเลยมาแทงผู้ตายอีก 2 แผลแล้ว นับเป็นกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำผิดแล้ว คดีไม่มีเหตุผลเพียงพอตามฎีกาของจำเลยที่ศาลฎีกาจะกำหนดโทษให้ต่ำไปกว่านี้อีก และเมื่อจำเลยต้องโทษจำคุกเกินสามปี คดีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรอการลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 68 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสมคิด เมืองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 21/2553
#501742
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๑/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครสวรรค์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๑ นายชาญวิทย์ มกราพันธุ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูร มกราพันธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาพยุหะคีรี จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๐๕/๒๕๕๑ ความว่า นายประยูร มกราพันธุ์ ผู้ตาย เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (สค. ๑) เลขที่ ๕๙ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลย่านมัทรี อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน ๑๐ ไร่เศษ โดยซื้อที่ดินจากนายเจียม อิ่มเนย เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๓๓ เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนายจง อิ่มเนย ซึ่งเข้าแผ้วถางทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๕๐ อันเป็นเวลาก่อนมีประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับ ต่อมาในปี ๒๔๘๕ นายจงยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายเจียม และเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๔๘๙ นายเจียมได้แจ้งสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวต่อพนักงานของรัฐไว้ นายประยูรได้ครอบครองที่ดินต่อเนื่องจากนายเจียมและนายจงมาโดยตลอด จึงเป็นการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาก่อนมีประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน อำเภอปากน้ำโพ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. ๒๔๗๙ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๓ นายประยูรนำที่ดิน สค. ๑ เลขที่ ๕๙ ยื่นคำขอเพื่อออกโฉนดที่ดินต่อจำเลย และจำเลยได้ดําเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยออกรูปโฉนดและแผนที่ที่ดินไว้แล้ว แต่ไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน แจกโฉนดที่ดิน ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่นายประยูร นายประยูรจึงมีหนังสือทวงถาม แต่จำเลยมีหนังสือแจ้งว่าจะต้องส่งเรื่องการพิสูจน์สิทธิในที่ดินให้คณะกรรมการแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) พิจารณาก่อน นายประยูรจึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลปกครองพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๙/๒๕๕๐ ต่อมาวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ นายประยูรเสียชีวิต และเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๒๑๔/๒๕๕๐ ให้จำเลยพิจารณาวินิจฉัยสั่งการเกี่ยวกับคำขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวแล้วแจ้งให้นายประยูร ผู้ฟ้องคดี ทราบภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ต่อมาวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑ จำเลยมีหนังสือแจ้งว่า ผู้ขอออกโฉนดไม่สามารถนำหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารที่ทางราชการทำขึ้นเพื่อแสดงว่าได้ครอบครองทำประโยชน์อย่างต่อเนื่องมาก่อนการเป็นที่ดินของรัฐ และมติคณะอนุกรรมการเชื่อว่ามีการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวภายหลังการเป็นที่ดินของรัฐ จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่นายประยูรได้ การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินของนายประยูร ขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูร กับขอให้บังคับจำเลยออกโฉนดที่ดิน แจกโฉนดที่ดิน และส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูร

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙

จำเลยให้การว่า ที่ดินที่โจทก์นำมาขอออกโฉนดที่ดินเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน อำเภอปากน้ำโพ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มีผลใช้บังคับ และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครสวรรค์ (กบร.) คณะอนุกรรมการอ่านภาพถ่ายทางอากาศได้อ่านแปลตีความภาพถ่ายได้ความว่า ที่ดินแปลงพิพาทครอบครองทำประโยชน์ภายหลังจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินฯ มีผลใช้บังคับ จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหวงห้าม ทั้งมิได้มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยประเด็นเดียวกันนี้ ต่อศาลปกครอง ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำพิพากษาให้จำเลยวินิจฉัยสั่งการเกี่ยวกับคำขอออกโฉนดที่ดินและแจ้งให้โจทก์ทราบภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยและอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์และแจ้งสิทธิให้โจทก์ทราบว่าหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครอง แต่โจทก์กลับยื่นฟ้องคดีที่ศาลยุติธรรม ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบ คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม ขอให้จำหน่ายคดีหรือยกฟ้อง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ทั้งข้อโต้เถียงตามคำให้การ จำเลยต่อสู้ว่าที่ดินแปลงพิพาทที่โจทก์ครอบครองอยู่นั้นอยู่ในเขตหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน อำเภอปากน้ำโพ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. ๒๔๗๙ จำเลยจึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ดังนี้เห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยยังคงโต้เถียงกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าเป็นของโจทก์หรือไม่เป็นสำคัญ อันศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งของจำเลยที่ปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์เป็นการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อโจทก์อ้างว่าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินอำเภอปากน้ำโพ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดิน โจทก์จึงได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำขอให้จำเลยออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก ซึ่งโจทก์อาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ ตามมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า นายประยูร มกราพันธุ์ ผู้ตาย เป็นเจ้าของที่ดิน สค. ๑ เลขที่ ๕๙ จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน ๑๐ ไร่เศษ โดยซื้อและครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องในที่ดินแปลงดังกล่าวจากผู้มีชื่อ ซึ่งเข้าแผ้วถางทำประโยชน์ในที่ดินมาตั้งแต่ปี ๒๔๕๐ อันเป็นเวลาก่อนมีประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน อำเภอปากน้ำโพ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้บังคับ และในปี ๒๔๘๙ มีการแจ้งสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวต่อพนักงานของรัฐไว้ ต่อมาในปี ๒๕๔๓ นายประยูรนำที่ดิน สค. ๑ เลขที่ ๕๙ ยื่นคำขอเพื่อออกโฉนดที่ดินต่อจำเลย จำเลยได้ดําเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยออกรูปโฉนดและแผนที่ที่ดินไว้แล้ว แต่ไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน แจกโฉนดที่ดิน ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่นายประยูร นายประยูรจึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลปกครองพิษณุโลก แต่นายประยูรเสียชีวิตระหว่างการพิจารณา ต่อมาศาลปกครองพิษณุโลกมีคำพิพากษาให้จำเลยพิจารณาวินิจฉัยสั่งการเกี่ยวกับคำขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวแล้วแจ้งให้นายประยูร ผู้ฟ้องคดี ทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่นายประยูรได้ การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินของนายประยูร ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งแสดงสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูร กับขอให้บังคับจำเลยออกโฉนดที่ดิน แจกโฉนดที่ดิน และส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินที่โจทก์นำมาขอออกโฉนดที่ดิน ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน อำเภอปากน้ำโพ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มีผลใช้บังคับ และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครสวรรค์ (กบร.) คณะอนุกรรมการอ่านภาพถ่ายทางอากาศได้อ่านแปลตีความภาพถ่ายได้ความว่า ที่ดินแปลงพิพาทครอบครองทำประโยชน์ภายหลังจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินฯ มีผลใช้บังคับ จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหวงห้าม ทั้งมิได้มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน อำเภอปากน้ำโพ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. ๒๔๗๙ มีผลใช้บังคับหรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายชาญวิทย์ มกราพันธุ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูร มกราพันธุ์ โจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาพยุหะคีรี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญวิทย์ มกราพันธุ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นายประยูร มกราพันธุ์
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสรรค์ สาขาพยุหะคีรี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 20/2553
#498764
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๐/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) ในฐานะหุ้นส่วนกิจการร่วมค้าบีบีซีดี โจทก์ ยื่นฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๒๑/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘ โจทก์และนิติบุคคลอื่นอีกสองรายร่วมกันทำการค้าในนามกิจการร่วมค้าบีบีซีดี ตกลงทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง กับจำเลย โดยมีสาระสำคัญให้กิจการร่วมค้าบีบีซีดีรับจ้างเหมาจากจำเลย เพื่อจัดหาเงินลงทุน ออกแบบรวมก่อสร้างทางด่วนสายดังกล่าว และจำเลยตกลงชำระค่าจ้างเหมาเป็นเงิน ๒๕,๑๙๒,๙๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต่อมากิจการร่วมค้าบีบีซีดีไม่สามารถตกลงกับจำเลยเรื่องการปรับราคาค่าคงที่ตามสัญญา จึงยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยชำระราคาค่าคงที่ตามสัญญาเพิ่มขึ้นจำนวน ๖,๐๓๙,๘๙๓,๒๕๔ บาท อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้จำเลยชำระเงินให้แก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีจำนวน ๓,๓๗๑,๔๔๖,๑๑๔ บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด กิจการร่วมค้าบีบีซีดีจึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตาม คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ ว่า สัญญาดังกล่าวระหว่างกิจการร่วมค้าบีบีซีดีและจำเลยเป็นสัญญาที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดให้จำเลยชำระเงินให้แก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีตามสัญญาที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้น หากศาลบังคับให้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับบังคับให้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๔ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และโดยผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาทำให้จำเลยได้ไปซึ่งการออกแบบรวมก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง และทางด่วนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จโดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีหน้าที่คืนทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกงให้แก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดี แต่เนื่องจากทางด่วนสายดังกล่าวตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว จำเลยจึงต้องชดใช้เงินในส่วนที่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีเสียเปรียบ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน ๖,๐๓๙,๘๙๓,๒๕๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันที่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีส่งมอบงานก่อสร้างส่วนย่อยสุดท้ายของทางด่วนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จให้แก่จำเลยไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน ๓,๖๔๓,๗๙๓,๑๓๕.๗๖ บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น ๙,๖๘๓,๖๘๖,๓๘๙.๗๖ บาท กับให้จำเลยชดใช้ดอกผลอันเกิดจากค่าผ่านทางซึ่งจำเลยเรียกเก็บจากผู้ใช้ทางด่วนตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ไปจนกว่าจำเลยจะชดใช้เงินจำนวน ๙,๖๘๓,๖๘๖,๓๘๙.๗๖ บาท แก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีจนเสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า ข้อกล่าวอ้างมูลฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์เกิดจากมูลอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ เป็นที่ยุติในเรื่องดังกล่าวแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม แต่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในนามกิจการร่วมค้าบีบีซีดี เนื่องจากหุ้นส่วนอื่นซึ่งเป็นนิติบุคคลอีกสองรายที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้

ทั้งโจทก์ฟ้องคดีโดยอ้างถึงความสัมพันธ์และความขัดแย้งตามมูลสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง ระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งเป็นคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วเป็นผลให้คดีถึงที่สุด โดยเป็นคดีที่มีคู่ความรายเดียวกัน มูลหนี้และประเด็นข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกัน ทุนทรัพย์ที่เรียกร้องซึ่งมีรายละเอียดของทุนทรัพย์แต่ละรายการเป็นจำนวนเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญา มิใช่ลาภมิควรได้ คดีขาดอายุความ โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ข้ออ้างตามฟ้องโจทก์เรื่องราคาค่าคงที่ไม่ถูกต้องเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ทั้งข้ออ้างและข้อเรียกร้องของโจทก์ที่อ้างผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า แม้คำฟ้องโจทก์จะมีข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในมูลลาภมิควรได้ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางประกง อันเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งเมื่อเป็นกรณีการใช้สิทธิเรียกร้องอันเกี่ยวด้วยมูลสัญญาเดิม ทั้งมิใช่คดีที่พิพาทกันด้วยเหตุแห่งการดำเนินการในกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์ยื่นฟ้องและมีคำขอให้จำเลยชดใช้เงินอันเป็นมูลค่าใช้จ่ายในการออกแบบและก่อสร้างทางด่วนและทางด่วนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ย่อมถือเป็นการบังคับให้ปฏิบัติการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ทำคำชี้แจงว่า เมื่อจำเลยให้การรับว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกงไม่มีผลผูกพันจำเลย คดีนี้จึงไม่จำต้องพิจารณาถึงสิทธิตามสัญญา ทั้งคดีไม่มีประเด็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีมีประเด็นว่าจำเลยได้ไปซึ่งการออกแบบก่อสร้างทางด่วนเป็นลาภมิควรได้หรือไม่ และเมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลย คดีนี้จึงเป็นคดีต่อเนื่องจากคดีอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีมูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากคดีที่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีซึ่งโจทก์เป็นหุ้นส่วนร้องขอต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งได้ชี้ขาดให้จำเลยชำระเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ คดีดังกล่าวจำเลยโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลจนคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๔๖ ว่า คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และศาลฎีกาพิพากษาว่า สัญญาระหว่างกิจการร่วมค้าบีบีซีดีกับจำเลยเกิดจากการกระทำของผู้ว่าการจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากศาลบังคับให้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๑๘ ซึ่งย่อมแปลความได้ว่าศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ซึ่งบัญญัติให้การใดมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ อันเป็นการวินิจฉัยโดยหลักแห่งกฎหมายแพ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าตนในฐานะผู้ต้องผูกพันโดยผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกายังมีสิทธิเรียกร้องต่อเนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าว มิได้พิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือโดยไม่สุจริต และมิได้ขอให้บังคับตามสัญญาเดิมซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง แต่ขอให้วินิจฉัยผลแห่งการได้ไปซึ่งทรัพย์สินอันศาลยุติธรรมยังมิได้วินิจฉัยไว้ คดีนี้จึงต้องวินิจฉัยต่อเนื่องกับคดีดังกล่าวภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่ง และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง ระหว่างจำเลยและกิจการร่วมค้าบีบีซีดี มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง แม้มูลความแห่งคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่พิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้จำเลยชำระเงินแก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดี ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ ว่า การใช้อำนาจในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยของนายศิวะ เจริญพงษ์ ที่ลงนามในสัญญาดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และในการทำสัญญาดังกล่าวกิจการร่วมค้าบีบีซีดีใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง ซึ่งเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยในคดีนี้ก็ตาม แต่ในคดีก่อนที่ศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทระหว่างกิจการร่วมค้าบีบีซีดี กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (จำเลยในคดีนี้) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ เป็นเพียงการพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเท่านั้น ส่วนการที่โจทก์ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้าบีบีซีดีนำผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นที่วินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินค่าออกแบบทางด่วนซึ่งตนมีสิทธิที่จะได้รับพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งดอกผลอันเกิดจากทางด่วนสายดังกล่าว โดยโจทก์อ้างฐานกฎหมายในการใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยในเรื่องลาภมิควรได้ เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิตามสัญญาจากจำเลยที่เป็นหน่วยงานทางปกครองให้รับผิดชดใช้สิ่งที่จำเลยได้ไป และการที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองจะต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ย่อมเป็นการกระทำในหน้าที่ราชการหรือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีที่โจทก์นำมาฟ้องจึงอาศัยฐานแห่งสิทธิหรือมูลหนี้ที่ต่างกันและไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดีก่อน แต่มีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนกิจการร่วมค้าบีบีซีดีได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากกรณีกิจการร่วมค้าบีบีซีดีตกลงทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง กับจำเลย และกิจการร่วมค้าบีบีซีดีไม่สามารถตกลงกับจำเลยเรื่องการปรับราคาค่าคงที่ตามสัญญาดังกล่าว จึงยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยชำระราคาค่าคงที่ตามสัญญาเพิ่มขึ้นจำนวน ๖,๐๓๙,๘๙๓,๒๕๔ บาท อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้จำเลยชำระเงินให้แก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีจำนวน ๓,๓๗๑,๔๔๖,๑๑๔ บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด กิจการร่วมค้าบีบีซีดีจึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ ว่า สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง ระหว่างกิจการร่วมค้าบีบีซีดีและจำเลยเป็นสัญญาที่เกิดจากการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดให้จำเลยชำระเงินให้แก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีตามสัญญาที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้น หากศาลบังคับให้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับบังคับให้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๔ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งโดยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาทำให้จำเลยได้ไปซึ่งการออกแบบรวมก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง และทางด่วนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จโดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีหน้าที่คืนทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกงให้แก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดี แต่เนื่องจากทางด่วนสายดังกล่าวตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว จำเลยจึงต้องชดใช้เงินในส่วนที่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีเสียเปรียบ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน ๖,๐๓๙,๘๙๓,๒๕๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันที่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีส่งมอบงานก่อสร้างส่วนย่อยสุดท้ายของทางด่วนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จให้แก่จำเลยไปจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น ๙,๖๘๓,๖๘๖,๓๘๙.๗๖ บาท กับให้จำเลยชดใช้ดอกผลอันเกิดจากค่าผ่านทางซึ่งจำเลยเรียกเก็บจากผู้ใช้ทางด่วนตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ จนกว่าจำเลยจะชดใช้เงินจำนวน ๙,๖๘๓,๖๘๖,๓๘๙.๗๖ บาท แก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีจนเสร็จสิ้น เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทที่เกี่ยวข้องกันกับคดีที่กิจการร่วมค้าบีบีซีดียื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑/๒๕๔๖ ให้คดีเกี่ยวกับการร้องขอให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี- บางปะกง ระหว่างกิจการร่วมค้าบีบีซีดี ผู้ร้อง กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผู้คัดค้าน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ แล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะหุ้นส่วนกิจการร่วมค้าบีบีซีดีซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑/๒๕๔๖ ทั้งมูลเหตุที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิเรียกเงินจากจำเลยในส่วนที่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีเสียเปรียบฐานลาภมิควรได้ อันเนื่องมาจากผลทางกฎหมายของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากคดีพิพาทระหว่างกิจการร่วมค้าบีบีซีดีซึ่งโจทก์เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) ในฐานะหุ้นส่วนกิจการร่วมค้าบีบีซีดี โจทก์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน)
ในฐานะหุ้นส่วนกิจการร่วมค้าบีบีซีดี
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 19/2553
#497032
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๙/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสิงห์บุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ นางวนิดา จงเลิศตระกูล ที่ ๑ พันตรี สุรเดช จงเลิศตระกูล ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ที่ ๑ เทศบาลเมืองสิงห์บุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๖๕/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๗๓ และ ๗๖๗๔ ตำบลต้นโพธิ์ (บางมอญ) อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่แปลงละ ๙๗ ตารางวา เมื่อปี ๒๕๔๘ โดยจดทะเบียนลงชื่อผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ซื้อทั้งสองแปลง จากการรังวัดสอบเขตที่ดินปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ก่อสร้างถนนร่มโพธิ์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและมีการวางท่อประปาและเสาไฟฟ้าลงในที่ดินดังกล่าวรวมเนื้อที่ประมาณ ๗ - ๑๐ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีหนังสือขอความเป็นธรรม ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จากการตรวจสอบการก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่พบว่ามีการตรวจสอบเขตที่ดินก่อนที่จะทำการก่อสร้าง ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง หรือแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนส่วนที่ผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีความกว้าง ๕ เมตร เท่ากับความกว้างถนนที่ผ่านที่ดินแปลงอื่น ๆ ทุกแปลง โดยเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้เป็นถนนสาธารณะต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ด้วยวาจา การก่อสร้างปรับปรุงถนนดังกล่าวในปี ๒๕๒๒ ปี ๒๕๔๒ และปี ๒๕๔๔ ไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเมื่อปี ๒๕๔๘ ภายหลังจากที่ถนนร่มโพธิ์ในส่วนที่ผ่านที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรับโอนนั้นได้ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่มีสิทธิดีกว่าเจ้าของเดิม ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ตรวจสอบรังวัดให้ทราบเนื้อที่ดินที่แน่นอนก่อนการซื้อขาย เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ประเด็นหลักที่คู่ความโต้แย้งกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นถนนพิพาทว่า เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามมาตรา ๕๓ (๑) ประกอบมาตรา ๕๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๑๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ตลอดจนปัจจุบันนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยังมีหน้าที่ตรวจตราและจัดการรักษาทางบกทางน้ำรวมทั้งดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมิให้ผู้ใดเกียดกันเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตนตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนั้น การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเสียหาย กรณีตามฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบมาตรา ๗๑ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และแม้จะมีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็มิได้อยู่ในฐานะผู้ทรงกรรมสิทธิ์หรือผู้ทรงสิทธิครอบครองถนนสาธารณประโยชน์ (ถนนต้นโพธิ์) เพียงแต่ มีกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ทางปกครองดำเนินการก่อสร้างถนน ซึ่งรัฐจำต้องอาศัยและใช้อำนาจเหนือเอกชน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมิใช่คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด นอกจากนั้นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปอันว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคลเกี่ยวกับที่ดินอันเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลและสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่การพิจารณาดังกล่าวมิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงมีอำนาจนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสิงห์บุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนร่มโพธิ์วางท่อประปาและปักเสาไฟฟ้ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดิน หรือแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อน หรือความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การแก้คดีว่าที่ดินส่วนที่พิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วก่อนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซื้อที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ตรวจสอบรังวัดให้ทราบเนื้อที่ดินที่แน่นอนก่อนการซื้อขาย เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คดีจึงมีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และผู้ฟ้องคดีทั้งสองมุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ การที่จะพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดหรือไม่ และจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่เพียงใด ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเป็นที่ยุติเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้าง หรือตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ได้ร่วมกันซื้อที่ดิน มีโฉนดสองแปลง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองสร้างถนนรุกล้ำที่ดินดังกล่าว และมีการวางท่อประปาและเสาไฟฟ้าลงในที่ดินรวมเนื้อที่ประมาณ ๗ - ๑๐ ตารางวา ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง หรือแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนส่วนที่ผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง มีความกว้าง ๕ เมตร เท่ากับความกว้างถนนที่ผ่านที่ดินแปลงอื่น ๆ ทุกแปลง โดยเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้เป็นถนนสาธารณะต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ด้วยวาจา ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวหลังจากที่ถนนในส่วนที่ผ่านที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรับโอนได้ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่มีสิทธิดีกว่าเจ้าของเดิม ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ตรวจสอบรังวัดให้ทราบเนื้อที่ดิน ที่แน่นอนก่อนการซื้อขาย เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินที่เป็นถนนสาธารณะเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางวนิดา จงเลิศตระกูล ที่ ๑ พันตรี สุรเดช จงเลิศตระกูล ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ที่ ๑ เทศบาลเมืองสิงห์บุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ติดราชการ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางวนิดา จงเลิศตระกูล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสิงห์บุรีที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2553
#498840
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๘/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแขวงอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงอุบลราชธานีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ นางอุดร พอล โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นายพยุงศักดิ์ สายเนตร ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแขวงอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๖๑๖/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิ เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๗๐ ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ ๖ ตำบลโนนก่อ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนางหนู กากแก้ว และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๒ บุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าซื้อที่ดินจากผู้มีชื่อและยื่นคำขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) และได้หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แล้ว โจทก์ตรวจสอบที่หน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๑ พบว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นคำขอโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าครอบครองทำประโยชน์เกษตรกรรมในที่ดินซึ่งมีเนื้อที่ทับที่ดินของโจทก์บางส่วน การที่เจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ ๑ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ของจำเลยที่ ๒ ทั้งหมดหรือในส่วนที่ทับที่ดินโจทก์ ให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ ๒ รื้อถอนต้นไม้ออกจากที่ดิน ห้ามจำเลยที่ ๒ และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่อาจเพิกถอนสิทธิของจำเลยที่ ๒ ในที่ดินพิพาททั้งหมดหรือบางส่วนได้ ฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริงตามที่กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับนางหนู กากแก้ว ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๑๘ มาตรา ๓๙ ซึ่งบัญญัติห้ามบุคคลที่ได้รับสิทธิทำกินในที่ดินโดยการปฏิรูปที่ดินโอนสิทธิในที่ดินไปยังบุคคลอื่น การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับนางหนูเป็นการซื้อขายที่ดินอันเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมายที่จะยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน และมิได้แจ้งอาณาเขตต่อเจ้าพนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรทับที่ดินของนางหนู หรือบริเวณที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์บริเวณที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มีประเด็นพิพาทต้องวินิจฉัยว่าการออกคำสั่งอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๖/๒๕๔๗

ศาลแขวงอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ทับที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครอง และจัดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๒ รวมทั้งให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายตามคำขอของโจทก์นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) หรือ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยทับที่ดินมือเปล่าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) และ (๔) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๑/๒๕๔๙ และที่ ๓๖/๒๕๔๗

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่จำเลยที่ ๒ บุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์และยื่นคำขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าครอบครองทำประโยชน์เกษตรกรรมในที่ดินแปลงดังกล่าว การที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ ทับที่ดินของโจทก์บางส่วน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ของจำเลยที่ ๒ ทั้งหมดหรือในส่วนที่ทับที่ดินโจทก์ ให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ ๒ รื้อถอนต้นไม้ออกจากที่ดิน ห้ามจำเลยที่ ๒ และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินระหว่างโจทก์กับนางหนู กากแก้ว เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมายที่จะยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน และมิได้แจ้งอาณาเขตต่อเจ้าพนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรทับที่ดินของนางหนูหรือบริเวณที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์บริเวณที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ทับที่ดินของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปและมิได้แจ้งอาณาเขตทับที่ดินพิพาทตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางอุดร พอล โจทก์ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นายพยุงศักดิ์ สายเนตร ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุดร พอล
จำเลย — สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2553
#502928
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๗/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ นายกิตติ วิเศษศักดากร โจทก์ ยื่นฟ้อง นางอุดม รามนุช ที่ ๑ นางสมควร จันทรมี ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๒๗๒/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๕๒ ตารางวา เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๒๗ โจทก์นำที่ดินแปลงดังกล่าวจดทะเบียนจำนองเพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้แก่จำเลยที่ ๑ ในวงเงินจำนวน ๒๙๖,๐๐๐ บาท แต่เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และจดทะเบียนขายที่ดิน นส. ๓ ก. แปลงดังกล่าวในนามของโจทก์ให้แก่ตนเอง โดยที่โจทก์ไม่เคยมอบอำนาจหรือให้ความยินยอม การที่จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือมอบอำนาจปลอมและทำนิติกรรม แทนโจทก์เพื่อให้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ จึงเป็นการได้ที่ดินโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ ให้แก่จำเลยที่ ๒ และนายทองห่อ จันทรมี (เสียชีวิตแล้ว) ซึ่งต่อมาได้มีการนำไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๑๑๕ เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ จำเลยที่ ๒ และนายทองห่อจึงไม่ได้สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สังกัดจำเลยที่ ๓ ขอให้ส่งหนังสือมอบอำนาจตามที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินแทนโจทก์ แต่ได้รับแจ้งว่าไม่พบหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๓ ยินยอมให้ทำนิติกรรมไถ่ถอนจำนองและนิติกรรมการซื้อขายเกี่ยวกับที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ โดยไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากโจทก์ หรือยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมทำนิติกรรมแทนโจทก์ ถือเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๓ ที่ไม่ตรวจสอบหลักฐานที่ใช้ในการทำนิติกรรมให้ถูกต้อง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวกับที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ หรือโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๑๑๕ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบการครอบครอง นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ หรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๑๑๕ คืนแก่โจทก์ หรือร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงินจำนวน ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์แจ้งความประสงค์จะโอนสิทธิครอบครองทรัพย์จำนอง เพื่อใช้หนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ จึงทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและให้จดทะเบียนโอนที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ เป็นของจำเลยที่ ๑ โดยมีหนังสือมอบอำนาจถูกต้องครบถ้วน หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นเวลา ๓ ปีเศษ ถือว่าจำเลยที่ ๑ ได้สิทธิในที่ดินโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ต่อมาจึงจดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และค่าเสียหายสูงเกินจริง โจทก์ขายที่ดินให้จำเลยที่ ๑ มาเป็นเวลานานถึง ๒๓ ปีแล้ว คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ จำเลยที่ ๒ และนายทองห่อ จันทรมี สามี ซื้อที่ดิน นส. ๓ ก เลขที่ ๖๕ จากจำเลยที่ ๑ และครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ต่อมาในปี ๒๕๓๗ ได้ยื่นขอออกโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๑๑๕ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ต่อมาสามีจำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๒ จึงรับโอนที่ดินเฉพาะส่วนของสามีจำเลยที่ ๒ เป็นชื่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงได้ที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต ฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริงเป็นการ กล่าวอ้างลอยๆ เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องชดใช้ราคาตามที่โจทก์ฟ้องเพราะนิติกรรมที่โจทก์ฟ้องไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ๒ ราคาที่ดินสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า การจดทะเบียนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองและซื้อขายที่ดินของเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ ๓ ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบของจำเลยที่ ๓ แล้ว หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่จำเลยที่ ๑ กล่าวอ้างได้สูญหายไประหว่างขนย้ายสำนักงาน มิใช่กรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ ให้จำเลยที่ ๒ จึงชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ ๒ มีสิทธิตามกฎหมายที่จะนำ นส. ๓ ก. ดังกล่าวไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน และเป็นเรื่องที่ศาลต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งจะต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่ง แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๓ อ้างว่าเป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก็ตาม แต่มูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกันคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงชอบที่จะพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่ง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไม่เป็นไปตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดแก่โจทก์จากการกระทำดังกล่าว ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ได้รับมอบอำนาจให้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินจากโจทก์หรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่าการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของจำเลยที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาแต่เพียงประเด็นย่อยว่าการมอบอำนาจดังกล่าวชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่อาจจะวินิจฉัยได้ว่าการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของจำเลยที่ ๓ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีต้องพิจารณาประกอบกับประเด็นปัญหาอื่นอีกจึงจะสามารถวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวได้ ซึ่งก็เป็นประเด็นปัญหาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองด้วยเช่นกัน แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่การพิจารณากฎหมายดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดี รวมทั้งมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเพื่อเยียวยาความเสียหายตามคำขอของโจทก์ได้ โดยที่ศาลยุติธรรมหาได้มีอำนาจเช่นนั้นไม่ เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดแก่โจทก์จากการกระทำดังกล่าว ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ นำที่ดินแปลงดังกล่าวจดทะเบียนจำนองเพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้แก่จำเลยที่ ๑ แต่ต่อมาจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และจดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวในนามของโจทก์ให้แก่ตนเอง โดยที่โจทก์ไม่เคยมอบอำนาจหรือให้ความยินยอม หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ ให้แก่จำเลยที่ ๒ และนายทองห่อ จันทรมี ซึ่งต่อมาได้มีการขอออกโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๑๑๕ โจทก์มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สังกัดจำเลยที่ ๓ ขอให้ส่งหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินแทนโจทก์ แต่ได้รับแจ้งว่าไม่พบหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือมอบอำนาจปลอมและทำนิติกรรมแทนโจทก์เพื่อให้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ จึงเป็นการได้ที่ดินโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ และนายทองห่อจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทขอออกเป็นโฉนดที่ดิน และการที่จำเลยที่ ๓ ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมไถ่ถอนจำนองและนิติกรรมการซื้อขายเกี่ยวกับที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ โดยไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากโจทก์ หรือยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมทำนิติกรรมแทนโจทก์ ถือเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวกับที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ หรือโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๑๑๕ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบการครอบครอง นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ หรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๑๑๕ คืนแก่โจทก์ หรือร่วมกันชดใช้ราคาที่ดิน พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า การยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและให้จดทะเบียนโอนที่ดิน นส. ๓ ก. เลขที่ ๖๕ เป็นของจำเลยที่ ๑ มีหนังสือมอบอำนาจจากโจทก์โดยถูกต้องครบถ้วน จำเลยที่ ๑ ได้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว จึงจดทะเบียนขายที่ดินให้จำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายสูงเกินจริง คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ได้ที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องชดใช้ราคาตามที่โจทก์ฟ้องเพราะนิติกรรมที่โจทก์ฟ้องไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ๒ ราคาที่ดินสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงว่าหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพิพาทของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นหลัก หากได้ความว่า การมอบอำนาจถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทก็ย่อมจะชอบด้วยกฎหมายมีผลให้สิทธิในที่ดินพิพาทโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ แต่หากการมอบอำนาจไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทก็ย่อมจะไม่ชอบด้วยกฎหมายมีผลให้สิทธิในที่ดินยังเป็นของโจทก์อยู่ ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากนิติสัมพันธ์กันในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายกิตติ วิเศษศักดากร โจทก์ นางอุดม รามนุช ที่ ๑ นางสมควร จันทรมี ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติ วิเศษศักดากร
จำเลย — นางอุดม รามนุช ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 16/2553
#497959
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๖/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดพัทลุง

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

ศาลจังหวัดพัทลุงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ นายบำรุง จันทร์แก้ว โจทก์ ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด พัทลุงศุภนันท์วัสดุก่อสร้าง ที่ ๑ เทศบาลตำบลมะกอกเหนือ ที่ ๒ นางมยุรี หนูแก้ว ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพัทลุง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๓๗/๒๕๕๑ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๐ รับจ้างเหมาก่อสร้างตลาดสดเทศบาลตำบลมะกอกเหนือกับจำเลยที่ ๒ ผู้ว่าจ้าง ตกลงค่าจ้างเป็นเงินจำนวน ๑๖,๒๓๐,๐๐๐ บาท กำหนดชำระเงินจำนวน ๘ งวด เมื่อประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ ตกลงว่าจ้างให้โจทก์จัดหาวัสดุอุปกรณ์และประกอบติดตั้งโครงหลังคาในโครงการก่อสร้างตลาดสดเทศบาลดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน ๑,๒๕๖,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าจ้างบางส่วนให้โจทก์แล้วเป็นเงิน ๕๖,๐๐๐ บาท โจทก์จัดหาวัสดุอุปกรณ์และประกอบติดตั้งโครงหลังคาเหล็ก แล้วเสร็จตามสัญญา ต่อมาเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาลที่จำเลยที่ ๑ มีต่อจำเลยที่ ๒ ให้แก่โจทก์ในงวดที่ ๔ และ ๕ เป็นเงินงวดละ ๖๓๓,๕๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑,๒๖๗,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๑ ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยที่ ๒ อีกจำนวน ๓,๒๔๖,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาลให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๓ ในฐานะส่วนตัวเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ ทราบแล้ว โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับหนังสือทวงถามแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้หนี้ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ จำนวน ๑,๒๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในวงเงิน ๑,๒๖๗,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๑ มีต่อจำเลยที่ ๒ ในการเบิกเงินค่าจ้างงวดงานที่ ๔ และที่ ๕ ให้กับโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างให้โจทก์ทำแทนให้แล้วเสร็จตามข้อตกลง เป็นเหตุให้งานก่อสร้างอาคารตลาดสดล่าช้า ทำให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบงานและเบิกเงินค่างวดงานในงวดที่ ๔ และที่ ๕ จากจำเลยที่ ๒ ได้ โจทก์ได้ทิ้งงานทำให้จำเลยที่ ๑ ถูกจำเลยที่ ๒ ปรับ จำเลยที่ ๑ มีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังจำเลยที่ ๒ แล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่เคยขอผัดผ่อนการชำระเงินกับโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่เคยได้รับหนังสือส่งมอบงานจากโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเนื่องจากสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ นั้น แม้จะได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบว่าได้มีการบอกเลิกสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๑ และฉบับลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๑ แล้ว และโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ ๒ ตามสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาล จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ มิได้ให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้อง และจำเลยที่ ๒ มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าปรับกรณีจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งจะต้องชำระค่าปรับให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามสัญญา หากโจทก์มีอำนาจเรียกร้องเอาเงินค่าจ้างก่อสร้างจากจำเลยที่ ๒ โจทก์ก็อาจเรียกร้องเอาเงินค่าจ้างก่อสร้างได้เพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าจ้างก่อสร้างส่วนที่เหลือหลังจากได้หักกลบลบกับเงินค่าปรับแล้วตามมาตรา ๓๐๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพัทลุงพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในคดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ฉบับลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๑ ระหว่างจำเลยที่ ๑ ผู้โอนกับโจทก์ผู้รับโอน โดยที่สัญญาดังกล่าวสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างทำของระหว่างจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ว่าจ้างกับโจทก์ในฐานะผู้รับจ้างให้ทำการติดตั้งโครงหลังคาตลาดสดเทศบาลตำบลมะกอกเหนือซึ่งสัญญาทั้งสองฉบับเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๓ ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจหรือกระทำการแทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าสัญญาที่โจทก์และ จำเลยที่ ๑ ได้จัดทำขึ้นนั้นเข้าลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวนี้ก่อตั้งนิติสัมพันธ์ในทางกฎหมายปกครอง อันจะทำให้ศาลที่รับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต้องนำหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายปกครองมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้ว เห็นว่า คู่สัญญาได้ทำสัญญาดังกล่าวขึ้นเพื่อมุ่งประโยชน์ในการให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทำการงานจากจำเลยที่ ๑ มีสิทธิรับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ ๒ โดยตรงตามมูลค่าของงานงวดที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งโจทก์รับจ้างจากจำเลยที่ ๑ เท่านั้น สัญญาระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง แม้ว่าสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาล ตามสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๐ ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๑ นั้น จะมีลักษณะเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองมอบให้เอกชนดำเนินการจัดสร้างถาวรวัตถุเพื่อใช้ในกิจการบริการสาธารณะอันอาจทำให้พิจารณาได้ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระเงินค่าจ้างให้โจทก์ตามสัญญา ซึ่งเกิดจากการตกลงกันโดยปกติธรรมดาระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน กรณีจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งเท่านั้น ดังนั้น คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๗๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๐ ที่จำเลยที่ ๒ ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างตลาดสดเทศบาลตำบลมะกอกเหนือ เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ได้จัดให้มีตลาดสดของเทศบาลซึ่งเป็นกิจการอย่างหนึ่งที่จำเลยที่ ๒ มีอำนาจกระทำตามมาตรา ๕๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ดังนั้นการจัดให้มีตลาดจึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของจำเลยที่ ๒ การที่จำเลยที่ ๒ ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างตลาดจึงเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างในงานงวดที่ ๔ และที่ ๕ ของจำเลยที่ ๑ ในสัญญาจ้างดังกล่าว ได้ฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามไม่ชำระเงินตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่จำต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเนื่องจากโจทก์ทำงานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามที่จำเลยที่ ๑ ได้ว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการประกอบเหล็ก ติดตั้งเหล็กประกอบโครงหลังคา โครงกันสาด โครงผนังระบายลมกับงานฝาปิดคูน้ำและบ่อพักตลาดสดเทศบาลดังกล่าว และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่จำต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเช่นกัน เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องจำเลยที่ ๒ แล้ว และจำเลยที่ ๒ มิได้ให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์จะมีอำนาจเรียกร้องเอาค่าจ้างก่อสร้างจากจำเลยที่ ๒ โจทก์ก็อาจเรียกเอาเงินค่าจ้างก่อสร้างได้เพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าจ้างก่อสร้างที่เหลือหลังจากได้หักกลบลบกับเงินค่าปรับ กรณีที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบงานล่าช้า หรือไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเท่านั้น ดังนั้น คดีนี้แม้มูลคดีจะเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งสาม ทั้งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ข้อพิพาทโดยตรงจากข้อสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาล ตามสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๕๐ แต่ข้ออ้างของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องจากสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ จากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นคู่สัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาลดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระเงินค่าจ้างทำงานตามสัญญาให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามสัญญาอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาล เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาลดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ แม้จะเป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ผิดสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องอันเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ตามสัญญาก่อสร้างตลาดสดเทศบาล ดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น และการที่ศาลจะพิจารณาว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ต้องร่วมกับ จำเลยที่ ๒ ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องหรือไม่ เพียงใด ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าจำเลยที่ ๒ ต้องจ่ายค่าจ้างในงานงวดที่ ๔ และที่ ๕ ตามสัญญาจ้างดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๑ หรือไม่ เพียงใดก่อน จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ กรณีจึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกันเพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๒ เป็นราชส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากจำเลยที่ ๑ ผู้รับจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาลจากจำเลยที่ ๒ ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งโครงหลังคาตลาดสดเทศบาลและทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดงวดที่ ๔ และ ๕ ให้แก่โจทก์ มีจำเลยที่ ๓ หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์ก่อสร้างแล้วเสร็จ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉยไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ แม้ว่าสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดเทศบาลจะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่ประเด็นแห่งคดีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ติดตั้งโครงหลังคาตลาดสดเทศบาลแล้วจำเลยที่ ๑โอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ต่อ จำเลยที่ ๒ ให้แก่โจทก์ รวมทั้งสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ ๓ ทำไว้ต่อโจทก์หาใช่เป็นข้อพิพาทโดยตรงตามสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดเทศบาลระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ ไม่ กรณีจึงต้องพิจารณาว่าสัญญาจ้างติดตั้งโครงหลังคาตลาดสดเทศบาลและการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่สัญญาว่าจ้างติดตั้งโครงหลังคาตลาดสดและการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างก่อสร้างตลาดสดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชนที่มุ่งประสงค์ให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทำการงานจากจำเลยที่ ๑ มีสิทธิเพียงรับเงินค่าจ้างตามมูลค่าของงานงวดที่ ๔ และที่ ๕ จากจำเลยที่ ๒ โดยตรง อันมีลักษณะมุ่งผูกพันตนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และไม่มีลักษณะเป็นการให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคแต่อย่างใด จึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไป มิใช่ข้อพิพาทตามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งก็เป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายบำรุง จันทร์แก้ว โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พัทลุงศุภนันท์วัสดุก่อสร้าง ที่ ๑ เทศบาลตำบลมะกอกเหนือ ที่ ๒ นางมยุรี หนูแก้ว ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ติดราชการ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบำรุง จันทร์แก้ว
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพัทลุงศุภนันท์วัสดุก่อสร้าง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2553
#497031
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๗ นายวินัย พิทักษ์สิทธิ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายกวี จันทรบูรณ์ ช่างรังวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ส่วนแยกเขาย้อย ที่ ๑ นายเมธาวี ทนดี หัวหน้าฝ่ายรังวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ส่วนแยกเขาย้อย ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินหัวหน้าส่วนแยกเขาย้อย ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๗๕/๒๕๔๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๗๔๒ ตำบลห้วยโรง (บางเค็มเหนือ) อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ที่ดินดังกล่าวมีข้างเคียงด้านทิศใต้ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๐๓ ตำบลห้วยโรง (บางเค็มเหนือ) อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ของบริษัทพัฒน์กล จำกัด (มหาชน) ต่อมาบริษัทยื่นคำขอรังวัดสอบเขตขอรวมโฉนดและแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๐๑ , ๕๐๐๓, ๕๐๐๒, ๙๕๕๐ และ ๑๖๒๗๘ ตำบลห้วยโรง (บางเค็มเหนือ) อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปทำการรังวัด เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๗ โดยมิได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบว่ามีการรังวัดในวันดังกล่าว และได้มีการปักหลักหมุดที่ดินใหม่ ซึ่งรวมถึงด้านที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไประวังแนวเขตในการรังวัดที่ดินของบริษัท ผู้ฟ้องคดีได้ไประวังชี้แนวเขตแต่ไม่พบแนวคันนาแบ่งเขตและหลักหมุดเดิมที่เป็นแนวแบ่งเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีกับที่ดินของบริษัท จึงยังไม่ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขต อันถือเป็นการคัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตตามกฎหมายแล้ว ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๗๔๒ ปรากฏว่าด้านที่ติดกับที่ดินของบริษัทไม่พบหลักหมุดเดิมและแนวคันนา พบเพียงหลักหมุดที่บริษัทปักถอยร่นเข้าไปในที่ดินที่ถมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน และการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้รวมโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงเป็นโฉนดเดียวโดยออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๐๑ เนื้อที่ ๒๕ ไร่ ๒ งาน ๙๓ ตาราวา ให้แก่บริษัท โดยอาศัยรูปแผนที่การรังวัดเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๗ ซึ่งบริษัทได้ชี้แนวที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการนำชี้เพียงฝ่ายเดียว มิได้มีการส่งหมายให้ผู้ฟ้องคดีไประวังแนวเขตตามกฎหมาย การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๐๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านไว้ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๐๑ ของบริษัทพัฒน์กล จำกัด (มหาชน) และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินของบริษัทเฉพาะด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๗๔๒ ของผู้ฟ้องคดี โดยการดำเนินการรังวัดร่วมกับบริษัทรังวัดเอกชน และแก้ไขจัดทำรูปแผนที่ให้ถูกต้องตามผลการรังวัดตามความเป็นจริง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การรังวัด รวมโฉนด และแบ่งแยกตามคำขอของบริษัทได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวงฉบับที่ ๓๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการติดต่อหรือแจ้งผู้มีสิทธิ์ในที่ดินข้างเคียงให้มาลงชื่อรับรองแนวเขตหรือคัดค้านการรังวัด พ.ศ. ๒๕๒๑

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม กรณีจึงไม่ใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นหลักแห่งคดีมีว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินพิพาทตามคำขอของผู้ฟ้องคดี จำต้องพิจารณาว่าการรังวัดสอบเขตที่ดินได้กระทำตามขั้นตอนของกฎหมายที่กำหนดไว้ดังกล่าวหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่เจ้าของที่ดินข้างเคียงมาระวังแนวเขต แต่ไม่ยอมลงชื่อรับรองแนวเขตโดยมิได้คัดค้านการรังวัด เนื่องจากไม่ทราบแนวเขตที่แน่นอน ขอตรวจสอบแนวเขตที่ดินก่อน เมื่อทราบแล้วจะไปลงชื่อรับรองแนวเขตในภายหลังตามบันทึกถ้อยคำที่ให้ไว้ เป็นการไม่รับรองแนวเขตที่มีเหตุผลอันสมควร ถือว่าเป็นการคัดค้านการรังวัด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินต้องทำการสอบสวน ไกล่เกลี่ย ไม่มีอำนาจดำเนินการแก้ไขแผนที่หรือรูปเนื้อที่ในโฉนดที่ดินโดยไม่ต้องมีการลงชื่อรับรองแนวเขตหรือไม่ หาจำต้องพิจารณาปัญหาการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในแนวเขตที่ดินว่า ผู้ขอรังวัดสอบเขตได้นำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินข้างเคียงหรือไม่ จะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเพราะยังไม่ถึงขั้นตอนเจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนไกล่เกลี่ยในการรังวัดสอบเขตที่มีผู้คัดค้าน หากตกลงกันไม่ได้ให้แจ้งคู่กรณีไปฟ้องศาลภายใน ๙๐ วัน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับตามคำขอท้ายฟ้องนอกจากผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ยังขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ขอ ด้านที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยทำการรังวัดร่วมกับช่างรังวัดเอกชน และแก้ไขแผนที่หรือเนื้อที่ในโฉนดที่ดินให้ตรงกับความเป็นจริง ไม่ใช่เรียกร้องให้ได้สิทธิในที่ดินมาเป็นของตน จึงไม่ใช่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการรังวัดสอบเขตออกโฉนดที่ดินโดยถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินตามบทบัญญัติ ว่าด้วยการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินเฉพาะรายหรือไม่ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสาม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๗๔๒ ทิศใต้ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๐๓ ของบริษัทพัฒน์กล จำกัด (มหาชน) บริษัทขอรังวัดสอบเขตขอรวมโฉนดและแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๐๑ , ๕๐๐๓, ๕๐๐๒, ๙๕๕๐ และ ๑๖๒๗๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการรังวัด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รวมโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๐๑ ให้แก่บริษัท โดยอาศัยรูปแผนที่การรังวัดซึ่งบริษัทได้ชี้แนวที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการนำชี้เพียงฝ่ายเดียว มิได้มีการส่งหมายให้ผู้ฟ้องคดีไประวังแนวเขตตามกฎหมายการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๐๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เมื่อผู้ฟ้องคดีคัดค้านไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๐๑ ของบริษัท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินของบริษัทเฉพาะด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๗๔๒ ของผู้ฟ้องคดี โดยการดำเนินการรังวัดร่วมกับบริษัทรังวัดเอกชน และแก้ไขจัดทำรูปแผนที่ให้ถูกต้องตามผลการรังวัดตามความเป็นจริง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ให้การว่า การรังวัดรวมโฉนด และแบ่งแยกตามคำขอของบริษัทได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการติดต่อหรือแจ้งผู้มีสิทธิ์ในที่ดินข้างเคียงให้มาลงชื่อรับรองแนวเขตหรือคัดค้านการรังวัด พ.ศ. ๒๕๒๑ เห็นว่า แม้คู่กรณีจะมีการโต้แย้งเรื่องกระบวนการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่บริษัทว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่บริษัทรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี และมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ให้รังวัดสอบเขตที่ดินของบริษัทเฉพาะด้านที่ติดกับโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตลอดจนแก้ไขจัดทำรูปแผนที่ให้ถูกต้องตามผลการรังวัดที่เป็นจริงนั้น ก็เป็นไปเพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้รับการรับรองและคุ้มครอง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดียืนยันการออกโฉนดที่ดินให้แก่บริษัท ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินส่วนที่มีการรังวัดรุกล้ำว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือบริษัทเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวินัย พิทักษ์สิทธิ์ ผู้ฟ้องคดี นายกวี จันทรบูรณ์ ช่างรังวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ส่วนแยกเขาย้อย ที่ ๑ นายเมธาวี ทนดี หัวหน้าฝ่ายรังวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ส่วนแยกเขาย้อย ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินหัวหน้าส่วนแยกเขาย้อย ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ติดราชการ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวินัย พิทักษ์สิทธิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกวี จันทรบูรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2553
#499113
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๑ นางสาวจวงจันทน์ จันทรัมพร ที่ ๑ นางรุ่งพิมพ์ คฤหะนันทน์ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ นายณรงค์ มีเพียร ที่ ๒ นายอภิชาต มีเพียร ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๔๗/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมและมีสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชุมชนตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยครอบครองทำประโยชน์อย่างสงบเปิดเผยเป็นเวลากว่า ๖๐ ปี และรัฐสนับสนุนส่งเสริมให้บริการเป็นชุมชนแล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เช่าที่ดินบริเวณที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองเพื่อประกอบธุรกิจท่องเที่ยว จำนวน ๔ ฉบับ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ทั้งสองและประชาชนได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว และเรียก รับ ยอมรับเอาทรัพย์สินเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆ อันเกี่ยวกับการอนุมัติให้จำเลยที่ ๒ กับพวกได้สิทธิเป็นผู้เช่า โดยจำเลยที่ ๒ กับพวกมอบที่ดินเนื้อที่ ๗ ไร่ และผลประโยชน์อย่างอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ บางคน จนในที่สุดพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ได้ทำการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นหลายแปลง และให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ แปลง ส่วนอีก ๔ แปลง ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับสิทธิการเช่า ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ให้ความเห็นชอบ สัญญาเช่าที่ดินแปลงพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นกลฉ้อฉล โจทก์ทั้งสองและเจ้าของรวมอื่นได้ทักท้วงหลายครั้ง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ เพิกเฉย และทำการขับไล่รื้อถอนทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสอง เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้นำสัญญาเช่าดังกล่าวไปจดแจ้งทางทะเบียน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนแยกเกาะพะงัน และใช้สัญญาดังกล่าวขับไล่รื้อถอนทรัพย์สินของประชาชนที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า สัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รวม ๔ ฉบับ ตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันทำการยกเลิกเพิกถอนสัญญาเช่าดังกล่าว และทำการยกเลิกเพิกถอนรายการจดทะเบียนการเช่าที่ดินออกจากสารบบที่ดิน ทะเบียนเลขที่ สฎ. ๕๘๘ หมู่ ๒ ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ส่วนแยกเกาะพะงัน หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาหรือให้ผู้มีส่วนได้เสียทำการยกเลิกเพิกถอนรายการจดทะเบียนการเช่าที่ดินออกจากสารบบที่ดิน

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เดิมนายจุ้ยและนางจีบ มีเพียร ครอบครองทำกินในที่ดินราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียน สฎ. ๕๘๘ หมู่ ๒ ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๑ จำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์ มีเพียร บิดาของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบุตรของนายจุ้ยและนางจีบต้องการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในที่ดินดังกล่าว จึงยื่นคำร้องขอเช่าที่ราชพัสดุต่อสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๑ และวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๑ มีเนื้อที่รวม ๒๖ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา โดยได้รับความยินยอมจากนายจุ้ยและนางจีบ เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๓ จังหวัดสุราษฎร์ธานีประกาศการขอเช่าที่ดินดังกล่าว โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้าน สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สุราษฎร์ธานีมีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์บิดาของจำเลยที่ ๓ ให้แสดงหลักฐานการครอบครองที่ดินราชพัสดุ และบันทึกสอบสวนสิทธิการครอบครอง ระหว่างการพิจารณานายจุ้ยและนางจีบเสียชีวิต ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์ได้อุทิศที่ดินราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียน สฎ. ๕๘๘ จำนวน ๗ ไร่ ให้แก่ทางราชการเพื่อสร้างที่ว่าการอำเภอ โดยทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน เป็นการอุทิศที่ดินเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะและเป็นที่ดินคนละหมู่กับที่ดินที่จำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์ขอเช่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้รับผลประโยชน์เป็นทรัพย์สินดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สุราษฎร์ธานีพิจารณาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์มีสิทธิดีกว่าโจทก์ทั้งสอง เพราะนายจุ้ยและนางจีบทำหนังสือยกสิทธิการครอบครองให้ก่อนเสียชีวิต และจำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์ครอบครองที่ดินต่อเนื่องมาตลอดจนปัจจุบัน จึงอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์เช่าที่ดินราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียน สฎ. ๕๘๘ หมู่ ๒ ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ โดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบ ทั้งนี้ นายสมเจตน์ได้โอนการครอบครองให้แก่จำเลยที่ ๓ คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชุมชนเกาะเต่าตามฟ้อง แต่อยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์ มีเพียร จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียน สฎ. ๕๘๘ หมู่ ๒ ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งตำบลเกาะเต่าที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ทางราชการ มิได้ส่งเสริมให้บริการเป็นชุมชน นายจุ้ยและนางจีบเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์เมื่อปี ๒๔๙๖ ต่อมาในปี ๒๕๔๑ ได้มอบการครอบครองที่ดินตามฟ้องและแปลงอื่นๆ รวมเนื้อที่ประมาณ ๗๕ ไร่ เศษ ให้แก่จำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์ และในปีเดียวกัน จำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์ได้ยื่นคำขอเช่าที่ดินบางส่วนที่ครอบครองใช้ประโยชน์ต่อจำเลยที่ ๑ โดยมิได้มอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ หรือมีการกระทำใดๆ อันมิชอบด้วยกฎหมายตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง สัญญาเช่าทั้งสี่ฉบับตามคำฟ้อง จึงเป็นสัญญาเช่าที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าทั้งสี่ฉบับและเพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าได้ เพราะการจดทะเบียนการเช่าดังกล่าวเป็นสิทธิโดยชอบของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ฟ้องขับไล่โจทก์ทั้งสองต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๐๕/๒๕๕๑ โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต มีเจตนาประวิงคดีที่ถูกฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การแจ้งผลการคัดค้านของโจทก์ทั้งสองของสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๑ ที่ให้สิทธิการเช่าที่ราชพัสดุเป็นของจำเลยที่ ๒ และนายสมเจตน์ ถือเป็นคำสั่งตามที่กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๒๔ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖ วรรคสอง ให้อำนาจไว้ คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามสืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุรวมสี่ฉบับ จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมการเช่าและการจดทะเบียนสิทธิการเช่าของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองแสดงถึงเจตนาที่จะได้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุตามที่อ้างว่าเข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสุจริต ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของด้วยความสงบเปิดเผยตลอดมา การวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่อ้าง และจำเลยที่ ๑ อนุมัติให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวโดยชอบหรือไม่ จำเป็นต้องพิสูจน์การครอบครองโดยชอบของโจทก์ทั้งสองก่อน ดังนั้น ตามคำฟ้องคดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำฟ้องต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฝ่ายใดมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณีซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ และข้อ ๒๔ ของกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครองดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ให้อำนาจอธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ นำที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการมาจัดหาประโยชน์โดยการให้เช่าได้ตามเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ นำที่ดินพิพาทไปให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งไม่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดเช่า อันเป็นการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎกระทรวงและยังเป็นการฉ้อฉลและทุจริต อันเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์โต้แย้งว่า กระบวนการขั้นตอนในการคัดเลือกผู้เช่าและการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่ดินหรือพิพาทในเนื้อหาของสัญญาเช่าที่ดิน และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน เพราะคู่กรณีรับในข้อเท็จจริงแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสามแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖ และกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ กำหนดให้อำนาจอธิบดีกรมธนารักษ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ นำที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการ หรือที่ไม่ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการมาจัดหาประโยชน์โดยการจัดให้เช่าได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนด การให้เช่าที่ราชพัสดุจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมธนารักษ์ที่จะพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน เช่าที่ราชพัสดุโดยทุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าและรายการจดทะเบียนการเช่าที่ดินออกจากสารบบที่ดิน ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ทุจริตตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง การพิจารณาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง การจดทะเบียนการเช่าที่ราชพัสดุเป็นสิทธิโดยชอบของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นการฟ้องคดีที่สืบเนื่องมาจากการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ ๑ ในการจัดให้เช่าที่ราชพัสดุตามที่พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ บัญญัติไว้ และเป็นกรณีที่คู่ความโต้แย้งกันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคดีระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวจวงจันทน์ จันทรัมพร ที่ ๑ นางรุ่งพิมพ์ คฤหะนันทน์ ที่ ๒ โจทก์ กระทรวงการคลัง ที่ ๑ นายณรงค์ มีเพียร ที่ ๒ นายอภิชาต มีเพียร ที่ ๓ จำเลย

อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจวงจันทน์ จันทรัมพร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2553
#503834
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาแก้ไขวันที่และลงชื่อกำกับวันที่แก้ไขไว้ แม้จะเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่จำเลยทำสัญญากับผู้เสียหาย และเป็นการแก้ไขวันสั่งจ่ายซึ่งเป็นข้อสำคัญในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 ก็ตาม แต่การลงวันที่ใหม่และลงนามกำกับการแก้ไขโดยจำนวนเงินและลายมือชื่ออันเป็นรายการที่มีอยู่ในเช็คเดิมจึงเป็นเพียงการแก้วันที่ในเช็คเพียงอย่างเดียว เช็คยังคงเป็นเช็คฉบับเดิม ไม่เป็นการออกเช็คฉบับใหม่แต่อย่างใด เมื่อเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาครั้งหนึ่งแล้ว ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันนั้นแล้ว การที่ผู้เสียหมายนำเช็คไปเรียกเก็บเงินอีกและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นครั้งที่สองจึงหาได้เกิดความผิดขึ้นใหม่อีกไม่ เพราะเป็นการกระทำอันเดียวกันนั้นเอง การกระทำอันเดียวกันจะเป็นความผิดสองครั้งหาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 นายธรรมนูญ สามีจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถแบ็คโฮและรถแทรกเตอร์ รวม 3 คัน ไปจากผู้เสียหาย โดยจำเลยออกเช็คฉบับพิพาทลงวันที่ 25 กันยายน 2541 สั่งจ่ายเงินจำนวน 400,000 บาท กับเช็คอีก 2 ฉบับลงวันที่ต่างกันให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าเช่าซื้อดังกล่าว ต่อมานายธรรมนูญผิดสัญญาเช่าซื้อจำเลยจึงเข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้เสียหายเพื่อใช้ประโยชน์รถทั้งสามคันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมต่อไปโดยตกลงค่าเช่าซื้อจำนวน 850,000 บาท แบ่งชำระค่าเช่าซื้อเป็น 2 งวด ในการชำระค่าเช่าซื้องวดแรกได้นำเช็คพิพาทซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาแล้วมาแก้ไขวันที่เป็นวันที่ 15 กันยายน 2544 โดยจำเลยลงนามกำกับการแก้ไขมอบให้ผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามวันที่แก้ไข ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอจ่าย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาแก้ไขวันที่และลงชื่อกำกับวันที่แก้ไขไว้ แม้จะเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่จำเลยทำสัญญากับผู้เสียหาย และเป็นการแก้ไขวันสั่งจ่ายซึ่งเป็นข้อสำคัญในเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 ก็ตาม แต่การลงวันที่ใหม่และลงนามกำกับการแก้ไขโดยจำนวนเงินและลายมือชื่ออันเป็นรายการที่มีอยู่ในเช็คเดิมจึงเป็นเพียงการแก้วันที่ในเช็คเพียงอย่างเดียว เช็คพิพาทยังคงเป็นเช็คฉบับเดิมไม่เป็นการออกเช็คฉบับใหม่แต่อย่างใด เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาครั้งหนึ่งแล้ว ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันนั้นแล้ว การที่ผู้เสียหายนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินอีกและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นครั้งที่สอง จึงหาได้เกิดความผิดขึ้นใหม่อีกไม่ เพราะเป็นการกระทำอันเดียวกันนั้นเอง การกระทำอันเดียวกันจะเป็นความผิดสองครั้งหาได้ไม่การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาแต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185, 195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่โจทก์ฎีกาว่าคดีไม่ขาดอายุความจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 (1) ม. 4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นางปรียา บุญเกิด
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2553
#507819
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาแก้ไขวันที่และลงชื่อกำกับวันที่แก้ไขไว้ไปชำระหนี้ค่าเช่าซื้อแก่ผู้เสียหาย แม้จะเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ และเป็นการแก้ไขวันสั่งจ่ายซึ่งเป็นข้อสำคัญในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 แต่เป็นเพียงการแก้วันที่ในเช็คเพียงอย่างเดียว เช็คยังคงเป็นเช็คฉบับเดิม เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาครั้งหนึ่งแล้ว ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันนั้นแล้ว การที่เสียหายนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินอีกและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นครั้งที่สอง จึงไม่ได้เกิดความผิดขึ้นใหม่อีก เพราะเป็นการกระทำอันเดียวกันนั้นเอง จะเป็นความผิดสองครั้งหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารออมสิน สาขาสวี ลงวันที่ 15 กันยายน 2544 จำนวนเงิน 400,000 บาท มอบให้นายปราโมทย์ ผู้เสียหายเพื่อ ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดเรียกเก็บเงินตามเช็ค ผู้เสียหายนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฎิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการ ใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะออกเช็ค เหตุเกิดที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา

78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน2541 นายธรรมนูญ จันทร์มณีหรือแจ้งมณี สามีจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถแบ็คโฮและรถแทรกเตอร์ รวม 3 คัน ไปจากผู้เสียหายตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ล.2 โดยจำเลยออกเช็คฉบับพิพาทตามเอกสารหมาย จ.1 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541 สั่งจ่ายเงินจำนวน 400,000 บาท กับเช็คอีก 2 ฉบับ ลงวันที่ต่างกันให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าเช่าซื้อดังกล่าว ต่อมานายธรรมนูญผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยจึงเข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้เสียหายเพื่อใช้ประโยชน์รถทั้งสามคันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมต่อไปโดยตกลงค่าเช่าซื้อจำนวน 850,000 บาท แบ่งชำระค่าเช่าซื้อเป็น 2 งวด ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ในการชำระค่าเช่าซื้องวดแรกได้นำเช็คพิพาทซึ่งธนาคารการปฏิเสธการจ่ายเงินมาแล้วมาแก้ไขวันที่เป็นวันที่ 15 กันยายน 2544 โดยจำเลยลงนามกำกับการแก้ไขมอบให้ผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามวันที่แก้ไข ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอจ่ายตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.2

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาแก้ไขวันที่และลงชื่อกำกับวันที่แก้ไขไว้ แม้จะเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่จำเลยทำสัญญากับผู้เสียหาย และเป็นการแก้ไขวันสั่งจ่ายซึ่งเป็นข้อสำคัญในเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 ก็ตาม แต่การลงวันที่ใหม่และลงนามกำกับการแก้ไขโดยจำนวนเงินและลายมือชื่ออันเป็นรายการที่มีอยู่ในเช็คเดิม จึงเป็นเพียงการแก้วันที่ในเช็คเพียงอย่างเดียว เช็คพิพาทยังคงเป็นเช็คฉบับเดิมไม่เป็นการออกเช็คฉบับใหม่แต่อย่างใด เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาครั้งหนึ่งแล้ว ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันนั้นแล้ว การที่ผู้เสียหายนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินอีกและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นครั้งที่สอง จึงหาได้เกิดความผิดขึ้นใหม่อีกไม่ เพราะเป็นการกระทำอันเดียวกันนั้นเอง การกระทำอันเดียวกันจะเป็นความผิดสองครั้งหาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีไม่ขาดอายุความจึงไม่จำต้องวินิฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1007
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นางปรียา บุญเกิด
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 13/2553
#497950
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดรัตนบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดรัตนบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ นางสาลี บุญรัมย์ ที่ ๑ นางทองมี เรือนน้อย ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมธนารักษ์ จำเลย ต่อศาลจังหวัดรัตนบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๓๖๒/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองร่วมกันในที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน โดยซื้อมาจากนายมี สร้อยจิต เมื่อปี ๒๕๐๐ และครอบครองอย่างเป็นเจ้าของและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี ๒๕๔๔ ทางราชการประกาศให้ผู้มี ส.ค. ๑ ในเขตพื้นที่ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี ยื่นเรื่องเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน โจทก์ทั้งสองจึงนำ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ไปขอออกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาชุมพลบุรี โดยขอแบ่งแยกที่ดินเป็นสองโฉนด เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๔ และวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๔ เจ้าหน้าที่ที่ดินสำรวจรังวัดที่ดินและทำบันทึก เขียนเส้นรูปแบ่งเขตที่ดินแล้ว แต่กำนันคัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของแปลงเกษตรโรงเรียนบ้านกระเบื้องซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ ต่อมาคณะกรรมการซึ่งสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์แต่งตั้งวินิจฉัยว่า ที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของได้มีการนำไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๔๗๖ ถึง ๑๗๔๗๙ ให้แก่ผู้มีชื่อตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ทั้งที่โฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวมีสภาพพื้นที่ไม่ตรงกับ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนแล้ว หลังจากนั้นจำเลยได้นำที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๔๑ ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของธนารักษ์จังหวัดสุรินทร์ หน่วยงานในสังกัดจำเลย และอยู่ติดกับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ของโจทก์ทั้งสองไปดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ต่อกรมที่ดิน เป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๐๓๕๔๕ ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๖๓ ตารางวา ซึ่งเป็นการออกทับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ของโจทก์ทั้งสองทั้งแปลง ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเห็นว่า ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ของโจทก์ทั้งสองได้มีการนำไปออกโฉนดที่ดินแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิในที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ที่จะนำมาคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของจำเลย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๐๓๕๔๕ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ของโจทก์ทั้งสอง

ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นกรมในรัฐบาลและเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ด้วยการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และจำเลยมีอำนาจหน้าที่เพียงดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงต่อกรมที่ดินเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ทั้งโจทก์ทั้งสองฟ้องโดยอ้างสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ซึ่งสิ้นสภาพไปแล้ว จึงไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายในที่ดิน ส.ค. ๑ ดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย นอกจากนี้การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๐๓๕๔๕ ได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ และไม่ทับที่ดินของผู้ใด โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ ขึ้นยันรัฐ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดรัตนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากจำเลยขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและกรมที่ดินมีคำสั่งทางปกครองในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๐๓๕๔๕ ซึ่งโจทก์ทั้งสองอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ราชพัสดุตามที่จำเลยให้การต่อสู้เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องเป็นข้อพิพาท อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับคำขอของผู้ฟ้องคดีเป็นคำขอที่ศาลปกครองสามารถกำหนดคำบังคับให้ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจที่ศาลปกครองจะพิจารณาพิพากษาได้ และเมื่อคดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ประกอบกับพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยมีธนารักษ์พื้นที่จังหวัดสุรินทร์ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลย ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติแทนจำเลยในจังหวัดสุรินทร์ การที่จำเลยได้นำที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๔๑ ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของธนารักษ์พื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และอยู่ติดกับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ของโจทก์ทั้งสองมาดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงต่อกรมที่ดิน เป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๐๓๕๔๕ เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติ และจำเลยไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่ราชพัสดุ ซึ่งมิใช่คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด แม้ในชั้นทำคำให้การจำเลยจะให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ ก็เป็นเรื่องภายหลังจากที่ยื่นฟ้องแล้ว การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำขอเป็นหลัก มิใช่พิจารณาเมื่อมีคำให้การของจำเลยแล้ว มิฉะนั้นจะทำให้คดีที่มีการฟ้องต่อศาลทุกคดี ศาลจะรับฟ้องไว้พิจารณาไม่ได้จนกว่าจะฟังคำให้การของจำเลยก่อน ซึ่งไม่น่าจะต้องด้วยเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วแต่กรณี ทั้งก็ไม่มีกฎหมายใดกำหนดไว้ว่าในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกี่ยวกับที่ดินหรือเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน และจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดี แล้วแต่กรณี ได้ให้การโดยยกเรื่องสิทธิในที่ดินขึ้นต่อสู้แล้วให้คดีอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ดังนั้น จึงเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองร่วมกันในที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ โดยซื้อมาเมื่อปี ๒๕๐๐ และครอบครองอย่างเป็นเจ้าของและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา ในปี ๒๕๔๔ โจทก์ทั้งสองนำ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ไปขอออกโฉนดที่ดิน แต่กำนันคัดค้านว่าเป็นที่ราชพัสดุ และต่อมามีการวินิจฉัยว่า ที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของได้มีการนำไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๔๗๖ ถึง ๑๗๔๗๙ ให้แก่ผู้มีชื่อตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนแล้ว หลังจากนั้นจำเลยนำที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๔๑ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ของโจทก์ทั้งสองไปออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๐๓๕๔๕ ซึ่งเป็นการออกทับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ของโจทก์ทั้งสองทั้งแปลง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๐๓๕๔๕ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ของโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องโดยอ้างสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๘ ซึ่งสิ้นสภาพไปแล้ว การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๐๓๕๔๕ ได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ และไม่ทับที่ดินของผู้ใด โจทก์ไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ ขึ้นยันรัฐ ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาลี บุญรัมย์ ที่ ๑ นางทองมี เรือนน้อย ที่ ๒ โจทก์ กรมธนารักษ์ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาลี บุญรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมธนารักษ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2553
#497312
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกระบี่

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกระบี่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็น มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ นายสมชัย เล็กกอ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอเกาะลันตา ที่ ๒ นายก่อเดด พูนเส็ม ที่ ๓ นายอุเส็น ก๊กใหญ่ ที่ ๔ นายก้าเหม ก๊กใหญ่ ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกระบี่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๘๔/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๑ งาน ต่อจาก นายดล เล็กกอ บิดา ตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๐ หมู่ที่ ๔ ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ได้นำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเกาะลันตาว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว โดยครอบครองต่อจากบิดามารดาเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี จนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หลงเชื่อได้จดข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ และได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๓๐, ๙๓๑ และ ๙๒๙ ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามลำดับ ซึ่งความจริงจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ไม่เคยเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด การออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสามแปลงดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๙๓๐, ๙๓๑ และ ๙๒๙ ที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามลำดับ

จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๐ ดังกล่าว จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว และได้นำที่ดินไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยเจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีผู้ใดคัดค้าน แล้วออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๓๐, ๙๓๑ และ ๙๒๙ ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามลำดับ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ได้ขอออก น.ส. ๓ ก. โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ก่อนฟ้องคดีนี้บิดาโจทก์ได้ฟ้องผู้ซื้อที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ทั้งสามแปลงดังกล่าวต่อศาลนี้เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๒๖๖/๒๕๕๐ เกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงเดียวกัน ซึ่งศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะไม่นำค่าขึ้นศาลมาวางให้ครบจำนวน การที่โจทก์นำคดีที่ถูกจำหน่ายแล้วมาฟ้องใหม่ ทำให้สงสัยว่าโจทก์หรือบิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดิน โจทก์จึงใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. นั้น เป็นการฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกระบี่พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจรับรองการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ แต่เมื่อพิจารณาตามความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับรองออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ก็ต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดรวมทั้งปฏิบัติตามกฎ หรือระเบียบในเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ก็ได้กล่าวอ้างในคำให้การของตนมีใจความสำคัญว่า ต่างได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากรุ่นบิดามารดาเป็นเวลายาวนาน และเจ้าพนักงานที่ดิน มีการสอบสวนสิทธิการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแล้วก่อนมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ จึงมีผลเท่ากับเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินของโจทก์ โดยอาศัยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ แต่การพิจารณาว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริง และสามารถนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อแสดงสิทธิในที่ดินต่างจากที่ปรากฏในหลักฐานทางทะเบียนได้ ดังนั้นการที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ หรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ อันเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี จึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการที่กรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ และนายอำเภอเกาะลันตาในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกคำสั่งและลงนามในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้กับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งโจทก์เห็นว่า เป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้ตรวจสอบความเป็นมาของที่ดิน การครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดิน อันเป็นการกล่าวอ้างว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และโจทก์ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับประเด็นปัญหาว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าว จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงอาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาท ในคดีได้ ประกอบกับการพิจารณาแต่เพียงประเด็นย่อยว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ฝ่ายใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็ไม่อาจจะวินิจฉัยได้ว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีต้องพิจารณาประกอบประเด็นปัญหาอื่นอีก จึงจะสามารถวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้ ซึ่งก็เป็นประเด็นปัญหาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชน โดยโจทก์อ้างว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๑ งาน ต่อจากบิดาตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๐ หมู่ที่ ๔ ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แต่ถูกจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ นำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเกาะลันตาว่า เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อจากบิดามารดาเพื่อขอออก น.ส. ๓ ก. จนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หลงเชื่อออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๙๓๐, ๙๓๑ และ ๙๒๙ ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามลำดับ ทั้งที่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ไม่เคยเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์ การออก น.ส. ๓ ก. ทั้งสามแปลงดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามแปลงดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๐ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ และได้ขอออก น.ส. ๓ ก. โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่โจทก์ขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสมชัย เล็กกอ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอเกาะลันตา ที่ ๒ นายก่อเดด พูนเส็ม ที่ ๓ นายอุเส็น ก๊กใหญ่ ที่ ๔ นายก้าเหม ก๊กใหญ่ ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชัย เล็กกอ
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ