คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 11/2553
#505282
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ บริษัทโรงพยาบาลบางมด จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานประกันสังคม ที่ ๑ นางสาวรัตนา เกตุรัตนกุล ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ ๗ ที่ ๒ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ที่ ๓ นางศศิวรรณ อนันตกูล ในฐานะรองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๙๒๕/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ นายธนพัชร เตชะรุ่งโรจน์วงศ์ หุ้นส่วนผู้จัดการและลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเจริญพลาสติก อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต ประสบอันตรายจากการถูกไฟลวกตามร่างกายหลายแห่งเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิตามบัตรรับรองสิทธิประกันสังคมของโรงพยาบาลโจทก์ และต่อมาได้ย้ายไปเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๙ บุตรสาวและบุตรชายของนายธนพัชรกับพวกได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ ๗ ถึงสาเหตุการประสบอันตรายของนายธนพัชรว่าไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน จำเลยที่ ๒ จึงมีหนังสือที่ รง ๐๖๒๐/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๙ ถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลโจทก์ว่า นายธนพัชรไม่มีสิทธิรับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ เนื่องจากการประสบอันตรายของนายธนพัชรมิได้เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานหรือมิได้เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน เมื่อนายธนพัชรมีบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของโจทก์ จึงมีสิทธิเข้ารับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๔ มีหนังสือที่ รง ๐๖๐๙/๙๒๙๐ ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ ให้โจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลกรณีนายธนพัชรเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ ถึง ๒๔ มกราคม ๒๕๔๙ เป็นเงินจำนวน ๘๕๘,๒๙๑ บาท เนื่องจากการประสบอันตรายของนายธนพัชรไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานและเป็นการรักษาต่อเนื่องที่ยังไม่สิ้นสุดการรักษา โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๔ ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ ๑๖๘๒/๒๕๕๐ ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ เนื่องจากเห็นว่าการอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ มิใช่การอุทธรณ์คำสั่งซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ โจทก์เห็นว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๔ ให้โจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของนายธนพัชรที่เกิดขึ้นต่อโรงพยาบาลศิริราชเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนายธนพัชรมีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นเจ้าของโรงงาน ซึ่งมีลักษณะการทำงานเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ใด ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเจริญพลาสติกฯ จึงไม่ใช่ผู้ประกันตนที่จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในฐานะผู้ประกันตนจากการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ นำมาวินิจฉัยว่า การประสบอันตรายของนายธนพัชรไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นความเท็จไม่ตรงกับความจริง ทั้งการที่นายธนพัชรย้ายออกจากโรงพยาบาลโจทก์ไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราชก็เป็นความประสงค์และความสมัครใจของญาติผู้ป่วย โรงพยาบาลโจทก์มีศักยภาพที่จะให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง และในการเข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช ผู้ป่วยและญาติแจ้งกับโรงพยาบาลศิริราชว่าเป็นผู้ป่วยประเภททั่วไปโดยไม่ได้แจ้งใช้สิทธิประกันสังคม มิใช่กรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายอันมิใช่เนื่องจากการทำงานและเข้ารับการรักษาโดยฉุกเฉินหรือกรณีที่โรงพยาบาลโจทก์ส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อ เนื่องจากเกินศักยภาพของโรงพยาบาลโจทก์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ กำหนด เมื่อจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีคำสั่งให้โจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของนายธนพัชรที่มีต่อโรงพยาบาลศิริราชโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ระงับการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๘๕๘,๒๙๑ บาท และไม่คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวังบูรพา เลขที่ กท.วบ. ๓๓๙/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ จำนวน ๖,๒๕๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อเป็นหลักประกันตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ ซึ่งพ้นกำหนดเวลาที่จำเลยที่ ๑ จะต้องคืนให้แก่โจทก์แล้ว เป็นเหตุให้โจทก์ถูกธนาคารทหารไทยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการคืนหนังสือค้ำประกันล่าช้าจนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน ๗๘,๑๒๕ บาท การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗๘,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระคืนให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนๆ ละ ๖,๕๑๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวังบูรพา เลขที่ กท.วบ. ๓๓๙/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับขอให้เพิกถอนคำสั่ง ที่ รง ๐๖๒๐/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๙ และเพิกถอนคำสั่ง ที่ รง ๐๖๐๙/๙๒๙๐ ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑๖๘๒/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๐ และให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินค่าบริการทางการแพทย์ที่ระงับการจ่ายไว้เป็นจำนวนเงิน ๘๕๘,๒๙๑ บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวังบูรพา เลขที่ กท.วบ. ๓๓๙/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า มูลคดีของโจทก์เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะคู่สัญญากับโรงพยาบาลโจทก์ ตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ให้โจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของนายธนพัชร ผู้ประกันตน ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นข้อพิพาทตามสัญญาทางปกครอง และการที่ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลโจทก์ตั้งแต่แรกและต่อมาได้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชเพราะได้รับข้อมูลจากโรงพยาบาลโจทก์ว่าการรักษาพยาบาลกรณีถูกไฟลวกมีค่ารักษาพยาบาลสูง การใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้ ผู้ประกันตนจึงเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าการประสบอันตรายของผู้ประกันตนมิได้เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน โรงพยาบาลโจทก์สมควรรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราชให้แก่ผู้ประกันตนเพราะเป็นการรักษาต่อเนื่องและยังไม่สิ้นสุดการรักษา ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสี่มีหนังสือขอให้โจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ จึงมิใช่คำสั่งตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเป็นปัญหาโต้แย้งเรื่องการตีความสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรับผิดของโจทก์อันเป็นที่มาให้จำเลยระงับการจ่ายเงินและไม่คืนหนังสือค้ำประกัน ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้คืนหนังสือค้ำประกันให้แก่โจทก์แล้ว เป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างให้การบริการทางการแพทย์โดยตรง มิได้เกี่ยวข้องกับปัญหาข้อพิพาทแรงงาน จึงไม่มีลักษณะเป็นคดีแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ ประกอบพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๘๗ ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้วว่า คดีประเภทนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน และศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องคดีประเภทนี้ไว้พิจารณาแล้ว จึงขอให้ศาลโอนคดีนี้ไปยังศาลปกครองกลางด้วย

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การจำเลยทั้งสี่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ๑ ที่ รง ๐๖๐๙/๙๒๙๐ ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ ซึ่งจำเลยที่ ๑ วินิจฉัยว่า การประสบอันตรายของนายธนพัชรไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน โรงพยาบาลโจทก์สมควรรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราชให้แก่ผู้ประกันตนเพราะเป็นการรักษาต่อเนื่องและยังไม่สิ้นสุดการรักษา และเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ เห็นว่า โจทก์โต้แย้งว่านายธนพัชรเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเจริญพลาสติก อิมปอร์ต เอ็กปอร์ต นายจ้างจึงไม่ใช่ลูกจ้างและไม่มีสิทธิประกันตน โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชอบในการรักษาพยาบาลของนายธนพัชรที่มีต่อโรงพยาบาลศิริราช และโจทก์โต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่มีคำสั่งว่าการประสบอันตรายของนายธนพัชรไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานและให้โจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราชทำการรักษาให้แก่ผู้ประกันตน เพราะเป็นการรักษาต่อเนื่องและยังไม่สิ้นสุดการรักษา เห็นว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและที่โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมก็เป็นการฟ้องอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๒) และ (๔) ส่วนคำขออื่นๆ นั้นเป็นคำขอเกี่ยวเนื่องกับคำขอดังกล่าว จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานด้วย

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ เลขที่ ๐๕๓/๒๕๔๘ ฉบับลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ ระงับการจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ และไม่คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าว กรณีมีประเด็นต้องพิจารณาว่าสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์เป็นสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงแรงงาน มีภารกิจเกี่ยวกับการบริหารการประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการประกนสังคม กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบริหารกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน คุ้มครองดูแลผู้ประกันตนและลูกจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา ๑๙ (๔) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ประกอบกับข้อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ซึ่งในการดำเนินการตามภารกิจดังกล่าว จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่จะต้องจัดให้มีประโยชน์ทดแทนในกรณีต่างๆ แก่ผู้ประกันตน ดังนั้นจำเลยที่ ๑ จึงได้จัดให้มีประโยชน์ทดแทนแก่ผู้ประกันตน โดยการทำสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ เลขที่ ๐๕๓/๒๕๔๘ ฉบับลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ กับโจทก์ในนามของโรงพยาบาลบางมด สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จ้างให้โจทก์จัดทำบริการสาธารณะโดยการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อนึ่ง สำหรับกรณีที่โจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ และคำสั่งของจำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๔ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ นั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ มิใช่การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ส่วนกรณีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น สาระของคำวินิจฉัยดังกล่าวมิได้เป็นการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ ดังนั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม หรือคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ตามสัญญาให้บริการทางการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และเป็นหน่วยงานทางปกครอง อันเนื่องมาจากกรณีที่นายธนพัชร เตชะรุ่งโรจน์วงศ์ ผู้มีบัตรประกันสังคมของโรงพยาบาลโจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลจากการประสบอันตรายถูกไฟไหม้เกือบทั่วร่างกายแล้วไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราชโดยมีค่าใช้จ่ายเป็นเงิน ๘๕๘,๒๙๑ บาท ต่อมาจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีคำสั่งให้โจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราชของนายธนพัชร โดยเห็นว่านายธนพัชรไม่มีสิทธิรับเงินทดแทน ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ เนื่องจากการประสบอันตรายของนายธนพัชรมิได้เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานหรือมิได้เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน และเป็นการรักษาต่อเนื่องที่ยังไม่สิ้นสุดการรักษา โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ แต่คณะกรรมการอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ มิใช่การอุทธรณ์คำสั่งซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ ๑ มีความผูกพันกันตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของนายจ้างและลูกจ้างโดยตรง ประกอบกับคู่ความยังโต้เถียงกันอยู่ว่านายพัชรเป็นลูกจ้างและประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานหรือไม่ ซึ่งจะมีผลให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามกฎหมาย ศาลจำต้องวินิจฉัยให้ได้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน ทั้งคดีนี้ แม้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าบริการทางการแพทย์ตามสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์และเรียกค่าเสียหายจากการไม่คืนหนังสือค้ำประกันตามสัญญา แต่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่มีคำสั่งให้โจทก์รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตนที่เข้าทำการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ซึ่งคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการปฏิบัติตามมาตรา ๘๕ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ทั้งสิ้น และในมาตรา ๘๗ วรรคสามก็บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงาน จากเหตุผลดังกล่าว คดีจึงมิใช่เป็นข้อพิพาทเรื่องสัญญาทางปกครอง แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับแรงงาน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทโรงพยาบาลบางมด จำกัด โจทก์ สำนักงานประกันสังคม ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ ๗ ที่ ๒ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ที่ ๓ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลบางมด จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2553
#496672
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุรินทร์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสหกรณ์ทำนบสามัคคีธรรม จำกัดที่ ๑ นายลิขิต นิยมกล้า ที่ ๒ นายพลัน นามวัฒน์ ที่ ๓ นายอนวัช กล้วยสุข ที่ ๔ นายสมบุญ ไม้หอมที่ ๕ นางสมุน เฉลียวฉลาด ที่ ๖ นางถวิล ชัยยา ที่ ๗ นางกชกร ตาทอง ที่ ๘ นายนิวัติ กว้างขวาง ที่๙ นายเรย ชอบเสร็จ ที่ ๑๐ นายชานนท์ ระย้าทอง ที่ ๑๑ นางกิ ใจพยุงตน ที่ ๑๒ นายประเสริฐ สูงเจริญ ที่ ๑๓ นายประยูร ตนตรง ที่ ๑๔ นางวราภรณ์ ฉายแก้ว ที่ ๑๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๐/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจเกี่ยวกับการส่งเสริมสหกรณ์ แนะนำ กำกับดูแล บรรดาสหกรณ์ทั่วประเทศ ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ รวมทั้งมีเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำให้ชุมนุมสหกรณ์และสหกรณ์ต่าง ๆ ที่ขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนได้กู้ยืมเพื่อดำเนินกิจการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิกโดยช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๕ เป็นกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรโครงการสนับสนุนสินเชื่อในการจัดหาปุ๋ยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปี ๒๕๔๔ กับผู้ฟ้องคดี จำนวน ๓๙๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาเลขที่ ๑๘/๒๕๔๕ โดยมี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๕ เป็นผู้ค้ำประกัน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๖ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ให้กับผู้ฟ้องคดี เป็นการผิดสัญญากู้ยืมเงินขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบห้าร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวน ๖๔๔,๘๙๒.๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๙ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๙๐,๐๐๐ บาท และค่าปรับร้อยละ ๓ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๙๐,๐๐๐ บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๘ และที่ ๑๐ ถึงที่ ๑๕ ไม่ยื่นคำให้การ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อยู่ระหว่างจัดส่งคำสั่งเรียกให้ทำคำให้การ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ให้การว่า การทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นการดำเนินการของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับพวก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด อีกทั้งการเป็นสมาชิกและเป็นกรรมการผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ไม่ยินยอม ลายมือชื่อของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ได้ยอมรับเป็นหนังสือว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อดังกล่าวแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้ว สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงไม่ผูกพัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสหกรณ์ แนะนำ กำกับดูแล บรรดาสหกรณ์ ทั่วประเทศตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ตามข้อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ รวมทั้งมีเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำให้ชุมนุมสหกรณ์และสหกรณ์ต่าง ๆ ที่ขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนได้กู้ยืมเพื่อดำเนินกิจการ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒สัญญากู้ยืมเงิน เลขที่ ๑๘/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่๑ มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้เงินที่กู้ยืมเพื่อดำเนินการตามโครงการสนับสนุนสินเชื่อในการจัดหาปุ๋ยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปี ๒๕๔๔ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีเงินทุนในการจัดซื้อปุ๋ยที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของตนเองทั้งปริมาณ ประเภท และระยะเวลาการใช้ อันเป็นการให้บริการสาธารณะที่หน่วยงานของรัฐจัดให้กับเกษตรกร สัญญากู้ยืมเงินนี้จึงมิใช่สัญญากู้ยืมเงินโดยปกติธรรมดาในทางแพ่งทั่วไป เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์โดยชัดแจ้งเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการจัดซื้อปุ๋ยให้เกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังนั้นสัญญานี้จึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง และสัญญามีข้อกำหนดซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงเอกสิทธิ์ของรัฐ เช่น การกำหนดให้ผู้กู้ยืมจะต้องใช้เงินที่กู้ยืมเพื่อดำเนินการตามโครงการจัดหาปุ๋ยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปี ๒๕๔๔ เท่านั้น ผู้กู้ยืมจะนำเงินที่กู้ยืมไปใช้ในกิจการนอกเหนือจากที่ระบุไว้ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ให้กู้ยืม ก่อนหรือในระหว่างที่ ผู้กู้ยืมยังเป็นหนี้เงินที่กู้ยืมตามสัญญานี้อยู่ ผู้กู้ยืมต้องปฏิบัติตามระเบียบคำสั่งและคำแนะนำของ นายทะเบียนสหกรณ์ผู้ฟ้องคดี และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้การบริการสาธารณะบรรลุผล สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ในการทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๕ ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืม ซึ่งสัญญาค้ำประกันมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาหลักเสียก่อนจึงจะมีผลไปถึงสัญญาค้ำประกัน เมื่อสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นสัญญาประธานเป็นสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองด้วย ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ อ้างว่าสัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะเนื่องจากมีการปลอมลายมือชื่อของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ในสัญญา ค้ำประกันนั้น ประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี ซึ่ง ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้โดยใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีพิพาทตามคำฟ้องนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโครงการสนับสนุนสินเชื่อในการจัดหาปุ๋ยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดหาปุ๋ยปี๒๕๔๔ มีการใช้งบประมาณของทางราชการ แต่การกู้ยืมเงินดังกล่าวไม่มีกฎหมายบังคับให้สหกรณ์ต้องจัดหาแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมเงินกองทุนของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น ผู้ถูกฟ้องคดียังมีเสรีภาพในการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ ระดมทุนจากสมาชิกหรือวิธีอื่น ๆ ได้ ตามความสมัครใจ ทั้งกิจการสหกรณ์เป็นเพียงนโยบายของรัฐที่สนับสนุนให้ประชาชนรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์อย่างอิสระโดยออกกฎหมายมารองรับ เพื่อให้มีกำลังในการต่อรองเจรจาขายผลผลิต และเผยแพร่ความรู้ระหว่างเกษตรกร ซึ่งแม้ไม่มีการรวมกลุ่มดังกล่าวเกษตรกรก็สามารถขายผลผลิตและดำเนินกิจการของตนได้ตามหลักเสรีภาพ ในกรณีการกู้ยืมเงินนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นเอกชนเท่านั้น ส่วนเนื้อหาของสัญญากู้ยืมเงินที่กำหนดว่า ให้ผู้กู้ยืมต้องใช้เงินที่กู้ยืมเพื่อดำเนินการตามโครงการจัดหาปุ๋ยเพื่อเกษตรกรเท่านั้น จะนำเงินไปใช้นอกเหนือจากระบุไม่ได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ให้กู้ยืม หรือระหว่างที่ผู้กู้ยืมยังเป็นหนี้ตามสัญญา ผู้กู้ยืมต้องปฏิบัติตามระเบียบคำสั่งและคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ผู้ฟ้องคดีและกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น สัญญากู้ยืมเงินของสถาบันการเงินทั่วไปก็กำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้เงินที่กู้ยืมและข้อความควบคุมการปฏิบัติไว้เช่นเดียวกัน เพื่อมิให้ผู้กู้ยืมนำเงินไปใช้ในกิจการอย่างอื่นนอกวัตถุประสงค์ที่ผู้ให้กู้ยืมพิจารณาแล้ว เห็นว่าผู้กู้ยืมสามารถใช้เงินคืนได้ มิใช่ข้อบ่งชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจเหนือขององค์กรฝ่ายรัฐ ข้อสัญญาไม่ได้ให้เอกสิทธิ์ผู้ฟ้องคดีอย่างหนึ่งอย่างใดนอกเหนือไปจากที่กฎหมายเอกชนของประเทศยินยอมให้ทำได้ แต่เป็นการตกลงกันตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญาเท่ากับผู้ฟ้องคดีได้ลดฐานะสละสิทธิ์การเป็นองค์กรผู้มีอำนาจเหนือคู่สัญญามาตกลงยินยอมทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันกับ ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะที่มีอำนาจเท่าเทียมกัน ทั้งเมื่อพิจารณาวัตถุแห่งสัญญาแล้ว สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาตามกฎหมายเอกชนที่หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ชอบจะร้องขอต่อศาลเพื่อบังคับชำระหนี้เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้ และด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ เป็นต้น ซึ่งการบังคับนิติกรรมและสัญญาดังกล่าวจะต้องบังคับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหลักหนี้ นิติกรรมและสัญญา โดยเฉพาะการให้กู้ยืมเงินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีฐานะเป็นเอกชนกับสมาชิก เป็นการให้กู้ยืมเฉพาะเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกเท่านั้น ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป มิได้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม การให้กู้ยืมเงินตามวัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าว จึงไม่ใช่บริการสาธารณะ ตามความหมายของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๕ ทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินเป็นอุปกรณ์ของสัญญากู้ยืมเงินจึงต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมด้วย ประการสุดท้าย คำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ เป็นการร้องขอให้วินิจฉัยซ้ำกับคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖/๒๕๕๒ ระหว่าง ศาลปกครองเชียงใหม่กับศาลจังหวัดเชียงราย ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัยพ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมาตรา ๑๙ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อนำเงินไปให้เกษตรกรกู้ยืมไปซื้อปุ๋ยตามโครงการสนับสนุนสินเชื่อในการจัดหาปุ๋ยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปี ๒๕๔๔ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๕ รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จึงต้องพิจารณาว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแต่สัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีสาระสำคัญเป็นการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยกำหนดวิธีใช้เงินคืน ทั้งวัตถุแห่งสัญญาก็เป็นเงินที่นำไปให้กู้ยืมเฉพาะเกษตรกรที่เป็นสมาชิกเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น มิใช่สัญญา ที่ผู้ฟ้องคดีมอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ฟ้องคดีที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ฟ้องคดี สหกรณ์ทำนบ สามัคคีธรรม จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๕ คน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — สหกรณ์ทำนบสามัคคีธรรม จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 15 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2553
#500725
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๕๓

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดพะเยา

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพะเยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๐ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง สหกรณ์ผู้ผลิตลิ้นจี่แม่ใจ จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒๑ คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดพะเยา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๕๔/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๘ โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อรวบรวมลิ้นจี่เพื่อจำหน่าย จำนวน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑ ต่อปี กำหนดเวลาชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญา ทั้งนี้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกให้ชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ ยอมเสียค่าปรับสำหรับต้นเงินค้างชำระอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๒๑ ซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินงานของจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาค้ำประกันและจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญา โดยชำระเงินคืนให้โจทก์รวม ๙ ครั้ง เป็นเงินเพียง ๗,๑๖๒,๒๗๓.๖๘ บาท จำเลยที่ ๑ คงต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับ ขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๕,๗๗๔,๐๔๙.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การว่า โจทก์คัดเลือกสหกรณ์จำเลยที่ ๑ เข้าโครงการกระจายผลผลิตลิ้นจี่ออกจากแหล่งผลิต ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีพนักงานในสังกัดโจทก์บริหารจัดการ และเงินที่นำมาใช้จ่ายในโครงการ หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายแล้ว เงินทั้งปวงที่ได้จากการจำหน่ายลิ้นจี่จะต้องคืนโจทก์ทั้งหมด นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจึงเป็นไปในลักษณะตัวการตัวแทนที่โจทก์มีอำนาจเหนือจำเลยที่ ๑ และการที่จำเลยที่ ๑ ไม่อาจคืนเงินทั้งหมดแก่โจทก์ เนื่องจากการบริหารจัดการของพนักงานโจทก์เป็นไป โดยผิดพลาด โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยและค่าปรับเพราะโจทก์และจำเลยที่ ๑ มิได้มีการกู้ยืมเงินกันอย่างแท้จริง โจทก์มิได้มอบกรรมสิทธิ์หรือสิทธิอำนาจในการใช้สอยหรือได้ประโยชน์จากเงินที่โจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืม ขอให้ยกฟ้อง นอกจากนี้การที่โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการรวบรวมผลผลิตลิ้นจี่แล้วกระจายออกจากแหล่งผลิต มิให้ผลผลิตลิ้นจี่มีราคาตกต่ำ มีอำนาจกำหนดบทบาทหน้าที่แก่จำเลยทั้งหมดโดยไม่มีการตกลงกันก่อนทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันพิพาทนี้ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง และจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๕/๒๕๕๐ ในมูลคดีและข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีนี้ ขอให้ยกเลิกสัญญา ขณะยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว

โจทก์แถลงชี้แจงว่า สัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เป็นสัญญากู้ยืมเงินที่มีวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ นำเงินไปใช้รวบรวมลิ้นจี่จากสมาชิกไปจำหน่าย อันเป็นการใช้เงิน เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่มสหกรณ์เฉพาะกลุ่ม มิใช่การช่วยเหลือเป็นการทั่วไปอันเป็นบริการสาธารณะ ทั้งในสัญญากู้ยืมเงินยังกำหนดให้จำเลยที่ ๑ สามารถนำเงินกู้ไปใช้อย่างอื่นได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากโจทก์ก่อน อีกทั้งรายละเอียดในสัญญามิใช่สัญญาสัมปทานหรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพะเยาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มูลพิพาทสืบเนื่องมาจากโจทก์ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่จำเลยที่ ๑ ในรูปเงินให้กู้ยืมโดยคิดค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการดำเนินการในการทำธุรกรรมทางแพ่งทั่วไปที่โจทก์มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง แต่เป็นไปในลักษณะการขอเข้ารับบริการจากโจทก์เท่านั้น และมีลักษณะผูกพันตนด้วย ใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และแม้สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจะมีโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งก็ตาม แต่ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งที่ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา เมื่อมูลหนี้ประธานอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม สัญญาอุปกรณ์อันได้แก่สัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกัน ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เนื่องจากข้อกำหนดในสัญญาแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มิได้มุ่งประสงค์ที่จะผูกพันกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะแม้สัญญาฉบับพิพาทจะระบุว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เป็นเงินจำนวน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และต่อมาโจทก์ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้ว แต่ข้อ ๒ และข้อ ๓ ของสัญญากลับกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องใช้เงินที่กู้ยืมเพื่อรวบรวมลิ้นจี่เพื่อจำหน่ายเท่านั้น การใช้เงินกู้ยืมนอกเหนือความมุ่งหมายดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากโจทก์ก่อน และข้อ ๑๐ ของสัญญากำหนดว่า โจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๑ เบิกเงินกู้ยืมได้เป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่ต้องการแต่ไม่เป็นการผูกมัดให้โจทก์จำต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่จำเลยที่ ๑ ขอเบิกเสมอไป ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ผู้ให้กู้ยืมมิได้โอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบจำนวนเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้กู้ยืมอย่างแท้จริงตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๐ ประกอบกับการที่ข้อ ๕ ของสัญญากำหนดว่า ในระหว่างจำเลยที่ ๑ ยังเป็นหนี้เงินกู้ยืมกองทุนพัฒนาสหกรณ์อยู่ จำเลยที่ ๑ จะกู้ยืมเงินจากผู้อื่นหรือจากแหล่งเงินกู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากโจทก์ก่อน และข้อ ๖ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือคำสั่งและคำแนะนำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ตามที่กำหนดในข้อสัญญา และวรรคสี่ กำหนดว่า ในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ ๑ จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์หรือเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที จึงอาจกล่าวได้ว่าสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทเป็นสัญญาที่โจทก์ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ทำสวนลิ้นจี่ โดยเลือกให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์ในกำกับดูแลของโจทก์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์เข้ามาดำเนินการด้วยวิธีนำเงินกู้ดังกล่าวไปซื้อลิ้นจี่จากสมาชิกของสหกรณ์จำเลยที่ ๑ แล้วกระจายออกสู่ตลาด เพื่อป้องกันมิให้ราคาลิ้นจี่ตกต่ำ สัญญาฉบับพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาฉบับพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คำฟ้องนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาจำนองของจำเลยที่ ๑ และสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๒๑ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง อันเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นสัญญาประธานเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ (๑๑) จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อรวบรวมลิ้นจี่เพื่อจำหน่าย จึงต้องพิจารณาว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยกำหนดวิธีใช้เงินคืนเพื่อให้นำเงินที่กู้ยืมไปรวบรวมลิ้นจี่ของสมาชิกในกลุ่มสหกรณ์ออกจำหน่าย อันเป็นกิจการของกลุ่มสมาชิกเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น มิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์ สหกรณ์ผู้ผลิตลิ้นจี่แม่ใจ จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒๑ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมส่งเสริมสหกรณ์
จำเลย — สหกรณ์ผู้ผลิตลิ้นจี่แม่ใจ จำกัดที่ 1 กับพวกรวม 21 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2553
#502781
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเลย

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเลยส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๑ นายชุน สอนจันทร์ โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลเชียงกลม ที่ ๑ นายศิวะพร ขุนสนิท ในฐานะนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลเชียงกลม ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเลย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๙๐๙/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๙๗๖ ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย เมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารตลาดสดเทศบาลตำบลเชียงกลม และหลังคาอาคารบางส่วนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินแปลงดังกล่าวของโจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอตรวจสอบแนวเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาเชียงคาน ผลการรังวัดปรากฏว่าหลังคาอาคารตลาดสดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ ๒๔ ตารางวา โจทก์จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลเชียงกลมให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อการครอบครองบางส่วน แต่พนักงานอัยการจังหวัดเลยมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา โดยเห็นว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาและเป็นเรื่องพิพาททางแพ่ง นอกจากนั้นโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนหลังคาและส่วนอื่นของอาคารตลาดสดเทศบาลตำบลเชียงกลมส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๙๗๖ ของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอน ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลสั่งให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนเอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน และห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ต่อไป พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองมิได้ก่อสร้างและปรับปรุงอาคารตลาดสด และหลังคาอาคารตลาดสดก็ไม่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างและปรับปรุงอาคารตลาดสดถือเป็นการทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยประโยชน์แก่ประชาชน ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาประเด็นสำคัญให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยทั้งสองจัดให้มีการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารตลาดสดเป็นผลให้หลังคาอาคารดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์จริงหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีย่อมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่ความ ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยทั่วไป เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่มาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน บัญญัติให้ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง รวมถึงคดีพิพาทตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วย ดังนั้น หากคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ และศาลยุติธรรมก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีตลาด ท่าเทียบเรือและท่าข้าม ตามมาตรา ๕๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๑๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การก่อสร้างปรับปรุงอาคารตลาดสดของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงตลาดสดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และกรณีไม่ใช่เรื่องที่ยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายต่อโจทก์หรือไม่ จึงมิใช่คดีพิพาททั่วไปที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อนึ่ง ในประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเกี่ยวพันกันกับข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การพิจารณาดังกล่าวมิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงมีอำนาจนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ จึงเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีตลาด ท่าเทียบเรือและท่าข้าม ตามมาตรา ๕๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๑๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารตลาดสดเทศบาลตำบลเชียงกลม และหลังคาอาคารบางส่วนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๙๗๖ ของโจทก์ เนื้อที่ ๒๔ ตารางวา โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนหลังคาและส่วนอื่นของอาคารตลาดสดเทศบาลตำบลเชียงกลมส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๙๗๖ ของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอน ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลสั่งให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนเอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน และห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ต่อไป พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองมิได้ก่อสร้างและปรับปรุงอาคารตลาดสด และหลังคาอาคารตลาดสดก็ไม่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายชุน สอนจันทร์ โจทก์ เทศบาลตำบลเชียงกลม ที่ ๑ นายศิวะพร ขุนสนิท ในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเชียงกลม ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชุน สอนจันทร์
จำเลย — เทศบาลตำบลเชียงกลม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2553
#497403
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๐ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมวิชาการเกษตร ที่ ๑ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่ ๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๐๙/๒๕๕๐ ความว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาจ้างให้โจทก์ผลิตต้นยาง ชำถุงขนาดความเจริญเติบโต ๑ ฉัตร ตามพันธุ์ยางที่จำเลยที่ ๑ แนะนำ ปี ๒๕๔๖ จำนวน ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ ต้น ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๑/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูกตามนโยบายของรัฐบาลโดยแบ่งชำระเงินและส่งมอบรวม ๑๒ งวด โดยมีหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ๒ ฉบับ เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาและการจ่ายเงินล่วงหน้า จำนวน ๖๙,๘๘๕,๐๐๐ บาท และ ๒๐๙,๖๕๕,๐๐๐ บาท ตามลำดับ โจทก์ส่งมอบต้นยางชำถุงให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้วตั้งแต่งวดที่ ๑ ถึงงวดที่ ๑๐ และงวดที่ ๑๑ บางส่วน จำเลยที่ ๑ ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วตามงวดที่ได้ ตกลงไว้ แต่ผิดนัดชำระค่าจ้างบางส่วนแก่โจทก์ในงวดที่ ๑๑ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๙ เกิดอุทกภัยและวาตภัยครั้งใหญ่ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งมอบต้นยางชำถุงในงวดที่ ๑๑ บางส่วน และงวดที่ ๑๒ ได้ครบถ้วนตามที่กำหนดในสัญญา โจทก์ขอขยายระยะเวลาการส่งมอบ จำเลยที่ ๑ โดยความเห็นชอบของจำเลยที่ ๓ ยินยอม แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กลับแจ้งบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันตามสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๒๕๐,๗๒๒,๓๖๑.๑๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้คืนหนังสือค้ำประกันจำนวน ๒ ฉบับ ให้แก่โจทก์ ให้ชำระเงินค่าจ้างงวดที่ ๑๑ จำนวน ๑๑๔,๑๑๖,๒๘๖.๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐๗,๒๙๘,๓๖๙.๕๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น และให้ชำระค่าเสียชื่อเสียงและขาดความเชื่อถือทางการค้าและค่าเสียโอกาสทางการค้าเป็นเงินจำนวน ๑,๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสามได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ระยะที่ ๑ (ปี ๒๕๔๗ - ๒๕๔๙) โดยให้จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ดำเนินการจัดหาพันธุ์ยางจำนวน ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ ต้น เพื่อแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ผลิตยางชำถุง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่สามารถส่งมอบต้นยางชำถุงภายในเวลาที่กำหนด โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาและสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหาย การที่จำเลยที่ ๑ ไม่รับมอบยางชำถุงที่โจทก์ส่งมอบ ภายหลังจากจำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ ไม่เคยขยายเวลาส่งมอบต้นยางชำถุงให้แก่โจทก์ ความเสียหายจากการผลิตต้นยางชำถุงตามที่โจทก์อ้างไม่เป็นความจริง ค่าเสียเชื่อเสียงและขาดความเชื่อถือทางการค้าและเสียโอกาสทางการค้าเป็นความเสียหายที่เลื่อนลอยและไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ไม่เคยประกอบกิจการในด้านพันธุ์ยางมาก่อน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างผลิตต้นยางชำถุงตามฟ้อง แม้ว่าจะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจาก การที่โจทก์และจำเลยที่ ๑ แสดงเจตนาด้วยใจสมัครในฐานะที่เท่าเทียมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองได้ตกลงมอบหมายให้โจทก์ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองแทนรัฐแต่อย่างใดไม่ ทั้งสัญญาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ปรากฏข้อกำหนดใดในสัญญาจ้างผลิตต้นยางชำถุงที่มีลักษณะพิเศษ แสดงถึงเอกสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ว่ามีอยู่เหนือโจทก์ แม้ว่าสัญญาระบุให้อำนาจการขยายกำหนดเวลาทำงานและส่งมอบงานนั้นอยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่ ๑ ที่จะพิจารณาอนุมัติแต่ก็มีข้อบังคับจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือลดงานตามสัญญาใด ๆ ได้ทุกกรณีโดยไม่มีสิทธิเลิกสัญญา เงื่อนไขในสัญญาก็แสดงถึงฐานะคู่สัญญาที่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้สัญญาก็มิได้ให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลด้วย แม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ไม่เป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อสัญญาจ้างตามฟ้องมิใช่สัญญาทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมาตรา ๑๙ (๙) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ผลิตต้นยางชำถุงฯ ตามขั้นตอนการผลิตและมาตรฐานต้นยางชำถุงของจำเลยที่ ๑ เพื่อให้เกษตรกรนำต้นยางชำถุงไปเพาะปลูกตามโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในการปลูกยางใหม่ระยะที่ ๑ (ปี ๒๕๔๗ - ๒๕๔๙) พื้นที่ดำเนินการ ๓๖ จังหวัด จำนวน ๑ ล้านไร่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตามนโยบายของรัฐบาล การทำสัญญาพิพาทของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด นั่นคือ การศึกษาวิจัยและพัฒนาพืชและไหมแล้วนำเทคโนโลยีไปถ่ายทอดให้กับกลุ่มเป้าหมายทั้งภาครัฐ เอกชนและเกษตรกร รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย เช่นในคดีนี้ที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้จำเลยทั้งสามดำเนินโครงการปลูกยางดังกล่าวด้วยเหตุนี้ การทำสัญญาพิพาทจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดทำบริการสาธารณะอันเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำสวนยางโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิเคราะห์เนื้อหาสาระของข้อตกลงในสัญญาพิพาทแล้วพบว่า สัญญาดังกล่าวได้กำหนดสิทธิพิเศษแก่จำเลยที่ ๑ ให้อยู่ในฐานะที่เหนือกว่าโจทก์อย่างชัดเจน เช่น กำหนดให้เป็นเอกสิทธิ์ฝ่ายเดียวแก่จำเลยที่ ๑ ที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามข้อ ๖ ซึ่งกำหนดว่า ถ้าโจทก์มิได้ลงมือทำงานภายในกำหนดเวลาหรือมีเหตุให้จำเลยที่ ๑ เชื่อได้ว่าโจทก์ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในกำหนดเวลาก็ดี หรือล่วงกำหนดเวลา แล้วเสร็จบริบูรณ์ไปแล้วก็ดี หรือโจทก์ทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดก็ดี จำเลยที่ ๑ มีสิทธิจะบอกเลิกสัญญานี้ได้ และมีอำนาจจ้างผู้อื่นทำงานจ้างนี้ต่อจากโจทก์ได้ด้วย การที่จำเลยที่ ๑ ไม่บอกเลิกสัญญาตามความในวรรคหนึ่งนั้นไม่เป็นเหตุให้โจทก์พ้นจากความรับผิดตามสัญญานี้ หรือข้อ ๒๐ ที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ถ้าเห็นว่าโจทก์ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ หรือกำหนดให้บรรดาทรัพย์สินที่ใช้เพื่องานดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ เช่น ข้อ ๙ กำหนดว่า เนื่องจากพันธะซึ่งจะมีต่อกันตามสัญญานี้ โจทก์ยินยอมให้บรรดางานที่โจทก์ได้ทำขึ้น รวมทั้งโรงงานสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำมาไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้าง โดยเฉพาะเพื่องานดังกล่าวในสัญญาข้อ ๑ ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ ๑ ทั้งสิ้น หรือข้อ ๒๒ ที่กำหนดว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ บอกเลิก สัญญาแล้ว บรรดางานที่โจทก์ได้ทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำมาไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างนั้นโดยเฉพาะเพื่องานจ้างดังกล่าว โจทก์ยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์จะเรียกร้องค่าตอบแทนและค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้เลย หรือกำหนดให้สิทธิแก่จำเลยที่ ๑ หรือกรรมการตรวจการจ้างหรือผู้ควบคุมงานของจำเลยที่ ๑ สามารถเข้าตรวจดูการทำงานจ้างได้ทุกเวลาตามข้อ ๑๐ และ ข้อ ๑๖ และโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจการจ้างหรือผู้ควบคุมงานที่วินิจฉัยเกี่ยวกับแบบรูปหรือรายการละเอียดโดยต้องถือว่าเป็นอันเด็ดขาดตามข้อ ๑๗ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำเลยที่ ๑ หรือกรรมการตรวจการจ้างหรือผู้ควบคุมงานของจำเลยที่ ๑ มีอำนาจสั่งเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม หรือตัดทอนกิจการจ้างนี้ได้ฝ่ายเดียวเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญา แบบรูปและรายการละเอียดตามข้อ ๑๘ และข้อ ๑๙ หากโจทก์ขัดขืน คณะกรรมการตรวจการจ้างหรือผู้ควบคุมงาน มีอำนาจสั่งหยุดกิจการนั้นไว้ชั่วคราวได้ตามข้อ ๑๘ หรือกรณีจำเลยที่ ๑ ขอให้โจทก์เปลี่ยนตัวแทนผู้ควบคุมงานของโจทก์ โจทก์จะต้องปฏิบัติตามโดยเปลี่ยนตัวให้ทันที โดยไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ และไม่เป็นเหตุให้ยืดวันทำการออกไปตามข้อ ๑๓ ด้วยเหตุนี้เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และการทำสัญญามีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดทำบริการสาธารณะตามนโยบายของรัฐบาล อันเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำสวนยางโดยทั่วไป ประกอบกับเนื้อหาสาระของสัญญามีข้อกำหนดซึ่งมีลักษณะพิเศษที่ให้เอกสิทธิ์แก่หน่วยงานทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล โดยเป็นข้อกำหนดที่ไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งทั่วไป สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมาตรา ๑๙ (๙) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ ให้ผลิตต้นยางชำถุง ตามขั้นตอนการผลิตและมาตรฐานต้นยางชำถุงของจำเลยที่ ๑ เพื่อให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูกตามโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในการปลูกยางใหม่ระยะที่ ๑ (ปี ๒๕๔๗ - ๒๕๔๙) พื้นที่ดำเนินการ ๓๖ จังหวัด จำนวน ๑ ล้านไร่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งเป็นประโยชน์เฉพาะแก่เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพทำสวนยางโดยทั่วไปเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในการปลูกยางใหม่ระยะที่ ๑ ตามนโยบายของรัฐเท่านั้น สัญญาพิพาทจึงมิใช่เป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด โจทก์ กรมวิชาการเกษตร ที่ ๑ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่ ๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด
จำเลย — กรมวิชาการเกษตร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2553
#501739
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุโขทัย

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ นางสุวคนธ์ เกิดผล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลศรีสำโรง ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘/๒๕๔๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๐๑๗ ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๒ งาน ๙๗ ตารางวา ติดกับแม่น้ำยมทางด้านทิศตะวันออก หมู่ที่ ๕ ตำบลคลองตาล เป็นสวนที่มีผลไม้หลากหลายชนิด โดยบิดามารดาของผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมากว่า ๑๕๐ ปี ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดทำโครงการก่อสร้างเขื่อนเรียงหินป้องกันตลิ่งพังริมแม่น้ำยมฝั่งตะวันออก โดยว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดดวงตะวันเอ็นจิเนียริ่งให้ทำการก่อสร้าง ภายใต้การตรวจสอบและควบคุมงานของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างเขื่อนเรียงหินริมฝั่งแม่น้ำยมและทางเท้าบนสันเขื่อนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีกว้างตั้งแต่ ๒.๖ เมตร ถึงกว้างสุด ๗ ถึง ๘ เมตร และตลอดแนวที่ดินประมาณ ๘๐ เมตร พร้อมนำดินมาถมบดอัดทับหลักเขต ๓ หลัก เพื่อทำเป็นทางเท้าและสำหรับรถวิ่งตลอดแนวที่ดินของผู้ฟ้องคดี กว้างประมาณ ๔ เมตร สูง ๒ เมตร ไม่จัดให้มีการระบายน้ำอันจะก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังพื้นที่ทำกินของผู้ฟ้องคดีและราษฎรใกล้เคียง และให้คนงานเข้ามาใช้พื้นที่เตรียมอุปกรณ์เพื่อการก่อสร้าง ไถและทำลายต้นไม้ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดียุติการกระทำละเมิดและคืนพื้นที่ทั้งหมดของผู้ฟ้องคดีตามจำนวนที่ปรากฏในโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๐๑๗ จัดให้มีการระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง และให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการเข้าใช้พื้นที่เตรียมการก่อสร้าง ไถและทำลายต้นไม้ในพื้นที่ของผู้ฟ้องคดี

ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการก่อสร้างเขื่อนเรียงหินในบริเวณที่พิพาทไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการก่อสร้างเขื่อนเรียงหินบริเวณที่พิพาทไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การและให้การเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกฟ้องคดีสร้างเขื่อนเรียงหินริมแม่น้ำยมฝั่งตะวันออกเพื่อป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎรและกันตลิ่งพัง และกระทำในส่วนที่เป็นพื้นที่ชายตลิ่งสาธารณะมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๐๑๗ ของผู้ฟ้องคดี ไม่ละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดดวงตะวันเอ็นจิเนียริ่งให้ทำการก่อสร้าง สัญญาจ้างก่อสร้างเป็นสัญญาจ้างทำของ หากมีการเข้าไปทำงานในบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็เป็นเรื่องที่ผู้รับจ้างจะต้องรับผิด หากที่ดินและต้นไม้ของผู้ฟ้องคดีเสียหายก็มิได้เกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีหรือจากผู้ที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหาย และ ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นของผู้ฟ้องคดีหากจะมีก็ไม่สูงถึงขนาดตามคำฟ้อง การสร้างเขื่อนเรียงหินเป็นงานที่ผู้ถูกฟ้องคดีทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชนรวมทั้งผู้ฟ้องคดีซึ่งมีที่ดินติดริมแม่น้ำยมที่ได้รับความเดือดร้อนและทรัพย์สินเสียหายจากการถูกน้ำท่วมทุกปี การสร้างเขื่อนจึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี และไม่เป็นประเด็นพิพาทกันในเรื่องงานก่อสร้างเขื่อน

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีสร้างเขื่อนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดียืนยันว่าเขื่อนสร้างอยู่ในที่ชายตลิ่ง อันเป็นที่สาธารณะมิได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงต้องนำพยานเข้าสืบพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ว่า ที่พิพาทเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีที่โต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยทั่วไป เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่มาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน บัญญัติให้ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง รวมถึงคดีพิพาทตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วย ดังนั้น หากคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ และศาลยุติธรรมก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น

เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างเขื่อนเรียงหินป้องกันตลิ่งพังริมแม่น้ำยมฝั่งตะวันออก หมู่ที่ ๕ ตำบลคลองตาล รุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๐๑๗ เป็นบริเวณกว้างประมาณ ๒.๖ - ๗ เมตร ตลอดแนวที่ดินประมาณ ๘๐ เซนติเมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๒ งาน พร้อมทั้งนำดินมาถมบดอัดเพื่อทำทางเท้าและสำหรับรถวิ่งบนสันเขื่อนตลอดแนวที่ดินของผู้ฟ้องคดีกว้าง ๔ เมตร สูง ๒ เมตร โดยไม่มีการจัดทำทางระบายน้ำ ทำให้น้ำท่วมขังพื้นที่ทำกินของผู้ฟ้องคดีและราษฎรใกล้เคียง และมีการไถทำลายต้นไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อใช้พื้นที่ในการเตรียมอุปกรณ์เพื่อการก่อสร้าง อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดียุติการกระทำละเมิดและคืนพื้นที่ทั้งหมดของผู้ฟ้องคดีตามจำนวนที่ปรากฏในโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๐๑๗ จัดให้มีการระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง และให้ชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายจากการเข้าใช้พื้นที่เตรียมการก่อสร้าง ไถและทำลายต้นไม้ในพื้นที่ของผู้ฟ้องคดี จึงเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามมาตรา ๕๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๑๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังมีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนั้น การก่อสร้างเขื่อนเรียงหินป้องกันตลิ่งพังริมแม่น้ำยมของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างเขื่อนเรียงหินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีตามฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบกับมาตรา ๗๑ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

สำหรับประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในการดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบในการพิจารณาข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งการดำเนินกระบวนพิจารณารับฟังพยานหลักฐานในคดีของศาลปกครองเพื่อพิจารณาในประเด็นดังกล่าวย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานประกอบคำชี้แจงของตนเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม ตามมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ไม่จำต้องเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจพิจารณาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งตามมาตรา ๕๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้าม ศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีนี้ได้ นอกจากนี้ หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิใช่ผู้ทรงกรรมสิทธิ์หรือผู้ทรงสิทธิ์ครอบครองที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพียงแต่มีกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ทางปกครองดำเนินการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางน้ำและทางระบายน้ำ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องอาศัยและใช้อำนาจเหนือเอกชน เมื่อผู้ฟ้องคดี อ้างว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ก่อสร้างเขื่อนเรียงหินป้องกันตลิ่งพังริมแม่น้ำยม โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการฟ้องว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุโขทัยพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว เห็นตรงกันในเรื่องที่ว่าเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับเอกชน และเป็นเรื่องอันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย แต่เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การแล้วได้ความว่าผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีละเมิดบุกรุกสร้างเขื่อนเรียงหิน และทำคันดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดียุติ การกระทำ และให้คืนพื้นที่ทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีก็ให้การว่ามิได้กระทำละเมิดและมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่ได้กระทำหรือสร้างเขื่อนเรียงหินทำคันดินในที่ชายตลิ่ง ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้สร้างเขื่อนเรียงหินโดยได้กระทำลงในที่ดินที่เป็นสาธารณประโยชน์ (ที่ชายตลิ่ง) มิได้กระทำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งที่ดินอ้างว่าเป็นของตน อันเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี และเป็นประเด็นหลักของคดีนี้ แม้การที่ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้กระทำหรือออกคำสั่งทางปกครองให้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนเรียงหินทำคันดิน โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่กระทำทางระบายน้ำให้อันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่การจะพิจารณาว่าคำสั่งหรือการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ หรือเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันเสียก่อน จึงจะสามารถพิจารณาได้ว่าการกระทำหรือคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างคู่กรณีอันเป็นประเด็นหลัก ส่วนคำขออื่นของผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงประเด็นรองลงไปเท่านั้น ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ทั้งยังมีหน้าที่ดูแลรักษาคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๐๑๗ เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๒ งาน ๙๗ ตารางวา และถูกผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างเขื่อนเรียงหินริมฝั่งแม่น้ำยมและทางเท้าบนสันเขื่อนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินดังกล่าวกว้างตั้งแต่ ๒.๖ เมตร ถึงกว้างสุด ๗ ถึง ๘ เมตร ตลอดแนวที่ดินประมาณ ๘๐ เมตร กับนำดินมาถมบดอัดทับหลักเขต ๓ หลัก เพื่อทำเป็นทางเท้าและสำหรับรถวิ่งตลอดแนวที่ดินของผู้ฟ้องคดี กว้างประมาณ ๔ เมตร สูง ๒ เมตร ไม่จัดให้มีการระบายน้ำ และให้คนงานเข้าใช้พื้นที่เตรียมอุปกรณ์ก่อสร้าง ไถและทำลายต้นไม้ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดียุติการกระทำละเมิดและคืนพื้นที่ทั้งหมดของผู้ฟ้องคดีตามจำนวนที่ปรากฏในโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๐๑๗ จัดให้มีการระบายน้ำ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีสร้างเขื่อนโดยว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ทำการก่อสร้างเพื่อป้องกันน้ำท่วมและกันตลิ่งพัง และกระทำในส่วนที่เป็นพื้นที่ชายตลิ่งสาธารณะมิได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากที่ดินและต้นไม้ของ ผู้ฟ้องคดีเสียหายก็มิได้เกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีหรือจากผู้ที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นหากจะมีก็ไม่สูงถึงขนาดตามคำฟ้อง การสร้างเขื่อนไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี และไม่เป็นประเด็นพิพาทกันในเรื่องงานก่อสร้างเขื่อน ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่โจทก์ขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็น คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสุวคนธ์ เกิดผล ผู้ฟ้องคดี เทศบาลตำบลศรีสำโรง ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุวคนธ์ เกิดผล
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลศรีสำโรง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2553
#505283
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๑ บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๔/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วฉ ๑๖๔๓ กรุงเทพมหานคร จากผู้เอาประกันภัย จำเลยเป็น นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ และเป็นผู้ครอบครองดูแลเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าริมถนนสุวินทวงศ์ - บางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีหน้าที่ดูแลสิ่งดังกล่าวมิให้เสียหายหรือชำรุดบกพร่องจนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๐ นายธเนศ ไชยพงษ์ ขับรถยนต์ดังกล่าว โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัยไปตามถนนสุวินทวงศ์ เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีลมพัดแรง ทำให้เสาไฟฟ้าแรงสูงขนาด ๑๒ เมตร ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลย หักโค่นล้มขวางถนนจำนวน ๖ ต้น เป็นเหตุให้สายไฟฟ้าหรือลวดสลิงเกี่ยวกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย จำเลยมีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาเสาไฟฟ้าดังกล่าวไม่ระมัดระวัง จึงเป็นการทำละเมิด โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมรถไปจำนวน ๑๓,๖๐๐ บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิตามสัญญาประกันภัย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑๔,๒๘๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๑๓,๖๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ขณะเกิดเหตุมีพายุฤดูร้อนซึ่งเป็นวาตภัยเป็นเหตุให้บ้านเรือนของประชาชนเสียหาย และเสาไฟฟ้าในที่เกิดเหตุจำนวนมากได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยได้บำรุงรักษาเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าเป็นอย่างดีแล้วมิได้ประมาทปราศจากความระมัดระวังแต่อย่างใด ประกอบกับ ขณะเกิดเหตุผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ขับรถด้วยความเร็วสูงจึงไม่สามารถหลบให้พ้นเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าที่ล้มขวางทางอยู่ ค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงตามมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เว้นแต่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ส่วนศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๓ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) เห็นว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ส่วนศาลปกครองจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นการเฉพาะเท่านั้น กล่าวคือจะต้องเป็นคดีปกครอง ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อย่างละเอียด เพื่อจำกัดประเภทคดีปกครองไว้ มิใช่ว่าคดีที่มีคู่ความเป็นเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานทางปกครองแล้ว จะเป็นคดีปกครองทุกคดีเสมอไป เพราะหากเป็นเช่นนั้นรัฐธรรมนูญคงกำหนดเพียงว่า คดีพิพาทคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง นอกจากนี้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็บัญญัติว่าคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติฯ ดังนั้นการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่จะอยู่ในอำนาจของศาลปกครองจะต้องเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิด โดยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดโดยไม่ดูแลบำรุงรักษาเสาไฟฟ้า แต่จำเลยให้การว่า ความเสียหายเกิดจากภัยธรรมชาติ กรณีจึงเป็นการไม่แน่ว่า จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ และแม้จำเลยละเลยก็ตาม แต่การละเลยดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นการกระทำทางกายภาพเท่านั้น กล่าวคือ เป็นกรณีที่มีสภาพเช่นเดียวกันกับเอกชนทำละเมิดต่อกันเอง มิใช่ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดตามนัยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๕/๒๕๔๕ ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาเสาไฟฟ้าที่อยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่จำเลยไม่ระมัดระวังทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน เป็นการกระทำละเมิด จึงมีประเด็น ที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่เสาไฟฟ้าแรงสูงที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยล้มลงบนพื้นจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นกรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งตามมาตรา ๑๓ (๖) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ บัญญัติให้จำเลยมีหน้าที่ต้องจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งย่อมรวมถึงการบำรุงรักษาเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบการส่งพลังงานไฟฟ้าของจำเลย มิให้ชำรุดบกพร่องและอยู่ในสภาพที่ดีมีความปลอดภัย เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ ที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันผลร้ายที่เกิดขึ้น การที่ลมพัดเสาไฟฟ้าหักโค่นล้มขวางถนนถึง ๖ ต้น เป็นเหตุให้สายไฟฟ้าหรือลวดสลิงเกี่ยวกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย จึงเกิดจากการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ตามแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๔/๒๕๔๗ ที่ ๑๕/๒๕๔๗ ที่ ๑๐/๒๕๔๘ ที่ ๒๔/๒๕๔๙ และที่ ๓๑/๒๕๔๙

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าในเขตส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่นอกเขตท้องที่ที่การไฟฟ้านครหลวงดำเนินการอยู่ และในประเทศใกล้เคียง ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงอำนาจจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตามมาตรา ๑๓ (๖) เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้โจทก์อ้างว่า เสาไฟฟ้าแรงสูงขนาด ๑๒ เมตร จำนวน ๖ ต้น ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยถูกลมพายุพัดหักโค่นล้มขวางถนน เป็นเหตุให้สายไฟฟ้าหรือลวดสลิงเกี่ยวกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โดยพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้าง กล่าวถึงการละเลยไม่ดูแลเสาไฟฟ้าที่อยู่ในความครอบครองให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง เป็นเหตุให้ล้มลงขวางถนนเมื่อถูกลมพายุพัดนั้น เป็นอำนาจโดยทั่วไปของจำเลยเท่านั้น เหตุละเมิดหาใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดฉะเชิงเทรา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2553
#501831
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครสวรรค์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ นางสาวเบญจาหรือเบ็ญจา วงศ์สุฤทธิ์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายนิตย์ จันทร์อิ่ม ที่ ๑ นายณรงค์ แพทย์รัตน์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๙๑/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๙๕๗ ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๙๓ ตารางวา โดยซื้อมาจากนายทรงวุฒิ จันทรวรชาติ เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๒๙ และเข้าครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมา เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๑ แต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นทนายความให้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นความเท็จ และอ้างต่อศาลโดยเจตนาปกปิดภูมิลำเนาของโจทก์เพื่อมิให้โจทก์เข้ามาคัดค้านว่า ไม่สามารถส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องให้โจทก์ได้ ขอให้ศาลอนุญาตให้ประกาศทางหนังสือพิมพ์แทน ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๒/๒๕๔๘ ว่า จำเลยที่ ๑ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๙๕๗ โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งศาล และจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยที่ ๒ กึ่งหนึ่ง โดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ ๓ จดทะเบียนให้ตามคำร้องดังกล่าว โดยไม่ดำเนินการเรียกให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินฉบับผู้ถือให้แก่จำเลยที่ ๓ เพื่อนำมาจดทะเบียน แต่กลับออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการร่วมกันทุจริตแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จและเบิกความเท็จต่อศาล ทั้งร่วมกันจดทะเบียนใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์และแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบ และการกระทำของจำเลยที่ ๓ เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ ๑ และการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวมถึงเพิกถอนการออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๙๕๗ ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ กับขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ อนึ่ง ก่อนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ในมูลคดีเดียวกันกับคดีนี้ เป็นคดีอาญาของศาลจังหวัดนครสวรรค์ หมายเลขดำที่ ๑๙๒๙/๒๕๔๙ ข้อหาเบิกความเท็จเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ ลงโทษจำคุก ๒ ปี ปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี (คดีอาญาของศาลจังหวัดนครสวรรค์ หมายเลขแดงที่ ๒๖๓๘/๒๕๕๐)

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๙๕๗ โจทก์สละการถือครองกรรมสิทธิ์โดยมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เคยแถลงเท็จต่อศาลเกี่ยวกับที่อยู่ของโจทก์ คดีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เบิกความเท็จนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยที่ ๑ สุจริต การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามระเบียบของทางราชการ เป็นไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เคยร่วมกันแสดงพยานหลักฐานเท็จและเบิกความเท็จต่อศาล โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้ ทั้งค่าเสียหายนั้นขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ไม่มีข้อพิพาทโดยตรงกับโจทก์ การที่จำเลยที่ ๓ ออกใบแทนโฉนดที่ดินนั้นได้ประกาศให้โจทก์ทราบแล้วซึ่งโจทก์ก็ไม่คัดค้าน และไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งของกรมที่ดิน ให้เรียกโจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเพื่อจดทะเบียนตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งกรมที่ดินแล้ว และไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหาย ทั้งฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายขาดอายุความแล้ว โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่าเสียหายอย่างไร ฟ้องโจทก์ในข้อนี้จึงเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนที่ดิน และขอให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดิน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ๓ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๓ กระทำการโดยไม่สุจริตและมิชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามอ้างอยู่หรือไม่ จึงจะพิจารณาว่าจะเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินและพิจารณาว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นการฟ้องว่าเจ้าพนักงานที่ดินไม่เรียกโฉนดที่ดินของโจทก์ก่อนออกใบแทนโฉนดที่ดิน จึงเป็นการฟ้องว่าเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไม่เป็นไปตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เมื่อโจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท จึงเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง รวมทั้งขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และการที่ศาลปกครองมีคำวินิจฉัยในคดีนี้ไม่ว่าในทางใด ย่อมไม่มีผลเป็นการแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของคู่ความหรือมีผลเป็นการลบล้างคำสั่งศาลจังหวัดนครสวรรค์ที่แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเอกชนด้วยกัน จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม กรณีจำเลยที่ ๑ แต่งตั้งจำเลยที่ ๒ เป็นทนายความ ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ ๕๙๕๗ อันเป็นการร่วมกันทุจริตแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จและเบิกความเท็จต่อศาล ทำให้ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวด้วยการครอบครองปรปักษ์ ทั้งยังร่วมกันยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๓ ขอจดทะเบียนใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์และแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบ จำเลยที่ ๓ จดทะเบียนให้ตามคำร้องของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่เรียกให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินฉบับผู้ถือให้แก่จำเลยที่ ๓ เพื่อนำมาจดทะเบียน แต่กลับออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อันเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ ๑ และการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวมถึงเพิกถอนการออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๙๕๗ กับขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์สละการถือครองกรรมสิทธิ์โดยมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวแล้ว และจำเลยที่ ๓ ให้การว่า การกระทำของจำเลยที่ ๓ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งกรมที่ดินแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รับรองและคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ และเป็นกรณีที่คู่ความยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งการที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวเบญจาหรือเบ็ญจา วงศ์สุฤทธิ์ โจทก์ นายนิตย์ จันทร์อิ่ม ที่ ๑ นายณรงค์ แพทย์รัตน์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเบญจาหรือเบ็ญจา วงศ์สุฤทธิ์
จำเลย — นายนิตย์ จันทร์อิ่ม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2553
#496472
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครสวรรค์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง(๓)ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ นายไพฑูรย์ สุนทรพันธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ นายชาญณัฎฐ์ แก้วมณี ที่ ๓ สหกรณ์เคหสถานชุมชนรณชัย จำกัด ที่ ๔ นางน้ำทิพย์ สีนาคที่ ๕ นางวรรณี เพิกขุนทด ที่ ๖ นางสาวเพ็ญประภา ดวงกุศล ที่ ๗ นางศุภลักษณ์ เดชใกล้ ที่ ๘ นางสมหมายหรือนางสาวสมหมาย ศรีสังข์ ที่ ๙ นางสาหร่ายหรือนางสาวสาหร่าย ดวงกุศล ที่ ๑๐ นางลักขณา จิตประวัติ ที่ ๑๑ นางสำราญ คงสุวรรณ ที่ ๑๒ นายวัชระ พรหมโพธิ์ศรี ที่ ๑๓ นางสุฑาทิพย์เรือนงาม ที่ ๑๔ นางเย็นใจหรือนางสาวเย็นใจ อนุรักษ์ ที่ ๑๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๙๗/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเหน่ง สุนทรพันธุ์ มีที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๕๖๓, ๒๕๗๙๕ และ ๒๕๗๙๙ ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์เป็นทรัพย์มรดก ในระหว่างที่นายเหน่งมีชีวิตอยู่ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเกิดที่งอกริมตลิ่งออกไปในแม่น้ำเจ้าพระยา นายเหน่งได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่งอกริมตลิ่งดังกล่าวและมีกรณีพิพาทกับ บุคคลอื่นซึ่งในปี ๒๕๓๖ ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำพากษารับรองว่าที่งอกริมตลิ่งดังกล่าวเป็นของ นายเหน่งในช่วงก่อนมีกรณีพิพาทดังกล่าวจนถึงปัจจุบันที่งอกริมตลิ่งได้งอกออกไปในแม่น้ำเจ้าพระยาอีก เมื่อนายเหน่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกดังกล่าวย่อมตกเป็นของนายเหน่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๘ และเป็นทรัพย์มรดกของนายเหน่งด้วย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒เป็นนิติบุคคลประเภทหน่วยงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลบริหารจัดการ จัดเก็บผลประโยชน์ที่ดินและหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน รวมถึงที่ดินราชพัสดุในจังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ ๓ ดำรงตำแหน่งธนารักษ์พื้นที่นครสวรรค์ และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๔ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีจำเลยที่ ๕ เป็นประธานกรรมการดำเนินการ จำเลยที่ ๖ ถึงที่ ๑๕ เป็นกรรมการดำเนินการ ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๔ ด้วย เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ นำที่งอกริมตลิ่งของโจทก์บางส่วนออกให้จำเลยที่ ๔ เช่า และจดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ โดยสมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๕ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นการโต้แย้งสิทธิ ละเมิดและบุกรุกที่ดินของโจทก์ ต่อมาเมื่อต้นปี ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๕ และสมาชิกของ จำเลยที่ ๔ พร้อมบริวารบุกรุกเข้ามาในที่ดินของโจทก์ รื้อรั้วคอนกรีต ลวดหนาม เข้ามาถมดินและปรับพื้นดินเพื่อดำเนินการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขาดประโยชน์ซึ่งโจทก์สามารถนำที่ดินออกให้เช่าได้ในอัตราเดือนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียงเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่ารั้วคอนกรีตและลวดหนามเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท รวมค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบห้าและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและหรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่งอกริมตลิ่งของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องอีก หากไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการได้โดยจำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันหรือแทนกันออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสิบห้าชำระค่าเช่าแก่โจทก์เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบห้าและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและหรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่งอกริมตลิ่งของโจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินพิพาทไม่ใช่ ที่งอกริมตลิ่งจากที่ดินทั้งสามแปลงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เป็นทางน้ำที่ตื้นเขินในฤดูแล้ง เมื่อถึงฤดูฝนน้ำจะท่วมถึงทุกปี จึงเป็นที่ชายตลิ่งที่น้ำท่วมถึงอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) คำพิพากษาของศาลจังหวัดนครสวรรค์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๗๐๑/๒๕๓๖ เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุก และจำเลยในคดีดังกล่าวขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณาเป็นการพิจารณาฝ่ายเดียว ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ต่อมามีการสร้างเขื่อนยื่นเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านหน้าที่ดินพิพาท จึงเกิดพื้นที่ว่างระหว่างหลังเขื่อนกับที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ซึ่งพื้นที่ว่างดังกล่าวมิใช่ที่งอกริมตลิ่งที่เกิดจากน้ำพัดพาเอาดินจากที่อื่นมาทับถมกันที่ริมตลิ่ง แต่เป็นชายตลิ่งที่น้ำท่วมไม่ถึงเนื่องจากการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ จึงถือว่าที่ดินที่ว่างหน้าที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์เป็นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีจำเลยที่ ๑ เป็น ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ได้งอกออกจากที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์แต่งอกออกจากที่ดินที่เป็น ที่ราชพัสดุ เพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าและอยู่ในเขตประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ลงวันที่๒๑สิงหาคม ๒๔๗๒ ที่หวงห้ามมิให้ผู้ใดจับจองถือกรรมสิทธิ์ ต่อเนื่องกับเขต พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินอำเภอปากน้ำโพ อำเภอพยุหะคีรี อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่หวงห้ามไว้สำหรับใช้ในราชการกองทัพ ห้ามมิให้ผู้ใดจับจอง จึงเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ และเป็นที่ราชพัสดุตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.๒๕๑๘ จำเลยที่ ๑ มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ มีอำนาจปกครอง ดูแล ใช้ จัดหาผลประโยชน์และบำรุงรักษาและพัฒนา ดังนั้น จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ จึงมีอำนาจทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลยที่๔ ถึงที่ ๑๕ ได้ และโจทก์ไม่เคยปักรั้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาของศาลจังหวัดนครสวรรค์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๗๐๑/๒๕๓๖ เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นคดีที่พิจารณาฝ่ายเดียว ยังไม่เป็นข้อยุติว่าที่ดินตามที่โจทก์อ้างเป็นที่งอกริมตลิ่งจากที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ น้ำท่วมถึงทุกปี จึงไม่เป็นที่งอกริมตลิ่ง สมาชิกชุมชนรณชัยปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทมาไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี และไม่ได้รื้อรั้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งจากที่ดินของตนจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ชายตลิ่งที่น้ำท่วมถึง และในส่วนที่ น้ำท่วมไม่ถึงเกิดจากการสร้างเขื่อนทำให้ดินที่อื่นเข้ามาทับถม จึงเป็นที่ริมตลิ่งและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีอำนาจนำที่ดินออกให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๕ เช่าได้ จำเลยที่๔ ถึงที่ ๑๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นที่ราชพัสดุ บางส่วนน้ำท่วมถึง ทุกปี จึงไม่ใช่ที่งอกริมตลิ่งของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าและบริวารแล้วให้จำเลยทั้งสิบห้าชำระค่าเสียหายตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งอันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ถึงที่ ๓ นำที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๕ เช่า โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองดูแล บำรุงรักษา และจัดให้เช่าที่ราชพัสดุตามมาตรา ๕ และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุพ.ศ. ๒๕๑๘ ประกอบกับข้อ ๑๑ และข้อ ๒๔ ของกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครองดูแลบำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ และในการจัดให้เช่า ที่ราชพัสดุดังกล่าว ก็จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๗ อีกด้วย ดังนั้น การที่จำเลย ทั้งสามนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ราชพัสดุออกให้เช่า จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการปกครองดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ประกอบกับกฎกระทรวงดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนำที่ดินพิพาทออกให้ จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๕ เช่าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งจากที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย และขอให้จำเลยทั้งสิบห้าและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องอีก กับให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายรวมทั้งจ่ายค่าเช่าให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการที่เป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าว ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเหน่ง สุนทรพันธุ์ ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งจากที่ดินมีโฉนดทั้งสามแปลงของนายเหน่ง แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ นำที่งอกริมตลิ่งดังกล่าวบางส่วนออกให้จำเลยที่ ๔ เช่า โดยสมรู้ร่วมคิดกับ จำเลยที่๔ ถึงที่ ๑๕ และจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๕ และสมาชิกของจำเลยที่ ๔ พร้อมบริวารกระทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ชายตลิ่งที่น้ำท่วมถึง จึงเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ต่อมาเมื่อมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ จึงเป็นที่ชายตลิ่งที่น้ำท่วมไม่ถึง เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และเป็นที่ดินซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ ของแผ่นดินโดยเฉพาะด้วย จึงเป็นที่ราชพัสดุ ส่วนจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๕ ก็ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็น ที่ราชพัสดุ น้ำท่วมถึงทุกปี จึงไม่ใช่ที่งอกริมตลิ่ง คดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสิบห้าโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่โจทก์ขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของนายเหน่งหรือเป็นที่ชายตลิ่งหรือที่ดินรกร้าง ว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายไพฑูรย์ สุนทรพันธุ์ โจทก์ กระทรวงการคลัง ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๕ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพฑูรย์ สุนทรพันธุ์
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 15 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2553
#495867
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดน่าน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ ร้อยตำรวจโท ปรีชา โตคำนุช ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๗๑/๒๕๕๐ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๖๕๖ ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ที่ดินดังกล่าวบิดาของผู้ฟ้องคดีซื้อมาจากนายศรีนวล คำปลิว เมื่อปี ๒๕๑๑ จดทะเบียนซื้อขายที่สำนักงานที่ดินอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันออกติดกับโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์น่าน ปี ๒๕๑๖ โรงเรียนดังกล่าวก่อสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินบางส่วน บิดาของผู้ฟ้องคดีโต้แย้ง แต่ต่อมามีการเจรจาจนบิดาของผู้ฟ้องคดียินยอมให้อาคารส่วนที่เป็นมุขและชายคารุกล้ำที่ดินได้ ต่อมาเมื่อบิดาผู้ฟ้องคดีถึงแก่กรรม ผู้ฟ้องคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แล้วไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคาร และขอออกโฉนดในปี ๒๕๓๓ ผู้อำนวยการโรงเรียนคัดค้านการรังวัดชี้แนวเขต โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวขึ้นทะเบียน เป็นที่ราชพัสดุ ผู้ฟ้องคดียื่นขอความเป็นธรรมต่อกรมธนารักษ์ ได้รับแจ้งว่าที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ใดได้ แต่เพื่อความเป็นธรรมแก่ ผู้ฟ้องคดี กรมธนารักษ์ขอให้กรมสามัญศึกษาพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามสมควร ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๘ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต ๑ ได้มีหนังสือถึงผู้ฟ้องคดีว่า คณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมของค่าชดเชยที่ดินมีมติจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๘๓๑,๕๕๐ บาท ผู้ฟ้องคดีตกลงรับค่าชดเชยจำนวนดังกล่าว แต่กรมบัญชีกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติว่าที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นของโรงเรียน โดยบิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินให้แก่โรงเรียนหรือเป็นที่ดินมรดก เพื่อพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่ดินและเพื่อความเป็นธรรมให้นำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อไป เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยเป็นประการใดแล้วให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลนั้น และระงับการจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีไว้ก่อน ทำให้ผู้ฟ้องคดีเดือดร้อนและได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่า คำสั่งทางปกครองของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ ศธ ๐๔๐๐๗.๐๕/๓๓๑๒ ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบให้จ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน ๘๓๑,๕๕๐ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินของโรงเรียน เดิมเป็นที่ดินของศูนย์แพร่พันธุ์สัตว์ ร.พ.ช. น่าน และรับบริจาคจากราษฎร รวมเป็นเนื้อที่ ๑๔๗ ไร่ ๓ งาน ๑๗.๒ ตารางวา และได้ขึ้นทะเบียนเป็น ที่ราชพัสดุ เลขที่ นน. ๗๖ เมื่อปี ๒๕๒๔ โดยทางโรงเรียนเข้าครอบครองด้วยความสงบ เปิดเผย อย่างเป็นเจ้าของ ไม่มีผู้ใดทักท้วง บิดาของผู้ฟ้องคดีมิได้โต้แย้ง แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานการยกให้ก็ตาม แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นการยกให้โดยปริยาย และไม่ปรากฏว่าผู้ถือสิทธิครอบครองได้ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว กลับปรากฏว่าทางโรงเรียนได้เข้าทำประโยชน์ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ โดยปลูกสร้างอาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เต็มพื้นที่ โดยไม่มีการโต้แย้งคัดค้าน หรือฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทโดยทางมรดกย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองแทนการนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีเกรงว่าจะตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบเพราะคดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๕๖ ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โรงเรียนรุกล้ำครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานหลายแห่ง กรมธนารักษ์ตรวจสอบแล้วได้ความว่าที่ดินดังกล่าวผู้ฟ้องคดีได้สิทธิครอบครองมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ ก่อนที่โรงเรียนจะเข้าใช้ประโยชน์เมื่อปี ๒๕๑๖ และก่อสร้างอาคารโดยผู้ฟ้องคดีมิได้โต้แย้งคัดค้าน จึงถือว่าทางราชการได้สิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ แต่เพื่อความเป็นธรรมให้กรมสามัญศึกษาพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ฟ้องคดี ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต ๑ แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาค่าชดเชยที่เหมาะสมแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณา คณะกรรมการดังกล่าวมีมติให้ชดเชยราคาที่ดินเป็นเงิน ๘๓๑,๕๕๐ บาท ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่านเขต ๑ แจ้งมติของคณะกรรมการให้ผู้ฟ้องคดีทราบและสอบถามความยินยอมรับเงินค่าชดเชยจำนวนดังกล่าวซึ่งผู้ฟ้องคดีก็มีหนังสือยินยอม แต่ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการจ่ายเงินค่าชดเชยโดยให้ผู้ฟ้องคดีนำกรณีพิพาทเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาล ผู้ฟ้องคดีจึง นำคดีมาฟ้องศาลปกครองขอให้พิพากษาว่า คำสั่งของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ ศธ.๐๔๐๐๗.๐๕/๓๓๑๒ ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ ไม่ชอบและขอให้จ่ายเงินค่าชดเชยจำนวน ๘๓๑,๕๕๐ บาท แก่ผู้ฟ้องคดี ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชดเชยค่าที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นการโต้แย้งว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเพราะประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินปรากฏข้อเท็จจริงแล้วว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๖๕๖ ผู้ฟ้องคดีถือสิทธิครอบครองแต่ถูกโรงเรียนรุกล้ำจนได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ คำฟ้องนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดน่านพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๖๕๖ โดยการรับมรดกมาจากบิดาของผู้ฟ้องคดี และต่อมาโรงเรียนได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปขอขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ โดยให้โรงเรียนเป็นผู้ใช้ประโยชน์ ต่อมาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต ๑ ได้พิจารณาความเหมาะสมของค่าชดเชยที่ดิน มีมติเห็นสมควรจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๘๓๑,๕๕๐ บาท แล้วได้ขอหารือไปยังกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับการพิจารณาจ่ายเงินค่าชดเชยดังกล่าว ซึ่งกรมบัญชีกลางมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติว่าที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นของโรงเรียนโดยวิธีใด จึงจะพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินค่าชดเชยตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต ๑ มีหนังสือไปหารือ ดังนั้น ประเด็นหลักแห่งคดีจึงเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ราชพัสดุหรือเป็นของผู้ฟ้องคดี ซึ่งศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความข้อนี้ เสียก่อนว่าที่ดินที่พิพาทนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จากนั้นจึงจะพิจารณาเกี่ยวกับค่าชดเชยของผู้ฟ้องคดีได้ จึงเป็นกรณีพิพาทอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ มาตรา ๑๓๐๔ (๑) มาตรา ๑๓๗๗ และมาตรา ๑๓๗๘ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๕๖ ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของบิดา เมื่อผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนด ผู้อำนวยการโรงเรียนคัดค้านการรังวัดชี้แนวเขตอ้างว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้ขอความเป็นธรรมจากหลายหน่วยงาน จนกระทั่งคณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีมีมติจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดียอมรับจำนวนเงินค่าชดเชย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งระงับการจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินตามความเห็นของกรมบัญชีกลาง เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นของโรงเรียน โดยบิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาค หรือเป็นที่ดินมรดกของบิดาผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ระงับการจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และให้จ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินให้แก่ ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น แม้ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีจะขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ระงับการจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ อันเป็นคำสั่งของฝ่ายปกครองก็ตาม แต่คำขอดังกล่าวก็เป็นไปเพื่อมุ่งประสงค์ที่จะให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินให้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีให้การต่อสู้ว่า ที่ดินดังกล่าวบิดาของผู้ฟ้องคดียกให้โดยปริยาย ทั้งโรงเรียนเข้าครอบครองทำประโยชน์เต็มพื้นที่ โดยบิดาของผู้ฟ้องคดีไม่ฟ้องเรียกคืนภายใน ๑ ปี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้สิทธิครอบครอง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินเพื่อปฏิเสธการจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินค่าชดเชยที่ดินตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นมรดกของบิดาผู้ฟ้องคดี หรือเป็นของโรงเรียนโดยบิดาของผู้ฟ้องคดียกให้เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างร้อยตำรวจโท ปรีชา โตคำนุช ผู้ฟ้องคดี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — ร้อยตำรวจโท ปรีชา โตคำนุช
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2553
#496006
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๕๓

วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดชัยภูมิ

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชัยภูมิส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเชนลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร จำเลย ต่อศาลจังหวัดชัยภูมิเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๔๕/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๕กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ บริษัทเชนลิสซิ่ง จำกัด (เดิมชื่อบริษัทหน้าเมือง ธุรกิจ จำกัด) โดยนายรชต์เขตต์ โรจนมณเฑียร กรรมการผู้จัดการ ให้นางอุดม ญาติปลื้ม กู้ยืมเงินจำนวน ๓๒๓,๕๕๐ บาท และจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โฉนดเลขที่ ๒๐๑๕๘ ตำบลบ้านโศก อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ของนางอุดมเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมานางอุดมผิดนัดชำระหนี้ บริษัทฯ จึงรับโอนที่ดินดังกล่าวตีใช้หนี้ ภายหลังนางอุดมขอเช่าซื้อที่ดินดังกล่าวคืนในราคาเช่าซื้อ ๓๐๐,๐๐๐ บาท และในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ บริษัทฯ ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างบริษัทฯ กับนางอุดมให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะโอนที่ดินคืนแก่นางอุดมเมื่อชำระหนี้ครบถ้วน แต่เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ จำเลยมีหนังสือยึดที่ดินของโจทก์ที่มีชื่อนายรชต์เขตต์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ด้วยเหตุนายรชต์เขตต์ค้างชำระภาษีอากร โจทก์คัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของนายรชต์เขตต์ จำเลยแจ้งให้โจทก์ส่งเอกสารชี้แจง โจทก์ส่งเอกสารชี้แจงแล้ว แต่จำเลยไม่ได้เรียกให้โจทก์เข้าไปชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๑ จำเลยได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาท อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนการยึดและขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โฉนดเลขที่ ๒๐๑๕๘ ตำบลบ้านโศก อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิหากจำเลยขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งของจำเลยที่ให้ยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินค่าภาษีที่ค้างตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมา ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดชัยภูมิพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นพิพาทว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยยึดและประกาศขายทอดตลาดนั้นเป็นของโจทก์หรือนายรชต์เขตต์ ไม่มีกรณีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรคดีของโจทก์จึงไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร และการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์คัดค้านการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดแล้วจำเลยไม่เรียกโจทก์ไปชี้แจงเพิ่มเติมในรายละเอียดว่าที่ดินไม่ใช่ของนายรชต์เขตต์ เป็นการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยยึดที่ดินพิพาทของโจทก์โดยไม่ยอมเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทแล้วยังคงประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทต่อไปนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายโดยมิชอบหรือใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด เพราะโจทก์กล่าวอ้างเพียงว่าจำเลยให้ส่งเอกสารแล้วจำเลยยังไม่เพิกถอนการยึดทรัพย์และยังคงดำเนินการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทต่อไป ประเด็นพิพาทคงมีเพียงว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยยึดไว้นั้นเป็นของนายรชต์เขตต์ ผู้ค้างชำระภาษีหรือโจทก์ และสมควรเพิกถอนการยึดหรือประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทหรือไม่จึงหาใช่คดีที่พิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหาใช่การกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งยึดและขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการออกคำสั่งโดยจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเป็นการอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร อันมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลย จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และแม้ว่าคำสั่งดังกล่าวจะมีผลกระทบโดยตรงต่อทรัพย์สินของนายรชต์เขตต์ ซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระภาษีอากรของจำเลย แต่โดยที่โจทก์ได้ฟ้องคัดค้านคำสั่งของจำเลยดังกล่าวโดยมีข้อพิพาทว่าจำเลยได้มีคำสั่งยึดและขายทอดตลาดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ มิใช่กรรมสิทธิ์ของนายรชต์เขตต์ ดังนั้น คดีนี้

จึงมิใช่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร ซึ่งศาลจังหวัดชัยภูมิก็มีความเห็นว่ามิใช่กรณีพิพาทเกี่ยวกับภาษีอากรเช่นเดียวกัน ประกอบกับคดีนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง โดยโจทก์เห็นว่าจำเลยกระทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย จึงฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งยึดและขายทอดตลาดที่ดินพิพาท พร้อมทั้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์อันเป็นการฟ้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องมาจากการออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าวโดยไม่ชอบ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการออกคำสั่งทางปกครอง มิใช่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่ากระทำละเมิดกรณีจำเลยมีคำสั่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ ยึดและประกาศขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์ที่มีชื่อนายรชต์เขตต์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้างของนายรชต์เขตต์ แต่โจทก์คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ของนายรชต์เขตต์ ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนการยึดและขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โฉนดเลขที่๒๐๑๕๘ ตำบลบ้านโศก อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ หากจำเลยขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเชนลิสซิ่ง จำกัด โจทก์กรมสรรพากร จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1) (3)
ป.รัษฎากร
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเชนลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9941/2552
#497371
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
จำเลย — นาย พนมศักดิ์ ภักดีสุข กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี -
ชื่อองค์คณะ
นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์(พ.อาวุโส)
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9940/2552
#497427
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 4 นัดของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่งได้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องไว้ในครอบครอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (7) (11), 357, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืนจำคุกคนละ 2 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 4 นัดของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยในข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง นั้น จึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องไว้ในครอบครอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 225 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างในเวลากลางคืนแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 72 วรรคสอง ม. 78 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายชิดชัยหรือเชิดชัย เพ็งอินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสมคะเน แสงสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9931/2552
#498982
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ประกอบการค้ารับจ้างก่อสร้าง จำเลยรับจ้างก่อสร้างถนนและสะพานจากกรมทางหลวงแล้วจำเลยนำงานก่อสร้างสะพานไปว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอีกต่อหนึ่ง งานก่อสร้างสะพานเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นผู้รับจ้างจากกรมทางหลวงอยู่ด้วย กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ประกอบการค้ารับจ้างก่อสร้างเรียกเอาค่างานที่ได้ทำให้แก่จำเลยเพื่อกิจการของจำเลย เข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมมีกำหนด 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 6,820,274.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,692,803.74 บาท และของต้นเงินค่าเสียหายจำนวน 1,424,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,692,803.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2543 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามส่วนที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ประกอบการค้ารับจ้างก่อสร้าง จำเลยรับจ้างก่อสร้างถนนและสะพานจากกรมทางหลวง แล้วจำเลยนำงานก่อสร้างสะพานไปว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอีกต่อหนึ่ง งานก่อสร้างสะพานเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นผู้รับจ้างจากกรมทางหลวงอยู่ด้วยกรณีจึงเป็น เรื่องที่โจทก์ผู้ประกอบการค้ารับจ้างก่อสร้างเรียกเอาค่างานที่ได้ทำให้แก่จำเลยเพื่อกิจการของจำเลย เข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่าเว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จึงเป็นการแปลกฎหมายคลาดเคลื่อน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อ้างมาในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,493,318.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 25,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท 4. เลนวิศวะการก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — บริษัทเดอะ นิปปอน โรด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสำเรือง กมลละคร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9890/2552
#498989
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ในสายชั้นเรียนให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยใช้ผู้เสียหายให้นำผ้าไปซักในห้องน้ำเกิดเหตุ เป็นที่เห็นได้ว่าขณะนั้นผู้เสียหายเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลของจำเลย ทั้งต้องเชื่อฟังจำเลยด้วย เมื่อจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายในขณะนั้น จำเลยจึงต้องมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคแรก ประกอบมาตรา 285

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 285

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ประกอบมาตรา 285 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 11 ปีเศษ เรียนอยู่ที่โรงเรียนเทศบาลวัดดอกเงินซึ่งจำเลยเป็นครูสอนอยู่วันเกิดเหตุ ขณะผู้เสียหายกำลังซักผ้าอยู่ในห้องน้ำของโรงเรียน จำเลยเข้าไปห้องน้ำเดียวกัน แล้วผู้เสียหายวิ่งออกจากห้องน้ำในเวลาต่อมา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลหลังจากที่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเป็นระยะเวลาห่างกันถึงปีเศษ อาจเบิกความถึงรายละเอียดสับสนไปบ้าง แต่ผู้เสียหายก็ยังให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุอวัยวะเพศของจำเลยอยู่ในร่มผ้า จำเลยเองยังเบิกความรับว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยอยู่ในห้องน้ำกับผู้เสียหายสองต่อสอง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่ายื่นสบู่ให้และใช้มือแตะศีรษะของผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายตื่นกลัวไปเอง ข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากเหตุสงสัยว่าจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย

ที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า จำเลยเป็นเพียงครูมีหน้าที่สอนผู้เสียหายมิได้มีหน้าที่ดูแลผู้เสียหาย ทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลาพักกลางวัน และเหตุเกิดนอกห้องเรียน จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยเป็นครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ในสายชั้นเรียนให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยใช้ผู้เสียหายให้นำผ้าไปซักในห้องน้ำเกิดเหตุ เป็นที่เห็นได้ว่าขณะนั้นผู้เสียหายซึ่งเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลของจำเลย ทั้งต้องเชื่อฟังจำเลยด้วย เมื่อจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายในขณะนั้น จำเลยจึงต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 ประกอบมาตรา 285

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่งให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 3 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 279 ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายพิรุณ ศรีนวล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนัฐวุฒิ มหาเจริญสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชลิต กฐินะสมิต
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9889/2552
#496748
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2547 ถึง 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีน 30 แท่ง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย (ข) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่ อ. และ บ. ในราคา 2,100,000 บาท (ค) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่ อ. และ บ. ในราคา 2,100,000 บาท ดังนี้ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดสามกรรมต่างวาระกัน ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่าได้กระทำความผิดสามกรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวไม่

โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาโดยมิได้อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้องได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง ทั้งศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษายืนในส่วนนี้ การที่จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7 ริบเฮโรอีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ตะกร้าแบบพลาสติกทรงสูงสีเขียว 1 ใบ และถุงพลาสติกแบบมีซิปปิดเปิดด้านบนเป็นลายทางสีเขียวสลับขาว-ดำ 1 ใบ ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุเกือบยี่สิบปีบริบูรณ์ ถือว่าอยู่ในวัยที่ควรรู้ผิดชอบแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมสองกระทงให้ลงโทษประหารชีวิตทั้งสองกระทง แต่เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตกระทงหนึ่งแล้ว จึงไม่นำโทษประหารชีวิตในกระทงที่เหลืออีกสองกระทงมารวมด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเฮโรอีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0-9208-3672 ตะกร้าแบบพลาสติกทรงสูงสีเขียว และถุงพลาสติกแบบมีซิปปิดเปิดด้านบนลายทางสีเขียวสลับขาว-ดำ ของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดขณะมีอายุไม่ถึง 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้ว ให้ลงโทษฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัม รวมสองกระทง ให้จำคุกตลอดชีวิตทั้งสองกระทง จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว จำคุกกระทงละ 25 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่ความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีน 30 แท่ง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย (ข) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่นายออดี้และนายบ๊อบบี้ในราคา 2,100,000 บาท (ค) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่นายออดี้และนายบ๊อบบี้ในราคา 2,100,000 บาท ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดสามกรรมต่างวาระกัน ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่าได้กระทำความผิดสามกรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า คดีนี้มีการตกลงซื้อขายเฮโรอีน 30 แท่ง ในราคา 2,100,000 บาท แม้จะมีการส่งมอบเฮโรอีน 2 ครั้ง ก็ถือว่ามีเจตนาจำหน่ายครั้งเดียว จึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนกรรมเดียวเท่านั้น จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกับพวกมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา โดยมิได้อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้องได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง ทั้งศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษายืนในส่วนนี้ การที่จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสิทธิศักดิ์ มะณีรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอัครพันธ์ สับปพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9883/2552
#508711
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดในวันที่ 11 มิถุนายน 2540 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายจำเลยย่อมมีหน้าที่นำเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในนามของโจทก์โดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ในวันถัดจากวันที่ 11 มิถุนายน 2540 คือวันที่ 12 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีก 2,000,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42624, 42625, 42626 และ 42627 ตำบลปรุใหญ่ (ตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่รวม 100 ตารางวา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2538 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 ทำให้ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวถูกเวนคืนทั้งหมดคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 42624 และ 42625 ให้แก่โจทก์ตารางวาละ 10,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 42626 และ 42627 กำหนดเงินทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 40,000 บาท โจทก์ไม่พอใจและได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่รัฐมนตรี ฯ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ มีมติให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 42624 และ 42625 ให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 30,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 42626 และ 42627 ให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 80,000 บาท รัฐมนตรี ฯ เห็นชอบด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 42624 และ 42625 ให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 80,000 บาท หรือไม่ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ที่ให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ ซึ่งคดีนี้ได้แก่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 นอกจากนั้นยังต้องคำนึงราคาของอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น รวมทั้งเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 42624 และ 42625 เท่ากับอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 42626 และ 42627 คือตารางวาละ 80,000 บาท เพราะบริเวณที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่ในทำเลการค้าที่เจริญมากและอยู่ในย่านชุมชน มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตารางวาละ 80,000 ถึงตารางวาละ 200,000 บาท เช่น เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินเพื่อตั้งสำนักงานสาขา เนื้อที่ 190 ตารางวา ในราคาประมาณ 16,000,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.19 บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินเพื่อตั้งสำนักงานสาขา อยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ประมาณ 500 เมตร เนื้อที่ 25 ตารางวา ในราคา 5,000,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.21 นอกจากนี้ที่ดินของนางจุฑารัตน์ โฉนดเลขที่ 42623 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 106 ตารางวา อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 42624 และ 42625 ของโจทก์ แต่นางจุฑารัตน์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 80,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.19 ปรากฏว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินไว้เป็นที่ตั้งสำนักงานสาขา เพื่อประกอบกิจการค้าหากำไร จึงต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้งของที่ดินเป็นสำคัญเพื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจการค้าของตน เชื่อว่าทำเลที่ตั้งย่อมดีกว่าที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้ผู้ขายสามารถเรียกราคาที่ดินสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดได้ ส่วนหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.21 ปรากฏว่า บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินเพื่อตั้งสำนักงานสาขาประกอบกิจการการค้าในเชิงทรัพย์ อยู่ริมถนนมิตรภาพ มีสภาพทำเลที่ตั้งดีกว่าที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ ซึ่งอยู่ด้านในไม่ติดถนนมิตรภาพ จึงไม่อาจนำเอาราคาซื้อขายที่ดินของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทเทเวศประกันภัย (มหาชน) มาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เลยทีเดียว ส่วนที่ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้นางจุฑารัตน์ ตารางวาละ 80,000 บาท ดังที่โจทก์ฎีกานั้นก็ได้ความว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ที่ติดถนนมิตรภาพจึงกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ในอัตราเดียวกัน อย่างไรก็ตามที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แปลงอยู่ติดกัน การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 42624 และ 42625 ให้แก่โจทก์ตารางวาละ 30,000 บาท น้อยกว่าอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 42626 และ 42627 ซึ่งอยู่ด้านหน้าถึงตารางวาละ 50,000 บาท นั้นเป็นการกำหนดราคาที่แตกต่างกันมากเกินไป แต่ที่โจทก์ฎีกาขอเพิ่มเติมเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 42624 และ 42625 เป็นตารางวาละ 80,000 บาท เท่ากับที่ดินโฉนดเลขที่ 42626 และ 42627 นั้นก็เป็นราคาที่สูงเกินสมควร เพราะสภาพทำเลที่ตั้งของที่ดินโฉนดเลขที่ 42626 และ 42627 อยู่ติดถนนมิตรภาพ ย่อมดีกว่าสภาพทำเลที่ตั้งของที่ดินโฉนดเลขที่ 42624 และ 42626 ซึ่งอยู่ด้านหลังที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 42624 และ 42625 ที่เหมาะสมเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคม คืออัตราตารางวาละ 45,000 [ท เพิ่มเติมจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ กำหนดให้อีกตารางวาละ 15,000 บาท รวมเนื้อที่ 60 ตารางวา เป็นเงิน 900,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก 900,000 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองนำสืบว่าฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในวันที่ 11 มิถุนายน 2540 ตามเอกสารหมาย ล.18 ถึง ล.21 แต่โจทก์ไม่รับเงินดังกล่าว ฝ่ายจำเลยจึงนำเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสี่แปลงของโจทก์ไปฝากธนาคารออมสินเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 แล้วมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบตามเอกสารหมาย ล.22 ถึง ล.25 เห็นว่าตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดในวันที่ 11 มิถุนายน 2540 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าวฝ่ายจำเลยย่อมมีหน้าที่นำเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในนามของโจทก์โดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ในวันถัดจากวันที่ 11 มิถุนายน 2540 คือวันที่ 12 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่มอีก 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 26 วรรคสาม ม. 28 วรรคสอง ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ร่วม — นายทนงศักดิ์ ทองวีระประเสริฐ
จำเลย — อธิบดีกรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9860/2552
#499699
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องจากข้อความว่า "เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2546 เวลากลางวัน" เป็น "เมื่อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2546 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 16 เมษายน 2546 เวลากลางวันต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด" เป็นการแก้ฟ้องเฉพาะวันและเวลาที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิด อันเป็นรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้อง โดยวันและเวลาที่ขอแก้ใหม่ยังครอบคลุมถึงวันและเวลาตามฟ้องเดิมด้วย ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเมื่อสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมไปเพียง 2 ปาก ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีหรือหลงต่อสู้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 163 และ 164

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,890,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,890,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูกโจทก์ร่วม)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยแก้ฎีกาว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องจากข้อความว่า "เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2546 เวลากลางวัน" เป็น "เมื่อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2546 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 16 เมษายน 2546 เวลากลางวันต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด" เป็นการแก้ฟ้องเฉพาะวันและเวลาที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดอันเป็นรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้อง โดยวันและเวลาที่ขอแก้ใหม่ยังครอบคลุมถึงวันและเวลาตามฟ้องเดิมด้วย ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเมื่อสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมไปเพียง 2 ปาก ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีหรือหลงต่อสู้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 และ 164

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 164
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายถวิล น้อยจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอภิชาต คงชาตรี
ศาลอุทธรณ์ — นายภาณุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อิศเรศ ชัยรัตน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9804/2552
#498550
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเนื่องจากสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นกรณีตามมาตรา 163 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ที่บัญญัติให้ถือว่าผู้นั้นถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ด้วย หาใช่กรณีเสียสิทธิเลือกตั้งเนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 164 และตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังคงบัญญัติบทกำหนดโทษกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ในมาตรา 139 อันเป็นกรณีที่กฎหมายที่ได้บัญญัติภายหลังยังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดอยู่ จึงไม่ทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ทั้งบัญญัติให้มีระวางโทษเท่าเดิม จึงไม่มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 4, 21, 22, 23, 100 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 23 (ที่ถูก 23 (3)), 100 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเนื่องจากจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิรับเลือกตั้ง อันเป็นกรณีที่มาตรา 163 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 บัญญัติให้ถือว่าผู้นั้นถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ด้วย หาใช่กรณีเสียสิทธิเลือกตั้งเนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 164 ไม่ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังบัญญัติบทกำหนดโทษกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ในมาตรา 139 อันเป็นกรณีที่กฎหมายที่ได้บัญญัติภายหลังยังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดอยู่ จึงไม่ทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ทั้งบัญญัติให้มีระวางโทษเท่าเดิม จึงไม่มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 164
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายวรพจน์ วิชัยดิษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายธีรศักดิ์ คงเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
อร่าม เสนามนตรี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9802/2552
#501925
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339, 340 ตรี, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมแล้วจำคุก 15 ปี 14 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้าย 2 คน ร่วมกันใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นจี้นางสาวอมรรัตน์ ผู้เสียหาย แล้วร่วมกันชิงรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน มมม กท 529 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์นั้น โจทก์มีนางสาวอมรรัตน์ ผู้เสียหาย มาเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกา พยานขับรถจักร-ยานยนต์ออกจากโรงแรมพิมานมาจอดติดไฟแดงที่สี่แยกเอราวัณ ซึ่งมีรถจักรยานยนต์อีกคันจอดติดไฟแดงอยู่ด้วยโดยมีผู้ชายซึ่งเป็นคนขับสวมหมวกนิรภัย จำเลยนั่งซ้อนท้ายใช้เสื้อลายพรางทหารคาดที่บริเวณศีรษะ เมื่อได้สัญญาณไฟเขียว พยานขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณบ้านโนนหัวช้าง รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับตามมาประกบรถผู้เสียหายนานประมาณ 3 นาที จำเลยชักอาวุธปืนออกจากเอวมาจี้เอวผู้เสียหายแล้วจำเลยใช้มืออีกข้างเข้ามาดึงกุญแจรถที่ผู้เสียหายขับทำให้เครื่องยนต์ดับทันทีแต่รถยังแล่นไปตามแรงเฉื่อยได้เล็กน้อย รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับไปจอดด้านหน้ารถของผู้เสียหาย จำเลยลงจากรถเดินมาหาผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายต้องเลี้ยวรถกลับพร้อมเข็นรถจักรยานยนต์ไปด้วยเพื่อหลบหนี จำเลยเดินตามมาติด ๆ ผู้เสียหายคิดว่าไม่สามารถหลบหนีจำเลยได้แล้วจึงทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ จำเลยใช้ลูกกุญแจที่ดึงไปเสียบที่รูกุญแจติดเครื่องยนต์ขับตามพวกของจำเลยหลบหนีไปทางตลาดเสาธง ผู้เสียหายโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะแจ้งเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบถึงรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย พาหนะที่ใช้รวมทั้งเส้นทางที่คนร้ายหลบหนีด้วย เห็นว่า แม้ว่าเหตุจะเกิดในเวลากลางคืน แต่ได้ความจากผู้เสียหายและพันตำรวจโทวีระชัย พนักงานสอบสวนที่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าสาธารณะที่ติดอยู่ริมทางและที่เกาะกลางถนน แม้ผู้เสียหายจะไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน แต่ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นหน้าจำเลยหลายครั้งโดยครั้งแรกขณะที่จอดรถติดสัญญาณไฟแดง ครั้งที่ 2 เห็นขณะถูกขับรถตามประกบนานถึง 3 นาที แล้วเห็นจำเลยชักอาวุธปืนจากเอวมาจี้เอวผู้เสียหายพร้อมกับดึงกุญแจรถ ครั้งที่ 3 เห็นจำเลยขณะพวกของจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปดักหน้าผู้เสียหายแล้วจำเลยลงจากรถเดินมาที่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายเลี้ยวรถกลับพร้อมกับเข็นรถไป มาเห็นจำเลยอีกครั้งเมื่อจำเลยนำกุญแจรถที่ดึงไปมาติดเครื่องยนต์รถของผู้เสียหายแล้วขับหลบหนีไป ขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้มีอะไรปิดบังใบหน้ามีแต่ใช้เสื้อลายพรางทหารคาดไว้ที่บริเวณศีรษะ หลังจากเกิดเหตุประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลพบุรีก็ชี้ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายนอกจากนี้โจทก์ยังมีดาบตำรวจฉลอง เต็มแป้น มาเบิกความว่า ขณะที่พยานกับพวกปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณวงเวียนสระแก้ว พยานได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีคนร้าย 2 คน ระบุการแต่งกายและรถจักรยานยนต์ที่ใช้กระทำผิด พยานกับพวกใช้รถยนต์กระบะของกรมตำรวจไปที่เกิดเหตุ ระหว่างทางพบวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อและสีตามที่ได้รับแจ้งคนละคันแล่นสวนทางมา โดยคนร้ายคนแรกสวมหมวกนิรภัย ส่วนคนหลังใช้ผ้าคาดบริเวณต้นคอปิดเฉพาะปากไม่ปิดจมูก จึงหยุดรถพร้อมเรียกเพื่อขอตรวจค้น วัยรุ่นทั้งสองคนขับรถหลบหนี จึงขับรถยนต์ติดตามไปตลอดจนไปพบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มอยู่ คนขับรถคันนี้ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ขับอยู่ข้างหน้าขับหนีไปทางซอยละโว้ 73 พยานแจ้งให้สายตรวจปิดล้อมเส้นทางที่คนร้ายจะขับรถผ่าน เมื่อพยานกับพวกตามไปได้พบรถของคนร้ายจอดอยู่ที่บริเวณทางโค้งจะออกซอยละโว้ 73 จึงแยกย้ายกันค้นหาคนร้ายทั้งสองแต่ไม่พบ จากการตรวจค้นรถจักรยานยนต์ของคนร้ายพบอาวุธปืน 1 กระบอก เสื้อแขนยาวลายพรางทหารและสมุดของโรงเรียนเทคโนโลยีละโว้ที่หน้าปกมีชื่อและนามสกุลของจำเลยปรากฏอยู่ ในเวลาต่อมาจำเลยไปที่สถานีตำรวจบอกว่าเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่คนร้ายใช้กระทำผิดมาขอรับคืน พยานเห็นจำเลยจำได้ว่าเป็นคนร้ายที่ลักษณะตรงกับคนร้ายที่ขับรถสวนทางกันจึงเชิญตัวจำเลยไปให้ผู้เสียหายซึ่งอยู่ที่สถานีตำรวจในขณะนั้นดูตัว ผู้เสียหายเห็นจำเลยก็ยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป พยานโจทก์ปากนี้แม้จะเห็นหน้าจำเลยในขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายสวนทางมา แต่ก็เห็นในระยะห่างไม่เกิน 1 เมตร เมื่อพยานให้สัญญาณจอด จำเลยชะลอความเร็วลดลงคล้ายกับจะตัดสินใจว่าจะจอดหรือไม่จอด ทั้งยังพบจำเลยกับพวกหลังจากรับแจ้งเหตุย่อมจะสนใจจำเลยที่ไม่สวมหมวกนิรภัยแต่ใช้ผ้าคาดบริเวณต้นคอปิดเฉพาะปากไม่ปิดจมูกมากยิ่งขึ้น ตรงที่ขับรถสวนกันก็เป็นถนนศรีอินทราทิตย์อันเป็นถนนในเมืองน่าจะมีแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าริมถนนทั้งยังมีแสงสว่างจากรถยนต์กระบะของพยานที่ส่องออกไป จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ปากนี้เห็นและจำหน้าจำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายใช้เสื้อลายพรางคาดที่ศีรษะแต่กลับให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับกุมตามบันทึกการจับกุมว่า คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายใช้เสื้อลายพรางปิดปากไว้ จึงแตกต่างกันอย่างชัดแจ้งนั้น เห็นว่า ขณะที่ผู้เสียหายเห็นจำเลยเป็นเวลาที่จำเลยกำลังก่อเหตุ แต่ในขณะที่ดาบตำรวจฉลองเห็นจำเลยเป็นเวลาที่จำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหลบหนี จำเลยสามารถใช้เสื้อเปลี่ยนจากคาดที่บริเวณศีรษะเป็นการปิดปากได้ง่ายและรวดเร็ว บันทึกการจับกุมดังกล่าวดาบตำรวจฉลองเป็นผู้ทำซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่ตนทราบ มิใช่จากคำให้การของผู้เสียหาย ดังนั้น จึงมิใช่ข้อแตกต่างกัน ที่จำเลยฎีกาว่าถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจำจำเลยได้ก็ต้องจับจำเลยทันทีไม่จำเป็นต้องให้ผู้เสียหายดูตัวจำเลยก่อน ผู้เสียหายเห็นจำเลยก็ต้องชี้ตัวจำเลยทันทีโดยไม่เกิดกังวลว่าจะใช่คนร้ายหรือไม่นั้น การที่ดาบตำรวจฉลองให้ผู้เสียหายซึ่งอยู่ที่สถานีตำรวจดูตัวจำเลยก่อนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นคนร้ายแน่ การกระทำดังกล่าวมิใช่ข้อพิรุธหรือข้อสงสัยว่าจะจำหน้าจำเลยไม่ได้ ส่วนผู้เสียหายก็เบิกความตอบทนายจำเลยไว้ด้วยว่าเหตุที่ตอนแรกไม่กล้าชี้ตัวก็เพราะเห็นจำเลยในระยะห่างประมาณสิบกว่าเมตร หลังจากนั้นก็ชี้ตัวจำเลยทันทีว่าเป็นคนร้าย ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของบุคคลที่มาขอยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไป พนักงานสอบสวนน่าจะนำบุคคลดังกล่าวมาสอบสวนเพื่อพิสูจน์ความจริง แต่กลับไม่ดำเนินการให้นั้นก็เห็นว่า จำเลยอ้างว่านายประคอง กัญหา ขอยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปกับนายดำ ไม่ทราบนามสกุล พันตำรวจโทวีระชัย พนักงานสอบสวนได้ไปคัดสำเนาทะเบียนบ้านและรูปถ่ายของนายประคองมาให้ผู้เสียหายดูแล้ว ผู้เสียหายยืนยันว่าไม่ใช่คนร้าย ส่วนนายดำไม่สามารถดำเนินการอย่างใดได้ เพราะไม่ทราบนามสกุลจริง จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมาโดยตลอด หากเพื่อนของจำเลยเป็นคนร้ายก็ควรจะช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการนำตัวบุคคลเหล่านั้นมาให้เจ้าพนักงานตำรวจสอบสวน แต่จำเลยกลับไม่ดำเนินการใด ๆ อีกทั้งการกล่าวอ้างว่าเพื่อนของจำเลยมายืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปโดยมีตัวจำเลยมาเบิกความเพียงปากเดียว ย่อมไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างคำเบิกความของพยานโจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์มานั้นชอบแล้ว สำหรับฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลยต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาทการกระทำผิดของจำเลยยังใช้อาวุธปืนอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 ตรี อันต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่งด้วยที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์มีกำหนด 15 ปี จึงเป็นโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วไม่อาจลดโทษให้อีกได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 339 วรรคสอง ม. 340 ตรี ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายพรเทพ กัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายธีรพล พรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเศกสิทธิ์ สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นายสมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา