คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9795/2552
#496043
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 1 (4) "เคหสถาน" หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัยและให้หมายรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม บ้านของผู้เสียหายไม่มีรั้วล้อม กับบริเวณหลังบ้านผู้เสียหายอยู่ติดกับถนนส่วนบุคคล กรณีจะถือเอาเพียงฝาผนังและประตูเหล็กด้านหลังเป็นแนวของเคหสถานย่อมจะไม่ได้ เพราะเคหสถานตามกฎหมายให้หมายความรวมถึง บริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย ผู้เสียหายใช้ประโยชน์บริเวณรอบบ้านเป็นที่วางสิ่งของกับมีหลังคาบ้านยื่นออกมาคลุม การที่จำเลยทั้งสองไปอยู่บริเวณประตูหลังบ้านผู้เสียหาย ย่อมถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองเข้าไปในขณะที่ผู้เสียหายไม่อยู่บ้าน ทั้งผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงยิ่งไม่มีเหตุสมควรที่จะเข้าไปอยู่บริเวณประตูหลังบ้านผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 364, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุนิสาบุตรผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะพยานขับรถยนต์เก๋งผ่านถนนหลังบ้านผู้เสียหายเห็นชาย 2 คน ที่ประตูหลังบ้านผู้เสียหาย คนหนึ่งยืนอยู่ ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งยอง ๆ ชายทั้งสองคนพยานรู้จักมาก่อนเคยมาก่อสร้างบ้านผู้เสียหาย คือจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน หลังเกิดเหตุพยานก็พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยทั้งสองที่บ้านโดยไม่ลังเล จึงเชื่อว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้เข้าไปอยู่ที่ข้างประตูหลังบ้านผู้เสียหายจริง ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าบริเวณประตูหลังบ้านผู้เสียหายจุดที่จำเลยทั้งสองยืนอยู่ถือว่าเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในเคหสถานอันจะถือว่าเป็นการบุกรุกแล้วหรือไม่ เห็นว่า บทนิยาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (4) "เคหสถาน" หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัยและให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม ดังนี้ แม้จะได้ความว่าบ้านของผู้เสียหายไม่มีรั้วล้อม กับได้ความจากคำของนางสาวสุนิสาเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บริเวณหลังบ้านผู้เสียหายอยู่ติดกับถนนส่วนบุคคลก็ตาม กรณีจะถือเอาเพียงฝาผนังและประตูเหล็กด้านหลังเป็นแนวของเคหสถานย่อมจะไม่ได้ เพราะเคหสถานตามกฎหมายให้หมายความรวมถึง บริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย เมื่อพิจารณาตามภาพถ่าย เห็นได้ชัดว่าผู้เสียหายได้ใช้ประโยชน์บริเวณรอบบ้านเป็นที่วางสิ่งของ เครื่องใช้อยู่โดยรอบ ทางด้านหลังมีโอ่งน้ำและถ้วยชามวางอยู่ กับมีหลังคายื่นออกมาคลุม การที่จำเลยทั้งสองไปอยู่ตรงบริเวณดังกล่าวย่อมต้องถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองเข้าไปในขณะผู้เสียหายไม่อยู่บ้าน ทั้งได้ความว่า ผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เรื่องจำเลยลักลอบต่อสายไฟจากมิเตอร์บ้านของผู้เสียหาย จึงยิ่งไม่มีเหตุสมควรที่จะเข้าไปอยู่ที่บริเวณประตูหลังบ้านของผู้เสียหาย และการที่จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธว่า ไม่ได้เข้าไปในบริเวณประตูหลังบ้านของผู้เสียหาย จึงยิ่งเป็นพิรุธส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาอันไม่สุจริตของจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (4) ม. 364 ม. 364 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายประธาน คงคู่บุญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายปัญญา โต๊ะทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9795/2552
#503203
เปิดฉบับเต็ม

บ้านของผู้เสียหายไม่มีรั้วล้อม บริเวณหลังบ้านอยู่ติดกับถนนส่วนบุคคล จะถือเอาเพียงฝาผนังและประตูเหล็กด้านหลังเป็นแนวของเคหสถานย่อมไม่ได้ เพราะเคหสถานหมายความรวมถึง บริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย เมื่อผู้เสียหายได้ใช้ประโยชน์บริเวณรอบบ้านเป็นที่วางสิ่งของเครื่องใช้อยู่โดยรอบ ทางด้านหลังมีโอ่งน้ำและถ้วยชามวางอยู่ กับมีหลังคายื่นออกมาคลุม การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ข้างประตูหลังบ้านย่อมต้องถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองเข้าไปในขณะผู้เสียหายไม่อยู่บ้าน ทั้งมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เรื่องจำเลยลักลอบต่อสายไฟจากมิเตอร์บ้านของผู้เสียหาย ยิ่งไม่มีเหตุสมควรที่จะเข้าไปอยู่ที่บริเวณดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2546 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางพุ่มพวง ผู้เสียหาย โดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 364, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้น ฟังเป็นยุติได้ว่า บ้านของผู้เสียหายที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวอยู่ติดพื้นดิน ผนังทั้งสี่ด้านทำด้วยอิฐบล็อก ประตูหน้าบ้านอยู่ทางด้านทิศใต้ประตูหลังบ้านเป็นเหล็กดัดอยู่ทางด้านทิศเหนือ หลังคามุงด้วยแฝกตามภาพถ่ายหมาย จ.5 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุนิสา บุตรผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะพยานขับรถยนต์เก๋งผ่านถนนหลังบ้านของผู้เสียหายเห็นชาย 2 คน ที่ประตูหลังบ้านผู้เสียหาย คนหนึ่งยืนอยู่ ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งยองๆ ชายทั้งสองคนพยานรู้จักมาก่อนเคยมาสร้างบ้านผู้เสียหายคือจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน หลังเกิดเหตุพยานก็พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยทั้งสองที่บ้านโดยไม่ลังเล จึงเชื่อว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้เข้าไปอยู่ที่ข้างประตูหลังบ้านผู้เสียหายจริง ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า บริเวณประตูหลังบ้านผู้เสียหายจุดที่จำเลยทั้งสองยืนอยู่ถือว่าเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในเคหสถานอันจะถือว่าเป็นการบุกรุกแล้วหรือไม่ เห็นว่า บทนิยาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (4) "เคหสถาน" หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัยและให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม ดังนี้ แม้จะได้ความว่าบ้านของผู้เสียหายไม่มีรั้วล้อมกับได้ความจากคำของนางสาวสุนิสาเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บริเวณหลังบ้านผู้เสียหายอยู่ติดกับถนนส่วนบุคคลก็ตาม กรณีจะถือเอาเพียงฝาผนังและประตูเหล็กด้านหลังเป็นแนวของเคหสถานย่อมจะไม่ได้ เพราะเคหสถานตามกฎหมายให้หมายความรวมถึง บริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย เมื่อพิจารณาตามภาพถ่ายหมาย จ.5 เห็นได้ชัดว่าผู้เสียหายได้ใช้ประโยชน์บริเวณรอบบ้านเป็นที่วางสิ่งของเครื่องใช้อยู่โดยรอบ ทางด้านหลังมีโอ่งน้ำและถ้วยชามวางอยู่ กับมีหลังคายื่นออกมาคลุมตามภาพถ่ายหมาย จ.1 การที่จำเลยทั้งสองไปอยู่ตรงบริเวณดังกล่าวย่อมต้องถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองเข้าไปในขณะผู้เสียหายไม่อยู่บ้าน ทั้งได้ความว่าผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เรื่องจำเลยลักลอบต่อสายไฟจากมิเตอร์บ้านของผู้เสียหาย จึงยิ่งไม่มีเหตุสมควรที่จะเข้าไปอยู่ที่บริเวณประตูหลังบ้านของผู้เสียหาย และการที่จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธว่า ไม่ได้เข้าไปในบริเวณประตูหลังบ้านของผู้เสียหาย จึงยิ่งเป็นพิรุธส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาอันไม่สุจริตของจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (4) ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายประธาน คงคู่บุญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9795/2552
#507690
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความว่าบ้านของผู้เสียหายไม่มีรั้วล้อมและบริเวณหลังบ้านผู้เสียหายอยู่ติดกับถนนส่วนบุคคลก็ตาม กรณีจะถือเอาเพียงฝาหนังและประตูเหล็กด้านหลังเป็นแนวของเคหสถานย่อมไม่ได้ เพราะเคหสถานตามกฎหมายให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย เมื่อผู้เสียหายได้ใช้ประโยชน์บริเวณรอบบ้านเป็นที่วางสิ่งของ เครื่องใช้อยู่โดยรอบ ทางด้านหลังมีโอ่งน้ำและถ้วยชามวางอยู่ กับมีหลังคายื่นออกมาคลุม การที่จำเลยทั้งสองไปอยู่ตรงบริเวณดังกล่าวย่อมต้องถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองเข้าไปในขณะผู้เสียหายไม่อยู่บ้าน ทั้งได้ความว่าผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนเรื่องจำเลยลักลอบต่อสายไฟจากมิเตอร์บ้านของผู้เสียหาย จึงยิ่งไม่มีเหตุสมควรที่จะเข้าไปอยู่ที่บริเวณประตูหลังบ้านของผู้เสียหายและการที่จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าไปในบริเวณประตูหลังบ้านของผู้เสียหาย จึงยิ่งเป็นพิรุธส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาอันไม่สุจริตของจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 364, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้น ฟังเป็นยุติได้ว่าบ้านของผู้เสียหายที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวอยู่ติดพื้นดิน ผนังทั้งสี่ด้านทำด้วยอิฐบล็อกประตูหน้าบ้านอยู่ทางด้านทิศใต้ ประตูหลังบ้านเป็นเหล็กตัดอยู่ทางด้านทิศเหนือหลังคามุงด้วยแฝก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุนิสา บุตรผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะพยานขับรถยนต์เก๋งผ่านถนนหลังบ้านของผู้เสียหาย เห็นชาย 2 คน ที่ประตูหลังบ้านผู้เสียหาย คนหนึ่งยื่นอยู่ ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งยองๆ ชายทั้งสองคนพยานรู้จักมาก่อนเคยมาก่อสร้างบ้านผู้เสียหาย คือจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน หลังเกิดเหตุพยานก็พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยทั้งสองที่บ้านโดยไม่ลังเล จึงเชื่อว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้เข้าไปอยู่ที่ข้างประตูหลังบ้านผู้เสียหายจริง ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า บริเวณประตูหลังบ้านผู้เสียหายจดที่จำเลยทั้งสองยืนอยู่ถือว่าเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในเคหสถานอันจะถือว่าเป็นการบุกรุกแล้วหรือไม่ เห็นว่า บทนิยามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (4) "เคหสถาน" หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัยและให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม ดังนี้ แม้จะได้ความว่าบ้านของผู้เสียหายไม่มีรั้วล้อมกับได้ความจากคำของนางสาวสุนิสาเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าบริเวณหลังบ้านผู้เสียหายอยู่ติดกับถนนส่วนบุคคลก็ตาม กรณีจะถือเอาเพียงฝาผนังและประตูเหล็กด้านหลังเป็นแนวของเคหสถานย่อมจะไม่ได้ เพราะเคหสถานตามกฎหมายให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย เมื่อพิจารณาตามภายถ่ายเห็นได้ชัดว่าผู้เสียหายได้ใช้ประโยชน์บริเวณรอบบ้านเป็นที่วางสิ่งของ เครื่องใช้อยู่โดยรอบ ทางด้านหลังมีโอ่งน้ำและถ้วยชามวางอยู่ กับมีหลังคายื่นออกมาคลุม การที่จำเลยทั้งสองไปอยู่ตรงบริเวณดังกล่าวย่อมต้องถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองเข้าไปในขณะผู้เสียหายไม่อยู่บ้านทั้งได้ความว่า ผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เรื่องจำเลยลักลอบต่อสายไฟจากมิเตอร์บ้านของผู้เสียหาย จึงยิ่งไม่มีเหตุสมควรที่จะเข้าไปอยู่ที่บริเวณประตูหลังบ้านของผู้เสียหาย และการที่จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าไปในบริเวณประตูหลังบ้านของผู้เสียหาย จึงยิ่งเป็นพิรุธส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาอันไม่สุจริตของจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (4) ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายประธาน คงคู่บุญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9794/2552
#507578
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของสวนผลไม้ที่เกิดเหตุซึ่งมีรั้วลวดหนามล้อมทั้งสี่ด้าน ก่อนเกิดเหตุจำเลยขึงเส้นลวด 1 เส้น จากทิศเหนือไปยังทิศใต้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร ขวางกึ่งกลางสวนแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด 220 โวลต์ ผ่านเส้นลวดเพื่อป้องกันคนร้าย โดยมีเจตนาให้กระแสไฟฟ้าทำร้ายร่างกายเนื่องจากเคยมีคนร้ายเข้าไปลักผลไม้และทรัพย์สินอื่น ต่อมาในวันเวลาเกิดเหตุผู้ตายอายุ 14 ปีเศษกับ ต. อายุ 15 ปี เข้าไปในสวนของจำเลยโดยพังรั้วเข้าไปเพื่อจะลักกระท้อนในสวนแล้วผู้ตายเดินไปถูกเส้นลวดที่จำเลยปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายนั้นเมื่อไม่ปราฏว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายกับ ต. มีอาวุธใด ๆ ติดตัว ประกอบกับผลไม้ที่เข้าไปเพื่อจะลักน่าจะราคาไม่มากนัก ดังนี้ หากจำเลยพบเห็นผู้ตายกับพวกในขณะเกิดเหตุจำเลยย่อมสามารถใช้วิธีอื่นที่รุนแรงน้อยกว่าการทำร้ายร่างกายกระทำต่อผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้บรรลุได้ไม่ยาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้ลวดเหล็กสายเปลือยยาว 60 เมตร ขึงขวางไว้ระหว่างทิศเหนือกับทิศใต้สูงจากพื้นดินประมาณครึ่งเมตร ในสวนผลไม้ของจำเลยแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าให้แล่นไปตามลวดเหล็กดังกล่าว เป็นเหตุให้เด็กชายวิโรจน์ ซึ่งเดินเข้าไปในสวนผลไม้ของจำเลยถูกกระแสไฟฟ้าที่จำเลยปล่อยไว้ที่เส้นลวดดูดจนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลนาท่ามใต้ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 290

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางภาณีย์ มารดาของเด็กชายวิโรจน์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 69 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ชั้นนี้โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของสวนผลไม้เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ ณ ที่เกิดเหตุซึ่งมีรั้วลวดหนามล้อมทั้งสี่ด้าน ก่อนเกิดเหตุจำเลยขึงเส้นลวด 1 เส้น จากทิศเหนือไปยังทิศใต้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร ขวางกึ่งกลางสวนแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด 220 โวลต์ ผ่านเส้นลวดเพื่อป้องกันคนร้าย โดยมีเจตนาให้กระแสไฟฟ้าทำร้ายร่างกายเนื่องจากเคยมีคนร้ายเข้าไปลักผลไม้และทรัพย์สินอื่น ต่อมาในวันเวลาเกิดเหตุผู้ตายอายุ 14 ปีเศษ กับนายไตรรงค์ อายุ 15 ปี เข้าไปในสวนของจำเลยโดยพังรั้วเข้าไปเพื่อจะลักกระท้อนในสวนแล้วผู้ตายเดินไปถูกเส้นลวดที่จำเลยปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายกับนายไตรรงค์อายุเพียง 14 ปีเศษ และ 15 ปี ไม่ปรากฏว่ามีอาวุธใด ๆ ติดตัว ประกอบกับผลไม้ที่เข้าไปเพื่อจะลักน่าจะราคาไม่มากนัก ดังนี้ หากจำเลยพบเห็นผู้ตายกับพวกในขณะเกิดเหตุจำเลยย่อมสามารถใช้วิธีอื่นที่รุนแรงน้อยกว่าการทำร้ายร่างกายกระทำต่อผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้บรรลุผลได้ไม่ยาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นางภาณีย์ วงศ์น้อย
จำเลย — นายธานีหรือคลาย ชูทอง
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9787/2552
#507576
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทรัพย์พิพาทอันเป็นมรดกของเจ้ามรดกมา ก็เนื่องจากทายาททุกคนตกลงมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้นำไปขายแล้วนำเงินมาแบ่งแก่ทายาท ดังเห็นได้จากที่จำเลยแบ่งเงินที่ขายให้แก่ทายาทบางคนตามสิทธิในเวลาต่อมา จำเลยจึงครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกันดังกล่าว ดังนั้น แม้ปรากฏว่าในวันที่ 1 มิถุนายน 2537 จำเลยขายที่ดินมรดกนี้ไปก็เป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ถือว่าจำเลยยังครอบครองเงินที่ขายแทนทายาททุกคนเพื่อการแบ่งปันกันอายุความตัดสิทธิในระหว่างทายาทด้วยกันยังไม่เริ่มนับเพราะการแบ่งปันทรัพย์มรดกนี้ยังไม่เสร็จสิ้น จำเลยจะยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสองและวรรคท้ายมาต่อสู้โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,945,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,020,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 3,295,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายธนพร ผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า นายทองดี กับนางส่วนหรือสาด บัวพ่วง เจ้ามรดก เป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกัน 5 คน ได้แก่ จำเลยซึ่งเป็นบุตรคนโต โจทก์ นายฉวี ปัจจุบันบวชเป็นพระฉายา " สุทธิ ญาโณ " และนายไสว กับนายสวัสดิ์ ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว นายทองดีบิดาของโจทก์จำเลยถึงแก่ความตายไปนานแล้ว ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2521 นางส่วนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินหลายแปลงและแบ่งให้แก่ทายาทไปแล้ว คงเหลือทรัพย์มรดกที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 737 ตำบลบางรักใหญ่ ( บางไผ่ ) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา และจำเลยได้รับโอนทางมรดกเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2534 ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม 2536 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวกับนายฤทธิศักดิ์ ในราคา 20,475,000 บาท ครั้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2537 จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัทอักษราราชธานี จำกัด ผู้ซื้อไป หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2539 จำเลยบริจาคเงินจำนวน 4,000,000 บาท ให้แก่วัดบางรักใหญ่ เพื่อใช้ในการสร้างศาลาอเนกประสงค์โดยระบุชื่อโจทก์และนายฉวี เป็นผู้บริจาค รายละเอียดปรากฏตามใบอนุโมทนาบัตร ต่อมาวัดบางรักใหญ่ได้สร้างศาลาอเนกประสงค์เสร็จแล้วโจทก์จำเลยและทายาทอื่น ๆ ได้ประกอบพิธีฉลองศาลาอเนกประสงค์ ส่วนเงินที่ขายมรดกที่ดินพิพาทหลังจากหักเงินบริจาค 4,000,000 บาท ดังกล่าวแล้ว คงเหลือเพียง 16,475,000 บาท

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่จำเลยนำเงินจากการขายที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่ โจทก์จำเลยและทายาททุกคนในกองมรดกของนางส่วนหรือสาด เจ้ามรดก เฉพาะส่วนจำนวน 4,000,000 บาท ไปบริจาคทำบุญให้แก่วัดบางรักใหญ่ ตามใบอนุโมทนาบัตรเป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีฐานะยากจนโดยได้ความจากพระครูนนทการ โกศล เจ้าอาวาสวัดบางรักใหญ่ ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ว่า พยานรู้จักโจทก์เพราะโจทก์เคยเป็นภารโรงอยู่ที่โรงเรียนวัดบางรักใหญ่ ปัจจุบันโจทก์ไปอาศัยข้าววัดรับประทาน ดังนั้น แม้โจทก์จะรับรู้และไปร่วมงานฉลองศาลาที่ก่อสร้างจากเงินบริจาคดังกล่าวตามข้อฎีกาของจำเลย แต่เมื่อคำนึงถึงเงินบริจาคเป็นจำนวนถึง 4,000,000 บาท นับว่าเป็นเงินจำนวนสูงมากเปรียบเทียบกับฐานะความเป็นอยู่ของโจทก์แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะมอบหมายให้จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าว อันเป็นส่วนมรดกของโจทก์เองผู้เดียวไปทำบุญอุทิศให้แก่วัดในขณะที่โจทก์กลับมีฐานะยากจน ที่สำคัญพระสุทธิ ญาโณ (นายฉวี) พยานโจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งในกองมรดกเบิกความยืนยันว่าพยานทราบว่า จำเลยซึ่งเป็นพี่ชายคนโตบริจาคเงินให้แก่วัดโดยถือเป็นเงินบริจาคของพี่น้องทุกคน ซึ่งพยานโจทก์ปากนี้เป็นพยานคนกลาง และเบิกความในทางเสียประโยชน์แก่ตน จึงน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าพี่น้องของโจทก์จำเลยซึ่งต่างเป็นทายาทในกองมรดกตกลงให้จำเลยนำเงินที่ขายมรดกที่ดินพิพาทดังกล่าวไปใช้ในงานฌาปนกิจศพเจ้ามรดกและบริจาคบางส่วนให้แก่วัดตามจำนวนเงินบริจาคในใบอนุโมทนาบัตร หาใช่โจทก์เป็นฝ่ายขอให้จำเลยนำเงินตามสิทธิส่วนได้ของโจทก์ในทรัพย์มรดกพิพาทไปบริจาคทำบุญตามใบอนุโมทนาบัตรดังกล่าวตามข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ ดังนั้น เมื่อเงินขายที่ดินมรดกหลังจากหักเงินบริจาคแล้วคงเหลือเพียง 16,475,000 บาท จำเลยจึงต้องแบ่งแก่โจทก์ 1 ใน 5 ส่วน ถูกต้องตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามฟ้องขาดอายุความแล้วหรือไม่ ในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษามาโดยวินิจฉัยว่า ในปี 2534 ที่จำเลยได้รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทรัพย์พิพาทอันเป็นมรดกของเจ้ามรดกมาก็เนื่องจากทายาททุกคนตกลงมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้นำไปขายแล้วนำเงินมาแบ่งแก่ทายาทดังเห็นได้จากที่จำเลยแบ่งเงินที่ขายให้แก่ทายาทบางคนตามสิทธิในเวลาต่อมา จำเลยจึงครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกันดังกล่าว ดังนั้น แม้ปรากฏว่าในวันที่ 1 มิถุนายน 2537 จำเลยขายที่ดินมรดกนี้ไป ก็เป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ถือว่า จำเลยยังครอบครองเงินที่ขายแทนทายาททุกคนเพื่อการแบ่งปันกัน อายุความตัดสิทธิในระหว่างทายาทด้วยกันยังไม่เริ่มนับ เพราะการแบ่งปันทรัพย์มรดกนี้ยังไม่เสร็จสิ้น จำเลยจะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสองและวรรคท้ายมาต่อสู้โจทก์หาได้ไม่ ฎีกาในประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ส่วนที่โจทก์ขอในคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 3,500,000 บาท นั้น โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามลำดับ โจทก์จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาดังกล่าวหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1745 ม. 1754 วรรคสอง ม. 1754 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
นายถวิล บัวพ่วง โดยนายธนพร บัวพ่วง
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายพรม บัวพ่วง
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9775/2552
#507573
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำเบิกความของ ด. เป็นพยานบอกเล่า แต่ถ้อยคำของผู้ตายที่บอกกล่าวขณะรู้สึกว่าตนจะต้องถึงแก่ความตายว่าคนร้ายที่ยิงตนคือจำเลย ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าเป็นความจริงตามคำกล่าวได้ซึ่ง ด. ได้ให้การชั้นสอบสวนในวันถัดจากวันเกิดเหตุว่า ผู้ตายบอกกล่าวกับตนว่า "ไอ้ลอบยิงผมแล้ว" ซึ่งเป็นเวลาใกล้ชิดกับเหตุที่ผู้ตายถูกยิงและขณะนั้น ด. ย่อมจำเหตุการณ์ได้ดีที่สุด ส่วนที่ ด. มาเบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้นและเบิกความในคดีนี้เหตุการณ์ได้ผ่านไปประมาณ 12 ปี และ 17 ปี ตามลำดับ ความจำของ ด. อาจคลาดเคลื่อนไปบ้างแต่มีระบุชื่อจำเลยตรงกัน ไม่ปรากฏว่ามีผู้อื่นในหมู่บ้านที่เกิดเหตุชื่อเดียวกับจำเลย และจำเลยกับพี่น้องรวม 3 คน มีเรื่องทะเลาะชกต่อยกับผู้ตายประกอบกับผู้ตายถูกยิงที่แก้มด้านซ้ายในระยะห่างประมาณ 1.50 เมตร แสดงว่าคนร้ายต้องอยู่ต่อหน้าผู้ตายในระยะใกล้เชื่อว่าผู้ตายมีโอกาสเห็นจำเลยได้ชัดเจน จึงสามารถระบุชื่อจำเลยเป็นคนยิงทันที

ส่วนปัญหาว่า ช. ไปแจ้งเหตุให้ ด. ทราบหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญแต่ ช. ได้ให้การในชั้นสอบสวนในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3000/2546 ของศาลชั้นต้นเบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้นและเบิกความในคดีนี้ตรงกันตลอดมาว่า เมื่อได้ยินเสียงอาวุธปืนดัง พยานเห็นจำเลยถืออาวุธปืนสั้นเดินสวนทางมากับพยาน ทั้งตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของ ด. ว่าหลังเกิดเหตุ ช. บอกพยานว่า เห็นจำเลยวิ่งถืออาวุธปืนสวนทางไป เป็นการสนับสนุนว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นพยานแวดล้อมกรณีที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ที่มีเหตุผลรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2530 เวลากลงคืนหลังเที่ยงจำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายประดับ ผู้ตาย โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณใบหน้าเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลทับช้าง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เจ้าพนักงานยึดซองปืนพก 1 ซอง ทับหมอน กระสุนปืนลูกซอง 1 อัน ซึ่งใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ให้ลงโทษประหารชีวิต ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะนายประดับ ผู้ตาย นายสิน นายเสริม และนายฉ้องหรือไข่ฉ้อง จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดง ที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้น นั่งดื่มสุราบริเวณหน้าร้านขายของชำของนางเพ็ญ มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย กระสุนปืนถูกที่แก้มหน้าซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา สำหรับข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ข้อหาดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาหรือไม่ ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีนายเดช บิดาผู้ตาย เป็นพยานเบิกความว่า ขณะพยานอยู่ที่บ้านห่างจากร้านขายของชำของนางเพ็ญประมาณ 100 เมตร ได้ยินเสียงอาวุธปืนดัง 1 นัด มาจากร้านดังกล่าวจึงเดินไปดูพบผู้ตายนอนอยู่ที่พื้นหน้าร้านแต่ยังไม่ถึงแก่ความตาย ผู้ตายพูดกับพยานและมีผู้ได้ยินหลายคนว่า "พ่อผมถูกยิงนายลอบและนายฉ้องเป็นคนยิง" พยานนำผู้ตายส่งโรงพยาบาลและผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล และโจทก์มีนายชวน เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ขณะพยานเดินมาซื้อน้ำมันก๊าดที่ร้านของนางเพ็ญได้ยินเสียงอาวุธปืนดัง 1 นัด ก่อนถึงร้านประมาณ 3 เมตร พยานเห็นจำเลยถืออาวุธปืนสั้นเดินสวนทางมาห่างประมาณ 3 เมตร เมื่อพยานถึงร้านพบผู้ตายถูกยิงนอนบริเวณหน้าร้านยังไม่ถึงแก่ความตาย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวรู้เห็นเหตุการณ์หลังเกิดเหตุใกล้ชิด และต่างเคยรู้จักจำเลยมาก่อน เฉพาะนายชวนเห็นจำเลยเกือบทันทีหลังได้ยินเสียงอาวุธปืนดัง 1 นัด มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยก่อนเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลอื่น โดยถืออาวุธปืนสั้นเดินหลบหนีไป ทั้งยังปรากฏตามคำเบิกความของนายเดชอีกว่า หลังเกิดเหตุผู้ตายบอกกับพยานทันทีว่าจำเลยยิง ถ้อยคำของผู้ตายดังกล่าวเป็นคำบอกกล่าวในทันทีใดในเวลาใกล้ชิดต่อเนื่องกับเวลาเกิดเหตุและระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายโดยไม่มีโอกาสที่จะคิดใส่ความบุคคลอื่นและขณะนั้นผู้ตายถูกยิงบริเวณแก้มด้านซ้าย ซึ่งปรากฏว่าผู้ตายมีเลือดไหลนองท่วมตัวและร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด พยานเข้าไปประคองและร้องเรียกผู้ตายให้รู้สึกตัว หลังจากนั้นผู้ตายพูดต่อแต่ไม่มีเสียงออกมา ตามบันทึกคำให้การของนายเดช เอกสารหมาย จ.1 ในสำนวนอาญาคดีหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้น ลักษณะผู้ตายมีอาการเพียบหนักและถ้อยคำของผู้ตายแสดงถึงความรู้สึกว่าตนจะต้องถึงแก่ความตายแล้ว การที่ผู้ตายบอกกล่าวในขณะที่มีความรู้สึกเช่นนั้นว่า คนร้ายที่ยิงตนคือจำเลยเช่นนี้ ยอมรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าเป็นความจริงตามคำกล่าวได้ ประกอบกับโจทก์มีพันตำรวจเอกกอบ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนคำบอกกล่าวของผู้ตายว่า จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบทับหมอนกระสุนปืนลูกซองตกห่างจากกองเลือดผู้ตายประมาณ 1.50 เมตร สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นจุดที่คนร้ายยิงผู้ตายเนื่องจากทับหมอนกระสุนปืนจะหลุดออกจากกระสุนปืนขณะยิง และจากบาดแผลของผู้ตายแสดงว่าคนร้ายน่าจะยิงในระยะใกล้จึงเชื่อได้ว่าผู้ตายมีโอกาสเห็นคนร้ายได้ชัดเจน นอกจากนี้พยานดังกล่าวเบิกความอีกว่าในวันตรวจสถานที่เกิดเหตุทราบจากบิดาของผู้ตายว่า หลังเกิดเหตุผู้ตายบอกว่าจำเลยเป็นคนยิง ทำให้คำบอกกล่าวของผู้ตายมีน้ำหนักรับฟังมากขึ้น สำหรับสาเหตุที่ผู้ตายถูกยิงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจเอกชนินทร์ พนักงานสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับพวกรวม 4 คน มีเรื่องทะเลาะชกต่อยกับพี่น้องของจำเลยและจำเลยรวม 3 คน ฝ่ายจำเลยสู้ฝ่ายผู้ตายไม่ได้จึงได้ฆ่าผู้ตาย ตามรายงานผลการสืบสวนเอกสารหมาย จ.11 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้น รวมทั้งนายสินและนายเสริมเป็นพยานเบิกความว่า หลังเกิดเหตุจำเลยหายไปจากหมู่บ้านที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของนายเดชที่ว่าผู้ตายพูดกับนายเดชว่า "พ่อผมถูกยิง นายลอบและนายฉ้องเป็นคนยิง" เป็นพยานบอกเล่าไม่มีเหตุผลเพียงพอรับฟังลงโทษจำเลยได้ เพราะขัดแย้งกับคำเบิกความของนายชวนที่ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายชวนพบผู้ตายนอนอยู่กับพื้น ไม่ได้สติและเชื่อว่าถึงแก่ความตายแล้ว ขัดแย้งกับคำเบิกความของนายเดชเองในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้น ที่ตอบโจทก์ว่า นายเดชพบผู้ตายถูกยิงนอนจมกองเลือดไม่สามารถพูดได้ และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ครั้งแรกที่นายเดชพบผู้ตายถูกยิงนอนจมกองเลือดอยู่นั้น ผู้ตายไม่สามารถพูดได้แล้ว นอกจากนี้คำบอกกล่าวของผู้ตาย นายเดชให้การในชั้นสอบสวนว่า ผู้ตายบอกว่าจำเลยเป็นคนยิง ตามบันทึกคำให้การของนายเดชเอกสารหมาย จ.1 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้น แต่นายเดชกลับเบิกความในคดีนี้ว่า ผู้ตายบอกว่าจำเลยและนายฉ้องเป็นคนยิง จึงขัดแย้งกัน หากนายฉ้องร่วมยิงด้วยนายเสริมกับนายสินพยานโจทก์ที่ร่วมดื่มสุรากับผู้ตายขณะเกิดเหตุต้องยืนยันว่ากระทำอย่างไร แต่พยานทั้งสองปากไม่ได้เบิกความว่านายฉ้องร่วมกระทำด้วย ทั้งคำบอกกล่าวของผู้ตายระบุว่า นายลอบเป็นคนยิงผู้ตายโดยไม่ได้ระบุชื่อสกุล ประกอบกับตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จุดที่คนร้ายยิงผู้ตายอยู่ทางด้านซ้ายเยื้องไปทางด้านหลังผู้ตายและนายสินให้การว่าผู้ตายนั่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ ข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ว่าผู้ตายไม่เห็นคนร้ายขณะยิงผู้ตายนั้น เห็นว่า แม้คำเบิกความของนายเดชเป็นพยานบอกเล่า แต่ถ้อยคำของผู้ตายที่บอกกล่าวขณะรู้สึกว่าตนจะต้องถึงแก่ความตายว่า คนร้ายที่ยิงตนคือจำเลย ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าเป็นความจริงตามคำกล่าวได้ ซึ่งนายเดชได้ให้การชั้นสอบสวนในวันถัดจากวันเกิดเหตุว่า ผู้ตายบอกกล่าวกับตนว่า "ไอ้ลอบยิงผมแล้ว" ตามบันทึกคำให้การของนายเดชเอกสารหมาย จ.1 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นเวลาใกล้ชิดกับเหตุที่ผู้ตายถูกยิงและขณะนั้นนายเดชย่อมจำเหตุการณ์ได้ดีที่สุด ส่วนที่นายเดชมาเบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้นและเบิกความในคดีนี้เหตุการณ์ได้ผ่านไปประมาณ 12 ปี และ 17 ปี ตามลำดับ ความจำของนายเดชอาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่มีระบุชื่อนายลอบหรือจำเลยตรงกัน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีชื่อนายลอบคนอื่นที่หมู่บ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยกับพี่น้องรวม 3 คน มีเรื่องทะเลาะชกต่อยกับผู้ตาย ประกอบกับผู้ตายถูกยิงที่แก้มด้านซ้ายในระยะห่างประมาณ 1.50 เมตร แสดงว่าคนร้ายต้องอยู่ต่อหน้าผู้ตายในระยะใกล้ เชื่อว่าผู้ตายมีโอกาสเห็นจำเลยได้ชัดเจน จึงสามารถระบุชื่อจำเลยเป็นคนยิงทันที และที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของนายชวนว่า เมื่อพบผู้ตายถูกยิงนอนอยู่หน้าร้านของนางเพ็ญ นายชวนได้เดินไปบอกนายเดช แต่นายเดชเบิกความว่า ขณะอยู่ที่บ้านพักได้ยินเสียงอาวุธปืนบริเวณร้านของนางเพ็ญ สงสัยจะเกิดเหตุและเดินไปดู จึงไม่อาจฟังได้ว่า นายชวนไปแจ้งเหตุให้นายเดชทราบ คำเบิกความของนายชวนที่ระบุว่า พบจำเลยถืออาวุธปืนสั้นเดินสวนทางในวันเกิดเหตุไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้หากนายชวนพบเห็นจำเลยถืออาวุธปืนในวันเกิดเหตุจริงก็น่าจะเล่าเหตุการณ์ที่พบเห็นให้นายเดช เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้รับทราบ แต่ข้อเท็จจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เห็นว่า ปัญหาว่านายชวนไปแจ้งเหตุให้นายเดชทราบหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่นายชวนได้ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของนายชวนเอกสารหมาย จ.12 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3000/2546 ของศาลชั้นต้น เบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้นและเบิกความในคดีนี้ตรงกันตลอดมาว่า เมื่อได้ยินเสียงอาวุธปืนดังพยานเห็นจำเลยถืออาวุธปืนสั้นเดินสวนทางกับพยาน ทั้งตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเดชว่า หลังเกิดเหตุนายชวนบอกพยานว่าเห็นจำเลยวิ่งถืออาวุธปืนสวนทางไป ตามบันทึกคำให้การของนายเดชเอกสารหมาย จ.1 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3731/2544 ของศาลชั้นต้น เป็นการสนับสนุนว่าพยานโจทก์ดังกล่าว เป็นพยานแวดล้อมกรณีที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ที่มีเหตุผลรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายลอบ แซ่ฮอดหรือแซ่ฮวด
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9765/2552
#503833
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าที่ดินเป็นของผู้ใด ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำสืบได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินและสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารทะเบียนการครอบครองที่ดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของนายทีกับนางเสริม ส่วนจำเลยเป็นสามีของนางเสาร์ หลังจากนางเสาร์ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก ก่อนที่นางเสาร์จะถึงแก่ความตายได้ขายที่ดินตามทะเบียนการครอบครองที่ดินเลขที่ 81/74 ตำบลเหล่าน้อย อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ให้แก่นายทีในราคา 2,500 บาท จากนั้นนายทีและโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอด ต่อมาในปี 2513 นายทียกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อต้นปี 2542 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเสาร์ยื่นคำร้องให้เจ้าพนักงานที่ดินออกเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางเสาร์ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อออกไปรังวัดที่ดินให้ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามทะเบียนการครอบครองที่ดิน เลขที่ 81/74 ตำบลเหล่าน้อย อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยและนางเสาร์ ภริยาทำกินร่วมกันในที่ดินพิพาทมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน นางเสาร์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใด และโจทก์ไม่เคยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์หลังจากนางเสาร์ถึงแก่ความตายจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจนกระทั่งเมื่อปลายปี 2541 และต้นปี 2542 โจทก์เข้าไปบุกรุกในที่ดินพิพาท โดยจ้างรถแบ๊กโฮและรถแทรกเตอร์เข้าไปไถที่ดินพิพาทจำเลยได้บอกกล่าวแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครอง (น.ส.3) (ที่ถูก ทะเบียนการครอบครองที่ดิน) เลขที่ 81/74 ตำบลเหล่าน้อย อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไป เกี่ยวข้องรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นบุตรของนายทีกับนางเสริม ส่วนจำเลยเป็นสามีของนางเสาร์ นางเสาร์เป็นบุตรของนายผึ้งและนางทอง หลังจากนางเสาร์ถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางเสาร์ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามทะเบียนการครอบครองที่ดินเลขที่ 81/74 ตำบลวังหลวง (เหล่าน้อย) อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 25 ตารางวา มีชื่อนางเสาร์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามสำเนาทะเบียนการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 หรือ ล.1 เดิมที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินนายผึ้ง โดยนายผึ้งแบ่งที่ดินของตนเป็น 2 แปลง ที่ดินแปลงพิพาทยกให้นางเสาร์ ส่วนอีกแปลงหนึ่งยกให้นางสีลา ภริยาใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นของนางสายบัวทอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยโจทก์เบิกความว่านายทีบิดาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางเสาร์และเข้าครอบครองทำประโยชน์ ต่อมานายทียกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ส่วนจำเลยเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางเสาร์ และนางเสาร์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยและนางเสาร์ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์และจำเลยต่างมีพยานหลายปากมาเบิกความสนับสนุนยันกัน แต่พยานโจทก์เป็นคนในพื้นที่โดยเฉพาะนางสาวบุญแต้ม และนางสายบัวทอง เป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงซึ่งติดกับที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ตามลำดับต่างเบิกความยืนยันว่า เห็นนายทีกับภริยาและโจทก์ทำนาในที่ดินพิพาทตลอดมา หลังนายทีถึงแก่กรรมโจทก์ยังทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนถึงปัจจุบันไม่เคยเห็นจำเลย ภริยาหรือญาติของจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยเคยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาท แต่พยานทั้งสองไม่รับรองแนวเขตให้เพราะจำเลยไม่เคยทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 ซึ่งในข้อนี้นายประหยัด ช่างรังวัดของสำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ดสาขาเสลภูมิ พยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า นางสาวบุญแต้มและนางสายบัวทองเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทไม่ยอมรับรองแนวเขตอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลย นอกจากนี้นายประเคน และนายผล พยานจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเจือสมพยานโจทก์ว่า พยานได้ยินชาวบ้านพูดกันว่านายทีซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางเสาร์ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่ได้เป็นญาติหรือมีส่วนได้เสียกับโจทก์และไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าเบิกความเป็นจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนพยานจำเลยนั้นส่วนใหญ่เป็นญาติกับจำเลยบางปากก็มีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยโดยละเอียดแล้ว พยานจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ไม่อาจหักล้างทะเบียนการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 หรือ ล.1 นั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าขณะแจ้งการครอบครอง ผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของตนและที่ดินพิพาทได้ทำประโยชน์แล้วเท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในที่ดิน ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงว่าที่ดินเป็นของผู้ใด ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงสามารถนำสืบได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพาทษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมบูรณ์ กุสุมาลย์
จำเลย — นายมณี บุญสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9764/2552
#497448
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์และจำเลยเป็นผู้เช่าห้องแถวซึ่งปลูกติดกันบนที่ดินแปลงเดียวกันของผู้ให้เช่า ต่อมาที่ดินแปลงดังกล่าวถูกธนาคารยึดขายทอดตลาด โจทก์ จำเลยและผู้เช่าอื่นร่วมกันซื้อที่ดินจากธนาคารมีข้อตกลงระหว่างกันว่า ผู้เช่าจะซื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเช่าปลูกสร้างอยู่และที่ดินแต่ละแปลงให้แนวตัดตรงตามแนวโฉนดที่ดิน ถ้าห้องเช่าหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวที่ดินของผู้เช่าอื่นก็ต้องรื้อส่วนที่รุกล้ำเมื่อผู้เช่าอื่นปลูกสร้างใหม่ ถ้ายังไม่มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ก็ให้อยู่กันตามสภาพเดิมไปก่อน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้และมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อโจทก์จะปลูกสร้างอาคารใหม่แทนห้องเช่าเดิมบนที่ดินที่ซื้อแต่มีสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปที่ดินของโจทก์ โจทก์บอกกล่าวจำเลยแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงรื้อสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ หาใช่กรณีที่ต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 1312 มาปรับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยไม่รื้อถอนทำให้ใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารแก่โจทก์หมดอายุลง 12,000 บาท และค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการที่จำเลยรุกล้ำที่ดินโจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 30595 ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) ตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการรื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 100 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นผู้เช่าห้องแถวเลขที่ 73 ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับห้องแถวเลขที่ 72 ที่จำเลยเป็นผู้เช่า ห้องแถวดังกล่าวได้ปลูกสร้างขึ้นร่วมกับห้องแถวอื่นยาวเป็นแนวติดต่อกันบนที่ดินโฉนดเลขที่ 10178 ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) ซึ่งมีนางนิภา และนายเชาว์เป็นเจ้าของและเป็นผู้ให้เช่า ต่อมาที่ดินดังกล่าวถูกธนาคารนครหลวงไทย จำกัด บังคับคดีนำยึดออกขายทอดตลาด ผู้เช่าห้องแถวที่ปลูกสร้างบนที่ดินรวมทั้งโจทก์และจำเลยรวมกลุ่มตั้งตัวแทนไปเจรจาขอซื้อที่ดินกับธนาคารโดยมีข้อตกลงระหว่างผู้เช่าด้วยกันว่า ผู้เช่าจะซื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเช่าปลูกสร้างอยู่และที่ดินแต่ละแปลงให้แนวตัดตรงตามแนวโฉนดที่ดิน ถ้าห้องเช่าหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวที่ดินของผู้เช่าอื่น ก็จะต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำเมื่อผู้เช่าอื่นปลูกสร้างใหม่ ถ้ายังไม่มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ก็ให้อยู่กันตามสภาพเดิมไปก่อน ตัวแทนได้เจรจากับธนาคารเป็นผลสำเร็จและมีการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยตามห้องเช่า เมื่อปี 2532 โจทก์ จำเลยและผู้เช่าอื่นต่างซื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเช่าปลูกสร้างอยู่จากธนาคารโดยที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 30595 ส่วนที่ดินของจำเลยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 10180 ต่อมาปี 2544 โจทก์จะปลูกสร้างอาคารใหม่แทนห้องเช่าเดิมบนที่ดินที่ซื้อปรากฏว่ามีสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ 2.9 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนแต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในการซื้อที่ดินจากธนาคาร โจทก์ จำเลยและผู้เช่าอื่นมีข้อตกลงระหว่างกันว่า ผู้เช่าจะซื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเช่าปลูกสร้างอยู่และที่ดินแต่ละแปลงให้แนวตัดตรงตามแนวโฉนดที่ดิน ถ้าห้องเช่าหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวที่ดินของผู้เช่าอื่น ก็จะต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำเมื่อผู้เช่าอื่นปลูกสร้างใหม่ ถ้ายังไม่มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ก็ให้อยู่กันตามสภาพเดิมไปก่อน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้และมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยเมื่อโจทก์และจำเลยได้ซื้อที่ดิน โจทก์จะปลูกสร้างอาคารใหม่แทนห้องเช่าเดิมบนที่ดินที่ซื้อแต่มีสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวจำเลยแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงรื้อสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ และเมื่อมีข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยเช่นนี้ จึงหาใช่กรณีที่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 มาปรับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัตนา จิตรศิลป์ฉายากุล
จำเลย — นางสาวสุปริญญา วิชิตอำพล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายเธียรไท สุนทรนันท
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9764/2552
#503687
เปิดฉบับเต็ม

ในการซื้อที่ดินจากธนาคาร โจทก์ จำเลยและผู้เช่าอื่นมีข้อตกลงระหว่างกันว่า ผู้เช่าจะซื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเช่าปลูกสร้างอยู่และที่ดินแต่ละแปลงให้แนวตัดตรงแนวโฉนดที่ดิน ถ้าห้องเช่าหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวที่ดินของผู้เช่าอื่น ก็จะต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำเมื่อผู้เช่าอื่นปลูกสร้างใหม่ ถ้ายังไม่มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ก็ให้อยู่กันตามสภาพเดิมไปก่อน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้และมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อโจทก์และจำเลยได้ซื้อที่ดินโจทก์จะปลูกสร้างอาคารใหม่แทนห้องเช่าเดิมบนที่ดินที่ซื้อแต่มีสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวจำเลยแล้วจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงรื้อสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ และเมื่อมีข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยเช่นนี้ จึงมิใช่กรณีที่ต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 1312 มาปรับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงยิ่งตามมาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31595 เนื้อที่ 34 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 73 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10180 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 44 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 72 เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 10178 มีนางนิภา และนายเชาว์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งได้แบ่งให้โจทก์ จำเลย และบุคคลอื่นเช่า ต่อมาที่ดินแปลงดังกล่าวถูกยึดขายทอดตลาด โจทก์ จำเลย และผู้เช่าคนอื่นได้ซื้อและแบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่ตนได้เช่าอยู่ ในการรังวัดที่ดินของผู้ซื้อแต่ละรายปรากฏว่ามีสิ่งปลูกสร้างบางส่วนรุกล้ำซึ่งกันและกัน โจทก์ จำเลย และผู้เช่าที่ดินรายอื่นตกลงกันว่า หากเจ้าของที่ดินข้างเคียงรายใดจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมของตนเพื่อปลูกสร้างใหม่ เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ติดต่อกันยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของตนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินข้างเคียงของผู้อื่นเพื่อให้อยู่ในแนวเขตตามโฉนดที่ดินต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2544 โจทก์ประสงค์จะปลูกสร้างอาคารขึ้นใหม่และได้รับอนุญาตจากเทศบาลตำบลบ้านแพ้ว จำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ปลูกสร้างอาคารชิดแนวเขตที่ดิน โฉนดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของโจทก์แล้วแต่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำนั้น แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่สิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำ โจทก์คิดค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท และโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร ซึ่งหมดอายุลงโดยโจทก์ไม่สามารถสร้างอาคารได้ เป็นเงิน 12,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยไม่รื้อถอนทำให้ใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารแก่โจทก์หมดอายุลง 12,000 บาท และค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการที่จำเลยรุกล้ำที่ดินโจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนเสร็จ

จำเลยให้การว่า สิ่งปลูกสร้างของจำเลยไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เพราะได้มีการแบ่งแยกที่ดินตามขนาดพื้นที่ของสิ่งปลูกสร้างที่มีมาแต่เดิม แม้สิ่งปลูกสร้างของจำเลยจะรุกล้ำไปในที่ดินของโจทก์ ก็เป็นการสร้างรุกล้ำโดยสุจริตเพราะมีการแบ่งแยกที่ดินกันในภายหลังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 จำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2532 จำเลยได้ครอบครองที่ดินดังกล่าว โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว จำเลยไม่เคยทราบและยอมรับว่าสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ไม่เคยตกลงยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ตามที่โจทก์อ้าง ที่จำเลยทำบันทึกยินยอมให้โจทก์ปลูกสร้างอาคารชิดแนวเขตที่ดินก็เพราะโจทก์อ้างว่าเทศบาลตำบลบ้านแพ้วบอกโจทก์ว่า การที่จะอนุญาตให้โจทก์ปลูกสร้างอาคารชิดสิ่งปลูกสร้างของจำเลย ต้องให้จำเลยให้ความยินยอมก่อน จำเลยจึงอำนวยความสะดวกให้ไป มิใช่เป็นการยอมรับว่าสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จำเลยมิใช่เป็นผู้ปลูกสร้างอาคาร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 30595 ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) ตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.15 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการรื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 100 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เป็นผู้เช่าห้องแถวเลขที่ 73 ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับห้องแถวเลขที่ 72 ที่จำเลยเป็นผู้เช่า ห้องแถวดังกล่าวได้ปลูกสร้างขึ้นร่วมกับห้องแถวอื่นยาวเป็นแนวติดต่อกันบนที่ดินโฉนดเลขที่ 10178 ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) ซึ่งมีนางนิภา และนายเชาว์ เป็นเจ้าของและเป็นผู้ให้เช่า ต่อมาที่ดินดังกล่าวถูกธนาคารนครหลวงไทย จำกัด บังคับคดีนำยึดออกขายทอดตลาดผู้เช่าห้องแถวที่ปลูกสร้างบนที่ดินรวมทั้งโจทก์และจำเลยรวมกลุ่มตั้งตัวแทนไปเจรจาขอซื้อที่ดินกับธนาคารโดยมีข้อตกลงระหว่างผู้เช่าด้วยกันว่า ผู้เช่าจะซื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเช่าปลูกสร้างอยู่และที่ดินแต่ละแปลงให้แนวตัดตรงตามแนวโฉนดที่ดิน ถ้าห้องเช่าหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวที่ดินของผู้เช่าอื่น ก็จะต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำเมื่อผู้เช่าอื่นปลูกสร้างใหม่ ถ้ายังไม่มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ก็ให้อยู่กันตามสภาพเดิมไปก่อน ตัวแทนได้เจรจากับธนาคารเป็นผลสำเร็จและมีการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยตามห้องเช่า เมื่อปี 2532 โจทก์ จำเลยและผู้เช่าอื่นต่างซื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเช่าปลูกสร้างอยู่จากธนาคารโดยที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 30595 ส่วนที่ดินของจำเลยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 10180 ต่อมาปี 2544 โจทก์จะปลูกสร้างอาคารใหม่แทนห้องเช่าเดิมบนที่ดินที่ซื้อปรากฏว่ามีสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ 2.9 ตารางวา ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.15 โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนแต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่โดยจำเลยอ้างเป็นข้อกฎหมายว่า ขณะที่มีการต่อเติมห้องแถวส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนางนิภาและนายเชาว์และยังไม่ได้แบ่งแยก จึงไม่ใช่เป็นการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่น และการต่อเติมไม่ได้กระทำโดยมีเจตนารุกล้ำที่ดินของผู้อื่นกรณีจึงปรับได้กับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 จำเลยจึงไม่ต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์และส่วนที่รุกล้ำยังเป็นภาระจำยอมของที่ดินโจทก์ซึ่งยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้แม้ไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรคสอง เห็นว่า ในการซื้อที่ดินจากธนาคารโจทก์จำเลยและผู้เช่าอื่นมีข้อตกลงระหว่างกันว่า ผู้เช่าจะซื้อที่ดินส่วนที่มีห้องแถวที่ตนเช่าปลูกสร้างอยู่และที่ดินแต่ละแปลงให้แนวตัดตรงตามแนวโฉนดที่ดิน ถ้าห้องเช่าหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวที่ดินของผู้เช่าอื่นก็จะต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำเมื่อผู้เช่าอื่นปลูกสร้างใหม่ ถ้ายังไม่มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ก็ให้อยู่กันตามสภาพเดิมไปก่อน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้และมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อโจทก์และจำเลยได้ซื้อที่ดินโจทก์จะปลูกสร้างอาคารใหม่แทนห้องเช่าเดิมบนที่ดินที่ซื้อแต่มีสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้าไปที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวจำเลยแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงรื้อสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ และเมื่อมีข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยเช่นนี้ จึงหาใช่กรณีที่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 มาปรับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 369 ม. 1312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัตนา จิตรศิลป์ฉายากุล
จำเลย — นางสาวสุปริญญา วิชิตอำพล
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9725/2552
#496754
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เยาว์ยังไม่บรรลุนิติภาวะและพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา ผู้เสียหายที่ 1 ย่อมอยู่ใต้อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การที่จำเลยดึงผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องพักของจำเลยแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 รวม 2 ครั้ง เป็นการกระทำอันมีเจตนาล่วงล้ำอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เพราะจำเลยนำสืบรับว่ามีบุตรและภริยาอยู่แล้ว ย่อมไม่อยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 1 ฉันสามีภริยาได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง ส่วนการที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องน้ำของโรงเรียนที่เกิดเหตุระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 2 มีกิจธุระจึงให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่กับจำเลยนั้น จำเลยไม่ได้กระทำการใดอันจะเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 คงมีเจตนาที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เพียงอย่างเดียว การกระทำของจำเลยในครั้งนี้จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายบุญเหลือ บัวคลี่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ดิเรก อิงคนินันท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9696/2552
#503552
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1374 โจทก์ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจะต้องถูกรบกวนโดยการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากฝ่ายจำเลย การที่ฝ่ายจำเลยเพียงแต่ไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่โจทก์จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินภายใน 1 ปี นับแต่วันออกโฉนดที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายเลี่ยวฟัด กับนายเลี่ยวเงี่ยน เป็นบุตรของนายเลียวถ่ำกับนางหลีเปี้ยงหรือลี่เปียง เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2520 นางหลีเปี้ยงประสงค์จะยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ตามใบแจ้งการครอบครองเลขที่ 99 หมู่ที่ 3 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 58 ไร่ 31.1 ตารางวา ให้แก่บุตรทั้งสองคนละครึ่ง โดยให้นายเลี่ยวฟัดได้สิทธิครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันออก ส่วนนายเลี่ยวเงี่ยนได้สิทธิครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันตก แต่เนื่องจากนายเลี่ยวฟัดเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน นางหลีเปี้ยงจึงจดทะเบียนยกที่ดินให้มีชื่อนายเลี่ยวเงี่ยนแต่เพียงผู้เดียว จากนั้นทั้งนายเลี่ยวฟัดและนายเลี่ยวเงี่ยนต่างก็ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนของตนคิดเป็นเนื้อที่ประมาณคนละ 25 ไร่ แยกเป็นส่วนสัดโดยสงบเปิดเผยตั้งแต่เดือนกันยายน 2520 เป็นต้นมา ต่อมาปี 2523 นายเลี่ยวฟัดบิดาโจทก์ได้ยกที่ดินส่วนของนายเลี่ยวฟัดให้แก่โจทก์ จากนั้นโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยการปลูกสวนยางพาราเต็มพื้นที่ โจทก์เจรจาขอให้นายเลี่ยวเงี่ยนแบ่งแยกที่ดินส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ แต่นายเลี่ยวเงี่ยนขอผัดผ่อนเรื่อยมา ต่อมานายเลี่ยวเงี่ยนได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าว ไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 ถึง 84454 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา และเนื้อที่ 39 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา ตามลำดับ โดยมีนายเลี่ยวเงี่ยนเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงทับที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สุจริต เมื่อโจทก์ทราบจึงเจรจาให้นายเลี่ยวเงี่ยนแบ่งแยกที่ดินตามที่ต่างฝ่ายต่างครอบครองทำประโยชน์อยู่ให้ถูกต้อง แต่นายเลี่ยวเงี่ยนเพิกเฉยจนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อต้นเดือนมกราคม 2545 โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งเจ็คในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเลี่ยวเงี่ยน ให้ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งเจ็ดเพิกเฉย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาและเพิกถอนชื่อนายเลี่ยวเงี่ยนออกจากทะเบียนโฉนดที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2520 นายหลีเปี้ยงหรือ ลี่เปียง ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอหาดใหญ่ ยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ตามใบแจ้งการครอบครอง เลขที่ 99 หมู่ที่ 3 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 58 ไร่ 31 ตารางวาเศษ ให้แก่นายเลี่ยวเงี่ยน บิดาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 แต่เพียงผู้เดียว ไม่เคยแสดงเจตนาหรือแจ้งต่อนายเลี่ยวเงี่ยนว่ายกที่ดินให้แก่นายเลี่ยวเงี่ยนกับนายเลี่ยวฟัดบิดาโจทก์คนละครึ่งแต่อย่างใด หลังจากได้รับการยกให้ แล้วนายเลี่ยวเงี่ยนได้ครอบครองทำประโยชน์ด้วยการปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ โดยไม่เคยแสดงเจตนาสละการครอบครองแต่ได้แบ่งปันพื้นที่ให้พี่น้องทำกินเท่านั้น นายเลี่ยวเงี่ยนเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามของตนเองตลอดมา ต่อมาปี 2539 นายเลี่ยวเงี่ยนยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาเพื่อออกโฉนดที่ดินโดยเปิดเผย และนำเจ้าพนักงานที่ดินออกสำรวจพื้นที่เพื่อรังวัดที่ดิน ซึ่งโจทก์และบิดาโจทก์ก็รับรู้มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านจนเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่นายเลี่ยวเงี่ยน และก่อนนายเลี่ยวเงี่ยนจะถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นางสาวนิตยา จำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์และนายเลี่ยวฟัดบิดาโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์หรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา และเนื้อที่ 39 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา ตามลำดับ ซึ่งมีชื่อนายเลี่ยวเงี่ยน เป็นเจ้าของ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 7 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองครึ่งหนึ่งทางด้านทิศตะวันออก ตามแผนที่ในสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 ส่วนที่ระบายด้วยสีเหลือง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่านางหลีเปี้ยงหรือลี่เปียง เป็นมารดาของนายเลี่ยวฟัด และนายเลี่ยวเงี่ยน โจทก์เป็นบุตรของนายเลี่ยวฟัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นบุตรของนายเลี่ยวเงี่ยนส่วนจำเลยที่ 7 เป็นบุตรของนายเลี่ยวฟัดและเป็นบุตรบุญธรรมของนายเลี่ยวเงี่ยนเดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ตามใบแจ้งครอบครองเลขที่ 99 หมู่ที่ 3 ตำบลตะพง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามเอกสารหมาย จ.4 มีชื่อนางหลีเปี้ยง เป็นผู้มีสิทธิ์ครอบครอง เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2520 นางหลีเปี้ยงจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่นายเลี่ยวเงี่ยน ต่อมาปี 2538 นายเลี่ยวเงี่ยนมอบอำนาจให้จำเลยที่ 7 ไปดำเนินการขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา และ 39 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา ตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 หรือ จ.7 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 7 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ก็ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาล่วงเลยเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการแรกว่า นางหลีเปี้ยงยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา และ 39 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา ตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 หรือ จ.7 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ให้แก่นายเลี่ยวเงี่ยนบิดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 แต่เพียงผู้เดียวหรือไม่... ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นางหลีเปี้ยงยกที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เอกสารหมาย จ.4 ให้แก่นายเลี่ยวฟัดและนายเลี่ยวเงี่ยนคนละครึ่ง โดยนายเลี่ยวฟัดได้ที่ดินทางด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ตามสำเนาโฉนดที่ดินส่วนที่ระบายไว้ด้วยสีเหลืองเอกสารหมาย จ.7 ส่วนนายเลี่ยวเงี่ยนได้ทางด้านทิศตะวันตกตามสำเนาโฉนดที่ดินส่วนที่ไม่ได้ระบายสีเอกสารหมาย จ.7 หลังจากได้รับการยกให้นายเลี่ยวฟัดเข้าทำประโยชน์โดยทำสวนยางพารา ต่อมาปี 2523 นายเลี่ยวฟัดยกที่ดินพิพาทโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ทำสวนยางพารา โดยเจตนายึดถือเพื่อตนตลอดมาถึงปัจจุบัน การให้ที่ดินพิพาทระหว่างนางหลีเปี้ยงกับนายเลี่ยวฟัดบิดาโจทก์ แม้ไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ก็ตาม แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เป็นหลักฐาน เจ้าของที่ดินจึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อนางหลีเปี้ยงได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายเลี่ยวฟัดบิดาโจทก์ถือว่านางหลีเปี้ยงได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายเลี่ยวฟัดบิดาโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377, 1378 แล้ว เมื่อโจทก์ได้เข้าครอบครองโดยนายเลี่ยวฟัดบิดาโจทก์ยกให้ โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ตั้งแต่ปี 2523 การที่นายเลี่ยวเงี่ยนบิดาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 นำที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครองไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา และ 39 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา ตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 หรือ จ.7 โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและนายเลี่ยวเงี่ยนมิได้บอกให้โจทก์ทราบ ถึงกระนั้นโจทก์ก็ยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน การที่นายเลี่ยวเงี่ยนไปขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยรวมเอาที่ดินพิพาทเข้าไปด้วยนั้น หาเป็นเหตุให้สิทธิครอบครองของโจทก์เหนือที่ดินพิพาทที่มีอยู่แล้วโดยสมบูรณ์เสียไปไม่ เมื่อในขณะออกโฉนดที่ดินนายเลี่ยวเงี่ยนไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการออกโฉนดที่ดินให้นายเลี่ยวเงี่ยนโดยไม่ชอบ นายเลี่ยวเงี่ยนจึงไม่ได้กรรมสิทธิในที่ดินพิพาทนายเลี่ยวเงี่ยนย่อมไม่มีสิทธิที่จะนำที่ดินพิพาทไปทำพินิจกรรมยกให้แก่ทายาทของตน ศาลจึงชอบที่จะสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทในส่วนที่ออกโดยไม่ถูกต้องได้ แม้นายเลี่ยวเงี่ยนบิดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 ตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 หรือ จ.7 อันเป็นเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารมหาชน ย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่า นายเลี่ยวเงี่ยนบิดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างสามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ตามหน้าที่นำสืบของโจทก์ จึงนำพยานหลักฐานโจทก์มารับฟังให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การขอออกโฉนดที่ดินของนายเลี่ยวเงี่ยนบิดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นไปโดยชอบ และนางหลีเปี้ยงยกที่ดินพิพาทให้นายเลี่ยวเงี่ยนบิดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เพียงผู้เดียวนั้น จึงฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในประการต่อมา การที่นายเลี่ยวเงี่ยนขอออกโฉนดที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 ถือเป็นการรบกวนสิทธิครอบครอง โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองที่ดินภายใน 1 ปี นับแต่วันออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเวลาที่ถูกรบกวนนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 นั้น โจทก์ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจะต้องถูกรบกวนโดยการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากฝ่ายจำเลย การที่นายเลี่ยวเงี่ยนเพียงแต่ไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 นั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน ส่วนฎีกาประการอื่นของจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1374
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉลอง แซ่เลี่ยว
นายพงศกร แซ่เลี่ยว ในฐานะทายาทโดยธรรม
จำเลย — ของนายเลี่ยวเงี่ยน แซ่เลี่ยว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9692/2552
#503416
เปิดฉบับเต็ม

โฉนดที่ดินมีชื่อ บ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพีงผู้เดียวโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างร่วมกับ บ. บ. ยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ท. ทั้งแปลงโดยไม่ชอบ และ ท. นำไปขายฝากกับจำเลยแล้วไม่ไถ่ถอน ทำให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นสิทธิขาดแก่จำเลย แต่โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์จากจำเลยกึ่งหนึ่งโดยมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ระหว่าง บ. กับ ท. เท่ากับว่าการโอนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการโอนชอบ ท. ย่อมมีสิทธินำไปขายฝากให้แก่จำเลยได้ จำเลยจึงรับซื้อไว้โดยชอบ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่สามารถบังคับให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนายบุญส่ง อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2505 ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2527 โจทก์กับนายบุญส่งจดทะเบียนสมรสกัน มีลูกด้วยกัน 5 คน โจทก์กับนายบุญส่งร่วมกันประกอบอาชีพทำไร่ และรวบรวมเงินซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จากนายผัน ให้นายบุญส่งมีชื่อใน น.ส.3 เพียงผู้เดียว ต่อมานายบุญส่งยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินเลขที่ 39920 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ระบุชื่อนายบุญส่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นายบุญส่งยกที่ดินดังกล่าวโดยจดทะเบียนให้นางสาวทัศนีย์ บุตรของโจทก์กับนายบุญส่ง นางสาวทัศนีย์นำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลย ครบกำหนดไถ่ถอนการขายฝากแล้ว นางสาวทัศนีย์ไม่ไถ่ถอนและไม่เคยบอกให้โจทก์ทราบ ขอให้จำเลยคืนที่ดินแก่โจทก์ จำนวน 8 ไร่ 28 ตารางวา หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินไร่ละ 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 968,400 บาท

จำเลยให้การว่า นางสาวทัศนีย์นำที่ดินมาจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลย จำเลยรับซื้อไว้โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนกำหนด 1 ปีแล้ว นางสาวทัศนีย์ขอเลื่อนระยะเวลาไถ่ถอนการขายฝากไปอีก 1 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้ว ไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนการขายฝากได้จึงหมดสิทธิไถ่ถอน โจทก์ทราบและรู้เห็นในการที่นายบุญส่งจดทะเบียนยกที่ดินให้นางสาวทัศนีย์ โจทก์มิได้คัดค้าน ที่ดินเป็นของนายบุญส่งแต่เพียงผู้เดียว โจทก์มิได้มีส่วนร่วมในการซื้อแต่อย่างใด ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์อย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย ให้กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายบุญส่งเป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2505 มีลูกด้วยกัน 5 คน รวมทั้งนางสาวทัศนีย์ด้วย ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2527 จึงจดทะเบียนสมรสกัน วันที่ 23 มิถุนายน 2513 โจทก์และนายบุญส่งร่วมกันซื้อที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 16 ไร่ 68 ตารางวา ต่อมานายบุญส่งได้นำไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 39920 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ยังคงใส่ชื่อนายบุญส่งคนเดียว โจทก์มีชื่อเป็นภริยาในบ้านเลขที่ 57 หมู่ที่ 6 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวรวมทั้งนางสาวทัศนีย์ วันที่ 11 มกราคม 2526 โจทก์ย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่อื่น วันที่ 14 กรกฎาคม 2540 นายบุญส่งนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้กับนางอรุณีย์ วันที่ 8 ตุลาคม 2540 นายบุญส่งยกที่ดินพิพาทให้นางสาวทัศนีย์ ซึ่งในการทำนิติกรรมทั้งสองครั้งนายบุญส่งระบุฐานะว่าเป็นหม้ายเพราะหย่าร้างนางสาวทัศนีย์นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนขายฝากกับจำเลยในเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนดนางสาวทัศนีย์ก็ไม่ได้ไถ่ถอนการขายฝาก

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามโฉนดที่ดินปรากฏทางทะเบียนว่ามีชื่อนายบุญส่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างร่วมกับนายบุญส่ง นายบุญส่งยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวทัศนีย์ทั้งแปลงโดยไม่ชอบ และนางสาวทัศนีย์นำไปขายฝากกับจำเลยแล้วไม่ไถ่ถอน ทำให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นสิทธิขาดแก่จำเลย แต่โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์จากจำเลยกึ่งหนึ่งโดยมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ระหว่างนายบุญส่งกับนางสาวทัศนีย์เท่ากับว่าการโอนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการโอนชอบนางสาวทัศนีย์ย่อมมีสิทธินำไปขายฝากให้แก่จำเลยได้ จำเลยจึงรับซื้อไว้โดยชอบคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่สามารถบังคับให้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1356
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแสวง แซ่ตั้ง
จำเลย — นางนฤมล ชอบดี
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9674/2552
#508710
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีแมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 0.52 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการกล่าวถึงน้ำหนักสุทธิ ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดอันหนึ่งอันใดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ว่า "ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีปริมาณคำนวณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม..." แล้ว โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์เท่าใดอีกได้ คำฟ้องจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกไม่ถึงห้าปี ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามบทบัญญัติใน ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกำหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และไม่อาจลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 0.52 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการกล่าวถึงน้ำหนักสุทธิ ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดอันหนึ่งอันใดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ว่า "ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่ายการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม..." แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใดอีกก็ได้คำฟ้องของโจทก์จึงชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงวินิจฉัยให้ได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกไม่ถึงห้าปี ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 วรรค. ม. 176
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางสาวอัฐญาหรือแอน คงนิล
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9672/2552
#496024
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย (เกิดวันที่ 27 ตุลาคม 2528) อายุยังไม่เกิน 15 ปี ... อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) แม้ขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายจะมีอายุยังไม่เกิน 13 ปีก็ตาม แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าว โดยมิได้ระบุองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งมีโทษหนักกว่า เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ดังนั้น คงลงโทษจำเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 283 ทวิ, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี จำคุกกระทงละ 10 ปี จำนวน 5 กระทง เป็นจำคุก 50 ปี กระทงหนึ่ง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี จำนวน 5 กระทง เป็นจำคุก 25 ปี กระทงหนึ่งรวมเป็นจำคุก 75 ปี แต่ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่กระทงหนักสุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยรวมทั้งสิ้น 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี สองกระทง จำคุกกระทงละ 7 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี สองกระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารรวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมเป็นจำคุกทั้งสิ้น 42 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า เด็กหญิง ป. ผู้เสียหาย เป็นบุตรของนายสีและนางทองสูรย์ เกิดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2528 ผู้เสียหายอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูและพักอาศัยอยู่กับนายสีและนางทองสูรย์ผู้เป็นบิดามารดา จำเลยเป็นสามีของนางนวนซึ่งเป็นพี่สาวของนางทองสูรย์ บ้านของจำเลยติดกับบ้านผู้เสียหาย วันที่ 14 มกราคม 2543 เวลา 19.50 นาฬิกา ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกพาชัยว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ร้อยตำรวจเอกพาชัยได้ส่งตัวผู้เสียหายไปทำการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลยางชุมน้อย นายแพทย์ชำนาญทำการตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้วทำรายงานการตรวจไว้และได้ให้การในชั้นสอบสวนด้วย วันที่ 29 มกราคม 2543 ดาบตำรวจนิวัติจับจำเลยได้แล้วส่งมอบร้อยตำรวจเอกพาชัยดำเนินคดีนี้ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นหลานของนางนวนซึ่งเป็นภริยาของจำเลย ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยเป็นส่วนตัว จำเลยก็เบิกความว่าไม่มีสาเหตุกับครอบครัวของผู้เสียหาย เคยไปรับผู้เสียหายที่โรงเรียนกลับบ้านสองครั้ง อันเป็นข้อสนับสนุนว่าผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าวันที่ 5 มกราคม 2543 จำเลยไปรับผู้เสียหายที่โรงเรียนแล้วพาไปกระทำชำเราที่บริเวณป่ามีต้นไม้สูงขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายเขื่อง นางทองยุ่น และนางพิชิตมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2543 ว่า เห็นจำเลยพาผู้เสียหายเข้าไปในบ้านจำเลย และเห็นผู้เสียหายออกจากบ้านมาโดยนายเขื่องเห็นผู้เสียหายร้องไห้วิ่งเข้าบ้าน ต่อมานางทองสุขภริยาของนายเขื่องเข้าไปสอบถาม แล้วมีญาติ ๆ ตามมาที่บ้าน จึงเป็นข้อสนับสนุนคำของผู้เสียหายว่าเป็นจริงเพราะมิฉะนั้นแล้วคงไม่มีญาติ ๆ มาที่บ้าน จำเลยก็เบิกความว่า ในคืนเกิดเหตุ นางนวนภริยาของจำเลยไปสอบถามว่าไปทำอะไรผู้เสียหาย จึงเจือสมกับคำของนายทองยุ่นที่เบิกความว่าไปบอกให้นางนวนภริยาของจำเลยทราบ ยิ่งกว่านั้นผู้เสียหายไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายและร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอยางชุมน้อย ซึ่งผลการตรวจชันสูตรที่นายแพทย์ชำนาญผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายบันทึกไว้ระบุว่า ผู้เสียหายมาโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2543 แจ้งว่าถูกข่มขืนกระทำชำเรา การที่ผู้เสียหายไม่แจ้งให้บุคคลอื่นทราบในการกระทำของจำเลยก่อนครั้งสุดท้ายก็อาจเนื่องจากผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอาย ทั้งจำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายก็เป็นได้ ส่วนครั้งสุดท้ายที่ยอมเล่าเรื่องให้ฟังก็เนื่องจากผู้เสียหายเห็นว่า นายเขื่องเห็นตนออกจากบ้านจำเลยและคงทราบเรื่องแล้ว จึงได้เล่าเรื่องให้นางทองสุขภริยาของนายเขื่องทราบ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา...

อนึ่ง คดีนี้จำเลยเบิกความต่อศาลในชั้นพิจารณาว่าเคยไปรับผู้เสียหายที่โรงเรียน และนางนวน ภริยาจำเลยมาถามจำเลยในคืนเกิดเหตุว่าไปทำอะไรผู้เสียหายหรือไม่ จึงเป็นการเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์ดังวินิจฉัยมาแล้ว นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

นอกจากนี้ โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.2, 1.4, 1.6, 1.8 และ 1.10 ว่า จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ป. ผู้เสียหาย (เกิดวันที่ 27 ตุลาคม 2528) อายุยังไม่เกิน 15 ปี...อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) แม้ขณะเกิดเหตุตามฟ้อง ข้อ 1.2 และ 1.4 ผู้เสียหายจะมีอายุยังไม่เกิน 13 ปี ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าว โดยมิได้ระบุองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 13 ปี... ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งมีโทษหนักกว่า เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ดังนั้น คงลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง 2 กระทง จึงไม่ถูกต้อง และที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง และมาตรา 317 วรรคสาม เป็นความผิดกรรมเดียวกันและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่แก้ไขในส่วนนี้ เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 317 วรรคสาม นั้น จำเลยมีเจตนากระทำต่อบิดามารดาของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่พรากผู้เสียหายไป ส่วนความผิดตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายและมีเจตนาเดียวคือพาผู้เสียหายไปกระทำชำเรา การกระทำความผิดของจำเลยตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) และเป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดตามมาตรา 317 วรรคสาม ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2551 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ความผิดตามมาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) และมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด 4 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี 4 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามทุกกระทง คงลงโทษจำคุกจำเลย 24 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก (เดิม) ม. 277 วรรคสอง (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายเปี่ยง เป้งทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวอารีรัตน์ กิตติวินิชนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายมานัส เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9646/2552
#508709
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดฐานรับของโจรก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าว ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียด มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ประกอบกับจำเลยที่ 2 นำสืบว่า ด. ให้จำเลยที่ 2 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ จำเลยที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางโดยเปิดเผย ต่อมาจำเลยที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางโดยเปิดเผย ต่อมาจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปดื่มสุราที่บ้านจำเลยที่ 1 จนไม่สามารถขับรถจักรยานยนต์ได้ จึงฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้หลงต่อสู้ ดังนี้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยไม่ได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานรับของโจรมาด้วยก็ตามศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาในความผิดฐานรับของโจรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 339, 340 ตรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 1,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 357 วรรคสอง) จำคุกคนละ 5 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานรับของโจรถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดฐานรับของโจรก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ประกอบกับจำเลยที่ 2 นำสืบว่านายดำรงรักษ์ ให้จำเลยที่ 2 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ จำเลยที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางโดยเปิดเผย ต่อมาจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปดื่มสุราที่บ้านจำเลยที่ 1 จนไม่สามารถขับรถจักรยานยนต์ได้ จึงฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้หลงต่อสู้ ดังนี้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานชิงทรัพย์ โดยไม่ได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานรับของโจรมาด้วยก็ตาม ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาในความผิดฐานรับของโจรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายดุสิต เสือกลั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9641/2552
#507513
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกพันบาท เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมแล้วพิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 โจทก์ร่วมอุทธรณ์โต้เถียงว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม อันเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะได้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไว้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้ก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ดังนี้ ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้อีก ทั้งศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของโจทก์ร่วมได้เพราะเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 17,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวณัชสุดา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกพันบาท เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมแล้วพิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมอันเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะได้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไว้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้ก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ดังนี้ ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ ทั้งศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของโจทก์ร่วมได้เพราะเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาวณัชสุดา จิวเฉลิมมิตร
จำเลย — นางกิติพร ศักวาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9626/2552
#508693
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก จ. โดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบว่าจำเลยได้ฟ้อง จ. ให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทในข้อหานิติกรรมอำพรางใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาขายฝากระหว่างจำเลยกับ จ. เป็นนิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย แต่ข้ออ้างของจำเลยในเรื่องความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับ จ. และจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก จ. ภายหลังเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่ที่จำเลยผู้ขายฝากจะมีสิทธิไถ่คืนจาก จ. ผู้ซื้อฝากแล้ว เมื่อ จ. มิได้อยู่ในฐานะคู่ความในคดีนี้ ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินคดีแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของจำเลย แม้จำเลยจะได้ฟ้อง จ. ต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาท แต่ปรากฏว่าจำเลยได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวและศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความแล้ว ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินจึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11020 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ห้ามมิให้จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11020 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างโจทก์กับนางใจทิพย์ ฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้งที่ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11020 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างโจทก์กับนางใจทิพย์ ฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11020 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

จำเลยีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2541 จำเลยได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11020 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ไว้แก่นางใจทิพย์ มีกำหนดเวลาขายฝาก 1 ปี ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2544 นางใจทิพย์ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 500,000 บาท ปัญหาตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยซื้อจากนางใจทิพย์ เจ้าของที่ดินเดิมที่รับซื้อฝากจากจำเลยและจำเลยมิได้ไถ่ภายในกำหนด ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางใจทิพย์ แล้วนางใจทิพย์ได้นำมาขายให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางใจทิพย์โดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบว่าจำเลยได้ฟ้องนางใจทิพย์เป็นจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทในข้อหานิติกรรมอำพราง ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาขายฝากระหว่างจำเลยกับนางใจทิพย์เป็นนิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย แต่ข้ออ้างของจำเลยในเรื่องความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับนางใจทิพย์ และจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยอ้างว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางใจทิพย์ภายหลังเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่ที่จำเลยผู้ขายฝากจะมีสิทธิไถ่คืนจากนางใจทิพย์ผู้ซื้อฝากแล้วเมื่อนางใจทิพย์มิได้อยู่ในฐานะคู่ความในคดีนี้ ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับนางใจทิพย์เป็นนิติกรรมอำพรางและใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมก็ดี หรือโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทจากนางใจทิพย์โดยไม่สุจริตก็ดี จึงเป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินคดีแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของจำเลย แม้จำเลยจะได้ฟ้องนางใจทิพย์ต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาท แต่ปรากฏว่าจำเลยได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวและศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความแล้ว เมื่อตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินจึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่ศาลอุทธรณืภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์กับนางใจทิพย์สมคบกันโดยไม่สุจริต โดยมิได้มีเจตนาซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริงนั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิสา เกลียวสีนาค
จำเลย — นางสาวยุวดี ดังกลาง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9610/2552
#508690
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ส่งมอบงบการเงินกับเอกสารทางบัญชีอื่น สำหรับรอง 6 เดือนแรกของปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 ของจำเลยให้ ท. หรือ ช. รองกรรมการผู้จัดการของจำเลยภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 และส่งมอบให้ผู้ตรวจสอบบัญชีของ บริษัท ด. ในวันที่ 4, 5, 6 ธันวาคม 2551 โจทก์ทราบคำสั่งแล้วแต่เพิกเฉย อันเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา เป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรงและจงใจให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกค่าจ้างที่บริษัท ด. ต้องเข้ามาตรวจสอบบัญชีตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2551 และค่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ไม่ส่งมอบเอกสารเกี่ยวกับบัญชีให้แก่ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของจำเลย จึงเป็นฟ้องแย้งในเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2548 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนละ 100,020 บาท วันที่ 7 สิงหาคม 2551 จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 600,120 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 76,000 บาท (23 วัน) ค่าเสียหายจากการทำละเมิดต่อโจทก์ 500,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยประกอบกิจการโรงงานกลึง ไส หล่อเหล็กผลิตลูกรีดเหล็ก ลูกรีดเหล็กหล่อ และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเกี่ยวกับเหล็ก ในรูปแบบต่าง ๆ มีทุนจดทะเบียน 170 ล้านบาท โดยแบ่งผู้ถือหุ้นเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลสัญชาติสิงคโปร์ ถือหุ้นรวมกัน 1,190,002 หุ้น เท่ากับร้อยละ 70 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด กลุ่มที่ 2 เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นรวมกัน 509,998 หุ้น เท่ากับร้อย 30 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ทั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงการบริหารจัดการระหว่างนายไท ก๊ก และนายสิริ ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ โจทก์จึงได้เป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลย นายสิริเป็นผู้ชำระค่าหุ้นทั้งหมดของผู้ถือหุ้นกลุ่มที่ 2 และเป็นผู้มีอำนาจสั่งการผู้ถือหุ้นกลุ่มที่ 2 ตลอดทั้งกรรมการที่เป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นกลุ่มที่ 2 และโจทก์ เดิมนายสิริเป็นพนักงานของจำเลยในตำแหน่งประธานบริหาร มีอำนาจสั่งการและควบคุมพนักงานลูกจ้างและบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มบริษัทเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกันได้ โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานฝ่ายบัญชีทั้งหมด นายสิริร่วมกับโจทก์บริหารจัดการกิจการของจำเลยโดยไม่สุจริต ควบคุม ยุยง สั่งการพนักงานฝ่ายบัญชีไม่ให้ดำเนินการลงบัญชีให้ถูกต้อง ห้ามส่งมอบงบการเงิน (ประกอบด้วยงบดุล งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบกระแสเงินสดและงบทดลอง) และเอกสารทางบัญชีอื่นทั้งหมดสำหรับรอบ 6 เดือนแรก ของปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 ของจำเลยให้นายไท กรรมการผู้จัดการหรือนายชอง รองกรรมการผู้จัดการของจำเลยภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 และไม่ส่งมอบให้บริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของจำเลยในวันที่ 4, 5, 6 สิงหาคม 2551 โดยเจตนาปกปิดข้อมูลทางบัญชีด้วยประสงค์ให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มที่ 1 ยากลำบากในการบริหารจัดการบริษัทจำเลย ขาดความเชื่อมั่นในการร่วมลงทุน เพื่อบีบบังคับให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มที่ 1 ยอมขายหุ้นให้กลุ่มของโจทก์และนายสิริในราคาต่ำแล้วเข้ายึดครอง (TAKE OVER) กิจการของจำเลยวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์ส่งงบการเงินและเอกสารแก่ผู้บังคับบัญชาภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและจงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากจำเลยและฟ้องแย้งว่า โจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายประกอบด้วยค่าจ้างบริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด ซึ่งต้องเข้ามาตรวจสอบบัญชีตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2551 จนเสร็จสิ้น 382,547 บาท และค่าที่ปรึกษากฎหมาย 514,340.50 บาท รวมเป็นเงิน 896,887.50 บาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า รับคำให้การของจำเลย สำเนาให้โจทก์ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงไม่รับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ส่งมอบงบการเงิน ซึ่งประกอบด้วยงบดุล งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบกระแสเงินสด และงบทดลอง กับเอกสารทางบัญชีอื่นสำหรับรอบ 6 เดือนแรกของปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 ของจำเลยให้นายไท กรรมการผู้จัดการ หรือนายชอง รองกรรมการผู้จัดการของจำเลยภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 และส่งมอบให้ผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทดีลอยท์ ทุ้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด ในวันที่ 4, 5, 6 ธันวาคม 2551 โจทก์ทราบคำสั่งแล้วแต่เพิกเฉย อันเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา เป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรงและจงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกค่าจ้างบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด ซึ่งต้องเข้ามาตรวจสอบบัญชีตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2551 และค่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ไม่ส่งมอบเอกสารเกี่ยวกับบัญชีให้แก่ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของจำเลย จึงเป็นฟ้องแย้งในเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุชน วัฒนาภา
จำเลย — บริษัทไทยเทคสตีล (2003) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ดิเรก อิงคนินันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9591/2552
#503191
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 มิได้บรรยายว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 4 เป็นตัวการ อันเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะตัวการตัวแทนตามมาตรา 427 การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการตัวแทนจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 โจทก์ไม่อุทธรณ์ปัญหานี้จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรจำเลยที่ 2 และที่ 3 และเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยายนต์คันหมายเลขทะเบียน กษย 116 ราชบุรี ของจำเลยที่ 4 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 ไปตามถนนในหมู่บ้าน หมู่ที่ 12 ตำบลคุ้งพะยอม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กวล 647 ราชบุรี ของนายสมาน บิดาโจทก์ซึ่งขับสวนทางมาเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของบิดาโจทก์ได้รับความเสียหายและบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลก่อนบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย 38,430 บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ 146,300 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 6,740 บาท ค่าจ้างรถบรรทุกศพ 2,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ 96,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 289,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมาน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างและไม่เคยมีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 วันเกิดเหตุนางสาวอัมพร ขอยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ขับไปทำธุระ จนกระทั่งเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันขึ้น แต่อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากความประมาทของนายสมาน มิใช่ความประมาทของจำเลยที่ 1 ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 3,000 บาท โจทก์ไม่ได้เสียค่าจ้างรถบรรทุกศพ โจทก์ไม่ได้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนายสมานจึงไม่สามารถเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูของนายสมานจึงไม่สามารถเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 90,740 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อนายสมาน บิดาโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 แม้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 จะไม่มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างโดยตรง แต่กรณีที่จำเลยที่ 4 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำอาหารไปให้มารดาของตนเองนั้น เป็นลักษณะตัวการตัวแทน เมื่อจำเลยที่ 1 ตัวแทนกระทำละเมิดจำเลยที่ 4 ตัวการต้องร่วมรับผิดกับตัวแทนในผลแห่งลเมิดนั้นด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลชั้นต้นเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์จึงมีว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กษย 116 ราชบุรี จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปกระทำละเมิดต่อบิดาโจทก์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 อันเป็นการบรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 หาได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 4 เป็นตัวการ อันเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะตัวการตัวแทนตามมาตรา 427 แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการตัวแทน จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนายจ้าง จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหานี้จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยตามบทกฎหมายดังกล่าว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุพรรณนีย์ ชัชวาลย์
จำเลย — นางสาวเกศรา สาริยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9577/2552
#507510
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยได้รับสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จำเลยอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์ โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย แต่สิทธิดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับโจทก์ได้มาขณะอยู่กินด้วยกันแล้ว จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยสมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองเพียงผู้เดียวก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับนิคม เมื่อโจทก์กับจำเลยมีสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกึ่งหนึ่ง แม้ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคสอง จะบัญญัติว่าที่ดินในนิคมซึ่งได้รับการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีภายในห้าปี ศาลก็พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งได้มิใช่เป็นการบังคับให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้โจทก์แต่อย่างใด กรณีไม่ขัดกับบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2508 และได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2510 เมื่อประมาณปลายปี 2510นิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จังหวัดสตูล ได้จัดสรรที่ดินให้แก่โจทก์และจำเลยเป็นที่ดินแปลงที่ 50 ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลอุใดเจริญ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล รวมเนื้อที่ 18 ไร่เศษ โจทก์และจำเลยได้ปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินเพื่ออยู่อาศัยป็นบ้านไม้สองชั้น และปลูกยางพารา ในปี 2511 จำเลยประพฤติตนเสเพล ไม่รับผิดชอบปล่อยให้โจทก์ต้องเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง และนับตั้งแต่ปี 2517 โจทก์กับจำเลยก็ได้เลิกร้างมิได้ยุ่งเกี่ยวกันอีกเลย โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไป โจทก์ได้พยายามหย่าขาดกับจำเลยหลายครั้งแล้ว แต่จำเลยกลับเพิกเฉย ขอให้พิพากษาให้จำเลยหย่ากับโจทก์ และแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จังหวัดสตูล มอบให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์เพื่อการเลี้ยงชีพ มิได้มอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ทั้งที่ดินดังกล่าวยังมิได้มีการออกโฉนด จึงไม่ใช่สินสมรส โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ให้กึ่งหนึ่งตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งสินสมรสคือโฉนดที่ดินเลขที่ 4208 และเลขที่ 4212 ตำบลอุใดเจริญ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล พร้อมส่วนควบให้โจทก์ จำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ให้ขายโดยการประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลย ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ 4208 และเลขที่ 4212 ตำบลอุใดเจริญ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ตั้งแต่ปี 2508 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 1 คนแล้ว ครั้นเมื่อวันที่ 20มีนาคม 2510 จำเลยสมัครเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จังหวัดสตูลและได้รับการจัดสรรที่ดินพิพาทจากนิคมดังกล่าวในวันเดียวกัน โดยที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินมือเปล่ายังมิได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์อย่างใด หลังจากนั้นวันที่ 6 กรกฎาคม 2510 โจทก์จำเลยจึงเพิ่งจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาปี 2548 โจทก์มายื่นฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้และขอแบ่งสินสมรสซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาท ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยได้ไปจดทะเบียนหย่ากัน และจำเลยเพิ่งได้รับโฉนดที่ดิน ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินปลูกบ้านอาศัยและที่ดินทำสวนยางพารา ตามโฉนดที่ดินดังกล่าวระบุข้อห้ามโอนตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 คือ ห้ามโอนให้แก่ผู้อื่นภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2548 และวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 ตามลำดับ สำหรับบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 70/4 และต้นยางพาราในที่ดินโฉนดเลขที่ 4212 ตำบลอุใดเจริญ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรส

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทสองแปลงในนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้หรือไม่ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้บังคับคดีโดยให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งนั้นถูกต้องชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะจำเลยได้รับสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จำเลยเพียงแต่อยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย แต่สิทธิดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับโจทก์ได้มาขณะอยู่กินด้วยกันแล้ว จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลย และข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยสมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองเพียงผู้เดียว ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับนิคม เมื่อโจทก์กับจำเลยมีสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกันโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกึ่งหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์รวมเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส โจทก์และจำเลยย่อมมีกรรมสิทธิ์คนละกึ่งหนึ่ง เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้แบ่งทรัพย์สินให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสหรือไม่ เพียงใด ก็ครอบคลุมถึงประเด็นว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือไม่ด้วยแล้ว เพราะเป็นผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยชี้ขาดตามข้อต่อสู้ของจำเลย ปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยหรือไม่ จึงเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 12 วรรคสอง บัญญัติว่า ที่ดินในนิคมซึ่งได้รับการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีภายในห้าปี ดังนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง ซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิกระทำได้ ทั้งมิใช่การบังคับให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่ขัดกับบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยได้รับสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่จำเลยอยู่กินกับโจทก์โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลย และพิพากษาให้ใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1356 ม. 1474 (1)
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารีย์ เตชะวันโต
จำเลย — นายรุ่งโรจน์หรือเวียน เตชะวันโต
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ