คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9339/2552
#503189
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 300,000 บาท ผู้ประกันขอลดค่าปรับและขอผ่อนชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 337, 80, 83, 90 และ 91 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราว ศาลชั้นต้นตีราคา 300,000 บาท ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันโดยไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน ครั้นวันที่ 4 พฤษภาคม 2549 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2551 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับและผ่อนชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลตามนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 300,000 บาท ผู้ประกันขอลดค่าปรับและขอผ่อนชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ประกันจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และไม่จำต้องสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับระหว่างฎีกาและขอผ่อนชำระค่าปรับของผู้ประกันอีก"

พิพากษายกฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับของผู้ประกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพร ธีระพจษ์โสภณ
ผู้ประกัน — นางสาวดวงเดือน โสภาเวช
จำเลย — นางอำนวย โสภาเวช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9337/2552
#497440
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในห้องนอนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิด ว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 365 ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 362, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำอนาจาร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ระหว่างฎีกา นางแสงเดือนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารและความผิดฐานบุกรุก โจทก์แถลงว่า นางแสงเดือน เป็นผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นให้ส่งคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์มายังศาลฎีกาเพื่อสั่ง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยบุกรุกเข้าไปในห้องนอน อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรานี้ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยมาว่า จำเลยเดินตามผู้เสียหายเข้าไปในบ้านแล้วดึงตัวผู้เสียหายเข้าไปในอ้อมแขน พร้อมกดศรีษะผู้เสียหายลงที่เตียงนอนบุตรชายผู้เสียหาย ผู้เสียหายผลักจำเลยออกจากตัวผู้เสียหายแล้ววิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเข้าไปในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ก่อนจำเลยยื่นฎีกา ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารและความผิดฐานบุกรุกตามคำร้องลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งคำร้องดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องนั้นโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอีก เห็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ส่วนความผิดฐานบุกรุก ศาลฎีกาฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 366 เช่นกัน เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนคำร้องของจำเลยลงวันที่ 7 มกราคม 2552 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและศาลชั้นต้นให้ส่งศาลฎีกาเพื่อสั่งนั้น เมื่อวินิจฉัยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้อีก

ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายกันยา สุขัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายธนเศรษฐ์ รุจิรโชติบัณฑิต
ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9334/2552
#507497
เปิดฉบับเต็ม

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย มาตรา 39 วรรคสอง และ ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง จะบัญญัติรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลผู้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาไว้หลายประการ กล่าวคือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งให้สิทธิแก่จำเลยที่จะให้การต่อศาลหรือไม่ให้การก็ได้ แต่ในกรณีที่จำเลยให้การต่อศาลแล้วหากประสงค์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การนั้น จำเลยจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 163 วรรคสอง แห่ง ป.วิ.อ. ซึ่งหมายความว่าหากจำเลยประสงค์จะขอแก้คำให้การ จำเลยต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลและแสดงเหตุอันสมควรมาในคำร้องขอด้วยว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องแก้หรือเพิ่มเติ่มคำให้การเพราะเหตุใด ทั้งนี้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ โดยพิจารณาถึงเหตุผลที่จำเลยอ้างอิงในคำร้องขอว่าเป็นเหตุผลอันสมควรหรือไม่

จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดจริงตามฟ้อง โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงนัดฟังคำพิพากษา เมื่อถึงวันฟังคำพิพากษา จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่รับสารภาพตามฟ้องและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ แม้คำให้การของจำเลยดังกล่าวระบุว่าจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่รับสารภาพตามฟ้องและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ ก็ถือเป็นการแก้ไขคำให้การตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสองแล้ว เมื่อจำเลยขอแก้ไขคำให้การโดยมิได้ยื่นคำร้องขอแก้คำให้การ และมิได้แสดงให้ปรากฏว่ามีเหตุผลสมควรแก้คำให้การอย่างไร อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 1,050,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา นางสาวพงชนก (นงชนก) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง วันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำให้การใหม่ว่าจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่รับสารภาพตามฟ้องและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 1,050,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า กฎหมายมิได้กำหนดหรือบังคับให้จำเลยต้องยื่นคำให้การในคดีอาญาโดยจำเลยจะยื่นคำให้การหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งการที่จำเลยมิได้ยื่นคำให้การจะถือว่า จำเลยรับสารภาพไม่ได้ โดยโจทก์ยังมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดจริงซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 39 วรรคสองและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง และคดีนี้จำเลยยื่นคำให้การขอถอนคำให้การของจำเลยฉบับเดิมจากรับสารภาพตามฟ้องเป็นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์และให้ใช้คำให้การจำเลยฉบับใหม่แทน กรณีจึงมิต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 39 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง จะบัญญัติรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลผู้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาไว้หลายประการ กล่าวคือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งให้สิทธิแก่จำเลยที่จะให้การต่อศาลหรือไม่ให้การก็ได้ แต่ในกรณีที่จำเลยให้การต่อศาลแล้วหากประสงค์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การนั้น จำเลยจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 163 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาตก็ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์" ซึ่งหมายความว่า หากจำเลยประสงค์จะขอแก้คำให้การ จำเลยต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลและแสดงเหตุอันสมควรมาในคำร้องขอด้วยว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การเพราะเหตุใด ทั้งนี้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ โดยพิจารณาถึงเหตุผลที่จำเลยอ้างอิงในคำร้องขอว่าเป็นเหตุผลอันสมควรหรือไม่ สำหรับคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดจริงตามฟ้อง ตามคำให้การของจำเลยลงวันที่ 2 สิงหาคม 2550 โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงนัดฟังคำพิพากษา เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่รับสารภาพตามฟ้องและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ตามคำให้การจำเลยลงวันที่ 28 กันยายน 2550 แม้คำให้การของจำเลยดังกล่าวระบุว่าจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่รับสารภาพตามฟ้องและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ ก็ถือเป็นการแก้ไขคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองแล้ว เมื่อจำเลยขอแก้ไขคำให้การโดยมิได้ยื่นคำร้องขอแก้คำให้การ และมิได้แสดงให้ปรากฏว่า มีเหตุสมควรแก้คำให้การอย่างไร อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในประการต่อไปขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงความผิดไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยข้อนี้โดยเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 39 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคสอง ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวพงชนก (นงชนก) อรรฆย์วิกัย
จำเลย — นายฐิติพงษ์ นากสวาสดิ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9322/2552
#500133
เปิดฉบับเต็ม

การได้ภาระจำยอมโดยอายุความ เป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภารยทรัพย์โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาจะได้สิทธิในภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นข้อสำคัญในการพิจารณาว่าจะได้ภาระจำยอมหรือไม่ โดยไม่คำนึงว่าภารยทรัพย์จะอยู่ในครอบครองของผู้ใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนเสาปูนที่ปิดกั้นทางออก โดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากเพิกเฉยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด กับให้จำเลยทั้งห้าจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบ หากไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ทั้งสิบมิให้มารบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลยทั้งห้า

โจทก์ทั้งสิบให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสิบใช้ทางพิพาทเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นทางภาระจำยอม ทางพิพาทจึงเป็นทางภาระจำยอม จำเลยไม่มีสิทธิปิดกั้นทางพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทางเดินหรือทางรถยนต์มีความยาวทางด้านทิศเหนือประมาณ 3.60 เมตร ความยาวทางด้านทิศใต้ประมาณ 3.60 เมตร และความกว้างทางด้านทิศตะวันตก 0.244 เมตร รวมเนื้อที่ 0.11 ตารางวา บนที่ดินโฉนดเลขที่ 37241 เลขที่ดิน 38 ตำบลบางม่วง (บางใหญ่) อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เป็นทางภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบ และให้จำเลยทั้งห้าเปิดทางพิพาทดังกล่าวเพื่อให้โจทก์ทั้งสิบใช้เป็นทางเดิน ทางรถยนต์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 22443 และร่วมกับโจทก์ที่ 10 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 63176, 22446, 22445, 63179 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 ต่างเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 63178, 63177, 39435, 46057 ตามลำดับ โจทก์ที่ 9 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 46075 และ 22442 ส่วนจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 37241 โดยที่ดินดังกล่าวอยู่ที่ตำบลบางม่วง (บางใหญ่) อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยโจทก์ทั้งสิบใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งห้าโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมเข้าออกถนนสาธารณะสายบางใหญ่ - บางคูลัด (สายโรงถ่ายกันตนา - วัดต้นเชือก) มากว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ทั้งสิบย่อมได้ภาระจำยอมในทางพิพาท ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิสา ฤกษ์งามชัย กับพวก
จำเลย — นายปลีก พึ่งฉิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางวชิราภรณ์ อังศุพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9320/2552
#497434
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาสำหรับคดีในเนื้อหาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด กู้เบิกเงินเกินบัญชี ตั๋วเงิน ค้ำประกัน และจำนองเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษา คดีย่อมถึงที่สุดตั้งแต่เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์คือ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ต้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกจำนวน 137,895 บาท ไม่ถูกต้องตามตาราง 1 (1) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. โจทก์ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 168 แต่เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงหามีสิทธิยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลจำนวน 137,895 บาท ได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 69,905,792.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,484,161.15 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 10,795,285 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21.5 ต่อปี ของต้นเงิน 37,749,889 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1722, 10464, 10465, 10466 ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้มีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาสำหรับคดีในเนื้อหาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด กู้เบิกเงินเกินบัญชีตั๋วเงิน ค้ำประกัน และจำนองเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2550 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลบางส่วนจำนวน 137,895 บาท คืน อ้างเหตุโจทก์ชำระเกินไปจากที่กฎหมายกำหนด เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเพิ่มจากที่ชำระแล้วจำนวน 200,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้ยกคำแถลง ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2551 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัย โดยระบุมิใช่เหตุตามกฎหมายที่จะอุทธรณ์ได้ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำแถลงของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะต้องรับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อสำนวนขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้การดำเนินกระบวนพิจารณาต้องล่าช้าในอันที่จะต้องย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้พิจารณาพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษา คดีย่อมถึงที่สุดตั้งแต่เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์คือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ฉะนั้น เมื่อโจทก์เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ต้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกนำนวน 137,895 บาท ไม่ถูกต้องตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 แต่เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงหามีสิทธิยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลจำนวน 137,895 บาท ได้ไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 168 ม. 229
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
บริษัทประดิษฐพงศ์สุราษฎร์ธานี จำกัด
จำเลย — (ที่ถูก บริษัทประดิษฐ์พงษ์) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวเสริมศรี ผ่องศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9286/2552
#507495
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามเช็คผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยให้ชดใช้เงินทางแพ่ง ต่อมาผู้เสียหายและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้ในเช็ค เป็นอันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 ผู้เสียหายคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้จำเลยจะไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นผู้เสียหายก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดคดีจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาผู้เสียหายและจำเลยจะตกลงกันว่า ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลสมบูรณ์ในคดีอาญาเมื่อจำเลยชำระเงินครบถ้วนแล้ว และตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะระบุว่า คดีอาญาให้เป็นไปตามข้อตกลงในคดีอาญา หากจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ (ผู้เสียหาย) ครบถ้วน โจทก์ (ผู้เสียหาย) ในฐานะผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ หากจำเลยผิดนัดขอให้ศาลดำเนินคดีอาญาต่อไปตามรูปคดีก็ตามแต่กรณีดังกล่าวเป็นคนละกรณีกันกับคดีอาญาเลิกกันตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 ซึ่งเป็นกรณีที่มูลหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาอันเป็นอีกกรณีหนึ่งที่มิใช่การยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอื่น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3) จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2995/2550 และ 3032/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่ผู้เสียหาย และมูลหนี้ตามเช็คพิพาทคดีนี้ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยให้ใช้เงินในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 508/2550 ของศาลชั้นต้น ต่อมาผู้เสียหายและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความท้ายรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยให้ชดใช้เงินตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 508/2550 ของศาลชั้นต้น ต่อมาผู้เสียหายและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้ในเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ผู้เสียหายคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้จำเลยจะไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ผู้เสียหายก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ผู้เสียหายและจำเลยจะตกลงกันว่า ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลสมบูรณ์ในคดีอาญาเมื่อจำเลยชำระเงินครบถ้วนแล้ว และตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 กับข้อ 4 จะระบุว่า คดีอาญาให้เป็นไปตามข้อตกลงในคดีอาญา หากจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ (ผู้เสียหาย) ครบถ้วน โจทก์ (ผู้เสียหาย) ในฐานะผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ หากจำเลยผิดนัดขอให้ศาลดำเนินคดีอาญาต่อไปตามรูปคดีก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวเป็นคนละกรณีกันกับคดีอาญาเลิกกันตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 ซึ่งเป็นกรณีที่มูลหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา อันเป็นอีกกรณีหนึ่งที่มิใช่การยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางมะลิ ดิลกชัยดิเรก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9266/2552
#508677
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญารับเหมาช่วงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ร่วมลงนามผูกพันเป็นคู่สัญญาด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญากับโจทก์โดยตกลงที่จะเป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 อันจะมีผลเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ แม้จะได้ความว่าก่อนจะทำสัญญา จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อสินค้าสำหรับใช้ในโครงการที่จำเลยที่ 1 รับเหมากับโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ได้รับเงินในงวดงานที่ 17, 18 ก็ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งว่าไม่ขัดข้อง ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ก็เป็นเพียงข้อตกลงในการจัดการชำระหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ต่อโจทก์ให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อยเท่านั้น หาใช่เป็นข้อสัญญาที่จำเลยที่ 2 ตกลงจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 เพราะตราบใดมีค่างวดงานที่จำเลยที่ 2 ได้รับจากมหาวิทยาลัย ม. ยังนำไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ไม่ครบถ้วน ข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 จะชำระค่าจ้างเหมาให้แก่โจทก์ก็ยังไม่เกิดผลบังคับและแม้การเบิกเงินในงวดงานที่ 17, 18 จะเกี่ยวข้องกับผลสำเร็จของงานที่โจทก์รับเหมาช่วงจากจำเลยที่ 1 ก็หาทำให้โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในอันที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงตามมาตรา 374 ได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างอาคารศูนย์สัตวศาสตร์และเทคโนโลยี กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 2 ให้มีสิทธิรับและจ่ายเงินตามสัญญาจ้างแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้รับเหมาช่วงในส่วนงานจัดหาและติดตั้งเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์การระบายเป็นเงิน 1,600,000 บาท จำเลยที่ 2 ตกลงจะจ่ายเงินค่าจ้างที่ได้รับมาให้แก่โจทก์แทน โจทก์ส่งมอบงานที่รับจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 และมหาวิทยาลัยแม่โจ้จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,790,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ไม่ได้ตกลงจะจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการรับเงินจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงว่าเมื่อหักชำระหนี้แล้วหากมีเงินเหลือจึงจะจ่ายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 นำเงินที่รับมาหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แล้วไม่มีเงินเหลือ จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมลงนามในข้อตกลงสำหรับงานรับเหมาช่วงที่ระบุให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินโดยตรงให้แก่โจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความชั่วคราวเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ก่อสร้างอาคารศูนย์สัตวศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 1 หลัง วงเงินทั้งสิ้น 161,450,000 บาท กำหนดแบ่งค่าจ้างและการจ่ายเงินตามงวดของงานรวม 20 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันสัญญาดังกล่าวกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นเงินจำนวน 11,301,500 บาท จำเลยที่ 1 ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในงานงวดที่ 10 ถึงงวดที่ 20 เป็นเงินจำนวน 96,870,000 บาท ที่จะได้รับจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ตามสัญญาจ้างก่อสร้างให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยอมรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ทราบด้วยแล้วและทำหนังสือถึงผู้จัดการจำเลยที่ 2 สาขาอโศก แจ้งว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาซื้อสินค้าสำหรับใช้ในโครงการก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างกับโจทก์ และยอมให้โจทก์ขอรับเงินโดยตรงจากจำเลยที่ 2 ตามงวดงานในสัญญาต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากโครงการดังกล่าวในงวดงานที่ 17 จำนวน 832,000 บาท และงวดงานที่ 18 จำนวน 832,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,664,000 บาท แล้ว โดยการเบิกงวดงานของโจทก์แต่ละครั้งจำเลยที่ 1 จะส่งหนังสือรับรองงวดงานที่ทำสำเร็จให้จำเลยที่ 2 เพื่อยืนยันว่าโจทก์ทำงานสำเร็จจริงและขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาอนุมัติและแจ้งยืนยันการชำระเงินตามวิธีดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 โดยผู้จัดการจำเลยที่ 2 สาขาอโศก ทำหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า ไม่ขัดข้องที่จะดำเนินการตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ข้างต้น ทั้งนี้เงินที่จำเลยที่ 2 รับมานั้นจะต้องนำมาหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับจำเลยที่ 2 ให้เรียบร้อยก่อน หากยังมีเงินคงเหลือจึงจะดำเนินการดังกล่าวให้และจะต้องอยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้รับเหมาช่วงสำหรับงานติดตั้งเครื่องปรับอากาศและงานระบายเป็นเงิน 1,600,000 บาท โดยกำหนดการจ่ายเงินว่าจะจ่ายโดยตรงทางธนาคารจำเลยที่ 2 โจทก์ดำเนินการตามสัญญารับเหมาช่วงแล้วเสร็จ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้จ่ายเงินค่าก่อสร้างงวดงานที่ 16 ถึงงวดงานที่ 20 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับไปครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 2 ไม่ชำระเงินตามสัญญาจ้างเหมาช่วงให้แก่โจทก์

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างตามสัญญารับเหมาช่วงสำหรับเครื่องปรับอากาศและงานระบาย ซึ่งเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 2 ร่วมลงนามผูกพันเป็นคู่สัญญากับโจทก์ด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่เคยทำสัญญากับโจทก์โดยตกลงที่จะเป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 อันจะมีผลเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้แต่อย่างใด แม้จะได้ความว่าก่อนจำเลยที่ 1 จะทำสัญญากับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาซื้อสินค้าสำหรับใช้ในโครงการก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินให้แก่จำเลยที่ 2 กับโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ได้รับเงินในงวดงานที่ 17 และงวดงานที่ 18 และจำเลยที่ 1 ส่งหนังสือรับรองงวดงานที่โจทก์ทำสำเร็จให้จำเลยที่ 2 แล้วก็ขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาอนุมัติชำระเงินแก่โจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าไม่ขัดข้องที่จะดำเนินการตามความประสงค์ดังกล่าว แต่เงินที่จำเลยที่ 2 รับโอนสิทธิมานั้นจะต้องนำมาหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับจำเลยที่ 2 เสียก่อน หากมีเงินคงเหลือจึงจะชำระให้โจทก์ทั้งให้อยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม ข้อตกลงของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ก็ถือได้เป็นเพียงข้อตกลงในการจัดการชำระหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ต่อโจทก์ให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อยเท่านั้น หาใช่เป็นข้อสัญญาที่จำเลยที่ 2 ตกลงจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 แต่ประการใดไม่ เพราะตราบใดที่เงินค่างวดงานที่จำเลยที่ 2 ได้รับจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังนำไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ไม่ครบถ้วน ข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินค่าจ้างเหมาให้แก่โจทก์ก็ยังไม่เกิดผลบังคับ โจทก์จึงจะอาศัยข้อตกลงของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มาฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ไม่ได้ ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า การโอนสิทธิเรียกร้องนั้น จำเลยที่ 2 ย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ทั้งกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ผู้เป็นคู่สัญญาโดยตรงและบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง หากการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่มีผลเป็นการผูกนิติสัมพันธ์โจทก์แล้ว การรับโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 ก็คงไม่มีผลผูกพันกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้ต้องปฏิบัติตามด้วยเพราะมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก็ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 2 โดยตรง ทั้งการที่จำเลยที่ 2 จะเบิกเงินในงวดงานใดได้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดำเนินการให้งวดงานนั้น ๆ เสร็จก่อน เมื่อโจทก์เข้าทำสัญญารับเหมาช่วงในงวดงานที่ 17 และงวดงานที่ 18 และได้ทำงานเสร็จจนจำเลยที่ 2 สามารถเบิกเงินตามงวดงานดังกล่าวได้แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในการดำเนินการดังกล่าวให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยนั้น เห็นว่า ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีข้อความสำคัญเพียงว่าจำเลยที่ 1 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวน 96,870,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ตามสัญญาจ้างก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ตกลงยอมรับโอนสิทธิเรียกร้องเท่านั้น ไม่มีข้อความใดที่ระบุให้โอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวหรือบุคคลภายนอกด้วย นอกจากนี้ในสัญญาข้อ 4 ยังมีข้อความระบุว่า คู่สัญญาไม่ถือการโอนสิทธิเรียกร้องนี้เป็นการชำระหนี้ด้วยอย่างอื่น อันจะทำให้หนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับจำเลยที่ 2 ระงับลงจนกว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนเต็มจำนวน ดังนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงหาใช่โอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้และบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใดไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยทำสัญญากับโจทก์โดยตกลงจะเป็นผู้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 แม้การเบิกเงินในงวดงานที่ 17 และงวดงานที่ 18 จะเกี่ยวข้องกับผลสำเร็จของงานที่โจทก์รับเหมาช่วงจากจำเลยที่ 1 ก็หาทำให้โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในอันที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โดยตรงได้ไม่ กรณีต่างกันกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 และได้รับการบอกกล่าวและให้ความยินยอมในการโอนนั้นด้วยแล้วที่จะต้องถูกผูกพันให้ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้นด้วย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 374
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้องหุ้นส่วนจำกัด ซี.เอส.แอร์ แอนด์ เซอร์วิส
จำเลย — บริษัทไมวาน (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9264/2552
#508676
เปิดฉบับเต็ม

การนั่งพิจารณาคดีแรงงาน ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กัน เป็นองค์คณะพิจารณา ซึ่งจะต้องนั่งพิจารณาคดีไปจนเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี เว้นแต่กรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้องค์คณะผู้พิจารณาคดีไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไปอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจะนั่งพิจารณาคดีแทน หรือมอบหมายให้ผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาสมทบนั่งพิจารณาคดีแทนต่อไปก็ได้ และตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 20 บัญญัติว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานมีอำนาจจัดให้ผู้พิพากษาสมทบคนอื่นเข้าปฏิบัติหน้าที่แทน ในกรณีมีเหตุจำเป็นอื่นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ ประกอบกับโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ทั้งล่วงพ้นเวลาโต้แย้งคัดค้านแล้ว และมิได้มีคำขอให้ศาลแรงงานกลางรอการพิจารณาไว้ก่อนเพื่อให้มีการปฏิบัติในเรื่ององค์คณะในการพิจารณาคดีให้เป็นไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแสดงว่าโจทก์ยอมรับอำนาจศาลในเรื่ององค์คณะในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางดังกล่าว การพิจารณาคดีนี้จึงเป็นการชอบแล้ว และเมื่อการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ จึงมีอำนาจทำคำพิพากษาต่อไปได้ คำพิพากษาคดีนี้จึงชอบแล้วเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่สุดท้ายเป็นกรรมการผู้จัดการ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 108,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกปลายเดือน แต่ไม่เกินวันสุดท้ายของเดือน ระหว่างโจทก์เป็นลูกจ้าง จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างของเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2544 รวมเป็นเงิน 216,000 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยจงใจเพิกเฉย โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 3,506 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลาเจ็ดวัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างแต่ละเดือนถึงวันฟ้อง เป็นเงินเพิ่ม 175,885.71 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 395,391.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 216,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 216,000 บาท ทุกระยะเวลาเจ็ดวัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขณะโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่กรรมการผู้จัดการโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบบริหารงานของจำเลยอย่างร้ายแรง กระทำการส่อไปในทางทุจริตไม่น่าไว้วางใจ คณะกรรมการจำเลยจึงมีมติให้โจทก์พ้นจากตำแหน่ง อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์แล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 56,000 บาท โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โจทก์ยังอาศัยตำแหน่งหน้าที่เบิกเงินค่าใบประกอบอาชีพโรคศิลปะเกินกว่าสิทธิที่ตนเองพึงได้หลายครั้งหลายคราวติดต่อกัน และจ่ายค่าตอบแทนทั้งที่จำเลยไม่จำต้องจ่าย ทำให้จำเลยเสียหายคิดเป็นเงิน 1,539,009 บาท ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 1,539,009 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้บังคับโจทก์ส่งมอบกุญแจตู้เซฟคืนแก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาตู้เซฟใหม่เป็นเงิน 120,000 บาท

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้ทำให้จำเลยเสียหาย มติคณะกรรมการจำเลยที่ให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกู้ยืมเงินจากนางมาลี ปฏิโภคสุทธิ์ และการจ่ายเงินโบนัส เป็นดุลพินิจของโจทก์ที่จะกระทำได้ การกู้ยืมเงินจากนางมาลี เป็นการกู้ยืมโดยไม่มีหลักประกันและมีการจ่ายคืนเงินกู้แก่นางมาลีไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2544 จำเลยไม่มีระเบียบข้อบังคับว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรสามารถเบิกค่าวิชาชีพได้เพียงเดือนละ 5,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิจัดสรรค่าตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ กันได้ตามความเหมาะสมกับเงินงบประมาณ นอกจากนี้ จำเลยไม่มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่พนักงานที่ลาออก การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่นายชัยรัตน์ และนายรักษ์ โจทก์พิจารณาตอบแทนให้ในฐานะที่บุคคลทั้งสองเคยทำงานสร้างประโยชน์ให้บริษัทด้วยดีเป็นเวลานาน โจทก์คืนกุญแจตู้เซฟให้แก่จำเลยแล้วหลังจากจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดี โจทก์ทำงานกับจำเลยด้วยความสุจริต จนทำให้จำเลยได้รับรางวัล " ธรรมาภิบาลดีเด่น " โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2544 อันเป็นวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การนั่งพิจารณาคดีแรงงาน ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กันเป็นองค์คณะพิจารณา ซึ่งจะต้องนั่งพิจารณาคดีไปจนเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี เว้นแต่กรณีมีเหตุสุดวิสัย หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้องค์คณะผู้พิจารณาคดีไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจะนั่งพิจารณาคดีแทน หรือมอบหมายให้ผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาสมทบนั่งพิจารณาคดีแทนต่อไปก็ได้ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 20 บัญญัติว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานมีอำนาจจัดให้ผู้พิพากษาสมทบคนอื่นเข้าปฏิบัติหน้าที่แทน ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอื่นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ ประกอบกับเรื่องนี้โจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ทั้งล่วงพ้นเวลาโต้แย้งคัดค้านแล้ว และมิได้มีคำขอให้ศาลแรงงานกลางรอการพิจารณาคดีไว้ก่อน เพื่อให้มีการปฏิบัติในเรื่ององค์คณะในการพิจารณาคดีให้เป็นไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม แสดงว่า โจทก์ยอมรับอำนาจศาลในเรื่ององค์คณะในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางดังกล่าว การพิจารณาคดีนี้จึงเป็นการชอบแล้ว และเมื่อการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น นายสมมาตรผู้พิพากษา นายดำเกิงและนายจำลองผู้พิพากษาสมทบซึ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ จึงมีอำนาจทำคำพิพากษาต่อไปได้ คำพิพากษาคดีนี้จึงชอบแล้วเช่นกัน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชาต ปฏิโภคสุทธิ์
จำเลย — บริษัทชุมชนเภสัชกรรม จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ดิเรก อิงคนินันท์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9200/2552
#508674
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาททรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม แต่ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในลักษณะใด อย่างไร อันถือได้ว่าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดโดยตรง เพราะความผิดฐานนี้สามารถเป็นความผิดโดยสมบูรณ์ได้โดยหาจำต้องใช้รถจักรยานยนต์ด้วยเสมอไปไม่ การบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ที่ใช้เฉพาะในการเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองเท่านั้น แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจฟังว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดอันศาลจะมีอำนาจริบได้ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในอาคารสำนักงานของบริษัทสุราษฎร์โปรเกรสซีฟ กรุ๊ป จำกัด ผู้เสียหายแล้วร่วมกันใช้คีมเหล็กตัดรื้อบานหน้าต่างติดขอบอะลูมิเนียม 9 บาท ราคา 45,500 บาท และเส้นอะลูมิเนียม 3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์จนหลุดออก นำมากองรวมไว้และลักทรัพย์ดังกล่าวไป โดยในการร่วมกันลักทรัพย์ จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป เหตุเกิดที่ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมบานหน้าต่างติดขอบอะลูมิเนียม 9 บาท เส้นอะลูมิเนียมหนัก 3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ลักไป คีมเหล็กด้ามสีแดง 1 อัน และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ระนอง ค - 3818 จำนวน 1 คัน ซึ่งเป็นทรัพย์ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง บานหน้าต่างติดขอบอะลูมิเนียมและเส้นอะลูมิเนียมและเส้นอะลูมิเนียม ผู้เสียหายรับคืนไปแล้วส่วนคีมเหล็กกับรถจักรยานยนต์เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ ริบคีมเหล็กด้ามสีแดงและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (3) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 9 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี 6 เดือน ริบคีมเหล็กด้ามสีแดงและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี เมื่อลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะต้องริบหรือไม่ เห็นว่า การริบทรัพย์สินเป็นโทษอย่างหนึ่ง จึงเท่ากับจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้จึงเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ไม่มีรายละเอียดว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดลักทรัพย์ในลักษณะใด อย่างไรอันถือได้ว่าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดโดยตรง เพราะความผิดฐานนี้สามารถเป็นความผิดโดยสมบูรณ์ได้โดยหาจำต้องใช้รถจักรยานยนต์ด้วยเสมอไปไม่ การบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ใช้เฉพาะในการเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองเท่านั้น แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจฟังว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิด อันศาลจะมีอำนาจริบได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลล่างมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายอภิชาติ หมัดสว่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9193/2552
#496762
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทรัพย์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักเป็นพระพุทธรูปและอยู่ในวัดผู้เสียหาย แต่พระพุทธรูปดังกล่าวเก็บไว้ในศาลาบำเพ็ญกุศลหลังเก่าอยู่ในสภาพถูกปล่อยทิ้งร้างและรกรุงรัง มิได้จัดวางไว้ในที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนสักการะบูชา รวมทั้งไม่มีเครื่องบูชา จึงยังถือไม่ได้ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 335 ทวิ วรรคแรก แม้จำเลยกับพวกร่วมกันลักพระพุทธรูปดังกล่าวภายในวัดผู้เสียหายก็ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ทั้งศาลาบำเพ็ญกุศลมีไว้เพื่อใช้จัดงานพิธีศพ จึงมิใช่เป็นสถานที่บูชาสาธารณะ ตาม ป.อ. มาตรา 335 (9) การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 เท่านั้น ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 335 ทวิ วรรคสอง, 336 ทวิ ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 7 ปี 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายมานิตย์หรืออิ๊ด กับพวกร่วมกันลักพระพุทธรูป อายุ 50 ปี ราคา 5,000 บาท ของวัดโพพระนอกผู้เสียหายที่เก็บรักษาไว้ในศาลาบำเพ็ญกุศล โดยใช้รถกระบะที่จำเลยจัดหามาเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขณะลักทรัพย์จำเลยอยู่กับนายมานิตย์และพวกในที่เกิดเหตุด้วย... แม้ทรัพย์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักจะเป็นพระพุทธรูปและอยู่ในวัดผู้เสียหาย แต่ได้ความว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเก็บไว้ในศาลาบำเพ็ญกุศลหลังเก่าซึ่งเห็นได้ชัดตามภาพถ่ายว่า อยู่ในสภาพที่ถูกปล่อยทิ้งร้างและรกรุงรัง มิได้จัดวางไว้ในที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนไปสักการะบูชาแต่ประการใด รวมทั้งเครื่องบูชาอย่างใด ๆ ไม่มีปรากฏให้เห็น จึงยังถือไม่ได้ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคแรก ดังนี้ แม้จำเลยจะได้ร่วมกับพวกลักพระพุทธรูปดังกล่าวภายในวัดผู้เสียหาย ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ทั้งศาลาบำเพ็ญกุศลมีไว้เพื่อใช้จัดงานพิธีศพ จึงมิใช่เป็นสถานที่บูชาสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (9) การกระทำของจำเลยจึงคงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบ มาตรา 336 ทวิ, 83 เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 และเมื่อผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง แล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 ทวิ วรรคแรก ม. 335 ทวิ วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
นางสาวขนิษฐาหรือฐา อุทธยานรัตน์
จำเลย — หรืออุทยานรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9193/2552
#508671
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทรัพย์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักจะเป็นพระพุทธรูปและอยู่ในวัดผู้เสียหายแต่ได้ความว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเก็บไว้ในศาลาบำเพ็ญกุศลหลังเก่าซึ่งเห็นได้ชัดตามภาพถ่ายว่าอยู่ในสภาพที่ถูกปล่อยทิ้งร้างและรกรุงรัง มิได้จัดวางไว้ในที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนไปสักการบูชาแต่ประการใด รวมทั้งเครื่องบูชาใด ๆ ไม่มีปรากฏให้เห็นจึงยังถือไม่ได้ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นที่สักการบูชาของประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 335 ทวิ วรรคแรก ดังนี้ แม้จำเลยจะได้ร่วมกับพวกลักพระพุทธรูปดังกล่าวภายในวัดผู้เสียหาย ก็ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ทั้งศาลาบำเพ็ญกุศลมีไว้เพื่อใช้จัดงานพิธีศพจึงมิใช่สถานที่บูชาสาธารณะตาม ป.อ. 335 (9) การกระทำของจำเลยจึงคงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมตาม ป.อ. 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 335 ทวิ วรรคสอง, 336 ทวิ ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ประกอบมารตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 7 ปี 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายมานิตย์หรืออิ๊ด กับพวก ร่วมกันลักพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 30 นิ้ว สูง 32 นิ้ว อายุ 50 ปี ราคา 5,000 บาท ของวัดโพพระนอกผู้เสียหายที่เก็บรักษาไว้ในศาลาบำเพ็ญกุศล โดยใช้รถกระบะที่จำเลยจัดหามาเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขณะลักทรัพย์จำเลยอยู่กับนายมานิตย์และพวกในที่เกิดเหตุด้วย คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยร่วมกับนายมานิตและพวกลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของนายมานิตย์และนายสุพีระหรือเน็ต เป็นคำซัดทอด จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และโจทก์ไม่ได้นำนายสุพีระมาเป็นพยานในชั้นพิจารณา ทั้งตามคำเบิกความของนายมานิตย์ก็ฟังได้ว่า นายมานิตย์มีเจตนาที่จะหลอกให้จำเลยเอารถกระบะไปขนพระพุทธรูปจากวัดผู้เสียหายมาตั้งแต่แรกกับบอกให้จำเลยทราบว่าเจ้าอาวาสต้องการให้นำพระพุทธรูปไปลงรักปิดทอง โดยจำเลยมิได้ล่วงรู้ถึงเจตนาที่แท้จริงของนายมานิตย์ที่ต้องการลักพระพุทธรูปและมิได้รับส่วนแบ่งจากการนำพระพุทธรูปไปขาย ส่วนคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นเพียงการยอมรับว่าได้ร่วมไปกับนายมานิตย์จริง แต่มิได้ยอมรับว่าร่วมกระทำความผิดกับนายมานิตย์ด้วยนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้วไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23

อนึ่ง แม้ทรัพย์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักจะเป็นพระพุทธรูปและอยู่ในวัดผู้เสียหาย แต่ได้ความว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเก็บไว้ในศาลาบำเพ็ญกุศลหลังเก่าซึ่งเห็นได้ชัดตามภาพถ่ายหมาย จ.8 และ จ.9 ว่าอยู่ในสภาพที่ถูกปล่อยทิ้งร้างและรกรุงรังมิได้จัดวางไว้ในที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนไปสักการบูชาแต่ประการใด รวมทั้งเครื่องบูชาอย่างใด ๆ ไม่มีปรากฏให้เห็นจึงยังถือไม่ได้ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นที่สักการบูชาของประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคแรก ดังนี้ แม้จำเลยจะได้ร่วมกับพวกลักพระพุทธรูปดังกล่าวภายในวัดผู้เสียหาย ก็ไม่เป็นความผิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ทั้งศาลาบำเพ็ญกุศลมีไว้เพื่อใช้จัดงานพิธีศพ จึงมิใช่เป็นสถานที่บูชาสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (9) การกระทำของจำเลยจึงคงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 และเมื่อผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง แล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
นางสาวขนิษฐาหรือฐา
จำเลย — อุทธยานรัตน์หรืออุทยานรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9189/2552
#497406
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้อื่นนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่จำเลยจำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามคำขอของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้อยู่แล้ว เมื่อจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์อีกนอกจากหนี้จำนองดังกล่าว การที่โจทก์กลับนำเอาหนี้จำนองนั้นมาให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินอีกโดยบวกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่จะเรียกได้ตามกฎหมาย อันทำให้ส่วนดอกเบี้ยที่กำหนดตกเป็นโมฆะโดยจำเลยมิได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด สัญญากู้ยืมเงินจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,714,206 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,506,995 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 74534 ตำบลบางกร่าง (บางข่า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยไปแล้วเพียงใด ให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ระงับลงเพียงนั้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสัญญากู้ยืมเงินมีมูลหนี้ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำนวนเงินต้น 400,000 บาท ที่โจทก์นำมาบวกกับดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นเงินกู้จำนวน 1,506,995 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินนั้น คือ เงินจำนองที่จำเลยยังค้างชำระแก่โจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินซึ่งต่อมาได้มีการขึ้นเงินจำนองตามสำเนาบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 486/2545 ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามคำขอของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้อยู่แล้ว เมื่อจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์อีกนอกจากหนี้จำนองดังกล่าว การที่โจทก์กลับนำเอาหนี้จำนองนั้นมาให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอีก โดยบวกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่จะเรียกได้ตามกฎหมาย อันทำให้ส่วนดอกเบี้ยที่กำหนดตกเป็นโมฆะโดยจำเลยมิได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด สัญญากู้ยืมเงินจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการบังคับให้จำเลยชำระหนี้จำนวนเดียวกับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์ที่จำเลยจำนองไว้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่นจากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลม่อม ภิรมย์ศรี
จำเลย — นางเสนาะ สินสืบผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอดิศร คลี่สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9188/2552
#496751
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และบุคคลผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ตามมาตราดังกล่าวก็บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า คือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยผู้มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ดังนั้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 34,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 5,130 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 มีคำสั่งว่า มีเหตุอันควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้ จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับรองให้ฎีกา และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 39,130 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 34,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 34,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 5,130 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 39,130 บาท คดีของโจทก์จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ คงมีเพียงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ซึ่งในชั้นฎีกาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ และบุคคลผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ตามมาตราดังกล่าวก็บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า คือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนี้ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยผู้มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มา จึงไม่เป็นการชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับแต่มิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น เป็นการไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละเมียด อาสนะทอง
จำเลย — นางสมปอง พรมสบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นางสาวรสวันต์ ทับสุพรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9188/2552
#507494
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 39,130 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 34,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 34,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 5,130 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 39,130 บาท คดีของโจทก์จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ คงมีเพียงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ซึ่งในชั้นฎีกา ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ และบุคคลผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ตามมาตราดังกล่าวก็บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่าคือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ดังนี้ จึงไม่อาจนำบทบัญญติว่าด้วยผู้มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 34,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 5,130 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 มีคำสั่งว่า มีเหตุอันควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้ จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับรองให้ฎีกา และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 39,130 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 34,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 34,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 5,130 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 39,130 บาท คดีของโจทก์จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ คงมีเพียงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ซึ่งในชั้นฎีกาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ และบุคคลผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ตามมาตราดังกล่าวก็บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่าคือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนี้ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยผู้มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มา จึงไม่เป็นการชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับแต่มิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น เป็นการไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละเมียด อาสนะทอง
จำเลย — นางสมปอง พรมสบุตร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9176/2552
#503272
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่มิใช่กรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงอันจะต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารซึ่งเป็นระวางรูปแผนที่ทางอากาศตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งเกิดขึ้นโดยสภาพการใช้มาตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แม้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเป็นเวลานานเท่าใด ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1306

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 156 และ 314 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จำเลยดำรงตำแหน่งนายอำเภอเชียงยืนมีอำนาจและหน้าที่บริหารราชการตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีอำนาจตรวจตรารักษาที่สาธารณประโยชน์ตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2540 โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 156 และ 314 โดยในการรังวัดปักหลักเขตเจ้าของที่ดินข้างเคียงทุกด้านได้ทำการชี้ระวังแนวเขตที่ดินและได้ลงชื่อรับรองว่าตามที่โจทก์นำสำรวจที่ดินแปลงนี้ถูกต้องแล้วมิได้เหลื่อมล้ำแนวเขตของผู้อื่นหรือรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ ส่วนจำเลยซึ่งมีหน้าที่เป็นพยานตรวจสอบเพื่อออกโฉนดที่ดินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยมอบอำนาจให้นายวิรัตน์ กำนันตำบลเชียงยืนในขณะนั้นเป็นตัวแทนในการเป็นพยานรับรองแนวเขตที่สาธารณะ แต่มิได้นำชี้ระวังแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ ตามที่เจ้าพนักงานที่ดินนัดหมาย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือถึงจำเลยและกำนันตำบลเชียงยืนพร้อมส่งประกาศเรื่องออกโฉนดที่ดินรายโจทก์โฉนดที่ดินเลขที่ 26841 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ว่าเจ้าพนักงานที่ดินประสงค์จะแจกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ผู้ใดจะคัดค้านให้คัดค้านภายใน 30 วัน นับแต่ประกาศ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2541 เวลากลางวันต่อเนื่องกลางคืน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยแจ้งเท็จต่อโจทก์ว่าที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินนั้นเป็นสาธารณประโยชน์เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ ให้โจทก์ออกไปจากที่ดิน ทั้งไม่รับรองแนวเขตที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดิน โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วแต่จำเลยไม่ยอมถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดินให้แก่โจทก์และจำเลยกับพวกยังนำป้ายซึ่งมีข้อความว่า "ดอนปู่ตา หนองเชียงยืนสาธารณประโยชน์ ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม" ไปติดตั้งในที่ดินของโจทก์อีกด้วย จึงขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 156 และ 314 (บางส่วน) ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยและบริวารถอนป้ายแสดงเขตสาธารณประโยชน์ออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยและบริวารไม่ถอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์ทำการรื้อถอนได้เอง ให้จำเลยเพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์และให้จำเลยรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 156 และ 314 ที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ในบ้านเก่าหนองเชียงยืนหรือดอนปู่ตาหรือดอนเจ้าปู่หนองเชียงยืน ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เกิดขึ้นโดยสภาพการใช้ก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ใช้บังคับ และก่อนที่โจทก์และนายทองอินทร์ จะเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ราษฎรบ้านเชียงยืนใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกันมาเป็นเวลา 80 ปี โดยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวงบรรพบุรุษ เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์และเก็บฟืน และเป็นที่ที่ราษฎรแบ่งเนื้อที่กันเข้าไปปลูกพืชผักในบางฤดูกาลโดยไม่ให้ผู้ใดยึดถือเอาเป็นกรรมสิทธิ์ มีอาณาเขตทิศเหนือติดคันคูหนองเชียงยืน ทิศตะวันออกติดที่ดินเอกชนและทางสาธารณะ ทิศใต้และทิศตะวันตกติดทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่รวมทั้งสิ้น 25 ไร่ 2 งาน 13 ตารางวา โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดของที่ดินพิพาทเพราะแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับที่สาธารณประโยชน์ จำเลยในฐานะเป็นหนึ่งในกรรมการอำเภอซึ่งมีอำนาจปกปักรักษาบรรดาที่ดินที่สาธารณประโยชน์ในเขตอำเภอเชียงยืนได้แต่งตั้งกรรมการตรวจสอบและแจ้งสภาตำบลเชียงยืนร่วมตรวจสอบ ซึ่งต่างก็มีความเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ดอนปู่ตาหรือดอนเจ้าปู่หนองเชียงยืน จำเลยจึงได้คัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์อันเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่โดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสี ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2540 โจทก์ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินโดยใช้แบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 156 และ 314 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เป็นหลักฐานต่อมาช่างรังวัดของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาเชียงยืนได้ออกไปรังวัดที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดดังกล่าวได้เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา ตามสำเนาระวางที่ดินเอกสารหมาย จ.7 ในการรังวัดดังกล่าวเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขต ยกเว้นนายวิรัตน์ กำนันตำบลเชียงยืนได้รับมอบอำนาจจากจำเลยในฐานะนายอำเภอเชียงยืนให้ไประวังแนวเขตที่สาธารณะมิได้ไประวังแนวเขตตามคำสั่งของจำเลย ซึ่งต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 เจ้าพนักงานที่ดินได้ประกาศออกโฉนดที่ดินรายของโจทก์โดยแจ้งให้จำเลยและกำนันตำบลเชียงยืนทราบ ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2540 จำเลยได้รับหนังสือจากจังหวัดมหาสารคามให้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดอนปู่ตาหรือดอนเจ้าปู่หนองเชียงยืน จำเลยจึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือสำคัญดังกล่าวตามหนังสือตรวจสอบหลักฐานเพื่อออกหนังสือสำคัญเอกสารหมาย ล.16 ซึ่งตรงกับสำเนาระวางที่ดินและหนังสือขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.7 และ ล.18 และแต่งตั้งคณะกรรมการในการนำชี้แนวเขตตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย ล.28 มีการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวได้เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 13 ตารางวา ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย ล.17 โดยมีที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอออกโฉนดเป็นส่วนหนึ่งรวมอยู่ด้วยตามระวางแผนที่เอกสารหมาย ล.1 หลังจากนั้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยได้มีหนังสือถึงโจทก์ให้ออกไปจากที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ดอนปู่ตาหรือดอนเจ้าปู่หนองเชียงยืนโดยสภาพการใช้ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจำเลยยังได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคามสาขาเชียงยืนคัดค้านการออกโฉนดที่ดินให้โจทก์อีกด้วยตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9 และ ล.24 ตามลำดับ คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ได้ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 156 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม โดยซื้อมาจากนายตา เมื่อปี 2494 และซื้อที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 314 บางส่วนมาจากนายทองอินทร์ เมื่อปี 2506 หลังจากนั้นโจทก์ได้แผ้วถางและปลูกต้นไม้ใหญ่ทำรั้วล้อมรอบ ปัจจุบันต้นมะม่วงและต้นมะพร้าวที่โจทก์ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทมีอายุประมาณ 50 ปีแล้ว และไม่เคยมีผู้อื่นนำสัตว์มาเลี้ยงในที่พิพาท ส่วนจำเลยนำสืบว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนปู่ตาหรือดอนเจ้าปู่หนองเชียงยืนมีเนื้อที่ 105 ไร่เศษ ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยนำสัตว์เข้าไปเลี้ยง เป็นที่พักสัตว์และประกอบพิธีกรรมทางศาสนาปัจจุบันทางราชการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนของหนองเชียงยืนสาธารณประโยชน์เนื้อที่ 79 ไร่เศษแล้ว ดังปรากฏตามระวางแผนที่เอกสารหมาย ล.1 ในส่วนที่ระบายสีแดง คงเหลืออีก 25 ไร่เศษโดยที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ยังไม่ได้ออกหนังสือสำหรับที่หลวง เดิมศาลเจ้าปู่ตาตั้งอยู่ในที่ดินที่ยังไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนี้โดยตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินพิพาทแล้วถูกย้ายไปตั้งทางทิศตะวันออกของที่ดินพิพาท เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว ชาวบ้านจะจัดงานเลี้ยงเจ้าปู่เป็นประเพณีทุกปี ขณะที่จำเลยดำรงตำแหน่งนายอำเภอเชียงยืนนั้น ที่ดินในส่วนที่ยังไม่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีผู้บุกรุกจำนวน 16 ราย โดยผู้บุกรุกที่มีเอกสาร ส.ค.1 จำนวน 3 ราย คือโจทก์ นางจำเรียง และนางทองบ่อ เหตุที่ไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเนื่องจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านขณะนั้นเป็นผู้บุกรุกที่สาธารณะเสียเองและไม่แจ้งให้ทางราชการทราบ โดยผู้ดำรงตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านขณะนั้นคือนายทองอินทร์ และโจทก์ ตามลำดับ เห็นว่าพยานจำเลยปากว่าที่ร้อยโทเฉลิมชัย เจ้าพนักงานที่ดินเบิกความยืนยันว่าที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 156 ได้ออกหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว ตามเอกสารหมาย จ.13 ที่ดินหมู่เดียวกันตำบลเดียวกัน และอำเภอเดียวกันจะมีหลักฐาน ส.ค.1 ซ้ำกันไม่ได้ส่วนที่ดินตามหลักฐาน ส.ค.1 ซ้ำกันไม่ได้ ส่วนที่ดินตามหลักฐาน ส.ค.1 เลขที่ 314 นั้น ปรากฏว่านางจำเรียงได้นำไปเป็นหลักฐานขอออกโฉนดที่ดินตามคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.12 ซึ่งในเรื่องนี้นายกมล ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความกล่าวแก้ว่า ส.ค.1 เลขที่ 156 ตามเอกสารหมาย จ.2 ที่โจทก์ใช้เป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินพิพาทนั้นเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 156 ในทะเบียนการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เอกสารหมาย จ.13 ไปแล้ว และเป็นที่ดินซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินพิพาทโดยมีทางสาธารณประโยชน์คั่นอยู่ แต่ในเรื่องนี้ว่าที่ร้อยโทเฉลิมชัยก็ได้เบิกความยืนยันว่าที่ดินที่ตั้งอยู่ในหมู่เดียวกัน ตำบลเดียวกัน และอำเภอเดียวกันจะมีหลักฐาน ส.ค.1 ซ้ำกันไม่ได้ นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบได้ความว่า เมื่อจำเลยได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านและได้รับคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงถึง 2 ครั้ง โดยปรากฏผลเช่นเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ดอนปู่ตาหรือดอนเจ้าปู่หนองเชียงยืน โดยสภาพการใช้ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับตามบันทึกเอกสารหมาย ล.9 และ ล.15 สภาตำบลเชียงยืนองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงยืนและคณะกรรมการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของอำเภอเชียงยืนต่างได้ประชุมและมีมติอย่างเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามเอกสารหมาย ล.7 ล.21 และ ล.14 ตามลำดับ โดยเฉพาะกรมที่ดินได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเช่นกันซึ่งผลปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้วมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามให้ประสานกับทางอำเภอเชียงยืนเพื่อยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยแล้วจำเลยได้ดำเนินการยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยแต่งตั้งคณะกรรมการนำชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์และช่างรังวัดได้ดำเนินการรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนปู่ตาหรือดอนเจ้าปู่หนองเชียงยืนแล้วตามหนังสือตรวจสอบหลักฐานเพื่อออกหนังสือสำคัญเอกสารหมาย ล.13, ล.16 ซึ่งเป็นฉบับเดียวกันกับสำเนาระวางที่ดิน คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.7, ล.28 และ ล.17 อีกทั้งจำเลยยังมีนายสอน และนายสูนย์ ซึ่งเป็นชาวบ้านสูงอายุในหมู่บ้านเชียงยืนกับนายเฉลียว กำนันตำบลเชียงยืน ซึ่งต่างเป็นบุคคลที่อยู่ในท้องที่เกิดเหตุมานานย่อมจะรู้เห็นความเป็นไปของที่ดินพิพาทเป็นอย่างดีมาเบิกความได้อย่างสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญว่าที่สาธารณประโยชน์ดอนปู่ตาหรือดอนเจ้าปู่หนองเชียงยืนมีเนื้อที่ 105 ไร่เศษ ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยการนำสัตว์เข้าไปเลี้ยง เป็นที่พัก และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ปัจจุบันทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนของหนองเชียงยืนสาธารณประโยชน์เนื้อที่ 79 ไร่เศษไปแล้ว คงเหลืออีก 25 ไร่เศษ ที่ยังไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในบริเวณนั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบันทึกข้อความรายงานข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรร้องเรียนขอความเป็นธรรมในการออกเอกสารสิทธิตามเอกสารหมาย ล.9 ที่คณะกรรมการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งยังมิได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และเห็นสมควรให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งราษฎรได้ร้องเรียนมานั้นด้วย ก็ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านเอกสารดังกล่าวว่าไม่ตรงต่อความเป็นจริงแต่ประการใดทั้งสิ้น ส่วนพยานโจทก์อื่นๆ นอกจากตัวโจทก์เองแล้ว นางจำเรียง นายทองสุข และนายนิคม ที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงไม่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ก็ปรากฏว่านางจำเรียงและนายนิคมมีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินสาธารณะอยู่กับจำเลยส่วนนายทองสุขเป็นหลานของโจทก์ซึ่งย่อมต้องเบิกความเข้าข้างโจทก์เป็นธรรมดา ประกอบกับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างว่าใช้เป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดในที่ดินพิพาทครั้งนี้ก็มีข้อพิรุธทำให้เกิดข้อที่น่าสงสัยหลายประการดังกล่าวข้างต้น แต่ฝ่ายจำเลยกลับมีพยานบุคคลเบิกความประกอบพยานเอกสารราชการต่างๆ สอดคล้องต้องกันอย่างมีเหตุผล ฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และพยานหลักฐานจำเลยแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์เป็นอย่างมาก ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารตามเอกสารหมาย ล.1 คือ ระวางรูปแผนที่ทางอากาศต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ก) (ข) ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังนั้น เห็นว่า ในเรื่องนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทโดยใช้หลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 156 และ 314 โดยที่ดินพิพาทนั้นถูกระบุไว้ในระวางแผนที่ทางอากาศเอกสารหมาย ล.1 ว่าเป็นที่มีการครอบครองโดยไม่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทถูกระบุว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่จำเลยให้การและนำสืบโต้แย้งว่า เหตุที่มิได้มีการระบุว่าบริเวณที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่กลับระบุว่าเป็นที่ที่มีการครอบครองนั้นก็เพราะในขณะที่ออกหนังสือสำหรับที่หลวง นายทองอินทร์ ซึ่งเป็นกำนันในขณะนั้นเป็นทั้งผู้แจ้งและเป็นผู้รับรองการแจ้งแบบการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 156 ประกอบการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวได้กระทำเมื่อปี 2507 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากแจ้งแบบการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 156 และ 314 แล้ว ประมาณ 9 ปี ฉะนั้นเหตุที่ยังไม่มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ดินพิพาทเนื่องจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นเป็นผู้ครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์เสียเองและไม่แจ้งให้ทางราชการทราบ ฉะนั้น ประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมิใช่กรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อเป็นดังนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งเกิดขึ้นโดยสภาพการใช้มาตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ใช้บังคับ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานเท่าใดแล้วก็ตาม โจทก์ก็หาได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่อย่างใดไม่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1306
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญมี เนื่องบุญยืนฯ
จำเลย — นายแทน พึ่งสังข์ ในฐานะนายอำเภอเชียงยืน
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9174/2552
#503197
เปิดฉบับเต็ม

เทศบาลตำบลโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ค่าภาษีตามกฎหมายสำหรับโรงเรือนและที่ดิน ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นการฟ้องเรียกค่าเช่าจากโจทก์ตามมูลหนี้สัญญาเช่าอาคารพิพาท ซึ่งการที่โจทก์ผู้เช่าจะผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความรับผิดในมูลหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคนละส่วนและมาจากคนละมูลหนี้ไม่เกี่ยวข้องกันฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในเขตเทศบาลตำบลสำโรงเหนืออำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมโรงเรือนเลขที่ 1919/2 หมู่ที่ 4 ถนนสุขุมวิท ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นอาคาร 7 ชั้น 1 หลังโดยชั้น 2 ถึง 5 จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เช่าใช้ประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2541 โดยในปี 2540 คิดค่าเช่าเดือนละ 118,250 บาท และโจทก์ได้ยกเลิกสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2540 หลังจากนั้นอาคารดังกล่าวไม่ได้ใช้ประโยชน์จนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2545 อาคารพิพาทดังกล่าวได้ขายให้แก่จำเลยที่ 2 โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ จึงมีค่ารายปีประจำปีภาษี 2541 จำนวน 1,182,500 บาท และค่าภาษีจำนวน 147,812.50 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 โจทก์ได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ค่าภาษีตามการประเมินจึงเป็นที่สุด ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนอาคารพิพาทจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ค้างชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 147,812.50 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานรับรองว่าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 10 ปี จึงขาดอายุความ และเนื่องจากจำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมอาคารพิพาทไปจดทะเบียจำนองไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีธนา จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องบังคับจำนอง และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาให้บังคับจำนองโดยนำที่ดินพร้อมอาคารพิพาทออกขายทอดตลาด ดังนั้นในช่วงระหว่างรอการขายทอดตลาดโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าอาคารพิพาทของเดือนพฤษภาคม 2540 ถึงกันยายน 2540 ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจำนวน 585,337.50 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 การที่โจทก์ส่งเงินค่าเช่าดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทั้งที่ไม่มีหน้าที่และใช้สิทธิยกเลิกสัญญาเช่าถือเป็นการผิดสัญญาเช่าและเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย และเมื่อโจทก์ยกเลิกสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2541 โจทก์จึงต้องชำระค่าเช่าของเดือนตุลาคม 2540 ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วอีก จำนวน 117,067.50 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 702,405 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องแย้งโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 แต่ในส่วนฟ้องแย้งได้พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ประเด็นตามฟ้องแย้งไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องขอให้ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ จึงไม่รับฟ้องแย้งไว้พิจารณา

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ยกเลิกสัญญาเช่าและไม่ส่งค่าเช่าตามสัญญาเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการผิดสัญญาเช่า และเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม กำหนดให้จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 วรรคสาม กำหนดห้ามมิให้คู่ความเสนอฟ้องแย้งต่อศาลเว้นแต่คำฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ โดยมูลหนี้ตามฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ค่าภาษีตามกฎหมายสำหรับโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นการฟ้องเรียกค่าเช่าจากโจทก์ตามมูลหนี้สัญญาเช่าอาคารพิพาท ซึ่งการที่โจทก์ผู้เช่าจะผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความรับผิดในมูลหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 สิทธิเรียกร้องค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องและสิทธิเรียกร้องค่าเช่าตามที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งจึงเป็นคนละส่วนและมาจากคนละมูลหนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลสำโรงเหนือ
จำเลย — บริษัทไทยแปซิฟิคเพ้นส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9174/2552
#508670
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ค่าภาษีตามกฎหมายสำหรับโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นการฟ้องเรียกค่าเช่าจากโจทก์ตามมูลหนี้สัญญาเช่าอาคารพิพาทซึ่งการที่โจทก์ผู้เช่าจะผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความรับผิดในมูลหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 สิทธิเรียกร้องค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่โจทก์ฟ้อง และสิทธิเรียกร้องค่าเช่าตามที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งจึงเป็นคนละส่วนและมาจากคนละมูลหนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในเขตเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมโรงเรือนเลขที่ 1919/2 หมู่ที่ 4 ถนนสุขุมวิท ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นอาคาร 7 ชั้น 1 หลัง โดยชั้น 2 ถึง 5 จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เช่าใช้ประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2541 โดยในปี 2540 คิดค่าเช่าเดือนละ 118,250 บาท และโจทก์ได้ยกเลิกสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2540 หลังจากนั้นอาคารดังกล่าวไม่ได้ใช้ประโยชน์ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2545 อาคารพิพาทดังกล่าวได้ขายให้แก่จำเลยที่ 2 โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ จึงมีค่ารายปีประจำปีภาษี 2541 จำนวน 1,182,500 บาท และค่าภาษีจำนวน 147,812.50 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 โจทก์ได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ค่าภาษีตามการประเมินจึงเป็นที่สุดส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนอาคารพิพาทจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ค้างชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 147,812.50 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานรับรองว่าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 10 ปี จึงขาดอายุความ และเนื่องจากจำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมอาคารพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีธนา จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องบังคับจำนอง และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาให้บังคับจำนองโดยนำที่ดินพร้อมอาคารพิพาทออกขายทอดตลาด ดังนั้น ในช่วงระหว่างรอการขายทอดตลาดโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าอาคารพิพาทของเดือนพฤษภาคม 2540 ถึงกันยายน 2540 ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจำนวน 585,337.40 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 การที่โจทก์ส่งเงินค่าเช่าดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทั้งที่ไม่มีหน้าที่และใช้สิทธิยกเลิกสัญญาเช่าถือเป็นการผิดสัญญาเช่าและเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย และเมื่อโจทก์ยกเลิกสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2541 โจทก์จึงต้องชำระค่าเช่าของเดือนตุลาคม 2540 ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วอีกจำนวน 117,067.50 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 702,405 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องแย้งโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 แต่ในส่วนฟ้องแย้งได้พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ประเด็นตามฟ้องแย้งไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องขอให้ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ จึงไม่รับฟ้องแย้งไว้พิจารณา

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม กำหนดให้จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 วรรคสาม กำหนดห้ามมิให้คู่ความเสนอฟ้องแย้งต่อศาล เว้นแต่คำฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ โดยมูลหนี้ตามฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ค่าภาษีตามกฎหมายสำหรับโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2541 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นการฟ้องเรียกค่าเช่าจากโจทก์ตามมูลหนี้สัญญาเช่าอาคารพิพาท ซึ่งการที่โจทก์ผู้เช่าจะผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความรับผิดในมูลหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 สิทธิเรียกร้องค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องและสิทธิเรียกร้องค่าเช่าตามที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งจึงเป็นคนละส่วนและมาจากคนละมูลหนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลสำโรงเหนือ
จำเลย — บริษัทไทยแปซิฟิคเพ้นส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9157/2552
#503153
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากโจทก์มิได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ การที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือไม่ โดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ในกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องไว้เป็นคดีปกครองไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ก่อนมีคำสั่งไม่รับฟ้องศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง กล่าวคือ ศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัย หรือหากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลต่างระบบที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อนและศาลชั้นต้นต้องแนะนำโจทก์ให้แจ้งต่อศาลปกครองด้วยว่า เคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง

ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หากโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลระบบอื่นที่มีอำนาจ หากศาลในคดีหลังเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลนั้นก็ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้สอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องหรือไม่ หากโจทก์ยังไม่เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องดังกล่าวด้วยว่า ให้โจทก์แจ้งต่อศาลปกครองว่าเคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันที โดยมิได้ดำเนินการดังกล่าว ครั้นเมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ อันมีผลทำให้กระบวนพิจาณาต่างๆ ที่กระทำภายหลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการทำละเมิดออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเงินจำนวน 13,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคดีปกครองไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยมิได้แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากโจทก์มิได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ การที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือไม่ โดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องไว้เป็นคดีปกครองไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมก่อนมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง กล่าวคือ ศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัย หรือหากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกและศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลต่างระบบที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อนและศาลชั้นต้นต้องแนะนำโจทก์ให้แจ้งต่อศาลปกครองด้วยว่า เคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง นอกจากนี้ในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง หากโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลระบบอื่นที่มีอำนาจ หากศาลในคดีหลังเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจ ศาลนั้นก็ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 12 วรรคสอง ต่อไปเสียก่อนเช่นเดียวกัน การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีลักษณะเป็นคดีปกครองแล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันทีโดยมิได้สอบถามโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วและศาลปกครองไม่รับฟ้องหรือไม่ หากโจทก์ยังไม่เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครองศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยระบุไว้ในคำสั่งไม่รับฟ้องดังกล่าวด้วยว่า ให้โจทก์แจ้งต่อศาลปกครองว่าเคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วและศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันที โดยมิได้ดำเนินการดังกล่าว ครั้นเมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ อันมีผลทำให้กระบวนพิจารณาต่างๆ ที่กระทำภายหลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วยปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามนัยดังกล่าวข้างต้นแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 ม. 249
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายน้อย ทองพานิช
จำเลย — นายระพิน มั่นเขตวิทย์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9114/2552
#496760
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ ว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืน ซึ่งสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในความครอบครองของจำเลยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย ฟ้องของโจทก์บรรยายครบถ้วนแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 8, 72 ทวิ ซึ่งเป็นบทลงโทษผู้มีเครื่องกระสุนปืน ซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ เห็นได้ว่าโจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า กรณีมิใช่โจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8, 72 ทวิ พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 4 ทวิ วรรคหนึ่ง, 10, 12 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโดยเป็นเจ้ามือรับจ่าย รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน และฐานลักลอบเล่นการพนันสลากกินรวบโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 15 เดือน และปรับ 11,000 บาท ริบของกลาง และให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 4 ทวิ วรรคหนึ่ง, 12 (1) (2) ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือการพนันผลฟุตบอลอีกสถานหนึ่ง จำนวน 6 กระทง รวมปรับ 6,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 3,000 บาท และเมื่อรวมโทษจำคุกในความผิดฐานเป็นเจ้ามือการพนันผลฟุตบอลและโทษปรับในความผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีกระสุนปืนไม่ริบกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ขอให้ลงโทษตามมาตรา 8, 72 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ศาลสามารถลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ในข้อ 1.7 ว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืน คือ กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร (LUGER) จำนวน 598 นัด และกระสุนปืนออโตเมติกขนาด .45 (11 มิลลิเมตร) จำนวน 50 นัด ซึ่งเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย สามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในครอบครองของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายไว้ครบถ้วนแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 8, 72 ทวิ โดยเป็นบทลงโทษผู้มีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ จึงเห็นได้ว่าโจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า กรณีมิใช่ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกและปรับในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วเป็นจำคุก 15 เดือน และปรับ 14,000 บาท ริบกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสัมพันธ์หรือเบิร์ด กำไลทิพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวรุ่งทิพย์ เจริญพงศ์อนันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9114/2552
#507493
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียม อาวุธปืน พ.ศ.2490 ให้ข้อ 1.7 ว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืน คือ กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร (LUGER) จำนวน 598 นัด และกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มิลลิเมตร) จำนวน 50 นัด ซึ่งเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในครอบครองของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายไว้ครบถ้วนแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียม อาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียม อาวุธปืน พ.ศ.2490 8, 72 ทวิ โดยเป็นบทลงโทษผู้มีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ จึงเห็นได้ว่าโจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า กรณีมิใช่ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8, 72 ทวิ พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 4 ทวิ วรรคหนึ่ง, 10, 12 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโดยเป็นเจ้ามือรับจ่าย รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน และฐานลักลอบเล่นการพนันสลากกินรวมโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 15 เดือน และปรับ 11,000 บาท ริบของกลาง และให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 4 ทวิ วรรคหนึ่ง, 12 (1) (2) ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือการพนันผลฟุตบอลอีกสถานหนึ่งจำนวน 6 กระทง รวมปรับ 6,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 3,000 บาท และเมื่อรวมโทษจำคุกในความผิดฐานเป็นเจ้ามือการพนันผลฟุลบอลและโทษปรับในความผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีกระสุนปืน ไม่ริบกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ขอให้ลงโทษตามมาตรา 8, 72 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ศาลสามารถลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ในข้อ 1.7 ว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืน คือ กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร (LUGER) จำนวน 598 นัด และกระสุนปืนออโตเมติกขนาด .45 (11 มิลลิเมตร) จำนวน 50 นัด ซึ่งเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในครอบครองของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายไว้ครบถ้วนแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8, 72 ทวิ โดยเป็นบทลงโทษผู้มีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ จึงเห็นได้ว่าโจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า กรณีมิใช่ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้รอการลงโทษ โจทก์ไม่ได้ฎีกาในส่วนนี้ จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงให้รอการลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกและปรับในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วเป็นจำคุก 15 เดือน และปรับ 14,000 บาท ริบกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ม. 72 วรรคสอง ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสัมพันธ์หรือเบิร์ด กำไลทิพย์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ