คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2568
#719656
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าจะได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดหรือไม่เป็นความผิด เนื่องจากอาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้ายแรงทำอันตรายถึงชีวิตได้โดยง่าย กฎหมายจึงป้องปรามมิให้มีการขยายผลการกระทำความผิดไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่การมีอาวุธปืนตามบริบทของกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นอาวุธปืนที่พร้อมจะนำมาใช้ การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปกระทำความผิด แม้จะมิได้ใช้ในการกระทำความผิดแต่ก็เป็นอาวุธปืนที่อยู่ใกล้ชิดตัวจำเลย และมีเหตุให้ควรเชื่อว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพราะจำเลยอ้างว่าเพิ่งไปยิงคนมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 295/2566 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง วรรคสี่ (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ วรรคหนึ่ง), 317 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (เดิม) (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืน กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืน คงจำคุก 25 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 9 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 295/2566 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (ที่ถูก (เดิม)) การกระทำตามฟ้องข้อ 1.4 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 11 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรสาวของผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุระหว่าง 13 ถึง 14 ปี พักอาศัยที่บ้านพักทาวน์เฮ้าส์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 2 ยาย น้าชาย และหลานอีก 2 คน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 ผู้เสียหายที่ 1 พบจำเลย จำเลยขอทำความรู้จักและมอบหมายเลขโทรศัพท์มือถือของตนให้ผู้เสียหายที่ 1 ตอนเย็นของวันดังกล่าว ในวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ไปหาด้วยเครื่องโทรศัพท์มือถือของตน เวลาเย็น จำเลยโทรศัพท์ชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปพบที่ห้องว่างหลังห้องแถวใกล้บ้านพักผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ไปพบจำเลยตามนัด แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ดิ้นรนขัดขืน ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2552 เวลา 23.30 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์แจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะไปพบ เมื่อเวลาล่วงเข้า 1 นาฬิกา ของวันที่ 12 ตุลาคม 2552 จำเลยปีนบ้านที่ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัย ไปอยู่ที่ระเบียงห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 เคาะเรียกให้ผู้เสียหายที่ 1 เปิดประตูมุ้งลวดให้ ผู้เสียหายที่ 1 เปิดประตูให้จำเลยเข้าไปในห้อง จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ แล้วจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 นั่งคุยกัน โดยจำเลยที่ 1 ได้ดึงอาวุธปืนพกสั้นสีดำไม่ทราบว่าเป็นปืนลูกโม่หรือออโตเมติก ไม่ทราบขนาด ออกจากกระเป๋ากางเกงให้ผู้เสียหายที่ 1 ดู จำเลยบอกว่าพึ่งไปยิงคนมา แล้วจำเลยเก็บอาวุธปืนและปีนลงจากระเบียงห้องไป จากนั้นวันที่ 27 ตุลาคม 2552 เวลา 2 นาฬิกา จำเลยปีนขึ้นบ้านไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก หลังจากนั้นจำเลยปีนขึ้นไปหาผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง แต่ผู้เสียหายที่ 2 ล็อกประตูมุ้งลวดทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เปิดไม่ได้บ้าง มาเคาะห้องผู้เสียหายที่ 1 จนจำเลยต้องรีบหลบหนีไปบ้าง ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา 20 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 สอบถามผู้เสียหายที่ 1 โดยแจ้งว่ามีคนเห็นจำเลยปีนเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 รับกับผู้เสียหายที่ 2 ว่า ถูกจำเลยกระทำชำเราหลายครั้ง ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีจำเลย วันที่ 18 ตุลาคม 2565 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ และดำเนินคดีจำเลยเป็นคดีนี้ ระหว่างพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งในคำฟ้องระบุการกระทำของจำเลยวันที่ 12 ตุลาคม 2552 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืน อันเป็นความผิดมีโทษจำคุกตลอดชีวิต โจทก์ได้นำสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไว้แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง แต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ คงจำคุกจำเลย รวม 33 ปี 9 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะคำขอในความผิดฐานดังกล่าว คงลงโทษจำคุกจำเลย 11 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยิมยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืน หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยได้รับสารภาพว่า กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายบทหลายกระทง ซึ่งมีกระทงความผิดที่มีอัตราโทษสูงต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง" ดังนั้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) มีโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 176 วรรคหนึ่งดังกล่าว นั่นคือ นอกจากจำเลยจะให้การรับสารภาพตามคำฟ้อง โจทก์ต้องมีภาระการพิสูจน์ด้วยการนำสืบให้ศาลพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ซึ่งเป็นภาระการพิสูจน์ที่เบากว่ากรณีจำเลยให้การปฏิเสธที่โจทก์มีภาระการพิสูจน์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ยังจะต้องรับฟังการนำสืบของโจทก์ว่ามีพยานหลักฐานให้พอใจว่ามีการกระทำความผิดและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ประเด็นพิจารณาของศาลว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ จึงยังมีอยู่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นมาพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดในฐานนี้หรือไม่ จึงชอบจะกระทำได้ เพราะเป็นปัญหาที่ต้องยกขึ้นมาพิจารณาในศาลชั้นต้น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หาใช่ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยได้กระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งไม่ใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ที่มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ในการกระทำความผิดจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในวันที่ 12 ตุลาคม 2552 จำเลย "มีอาวุธปืนสั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นสีอะไร แต่น่าจะเป็นสีดำ นำออกมาวางบริเวณหลังตู้เสื้อผ้า จำเลยไม่ถึงกับนำอาวุธปืนดังกล่าวมาจี้ขู่ข้าพเจ้า" คำเบิกความดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวน เพราะคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวน ให้การว่า เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เสร็จแล้ว "หลังจากนั้นก็นั่งคุยกัน นาย ป. (หมายถึงจำเลย) ได้ดึงอาวุธปืนพกสั้น สีดำ ไม่ทราบว่าเป็นลูกโม่หรือออโต้ ไม่ทราบขนาด ออกมาจากกระเป๋ากางเกง มาอวดให้ข้าพเจ้าดู บอกว่าเพิ่งไปยิงคนมา แล้วก็เก็บใส่กระเป๋า รีบปีนลงจากระเบียงห้องไป" แม้คำเบิกความในชั้นพิจารณากับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 จะต่างกัน แต่ก็เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ให้การในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 หลังจากเหตุการณ์จำเลยปีนห้องเพื่อจะเข้าไปชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในวันที่ 12 ตุลาคม 2552 ยังไม่ถึงเดือน ส่วนวันที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความต่อศาล คือวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 เป็นเวลาห่างจากวันเกิดเหตุดังกล่าวถึง 13 ปีเศษ ข้อความที่เบิกความและให้การจึงแตกต่างกันไปบ้าง แต่เป็นความแตกต่างในพลความ หากระทบข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ เพราะต่างก็ได้ความหมายเหมือนกันว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย และจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวออกข่มขู่เพื่อการชำเราดังคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า "จำเลยไม่ถึงกับนำอาวุธปืนดังกล่าวมาจี้ขู่ข้าพเจ้า" หรือในคำให้การชั้นสอบสวนว่า "นาย ป. (หมายถึงจำเลย) ได้ใช้กำลังบังคับโดยทับตัวข้าพเจ้า จับแขนกดไว้ไม่ให้ดิ้นหนี แต่ไม่ได้ทุบตีหรือทำร้ายร่างกายอย่างอื่นแต่อย่างใด ข้าพเจ้าไม่ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด และในการบังคับข่มขืนแต่ละครั้งไม่ได้ใช้อาวุธปืน ในการขู่เข็ญหรือแสดงแต่อย่างใด แต่ในวันที่ 12 ตุลาคม 2552 หลังจากถูกบังคับข่มขืนแล้ว นาย ป. ได้นำอาวุธปืนที่พกมา มาอวดข้าพเจ้า" จากทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมีอาวุธปืนไปในการกระทำความผิดดังกล่าวด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยมิได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) กรณีจึงมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) หรือไม่ โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม...ได้กระทำโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้อาวุธ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต" บทบัญญัติของมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิด ไม่ว่าจะได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดหรือไม่ ก็เป็นความผิดอยู่ในตัว เนื่องจากอาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้ายแรง ทำอันตรายถึงชีวิตได้โดยง่ายเพียงปลายนิ้วกระดิกของผู้กระทำความผิด กฎหมายจึงป้องปรามมิให้มีการขยายผลการกระทำความผิดไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงเป็นอันตรายถึงชีวิต บทบัญญัติเช่นนี้ กฎหมายบัญญัติป้องปรามการกระทำความผิดไว้ในหลายบทมาตรา เช่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคสาม มาตรา 190 วรรคสาม มาตรา 191 วรรคสาม มาตรา 340 วรรคสอง เป็นต้น แต่การมีอาวุธปืนตามบริบทของกฎหมายดังกล่าว เป็นอาวุธปืนที่พร้อมจะนำมาใช้กระทำความผิด ดังคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 1154/2468 คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 692/2561 เป็นต้น การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปกระทำความผิด แม้จะมิได้ใช้ในการกระทำความผิด แต่ก็เป็นอาวุธปืนที่อยู่ใกล้ชิดตัวจำเลย และมีเหตุให้ควรเชื่อว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพราะจำเลยอ้างว่า เพิ่งไปยิงคนมา เมื่ออาวุธปืนที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้อยู่ในลักษณะพร้อมจะนำมาใช้เพื่อสร้างความเสียหายที่รุนแรงยิ่งยวดตามมาได้ การกระทำของจำเลยตามทางนำสืบของโจทก์ ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย เป็นที่พอใจแล้วว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืน ส่วนโทษให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวศุภรดา เสาร์น้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกิตติพจน์ เตชะพิพัฒน์ชัย
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ประคอง เตกฉัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2568
#721312
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิด ไม่ว่าจะได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดหรือไม่ ก็เป็นความผิดอยู่ในตัว เนื่องจากอาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้ายแรงทำอันตรายถึงชีวิตได้โดยง่าย กฎหมายจึงป้องปรามมิให้มีการขยายผลการกระทำความผิดไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งการมีอาวุธปืนตามบริบทของกฎหมายดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่พร้อมจะนำมาใช้กระทำความผิด การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปกระทำความผิด แม้จะมิได้ใช้ในการกระทำความผิด แต่ก็เป็นอาวุธปืนที่อยู่ใกล้ชิดตัวจำเลย และมีเหตุให้ควรเชื่อว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพราะจำเลยอ้างว่าเพิ่งไปยิงคนมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 295/2566 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง วรรคสี่ (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ วรรคหนึ่ง), 317 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (เดิม) (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืน กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม กับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืน คงจำคุก 25 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 9 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 295/2566 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (ที่ถูก (เดิม)) การกระทำตามฟ้องข้อ 1.4 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 11 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรสาวของนาง ก. ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุระหว่าง 13 ถึง 14 ปี พักอาศัยที่บ้านพักทาวน์เฮ้าส์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 2 ยาย น้าชาย และหลานอีก 2 คน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 ผู้เสียหายที่ 1 พบจำเลย จำเลยขอทำความรู้จักและมอบหมายเลขโทรศัพท์มือถือของตนให้ผู้เสียหายที่ 1 ตอนเย็นของวันดังกล่าว ในวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ไปหาด้วยเครื่องโทรศัพท์มือถือของตน เวลาเย็น จำเลยโทรศัพท์ชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปพบที่ห้องว่างหลังห้องแถวใกล้บ้านพักผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ไปพบจำเลยตามนัด แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ดิ้นรนขัดขืน ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2552 เวลา 23.30 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์แจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะไปพบ เมื่อเวลาล่วงเข้า 1 นาฬิกา ของวันที่ 12 ตุลาคม 2552 จำเลยปีนบ้านที่ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัย ไปอยู่ที่ระเบียงห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 เคาะเรียกให้ผู้เสียหายที่ 1 เปิดประตูมุ้งลวดให้ ผู้เสียหายที่ 1 เปิดประตูให้จำเลยเข้าไปในห้อง จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ แล้วจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 นั่งคุยกัน โดยจำเลยที่ 1 ได้ดึงอาวุธปืนพกสั้นสีดำไม่ทราบว่าเป็นปืนลูกโม่หรือออโตเมติก ไม่ทราบขนาด ออกจากกระเป๋ากางเกงให้ผู้เสียหายที่ 1 ดู จำเลยบอกว่าพึ่งไปยิงคนมา แล้วจำเลยเก็บอาวุธปืนและปีนลงจากระเบียงห้องไป จากนั้นวันที่ 27 ตุลาคม 2552 เวลา 2 นาฬิกา จำเลยปีนขึ้นบ้านไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก หลังจากนั้นจำเลยปีนขึ้นไปหาผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง แต่ผู้เสียหายที่ 2 ล็อกประตูมุ้งลวดทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เปิดไม่ได้บ้าง มาเคาะห้องผู้เสียหายที่ 1 จนจำเลยต้องรีบหลบหนีไปบ้าง ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา 20 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 สอบถามผู้เสียหายที่ 1 โดยแจ้งว่ามีคนเห็นจำเลยปีนเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 รับกับผู้เสียหายที่ 2 ว่า ถูกจำเลยกระทำชำเราหลายครั้ง ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีจำเลย วันที่ 18 ตุลาคม 2565 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ และดำเนินคดีจำเลยเป็นคดีนี้ ระหว่างพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งในคำฟ้องระบุการกระทำของจำเลยวันที่ 12 ตุลาคม 2552 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืน อันเป็นความผิดมีโทษจำคุกตลอดชีวิต โจทก์ได้นำสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไว้แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง แต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ คงจำคุกจำเลย รวม 33 ปี 9 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะคำขอในความผิดฐานดังกล่าว คงลงโทษจำคุกจำเลย 11 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยิมยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืน หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยได้รับสารภาพว่า กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายบทหลายกระทง ซึ่งมีกระทงความผิดที่มีอัตราโทษสูงต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง" ดังนั้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) มีโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 176 วรรคหนึ่งดังกล่าว นั่นคือ นอกจากจำเลยจะให้การรับสารภาพตามคำฟ้อง โจทก์ต้องมีภาระการพิสูจน์ด้วยการนำสืบให้ศาลพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ซึ่งเป็นภาระการพิสูจน์ที่เบากว่ากรณีจำเลยให้การปฏิเสธที่โจทก์มีภาระการพิสูจน์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ยังจะต้องรับฟังการนำสืบของโจทก์ว่ามีพยานหลักฐานให้พอใจว่ามีการกระทำความผิดและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ประเด็นพิจารณาของศาลว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ จึงยังมีอยู่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นมาพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดในฐานนี้หรือไม่ จึงชอบจะกระทำได้ เพราะเป็นปัญหาที่ต้องยกขึ้นมาพิจารณาในศาลชั้นต้น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หาใช่ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยได้กระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งไม่ใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ที่มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ในการกระทำความผิดจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในวันที่ 12 ตุลาคม 2552 จำเลย "มีอาวุธปืนสั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นสีอะไร แต่น่าจะเป็นสีดำ นำออกมาวางบริเวณหลังตู้เสื้อผ้า จำเลยไม่ถึงกับนำอาวุธปืนดังกล่าวมาจี้ขู่ข้าพเจ้า" คำเบิกความดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวน เพราะคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวน ให้การว่า เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เสร็จแล้ว "หลังจากนั้นก็นั่งคุยกัน นาย ป. (หมายถึงจำเลย) ได้ดึงอาวุธปืนพกสั้น สีดำ ไม่ทราบว่าเป็นลูกโม่หรือออโต้ ไม่ทราบขนาด ออกมาจากกระเป๋ากางเกง มาอวดให้ข้าพเจ้าดู บอกว่าเพิ่งไปยิงคนมา แล้วก็เก็บใส่กระเป๋า รีบปีนลงจากระเบียงห้องไป" แม้คำเบิกความในชั้นพิจารณากับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 จะต่างกัน แต่ก็เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ให้การในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 หลังจากเหตุการณ์จำเลยปีนห้องเพื่อจะเข้าไปชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในวันที่ 12 ตุลาคม 2552 ยังไม่ถึงเดือน ส่วนวันที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความต่อศาล คือวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 เป็นเวลาห่างจากวันเกิดเหตุดังกล่าวถึง 13 ปีเศษ ข้อความที่เบิกความและให้การจึงแตกต่างกันไปบ้าง แต่เป็นความแตกต่างในพลความ หากระทบข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ เพราะต่างก็ได้ความหมายเหมือนกันว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย และจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวออกข่มขู่เพื่อการชำเราดังคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า "จำเลยไม่ถึงกับนำอาวุธปืนดังกล่าวมาจี้ขู่ข้าพเจ้า" หรือในคำให้การชั้นสอบสวนว่า "นาย ป. (หมายถึงจำเลย) ได้ใช้กำลังบังคับโดยทับตัวข้าพเจ้า จับแขนกดไว้ไม่ให้ดิ้นหนี แต่ไม่ได้ทุบตีหรือทำร้ายร่างกายอย่างอื่นแต่อย่างใด ข้าพเจ้าไม่ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด และในการบังคับข่มขืนแต่ละครั้งไม่ได้ใช้อาวุธปืน ในการขู่เข็ญหรือแสดงแต่อย่างใด แต่ในวันที่ 12 ตุลาคม 2552 หลังจากถูกบังคับข่มขืนแล้ว นาย ป. ได้นำอาวุธปืนที่พกมา มาอวดข้าพเจ้า" จากทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมีอาวุธปืนไปในการกระทำความผิดดังกล่าวด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยมิได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) กรณีจึงมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) หรือไม่ โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม...ได้กระทำโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้อาวุธ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต" บทบัญญัติของมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิด ไม่ว่าจะได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดหรือไม่ ก็เป็นความผิดอยู่ในตัว เนื่องจากอาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้ายแรง ทำอันตรายถึงชีวิตได้โดยง่ายเพียงปลายนิ้วกระดิกของผู้กระทำความผิด กฎหมายจึงป้องปรามมิให้มีการขยายผลการกระทำความผิดไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงเป็นอันตรายถึงชีวิต บทบัญญัติเช่นนี้ กฎหมายบัญญัติป้องปรามการกระทำความผิดไว้ในหลายบทมาตรา เช่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคสาม มาตรา 190 วรรคสาม มาตรา 191 วรรคสาม มาตรา 340 วรรคสอง เป็นต้น แต่การมีอาวุธปืนตามบริบทของกฎหมายดังกล่าว เป็นอาวุธปืนที่พร้อมจะนำมาใช้กระทำความผิด ดังคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 1154/2468 คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 692/2561 เป็นต้น การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปกระทำความผิด แม้จะมิได้ใช้ในการกระทำความผิด แต่ก็เป็นอาวุธปืนที่อยู่ใกล้ชิดตัวจำเลย และมีเหตุให้ควรเชื่อว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพราะจำเลยอ้างว่า เพิ่งไปยิงคนมา เมื่ออาวุธปืนที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้อยู่ในลักษณะพร้อมจะนำมาใช้เพื่อสร้างความเสียหายที่รุนแรงยิ่งยวดตามมาได้ การกระทำของจำเลยตามทางนำสืบของโจทก์ ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย เป็นที่พอใจแล้วว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืน ส่วนโทษให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสี่ (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวศุภรดา เสาร์น้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกิตติพจน์ เตชะพิพัฒน์ชัย
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ประคอง เตกฉัตร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608 -ที่ 5609/2568
#721446
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท และจำเลยกับบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยและบริวารของจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาททันที หากจำเลยและบริวารไม่ออกไปจากที่ดินพิพาทถือว่าจำเลยผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และข้อ 2. กำหนดว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยอยู่ทำประโยชน์ (เลี้ยงปลา) ในที่ดินพิพาท และจะยังไม่โอนที่ดินให้บุคคลอื่นเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาฉบับนี้ โดยไม่คิดค่าเช่าจากจำเลยเป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์ขอคิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท คิดเป็นอัตราเดือนละ 4,160 บาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีสาระสำคัญว่า จำเลยและบริวารยินยอมออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ตกลงเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,500,000 บาท มีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และในระหว่างเวลาดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทโดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจึงคิดค่าเช่าปีละ 50,000 บาท หรือเดือนละ 4,160 บาท ข้อตกลงว่าจะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นที่ห้ามมิให้โจทก์ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลากำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ส่วนที่สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อนั้น มูลความแห่งคดีของจำเลยในสำนวนที่สองเป็นกรณีจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและรับเงินค่าที่ดินที่เหลืออีก 1,730,000 บาท อ้างว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 1,570,000 บาท แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่รับชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท จึงเห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะได้รับเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนกับการที่จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินพิพาท โดยที่จำเลยยังสามารถทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน และได้รับยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี การกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อจึงหาใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 ซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสียก่อนจึงจะสามารถชำระเงินให้แก่จำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องแจ้งกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน และโจทก์มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญานั้น จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับหนังสือแจ้งกำหนดวันโอนขายที่ดินฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2563 แล้ว แต่ไม่ได้เดินทางไปตามกำหนดเนื่องจากจำเลยไม่สบาย เหตุที่จำเลยไม่ไปรับเงินจากโจทก์ตามที่ได้รับแจ้งในหนังสือดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อ 3. ของสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือได้ว่าจำเลยทราบกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างโจทก์และ บ. เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. แล้ว การที่จำเลยไม่ไปรับเงินจำนวน 1,475,000 บาท จากโจทก์ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันดังกล่าวโดยยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาลว่าเจ็บป่วยแต่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนหรือในวันนัด จึงเป็นการบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิวางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้เพื่อประโยชน์ของจำเลยเพื่อให้หลุดพ้นจากหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 331 ซึ่งได้ความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานว่า โจทก์และ บ. ไปแจ้งความเรื่องดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 12.14 นาฬิกา แล้วต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์วางเงิน 1,472,494 บาท ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี อันเป็นสำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 333 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการวางทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายย่อมถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เมื่อจำเลยไม่ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่าจำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นใจความว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท ส่วนจำเลยและบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โดยโจทก์จะชำระเงินให้แก่จำเลยเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยกับบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาททันที หากไม่ออกไปถือว่าผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โจทก์ตกลงให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทและจะไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญา โดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์คิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท เมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้และกำหนดวันโอนกับผู้ซื้อ โจทก์จะแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยแจ้งเป็นหนังสือทางไปรษณีย์ตอบรับ จำเลยและบริวารต้องออกจากที่ดินพิพาททันทีในวันที่มีการโอนที่ดิน และโจทก์ต้องจ่ายเงินตามที่ตกลงกันโดยหักกับค่าเช่ารายเดือนตามจำนวนเดือนที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาท หากจำเลยและบริวารผิดสัญญาไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท จำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลพิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามคำพิพากษาตามยอมลงวันที่ 3 เมษายน 2562

วันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีความว่า โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบัญญัติมีกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ซึ่งโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบวันนัดดังกล่าวและแจ้งให้จำเลยไปรับเงินตามข้อตกลงแล้ว แต่จำเลยไม่ไปตามกำหนดนัด เป็นพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงนำเงิน 1,472,494 บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามหมายบังคับคดีลงวันที่ 20 ตุลาคม 2563

วันที่ 15 ธันวาคม 2564 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์พร้อมรวบรวมทรัพย์สินของจำเลย และยึดปลาของจำเลยในบ่อซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าเช่าที่ดินพิพาทที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์

วันที่ 21 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบัญญัติ ในราคา 4,965,500 บาท ตกลงว่าจะไปทำนิติกรรมโอนที่ดินภายใน 7 วัน หลังจากพ้นกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2562 หรือเมื่อจำเลยและบริวารได้ออกจากที่ดินก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว วันที่ 23 สิงหาคม 2563 โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยว่า โจทก์มีกำหนดโอนขายที่ดินพิพาทในวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 9 นาฬิกา ขอให้จำเลยไปรับเงิน 1,475,000 บาท ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันและเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาททันทีตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทราบนัดแล้วแต่ไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี เพื่อรับเงินจากโจทก์ในวันดังกล่าวและไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ ในวันดังกล่าว เวลา 12.30 นาฬิกา โจทก์และนายบัญญัติไปแจ้งความเรื่องที่จำเลยไม่ไปรับเงินจากโจทก์ไว้เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพนัสนิคม และในวันเดียวกันนั้น นายบัญญัติซึ่งเกรงว่าจำเลยจะไม่ออกจากที่ดินพิพาทจึงไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และขอชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,475,000 บาท ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์วางเงิน 1,472,494 บาท ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี โดยคิดหักค่าเช่าถึงวันที่นำเงินไปวาง วันที่ 16 ธันวาคม 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และยึดทรัพย์สินของจำเลย คือ ปลาไม่ทราบชนิดและไม่ทราบจำนวน จำนวน 5 บ่อ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระโดยให้เก็บรักษาไว้ในบ่อปลา และผู้แทนโจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายหรือจำหน่ายทันทีเพราะเป็นทรัพย์ที่มีสภาพเป็นของสดหรือเสียได้ วันที่ 21 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดปลาในบ่อเลี้ยงปลาของจำเลยไว้ก่อน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทและขายให้แก่นายชิษณุพงศ์ โดยโจทก์ริบมัดจำนายบัญญัติอ้างว่านายบัญญัติผิดนัดไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท และจำเลยกับบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยและบริวารของจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาททันที หากจำเลยและบริวารไม่ออกไปจากที่ดินพิพาทถือว่าจำเลยผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และข้อ 2. กำหนดว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยอยู่ทำประโยชน์ (เลี้ยงปลา) ในที่ดินพิพาท และจะยังไม่โอนที่ดินให้บุคคลอื่นเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาฉบับนี้ โดยไม่คิดค่าเช่าจากจำเลยเป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์ขอคิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท คิดเป็นอัตราเดือนละ 4,160 บาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีสาระสำคัญว่า จำเลยและบริวารยินยอมออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ตกลงเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,500,000 บาท มีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และในระหว่างเวลาดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทโดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจึงคิดค่าเช่าปีละ 50,000 บาท หรือเดือนละ 4,160 บาท ข้อตกลงว่าจะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นที่ห้ามมิให้โจทก์ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลากำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ส่วนที่สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อนั้น เห็นว่า มูลความแห่งคดีของจำเลยในสำนวนที่สองเป็นกรณีจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและรับเงินค่าที่ดินที่เหลืออีก 1,730,000 บาท อ้างว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 1,570,000 บาท แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่รับชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท จึงเห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะได้รับเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนกับการที่จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินพิพาท โดยที่จำเลยยังสามารถทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน และได้รับยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี การกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อจึงหาใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 ซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสียก่อนจึงจะสามารถชำระเงินให้แก่จำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องแจ้งกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน และโจทก์มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญานั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับหนังสือแจ้งกำหนดวันโอนขายที่ดินฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2563 แล้ว แต่ไม่ได้เดินทางไปตามกำหนดเนื่องจากจำเลยไม่สบาย เหตุที่จำเลยไม่ไปรับเงินจากโจทก์ตามที่ได้รับแจ้งในหนังสือดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อ 3. ของสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือได้ว่าจำเลยทราบกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างโจทก์และนายบัญญัติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. แล้ว การที่จำเลยไม่ไปรับเงินจำนวน 1,475,000 บาท จากโจทก์ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันดังกล่าวโดยยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาลว่าเจ็บป่วยแต่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนหรือในวันนัด จึงเป็นการบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิวางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้เพื่อประโยชน์ของจำเลยเพื่อให้หลุดพ้นจากหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331 ซึ่งได้ความว่า โจทก์และนายบัญญัติไปแจ้งความเรื่องดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 12.14 นาฬิกา แล้วต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์วางเงิน 1,472,494 บาท ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี อันเป็นสำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 333 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการวางทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายย่อมถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เมื่อจำเลยไม่ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยได้ และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 183 ม. 191 วรรคหนึ่ง ม. 331 ม. 333
ป.วิ.พ. ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ผ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวฐิตพร พงษ์ไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — ธันว์ บุณยะตุลานนท์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5605/2568
#722238
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 วรรคสอง (3) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยของคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมีผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวแล้ว หรือปฏิญาณตนต่อหน้าศาลหรือต่อหน้าเจ้าพนักงานหรือบุคคลที่มีอำนาจในการรับคำสาบานหรือปฏิญาณ หรือรับรองโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการรับรองคำแปล หรือผู้แทนทางการทูตหรือกงสุลไทยในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดหรือสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น มาแสดงต่อศาลก็ตาม แต่การให้มีคำแปลโดยผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อให้เอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ เช่นนี้ ถึงแม้ไม่ปรากฏว่าผู้แปลที่ผู้ร้องนำมาแสดงต่อศาลจะได้สาบานตัวหรือปฏิญาณตน แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้นำสืบว่าคำแปลคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร กรณีย่อมไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของคำแปลเอกสารดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่บทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการภายใต้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (ICC) ถือว่าตกลงยอมรับข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการดังกล่าว กระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการรวมถึงวิธีการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการจึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กำหนดไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ แม้จะได้ความว่าคำชี้ขาดและบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดมีอนุญาโตตุลาการลงลายมือชื่อเพียง 2 คน แต่เมื่อสถาบันอนุญาตโตตุลาการฯ แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการครบ 3 คน ตามที่ระบุในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับสถาบันอนุญาโตตุลาการดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นคณะอนุญาโตตุลาการจึงดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและรับฟังพยานหลักฐานต่อไปจนกระทั่งมีร่างคำชี้ขาดโดยผ่านขั้นตอนการตรวจสอบตามข้อบังคับสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ ด. จึงเพิ่งแจ้งขอลาออกจากการเป็นคณะอนุญาโตตุลาการในภายหลัง กรณีเช่นนี้ ย่อมไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผ่านมาต้องเสียไป ทั้งหลังจากนั้นสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ ยังสอบถามความเห็นของผู้ร้องและผู้คัดค้านเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงมีคำวินิจฉัยไม่ยอมรับการลาออกของ ด. อันเป็นการดำเนินการไปตามที่ข้อบังคับดังกล่าวให้อำนาจไว้ การลาออกจากการเป็นอนุญาโตตุลาการของ ด. จึงยังไม่มีผล ซึ่งแม้ ด. ไม่ลงลายมือชื่อในฐานะอนุญาโตตุลาการร่วม แต่คำชี้ขาดก็ระบุถึงเหตุขัดข้องที่ไม่มีลายมือชื่อไว้แล้วซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นกรณีที่องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ครบองค์คณะหรือตามที่ระบุไว้ในสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดถึงที่สุดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (ICC) เลขที่ ไอซีซี 22857/พีทีเอ (ICC 22857/PTA) ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 และบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดถึงที่สุด ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ที่ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย กับค่าใช้จ่ายของอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในชั้นอนุญาโตตุลาการแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดถึงที่สุดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (ICC) ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 และบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดถึงที่สุดฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดถึงที่สุดดังกล่าว และให้ยกคำคัดค้าน กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ผู้คัดค้านในฐานะผู้ว่าจ้างกับผู้ร้องในฐานะผู้รับเหมาหลัก ตกลงทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคาร ระบุสถานที่ก่อสร้างบริเวณถนนสุขุมวิท 39 กรุงเทพมหานคร โดยสัญญาข้อ 31 ตกลงให้กรณีมีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาในเรื่องการก่อสร้างตามสัญญาดังกล่าวหรือจากการดำเนินการตามสัญญาดังกล่าวให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ซึ่งดำเนินการในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นภาษาอังกฤษ ภายใต้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (The International Chamber of Commerce หรือ ICC) โดยคณะอนุญาโตตุลาการ 3 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อบังคับดังกล่าว วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (ICC) ขอให้มีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระค่าก่อสร้างที่ค้างชำระ 106,138,678.20 บาท เงินประกันผลงานการก่อสร้าง 15,914,180.70 บาท เงินค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงานก่อสร้าง 15,671,081.44 บาท และค่าเสียหายจากความล่าช้าของการก่อสร้างที่เกิดจากผู้คัดค้าน 3,255,732.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าว ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 สถาบันอนุญาโตตุลาการฯ แต่งตั้งนายแอนโทนี่เป็นอนุญาโตตุลาการร่วมตามที่ฝ่ายผู้ร้องเสนอ และแต่งตั้งนายเดชอุดมเป็นอนุญาโตตุลาการร่วมแทนฝ่ายผู้คัดค้านตามที่คณะกรรมการหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทยเสนอ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 สถาบันอนุญาโตตุลาการฯ แต่งตั้งนายสตีเว่นเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการตามที่คณะกรรมการหอการค้านานาชาติแห่งประเทศสิงคโปร์เสนอ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 นายเดชอุดมแจ้งขอลาออกจากการเป็นอนุญาโตตุลาการร่วมในคดีนี้ต่อเลขาธิการสถาบันอนุญาโตตุลาการ ฯ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 สถาบันอนุญาโตตุลาการฯ พิจารณาข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ แล้วไม่รับรองการลาออกดังกล่าว วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดถึงที่สุดให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าก่อสร้างที่ค้างชำระ เงินประกันผลงานการก่อสร้าง เงินค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงานก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ย กับค่าใช้จ่ายของอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในชั้นอนุญาโตตุลาการแก่ผู้ร้อง โดยไม่มีลายมือชื่อนายเดชอุดมในคำชี้ขาด วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดถึงที่สุดดังกล่าวเนื่องจากการพิมพ์ผิด โดยแก้สถานะของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่พิมพ์สลับกันให้ถูกต้องเป็นผู้ร้องในฐานะผู้รับเหมาหลักและผู้คัดค้านในฐานะผู้ว่าจ้าง โดยไม่มีลายมือชื่อนายเดชอุดมในบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดเช่นกัน

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทำนองว่า กระบวนการในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่ชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการปฏิญาณตนของพยานและล่ามก่อนเริ่มสืบพยานนั้น ในข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยสรุปความได้ว่า การดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ 31 ซึ่งวิธีพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการนั้นมีกำหนดไว้ตามข้อบังคับดังกล่าว ข้อ 16 ถึง 27 ทั้งคณะอนุญาโตตุลาการยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมถึงการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง โดยไม่จำต้องจัดให้ล่ามและพยานสาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณก่อนเริ่มต้นสืบพยาน ข้ออ้างดังกล่าวของผู้คัดค้านไม่อาจรับฟังได้ กับที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทำนองว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งอันเกี่ยวเนื่องคดีอาญาซึ่งอยู่ระหว่างที่ผู้คัดค้านกำลังดำเนินคดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรม และผู้คัดค้านยังสามารถบังคับชำระหนี้ทางแพ่งต่อผู้ร้องได้อยู่ จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาด ซึ่งข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยสรุปความได้ว่า คดีอาญาที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างมาเป็นคนละประเด็นกับข้อพิพาทในคดีและไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ทั้งมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าจะนำมาหักกลบลบหนี้กันนั้นยังไม่แน่นอนว่าจะมีหรือไม่ แต่อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองกรณีคงโต้แย้งในทำนองเดียวกับที่ยกขึ้นอ้างในคำคัดค้านต่อศาลชั้นต้น โดยไม่ได้โต้แย้งว่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นไม่ชอบหรือฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสองกรณีดังกล่าว

สำหรับที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อไปทำนองว่า ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติที่สถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติใช้เป็นเหตุไม่รับการลาออกของนายเดชอุดมนั้น ไม่เป็นธรรม ขาดหลักแห่งการถ่วงดุลอำนาจ ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ รวมทั้งนายแอนโทนี่ อนุญาโตตุลาการร่วม และนายสตีเว่น ประธานคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ไม่แก้ปัญหาเรื่องการลาออกของนายเดชอุดมให้แล้วเสร็จ แต่กลับมีการทำคำชี้ขาดต่อไปโดยไม่มีลายมือชื่อนายเดชอุดมในคำชี้ขาดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวถือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น หลักสำคัญของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ศาลจะแทรกแซงในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งรวมถึงการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจศาลไว้อย่างชัดแจ้งภายในกรอบที่จำกัด ทั้งกฎหมายดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง จึงห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเว้นแต่จะเข้ากรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน (1) ถึง (5) แต่อุทธรณ์ในส่วนดังกล่าวของผู้คัดค้านเป็นการอุทธรณ์เกี่ยวกับข้อกำหนดกระบวนการอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติทำนองว่าไม่เป็นธรรม และโต้แย้งดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณารวมถึงการรับฟังพยานหลักฐานอันอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ มิใช่การโต้แย้งเกี่ยวกับกรณีใดกรณีหนึ่งดังที่ระบุไว้ในบทบัญญัติข้างต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 วรรคสอง (3) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยของคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมีผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวแล้ว หรือปฏิญาณตนต่อหน้าศาลหรือต่อหน้าเจ้าพนักงานหรือบุคคลที่มีอำนาจในการรับคำสาบานหรือปฏิญาณ หรือรับรองโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการรับรองคำแปล หรือผู้แทนทางการทูตหรือกงสุลไทยในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดหรือสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น มาแสดงต่อศาลก็ตาม แต่การให้มีคำแปลโดยผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวหรือปฏิญาณตนตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อให้เอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ เช่นนี้ ถึงแม้ไม่ปรากฏว่าผู้แปลคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องนำมาแสดงต่อศาลจะได้สาบานตัวหรือปฎิญาณตนตามบทบัญญัติข้างต้น แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้นำสืบว่าคำแปลคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร คงอ้างเพียงการขาดความชอบธรรมของกระบวนการยื่นคำร้องเท่านั้น กรณีย่อมไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของคำแปลเอกสารดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่บทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนี้ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการสุดท้ายว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการภายใต้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคาร ข้อ 31 ถือว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงยอมรับข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการดังกล่าวแล้ว กระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการรวมถึงวิธีการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการจึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวตามที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กำหนดไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ แม้จะได้ความว่าคำชี้ขาดถึงที่สุดและบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดถึงที่สุดในคดีนี้มีอนุญาโตตุลาการลงลายมือชื่อเพียง 2 คน แต่เมื่อได้ความว่าสถาบันอนุญาโตตุลาการ ฯ แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการครบ 3 คน ตามที่ระบุในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับสถาบันอนุญาโตตุลาการดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นคณะอนุญาโตตุลาการจึงดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและรับฟังพยานหลักฐานต่อไป จนกระทั่งมีร่างคำชี้ขาดถึงที่สุดโดยผ่านขั้นตอนการตรวจสอบตามข้อบังคับสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ นายเดชอุดมจึงเพิ่งแจ้งขอลาออกจากการเป็นคณะอนุญาโตตุลาการในภายหลัง กรณีเช่นนี้ย่อมไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผ่านมาต้องเสียไป ทั้งหลังจากนั้นสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ ยังสอบถามความเห็นของผู้ร้องและผู้คัดค้านเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงมีคำวินิจฉัยไม่ยอมรับการลาออกของนายเดชอุดม อันเป็นการดำเนินการไปตามที่ข้อบังคับดังกล่าวให้อำนาจไว้ การลาออกจากการเป็นอนุญาโตตุลาการของนายเดชอุดมจึงยังไม่มีผล ซึ่งแม้นายเดชอุดมจะไม่ลงลายมือชื่อในฐานะอนุญาโตตุลาการร่วม แต่คำชี้ขาดดังกล่าวก็ระบุถึงเหตุขัดข้องที่ไม่มีลายมือชื่อไว้ในคำชี้ขาดแล้วซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่เป็นกรณีที่องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ครบองค์คณะหรือตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการและการทำคำชี้ขาดดำเนินการโดยคณะอนุญาโตตุลาการครบองค์คณะตามที่คู่พิพาทตกลงกันไว้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 37 ม. 42 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ส.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ฟ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวดวงพร ภู่เกิด
-
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2568
#721453
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่าผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา... ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และ ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่หนังสือบอกกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งเพื่อโจทก์จะใช้สิทธิตามสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,024,000 บาท ชำระค่าขาดประโยชน์ 144,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน และชำระค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืน 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 620,000 บาท ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 99,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2563) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 5,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 12 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อยันม่าร์ รุ่นอีเอฟ514ที หมายเลขเครื่องยนต์ 10045เอ หมายเลขตัวรถ 514-201890 จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อ 1,032,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนมากน้อยไม่เท่ากัน รวม 84 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาโจทก์ส่งพนักงานเข้าตรวจสอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อหลายครั้งแต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงไม่ยินยอมให้ตรวจสอบเป็นการผิดสัญญาข้อ 5 และข้อ 13 (ข) โจทก์มีหนังสือทวงถามให้แสดงรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเพื่อตรวจสอบ บอกเลิกสัญญา และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 แต่เพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในหนี้ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเพราะนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปแสดงแก่โจทก์นั้น ไม่ปรากฏเลยว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 โจทก์จะเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้มิได้จนกว่าโจทก์จะส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 เสียก่อน โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ยังไม่ต้องรับผิด ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 จะเห็นได้ว่า กรณีผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของผู้เช่าซื้อไปยังผู้ค้ำประกันต้องเป็นกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่างวดเช่าซื้อ ซึ่งสัญญาเช่าซื้อกำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้เป็นที่แน่นอนแล้ว จึงเป็นกรณีตามสัญญาข้อ 13 (ก) ส่วนกรณีโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองแสดงรถที่เช่าซื้อนั้นเป็นกรณีอื่นที่โจทก์มีสิทธิตามสัญญาข้อ 5 เมื่อจำเลยทั้งสองเพิกเฉยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ที่ใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อกรณีอื่น ตามสัญญาข้อ 5 และข้อ 13 (ข) เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์ไม่ต้องมีหนังสือแจ้งแก่จำเลยที่ 2 อีกและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ข้อ 2 ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และ/หรือเงินจำนวนอื่นใดที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อภายในกำหนดไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน หรือทรัพย์สินที่เช่าซื้อเกิดความเสียหาย สูญหาย ถูกยึด ถูกอายัดหรือถูกริบ หรือผู้เช่าซื้อล้มละลาย หรือตาย หรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือย้ายภูมิลำเนาโดยมิได้แจ้งให้บริษัททราบ หรือกรณีอื่นใดอันทำให้บริษัทไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการที่จะชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าว และค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่บริษัทจนครบถ้วนตามหนังสือสัญญาค้ำประกันนี้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 บัญญัติว่า อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ดังนั้นจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารท้ายคำฟ้อง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ เมื่อปรากฏตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่า ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และนอกจากนี้ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบทันที ในกรณีที่ทรัพย์สินชำรุดบกพร่อง และ/หรือไม่อยู่สภาพที่ใช้การได้ และ/หรือเสียหาย และ/หรือสูญหาย และ/หรือในกรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ และวรรคสาม ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อพิจารณาเห็นว่าทรัพย์สินมีการใช้งาน จนอยู่ในสภาพที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวรถและอุปกรณ์ได้ ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธินำทรัพย์สินและอุปกรณ์ดังกล่าว มาตรวจสภาพและทำการแก้ไขได้ทันที โดยผู้เช่าซื้อจะไม่โต้แย้งแต่ประการใดทั้งสิ้น และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ใด ๆ จากผู้ให้เช่าซื้อทั้งสิ้น ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ มิฉะนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาอันเป็นการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามบทบัญญัติมาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561 เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่หนังสือบอกกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งเพื่อโจทก์จะใช้สิทธิตามสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาตามทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาลอนาคตรวมเป็นเงิน 8,180 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 680 ม. 686 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวตีรณันต์ ดุริยะสาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2568
#719651
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง เป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท ค่าปรับชำระล่าช้า 9,278 บาท ค่าติดตามรถคืน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อยันม่าร์ รุ่น EF494T หมายเลขเครื่องยนต์ M7155 คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้ชำระค่าขาดประโยชน์ 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 45,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ชำระเบี้ยปรับ 9,278 บาท กับให้ชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จ แต่ไม่เกิน 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้ตกเป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อ ย. หมายเลขตัวถัง 494-20xxxx หมายเลขเครื่องยนต์ M 71xx จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 482,250 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อส่วนแรกรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 50,000 บาท ส่วนที่เหลือ 432,250 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนมากน้อยไม่เท่ากัน รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มีนาคม 2561 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของเดือนถัดไปจนกว่าชำระครบ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 130,370 บาท แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนถึงปัจจุบัน ยังค้างชำระค่าเช่าซื้อ ค่าปรับชำระล่าช้า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากครบกำหนดแล้วเพิกเฉยให้ถือว่าสัญญาเลิกกัน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 เมื่อครบกำหนด 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยที่ 1 เพิกเฉย สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน สำหรับประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ ข้อ 2 ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการไม่ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ และ/หรือเงินจำนวนอื่นใดที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อภายในกำหนดไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือทรัพย์สินที่เช่าซื้อเกิดความเสียหาย สูญหาย ถูกยึด ถูกอายัดหรือถูกริบ หรือผู้เช่าซื้อล้มละลาย หรือตายหรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือย้ายภูมิลำเนาโดยไม่ได้แจ้งให้บริษัททราบ หรือกรณีอื่นใดอันทำให้บริษัทไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการที่จะชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าว และค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่บริษัทจนครบถ้วนตามหนังสือสัญญาค้ำประกันนี้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 บัญญัติว่า อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ดังนั้นจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ เมื่อปรากฏตาม ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่า "ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และนอกจากนี้ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบทันที ในกรณีที่ทรัพย์สินชำรุด บกพร่อง และ/หรือไม่อยู่สภาพที่ใช้การได้ และ/หรือเสียหาย และ/หรือสูญหาย และ/หรือไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ" และวรรคสาม ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อพิจารณาเห็นว่าสินทรัพย์มีการใช้งาน จนอยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวรถและอุปกรณ์ได้ ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธินำทรัพย์สินและอุปกรณ์ดังกล่าว มาตรวจสภาพและทำการแก้ไขได้ทันที โดยผู้เช่าซื้อจะไม่โต้แย้งแต่ประการใดทั้งสิ้น และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ใด ๆ จากผู้ให้เช่าซื้อทั้งสิ้น" ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามบทบัญญัติ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 หรือลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563 เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 7 มิถุนายน 2563 ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงและจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 680 ม. 686 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายศุภฤกษ์ แก้วมณีชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพิทยา หมื่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2568
#720871
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพ 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลแล้ว 11,559 บาท กับเงินบรรเทาความเดือดร้อนอีก 100,000 บาท จึงให้นำมาหักคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังได้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท และได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนทั้งสองจำนวนนี้มาหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น เมื่อค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถประกอบด้วยค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการทำละเมิดซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย ซึ่งตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31 บัญญัติว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยได้ บ่งชี้ชัดว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัยด้วยกันทั้งสิ้น จึงต้องนำค่าเสียหายตามกรมธรรม์จำนวน 488,441 บาท มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ ส่วนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท อันเป็นความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.ป.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง กรณีต้องนำมาหักชำระด้วยเช่นกัน เมื่อค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งมีจำนวนรวม 988,441 บาท คุ้มกับค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 830,038 บาท แล้ว จำเลยหาต้องรับผิดแก่โจทก์ร่วมที่ 1 อีกเพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำซ้อนแล้ว ยังเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับค่าเสียหายเกินไปจากความเป็นจริง การไม่นำค่าสินไหมทดแทนที่ได้มาจากบริษัทประกันภัยดังกล่าวมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 157

ระหว่างพิจารณา นางสาว ก. มารดาของเด็กชาย ณ. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และนาย ช. โดยนางสาว จ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส โดยให้เรียกนางสาวก.ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนาย ก.ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,500,000 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันที่จำเลยทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยให้การรับสารภาพและให้การในส่วนคดีแพ่งว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมทั้งสองเรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลาที่คุมประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำร้องในส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 830,038 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไปหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพจำนวน 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 672,000 บาท รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นค่ารักษาพยาบาลแล้วจำนวน 11,559 บาท กับเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนอีก 100,000 บาท จึงให้นำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ท. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท กับได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ว. ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีกจำนวน 500,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนทั้ง 2 จำนวนนี้ มาหักออกจากจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนอันจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ในส่วนที่เหลืออีก 830,038 บาท เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัท ท. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท นั้น เมื่อไม่ปรากฏในทางพิจารณาเกี่ยวกับวงเงินที่กำหนดไว้ตามกรรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถว่ามีการแยกแยะไว้เป็นประการใด ตามปกติย่อมประกอบด้วยค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับความเสียหายต่อชีวิตตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 20 วรรคสอง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าปลงศพและการจัดการศพตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจำนวน 35,000 บาท ส่วนหนึ่ง กับค่าเสียหายส่วนที่เหลือซึ่งเมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าเสียหายส่วนนี้จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตายซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย และโดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทน...ไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าว...ได้" เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกันแล้วแสดงให้เห็นได้ว่าเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อผู้ประสบภัยได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ผู้ประสบภัยยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จากผู้ก่อความเสียหายได้อีก ขณะเดียวกับที่ความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใด บริษัทก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ด้วย บ่งชี้ชัดว่าค่าเสียหายเบื้องต้นรวมทั้งค่าเสียหายส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัยด้วยกันทั้งสิ้น กรณีต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จึงสามารถนำค่าเสียหายทั้ง 2 ส่วนนี้จำนวน 488,441 บาท มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ ส่วนค่าสินไหมทดแทนซึ่งโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัท ว.. จำนวน 500,000 บาท เป็นกรณีที่ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยผู้เอาประกันภัยขับไปก่อเหตุละเมิดชนบุตรโจทก์ร่วมที่ 1 จนถึงแก่ความตาย ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนจากการเสียชีวิตของบุตรโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าวตามวงเงินที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ จึงต้องถือว่าค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากจำเลยผ่านทางบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยโดยอาศัยสัญญาประกันภัยค้ำจุนที่จำเลยทำไว้กับบริษัทผู้รับประกันภัยนั้นแล้ว กรณีต้องนำเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยเช่นกัน เมื่อเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยทั้ง 2 แห่ง มีจำนวนรวม 988,441 บาท จึงคุ้มกับค่าสินไหมทดแทนอันจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ในส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 830,038 บาท แล้ว จำเลยหาต้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยตนเองอีกเพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำซ้อนกับค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับไปจากบริษัทผู้รับประกันภัยแล้ว ยังเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับค่าเสียหายเกินไปจากความเป็นจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยรวมจำนวน 988,441 บาท มาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามที่กำหนดในคำพิพากษาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ก.โจทก์ร่วมที่ 2 มีส่วนประมาทในเหตุเกิดขึ้นในคดีนี้ นาย ก.ย่อมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 กับให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 22 ม. 25 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — นางสาว ก. กับพวก
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายจีรพงษ์ ตรงวานิชนาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชาคริต จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
นนท์ ชัยปกรณ์
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5328/2568
#720734
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคาร อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยทั้งสองทำให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ และไม่สามารถบังคับคดีได้ จนทำให้เกิดหนี้ค้างชำระและได้รับความเสียหาย รวมทั้งสิ้น 1,421,113.98 บาท

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 กับนางสาวหรือนางณมิตา ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดในราคา 930,000 บาท คงเหลือยอดหนี้ตามคำพิพากษา 1,056,775.58 บาท จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ต่อมา วันที่ 28 กันยายน 2564 ผู้ร้องยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ซึ่งมีสหกรณ์ ค. เป็นผู้รับจำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ที่เหลือ วันที่ 29 กันยายน 2564 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยความยินยอมของผู้รับจำนอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่ง คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 บัญญัติว่า "ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี..." ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จึงต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2561 จำเลยทั้งสองจองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้อง และในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในเอกสารขอซื้อทรัพย์สินรอการขายของสหกรณ์ ค. นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังลงลายมือชื่อร่วมกันในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โดยต่อมาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 แม้หนังสือคำร้องขอกู้เงินพิเศษ มีชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว แต่ก็ระบุว่าทำร่วมกับคู่สมรสคือจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม
ผู้ร้อง — ธนาคาร อ.
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นางสาวทิพาลัคน์ คงบุญวิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประจีน ชอบทางศิลป์
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ อุดมผล
คมกฤช เทียนทัด
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568
#721454
เปิดฉบับเต็ม

การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ หาได้อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 21,217,979.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,064,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันผิดนัด (ผิดนัดวันที่ 21 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 186 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 วันที่ 16 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำคำขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 10,000,000 บาท วันที่ 7 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 6,000,000 บาท และวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,000,000 บาท ในการขอมีวงเงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส ย่อมถือได้ว่ากรณีเช่นนี้อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้... (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน เมื่อพิจารณาถึงการให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สำหรับการทำนิติกรรมคดีนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่การที่จำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวที่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว ปรากฏแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 รับรู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 27,805 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 ม. 1490 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ร.กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวธีมาพร ทวีชัยทศพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568
#723648
เปิดฉบับเต็ม

การจัดการสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (8) เท่านั้นที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการจัดการสินสมรสโดยตรง กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม ไม่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 21,217,979.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,064,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันผิดนัด (ผิดนัดวันที่ 21 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 186 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 วันที่ 16 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำคำขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 10,000,000 บาท วันที่ 7 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 6,000,000 บาท และวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,000,000 บาท ในการขอมีวงเงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส ย่อมถือได้ว่ากรณีเช่นนี้อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้... (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน เมื่อพิจารณาถึงการให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สำหรับการทำนิติกรรมคดีนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่การที่จำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวที่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว ปรากฏแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 รับรู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 27,805 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 ม. 1490 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวธีมาพร ทวีชัยทศพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5113/2568
#719659
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงดังกล่าวจึงไม่ชอบ

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 จำเลยทั้งสองในการรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง แต่บริเวณโรงเรียนบ้านสันป่าสักตามฟ้องเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียนหาใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักต้นมะค่าโมงของผู้เสียหายไปจากบริเวณโรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 334, 83, 80, 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ วรรคหนึ่ง) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ริบเลื่อยโซ่ยนต์ พร้อมโซ่เลื่อย และอุปกรณ์แผ่นบังคับโซ่ ขนาด 10 นิ้ว 1 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังข้อเท็จจริงใหม่จากรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงที่ปลูกอยู่บริเวณโรงเรียนชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำเลยทั้งสองในการรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง แต่บริเวณโรงเรียนบ้านสันป่าสักตามฟ้องเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียนหาใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักต้นมะค่าโมงของผู้เสียหายไปจากบริเวณโรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เห็นว่า ไม้มะค่าโมงที่จำเลยทั้งสองร่วมกันตัดและพยายามลักเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่มีราคาค่อนข้างสูง และอยู่ในเขตสถานที่ราชการ การลงมือกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนถึงชั้นพิจารณา วางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจำนวนหนึ่งอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้รู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายในความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว และจำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนกับมีเหตุผลอื่นตามที่อ้างในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง และโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางเมื่อลดโทษให้แล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 เดือน นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้เบาไปกว่านี้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ลงโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในทำนองว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ คดีจึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และคดีไม่มีการสืบพยานมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้น ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพและไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วด้วยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (8)
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 225
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายคมศักดิ์ โตโภชนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโสภณ มัธยันต์พล
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
โสภณ พรหมสุวรรณ
อัจฉรา หวังเกียรติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5087/2568
#719660
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาล เช่นนี้ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง การที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีตัวจำเลยที่จะนำไปกักขังตามหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้ เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ถือว่าผู้ประกันมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก จำคุก 6 เดือน 90 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 90 วัน โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 90 วัน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา โดยหมายเหตุท้ายคำร้องว่า ข้าพเจ้ารอฟังอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ว่า เนื่องจากจำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาลในขณะยื่นคำร้องจึงให้ออกหมายนัดให้จำเลยและผู้ประกันมาฟังคำสั่งวันที่ 27 สิงหาคม 2567 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดดังกล่าว จำเลย ทนายจำเลย และนายประกันมาศาล ศาลชั้นต้นสอบแล้วจำเลยยืนยันขอถอนฎีกาตามคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 27 สิงหาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 และจำเลยมาศาลในวันนั้น ซึ่งเป็นการยื่นโดยชอบแล้ว ถือว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว ขอให้ศาลออกหมายจำคุกหรือกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 มิใช่ถึงนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ก็ตาม แต่จำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาล จำเลยจึงยังไม่ได้รับโทษกักขังตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาในวันดังกล่าว ต่อมาจำเลยมาศาลวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วยืนยันขอถอนฎีกา ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จึงมีผลให้จำเลยต้องรับโทษกักขังตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคดีถึงที่สุดในวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกานั้น จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาล เช่นนี้ ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง การที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีตัวจำเลยที่จะนำไปกักขังตามหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้ เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ถือว่าผู้ประกันมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 116 ม. 198 ม. 202 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นาง จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายบุญชัย เติมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5087/2568
#720435
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 แต่เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง เมื่อผู้ประกันเพิ่งนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก จำคุก 6 เดือน 90 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 90 วัน โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 90 วัน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา โดยหมายเหตุท้ายคำร้องว่า ข้าพเจ้ารอฟังอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ว่า เนื่องจากจำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาลในขณะยื่นคำร้องจึงให้ออกหมายนัดให้จำเลยและผู้ประกันมาฟังคำสั่งวันที่ 27 สิงหาคม 2567 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดดังกล่าว จำเลย ทนายจำเลย และนายประกันมาศาล ศาลชั้นต้นสอบแล้วจำเลยยืนยันขอถอนฎีกาตามคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 27 สิงหาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 และจำเลยมาศาลในวันนั้น ซึ่งเป็นการยื่นโดยชอบแล้ว ถือว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว ขอให้ศาลออกหมายจำคุกหรือกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 มิใช่ถึงนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ก็ตาม แต่จำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาล จำเลยจึงยังไม่ได้รับโทษกักขังตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาในวันดังกล่าว ต่อมาจำเลยมาศาลวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วยืนยันขอถอนฎีกา ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จึงมีผลให้จำเลยต้องรับโทษกักขังตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคดีถึงที่สุดในวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกานั้น จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล เช่นนี้ ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง การที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีตัวจำเลยที่จะนำไปกักขังตามหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้ เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ถือว่าผู้ประกันมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 116 ม. 198 ม. 202 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นาง จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายบุญชัย เติมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5079/2568
#721445
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และบังคับตามสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,157,897 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 489,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับและให้โจทก์ชำระค่าทนายความให้จำเลย 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกู้ยืมเงินและนำที่ดินมาค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าสัญญากู้ยืมตกเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยรวมกันไป ได้ความว่า โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เห็นว่า การกระทำของโจทก์เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน บังคับตามสัญญาได้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ในขณะทำสัญญา และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ที่ใช้บังคับในภายหลัง อันมีผลทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ แต่ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมไปนั้นสามารถแยกออกจากวัตถุประสงค์ในการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดที่เป็นโมฆะได้ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืม กระทำการอย่างใด ๆ โดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม จำเลยจึงต้องรับผิดคืนต้นเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด การที่โจทก์นำสัญญากู้มาฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าเป็นการชำระหนี้ของจำเลยเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จำเลยหาอาจเรียกร้องให้คืนดอกเบี้ยที่ชำระได้ไม่ และให้นำดอกเบี้ยไปหักชำระต้นเงิน คงเหลือเงินต้นตามสัญญากู้เงินทุกฉบับรวม 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยได้แก้ไขมาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้เปลี่ยนดอกเบี้ยผิดนัดจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าว ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 411
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายธีรดนย์ วงษ์จักร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมเจตน์ วิทยาผาสุข
ชื่อองค์คณะ
ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สมชาย พวงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054/2568
#722840
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าปลงศพ 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และ 6 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ 2,478,949.24 บาท และแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 7 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง 15,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายชาลี ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และที่ 6 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางประภาศรี ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2504 โจทก์กับผู้ตายไม่มีบุตรด้วยกันแต่โจทก์มีบุตรกับนางม่วยเกี้ย ภริยาอีกคนหนึ่งซึ่งได้แจ้งเกิดว่าเป็นบุตรของผู้ตาย 5 คน คือ นางสุพรรณี จำเลยที่ 2 นายชาลี นายสุนทร และนายจักษ์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2556 ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองโดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ต่อมาศาลจังหวัดพระโขนงมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทรัพย์สินตามฟ้องจำนวน 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรส โจทก์เป็นผู้จัดการปลงศพผู้ตาย คดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายชำระค่าปลงศพผู้ตายและแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 2 ถึง 7 ให้โจทก์กึ่งหนึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับสิทธิในทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 มีประเด็นข้อพิพาทประการหนึ่งว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เป็นการโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 6 ส่วน เป็นสินสมรส ซึ่งต้องแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ไม่ถูกต้อง โดยมีเหตุผลจากข้อเท็จจริงและการปรับบทกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 และการทำสัญญาระหว่างสมรสตกลงแบ่งทรัพย์สินให้เป็นสินส่วนตัวซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาท แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในโฉนดที่ดินซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นทำให้โจทก์ได้รับสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย เป็นเพียงการกล่าวถึงผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง จึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 6 ส่วนเป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้คดีเสร็จสิ้นไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหานี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 บริษัท ป. จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เนื้อที่ 75 ตารางวา ให้แก่นายสุนทร นายชาลี จำเลยที่ 2 นายจักษ์ โจทก์และผู้ตาย รวม 6 คน โจทก์กับผู้ตายและบุตรโจทก์ 4 คน จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยแต่ละคนมีส่วนในที่ดินเท่ากันคือคนละ 1 ใน 6 ส่วน และเมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินดังกล่าวมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อทั้งโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากันย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงกันเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 ของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 ส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตายแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาและเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเป็นเงิน 90,225 บาท โดยคำนวณค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฎีกาของจำเลยที่ 1 จำนวน 4,511,287.78 บาท เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงิน 20,000 บาท เท่านั้น และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 กึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 70,225 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469 ม. 1471 (3)
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช. โดยนาย ล. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวพิชญา วิศาลโภคะ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนัส อานามวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
คมกฤช เทียนทัด
อดุลย์ อุดมผล
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054/2568
#724777
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าปลงศพ 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และ 6 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ 2,478,949.24 บาท และแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 7 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง 15,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายชาลี ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และที่ 6 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางประภาศรี ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2504 โจทก์กับผู้ตายไม่มีบุตรด้วยกันแต่โจทก์มีบุตรกับนางม่วยเกี้ย ภริยาอีกคนหนึ่งซึ่งได้แจ้งเกิดว่าเป็นบุตรของผู้ตาย 5 คน คือ นางสุพรรณี จำเลยที่ 2 นายชาลี นายสุนทร และนายจักษ์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2556 ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองโดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ต่อมาศาลจังหวัดพระโขนงมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทรัพย์สินตามฟ้องจำนวน 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรส โจทก์เป็นผู้จัดการปลงศพผู้ตาย คดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายชำระค่าปลงศพผู้ตายและแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 2 ถึง 7 ให้โจทก์กึ่งหนึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับสิทธิในทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 มีประเด็นข้อพิพาทประการหนึ่งว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เป็นการโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 6 ส่วน เป็นสินสมรส ซึ่งต้องแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ไม่ถูกต้อง โดยมีเหตุผลจากข้อเท็จจริงและการปรับบทกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 และการทำสัญญาระหว่างสมรสตกลงแบ่งทรัพย์สินให้เป็นสินส่วนตัวซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาท แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในโฉนดที่ดินซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นทำให้โจทก์ได้รับสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย เป็นเพียงการกล่าวถึงผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง จึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 6 ส่วนเป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้คดีเสร็จสิ้นไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหานี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 บริษัท ป. จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เนื้อที่ 75 ตารางวา ให้แก่นายสุนทร นายชาลี จำเลยที่ 2 นายจักษ์ โจทก์และผู้ตาย รวม 6 คน โจทก์กับผู้ตายและบุตรโจทก์ 4 คน จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยแต่ละคนมีส่วนในที่ดินเท่ากันคือคนละ 1 ใน 6 ส่วน และเมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินดังกล่าวมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อทั้งโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากันย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงกันเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 ของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 ส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตายแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาและเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเป็นเงิน 90,225 บาท โดยคำนวณค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฎีกาของจำเลยที่ 1 จำนวน 4,511,287.78 บาท เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงิน 20,000 บาท เท่านั้น และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 กึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 70,225 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469 ม. 1471 (3)
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช. โดยนาย ล. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวพิชญา วิศาลโภคะ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนัส อานามวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
คมกฤช เทียนทัด
อดุลย์ อุดมผล
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568
#722684
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง เป็นจำคุก 528 เดือน ซึ่งความผิดที่จำเลยกระทำแต่ละกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมทุกกระทงให้จำคุก 240 เดือน นั้น ไม่ชอบ โดยต้องกำหนดให้เป็นจำคุก 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงไม่อาจลงโทษจำคุก 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 ให้จำเลยชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 624,014 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) (ที่ถูก 335 (11) วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 88 กระทง เป็นจำคุก 88 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง (ที่ถูก กระทงละกึ่งหนึ่ง) คงจำคุก 44 ปี แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยใช้เงิน 393,154 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์ตามฟ้องข้อที่ 1.3 ถึง 1.7, 1.9 ถึง 1.11, 1.13, 1.14, 1.17, 1.18, 1.20, 1.21, 1.23, 1.27 ถึง 1.29, 1.31 ถึง 1.34, 1.37, 1.39, 1.44, 1.47, 1.48, 1.51 ถึง 1.58, 1.62, 1.64, 1.66 ถึง 1.68, 1.71, 1.72, 1.76, 1.77, 1.79 ถึง 1.83, 1.85, 1.87, 1.90, 1.91, 1.94, 1.96, 1.97, 1.100, 1.101, 1.103, 1.104, 1.107, 1.109, 1.110, 1.113, 1.118, 1.121 ถึง 1.125, 1.130, 1.132, 1.134 ถึง 1.136, 1.139, 1.140, 1.143, 1.144, 1.147 ถึง 1.150, 1.159, 1.161, 1.168, 1.173, 1.174, 1.176 และ 1.177)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง จำคุก 528 เดือน แต่เป็นความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 240 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นฎีกาว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของร้าน ก. มีนางสาวจิตติมา ผู้เสียหายเป็นเจ้าของ ประกอบกิจการจำหน่ายตั๋วรถโดยสารและตั๋วเรือท่องเที่ยว จำเลยมีหน้าที่จำหน่ายตั๋วให้แก่ลูกค้าและเก็บเงินนำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยเก็บเงินแล้วไม่ส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายตามฟ้อง ข้อ 1.1, 1.2, 1.8, 1.12, 1.15, 1.16, 1.19, 1.22, 1.24 ถึง 1.26, 1.30, 1.35, 1.36, 1.38, 1.40 ถึง 1.43, 1.45, 1.46, 1.49, 1.50, 1.59 ถึง 1.61, 1.63, 1.65, 1.69, 1.70, 1.73 ถึง 1.75, 1.78, 1.84, 1.86, 1.88, 1.89, 1.92, 1.93, 1.95, 1.98, 1.99, 1.102, 1.105, 1.106, 1.108, 1.111, 1.112, 1.114 ถึง 1.117, 1.119, 1.120, 1.126, 1.127, 1.128, 1.129, 1.131, 1.133, 1.137, 1.138, 1.141, 1.142, 1.145, 1.146, 1.151, 1,152, 1,153, 1.154, 1.155, ถึง 1.157, 1.158, 1.160, 1.162, 1.163 1.164, 1.165, 1.166, 1.167, 1.169, 1.170, 1.171, 1.172, 1.175 และ 1.178 รวมเป็นเงิน 393,154 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหายมีหน้าที่ขายตั๋วและเก็บเงินจากลูกค้าของผู้เสียหาย ดังนั้นเงินค่าตั๋วโดยสารที่จำเลยรับไว้จากลูกค้าเป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ขายตั๋วให้ลูกค้าผู้ซื้อตั๋ว จำเลยเพียงแต่รับเงินยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยรับเงินจากลูกค้าของผู้เสียหายแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายมีหน้าที่จำหน่ายตั๋วโดยสารให้แก่ลูกค้าและเก็บเงินจากลูกค้าเพื่อนำส่งให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าว เอาเงินค่าจำหน่ายตั๋วที่ได้จากลูกค้าไม่นำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จำเลยอาศัยความไว้วางใจของผู้เสียหายกระทำความผิด พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลย ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำคุกจำเลย 528 เดือน แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 240 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (1)... (2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี..." ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลย 240 เดือน นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว โดยต้องกำหนดโทษเป็นให้จำคุก 20 ปี ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลย 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (2) ม. 335 วรรคหนึ่ง 11
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นางสาว ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางสาวศุภมาศ หวังมหาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุพิชญ์ กรอบคำ
ฉัตรชัย ไทรโชต
พัฒนไชย ยอดพยุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568
#723557
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 และส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โจทก์กู้ยืมเงินจำเลย 150,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ย เดือนละ 1 ครั้ง โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 เป็นหลักประกันแก่จำเลย และตกลงให้ถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ขอกู้ยืมเงินจำเลยเพิ่มขึ้นอีก 130,000 บาท โดยใช้หลักประกันเดิม และจดทะเบียนทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเงินกู้จากจำนองครั้งที่ 1 รวมเป็นต้นเงินทั้งสิ้น 280,000 บาท ทั้งนี้มีข้อตกลงกันว่า โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยพร้อมกับภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของจำนวนดอกเบี้ยแต่ละเดือนให้แก่จำเลยด้วย หากโจทก์ผิดนัดจะต้องเสียค่าปรับอีกร้อยละ 0.75 ของดอกเบี้ยในแต่ละเดือน ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมานี้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยไปแล้ว 449,938 บาท

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ของจำเลยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นผลให้ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง และเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนักแต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (5)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — บริษัท ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายเกรียงไกร สาลิกา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
วิทยา พรหมประสิทธิ์
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4986/2568
#722971
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัดจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อมีปัญหากรณีอดีตผู้บริหารของโจทก์ถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษเกี่ยวกับการทุจริตและการตกแต่งบัญชี โจทก์ไม่ได้ดำเนินการใดในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนซึ่งรวมถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้ลงทุนและเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของโจทก์ จำเลยเสนอทางเลือกเพื่อยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้บริหารเดิมของโจทก์ จึงต้องดำเนินการตามทางเลือกที่แถลงไว้ เมื่อไม่อาจใช้ทางเลือกในการเจรจาควบรวมกิจการ จึงต้องใช้ทางเลือกในการฟ้องร้องดำเนินคดีซึ่งนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือต้องการรวมธุรกิจของโจทก์โดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 880,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ศาลมีคำสั่งให้การบอกล้างโมฆียะกรรมของจำเลยไม่มีผล ห้ามจำเลยใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมสัญญาลงทุน ให้จำเลยลงโฆษณาผลของคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ บางกอกโพสต์ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษต่อเนื่องกันเป็นเวลา 7 วัน ว่าโจทก์ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว และสัญญาลงทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาตกเป็นโมฆียะกรรม

จำเลยให้การปฏิเสธขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 685,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 500,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 700,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และบริการด้านการเงินให้สินเชื่อรายย่อยผ่านแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัล โจทก์ตั้งบริษัทลูกประกอบธุรกิจให้สินเชื่อในตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว พม่า และศรีลังกา และตั้งบริษัท ก. ขึ้นในประเทศสิงคโปร์ เพื่อเป็นศูนย์กลางกระจายเงินทุนการประกอบธุรกิจของโจทก์ในการลงทุนทำธุรกิจในต่างประเทศ ด้วยการให้บริษัท ก. เข้าถือหุ้นในบริษัทย่อยอื่น ๆ ของโจทก์ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ โจทก์จะโอนเงินลงทุนไปยังบริษัท ก. โดยบันทึกบัญชีโจทก์เป็นเงินให้กู้ยืมและเงินลงทุนในบริษัทย่อย ระหว่างปี 2555 ถึงปี 2557 รายได้ส่วนใหญ่ของโจทก์มาจากการให้เช่าซื้อ ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนภายใต้กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ ประกอบธุรกิจจัดการทรัพย์สินและลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ มีบริษัท จ. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทแม่ ดำเนินธุรกิจด้านการเงินและการลงทุน บริษัท จ. มีบริษัทย่อยและบริษัทในเครือหลายแห่ง จำเลยเข้าทำสัญญาลงทุน (Investment Agreement) กับโจทก์ 3 ฉบับ ตกลงซื้อหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) ที่โจทก์ออกให้ในลักษณะการเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่ผู้ลงทุนในต่างประเทศเท่านั้น สัญญาฉบับแรก ลงวันที่ 20 มีนาคม 2558 คิดเป็นเงินค่าหุ้น 30,000,000 เหรียญสหรัฐ โจทก์ออกใบหุ้นกู้แปลงสภาพลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้ทั้งหมดเป็นหุ้นสามัญ 98,100,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท สัญญาสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2558 สัญญาฉบับที่สอง ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2559 คิดเป็นเงินค่าหุ้น 130,000,000 เหรียญสหรัฐ โจทก์ออกใบหุ้นกู้แปลงสภาพลงวันที่ 1 สิงหาคม 2559 ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 1 สิงหาคม 2564 และสัญญาฉบับที่สาม ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2559 คิดเป็นเงินค่าหุ้น 50,000,000 เหรียญสหรัฐ โจทก์ออกใบหุ้นกู้แปลงสภาพลงวันที่ 20 มีนาคม 2560 ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 20 มีนาคม 2563 นับตั้งแต่ทำสัญญาลงทุนฉบับที่สองและที่สาม จำเลยได้รับดอกเบี้ยตามสัญญาทั้งสองฉบับไปแล้ว 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 วันที่ 1 สิงหาคม 2560 และวันที่ 20 กันยายน 2560 รวมเป็นดอกเบี้ย 7,750,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 264,505,197.54 บาท ครั้นวันที่ 16 ตุลาคม 2560 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกประกาศข่าวฉบับที่ 95/2560 ระบุว่า ก.ล.ต.กล่าวโทษ นายมิทซึจิ กรรมการบริษัทโจทก์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีทุจริตเบียดบังทรัพย์สินของบริษัทและทำบัญชีไม่ถูกต้อง โดยทำธุรกรรมอำพรางผ่านบริษัทที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศหลายแห่ง เพื่อให้ผลประกอบการของโจทก์สูงเกินความจริง วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 บริษัท จ. ออกเอกสารเผยแพร่ทางเว็บไซต์บริษัทแสดงความเห็นของบริษัทเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตกรณีสถานการณ์ของบริษัทโจทก์ระบุว่า บริษัท จ. พิจารณาทางเลือกเป็น 3 แนวทาง ทางเลือกที่ 1 กรณีโครงสร้างการจัดการรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้นของโจทก์เป็นไปตามเดิม จะมีการขายหุ้นสามัญที่ถืออยู่ในบริษัทโจทก์ ไถ่ถอนหุ้นกู้แปลงสภาพก่อนกำหนด เก็บหนี้โดยเริ่มกระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ และดำเนินการทางคดีกับกรรมการโจทก์ ทางเลือกที่ 2 กรณีโจทก์ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ลงทุน จะมีการขายหุ้นสามัญที่ถืออยู่ในบริษัทโจทก์ ดำเนินการเกี่ยวกับการชำระหนี้หุ้นกู้แปลงสภาพ และดำเนินการทางคดีกับกรรมการโจทก์ ทางเลือกที่ 3 กรณีการรวมธุรกิจกับโจทก์ จะมีการถือหุ้นในบริษัทโจทก์ในฐานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท จ. หุ้นกู้แปลงสภาพจะเปลี่ยนสถานะเป็นการให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทย่อย และอาจพิจารณาดำเนินการทางคดีกับกรรมการ จากนั้นวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมการลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพตามสัญญาการลงทุนฉบับที่สองและฉบับที่สามและทวงถามให้โจทก์คืนเงินลงทุนแก่จำเลย วันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์มีหนังสือแจ้งปฏิเสธการเลิกสัญญาและการชำระคืนเงินลงทุนแก่จำเลย วันที่ 22 ธันวาคม 2560 จำเลยฟ้องบริษัท ก. และนายมิทซึจิกับพวก ที่ประเทศสิงคโปร์ ในข้อหาละเมิดโดยการสมคบกันกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายและละเมิดโดยการหลอกลวง เรียกค่าเสียหาย โดยกล่าวถึงการร่วมกันตกแต่งบัญชีโจทก์สร้างผลประกอบการโจทก์ในประเทศไทยให้สูงเกินจริง และปกปิดลักษณะที่แท้จริงเกี่ยวกับเงินกู้ยืมของบริษัท ก. เพื่อลวงให้จำเลยหลงเชื่อว่าผลประกอบการโจทก์ในประเทศไทยดีเกินกว่าความเป็นจริง วันที่ 3 มกราคม 2561 จำเลยมีหนังสือยืนยันให้โจทก์ชำระคืนเงินลงทุนตามสัญญาการลงทุนพร้อมดอกเบี้ยภายในวันที่ 6 มกราคม 2561 และสงวนสิทธิดำเนินการตามกฎหมาย วันที่ 9 มกราคม 2561 โจทก์มีหนังสือยืนยันว่าสัญญาการลงทุนมีผลผูกพันพร้อมอ้างว่าจำเลยกระทำการโดยไม่สุจริต ในวันเดียวกัน จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.83/2561 ในข้อหาละเมิด บอกล้างโมฆียะกรรม เรียกค่าเสียหาย จากมูลเหตุดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างศาลแพ่งมีคำสั่งงดการพิจารณาและจำหน่ายคดีชั่วคราว วันที่ 10 มกราคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโจทก์ต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ. 1/2561 ศาลล้มละลายกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกคำร้อง โดยเห็นว่ากรณียังฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยผู้ร้องขอจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000,000 บาท คดีถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์เนื่องจากศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาตามคำสั่งที่ ครพ.ลฟ.5401/2564 ประเด็นการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีนี้แก่จำเลย ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีโดยการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบนั้น โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ประเด็นนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยกระทำละเมิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำละเมิดด้วยการวางแผนใช้สิทธิทางศาลกลั่นแกล้งโจทก์ โดยมีเจตนาเข้าควบคุมและยึดกิจการของโจทก์ไปเป็นของตน อาศัยเหตุที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวโทษนายมิทซึจิ อดีตผู้บริหารรายหนึ่งของโจทก์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษมาเป็นเหตุบอกล้างการถือหุ้นกู้แปลงสภาพโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เพื่อนำมูลเหตุดังกล่าวยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโจทก์อันเป็นการหลอกลวงให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในฐานะที่แท้จริงของโจทก์ และมุ่งหวังให้ภาวะการพักชำระหนี้ตามกฎหมายล้มละลายทำให้โจทก์ขาดสภาพคล่องเป็นประโยชน์ในการเจรจาควบรวมกิจการโจทก์เข้ากับกิจการของจำเลย เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณ ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญ และขาดประโยชน์จากการประกอบธุรกิจ ตามคำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยจงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายเป็นละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และจำเลยใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 421 ด้วย การพิจารณาว่าจำเลยใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องดำเนินคดีต่าง ๆ แก่โจทก์เป็นการละเมิดหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณามาตรฐานการดำเนินธุรกิจในลักษณะและประเภทเดียวกันกับธุรกิจของโจทก์และของจำเลยเป็นสำคัญ คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า ก่อนวันที่ 16 ตุลาคม 2560 อันเป็นวันที่ปรากฏข่าวสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ นายมิทซึจิ กรรมการบริษัทโจทก์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีทุจริตเบียดบังทรัพย์สินของบริษัทและทำบัญชีไม่ถูกต้อง ทำธุรกรรมอำพรางผ่านบริษัทที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศหลายแห่ง เพื่อให้ผลประกอบการของโจทก์สูงเกินความจริง นั้น จำเลยได้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพของบริษัทโจทก์ตามสัญญาลงทุนไปแล้วรวม 3 สัญญา สัญญาฉบับแรก มูลค่าการลงทุน 30,000,000 เหรียญสหรัฐ สัญญาฉบับที่สอง มูลค่าการลงทุน 130,000,000 เหรียญสหรัฐ และสัญญาฉบับที่สาม มูลค่าการลงทุน 50,000,000 เหรียญสหรัฐ รวมมูลค่าการลงทุน 210,000,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากการลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพแล้ว ยังได้ความจากพยานจำเลยปากนายโนบิรุ กรรมการจำเลย และนางสาวปะราลี ผู้รับมอบอำนาจจำเลยว่า จำเลยร่วมลงทุนกับโจทก์โดยถือหุ้นในบริษัท พ. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศอินโดนีเซีย และระหว่างวันที่ 13 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2560 จำเลยได้ซื้อหุ้นสามัญของโจทก์เป็นเงิน 492,539,441 บาท รวมทั้งซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิในการจะซื้อหุ้นสามัญ (Warrant) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นเงิน 34,827,447.40 บาท ซึ่งโจทก์มิได้ถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าร่วมลงทุนกับโจทก์หลายรูปแบบ ทั้งการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทโจทก์โดยตรง การซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพ ตลอดจนการร่วมลงทุนซื้อหุ้นบริษัทในเครือของโจทก์ที่ประกอบธุรกิจในต่างประเทศ การลงทุนแต่ละครั้งมีมูลค่าเป็นจำนวนมาก การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบธุรกิจด้านการเงินยินยอมลงทุนทำธุรกิจกับโจทก์หลายครั้งในมูลค่าการลงทุนระดับสูง ย่อมแสดงว่าจำเลยเชื่อมั่นและให้ความไว้วางใจในการประกอบธุรกิจของโจทก์ การร่วมลงทุนระหว่างจำเลยกับโจทก์ที่ผ่านมานั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดแย้งหรือมีพฤติการณ์ใดแสดงว่าจำเลยมุ่งหวังให้โจทก์ประสบปัญหาทางธุรกิจเพื่อเข้าครอบงำกิจการโจทก์ ข้อพิพาทและการฟ้องคดีต่าง ๆ ระหว่างจำเลยกับโจทก์ล้วนเกิดขึ้นหลังมีการเผยแพร่ข้อมูลกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวโทษนายมิทซึจิผู้บริหารคนหนึ่งของโจทก์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งโจทก์มีนายทัตซึยะ กรรมการโจทก์ซึ่งเป็นน้องชายนายมิทซึจิเป็นพยานเบิกความว่า หลังเกิดกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวโทษนายมิทซึจิต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว นายโนบุโยชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยได้ยื่นข้อเสนอให้นายมิทซึจิขายกิจการของโจทก์ให้แก่กลุ่มบริษัท จ. แต่นายมิทซึจิไม่ตกลง จึงเป็นที่มาของการฟ้องร้องดำเนินคดีโจทก์หลายคดีต่อมา โดยเฉพาะจำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโจทก์ต่อศาลล้มละลายกลางเพื่ออาศัยกระบวนการตามกฎหมายล้มละลายเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงผู้บริหารโจทก์ ตัดสภาพคล่องในการบริหารจัดการด้านการเงินของโจทก์ เมื่อบริษัทโจทก์อ่อนแอลงจะทำให้ง่ายต่อการเจรจาเข้าควบรวมกิจการ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ก่อนการทำละเมิดของจำเลย โจทก์ไม่มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน มีความมั่นคงในการประกอบธุรกิจ มีรายได้และสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน ทั้งไม่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้แปลงสภาพแก่จำเลย ตามคำเบิกความพยานดังกล่าวไม่ปรากฏมูลเหตุจูงใจพิเศษและเหตุผลเชื่อมโยงว่า เหตุใดจำเลยจึงเปลี่ยนแปลงเจตนาในการเข้าทำธุรกิจกับโจทก์จากเดิมที่ทั้งสองฝ่ายเป็นพันธมิตรมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเป็นการกลั่นแกล้งนำคดีฟ้องโจทก์ต่อศาลให้บริษัทโจทก์ประสบปัญหาสภาพคล่องและเปลี่ยนแปลงผู้บริหารเพื่อประโยชน์ในการควบรวมกิจการโจทก์เป็นของจำเลย ทั้งเมื่อพิจารณาว่า โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัดจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพึงดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผู้นำเงินมาลงทุน ทั้งโจทก์และจำเลยต่างประกอบธุรกิจด้านการเงินและการให้สินเชื่อเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะ ซึ่งตามมาตรฐานวิชาชีพโจทก์ย่อมต้องทราบว่าธุรกิจด้านการเงินเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการเงินของผู้ลงทุนยิ่งต้องให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และมาตรฐานการปฏิบัติงานของกรรมการผู้แทนนิติบุคคล การกระทำใด ๆ อันเกี่ยวข้องกับการทุจริตด้านการบริหารจัดการ การเงินและการตกแต่งบัญชีของบริษัท แม้กระทำโดยกรรมการบริษัทเป็นส่วนตัวดังที่โจทก์ฎีกา แต่การกระทำของผู้ทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการของบริษัทและเป็นผู้แทนนิติบุคคลย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อบริษัทโดยตรง ทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้ดำเนินการใด ๆ อย่างชัดเจนจริงจังและเพียงพอในการชี้แจงต่อผู้ลงทุนและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับกรณีที่นายมิทซึจิถูกกล่าวโทษดังกล่าว กลับปรากฏจากคำเบิกความนายทัตซึยะอีกด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้เริ่มตรวจสอบโจทก์เกี่ยวกับเงินกู้ที่บริษัท ก. ทำสัญญากับกลุ่มผู้กู้สิงคโปร์และกลุ่มผู้กู้ไซปรัสตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2560 โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริงโดยละเอียดเกี่ยวกับที่มาของเงินกู้ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้เปิดเผยคำชี้แจงของโจทก์บนหน้าเว็บไซต์ของสำนักงานฯ ให้สาธารณชนรับทราบ อันแสดงว่าปัญหาเกี่ยวกับการทุจริตตกแต่งบัญชีรายรับของโจทก์ที่เชื่อมโยงกับการปล่อยกู้ของบริษัท ก. ในเครือของโจทก์ เริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 ก่อนวันที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เผยแพร่ข่าวการกล่าวโทษนายมิทซึจินานถึง 6 เดือนเศษ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้เข้าเจรจาทำความเข้าใจและดำเนินมาตรการใดอย่างจริงจังและเหมาะสมในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนซึ่งรวมถึงจำเลยเกี่ยวกับความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจโจทก์แต่อย่างใด นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกด้วยว่า ภายหลังกระบวนการตรวจสอบการปล่อยกู้ผิดปกติของบริษัท ก. ในเดือนมีนาคม 2560 นั้น ราคาซื้อขายหุ้นของโจทก์โดยรวมมีแนวโน้มลดลง คือ วันที่ 7 มีนาคม 2560 มีราคาปิดอยู่ที่ 48 บาท ต่อหุ้น วันที่ 8 มีนาคม 2560 มีราคาปิดอยู่ที่ 35.75 บาท ต่อหุ้น ภายหลังวันที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีหนังสือสอบถามโจทก์และประชาชนเริ่มทราบข่าวการตรวจสอบ วันที่ 10 มีนาคม 2560 มีราคาปิดอยู่ที่ 25.25 บาท ต่อหุ้น วันที่ 13 มีนาคม 2560 มีราคาปิดอยู่ที่ 17.70 บาท ต่อหุ้น วันที่ 12 ตุลาคม 2560 มีราคาปิดอยู่ที่ 22.10 บาท ต่อหุ้น และภายหลังวันที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เผยแพร่ข่าวกล่าวโทษนายมิทซึจิ วันที่ 17 ตุลาคม 2560 มีราคาปิดอยู่ที่ 15.50 บาท ต่อหุ้น วันที่ 19 ตุลาคม 2560 มีราคาปิดอยู่ที่ 9.15 บาท ต่อหุ้น ราคาหุ้นโจทก์ที่ลดลงดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิญญูชนผู้เป็นนักลงทุนทั่วไปต่างเห็นว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ก. ในเครือโจทก์ที่ประเทศสิงคโปร์ ส่งผลกระทบและทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทโจทก์อย่างมีนัยสำคัญ ข้อที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน โจทก์มีการชำระหนี้ต่าง ๆ รวมถึงได้ชำระหนี้ดอกเบี้ยหุ้นกู้แปลงสภาพภายในกำหนดเวลาไม่เคยผิดนัดชำระ และยังได้ชี้แจงข้อมูลต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เกี่ยวกับกรณีที่นายมิทซึจิถูกกล่าวหาแล้วนั้น พฤติการณ์ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางด้านการเงินของโจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แสดงออกด้วยการทยอยขายหุ้นโจทก์ดังกล่าวแล้ว แสดงว่าข้ออ้างเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินของโจทก์ที่แสดงออกต่อผู้ลงทุนเพียงเท่านี้ ไม่เพียงพอที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่ลดทอนลงไปจากการได้รับทราบข้อมูลความไม่โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของโจทก์ได้ สำหรับการดำเนินการของจำเลยซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายหนึ่งนั้น จำเลยมีนายโนบิรุเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโจทก์ มีการลงทุนในบริษัทโจทก์เป็นเงินจำนวนมหาศาล เมื่อเกิดข่าวเกี่ยวกับการกระทำผิดทุจริตของผู้บริหารโจทก์เกี่ยวกับกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โยงไปถึงการยินยอมให้มีการตกแต่งบัญชีและลงบัญชีในงบการเงินอันเป็นเท็จเพื่อสร้างผลประกอบการให้สูงเกินจริง ทำให้บริษัท จ. ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่น ต้องออกแถลงการณ์ต่อนักลงทุนแสดงความเห็นและจุดยืนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน จำเลยต้องการยุติความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้บริหารเดิมของโจทก์ และไม่ประสงค์ประกอบธุรกิจร่วมกับโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์อีก หากจำเลยยังคงรักษาความสัมพันธ์กับโจทก์ จำเลยและบริษัท จ. อาจถูกนักลงทุน ประชาชนทั่วไป และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจผิดคิดว่ามีส่วนรู้เห็นกับการการกระทำความผิดของโจทก์ได้ แต่การยุติความสัมพันธ์ไม่สามารถทำได้โดยง่าย เนื่องจากได้ลงทุนร่วมกันในบริษัทจดทะเบียนในประเทศอินโดนีเซีย จึงต้องพิจารณาหาวิธีการยุติความสัมพันธ์กับโจทก์ให้ราบรื่นที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอื่น ๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต จำเลยจึงออกแถลงข่าวเพื่อชี้แจงผู้มีส่วนได้เสียว่า จำเลยอยู่ระหว่างการพิจารณาทางเลือก 3 แนวทาง ทางเลือกที่ 1 หากโจทก์ยืนยันให้กลุ่มผู้บริหารเดิมบริหารธุรกิจต่อไป จำเลยจะขายหุ้นสามัญที่ถืออยู่ในบริษัทโจทก์ทั้งหมด บอกล้างนิติกรรมการลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพ ฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อเรียกเงินคืน และดำเนินคดีกับกรรมการและผู้สอบบัญชีของโจทก์ ส่วนกิจการในประเทศอินโดนีเซียจะเจรจาซื้อหุ้นทั้งหมดของโจทก์ ให้บริษัทดังกล่าวกลายมาเป็นบริษัทในเครือจำเลย และสิ้นสุดความสัมพันธ์การเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับโจทก์โดยสิ้นเชิง ทางเลือกที่ 2 หากโจทก์ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้ลงทุนรายอื่น จำเลยจะขายหุ้นสามัญที่ถืออยู่ในบริษัทโจทก์ทั้งหมด เรียกให้ชำระคืนเงินลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพและดำเนินคดีแก่กรรมการและผู้สอบบัญชีของโจทก์ ส่วนกิจการในประเทศอินโดนีเซียจะเจรจาซื้อหุ้นทั้งหมดของโจทก์ ให้บริษัทดังกล่าวกลายมาเป็นบริษัทในเครือจำเลย และสิ้นสุดความสัมพันธ์การเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับโจทก์โดยสิ้นเชิง ส่วนทางเลือกที่ 3 จำเลยจะเจรจากับโจทก์เพื่อควบรวมกิจการของโจทก์ให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเจทรัสต์ จำเลยยังคงถือหุ้นสามัญในบริษัทโจทก์ แต่กลุ่มผู้บริหารเดิมของโจทก์ต้องถูกเปลี่ยนออกทั้งหมด การลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพจะแปลงหนี้ให้อยู่ในรูปของเงินให้กู้ยืมแก่บริษัทในเครือ จำเลยจะคงสัดส่วนการถือหุ้นกิจการในประเทศอินโดนีเซียไว้ตามเดิมโดยถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทในเครือจำเลย แต่จะยังดำเนินคดีแก่กรรมการและผู้สอบบัญชีของโจทก์เช่นเดียวกันกับทางเลือกอื่น ซึ่งผู้บริหารกลุ่มบริษัท จ. เห็นว่า ทางเลือกที่ 3 น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อกลุ่มบริษัทเจทรัสต์และผู้ถือหุ้นของโจทก์ เพราะการรวมกิจการจะช่วยส่งเสริมและขยายธุรกิจสินเชื่อรายย่อยออกไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การเจรจากับผู้บริหารของโจทก์ตามทางเลือกที่ 3 ไม่ประสบความสำเร็จ จำเลยจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเลือกที่จะแยกทางและสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางธุรกิจทั้งปวงกับโจทก์ นำมาสู่การบอกล้างนิติกรรมและการฟ้องร้องดำเนินคดีในเวลาต่อมา เมื่อพิจารณามูลเหตุที่มาในการตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ ของจำเลยตามคำเบิกความพยานประกอบช่วงเวลาที่จำเลยมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมการลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพตามสัญญาลงทุนฉบับที่สองและฉบับที่สาม ทวงถามให้โจทก์คืนเงินลงทุนแก่จำเลย ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 จากนั้นจึงมีการดำเนินคดีหลายคดีต่อเนื่องกันเรื่อยมา ล้วนสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในตอนท้ายที่ว่า บริษัท จ. จะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดที่ให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน ขึ้นอยู่กับการหารืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎหมาย และตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและประเทศไทย ทั้งยังเป็นไปตามลำดับแผนทางธุรกิจของจำเลยที่เผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งจำเลยพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมต่าง ๆ หลายแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มต้นจากทางเลือกที่ 3 ซึ่งเป็นทางที่ดีที่สุดคือการเจรจาควบรวมกิจการ แต่ไม่สามารถบรรลุผลได้เพราะโจทก์ไม่ยินยอม จนนำไปสู่บทสรุปในการเลือกทางเลือกที่ 1 คือ การยุติความสัมพันธ์กับโจทก์และฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกเงินคืน อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยได้ขวนขวายพิจารณาหาแนวทางต่าง ๆ ที่เหมาะสมในการประกอบธุรกิจร่วมกันกับโจทก์ฉันพันธมิตรตามที่เคยปฏิบัติแต่เดิมแล้ว แต่ไม่บรรลุผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องเลือกแนวทางการฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งมิใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดดังที่ตั้งใจไว้ในชั้นแรก และการควบรวมกิจการกับโจทก์เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในหลายแนวทางที่จำเลยนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น การควบรวมกิจการและดำเนินคดีต่าง ๆ แก่โจทก์มิใช่ทางเลือกที่จำเลยนำมาใช้โดยมีเจตนากลั่นแกล้งหรือต้องการควบรวมธุรกิจโจทก์มาเป็นของตนเองโดยไม่สุจริต ทั้งปรากฏตามทางนำสืบคู่ความทั้งสองฝ่ายอีกด้วยว่า ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แจ้งให้โจทก์แก้ไขงบการเงิน โจทก์แก้ไขงบการเงินและทำการตั้งสำรองเงิน 56,000,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับการปล่อยกู้ของบริษัท ก. ให้แก่บริษัทจดทะเบียนในประเทศไซปรัสและประเทศสิงคโปร์ ส่วนคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการโจทก์ต่อศาลล้มละลายกลาง โจทก์ก็นำสืบโต้แย้งยืนยันถึงสถานะความมั่นคงทางการเงินของโจทก์ การมีสินทรัพย์สูงกว่าหนี้สิน ตลอดจนความสามารถในการชำระหนี้และดำเนินธุรกิจของโจทก์ อันเป็นการยืนยันความมั่นคงด้านการเงินในธุรกิจของโจทก์แต่เพียงอย่างเดียว ข้อมูลต่าง ๆ ที่โจทก์แสดงต่อประชาชนและจำเลย หาได้ยืนยันว่าโจทก์ดำเนินธุรกิจด้วยความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการบริหารจัดการโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรฐานการดำเนินธุรกิจด้านการเงินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แต่อย่างใดไม่ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ตอบสนองของผู้ลงทุนทั่วไปต่อข่าวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับปัญหาความไม่สุจริต ไม่โปร่งใสและไม่ชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินธุรกิจของโจทก์ ที่ผู้ลงทุนต่างทำการขายหุ้นโจทก์ในตลาดหลักทรัพย์จนราคาหุ้นโจทก์ลดต่ำลง เปรียบเทียบกับการตอบสนองของจำเลย ซึ่งมีบริษัท จ. เป็นบริษัทแม่ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นดำเนินธุรกิจด้านการเงิน การให้สินเชื่อและการลงทุน จำเลยเป็นทั้งผู้ลงทุนรายใหญ่ในหุ้นสามัญ และหุ้นกู้แปลงสภาพของโจทก์ และยังร่วมลงทุนซื้อหุ้นบริษัทในเครือโจทก์ที่ประกอบธุรกิจในต่างประเทศ ประกอบมาตรฐานการดำเนินธุรกิจลักษณะและประเภทเดียวกันกับธุรกิจของโจทก์และของจำเลยดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่จำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมและใช้สิทธิทางศาลฟ้องคดีแพ่งกับยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโจทก์ต่อศาลล้มละลายกลาง จึงเป็นการดำเนินการเช่นเดียวกับนักลงทุนผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและต้องการเยียวยาความเสียหายของตนตามภาวะ วิสัยและพฤติการณ์เช่นนั้นจะพึงกระทำตามปกติ ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งฟ้องโดยมิได้หวังผลอันเป็นธรรมดาแห่งการใช้สิทธิทางศาลดังที่โจทก์ฎีกา พยานจำเลยมีน้ำหนักและเหตุผลมากกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำละเมิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสุวภา สุขคตะ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ภัฏ วิภูมิรพี
อำนวย โอภาพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4984/2568
#720023
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยและบริวารครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ ต้องถูกขับไล่และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายและมีคำขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและชำระราคาที่ดินพิพาทตามสัญญาครบถ้วนจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องทั้งสองเรื่องจึงแตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 เฉพาะที่ดินในส่วนของโจทก์ในตำแหน่งที่ดินแปลงเลขที่ 264 แถวที่ 26 ในโครงการจัดสรรที่ดินของบริษัท ท. ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าส่งคำคู่ความ 550 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2303 มีชื่อบริษัท ท. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2523 บริษัท ท. แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวบางส่วนออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดิน แปลงเลขที่ 264 แถวที่ 26 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2303 กับบริษัท ท. ภายหลังมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2303 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 แล้ว ทำให้ที่ดินที่โจทก์ประสงค์จะซื้ออยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 วันที่ 10 พฤษภาคม 2532 บริษัท ท. โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 ให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานว่าต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 27352 สูญหายและขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแต่ต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่กับนางภัทรศกรซึ่งเป็นผู้จะซื้อที่ดินข้างเคียงคราวเดียวกันกับโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า พฤติการณ์ของนายอนันต์ถือว่าเป็นตัวแทนโดยปริยายหรือตัวแทนเชิดของจำเลยหรือไม่ และการที่นายอนันต์ส่งมอบโฉนดที่ดินให้นางภัทรศกรยึดถือไว้แทนโจทก์เป็นการให้สัตยาบันในข้อตกลงที่นายอนันต์ตกลงจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายสุเทพ จำเลย โดยมีโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยร่วม ซึ่งปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษายืนให้ขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมแล้ว ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 จำเลยและบริวารครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ ต้องถูกขับไล่และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายและมีคำขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและชำระราคาที่ดินพิพาทตามสัญญาครบถ้วนจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องทั้งสองเรื่องจึงแตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าภายหลังจากจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 มาแล้ว โจทก์ชำระค่าที่ดินให้แก่นายอนันต์ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยครบถ้วนแล้ว นายอนันต์จึงได้มอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่นางภัทรศกรซึ่งซื้อที่ดินคราวเดียวกับโจทก์และเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 เช่นเดียวกันกับโจทก์ยึดถือไว้รอโอนกรรมสิทธิ์ต่อไป พฤติการณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีนายอนันต์เป็นตัวแทนข้างต้น แสดงว่ามีการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันขึ้นใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยหลังจากจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาจากบริษัท ท. แล้ว จึงได้มีการชำระค่าที่ดินต่อเนื่องมาจนครบ และมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 27352 ให้นางภัทรศกรซึ่งซื้อที่ดินในลักษณะเดียวกันกับโจทก์และอยู่ติดกับที่ดินพิพาทยึดถือไว้แทนโจทก์เพื่อรอการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์พร้อมกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง จำเลยมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะในส่วนของโจทก์ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 เฉพาะในส่วนของโจทก์ ตำแหน่งที่ดินแปลงที่ 264 แถวที่ 26 ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท โดยให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา