สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานได้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพโดยจำเลยไม่สืบพยานแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง เว้นแต่ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เท่ากับศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่ไม่อาจยกข้อเท็จจจริงอื่นที่มิได้ผ่านการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง อันเป็นการขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย เมื่อในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงให้ลงโทษสถานเบา จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีกและเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด โดยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้นจึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ผ่านการพิจารณาโดยชอบในศาลล่างขึ้นมาโต้เถียงเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยผิดแผกแตกต่างไปจากคำรับสารภาพของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี กับปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์ แล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอมที่ทำขึ้นไปติดไว้กับรถยนต์ 2 คัน โดยเก็บรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมไว้ในรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว เพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อรถยนต์ 2 คัน รวมถึงแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีปลอม และรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมที่ใช้กับรถยนต์แต่ละคันก็เป็นคนละชุดกัน การกระทำของจำเลยย่อมมีเจตนาและความมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงอันเป็นผลตามกฎหมาย และมิใช่กรณีบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินมิได้มีฐานะเป็นบุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผู้ถูกกล่าวหาในเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติอันที่จะเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เพื่อจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติและตกเป็นของแผ่นดินได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วยนั้น ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 48
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน เพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหาย และจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่ง จะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ย่อมเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าวเท่านั้น แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณา ซึ่งมีมูลหนี้อันเกิดขึ้นจากสัญญาเช่าพื้นที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ให้เช่ากับโจทก์ร่วมมาด้วยจึงเป็นการมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมหลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. แล้ว รับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทของ ก. มาเป็นของจำเลยเอง ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่าโจทก์รับรู้และเห็นชอบในการโอนที่ดินพิพาทของจำเลยมาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้จำเลยก็ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 27018 ให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านเช่นกัน อันเป็นการสอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยการให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง จึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่โจทก์ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยจึงไม่ต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งที่มีอำนาจในการนำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ โดยชอบ โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำตามคำฟ้องได้
อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท นั้น ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทัน ย่อมสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาต่อไปอีกได้ แต่ต้องเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและต้องยื่นคำร้องขอมาก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด ล้วนเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นแล้ว ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาและฎีกาเกินกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงต้องยกฎีกาของจำเลยที่ 1 เสียตาม ป.วิ.อ. มาตรา 210 ประกอบมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 หลังล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด เมื่อพิจารณาข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว ล้วนเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมก่อนที่จะมีการตกลงกันให้จัดงานพิธีแต่งงานนั้น จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน แล้ว ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ ดังนั้น การที่จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอบุตรสาวโจทก์ต่อโจทก์ จนทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส เพราะขณะตกลงกันนั้นจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลานานถึงเกือบ 5 ปี แล้ว อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท ย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย มิฉะนั้นแล้วจำเลยคงไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายบางส่วนให้แก่โจทก์ ข้อตกลงตามสัญญาข้างต้นจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ และเมื่อพิจารณากรณีตามคำฟ้องประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะการกระทำที่จะเป็นการละเมิดได้นั้น ต้องเป็นการกระทำโดยผิดต่อกฎหมายเท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย..."
อนึ่ง สำหรับความรับผิดของจำเลยในเรื่องดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ยื่นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ในเรื่องดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษากำหนดอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ด้วยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มิได้พิพากษาให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ซึ่งไม่ถูกต้อง รวมทั้งที่ระบุว่า ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็เป็นการเกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252
จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ข้อตกลงตามสัญญาจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ในอันที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นนั้นโดยพลการ ส่วนการออกคำบังคับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลจึงจะออกคำบังคับแก่ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยกำหนดวิธีปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 272, 273 แต่คดีนี้ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีในคดีนี้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตามเท่านั้น หาได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อน โจทก์จึงสามารถนำหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กระทำขึ้นในต่างประเทศมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายได้โดยไม่จำต้องนำหนี้ดังกล่าวไปร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น ต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จหรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว เมื่อปรากฏว่าในคดีที่ศาลแพ่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วนไปแล้ว ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสิบสี่ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ไม่รับวินิจฉัย และมีคำสั่งยกคำร้อง อันเท่ากับศาลแพ่งยกคำร้องในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่าคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง ดังนั้น คำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ดำเนินไปหลังจากยื่นคำร้องย่อมเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลเป็นการเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเหมือนดังเช่นคำร้องขอที่ศาลรับไว้พิจารณา ถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว รวมทั้งไม่เคยนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานมาก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจเป็นความผิดฐานเบิกความหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องของโจทก์ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ ฮ.ผู้เป็นบิดามีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของ ล. ผู้เป็นมารดา โดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของ ฮ. ก็ตาม แต่ ฮ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของ ฮ.แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของ ฮ. หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของ ล. ผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของ ล. ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของ ล. กับทายาทโดยธรรมคนอื่นของ ล. เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ฮ. จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ฮ. เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. ด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของ ฮ. ผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้ง ด. ทายาทโดยธรรมของ ฮ. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ฮ. แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ด. และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่ ด. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น
แม้ ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ ฮ.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จึงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏว่าโจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยที่ 1 นำทรัพย์มรดกนั้นไปยกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 3 กำหนดว่า แบบผลิตภัณฑ์ หมายความว่า รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้ ดังนั้น การให้ความคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงามของรูปลักษณะภายนอก หากส่วนประกอบใดของผลิตภัณฑ์มีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ในการใช้งานเท่านั้นจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายแบบผลิตภัณฑ์ฝาปิดในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์มีรูหูหิ้วไว้สำหรับสอดนิ้วเพื่อหิ้วพกพา สันหูหิ้วมีไว้เพื่อความแข็งแรงและประหยัดพลาสติก ด้านในของฝาปิดเป็นฝาสองชั้นเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม และลวดลายที่ฐานของฝาปิดเป็นลายเส้นตรงแนวดิ่งเพื่อประโยชน์ในการเปิดฝาขวด อันเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ส่วนประกอบดังกล่าวจึงไม่นับเป็นสาระสำคัญหรือลักษณะพิเศษของการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ และเมื่อพิจารณารูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายอื่นที่ระบุในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์เปรียบเทียบกับลักษณะของผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว มีลักษณะการออกแบบแตกต่างกันในประการสำคัญคือ ทรงสันหูหิ้ว มุมสันหูหิ้ว พื้นที่ระหว่างรูหูหิ้วกับสันหูหิ้ว และร่องลึกที่ขอบของสันหูหิ้ว ซึ่งเป็นรูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายซึ่งเป็นสาระสำคัญของแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์และผลิตภัณฑ์ฝาปิดของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฟังได้ว่า ผลิตภัณฑ์ฝาปิดของจำเลยที่ 1 ผลิตขึ้นโดยใช้แบบผลิตภัณฑ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่ง จำเลยมีเจตนาประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวที่เป็นเอกสารปลอม ต่อมาจำเลยเข้าเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เป็นเพียงการกระทำที่สืบเนื่องต่อมาเพื่อให้บรรลุเจตนาของจำเลยที่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาเท่านั้น ความผิดต่าง ๆ จำเลยก่อขึ้นโดยอาศัยเจตนาอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกต่างหากจากกันเป็นหลายเจตนา การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่ผู้คัดค้านที่เป็นมารดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (1) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจปกครองอีกต่อไป ส่วนเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น ทนายผู้คัดค้านยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นแจ้งให้ทนายผู้ร้องทราบเพื่อหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะแล้ว ไม่สามารถสืบหาทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้ร้องภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่กรรม กรณีจึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือโจทก์ทั้งสองได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นการได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องตกเป็นของกองทุน จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและให้ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องและจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่บทบังคับโจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองตามมาตรา 728 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญาและถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้านกสิกรไทยจำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง