คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2568
#717515
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก และอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับใหม่ดังกล่าว ย่อมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอ้างคำพิพากษาตามยอมเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีขับไล่โจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 มาตรา 275 และมาตรา 276 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จึงเป็นการบกพร่องผิดพลาดศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดีเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 ส่วนการร้องสอดกรณีตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) บทกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ย่อมเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีต้องไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความโดยการร้องสอดเสียเองแทนศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มิได้ฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมและจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องสอดใหม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณีอีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสองไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาตามยอม และออกคำบังคับให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ตกลงเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่ 5 ไร่เศษ จากจำเลย เพื่อประกอบกิจการตลาดนัด มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 อัตราค่าเช่าเดือนละ 300,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่า หรือโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์ตกลงขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่า พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในสภาพเรียบร้อยภายใน 30 วัน แก่จำเลย หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีโจทก์และบริวารได้ทันที แต่เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่ขนย้ายและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จำเลยจึงขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดและยกเลิกการบังคับคดี

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องสอดขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1)

ระหว่างนั้นโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดี

จำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องสอด ขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องสอด ผู้รับมอบอำนาจจำเลยแถลงรับว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจริง ทนายผู้ร้องสอดทั้งสองส่งเอกสารแทนการไต่สวนรวม 6 ฉบับ ส่วนทนายจำเลยไม่ติดใจไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคดีเสร็จการไต่สวน และรวมสำนวนพร้อมอุทธรณ์โจทก์ส่งศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้นายปรีชา และนางสาววันวิสาข์ ผู้ร้องสอดทั้งสอง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง เข้าเป็นผู้ร้องสอด และให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากประสงค์จะบังคับคดีต่อไป แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางจรินทิพย์ และนางสมทรง เป็นผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ผู้ตาย ร่วมกัน ต่อมามีการถอดถอนและตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกหลายครั้ง จนปัจจุบันคงมีผู้ร้องสอดทั้งสองและจำเลยรวมสามคนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 10345/2562 ประกอบคำสั่ง (คดีขออนุญาตฎีกา) ของศาลฎีกาที่ ครพ.7681-7682/2563 ลงวันที่ 28 มกราคม 2564 การจัดการมรดกของผู้ตายยังไม่เสร็จสิ้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งโจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกันในเรื่องที่ดินดังกล่าว เนื่องจากโจทก์อ้างว่าจำเลยนำที่ดินให้โจทก์เช่าเพื่อทำกิจการตลาดนัดรวม 3 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 แต่จำเลยอ้างว่าไม่เคยให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ วันที่ 5 ธันวาคม 2561 บรรดาทายาทของผู้ตายยินยอมให้จำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปให้โจทก์เช่าเพื่อทำกิจการตลาดนัดเป็นเวลา 3 ปี และยินยอมให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อทำกิจการตลาดนัดมีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวต่อไปอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 แต่จำเลยขอให้บังคับคดีขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และระหว่างนั้นผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือไม่ เห็นว่า ปัจจุบันผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับจำเลย ผู้ร้องสอดทั้งสองย่อมมีสิทธิและหน้าที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 เมื่อผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากจากจำนวนผู้จัดการมรดกรวมสามคนทำสัญญากับโจทก์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ให้โจทก์เช่าที่ดินทรัพย์มรดกมีกำหนดอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อนำผลประโยชน์จากการให้เช่าที่ดินแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย จึงนับเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ดังนั้น การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้ว โจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสอง และอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับใหม่ดังกล่าว ย่อมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอ้างคำพิพากษาตามยอมเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีขับไล่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 มาตรา 275 และมาตรา 276 ได้อีกต่อไปคำสั่งของศาลชั้นต้นที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จึงเป็นการบกพร่องผิดพลาด ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดีเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากประสงค์บังคับคดีต่อไปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การร้องสอดกรณีตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษานั้น บทกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ย่อมเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีต้องไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความโดยการร้องสอดเสียเองแทนศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มิได้ฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมและจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องสอดใหม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณีอีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสองไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี กับให้จำหน่ายคดีผู้ร้องสอดทั้งสองเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252 ม. 274 ม. 275 ม. 276 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
ผู้ร้องสอด — นาย ป. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายนราธิป แจ่มโภคา
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์
ชื่อองค์คณะ
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ยุพา วงศ์ทองทิว
องอาจ แน่นหนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2981/2568
#717095
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัทประกันภัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตไว้ 500,000 บาท โดยกำหนดค่าเสียหายเบื้องต้นไว้ 35,000 บาท ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ให้คำจำกัดความค่าเสียหายเบื้องต้นว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น เมื่อหักค่าเสียหายเบื้องต้นออกจากวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิต ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยอีกเพียง 465,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่สองนี้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย แต่ต้องนำค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองมาหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายให้หมดสิ้นเสียก่อน เหลือเท่าใดจึงนำมาหักเป็นค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 157, 160 ตรี และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวสมนึก ผู้เสียหายที่ 1 นางณัฐพร ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย และนางยอดเยี่ยม ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 นางณัฐพร และผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 โดยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนางณัฐพรว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 3

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาล 441,287 บาท ค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบแพทย์ตามกำหนดนัด 102,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานด้านร่างกายและจิตใจ 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่สามารถทำงานได้ 1,296,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,339,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันยื่นคำร้อง คิดเพียง 130,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,469,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าปลงศพของผู้ตาย 358,400 บาท ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย 1,200,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย 126,774.25 บาท ค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 7,328 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 22,500 บาท ค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย 350,000 บาท ค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 80,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 350,000 บาท ค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย 341,820 บาท ค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชน 20,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ 65,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,971,422.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมทั้งสามไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้ และค่าเสียหายสูงเกินไปขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 961,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้เมื่อคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกิน 130,000 บาท และใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 380,099.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก กับให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมที่ 2 กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 961,287 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ชำระเงิน 285,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และชำระเงิน 1,406,925 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น โดยดอกเบี้ยในส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกิน 130,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 1,925 บาท และค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และ ที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้าน จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในคดีส่วนแพ่งในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 คดีส่วนแพ่งในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีเพียงประการเดียวว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งการที่จำเลยขับรถกระบะคันเกิดเหตุในขณะเมาสุราด้วยความเร็วสูงด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง อันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้รถกระบะคันเกิดเหตุเสียหลักออกนอกช่องเดินรถไปเฉี่ยวชนผู้ตายจนถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส และทรัพย์สินของผู้ตายกับโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นอย่างยิ่ง โดยกรณีค่าขาดไร้อุปการะนั้น ศาลย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งต้องพิจารณาตามความหวังที่มีเหตุผลว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปร่วมกับโจทก์ร่วมที่ 3 มีรายได้เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่ายวันละ 2,000 บาท ผู้ตายอายุ 65 ปี มีสุขภาพแข็งแรงดีมาก น่าเชื่อว่าหากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตาย ย่อมมีเวลาและโอกาสประกอบอาชีพอันจะทำให้มีรายได้พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 1,200,000 บาท นั้น เห็นว่าเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อมือขวาหัก โดยโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความได้ความว่า โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องรับการรักษาต่อเนื่องในระยะสามเดือนแรก เฉลี่ยเดือนละหลายครั้งตามกำหนดที่แพทย์นัด และหลังจากสามเดือนแรกต่อมาเฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง ปัจจุบันยังเดินทางไปรับการรักษาต่อเนื่องตามที่แพทย์นัดหรือตามอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตามความจำเป็น ระยะทางจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 3 ไปถึงโรงพยาบาลประมาณ 60 กิโลเมตร รวมแล้วนับถึงปัจจุบันโจทก์ร่วมที่ 3 เดินทางไปรับการรักษาเกินกว่า 15 ครั้ง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยครั้งละ 1,500 บาท และยังคงต้องไปรับการรักษาต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมต้องเดินทางไปรับการตรวจรักษาและมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 15,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อมือขวาหัก ต้องใส่เฝือกเพื่อรักษาการบาดเจ็บประมาณ 1 เดือน และมีกำหนดการรักษาประมาณ 3 เดือน อันถือว่าเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 3 รับอันตรายสาหัส น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ต้องได้รับความทุกข์ทรมานและมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตเป็นเวลาพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อมือขวาหัก ต้องใส่เฝือกเพื่อรักษาการบาดเจ็บประมาณ 1 เดือน และมีกำหนดการรักษาประมาณ 3 เดือน โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปร่วมกับผู้ตายมีรายได้เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่าย วันละ 2,000 บาท ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น น่าเชื่อว่าระหว่างที่โจทก์ร่วมที่ 3 มีอาการบาดเจ็บและต้องรับการรักษา โจทก์ร่วมที่ 3 ย่อมไม่อาจประกอบอาชีพหารายได้ได้ตามปกติเป็นเวลานานพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 90,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว และค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ประกอบอาชีพขณะที่มีอาการบาดเจ็บและต้องรับการรักษา อันเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าขาดไร้อุปการะซึ่งโจทก์ร่วมที่ 3 มีสิทธิได้รับการอุปการะจากผู้ตายในฐานะเป็นสามีและภริยากัน ค่าเสียหายทั้งสองจำนวนนี้จึงไม่ได้เป็นค่าเสียหายอย่างเดียวกันดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด เกี่ยวกับค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า ขณะผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ผู้ตายเป็นแรงงานคอยช่วยเหลือทำงานในครัวเรือนเป็นปกติวิสัยตามสถานะของสามีและภริยาที่อาศัยอยู่ร่วมกัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องรับภาระทำงานในครัวเรือนทั้งหมดซึ่งเป็นภาระที่หนักขึ้นไม่เหมือนเดิม น่าเชื่อว่าหากโจทก์ร่วมที่ 3 ต้องจ้างคนมาช่วยเหลือทำงานในครัวเรือนแทนผู้ตาย ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดแรงงานในครัวเรือนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าทรัพย์สินเสียหายนั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ทำนองเดียวกันว่า ค่าทรัพย์สินเสียหายในส่วนของสินค้าประกอบด้วยเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์เครื่องใช้อันจำเป็น และอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับจำหน่ายสินค้า เช่น แผงวางสินค้าที่วางจำหน่ายอยู่ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งได้รับความเสียหายและสูญหายไม่สามารถนำมาจำหน่ายหรือประกอบธุรกิจต่อไปได้อีก โดยโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 มีบัญชีสรุปสินค้าที่เสียหายซึ่งมีรายละเอียดของรายการสินค้าแต่ละรายการที่ระบุไว้มาแสดง เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุภายหลังเกิดเหตุแนบท้ายบัญชีสรุปสินค้าที่เสียหาย ปรากฏว่ารถกระบะที่จำเลยขับพุ่งชนแผงค้าของโจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ตายจนพังเสียหายไปทั้งหมด และสินค้ากับอุปกรณ์ในแผงค้ากระจัดกระจายไปทั่วบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เห็นได้ว่าสินค้าและอุปกรณ์ในแผงค้าของโจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ตายได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก และน่าเชื่อว่ามีสินค้าบางส่วนสูญหายไป ที่จำเลยฎีกาว่า สินค้าของโจทก์ร่วมที่ 3 มิได้เสียหายทั้งหมด มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เสียหาย โดยจำเลยมีนายศราวุธ พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัท ส. ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยรถกระบะคันที่จำเลยขับมาเป็นพยาน เบิกความได้ความว่า พยานไปตรวจสอบความเสียหายที่บ้านของโจทก์ร่วมที่ 3 โดยมีการคัดแยกเสื้อผ้าส่วนที่เสียหายและส่วนที่ดีออกจากกัน พยานประเมินราคาเสื้อผ้าที่เสียหายเป็นเงิน 53,991 บาท แต่นายศราวุธเป็นเพียงพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัท ส. ไม่น่าจะมีความชำนาญในการประเมินราคาเสื้อผ้า แตกต่างจากโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าโดยตรงซึ่งน่าจะมีความชำนาญในการประเมินราคาเสื้อผ้าที่ตนซื้อมาขายไปมากกว่า ส่วนที่นายศราวุธเบิกความว่า พยานประเมินราคาเสื้อผ้าจากญาติของฝ่ายจำเลยซึ่งประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าที่ประเมินราคาในเบื้องต้นมาให้ ก็ไม่ปรากฏว่าญาติของฝ่ายจำเลยคนดังกล่าวเป็นใครและประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าจริงหรือไม่ ข้ออ้างของจำเลยในเรื่องนี้จึงเลื่อนลอยและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า สินค้าที่คงเหลือจากภายหลังเกิดเหตุและได้รับความเสียหายจำหน่ายต่อไปไม่ได้ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ถามติง ได้ความว่า แท้จริงแล้วโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับความเสียหายในส่วนนี้ประมาณ 200,000 บาท โดยนับจำนวนเสื้อผ้าและความเสียหายเนื่องจากเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไม่สามารถขายในราคาเสื้อผ้าใหม่ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าทรัพย์สินเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 200,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชนนั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ทำนองเดียวกันว่า รถยนต์ของผู้ตายที่ถูกเฉี่ยวชนจนได้รับความเสียหาย ภายหลังซ่อมเสร็จแล้วทำให้ราคาเสื่อมลงไม่สามารถขายได้ในราคาท้องตลาดทั่วไป ก่อนเกิดเหตุมีผู้เสนอซื้อในราคา 180,000 บาท แต่ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 3 ขายรถยนต์คันดังกล่าวหลังจากซ่อมแล้วได้ในราคาเพียง 150,000 บาท โดยโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 มีสำเนารายการจดทะเบียนรถ สำเนาใบเสร็จรับเงินแสดงรายการซ่อม และสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายมาแสดง ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น น่าเชื่อว่ารถยนต์คันดังกล่าวเมื่อถูกรถกระบะที่จำเลยขับเฉี่ยวชนจนได้รับความเสียหายแล้ว แม้ซ่อมเสร็จย่อมเสื่อมราคาลงเพราะถือว่าเป็นรถที่เกิดอุบัติเหตุและมีการซ่อมแซมมาก่อน อันเป็นเหตุให้ผู้ซื้อสามารถต่อรองราคาลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 20,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว และสำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์นั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ว่า หากไม่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมที่ 3 จะใช้รถยนต์เดินทางไปไหนมาไหนตามความต้องการอันจำเป็น แต่ภายหลังเกิดเหตุแล้วทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องขาดการใช้รถยนต์เดินทางได้ตามปกติ จำเป็นต้องเช่ารถยนต์หรือขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น ขอคิดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 อันเป็นวันเกิดเหตุจนถึงวันซ่อมรถยนต์เสร็จเป็นเวลา 130 วัน วันละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 65,000 บาท ซึ่งจำเลยก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นอีกเช่นกัน น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ดังกล่าวที่ขอมาวันละ 500 บาท ก็เหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 65,000 บาท นั้น ชอบแล้ว และค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในรถยนต์เพื่อเดินทางไปทำกิจธุระตามที่ต้องการตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ซ่อมรถยนต์เสร็จ ซึ่งเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพของโจทก์ร่วมที่ 3 ในช่วงเวลาที่โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บและต้องรับการรักษา อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ ค่าเสียหายทั้งสองจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกันตามที่จำเลยฎีกาอีกเช่นกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับเงินค่าเสียหายจากบริษัทผู้รับประกันภัยเพราะเหตุในคดีนี้ จึงต้องนำเงินดังกล่าวหักออกจากค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับด้วยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับเงินค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับจากบริษัท อ. และบริษัท ส. ที่รับประกันภัยรถกระบะคันที่จำเลยขับ กรมธรรม์ละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งตามสำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท ส. กำหนดให้บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 500,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับการเสียชีวิตกำหนดไว้เป็นเงิน 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน และสำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยังระบุด้วยว่า จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย แม้ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท อ. จะไม่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีนี้ก็ตาม แต่บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 จำนวน 500,000 บาท เท่ากันกับบริษัท ส. ซึ่งชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เต็มวงเงินประกันภัยแล้ว และตารางกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมีลักษณะเป็นแบบสัญญามาตรฐาน อีกทั้งตารางกรมธรรม์ทั้งสองฉบับถูกจัดทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท อ. มีเงื่อนไขและความรับผิดทำนองเดียวกันกับตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท ส. นั่นเอง แสดงว่าในกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไปกรมธรรม์ละ 35,000 บาท รวม 70,000 บาท แล้ว ย่อมนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ผู้รับประกันภัยต้องชำระกรมธรรม์ละ 500,000 บาท รวม 1,000,000 บาท ได้ ในกรณีเช่นนี้ ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากผู้รับประกันภัยอีกเพียงกรมธรรม์ละ 465,000 บาท รวม 930,000 บาท และการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 4 ให้คำจำกัดความค่าเสียหายเบื้องต้นว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น และผู้ประสบภัยหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายด้วย เช่นนี้ เฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งผู้รับประกันภัยชำระแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยรวม 70,000 บาท เท่านั้นที่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น รวมถึงค่ารักษาพยาบาลของผู้ประสบภัย ซึ่งต้องนำไปหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถรวม 930,000 บาท นั้น เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมที่ 3 เรียกมาด้วย แต่ในกรณีนี้ย่อมต้องนำค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองมาหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายให้หมดสิ้นเสียก่อน คงเหลือเงินอีก 514,825.75 บาท แล้วจึงนำเงินดังกล่าวมาหักจากค่าขาดไร้อุปการะ 1,200,000 บาท ตามจำนวนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดไว้ ดังนี้ คงเหลือค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 685,174.25 บาท รวมกับค่าเสียหายอื่นที่จำเลยยังต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่นำเงินค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับจากบริษัทรับประกันภัยมาหักจากค่าขาดไร้อุปการะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป โดยมิได้กำหนดว่ากรณีที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นและต้องบวกเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 892,099.25 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินทุกจำนวนนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้คิดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291 ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 44/1
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 43 (4) ม. 157 ม. 160 ตรี วรรคสอง ม. 160 ตรี วรรคสาม ม. 160 ตรี วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
โจทก์ร่วม — นางสาว ส. กับพวก
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นางสาวชิตาพันธุ์ ปุรณะพรรค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเวียง ขวัญอ้นอินทร์
ชื่อองค์คณะ
อโนชา ชีวิตโสภณ
อดุลย์ อุดมผล
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568
#719788
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา และฎีกาของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหาเหมือนกับในคำร้อง เมื่อการขอแก้คำให้การของจำเลยจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา เป็นการแก้ไขคำให้การซึ่งไม่อาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จี้บังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถยนต์จากบ้านพักไปกับจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 สวมกุญแจมือที่ข้อมือของผู้ตาย ใช้เชือกมัดข้อมือของโจทก์ร่วม กับใช้เทปกาวปิดปากโจทก์ร่วมและผู้ตาย เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญในทันใดว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย แล้วยังเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่จะกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์จะได้เงินจากโจทก์ร่วมและผู้ตาย การที่จำเลยทั้งสองบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายบอกรหัสโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นคือเงินที่โอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปซึ่งทรัพย์คือเงินของโจทก์ร่วมและผู้ตายโดยทุจริต เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หาใช่เป็นเพียงการที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยอมให้จำเลยทั้งสองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองรู้ถึงการกระทำของกันและกัน โดยต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย จึงมีลักษณะเป็นตัวการกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำ

เมื่อความตายของผู้ตายและการที่โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตายและจะฆ่าโจทก์ร่วม ย่อมเป็นผลธรรมดาจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า ตามลำดับ หาใช่เป็นความผิดฐานกรรโชก ตามมาตรา 337 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา

ป.อ. มาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษไม่ใช่บทเพิ่มโทษ กรณีไม่อาจที่จะวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามที่มาตรา 340 ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา 340 ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีความผิดตามมาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ในความผิดฐานชิงทรัพย์ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวเหมือนดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 จำนนต่อพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ยังมีเนื้อหาที่โต้เถียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 ฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดตามฟ้อง คำร้องขอถอนคำให้การเดิมของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันจะเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต และฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองในฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วจึงไม่อาจนำโทษปรับในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไข ดังนี้ แม้จะลงโทษประหารชีวิตก็ลงโทษปรับด้วยได้เพราะอาจยึดทรัพย์สินจำเลยมาชำระค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 29 วรรคแรกได้ แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 5, 11, 12, 13, 18, 41, 58, 62, 81 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 310, 339, 340 ตรี, 371 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 3,142,524 บาท แก่ผู้ตายและผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ข้อหาร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชาง หรือ ZHANG ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 310 วรรคแรก, 339 วรรคสี่ วรรคท้าย (ที่ถูก และวรรคห้า) ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตาย ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วม ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัส และฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่โจทก์บรรยายฟ้องฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมรวมมาในข้อเดียวกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตาย และฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสรวมมาในข้อเดียวกับฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 2 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับคนละ 500 บาท เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองในฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกและโทษปรับในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 825,661 บาท และจำนวน 2,316,863 บาท แก่ทายาทผู้ตายและโจทก์ร่วม ตามลำดับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย (ที่ถูก ผู้อื่น) โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง และเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควร จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองแล้ว คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดทั้งห้าฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความไม่ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 จะขอแก้ไขคำให้การในชั้นฎีกาได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาต ก็ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์" แสดงว่า การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องย่อหน้าที่ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 1 แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในหน้าที่ 18 ย่อหน้าที่ 2 มีเนื้อหาเหมือนกับย่อหน้าที่ 2 ในคำร้องของจำเลยที่ 1 เมื่อการขอแก้คำให้การของจำเลยจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา เป็นการแก้ไขคำให้การซึ่งไม่อาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แม้คำร้องของจำเลยที่ 1 และฎีกาของจำเลยที่ 1 หน้าที่ 18 ย่อหน้าที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา แต่เนื้อหาฎีกาของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่หน้า 8 ถึงหน้า 18 ตอนต้น ยังโต้เถียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งไม่ใช่เป็นคำรับสารภาพตามฟ้องตามคำร้องของจำเลยที่ 1 แต่ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมและผู้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย และยิงโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการที่สองว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยานคือโจทก์ร่วมเพียงปากเดียว แต่โจทก์ร่วมเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอนเชื่อมโยงกันสมเหตุผล แล้วยังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวน ที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำโจทก์ร่วมไว้ในวันเกิดเหตุ ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ แม้จะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ ไม่ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษหนักเช่นนี้ เชื่อว่า โจทก์ร่วมเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็นมาโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ และโจทก์ยังมีพนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อพยานได้รับแจ้งเหตุ จึงออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบศพผู้ตายใกล้กันพบเชือก และเทปกาวสีเทาที่มีสภาพผ่านการใช้งานมาแล้ว ปลอกกระสุนปืน 8 ปลอก ตกอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ จึงยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดกระเป๋าถือที่มีหนังสือเดินทาง สมุดบัญชีเงินฝากและเอกสารอื่นของโจทก์ร่วมและผู้ตายอยู่ภายในกระเป๋าได้จากจำเลยทั้งสอง และยึดอาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติเป็นของกลางด้วย พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน และลูกกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์เชื่อได้ว่า ปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลางใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลาง ซึ่งทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้ตายไปเช่ารถยนต์ แล้วสั่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่เช่าพาจำเลยที่ 2 ไปรับโจทก์ร่วมและผู้ตายที่บ้านเดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุ เนื่องจากผู้ตายต้องการคุยกับนายเกา เรื่องบัตรเอทีเอ็ม ครั้นไปถึงสถานที่เกิดเหตุแล้ว ผู้ตาย โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองลงจากรถยนต์ไปสูบบุหรี่ จำเลยที่ 1 เห็นผู้ตายใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยสอบถามนายเกาว่าจะเดินทางมาถึงกี่โมง โจทก์ร่วมพูดกับผู้ตายว่าโจทก์ร่วมต้องการเงินจากผู้ตายเพิ่ม ซึ่งเป็นเงินที่ผู้ตายได้จากการขายบัตรเอทีเอ็ม แล้วโจทก์ร่วมและผู้ตายทะเลาะโต้เถียงกัน ผู้ตายเดินไปหยุดปัสสาวะริมถนน โจทก์ร่วมไปหยิบอาวุธปืนในรถเช่าออกมายิงผู้ตายหลายนัด จำเลยที่ 2 ซึ่งขณะนั้นนั่งอยู่ภายในรถยนต์ได้ยินเสียงปืนจึงลงมา จำเลยที่ 1 เข้าไปแย่งอาวุธปืนจากโจทก์ร่วมทำให้กระสุนปืนลั่น 1 นัด ไม่แน่ใจว่ากระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนจากโจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมก็กระโดดหลบในพงหญ้าข้างทาง ต่อมามีรถยนต์แล่นเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเป็นนายเกา จำเลยทั้งสองจึงขึ้นรถยนต์ที่เช่าเดินทางออกจากสถานที่เกิดเหตุไปเก็บข้าวของที่บ้านเช่าย่านถนนพระราม 2 แล้วเดินทางต่อไปบ้านเช่าที่จังหวัดชลบุรีซึ่งผู้ตายเช่าไว้ให้จำเลยทั้งสองพักอาศัย แต่จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ผ่านล่ามที่พนักงานสอบสวนจัดหามาให้และสาบานตนแล้ว ต่อหน้าทนายความที่พนักงานสอบสวนจัดหามาให้ว่า ผู้ตายสั่งให้จำเลยทั้งสองขับรถยนต์ไปรับโจทก์ร่วมและผู้ตาย เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ก่อน แล้วโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง แล้วนั่งคุยกันภายในรถยนต์ที่จอดอยู่ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเดินทางกลับ ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 แจ้งแก่จำเลยที่ 2 ว่า ผู้ตายให้ไปรับผู้ตายที่บ้านเพื่อเดินทางไปพูดคุยกับนายเกา เรื่องบัตรเอทีเอ็ม จำเลยที่ 2 จึงนั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ร่วมและผู้ตายขึ้นรถยนต์แล้ว จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่มีผู้ใดบอกทาง ระหว่างทางผู้ตายบอกจำเลยที่ 2 ว่า ผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองแล้วให้ไปถอนเงินสดมาให้ผู้ตาย แล้วยังบอกว่าภายในกระเป๋าของผู้ตายมีเอกสารที่เตรียมไว้ให้จำเลยทั้งสองไปเช่าบ้านที่จังหวัดชลบุรี เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปถึงสถานที่เกิดเหตุแล้ว โจทก์ร่วม ผู้ตาย และจำเลยทั้งสองลงจากรถยนต์ไปพูดคุยและสูบบุหรี่ ครั้นเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ภายในรถยนต์ จำเลยที่ 2 ได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ขึ้นรถยนต์และบอกให้รีบกลับ แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ออกไปจากสถานที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกลับไปเก็บข้าวของแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์พาจำเลยที่ 2 ไปที่บ้านพักที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี แต่จำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ผ่านล่ามที่พนักงานสอบสวนจัดหามาให้และสาบานตนแล้ว ต่อหน้าทนายความที่พนักงานสอบสวนจัดหามาให้ว่า ผู้ตายสั่งให้จำเลยทั้งสองขับรถยนต์ไปรับโจทก์ร่วมและผู้ตาย ก่อนเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 รวม 2 ครั้ง โจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ด้วย เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 นั่งเล่นเกมในโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ภายในรถยนต์ ส่วนโจทก์ร่วม ผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ลงจากรถยนต์ ต่อมาจำเลยทั้งสองเดินทางกลับไปด้วยกัน และผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ก่อน แล้วโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เมื่อโอนเงินเสร็จประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เดินทางถึงสถานที่เกิดเหตุ แล้วโจทก์ร่วม ผู้ตาย และจำเลยทั้งสองนั่งคุยกันภายในรถยนต์ที่จอดอยู่ หลังจากนั้น จำเลยทั้งสองเดินทางกลับกันเพียงสองคน คำเบิกความดังกล่าวของจำเลยทั้งสองขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนในข้อที่เป็นสาระสำคัญโดยปราศจากเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยทั้งสองไม่เคยให้การชั้นสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่อ้างว่าโจทก์ร่วมไปหยิบอาวุธปืนของจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เพิ่งกล่าวอ้างในชั้นอ้างตนเองเป็นพยานเป็นครั้งแรก อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไม่เคยให้การชั้นสอบสวนและเบิกความกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพราะจำเลยที่ 1 ขอเงินจากผู้ตายไปรักษาบุตรที่ป่วยหนัก ผู้ตายบอกว่า "ลูกชายแกตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา" ทำให้จำเลยที่ 1 เกิดโทสะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย กระสุนปืนพลาดไปถูกโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 เพิ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นครั้งแรก ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การชั้นสอบสวนและเบิกความกล่าวอ้างว่า โจทก์ร่วมหยิบอาวุธปืนไปยิงผู้ตายแล้วจำเลยที่ 1 เข้าไปแย่งอาวุธปืนจากโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 เพิ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นครั้งแรกในฎีกาของจำเลยที่ 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประกอบกับในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควรตามฟ้อง ซึ่งระบุวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเช่นเดียวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในความผิดฐานอื่น และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องในชั้นฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในความผิดฐานนี้ และจำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยมิได้ฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ยังยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและโจทก์ร่วมอีกด้วย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดจี้บังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถยนต์จากบ้านของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปกับจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 สวมกุญแจมือที่ข้อมือของผู้ตาย ใช้เชือกมัดข้อมือของโจทก์ร่วม กับใช้เทปกาวปิดปากโจทก์ร่วมและผู้ตาย จำเลยทั้งสองร่วมกันบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายบอกรหัสโอนเงินแล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายออกจากบัญชีเงินฝากของผู้ตาย และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย แล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไปด้วยกัน พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จี้บังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถยนต์จากบ้านพักของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปกับจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 สวมกุญแจมือที่ข้อมือของผู้ตาย ใช้เชือกมัดข้อมือของโจทก์ร่วม กับใช้เทปกาวปิดปากโจทก์ร่วมและผู้ตาย เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญในทันใดว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย แล้วยังเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่จะกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์จะได้เงินจากโจทก์ร่วมและผู้ตาย การที่จำเลยทั้งสองบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายบอกรหัสโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นคือเงินที่โอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปซึ่งทรัพย์คือเงินของโจทก์ร่วมและผู้ตายโดยทุจริต เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หาใช่เป็นเพียงการที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยอมให้จำเลยทั้งสองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองรู้ถึงการกระทำของกันและกัน โดยต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย จึงมีลักษณะเป็นตัวการกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ขาซ้ายของโจทก์ร่วมซึ่งไม่ใช่อวัยวะสำคัญไม่อาจทำให้โจทก์ร่วมถึงแก่ความตายได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงไปในทิศทางที่ผู้ตายและโจทก์ร่วมเดินอยู่ซึ่งมีแสงสว่างไม่มากนัก โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จ้องเล็งยิงตรงไปยังขาของโจทก์ร่วมเท่านั้นเหมือนดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา จำเลยที่ 1 จึงย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนที่จำเลยที่ 1 ยิงออกไปอาจถูกอวัยวะสำคัญของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม เมื่อกระสุนปืนถูกที่หัวเข่าขาข้างซ้ายของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น หาใช่เป็นเพียงความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เช่ามาแล่นผ่านสามแยกวัดสุทธิวาตวรารามเมื่อเวลา 22.43 นาฬิกา มุ่งหน้าทิศทางที่จะเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ แล้วแล่นกลับออกมาผ่านสามแยกวัดสุทธิวาตวรารามเมื่อเวลา 23.01 นาฬิกา และจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่มีใครบอกทาง และหลังจากจำเลยทั้งสองโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เพิ่งโกรธเคืองหรือไม่พอใจโจทก์ร่วมและผู้ตายโดยปัจจุบันทันด่วน จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเวลาคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วตกลงใจวางแผนมาตั้งแต่แรกด้วยการเดินทางไปดูลาดเลาของสถานที่เกิดเหตุล่วงหน้าแล้วตกลงใจวางแผนจะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเมื่อจำเลยที่ 2 รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนจ้องเล็งบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายขึ้นรถยนต์ไปเพื่อจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชิงทรัพย์ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย จำเลยที่ 2 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 อาจจะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย แล้วยังถือได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วตกลงใจวางแผนที่จะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตายมาตั้งแต่แรกด้วย เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเช่นเดียวกัน แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 อยู่ในสถานที่เกิดเหตุใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 พร้อมที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ได้ทันที แล้วหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 หลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อความตายของผู้ตายและการที่โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตายและจะฆ่าโจทก์ร่วม ย่อมเป็นผลธรรมดาจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า ตามลำดับ หาใช่เป็นความผิดฐานกรรโชก ตามมาตรา 337 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคห้า ประกอบมาตรา 340 ตรี นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษไม่ใช่บทเพิ่มโทษ กรณีไม่อาจที่จะวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามที่มาตรา 340 ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา 340 ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีความผิดตามมาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ในความผิดฐานชิงทรัพย์ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวเหมือนดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 จำนนต่อพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว อย่างไรก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ 1 ยังมีเนื้อหาที่โต้เถียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ซึ่งไม่ใช่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดดังกล่าวตามฟ้อง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามฎีกาดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้น คำร้องขอถอนคำให้การเดิมของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันจะเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ไม่อาจลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต และฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองในฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วจึงไม่อาจนำโทษปรับในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไข ดังนี้ แม้จะลงโทษประหารชีวิตก็ลงโทษปรับด้วยได้เพราะอาจยึดทรัพย์สินจำเลยมาชำระค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคแรกได้ การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษปรับย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษตามมาตรา 340 ตรี ด้วย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 78 ม. 83 ม. 339 วรรคสี่ ม. 339 วรรคห้า ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคสอง ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — นาย ช.หรือ Z.
จำเลย — นาย ห. หรือ L. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางจุลธิดา จงกลณี บุญโญภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสถาพร ประสารวรรณ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
กีรติ วรพุทธพงศ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2568
#716302
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1208/2565 ของศาลชั้นต้น แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 58, 91, 288, 289, 297, 358, 364, 365, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 5, 9, 18 ริบของกลางทั้งหมด และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 713/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นางศรุตา ผู้เสียหายที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นายจิรเมธ ผู้เสียหายที่ 1 นายธนวิน ผู้เสียหายที่ 3 และนายพิพัฒน์ ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินใหมทดแทนเป็นเงิน 26,000 บาท 518,000 บาท และ71,500 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เรียกว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ก่อนสืบพยาน ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (ที่ถูก มาตรา 289 (4)) ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)), 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และโดยมีอาวุธ และฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 12 เดือน 15 วัน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 713/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 26 ปี 12 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,000 บาท แก่โจทก์ร่วมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 กันยายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านเกิดเหตุ เลขที่ 63/32 และร่วมกันทำร้ายร่างกายนายเรวัติ ผู้เสียหายที่ 2 จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะด้านหลังหลายแผลยาว 2 ถึง 5 เซนติเมตร แผลถลอกเล็กน้อยบริเวณหลังมือขวา หลังจากนั้นมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายธนวิน ผู้ร้องที่ 2 และนายพิพัฒน์ ผู้ร้องที่ 3 หลายนัด ภายในบริเวณตลาดเจ๊อร ผู้ร้องที่ 2 ถูกกระสุนปืนมีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้าและออกบริเวณต้นแขนซ้ายด้านหลัง และกระสุนปืนถูกรถกระบะของโจทก์ร่วม และรถกระบะของผู้อื่นได้รับความเสียหาย สำหรับความผิดของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และคดีในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมและผู้ร้องที่ 3 นั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า ไม่ได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับผู้ร้องที่ 1 แล้วแยกย้ายกันไป ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กับพวกประมาณ 10 คน ได้นำอาวุธปืนมายิงผู้ร้องที่ 2 จนมีบาดแผลถูกยิงที่บริเวณแขนข้างซ้าย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แม้ไม่มีพยานคนใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงขณะเกิดเหตุด้วยตนเอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่กล่าวอ้างในฎีกา แต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวล้วนขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่าหลังจากพวกของผู้ร้องที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกบุกไปทำร้ายผู้ร้องที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ในบ้านพัก โดยจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพกติดตัวไปด้วย และตามหาผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านพักบริเวณตลาดเจ๊อร และพวกของจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าหลังเกิดเหตุชกต่อยกันแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ไปตระเตรียมนำเอาอาวุธปืนมาเพื่อใช้ก่อเหตุขึ้นจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงไม่อาจรับฟังเป็นจริงได้ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้น เมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสาม จึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ โดยจำคุกตลอดชีวิตก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ให้เบาลงกว่านั้นได้อีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 365 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
ผู้ร้อง — นาย จ. กับพวก
จำเลย — นาย ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวีระยุทธ แสงไกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
สาธุ เพ็ชรไชย
อภิรดี โพธิ์พร้อม
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2568
#717084
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณีกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1208/2565 ของศาลชั้นต้น แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 58, 91, 288, 289, 297, 358, 364, 365, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 5, 9, 18 ริบของกลางทั้งหมด และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 713/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นาง ศ. ผู้เสียหายที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นาย จ. ผู้เสียหายที่ 1 นาย ธ. ผู้เสียหายที่ 3 และนาย พ. ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินใหมทดแทนเป็นเงิน 26,000 บาท 518,000 บาท และ71,500 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เรียกว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ก่อนสืบพยาน ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (ที่ถูก มาตรา 289 (4)) ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)), 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และโดยมีอาวุธ และฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 12 เดือน 15 วัน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 713/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 26 ปี 12 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,000 บาท แก่โจทก์ร่วมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 กันยายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านเกิดเหตุ เลขที่ 63/32 และร่วมกันทำร้ายร่างกายนาย ร. ผู้เสียหายที่ 2 จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะด้านหลังหลายแผลยาว 2 ถึง 5 เซนติเมตร แผลถลอกเล็กน้อยบริเวณหลังมือขวา หลังจากนั้นมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนาย ธ. ผู้ร้องที่ 2 และนาย พ. ผู้ร้องที่ 3 หลายนัด ภายในบริเวณตลาด ผู้ร้องที่ 2 ถูกกระสุนปืนมีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้าและออกบริเวณต้นแขนซ้ายด้านหลัง และกระสุนปืนถูกรถกระบะของโจทก์ร่วม และรถกระบะของผู้อื่นได้รับความเสียหาย สำหรับความผิดของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และคดีในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมและผู้ร้องที่ 3 นั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า ไม่ได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับผู้ร้องที่ 1 แล้วแยกย้ายกันไป ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กับพวกประมาณ 10 คน ได้นำอาวุธปืนมายิงผู้ร้องที่ 2 จนมีบาดแผลถูกยิงที่บริเวณแขนข้างซ้าย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แม้ไม่มีพยานคนใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงขณะเกิดเหตุด้วยตนเอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่กล่าวอ้างในฎีกา แต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวล้วนขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่าหลังจากพวกของผู้ร้องที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกบุกไปทำร้ายผู้ร้องที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ในบ้านพัก โดยจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพกติดตัวไปด้วย และตามหาผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านพักบริเวณตลาดเจ๊อร และพวกของจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าหลังเกิดเหตุชกต่อยกันแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ไปตระเตรียมนำเอาอาวุธปืนมาเพื่อใช้ก่อเหตุขึ้นจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้น เมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสาม จึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ โดยจำคุกตลอดชีวิตก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ให้เบาลงกว่านั้นได้อีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 297 (8) ม. 364 ม. 365 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
ผู้ร้อง — นาย จ. กับพวก
จำเลย — นาย ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวีระยุทธ แสงไกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
สาธุ เพ็ชรไชย
อภิรดี โพธิ์พร้อม
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2710/2568
#717513
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยที่ 1 ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงเป็นการกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 22,544,455.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 21,579,576.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,399,182.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 21,579,576.17 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11859, 11860 และ 11863 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 20,000,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11859, 11860 และ 11863 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันแก่โจทก์ในวงเงิน 20,000,000 บาท หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีและนำเงินเข้าฝากในบัญชีเรื่อยมา ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยมีหนังสือแจ้งยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ 15 สิงหาคม 2562 ไปยังจำเลยที่ 1 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 16 สิงหาคม 2562 สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันและมีการหักทอนบัญชีในวันที่ 16 สิงหาคม 2562 วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ 21,579,576.17 บาท และวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือและมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 หลังจากนั้น โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาข้อ 8 จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันตามวันแห่งปฏิทิน แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันโดยโจทก์บอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2562 แต่กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่มีอยู่ต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีการยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีและหักทอนบัญชีในวันที่ 16 สิงหาคม 2562 แต่เมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งโจทก์มีไปถึงจำเลยที่ 1 แล้วคงระบุข้อความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์ ซึ่งคิดเพียงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เป็นเงิน 21,513,068 บาท บัดนี้ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ใช้วงเงินเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวอีกต่อไป ฉะนั้น โดยหนังสือฉบับนี้โจทก์จึงขอยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือฉบับนี้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หนังสือฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นกรณีที่โจทก์หักทอนบัญชีและเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่วันที่สัญญาเลิกกันก็ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้อันจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดทันที ซึ่งต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นเวลาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้สัญญาจำนองตามฟ้องจะทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อน ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยที่ 1 ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงเป็นการกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเสียค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีกา 550 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์และค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีการวมเป็นเงิน 1,050 บาท แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวธัญชนก ธนะจินดานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658 -ที่ 2663/2568
#716685
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นรายเดือน และไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง ซึ่งการให้คำปรึกษาในแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้งานสำเร็จไปตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กำหนดไว้ กรณีจึงไม่ใช่สัญญาที่กำหนดให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น ทั้งการให้คำปรึกษาก็มิได้ผูกพันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องปฏิบัติตามอันจะมีผลให้เกิดผลงานตามที่โจทก์ทั้งห้าให้คำปรึกษาเสมอไป สัญญาว่าจ้างหรือสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงมิใช่สัญญาจ้างทำของ แต่เป็นสัญญาจ้างบริการอย่างอื่นอันมีลักษณะเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่งที่มิได้กำหนดแยกประเภทไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ว่าจ้างได้แสดงเจตนาจะไม่ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไป ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งห้าทำหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมโดยให้คำปรึกษาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่างตอบแทนระหว่างกันโดยปริยาย สัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเลิกกันโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสามและวรรคท้าย เมื่อโจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา หากแต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานอันโจทก์ทั้งห้าได้กระทำและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดจากการเลิกสัญญานั้น ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ทั้งห้า อีกทั้งไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกนายวีรวิน โจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 1 เรียกนายวีรวัฒน์ โจทก์ในสำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 2 เรียกนายกวี โจทก์ในสำนวนที่สี่ว่า โจทก์ที่ 3 เรียกนางศรีสุวรรณ โจทก์ในสำนวนที่ห้าว่า โจทก์ที่ 4 และเรียกนางสาววีรวรรณ โจทก์ในสำนวนที่หกว่า โจทก์ที่ 5 กับเรียกบริษัท พ. จำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกบริษัท ท. จำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สอง สำนวนที่สี่และสำนวนที่หกว่า จำเลยที่ 2 เรียกบริษัท ผ. จำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 เรียกบริษัท ย. จำเลยที่ 1 ในสำนวนที่ห้าว่า จำเลยที่ 4 เรียกบริษัท ส. จำเลยที่ 2 ในทุกสำนวนว่าจำเลยที่ 5 เรียกบริษัท ฮ. จำเลยที่ 3 ในทุกสำนวนว่า จำเลยที่ 6 และเรียกนายโทชิโนริ จำเลยที่ 4 ในทุกสำนวนว่า จำเลยที่ 7

โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 32,972,547 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 32,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,923,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,201,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 49,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 23,955,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 27,270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 27,382,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งเจ็ดให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ พ.1131/2562 ของศาลชั้นต้น (คดีหมายเลขดำที่ พ.536/2561 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา) และโจทก์ที่ 5 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ พ.1133/2562 ของศาลชั้นต้น (คดีหมายเลขดำที่ พ.975/2561 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ) ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีหมายเลขดำที่ พ.536/2561 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และคดีหมายเลขดำที่ พ.975/2561 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นคดีแรงงานอันอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแรงงานหรือไม่ ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยที่ วร.83/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 และคำวินิจฉัยที่ วร.117/2561 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2561 ว่าคดีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ให้ศาลในส่วนคดีแพ่งดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และบริษัท อ. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 สืบเนื่องจากจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ต. ควบรวมกิจการกับบริษัท ช. ทำให้บริษัทที่ควบกันดังกล่าวหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล ผู้ร้องได้รับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัทดังกล่าวทั้งหมด อันรวมถึงสิทธิเรียกร้อง หนี้และความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 152 และ 153 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้สวมสิทธิตามคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 6,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 6,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แต่ละบริษัทใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งห้าชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,500,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,800,000 บาท ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 1,500,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,500,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ต. ควบรวมกิจการกับบริษัท ช. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัท อ. สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งลงวันที่ 28 ตุลาคม 2563 จำเลยที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมาย ณ ประเทศญี่ปุ่น มีนายโยชิฮิโระ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 7 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โจทก์ที่ 1 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 2 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 3 โจทก์ที่ 3 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 4 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 4 โจทก์ที่ 5 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 2 ร่วมกับโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โจทก์ทั้งห้าทำสัญญาขายหุ้นจำเลยที่ 2 รวมทั้งหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 5 โจทก์ทั้งห้าโอนหุ้นที่ตกลงขายให้แก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ชำระเงินค่าหุ้นให้โจทก์ทั้งห้าครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งห้าลาออกจากการเป็นกรรมการในบริษัทเดิม แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าจ้างให้โจทก์ทั้งห้าทำงานต่อในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่โจทก์ทั้งห้าเคยเป็นผู้บริหาร โดยไม่มีการทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นรายเดือน โดยจำเลยที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 1,500,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ช่วยจำเลยที่ 1 แบ่งจ่ายด้วยส่วนหนึ่ง จำเลยที่ 3 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 1,500,000 บาท จำเลยที่ 2 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 3 เดือนละ 1,800,000 บาท จำเลยที่ 4 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 4 เดือนละ 1,800,000 บาท และจำเลยที่ 2 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 5 เดือนละ 1,500,000 บาท นับแต่เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงเดือนมกราคม 2561 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งห้าให้เข้าทำงานที่สำนักงานจำเลยที่ 2 เป็นประจำทุกวันอังคาร พุธ และพฤหัสบดี เวลา 9 ถึง 15 นาฬิกา ครั้นวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์ที่ 4 เข้าพบจำเลยที่ 7 แจ้งว่าโจทก์ทั้งห้าไม่สามารถเข้าทำงานตามที่แจ้งได้ จากนั้นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 7 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า จำเลยทั้งเจ็ดผิดสัญญาว่าจ้างหรือสัญญาต่างตอบแทนพิพาทและต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 สอดคล้องตรงกันว่า นับแต่เดือนตุลาคม 2560 ที่โจทก์ทั้งห้าเริ่มทำงานกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมจนถึงเดือนมกราคม 2561 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าต้องเข้ามาทำงานยังสำนักงานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ทั้งห้าต้องเข้ามาทำงานที่สำนักงานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์ ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 7 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพิ่งมาเปลี่ยนแปลงโดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งห้าเข้ามาทำงานที่สำนักงานจำเลยที่ 2 ทุกวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี เวลา 9 ถึง 15 นาฬิกา โดยโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย การที่โจทก์ทั้งห้าไม่เข้ามาปฏิบัติงาน ณ สำนักงานของจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งดังกล่าว จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 บอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเนื่องจากไม่ได้เข้ามาทำงานตามที่แจ้งดังกล่าว จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยมิชอบและเมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นรายเดือน และไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง ซึ่งการให้คำปรึกษาในแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้งานสำเร็จไปตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กำหนดไว้ กรณีจึงไม่ใช่สัญญาที่กำหนดให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น ทั้งการให้คำปรึกษาก็มิได้ผูกพันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องปฏิบัติตามอันจะมีผลให้เกิดผลงานตามที่โจทก์ทั้งห้าให้คำปรึกษาเสมอไป สัญญาว่าจ้างหรือสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงมิใช่สัญญาจ้างทำของ แต่เป็นสัญญาจ้างบริการอย่างอื่นอันมีลักษณะเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่งที่มิได้กำหนดแยกประเภทไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ว่าจ้างได้แสดงเจตนาจะไม่ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไป ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งห้าทำหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมโดยให้คำปรึกษาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่างตอบแทนระหว่างกันโดยปริยาย สัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเลิกกันโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสามและวรรคท้าย เมื่อโจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา หากแต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานอันโจทก์ทั้งห้าได้กระทำและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการตกลงว่าจ้างกันเป็นระยะเวลานานเท่าใด เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งห้าสำหรับการทำงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่โจทก์ทั้งห้ายังไม่ได้รับค่าจ้างและเงินโบนัสเฉลี่ยต่อปีโดยกำหนดให้ตามสัดส่วนที่โจทก์ทั้งห้าทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ทั้งห้า อีกทั้งไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า ส่วนข้อฎีกาอื่นของโจทก์ทั้งห้าเป็นข้อปลีกย่อยซึ่งไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,300,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,200,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 6,600,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 5,500,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,500,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 6,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งห้าขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 386 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสาม ม. 391 วรรคท้าย ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายณธษา ฐิติธัญโชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ โชติชะวารานนท์
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2568
#718135
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ แต่เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่อีกและเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,913,963.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,689,776.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างรวม 6 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงงานคิดค่าจ้างเป็นเงิน 130,000,000 บาท โดยสัญญาดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และในสัญญามีข้อตกลงเรื่องการระงับข้อพิพาทระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามกฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ สัญญาฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เป็นสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมของสัญญาฉบับที่ 1 โดยสัญญาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า โจทก์และจำเลยตกลงลดค่าจ้างก่อสร้างเหลือเป็นเงิน 123,500,000 บาท ส่วนสัญญาฉบับที่ 3 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า โจทก์จำเลยตกลงปรับราคาค่าจ้างก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 139,000,000 บาท ต่อมาหลังจากทำสัญญาฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว โจทก์ได้นำสัญญาทั้งสามฉบับดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักงานสรรพากรในเขตท้องที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อชำระค่าอากรตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับดำเนินการให้โดยแจ้งว่าสัญญาทั้งสามฉบับไม่มีข้อความเป็นภาษาไทย จึงให้โจทก์ไปจัดทำสัญญาที่มีข้อความเป็นภาษาไทยรวมอยู่ด้วยและให้มีข้อสัญญาว่า ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ฟ้องคดีต่อศาลในประเทศไทย โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาจ้างก่อสร้างขึ้นอีก 2 ฉบับ คือ สัญญาฉบับที่ 4 และที่ 5 ทั้งสองฉบับต่างลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 มีข้อความเป็นภาษาไทยและภาษาจีน โดยในสัญญาฉบับที่ 4 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงงานโดยตกลงค่าจ้างกันเป็นเงิน 139,000,000 บาท และมีข้อตกลงเรื่องการระงับข้อพิพาทระบุว่า หากเกิดข้อพิพาทให้ยื่นฟ้อง ณ ศาลซึ่งพื้นที่โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ ส่วนสัญญาฉบับที่ 5 เป็นสัญญาก่อสร้างเพิ่มเติมของสัญญาฉบับที่ 4 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 15,500,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างก่อสร้างทั้งสิ้น 139,000,000 บาท จากนั้นอีกประมาณ 2 ปี โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างฉบับที่ 6 ลงวันที่ 13 มกราคม 2562 โดยจัดทำเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีข้อความระบุว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 24,980,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างก่อสร้างทั้งสิ้น 163,000,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์พร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษามานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 14 วรรคหนึ่งเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกระบวนการพิจารณา อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวนั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ แต่เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่อีก และเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยทำสัญญาก่อสร้างโรงงาน ฉบับที่ 1 โดยมีข้อตกลงให้นำข้อพิพาทไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามกฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ทั้งที่โจทก์และจำเลยเป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยและมีการก่อสร้างที่ประเทศไทย แสดงให้เห็นเจตนาแต่แรกของโจทก์และจำเลยที่ต้องการจะระงับข้อพิพาทโดยใช้วิธีทางเลือกด้วยการอนุญาโตตุลาการตามกฎอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของศูนย์อนุญาโตตุลาการเซี่ยงไฮ้ แทนการฟ้องคดีต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น นอกจากนี้สัญญาก่อสร้างโรงงานฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ทำขึ้นด้วยภาษาจีนและภาษาอังกฤษยังชี้ให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยด้วยว่าไม่ต้องการระงับข้อพิพาทที่ศาลในประเทศไทยซึ่งใช้ภาษาไทยในกระบวนพิจารณา แม้โจทก์และจำเลยทำสัญญาก่อสร้างฉบับที่ 4 และที่ 5 เป็นภาษาไทยและภาษาจีนระบุว่ากรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ฟ้องต่อศาลซึ่งเป็นพื้นที่ที่โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ก็ตาม แต่ก็เพียงเพื่อนำไปยื่นต่อสำนักงานสรรพากรและชำระค่าอากรตามกฎหมายเท่านั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าเป็นเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาเกี่ยวกับวิธีการระงับข้อพิพาท ทั้งการที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาฉบับที่ 6 อันเป็นฉบับหลังสุดโดยระบุในตอนต้นว่าเป็นข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญาก่อสร้างโรงงานซึ่งคู่สัญญาได้ลงนามไว้ในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโรงงานฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงเจตนาล่าสุดของคู่สัญญาที่ต้องการจะผูกพันตามสัญญาฉบับที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ทั้งสัญญาก่อสร้างพิพาทมีมูลค่าสูง เมื่อพิเคราะห์ปกติประเพณีและวิธีปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยตั้งแต่การทำสัญญาฉบับที่ 1 เป็นลายลักษณ์อักษรเรื่อยมาแสดงให้เห็นเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาว่าให้ความสำคัญกับข้อตกลงในสัญญาลายลักษณ์อักษรดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าสัญญาฉบับที่ 6 อ้างอิงถึงสัญญาฉบับที่ 1 ถึง 3 โดยผิดหลง และอ้างว่าการที่จำเลยไม่เคยคัดค้านว่าโจทก์ออกใบแจ้งหนี้โดยระบุเลขที่สัญญาฉบับที่ 4 ไม่ถูกต้องจึงมีเจตนาผูกพันตามสัญญาฉบับดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ดังนี้ เมื่อสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้โดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อนนั้น ย่อมเป็นการขัดต่อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฎีกาของโจทก์ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ชำระไว้ในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14 ม. 45 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ห.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาววิภา ฉันทพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568
#718134
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมแล้วนำไปชำระค่าสินค้าหรือบริการหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาเสียก่อนว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แม้โจทก์จะมีพนักงานโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นบัตรประเภทชิพการ์ดมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลบนบัตรและการปลอมแปลงบัตร แต่เมื่อไม่มีเอกสารทางวิชาการมาอ้างอิงประกอบ ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในคุณสมบัติหรือเทคโนโลยีของบัตรเครดิตประเภทชิพการ์ด หรือได้ศึกษาหรือได้รับการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวมาจากที่ใดหรือไม่อย่างไร คำเบิกความของพยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การพิสูจน์ว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลและการปลอมแปลงบัตร เมื่อโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ออกให้ลูกค้าเพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและชำระค่าบริการต่าง ๆ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการใช้บัตรเพื่อป้องกันการทุจริต อันเกิดจากการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตลูกค้าไปทำปลอม ดังนี้ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายการใช้บัตรเครดิต ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตที่ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงข้อโต้แย้งของลูกค้าให้กระจ่าง แต่กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการเพื่อใช้ความพยายามที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตชื้อสินค้ารายการพิพาท ทั้งยังรับฟังไม่ได้ว่ามีผู้อื่นนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปซื้อสินค้ารายการพิพาทโดยเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย หรือด้วยเหตุผลใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 239,806.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 201,615.41 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 57,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2563) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 100,807.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,147 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 จำเลยสมัครเป็นผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ โจทก์รับจำเลยเข้าเป็นสมาชิกโดยออกบัตรเครดิตเลขที่ 0200 – 2160 – 0129 – xxxx ตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ต่อมาโจทก์อาศัยข้อมูลที่จำเลยได้ให้ไว้ออกบัตรเครดิตหมายเลข 4730 – 1400 – 0311 – xxxx ให้แก่จำเลย จำเลยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการ และชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ตามที่เรียกเก็บเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ส่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตที่มีรายการใช้บัตรเครดิตระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จำเลยปฏิเสธรายการใช้บัตรเครดิต วันที่ 20 เมษายน 2561 ซื้อสินค้ารวม 7 รายการ เป็นเงิน 172,000 บาทเศษ ว่าไม่ถูกต้อง ต่อมาโจทก์ยกเลิกบัตรเครดิตดังกล่าวและออกบัตรเครดิตใบใหม่ให้แก่จำเลยเป็นบัตรเครดิตหมายเลข 4730 – 1400 – 0311 – yyyy ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์และร้านค้าที่รับบัตรเครดิตของจำเลยไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อที่ต้องตรวจสอบตามหน้าที่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อด้วยเช่นกัน โจทก์ไม่ขออนุญาตฎีกาและฎีกา ปัญหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหลายรายการตามที่โจทก์แจ้งมาในใบแจ้งยอดหนี้ซึ่งจำเลยตรวจสอบแล้วพบว่ารายการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าในช่วงวันที่ 20 เมษายน 2561 เป็นรายการที่มีการลักลอบใช้บัตรเครดิตของจำเลยไปซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้สืบหาคนร้ายมาดำเนินคดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การ ซึ่งมีข้อความว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้า พอถือได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ใช้บัตรชำระค่าสินค้าในวันดังกล่าว รายการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวเกิดจากมีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามคำให้การจำเลยให้การต่อสู้ว่ามีผู้ลักบัตรเครดิตของจำเลยไปใช้ซื้อสินค้า จำเลยมิได้ให้การว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรปลอมแล้วใช้ซื้อสินค้า ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงในส่วนนี้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ปัญหาว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลย ไปทำบัตรเครดิตปลอมนำไปชำระค่าสินค้านั้นจำต้องพิจารณาก่อนว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แต่โจทก์มีเพียงนางสาววันทนีย์ พนักงานโจทก์ส่วนควบคุมและติดตามสินเชื่อบัตรเครดิตตำแหน่งพนักงานบัตรเครดิตมีหน้าที่ดูแลและติดตามหนี้สินกับลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต และนายพิชิต พนักงานโจทก์ส่วนควบคุมพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหาร สายบัตรเครดิตมีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิต มาเป็นพยานเบิกความว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นบัตรประเภทชิพการ์ดมีการบันทึกข้อมูลอยู่ในแผงวงจรที่ฝังอยู่บนบัตรซึ่งสามารถใช้ได้กับร้านค้าที่มีเครื่องบันทึกข้อมูลที่รองรับการอ่านข้อมูลผ่านชิพเท่านั้น บัตรเครดิตประเภทนี้มีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลบนบัตรและการปลอมแปลงบัตร เนื่องจากการใช้บัตรแบบชิพการ์ดผ่านเครื่องบันทึกข้อมูลจะมีการประมวลผลข้อมูลตลอดจนการเข้ารหัสข้อมูลในแผงวงจรที่ฝังอยู่บนบัตรเครดิต โดยข้อมูลดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรม ถึงแม้ว่าจะมีการคัดลอกข้อมูลจากบัตรเครดิตไปได้ ก็ไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการปลอมแปลงบัตรแล้วนำไปใช้ได้ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเอกสารทางวิชาการมาอ้างอิงประกอบ ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในคุณสมบัติหรือเทคโนโลยีของบัตรเครดิตประเภทชิพการ์ด หรือได้ศึกษาหรือได้รับการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวมาจากที่ใดหรือไม่อย่างไร คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การพิสูจน์ว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลและการปลอมแปลงบัตร ทั้งยังได้ความจากนายพิชิตว่ามีผู้ถือบัตรประเภทเดียวกันนี้ร้องเรียนต่อโจทก์ทำนองเดียวกับที่จำเลยร้องเรียนว่ามีการใช้บัตรเครดิตปลอมอีกด้วย นอกจากนี้ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ในส่วนของข้อควรระวังการทุจริตบัตรเครดิตก็ระบุว่า แม้ว่าโจทก์จะให้บริการบัตรเครดิตชิพการ์ดภายใต้มาตรฐาน EMV (Euro pay MasterCard Visa) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดในการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเครดิต แต่ผู้ถือบัตรก็ต้องมีส่วนช่วยในการป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูลโดยการใช้บัตรอย่างระมัดระวัง ดังนี้ 1. เมื่อชำระค่าสินค้า/บริการด้วยวิธีเสียบบัตรหรือรูดบัตรควรส่งมอบบัตรเครดิตให้แก่พนักงานรับชำระเงินโดยตรงทุกครั้ง และควรดูแลอย่างใกล้ชิดในขณะที่พนักงานทำรายการกับเครื่องรับบัตร 2. ตรวจสอบรายการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในใบแจ้งยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทุกครั้งหากพบว่าไม่ถูกต้องให้แจ้งให้โจทก์ทราบทันที ก็เป็นการบ่งชี้ว่า โจทก์ยอมรับอยู่ในตัวว่า บัตรเครดิตประเภทชิพการ์ดก็มีโอกาสที่จะถูกโจรกรรมข้อมูลได้ จึงให้ผู้ถือบัตรต้องมีส่วนช่วยในการป้องกันตามวิธีการที่ระบุไว้ดังกล่าว ส่วนที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า หากบัตรเครดิตของจำเลยถูกลักลอบนำข้อมูลไปปลอมแปลงจริง คนร้ายน่าจะนำบัตรเครดิตที่ทำปลอมขึ้นไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการอื่นอีก เนื่องจากวงเงินบัตรเครดิตของจำเลยมีสูงถึง 2,000,000 บาท และมีระยะเวลาที่จะใช้ได้ เพราะกว่าโจทก์จะออกบัตรเครดิตใบใหม่แทนบัตรเครดิตใบเดิมให้แก่จำเลยก็ใช้เวลาถึง 1 เดือนเศษ นั้น ข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจอนุมานได้ว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกลักลอบนำข้อมูลบนบัตรไปใช้โดยมิชอบและการถูกปลอมแปลงบัตรอย่างแน่แท้ ข้อเท็จจริงจึงอาจเป็นไปได้ดังที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าบัตรเครดิตชนิดเดียวกันกับที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยคดีนี้นั้นเป็นบัตรที่อาจมีการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตที่ธนาคารออกให้แก่ลูกค้าไปทำบัตรเครดิตปลอมได้ ปัญหาว่าบัตรเครดิตที่ใช้ชำระค่าสินค้ารายการพิพาททั้ง 4 รายการ เป็นบัตรเครดิตปลอมโดยการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยโดยจำเลยมิได้เป็นผู้ซื้อสินค้ารายการพิพาททั้ง 4 รายการหรือมีผู้อื่นนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปใช้ซื้อสินค้ารายการพิพาททั้ง 4 รายการ ทั้งนี้โดยจงใจหรือความประมาทเลินล่อของจำเลย หรือด้วยเหตุผลใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลยตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ข้อ 11 เมื่อโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ออกให้แก่ลูกค้าเพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและชำระค่าบริการต่าง ๆ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการใช้บัตรเพื่อป้องกันการทุจริตอันเกิดจากการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตของลูกค้าไปทำบัตรเครดิตปลอมแล้วนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในลักษณะและรูปแบบต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าธนาคารผู้ใช้บัตร ดังนี้ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายการใช้บัตรเครดิตว่าไม่ถูกต้องไม่ตรงความจริง ย่อมเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงเหตุผลข้อโต้แย้งของลูกค้าผู้ใช้บัตรให้กระจ่างชัดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากเป็นกรณีที่ลูกค้าต้องรับผิดก็ต้องแสดงเหตุผลให้ลูกค้าผู้ใช้บัตรทราบโดยละเอียดชัดแจ้งมิใช่ผลักภาระให้แก่ลูกค้าไปดำเนินการด้วยตนเอง โดยอ้างแต่เพียงว่าลูกค้าต้องรับผิดตามเงื่อนไขตามสัญญา ทั้งนี้เนื่องจากธนาคารผู้ออกบัตรเป็นผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ย่อมมีความเชี่ยวชาญต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตและมีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับบัตรเครดิตมากกว่าลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตโดยเฉพาะกรณีที่มีการโต้แย้งจากลูกค้าผู้ใช้บัตรว่าไม่มีการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าตามรายการที่ธนาคารเรียกเก็บโดยไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าเกิดจากการทุจริตจากลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตเองดังเช่นกรณีนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบลายมือชื่อผู้ใช้บัตรเครดิตในสำเนาเซลสลิปและสำเนาใบเสร็จรับเงิน เป็นลายมือเขียน ส่วนลายมือชื่อของจำเลยบนบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นลายเซ็น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ย่อมเป็นข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้ารายการพิพาททั้ง 4 รายการ โจทก์ชอบที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้ารายพิพาทว่าเป็นบุคคลใด มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์โดยเป็นบุคคลใกล้ชิดกับจำเลยหรือไม่เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนทำให้บุคคลดังกล่าวนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปชำระค่าสินค้ารายการพิพาท ซึ่งโจทก์สามารถกระทำได้โดยง่ายโดยขอตรวจสอบภาพถ่ายผู้ใช้บัตรเครดิตจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของร้านค้าผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นคู่ค้าการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ โดยนายพิชิตพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าร้านค้าได้บันทึกภาพไว้ แต่กลับได้ความจากนายพิชิตแต่เพียงว่าโจทก์ไม่สามารถขอหลักฐานภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของร้านค้าโดยร้านค้าอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ต้องให้เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ดำเนินการร้องขอ โจทก์ก็มิได้ดำเนินการร้องขอให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือให้จำเลยมาดำเนินการขอตรวจสอบหลักฐานดังกล่าวแต่อย่างใด ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็มิได้นำพยานบุคคลมาเบิกความยืนยันต่อศาลว่าโจทก์ได้ไปดำเนินการขอหลักฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ และร้านค้าผู้ขายสินค้ารายการที่โจทก์เรียกเก็บมีระเบียบดังที่โจทก์อ้างจริงหรือไม่ ทั้งโจทก์มิได้ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้ร้านค้าส่งพยานหลักฐานดังกล่าวมาแสดงต่อศาลและไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการอื่นใดอีกอันเป็นข้อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้ความพยายามที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวบุคคลผู้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้ารายการพิพาทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่จำเลยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้ารายการพิพาท และรับฟังไม่ได้ว่ามีผู้อื่นนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปใช้ซื้อสินค้ารายการพิพาทโดยจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลย หรือด้วยเหตุผลอื่นใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลยตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ข้อ 11 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าบัตรเครดิตตามฟ้องต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยชำระค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และชั้นฎีกา 500 บาท จึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,147 บาท แก่โจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และชั้นฎีกา 500 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายอนันต์ชัย เรืองกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568
#718724
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 (1) และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง, 210 วรรคหนึ่ง, 213, 341, 342 (1), 343 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) โดยไม่ต้องปรับบทมาตรา 341) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 6, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 4 ปี กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 4 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสาวธวัลพร ศิริมหาพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปณิธาน วิมุทธากร
ชื่อองค์คณะ
ชาตรี หาญไพโรจน์
ณรงค์ ประจุมาศ
สัญญา ภูริภักดี
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2585/2568
#721957
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียงประการเดียว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็จำต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพียงแต่พิจารณาตามปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ระหว่างพิจารณา นางวารุณี ผู้ร้องที่ 1 เด็กชายกฤษณะ และเด็กหญิงณัฏฐณิชา โดยนางวารุณี ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 25,000 บาท ค่าปลงศพและค่าจัดงานศพ 30,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 15,000 บาท ค่าเสื่อมราคารถจักรยานยนต์ 20,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะสำหรับผู้ร้องที่ 1 เดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 32 ปี เป็นเงิน 3,072,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะสำหรับผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ค่าเสียหายต่อร่างกาย จิตใจ และค่าทำขวัญ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,162,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา มารดาของจำเลยที่ 1 มอบเงินค่าปลงศพ 10,000 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 แล้วผู้ร้องที่ 1 ถอนคำขอในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปลงศพและค่าจัดงานศพ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,027,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 และชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียงประการเดียว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็จำต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพียงแต่พิจารณาตามปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ร้อง — นาง ว. กับพวก
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ฉัตรชัย ไทรโชต
สุพิชญ์ กรอบคำ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
#713898
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวน 1 วง หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้ง และแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคแรกและวรรคสาม กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนนั้นนับแต่วันละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 334, 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวธมลวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยส่งมอบแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท หรือชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ยอมรับที่จะคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.4 จำคุกกระทงละ 7 ปี ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 จำคุก 6 ปี และกระทงความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งและยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.5 กรัม 1 วง ราคา 100,000 บาท กำไลทองคำเจือเกาะเพชรน้ำหนัก 7.3 กรัม 1 วง ราคา 50,000 บาท แหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 7,000 บาท สร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น ราคา 4,500 บาท และแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท ที่เก็บรักษาไว้ในห้องนอนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างไป เจ้าพนักงานตำรวจยึดแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.5 กรัม 1 วง ราคา 100,000 บาท กำไลทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 50,000 บาท เป็นของกลางและคืนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ส่วนแหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 7,000 บาท สร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น ราคา 4,500 บาท และแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท พนักงานสอบสวนสั่งอายัดเป็นของกลาง ซึ่งโจทก์ให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ที่จำเลยลักไปหรือให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติว่า คดีลักทรัพย์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย โดยมาตรา 44 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีคำขอรวมไปกับคดีอาญาหรือจะยื่นคำร้องในระยะใดระหว่างที่คดีอาญากำลังพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก็ได้ และมาตรา 44/1 บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิจะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ที่แนบท้ายคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ซึ่งรวมอยู่ในสำนวนคดีนี้ว่า จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ของโจทก์ร่วม แล้วนำไปจำนำที่โรงรับจำนำ ซึ่งตามคำฟ้อง พนักงานสอบสวนสั่งอายัดแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าว กับแหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง และสร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น เป็นของกลาง ซึ่งโจทก์ให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้งและแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชรน้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท ของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงินอันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคแรก และวรรคสาม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า แหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ได้คืนมาแล้วโดยอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวน จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบของกลางดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมต้องขอคืนจากพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอในคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอในคดีส่วนแพ่ง และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งนั้น เป็นการไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งนั้น ฟังขึ้น กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นวันละเมิดโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนกำหนดโทษ โดยให้ลงโทษจำเลยกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นั้น เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 140,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้โทษโดยให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษ นั้น เหมาะสมแก่ความร้ายแรงแห่งความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นไปกว่านี้อีก ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44 ม. 44/1 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นางสาว ธ.
จำเลย — นางสาว ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเอกฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอารมณ์ จำปานิล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
วิชัย ตัญศิริ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
#717675
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวนหรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้ง และแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคแรกและวรรคสาม กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนนั้นนับแต่วันละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 334, 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวธมลวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยส่งมอบแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท หรือชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ยอมรับที่จะคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.4 จำคุกกระทงละ 7 ปี ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 จำคุก 6 ปี และกระทงความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งและยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.5 กรัม 1 วง ราคา 100,000 บาท กำไลทองคำเจือเกาะเพชรน้ำหนัก 7.3 กรัม 1 วง ราคา 50,000 บาท แหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 7.5 กรัม 1 วง ราคา 7,000 บาท สร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น ราคา 4,500 บาท และแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท ที่เก็บรักษาไว้ในห้องนอนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างไป เจ้าพนักงานตำรวจยึดแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.5 กรัม 1 วง ราคา 100,000 บาท กำไลทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 50,000 บาท เป็นของกลางและคืนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ส่วนแหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 7,000 บาท สร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น ราคา 4,500 บาท และแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท พนักงานสอบสวนสั่งอายัดเป็นของกลาง ซึ่งโจทก์ให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ที่จำเลยลักไปหรือให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติว่า คดีลักทรัพย์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย โดยมาตรา 44 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีคำขอรวมไปกับคดีอาญาหรือจะยื่นคำร้องในระยะใดระหว่างที่คดีอาญากำลังพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก็ได้ และมาตรา 44/1 บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิจะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ที่แนบท้ายคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ซึ่งรวมอยู่ในสำนวนคดีนี้ว่า จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ของโจทก์ร่วม แล้วนำไปจำนำที่โรงรับจำนำ ซึ่งตามคำฟ้อง พนักงานสอบสวนสั่งอายัดแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าว กับแหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง และสร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น เป็นของกลาง ซึ่งโจทก์ให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้งและแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชรน้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท ของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงินอันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคแรก และวรรคสาม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า แหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ได้คืนมาแล้วโดยอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวน จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบของกลางดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมต้องขอคืนจากพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอในคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอในคดีส่วนแพ่ง และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งนั้น เป็นการไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งนั้น ฟังขึ้น กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นวันละเมิดโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนกำหนดโทษ โดยให้ลงโทษจำเลยกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นั้น เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 140,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้โทษโดยให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษ นั้น เหมาะสมแก่ความร้ายแรงแห่งความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นไปกว่านี้อีก ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นางสาว ธ.
จำเลย — นางสาว ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเอกฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอารมณ์ จำปานิล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
วิชัย ตัญศิริ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568
#717087
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 499,264.97 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ 60,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 573,687.19 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (พิพากษาวันที่ 25 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มีนาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 6 เดือน และดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และค่าดอกเบี้ยในระหว่างฟ้อง (ที่ถูก พัก) ชำระหนี้ 14,422.22 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 330,600 บาท ยกคำขอดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง หลังจากทำสัญญา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) โจทก์พักชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง 6 งวด ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 21 งวดเศษ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 10 มกราคม 2564 เป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ได้ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระต้นเงินค่าเช่าซื้องวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ย่อมเป็นการขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดสุดท้ายออกไปมีกำหนด 6 เดือน ทำให้ครบกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามสัญญาเช่าซื้อภายในเดือนพฤษภาคม 2568 แม้โจทก์ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้โดยพักชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วยตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างที่โจทก์พักชำระหนี้ต้นเงินแก่ลูกหนี้ โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้ด้วย บ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 มาแสดงหรือจำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสามารถ บุตรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568
#717963
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 499,264.97 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ 60,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 573,687.19 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (พิพากษาวันที่ 25 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มีนาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 6 เดือน และดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และค่าดอกเบี้ยในระหว่างฟ้อง (ที่ถูก พัก) ชำระหนี้ 14,422.22 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 330,600 บาท ยกคำขอดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง หลังจากทำสัญญา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) โจทก์พักชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง 6 งวด ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 21 งวดเศษ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 10 มกราคม 2564 เป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ได้ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระต้นเงินค่าเช่าซื้องวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ย่อมเป็นการขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดสุดท้ายออกไปมีกำหนด 6 เดือน ทำให้ครบกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามสัญญาเช่าซื้อภายในเดือนพฤษภาคม 2568 แม้โจทก์ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้โดยพักชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วยตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างที่โจทก์พักชำระหนี้ต้นเงินแก่ลูกหนี้ โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้ด้วย บ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 มาแสดงหรือจำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสามารถ บุตรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568
#721956
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 499,264.97 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ 60,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 573,687.19 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (พิพากษาวันที่ 25 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มีนาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 6 เดือน และดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และค่าดอกเบี้ยในระหว่างฟ้อง (ที่ถูก พัก) ชำระหนี้ 14,422.22 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 330,600 บาท ยกคำขอดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บพ xxxx จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง หลังจากทำสัญญา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) โจทก์พักชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง 6 งวด ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 21 งวดเศษ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 10 มกราคม 2564 เป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ได้ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระต้นเงินค่าเช่าซื้องวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ย่อมเป็นการขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดสุดท้ายออกไปมีกำหนด 6 เดือน ทำให้ครบกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามสัญญาเช่าซื้อภายในเดือนพฤษภาคม 2568 แม้โจทก์ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้โดยพักชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วยตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างที่โจทก์พักชำระหนี้ต้นเงินแก่ลูกหนี้ โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้ด้วย บ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 มาแสดงหรือจำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2568
#716299
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง และประกาศโจทก์ ซึ่งประกาศโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (สินเชื่อ) อัตราเอ็มแอลอาร์ เท่ากับร้อยละ 8.975 ต่อปี หากชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดคิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 เป็นกรณีชำระหนี้ล่าช้ากว่า 7 วัน แต่โจทก์คิดเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนข้อ 3 เป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยทั้งสองกรณีจึงไม่เกินกว่าอัตราที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยโดยชอบ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดแก่โจทก์แล้ว จึงไม่ถือว่าจำเลยมีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นรายงวดอีก ข้อตกลงที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดจึงไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 224/1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 16,524,537.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 14,902,253.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 372 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2564

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 198,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 มีสาระสำคัญว่า ข้อ 1. จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริงทุกประการและตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 16,044,399.11 บาท (รวมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 1,200,345.88 บาท แล้ว) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 14,902,253.23 บาท นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อ 2. จำเลยตกลงผ่อนชำระเงินตามข้อ 1. แก่โจทก์ เป็นงวดรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุก ๆ เดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์... ข้อ 3. หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามข้อ 2. งวดใดงวดหนึ่ง ไม่ว่าในเรื่องจำนวนเงินหรือระยะเวลาการชำระเงิน ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินคงค้างชำระ ณ วันผิดนัดตามสัญญานี้ (แต่ไม่เกินต้นเงิน 14,902,253.23 บาท) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์...

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การคิดดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส2. 9/2563 เรื่อง การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ข้อ 1. ระบุเหตุผลในการออกประกาศ มีใจความสำคัญว่า เพื่อให้ผู้บริการทางการเงินถือปฏิบัติในการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และลำดับการตัดชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ที่ค้างชำระมีความแตกต่างกับลูกหนี้ปกติ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินและพึงอยู่ในวิสัยที่ลูกหนี้จะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ โดยข้อ 5.2.1 กำหนดหลักเกณฑ์ว่า การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ให้ใช้กับสินเชื่อที่มีการผ่อนชำระเป็นงวดและสินเชื่อหมุนเวียน สำหรับลูกหนี้รายย่อย และลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และข้อ 6. กำหนดบทเฉพาะกาลว่า ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับรวมถึงสัญญาที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับและยังมีผลผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ให้บริการกับลูกหนี้ด้วย ยกเว้นสินเชื่อที่มีเจ้าหนี้หลายรายให้สินเชื่อร่วมกัน โดยมีเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย... แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญากู้เงินว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวนมากถึง 16,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราเอ็มแอลอาร์ ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ย่อมแสดงว่าในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้อุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียวและไม่ใช่ลูกค้ารายย่อยดังที่กล่าวอ้าง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรณีนี้จึงไม่อาจนำประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับที่จำเลยกล่าวอ้างมาบังคับใช้กับหนี้เงินกู้ตามฟ้องได้ เมื่อโจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ ซึ่งอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (สินเชื่อ) อัตราเอ็มแอลอาร์ เท่ากับร้อยละ 8.975 ต่อปี กรณีชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสูงสุดคิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 21 ต่อปี เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เห็นได้ว่า ข้อ 1. เป็นกรณีชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด แต่โจทก์คิดเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนข้อ 3. เป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ดอกเบี้ยทั้งสองกรณีจึงไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้โดยชอบ นอกจากนี้ โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากู้เงินและฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างอยู่ทั้งหมดแล้ว จึงไม่ถือเป็นกรณีที่จำเลยมีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เป็นงวดอีกต่อไป ข้อตกลงที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกา 600 บาท และค่ารับรองสำเนาเอกสาร 50 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นสมควรคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกา 600 บาท และค่ารับรองสำเนาเอกสาร 50 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224/1
ป.วิ.พ. ม. 138 (2)
พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 38 ม. 46
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ อ.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
วีระพงศ์ สุดาวงศ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สายัณห์ ศรีดวม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2568
#717512
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุว่า สามารถตกลงกันได้จึงประสงค์ที่จะถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่การปลดหนี้ให้จำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้ 6,000 บาท แล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียว ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 แล้วเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดและแม้จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมด จำเลยที่ 5 ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 และจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันอีกคนได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 81,026.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 79,635.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42,034.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,312.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 117,239.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 115,226.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การ โจทก์บอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ)

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 73,635.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 35,312.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 109,226.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 จำนวน 200,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 จำนวน 100,000 บาท มีจำนวนที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 จำนวน 200,000 บาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี มีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดโดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 มียอดหนี้ค้างชำระ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอนุญาต คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เนื่องจากคู่ความไม่ฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย" ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 เพียงแต่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุในคำร้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 4 สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงมีความประสงค์ที่จะขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติ ผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงมิใช่การปลดหนี้ให้กับจำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 บาท แล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 แล้วเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมด และแม้จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่เหลือทั้งหมดจำเลยที่ 5 ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 และสามารถไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 296 ม. 340 ม. 693
ป.วิ.พ. ม. 176
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ อ.
จำเลย — นาย ก.กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวปาริชาต ขันอาสา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2568
#719454
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุว่า สามารถตกลงกันได้จึงประสงค์ที่จะถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่การปลดหนี้ให้จำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ที่ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันระงับสิ้นไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 81,026.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 79,635.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42,034.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,312.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 117,239.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 115,226.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การ โจทก์บอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ)

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 73,635.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 35,312.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 109,226.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 จำนวน 200,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 จำนวน 100,000 บาท มีจำนวนที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 จำนวน 200,000 บาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี มีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดโดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 มียอดหนี้ค้างชำระ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอนุญาต คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เนื่องจากคู่ความไม่ฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย" ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 เพียงแต่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุในคำร้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 4 สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงมีความประสงค์ที่จะขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติ ผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงมิใช่การปลดหนี้ให้กับจำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 บาท แล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 แล้วเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมด และแม้จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่เหลือทั้งหมดจำเลยที่ 5 ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 693 และสามารถไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 340
ป.วิ.พ. ม. 176
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ อ.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวปาริชาติ ขันอาสา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพีรเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2568
#715640
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จำเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน และวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจขยายระยะเวลาออกไปตามที่จำเป็นได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามปี เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ หรือขอให้หน่วยงานของต่างประเทศดำเนินการไต่สวนให้ หรือขอรับเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ จะขยายระยะเวลาออกเท่าที่จำเป็นก็ได้ ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการจัดให้มีมาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรวดเร็ว สุจริต และเที่ยงธรรมก็ตาม แต่บทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น จึงมิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยกรณีที่มีการกล่าวหาหรือไม่มีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังเห็นได้จากวรรคห้าของบทบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติว่า ภายใต้กำหนดอายุความ เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยังคงให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยต่อไปเมื่อพ้นระยะเวลาตามมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสามแล้ว นอกจากนี้ยังให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องในการไต่สวนที่ไม่ดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสามด้วย ดังนี้ เมื่อมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นเพียงระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยดังวินิจฉัยข้างต้น จึงหาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่

คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ซึ่งความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวมีอายุความ 20 ปี และ 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) (2) ตามลำดับ จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555 ถึงประมาณปลายเดือนกันยายน 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนคดีนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 และมีความเห็นหรือวินิจฉัยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 จึงเป็นการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยภายในอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 151, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 192

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จำเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน และวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจขยายระยะเวลาออกไปตามที่จำเป็นได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามปี เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ หรือขอให้หน่วยงานของต่างประเทศดำเนินการไต่สวนให้ หรือขอรับเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ จะขยายระยะเวลาออกเท่าที่จำเป็นก็ได้ ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้เหตุผลไว้แล้ว บ่งชี้ให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการจัดให้มีมาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรวดเร็ว สุจริต และเที่ยงธรรมก็ตาม แต่บทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น จึงมิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยกรณีที่มีการกล่าวหาหรือไม่มีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังเห็นได้จากวรรคห้าของบทบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติว่า ภายใต้กำหนดอายุความ เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยังคงให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยต่อไปเมื่อพ้นระยะเวลาตาม มาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสามแล้ว นอกจากนี้ยังให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องในการไต่สวนที่ไม่ดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตาม มาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสามด้วย ดังนี้ เมื่อมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นเพียงระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยดังวินิจฉัยข้างต้น จึงหาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และมาตรา 172 ซึ่งความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวมีอายุความ 20 ปี และ 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) (2) ตามลำดับ จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555 ถึงประมาณปลายเดือนกันยายน 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนคดีนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 และมีความเห็นหรือวินิจฉัยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 จึงเป็นการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยภายในอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149 ม. 151 ม. 157
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 123/1
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ม. 172 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 — นายนนท์ ทันตพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ อินทิวร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา