คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2566
#691958
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ไม่มีวัตถุประสงค์การค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้อื่น ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 66 ผู้แทนนิติบุคคลต้องกระทำกิจการหรือนิติกรรมภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจึงจะมีผลผูกพันนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการค้ำประกันหนี้ของผู้อื่นสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นเรื่องนอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

การให้สัตยาบันแก่นิติกรรมที่นิติบุคคลกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลเป็นการให้การรับรองนิติกรรมที่ไม่มีผลผูกพันให้มีผลผูกพันนิติบุคคลและบังคับกันได้ซึ่งอาจกระทำโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย โดยสภาพการให้สัตยาบันจึงต้องกระทำภายหลังที่ได้กระทำนิติกรรมนั้นแล้ว กรณีไม่อาจถือเอาการกระทำนิติกรรมนั้นเองเป็นการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นในขณะเดียวกันได้ มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่านิติกรรมที่อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจะมีผลผูกพันนิติบุคคลนั้นทุกกรณี ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายในการกำหนดวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลให้แตกต่างไปจากบุคคลธรรมดา การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ในสัญญาค้ำประกันจึงไม่เป็นการให้สัตยาบันแก่การค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 226,311,547.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี ของต้นเงิน 148,156,417.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 30,432,233.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี ของต้นเงิน 22,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41713, 41721, 39822, 32410 และ 32411 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดไปพร้อมกันนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 209,978,581.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 148,156,417.97 บาท นับถัดจากวันที่ 30 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 29,765,904.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 22,000,000 บาท นับถัดจากวันที่ 30 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41713, 41721, 39822, 32410 และ 32411 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดไปพร้อมกันนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษ 175,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ต่อโจทก์ถึงที่สุดตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลฎีกา ในชั้นนี้คงมีปัญหาตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ได้ความว่าจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรอง ได้แก่การประกอบกิจการค้าต่าง ๆ และกิจการอื่นโดยไม่มีวัตถุประสงค์การค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้อื่น เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน แทนบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 22,000,000 บาท ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายบริษัทจำเลยที่ 3 ให้การนายธวัชชัย และในเดือนสิงหาคม 2549 เป็นต้นมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 และกรรมการอีกสองคนเป็นนายธวัชชัย และกรรมการใหม่อีก 4 คน ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2549 บริษัทจำเลยที่ 3 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ค. เกี่ยวกับความผูกพันตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66 บัญญัติว่า "นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง" ผู้แทนนิติบุคคลจึงต้องกระทำกิจการหรือนิติกรรมภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจึงจะมีผลผูกพันนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการค้ำประกันหนี้ของผู้อื่น สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นเรื่องนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาค้ำประกันนั้น เห็นว่า การให้สัตยาบันแก่นิติกรรมที่นิติบุคคลกระทำนอกวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลเป็นการให้การรับรองนิติกรรมที่ไม่มีผลผูกพันให้มีผลผูกพันนิติบุคคลและบังคับกันได้ซึ่งอาจกระทำโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย โดยสภาพการให้สัตยาบันจึงต้องกระทำภายหลังที่ได้กระทำนิติกรรมนั้นแล้ว กรณีไม่อาจถือเอาการกระทำนิติกรรมนั้นเองเป็นการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นในขณะเดียวกันได้ มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่านิติกรรมที่อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจะมีผลผูกพันนิติบุคคลนั้นทุกกรณีซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายในการกำหนดวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลให้แตกต่างไปจากบุคคลธรรมดา การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในสัญญาค้ำประกันจึงไม่เป็นการให้สัตยาบันแก่การค้ำประกัน สัญญาค้ำประกัน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาซึ่งมีเพียงประเด็นเดียวว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ปรากฏว่าศาลฎีกาได้สั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในคำพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แก่โจทก์ไปแล้ว 175,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์อีก 24,800 บาท

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 24,800 บาท แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร น. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุรชัย มงคลสิทธิคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 129/2566
#692033
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องว่าหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกใช้งานแต่รถยนต์พิพาท เกิดความชํารุดบกพร่องโดยสาเหตุเกิดจากกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 กับพวกให้การต่อสู้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและมีความชํารุดบกพร่องหรือมีสภาพดังที่โจทก์อ้าง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ หรือการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์พิพาท อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 จำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายย่อมต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าตนได้รับความเสียหายจากสินค้าของจำเลยที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 6 ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงตกแก่โจทก์ที่ต้องพิสูจน์ก่อน

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่กำหนดได้ตามที่เห็นสมควร หากการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดปกติตามที่โจทก์แจ้งเพื่อแก้ไขมาโดยตลอด หาได้ปฏิเสธไม่รับผิดชอบแต่อย่างใดไม่ โดยทำการเปลี่ยนอะไหล่หลายรายการโดยไม่เรียกค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ตลอดจนจัดรถยนต์สํารองให้ใช้แทนในระหว่างตรวจสอบและแก้ไข และยังเสนอขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์เป็นกรณีพิเศษจากเดิม พฤติการณ์ที่ได้ความจึงยังไม่สมควรที่จะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 รับผิดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,419,191 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันหรือแทนกันรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืน ดำเนินการเพิกถอนชื่อโจทก์ออกจากรายการจดทะเบียนรถยนต์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยโจทก์ชดใช้เงินเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะคืนรถยนต์แก่จำเลยทั้งเก้า แต่จำเลยทั้งเก้าต้องร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะคืนรถยนต์

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 324,486 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 363,963.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 9 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ ให้บริการซ่อม บำรุง และเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 โจทก์จองซื้อรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต แบบแคปติวา ซึ่งเป็นรถยนต์ใหม่จากจำเลยที่ 1 โดยชำระเงินดาวน์เป็นเงิน 324,486 บาท และเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 9 ในราคา 1,295,352 บาท ผ่อนชำระ 72 งวด งวดละ 17,991 บาท มีนางสาวนิตยา เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง อ้างว่ารถยนต์พิพาทมีความผิดปกติ ครั้งสุดท้ายวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ขณะรถยนต์พิพาทใช้งานเป็นระยะทาง 33,778 กิโลเมตร โดยโจทก์จอดรถยนต์พิพาทไว้ที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 และนำกุญแจรถยนต์กลับไป จากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 บอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 โจทก์ตกลงมอบกุญแจรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 ไปตรวจสอบความผิดปกติของรถยนต์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9 ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ต้องร่วมกันรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 9 ไม่ฎีกา โดยวางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นเงิน 359,609.59 บาท ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ปัญหาว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9 ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 3 และที่ 9 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จำเลยที่ 9 แก้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ และจำเลยที่ 9 เป็นเพียงสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อเช่าซื้อจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่ารถยนต์พิพาทมีความชำรุดบกพร่องหรือไม่ กรณีต้องชั่งน้ำหนักและรับฟังพยานหลักฐานจากคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือไม่ และพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกใช้งานแต่รถยนต์พิพาทเกิดความชำรุดบกพร่องโดยสาเหตุเกิดจากกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 3 เนื่องจากเป็นรถยนต์ใหม่และโจทก์ใช้รถยนต์อย่างปกติ ถือว่ารถยนต์เสื่อมสภาพ เสียหาย ขาดมาตรฐานการผลิตและการค้า ไม่เป็นไปตามสัญญา จำเลยกับพวกต้องร่วมกันรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ส่วนจำเลยที่ 1 กับพวกให้การต่อสู้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและมีความชำรุดบกพร่องหรือมีสภาพดังที่โจทก์อ้าง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ หรือการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์พิพาท อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 กับพวกซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 จำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าว แต่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาว่ารถยนต์พิพาทมีความชำรุดบกพร่องและเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยตามที่โจทก์อ้างหรือไม่ อย่างไร โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายย่อมเป็นฝ่ายต้องพิสูจน์ว่าตนได้รับความเสียหายจากสินค้าของจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 6 ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงตกแก่โจทก์ที่ต้องพิสูจน์ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังว่ารถยนต์พิพาทชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จำเลยที่ 1 ก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีโดยไม่จำต้องชั่งน้ำหนักคำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีจึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่ารถยนต์พิพาทมีความชำรุดบกพร่องตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2558 ขณะที่รถยนต์พิพาทใช้งานไปแล้วประมาณ 5,000 กิโลเมตร รถยนต์พิพาทมีไฟเตือนที่แผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดและระบบไฟ ดับทั้งคัน ซึ่งเป็นความผิดปกติครั้งที่ 1 พนักงานของจำเลยที่ 1 ดำเนินการยกรถยนต์พิพาทไปตรวจเช็คและซ่อมที่ศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี โดยรื้อแผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดออก แต่เมื่อซ่อมเสร็จปรากฏว่ายังมีไฟเตือนติด ๆ ดับ ๆ โจทก์นำรถยนต์พิพาทไปตรวจเช็คและซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 แต่ได้รับแจ้งว่ารถยนต์พิพาทไม่มีปัญหาแต่ประการใด โจทก์จึงนำรถยนต์พิพาทกลับมาใช้ตามปกติ ครั้งที่ 2 รถยนต์พิพาทมีไฟเตือนเบรกจอดสว่างค้างอยู่ ช่างของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วแจ้งว่าปรากฏรหัสปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรกมือ แก้ไขโดยการลบรหัสในกล่องควบคุม แต่เมื่อโจทก์นำรถยนต์พิพาทกลับมาขับได้ประมาณ 10 กิโลเมตร ไฟเตือนเบรกจอดสว่างขึ้นอีก พนักงานของจำเลยที่ 1 นัดให้นำรถยนต์พิพาทมาตรวจเช็คในวันรุ่งขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้เปลี่ยนชุดเบรกจอด และนำรถยนต์พิพาทไว้ทดลองขับประมาณ 7 วัน ครั้งที่ 3 รถยนต์พิพาทมีอาการแตะเบรกเท้าแล้วเครื่องยนต์ดับขณะที่กำลังแล่นอยู่ โจทก์นำรถยนต์พิพาทเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 แต่ช่างของจำเลยที่ 1 แจ้งว่ารถยนต์พิพาทปกติ วันที่ 26 มิถุนายน 2560 รถยนต์พิพาทมีอาการแตะเบรกเท้าแล้วเครื่องยนต์ดับขณะที่กำลังแล่นอยู่ ช่างของจำเลยที่ 1 แจ้งว่าต้องเปลี่ยนชุดสายไฟเครื่องยนต์ ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง และแบตเตอรี่เสื่อม โดยนัดให้มาในวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 1 ซ่อมรถยนต์พิพาทประมาณ 10 วัน โดยจำเลยที่ 3 ให้ช่างติดกล้องบันทึกข้อมูลการใช้รถยนต์ด้วย ครั้งที่ 4 วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 รถยนต์พิพาทมีอาการเครื่องยนต์อ่อนกำลัง เร่งเครื่องยนต์ได้เพียง 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีไฟเตือนสัญลักษณ์รูปเครื่องยนต์ที่แผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดสว่างค้างอยู่ โจทก์ใช้รถยนต์พิพาทตามปกติ และนำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจเช็คระยะที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 ตลอดมา โดยอ้างส่งภาพถ่าย แผ่นซีดี รวมถึงใบสั่งซ่อมกับใบประวัติบริการเป็นพยานประกอบคำเบิกความ สนับสนุนให้เห็นว่ารถยนต์พิพาทมีไฟเตือนต่าง ๆ สว่างขึ้นที่แผงหน้าปัดแสดงมาตรวัด ตลอดจนมีความผิดปกติของเครื่องยนต์โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ก็ใช้รถยนต์พิพาทตามปกติ และเมื่อพบความผิดปกติก็แจ้งให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบมาโดยตลอด อันเป็นการนำสืบว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากสินค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว โดยที่โจทก์หาจำต้องนำสืบช่างเทคนิคหรือวิศวกรเครื่องยนต์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามอ้างตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบรถยนต์พิพาทดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยที่ 1 กับพวกมีภาระการพิสูจน์ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ส่วนที่นายทนงค์ ผู้จัดการศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ว่า วันที่ 28 ตุลาคม 2558 หลังจากโจทก์รับมอบรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 5 เดือน และใช้งานเป็นระยะทางมากกว่า 5,000 กิโลเมตร โจทก์แจ้งว่ารถยนต์พิพาทมีไฟเตือนที่แผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดและระบบไฟดับทั้งคัน คือ ไฟหน้าดับ ไฟเลี้ยวไม่ติด นายทนงค์จึงติดต่อศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี นำรถยนต์พิพาทไปตรวจสอบ แต่ช่างไม่พบอาการตามที่โจทก์แจ้ง เพียงแต่พบว่ามีการเปลี่ยนวิทยุเดิมที่ติดตั้งจากโรงงานผลิตรถยนต์เป็นวิทยุที่จำเลยที่ 1 มอบให้เป็นสินค้าส่งเสริมการขาย โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 นำไปเปลี่ยนที่ร้านประดับยนต์ก่อนจะส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ และช่างของศูนย์บริการดังกล่าวตรวจสอบแผงหน้าปัดแสดงมาตรวัด สายกราวด์ และสายวิทยุแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติที่อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการตามที่โจทก์แจ้ง นั้น ในเรื่องเดียวกันนี้นายสมบัติ พนักงานของจำเลยที่ 3 ตำแหน่งวิศวกรภาคสนามกลับเบิกความว่า ช่างของศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อค้นหารหัสปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้ง ก็พบว่ารถยนต์พิพาทขึ้นรหัสปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า แต่นายสมบัติไม่ได้เบิกความถึงรายละเอียดของรหัสปัญหาดังกล่าว คงเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ช่างของศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี พบรหัสปัญหาเกี่ยวกับระบบควบคุมแสงสว่าง ไฟเตือนที่แผงหน้าปัด โดยปรากฏตามเอกสารสรุปข้อเท็จจริงว่า รหัสปัญหาที่ศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรีตรวจพบ คือ กุญแจอิมโมบิไลเซอร์ไม่ถูกต้อง การสื่อสารกับแผงมาตรวัดขาดไป วงจรสวิตช์เบรกจอด โมดูลควบคุมการสื่อสารบัส A ปิด นอกจากนี้ที่นายสมบัติยังเบิกความต่อไปว่า เมื่อช่างของศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี ตรวจสอบแผงหน้าปัดแสดงมาตรวัด สายกราวด์ และสายวิทยุแล้ว ไม่พบอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้ง และหลังจากตรวจสอบเสร็จสิ้นรหัสปัญหาต่าง ๆ ก็หายไป อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 ได้นัดหมายให้โจทก์นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 พฤติการณ์บ่งชี้ว่าในขณะนั้นช่างของศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี ยังไม่สามารถหาสาเหตุของรหัสปัญหาดังกล่าวได้ และที่นายสมบัติกับนายทนงค์เบิกความต่อไปว่า วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 โจทก์นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบตามนัดหมาย แต่ช่างของจำเลยที่ 1 นำรถยนต์พิพาทขับทดสอบระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ก็ไม่พบอาการตามที่โจทก์แจ้ง จากนั้นวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 จึงทำการเปลี่ยนวิทยุเครื่องเดิมที่ติดตั้งมาจากโรงงานผู้ผลิตกลับเข้าไปแทนวิทยุที่จำเลยที่ 1 มอบให้เป็นสินค้าส่งเสริมการขาย ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 ช่างของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์พิพาททดสอบอีกครั้งระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ไม่พบความผิดปกติใด ๆ นั้น นายสมบัติและนายทนงค์ก็เบิกความถึงเหตุที่ทำการเปลี่ยนวิทยุว่า เนื่องจากสันนิษฐานว่าการติดตั้งวิทยุใหม่ที่ไม่ใช่วิทยุเครื่องเดิมที่ติดตั้งมาจากโรงงาน อาจติดตั้งไม่เรียบร้อยและส่งผลให้ระบบสายไฟฟ้าที่พ่วงต่อระหว่างตัวเครื่องวิทยุกับระบบสายไฟฟ้าของรถยนต์แปรปรวน แต่ไม่ได้ยืนยันว่าการติดตั้งวิทยุใหม่ดังว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้มีไฟเตือนและพบรหัสปัญหา ซึ่งเอกสารสรุปข้อเท็จจริงก็ระบุว่า จากการตรวจสอบไม่พบข้อบกพร่องที่ชัดเจนจึงทำการเปลี่ยนวิทยุให้ตรงรุ่นของรถ ส่งมอบรถให้ลูกค้าใช้งาน ที่นายทนงค์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หลังจากได้รหัสปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว จึงทำการตรวจสอบหาสาเหตุ ซึ่งมีเพียงจุดเดียวที่พบ คือ ชุดสายไฟวิทยุมีการต่อพ่วงมา จึงยากที่จะรับฟังว่ารหัสปัญหาดังกล่าว มีสาเหตุมาจากชุดสายไฟวิทยุ เนื่องจากรหัสปัญหาที่ตรวจพบหายไปก่อนที่จะมีการเปลี่ยนวิทยุ และรถยนต์พิพาทเพิ่งมีไฟเตือนหลังจากที่ใช้งานไปแล้วประมาณ 5,000 กิโลเมตร ส่วนที่นายสมบัติและนายทนงค์เบิกความถึงความผิดปกติของรถยนต์พิพาทครั้งที่ 2 ว่า วันที่ 25 เมษายน 2560 ซึ่งผ่านมาเป็นเวลามากกว่า 1 ปี 5 เดือน นับแต่ที่แจ้งว่ารถยนต์มีความผิดปกติครั้งแรก และโจทก์ใช้รถยนต์พิพาทไปเป็นระยะทางมากกว่า 25,000 กิโลเมตร โจทก์แจ้งว่ารถยนต์พิพาทมีไฟเตือนระบบควบคุมเบรกจอดกระพริบ ติดค้างบางครั้ง และไฟเตือนบริเวณแผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดสว่างค้างทุกดวง ช่างของจำเลยที่ 1 จึงตรวจสอบขั้วปลั๊กชุดควบคุมเบรกจอดรวมทั้งทดสอบขับรถยนต์พิพาทตลอดจนใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตรวจหารหัสความผิดปกติ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ แต่พบว่าโจทก์เปลี่ยนวิทยุเครื่องใหม่ การเปลี่ยนวิทยุเครื่องใหม่โดยนำไปติดตั้งเองดังกล่าวมักจะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าของรถยนต์ เนื่องจากสายไฟต่าง ๆ ของวิทยุที่ต่อพ่วงเข้ากับระบบไฟฟ้าของรถยนต์มักจะต่อไม่เรียบร้อย อาจจะทำให้ระบบไฟฟ้าของรถยนต์แปรปรวนตามมาได้นั้น ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากสรุปการตรวจสอบจากวิศวกรภาคสนามว่า ในวันที่ 25 เมษายน 2560 โจทก์นำรถยนต์เข้าแจ้งซ่อม จำเลยที่ 1 ทำการตรวจสอบพบรหัสปัญหา U0402, C056E และ C0558 ซึ่งเป็นรหัสปัญหาเดียวกับที่ระบุในช่องรายการแจ้งซ่อมใบสั่งซ่อมลงวันที่ 25 เมษายน 2560 โดยรหัสปัญหา C056E และ C0558 มีการระบุว่าเป็นชุดควบคุมเบรกจอด ส่วนในช่องการแก้ไข ระบุว่าจากการตรวจเช็ค ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ไม่พบความผิดปกติ ให้โจทก์ใช้รอดูอาการ และท้ายที่สุดก็มีการเปลี่ยนโมดูลควบคุมเบรกจอดในวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำการเปลี่ยนวิทยุที่อ้างว่าอาจทำให้ระบบไฟฟ้าของรถยนต์แปรปรวนกลับไปเป็นวิทยุเดิมที่ติดตั้งจากโรงงานผู้ผลิต และที่นายสมบัติเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนโมดูลควบคุมเบรกจอด เนื่องจากมีไฟเตือนโมดูลขึ้นมา แต่กลับเบิกความต่อไปว่า มีการถอดโมดูลมาตรวจสอบภายในว่าชุดกลไกติดขัดหรือเสียหายหรือไม่ แต่ไม่พบความเสียหาย และจะไม่มีการประกอบกลับเข้าไปใหม่ จึงเปลี่ยนโมดูลเบรกจอดใหม่ให้แก่โจทก์ ซึ่งหากโมดูลควบคุมเบรกจอดไม่เสียหายดังอ้าง แสดงว่ารหัสปัญหาที่ตรวจพบมีสาเหตุมาจากส่วนอื่น แต่โจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ถามค้านว่า หลังจากที่เปลี่ยนชุดควบคุมเบรกจอดแล้ว ไม่ปรากฏไฟเตือนอีก ส่วนที่นายสมบัติและนายทนงค์เบิกความถึงความผิดปกติครั้งที่ 3 ว่า วันที่ 13 มิถุนายน 2560 โจทก์แจ้งว่าเครื่องยนต์ดับขณะแตะเบรกและระบบเซ็นทรัลล็อกปลดล็อกเอง ช่างของจำเลยที่ 1 และวิศวกรภาคสนามของจำเลยที่ 3 ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตรวจสอบโดยละเอียด แต่ไม่พบรหัสและอาการความผิดปกติ แต่พบว่าโจทก์เปลี่ยนวิทยุเครื่องเดิมที่ติดตั้งจากโรงงานกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง แต่การติดตั้งและจัดเก็บสายไฟไม่เรียบร้อย ช่างของจำเลยที่ 1 จึงจัดเก็บสายไฟและประกอบวิทยุให้เรียบร้อยตามเดิม ส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์ไปใช้งานโดยไม่ได้มีการแก้ไขซ่อมแซมใด ๆ แต่นัดหมายให้มาติดตามผลการใช้งานและตรวจสอบอีกครั้งในวันที่ 26 มิถุนายน 2560 ซึ่งในวันดังกล่าวมีการตั้งสมมติฐานว่าหากรถยนต์พิพาทมีอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้งมาจริง อุปกรณ์ที่น่าจะมีผลทำให้เกิดอาการ คือ อุปกรณ์ชุดสายไฟหรือปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง แต่จากการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ มีสภาพที่เกิดจากการใช้งานตามปกติ ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ แต่เพื่อให้สามารถตรวจสอบยืนยันได้อย่างชัดเจนว่ารถยนต์พิพาทมีอาการตามที่โจทก์แจ้งหรือไม่ จึงติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการขับขี่รถยนต์ หากรถยนต์พิพาทมีอาการผิดปกติจะสามารถนำข้อมูลมาพิจารณาวินิจฉัยและแก้ไขต่อไปได้ และโจทก์รับรถยนต์พิพาทกลับไปใช้งานเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 นั้น หากข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่เบิกความ กรณีก็ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะต้องเปลี่ยนอะไหล่ใด ๆ ให้แก่โจทก์ แต่ความปรากฏว่าวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 1 เปลี่ยนชุดปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงในถังและชุดสายไฟเครื่องยนต์ให้แก่โจทก์ ทั้งที่อ้างว่าจากการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ มีสภาพที่เกิดจากการใช้งานตามปกติ ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ซึ่งนายทนงค์และนายสมบัติก็เบิกความเพียงว่า เพื่อความสบายใจของโจทก์และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เมื่อตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ นายสมบัติกลับเบิกความว่า ชุดสายไฟควบคุมระบบเครื่องยนต์จะมีปลั๊กและข้อต่อต่าง ๆ ที่ยึดกับอุปกรณ์ตัวเครื่องยนต์ เมื่อมีการถอดตรวจสอบแล้วไม่พบข้อบกพร่อง การที่จะนำกลับไปติดตั้งอีกครั้งหนึ่งก็มีโอกาสที่อุปกรณ์เสียหายได้ จึงทำการเปลี่ยนชุดสายไฟใหม่ให้แก่โจทก์ ซึ่งจะเป็นลักษณะเดียวกันกับชุดปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง แต่สรุปการตรวจสอบจากวิศวกรภาคสนามกลับระบุว่า ตรวจสอบชุดสายไฟเครื่องยนต์มีสายพับหักงอหลายเส้น ตรวจสอบ Fuel Pump มีรอยไหม้ ... สุดท้ายที่นายสมบัติและนายทนงค์เบิกความถึงความผิดปกติครั้งที่ 4 ว่า วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 โจทก์แจ้งว่ามีไฟเตือนบริเวณแผงแสดงมาตรวัดและเครื่องยนต์อ่อนกำลังสามารถขับได้เพียง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่างของจำเลยที่ 1 ตรวจพบรหัส DTC P0487 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ EGR Valve เป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าที่ควบคุมระบบการหมุนเวียนก๊าซคาร์บอนภายในเครื่องยนต์ โดยนายสมบัติเบิกความเพิ่มเติมว่า ไฟเตือนเป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับระบบควบคุมมลพิษหรือไอเสียที่ออกจากเครื่องยนต์ ไอเสียในขณะนั้นอาจมีสภาวะที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่ออกแบบไว้ ซึ่งวิศวกรหรือช่างก็จะตรวจหาสาเหตุต่อไป โดยมีหลายสาเหตุ เช่น คุณภาพน้ำมัน ตัวอุปกรณ์ และปลั๊กสายไฟต่าง ๆ นั้น เบื้องต้นก็บ่งชี้ว่ารถยนต์พิพาทมีความผิดปกติเกิดขึ้นในเรื่องดังกล่าว ส่วนที่อ้างต่อไปว่าระบบดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ และมีการถอดกล่องบันทึกการทำงานของรถยนต์ส่งให้วิศวกรของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ตรวจหาความผิดปกติและสาเหตุ แต่โจทก์ไม่ยินยอมให้ดำเนินการตรวจสอบใด ๆ อีก และจอดรถยนต์พิพาทไว้ที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 โดยนำกุญแจรถกลับไปด้วย จึงไม่สามารถตรวจสอบว่ารถยนต์พิพาทมีอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้งหรือไม่ ต่อมาวิศวกรของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ตรวจสอบข้อมูลการขับรถยนต์ที่บันทึกไว้แล้ว ปรากฏว่ารถยนต์พิพาทไม่มีอาการเหยียบเบรกแล้วเครื่องยนต์ดับตามที่โจทก์แจ้ง โดยสาเหตุที่เครื่องยนต์ดับเกิดจากการปิดสวิตช์เครื่องยนต์ตามปกติ ไม่มีอาการผิดปกติใดเกิดกับเครื่องยนต์นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นคนกลางมาเบิกความยืนยันสนับสนุนว่าระบบดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ ทั้งนายสมบัติก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายสมบัติได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่ารถยนต์พิพาทมีไฟเตือนตามที่ปรากฏในภาพถ่าย ซึ่งคู่มือการใช้รถ หน้า 5 - 13 ระบุว่า หากไฟแสดงการทำงานดังกล่าวปรากฏขึ้น แสดงว่าเกิดข้อบกพร่องหรือการทำงานผิดปกติเกิดขึ้น ต้องได้รับการตรวจสอบแก้ไข ซึ่งแสดงว่าระบบไอเสียบกพร่องก็จะเกิดความเสียหายแก่ระบบเครื่องยนต์เนื่องจากระบบเครื่องยนต์กับระบบไอเสียจะต้องสัมพันธ์กัน ส่วนผลการตรวจสอบข้อมูลการขับรถยนต์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่มีบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงมาเบิกความยืนยันรับรอง และที่นายสมบัติกับนายทนงค์เบิกความว่า วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นนัดไกล่เกลี่ย โจทก์ยินยอมมอบกุญแจและรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตรวจสอบ ระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ช่างของจำเลยที่ 1 และวิศวกรภาคสนามของจำเลยที่ 3 ตรวจสอบเครื่องยนต์รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่พบรหัสปัญหาใด จึงตรวจสอบโดยอ้างอิงรหัสปัญหาที่พบครั้งสุดท้ายคือ DTC P0487 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ EGR Valve โดยสมมติสถานการณ์ที่อาจเป็นสาเหตุของการปรากฏรหัส ด้วยการถอดปลั๊ก EGR Valve ออก แล้วขับทดสอบเป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร พบว่าปกติ หลังจากนั้นจึงเสียบปลั๊ก EGR Valve กลับจุดเดิม แล้วขับทดสอบอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่ารถยนต์พิพาทสามารถขับและเร่งความเร็วได้ตามปกติ เครื่องยนต์ไม่อ่อนกำลังและดับตามที่โจทก์แจ้ง ไม่ปรากฏรหัส DTC P0487 แต่อย่างใด และวันที่ 14 กันยายน 2561 นายทนงค์ได้ขับรถยนต์พิพาททดสอบอีกครั้งเป็นระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร โดยไม่พบอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้ง ตามแผ่นซีดีและภาพถ่ายนั้น แม้ขณะที่มีการขับรถยนต์พิพาททดสอบจะไม่พบความผิดปกติดังที่โจทก์แจ้ง และนายสมบัติเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ถามติงว่า เคยมีกรณีที่พบรหัสปัญหา แต่รหัสปัญหาดังกล่าวหายไปเอง โดยที่ไม่ได้ทำการซ่อม เนื่องจากเป็นระบบที่แก้ไขด้วยซอฟต์แวร์ เช่น ค่าการทำงานออกนอกช่วงไฟก็จะแสดงขึ้นมา แต่เมื่อใช้งานต่อไปก็จะเกิดการเรียนรู้รีเซ็ตด้วยระบบรถยนต์ และปัญหานั้นไม่เกิดขึ้นมาอีก ก็จะสามารถใช้งานได้ ไฟและรหัสปัญหาก็จะไม่แสดงเตือนอีก แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ก็ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันสนับสนุน จึงไม่อาจนำมารับฟังว่าการที่รหัสปัญหาหายไปจะเป็นไปดังที่นายสมบัติเบิกความโดยไม่ต้องมีการแก้ไขอย่างใด ๆ รถยนต์พิพาทจะไม่เกิดปัญหาความผิดปกติในเรื่องดังกล่าวขึ้นมาอีกเป็นแน่ เมื่อรถยนต์พิพาทมีความผิดปกติเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเวลาเพียง 2 ปีเศษ ทั้ง ๆ ที่เป็นรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งที่ 4 เกิดความผิดปกติในขณะที่รถยนต์ใช้งานมาเพียง 33,778 กิโลเมตร และต่อมารหัสปัญหาก็หายไปโดยไม่ได้ทำการแก้ไข โดยเหตุที่โจทก์ไม่ยินยอมให้ตรวจสอบเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ปฏิเสธที่จะออกหนังสือรับรองว่าจะไม่เกิดอาการผิดปกติใด ๆ ขึ้นอีก หากยังคงมีอาการเช่นเดิมจะให้จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์คืนหรือเปลี่ยนรถยนต์ใหม่แทน โจทก์จึงจอดรถยนต์พิพาทไว้ที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 โดยนำกุญแจรถยนต์กลับไปตามที่นายทนงค์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ถามติง กรณีทำให้โจทก์ไม่อาจใช้รถยนต์พิพาทได้สมตามความมุ่งหมาย ตรงกันข้ามกลับกลาย เป็นภาระที่จะต้องนำเข้าศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 เพื่อตรวจสอบและแก้ไขหลายครั้งหลายหน ซึ่งหากความผิดปกติเกิดขึ้นในระหว่างที่รถยนต์กำลังแล่นอยู่กรณีอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ตลอดจนทรัพย์สินเสียหายได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์พิพาทมีความชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่อาจดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยที่ 9 จัดการแก้ไขความชำรุดบกพร่องก่อน และหลังจากที่มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโจทก์ชำระค่าเช่าซื้องวดเดือนกันยายน 2560 และตุลาคม 2560 ให้แก่จำเลยที่ 9 อีก ตามที่จำเลยที่ 9 แก้ฎีกา และโจทก์ไม่ได้นำรถยนต์พิพาทไปส่งมอบคืนให้แก่จำเลยที่ 9 ผู้ให้เช่าซื้อ ดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 บัญญัติไว้ แต่การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ไปยังจำเลยที่ 9 ด้วยเหตุว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่อง แต่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ และฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยที่ 9 รับรถยนต์พิพาทคืนไป โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาในประเด็นก่อนว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่อาจดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมได้ โดยไม่เห็นประจักษ์ในขณะส่งมอบให้แก่โจทก์ กรณีถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อด้วยเหตุอันเกิดแต่จำเลยที่ 9 เป็นฝ่ายผิดสัญญา เนื่องจากจำเลยที่ 9 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพสมบูรณ์เหมาะแก่การที่จะใช้เพื่อประโยชน์ที่เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 548 สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 เป็นอันเลิกกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยมาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายอีก 1,019,191 บาท กับค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นก่อนแล้วว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 เป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 สำหรับเงินดาวน์ที่เป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์มิใช่ค่าเสียหายอันสืบเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายที่รับเงินไว้ จึงต้องคืนเงินดาวน์ 324,486 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องระยะเวลาคิดดอกเบี้ย ส่วนค่าเบี้ยประกันภัย 31,764 บาท นั้น ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองการประกันภัยว่า โจทก์ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัท ท. เป็นการประกันภัยคุ้มครองสินเชื่อ นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ซึ่งจำนวนเงินเอาประกันภัยจะเปลี่ยนไปในแต่ละเดือนตามตารางข้อกำหนดการจ่ายเงินตามกรมธรรม์ โดยผู้รับประกันภัยจะจ่ายผลประโยชน์เท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัยของเดือนที่เสียชีวิตหรือเริ่มต้นทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงให้แก่ผู้รับประโยชน์หลักซึ่งก็คือจำเลยที่ 9 ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ณ เวลานั้น ถ้ามีส่วนที่เหลือจะจ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์รอง และยังมีการเอาประกันภัยสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองอุบัติเหตุกลุ่ม ซึ่งแม้โจทก์จะทำสัญญาประกันภัยฉบับดังกล่าวอันเนื่องมาจากมีการขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กับจำเลยที่ 9 แต่ในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังมีผลผูกพันอยู่โจทก์ก็ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองอุบัติเหตุซึ่งเป็นประโยชน์แก่โจทก์ด้วย และหากการประกันภัยยังไม่สิ้นสุดตามเงื่อนไขของสัญญาโจทก์ก็ยังคงมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของสัญญาประกันภัยต่อไปได้แม้ว่าสัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันแล้วก็ตาม ส่วนเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 30,117 บาท นั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ปีแรก แต่ปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงการขายในส่วนของรายการอุปกรณ์ของแถมว่า มีประกันภัยชั้น 1 ด้วย ซึ่งโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 9 ถามค้านว่า รายการอุปกรณ์ของแถมรวมประกันภัยชั้น 1 ด้วย แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ปีแรกเอง ส่วนค่าบริการและค่าบำรุงรักษาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแบบเหมาจ่าย 3 ปี 30,000 บาท นั้น โจทก์ไม่นำสืบพยานหลักฐานสนับสนุนว่า ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 คงเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 9 ถามค้านเพียงว่า โจทก์ชำระเงินค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจำนวน 30,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งปรากฏตามบันทึกข้อตกลงการขายว่า มีรายการของแถมเป็นค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง ซึ่งหากโจทก์จะต้องชำระค่าน้ำมันเครื่องในการเช็คระยะ 15,000 กิโลเมตร และ 30,000 กิโลเมตร ตามใบประวัติบริการ กรณีก็เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ชอบที่จะต้องรับผิดชอบเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินทั้งสามรายการดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระไป 503,963.97 บาท ตามที่จำเลยที่ 9 ตามนำสืบนั้น จำเลยที่ 9 ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แม้ค่าเช่าซื้อนั้นจะรวมภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ด้วย เนื่องจากเป็นจำนวนที่โจทก์ได้ชำระไปจริง อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ก็ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อเรื่อยมา แม้จะมีบางช่วงเวลาที่ต้องนำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบและแก้ไขที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 แต่ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 1 จัดรถยนต์สำรองให้ใช้แทนตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบมา โจทก์จึงต้องชำระเงินเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 9 ตามมาตรา 391 วรรคสาม แต่ที่จำเลยที่ 9 นำสืบว่า รถยนต์ยี่ห้อ แบบ และรุ่นปีเดียวกับรถยนต์พิพาท มีราคาให้เช่าวันละ 1,800 บาท ถึง 2,000 บาท โดยอ้างส่งราคาค่าเช่ารถยนต์เป็นพยานนั้น ค่าเช่าตามเอกสารดังกล่าวเห็นได้อยู่ในตัวว่าผู้ให้เช่าย่อมจะต้องคำนวณรวมเอาผลประโยชน์จากการให้เช่าตลอดจนค่าใช้จ่ายอย่างอื่นรวมเข้าไปด้วย จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ เมื่อพิจารณาจากค่าเช่าซื้อที่โจทก์ต้องชำระในแต่ละงวด ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 9 เป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท โดยมีกำหนดเวลา 35 เดือน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 9 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องระยะเวลาดังกล่าว รวมเป็นเงินค่าใช้ทรัพย์ 210,000 บาท โดยจำเลยที่ 9 จะยื่นคำแก้ฎีกาว่าโจทก์ต้องชำระค่าขาดประโยชน์จนกว่าโจทก์จะนำรถยนต์พิพาทมาคืนแก่จำเลยที่ 9 หาได้ไม่ เมื่อนำค่าใช้ทรัพย์ที่กำหนดไปหักออกจากค่าเช่าซื้อที่จะต้องคืนแก่โจทก์แล้ว คงเหลือที่จำเลยที่ 9 ต้องคืนแก่โจทก์ 293,963.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องระยะเวลาการคิดดอกเบี้ย ส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญา 100,000 บาท และค่าเดินทางนำรถยนต์พิพาทเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการนำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบและแก้ไขข้อชำรุดบกพร่องที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง ในระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษ ทั้ง ๆ ที่เป็นรถยนต์ใหม่ จึงเห็นได้อยู่ในตัวว่าโจทก์ต้องเดินทางไปและกลับจากศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 และได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าค่าเสียหายจากการผิดสัญญาและค่าเดินทางนี้เป็นจำนวนเท่าใดแน่ ศาลฎีกาก็มีอำนาจกำหนดให้ตามสมควรได้ โดยเห็นควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 รับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์เดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 2 ปี 9 เดือน นั้น เป็นค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกับค่าเสียหายจากการผิดสัญญา และศาลฎีกาก็กำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาและค่าเดินทางให้เป็นจำนวนพอสมควรแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 จึงไม่ต้องรับผิดค่าขาดประโยชน์นี้อีก สุดท้ายที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นเงิน 2,000,000 บาท นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่กำหนดได้ตามที่เห็นสมควร หากการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน แต่จากข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 นำสืบมาจะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดปกติตามที่โจทก์แจ้งเพื่อแก้ไขมาโดยตลอด หาได้ปฏิเสธไม่รับผิดชอบแต่อย่างใดไม่ โดยทำการเปลี่ยนอะไหล่หลายรายการโดยไม่เรียกค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ตลอดจนจัดรถยนต์สำรองให้ใช้แทนในระหว่างตรวจสอบและแก้ไข และยังเสนอขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์เป็นกรณีพิเศษจากเดิม 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน เป็น 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน พฤติการณ์ที่ได้ความจึงยังไม่สมควรที่จะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 รับผิดจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบัญญัติให้ใช้ข้อความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี...และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 6 และมาตรา 7 บัญญัติให้ใช้มาตรา 7 และมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมนี้แก่การคิดดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกา ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 อัตราดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดจึงต้องบังคับตามมาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในส่วนของเงินดาวน์ 324,486 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ในส่วนของค่าเช่าซื้อ 293,963.97 บาท และค่าเสียหายจากการผิดสัญญา 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องถึงจนวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 ของต้นเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อและในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายจากการผิดสัญญานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ นอกจากนี้โจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 18 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นชำระต่อศาลในนามของผู้บริโภคซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมที่ผู้บริโภคนั้นได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่เห็นสมควร แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยไม่ได้กำหนดให้ฝ่ายจำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข และคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีจำนวน 300,000 บาท ซึ่งต้องชำระค่าขึ้นศาล 6,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระมา 7,068 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินดาวน์ 324,486 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 9 ชำระเงินค่าเช่าซื้อ 293,963.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2561) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยของเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไป แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอและให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2561) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 9 นำเงินค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 นำเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ชำระเกินมา 1,068 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหรือว่าที่ร้อยตรี ว.
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวภรณี รักชาติ จิตรวิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายปัญญา ด่านพัฒนามงคล
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 128/2566
#690880
เปิดฉบับเต็ม

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลภายหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วเกิดขึ้นในศาลขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่คู่ความเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาระงับข้อพิพาทตามฟ้องโดยประสงค์ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับหนี้ตามฟ้องตามข้อตกลงดังกล่าว มิใช่เพื่อระงับหนี้เดิม จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีผลเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้จัดการมรดก กรณีจึงไม่มีผลทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินระงับหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 505,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 นำทรัพย์สินจากกองมรดกของนางนวลอนงค์ มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นให้รอไว้พิพากษาพร้อมกับในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 105,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยที่ 2 นำทรัพย์สินจากกองมรดกของนางนวลอนงค์ มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำกับโจทก์ในระหว่างพิจารณานั้น พิจารณาแล้วเห็นว่าชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์ 400,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจะชำระเงินคืนภายในวันที่ 1 มีนาคม 2559 แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินคืน โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 12 กันยายน 2560 บอกเลิกสัญญาและทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของนางนวลอนงค์ กลุ่มงานตรวจเอกสาร กองพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันในหนังสือค้ำประกัน ด้านหลัง เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของนางนวลอนงค์ แล้วลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ 505,000 บาท ด้วยวิธีผ่อนชำระงวดละ 10,000 บาท เริ่มชำระสิ้นเดือนกรกฎาคม 2561 และทุก ๆ สิ้นเดือนของเดือนถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในส่วนที่ค้างชำระได้ทันทีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินที่เหลือนับจากวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 หลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่จะต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้กู้และจำเลยที่ 2 ทายาทของนางนวลอนงค์ให้รับผิดแทนนางนวลอนงค์ในฐานะผู้ค้ำประกัน การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลภายหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วเกิดขึ้นในศาลขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่คู่ความเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาระงับข้อพิพาทตามฟ้องโดยประสงค์ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับหนี้ตามฟ้องตามข้อตกลงดังกล่าว มิใช่เพื่อระงับหนี้เดิม จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีผลเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนวลอนงค์ กรณีจึงไม่มีผลทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินระงับหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว ทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินระงับเกิดเป็นหนี้ใหม่อันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดอีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับประเด็นตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย นั้น เนื่องจากคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน ด้านหลัง เป็นลายมือชื่อของนางนวลอนงค์หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้มีการส่งสัญญาค้ำประกันไปตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของนางนวลอนงค์ตามคำแถลงของจำเลยที่ 2 และกองพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจพิสูจน์แล้วลงความเห็นว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน แต่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ตกลงท้ากันให้ถือตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นข้อแพ้ชนะ ในขณะที่ความแตกต่างของลายมือชื่อที่เป็นปัญหากับตัวอย่างลายมือชื่อที่ตรวจพิสูจน์อาจเกิดจากบุคคลที่เป็นเจ้าของลายมือชื่อนั้นเองเจตนาลงลายมือชื่อที่เป็นปัญหาให้ผิดไปจากที่เคยลงลายมือชื่อไว้ หรืออาจเกิดจากปัจจัยอย่างอื่น เช่น ความเร่งรีบ อิริยาบถ สภาวะอารมณ์ อาการเจ็บป่วย หรืออาจมีสาเหตุมาจากกระดาษที่ลงลายมือชื่อหรือปากกาที่ใช้ก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างลายมือชื่อของนางนวลอนงค์จำนวน 5 ลายมือชื่อ ที่ใช้ตรวจพิสูจน์ก็ปรากฏว่ามีข้อแตกต่างกันเองอยู่หลายจุด ไม่ว่าจะอักษร น ที่เริ่มต้นลากเส้นคนละตำแหน่งทำให้หัวอักษรมีลักษณะต่างกัน การลากตวัดขึ้นก่อนจบตัวอักษรมีทั้งแบบที่เป็นมุมแหลมทำให้ดูคล้ายกับเป็นอักษร พ หรือ บ เป็นแบบวงกลมที่มีช่องว่าง เป็นแบบวงรี และเป็นแบบวงกลมทึบ ส่วนอักษร ฉ หัวอักษรมีทั้งแบบที่เริ่มต้นลากจากด้านในขึ้นไปแล้วลากลงมาเป็นมุมแหลม ลากจากด้านนอกขึ้นไปแล้วลากลงมาเป็นหัวอักษรแบบมนกับแบบแหลมมุม และแบบที่เริ่มต้นลากลงมาโดยไม่มีหัวอักษรเลย การตวัดก่อนจะจบตัวอักษรมีทั้งแบบตวัดครั้งเดียว 3 ลายมือชื่อ และตวัด 2 ครั้ง 2 ลายมือชื่อ ความยาวของการตวัดมีทั้งตวัดกลับมาอยู่ในแนวเดียวกับหัวอักษร 3 ลายมือชื่อ กับที่ตวัดกลับมาแค่กึ่งกลางตัวอักษร 2 ลายมือชื่อ ฉะนั้นรายงานการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อนี้จึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่จะต้องนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบมา หาใช่ว่าเมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นอย่างไรแล้ว ศาลจะต้องรับฟังตามนั้นเสมอไป โดยในส่วนของพยานหลักฐานอื่นโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์กับนางนวลอนงค์มีความสนิทสนมกันดีเนื่องจากเคยรับราชการครูอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน หลังจากเกษียณอายุราชการโจทก์เปิดร้านขายรถจักรยานยนต์ ส่วนนางนวลอนงค์เปิดร้านขายไก่ย่างห่างกันประมาณ 50 เมตร จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลานของนางนวลอนงค์เคยมาขอกู้เงินจากโจทก์ 400,000 บาท แต่โจทก์ปฏิเสธเนื่องจากไม่มีความสนิทสนม โดยบอกให้ไปจัดหาผู้ค้ำประกันมา ต่อมากลางเดือนธันวาคม 2558 นางนวลอนงค์โทรศัพท์มาขอให้โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินโดยนางนวลอนงค์จะเป็นคนรับรองเอง โจทก์จึงยินยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เงิน แต่ขอเวลารวบรวมเงินโดยนัดทำสัญญากันปลายเดือนธันวาคม 2558 และเมื่อรวบรวมเงินครบโจทก์ก็โทรศัพท์แจ้งนางนวลอนงค์ให้จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาที่บ้านของโจทก์ จากนั้นวันที่ 28 ธันวาคม 2558 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มาพบโจทก์ที่บ้านแต่นางนวลอนงค์ไม่ได้มาด้วย โจทก์จึงปฏิเสธที่จะทำสัญญา จำเลยที่ 1 จึงโทรศัพท์ติดต่อนางนวลอนงค์ได้รับแจ้งว่ากำลังยุ่งเพราะมีลูกค้าจำนวนมากให้ทำสัญญากู้เงินไปก่อน โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากู้เงิน แต่ยังไม่ส่งมอบเงินให้ จากนั้นก็พากันไปหานางนวลอนงค์ที่ร้านไก่ย่างแจ้งให้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน แต่นางนวลอนงค์มีท่าทางอิดเอื้อน และบอกว่าไม่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน โจทก์จึงบอกว่าต้องการจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นไปเพราะเกรงว่าสามีจะตำหนิ นางนวลอนงค์จึงขับรถจักรยานยนต์ไปถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมามอบให้จำเลยที่ 1 เพื่อกรอกข้อมูลลงในสัญญาค้ำประกัน เสร็จแล้วก็ให้นางนวลอนงค์ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันและรับรองความถูกต้องของสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จากนั้นโจทก์ก็มอบเงิน 400,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามสัญญา จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินคืน โจทก์จึงไปพูดคุยกับนางนวลอนงค์ และเมื่อนางนวลอนงค์ถึงแก่ความตายไป โจทก์ก็ได้ให้สามีไปพูดคุยกับทายาทของนางนวลอนงค์ แต่ทายาทของนางนวลอนงค์ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่อง จากนั้นจึงมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 โดยเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ขณะทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันไม่มีบุคคลที่รู้จักอยู่ด้วย จึงไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อในช่องพยาน เมื่อครบกำหนดชำระเงินจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระ โจทก์จึงไปแจ้งนางนวลอนงค์ที่ร้านไก่ย่าง แต่นางนวลอนงค์บอกให้รอก่อน ขณะที่ไปร่วมงานศพของนางนวลอนงค์ โจทก์ไม่ได้แจ้งเรื่องสัญญาค้ำประกันให้บุตรของนางนวลอนงค์ทราบเนื่องจากเห็นว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า แต่โจทก์ได้ให้สามีของโจทก์ไปแจ้งให้ทายาทของนางนวลอนงค์ทราบ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีลำดับเรื่องราวแสดงให้เห็นถึงที่มาที่ไปของการทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 กับนางนวลอนงค์มีศักดิ์เป็นอาหลานกัน โดยเบิกความถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน มีลำดับเรื่องราวสอดคล้องต้องกันกับที่โจทก์เบิกความ หากโจทก์และจำเลยที่ 1 เจตนาสร้างเรื่องขึ้นเพื่อให้จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันโดยไม่มีมูลความจริงแล้ว ก็ไม่จำต้องปั้นแต่งข้อเท็จจริงที่เบิกความให้มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายดังที่เบิกความมาข้างต้นซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสตรวจสอบข้อพิรุธด้วยการถามค้าน แต่จากที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เบิกความมานั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีพิรุธให้ต้องระแวงสงสัยดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่นางนวลอนงค์อิดเอื้อนหรือไม่เต็มใจลงลายมือชื่อ สัญญาค้ำประกันระบุว่าทำที่บ้านของโจทก์ ไม่ระบุเลขที่บ้านของร้านไก่ย่าง ลายมือชื่อของนางนวลอนงค์ในสัญญาค้ำประกันกับที่รับรองความถูกต้องของสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมีความแตกต่างกันทั้ง ๆ ที่ลงลายมือชื่อในเวลาเดียวกัน โจทก์ไม่ให้สามีของโจทก์อยู่ร่วมรู้เห็นเป็นพยานในการทำสัญญาตลอดจนไม่มีบุคคลใดเป็นพยานในสัญญาค้ำประกัน หลังจากถึงกำหนดชำระโจทก์ไม่เคยทวงถามเป็นหนังสือไปถึงนางนวลอนงค์ ไม่เคยไปทวงถามที่บ้านนางนวลอนงค์ เมื่อไปร่วมงานศพก็ไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ทายาทคนใดทราบเพิ่งมีหนังสือทวงถาม หลังจากที่นางนวลอนงค์ถึงแก่ความตายไปแล้ว 11 เดือน นอกจากนี้ในทางกลับกันจำเลยที่ 2 ให้การว่า นางนวลอนงค์เป็นเพียงผู้แนะนำให้จำเลยที่ 1 ได้พบหรือรู้จักกับโจทก์เพื่อขอกู้เงินจากโจทก์ 200,000 บาท ซึ่งกลับเจือสมกับที่โจทก์นำสืบมา นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 2 เบิกความในทำนองว่า ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากัน หากมีการกระทำหรือที่จะกระทำแล้วอาจมีผลกระทบกับครอบครัว จำเลยที่ 2 กับนางนวลอนงค์จะปรึกษาหารือกันตลอด แต่นางนวลอนงค์ไม่เคยนำเรื่องที่ไปทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้กับโจทก์มาพูดคุยหรือปรึกษาด้วยนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวง่ายต่อการยกขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งจำเลยที่ 2 คงอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความเพียงปากเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนที่จะมีน้ำหนักหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบให้เห็นว่านางนวลอนงค์ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้องให้ไว้แก่โจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นางนวลอนงค์ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้องให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนวลอนงค์จึงต้องรับผิดนำทรัพย์สินจากกองมรดกมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ความปรากฏว่าสัญญากู้เงิน กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้คืนภายในวันที่ 1 มีนาคม 2559 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินคืน จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2559 แต่โจทก์เพิ่งมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงถามลงวันที่ 12 กันยายน 2560 ไปยังจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของนางนวลอนงค์ โดยจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2560 อันเป็นกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังผู้ค้ำประกันล่วงพ้นกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด มีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกําหนดเวลา 60 วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2559 และนับถัดจากวันที่ 1 มีนาคม 2559 ต่อไปอีก 60 วัน เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ โดยไม่ได้ระบุต่อไปว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ไม่ถูกต้อง เนื่องจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงมีผลผูกพันคู่ความ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 2 นำทรัพย์สินจากกองมรดกของนางนวลอนงค์ มาชำระหนี้ต้นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2559 และนับถัดจากวันที่ 1 มีนาคม 2559 ไปอีก 60 วัน ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 แล้วเป็นจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกจากความรับผิดของจำเลยที่ 2 เพียงนั้น กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสันติ สงห้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทร์แดง
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2566
#691190
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้ ม. กู้ยืมเงิน 80,000 บาท โดย ม. ส่งรถแทรกเตอร์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยยึดไว้เป็นประกันการชำระหนี้ อันเป็นการรับจำนำ และเมื่อ ม. เคยนำรถยนต์กระบะไปจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ที่ ม. กู้ยืมเงินจำเลย 60,000 บาท ครั้งนั้นจำเลยตรวจสอบเอกสารการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เจ้าของรถ อันเป็นปกติของการประกอบกิจการค้าขายรถยนต์มือสองมาประมาณ 20 ปี แต่การรับจำนำรถแทรกเตอร์ของจำเลยในวันเกิดเหตุ จำเลยกลับไม่ได้ขอดูเอกสารเกี่ยวกับรถแทรกเตอร์และไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกัน การไม่ตรวจสอบทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการรับจำนำหรือซื้อขายโดยสุจริตทั่วไป ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยต้องรู้ดีว่ารถแทรกเตอร์ที่จำเลยรับจำนำไว้นั้นเป็นทรัพย์ที่ ม. เช่าชื้อมาและอยู่ระหว่างระยะเวลาตามสัญญา ซึ่ง ม. ไม่มีสิทธินำไปแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เข้าลักษณะกระทำความผิดฐานยักยอก จำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 และให้จำเลยคืนรถแทรกเตอร์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 667,681 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา บริษัท ย. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนรถแทรกเตอร์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 667,681 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 19 เมษายน 2561 นายมนูญ เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ยี่ห้อยันม่าร์จากโจทก์ร่วม ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 763,700 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน 84 งวด นายมนูญชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ร่วมเพียง 8 งวด เป็นเงิน 16,000 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ร่วม นายมนูญถูกฟ้องต่อศาลแขวงอุบลราชธานีในความผิดฐานยักยอก เป็นคดีหมายเลขดำที่ 458/2563 นายมนูญให้การรับสารภาพ นายณัฐพร บุตรชายนายมนูญเป็นผู้กรอกข้อความในหนังสือสัญญากู้เงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายมนูญ และนางพิมพิไล เป็นพยาน เบิกความทำนองเดียวกันว่า นายมนูญติดต่อขอกู้เงินจำเลย 80,000 บาท จำเลยตกลงและนัดมอบเงินกู้ที่บ้านของนางนวลจันทร์ วันที่ 4 เมษายน 2562 นายมนูญขับรถแทรกเตอร์ไปบ้านของนางนวลจันทร์พร้อมกับนางพิมพิไล จำเลยให้นายมนูญกู้เงิน 80,000 บาท โดยมอบเงินแก่นายมนูญ 72,000 บาท และหักดอกเบี้ยไว้ 8,000 บาท นายมนูญนำรถแทรกเตอร์ให้จำเลยยึดไว้เป็นประกัน กำหนดชำระหนี้เงินกู้และไถ่ถอนรถแทรกเตอร์คืนภายใน 1 เดือน และได้ความจากคำเบิกความของนายมนูญอีกว่า หลังครบกำหนดนายมนูญไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ นายมนูญไปติดต่อขอกู้เงินจากธนาคาร พ. สาขาม่วงสามสิบ ตามนโยบายแก้หนี้นอกระบบเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ธนาคารต้องการหลักฐานการเป็นหนี้ใช้ประกอบคำขอกู้เงิน จึงให้จำเลยมาเขียนสัญญากู้เงินเป็นหลักฐานที่ธนาคาร จำเลยอ้างว่าไม่สะดวกที่จะเดินทาง ให้นายมนูญเขียนสัญญากู้เงินเองโดยส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมาทางแอปพลิเคชันไลน์ของนายณัฐพร นายมนูญให้นายณัฐพรกรอกข้อความในสัญญากู้เงินและลงลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้ให้กู้ ระบุจำนวนเงิน 112,000 บาท ตามจำนวนที่จำเลยบอก แล้วนำไปยื่นต่อธนาคาร พ. สาขาม่วงสามสิบ แต่ไม่สามารถกู้เงินได้เพราะไม่มีผู้ค้ำประกันตามที่ธนาคารกำหนด ต่อมาโจทก์ร่วมมอบหมายให้นายเจนวิทย์ พนักงานของโจทก์ร่วมติดตามทวงถามค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ นายมนูญไปพบนายเจนวิทย์ที่บ้านของนางผกาศรี กำนันตำบลไผ่ใหญ่ และแจ้งให้นายเจนวิทย์ทราบว่าได้นำรถแทรกเตอร์ไปให้จำเลยยึดไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ นายมนูญโทรศัพท์คุยกับจำเลย จำเลยแจ้งว่าถ้าจะไถ่ถอนรถคืนต้องชำระเงิน 112,000 บาท นายเจนวิทย์นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเสนอออกเงิน 80,000 บาท และให้นายมนูญหาเงินอีก 40,000 บาท แต่นายมนูญหาเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้ จึงไม่มีการไถ่ถอนรถแทรกเตอร์คืนจากจำเลย ส่วนจำเลยนำสืบอ้างว่า จำเลยไม่เคยให้นายมนูญกู้เงิน 80,000 บาท และไม่ได้ยึดรถแทรกเตอร์ไว้เป็นประกันเงินกู้จากนายมนูญ เห็นว่า นายมนูญและนางพิมพิไล พยานโจทก์และโจทก์ร่วม เบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญของการกู้เงินว่า จำเลยเป็นผู้ให้กู้และมอบเงิน 72,000 บาท แก่นายมนูญ และนายมนูญนำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อจากโจทก์ร่วมให้จำเลยยึดไว้เป็นประกันเงินกู้ ทั้งนายมนูญยืนยันถึงเหตุผลที่ทำหนังสือสัญญากู้เงิน ว่า ในการยื่นเรื่องขอกู้เงินธนาคาร พ. ต้องเสนอหลักฐานการเป็นหนี้ประกอบการขอกู้เงินตามที่ธนาคารกำหนด แต่จำเลยไม่สะดวกมาที่ธนาคาร จึงส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านให้นายมนูญดำเนินการทำสัญญากู้เงินตามจำนวนที่จำเลยบอก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจำนวนเงินตามสัญญา 112,000 บาท สอดรับกับการนำต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระ 4 เดือน มาคิดรวมกันตรงตามที่นายมนูญและนางพิมพิไลเบิกความว่า จำเลยหักดอกเบี้ยจากการกู้เงิน 80,000 บาท ไว้ล่วงหน้า 8,000 บาท ดังนั้น ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 ถึงเดือนกันยายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่นายมนูญยื่นเรื่องขอกู้เงินธนาคาร พ. เป็นเวลา 5 เดือน จำเลยหักดอกเบี้ยไว้ 1 เดือน เหลือดอกเบี้ยค้างชำระ 4 เดือน เป็นเงิน 32,000 บาท เมื่อรวมกับต้นเงิน 80,000 บาท เป็นเงิน 112,000 บาท ทั้งจำเลยเบิกความรับว่า ได้ส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมาทางแอปพลิเคชันไลน์ของนายณัฐพรเพื่อให้นายมนูญนำไปยื่นต่อธนาคาร พ. เจือสมคำเบิกความของนายมนูญให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้นว่าจำเลยมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยให้นายมนูญนำไปเป็นหลักฐานประกอบการขอกู้เงินธนาคาร พ. สาขาม่วงสามสิบ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยและไถ่ถอนรถแทรกเตอร์ที่จำเลยยึดไว้เป็นประกัน เพราะหากจำเลยมิได้ให้นายมนูญกู้เงินก็ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องส่งมอบเอกสารสำคัญให้แก่นายมนูญเนื่องจากอาจเกิดความเสียหายและก่อผลผูกพันแก่จำเลยตามมาในภายหลังได้ คำเบิกความของนายมนูญและนางพิมพิไลจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือให้รับฟัง โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางผกาศรี กำนันตำบลไผ่ใหญ่ เป็นพยานเบิกความว่า พนักงานของโจทก์ร่วมและของห้างหุ้นส่วนจำกัดบ้านและที่ดินรวมสินไทย มาสอบถามเกี่ยวกับรถแทรกเตอร์ที่นายมนูญเช่าซื้อ วันนั้นนายมนูญติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่และเปิดลำโพงโทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการไถ่ถอนรถแทรกเตอร์คืน โดยมีจำนวนเงิน 80,000 บาท และดอกเบี้ยอีกประมาณ 40,000 บาท พยานได้พูดคุยกับจำเลยด้วยว่าให้ไกล่เกลี่ยกันและนำรถมาคืน จำเลยสอบถามพยานว่าเป็นใคร เมื่อพยานบอกว่าเป็นกำนันตำบลไผ่ใหญ่ จำเลยก็ตัดสัญญาณโทรศัพท์ไม่พูดคุยกันอีก แม้นางผกาศรีไม่รู้จักจำเลยหรือเห็นจำเลยในขณะที่พูดคุยกัน แต่ในทันทีที่พูดคุยกันนายมนูญก็บอกว่าผู้ที่พูดโทรศัพท์ด้วยคือจำเลย ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าผู้ที่นายมนูญและนางผกาศรีพูดคุยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่คือจำเลย นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายประยูรเป็นพยานเบิกความว่า นายมนูญพาจำเลยไปพบพยานที่ร้าน ก. ซึ่งพยานรับจ้างทำงานอยู่ พูดคุยกันเรื่องไถ่ถอนรถแทรกเตอร์ที่จำนำ นายมนูญจะขอสลับรถกระบะอีซูซุกับรถแทรกเตอร์ด้วย สนับสนุนคำเบิกความพยานโจทก์และโจทก์ร่วมให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวมา ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง แม้มีข้อแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ ที่จำเลยนำสืบอ้างว่า จำเลยไม่ได้ให้นายมนูญกู้เงินโดยในวันที่จำเลยพบนายมนูญที่บ้านของนางนวลจันทร์ จำเลยไปรับซื้อเมล็ดพันธุ์ต้นราชพฤกษ์เห็นนายมนูญขับรถแทรกเตอร์มาพูดคุยกับชาย 2 คน ที่นายสวนติดต่อมา หลังจากนั้นจำเลยไม่เห็นชาย 2 คนและนายมนูญ กับไม่เห็นรถแทรกเตอร์อยู่ที่หน้าบ้านของนางนวลจันทร์อีก ทำนองว่าชาย 2 คน ที่นายสวนติดต่อมาเป็นผู้ให้นายมนูญกู้เงินและยึดรถแทรกเตอร์ไว้เป็นประกันการชำระหนี้นั้น จำเลยมิได้ให้รายละเอียดถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในคำให้การชั้นสอบสวน แม้จำเลยจะมีนางบุญช่วย ซึ่งอ้างว่าไปร่วมซื้อเมล็ดของต้นราชพฤกษ์ที่บ้านนางนวลจันทร์ เป็นพยาน แต่นางบุญช่วยก็เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า ขณะที่พยานได้ยินจำเลย นางนวลจันทร์ และชายคนหนึ่ง พูดคุยกันที่บริเวณหน้าบ้านของนางนวลจันทร์ พยานไม่ทราบว่าพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องอะไร ข้ออ้างดังกล่าวจึงเลื่อนลอยและง่ายต่อการยกขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งการอ้างว่าสาเหตุที่จำเลยส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านไปให้นายมนูญกู้เงินจากธนาคาร พ. เพราะต้องการช่วยเหลือนายมนูญเนื่องจากเดือดร้อนเรื่องเงิน ก็ขัดกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลยที่จำเลยเคยให้นายมนูญกู้เงิน 60,000 บาท โดยนายมนูญต้องนำรถกระบะมาให้จำเลยยึดไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยคือผู้ให้นายมนูญกู้เงิน 80,000 บาท โดยนายมนูญส่งมอบรถแทรกเตอร์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยยึดไว้เป็นประกันการชำระหนี้ อันเป็นการรับจำนำ และเมื่อปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยเจือสมคำเบิกความของนายมนูญตรงกันว่า นายมนูญเคยนำรถกระบะอีซูซุไปจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ที่นายมนูญกู้เงินจำเลย 60,000 บาท ครั้งนั้นจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เจ้าของรถ อันเป็นปกติของการประกอบธุรกิจที่จำเลยประกอบกิจการค้าขายรถยนต์มือสองมาประมาณ 20 ปี โดยจะต้องตรวจสอบสภาพรถยนต์รวมถึงเอกสารการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์หรือการเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถก่อนทำสัญญาหรือการซื้อขาย แต่การรับจำนำรถแทรกเตอร์ของจำเลยในวันเกิดเหตุกลับปรากฏจากคำเบิกความของนายมนูญว่า จำเลยไม่ได้ขอดูเอกสารเกี่ยวกับรถแทรกเตอร์และไม่ได้ทำสัญญากู้เงินกัน การไม่ตรวจสอบทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการรับจำนำหรือซื้อขายโดยสุจริตทั่วไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยต้องรู้ดีว่ารถแทรกเตอร์ดังกล่าวที่จำเลยรับจำนำไว้นั้นเป็นทรัพย์ที่นายมนูญเช่าซื้อมาและอยู่ระหว่างระยะเวลาตามสัญญา ซึ่งนายมนูญไม่มีสิทธินำไปแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เข้าลักษณะกระทำความผิดฐานยักยอก จำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจรตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — บริษัท ย.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเส่ง แก้วเหลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวุฒิ มณีนิล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ คงบริรักษ์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ปิยนุช จรูญรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 111 -ที่ 112/2566
#690284
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจร้องทุกข์ โดยอาศัยข้อเท็จจริงเพียงว่าโจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาท ไม่ชอบที่จะนำรถออกให้จำนำได้ โดยมิได้รับฟังข้ออ้างข้อเถียงของคู่ความถึงนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างกัน จึงเป็นการด่วนวินิจฉัยข้อกฎหมายจากการฟังข้อเท็จจริงที่ยังไม่สิ้นกระแสความ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทน 1,500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1554/2562 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายวีระยุทธ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่ยังไม่ได้คืนหรือชดใช้ราคา 1,500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1554/2562 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นซึ่งโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 นายวีระยุทธ โจทก์ร่วม ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาท ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ป้ายแดง 1 คัน ไปจากบริษัท ต. ในราคา 1,949,052 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 23,203 บาท รวม 84 งวด ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 มีการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าว ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 โจทก์ร่วมมอบรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองรับไป โดยในระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ร่วมโอนเงินหลายจำนวนเข้าบัญชีเงินฝากภริยาจำเลยที่ 1 เพื่อโอนต่อเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และโอนเงินอีกหลายจำนวนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 โดยตรงผ่านทางแอปพลิเคชันของธนาคารในโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 รับโอนจากโจทก์ร่วมเข้าบัญชีทั้งสิ้น 181,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 2 ขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายสุรเชษฐ์ ในราคา 320,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากบริษัท ต. มิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าว จึงไม่ชอบที่จะนำรถยนต์คันนี้ไปจำนำไว้กับจำเลยที่ 2 การที่โจทก์ร่วมเพิ่งทำสัญญาเช่าซื้อได้แค่เพียง 1 เดือน ก็นำรถไปจำนำดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ร่วมแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ไม่อาจเป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ เห็นว่า ลำพังข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าโจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ แต่กลับนำรถยนต์ไปจำนำไว้แก่จำเลยที่ 2 หาใช่ข้อบ่งชี้ชัดในทันทีว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาทุจริตเบียดบังยักยอกทรัพย์ของผู้อื่นไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด่วนวินิจฉัย ข้อตกลงซึ่งจำเลยที่ 2 ให้เงินแก่โจทก์ร่วมนำไปใช้เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจจำนวน 300,000 บาท โดยโจทก์ร่วมยอมมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน ซึ่งหากเป็นจริงตามที่โจทก์ร่วมเบิกความไว้ นอกจากข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลบังคับเป็นสัญญาจำนำแล้ว กรณียังไม่อาจใช้ยันบริษัท ต. เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในรถยนต์คันพิพาทได้ด้วย คงมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นว่าตราบใดที่โจทก์ร่วมชำระหนี้คืนให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 2 ชอบที่จะไม่คืนรถยนต์คันพิพาทให้ได้ แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่รถยนต์เพื่อการชำระหนี้ด้วยตนเองโดยพลการเช่นกัน เท่ากับว่ายังอยู่ในวิสัยที่โจทก์ร่วมสามารถปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไปด้วยการชำระค่าเช่าซื้อ และสามารถนำรถมาส่งมอบคืนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อได้หากมีกรณีที่สัญญาเช่าซื้อต้องเลิกกัน ฉะนั้น เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบไว้ด้วยว่าภายหลังจากโจทก์ร่วมรับเงินจากจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์ร่วมผ่อนชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน เป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมด้วยค่าจอดรถอีกเดือนละ 2,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 เรื่อยมา โดยโจทก์ร่วมอ้างว่ามีบันทึกรายการโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งธนาคารเป็นผู้จัดทำ แสดงอยู่ในข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วม มาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ซึ่งในบันทึกรายการโอนเงินดังกล่าวมีระบุไว้ในส่วนบันทึกช่วยจำอย่างชัดเจนว่าเงินที่โอนไปนั้นเป็น "ค่ารถฟอร์จูนเนอร์ให้พี่กิต (หมายถึงจำเลยที่ 1)" และ "ค่ารถฟอร์จูนเนอร์ให้พี่ชานน (หมายถึงจำเลยที่ 2)" อีกทั้งยังอ้างบทสนทนาระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งมีข้อความสรุปได้ว่าโจทก์ร่วมจะไปเอารถคืนในวันที่ 18 ธันวาคม 2561 แต่จำเลยที่ 2 ต่อรองเป็นวันที่ 26 หรือ 27 ธันวาคม 2561 ซึ่งโจทก์ร่วมตกลงและจะชำระต้นเงินคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งหมดในวันดังกล่าว ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบโดยมีพยานหลักฐานประกอบข้างต้น ย่อมเท่ากับว่าโจทก์ร่วมประสงค์ที่จะได้รับรถยนต์คันพิพาทกลับคืนเมื่อได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว โจทก์ร่วมถึงยอมปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยการผ่อนชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วยดีตลอดมา หาได้มีพฤติการณ์ปล่อยปละละเลยเพื่อให้รถตกไปเป็นของผู้หนึ่งผู้ใดโดยมิชอบ ทั้งเมื่อหาเงินมาชำระหนี้ได้ ก็ติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนรถให้แก่ตนในทันที กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ร่วมนำรถยนต์คันพิพาทซึ่งตนเช่าซื้อออกหาประโยชน์ด้วยการใช้เป็นหลักประกันเพื่อให้ได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 มาเสริมสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจของตนเป็นการกระทำที่มีเจตนาทุจริต เบียดบังเอารถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเป็นของบริษัท ต. ไปโดยมิชอบ อันจะส่งผลให้โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ซึ่งนับเป็นข้อสาระสำคัญว่าเป็นไปดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมกล่าวอ้างหรือไม่ หรือมิฉะนั้นข้อเท็จจริงเป็นไปดังอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ร่วมได้ขายดาวน์รถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว กรณีหาใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมนำรถมาจำนำ ส่วนเงินที่โจทก์ร่วมโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งโจทก์ร่วมกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์โดยอาศัยลำพังข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าโจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาท ไม่ชอบที่จะนำรถออกให้จำนำได้ โดยมิได้รับฟังข้ออ้างข้อเถียงของคู่ความถึงนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างกันว่ารับสมกับฝ่ายใด จึงเป็นการด่วนวินิจฉัยข้อกฎหมายจากการฟังข้อเท็จจริงที่ยังไม่สิ้นกระแสความ ซึ่งศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นไปดังอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 รวมตลอดถึงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่ามิได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิด หรือเป็นไปตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมกล่าวอ้างข้างต้น เนื่องจากผลจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อดังกล่าวอาจมีผลต่อสิทธิในการฎีกาของคู่ความ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 28 (2) ม. 208 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ว.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางอรนิตย์ บุณยรัตพันธุ์ มีไชยโย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 109/2566
#700871
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบล สามกระทาย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (แปลงทุ่งแห้ว) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว กับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นาง บ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2566
#686577
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราธนบัตรของรัฐบาลไทยชนิดราคา 100 บาท และมีธนบัตรปลอมนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ทำปลอมและมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้แล้ว จากนั้นจำเลยนำธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์ ด้วยการใส่ธนบัตรปลอมดังกล่าวเข้าไปในช่องรับเงินของตู้เติมเงินบุญเติมของผู้เสียหายเพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของผู้มีชื่อที่จำเลยมีหรือเปิดไว้ใช้งานโดยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาเงินดังกล่าวไป เป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 93, 240, 244, 248, 335 ให้จำเลยคืนเงิน 1,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนเงิน 1,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ริบของกลางทั้งหมด และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244, 335 (1) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเงินตราและฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมขึ้นเองซึ่งเงินตราปลอมที่มีไว้เพื่อนำออกใช้ ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราตามมาตรา 240 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 248 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (8) เป็นจำคุก 15 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลอมเงินตรา จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 9 เดือน เป็นจำคุก 18 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 24 เดือน ริบของกลางทั้งหมด กับให้จำเลยคืนเงิน 1,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนเงิน 1,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบถามเรื่องการมีทนายความหรือไม่ การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก บัญญัติถึงอำนาจและหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในชั้นแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนโดยกำหนดให้พนักงานสอบสวนถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิดของผู้ต้องหาเป็นประการแรก จากนั้นจึงแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วแจ้งข้อหาให้ทราบ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคแรกและวรรคสอง บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ โดยต้องถามก่อนเริ่มถามคำให้การ เมื่อบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา กับบันทึกคำให้การจำเลยชั้นสอบสวน ซึ่งล้วนทำขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรา 134 วรรคแรก และได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความตามมาตรา 134/1 วรรคสองแล้ว กับแจ้งด้วยว่าจำเลยมีสิทธิให้ทนายความเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ จำเลยให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ ถือว่าการสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และที่จำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคำฟ้องฉบับที่จำเลยได้รับมีลักษณะคล้ายการถ่ายสำเนา และไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 นั้น เห็นว่า คำขอท้ายคำฟ้องอาญาจากคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ปรากฏทั้งลายมือชื่อผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว ซึ่งแตกต่างจากที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างลอย ๆ ในฎีกา ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและความผิดฐานปลอมเงินตราเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นหลายกรรมนั้น เห็นว่า จำเลยทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราธนบัตรของรัฐบาลไทยชนิดราคา 100 บาท และมีธนบัตรปลอมนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ทำปลอมและมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้แล้ว จากนั้นจำเลยนำธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์ ด้วยการใส่ธนบัตรปลอมดังกล่าวเข้าไปในช่องรับเงินของตู้เติมเงินบุญเติมของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 เพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของผู้มีชื่อที่จำเลยมีหรือเปิดไว้ใช้งานโดยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาเงินดังกล่าวไป เป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การออกหมายจำคุกจำเลยระหว่างอุทธรณ์ฎีกาที่หักวันต้องขังให้จำเลยเพียง 2 วัน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยต่อศาลในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 พร้อมกัน 3 คดี คดีนี้คือคดี ฝ.34/2564 กับคดี ฝ.35/2564 และ ฝ.36/2564 จำเลยไม่เคยได้รับการปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 18 สิงหาคม 2564 จำเลยจึงถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาทั้ง 3 คดี รวม 588 วัน คงต้องหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสิ้น 588 วัน มิใช่ 2 วัน เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า โทษจำคุก เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น คำว่า "ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา" หมายความว่า จำเลยต้องถูกคุมขังอยู่ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษา กรณีจึงไม่อาจนำวันที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่นมาหักออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีนี้ได้ ที่จำเลยอ้างว่าต้องหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษา 588 วัน เป็นกรณีที่จำเลยคิดคำนวณระยะเวลาที่ถูกคุมขัง 196 วัน ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ซึ่งซ้อนกับการคุมขังในคดีอื่นอีก 2 คดี ไปนับรวมกันทั้ง 3 จึงไม่ถูกต้อง คดีนี้จำเลยถูกจับกุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างสอบสวนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและออกหมายจำคุกจำเลยระหว่างอุทธรณ์ฎีกาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 แต่ให้เริ่มนับโทษจำคุกตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 จึงเท่ากับหักวันคุมขังระหว่างสอบสวนและระหว่างการพิจารณาจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแล้วและเมื่อระบุว่าจำเลยต้องขังมาแล้ว 2 วัน ซึ่งหมายถึงการคุมขังตั้งแต่วันที่จำเลยถูกจับกุมจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างสอบสวนนั้น ให้คิดหักให้ด้วย หมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกาจึงมีการหักวันที่จำเลยถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาโดยถูกต้อง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 91 ม. 240 ม. 244 ม. 248 ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายยอดวิทย์ รัตนประสพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวุฒิ มณีนิล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 108/2566
#700870
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลสามกระทาย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (แปลงทุ่งแห้ว) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว กับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นาย พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 107/2566
#700869
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลสามกระทาย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (แปลงทุ่งแห้ว) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว กับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 106/2566
#700868
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลสามกระทายที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (แปลงทุ่งแห้ว) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว กับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นาง จ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 105/2566
#700867
เปิดฉบับเต็ม

แม้องค์การบริหารส่วนตำบลแสนตอ ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนกว้างประมาณ 3 เมตร รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีและนาย ร. ได้ร่วมกันยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ ถนนพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสุพรรณบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ณ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลแสนตอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 104/2566
#699383
เปิดฉบับเต็ม

แม้เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีทั้งสามอยู่ในเขตถนนชนเกษม ปัจจุบันมีสภาพเป็นถนนและทางเท้า ที่ดินพิพาทจึงเป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสาม แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ภ. หรือ ส. วัชรพงศ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 103/2566
#700866
เปิดฉบับเต็ม

แม้องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งน้อย ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างทางสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะมาเป็นระยะเวลามากกว่า 40 ปี ในระหว่างที่มีการก่อสร้างถนนคอนกรีตเมื่อปี 2552 เจ้าของที่ดินเดิมไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านการก่อสร้างถนนดังกล่าว กรณีจึงถือได้ว่าเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ผู้ฟ้องคดี — ว่าที่ร้อยตรี ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งน้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 102/2566
#700865
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาย พ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลศรีสองรัก ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลศรีสองรักที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกกรมธนารักษ์เข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลศรีสองรัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 นายกเทศมนตรีตำบลศรีสองรัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสถานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลัง ตามมาตรา 11 (3) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างถนน ค.ส.ล. รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุ กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรือเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำการดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรือเป็นที่ราชพัสดุจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินพิพาท และไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเลย
ผู้ฟ้องคดี — นาย พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบล ศรีสองรัก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 101/2566
#699382
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จำเลย เป็นสถาบันอุดมศึกษาจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาพิพาท เป็นสัญญาที่จำเลยเช่าซื้อพร้อมติดตั้งและเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศแยกส่วนที่มีอยู่เดิมเป็นชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดจำนวนเท่ากัน โดยให้ถือเอาค่าเช่าซื้อที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของราคาเครื่องปรับอากาศที่เช่าซื้อ และเมื่อผู้เช่าซื้อชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว กรรมสิทธิ์ในเครื่องปรับอากาศตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินทั่วไปที่พบเห็นได้ในการทำนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้แก่จำเลยให้เป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญา ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมคืนหนังสือค้ำประกันสัญญาให้แก่โจทก์ทั้งสาม และจำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — บริษัทเทคนิคอล ทีม จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 100/2566
#699381
เปิดฉบับเต็ม

แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งด้วยวาจาให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้างโดยแจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างที่พักอาศัยรุกล้ำที่ดินแนวเขตคลองชลประทานที่ ๑๓ ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีได้ถมดินและก่อสร้างที่พักอาศัยบนที่ดินซึ่งมารดาของผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม และได้ขออนุญาตก่อสร้างโดยถูกต้องต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ดังนี้ แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกคำสั่งด้วยวาจาให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้างที่พักอาศัย ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดซื้อและขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในความครอบครองของผู้ถูกฟ้องคดีสำหรับใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทาน จึงมิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ประกอบกับเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในสิ่งปลูกสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างที่พักอาศัยในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของมารดาผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือได้ก่อสร้างที่พักอาศัยรุกล้ำที่ราชพัสดุซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ถูกฟ้องคดี สำหรับใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ผู้ฟ้องคดี — นาย น.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 99/2566
#700872
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ที่ 1 สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณาและมีคำสั่งเรียกสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และนาย พ. เข้ามาเป็นคู่กรณีโดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ร้องสอด ตามลำดับ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการละเลยต่อหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่1 สืบเนื่องมาจาก นาย พ. อดีตสามี ซึ่งเดิมเป็นข้าราชการครูของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อตกลงเรียกร้องค่าเลี้ยงดูกับผู้ฟ้องคดี ตามบันทึกข้อความมหาวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ยืนยันการหักเงินเดือนของนาย พ. โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักเงินเดือนของนาย พ. เพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตร เข้าบัญชีของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการหักเงินเดือนของนาย พ. ตามบันทึกข้อตกลงเข้าบัญชีธนาคารของผู้ฟ้องคดีมาโดยตลอดแต่หลังจากนาย พ. ได้ลาออกจากราชการ นาย พ. ได้มีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ขอยกเลิกการหักเงินบำนาญเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตร โดยจะนำส่งเงินดังกล่าวด้วยตนเอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่หักเงินบำนาญหรือเงินอื่นของผู้ร้องสอดเข้าบัญชีธนาคารให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตร ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยืนยันให้หักเงินบำนาญหรือเงินอื่นใดของผู้ร้องสอดเข้าบัญชีธนาคารให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเช่นเดิม ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชำระค่าเสียหายจำนวน 35,000 บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักเงินบำนาญของผู้ร้องสอดเข้าบัญชีธนาคารของผู้ฟ้องคดีเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตรตามเดิม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546ส่วนวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นสถานศึกษาหน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และที่ 3 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของนาย พ. อดีตสามีของผู้ฟ้องคดี ละเลยต่อหน้าที่ไม่หักเงินบำนาญของนาย พ. เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรเข้าบัญชีของผู้ฟ้องคดีตามบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับนาย พ. ตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 เป็นต้นมา เนื่องจากนาย พ. ทำบันทึกถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ให้หักเงินค่าเลี้ยงดูบุตรเข้าบัญชีของผู้ฟ้องคดี โดยจะเป็นผู้นำส่งเอง โดยเมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีเป็นการขอบังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชำระค่าเสียหาย เป็นเงิน 35,000 บาท และขอให้วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักเงินบำนาญของผู้ร้องสอดเข้าบัญชีธนาคารของผู้ฟ้องคดีเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตรตามเดิม โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีคำขอให้ศาลมีคำบังคับนาย พ. ดำเนินการใดๆข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่อันเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 98/2566
#702443
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานศาลปกครอง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อร. 161/2566 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 13227/2561 กรณีสืบเนื่องมาจากสำนักงานศาลปกครองได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของนาย ส. ข้าราชการในสังกัดและเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ โดยในคดีที่ศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนาย ส. จำเลย ต่อศาลแขวงดอนเมือง เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่นาย ส. รับไปโดยไม่มีสิทธิ ศาลแขวงดอนเมืองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เต็มตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 13227/2561 โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกเงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าเช่าบ้านพักแก่จำเลยโดยจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเป็นการฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นของโจทก์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิที่จะรับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ ส่วนคดีที่ศาลปกครอง นาย ส. ยื่นฟ้องสำนักงานศาลปกครอง ที่ 1 เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนการอนุมัติสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านและเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลปกครองกลางพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี คำขออื่นให้ยก ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มี คำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อร. 161/2566 โดยศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านชอบด้วยกฎหมาย แต่นาย ส. ได้รับเงินค่าเช่าบ้านด้วยความเชื่อโดยสุจริต และได้ใช้เงินดังกล่าวไปจนหมดแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไป ทั้งนี้ ตามมาตรา 51 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ศาลอุทธรณ์และศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยตรงกันว่า นาย ส.เป็นผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ. 2545 คำสั่งของผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและต้นทุนซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองในการอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้านและเพิกถอนการอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้านที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของนาย ส. จึงเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ในส่วนที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยต่อมาว่า นาย ส. ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินค่าเช่าบ้านโดยสุจริตและได้ใช้เงินดังกล่าวไปจนหมดสิ้น จึงไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปเต็มจำนวนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ตามมาตรา 51 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพราะคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวมีผลทำให้สำนักงานศาลปกครองไม่อาจเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่นาย ส. ได้รับไปจากสำนักงานศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ หรือกรณีที่นาย ส.นำเงินมาคืนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 13227/2561 แล้ว แต่ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ อร. 161/2566 วินิจฉัยว่า นาย ส. ไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่รับไปแก่ผู้ร้อง ย่อมมีปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องมีอำนาจรับชำระเงินคืนได้หรือไม่ และต้องคืนเงินที่นาย ส.ชำระมาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่นาย ส. หรือไม่ ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในส่วนนี้จึงขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จนเป็นเหตุให้เกิดข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาล ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้อง และคณะกรรมการมีอำนาจวินิจฉัยกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดได้ตามมาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในส่วนนี้เป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวกับประเด็นการเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่อ้างว่านาย ส. รับไปโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องในส่วนนี้ไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่า หนังสือเรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้าน เป็นเพียงหนังสือทวงถามให้ชำระเงินคืนเท่านั้น และเป็นเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดี โดยการฟ้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อไป ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้าน ผู้ฟ้องคดีไม่ได้อุทธรณ์ และศาลปกครองสูงสุดมิได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือที่ให้ผู้ฟ้องคดีคืนค่าเช่าบ้าน ประกอบกับคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านจากข้าราชการตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ก็มิได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่ได้วินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้าน ดังนั้น เมื่อนาย ส ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้าน และประเด็นดังกล่าว เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีของศาลยุติธรรมที่จะต้องวินิจฉัยว่า สำนักงานศาลปกครองมีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ และนาย ส. ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิแก่สำนักงานศาลปกครองหรือไม่ เพียงใด การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นาย ส . คืนเงินค่าเช่าบ้านเต็มจำนวนให้แก่สำนักงานศาลปกครอง โดยอ้างอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และไม่นำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 51 วรรคสี่ มาใช้บังคับ ก็เป็นอำนาจของศาลในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจจะวินิจฉัยปรับบทกฎหมายใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริงในคดี ดังนี้ คู่ความและคู่กรณีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 13227/2561 กับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อร. 161/2566 จึงต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยในส่วนการเรียกคืนเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทนี้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ผู้ร้อง — สำนักงานศาลปกครอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 97/2566
#698971
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในส่วนที่ออกทับที่ดินของบิดาของโจทก์ อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่บิดาของโจทก์ ครอบครองทำประโยชน์และเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ แต่จำเลยรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของบิดาของโจทก์ จำเลยให้การโต้แย้งว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย และที่ดินแปลงที่บิดาของโจทก์แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่สาธารณประโยชน์ซึ่งออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของบิดาของโจทก์ที่ตกทอดแก่โจทก์หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้โจทก์จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของโจทก์หรือที่ดินสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นาวสาว ว.
จำเลย — กรมที่ดิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 96/2566
#699389
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และที่ ๖ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ ส่วนคำขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และคำขออื่นล้วนแต่เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ส่วนกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ก่อสร้างถนนคอนกรีตเป็นทางสาธารณประโยชน์ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ กระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีอำนาจเข้าไปปรับปรุงทางสาธารณประโยชน์โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครนายก
ผู้ฟ้องคดี — นาย ม. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ