คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 51/2566
#702429
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ชายคาบริเวณหน้าบ้านได้รับความเสียหาย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปักเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ติดตั้งใกล้ตัวบ้านและรุกล้ำเข้ามาถึงกึ่งกลางบริเวณที่ดินที่ติดกับบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินในเขตทางหลวง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ถูกเวนคืนแล้วจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และการที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินและปักเสาไฟฟ้าและสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นเขตทางหลวง โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ล.
ผู้ถูกฟ้องคดี — แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2566
#692626
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด จำเลย จะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แต่จำเลยก็จัดตั้งขึ้นโดยการควบรวมกิจการของ บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ. ทีโอที ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ และโดยที่มาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบบริษัทแล้ว จะมีผลทำให้บริษัทเดิมหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลและเกิดขึ้นเป็นบริษัทใหม่ และทำให้บริษัทที่เกิดจากการควบกันและจดทะเบียนแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทางแพ่งของบริษัทที่ควบเข้ากันทั้งหมด ดังนั้น จำเลยจึงรับโอนภารกิจ สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเดิมของ บมจ. กสท โทรคมนาคม และบมจ. ทีโอที ซึ่งเป็น บมจ. ที่แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด และอาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองได้ หากได้กระทำการเกี่ยวกับการบริการสาธารณะหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ ซึ่งในกรณีนี้ ได้แก่ การดำเนินกิจการทางปกครองเกี่ยวกับการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องการพาดสายสื่อสารโทรคมนาคม อันเป็นภารกิจตามอำนาจหน้าที่ซึ่งมีอยู่เดิมก่อนแปรรูปเป็น บมจ. และเป็นการดำเนินการในฐานะผู้ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ การกระทำของจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นการกระทำในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้กระทำละเมิดโดยการพาดสายและติดตั้งสายสัญญาณบนเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก (เสาไฟฟ้า) ของโจทก์ที่ปักอยู่ริมถนนสายกำลังเอก – บุตาสง (ทางหลวงชนบทหมายเลข ๑๐๒๑) ทางด้านทิศตะวันตก ขนาดความยาว ๙ เมตร จำนวน ๒๓ ต้น โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2566
#692625
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้การเคหะแห่งชาติ จำเลยที่ ๒ จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ แต่การที่จำเลยที่ ๒ ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมห้องชุดที่มีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดในอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรลาดหลุมแก้ว ๓ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๒/๒ เรียกประชุมใหญ่วิสามัญนั้น เป็นการกระทำในฐานะเจ้าของร่วมอาคารชุดดังกล่าวเช่นเดียวกับเจ้าของร่วมทั่วไปซึ่งเป็นเอกชน มิได้เป็นการใช้อำนาจหรือจัดทำบริการสาธารณะตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ การประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ ของนิติบุคคลอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรลาดหลุมแก้ว ๓ จำเลยที่ ๑ และมติที่ประชุมที่แต่งตั้ง หจก. ท. เป็นผู้จัดการนิติบุคคลแทน จึงเป็นกิจการของเอกชน มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองเพื่อดำเนินกิจการทางปกครอง ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรลาดหลุมแก้ว ๓ จำเลยที่ ๑ การเคหะแห่งชาติ จำเลยที่ ๒ และนาย ก. จำเลยที่ ๓ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ ของจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ และขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวในวาระที่ ๓ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องโดยมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้กรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเพิกถอนการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลและกรรมการนิติบุคคลจำเลยที่ ๑ นั้น แม้จะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แต่การที่จะพิจารณาว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาการจัดประชุมวิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ และมติที่ประชุมเสียก่อนว่า เป็นการประชุมและมติที่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ ทั้งเจตนารมณ์ของโจทก์ทั้งสองในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อจะทำลายมติที่ประชุมเจ้าของร่วมอาคารชุดจำเลยที่ ๑ ในการประชุมวิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่ง ส่วนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด เป็นเพียงผลของการพิจารณาว่าการประชุมใหญ่และมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมในอาคารชุดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น คดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาพิพากษาพร้อมกันไปในศาลเดียวกันที่ศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยอาคารชุด พ.ศ. 2554
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดปทุมธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง ฐ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดบ้าน อ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2566
#693644
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา ที่ ๑ กรมปศุสัตว์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค สำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันสัญญา ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างล่าช้าจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานที่รับจ้างได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนเงินค้ำประกันสัญญาที่ริบไปพร้อมดอกเบี้ย กับชำระค่างานในส่วนที่ได้ก่อสร้างไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย

คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค สำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ และเมื่อพิจารณาสัญญาพิพาทดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงว่าจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค สำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ เพื่อใช้ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคสำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์เพื่อป้องกันโรคระบาดอันเกิดจากสัตว์เป็นพาหะตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2557
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 47/2566
#686578
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำความผิดประสงค์ต่อผลในการหลอกลวงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง เมื่อคดีนี้ไม่มีการสืบพยานจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไปทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะชักชวนบุคคลทั่วไปให้นำเงินมาลงทุนกับจำเลยและพวก และหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยหลายครั้งตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายฟ้อง ซึ่งในแต่ละข้อที่โจทก์แยกบรรยายมานั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยกับพวกดังกล่าว และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยกับพวก แม้การโอนเงินของผู้เสียหายดังกล่าวจะกระทำหลายคราว แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรก ซึ่งไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่ จึงต้องฟังว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหาย ถึงจะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 4,450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวม 10 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงิน 4,450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก เป็นการกระทำโดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้เงินหรือทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกลวง โดยผู้กระทำความผิดมีเจตนาให้เกิดผลต่อผู้ถูกหลอกลวงจึงเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อและมอบเงินหรือทรัพย์สินให้แก่ผู้กระทำความผิด ส่วนจะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำความผิดประสงค์ต่อผลในการหลอกลวงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง เมื่อคดีนี้ไม่มีการสืบพยานจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไปทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะชักชวนบุคคลทั่วไปให้นำเงินมาลงทุนกับจำเลยและพวก และหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของร้านจำหน่ายเพชร ชื่อร้านเพชรธันวา และชักชวนให้ลงทุนกับร้านเพชร โดยจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมากไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละสิบถึงร้อยละร้อยของจำนวนเงินลงทุนในแต่ละครั้งต่อระยะเวลาสิบห้าวันถึงประมาณสามเดือนตามแต่ที่จะตกลงกันในแต่ละครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยหลายครั้ง ตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายในฟ้อง ซึ่งในแต่ละข้อที่โจทก์แยกบรรยายมานั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยกับพวกดังกล่าวและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยกับพวก ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ถูกหลอกลวงไป แม้การโอนเงินของผู้เสียหายดังกล่าวจะกระทำหลายคราวแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรกซึ่งไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหาย ถึงจะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน ไม่ใช่ความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยกับพวกดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวนงนุช มนูสุทธิพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย เงารุ่งเรือง
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
โสภณ พรหมสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 46/2566
#691941
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีขุดตักดินที่ถมลงไปในคลองสาธารณประโยชน์ ทั้งที่เป็นที่ดินในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองสาธารณประโยชน์ตั้งแต่ช่วงคลองที่ติดกับที่ดินผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีคลองสาธารณประโยชน์ไหลผ่านกลาง เมื่อถูกน้ำกัดเซาะที่ดินพังทลายกลายเป็นคลองมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันเกินกว่า ๑๐ ปี จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีถมดินลงไปโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๗ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีขุดตักดินที่ได้ถมลงไป จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ผู้ฟ้องคดีขุดตักดินที่ถมลงไป ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า พื้นที่ที่ผู้ฟ้องคดีถมดินลงไป เป็นที่ดินในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือคลองสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ผู้ฟ้องคดี — นาย ข.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานครปฐม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2566
#693643
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โจทก์ เป็นราชการในส่วนกลาง สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยื่นฟ้อง นาง อ. จำเลยซึ่งเคยเป็นข้าราชการสังกัดโจทก์สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยไล่จำเลยออกจากราชการ ขอให้จำเลยคืนเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัด อย่างไรก็ตาม คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใดหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้นมิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2566
#692624
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่นาย ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร ที่ ๑ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า คำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมอนุสิทธิบัตรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนต่ออายุอนุสิทธิบัตรตามคำขอของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมอนุสิทธิบัตรและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยืน ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าว กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนต่ออายุอนุสิทธิบัตรตามคำขอของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โดยที่การพิจารณาและออกคำสั่งเกี่ยวกับการขอต่ออายุอนุสิทธิบัตร การชำระค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมเพิ่ม และการขยายกำหนดเวลาชำระค่าธรรมเนียม ได้ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งถือเป็นกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในอนุสิทธิบัตร ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในอนุสิทธิบัตร อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ อันเป็นข้อยกเว้นให้คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลทรัพย์สินทางปัญญากลางและการค้ารระหว่างประเทศกลาง
ผู้ฟ้องคดี — นาย ธ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2566
#700609
เปิดฉบับเต็ม

ถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าโจทก์ขณะที่มีข้อโต้เถียงกันในระหว่างการไกล่เกลี่ยคดีอื่นอันมิใช่ข้อเท็จจริงที่คู่ความคดีดังกล่าวนำมาเป็นข้อพิจารณาในคดีนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยของผู้ประนีประนอมในศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวจึงนำถ้อยคำที่จำเลยแถลงระหว่างการไกล่เกลี่ยนั้นมาอ้างอิงหรือนำสืบเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ต่อศาลในคดีนี้ได้ ไม่ถือว่าเป็นความลับอันต้องห้ามตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ย พ.ศ. 2554 ข้อเท็จจริงดังกล่าวนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ภายใต้บังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 85

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ถอนการให้ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 94229 และสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 402 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวครึ่งหนึ่งคืนโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางกาญจนา มีบุตร 4 คน รวมนางสาวสุวิมล และจำเลย ระหว่างสมรสนางกาญจนาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 94229 94230 และ 102570 โดยระบุชื่อนางกาญจนาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว และนางกาญจนายื่นคำขออนุญาตสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 56/413 ต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 402 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 94229 และ 102570 วันที่ 22 เมษายน 2542 นางกาญจนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 94230 ให้แก่นางสาวสุวิมล วันที่ 9 มิถุนายน 2560 นางกาญจนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 94229 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยโดยเสน่หาตามหนังสือสัญญาให้ และวันที่ 8 มีนาคม 2561 นางกาญจนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 102570 ให้แก่นางสาวสุวิมล นางกาญจนาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 นางสาวสุวิมลเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่ปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของนางสาวสุวิมลทั้งสองแปลงดังกล่าวตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1376/2562 ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวในวันที่ 9 ตุลาคม 2562 และวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 ผู้ประนีประนอมไกล่เกลี่ยโดยมีโจทก์ จำเลย นางสาวสุวิมล และทนายความของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมในการไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ถ้อยคำของจำเลยที่แถลงในระหว่างการไกล่เกลี่ยคดีอื่นในศาลชั้นต้น มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ผู้ให้อย่างร้ายแรงหรือไม่ และโจทก์จะอ้างอิงถ้อยคำดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ในคดีนี้ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณเป็นเหตุให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) ได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความจะนำมาพิจารณาในชั้นพิจารณาของศาลได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นกับสภาพของข้อเท็จจริงแต่ละราย หากข้อเท็จจริงใดเป็นเรื่องที่คู่ความประสงค์จะให้เป็นข้อพิจารณาโดยแท้ในชั้นไกล่เกลี่ยซึ่งเป็นกระบวนการที่อาศัยความจริงใจของคู่กรณีที่แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะหาทางระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงกัน ข้อมูลบางอย่างอาจเป็นคุณเป็นโทษต่อเจ้าของข้อมูล ข้อมูลเช่นนี้ก็ไม่อาจนำมาใช้อ้างอิงในภายหลังได้ มิฉะนั้นจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของคู่กรณีต่อระบบการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทที่ต่อไปคู่กรณีอาจไม่เปิดเผยข้อมูลแก่กันเพื่อหาทางระงับคดี แต่ถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าโจทก์ในขณะที่มีข้อโต้เถียงกันในระหว่างการไกล่เกลี่ยคดีฟ้องขับไล่คดีอื่นว่า "ทรัพย์สินทั้งหมดแม่เป็นคนหามาคนเดียว พ่อไม่ได้ทำอะไรเลย เอาแต่เที่ยวกลางคืนใช้เงินที่แม่หาไปวัน ๆ พ่อเป็นแค่คนขับรถเท่านั้น ไม่เคยช่วยทำมาหากิน" หาใช่ข้อเท็จจริงที่คู่ความในคดีดังกล่าว คือ นางสุวิมลและจำเลยนำมาเป็นข้อพิจารณาว่าจำเลยต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของนางสุวิมลหรือไม่ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่เข้าร่วมในการไกล่เกลี่ยของผู้ประนีประนอมในศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวจึงนำถ้อยคำที่จำเลยแถลงในระหว่างการไกล่เกลี่ยมาอ้างอิงหรือนำสืบเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ต่อศาลในคดีนี้ได้ ไม่ถือว่าเป็นความลับอันต้องห้ามตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ย พ.ศ. 2554 ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ภายใต้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 85 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลักษณะของคำกล่าวของจำเลยประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดี ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นจากประสบการณ์ของจำเลยโดยไม่มีสัมมาคารวะและไม่เคารพยำเกรงโจทก์ผู้เป็นบิดา หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวชมพูนุท ประเสริฐศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 43/2566
#691942
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันนำลวดหนามซึ่งใช้ในราชการทหารหรือลวดหนามหีบเพลงกีดขวางปิดกั้นทางเข้าออก ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกได้ ซึ่งภายในพื้นที่พิพาทมีทรัพย์สินของโจทก์และบ้านพักคนงานโจทก์ เป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — พันจ่าเอกหรือนาย ร. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 42/2566
#689157
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินมีข้อความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 10653 และบ้านเลขที่ 335 ให้ตกเป็นของโจทก์ ส่วนบ้านเลขที่ 426/2 ตกเป็นของจำเลย โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ด้วย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมีบ้าน 2 หลัง เป็นสินสมรสเป็นที่อยู่อาศัย และจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรหลังจากจดทะเบียนหย่า ประกอบกับข้อความท้ายหนังสือแบ่งทรัพย์สินระบุว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่มีการเรียกร้องสิทธิใด ๆ หลังจากนี้ไม่ว่าจะกรณีใด เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินโดยมีเจตนาเพื่อแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือสินสมรสให้แล้วเสร็จไปทั้งหมด โดยให้โจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของบ้านคนละหลังรวมถึงการเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์มั่นคงต่อไปในอนาคตด้วย ทั้งที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 มีชื่อ จ. เป็นเจ้าของโดยยังไม่มีการแบ่งแยกเอกสารสิทธิ ทำให้มีเหตุผลน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยไม่อาจระบุถึงรายละเอียดของที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ในหนังสือแบ่งทรัพย์สินได้ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร จึงไม่น่าเชื่อว่า ในการทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินโจทก์และจำเลยจะมีเจตนาให้คงเหลือที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ไว้โดยมิได้ตกลงแบ่งกันให้แล้วเสร็จไปในคราวเดียวโดยไม่มีเหตุผล เชื่อว่าโจทก์และจำเลยตกลงยกบ้านเลขที่ 426/2 รวมถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านให้แก่จำเลยตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรส ได้แก่ บ้านเลขที่ 335 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10653 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 เนื้อที่ 1 งาน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 426/2 รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า และรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ 1,863,000 บาท หรือนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 เนื้อที่ 1 งาน อันเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย ให้โจทก์และจำเลยได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งระหว่างโจทก์และจำเลย หากการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวโดยวิธีประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลย ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 เนื้อที่ 1 งาน มาแบ่งให้แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 120 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2548 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสกันวันที่ 8 มกราคม 2552 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง พ. โจทก์และจำเลยมีสินสมรส คือ บ้านเลขที่ 335 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10653 บ้านเลขที่ 426/2 ปลูกสร้างบนที่ดินเนื้อที่ 1 งาน เป็นที่ดินส่วนหนึ่งตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 2226 ซึ่งมีชื่อนาย จ. เป็นเจ้าของ และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า 1 คัน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่า และวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โจทก์และจำเลยทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวพร้อมลงลายมือชื่อในหนังสือแบ่งทรัพย์สิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้นำที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 มาแบ่งให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า หนังสือแบ่งทรัพย์สินมีข้อความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 10653 บ้านเลขที่ 335 และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ให้ตกเป็นของโจทก์ ส่วนบ้านเลขที่ 426/2 ตกเป็นของจำเลยโดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งานตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ด้วย แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่โจทก์เบิกความว่า หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้ว โจทก์และจำเลยเคยพูดคุยเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสโดยจำเลยบอกว่าจะแบ่งบ้านที่จังหวัดน่าน รถและที่ดินให้แก่โจทก์สอดคล้องกับที่ระบุไว้ตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินประกอบกับข้อความท้ายหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวระบุว่าหนังสือแบ่งทรัพย์สินฉบับนี้ร่างขึ้นโดยทั้งสองฝ่ายยินยอมตามรายการที่บันทึกข้างต้นและจะไม่มีการเรียกร้องสิทธิใด ๆ หลังจากนี้ไม่ว่าจะกรณีใด โดยโจทก์และจำเลยมีบ้าน 2 หลังอันเป็นสินสมรสเป็นที่อยู่อาศัยและตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวระบุเพียงว่าให้บ้านเลขที่บ้านเลขที่ 335 ตกเป็นของโจทก์ ส่วนบ้านเลขที่ 426/2 ตกเป็นของจำเลย โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านทั้งสองหลัง ทั้งได้ความจากจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรหลังจากจดทะเบียนหย่า ทำให้เชื่อได้ว่าโจทก์และจำเลยทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือสินสมรสให้แล้วเสร็จไปทั้งหมดโดยให้โจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของบ้านคนละหลังรวมถึงการเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์มั่นคงต่อไปในอนาคตด้วย การที่บ้านเลขที่ 426/2 ที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินเนื้อที่ 1 งาน อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ยังมีชื่อนาย จ. เป็นเจ้าของโดยยังไม่มีการแบ่งแยกเอกสารสิทธิออกมาว่าที่ดินเนื้อที่ 1 งานดังกล่าวเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่เท่าไร ทำให้มีเหตุผลน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยไม่อาจระบุถึงรายละเอียดของที่ดินเนื้อที่ 1 งานซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ในหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่าในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร จึงไม่น่าเชื่อว่า ในการทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์และจำเลยจะมีเจตนาให้คงเหลือที่ดินเนื้อที่ 1 งานตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ไว้โดยมิได้ตกลงแบ่งกันให้แล้วเสร็จไปในคราวเดียวโดยไม่มีเหตุผล ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยตกลงยกบ้านเลขที่ 426/2 รวมถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งาน เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านให้แก่จำเลยตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้นำที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ดังกล่าวมาแบ่งให้แก่โจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก — นางสาวชิตาพันธุ์ ปุรณะพรรค์
- นายอมรรัตน์ กริยาผล
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
อโนชา ชีวิตโสภณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 42/2566
#692623
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ที่ ๘ และที่ ๙ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๐ - ๑๒ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันทำสิ่งกีดขวางปิดกั้นทางเข้าออกและข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานของโจทก์ออกจากพื้นที่ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — นาวาโทหรือนาย ว. ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2566
#693648
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ที่ ๘ และที่ ๙ ซึ่งเป็นเอกชน โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๕ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันทำสิ่งกีดขวางปิดกั้นทางเข้าออก อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องจึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — นาวาโทหรือนาย ว. ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2566
#693646
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ และที่ ๖ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งหกกับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานของโจทก์ออกจากพื้นที่ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

39395406032500

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — พลเรือตรีหรือนาย ธ. ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2566
#690538
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) (เดิม) ที่มีข้อความว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" นั้น เป็นคำขยายคำว่า "ชื่อในทางการค้า" เท่านั้น มิได้รวมไปถึงชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาด้วย ประกอบกับเจตนารมณ์ของมาตรา 7 วรรคหนึ่ง มุ่งหมายจะคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนในลักษณะต้องเป็นเครื่องหมายที่ใช้ประโยชน์ในการแยกแยะความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเพื่อมิให้สาธารณชนเกิดความสับสนหรือหลงผิดในการเลือกซื้อสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่นแล้ว ส่วนเหตุผลและเจตนารมณ์ของกฎหมายอื่นที่ถูกยกเลิกไปแล้ว และการใช้ถ้อยคำรวมถึงการจัดวางตำแหน่งของคำตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เองต่างจากเดิมจึงไม่อาจอ้างการตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเดิมได้ ดังนั้น หากชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าเป็นชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา และมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่นแม้ไม่ได้แสดงโดยลักษณะพิเศษแล้ว ย่อมถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ดังนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า ซึ่งมีที่มาจากชื่อของ ค. นักออกแบบชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งโจทก์ ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์อันเป็นชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดา เมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมแล้วไม่ปรากฏว่าเป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาของประชาชนในประเทศไทย กับคำดังกล่าวมิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรงแล้ว จึงย่อมมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้แตกต่างไปจากสินค้าอื่นและมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองโดยไม่จำต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 902740 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ.0704/7242 และที่ พณ.0704/3836 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 186/2561 เฉพาะส่วนที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 902740 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 186/2561 ในส่วนประเด็นพิพาท และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 902740 ของโจทก์ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของสหราชอาณาจักร จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2556 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 รายการสินค้า 45 รายการ เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าหูหิ้ว กระเป๋าใส่เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใส่สัมภาระ ฉลากหรือป้ายติดกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใส่เงิน ที่ใส่นามบัตรทำด้วยหนัง กระเป๋าใส่กุญแจ กระเป๋าเอกสาร เป้สะพายหลัง กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ถุงทำด้วยหนัง ร่ม ไม้เท้า เสื้อผ้าสำหรับสัตว์ เครื่องอานม้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วและที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ก่อน โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยื่นคำชี้แจงและส่งหลักฐานต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ชี้แจงและส่งหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาคำอุทธรณ์และหนังสือนำส่งเอกสารหลักฐานและคำชี้แจงของโจทก์แล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วและที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ก่อน แต่โจทก์ยอมรับว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นชื่อนักออกแบบแฟชั่นที่มีชื่อเสียงในวงการแฟชั่นเครื่องแต่งกาย เมื่อโจทก์นำชื่อตัวและชื่อสกุลมายื่นขอจดทะเบียนในลักษณะเป็นอักษรโรมันที่ใช้กันอยู่ทั่วไปและไม่ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะตัวอักษรที่ผิดแผกไปจากตัวอักษรเดิมอย่างไร นับว่าเป็นชื่อตัวชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้แสดงโดยลักษณะพิเศษ ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่งไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่นตามมาตรา 7 วรรคสาม จึงมีมติให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 902740 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) คำว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" ขยายความรวมถึงเครื่องหมายที่เป็นชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาด้วย เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้แสดงโดยลักษณะพิเศษ จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันพึงรับจดทะเบียนได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ (1) ชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา ชื่อเต็มของนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หรือชื่อในทางการค้าที่แสดงโดยลักษณะพิเศษและไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง..." จากบทบัญญัติดังกล่าว ข้อความว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" เป็นคำขยายของคำว่า "ชื่อในทางการค้า" เท่านั้น มิได้รวมไปถึงชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาด้วยประกอบกับเจตนารมณ์โดยทั่วไปของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง มุ่งหมายจะคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนในลักษณะต้องเป็นเครื่องหมายที่ใช้ประโยชน์ในการแยกแยะความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำหนดของสินค้าเพื่อมิให้สาธารณชนเกิดความสับสนหรือหลงผิดในการเลือกซื้อสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น แม้จำเลยฎีกาอ้างถึงพระราชบัญญัติลักษณะเครื่องหมายและยี่ห้อการค้าขาย พ.ศ. 2457 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 4 มาประกอบเหตุผลในการพิจารณาเจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แต่เมื่อกฎหมายทั้งสองฉบับที่จำเลยอ้างได้ถูกยกเลิกแล้ว และการใช้ถ้อยคำรวมถึงการจัดวางตำแหน่งของคำตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ก็แตกต่างจากกฎหมายเดิม การตีความตามเจตนารมณ์โดยอ้างถึงกฎหมายเดิมของจำเลยดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น หากชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าเป็นชื่อตัว และชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา และมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น แม้ไม่ได้แสดงโดยลักษณะพิเศษ ก็ถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ เมื่อคดีนี้โจทก์มีนางดารานีย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า มีที่มาจากชื่อของนาย ค. นักออกแบบชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโจทก์ ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดา และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคำดังกล่าวเมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมแล้วเป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาของประชาชนในประเทศไทยทั้งคำดังกล่าวก็มิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง ย่อมมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษอีก เครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 902740 ของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) (เดิม) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าจนแพร่หลายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) หรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจากโจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามาด้วย แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 186/2561 ในส่วนประเด็นที่พิพาท และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ.0704/7242 และที่ พณ.0704/3836 ด้วย จึงเห็นควรแก้ไขโดยให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ.0704/7242 และที่ พณ.0704/3836 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ค.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธีร์รัฐ บุนนาค
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
สุวิชา นาควัชระ
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 39/2566
#695974
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ ผู้ร้องอ้างว่า คำพิพากษาศาลฎีกาสองเรื่องขัดแย้งกัน ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีล้มละลาย ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาสองเรื่องพิพากษาขัดแย้งกันเอง ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรมขัดแย้งกันเอง จึงมิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาได้

คำร้องของบมจ. ท. ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๙ (๒) ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บมจ. ท.
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 38/2566
#692622
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ ผู้ร้องอ้างว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกาขัดแย้งกัน ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลอุทธรณ์กับศาลฎีกาที่พิพากษาขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรมขัดแย้งกันเอง จึงมิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาได้คำร้องของบมจ. ท. ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๙ (๒) ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท. จำกัด (มหาชน)
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2566
#721452
เปิดฉบับเต็ม

แม้พยานหลักฐานในคดีนี้ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการค้า แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเป็นที่ยุติว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกยึดไว้เป็นของกลางตามฟ้องนั้น คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ทั้งตามรายละเอียดการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวก็พบว่า มีข้อมูลงานที่บันทึกไว้จากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ล่าสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ก่อนวันเข้าตรวจค้น 2 วัน ดังนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องริบตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 75

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 30, 69, 74, 75, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ซ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) ให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้รับชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบของกลาง และยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย และให้คืนเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางแก่จำเลยที่ 1 กับยกคำขอเกี่ยวกับการจ่ายเงินที่ชำระเป็นค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย และเป็นผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์และคู่มือแนะนำสำหรับผู้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นโปรแกรมประเภทออกแบบเครื่องขึ้นรูปพลาสติกต่าง ๆ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ร. ประกอบธุรกิจทำแม่พิมพ์พลาสติก มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2560 ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วม วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมพร้อมเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปตรวจค้นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ตามหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม บันทึกลงในหน่วยความจำ (ฮาร์ดดิสก์) เปิดใช้งานภายในสำนักงานของจำเลยที่ 1 จำนวน 1 เครื่อง เจ้าพนักงานตำรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไว้เป็นของกลางและแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยทั้งสองตามฟ้อง ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบคงรับฟังได้เพียงว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง มีการเข้าตรวจค้นสำนักงานของจำเลยที่ 1 และพบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 และมีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวโดยมีข้อมูลงานที่มีการออกแบบประมาณ 800 งาน บันทึกอยู่เท่านั้น แต่ในข้อนี้จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ในทำนองว่า สำนักงานของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ร. มีเนื้อที่ 19 ไร่เศษ มีอาคารที่ทำการ 1 อาคาร และโรงอาหารอีก 1 อาคาร อาคารที่ทำการมี 2 ชั้นครึ่ง ขณะเบิกความจำเลยที่ 1 มีพนักงาน 331 คน ภายในโรงงานมีการใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมดกว่า 60 เครื่อง นายพีระพจน์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นเป็นผู้ไปติดตั้งโปรแกรมลงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 เองโดยพลการ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รู้เห็นด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาแผนที่ตั้งแสดงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมประกอบคำเบิกความของนายธีระพงษ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วม และนายกฤษฎาผู้ตรวจสอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วได้ความว่า ห้องที่ตรวจสอบพบโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมนั้น คือ ห้องของฝ่ายออกแบบ ภายในมีคอมพิวเตอร์ทั้งหมด 3 เครื่อง โดยเครื่องที่ 1 อยู่บริเวณประตูทางเข้า และเมื่อเดินเข้าไปภายในจะพบคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 และที่ 3 อยู่ติดกับเครื่องจักรสำหรับผลิตแม่พิมพ์พลาสติก ห้องดังกล่าวมีเครื่องจักรทั้งสิ้น 2 เครื่อง และตามรายงานการตรวจโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ความว่า คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม โดยติดตั้งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 ส่วนเครื่องที่ 2 ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) ที่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมอย่างถูกต้อง โดยติดตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 และเครื่องที่ 3 ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 10.0 (NX 10.0) ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องเช่นกัน โดยติดตั้งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2559 จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า การที่ห้องฝ่ายออกแบบของจำเลยที่ 1 มีเครื่องจักรสำหรับผลิตแม่พิมพ์พลาสติก 2 เครื่อง ซึ่งอยู่ภายในติดกับคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ภายในเช่นกัน และเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสองเครื่องดังกล่าวนั้นต่างติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องทั้งสองโปรแกรม โดยติดตั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ก่อนมีการเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ประมาณ 6 เดือน โดยเป็นรุ่น 10.0 ซึ่งใหม่กว่ารุ่น 7.5 เดิม อยู่หลายรุ่น มีเพียงคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ซึ่งอยู่ตรงประตูห้องเท่านั้นที่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและอยู่ห่างจากเครื่องจักรทั้งสอง ทั้งเมื่อพิจารณารายงานข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์ รูปภาพ และรายละเอียดการใช้โปรแกรมฯ เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 1 ก็ไม่พบการใช้งานเชื่อมโยงต่อกับเครื่องจักรทั้งสอง จากข้อเท็จจริงข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมของอาคารสถานที่ทำการ จำนวนพนักงาน และเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องจักรภายในห้องฝ่ายออกแบบ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้ง การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 รวมถึงจำเลยที่ 1 อาจไม่ทราบว่าคอมพิวเตอร์เครื่องดังกล่าวจากทั้งหมดกว่า 60 เครื่อง ในสำนักงานถูกติดตั้งโปรแกรมอันละเมิดลิขสิทธิ์โดยพนักงานของตนโดยพลการนั้น ย่อมมีความเป็นไปได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า แม้คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 จะไม่เชื่อมต่อกับเครื่องจักรก็สามารถบันทึกข้อมูลลงสื่อบันทึกข้อมูลแล้วนำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่เชื่อมโยงกับเครื่องจักรได้ และตามรายละเอียดการใช้โปรแกรมฯ เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 1 ยังพบว่าข้อมูลงานจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) ที่บันทึกในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 นั้น ล้วนเป็นชื่อนายสมเดชซึ่งเป็นหัวหน้างานฝ่ายออกแบบโดยไม่มีชื่อนายพีระพจน์ แต่กลับปรากฏชื่อนายพีระพจน์บันทึกข้อมูลงานในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 3 ทั้งเมื่อมีการดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองกลับให้นายพีระพจน์ยื่นใบลาออกได้ โดยไม่มีการตั้งกรรมการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีแก่นายพีระพจน์และนายสมเดชแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับผลประโยชน์จากการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว และถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อให้เกิดการกระทำผิดละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายแล้วนั้น เห็นว่า แม้จะสามารถบันทึกข้อมูลงานลงสื่อบันทึกข้อมูลแล้วนำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับเครื่องจักรได้ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่จากรายละเอียดการใช้โปรแกรมฯ เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 2 และ 3 ประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ไม่พบว่ามีข้อมูลงานที่บันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ปรากฏซ้ำหรือแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 หรือที่ 3 ซึ่งเชื่อมต่อกับเครื่องจักรทั้งสองแต่อย่างใด ฎีกาในส่วนนี้จึงเป็นเพียงความคาดคะเนของโจทก์เท่านั้น นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังนำสืบว่า ภายหลังการเข้าตรวจค้นจึงทราบว่ามีพนักงานที่จำเลยที่ 1 เพิ่งรับเข้ามาทำงานได้ไม่นานนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมาติดตั้งเองโดยพลการ โดยพนักงานคนดังกล่าวก็คือนายพีระพจน์ เมื่อพิจารณาใบสมัครงานและใบลาออกพบว่า มีการอนุมัติรับนายพีระพจน์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 และอนุมัติให้ลาออกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรายงานการตรวจโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พบว่ามีการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 หรือประมาณ 1 ปี หลังจากที่รับนายพีระพจน์เข้าทำงาน ก็สอดคล้องกับที่จำเลยทั้งสองให้การว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวติดตั้งโดยพนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาได้ไม่นาน และต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นที่ทำการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 นายพีระพจน์ก็ได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 โดยนายพีระพจน์เบิกความว่า สาเหตุที่ระบุในใบลาออกว่าต้องการไปต่างจังหวัดก็เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ต้องการตัดอนาคตของตนในการไปสมัครงานที่อื่น ซึ่งเมื่อพิจารณาช่วงระยะเวลาที่นายพีระพจน์ลาออกหลังเกิดเหตุแล้วประมาณ 2 เดือนเศษ กับเหตุผลตามที่นายพีระพจน์เบิกความก็ถือเป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้ ไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธอันจะถึงขนาดให้ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวกลับแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการให้นายพีระพจน์ออกจากงานแล้ว มิได้เพิกเฉยต่อการกระทำของนายพีระพจน์ดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่โจทก์อ้างว่าข้อมูลงานจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ล้วนเป็นชื่อนายสมเดชโดยไม่มีชื่อนายพีระพจน์ และปรากฏชื่อนายพีระพจน์บันทึกข้อมูลงานในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 3 ซึ่งติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องนั้น ก็อาจเป็นเพราะนายพีระพจน์ทราบว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 เป็นการติดตั้งที่ไม่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องจึงไม่บันทึกงานไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ส่วนนายสมเดชแม้เป็นหัวหน้างานในห้องดังกล่าวแต่ก็อาจไม่ทราบเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่านายสมเดชมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดหาโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือไม่ คงได้ความตามที่นางสาวพิมพ์ณารา เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า โดยปกติหัวหน้าแผนกหรือหัวหน้างานจะสั่งซื้อสิ่งของที่ใช้ในการทำงานได้หรือไม่จะขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้า หากมูลค่าไม่มากสามารถสั่งได้เอง แต่หากมูลค่าสูง เช่น ราคา 1,000,000 บาท ต้องมีการเสนอกรรมการบริษัท ซึ่งในประเด็นนี้ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมเบิกความถึงมูลค่าของโปรแกรมเอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) ไว้ว่า เริ่มต้นที่ประมาณ 800,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ชัดแจ้งว่านายสมเดชมีหน้าที่ในการซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือไม่ ดังนี้ ลำพังการที่ปรากฏชื่อนายสมเดชบันทึกงานในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 โดยไม่ปรากฏชื่อนายพีระพจน์ หรือการที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการสอบสวนหรือลงโทษนายสมเดช จึงยังไม่ถึงขนาดที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นกับการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยทั้งสองมีนายพีระพจน์มาเป็นพยานเบิกความยืนยันถึงการกระทำดังกล่าวด้วยตนเอง โดยในขณะเบิกความต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นั้น เป็นเวลาหลังจากนายพีระพจน์ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามใบลาออกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 แล้ว ถึง 2 ปีเศษ นายพีระพจน์ย่อมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยทั้งสองอีกในการที่จะต้องเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยทั้งสองหรือในลักษณะที่อาจเป็นผลร้ายแก่ตนเอง คำเบิกความของนายพีระพจน์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งในการตรวจค้นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 รวมถึงตัวจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ขัดขวางไม่ให้ความร่วมมือ และจำเลยทั้งสองก็ให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น โดยให้เหตุผลสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันกับที่ได้ให้การไว้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดนอกจากนี้มานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองสั่งการหรือรู้เห็นในการที่พนักงานของจำเลยที่ 1 ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวลงเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมาจึงยังไม่สามารถรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ชอบเนื่องจากวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ยกฟ้อง โดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในอัตราสูงสุด และลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในส่วนนี้อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางเป็นสิ่งที่ต้องริบหรือไม่ เห็นว่า แม้พยานหลักฐานในคดีนี้ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเป็นที่ยุติว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกยึดไว้เป็นของกลางตามฟ้องนั้น คือ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ซึ่งติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ทั้งตามรายละเอียดการใช้โปรแกรมฯ เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 1 ก็พบว่า มีข้อมูลงานที่บันทึกไว้จากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวล่าสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ก่อนวันเข้าตรวจค้น 2 วัน ดังนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องริบตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 75 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้คืนเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้คงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 30 (1) ม. 69 วรรคสอง ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — ซ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสักกพันธุ์ จิตรจง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 37/2566
#692582
เปิดฉบับเต็ม

แม้องค์การบริหารส่วนตำบลตะกุดไร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ส่วนกองบัญชาการกองทัพไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นส่วนราชการตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้ก่อสร้างถนนสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนใช้สอยร่วมกันและเป็นการซ่อมทางผิวจราจรลูกรังเดิมที่มีอยู่แล้วมิได้ทำถนนขึ้นใหม่ จึงมิได้บุกรุกที่ดินของราษฎรแต่อย่างใด กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจเข้าไปดำเนินการซ่อมทางผิวจราจรโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ค. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลตะกุดไร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 36/2566
#691911
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาย ว. ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๓๗ คน ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ที่ ๔ นายอำเภอเมืองสระบุรี ที่ ๕ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลาไหล ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง ต่อมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๕๓ ไว้พิจารณา โดยคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕๒ และผู้ฟ้องคดีที่ ๕๔ ถึงที่ ๑๓๗ เป็นราษฎรในตำบลหนองปลาไหล ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๔๑๕ ให้แก่ พันโท ส. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการสมยอมกันรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาททับที่สาธารณประโยชน์ (ป่าช้าหนองแต้หรือป่าเฮี้ยว) และทางสาธารณประโยชน์ที่ใช้เป็นทางเข้าออกป่าช้า ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดคนได้มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกมิได้แจ้งผลการดำเนินการตามข้อร้องเรียน จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับทางเข้าหรือถนนและที่สาธารณประโยชน์ (ป่าช้าหนองแต้หรือป่าเฮี้ยว) ตามอำนาจหน้าที่ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาที่สาธารณะ โดยเฉพาะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การสรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ แต่การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๔๑๕ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ทั้งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๒๒๘/๒๕๕๓ วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของเอกชน ไม่ใช่ที่สาธารณะ ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นประเด็นเกี่ยวกับการฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหก ว่าละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสระบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ว. ที่ 1 กับพวกรวม 137 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกรัฐมนตรี ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ