คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10984/2551
#500910
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำร้องและอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวเนื่องกับคำสั่งไม่รับฎีกา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้พิจารณาก็ตามแต่ในที่สุดศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์คำสั่งได้ จึงไม่มีการรับฎีกาของจำเลย ต้องถือว่าคดีถึงที่สุดเมื่อระยะเวลายื่นฎีกาได้สิ้นสุดลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 อันเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 คดีจึงถึงที่สุดวันที่ 4 กรกฎาคม 2548

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 จำเลยยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน จึงไม่รับฎีกา แล้วศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดดังกล่าวและอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยยื่นคำร้องขอยกเลิกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง เพื่อให้คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ได้ จำหน่ายคดี ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลย ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟัง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550 และออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 1 มิถุนายน 2550 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ไขข้อผิดพลาด โดยขอให้ใช้หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับเดิม เพื่อให้จำเลยได้รับสิทธิพักการลงโทษและได้รับการพระราชทานอภัยโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำร้องและอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวเนื่องกับคำสั่งไม่รับฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้พิจารณาก็ตาม แต่ในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์คำสั่งได้ จึงไม่มีการรับฎีกาของจำเลยต้องถือว่าคดีถึงที่สุด เมื่อระยะเวลายื่นฎีกาได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คดีนี้ศาลจังหวัดสีคิ้ว อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 อันเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 คดีจึงถึงที่สุดวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 1 มิถุนายน 2550 นั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายมงคล งามละม้าย
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10929/2551
#501114
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 190 แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขัง แต่คำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 190 ซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ฟ้องโจทก์ฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังจึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สำหรับการกระทำความผิดฐานนี้ ศาลจะลงโทษตามบทมาตราดังกล่าวไม่ได้ แม้คู่ความมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 9 เม็ด น้ำหนัก 0.81 กรัม ไว้ในครอบครองและจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนจำนวนหนึ่ง ปริมาณไม่ปรากฏชัด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หลังจากนั้นจ่าสิบตำรวจสุวัฒน์ กับพวกจับกุมและควบคุมตัวจำเลยไว้เพื่อทำบันทึกการจับกุม แล้วจำเลยหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขัง และจำเลยต่อสู้ขัดขวางนายธวัช ผู้ซึ่งต้องช่วยจ่าสิบตำรวจสุวัฒน์กับพวกในการปฏิบัติการตามหน้าที่ติดตามจับจำเลยซึ่งหลบหนีดังกล่าวโดยจำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ณข - 81 กรุงเทพมหานคร พุ่งเข้าชนนายธวัชโดยเจตนาฆ่า จำเลยลงมือกระทำโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากรถชนไม่ถูก นายธวัชจึงไม่ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 138, 288, 289 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังของเจ้าพนักงาน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (เดิม) ประกอบมาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 1 ปี มาตรา 57 ประกอบมาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 6 เดือน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (3) ประกอบมาตรา 80 ลงโทษตามมาตรา 289 (3) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 52 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพบางข้อหา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษบางข้อหาดังกล่าวให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 15 (เดิม) ประกอบมาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) คงจำคุก 6 เดือน ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 57 ประกอบมาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) คงจำคุก 3 เดือน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 วรรคหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน รวมแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กับริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 296 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 296 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในข้อหาอื่นแล้วเป็นจำคุก 3 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จ่าสิบตำรวจสุวัฒน์ สิบตำรวจโททวน และนายธวัช ผู้ช่วยเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ได้ร่วมกันจับกุมจำเลยข้อหากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วควบคุมตัวจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์หมายเลขทะเบียน ณข - 81 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยขับมาไปยังป้อมปราบอาสาซึ่งอยู่ในซอยแสงฟ้าเพื่อทำบันทึกการจับกุม ขณะจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ภายในป้อมปราบอาสาดังกล่าว จำเลยได้หยิบกุญแจรถยนต์และหลบหนีการคุมขังไปขึ้นรถยนต์คันดังกล่าว นายธวัชซึ่งอยู่นอกป้อมได้เอาเหล็กที่กั้นรถอยู่ลงเพื่อขวางรถยนต์ของจำเลย แต่จำเลยกลับขับรถพุ่งเข้าชนเหล็กที่กั้นนั้น เป็นเหตุให้เหล็กที่กั้นกระแทกนายธวัชได้รับบาดเจ็บ มีปัญหาว่า การที่จำเลยขับรถชนเหล็กกั้นและทำให้นายธวัชได้รับบาดเจ็บนั้น จำเลยมีเจตนาฆ่านายธวัชหรือไม่มีข้อต้องวินิจฉัยก่อนว่านายธวัชยืนอยู่บริเวณใดของเหล็กกั้น ซึ่งความข้อนี้ นายธวัชเบิกความว่า เมื่อเอาเหล็กกั้นลง พยานยืนหลบอยู่ข้าง ๆ เหล็กกั้น โดยอยู่หน้าเหล็กกั้น แต่จ่าสิบตำรวจสุวัฒน์ เบิกความว่า นายธวัชยืนด้านหลังเหล็กกั้นตามที่ทำเครื่องหมายเลข 2 ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ส่วนนายเซ็น เบิกความว่านายธวัชวิ่งไปที่โคนเหล็กกั้นก่อนจากนั้นจึงวิ่งไปตรงปลายเหล็กซึ่งมีเชือกผูกอยู่เพื่อจะดึงเชือกเอาเหล็กลง ตอนที่รถชนโดยนายธวัชนั้น นายธวัชยืนอยู่ข้างขวาสุดคืออยู่ตรงปลายเหล็กกั้น และสิบตำรวจโททวนเบิกความว่า ขณะนั้นนายธวัชยืนอยู่ริมถนนข้างแผงเหล็กกั้นรถ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความแตกต่างกันถึงตำแหน่งที่นายธวัชยืนอยู่ขณะจำเลยขับรถชนเหล็กกั้น จึงฟังไม่ได้แน่ชัดว่า นายธวัชยืนอยู่ในลักษณะขวางทางที่จำเลยจะขับรถชนได้โดยตรง ในอันที่จะถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่านายธวัช จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง แต่การที่จำเลยขับรถยนต์ชนเหล็กกั้นเพื่อหลบหนีการจับกุมดังกล่าวจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาจทำให้นายธวัชได้รับอันตรายแก่กายได้ อันเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำตามหน้าที่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังแต่คำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 190 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดฟ้องโจทก์ฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังจึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สำหรับการกระทำความผิดฐานนี้ ศาลจะลงโทษตามบทมาตราดังกล่าวไม่ได้ แม้คู่ความมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 190
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายชม โชติพินิจ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10917/2551
#418381
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แล้วพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นกรณีที่ศาลรับฟังคำรับของจำเลยตามที่ให้การไว้ มิใช่รับฟังจากพยานหลักฐานการรังวัดที่ดินพิพาท การรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงไม่ผิดระเบียบในอันที่จำเลยจะร้องขอให้เพิกถอนได้ การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีทั้งหมดแล้วให้พิจารณาคดีใหม่ โดยกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่นั้น จึงมิใช่เป็นเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่อาจมีการพิจารณาคดีเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานใหม่ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านเลขที่ 16 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9116 หมู่ที่ 1 ตำบลผักไห่ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มีนาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนบ้านออกไป คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีของศาลทั้งหมด เพราะศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีการับฟังพยานหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวกับการรังวัดที่ดินของโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลได้โปรดพิจารณาพยานหลักฐานใหม่โดยให้รังวัดที่ดินของโจทก์ใหม่เนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ได้ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐานของศาลในสำนวนไม่ปรากฏว่าผิดระเบียบแต่อย่างใด ทั้งไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทมีว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านเลขที่ 16 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลรับฟังคำรับของจำเลยตามที่ให้การไว้ มิใช่รับฟังจากพยานหลักฐานการรังวัดที่ดินพิพาทดังที่จำเลยกล่าวอ้าง การรับฟังพยานหลักฐานของศาลในคดีนี้จึงไม่ผิดระเบียบในอันที่จำเลยจะร้องขอให้เพิกถอนได้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีทั้งหมดแล้วให้พิจารณาคดีใหม่ โดยกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่นั้น มิใช่เป็นเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแต่อย่างใด จึงไม่อาจมีการพิจารณาคดีเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานใหม่ของจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ ปรีชาพืช
จำเลย — นางสาวอุดม จารุจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายประพันธ์ ดลนิมิตสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10905/2551
#419912
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และ 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน คดีนี้ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษจะต้องตามมาตรา 76 (เดิม) และมาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควร การลดมาตราส่วนโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กฯ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 12 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และ 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทนคดีนี้ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษจะต้องตามมาตรา 76 (เดิม) และมาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควร การลดมาตราส่วนโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 3 ม. 76 (เดิม) ม. 75 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายชัยธวัช นาคเทศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายกิตติพงษ์ ฐาปนพันธ์นิติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10903/2551
#500735
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลย เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาในคำขอท้ายฟ้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่

ส่วนที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าทางช่องทางซึ่งผู้เป็นใจเปิดไว้ให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (4) จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

ปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองดพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลล่าง จำเลยหรือศาลฎีกาย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550 เวลากลางคืนหลังเที่ยง คนร้ายร่วมกันงัดแงะถอดกระจกหน้าต่างบานเกล็ดบ้านพัก อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสำรวย ผู้เสียหายจนเปิดออก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ แล้วเข้าไปลักเครื่องเล่มเกมเพลย์ทู 1 เครื่อง ราคา 9,700 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานโดยคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขกค เพชรบูรณ์ 526 เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเครื่องเล่นเกมและรถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง ทั้งนี้ จำเลยกับพวกเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้นระหว่างวันที่ 24 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2550 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยร่วมกับพวกรับเอาทรัพย์ของกลางไว้จากคนร้าย แล้วช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่ายและช่วยพาเอาไปเสียโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ เหตุลักทรัพย์และรับของโจร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357

จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (4) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี (ที่ถูก คำขออื่นให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (4) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ เป็นการพิพากษาเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง เนื่องจากโจทก์มิได้ระบุมาตรา 336 ทวิ มาในคำขอท้ายฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ มาในคำขอท้ายฟ้อง ก็ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ดังนั้น จะนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ มาลงโทษจำเลยไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย นอกจากนี้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าทางช่องทางซึ่งผู้เป็นใจเปิดไว้ให้ แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (4) จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโทษเสียใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักและถอดกระจกหน้าต่างบานเกล็ดบ้านพักในยามวิกาล แล้วเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านผู้เสียหายเป็นการกระทำที่อุกอาจร้ายแรง แม้ผู้เสียหายยื่นคำร้องไม่ติดใจเอาความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยอีกต่อไป ก็ยังไม่มีเหตุผลสมควรที่จะรอการลงโทษให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (4) ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายอานนท์ แป้นวงษา
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10899 -ที่ 10901/2551
#416710
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จ นับแต่จำเลยที่ 1 เริ่มพรากผู้เยาว์ขึ้นรถยนต์กระบะบริเวณหลังหอพักโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้น ไม่ถือว่าผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมรู้เห็นหรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ การที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขับรถและเรือพาจำเลยที่ 1 และผู้เยาว์ไปส่งที่บ้าน ช. เป็นระยะเวลาหลังมีการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จแล้ว ไม่ใช่ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จึงหาใช่เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 83 และ 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกให้โจทก์ และโจทก์ร่วมทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และโจทก์ร่วมตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 276, 310, 318 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโจทก์ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางจำเริญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 ที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ฐานแจ้งความเท็จ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 เดือน และฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 10 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 5 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้ยก

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จแล้ว นับแต่จำเลยที่ 1 เริ่มพรากผู้เยาว์ขึ้นรถยนต์กระบะบริเวณหลังหอพักโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้นนับแต่เวลานั้นไม่ถือว่าผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลแล้วเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมรู้เห็นหรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ และการที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขับรถและเรือพาจำเลยที่ 1 และผู้เยาว์ไปส่งที่บ้านตาชวนเป็นระยะเวลาหลังมีการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้วไม่ใช่ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จึงหาใช่เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 86

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมเฉพาะความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2574/2540 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 318
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นางจำเริญ ขำเชย
จำเลย — นายคมสัน ชื่นพลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10878/2551
#419864
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท บ. ได้สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทและมีมติให้ขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทและบุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท อันมีลักษณะเป็นการกล่าวอ้างว่ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท เมื่อปรากฏว่าบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท บ. ย่อมมีอำนาจเอาคดีนี้ขึ้นว่ากล่าวฟ้องร้องแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง และโจทก์ย่อมมีอำนาจขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินทั้ง 25 แปลง คืนให้แก่บริษัท หรือหากไม่สามารถโอนคืนก็ให้ใช้ราคาที่ดินแทนได้ เพราะการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นั้นก็จัดเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. 438 วรรคสอง แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งมิใช่กรรมการบริษัทรับผิดโอนที่ดินร่วม 19 แปลง คืนให้แก่บริษัทหรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทได้ เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 138 เลขที่ 140 เลขที่ 228 เลขที่ 248 เลขที่ 251 เลขที่ 247 เลขที่ 385 เลขที่ 406 เลขที่ 478 เลขที่ 479 และเลขที่ 480 น.ส.3 ก. เลขที่ 244 เลขที่ 247 เลขที่ 248 เลขที่ 256 เลขที่ 257 เลขที่ 258 เลขที่ 530 เลขที่ 461 เลขที่ 462 เลขที่ 1592 เลขที่ 1594 เลขที่ 1956 (ที่ถูก เลขที่ 1596) เลขที่ 245 และเลขที่ 261 ตำบลกระทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต คืนให้แก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 โอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 67 เลขที่ 246 เลขที่ 259 เลขที่ 29 (ที่ถูก เลขที่ 260) เลขที่ 262 เลขที่ 263 เลขที่ 264 เลขที่ 265 เลขที่ 267 เลขที่ 268 เลขที่ 269 เลขที่ 346 เลขที่ 403 เลขที่ 1593 เลขที่ 1595 เลขที่ 1597 เลขที่ 3886 เลขที่ 4756 และเลขที่ 4757 ตำบลกระทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต คืนให้แก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่สามารถโอนที่ดินได้ ให้ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด เป็นเงิน 260,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงแก่กรรม นางสันทนา ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 และนางสาวพัชรา บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ตามลำดับ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม นางปิยาภรณ์ ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเรียกนางอมรรัตน์และนายไพบูลย์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งแปดเป็นคดีนี้หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจฟ้องคดีของผู้ถือหุ้นในกรณีกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทว่า "ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้" คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดในข้อหาละเมิดโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวได้สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทรวม 5 ครั้ง และมีมติอนุมัติให้ขายที่ดินของบริษัทให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท และบุคคลภายนอกโดยอนุมัติขายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 25 แปลง กับขายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รวม 19 แปลง ตามที่ระบุไว้ในฟ้อง ในราคาไร่ละ 50,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดโอนที่ดินทั้ง 44 แปลงตามฟ้องคืนให้แก่บริษัท หากไม่สามารถโอนที่ดินดังกล่าวคืนได้ ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาของที่ดินทั้ง 44 แปลง ในราคาไร่ละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 260,500,000 บาท ให้แก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด ได้สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทและมีมติให้ขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท และบุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท จึงเป็นกรณีที่กล่าวอ้างว่ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท เมื่อปรากฏว่าบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด ย่อมมีอำนาจเอาคดีนี้ขึ้นว่ากล่าวฟ้องร้องแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่งดังกล่าวข้างต้น แต่โจทก์หามีอำนาจฟ้องเอาแก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัทได้ ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่งดังกล่าวบัญญัติให้อำนาจโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องร้องเอาค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทได้เฉพาะผู้ที่เป็นกรรมการบริษัทเท่านั้น

คดีนี้ตามคำขอบังคับของโจทก์อาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินมีโฉนดรวม 11 แปลง คืนให้แก่บริษัท หากไม่สามารถโอนที่ดินคืนให้แก่บริษัทได้ ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่ดินทั้ง 25 แปลงดังกล่าวในอัตราราคาไร่ละ 500,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 143,686,375 บาท แก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ส่วนแรกนี้ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นทุกประการ ที่โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินทั้ง 25 แปลงดังกล่าวคืนให้แก่บริษัท หรือหากไม่สามารถโอนคืนได้ก็ให้ใช้ราคาที่ดินได้ เพราะการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นั้นก็จัดเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสองด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โอนที่ดินคืนแก่บริษัทมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่สองเกี่ยวกับคำขอบังคับที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 นั้น โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กรรมการของบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด ได้สมคบกันประชุมมีมติให้บริษัทโอนขายที่ดิน น.ส.3 ก. ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกระทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ของบริษัทฯ ให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รวม 19 แปลงในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินและราคาอันแท้จริงในท้องตลาดมากอันเป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์ของบริษัทมาเป็นของตนเองหรือผู้ซื้อซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัทฯ และขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 โอนที่ดิน น.ส.3 ก. ทั้ง 19 แปลงดังกล่าวคืนให้แก่บริษัท หากไม่สามารถโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่บริษัทได้ ก็ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่ดินในอัตราไร่ละ 500,000 บาท เป็นเงิน 116,500,000 บาท แก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด นั้น เห็นว่า คำขอบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งมิใช่กรรมการบริษัทให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทนั้น ย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจะฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ได้ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทนั้น เฉพาะในส่วนที่ให้บังคับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทด้วยการชดใช้ราคาที่ดินทั้ง 19 แปลง เป็นเงิน 116,500,000 บาทนั้น จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นจะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ร่วมกันรับผิดแก่บริษัทดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ แต่สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 โอนที่ดินคืนให้แก่บริษัทนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ผู้ร่วมรับโอนกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันนั้น เมื่อจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 มิได้เป็นกรรมการบริษัทด้วย กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ให้ร่วมรับผิดตามคำขอส่วนนี้ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ให้ร่วมกันรับผิดโอนที่ดินทั้ง 19 แปลง คืนให้แก่บริษัทดังกล่าวได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะส่วนที่พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เกี่ยวกับคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนหรือใช้ราคาที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับโอนจากบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด รวม 25 แปลง ตามฟ้องคืนให้แก่บริษัทดังกล่าว และในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ใช้ราคาที่ดินที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รับโอนจากบริษัทดังกล่าวนั้นทั้ง 19 แปลง ตามฟ้องให้แก่บริษัทนั้นด้วย ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำละเมิดทำให้บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด และผู้ถือหุ้นรวมทั้งโจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ทั้งหมดให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคสอง ม. 1169 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิจิตร อุปัติศฤงค์
นายจเร อุปัตศฤงค์ โดยนางอมรรัตน์ กุลวานิช และ
จำเลย — นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ชวลิต ตุลยสิงห์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10878/2551
#500712
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้เป็นกรรมการบริษัทที่ทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัทได้ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท บ. สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทและมีมติให้ขายที่ดินของบริษัทให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทและบุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท เมื่อบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท บ. ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการได้แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัท บ.

ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินคืนให้แก่บริษัทหากโอนคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่ดินนั้นเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง เพราะการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ก็จัดเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด ส่วนโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 สมคบกันประชุมกรรมการบริษัทรวม 5 ครั้ง มีมติอนุมัติให้ขายที่ดินของบริษัทให้แก่กรรมการผู้ถือหุ้นและบุคคลภายนอก คือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 โดยขายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 25 แปลง และขายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รวม 19 แปลง ในราคาไร่ละ 50,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนและผู้อื่น เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและละเมิดต่อบริษัท บริษัทไม่สามารถฟ้องกรรมการได้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 โอนที่ดินทั้ง 44 แปลง คืนให้แก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่สามารถโอนที่ดินได้ ให้ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด เป็นเงิน 260,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า กระทำโดยสุจริตภายใต้ขอบเขตวัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริต โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ฟ้องได้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงแก่กรรม นางสันทนาภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 และนางสาวพัชราบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ตามลำดับ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งแปดโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม นางปิยาภรณ์ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเรียกนางอมรรัตน์และนายไพบูลย์ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งแปดเป็นคดีนี้หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจฟ้องคดีของผู้ถือหุ้นในกรณีกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทว่า "ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้" คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดในข้อหาละเมิดโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวได้สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทรวม 5 ครั้ง และมีมติอนุมัติให้ขายที่ดินของบริษัทให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทและบุคคลภายนอกโดยอนุมัติขายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 25 แปลง กับขายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รวม 19 แปลง ตามที่ระบุไว้ในฟ้อง ในราคาไร่ละ 50,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำโดยทุจริต สมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดโอนที่ดินทั้ง 44 แปลงตามฟ้องคืนให้แก่บริษัท หากไม่สามารถโอนที่ดินดังกล่าวคืนได้ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาของที่ดินทั้ง 44 แปลงในราคาไร่ละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 260,500,000 บาท ให้แก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด ได้สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทและมีมติให้ขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท และบุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัทจึงเป็นกรณีที่กล่าวอ้างว่ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท เมื่อปรากฏว่าบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด ย่อมมีอำนาจเอาคดีนี้ขึ้นว่ากล่าวฟ้องร้องแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น แต่โจทก์หามีอำนาจฟ้องเอาแก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัทได้ ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวบัญญัติให้อำนาจโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องร้องเอาค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทได้เฉพาะผู้ที่เป็นกรรมการบริษัทเท่านั้น คดีนี้ตามคำขอบังคับของโจทก์อาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรก โจกท์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินมีโฉนดรวม 11 แปลง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกระทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต คือที่ดินโฉนดเลขที่ 138 เลขที่ 140 เลขที่ 228 เลขที่ 248 เลขที่ 251 เลขที่ 247 เลขที่ 385 เลขที่ 406 เลขที่ 478 เลขที่ 479 และเลขที่ 480 กับที่ดินมี น.ส.3 ก ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกระทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต รวม 14 แปลง คือ น.ส.3 ก. เลขที่ 244 เลขที่ 247 เลขที่ 248 เลขที่ 256 เลขที่ 257 เลขที่ 258 เลขที่ 530 เลขที่ 461 เลขที่ 462 เลขที่ 1592 เลขที่ 1594 เลขที่ 1956 (ที่ถูก 1596) เลขที่ 245 และเลขที่ 261 รวมเนื้อที่ทั้งหมด 287 ไร่ 1 งาน 49.10 ตารางวา คืนให้แก่บริษัท หากไม่สามารถโอนที่ดินคืนให้แก่บริษัทได้ ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่ดินทั้ง 25 แปลง ดังกล่าวในอัตราราคาไร่ละ 500,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 143,686,375 บาท แก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ส่วนแรกนี้ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นทุกประการ ที่โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินทั้ง 25 แปลงดังกล่าวคืนให้แก่บริษัท หรือหากไม่สามารถโอนคืนได้ก็ให้ใช้ราคาที่ดินได้ เพราะการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นั้นก็จัดเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โอนที่ดินคืนแก่บริษัทมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่สองเกี่ยวกับคำขอบังคับที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 นั้น โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กรรมการของบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด ได้สมคบกันประชุมมีมติให้บริษัทโอนขายที่ดิน น.ส.3 ก. ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกระทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ของบริษัทฯ ให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รวม 19 แปลง คืนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 67 เลขที่ 246 เลขที่ 259 เลขที่ 260 เลขที่ 262 เลขที่ 263 เลขที่ 264 เลขที่ 265 เลขที่ 267 เลขที่ 268 เลขที่ 269 เลขที่ 346 เลขที่ 403 เลขที่ 1593 เลขที่ 1595 เลขที่ 1597 เลขที่ 3886 เลขที่ 4756 และเลขที่ 4757 รวมเนื้อที่ 233 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา ในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินและราคาอันแท้จริงในท้องตลาดมาก อันเป็นการกระทำโดยทุจริต สมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์ของบริษัทมาเป็นของตนเองหรือผู้ซื้อซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัทฯ และขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 โอนที่ดิน น.ส.3 ก. ทั้ง 19 แปลง ดังกล่าวคืนให้แก่บริษัท หากไม่สามารถโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่บริษัทได้ ก็ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่ดินในอัตราไร่ละ 500,000 บาท เป็นเงิน 116,500,000 บาท แก่บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด นั้น เห็นว่า คำขอบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งมิใช่กรรมการบริษัทให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทนั้น ย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจะฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ได้ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทนั้น เฉพาะในส่วนที่ให้บังคับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทด้วยการชดใช้ราคาที่ดินทั้ง 19 แปลง เป็นเงิน 116,500,000 บาท นั้น จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นจะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ร่วมกันรับผิดแก่บริษัทดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ แต่สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 โอนที่ดินคืนให้แก่บริษัทนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ผู้ร่วมรับโอนกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันนั้น เมื่อจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 มิได้เป็นกรรมการบริษัทด้วย กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ให้ร่วมรับผิดตามคำขอส่วนนี้ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ให้ร่วมกันรับผิดโอนที่ดินทั้ง 19 แปลง คืนให้แก่บริษัทดังกล่าวได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำละเมิด ทำให้บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด และผู้ถือหุ้น (รวมทั้งโจทก์) เสียหายหรือไม่เพียงใด ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัย เพื่อให้คดีได้มีการวินิจฉัยมาตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมสมควรคืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์เสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะส่วนที่พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เกี่ยวกับคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนหรือใช้ราคาที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับโอนจากบริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด รวม 25 แปลง ตามฟ้องคืนให้แก่บริษัทดังกล่าว และในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ใช้ราคาที่ดินที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รับโอนจากบริษัทดังกล่าวนั้นทั้ง 19 แปลง ตามฟ้องให้แก่บริษัทนั้นด้วย ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำละเมิดทำให้บริษัทบ่านหงวนตินไมนิ่ง จำกัด และผู้ถือหุ้นรวมทั้งโจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ทั้งหมดให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคสอง ม. 1169 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิจิตร อุปัติศฤงค์
นายจเร อุปัติศฤงค์ โดย
นางอมรรัตน์ กุลวานิช และ
นายไพบูลย์ อุปัตศฤงค์ ผู้เข้าเป็น
จำเลย — คู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ชวลิต ตุลยสิงห์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10852/2551
#501113
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 350,000 บาท และค้างชำระดอกเบี้ยโจทก์ต่อมาสามีจำเลยได้ทำสัญญาขายบ้านพิพาทให้โจทก์ในราคา 590,000 บาท โดยมีการโอนหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระโจทก์จำนวน 590,000 บาท แทนการชำระราคาบ้าน เมื่อพิจารณาดอกเบี้ยเงินกู้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์แล้วนำมารวมกับต้นเงินกู้เป็นเงินที่ชำระราคาซื้อขายบ้านพิพาทนั้น เป็นการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฯ มาตรา 3 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 654 ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ สัญญาซื้อขายบ้านพิพาทจึงเกิดจากหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ราคาบ้านพิพาทที่กำหนดในสัญญาจะรวมเอาต้นเงินกู้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับไว้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์และสามีจำเลยมิได้มีเจตนาจะแบ่งแยกซื้อขายบ้านบางส่วนในราคาต้นเงิน 350,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระอยู่ สัญญาซื้อขายบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับสามีจำเลยย่อมเป็นโมฆะทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาทและส่งมอบบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 11,000 บาท และอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านเลขที่ดังกล่าวของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านดังกล่าวให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การทำสัญญาซื้อขายบ้านพิพาทเป็นการแปลงหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ แต่จำเลยก็ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ต่อศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เนื่องจากจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ และเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากบ้านพิพาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยได้กู้เงินโจทก์จำนวน 350,000 บาท และค้างชำระดอกเบี้ยโจทก์ ต่อมานายเบิ้มสามีจำเลยได้ทำสัญญาขายบ้านพิพาทให้โจทก์ในราคา 590,000 บาท โดยมีการโอนหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระโจทก์จำนวน 590,000 บาท แทนการชำระราคาบ้าน เมื่อพิจารณาดอกเบี้ยเงินกู้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์แล้วนำมารวมกับต้นเงินกู้เป็นเงินที่ชำระราคาซื้อขายบ้านพิพาทนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยขอกู้ยืมเงินโจทก์และขอให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาทต่อเดือน ดังนั้นดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนดังกล่าวเป็นอัตราที่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ สัญญาซื้อขายบ้านพิพาทจึงเกิดจากหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ราคาบ้านพิพาทที่กำหนดในสัญญาจะรวมเอาต้นเงินกู้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับไว้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์และนายเบิ้มมิได้มีเจตนาจะแบ่งแยกซื้อขายบ้านบางส่วนในราคาต้นเงิน 350,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระอยู่สัญญาซื้อขายบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายเบิ้มสามีจำเลยย่อมเป็นโมฆะทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 ที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทไม่ได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาทและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้นหาชอบไม่ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 654
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกระแสร์ พงษ์พานิช
จำเลย — นางแบ๊ว สู่สวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10830/2551
#501112
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ 74 ตารางวา ราคาประเมินตารางวาละ 1,000 บาท เป็นทุนทรัพย์ 74,000 บาทจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์โดยอ้างการครอบครองปรปักษ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ดินอีกส่วนหนึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นที่ดินของกรมชลประทาน เท่ากับว่าจำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ส่วนนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000 บาท จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ฉะนั้นคำฟ้องของโจทก์ทั้งส่วนที่มีทุนทรัพย์และส่วนที่ไม่มีทุนทรัพย์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 ที่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ได้ให้จำเลยเช่าตามสัญญาเช่า เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31664 เลขที่ดิน 386 กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้ที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์เฉพาะส่วนที่ไม่ใช่เป็นของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 31664 เลขที่ดิน 386 กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 มิถุนายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้งจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ที่ดินพิพาทตามแนวกรอบเส้นสีเขียวเนื้อที่ 74 ตารางวา ตามแผนที่วิวาทในส่วนที่อยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 31664 เลขที่ดิน 386 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของคำฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31664 เนื้อที่ประมาณ 70 ตารางวา โดยอ้างว่าจำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า ไม่ได้เช่าที่ดินของโจทก์ ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านพักอาศัยและทำประโยชน์บางส่วนเป็นที่ดินของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนที่ดินที่อยู่นอกเขตของกรมชลประทาน จำเลยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ 74 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท ราคาประเมินตารางวาละ 1,000 บาท เป็นทุนทรัพย์ 74,000 บาท จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์โดยอ้างการครอบครองปรปักษ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ดินอีกส่วนหนึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นที่ดินของกรมชลประทาน เท่ากับว่าจำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ส่วนนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000 บาท จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ฉะนั้นคำฟ้องของโจทก์ทั้งส่วนที่มีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ได้ให้จำเลยเช่าตามสัญญาเช่า เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอาภรณ์ ระชะตะนันท์
จำเลย — นางสาวสุรีรัตน์ ศรีจันทร์อินทร์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10823/2551
#418380
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. ไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่า ผู้มีวิชาชีพ ไว้จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึง อาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญ ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึง วิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคำว่า วิชา พจนานุกรมทั้งสองฉบับให้ความหมายว่า ความรู้ ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน ดังนั้น คำว่า ผู้มีวิชาชีพ จึงหมายถึง ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญหรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 227 จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือโฟร์แมน (หัวหน้าคนงาน) บริษัทจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการเพียงคนเดียว ในการรับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 1 ตลอดมาตั้งแต่ก่อนทำสัญญารับเหมาก่อสร้างและรับผิดชอบการก่อสร้างในฐานะเป็นเจ้าของกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นผู้ทำการแก้ไขแบบแปลนการก่อสร้างเพื่อให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ดังนี้แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้จบการศึกษาทางด้านการก่อสร้างอาคารก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความรู้ความชำนาญและใช้ความรู้ด้านการก่อสร้างในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 227

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83, 84, 86 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 6 ด้วย นอจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 6 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 6

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ใช้ค่าปรับแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 8

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 หรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่า ผู้มีวิชาชีพ ไว้จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึง อาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญ ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึงวิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคำว่า วิชา พจนานุกรมทั้งสองฉบับให้ความหมายว่า ความรู้ ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน ดังนั้น คำว่า ผู้มีวิชาชีพ จึงหมายถึงผู้มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญหรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของมาตรานี้จึงหาได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือโฟร์แมน (หัวหน้าคนงาน) ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทจำเลยที่ 1 มีกรรมการเพียงคนเดียวคือจำเลยที่ 3 ในการรับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 1 ตลอดมาตั้งแต่ก่อนการทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง และรับผิดชอบการก่อสร้างในฐานะเป็นเจ้าของกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นผู้กระทำการแก้ไขแบบแปลนการก่อสร้างเพื่อให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้จบการศึกษาทางด้านการก่อสร้างอาคาร ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความรู้ความชำนาญและใช้ความรู้ด้านการก่อสร้างในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ พฤกษานานนท์ กับพวก
บริษัทท็อปไลน์ อาคิเท็ค แอนด์
จำเลย — เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทัศน์พงษ์ เหล่ารักษ์วงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10823/2551
#499859
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. ไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่า ผู้มีวิชาชีพ ไว้จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายของคำว่าวิชาชีพ หมายถึงอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญ ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึงวิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคำว่า วิชา พจนานุกรมทั้งสองฉบับให้ความหมายว่า ความรู้ ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน ดังนั้น คำว่า ผู้มีวิชาชีพจึงหมายถึงผู้มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญหรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของมาตรานี้จึงหาได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือโฟร์แมน (หัวหน้าคนงาน) ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ เมื่อบริษัทจำเลยที่ 1 มีกรรมการเพียงคนเดียวคือจำเลยที่ 3 ในการรับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 1 ตลอดมาตั้งแต่ก่อนการทำสัญญารับเหมาก่อสร้างและรับผิดชอบการก่อสร้างในฐานะเป็นเจ้าของกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นผู้กระทำการแก้ไขแบบแปลนการก่อสร้าง เพื่อให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้จบการศึกษาทางด้านการก่อสร้างอาคาร ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความรู้ความชำนาญและใช้ความรู้ด้านการก่อสร้างในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 227

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83, 84, 86 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 6 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 6 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 6

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ใช้ค่าปรับแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 8

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในชั้นนี้คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 หรือไม่ เนื่องจากคดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2537 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างบ้านอาคารคอนกรีต 2 ชั้น 1 หลัง บนที่ดินของโจทก์ที่ 2 เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง โดยจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการเพียงคนเดียวของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำการแทน จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการติดต่อกับโจทก์ทั้งสองมาแต่ต้นตั้งแต่ก่อนทำสัญญารับเหมาก่อสร้างเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างตลอดจนควบคุมดูแลและรับผิดชอบการก่อสร้างบ้านในฐานะเป็นเจ้าของกิจการเอง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ทำการก่อสร้างบ้านของโจทก์ทั้งสองไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งไม่ตรงตามแบบก่อสร้าง และรายการคำนวณโครงสร้าง โดยเสาที่ออกแบบเป็นเสาแบบซี 1 ขนาด 20 X 20 เซนติเมตร แต่ก่อสร้างเป็นเสาแบบซี 2 ขนาด 15 X 15 เซนติเมตร ตามแบบที่คานโค้งแต่การก่อสร้างตัดคานโค้งทิ้ง การผูกเหล็กไม่ตรงกับแบบแปลนจำนวนเหล็กเส้นที่ใช้มีจำนวนน้อยกว่าและมีขนาดเล็กกว่าที่ออกแบบไว้ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำการแก้ไขแบบแปลนการก่อสร้างให้ผิดจากรายการคำนวณโครงสร้าง ทำให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง แต่การที่ใช้เสาที่มีขนาดเล็กกว่าและใช้เหล็กเส้นน้อยกว่ารายการทำให้รับน้ำหนักได้เพียงครึ่งเดียวของรายการคำนวณโครงสร้าง การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ก่อสร้างบ้านของโจทก์ทั้งสองผิดหลักวิชาการมีผลทำให้โครงสร้างของบ้านขาดความมั่นคงแข็งแรงและอาจพังทลายลงได้ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 น่าจะหมายถึงผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะเกี่ยวกับการก่อสร้าง เช่น สถาปนิก วิศวกร หรือผู้ควบคุมการก่อสร้าง (โฟร์แมน) เป็นต้น แต่จำเลยที่ 3 จบการศึกษาทางด้านการเงิน ไม่ได้เป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้าง ตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่าผู้มีวิชาชีพไว้จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึงอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญ ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึงวิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคำว่า วิชา พจนานุกรมทั้งสองฉบับให้ความหมายว่า ความรู้ ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน ดังนั้น คำว่า ผู้มีวิชาชีพ จึงหมายถึงผู้มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ ความชำนาญหรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของมาตรานี้ จึงหาได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือโฟร์แมน (หัวหน้าคนงาน) ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทจำเลยที่ 1 มีกรรมการเพียงคนเดียวคือจำเลยที่ 3 ในการรับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 1 ตลอดมาตั้งแต่ก่อนการทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง และรับผิดชอบการก่อสร้างในฐานะเป็นเจ้าของกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นผู้กระทำการแก้ไขแบบแปลนการก่อสร้าง เพื่อให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้จบการศึกษาทางด้านการก่อสร้างอาคารก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความรู้ความชำนาญและใช้ความรู้ด้านการก่อสร้างในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ พฤกษานานนท์ กับพวก
บริษัทท๊อปไลน์ อาคิเท็ค แอนด์
จำเลย — เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10787/2551
#418375
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เคยถูกจำเลยลงโทษทางวินัยไล่ออกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2530 ต่อมาโจทก์เปลี่ยนชื่อแล้วกลับมาสมัครงานกับจำเลยอีกครั้งในวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 จำเลยมีคำสั่งรับโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2532 ซึ่งตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2522 ที่ใช้อยู่เดิมในขณะที่โจทก์สมัครงานและระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2532 ซึ่งประกาศใช้ในขณะที่จำเลยมีคำสั่งรับโจทก์เข้าทำงานระบุให้การถูกไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจเป็นการขาดคุณสมบัติการเป็นพนักงานของจำเลย ต่อมาจำเลยได้รับหนังสือร้องเรียนจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วพบว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันสมัครงานดังกล่าว จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เมื่อปี 2547 หลังจากที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 มีได้เฉพาะสิทธิประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น ดังนั้น แม้ขณะที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์พระราชบัญญัติดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ขณะโจทก์เข้าทำงานเมื่อปี 2532 โจทก์เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2522 และระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2532 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์ขาดคุณสมบัติได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมและให้จำเลยชำระค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,460 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2548 จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ได้ล้างมลทินแก่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยที่ได้กระทำก่อนวันที่ 9 มิถุนายน 2539 จึงถือว่าโจทก์ไม่เคยถูกลงโทษไล่ออกมาก่อน จำเลยจึงไม่อาจเลิกจ้างเพราะโจทก์ขาดคุณสมบัติ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้าง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 8 ว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ ในปี 2528 โจทก์สมัครเข้าทำงานกับจำเลยในตำแหน่งพนักงานบริกร กองการเดินรถปรับอากาศ ต่อมาในปี 2529 จำเลยมอบหมายให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่พนักงานเก็บค่าโดยสารประจำรถสายกรุงเทพฯ - นครปฐม กองการเดินรถภาคใต้ วันที่ 17 กรกฎาคม 2530 โจทก์เรียกเก็บเงินค่าโดยสารแล้วไม่ฉีกตั๋วให้ครบราคา และได้นำตั๋วเก่าที่ได้จำหน่ายแล้วกลับมาจำหน่ายซ้ำอีก จำเลยสอบสวนแล้วเห็นว่าโจทก์กระทำส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2522 จึงมีคำสั่งบริษัทขนส่ง จำกัด ที่ 841/2530 ไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2530 ต่อมาโจทก์ได้เปลี่ยนชื่อจาก"นรินทร์" เป็น "ชัยรัตน์" แล้วสมัครเข้าเป็นพนักงานของจำเลยในวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 โดยไม่แจ้งรายละเอียดที่เคยถูกไล่ออกไว้ในใบสมัครงานให้จำเลยทราบ จำเลยจึงมีคำสั่งบริษัทขนส่ง จำกัด ที่ 916/2532 เรื่อง จ้างพนักงานบริการประจำรถ (ชาย) จ้างโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2532 ในปี 2545 นายหลำได้มีหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย จำเลยจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยสอบสวนโจทก์กรณีที่เคยถูกไล่ออกจากงานแล้ว แต่ได้เปลี่ยนชื่อและกลับมาสมัครเข้าเป็นพนักงานอีก แล้วเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็นพนักงานตั้งแต่ปี 2532 แม้ในปี 2539 จะมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 ก็เป็นการบัญญัติภายหลังที่โจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นพนักงานตั้งแต่วันสมัครเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว จำเลยจึงมีคำสั่งบริษัทขนส่ง จำกัด ที่ ก. 534/2547 ให้โจทก์ออกจากงานฐานเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2532 ข้อ 6 (12)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นพนักงานของจำเลยตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2522 และระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2532 ได้หรือไม่ เห็นว่า ผลของพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 มีได้เฉพาะสิทธิประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น ดังนั้น แม้ขณะที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 จะมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ขณะโจทก์เข้าทำงานเมื่อปี 2532 โจทก์เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2522 และระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พุทธศักราช 2532 จำเลยก็สามารถเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยรัตน์ ศรีฟ้า
จำเลย — บริษัทขนส่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10766/2551
#419701
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ซึ่งมาตรา 61 เดิมและที่แก้ไขใหม่ยังเป็นบทความผิดเช่นเดียวกัน ส่วนบทกำหนดโทษมาตรา 73 (เดิม) ได้แก้ไขและมีบทบัญญัติเพิ่มเติมเป็นมาตรา 73/2 ซึ่งมีโทษหนักกว่าโทษตามมาตรา 73 (เดิม) การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 และมาตรา 73 โดยมิได้ขอมาตรา 73/2 (ที่แก้ไขใหม่) มาด้วย เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไป ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ไม่เกินคำขอ

คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องมิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไรและจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้นหรือไม่ คำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ตาม ป.อ. มาตรา 78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 6, 61, 73 และ 75

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 73 ประกอบมาตรา 61 จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานจึงไม่ลดโทษให้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 73/2 ประกอบมาตรา 61 วรรคหนึ่ง ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 73/2 เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 นั้น เห็นว่า ปรากฏตามคำขอท้ายฟ้องว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แต่ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 มีพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ออกใช้บังคับโดยมาตรา 25 และมาตรา 29 ให้เลิกความในมาตรา 61 และมาตรา 73 เดิม และให้ใช้ความใหม่แทนโดยมาตรา 61 ทั้งพระราชบัญญัติทางหลวงฉบับเดิมและฉบับที่มีการแก้ไขใหม่ยังบัญญัติเป็นบทความผิดห้ามการใช้ยานพาหนะบนทางหลวง โดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนัก น้ำหนักบรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าผู้อำนายการทางหลวงได้ประกาศกำหนดเช่นเดียวกัน ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 73 (เดิม) ได้แก้ไขและมีบทบัญญัติเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 30 เป็นมาตรา 73/2 ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เพียงแต่มาตรา 73/2 กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหนักกว่าโทษตามมาตรา 73 ของกฎหมายเดิม ที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 และมาตรา 73 โดยมิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 73/2 เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขออันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยใช้ยานพาหนะบนทางหลวง โดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 18,500 กิโลกรัม โดยไม่นำพาว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงเพียงใดต่อสภาพทางหลวงแผ่นดินซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม และมีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสาธารณชน การกระทำดังกล่าวของจำเลยย่อมทำให้ผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาต้องเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดจากสภาพของยานพาหนะที่บรรทุกน้ำหนักเป็นจำนวนมากจนเกินกว่าที่ผู้ขับจะควบคุมให้แล่นไปได้อย่างปลอดภัย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวและจำต้องกระทำความผิดในคดีนี้เพราะไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดคำสั่งของนายจ้าง ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น บุคคลทั่ว ๆ ไปในสถานะเช่นเดียวกับจำเลยก็มีภาระที่ไม่แตกต่างไปจากจำเลย จำเลยไม่อาจอ้างภาระความจำเป็นส่วนตัวเพื่อก่อภาระให้แก่สังคมโดยรวมได้ ทั้งเหตุดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไรและจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้น คำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นการให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มิใช่จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน คดีย่อมมีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยให้เหมาะสมตามความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง มาตรา 215 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง 1 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคห้า
ป.อ. ม. 78
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 61 ม. 73 ม. 73/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายบุญช่วย อาสานาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10765/2551
#496044
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยโดยอ้างบทมาตราซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว แต่มิได้อ้างมาตราที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ยังคงถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิม เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น แม้โจทก์จะไม่อ้างบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ ตามป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วตามคำขอท้ายฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบขึ้นมาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 6, 8, 15, 19, 61, 73, 74

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 6, 8, 15, 19, 61, 73, 74 ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท คำรับสารภาพของจำเลย ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่ลดโทษให้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 รักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกสถานเดียว ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังมีกำหนด 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ตามคำขอท้ายฟ้องว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แต่ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2550 มีพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ออก ออกใช้บังคับโดยมาตรา 25 และมาตรา 29 ให้ยกเลิกความในมาตรา 61 และมาตรา 73 เดิม และให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา 61 ทั้งพระราชบัญญัติทางหลวงฉบับเดิมและฉบับที่มีการแก้ไขใหม่ยังบัญญัติเป็นบทความผิดห้ามการใช้ยานพาหนะบนทางหลวงโดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนัก น้ำหนักบรรทุก หรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าผู้อำนวยการทางหลวงได้ประกาศกำหนดเช่นเดียวกัน ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 73 (เดิม) ได้แก้ไขและมีบทบัญญัติเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 30 เป็นมาตรา 73/2 ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เพียงแต่มาตรา 73/2 กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหนักกว่าโทษตามมาตรา 73 ของกฎหมายเดิม ที่ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 และมาตรา 73 เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น แม้โจทก์จะไม่อ้างบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วตามคำขอท้ายฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และ มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 73/2 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษปรับจำเลย 3,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสุจิน จารีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางวัลลิกา เนติบันลือฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกมล คำเพ็ญ
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10755/2551
#501108
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ส่วนของ บ. บิดาโจทก์ทั้งสองและส่วนของ ผ. ซึ่งเป็นบิดาของ บ. มิได้ฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยตรง เพราะจำเลยเป็นเพียงพี่สาวมิใช่ทายาทโดยธรรมของ บ. สำหรับที่ดินของ ผ. แม้ต่อมาตกเป็นมรดกของทายาทโดยธรรมซึ่งรวมทั้งจำเลยด้วยก็มิใช่การพิพาทกันเรื่องมรดกโดยตรง แต่พิพาทกันในส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของ ผ. การที่คำฟ้องกล่าวถึงการขอรับมรดกหรือการรับมรดกแทนที่ของโจทก์ทั้งสองและของ ผ. ในกรรมสิทธิ์รวมที่เป็นส่วนของ บ. และ ผ. ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงที่มาของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ บ. ซึ่งโจทก์ทั้งสองทายาทของ บ. เข้ารับมรดกแทนที่ ฟ้องโจทก์จึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องมรดกเลยไม่ว่าเรื่องคดีขาดอายุความ (มรดก) ตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและจำเลยแก้ฎีกาไว้ รวมทั้งฎีกาของจำเลยในประเด็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเกินคำขอในกรณีที่กำหนดให้จำเลยชำระราคาค่าที่ดินในส่วนของ บ. ในราคา 417,600 บาท ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ซึ่งเป็นส่วนของ บ. ตามคำฟ้องเฉพาะในเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4161 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือมรดกของนายบุญศรี ให้แก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยโอนที่ดินส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือมรดกส่วนของนายผันให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากดำเนินการไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์ทั้งสองตามส่วน

จำเลยให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4161 เป็นของจำเลย ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายบุญศรีและนายผัน โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ทั้งสองไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกับทายาทอื่นเป็นเวลากว่า 30 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย มิได้ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของนายบุญศรีและนายผันภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย และมิได้ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกภายใน 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกของนายบุญศรีกับนายผันสิ้นสุดลง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 4161 ตำบลบึงน้ำรักษ์ (คลองซอยที่ 14 ฝั่งตะวันออก) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แก่โจทก์ทั้งสองหนึ่งในสามส่วน แต่ทั้งนี้ต้องมีจำนวนเนื้อที่ไม่เกินที่โจทก์ขอ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่อาจแบ่งได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายนำเงินมาแบ่งปันกัน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 417,600 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ส่วนของนายบุญศรีบิดาโจทก์ทั้งสองและส่วนของนายผันซึ่งเป็นบิดาของนายบุญศรี มิได้ฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยตรง เพราะจำเลยเป็นเพียงพี่สาวของนายบุญศรี มิใช่ทายาทโดยธรรมของนายบุญศรี และสำหรับที่ดินของนายผัน แม้ต่อมาตกเป็นมรดกของทายาทโดยธรรมซึ่งรวมทั้งจำเลยด้วยก็มิใช่การพิพาทกันเรื่องมรดกโดยตรง แต่พิพาทกันในส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของนายผัน การที่คำฟ้องกล่าวถึงการขอรับมรดกหรือการรับมรดกแทนที่ของโจทก์ทั้งสองและของนายผันในกรรมสิทธิ์รวมที่เป็นส่วนของนายบุญศรีและนายผัน ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงที่มาของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของนายบุญศรีซึ่งโจทก์ทั้งสองทายาทของนายบุญศรีได้เข้ารับมรดกแทนที่ ฟ้องโจทก์จึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องมรดกเลย ไม่ว่าเรื่องคดีขาดอายุความ (มรดก) ตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและจำเลยแก้ฎีกาไว้ รวมทั้งฎีกาของจำเลยในประเด็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเกินคำขอในกรณีที่กำหนดให้จำเลยชำระราคาค่าที่ดินในส่วนของนายบุญศรีในราคา 417,600 บาท ดังนั้น ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ซึ่งเป็นส่วนของนายบุญศรีตามคำฟ้องเฉพาะในเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเท่านั้น สำหรับปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า นายผันได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2452 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของนายบุญศรีด้วยให้นายเล็กทั้ง ๆ ที่เมื่อนายผันรับมรดกส่วนของนายบุญศรีแทนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ นายผันบันทึกไว้ในคำขอรับโอนมรดกเฉพาะส่วนว่านายผันจะจัดการโอนให้ในภายหลังแล้วนายผันได้ซื้อที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 4161 ในวันเดียวกัน โดยนายผันได้นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2452 ไปซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 จากนายบุญช่วย กับนายบุญชู พยานโจทก์ซึ่งนายเล็กให้ใส่ชื่อไว้แทน คำเบิกความของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวก็สอดคล้องกับคำเบิกความของนายบุญชูผู้ขายที่ยืนยันว่า นายผันเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 มิใช่จำเลยดังที่จำเลยนำสืบ ประกอบกับที่จำเลยเบิกความว่า เงินที่จำเลยซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 จำเลยได้มาจากส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ที่นายผันแบ่งให้เป็นเงิน 10,000 บาทเศษ กับเงินของจำเลยส่วนอื่นที่จำเลยเก็บไว้เป็นเงินทั้งสิ้น 37,100 บาทนั้นก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลย จำเลยไม่อาจกำหนดรายละเอียดของเงินที่อ้างว่านำมาซื้อที่ดินดังกล่าวได้ แม้แต่จำนวนเงิน 1 ใน 3 ที่จำเลยอ้างว่านายผันแบ่งให้จำเลยก็ได้แต่กะประมาณว่า 10,000 บาท ส่วนเงินเก็บก็ไม่อาจให้รายละเอียดว่ามีจำนวนเท่าใดเช่นกัน และเงินเก็บนั้นจำเลยเก็บไว้อย่างไร ถ้าเป็นเงินเก็บที่ฝากไว้ที่ธนาคารก็ต้องมีหลักฐานการเบิกเงิน ข้ออ้างลอย ๆ ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อสนับสนุนคำเบิกความของนายบุญชูที่เบิกความยืนยันว่า ในวันทำสัญญาขายที่ดินนั้นไม่มีการจ่ายเงินให้แก่กัน เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนกัน จำเลยจึงไม่อาจให้รายละเอียดของเงินที่จำเลยอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ได้ รวมทั้งที่จำเลยเบิกความว่า นายผันเป็นผู้รับเงินส่วนของนายบุญศรีไปก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ในวันทำสัญญาซื้อขายนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งมีอายุเพียง 3 ขวบ กับ 4 ขวบก็ไปที่สำนักงานที่ดินกันนายผันและจำเลยด้วยซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของนายผันและจำเลยว่ามีเจตนาใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ด้วย แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจทำให้ได้ เพราะโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เยาว์ นายผันและจำเลยมิใช่ผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามคำสั่งศาลประกอบกับจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า ในวันที่ไปจดทะเบียนซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 นั้น นายเล็ก นายบุญชู และนายบุญช่วยซึ่งไปที่สำนักงานที่ดินด้วยได้ถามนายผันว่าไม่แบ่งที่ดินแปลงพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 ให้โจทก์ทั้งสองหรือซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายบุญชูที่ยืนยันว่าตนก็สอบถามนายผัน จำเลย และนายเลี่ยม สามีจำเลย และคนทั้งสามก็เบิกความว่าจะโอนให้ในภายหลัง เนื่องจากขณะนั้นยังมีข้อขัดข้องในการโอนให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ดังกล่าวข้างต้น คำแก้ฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 แต่ผู้เดียวจึงยังมีข้อน่าสงสัย ส่วนการที่จำเลยมีชื่อในสัญญาซื้อขาย และโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 4161 ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายเท่านั้นว่าจำเลยแต่ผู้เดียวมีสิทธิครอบครอง พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมาดังกล่าวข้างต้นซึ่งชอบด้วยเหตุผลและไม่ได้มีแต่เพียงพยานบอกเล่าแต่ประการเดียวดังที่จำเลยฎีกาและแก้ฎีกานั้น มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ดังนั้นฎีกาและคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า จำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4161 และไม่เป็นการใส่ชื่อไว้แทนนายบุญศรีหรือโจทก์ทั้งสองนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4161 ฎีกาโจทก์ทั้งสองจึงฟังขึ้น ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิภาหรือแต๋น พูนผล กับพวก
จำเลย — นางทองคำ เกนโรจน์หรือม่วงประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10738/2551
#500636
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ บ. ซึ่งเป็นมารดาของผู้ร้องและจำเลยเนื่องจากจำเลยอ้างว่า บ. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้จำเลย แล้วจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและนำไปจำนองเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้ยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดซึ่งโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อบังคับคดีแล้ว แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องในคดีที่จำเลยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ บ. ศาลไต่สวนและมีคำสั่งถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเนื่องจากพินัยกรรมที่จำเลยอ้างเป็นโมฆะ และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแทน คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงต้องถือว่าขณะจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัวทั้งที่ตนไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมที่อ้าง เป็นการทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของ บ. อันเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 นิติกรรมการโอนตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โดยถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นเลยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังเป็นของกองมรดกของ บ. อยู่ตามเดิม สัญญาจำนองที่จำเลยในฐานะส่วนตัวทำกับโจทก์ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่โจทก์ที่จะบังคับเอาแก่ที่ดินพิพาท เพราะผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 แม้โจทก์จะอ้างว่ารับจำนองโดยสุจริตก็ตาม

เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องในคดีที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อบังคับคดีโดยอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าว และขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี จึงเป็นคำร้องที่มีความหมายว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทซึ่งมิใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับจำนองไว้โดยชอบ เพราะไม่ได้รับจำนองไว้จากผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ แต่เป็นการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 282 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าผู้ร้องกล่าวอ้างว่าหมายบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ยื่นคำขอเจาะจงว่าให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาท และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ตามขอ ถือได้ว่าเป็นการออกหมายบังคับคดีโดยไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชอบที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,560,140 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,850,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9161 ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ตามขอ และต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อนำออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9161 ที่จำเลยจำนองไว้แก่โจทก์เดิมเป็นของนางบัวคลี่ซึ่งเป็นมารดาผู้ร้องและจำเลย จำเลยปลอมพินัยกรรมของนางบัวคลี่และนำไปประกอบในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวคลี่ และจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย แล้วนำไปจำนองไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวคลี่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพินัยกรรมที่จำเลยอ้างในการขอเป็นผู้จัดการมรดกเป็นโมฆะ และถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวคลี่คดีถึงที่สุดแล้ว ขณะยื่นคำร้องนี้ผู้ร้องกำลังดำเนินการรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและหรืองดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9161 ไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองถึงที่สุด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้กล่าวอ้างในคำร้องว่าการออกหมายบังคับคดีและหรือคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีและหรืองดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท หนี้จำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงชอบที่จะบังคับจำนองได้ ส่วนการร้องขอให้เพิกถอนผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องกับจำเลย หากกระทบถึงสิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ไม่ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ปรากฏว่าการบังคับคดีหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งไม่เข้าเหตุที่จะต้องงดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 หรือมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีตาม มาตรา 296 และ 309 ทวิ วรรคสอง ส่วนการที่จำเลยถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกรวมทั้งปัญหาว่าจำเลยมีสิทธิจำนองที่ดินพิพาทหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวเอากับจำเลยเอง หากระทบสิทธิของโจทก์ในการบังคับคดีไม่ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำร้องของผู้ร้องโดยเห็นว่า ตามคำร้องผู้ร้องมิได้กล่าวอ้างว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 นั้นเป็นการชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยจำนองไว้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยจำนองไว้แก่โจทก์เดิมเป็นของนางบัวคลี่ซึ่งเป็นมารดาผู้ร้องและจำเลย จำเลยปลอมพินัยกรรมของนางบัวคลี่และนำไปประกอบในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวคลี่ และจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จากนั้นได้นำไปจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวคลี่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พินัยกรรมที่จำเลยอ้างว่าเจ้ามรดกผู้ตายยกทรัพย์สินให้แก่จำเลยและตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเป็นโมฆะ โดยมีคำสั่งถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแทน คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นในคดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวคลี่วินิจฉัยแล้วว่าพินัยกรรมที่จำเลยใช้อ้างในการยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวคลี่เป็นโมฆะ และถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวคลี่คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงต้องถือว่าขณะที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของนางบัวคลี่ให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัวทั้งที่ตนไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมที่ยกขึ้นกล่าวอ้าง เป็นการทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของนางบัวคลี่อันเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 นิติกรรมการโอนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โดยถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นเลย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงยังคงเป็นของกองมรดกของนางบัวคลี่อยู่ตามเดิมสัญญาจำนองที่จำเลยในฐานะส่วนตัวทำกับโจทก์ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่โจทก์ที่จะบังคับเอาแก่ที่ดินพิพาทเพราะผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 แม้โจทก์จะอ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริตก็ตาม ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยจำนองไว้แก่โจทก์ เดิมเป็นของนางบัวคลี่ซึ่งเป็นมารดาผู้ร้องและจำเลย จำเลยปลอมพินัยกรรมของนางบังคลี่และนำไปยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก และจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแล้วนำไปจำนองเพื่อประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพินัยกรรมที่จำเลยอ้างขอเป็นผู้จัดการมรดกเป็นโมฆะ และมีคำสั่งถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี เป็นคำร้องที่มีความหมายว่าโจทก์ขอออกหมายบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทซึ่งมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับจำนองไว้โดยชอบเพราะไม่ได้รับจำนองไว้จากผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ แต่เป็นการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าผู้ร้องกล่าวอ้างว่าหมายบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่งแล้ว การที่โจทก์ยื่นคำขอโดยระบุเฉพาะเจาะจงว่าให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาท และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ตามขอนั้นถือได้ว่าเป็นการออกหมายบังคับคดีโดยไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องอีก"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 705 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 282 วรรคหนึ่ง ม. 296 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชัย เกียรติศิลป์
ผู้ร้อง — นายดำรงศักดิ์ ไชยซาววงศ์
จำเลย — นายชุมพล ไชยซาววงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10714/2551
#501043
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองและใช้กระสุนปืนดังกล่าวไปกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้กระสุนปืนดังกล่าวไปกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ลงโทษข้อหาใช้เครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในการกระทำความผิดตามมาตรา 78 วรรคสาม โจทก์ไม่อุทธรณ์ข้อหานี้จึงยุติ ส่วนอาวุธปืนของกลางเป็นปืนพกชนิดประกอบขึ้นใช้กับกระสุนปืนขนาด .223 โดยเฉพาะ และปลอกกระสุนปืนของกลางก็เป็นปลอกกระสุนปืนขนาด .223 แม้ปลอกกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ส่วนอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ ก็เป็นที่เห็นได้ว่าเจตนาของจำเลยในการมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นการมีไว้เพื่อความประสงค์อันเดียวกัน การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คือฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันคือจำเลยมีอาวุธปืนพกชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาดประมาณ .223 (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 1 กระบอกไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และมีกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 1 นัด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในบริเวณถนนสายลำปาง - งาว อันเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่ใช่กรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และจำเลยใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าว ยิงนายอินสอน ผู้เสียหายจำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่บริเวณหน้าอก ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ หัวกระสุนฝังใน จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากมีผู้ช่วยเหลือผู้เสียหายส่งแพทย์รักษาได้ทันท้วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย เจ้าพนักงานยึดอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนที่จำเลยใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288, 371 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 (ที่ถูก 72 วรรคหนึ่ง), 72 ทวิ (ที่ถูก 72 ทวิ วรรคสอง), 78 (ที่ถูก 78 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 19 ปี จึงเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายนายทะเบียนประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,500 บาท ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานพยายามฆ่า จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 6 ปี 15 เดือน และปรับ 3,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 7 เดือน 15 วัน และปรับ 1,750 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะแล้ว เห็นว่า จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ ประกอบกับผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ และพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง และจำเลยอายุยังน้อยและทำงานเป็นหลักแหล่ง เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี บำเพ็ญประโยชน์ 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนขนาด .223 ซึ่งเป็นอาวุธปืนร้ายแรงยิงพยายามฆ่าผู้เสียหาย ถือว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานมีกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองและใช้กระสุนปืนดังกล่าวไปกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้กระสุนปืนดังกล่าวไปกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ลงโทษข้อหาใช้เครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในการกระทำความผิดตามมาตรา 78 วรรคสาม โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหานี้จึงยุติส่วนอาวุธปืนของกลางเป็นปืนพกชนิดประกอบขึ้นใช้กับกระสุนปืนขนาด .223 โดยเฉพาะ และปลอกกระสุนปืนของกลางก็เป็นปลอกกระสุนปืนขนาด .223 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าปลอกกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ส่วนอาวุธปืนของกลาง ตามฟ้องของโจทก์ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า เป็นอาวุธปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ก็เป็นที่เห็นได้ว่าเจตนาของจำเลยในการมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นการมีไว้เพื่อความประสงค์อันเดียวกัน การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คือฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษเป็น 2 กรรม นั้น ยังคลาดเคลื่อนอยู่ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธปืนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นแล้วเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78 วรรคหนึ่ง ม. 78 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายธนากรณ์ ปัญญาเปียง
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10694/2551
#420015
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 มีประเด็นวินิจฉัย 2 ประเด็น คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบหรือไม่ และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยทั้งสองประเด็นและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 เฉพาะประเด็นเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 มิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แต่เป็นประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของ มาตรา 309 ทวิ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งศาลชั้นต้นตามมาตรา 296 วรรคสอง เป็นที่สุดการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ฉบับวันที่ 21 สิงหาคม 2549 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 356,665.14 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 325,400 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยจำเลยทั้งสองจะนำเงินไปชำระ ณ ที่ทำการโจทก์และจะผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนทุก ๆ วันที่ 10 ของเดือนติดต่อกันไปเดือนละไม่น้อยกว่า 4,600 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 10 ธันวาคม 2542 และจำเลยทั้งสองจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2542 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์และค่าทนายความเป็นเงินจำนวน 2,500 บาท โดยจะนำเงินไปชำระ ณ ที่ทำการโจทก์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2542 หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์งวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามโฉนดเลขที่ 40934 ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย บัญญัติว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด คำสั่งรับอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งโดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ และมีคำสั่งใหม่ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาโดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2550 ไว้พิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบกำหนดวันนัดขายทอดตลาด และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรอันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคากับเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ตามคำร้องดังกล่าวมีประเด็นให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย 2 ประเด็น คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบหรือไม่ และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรหรือไม่จะเห็นได้ว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ในประเด็นดังกล่าวมิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แต่เป็นประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เป็นที่สุด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้น จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ฉบับ ลงวันที่ 2 ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ไว้พิจารณาโดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 306 ม. 309 วรรคทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมหาสารคาม จำกัด
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายสุธี สิทธิชัย
จำเลย — นายผดุง พลเหลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นางมณฑาทิพย์ ตั้งวิชาชาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10693/2551
#500632
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากบริษัท ส. และบริษัท ส. ได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยในคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลสั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งอายัดเงินชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงยังคงมีผลให้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็น เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) เมื่อโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549 อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ จึงมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และได้มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนับตั้งแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าพนักงานศาลหรือเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีดังที่ผู้ร้องอ้างในอุทธรณ์ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ดังกล่าวเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลออกหมายบังคับคดี อันถือได้ว่าเป็นวันที่มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคห้า หาใช่นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือส่งเงินอันเป็นทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดังที่ผู้ร้องเข้าใจไม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ถือว่าบริษัท ส. ส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคห้า ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,260,954.

55 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมโดยในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาและบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดเป็นเงิน 15,875,688.13 บาท ต่อศาลชั้นต้น หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 ขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินที่อายัดไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี และศาลชั้นต้นได้ส่งเงิน 15,875,688.13 บาท ไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหนังสือฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เงินดังกล่าวจึงถูกอายัดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8765/2549 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 39,961,876.98 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 มีไม่เพียงพอที่ผู้ร้องจะบังคับคดีเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินดังกล่าวและหากโจทก์สละสิทธิหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดี ให้ผู้ร้องมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยในคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลสั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งอายัดเงินชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) เมื่อโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549 อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ จึงมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และได้มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนับตั้งแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าพนักงานศาลหรือเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีดังที่ผู้ร้องอ้างในอุทธรณ์ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ดังกล่าวเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลออกหมายบังคับคดี อันถือได้ว่าเป็นวันที่มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า หาใช่นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือส่งเงินอันเป็นทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดังที่ผู้ร้องเข้าใจไม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ถือว่าบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 260 ม. 290
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัท บีเอสแอล ลิสซิ่ง จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.ซี. เครื่องเขียน
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ