คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10687/2551
#500626
เปิดฉบับเต็ม

แม้วัตถุประสงค์ของโจทก์และธนาคาร ท. ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามหนังสือรับรองจะมิได้มีข้อความว่า โจทก์สามารถมอบอำนาจให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่นฟ้องคดีหรือดำเนินคดีแทน และธนาคาร ท. สามารถเป็นผู้รับมอบอำนาจจากสถาบันการเงินอื่นหรือนิติบุคคลอื่นในการฟ้องคดีหรือดำเนินคดีแทนสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่นได้ก็ตาม แต่ทั้งโจทก์และธนาคาร ท. ต่างก็มีวัตถุประสงค์ฝากเงิน ให้กู้ยืมเงิน ประกอบกิจการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน นายหน้า ตัวแทนเรียกเก็บหนี้ รับซื้อ รับโอนลูกหนี้หรือสิทธิเรียกร้องเช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยทั้งห้ากับพวกเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีอำนาจบังคับให้จำเลยทั้งห้ากับพวกชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีล้มละลายนี้ได้ และย่อมมีอำนาจมอบอำนาจให้ธนาคาร ท. ดำเนินคดีนี้และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย ธนาคาร ท. ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีนี้แทน โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1614/2542 มาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมของจำเลยทั้งห้า คิดถึงวันฟ้องคดีจำเลยทั้งห้ากับพวกยังเป็นหนี้โจทก์อีก 109,269,531.12 บาท จำเลยทั้งห้าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการโอนสิทธิเรียกร้องและการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากโจทก์ต้องห้ามมิให้บังคับชำระหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะตามหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 เป็นการมอบอำนาจทั่วไป ไม่ได้ระบุให้ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องร้องและดำเนินคดีแทนแต่อย่างใด ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องกระทำขึ้นโดยผู้ไม่มีอำนาจของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และโจทก์จึงตกเป็นโมฆะ และโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตกลั่นแกล้งจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินไม่ใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้า เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ทำนองว่า ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นการกระทำนอกวัตถุประสงค์ของโจทก์และธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) นั้น ได้ความจากนายวิชัยผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) พยานโจทก์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด กรรมการสองคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์สามารถกระทำการแทนโจทก์ได้ การฟ้องคดีนี้โจทก์โดยนายอัชพรและนางสาวประไพกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ได้มอบอำนาจให้ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เดิม เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนกับให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ได้มอบอำนาจช่วงให้นายสุกิจและนายสมหมายเป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนกับมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย นายสุกิจและนายสมหมายได้มอบอำนาจช่วงให้พยานเป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทน โดยมีหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 กับ จ.4 หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.5 หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.6 และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.7 เป็นพยานสนับสนุน แม้ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์และธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 และ จ.4 จะมิได้มีข้อความว่า โจทก์สามารถมอบอำนาจให้สถาบันเงินหรือนิติบุคคลอื่นฟ้องคดีหรือดำเนินคดีแทนและไม่มีข้อความว่าธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) สามารถเป็นผู้รับมอบอำนาจจากสถาบันการเงินอื่นหรือนิติบุคคลอื่นในการฟ้องคดีหรือดำเนินคดีแทนสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่นได้ก็ตาม แต่ทั้งโจทก์และธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ต่างก็มีวัตถุประสงค์ฝากเงิน ให้กู้ยืมเงิน ประกอบกิจการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน นายหน้า ตัวแทนเรียกเก็บหนี้ รับซื้อ รับโอนลูกหนี้หรือสิทธิเรียกร้องเช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยทั้งห้ากับพวกเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีอำนาจบังคับให้จำเลยทั้งห้ากับพวกชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้และย่อมมีอำนาจมอบอำนาจให้ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ดำเนินคดีนี้และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย จำเลยทั้งห้าก็หาได้สืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น เช่นนี้ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง หาใช่ไม่มีอำนาจฟ้องคดีดังจำเลยที่ 4 และที่ 5 อ้างในอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เด็ดขาดด้วยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — บริษัทจี้เลี้ยงการประมงภูเก็ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ไพโรจน์ วายุภาพ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10680/2551
#500933
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินได้ แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 แต่เป็นมาตรการที่มุ่งประสงค์ให้รัฐซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้โดยเร็วโดยไม่จำต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก ดังนี้แม้ศาลลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 360 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ด้วย ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐและที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างอาคารไม้ชั้นเดียวบนคลองสาธารณประโยชน์และเป็นการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยรุกล้ำและกีดขวางทางสาธารณะและทางระบายน้ำคลองสวนแดน ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งคลองสวนแดน อันเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหนังสือแจ้งคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินของรัฐภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานแล้วตลอดมาจนถึงวันฟ้องจำเลยฝ่าฝืนไม่รื้อถอนอาคาร อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 65 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 360, 368 และให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินที่เข้าไปยึดถือครอบครองด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (ที่ถูกมาตรา 9 (1)), 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 368 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท ฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ กับฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานปรับ 500 บาท รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน และปรับ 10,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 7 เดือน และปรับ 5,250 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสจำเลย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติจำเลย ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งภายในระยะเวลาการคุมประพฤติ ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐที่ยึดถือครอบครองหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินคลองสวนแดนซึ่งเป็นที่ดินของรัฐและที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง และทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงานผู้รับจ้างและบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินนั้นได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 แต่เป็นมาตรการที่มุ่งประสงค์ให้รัฐอันเป็นเจ้าของที่ดินสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้โดยเร็วโดยไม่จำต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก ดังนี้ แม้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ด้วย ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐและที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอให้โจทก์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินที่เข้าไปยึดถือครอบครอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 360
ป.ที่ดิน ม. 108 ทวิ วรรคสอง ม. 108 ทวิ วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมศักดิ์ บุญมาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10662/2551
#497461
เปิดฉบับเต็ม

ที่งอกที่เกิดขึ้นจากการที่บุคคลอื่นสร้างเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลทำให้เกิดการสะสมของตะกอนทรายแล้วเกิดที่งอกจากที่ดินของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนหินดังกล่าวย่อมถือได้ว่าที่งอกของที่ดินของโจทก์เป็นที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่งอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308

จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่น้ำทะเลท่วมถึง ต่อมามีท่าเทียบเรือของเอกชนก่อสร้างยื่นลงไปในทะเล ที่ดินดังกล่าวจึงยังคงเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่ตอนหลังกลับให้การว่า หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของโจทก์ อันเป็นการขัดแย้งกันเองเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เท่ากับว่าจำเลยที่ 1 มิได้ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปด้วย แต่คำขอในส่วนนี้มิใช่เป็นคำขอให้ชำระค่าเสียหายหรือเงินอื่น ๆ บรรดาที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะเป็นคำขอที่มีผลต่อเนื่องจากคำขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท อันเป็นคำขอประธานเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอนาคตในชั้นฎีกาอีกส่วนหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นปี 2544 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 19863 ของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองเข้าไปปลูกโรงเรือน 1 หลัง สร้างรั้วลวดหนามล้อมที่ดินและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ เพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ ในที่ดินดังกล่าวรวมเป็นเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ หากโจทก์ให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 10,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 19863 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองและบริวารไม่รื้อถอน ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเองโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์น้ำทะเลท่วมถึง ต่อมามีการก่อสร้างท่าเทียบเรือของเอกชนยื่นลงไปในทะเล ทำให้ที่ดินพิพาทและที่ดินในละแวกใกล้เคียงตื้นเขินอย่างรวดเร็วมิได้งอกโดยธรรมชาติ ที่ดินพิพาทยังคงเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ เมื่อประมาณปี 2520 ชาวบ้านเข้าไปจับจองทำกินในที่ดินละแวกใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทอย่างเป็นสัดส่วน จำเลยที่ 1 ก็ได้เข้าจับจองทำกินในที่ดินพิพาทด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมานานเกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านหากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินไป ที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิได้บุกรุกที่ดินพิพาท สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 19863 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ตามรูปที่ดินภายในกรอบเส้นสีเขียวของแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท ให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพราะเป็นที่งอกริมตลิ่งหรือไม่ และในประเด็นที่สองว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ สำหรับประเด็นแรกข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทางราชการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 19863 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 55 ตารางวา ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2532 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 1 เข้าปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 84 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 19863 ตามหมายสีเขียวหมายเลข 1 ในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ทางราชการได้ทำบันทึกการได้มาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 19863 ของโจทก์ว่าโจทก์ได้มาโดยเป็นที่งอกโดยธรรมชาติ มีหลักฐานคือโฉนดที่ดินเลขที่ 18449, 18454, 18455 และ 18036 คณะกรรมการตรวจสภาพที่ดินได้ตรวจสอบที่ดินแล้วมีความเห็นว่าที่ดินแปลงนี้ตื้นเขินโดยธรรมชาติ พ้นสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.3 เหตุที่ที่ดินบริเวณที่ดินพิพาทเกิดที่งอกเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2511 บริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด ได้ก่อสร้างเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้เกิดการสะสมของตะกอนทรายชายฝั่งเกิดที่งอกจากชายฝั่งออกไปในทะเล โดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนดังกล่าว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่งอกริมตลิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติโดยแท้ แต่เกิดจากการสร้างเขื่อนหินซึ่งสร้างโดยแรงงานมนุษย์ยื่นลงไปในทะเลขวางกระแสน้ำเป็นเหตุให้มีการสะสมตะกอนทรายตรงบริเวณเขื่อนหินทางด้านทิศใต้จำนวนมากและอย่างรวดเร็วอันเป็นการผิดธรรมชาติ ที่งอกดังกล่าวจึงไม่ใช่ที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้น เห็นว่า แม้ที่งอกอันเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการที่บุคคลอื่นสร้างเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทำให้เกิดการสะสมของตะกอนทรายแล้วเกิดที่งอกจากที่ดินของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนหินดังกล่าวก็ถือได้ว่าที่งอกของที่ดินของโจทก์เป็นที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่งอกดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ในปัญหาว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่น้ำทะเลท่วมถึง ต่อมามีท่าเทียบเรือของเอกชนก่อสร้างยื่นลงไปในทะเล เป็นเหตุที่ดินพิพาทตื้นเขินขึ้นอย่างรวดเร็ว มิได้งอกตามธรรมชาติที่ดินดังกล่าวจึงยังคงเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่ตอนหลังกลังให้การว่าหากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของโจทก์ อันเป็นการขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เท่ากับว่าจำเลยที่ 1 มิได้ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นเพิ่มอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 5,300 บาท เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 5,500 บาท และที่จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 10,500 บาท จึงไม่ถูกต้อง กับแม้ฎีกาของจำเลยที่ 1 จะมีคำขอให้กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปด้วย แต่คำขอในส่วนนี้มิใช่เป็นคำขอให้ชำระค่าเสียหายหรือเงินอื่น ๆ บรรดาที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะเป็นคำขอที่มีผลต่อเนื่องจากคำขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากถิ่นพิพาท อันเป็นคำขอประธานเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอนาคตในชั้นฎีกาอีกส่วนหนึ่งต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาดังกล่าวแก่โจทก์และจำเลยที่ 1"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1308
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชะอำ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — นางสาวหรือนางยืน ชูยิ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10659/2551
#497413
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์กล่าวถึงสภาพเดิมของที่ดินพิพาท ซึ่งสามารถใช้ทำนาปลูกข้าวได้ แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงเป็นที่ดินตาบอดออกสู่ถนนสาธารณะไม่ได้เพราะสภาพแวดล้อมของแปลงที่ดินข้างเคียงที่เปลี่ยนไป โดยโจทก์มุ่งหมายอธิบายการแบ่งทรัพย์ที่ดินพิพาทดังคำขอบังคับท้ายฟ้องให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับการใช้สอยที่ดินของที่ดินข้างเคียง ไม่มีวลีใดหรือข้อความในวรรคตอนใดในคำฟ้องบ่งบอกว่าโจทก์และจำเลยทั้งสี่เคยตกลงกันแจ้งชัดหรือโดยปริยายตั้งวัตถุประสงค์การใช้สอยที่ดินพิพาทไว้โดยเฉพาะเจาะจงเพื่อทำนาหรือให้เช่าทำนาอย่างใดเลย และคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสี่เองที่ต่างสละประเด็นไปแล้ว ก็มิได้โต้เถียงไว้ในประการดังกล่าวเพียงแต่อ้างว่า การแบ่งแยกตามที่โจทก์ขอบังคับจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของรวมทุกคนและด้อยประโยชน์ที่เหมาะสมเท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงมิใช่เรื่องเกี่ยวกับสิทธิในการจัดการทรัพย์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 ตามที่จำเลยทั้งสี่โต้เถียง ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่นำหลักเกณฑ์เสียงข้างมากของเจ้าของรวมตลอดจนสิทธิตามสัดส่วนของเจ้าของรวมคนอื่นมาใช้บังคับ จึงชอบแล้ว

คดีนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินจากเจ้าของรวมคนอื่น จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 1363 และมาตรา 1364 มาใช้บังคับแก่กรณี ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตาบอดไม่เป็นโอกาสอันควรที่จะทำการแบ่งแยกในขณะนี้เพราะจะทำให้ที่ดินเฉพาะส่วนเจ้าของรวมคนอื่นมีราคาต่ำไปด้วย และโดยสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำปัจจุบันอาจถูกผู้ซื้อกดราคาจนต่ำมากทำให้จำเลยทั้งสี่เสียหายอย่างร้ายแรง จึงอยู่ในบังคับตามมาตรา 1363 วรรคสามที่บัญญัติว่า "ท่านว่าเจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้" นั้น จำเลยทั้งสี่ได้แถลงสละประเด็นตามคำให้การและไม่ติดใจสืบพยานต่อไป ตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 อันหมายความว่า ศาลพึงต้องชี้ขาดพิพากษาคดีไปตามประเด็นแห่งคดีในคำฟ้องและคำขอบังคับ เมื่อโจทก์ประสงค์ที่จะแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ประสงค์ที่จะแบ่งในเวลานี้โดยไม่ปรากฏเหตุโต้แย้งเพราะจำเลยทั้งสี่สละประเด็นตามคำให้การแล้ว ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์เป็นกรณีไม่ต้องห้ามที่จะเรียกให้แบ่งแยกดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1363 วรรคสาม จึงชอบแล้ว และถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริต

แม้คำฟ้องโจทก์จะมิได้มีคำขอบังคับตามนัยมาตรา 1364 แต่การที่โจทก์ยื่นฟ้องมาโดยประสงค์ให้ศาลพิพากษาแบ่งที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันอันมิได้แบ่งแยกส่วนเฉพาะเจาะจงเป็นประการสำคัญ ศาลย่อมมีอำนาจแบ่งให้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1364 วรรคสอง ได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ยินยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินดังกล่าวจัดสัดส่วนออกเป็น 5 ท่อน แล้วให้โจทก์จับสลากว่าจะได้ท่อนไหน แล้วให้แบ่งแยกโฉนดออกเป็นโฉนดใหม่ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของต่อไป ถ้าจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสี่และโจทก์เว้นให้มีทางภาระจำยอมในที่ดินแปลงส่วนที่เหลือจากการจับสลากของโจทก์ และที่ดินส่วนที่โจทก์จับสลากได้ให้มีทางภาระจำยอม 2 เส้นทาง กว้างเส้นทางละ 6 เมตร โดยให้มีลักษณะใกล้เคียงกับที่ดินแปลงข้างเคียงที่จัดสรรแล้ว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ดำเนินการจดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอมดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาก่อนสืบพยาน โจทก์กับจำเลยทั้งสี่รับข้อเท็จจริงกันว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1517 ตามฟ้องจริงโจทก์ประสงค์ที่จะแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ประสงค์ที่จะแบ่ง คู่ความจึงขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดคดี โดยจำเลยทั้งสี่ขอสละประเด็นในคำให้การทั้งหมดและคู่ความไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1517 เลขที่ดิน 20 ตำบลลำปทิว อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เนื้อที่ตามส่วนที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดิน โดยให้ตกลงแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ ให้ฝ่ายที่เสนอราคาสูงเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ไปทั้งหมด หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว แล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสาวสมัญญาทายาทของจำเลยที่ 2 ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้แบ่งที่ดินพิพาทนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 ที่จำเลยทั้งสี่ยกมาเป็นข้อโต้เถียงในฎีกานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในการจัดการทรัพย์ร่วมกัน ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าววางหลักเกณฑ์ให้ตกลงกันโดยคะแนนเสียงข้างมากแห่งเจ้าของรวม และรวมทั้งการจัดการในทางเปลี่ยนแปลงวัตถุที่ประสงค์ที่จะต้องถือว่าตกลงกันได้ก็แต่เมื่อเจ้าของรวมเห็นชอบทุกคนเท่านั้น อย่างไรก็ดีที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาทแปลงมรดกดังกล่าวมีสภาพใช้ทำนามาก่อนแต่ได้ทิ้งร้างไปหลายปีแล้ว ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้เป็นหมู่บ้านจัดสรร เจ้าของหมู่บ้านทั้งสองด้านดังกล่าวได้ตัดถนนเอกชนจากถนนคุ้มเกล้าเข้าที่ดินของตน ส่วนที่ดินพิพาทยังไม่มีถนนสาธารณะหรือถนนเข้าที่ดิน ที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงไม่เหมาะสมจะใช้ทำนาอีกต่อไป ควรต้องแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยเพื่อใช้ปลูกบ้านหรือแบ่งขายจัดสรรนั้นเป็นเพียงการกล่าวถึงสภาพเดิมของที่ดินพิพาท ซึ่งสามารถใช้ทำนาปลูกข้าวได้แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงเป็นที่ดินตาบอดออกสู่ถนนทางสาธารณะไม่ได้เพราะสภาพแวดล้อมของแปลงที่ดินข้างเคียงที่เปลี่ยนไปโดยโจทก์มุ่งหมายอธิบายการแบ่งทรัพย์ที่ดินพิพาทดังคำขอบังคับท้ายฟ้องให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับการใช้สอยที่ดินของที่ดินข้างเคียง ดังเห็นได้จากข้อความที่ว่าริมเขตที่ดินด้านทิศตะวันตกต้องเว้นเป็นถนนกว้างประมาณ 8 เมตร ไม่มีวลีใดหรือข้อความในวรรคตอนใดในคำฟ้องมีนัยบ่งบอกว่าโจทก์และจำเลยทั้งสี่เคยตกลงกันแจ้งชัดหรือโดยปริยายตั้งวัตถุประสงค์การใช้สอยที่ดินพิพาทไว้โดยเฉพาะเจาะจงเพื่อการทำนาหรือให้เช่าทำนาอย่างใดเลยและแม้แต่ตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสี่เองที่ต่างสละประเด็นไปแล้ว ก็มิได้โต้เถียงไว้ในประการดังกล่าว เพียงแต่เกี่ยงเลี่ยงว่าการแบ่งแยกตามที่โจทก์ฟ้องขอบังคับเหล่านั้นรังแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของรวมทุกคนและด้อยประโยชน์ที่เหมาะสม ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาโดยมีข้อวินิจฉัยไม่นำหลักเกณฑ์คะแนนเสียงข้างมากของเจ้าของรวมตลอดจนสิทธิตามสัดส่วนของเจ้าของรวมคนอื่นมาใช้บังคับจึงถูกต้องชอบแล้ว

คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ในฐานะเจ้าของรวมฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินจากเจ้าของรวมคนอื่น จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 และมาตรา 1364 มาใช้บังคับแก่กรณี ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตาบอดไม่เป็นโอกาสอันควรที่จะทำการแบ่งแยกในขณะนี้ เพราะจะทำให้ที่ดินเฉพาะส่วนเจ้าของรวมคนอื่นมีราคาต่ำไปด้วย และโดยสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำปัจจุบันอาจถูกผู้ซื้อกดราคาจนต่ำมากทำให้จำเลยทั้งสี่เสียหายอย่างร้ายแรง จึงอยู่ในบังคับตามมาตรา 1363 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ท่านว่าเจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้" นั้น จำเลยทั้งสี่ได้แถลงสละประเด็นตามคำให้การและไม่ติดใจสืบพยานต่อไป ดังปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 อันหมายความว่าศาลพึงต้องชี้ขาดพิพากษาคดีไปตามประเด็นแห่งคดีในคำฟ้องและคำขอบังคับเมื่อโจทก์ประสงค์ที่จะแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ประสงค์ที่จะแบ่งในเวลานี้โดยไม่ปรากฏเหตุโต้แย้งเนื่องเพราะจำเลยทั้งสี่สละประเด็นตามคำให้การแล้ว ดังนี้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาโดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์เป็นกรณีไม่ต้องห้ามที่จะเรียกให้แบ่งแยกดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1363 วรรคสาม จึงชอบแล้ว และถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตด้วย อีกทั้งถึงแม้คำฟ้องโจทก์จะมิได้มีคำขอบังคับตามนัย มาตรา 1364 แต่การที่โจทก์ยื่นฟ้องมาโดยประสงค์ให้ศาลพิพากษาแบ่งที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันอันมิได้แบ่งแยกส่วนเฉพาะเจาะจงเป็นประการสำคัญ ศาลย่อมมีอำนาจแบ่งให้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1364 วรรคสองได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งถือว่าถูกต้องเป็นธรรมตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้แบ่งที่ดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358 ม. 1363 ม. 1364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัชฌา เอกจิตต์
จำเลย — นายวสัตน์ เอกะจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายวัฒนา สุขประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10633/2551
#500919
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ซึ่งเป็นคู่สมรส นิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1476 (1) และเมื่อจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสคืนให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการฟ้องเรียกเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของโจทก์ด้วย หากโจทก์ชนะคดีย่อมได้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืน จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์ หากโจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนทั้งหมด และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด โจทก์ย่อมได้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดคืนมา จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันไปจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องซึ่งจดทะเบียนขายฝากไว้เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาบางกอกน้อยโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาและหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,592,500 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไปดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 56234 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 106/27 ซึ่งจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ทั้งนี้ให้เพิกถอนเฉพาะในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกคำขออื่นนอกจากนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างได้ยื่นฎีกา เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ก่อน โดยมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมในสินสมรสย่อมสามารถจำหน่ายจ่ายโอนในส่วนของจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมในส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทั้งหมด แทนที่จะเพิกถอนเฉพาะในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรส นิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทั้งหมดเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต่อไปต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่โจทก์มาฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์จึงควรที่จะเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เพียง 200 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเพื่อให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทอันเป็นสินสมรสคืนให้แก่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกเอาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาเป็นของโจทก์ด้วยนั่นเอง ซึ่งเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทกลับคืนมา จึงเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เมื่อศาลชั้นต้นในคดีนี้พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทั้งหมด ซึ่งถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด โจทก์ย่อมได้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดคืนมา อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เช่นเดียวกันที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1) ม. 1476 (1) ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวลิต อิศรางกูร ณ อยุธยา
นางฉวีวรรณหรือพรรณิสราหรือ
ปัญจรีย์ อิศรางกูร ณ อยุธยาหรือ
จำเลย — พงษ์สุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10629/2551
#500624
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม เนื่องจากโจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่โจทก์ที่ต้องนำสืบให้ได้ความตามประเด็นที่กล่าวอ้างในคำฟ้อง

การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่งมิได้หมายความว่าจะต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอันเกิดจากการนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายเสมอไป หากปรากฏว่าฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์แต่พยานหลักฐานไม่น่าเชื่อถือหรือนำสืบไม่สมข้ออ้าง แม้เป็นการนำสืบฝ่ายเดียวโดยคู่ความอีกฝ่ายไม่มีพยานมาสืบก็ต้องแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,713,058.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,040,565 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ยืมเงินในสัญญากู้ยืมเงิน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เนื่องจากโจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่โจทก์ที่ต้องนำสืบให้ได้ความ ตามประเด็นที่กล่าวอ้างในคำฟ้องซึ่งในทางนำสืบโจทก์ได้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกไร่ของโจทก์ได้ขอสินเชื่อจากโจทก์เพื่อทำไร่ สินเชื่อดังกล่าวมีทั้งส่วนที่เป็นเงิน พันธุ์พืช ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช จำเลยทั้งสองตกลงว่าหากได้ผลผลิตแล้วจะนำมาขายให้แก่โจทก์เพื่อหักกลบลบหนี้กับหนี้สินเชื่อดังกล่าว โจทก์ได้ผลประโยชน์จากการให้สินเชื่อเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยทั้งสองขอสินเชื่อจากโจทก์เป็นเวลาประมาณ 15 ปี นอกจากนี้ในปี 2532 จำเลยทั้งสองยังได้กู้ยืมเงินโจทก์อีก 250,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินของนายเลื่อนต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2540 มีการคิดบัญชีหนี้สินต่อกัน ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ 1,040,565 บาท โจทก์จึงให้นางสาววิภารัตน์น้องสาวโจทก์เขียนสัญญากู้ยืมเงินแล้วให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ยืมเงินและให้นางสาวหทัยภรณ์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้แก่โจทก์เพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2541 เป็นเงิน 60,000 บาท แล้วไม่ชำระอีกเลย เห็นว่า นอกจากสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาอ้างเป็นหลักฐานซึ่งจำเลยทั้งสองโต้แย้งถึงความถูกต้องของมูลหนี้แล้วโจทก์ไม่มีเอกสารหรือหลักฐานใด ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของยอดหนี้ที่โจทก์นำมาแปลงหนี้เป็นหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว คงมีแต่คำเบิกความของโจทก์ลอย ๆ ส่วนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือนางสาวหทัยภรณ์ ก็เป็นเพียงผู้ที่ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมิได้รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของยอดหนี้ที่โจทก์นำมาแปลงหนี้เป็นหนี้เงินกู้แต่อย่างใดยิ่งกว่านั้นนางสาวหทัยภรณ์ยังเบิกความขัดแย้งกับโจทก์เกี่ยวกับยอดหนี้ในสัญญากู้ยืมเงิน โดยโจทก์เบิกความว่าเป็นยอดหนี้ที่โจทก์นำเอาดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองค้างชำระมารวมเข้ากับต้นเงิน แต่นางสาวหทัยภรณ์เบิกความว่าเป็นยอดหนี้ที่โจทก์คิดเฉพาะต้นเงินไม่รวมดอกเบี้ย นอกจากนี้เมื่อพิเคราะห์ถึงสีน้ำหมึกของลายมือชื่อในช่องผู้ให้กู้ช่องผู้กู้ยืมเงินและช่องพยานในสัญญากู้ยืมเงินแล้วปรากฏว่ามีความเข้มแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่น่าเชื่อว่าเป็นสีน้ำหมึกของปากกาด้ามเดียวกัน ที่โจทก์อ้างว่าใช้ปากกาด้ามเดียวกันเขียนจึงขัดต่อเหตุผล พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีพิรุธและไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่งก็มิได้หมายความว่าจะต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอันเกิดจากการนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายเสมอไปดังที่โจทก์อ้าง หากปรากฏว่าฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์แต่พยานหลักฐานไม่น่าเชื่อถือหรือนำสืบไม่สมข้ออ้างแม้เป็นการนำสืบฝ่ายเดียวโดยคู่ความอีกฝ่ายไม่มีพยานมาสืบก็ต้องแพ้คดี ดังนั้น เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือโจทก์ก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีสำหรับเหตุผลอื่น ๆ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก และฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ก็ไม่มีน้ำหนักพอให้เปลี่ยนแปลงผลคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพีรศักดิ์ วิกิจการโกศล
นายแสน ทวีเขตกิจหรือ
จำเลย — ทวีเขตรกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10595/2551
#500917
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ทรงเช็คผู้ถือมีสิทธิโอนโดยการส่งมอบเช็คให้แก่โจทก์โดยโจทก์หาจำต้องมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยผู้สั่งจ่ายไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 918 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และเมื่อเช็คพิพาทตกมาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ในฐานะผู้ถือโดยโจทก์อ้างว่ามีผู้นำมาแลกเงินสดจากโจทก์ และจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คมาโดยไม่สุจริต จึงต้องฟังว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทมาโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 และมีสิทธิที่จะจดวันออกเช็คตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คพิพาทซึ่งจำเลยไม่ได้ลงวันสั่งจ่ายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบ มาตรา 989 วรรคหนึ่ง เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่ ช. โดยมีข้อตกลงมิให้นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคาร และต่อมาได้มีการหักกลบลบหนี้กันระหว่างจำเลยกับ ช. แล้ว จึงไม่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาทอีกต่อไปแล้วนั้น เป็นการต่อสู้โจทก์ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยกับ ช. ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อน ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 916 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายให้ผู้สั่งจ่ายยกความเกี่ยวพันระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อนขึ้นต่อสู้ผู้ทรงได้ในกรณีที่ ช. หรือผู้ทรงคนถัดไปโอนเช็คพิพาทให้โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉล จำเลยจึงยกข้อต่อสู้ว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ต่อกันขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดนัดต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาจันทบุรี จำนวนเงินฉบับละ 300,000 บาท รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 15 ตุลาคม 2545 ฉบับที่สองลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 และฉบับที่สามลงวันที่ 20 ธันวาคม 2545 เช็คดังกล่าวมีผู้นำมาแลกเงินสดจากโจทก์ เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 942,375 พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นาย ช.เจริญไทย เพื่อเป็นหลักฐานในการเล่นแชร์โดยไม่ได้ลงวันสั่งจ่าย และมีข้อตกลงให้นำเช็คมาแลกเงินสดเมื่อมีการเปียแชร์ ไม่ให้นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารและไม่อนุญาตให้บุคคลใดลงวันที่ในเช็ค เช็คพิพาทจึงไม่เป็นเช็คตามกฎหมาย ต่อมานาย ช.เจริญไชย ซื้ออะไหล่เครื่องยนต์จากจำเลยและมีการหักกลบลบหนี้ระหว่างจำเลยกับนาย ช.เจริญไชย จึงไม่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาทอีกต่อไปแล้ว จำเลยไม่ได้นำเช็คพิพาทไปแลกเงินสดจากโจทก์หรือมอบเช็คพิพาทให้บุคคลใดนำไปแลกเงินสดจากโจทก์ จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 942,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 กันยายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทรับผิดใช้เงินตามเช็ค แม้โจทก์จะไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยดังที่จำเลยให้การ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินแก่ผู้ถือซึ่งการโอนเช็คดังกล่าวทำได้เพียงด้วยส่งมอบให้กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ผู้ทรงเช็คพิพาทจึงมีสิทธิโอนเช็คให้แก่โจทก์โดยโจทก์หาจำต้องมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยไม่ และเมื่อเช็คพิพาทตกมาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ในฐานะผู้ถือโดยโจทก์อ้างว่ามีผู้นำมาแลกเงินสดจากโจทก์ และจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คมาโดยไม่สุจริต จึงต้องฟังว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทมาโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 และมีสิทธิที่จะจดวันออกเช็คตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คพิพาทซึ่งจำเลยไม่ลงวันสั่งจ่ายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นาย ช.เจริญไชย เพื่อเป็นหลักฐานในการเล่นแชร์โดยมีข้อตกลงไม่ให้นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคาร ต่อมานาย ช.เจริญไชย ซื้ออะไหล่เครื่องยนต์จากจำเลยมีการหักกลบลบหนี้กันระหว่างจำเลยกับนาย ช.เจริญไชย จึงไม่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาทอีกต่อไปแล้วนั้น เป็นการต่อสู้โจทก์ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยกับนาย ช.เจริญไชยซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อน ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายให้ผู้สั่งจ่ายยกความเกี่ยวพันระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อนขึ้นต่อสู้ผู้ทรงได้ในกรณีที่นาย ช.เจริญไชยหรือผู้ทรงคนถัดไปโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉลเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่ามีการโอนเช็คพิพาทให้โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยจึงยกข้อต่อสู้ว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ต่อกันขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ดังนั้นแม้จะพิจารณาตามคำให้การจำเลยก็ไม่มีข้อที่จะทำให้จำเลยพ้นความรับผิดตามเช็คที่โจทก์ฟ้องได้ คดีย่อมวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่สืบมาแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดนัดต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 224 ม. 900 ม. 904 ม. 910 ม. 914 ม. 916 ม. 918 ม. 989
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปรานอม โรจนมณเฑียร
จำเลย — นายวีระ สงวนเศรษฐกุล
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10588/2551
#500445
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเอาต้นเงินกับดอกเบี้ยค้างชำระมารวมไว้ในสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่และคิดดอกเบี้ยในหนี้ต้นเงินใหม่ดังกล่าว การคิดดอกเบี้ยจากดอกเบี้ยที่นำมาทบต้นจึงเป็นการคิดดอกเบี้ยที่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 655 วรรคหนึ่ง เมื่อดอกเบี้ยตามฟ้องได้รวมเอาดอกเบี้ยที่ต้องห้ามตามกฎหมายไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่สามารถแยกดอกเบี้ยที่ต้องห้ามดังกล่าวออกมาให้ทราบได้ ฉ. จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เฉพาะต้นเงินที่กู้ยืมเท่านั้น โดยให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญานับแต่เวลาที่ ฉ. ผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินจำนวน 1,098,658 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 762,193.98 บาท รวมจำนวน 1,860,851.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,098,658 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นางเฉลากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ...ศาลได้ตรวจเปรียบเทียบลายมือชื่อนางเฉลาในเอกสารต่างๆ ที่ปรากฏในสำนวน เช่น หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ที่จำเลยทั้งสองส่งประกอบคำถามค้านไว้ ปรากฏว่ารูปทรงของตัวอักษร ลักษณะและลีลาของการเขียนมีความละม้ายคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมากกับที่นางเฉลาลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ทำขึ้นใหม่ รวมทั้งลายมือชื่อที่ปรากฏในรายการที่กู้เพิ่มครั้งหลังที่ปราฏในเอกสารหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวด้วย อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็มิได้ปฏิเสธว่านางเฉลามิได้กู้ยืมเงินครั้งแรก คงยอมรับผิดโดยอ้างว่ากู้ยืมเงินเพียง 30,000 บาท เท่านั้น ตามเอกสารที่ทนายความของจำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทราบ จึงน่าเชื่อว่า ลายมือชื่อของนางเฉลาที่ปรากฏในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับต่างๆเป็นลายมือชื่อของนางเฉลาจริง หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับต่าง ๆ จึงไม่ใช่เอกสารปลอมดังคำอ้างของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับนางเฉลาได้นำโฉนดที่ดินของตนเองมาวางไว้เป็นประกันด้วย จึงน่าเชื่อว่านางเฉลาได้กู้ยืมเงินของโจทก์ไปจริง มิฉะนั้นจะนำเอาโฉนดที่ดินมาวางไว้เป็นประกันด้วยเหตุผลใด แต่นางเฉลาจะต้องรับผิดเพียงใดนั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความยอมรับว่าได้นำเอาต้นเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับเดิมกับดอกเบี้ยที่ค้างชำระมารวมไว้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ด้วย แต่มิได้คำนวณแยกส่วนสัดมาให้ชัดว่าจำนวนใดเป็นต้นเงินจำนวนใดเป็นดอกเบี้ย คงระบุว่าสำหรับต้นเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมีจำนวนเพียง 30,000 บาท หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 มีจำนวนเพียง 360,000 บาท หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 3 มีจำนวนเพียง 170,000 บาท หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 4 มีจำนวนเพียง 120,000 บาท หนังสือสัญญากู้ยืมฉบับที่ 5 มีจำนวนเพียง 100,000 บาท หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ มีจำนวนเพียง 220,000 บาท รวมเป็นต้นเงินที่นางเฉลาต้องรับผิดทั้งสิ้น 1,000,000 บาท เมื่อรวมกับต้นเงินที่กู้เพิ่มเติมซึ่งปรากฏตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอีกจำนวน 30,000 บาท จำนวน 10,000 บาท และจำนวน 40,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบต่อสู้ไว้ รวมหนี้ที่นางเฉลาเป็นลูกหนี้โจทก์เฉพาะต้นเงินจำนวน 1,080,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยนั้น เมื่อโจทก์เบิกความยอมรับว่าได้นำเอาต้นเงินรวมกับดอกเบี้ยค้างชำระรวมไว้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ด้วย และคิดดอกเบี้ยในหนี้เงินฉบับใหม่ ดอกเบี้ยในส่วนที่นำมาทบต้นนี้จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคหนึ่ง เมื่อดอกเบี้ยทั้งหมดได้รวมเอาดอกเบี้ยซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่สามารถแยกดอกเบี้ยที่ต้องห้ามดังกล่าวออกมาให้ทราบได้ นางเฉลาจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เฉพาะต้นเงินที่กู้ยืมเท่านั้น โดยให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญานับแต่เวลาที่นางเฉลาผิดนัด ซึ่งโจทก์เบิกความว่านางเฉลาเป็นหนี้ต้นเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท กำหนดชำระเงินคืน วันที่ 2 เมษายน 2536 เมื่อครบกำหนดแล้ว นางเฉลาไม่ชำระต้นเงินตามสัญญา แต่ปรากฏว่าโจทก์ยังคงให้นางเฉลากู้ยืมเงินเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง เห็นได้ว่าโจทก์มิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้นางเฉลาชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่อมานางเฉลาถึงแก่ความตายและโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของนางเฉลาชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ในวันที่ 2 สิงหาคม 2544 ส่วนจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ในวันที่ 4 สิงหาคม 2544 จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 1,080,000 บาท นับแต่วันดังกล่าว โดยให้คิดตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนางเฉลาผิดนัดจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2544) รวมเป็นดอกเบี้ย 5,770 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิเสธความเป็นทายาทของนางเฉลาจึงรับผิดเท่าที่ไม่เกินทรัพย์มรดกของนางเฉลาที่ตนเองได้รับ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มาทั้งหมดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,085,770 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,080,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าจำนวนทรัพย์มรดกของนางเฉลาผู้กู้ที่จะตกได้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 655 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนพวรรณ กุลละวณิชย์
จำเลย — นายสุรพล สุขพงษ์ไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10579/2551
#451846
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์..." ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น "เพื่อหากำไร" เท่านั้น แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องปรากฏแต่เพียงว่า จำเลยเปิดแผ่นเอ็มพีสามและซีดีเพลงให้ลูกค้าในร้านอาหารได้ร้องและฟังเพลงของผู้เสียหาย 1 แผ่น "เพื่อประโยชน์ในทางการค้า" ขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยแต่ไม่ปรากฏในคำฟ้องว่าจำเลยกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ร้องและฟังเพลงโดยเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลงดังกล่าวหรือเรียกเก็บรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตาม พ.ร.บ.จั้ดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 185

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 17, 31, 70, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง ของกลางคืนให้แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์..." ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น "เพื่อหากำไร" เท่านั้น แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นปรากฏว่าจำเลยเปิดแผ่นเอ็มพี 3 และซีดีเพลงให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยได้ร้องและฟังเพลงของผู้เสียหาย จำนวน 1 เพลง เพียง "เพื่อประโยชน์ในทางการค้า" ขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลย ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ร้องและฟังเพลง โดยเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลงดังกล่าว หรือเรียกเก็บรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นางอัญชลี บุญอุทิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10579/2551
#500916
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 31 โดยโจทก์บรรยายฟ้องเพียงแต่ว่าจำเลยเปิดแผ่นเอ็มพี 3 และซีดีเพลงให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยได้ร้องและฟังเพลงของผู้เสียหายจำนวน 1 เพลง เพียง "เพื่อประโยชน์ในทางการค้า" ขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลย ซึ่งความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น "เพื่อหากำไร" เท่านั้นแต่ตามคำบรรยายฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ร้องและฟังเพลง โดยเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลงดังกล่าวหรือเรียกเก็บรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 31 เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นด้วย ดังนั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 185

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรมสิ่งบันทึกเสียงโสตทัศนวัสดุเพลง "ที่หนึ่งไม่ไหว" ของบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศไทยตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ โดยนำเอาเพลง "ที่หนึ่งไม่ไหว" ที่มีผู้อื่นทำซ้ำ โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายในลักษณะแผ่นเอ็มพี 3 และซีดีเพลงเปิดให้บริการลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในร้านอาหาร "เจ้จิ๋ม จิ้มจุ่ม" ของจำเลยได้ร้องและฟังเพลง "ที่หนึ่งไม่ไหว" อันเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ในทางการค้าขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเพลงดังกล่าวได้กระทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย และไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเครื่องเล่นวีซีดี จำนวน 1 เครื่อง และแผ่นซีดี จำนวน 1 แผ่น อันเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้เปิดเพลง "ที่หนึ่งไม่ไหว" บริการแก่ลูกค้าดังกล่าว เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 17, 31, 70, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องของกลางคืนให้แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์.." ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น "เพื่อหากำไร" เท่านั้น แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นปรากฏว่าจำเลยเปิดแผ่นเอ็มพี 3 และซีดีเพลงให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยได้ร้องและฟังเพลงของผู้เสียหายจำนวน 1 เพลง เพียง "เพื่อประโยชน์ในทางการค้า" ขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลย ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ร้องและฟังเพลงโดยเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลงดังกล่าวหรือเรียกเก็บรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นด้วย ดังนั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นางอัญชลี บุญอุทิศ
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10553/2551
#500913
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือมอบอำนาจช่วง และฟ้องเดิมของโจทก์ระบุว่าฟ้อง นางสาวดารุณีเป็นจำเลยที่ 1 โดยให้รับผิดในมูลละเมิด ระบุว่าภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 3 อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ต่อมาโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยแก้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นนางดารุณีหรือนางสาวดรุณี และขอแก้ไขภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นบ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 10 ซึ่งภูมิลำเนาตามที่ขอแก้ไขตรงกับภูมิลำเนาปัจจุบันของจำเลยที่ 1 ที่ให้การระบุว่า จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 10 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง โดยระบุว่าย้ายมาจากบ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันที่ทำละเมิดในคดีนี้ ดังนี้จึงเป็นการแก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุล และภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเดิมซึ่งเป็นจำเลยคนเดียวกัน มิใช่แก้ไขคำฟ้องโดยเปลี่ยนตัวจำเลยที่ 1 จากนางสาวดารุณี เป็นนางสาวดรุณี ซึ่งเป็นคนละคนกันแต่อย่างใด อีกทั้งการที่โจทก์ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลของจำเลยที่ 1 ในหนังสือมอบอำนาจช่วงและคำฟ้องเดิมผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ก็เป็นการสะกดชื่อตัวผิดเล็กน้อยจาก "นางสาวดรุณี" เป็น "นางสาวดารุณี" พอถือว่าเป็นชื่อเดียวกันนั้นเอง ส่วนชื่อสกุลสะกดผิดจาก "สังข์แก้ว" เป็น "สังข์ทอง" ก็ผิดเฉพาะพยางค์ท้ายเท่านั้น พยางค์หน้าเป็นคำเดียวกัน ชื่อสกุลจึงคล้ายคลึงกันมาก แสดงว่าที่ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลจำเลยที่ 1 ผิดเกิดจากการสับสนเข้าใจผิดในชื่อของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ถือว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 และได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงถูกตัวและถูกต้องชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 470,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้บรรยายฟ้องว่ารถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายอย่างไร และไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับนายเสถียรเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอย่างไร วันเกิดเหตุนายเสถียรทำงานในทางการที่จ้างให้แก่จำเลยที่ 1 อย่างไร เหตุละเมิดไม่ได้เกิดจากความประมาทของนายเสถียร ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ค่าซ่อมแซมรถไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 และนายเสถียร จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-2125 พัทลุง จากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ส่งมอบการครอบครองให้จำเลยที่ 1 ไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนยัน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.6 โจทก์มอบอำนาจให้นายสมพจน์ มีอำนาจดำเนินคดีแทนและมอบอำนาจช่วงได้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.7 นายสมพจน์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายทรงชัย หรือนายสุนันท์ หรือนายศราวุธ ฟ้องคดีนี้แทนตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 โจทก์รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ตามกรมธรรม์ประกันภัย เอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง นายทักษิณ ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ไปตามถนนสายเอเซีย 41 จากอำเภอทุ่งสงมุ่งหน้าไปทางอำเภอเวียงสระ นายเสถียร ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 จังหวัดพัทลุง จากอำเภอเวียงสระมุ่งหน้าไปอำเภอทุ่งสง เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกทั้ง 2 คัน ได้ชนกันได้รับความเสียหายตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ป.จ.1 ของศาลแพ่งธนบุรี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.8 มีข้อความว่า นายสมพจน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายทรงชัยฟ้องและดำเนินคดีกับนางสาวดารุณี ที่ 1 บริษัทหาดใหญ่สหมอเตอร์ จำกัด ที่ 2 และผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีและตามคำฟ้องเดิมโจทก์ได้ฟ้องนางสาวดารุณี เป็นจำเลยที่ 1 บริษัทหาดใหญ่สหมอเตอร์ จำกัด เป็นจำเลยที่ 2 โดยฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง และจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าวร่วมกันเป็นนายจ้างหรือตัวการของนายเสถียร ผู้ทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือมอบหมายจากจำเลยทั้งสองโดยคำฟ้องเดิมระบุภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ว่า อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 3 อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง แม้ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องลงวันที่ 24 เมษายน 2541 โดยขอแก้ชื่อจำเลยที่ 1 จากนางสาวดารุณี เป็นนางดารุณีหรือนางสาวดรุณี และได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2541 ขอแก้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นนางสาวดรุณี และขอแก้ไขภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นบ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 10 ก็เป็นการแก้ไขชื่อตัวชื่อสกุลและภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเดิมซึ่งเป็นจำเลยคนเดียวกัน มิใช่การแก้ไขคำฟ้องโดยการเปลี่ยนตัวจำเลยที่ 1 จากนางสาวดารุณี เป็นนางสาวดรุณี ซึ่งเป็นคนละคนกัน ภูมิลำเนาที่ขอแก้ไขนั้นก็ตรงกับภูมิลำเนาปัจจุบันของจำเลยที่ 1 ที่ให้การระบุว่า จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 10 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารท้ายคำร้องดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนามาจากบ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งก็ตรงกับภูมิลำเนาของนางสาวดารุณี จำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องเดิมก่อนมีการแก้ไขและตรงกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนท้ายคำร้องดังกล่าว ทั้งตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ที่ระบุในคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลชื่อนางสาวดารุณีหรือดรุณี อันจะแสดงว่าฟ้องผิดตัว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวและเป็นนายจ้างหรือตัวการนายเสถียรผู้ทำละเมิดตามที่โจทก์เข้าใจ ตามหนังสือมอบอำนาจและตามฟ้องมานั้นเอง ที่โจทก์ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลของจำเลยที่ 1 ในหนังสือมอบอำนาจช่วงและคำฟ้องเดิมผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ก็เป็นการสะกดชื่อตัวผิดเล็กน้อยจาก "นางสาวดรุณี" เป็น "นางสาวดารุณี" พอถือว่าเป็นชื่อเดียวกันนั้นเอง ส่วนชื่อสกุลสะกดผิดจาก "สังข์แก้ว" เป็น "สังข์ทอง" ก็ผิดเฉพาะพยางค์ท้ายเท่านั้น พยางค์หน้าเป็นคำเดียวกัน ชื่อสกุลจึงคล้ายคลึงกันมาก แสดงว่าที่ระบุชื่อตัวและชื่อสกุลจำเลยที่ 1 ผิดเกิดจากการสับสนเข้าใจผิดในชื่อของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ถือว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 และได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.8 ถูกตัวและถูกต้องชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้ออื่น ๆ ให้ครบถ้วนทุกข้อ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่การย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาในประเด็นข้ออื่น ๆ ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้นจะทำให้คดีล่าช้าเสียความเป็นธรรมโดยไม่จำเป็น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่น ๆ นั้นไปในคำพิพากษานี้

ในปัญหาที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากมิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ภายใน 1 ปี นับแต่เกิดเหตุละเมิด เห็นว่า เหตุละเมิดเกิดวันที่ 13 กันยายน 2539 วันสุดท้ายที่ครบกำหนด 1 ปี คือวันที่ 13 กันยายน 2540 เป็นวันเสาร์และวันที่ 14 ก็เป็นวันอาทิตย์หยุดทำการตามประเพณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/4 ประกอบมาตรา 193/8 ให้วันเริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลาอายุความ 1 ปี นั้น ดังนั้นโจทก์จึงฟ้องคดีนี้วันที่ 15 ซึ่งเป็นวันจันทร์เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันเสาร์และอาทิตย์ได้ ถือว่าโจทก์ฟ้องภายในกำหนดอายุความ 1 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ในปัญหาที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับนายเสถียร เป็นนายจ้างลูกจ้างกันอย่างไร วันเกิดเหตุนายเสถียรทำงานอะไร ซึ่งเป็นงานในทางการที่จ้างให้แก่จำเลยที่ 1 รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ซึ่งทำประกันไว้กับโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร ต้องซ่อมแซมอย่างไรบ้าง เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในเรื่องนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง เป็นนายจ้างหรือตัวการของนายเสถียร จ้างวานใช้ให้นายเสถียรกระทำไปในทางการที่จ้างหรือที่มอบหมายในขณะเกิดเหตุนายเสถียรเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง ไปในทางการที่จ้างหรือที่มอบหมายจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 เวลา 15.30 นาฬิกา นายเสถียรขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง จากอำเภอเวียงสระมาตามถนนสายเอเซีย 41 มุ่งหน้าไปอำเภอทุ่งสง ด้วยความประมาทขับรถด้วยความเร็วสูงเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้ขับแซงรถจักรยานยนต์ล้ำเข้าไปในช่องทางรถสวนอย่างกะทันหันและรวดเร็วพุ่งเข้าชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ทำให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ได้รับความเสียหายได้แก่ กันชนหน้าแตก กระโปรงหน้าแตก กระจกหน้าแตก และอื่น ๆ ปรากฏตามใบเสนอราคาและภาพถ่าย เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และ 6 โจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวได้ทำการซ่อมแซม โดยเสียค่าใช้จ่าย ค่าซ่อมแซม และค่าลากรถมาซ่อม รวมเป็นเงิน 470,000 บาท ปรากฏตามสำเนาใบสั่งซ่อมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว เห็นว่า การบรรยายฟ้องตามคำฟ้องดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า นายเสถียรเป็นลูกจ้างขับรถของจำเลยที่ 1 และขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ไปเกิดเหตุชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายกันชนหน้าแตก และอื่น ๆ รวมเป็นค่าเสียหาย 470,000 บาท ตามใบเสนอราคา ภาพถ่ายและใบสั่งซ่อมท้ายฟ้องหมายเลข 5 ถึง 7 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงชัดแจ้งไม่เคลือบคลุม

ในปัญหาที่ว่า เหตุรถยนต์ทั้งสองคันชนกันเกิดจากความประมาทของนายเสถียรหรือนายทักษิณ โจทก์มีนายทักษิณ ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานขับรถคันดังกล่าวจากอำเภอถ้ำพรรณรามุ่งหน้าไปทางอำเภอเวียงสระ เมื่อเลยสามแยกพรรณราประมาณ 100 เมตร รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง ได้หลบรถจักรยานยนต์มาชนหน้ารถด้านขวา พยานหลบไม่พ้นและรถยนต์คันที่พยานขับตกข้างทาง โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกยศ ขณะเกิดเหตุรับราชการอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำหน้าที่เวรสอบสวนคดีอาญาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานได้รับแจ้งเหตุจึงไปที่เกิดเหตุ พบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 2125 พัทลุง และคันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ซึ่งเฉี่ยวชนกันอยู่ในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนนายเสถียรขับรถแซงรถจักรยานยนต์ล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถของนายทักษิณเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน พยานสรุปสำนวนว่าอุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของนายเสถียรประกอบกับเมื่อเกิดเหตุรถยนต์ชนกันแล้ว รถยนต์คันที่นายทักษิณขับมาได้เสียหลักตกข้างทาง ส่วนรถยนต์คันที่นายเสถียรขับมายังคงจอดอยู่กลางถนน แสดงว่าจุดชนอยู่ในช่องเดินรถที่นายทักษิณขับมา ส่วนจำเลยที่ 1 มีเพียงตัวจำเลยที่ 1 และสิบตำรวจโทเสรี เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า อุบัติเหตุเกิดจากการประมาทร่วมกันของทั้งสองฝ่าย จึงเป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทของนายเสถียรฝ่ายเดียว

ในปัญหาที่ว่านายเสถียรเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 และทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า รถยนต์คันที่นายเสถียรขับเป็นของจำเลยที่ 1 ที่เช่าซื้อมา และจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ประกอบการขนส่ง ที่นายเสถียรขับรถยนต์จนเกิดชนกันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจเอกยศว่า พยานได้เรียกจำเลยที่ 1 มาสอบปากคำ ทราบว่านายเสถียรเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 และสิบตำรวจโทเสรี พี่ชาย เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เช่าซื้อมาแล้วก็ให้สิบตำรวจโทเสรีนำไปให้นายเสถียรเช่าโดยไม่ได้ทำสัญญาเช่า จึงเป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ถึงนายเสถียรซึ่งได้ตายไปแล้วจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อพยานโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่านายเสถียรเป็นลูกจ้างและทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1

ในปัญหาที่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายเสถียรทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จนเป็นเหตุให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5714 สุราษฎร์ธานี ของห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจ ในผลแห่งละเมิดที่นายเสถียรได้กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวได้ชำระค่าซ่อมและส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัย โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าซ่อมและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์คันดังกล่าวได้ แต่ได้รับช่วงสิทธิเรียกค่าเสียหายได้เท่าที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจจะมีสิทธิเรียกร้องได้จากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ตามใบเสนอราคาเอกสารหมาย ป.จ.2 ของศาลจังหวัดนครปฐม มีรายการเปลี่ยนอะไหล่ใหม่เกือบทั้งหมดจนเกินความจำเป็น ทั้งรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยและได้รับความเสียหายนั้นก็เป็นรถยนต์ที่ใช้งานมาแล้วนานประมาณ 2 ปี รถยนต์ซึ่งรวมอะไหล่ต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นรถยนต์คันดังกล่าวย่อมมีราคาลดลงตามสภาพมูลค่าที่ซ่อมจึงสูงเกินกว่ามูลค่าความเสียหายของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจริง เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควรแก่สภาพของรถยนต์ที่เสียหาย เป็นเงิน 250,000 บาท แม้โจทก์จะได้จ่ายค่าซ่อมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์ไปเป็นเงิน 470,000 บาท ก็เป็นการจ่ายตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจ โจทก์มีสิทธิเพียงความเสียหายที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรวยพัฒนกิจมีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 250,000 บาท ตามที่กำหนดมาให้แล้ว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นางสาวดรุณี สังข์แก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สมศักดิ์ เนตรมัย
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10534/2551
#500722
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่งอกอันเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการที่บุคคลอื่นสร้างเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลใกล้กับที่ดินของโจทก์ทำให้เกิดการสะสมของตะกอนทรายแล้วเกิดที่งอกจากที่ดินดังกล่าวของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนหินดังกล่าว ก็ถือได้ว่าที่งอกของที่ดินของโจทก์เป็นที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่งอกดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1308

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป หากจำเลยทั้งสองและบริวารไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนเองโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 9,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่วิวาท ซึ่งขีดด้วยหมึกสีเขียวภายในกรอบที่ขีดด้วยหมึกสีแดงซึ่งเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท ให้แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่งอกริมตลิ่งของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารพร้อมทั้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่งอกริมตลิ่งของที่ดินของโจทก์ โดยหากโจทก์ให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินพิพาทจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ไม่ใช่ที่งอกตามธรรมชาติ โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 กับสามีและบุตรของจำเลยที่ 1 ร่วมกันยึดถือครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว แต่ตอนหลังกลับให้การว่า หากที่ดินพิพาทเป็นที่งอกตามธรรมชาติของที่ดินโจทก์ ที่ดินก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 กับสามีและบุตรของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองแล้ว เห็นว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณะไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ แต่เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ เมื่อปรากฏว่าอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 คดีนี้คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพราะเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ซึ่งเกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทรายชายหาดเนื่องจากมีสิ่งก่อสร้างเป็นเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลใกล้กับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของโจทก์ ทำให้กีดขวางการเคลื่อนย้ายของตะกอนทรายชายฝั่งทะเลและกักเก็บตะกอนทรายนี้ให้สะสมตัว ทำให้ที่งอกเกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดจากมนุษย์นำไปถม วัตถุประสงค์ในการสร้างเขื่อนหินของบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด ผู้สร้างเขื่อนหินเพื่อกันมิให้ทรายเปิดปากคลอง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดที่งอกริมตลิ่ง โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนหินดังกล่าว ที่งอกเกิดขึ้นติดต่อเป็นแปลงเดียวกับที่ดินเดิมโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การเกิดที่งอกในคดีนี้มิได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการสร้างเขื่อนหินของบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด ทำให้กีดขวางการเคลื่อนย้ายตะกอนชายฝั่งเกิดที่งอกขึ้นโดยรวดเร็วไม่เป็นไปตามธรรมชาตินั้น เห็นว่า แม้ที่งอกอันเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการที่บุคคลอื่นสร้างเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลใกล้กับที่ดินโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ของโจทก์ทำให้เกิดการสะสมของตะกอนทรายแล้วเกิดที่งอกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนหินดังกล่าว ก็ถือได้ว่าที่งอกของที่ดินของโจทก์เป็นที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่งอกดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้สั่ง ศาลฎีกาจึงสั่งเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชะอำดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — นางระเบียบ หรั่งสะอาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10532/2551
#451806
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12844 ไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 ภายหลังจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอม ซึ่งการจะจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวได้ต้องไม่ทำให้เป็นที่เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองในเวลาบังคับจำนอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 722 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวเมื่อมีการบังคับคดีขายทอดตลาดถึง 9 ครั้ง ไม่สามารถขายได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ หากมีการจดทะเบียนภาระจำยอมทำให้ราคาทรัพย์จำนองลดลงเป็นที่เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยที่ 2 ในเวลาบังคับจำนอง สิทธิจำนองของจำเลยที่ 2 ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนย่อมเป็นใหญ่กว่าภาระจำยอมของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาหนองแค เพื่อทำการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเปิดทางภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 12844 ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันนำโฉนดที่ดินเลขที่ 12844 ตำบลหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี ส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดสระบุรี สาขาหนองแค เพื่อทำการจดทะเบียนภาระจำยอม เมื่อการจดทะเบียนภาระจำยอมเสร็จสิ้นให้รับโฉนดที่ดินกลับไปเก็บรักษาต่อไป

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันนำโฉนดที่ดินเลขที่ 12844 ตำบลหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี ส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาหนองแค เพื่อทำการจดทะเบียนภาระจำยอมเมื่อดำเนินการเสร็จแล้วให้รับโฉนดที่ดินคืนได้ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินโฉนดเลขที่ 12844 ตำบลหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี ให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาหนองแค เพื่อทำการจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 9027/2535 เป็นคำพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย และคำพิพากษาดังกล่าวมิได้วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สิน คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 (2) ประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12844 ไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2525 โดยภายหลังที่มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไปตกลงยินยอมจดทะเบียนภาระจำยอมให้กับโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมเห็นว่า จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวได้ต้องไม่ทำให้เป็นที่เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองในเวลาบังคับจำนอง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 722 และข้อเท็จจริงยังรับฟังเป็นยุติอีกว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 2 รวม 2 โฉนด ซึ่งรวมถึงโฉนดที่ดินเลขที่ 12844 ด้วย ปรากฏว่าเมื่อมีการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวถึง 9 ครั้ง ยังไม่สามารถขายได้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีการจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ ถ้ามีการจดทะเบียนภาระจำยอมย่อมทำให้ที่ดินเสื่อมประโยชน์ใช้สอยและราคาทรัพย์จำนองลดลง ทำให้เป็นที่เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยที่ 2 ในเวลาบังคับจำนอง การที่โจทก์อ้างว่าการจดทะเบียนภาระจำยอมไม่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนอง จึงเป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ สิทธิจำนองของจำเลยที่ 2 ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนย่อมเป็นใหญ่กว่าภาระจำยอมของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องส่งมอบโฉนดเลขที่ 12844 ตำบลหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี ให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาหนองแค เพื่อทำการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 722
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์ อรุณานนท์ชัย
จำเลย — นางหรือนางสาวศิรินันท์ แซ่เล้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวธัญวรัตน์ ภูภัทรโยธิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10523/2551
#499858
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 95 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ" ซึ่งหมายความว่า เมื่อฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้วอายุความจึงหยุดนับ คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371 มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 100 บาท จึงมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) โจทก์นำจำเลยมาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 580/2549 ของศาลชั้นต้น ซึ่งอยู่ภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิด อายุความจึงหยุดนับ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ และโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ภายในกำหนดตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในวันที่ 26 เมษายน 2549 คดีโจทก์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91, 92, 295, 358, 364, 365, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358, 364, 365 (1) (2) (3) (ที่ถูก มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนคำขอให้ริบของกลางนั้น ศาลมีคำพิพากษาให้ริบแล้ว จึงให้ยกคำขอมาตรา 29 ส่วนคำขอให้ริบของกลางนั้น ศาลมีคำพิพากษาให้ริบแล้ว จึงให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 โจทก์ฟ้องจำเลยนายประภาส นายขจรศักดิ์ นายสมบัติ และนายเกรียงไกร ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย หรือไม่มีเหตุสมควร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2549 นายประภาส นายขจรศักดิ์ นายสมบัติ และนายเกรียงไกร ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ภายใน 7 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 580/2549 ของศาลชั้นต้น วันที่ 26 เมษายน 2549 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย หรือไม่มีเหตุสมควร ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ" ซึ่งหมายความว่า เมื่อฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้วอายุความจึงหยุดนับ คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 100 บาท จึงมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) โจทก์นำจำเลยมาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 580/2549 ของศาลชั้นต้น ซึ่งอยู่ภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดอายุความจึงหยุดนับ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่และโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ภายในกำหนดตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ในวันที่ 26 เมษายน 2549 คดีโจทก์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดฐานดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่าขาดอายุความ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง ปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายสมชาติหรือชูชาติ บุญธรรม
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10515/2551
#419882
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) บัญญัติว่า ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ในความผิดฐานขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรในทางการค้า โดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานนั้นกระทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองโดยได้มาตามเงื่อนไขของกฎหมาย และต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ด้วย การที่จะรู้ว่างานสร้างสรรค์ใดของนิติบุคคลผู้สร้างสรรค์ยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่หรือไม่ ต้องรู้ว่างานสร้างสรรค์นั้นมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด เนื่องจากมาตรา 19 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก" เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่างานที่นิติบุคคลเป็นผู้สร้างสรรค์มีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใดซึ่งเป็นส่วนสาระสำคัญ แม้จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง แต่ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดเพราะงานสร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์นั้นพ้นอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์แล้ว ศาลก็ต้องพิพากษายก ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 5, 6, 8, 15, 31, 61, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ให้ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ กับจ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติว่าฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ในความผิดฐานขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรในทางการค้า โดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานนั้นกระทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง มีองค์ประกอบความผิดในส่วนการกระทำคือ กระทำการขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น งานที่มีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง กล่าวคือ ต้องเป็นงานที่กฎหมายลิขสิทธิ์รับรองว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ เช่น งานศิลปกรรม ทั้งนี้ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด เช่น ได้มาโดยการสร้างสรรค์งานเองตามมาตรา 6 หรือได้มาโดยการรับโอนลิขสิทธิ์ตามมาตรา 17 ทั้งยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของการได้มาที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 8 ซึ่งอนุมาตรา (2) ของมาตรานี้บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการโฆษณางานนั้นแล้ว การโฆษณางานนั้นครั้งแรกต้องกระทำขึ้นในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย นอกจากนี้ งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย เพราะลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่มีจำกัดเวลาให้ได้รับความคุ้มครองอยู่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากพ้นกำหนดอายุการคุ้มครองแล้ว งานลิขสิทธิ์จะตกเป็นสมบัติสาธารณะที่สาธารณชนสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้ ฉะนั้นหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของงานสร้างสรรค์ที่จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวมาจึงเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นสาระสำคัญ ในส่วนขององค์ประกอบความผิดที่ว่างานอันมีลิขสิทธิ์ต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายนั้น การที่จะรู้ว่างานสร้างสรรค์ใดของนิติบุคคลผู้สร้างสรรค์ยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่หรือไม่ ก็ย่อมต้องรู้ว่างานสร้างสรรค์นั้นมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด เนื่องจากมาตรา 19 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก" ดังนั้นการบรรยายในคำฟ้องว่างานที่นิติบุคคลเป็นผู้สร้างสรรค์มีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใดจึงเป็นส่วนสาระสำคัญ มิใช่รายละเอียดเล็กน้อยดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ปรากฏถึงวันเวลาที่นิติบุคคลผู้สร้างสรรค์ได้มีการโฆษณางานดังกล่าวเป็นครั้งแรกไว้อย่างชัดแจ้ง จึงย่อมเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยได้ให้การรับสารภาพตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ย่อมถือได้ว่าจำเลยเข้าใจการกระทำความผิดตามฟ้องทุกประการ รูปคดีจึงมีเหตุผลที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง แต่ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดเพราะงานสร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์นั้นพ้นอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์แล้ว ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุว่าฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดเนื่องจากไม่บรรยายถึงวันเวลาในการโฆษณางานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายในครั้งแรกจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 19 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นางสาวกาญจนา บุญหลักคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภมร สัตตภรณ์พิภพ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10506/2551
#479501
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่อาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 ได้ จะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียอย่างใดๆ ในทรัพย์ที่ถูกยึด อันถือได้ว่าเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิจากการยึดทรัพย์นั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่า อพาร์ตเมนต์ที่ถูกยึดไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 แต่เป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. หากเป็นดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างจริง บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิจากการยึดทรัพย์ก็คือห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. เจ้าของทรัพย์สินซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากตัวผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ทรัพย์ที่ถูกยึดจึงหาได้เป็นสิทธิของผู้ร้องด้วยไม่ กรณีไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิ และถึงแม้ห้างดังกล่าวเหลือผู้ร้องเพียงคนเดียว เพราะหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดถึงแก่ความตายไป ก็เป็นผลให้เลิกห้างและชำระบัญชีโดยผู้ชำระบัญชีจะเป็นผู้ดำเนินการของห้างหุ้นส่วนตามแต่จำเป็นเพื่อการชำระสะสางกิจการให้เสร็จไปด้วยดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1259 เมื่อผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งเป็นเพียงหุ้นส่วนธรรมดาจึงไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์คดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 37784 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ ที่จำเลยที่ 2 จำนองไว้แก่โจทก์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ อพาร์ตเมนต์ 5 ชั้น 1 หลัง ตึก 2 ชั้น 1 หลังและตึก 3 ชั้น 1 หลัง ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า อพาร์ตเมนต์ 5 ชั้น เป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดแก้วช้างแมนชั่น ที่ได้ขออนุญาตก่อสร้างในปี 2535 ไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เนื่องจากหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าว ถึงแก่ความตายแล้ว และผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นของห้างดังกล่าวจึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและมีส่วนได้เสียในตัวตึก ขอให้ปล่อยอพาร์ตเมนต์ดังกล่าวที่ยึดไว้

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีอำนาจร้องขัดทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่อาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ได้ จะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียอย่างใดๆ ในทรัพย์ที่ถูกยึด อันถือได้ว่าเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิจากการยึดทรัพย์นั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่า อพาร์ตเมนต์ 5 ชั้น ที่ถูกยึดไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 แต่เป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด แก้วช้างแมนชั่น หากเป็นดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างจริง บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิจากการยึดทรัพย์ก็คือห้างหุ้นส่วนจำกัด แก้วช้างแมนชั่น เจ้าของทรัพย์สินซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากตัวผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ทรัพย์ที่ถูกยึดจึงหาได้เป็นสิทธิของผู้ร้องด้วยไม่ กรณีไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิ ผู้ร้องย่อมไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์คดีนี้ กรณีเป็นเรื่องที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด แก้วช้างแมนชั่น ถูกโต้แย้งสิทธิและจะต้องไปดำเนินการเอง ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ห้างดังกล่าวเหลือผู้ร้องเพียงคนเดียว ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียที่จะร้องขัดทรัพย์นั้น เห็นว่า หากหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำนองไม่จำกัดความรับผิดถึงแก่ความตายไปก็เป็นผลให้เลิกห้างและชำระบัญชีโดยผู้ชำระบัญชีจะเป็นผู้ดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนตามแต่จำเป็นเพื่อการชำระสะสางกิจการให้เสร็จไปด้วยดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259 เมื่อผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งเป็นเพียงหุ้นส่วนธรรมดาจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1259
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้กล่าวหา — นายวรวิทย์ แก้วช้าง
จำเลย — นายประจวบ แก้วช้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10505/2551
#500441
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยจะผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นรายงวดรวม 7 งวด ผิดนัดงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ ตกลงชำระงวดแรกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 แต่จำเลยนำเงินมาวางศาลชำระหนี้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 ช้าไปเพียง 2 วันทำการ แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ตามที่โจทก์ยื่นคำขอในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 และวันที่ 19 มีนาคม 2547 กรณีถือได้ว่ามีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะงดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้ เพราะเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีตามอำนาจแห่งดุลพินิจของศาลชั้นต้น ทั้งในงวดต่อๆ มา เดือนสิงหาคม 2547 เดือนกุมภาพันธ์ 2548 เดือนสิงหาคม 2548 เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เดือนสิงหาคม 2549 และเดือนกุมภาพันธ์ 2550 จำเลยชำระตรงตามนัดและโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมระงับสิ้นไป จึงไม่มีเหตุต้องออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 212,812 บาท แบ่งชำระเป็นรายงวดรวม 7 งวด เริ่มต้นชำระงวดแรกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 จำนวนเงิน 20,000 บาท หากจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระและยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ปรากฏว่าเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้งวดแรกจำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ต่อมาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยได้นำเงินดังกล่าวมาวางศาลเพื่อชำระหนี้โจทก์ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยนำเงินมาวางชำระหนี้งวดแรกแล้วยกคำขอ

ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2547 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยอ้างว่าจำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่นำเงินมาชำระหนี้งวดแรกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยนำเงินมาวางศาลช้าไปเพียง 2 วันทำการ จะฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ถนัด ให้ยกคำขอ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ระบุว่า จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 212,812 บาท โดยแบ่งชำระเป็นรายงวดรวม 7 งวด เริ่มต้นชำระงวดแรกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 จำนวนเงิน 20,000 บาท ปรากฏว่าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นวันอาทิตย์ การที่จำเลยนำเงิน 20,000 บาท มาวางชำระหนี้โจทก์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 จึงเป็นการนำเงินมาวางศาลช้าไปเพียง 2 วันทำการ นอกจากนี้ยังปรากฏว่างวดที่ 2 คืองวดวันที่ 15 สิงหาคม 2547 จำนวนเงิน 32,135 บาท จำเลยก็ได้นำมาวางชำระแล้วเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2547 ปรากฏตามใบรับเงินเล่มที่ 32678/2547 เลขที่ 08 งวดที่ 3 คืองวดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 จำนวนเงิน 32,135 บาท จำเลยก็ได้นำมาวางชำระแล้วเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 ปรากฏตามใบรับเงินเล่มที่ 37732/2548 เลขที่ 31 งวดที่ 4 คืองวดวันที่ 15 สิงหาคม 2548 จำนวนเงิน 32,135 บาท จำเลยก็ได้นำมาวางชำระแล้วเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ปรากฏตามใบรับเงินเล่มที่ 37734/2548 เลขที่ 94 งวดที่ 5 คืองวดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 จำนวนเงิน 32,135 บาท จำเลยก็ได้นำมาวางชำระแล้วเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ปรากฏตามใบรับเงินเล่มที่ 37739/2549 เลขที่ 29 งวดที่ 6 คืองวดวันที่ 15 สิงหาคม 2549 จำนวนเงิน 32,135 บาท จำเลยก็ได้นำมาวางชำระแล้วเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2549 ปรากฏตามใบรับเงินเล่มที่ 42061/2549 เลขที่ 52 งวดที่ 7 อันเป็นงวดสุดท้ายคืองวดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 จำนวนเงิน 32,135 บาท จำเลยก็ได้นำมาวางชำระแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2549 ปรากฏตามใบรับเงินเล่มที่ 42064/2550 เลขที่ 05 จึงเห็นได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วและโจทก์ก็ได้รับเงินทั้งหมดไปจากศาลชั้นต้นแล้ว แม้ในงวดแรกจำเลยจะได้ชำระช้าไปเพียง 2 วันทำการ แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ตามที่โจทก์ขอ กรณีถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นจะงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้เพราะเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีตามอำนาจแห่งดุลพินิจของศาลชั้นต้น เมื่อปรากฏต่อมาว่าในงวดอื่นจำเลยชำระตรงตามนัดและอีกหลายงวดที่ชำระก่อนวันนัด โดยโจทก์ได้รับชำระหนี้เป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุทัยธานี เลขที่ 0046159 ไปจากศาลชั้นต้นครบแล้ว หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมระงับสิ้นไป กรณีจึงไม่มีเหตุต้องออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชุติมา มุสิกะพงษ์
จำเลย — นางประทวน อยู่สิงห์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10484/2551
#451864
เปิดฉบับเต็ม

การมีผู้จัดการมรดกแล้ว ก็หาตัดสิทธิของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากบุคคลภายนอกหรือลูกหนี้ ทั้งนี้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามหรือตัดสิทธิไว้ โดยทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของทายาท โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทจึงมีอำนาจฟ้อง อีกทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกยังเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้ที่โจทก์ฟ้องดังกล่าว ย่อมถือว่าผู้จัดการมรดกมีผลประโยชน์ขัดกับกองมรดก หากทายาทไม่มีอำนาจฟ้องแล้วย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากผู้ตายแล้ว การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่ามิได้กู้ยืมเงินแต่ผู้ตายยกเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงินต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,062,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อกองมรดกของนายเอื้อม 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยตามสัญญา 150,000 บาท หักออกจากเงินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 และนายฉัตรทองจะเป็นผู้จัดการมรดกของนายเอื้อมแล้ว ก็หาทำให้สิทธิของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายเอื้อมที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากบุคคลภายนอกหรือลูกหนี้ของนายเอื้อมสิ้นไปแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะไม่มีบทกฎหมายบัญญัติห้ามหรือตัดสิทธิไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายเอื้อมถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของทายาทรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย หนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากนายเอื้อมก็ตกเป็นสิทธิของทายาทของนายเอื้อมรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วยเช่นกัน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีผลประโยชน์ขัดกับกองมรดก จำเลยที่ 2 เพิกเฉยไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 กลับกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นหนี้ตามสัญญากู้เงินอีก หากทายาทไม่มีอำนาจฟ้องย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากนายเอื้อมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากนายเอื้อมแล้ว การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่ามิได้เป็นการกู้ยืมเงิน แต่นายเอื้อมยกเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ทั้งสอง 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี บุญสว่าง กับพวก
จำเลย — นายณพดล ทิมพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวีนัส เรืองอำพัน
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10484/2551
#500721
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 และ ฉ. จะเป็นผู้จัดการมรดกของ อ. แล้ว ก็หาทำให้สิทธิของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ อ. ที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากบุคคลภายนอกหรือลูกหนี้ของ อ. สิ้นไปแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะไม่มีบทกฎหมายบัญญัติห้ามหรือตัดสิทธิไว้ เมื่อ อ. ถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของทายาทรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย หนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจาก อ. ก็ตกเป็นสิทธิของทายาทของ อ. รวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วยเช่นกัน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีผลประโยชน์ขัดกับกองมรดกจำเลยที่ 2 เพิกเฉยไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 กลับกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นหนี้ตามสัญญากู้เงินอีก หากทายาทไม่มีอำนาจฟ้องย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิรับมรดกของนายเอื้อม ซึ่งถึงแก่ความตายวันที่ 12 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากนายเอื้อม 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท กำหนดชำระเงินคืนวันที่ 28 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่นายเอื้อมตลอดมา หลังจากนายเอื้อมถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองไม่ชำระดอกเบี้ยและไม่ชำระเงินคืนเมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยทั้งสองยังคงเป็นหนี้นายเอื้อมคิดเป็นต้นเงิน 1,500,000 บาท และค้างชำระดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 7 ปี แต่โจทก์ทั้งสองขอคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเงินดอกเบี้ย 562,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,062,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อกองมรดกของนายเอื้อม 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยตามสัญญา 150,000 บาท หักออกจากเงินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 เป็นลูกของนายเอื้อมกับนางปราณี จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 วันที่ 28 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากนายเอื้อม 1,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราชั่งละ 1 บาทต่อปี กำหนดชำระเงินคืนวันที่ 28 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 รับเงินไปแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยบางส่วน นายเอื้อมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 2 และนายฉัตรทองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเอื้อมหลังจากนายเอื้อมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 มิได้ชำระดอกเบี้ยอีก

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 และนายฉัตรทองจะเป็นผู้จัดการมรดกของนายเอื้อมแล้ว ก็หาทำให้สิทธิของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายเอื้อมที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากบุคคลภายนอกหรือลูกหนี้ของนายเอื้อมสิ้นไปแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะไม่มีบทกฎหมายบัญญัติห้ามหรือตัดสิทธิไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายเอื้อมถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของทายาทรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย หนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากนายเอื้อมก็ตกเป็นสิทธิของทายาทของนายเอื้อมรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วยเช่นกัน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีผลประโยชน์ขัดกับกองมรดกจำเลยที่ 2 เพิกเฉยไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 กลับกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นหนี้ตามสัญญากู้เงินอีก หากทายาทไม่มีอำนาจฟ้องย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากนายเอื้อมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากนายเอื้อมแล้ว การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่ามิได้เป็นการกู้ยืมเงิน แต่นายเอื้อมยกเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ทั้งสอง 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี บุญสว่าง กับพวก
จำเลย — นายณพดล ทิมพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10481/2551
#418368
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยในมูลหนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเหนือห้องชุดที่พิพาทของจำเลยตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 อันทำให้ผู้ร้องมีสิทธิเหนือห้องชุดที่พิพาทในการที่จะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ก็ตาม แต่ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องบอกลงทะเบียนในมูลหนี้ดังกล่าวหรือส่งรายการหนี้ดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดผลในบุริมสิทธิ การที่ผู้ร้องเพียงแต่แจ้งจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ทำหน้าที่บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ไม่นับเป็นการบอกลงทะเบียนหรือส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องที่มีเหนือห้องชุดสิ้นผลไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 285 ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเพียงเจ้าหนี้สามัญที่มีสิทธิเพียงขอเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายห้องชุดที่พิพาท

ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้ล่วงหน้าก่อนที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 652,970 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 413,358.87 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในวันที่ศาลพิพากษา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดห้องชุดเลขที่ 33/7 ชั้นที่ 5 อาคารชุดบ้านปรีดาของจำเลยซึ่งติดจำนองแก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้ในเงินที่ได้จากการขายห้องชุดของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายห้องชุดที่พิพาทหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า การที่ผู้ร้องมีหนังสือขอรับเงินค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดบ้านปรีดาที่จำเลยค้างชำระแก่ผู้ร้องไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ถือว่าเป็นการลงทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 แล้ว และผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยในมูลหนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดบ้านปรีดาจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเหนือห้องชุดที่พิพาทของจำเลยตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 อันทำให้ผู้ร้องมีสิทธิเหนือห้องชุดที่พิพาทในการที่จะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ก็ตาม แต่ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องบอกลงทะเบียนในมูลหนี้ดังกล่าวหรือส่งรายการหนี้ดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดผลในบุริมสิทธิดังกล่าว การที่ผู้ร้องเพียงแต่แจ้งจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ทำหน้าที่บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ไม่นับเป็นการบอกลงทะเบียนหรือส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หมายถึง ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในขณะนั้นได้แก่ อธิบดีกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 434/2522 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2522 และเมื่อผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับการจดแจ้งและลงรายการเกี่ยวกับบุริมสิทธิให้ถูกต้องย่อมทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องที่มีเหนือห้องชุดสิ้นผลไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 285 ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเพียงเจ้าหนี้สามัญที่มีสิทธิเพียงขอเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายห้องชุดที่พิพาท แต่ปรากฏว่า จำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางเป็นเงิน 93,243.17 บาท ผู้ร้องทวงถามแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ ผู้ร้องจึงฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อบังคับให้ชำระหนี้ดังกล่าวตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1077/2543 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2543 ผู้ร้องยังมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอเข้าเฉลี่ยหนี้ในคดีนี้ ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1077/2543 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับให้ผู้ร้องชนะคดีเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2545 ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยหนี้นั้น เห็นว่า ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้ ผู้ร้องเป็นเพียงเจ้าหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟ้องบังคับเอาชำระหนี้จากจำเลย หาได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ แม้ภายหลังที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้แล้ว ต่อมาผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังที่ผู้ร้องอ้างก็หามีผลย้อนไปให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในขณะยื่นคำร้องไม่ ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้ล่วงหน้าก่อนที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 41
ป.พ.พ. ม. 285
ป.วิ.พ. ม. 290 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส. อาร์. เอฟ. ลิมิเต็ด จำกัด
จำเลย — นายวีระ ศรีวลีสัมพันธ์ หรือ นายไมเคิล ลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา