คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14800/2551
#501325
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรส อันเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดและขายทอดตลาดได้ทั้งแปลง ผู้ร้องคงมีสิทธิขอกันส่วนของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเท่านั้น จึงไม่สมควรมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้อง โดยให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ในระหว่างการอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 425,343 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11096 ตำบลนรสิงห์ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 หนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ขอให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ในระหว่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยทำเป็นคำร้องซึ่งไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาโดยไม่สั่งให้ผู้ร้องแก้ไขจึงอนุโลมให้ถือว่าเป็นฎีกาที่สั่งรับมาโดยชอบ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า สมควรมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างอุทธรณ์หรือไม่ โดยผู้ร้องกล่าวอ้างมาในคำร้องขอกันส่วนว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 และหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ขอให้ศาลมีคำสั่งกันที่ดินส่วนของผู้ร้องไว้นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง แต่เมื่อทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรส อันเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดและขายทอดตลาดได้ทั้งแปลง ผู้ร้องคงมีสิทธิขอกันส่วนของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเท่านั้น จึงไม่สมควรมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องโดยให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลมัย โพธิ์เกตุ
ผู้ร้อง — นายทองอยู่ เฟื่องรัตน์
จำเลย — นางสุชาดา เฟื่องรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14778/2551
#419881
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศของโจทก์เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงระเบียบบริหารงานของโจทก์ที่ประกาศให้ลูกค้าทราบเพื่อประโยชน์ในการติดต่อและเป็นแนวทางในการตัดสินใจเพื่อทำธุรกรรมกับธนาคารเท่านั้น จึงไม่มีผลบังคับเหมือนเช่นธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด โดยต้องประกาศอัตราดอกเบี้ยทั่วไปและอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่เรียกจากลูกค้าและจะเรียกเกินกว่าประกาศนั้นไม่ได้ ทั้งจะนำประกาศของธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ไม่ได้เพราะโจทก์จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 และมีประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งไม่มีข้อกำหนดให้โจทก์ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังเช่นธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด ประกาศของโจทก์เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงกรอบและแนวทางในการเรียกดอกเบี้ยตามคุณภาพลูกค้าแต่ละรายของโจทก์ โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับจำเลยรวม 14 ครั้ง แม้การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในบางครั้งจะไม่ตรงตามประกาศของโจทก์ก็เป็นดุลพินิจในการพิจารณากับลูกค้าแต่ละรายโดยเฉพาะ โจทก์จึงมีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับจำเลยไม่เป็นไปตามประกาศของโจทก์ได้ แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 261,624.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 205,211.53 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 138,300 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดโฉนดที่ดินเลขที่ 80763 ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 212,885.62 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 และในอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสำหรับเงินกู้รายย่อยระยะยาวประเภทเงินกู้เพื่อซื้อที่ดินที่กู้เกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 750,000 บาท ตามประกาศของโจทก์ นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ให้หักจำนวนเงินที่จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ออกจากยอดหนี้ต้นเงินค้างชำระทุกครั้งก่อนคิดคำนวณดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาการปรับดอกเบี้ยของโจทก์ทั้ง 14 ครั้ง โดยเปรียบเทียบกับประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามประกาศดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประกาศของโจทก์เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงระเบียบบริหารงานของโจทก์ที่ประกาศให้ลูกค้าทราบเพื่อประโยชน์ในการติดต่อและเป็นแนวทางในการตัดสินใจเพื่อทำธุรกรรมกับธนาคารเท่านั้นจึงไม่มีผลบังคับเหมือนเช่นธนาคารพาณิชย์อื่นที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดซึ่งมีข้อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องประกาศอัตราดอกเบี้ยทั่วไปที่เรียกจากลูกค้าและอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่เรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขและจะเรียกเกินกว่าประกาศนั้นไม่ได้ และจะนำประกาศของธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวมาอนุโลมใช้กับโจทก์ไม่ได้เพราะโจทก์จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2496 ซึ่งมีประกาศของกระทรวงการคลังกำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี และไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังเช่นธนาคารพาณิชย์อื่นแต่ประการใด ดังนั้น ประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จึงเป็นเพียงกรอบและแนวทางในการเรียกดอกเบี้ยกับลูกค้าของโจทก์ในแต่ละรายตามคุณภาพของลูกค้า และการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ทั้ง 14 ครั้ง นั้น ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงิน แม้การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จะไม่ตรงตามประกาศของโจทก์ไปบ้างในบางครั้งก็เป็นเรื่องดุลพินิจของโจทก์ในการพิจารณากับลูกค้าแต่ละรายโดยเฉพาะจำเลยซึ่งเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หลายครั้ง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามประกาศของโจทก์ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ซึ่งกระทำต่อจำเลยจึงเป็นการถูกต้องและกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามประกาศของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 205,211.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 56,412.48 บาท หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายมานะ อินทร์เกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายธเนศ ชาลี
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14758/2551
#501309
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะนำสืบรับว่า จำเลยทั้งสองนำเงินจำนวน 370,000 บาท ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินแทนโจทก์ แต่โจทก์ก็นำสืบด้วยว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแทนโจทก์เพื่อขอยืมโฉนดดังกล่าวไปจำนองต่อธนาคาร พ. และโจทก์นำเงินจำนวน 606,000 บาท ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวจากธนาคารคืนมาแล้วเป็นการที่โจทก์ปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ดังกล่าวแทนโจทก์ สิทธิเรียกร้องที่จำเลยทั้งสองอ้างขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์จึงยังมีข้อต่อสู้อยู่หาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 จำเลยทั้งสองจึงนำสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวน 370,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองชำระแก่ ส. แทนโจทก์มาหักกลบลบหนี้ของโจทก์จำนวน 268,504.05 บาท ที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 289,358.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 268,504.05 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ชำระหนี้เงินกู้ยืมให้ธนาคารแทนจำเลยทั้งสองไป จำนวน 268,504.05 บาท จริง แต่เมื่อประมาณปี 2544 จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกแทนโจทก์เป็นเงินจำนวน 367,537 บาท และได้ตกลงหักกลบลบหนี้กับโจทก์แล้ว หนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงระงับลง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 268,504.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสรรพยา จำนวน 300,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและนำสมุดเงินฝากประจำของโจทก์ไปค้ำประกันหนี้ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2544 โจทก์ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวชำระหนี้แก่ธนาคารทั้งหมดจำนวน 268,504.05 บาท และเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 จำเลยทั้งสองนำเงินจำนวน 370,000 บาท ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 42803 ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์แก่นางสาวสุดาพร แทนโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองนำสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวน 370,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองชำระแก่นางสาวสุดาพรแทนโจทก์มาหักกลบลบหนี้ของโจทก์จำนวน 268,504.05 ตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะนำสืบรับว่า จำเลยทั้งสองนำเงินจำนวน 370,000 บาท ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินแทนโจทก์ แต่โจทก์ก็นำสืบด้วยว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแทนโจทก์เพื่อขอยืมโฉนดดังกล่าวไปจำนองต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและโจทก์นำเงินจำนวน 606,000 บาท ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวจากธนาคารคืนมาแล้ว เป็นการที่โจทก์ปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ดังกล่าวแทนโจทก์ สิทธิเรียกร้องที่จำเลยทั้งสองอ้างขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์จึงยังมีข้อต่อสู้อยู่หาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 จำเลยทั้งสองจึงนำสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวน 370,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองชำระแก่นางสาวสุดาพรแทนโจทก์มาหักกลบลบกับหนี้ของโจทก์จำนวน 268,504.05 บาท ที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประคอง เรืองขำ
จำเลย — นายสงคราม เรืองขำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14755/2551
#500727
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินไม่ใช่เป็นสัญญาซื้อขายตาม ป.พ.พ.บรรพ 3 ลักษณะ 1 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี แต่เป็นสัญญาที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คือมีอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 1 ตกลงให้ดอกเบี้ยแก่ธนาคาร ศ. ในอัตราเอ็มโออาร์ บวกร้อยละ 2 ต่อปี และถ้าต่อไปธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหรืออัตราต่ำลง จำเลยที่ 1 ยอมรับที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่ธนาคารจะได้กำหนดขึ้นใหม่โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว ดังนั้น เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดังกล่าวได้แบบไม่ทบต้นจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น อันเป็นสิทธิตามสัญญาที่ถือได้โดยชอบมาแต่เดิม เมื่อข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้คิดดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์บวกร้อยละ 2 ต่อปีตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามอัตราที่จะประกาศกำหนด ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดดอกเบี้ยสำหรับหนี้เบิกเงินเกินบัญชีอัตราร้อยละ 13 ต่อปี คงที่ตลอดไปนั้นจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 50,880,512.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.75 ต่อปี ของต้นเงิน 32,055,826 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2007 และ 9641 ตำบลท่าเสา อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลชั้นต้นอุนญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 5,430,173.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ 20,200,931.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 16,229,222.89 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2007 และ 9641 ตำบลท่าเสา อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์โดยจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,396,429.35 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า การขายลดตั๋วเงินเป็นการซื้อขายตั๋วเงิน เพราะจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบตั๋วเงินให้แก่โจทก์ถือว่าการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์เมื่อโจทก์ฟ้องเกินกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินไม่ใช่เป็นสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 1 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี แต่เป็นสัญญาที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คือมีอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 3 ฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2540 (ที่ถูก วันที่ 18 เมษายน 2540) ในอัตราเพียงใด โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี แผ่นที่ 2 มิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยภายหลังเลิกสัญญาไว้ เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเลิกกัน โจทก์จึงมีสิทธิได้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เห็นว่า ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระบุว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้ดอกเบี้ยแก่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ในอัตราเอ็มโออาร์บวกร้อยละ 2 ต่อปี และถ้าต่อไปธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหรืออัตราต่ำลง จำเลยที่ 1 ยอมรับที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่ธนาคารจะได้กำหนดขึ้นใหม่ พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว ดังนั้น เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดังกล่าวได้แบบไม่ทบต้นจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น อันเป็นสิทธิตามสัญญาที่ถือได้โดยชอบมาแต่เดิม ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้คิดดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์บวกร้อยละ 2 ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามอัตราที่จะประกาศกำหนด ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดดอกเบี้ยสำหรับหนี้เบิกเงินเกินบัญชีอัตราร้อยละ 13 ต่อปี คงที่ตลอดไปนั้นจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นสาระแก่คดี ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2540 ในอัตราเอ็มโออาร์บวกร้อยละ 2 ต่อปี ตามประกาศธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ที่ออกตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ควบรวมกิจการกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ใช้ประกาศของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ออกตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยแทน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ 13 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โดย บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี
จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิลป์นัมเบอร์วัน
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14750/2551
#495872
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับ 1,000 บาท จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 (4)

คำว่า "อากร" ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่ได้หมายความถึงภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีตามกฎหมายอื่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับจำเลยโดยนำภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมคำนวณค่าปรับ เป็นการลงโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 27, 28, 69, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6, 34 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 287 ริบของกลางและสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28 (ที่ถูก 28 (1)), 69 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (ที่ถูกมาตรา 287 (1)) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษปรับ 120,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 2,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อขายและทำให้แพร่หลายซึ่งแถบบันทึกเสียงและภาพอันลามก จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อหรือรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับ 29,084 บาท รวมโทษเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 156,084 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง (ที่ถูกกระทงละกึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 78,042 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 321 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบของกลางอื่น

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า สมควรลดโทษปรับให้แก่จำเลยหรือไม่ สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับจำเลย 1,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 (4) อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อหรือรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ คำว่า "อากร" ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่ได้หมายความถึงภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีตามกฎหมายอื่นคดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมแบตเตอรี่และสายชาร์ตไฟฟ้ารวม 10 เครื่อง แบตเตอรี่โทรศัพท์สำรองจำนวน 7 ชิ้น หูฟังโทรศัพท์จำนวน 7 ชิ้นรวมราคา 6,740 บาท ซึ่งสิ่งของดังกล่าวผลิตในต่างประเทศและยังไม่ได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร โดยจำเลยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัดที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น เป็นค่าอากร 34 บาท ค่าภาษีสรรพสามิต 18 บาท ภาษีมหาดไทย 2 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 477 บาท รวมเป็นเงินค่าอากร 531 บาท ซึ่งรวมราคาของและค่าภาษีอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงิน 7,271 บาท ดังนั้น เมื่อหักค่าภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาของดังกล่าวออกแล้ว คงเป็นราคาของและอากรขาเข้า รวมเป็นเงิน 6,774 บาท โทษปรับสี่เท่าเป็นจำนวน 27,096 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับจำเลยในความผิดดังกล่าวก่อนลดโทษ รวมเป็นเงิน 29,084 บาท โดยนำภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมคำนวณค่าปรับด้วยนั้น จึงเกินกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และอัตราโทษปรับดังกล่าว เป็นอัตราโทษตามกฎหมาย ไม่อาจลงโทษต่ำไปกว่าที่กำหนดไว้ได้...

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อหรือรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ลงโทษปรับ 27,096 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 13,548 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 34
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 39 (4) ม. 45
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นางจิรายุ จูมั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภมร สัตตภรณ์พิภพ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14737/2551
#500724
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาททางทะเบียนเท่านั้น หาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงไม่ แม้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จะมีชื่อ อ. เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่การที่ อ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่ ล. และได้มอบการครอบครองให้แก่ ล. ถือเป็นการสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ล. ตั้งแต่ปี 2530 แล้ว อ. จึงหมดสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 และเมื่อ ล. ขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2536 จึงเป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาที่จะยึดถือเพื่อตน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ดังนั้น เมื่อ อ. หมดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้การขายฝากระหว่างโจทก์ กับ อ. จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2379 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิของจำเลยทั้งสอง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2383 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นของนายอะหวัง หมะเระ มีเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 78 ตารางวา ต่อมาถูกทางหลวงสายหาดใหญ่ - จะนะ ตัดผ่านและมีการรังวัดแบ่งหักเป็นทางสาธารณะเนื้อที่ 6 ไร่ 51 ตารางวา คงเหลือที่ดินเพียง 1 งาน 27 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้นายอะหวังทำสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวกับโจทก์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 มีกำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี และไม่ได้ไถ่คืน ต่อมาโจทก์ขอออกโฉนดในที่ดินพิพาทแต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้แก่โจทก์ได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ขอรังวัดรวมเนื้อที่ของที่ดินพิพาทกับที่ดินของจำเลยอีก 9 แปลง ตั้งแต่ปี 2539

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยทั้งสอง โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์และนายอะหวังมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดในที่ดินพิพาทได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 กว้านซื้อที่ดินในบริเวณเดียวกันรวม 9 แปลง และขอรังวัดรวมเนื้อที่ของที่ดินพิพาทกับที่ดินของจำเลยอีก 9 แปลง ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า นายอะหวังได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายลอมลีตั้งแต่ปี 2530 และมอบการครอบครองให้แก่นายลอมลีไปแล้ว ต่อมาปี 2536 นายลอมลีขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และได้มอบการครอบครองที่ดินให้แล้ว จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินในที่ดินพิพาทรวมกับที่ดินของจำเลยที่ 1 อีก 9 แปลง นายอะหวังและนายลอมลีไปดูการถมดินในที่ดินพิพาทด้วยแต่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน หลังจากถมดินเสร็จจำเลยที่ 1 ได้ขอรังวัดรวมเนื้อที่ที่ดินทั้ง 9 แปลง กับที่ดินพิพาทซึ่งนายลอมลีอ้างว่าเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้แล้วโดยมีการบันทึกถ้อยคำไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 เห็นว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนโดยมีนายอะหวังซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนแรกเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า นายอะหวังได้ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกทางหลวงตัดผ่านให้แก่นายลอมลีและได้มอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่นายลอมลีแล้ว หลังจากนั้นได้มีการถมดินในที่ดินดังกล่าว นายอะหวังไปดูการถมดินในที่ดินดังกล่าวด้วยแต่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน อันเป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 สนับสนุนให้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักรับฟังได้ ประกอบกับโจทก์เบิกความว่าโจทก์รับซื้อฝากหลังจากที่ฝ่ายจำเลยที่ 1 ได้มีการรวบรวมที่ดินทั้ง 9 แปลง แล้ว และโจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้เนื่องจากมีที่ดินของจำเลยครอบอยู่ กับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์รับซื้อฝากเพราะต้องการดอกเบี้ยที่ได้จากการรับซื้อฝาก ไม่ต้องการที่ดิน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาททางทะเบียนเท่านั้น หาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงไม่ จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2536 แม้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จะมีชื่อนายอะหวังเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่การที่นายอะหวังขายที่ดินพิพาทให้แก่นายลอมลีและได้มอบการครอบครองให้แก่นายลอมลีเป็นการสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายลอมลีตั้งแต่ปี 2530 นายอะหวังจึงหมดสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตามมาตรา 1378 เมื่อนายลอมลีขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินในที่ดินพิพาทเป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาที่จะยึดถือเพื่อตน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และเมื่อนายอะหวังหมดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้การขายฝากระหว่างโจทก์กับนายอะหวังจะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ และสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่อาจทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์และห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1373 ม. 1378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิกรม วิสุทธิ์จินดาภรณ์
นางละไมพร ปลอดทองสม
จำเลย — หรืออินทโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14712/2551
#418388
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินไม่จำเป็นต้องระบุชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ แต่เอกสารที่จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจะต้องมีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินอันจะพึงต้องชำระให้แก่โจทก์ จึงจะนำสืบพยานบุคคลเพื่ออธิบายว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นเป็นหนี้อันเกิดจากนิติสัมพันธ์ในเรื่องกู้ยืมเงินได้ เอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์อ้างมีข้อความเพียงว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)" ไม่ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินและจำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ อันมีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือมีหนี้จะต้องชำระแก่โจทก์แต่อย่างใด เอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะใช้ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้

สำเนาสมุดบันทึกของโจทก์ซึ่งเขียนชื่อและนามสกุลจำเลยพร้อมเงินจำนวน 300,000 บาท ที่จำเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ในเดือนพฤศจิกายน 2532 นั้น โจทก์มิได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานดังกล่าวในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น และเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองรู้เห็นของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำเสนอเอกสารดังกล่าวในชั้นศาลฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ต้นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียง 5 ปี เป็นเงินดอกเบี้ย 225,000 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 525,000 บาท ขอให้จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสุพรรณี ภรรยาโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีข้อความว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)" พร้อมลงลายมือชื่อจำเลยไว้ ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะใช้ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 หรือไม่ เห็นว่า แม้เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินไม่จำเป็นต้องระบุชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ แต่เอกสารที่จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจะต้องมีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินอันจะพึงต้องชำระให้แก่โจทก์ จึงจะนำสืบพยานบุคคลเพื่ออธิบายว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นเป็นหนี้อันเกิดจากนิติสัมพันธ์ในเรื่องกู้ยืมเงินได้ เอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์อ้างมีข้อความเพียงว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)" ไม่ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินและจำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ อันมีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือมีหนี้จะต้องชำระแก่โจทก์แต่อย่างใด เอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะใช้ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ ที่โจทก์อ้างว่ามีสำเนาสมุดบันทึกของโจทก์ซึ่งเขียนชื่อและนามสกุลจำเลยพร้อมเงินจำนวน 300,000 บาท ที่จำเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้อง ในเดือนพฤศจิกายน 2532 เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองรู้เห็นของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว การที่โจทก์นำเสนอเอกสารดังกล่าวในชั้นศาลฎีกานี้ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
นายเสริมศักดิ์ จันทรภักดี
โจทก์ — โดยนางสุพรรณี จันทรภักดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางนงค์นุชหรือจิราพร เทพศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายศิรวรรธน์ คูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14712/2551
#501307
เปิดฉบับเต็ม

แม้เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินไม่จำเป็นต้องระบุชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ แต่เอกสารที่จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจะต้องมีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินอันจะพึงต้องชำระให้แก่โจทก์ จึงจะนำสืบพยานบุคคลเพื่ออธิบายว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นเป็นหนี้อันเกิดจากนิติสัมพันธ์ในเรื่องกู้ยืมเงินได้ เอกสารที่โจทก์อ้างมีข้อความเพียงว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)" ไม่ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินและจำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ อันมีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือมีหนี้จะต้องชำระแก่โจทก์แต่อย่างใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะใช้ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินจากโจทก์ไปจำนวน 300,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จไม่มีการกำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้และนับตั้งแต่การกู้ยืมเงินไป จำเลยไม่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยก่อนฟ้องแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ถือว่าจำเลยผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระหนี้ต้นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไปนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียง 5 ปี เป็นเงินดอกเบี้ย 225,000 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 525,000 บาท ขอให้จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า เอกสารท้ายคำฟ้องมิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ข้อความที่ปรากฏว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) ลงชื่อจำเลยระบุวัน เดือน ปี" หามีข้อความใด ๆ ที่ระบุแสดงให้เห็นว่า เงินที่รับเป็นค่าอะไรและข้อความใดที่แสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสุพรรณี ภรรยาโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีข้อความว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)" พร้อมลงลายมือชื่อจำเลยไว้ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะใช้ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 หรือไม่ เห็นว่า แม้เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินไม่จำเป็นต้องระบุชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ แต่เอกสารที่จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจะต้องมีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินอันจะพึงต้องชำระให้แก่โจทก์ จึงจะนำสืบพยานบุคคลเพื่ออธิบายว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นเป็นหนี้อันเกิดจากนิติสัมพันธ์ในเรื่องกู้ยืมเงินได้ เอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์อ้างมีข้อความเพียงว่า "ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)" ไม่ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินและจำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์อันมีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือมีหนี้จะต้องชำระแก่โจทก์แต่อย่างใด เอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะใช้ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ ที่โจทก์อ้างว่ามีสำเนาสมุดบันทึกของโจทก์ซึ่งเขียนชื่อและนามสกุลจำเลยพร้อมเงินจำนวน 300,000 บาท ที่จำเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ตามฟ้อง ในเดือนพฤศจิกายน 2532 นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานดังกล่าวในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองรู้เห็นของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว การที่โจทก์นำเสนอเอกสารดังกล่าวในชั้นศาลฎีกานี้ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
นายเสริมศักดิ์ จันทรภักดี
โดยนางสุพรรณี จันทรภักดี
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางนงค์นุชหรือจิราพร เทพศิริ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14700/2551
#501182
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามที่โจทก์อุทธรณ์มานั้นจะต้องได้ความว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ซึ่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 31 บัญญัติว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไรให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้

(1) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้อ

(2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน

(3) แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์

(4) นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร

แต่โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าแต่เพียงว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์และงานโสตทัศนวัสดุเกมเพลย์สเตชั่นของผู้เสียหาย โดยมีไว้ซึ่งแผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น 1 แผ่น ที่มีผู้ทำซ้ำดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพื่อให้เช่าเสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าได้ และไม่อาจสั่งให้แผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น 1 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 75 กับไม่อาจพิพากษาให้ริบโทรทัศน์สีและเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นของกลางที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวได้เช่นกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทแอคติวิชั่น พับลิชชิ่ง อิงค์ จำกัด ผู้เสียหาย จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์งาน และมีการโฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานวรรณกรรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์และงานโสตทัศนวัสดุเกมเพลย์สเตชั่นของผู้เสียหาย โดยมีไว้ซึ่งแผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น 1 แผ่น ที่มีผู้ทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพื่อให้เช่า เสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย และจำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น อันเป็นวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมาย โดยทำเป็นธุรกิจอยู่ที่ร้านค้า โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและไม่ใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดแผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น 1 แผ่น โทรทัศน์สี 1 เครื่อง และเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่น 1 เครื่อง ที่จำเลยใช้และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 30, 31, 61, 70, 74, 75, 76, 78 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ให้แผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น 1 แผ่นของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ริบโทรทัศน์สีและเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นกับสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไปโดยให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น 1 แผ่นของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบโทรทัศน์สีและเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิพากษาลงโทษแก่จำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยไม่รอการกำหนดโทษนั้น เห็นว่า การจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามที่โจทก์อุทธรณ์มานั้นจะต้องได้ความว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายและจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ซึ่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 บัญญัติว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้

(1) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้อ

(2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน

(3) แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์

(4) นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร

แต่โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าแต่เพียงว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์และงานโสตทัศนวัสดุเกมเพลย์สเตชั่นของผู้เสียหาย โดยมีไว้ซึ่งแผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น 1 แผ่น ที่มีผู้ทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพื่อให้เช่า เสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าได้ และไม่อาจสั่งให้แผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น 1 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2531 มาตรา 75 กับไม่อาจพิพากษาให้ริบโทรทัศน์สีและเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นของกลางที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวได้เช่นกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง และคำขอให้แผ่นดีวีดีเกมเพลย์สเตชั่น 1 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์รวมทั้งคำขอให้ริบโทรทัศน์สีและเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นของกลางด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายขวัญชัย แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14683/2551
#418382
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปขนำที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย และผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 กระทำชำเรา เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรและผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

การที่จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปพบจำเลยที่ 1 ที่ขนำที่เกิดเหตุในยามวิกาล ซุบซิบปรึกษากับจำเลยที่ 1 แล้วออกอุบายหลอกลวงเพื่อปลีกตัวหนีออกมาโดยปล่อยทิ้งผู้เสียหายที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 1 ตามลำพังจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทำชำเราอีกกรรมหนึ่งหาใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 277, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 และ 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2527 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุ 14 ปี 11 เดือน 15 วัน โดยพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีอายุเพียง 14 ปีเศษ แต่เบิกความแสดงรายละเอียดเป็นลำดับขั้นตอนสมเหตุสมผลไม่มีข้อพิรุธ โดยเฉพาะการที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระทำชำเราเป็นเรื่องที่น่าอับอายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของตนและวงศ์ตระกูล หากไม่เป็นเรื่องจริงคงไม่กล้าเบิกความเช่นนั้น ทั้งผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน กรณีจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ว่ากระทำชำเราตนเองโดยไม่เป็นความจริง คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ให้การในวันเดียวกับที่ถูกจับกุมโดยไม่มีโอกาสบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ตนเองพ้นผิดว่าผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้ตนเองกระทำชำเรา ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น ประกอบกับหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เคยให้ผู้ใหญ่ไปเจรจาสู่ขอผู้เสียหายที่ 2 แต่ผู้ใหญ่ฝ่ายผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตนเองไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 นั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แม้การตรวจร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 จะไม่พบเชื้ออสุจิในช่องคลอด และบาดแผลที่อวัยวะเพศ ก็หาใช่เป็นข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่อย่างใดไม่ เพราะแพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 หลังเกิดเหตุแล้วถึง 2 วัน ทั้งอาจเป็นเพราะผู้เสียหายทำความสะอาดร่างกายแล้วก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะฟังว่าผู้เสียหายที่ 2 จะยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเรา การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานกระทำชำเราหาได้ไม่นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของเด็กหญิงปัทมา โดยเฉพาะเด็กหญิงปัทมาเป็นคู่รักของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะแกล้งให้การปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปขนำที่เกิดเหตุจริงโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย และผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 กระทำชำเรา เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรและผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม หาใช่มาตรา 317 วรรคแรก ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ การที่จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปพบจำเลยที่ 1 ที่ขนำที่เกิดเหตุในยามวิกาล ซุบซิบปรึกษากับจำเลยที่ 1 แล้วออกอุบายหลอกลวงเพื่อปลีกตัวหนีออกมาโดยปล่อยทิ้งผู้เสียหายที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 1 ตามลำพังจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทำชำเราอีกกรรมหนึ่ง หาใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 90 ม. 91 ม. 277 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายอารักษ์ บุญสร้างสม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวเด่นฟ้า เรืองฤทธิ์เดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสะอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13116 -ที่ 14666/2551
#418111
เปิดฉบับเต็ม

บำเหน็จดำรงชีพแตกต่างจากบำเหน็จตกทอดทั้งตัวผู้รับคือบำเหน็จดำรงชีพจ่ายให้ตัวผู้รับบำนาญเองแต่บำเหน็จตกทอดจ่ายให้ทายาทผู้มีสิทธิหลังจากผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายแล้ว และบำเหน็จดำรงชีพเป็นการเร่งระยะเวลาที่ต้องจ่ายเงินให้เร็วขึ้นจากที่ทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ได้รับบำนาญมาเป็นการจ่ายตามคำขอของผู้รับบำนาญในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นการที่จำเลยจะอนุโลมเอาการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพมาใช้ในข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 4.9 ตามข้อ 17 วรรคสอง จึงมีการเปลี่ยนแปลงในหลักการของสภาพการจ้างที่เป็นตัวเงินเกิดขึ้น ทำให้ลักษณะการจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทแตกต่างไปจากเดิมทั้งตัวผู้รับและกำหนดเวลาที่ได้รับ กับลักษณะการจ่ายเงินจากทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนในอนาคตก็เปลี่ยนเป็นจ่ายตามความประสงค์ของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนที่ยังมีชีวิตอยู่ การจ่ายบำเหน็จดำรงชีพเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินของจำเลยในปัจจุบันจำเลยไม่สามารถจ่ายบำเหน็จดำรงชีพได้โดยงบประมาณของจำเลยเองจนจำเลยต้องขอคณะรัฐมนตรีให้สนับสนุนเป็นเงินทุน 1,469 ล้านบาทเศษ และเป็นเงินทุนสนับสนุนรายปีจากรัฐบาลเมื่อจำเลยเห็นสมควรให้แก้ไขหลักการในสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินโดยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 กรณีจึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอต่อคณะรัฐมนตรีกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับบำเหน็จดำรงชีพสำหรับจำเลยที่จำเลยอาจดำเนินการเองได้ตามมาตรา 13 (2) และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีให้ปรับปรุงสภาพการจ้างให้จ่ายบำเหน็จดำรงชีพตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 วรรคสามแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยดำเนินการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 1,551

โจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ด

จำเลยทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 46 โจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดเป็นอดีตผู้ปฏิบัติงาน (อดีตลูกจ้าง) ของจำเลย หลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว โจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดเป็นผู้ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน (บำนาญ) จากจำเลยตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 16 และข้อ 17 ซึ่งระบุว่า เมื่อผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายให้จ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการทุกประการ ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2546 มีผลใช้บังคับ ทำให้ข้าราชการผู้รับบำนาญมีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพ จำเลยมีหนังสือที่ 1/2279/2547 ลงวันที่ 28 เมษายน 2547 ถึงปลัดกระทรวงการคลัง ขอหารือในการกู้ยืมเงินมาจ่ายเป็นบำเหน็จดำรงชีพให้อดีตผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน (บำนาญ) ของจำเลย ทั้งนี้เนื่องจากจำเลยมีปัญหาขาดสภาพคล่อง โจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดได้ยื่นแบบแสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพต่อคณะกรรมการจัดการกองทุนสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมีหนังสือลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2547 (ที่ถูกเป็นหนังสือที่ กค 0806/1705 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2547) ตอบหนังสือของจำเลยที่ 1/2279/2547 โดยเห็นว่าจำเลยควรนำเรื่องการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้อดีตผู้ปฏิบัติงานเสนอเป็นโครงการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับความสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล จำเลยมีหนังสือที่ กสส./สท 1/44/2547 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2547 ถึงปลัดกระทรวงคมนาคม ขอให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับความสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลมาจ่ายเป็นบำเหน็จดำรงชีพให้อดีตผู้ปฏิบัติงาน สำนักงบประมาณมีหนังสือที่ นร 0710/372 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2548 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุว่าให้จำเลยปฏิบัติตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 10 คือในกรณีกองทุนสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่มีเงินพอจ่ายก็ให้จำเลยทดรองจ่ายเงินให้แก่กองทุนก่อน แล้วให้กองทุนใช้เงินคืนจำเลยในโอกาสแรก และจำเลยสมควรปรับการบริหารจัดการและควบคุมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายได้เพื่อเป็นการบรรเทาภาระการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยออกข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ซึ่งข้อ 17 กำหนดให้การนับเวลาทำงาน การคำนวณเงินสงเคราะห์ และวิธีการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ผู้ปฏิบัติงานของจำเลยที่ออกจากงานให้ถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการโดยอนุโลม ในกรณีที่ผู้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายก็ให้จ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการทุกประการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ผู้ปฏิบัติงานโดยถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีบทบัญญัติหรือแก้ไขเพิ่มเติมเป็นเช่นไรจำเลยก็ต้องคำนวณเงินสงเคราะห์และจ่ายเงินสงเคราะห์ไปด้วยโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 มาตรา 3 บัญญัติให้เพิ่มความเป็นลักษณะ 2/1 บำเหน็จดำรงชีพ โดยให้ผู้รับบำนาญมีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพ (ไม่เกินสิบห้าเท่า ของบำนาญรายเดือน) ในกรณีผู้รับบำนาญได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพไว้แล้วแต่ตายก่อนได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพให้การจ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพเป็นอันระงับไป และกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 ออกใช้บังคับ จำเลยจึงต้องถือปฏิบัติโดยอนุโลมตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 17 และข้อบังคับนี้ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 วรรคสอง ด้วย ดังนั้นโจทก์ทุกคนที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนซึ่งมีลักษณะเป็นผู้รับบำนาญตามกฎหมายฉบับดังกล่าวย่อมมีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพได้ตามอัตราและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 โดยได้รับในอัตราไม่เกินสิบห้าเท่า ของเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ตามกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดเฉพาะระยะเวลาในการขอรับบำเหน็จดำรงชีพไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ อีกทั้งจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริการสาธารณะและขาดทุนมาตลอด การจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดต้องใช้เงินจำนวนมาก จำเลยต้องดำเนินการเพื่อให้ได้เงินจำนวนนี้มา ไม่พอที่จะถือว่าจำเลยผิดนัดแล้ว โจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ย สำหรับผู้ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทยฉบับที่ 4.9 ที่มีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพอื่นซึ่งยังไม่ได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพหรือยังไม่ได้ฟ้องจำเลยต่อศาล หากได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพโดยอนุโลมตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 แล้วย่อมเกิดสิทธิและหน้าที่ต่อจำเลยในการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพต่อไป ถือว่าบุคคลเหล่านั้นกับจำเลยเป็นนายจ้างและลูกจ้างอื่นซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 53 จึงกำหนดให้คำพิพากษาคดีนี้ผูกพันบุคคลดังกล่าวและจำเลยด้วย พิพากษาให้จำเลยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพแก่โจทก์แต่ละคนที่ได้แสดงเจตนาขอรับบำเหน็จดำรงชีพไว้ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 47/1 และกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 ในจำนวนสิบห้าเท่า ของเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนที่ได้รับแต่ไม่เกิน 200,000 บาท คำขออื่นของโจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดให้ยก และให้คำพิพากษานี้ผูกพันผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จดำรงชีพตามบทกฎหมายดังกล่าวและข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย กับจำเลยด้วย กับให้คำพิพากษานี้สิ้นผลบังคับเมื่อโจทก์หรือผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จดำรงชีพผู้หนึ่งผู้ใดได้ตายก่อนได้รับบำเหน็จดำรงชีพ

จำเลยทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยจำต้องจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ข้อ 20 ระบุให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวหรือเป็นรายเดือนโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการและระเบียบการที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายบำนาญ คำว่า "ผู้ปฏิบัติงาน" หมายถึงบุคคลที่ทำงานประจำในการรถไฟแห่งประเทศไทย และถูกเรียกเก็บเงินเป็นรายเดือนร้อยละ 5 ของเงินเดือนทุกเดือนสะสมเข้ากองเงินสะสมของผู้ปฏิบัติงานในการรถไฟแห่งประเทศไทยตามความในข้อ 1 (3) ประกอบข้อ 5 ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานจึงเป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งถูกเรียกเก็บเงินเป็นรายเดือนสะสมเข้ากองเงินสะสมดังกล่าว ในการสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อ 16 ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน และตามข้อ 17 วรรคสอง ในกรณีที่ผู้ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายให้กองทุนสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการรถไฟแห่งประเทศไทยจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการทุกประการ การที่ข้อ 17 วรรคสอง ระบุว่าให้นำหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการมาใช้โดยอนุโลมหมายถึงการนำพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการมาใช้โดยอาศัยหลักอย่างเดียวกันแต่ให้แก้ไขในรายละเอียดได้ตามควรแก่กรณี และในกรณีนี้เป็นการนำหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ทายาทเมื่อผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการมาใช้โดยอนุโลม จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 การจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ทายาทเมื่อผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายอยู่ในเรื่องการสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 อันเป็นข้อบังคับที่ผู้ปฏิบัติงานยอมรับปฏิบัติตามข้อ 12 ข้อบังคับในส่วนนี้เกี่ยวกับประโยชน์ของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน จึงเป็นสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 และเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 17 วรรคสอง วางหลักเกณฑ์การจ่ายเงินกรณีผู้ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนถึงแก่ความตายว่าให้จ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาท ดังนั้นเงินสงเคราะห์ตกทอดจะจ่ายเมื่อใดจึงขึ้นอยู่กับความตายของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน อันเป็นการทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน และระบุตัวผู้รับไว้ว่าเป็นทายาทของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน แต่ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 มาตรา 3 บัญญัติให้เพิ่มความเป็นลักษณะ 2/1 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ซึ่งได้เพิ่มความเป็นมาตรา 47/1 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่าบำเหน็จดำรงชีพ ได้แก่ เงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับบำนาญเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีพโดยจ่ายให้ครั้งเดียวและวรรคสองบัญญัติให้ผู้รับบำนาญมีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพแต่ต้องไม่เกินสิบห้าเท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับ กับมาตรา 4 ให้เพิ่มความเป็นวรรคสองของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อผู้รับบำนาญที่รับบำเหน็จดำรงชีพไปแล้วถึงแก่ความตาย การจ่ายบำเหน็จตกทอดแก่ทายาทให้หักเงินออกจากบำเหน็จตกทอดที่จะได้รับเท่ากับเงินบำเหน็จดำรงชีพเสียก่อน บำเหน็จดำรงชีพตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 จึงไม่ใช่บำเหน็จตกทอดตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติสำหรับกรณีผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายให้จ่ายเงินเป็นบำเหน็จตกทอดให้ทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 48 เป็นจำนวนสามสิบเท่า ของบำนาญรายเดือน บำเหน็จดำรงชีพแตกต่างจากบำเหน็จตกทอดทั้งตัวผู้รับคือบำเหน็จดำรงชีพจ่ายให้ตัวผู้รับบำนาญเอง แต่บำเหน็จตกทอดจ่ายให้ทายาทผู้มีสิทธิหลังจากผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตายแล้ว และบำเหน็จดำรงชีพเป็นการเร่งระยะเวลาที่ต้องจ่ายเงินให้เร็วขึ้นจากที่ทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ได้รับบำนาญมาเป็นการจ่ายตามคำขอของผู้รับบำนาญในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำขอรับบำเหน็จดำรงชีพตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ.2546 (ใช้บังคับในขณะโจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดฟ้องคดี) ตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 ระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าเป็นการนำเงินที่รัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณรายจ่ายอยู่แล้วในอนาคตมาจ่ายให้แก่ผู้รับบำนาญส่วนหนึ่งก่อนโดยมิได้เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณรายจ่ายของรัฐ ซึ่งเป็นการระบุให้เห็นอยู่ในตัวว่าเป็นการเอาเงินงบประมาณที่จะจ่ายเป็นบำเหน็จตกทอดในอนาคตมาจ่ายเป็นบำเหน็จดำรงชีพในปัจจุบัน ดังนั้นการที่จำเลยจะอนุโลมเอาการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพมาใช้ในข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ตามข้อ 17 วรรคสอง จึงมีการเปลี่ยนแปลงในหลักการของสภาพการจ้างที่เป็นตัวเงินเกิดขึ้น ทำให้ลักษณะการจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาทแตกต่างไปจากเดิมทั้งตัวผู้รับและกำหนดเวลาที่ได้รับกับลักษณะการจ่ายเงินจากทยอยจ่ายตามอายุขัยของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนในอนาคตก็เปลี่ยนเป็นจ่ายตามความประสงค์ของผู้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือนที่ยังมีชีวิตอยู่ ปรากฏตามหนังสือของจำเลยถึงปลัดกระทรวงการคลังว่าจำเลยต้องจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ แต่จำเลยขาดสภาพคล่อง อีกทั้งปรากฏตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการของจำเลยและหนังสือของจำเลยถึงปลัดกระทรวงคมนาคมว่า จำเลยต้องการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพเพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการบรรเทาความเดือดร้อนของอดีตผู้ปฏิบัติงาน และเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย (ค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดแก่ทายาท) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่จำเลยขาดสภาพคล่องจึงเสนอกระทรวงคมนาคมให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอสนับสนุนเป็นเงินทุน 1,469 ล้านบาทเศษ และเป็นเงินทุนสนับสนุนรายปีจากรัฐบาลโดยไม่ถือเป็นการกู้ยืมเงินของจำเลยแสดงว่าการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินของจำเลยในปัจจุบัน จำเลยไม่สามารถดำเนินการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพได้โดยงบประมาณของจำเลยเอง ไม่เป็นไปตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 อีกทั้งจำเลยเห็นสมควรให้แก้ไขหลักการในสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินโดยจ่ายบำเหน็จดำรงชีพตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 กรณีจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอต่อคณะรัฐมนตรีกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับบำเหน็จดำรงชีพสำหรับจำเลยที่จำเลยอาจดำเนินการเองได้ตามมาตรา 13 (2) และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีให้ปรับปรุงสภาพการจ้างให้จ่ายบำเหน็จดำรงชีพตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 วรรคสามแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยดำเนินการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้โจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่าพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 ใช้บังคับแก่จำเลยได้หรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 7
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6 ม. 13
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546 ม. 3 ม. 4
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ม. 47/1 ม. 48 ม. 49
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย สนธิเณร กับพวก
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11181/2551
#419918
เปิดฉบับเต็ม

คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดเพราะจำเลยไม่รู้ว่ารถยนต์บรรทุกของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นเรื่องที่จำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางไม่ได้

ในคดีหลักศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางและคดีถึงที่สุดแล้ว แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง ศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางเพียงกึ่งหนึ่งอีกเพราะเป็นการสั่งซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 และริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-3580 นครราชสีมา ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-3580 นครราชสีมา ของกลาง เพียงกึ่งหนึ่ง และอีกกึ่งหนึ่งให้คืนแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-3580 นครราชสีมา ของกลาง เพียงกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยไม่รู้ว่ารถยนต์บรรทุกของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของ และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดเพราะจำเลยไม่รู้ว่ารถยนต์บรรทุกของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นเรื่องที่จำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางกึ่งหนึ่งชอบหรือไม่ เห็นว่า ในคดีหลักศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางและคดีถึงที่สุดแล้ว แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง ศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางเพียงกึ่งหนึ่งอีกเพราะเป็นการสั่งซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้สั่งคืนรถยนต์บรรทุกของกึ่งหนึ่งแก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีผลให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางกึ่งหนึ่งแก่ผู้ร้องยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว ฎีกาของผู้ร้องไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ร้อง — นางกุหลาบ เมิงขุนทด
จำเลย — นายละไม เมิงขุนทด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายนรวัฒน์ สวยงาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11102/2551
#412070
เปิดฉบับเต็ม

คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดก่อนได้มีการจัดส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงผู้ร้องและผู้คัดค้านโดยชอบแล้ว ย่อมเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณี ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 21 วรรคสี่

กำหนดระยะเวลาที่มาตรา 23 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่กรณีมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดนั้น หมายถึงเฉพาะกรณีที่มีคู่กรณีฝ่ายใดไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดและจำเป็นที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องบังคับให้คู่กรณีฝ่ายนั้นยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดเท่านั้น เมื่อคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดก่อนไม่เข้าเกณฑ์ที่ผู้คัดค้านจำเป็นจะต้องร้องขอให้ศาลบังคับให้ผู้ร้องยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาด แม้ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 23 วรรคหนึ่งดังกล่าว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดก่อนก็ยังมีผลผูกพันคู่กรณีอยู่ หาสิ้นผลบังคับไปไม่ ดังนั้น การนำข้อพิพาทที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วโดยอนุญาโตตุลาการชุดก่อนซึ่งคำชี้ขาดเป็นที่สุดและยังคงมีผลผูกพันคู่กรณีอยู่ไปรื้อร้องขอต่ออนุญาโตตุลาการชุดหลังให้พิจารณาชี้ขาดซ้ำอีก ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือได้ว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดหลังขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดได้

การที่อนุญาโตตุลาการชุดหลังได้รับคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องไว้พิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดใหม่ ฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2544 เป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 อันเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีคำชี้ขาด เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้มีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดหลังในวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับแล้ว กรณีย่อมต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่ให้อำนาจศาลที่จะทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ถ้าปรากฏต่อศาลว่าการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2551)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้พิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 45/2544 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2544 ชอบด้วยกฎหมาย บังคับให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายในผลต่างระหว่างอัตราค่าผ่านทางที่พึงเรียกเก็บตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 และอัตราค่าผ่านทางตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม นับตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2543 เป็นจำนวนเงิน 360,898,617 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาข้อ 25.6 และให้ชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนผลต่างของอัตราค่าผ่านทางตามประกาศกระทรวงมหาดไทยทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยคำนวณตามจำนวนและประเภทของรถยนต์ที่แท้จริงที่ได้ใช้ทางด่วนทั้งโครงข่ายในเขตเมืองและโครงข่ายนอกเขตเมืองที่เกิดขึ้นจริง นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2443 เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาข้อ 25.6 จนกว่าจะมีการดำเนินการตามสัญญาให้มีการปรับอัตราค่าผ่านทางใหม่ กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 500,000 บาท แทนผู้ร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดหลังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งประเด็นข้อนี้ผู้คัดค้านได้หยิบยกประเด็นปัญหาข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไว้ในอุทธรณ์ข้อ 2.2 หลายประการ แต่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นข้อ 2.2.2 และ ข้อ 2.2.3 ก่อนว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดก่อนสิ้นผลบังคับแล้วหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.2530 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดข้อพิพาทนั้น ได้บัญญัติวางหลักเกณฑ์การดำเนินการเพื่อให้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีผลบังคับแก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องไว้ ดังนี้

มาตรา 21 วรรคสี่ บัญญัติว่า "เมื่อทำคำชี้ขาดเสร็จแล้ว อนุญาโตตุลาการหรือผู้ชี้ขาดจะต้องจัดส่งสำเนาคำชี้ขาดนั้นถึงคู่กรณีที่เกี่ยวข้องทุกคน"

มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 23 และสัญญาอนุญาโตตุลาการ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณี เมื่อได้มีการส่งสำเนาคำชี้ขาดนั้นถึงคู่กรณีตามมาตรา 21 วรรคสี่แล้ว"

มาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดไม่ยอมปฎิบัติตามคำชี้ขาด ห้ามมิให้บังคับตามคำชี้ขาดนั้น เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจและศาลได้มีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดนั้น คำร้องขอนี้ให้ยื่นภายในกำหนดเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงคู่กรณีตามมาตรา 21 วรรคสี่แล้ว"

เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันฟังได้ว่า หลังจากอนุญาโตตุลาการชุดก่อนทำคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2542 เสร็จแล้ว สถาบันอนุญาโตตุลาการได้จัดส่งสำเนาคำชี้ขาดดังกล่าวถึงผู้ร้องและผู้คัดค้านโดยชอบแล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฉบับดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 21 วรรคสี่ ซึ่งย่อมเกิดผลทางกฎหมายว่า คู่กรณีจะต้องผูกพันตามคำชี้ขาดอันถึงที่สุดแล้วนั้น โดยไม่อาจนำปัญหาข้อโต้แย้งที่อนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดแล้วนั้นขึ้นสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้อีก ทั้งนี้เพราะพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ได้บัญญัติถึงกระบวนการบังคับตามคำชี้ขาดอันมีผลถึงที่สุดแล้วไว้ในมาตรา 23 วรรคหนึ่ง ต่อไปว่า หากคู่กรณีฝ่ายใดซึ่งต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาด ก็ให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดนั้นได้ภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงคู่กรณี โดยไม่มีบทมาตราใดบัญญัติให้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสิ้นผลบังคับแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดก่อน ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2542 จึงสิ้นสภาพบังคับไปแล้วนั้น หาเป็นการชอบด้วยกฎหมายไม่ ทั้งนี้เพราะกำหนดระยะเวลาที่มาตรา 23 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่กรณีมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงคู่กรณีตามมาตรา 21 วรรคสี่ แล้วนั้น บัญญัติไว้เพื่อรองรับกับข้อความตอนต้นของมาตรา 23 วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาด ห้ามมิให้บังคับตามคำชี้ขาดนั้น เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจและศาลได้มีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดนั้น..." แสดงว่า ความตอนท้ายของมาตรา 23 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดกรอบระยะเวลาการยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดว่า "...คำร้องขอนี้ให้ยื่นภายในกำหนดเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงคู่กรณีตามมาตรา 21 วรรคสี่ แล้ว" หมายถึงเฉพาะกรณีที่มีคู่กรณีฝ่ายใดไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดและจำเป็นที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องบังคับให้คู่กรณีฝ่ายนั้นยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดเท่านั้น แต่คดีนี้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า การเรียกเก็บค่าผ่านทางตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ไม่สอดคล้องกับสัญญาข้อ 11.3 และประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม 2541 ซึ่งยกเลิกประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 และให้ปรับค่าผ่านทางใหม่นั้นสอดคล้องกับข้อสัญญาข้อ 11.3 ซึ่งมีผลทำให้การเก็บค่าผ่านทางสามารถดำเนินการต่อไปตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม 2541 ที่ประกาศใช้บังคับใหม่ได้โดยผู้คัดค้านไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อขอให้บังคับผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด เนื่องจากผลของคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการชุดก่อนเช่นว่านั้นออกมาสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การเก็บค่าผ่านทางตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม 2541 อยู่แล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดก่อน ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2542 จึงไม่เข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านจำเป็นจะต้องร้องขอให้ศาลบังคับให้ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดซึ่งผู้คัดค้านอยู่ในบังคับที่จะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดนั้นภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านจะมิได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 23 วรรคหนึ่งดังกล่าว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดก่อน ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2542 ก็ยังมีผลผูกพันคู่กรณีอยู่ หาสิ้นผลบังคับไปดังคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไม่ โดยเหตุนี้การที่ผู้ร้องนำข้อพิพาทเรื่องเดียวกันนี้มายื่นเรียกร้องแย้งต่ออนุญาโตตุลาการชุดหลัง ซึ่งเพื่อให้พิจารณาทำคำชี้ขาดซ้ำอีก จึงเป็นการนำข้อพิพาทที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วโดยอนุญาโตตุลาการชุดก่อนซึ่งคำชี้ขาดเป็นที่สุดและยังคงมีผลผูกพันคู่กรณีอยู่ไปรื้อร้องขอต่ออนุญาโตตุลาการชุดหลังให้พิจารณาชี้ขาดซ้ำอีก ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการทำลายหลักการสำคัญของมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ที่บัญญัติให้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือผู้ชี้ขาดเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีโดยสิ้นเชิงและย่อมส่งผลทำให้กระบวนการระงับข้อพิพาทโดยระบบอนุญาโตตุลาการไร้ประสิทธิผลไปโดยปริยาย เพราะหากคู่กรณีไม่ยอมรับผลต่อการเป็นที่สุดและผลผูกพันคู่กรณีของคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดก่อน และมีสิทธิรื้อร้องขอพิจารณามีคำชี้ขาดใหม่ต่ออนุญาโตตุลาการชุดหลังอีก กระบวนการอนุญาโตตุลาการก็คงจะต้องดำเนินการซ้ำซากเช่นคดีนี้ต่อไปไม่มีวันจบสิ้น ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์อันแท้จริงของกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการที่จะให้เป็นเช่นนั้น ดังนั้น การที่อนุญาโตตุลาการชุดหลังได้รับคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องไว้พิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดใหม่ ฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2544 จึงเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 อันเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีคำชี้ขาด เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้มีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดหลังในวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับแล้ว กรณีย่อมต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่ให้อำนาจศาลที่จะทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ถ้าปรากฏต่อศาลว่าการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาเรื่องการนำข้อพิพาทที่อนุญาโตตุลาการชุดก่อนไปรื้อร้องขอให้อนุญาโตตุลาการชุดใหม่พิจารณาและมีคำชี้ขาดซ้ำอีกซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดหลังขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่ศาลมีอำนาจและสมควรที่จะทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 ดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดหลัง ฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2544 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อผลแห่งการวินิจฉัยเป็นดังนี้แล้ว คดีก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นข้ออื่นๆ อีกเพราะเป็นอุทธรณ์ไม่เป็นสาระแก่คดีเนื่องจากแม้ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้ผู้ร้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 100,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 21 ม. 22 ม. 23
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 44
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประกาศ บูรพางกูร
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ประทีป ปิติสันต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11055/2551
#500720
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลอมเครื่องหมายการค้า ร. อันเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท ล. ผู้เสียหาย โดยใช้เครื่องปั๊มแบบอัตโนมัติปั๊มเครื่องหมายการค้า ร. ลงบนแว่นกันแดดจำนวน 1,254 อัน และกล่องใส่แว่นกันแดด จำนวน 1,100 อัน อันเป็นการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยยังมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแว่นกันแดด จำนวน 1,254 อัน และกล่องใส่แว่นกันแดด จำนวน 1,100 อัน ดังกล่าวที่มีตราเครื่องหมายการค้าซึ่งจำเลยทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหาย ซึ่งได้จดทะเบียนโดยชอบแล้วโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงต้องถือว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน เนื่องจากความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 108 กับความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 110 (1) เป็นการกระทำความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดและเจตนาที่ต่างหากจากกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 เมษายน 2550 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2550 เวลา 18.30 นาฬิกา ต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว (ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน) ได้ทำงานเร่ขายสินค้าแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อหารายได้ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยได้ปลอมเครื่องหมายการค้า " " (เรย์แบน) ของบริษัทลูซอตติกา เอส.อาร์.แอล.เวีย วัลคอซเซน่า จำกัด ผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วในราชอาณาจักรโดยใช้เครื่องปั๊มแบบอัตโนมัติปั๊มเครื่องหมายการค้าดังกล่าวลงบนแว่นกันแดดและกล่องใส่แว่นกันแดดจนสำเร็จเป็นแว่นกันแดด จำนวน 1,254 อัน และกล่องใส่แว่นกันแดดจำนวน 1,100 อัน อันเป็นการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยยังเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแว่นกันแดด จำนวน 1,254 อัน และกล่องใส่แว่นกันแดด จำนวน 1,100 อัน ดังกล่าวที่มีตราเครื่องหมายการค้าซึ่งจำเลยทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบแล้ว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดแว่นกันแดดจำนวน 1,254 อันและกล่องใส่แว่นกันแดด จำนวน 1,100 อัน ดังกล่าวและทรัพย์สินซึ่งจำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง เหตุเกิดที่แขวงพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115, 117 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 5, 6, 33 พระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 มาตรา 4 และบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 ลำดับที่ 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6, 33 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 มาตรา 4 และบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 (35) อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานปลอมเครื่องหมายการค้า จำคุก 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท อีกกระทงหนึ่ง รวมโทษทุกกระทงจำคุก 8 เดือน และปรับ 156,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 78,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้ากับความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระซึ่งต้องพิพากษาเรียงกระทงลงโทษหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลอมเครื่องหมายการค้าเรย์แบนอันเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทลูซอตติกา เอส.อาร์.แอล.เวีย วัลคอซเซน่า จำกัด ผู้เสียหาย โดยใช้เครื่องปั๊มแบบอัตโนมัติปั๊มเครื่องหมายการค้าเรย์แบนลงบนแว่นกันแดด จำนวน 1,254 อัน และกล่องใส่แว่นกันแดด จำนวน 1,100 อัน อันเป็นการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยยังมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแว่นกันแดด จำนวน 1,254 อัน และกล่องใส่แว่นกันแดด จำนวน 1,100 อัน ดังกล่าวที่มีตราเครื่องหมายการค้าซึ่งจำเลยทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหาย ซึ่งได้จดทะเบียนโดยชอบแล้ว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงต้องถือว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันเนื่องจากความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 กับความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) เป็นการกระทำความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดและเจตนาที่ต่างหากจากกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเครื่องหมายการค้า จำคุก 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท ฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำคุก 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท รวมโทษ 3 กระทง จำคุก 14 เดือน และปรับ 306,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 เดือน และปรับ 153,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายโบเฟย หลี่
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11047/2551
#500716
เปิดฉบับเต็ม

บทความเกี่ยวกับวิตามิน อี ที่โจทก์จัดทำขึ้นตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 เป็นบทความที่จัดทำขึ้นด้วยการใช้ข้อความที่แตกต่างกัน แม้จะประกอบด้วยข้อมูลเพียง 3 ถึง 5 ย่อหน้าสั้น ๆ แต่บทความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเป็นการเรียบเรียงขึ้นโดยอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับวิตามิน อี ไม่ได้มีลักษณะเป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลหรือเป็นการแปลข้อมูลจากบทความอื่นโดยตรง แต่ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะ การตัดสินใจและความวิริยะอุตสาหะในการนำข้อมูลที่มีอยู่มาเรียบเรียงเป็นบทความ จึงเป็นงานสร้างสรรค์และถือได้ว่าเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย

กฎหมายลิขสิทธิ์มุ่งประสงค์ที่จะให้ความคุ้มครองการแสดงออก ไม่ได้ให้ความคุ้มครองความคิด ดังนั้น แม้บทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิตามิน อี แต่ฝ่ายจำเลยนำสืบให้เห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวิตามิน อี มีอยู่แล้วในบทความต่าง ๆ ซึ่งมีปรากฏเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วไป ข้อมูลดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องนำมาจากบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 ทั้งบทความตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 มีการระบุถึงแหล่งที่มาของบทความอ้างอิงไว้ด้วย เมื่อเปรียบเทียบบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 กับบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการนำข้อความที่เป็นสาระสำคัญในเนื้อหาของบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 มาใช้โดยตรง หรือเป็นการดัดแปลงบทความดังกล่าวเพียงเล็กน้อยหรือในส่วนที่ไม่สำคัญ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์ในบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 ของโจทก์

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 บุคคลย่อมมีสิทธิในการใช้ชื่อของตน การที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อโจทก์ในบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ย่อมเป็นการละเมิดต่อสิทธิในชื่อของโจทก์

จำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิในชื่อของโจทก์ หาได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงไม่จำต้องพิจารณาว่าจะนำข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 หรือไม่ เมื่อไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายแล้วโจทก์จะต้องนำสืบตามข้อกล่าวอ้างของตนให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการละเมิดสิทธิของโจทก์เช่นใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันตีพิมพ์บทความเรื่อง "Vitamin E วิธีง่าย ๆ สู่ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัย" ในนิตยสารเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินตราเมดิคราฟท์ บทความดังกล่าวดัดแปลงมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งหกร่วมกันเพิ่มเติมข้อความบางส่วนในบทความ และใช้บทความที่ทำการเพิ่มเติมดังกล่าวเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยทั้งหก โดยตีพิมพ์ในนิตยสารรวม 3 ฉบับ การแก้ไขดังกล่าวไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องแท้จริง การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิและลิขสิทธิ์ของโจทก์ เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง โจทก์แจ้งให้ชำระค่าเสียหายและบรรเทาความเสียหายแล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหาย 2,009,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์มิใช่ผู้สร้างสรรค์บทความที่กล่าวอ้างตามฟ้อง บทความดังกล่าวไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นเพียงข่าวสารเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของวิตามินที่มีอยู่ทั่วไป แหล่งที่มาของข้อมูลประกอบการเรียบเรียงบทความได้แสดงไว้อย่างชัดเจนในส่วนท้ายของบทความ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวิตามินอี มีเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย ข่าวสารดังกล่าวไม่ใช่งานในแผนกวรรณกรรม แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง บทความเรื่อง "Vitamin E วิธีง่าย ๆ สู่ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัย" มิได้เป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เป็นแต่เพียงการนำเอาข่าวสารอันเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของวิตามินที่มีอยู่ทั่วไปมาเรียบเรียงให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจประโยชน์และทราบคุณสมบัติของวิตามินไม่ได้เป็นการทำขึ้นเพื่อหากำไร การตีพิมพ์บทความไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ตอบแทนโจทก์ในการเป็นผู้ตรวจทานบทความที่ฝ่ายจำเลยจัดหาและเรียบเรียง จึงไม่ใช่การกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการซึ่งกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะส่วนตัว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งหกบรรเทาความเสียหายหรือให้เจรจาชำระค่าเสียหายค่าเสียหายที่อ้างมาเคลือบคลุมและสูงเกินส่วน หากเสียหายจริงไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 30,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด ช่วงเกิดเหตุมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาแพทยศาสตร์ สาขาผิวหนังเฉพาะทางด้านศัลยกรรมผิวหนัง จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายและส่งออกสินค้าเวชภัณฑ์และอาหารเสริมสุขภาพ ประเภทอาหารเสริมสำหรับบำรุงผิวผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับกระชับสัดส่วน วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามิน อี ตราเมดิคราฟท์ จำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์ และต่อมามีการจัดทำบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.9 ขึ้น แล้วจำเลยที่ 1 ได้ลงตีพิมพ์บทความเรื่อง "Vitamin E วิธีง่าย ๆ สู่ผิวสวยใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัย" เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน ตราเมดิคราฟท์ โดยระบุชื่อ "พญ.ปองศิริแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง" ไว้ด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ประการแรกมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 หรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า บทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ เห็นว่า บทความดังกล่าวได้จัดทำขึ้นด้วยการใช้ข้อความที่แตกต่างกันแม้จะประกอบด้วยข้อมูลเพียง 3 ถึง 5 ย่อหน้าสั้นๆ แต่บทความดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการเรียบเรียงขึ้นโดยอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับวิตามิน อี ไม่ได้มีลักษณะเป็นเพียงการรวบรวม (Compilation) ข้อมูล หรือเป็นการแปล (Translation) ข้อมูลจากบทความอื่น เช่น เอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.5 โดยตรง ในทางตรงข้ามบทความดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงทักษะ การตัดสินใจ และความวิริยะอุตสาหะ (Skill, judgment and effort) ในการนำข้อมูลที่มีอยู่มาเรียบเรียงเป็นบทความจึงเป็นงานสร้างสรรค์ (Originality) และถือได้ว่าบทความดังกล่าวเป็นงานวรรณกรรม (Literary work) อันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์บทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 หรือไม่ ในประเด็นนี้โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวปนิดามาเป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 ยืนยันว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์บทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 และมอบให้นางสาวปนิดา พนักงานของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่พอใจเนื้อหาในบทความดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นบทความที่มีเนื้อหาทางด้านวิชาการ ไม่ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องการตีพิมพ์บทความดังกล่าว และได้แจ้งให้โจทก์ทราบเรื่องนี้แล้ว ส่วนฝ่ายจำเลยมีนางสาววิชชุลดาพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งตัวอย่างบทความที่เภสัชกรของจำเลยที่ 1 เรียบเรียงไว้แล้วพร้อมเอกสารประกอบไปให้โจทก์ตรวจทานโดยทำเป็น 2 ชุด ชุดแรกเป็นบทความตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 และชุดที่ 2 เป็นบทความตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 เมื่อโจทก์ตรวจทานทั้งสองชุดแล้ว จำเลยที่ 1 จึงนำบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 มาตีพิมพ์ตามที่โจทก์ตรวจทาน เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์บทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 เอง โดยมีนางสาวปนิดาเบิกความสนับสนุน พยานของโจทก์ทั้งสองปากเป็นผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดในการติดต่อจัดทำบทความนี้ ในขณะที่ฝ่ายจำเลยอ้างว่า เภสัชกรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำบทความและส่งไปให้โจทก์ตรวจแทน แต่กลับไม่ได้นำเภสัชกรหรือบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวกับการจัดทำบทความตามที่ฝ่ายจำเลยกล่าวอ้างมาเบิกความสนับสนุน นางสาววิชชุลดาเองก็เบิกคาวามตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานไม่ได้ติดต่อกับโจทก์โดยตรง คำเบิกความของนางสาววิชชุลดาจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า นอกจากนี้ลักษณะของการนำเสนอข้อมูลในบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 กับเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ก็มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำขึ้นหลายชุดเพื่อให้โจทก์ตรวจทานตามที่ฝ่ายจำเลยกล่าวอ้าง เมื่อพยานโจทก์เบิกความโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธน่าสงสัย ย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยที่นำสืบมา คดีเป็นอันรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์บทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า บทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวปนิดามาเบิกความเกี่ยวกับการติดต่อให้โจทก์จัดทำบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏนั้น ยังไม่ถึงขนาดที่จะเกิดสัญญาจ้างให้ทำบทความดังกล่าว โดยโจทก์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งหกถามค้านด้วยว่าโจทก์ไม่ได้ค่าตอบแทนใด ๆ จากฝ่ายจำเลย ซึ่งฝ่ายจำเลยเองก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นในทำนองว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้โจทก์สร้างสรรค์บทความนั้น หรือนำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น พฤติการณ์จึงยังไม่พอฟังว่าโจทก์รับจ้างจำเลยที่ 1 ในการสร้างสรรค์บทความของโจทก์ หรือมีข้อตกลงใด ๆ ที่จะให้ลิขสิทธิ์ในบทความดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้สร้างสรรค์บทความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดสิทธิและลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า บทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 เป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 หรือไม่ เห็นว่า บทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 มีเนื้อหาทำนองเดียวกัน แต่นำเสนอด้วยข้อความที่แตกต่างกัน ในขณะที่บทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 เป็นเอกสารชุดเดียวกัน และเป็นการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับวิตามิน อี เช่นเดียวกับบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 แต่ข้อความในบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 แตกต่างจากบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 อย่างเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็นการทำซ้ำ (Copy) ส่วนจะเป็นการดัดแปลง (Adaptation) หรือไม่นั้น เห็นว่า กฎหมายลิขสิทธิ์มุ่งประสงค์ที่จะให้ความคุ้มครองการแสดงออก (Expression) ไม่ได้ให้ความคุ้มครองความคิด (ldea) ดังนั้น แม้บทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิตามิน อี แต่ฝ่ายจำเลยก็นำสืบถึงเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.5 ว่าแนวคิดเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวิตามิน อี มีอยู่แล้วในบทความต่าง ๆ นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังมีปรากฏเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับอนุมูลอิสระ (Free radical) หรือโรคร้ายและผลเสียที่เกิดขึ้น หรือสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) หรือแหล่งอาหารที่มีวิตามิน อี หรือประโยชน์ของวิตามิน อี รวมทั้งปริมาณของวิตามิน อี ที่ควรได้รับในแต่ละวัน เป็นต้น ข้อมูลดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องนำมาจากบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 ทั้งบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ได้มีการระบุถึงแหล่งที่มาของบทความอ้างอิงไว้ด้วย เมื่อเปรียบเทียบบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 กับบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการนำข้อความที่เป็นสาระสำคัญในเนื้อหา (Substantial part) ของบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 มาใช้โดยตรงหรือเป็นการดัดแปลงบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 เพียงเล็กน้อยหรือในส่วนที่ไม่สำคัญ (Slavish imitation) จึงไม่อาจถือว่าบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ดัดแปลงมาจากบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 และไม่อาจรับฟังต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์ในบทความเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 ของโจทก์

อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันละเมิดสิทธิและลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยการดัดแปลงบทความอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ และนำไปตีพิมพ์ในนิตยสาร 3 ฉบับ เท่ากับว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่า การที่จำเลยที่ 1 ตีพิมพ์บทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ในนิตยสารเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ด้วย เมื่อบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 มีข้อความว่า "พ.ญ.ปองศิริแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง" ซึ่งหมายถึงโจทก์ปรากฏอยู่ และคดีเป็นอันรับฟังแล้วว่าบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ไม่ใช่บทความที่โจทก์ได้จัดทำขึ้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรพิจารณาต่อไปว่าการใช้ชื่อโจทก์ในบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์หรือไม่ ซึ่งฝ่ายจำเลยนำสืบรับว่า มีการลงชื่อของโจทก์ในบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 จริง แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าได้ตกลงให้โจทก์มีชื่ออยู่ใต้บทความที่จะโฆษณาเพราะต้องการให้โจทก์มีชื่อเสียงในการโฆษณาดังกล่าวด้วย ส่วนโจทก์ยืนยันว่า โจทก์ไม่ทราบเรื่องและไม่ได้อนุญาตให้ตีพิมพ์บทความดังกล่าว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 บุคคลย่อมมีสิทธิในการใช้ชื่อของตนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อเบิกความยืนยันว่า ไม่เคยอนุญาตให้นำชื่อของตนไปใช้ ส่วนฝ่ายจำเลยไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงมาแสดงว่าโจทก์ให้ความยินยอมแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าฝ่ายจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อโจทก์ในบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 โดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นการละเมิดต่อสิทธิในชื่อของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของ่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 นั้น ศาลอาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาแพทยศาสตร์ สาขาผิวหนังเฉพาะทางด้านศัลยกรรมผิวหนัง เท่ากับว่าโจทก์เป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในสาขาอาชีพของตน การตีพิมพ์บทความซึ่งมีชื่อของโจทก์แต่มีข้อความที่โจทก์ไม่เห็นด้วย เช่น การระบุเน้นถึง ดี-แอลฟา-โทโคเฟอริล อะซิเตต (d-alpha-tocopheryl acetate) ซึ่งมีลักษณะเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์วิตามิน อี ของจำเลยที่ 1 และอาจทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดในคุณสมบัติของวิตามิน อี จากธรรมชาติ รวมทั้งการใช้ชื่อของโจทก์ในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์สินค้าของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงตำแหน่งหน้าที่ ตลอดจนสถานภาพในสังคมของโจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 ตีพิมพ์บทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ในนิตยสารจำนวน 3 ฉบับ น่าจะทำให้บทความดังกล่าวแพร่หลายทั่วไปในสังคม ถือได้ว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ได้สร้างความเสียหายให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 1 ติดต่อให้โจทก์จัดทำบทความให้ แต่จำเลยที่ 1 กลับใช้ชื่อของโจทก์ในบทความของตนเองเพื่อใช้ในการโฆษณาเผยแพร่สินค้าของจำเลยที่ 1 ย่อมจะทำให้โจทก์ขาดประโยชน์อันพึงได้รับจากการสร้างสรรค์บทความของโจทก์ด้วย อย่างไรก็ดี โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏชัดถึงความเสียหายเหล่านี้ที่เกิดขึ้นจริงในลักษณะที่เป็นตัวเงิน ทั้งข้อมูลในบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ไม่ปรากฏชัดว่ามีข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องเช่นใด รวมถึงข้อนำสืบของโจทก์ในทำนองที่ว่า โจทก์อาจต้องรับผิดชอบในการนำเสนอข้อมูลหรือบทความที่ไม่ถูกต้อง สาธารณชนอาจจะไม่เชื่อถือในความรู้ของโจทก์ และการนำเสนอข้อมูลหรือบทความเช่นนี้ขัดกับระเบียบของแพทยสภานั้น ก็ไม่ปรากฏชัดว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นต่อโจทก์แล้วหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรกำหนดให้ตามความเหมาะสมเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นประการสุดท้ายมีว่า จำเลยอื่นต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ โดยฝ่ายจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 74 มาพิจารณาเป็นข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลด้วย เว้นแต่ฝ่ายจำเลยจะนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นนั้นไม่ถูกต้อง เห็นว่า เมื่อคดีเป็นอันรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิในชื่อของโจทก์ หาได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้ว กรณีย่อมไม่จำต้องพิจารณาว่าจะนำข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 หรือไม่อีกต่อไปเมื่อไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายแล้ว โจทก์จะต้องนำสืบตามข้อกล่าวอ้างของตนให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการละเมิดสิทธิของโจทก์เช่นใด ซึ่งในประเด็นนี้โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความเพียงว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันละเมิดสิทธิของโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 กระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิของโจทก์ ในขณะที่ฝ่ายจำเลยมีนางสาววิชชุลดามาเบิกความในทำนองว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 โดยส่วนตัวได้เกี่ยวข้องในการนำบทความเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ตีพิมพ์อย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่พอรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการละเมิดสิทธิของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 6 ซึ่งไม่ได้อุทธรณ์ด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กันยายน 2547) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 45,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปองศิริ คุณงาม
บริษัทเมกกะ โปรดักส์ จำกัดหรือ
จำเลย — บริษัทเมก้า ไลฟ์ ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11044/2551
#501125
เปิดฉบับเต็ม

คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงนั้น ต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอย่างตรงไปตรงมาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง คำว่า "คูลแอร์" ไม่ปรากฏความหมายในพจนานุกรม แต่เป็นคำที่เลียนเสียงมาจากอักษรโรมันคำว่า "COOLAIR" ซึ่งแปลรวมกันได้ว่า อากาศเย็น ลมเย็น เมื่อนำมาใช้กับสินค้าที่ขอจดทะเบียนคือขนมหวานและหมากฝรั่งจึงไม่ใช่คำแปลหรือความหมายของลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวโดยตรง ไม่สามารถทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าได้ทันที และคำดังกล่าวยังไม่อาจทำให้สาธารณชนพิจารณาหรือคิดไตร่ตรองไปถึงสินค้าขนมหวานและหมากฝรั่งได้ เพราะสินค้าดังกล่าวโดยเฉพาะหมากฝรั่งไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวข้องกับความเย็นเสมอไปเครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" ของโจทก์จึงไม่ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "COOLAIR" เป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์คิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ขนมขบเคี้ยว และหมากฝรั่ง โจทก์จดทะเบียนและใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวในรูปแบบภาษาอังกฤษและภาษาต่าง ๆ อีกหลายภาษาตามประเทศที่โจทก์ได้จำหน่ายสินค้าดังกล่าว โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 ตามคำขอเลขที่ 490446 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเนื่องจากเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) เพราะเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง โจทก์อุทธรณ์ แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและยกอุทธรณ์ของโจทก์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ เพราะคำว่า "คูลแอร์" ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาไทยซึ่งไม่มีความหมายตามพจนานุกรม เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ขนมหวาน (CONFECTIONERY) และหมากฝรั่ง จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ สมควรที่จะได้รับการจดทะเบียน แม้คำว่า "คูลแอร์" เป็นคำเรียกขานตามสำเนียงโรมัน "COOLAIR" แต่อักษรโรมันคำว่า "COOLAIR" ดังกล่าวก็เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองเช่นกัน และเป็นคำประดิษฐ์นอกจากนี้ เครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป จึงเป็นคำที่มีความหมายที่สอง (SECONDARY MEANING) เพื่อใช้เรียกขานเป็นที่หมายแห่งสินค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงมีลักษณะบ่งเฉพาะจากการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณา ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 490446 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ชอบที่จะได้รับการจดทะเบียน ให้เพิกถอนคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเลขที่ 445/2547 และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเลขที่ 490446 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การว่า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้กระทำโดยสุจริต ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับ และชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้ว เครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เนื่องจากเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ส่วนประเด็นเรื่องเครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการจำหน่าย เผยแพร่ และการโฆษณานั้น หลักฐานที่โจทก์นำส่งเพื่อนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้มีการโฆษณาหรือใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตมิได้เลือกปฏิบัติ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงชอบด้วยกฎหมายและถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามหนังสือที่ พณ 0704/25244 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 445/2547 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" ของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 490446 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ขนมหวานและหมากฝรั่ง นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน โจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "คูลแอร์" สำหรับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้า ขนมหวานและหมากฝรั่งแต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนอ้างว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) เมื่อโจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งโจทก์เห็นว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ทั้งมีลักษณะบ่งเฉพาะเนื่องจากการใช้ จึงสมควรที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำฟ้องของโจทก์เป็นการคัดค้านการใช้ดุลพินิจของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในการพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงยังไม่เป็นที่สุดตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า "คูลแอร์" ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงนั้น ต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอย่างตรงไปตรงมาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง สำหรับคดีนี้เครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" ไม่ปรากฏความหมายในพจนานุกรมแต่โจทก์ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า คำว่า "คูลแอร์" เป็นคำที่เลียนเสียงมาจากอักษรโรมันคำว่า "COOLAIR" โดยคำว่า COOL แปลว่า เย็น, เย็นสบาย ส่วนคำว่า AIR แปลว่า อากาศ, ลมที่พัดเบา คำดังกล่าวแปลรวมกันได้ว่า อากาศเย็น, ลมเย็น เมื่อนำมาใช้กับสินค้าที่ขอจดทะเบียนคือ ขนมหวานและหมากฝรั่ง จะเห็นว่า คำว่า "คูลแอร์" ไม่ใช่คำแปลหรือความหมายของลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวโดยตรง ไม่สามารถทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าได้ในทันที เมื่อพิจารณาต่อไปว่า คำว่า "คูลแอร์" เป็นคำบรรยายหรือพรรณนาที่สื่อโดยตรงถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า คำดังกล่าวยังไม่อาจทำให้สาธารณชนพิจารณาหรือคิดไตร่ตรองไปถึงสินค้าขนมหวานและหมากฝรั่งได้ เพราะสินค้าดังกล่าวโดยเฉพาะ "หมากฝรั่ง" ไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวข้องกับความเย็นเสมอไป ตามที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไว้ ดังนั้น ถึงแม้จะแยกพิจารณาคำว่า "คูล" และ "แอร์" ก็ไม่อาจสื่อไปถึงสินค้าที่ขอจดทะเบียนข้างต้นได้เช่นกัน เครื่องหมายการค้าคำว่า "คูลแอร์" ของโจทก์จึงไม่ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ๆ อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดับลิวเอ็ม.ริกลี่ย์ เจอาร์.คัมปะนี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11039/2551
#501120
เปิดฉบับเต็ม

การที่การไฟฟ้านครหลวงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้นำสินค้าตามฟ้องออกจากตู้คอนเทนเนอร์และขนส่งรถบรรทุกไปยังคลังสินค้าของบริษัท อ. ที่จังหวัดสมุทรปราการ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งทางอื่นไม่ใช่การขนส่งทางทะเลไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.รับขนของทางทะเล มาตรา 6 ฯ จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการรับขนของตาม ป.พ.พ. มาใช้บังคับแก่สัญญารับขนของของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 บัญญัติว่า ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหาย หรือบุบสลาย หรือส่งมอบชักช้า เว้นแต่จะได้พิสูจน์ได้ว่าการสูญหาย หรือบุบสลาย หรือชักช้านั้น เกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเองหรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่ง ตามสัญญารับขนของระหว่างการไฟฟ้านครหลวงกับจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าตามฟ้องตั้งแต่เปิดตู้คอนเทนเนอร์และเริ่มขนสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์เมื่อความเสียหายของสินค้าตามฟ้องเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในการที่สินค้านั้นได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายหรือสูญหายของสินค้า 24 เควี เอสเอ็ฟ 6 แก๊ส อินซูเลเต็ด สวิทช์เกียร์ จำนวน 1 ชุด (1 COMPLETE SET OF 24 KV SF 6 GAS INSULATED SWITCHGEAR) และสินค้า 12 เควี เอสเอ็ฟ 6 แก๊ส อินซูเลเต็ด สวิทช์เกียร์ จำนวน 1 ชุด (1 COMPLETE SET OF 12 KV SF 6 GAS INSULATED SWITCHGEAR) ซึ่งบรรจุอยู่ในลังจำนวน 25 ลัง และกำหนดขนส่งโดยเรือเดินทะเล วิลเล ดี โอเรียน (VILLE D' ORION) จากท่าเรือเจนัว ยูโรเปียน (GENOA EUROPEAN PORT) ประเทศอิตาลีมายังกรุงเทพมหานคร แล้วขนส่งโดยรถบรรทุกไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยนางเลิ้งกรุงเทพมหานคร โดยโจทก์รับประกันภัยไว้เป็นเงิน 47,788,224 บาท การไฟฟ้านครหลวงซื้อสินค้ารายนี้จากบริษัทเอบีบี ที แอนด์ ดี เอส. พี. เอ. ยูนิต้า โอเปอราติวา ซาเซ่ ที. เอ็ม. เอส. (ABB T&D S.P.A. UNITA' ORERATIVE SACE T.M.S.) ซึ่งอยู่ในประเทศอิตาลี บริษัทเอบีบี ที แอนด์ ดี เอส. พี. เอ. ยูนิต้า โอเปอราติวา ซาเซ่ ที. เอส. ได้ว่าจ้างบริษัทซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม เอส. เอ. (CMA CGM S.A.) ให้ขนส่งสินค้ารายนี้โดยเรือ วิลเล ดี โอเรียน จากท่าเรือเจนัว ยูโรเปียน ประเทศอิตาลีมายังกรุงเทพมหานคร เมื่อบริษัทเอบีบี ที แอนด์ ดี เอส. พี. เอ. ยูนิต้า โอเปอราติวา ซาเซ่ ที. เอ็ม. เอส. ได้รับชำระค่าสินค้าแล้ว บริษัทดังกล่าวได้โอนใบแจ้งหนี้ รายการบรรจุหีบห่อ และใบตราส่ง มาให้แก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้านครหลวงจึงรับโอนสิทธิในสินค้ารายนี้มาในฐานะผู้รับตราส่ง ต่อมาบริษัทซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม เอส. เอ. ซึ่งเป็นผู้รับขนส่งสินค้าได้ถ่ายสินค้ารายนี้จากเรือ วิลเล ดี โอเรียน ลงเรือ ไซปัน ฮาร์เวสเตอร์ (SAIPAN HARVESTER) เพื่อขนส่งสินค้ามายังกรุงเทพมหานครอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเรือไซปัน ฮาร์เวสเตอร์ เดินทางมาถึงการท่าเรือแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 และเรือ ไซปัน ฮาร์เวสเตอร์ ส่งมอบสินค้าครบถ้วนและอยู่ในสภาพเรียบร้อยให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อรอให้ผู้รับตราส่งมารับสินค้าไปจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 การไฟฟ้านครหลวงได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินพิธีการศุลกากร นำสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ และขนส่งสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย ไปยังโรงงานของบริษัทเอบีบี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้กระทำการ และจำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้เป็นผู้นำสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์อีกทอดหนึ่ง แต่ในขณะที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ขับรถฟอร์คลิฟต์เพื่อนำสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์นั้น ด้วยความประมาทเลินเล่อ ปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ได้ขับรถฟอร์คลิฟต์โดยประมาทเลินเล่อ ทำให้งาของรถฟอร์คลิฟต์ที่ใช้สำหรับยกสินค้าแทงลังสินค้าทะลุ 1 ลัง และทำให้สินค้าที่อยู่ภายในลังได้รับความเสียหาย เสียรูปทรง โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงได้ว่าจ้างบริษัทครอฟอร์ดแอนด์คัมพะนี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจและประเมินความเสียหายของสินค้าให้สำรวจและประเมินความเสียหายของสินค้า พบว่าสินค้าที่เสียหายคือ OUTGOING SWITCHGEAR โดยบุบที่ตัวถัง ไม่สามารถซ่อมแซมได้ต้องเปลี่ยนใหม่และเสียค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 162,571.89 บาท การไฟฟ้านครหลวงได้เรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย การไฟฟ้านครหลวงจึงเรียกร้องมายังโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยและขอโอนสิทธิตามสัญญาประกันภัยให้แก่บริษัทเอบีบี จำกัด โจทก์ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัท เอบีบี จำกัด จำนวน 162,571.89 บาท ตามคำสั่งของการไฟฟ้านครหลวงไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 แล้ว จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 567.89 บาท รวมเป็นเงิน 163,139.78 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 163,139.78 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 162,571.89 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดของจำเลยทั้งสามและไม่ได้เกิดขึ้นขณะอยู่ในความดูแลและครอบครองของจำเลยทั้งสาม กล่าวคือ บริษัทเอบีบี ที แอนด์ ดี เอส. พี. เอ. ยูนิต้า โอเปอราติวา ซาเซ่ ที. เอ็ม. เอส. ผู้ส่ง ได้ว่าจ้างให้ผู้ขนส่งทำการขนส่งสินค้าพิพาทจากประเทศอิตาลีเพื่อมาส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งในการรับขนส่งดังกล่าว ผู้ขนส่งหรือเรือรับขนส่งในเทอม FCL/FCL เมื่อสินค้าพิพาทขนส่งมาถึง ณ ท่าเรือปลายทางได้มีการขอให้เปลี่ยนเทอมการขนส่งจาก FCL ปลายทาง เป็นเทอม CFS หรือ LCL ปลายทาง ดังนั้น เมื่อผู้ขนส่งขนถ่ายตู้ลงสู่ท่าดังกล่าวจึงต้องทำการเปิดตู้เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งที่แท้จริง ขณะที่การเปิดตู้ทั้งสามพบว่าสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข TOLU 4903737 มีสินค้าแตกคือ สินค้าหมายเลข 2 และหมายเลข 4 กับสินค้าที่อยู่ในตู้หมายเลข TOLU 9214356 พบสินค้าแตก 1 ลัง ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยทั้งสามหรือตัวแทนจะทำการเปิดตู้ดังกล่าว ดังนั้น ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำหรือมีสาเหตุมาจากจำเลยทั้งสามหรือลูกจ้างหรือตัวแทนแต่อย่างใด หลังจากนั้นได้มีการขนส่งสินค้าพิพาททั้งหมดไปยังโรงงานของบริษัทเอบีบี จำกัด ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งบริษัทเอบีบี จำกัด หรือตัวแทนได้รับสินค้าทั้งหมดไว้ในสภาพเดิมทุกประการซึ่งจากการตรวจสอบร่วมกันก็ไม่พบว่ามีสินค้าเสียหายเพิ่มเติมแต่อย่างใด ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินจริง ค่าเสียหายที่แท้จริงอย่างมากไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว การที่การไฟฟ้านครหลวงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้นำสินค้าตามฟ้องออกจากตู้คอนเทนเนอร์ และขนส่งทางรถบรรทุกไปยังคลังสินค้าของบริษัทเอบีบี จำกัด ที่จังหวัดสมุทรปราการ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งทางอื่นไม่ใช่การขนส่งทางทะเล ไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการรับขนของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่สัญญารับขนของของจำเลยที่ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 บัญญัติว่า ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหาย หรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการสูญหาย หรือบุบสลาย หรือชักช้านั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเอง หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่งตามสัญญารับขนของระหว่างการไฟฟ้านครหลวงกับจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าตามฟ้องตั้งแต่เปิดตู้คอนเทนเนอร์และเริ่มขนสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ ปัญหาว่า ความเสียหายของสินค้า OUTGOING SWITHGEAR ตามฟ้องเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อได้นำสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสามตู้แล้วพบว่าสินค้าบรรจุอยู่ในลังไม้รวม 38 ลัง มีลังไม้ 3 ลัง มีสภาพภายนอกแตกแต่ไม่สามารถตรวจสอบความเสียหายของสินค้าที่อยู่ภายในลังดังกล่าวได้ แต่เมื่อได้มีการขนสินค้าทั้งหมดไปยังคลังสินค้าของบริษัทเอบีบี จำกัด และแกะลังออกตรวจสอบสภาพของสินค้า พบว่าสินค้า OUTGOING SWITCHGEAR มีความเสียหายบริเวณฐานด้านล่างที่เป็นตัวถังเหล็กมีลักษณะบิดงอ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายของสินค้าดังกล่าว ภาพที่ 5 ถึงภาพที่ 10 จะเห็นเป็นสินค้ามีลักษณะเป็นตู้เหล็กขนาดใหญ่และมีความเสียหายอยู่บริเวณฐานด้านล่าง ลักษณะเหมือนถูกงัดโดยของแข็งมิใช่ความเสียหายอันเกิดจากการตกหรือล้มกระแทกซึ่งจะเกิดความเสียหายด้านใดด้านหนึ่งหรือมุมใดมุมหนึ่งที่ถูกแรงกระแทก ประกอบกับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ทางจำเลยที่ 1 โดยนายเอทเทียนเน มีไปถึงนางกัญจนาภา พนักงานของโจทก์ รายงานการดำเนินการสำหรับสินค้าตามฟ้องว่า วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 เริ่มดำเนินพิธีการศุลกากร วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ตรวจสอบทางศุลกากรและเปิดตู้คอนเทนเนอร์และส่งมอบให้แก่บริษัทเอบีบี จำกัด คลังสินค้าบางพลี ในขั้นตอนนี้สภาพภายนอกของ 37 ลัง สมบูรณ์ ไม่มีความเสียหาย ยกเว้นลังใหญ่ที่สุด เนื่องจากสินค้าขนาดพอดีกับตู้คอนเทนเนอร์เมื่อรถฟอร์คลิฟต์ดึงสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ด้านล่างของลังฉีกขาด วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 นายอานุภาพเดินทางไปยังคลังสินค้าบางพลีเพื่อตรวจสอบสินค้าข้างในลังใหญ่ที่สุด พบว่าด้านล่างโค้งงอ ส่วนลังอื่นซึ่งหีบห่ออยู่ในสภาพดียังไม่ถูกแกะลังออก วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 หลังจากบริษัทเอบีบี จำกัด แกะลังสินค้าออกหมดแล้ว นางกัญจนาภาได้เรียกนายอานุภาพไปดูความเสียหายของสินค้าในลัง 37 ลัง นั้น ได้จดบันทึกว่า เนื่องจากหีบห่อทั้ง 37 ลัง อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตั้งแต่นำออกจากตู้คอนเทนเนอร์จนกระทั่งออกจากท่าเรือเบนไลน์ ไม่เห็นด้วยที่จะออกรายการสำรวจสินค้าสำหรับ 37 ลังนี้ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า สินค้า OUTGOING SWITCHGEAR คือ สินค้าที่บรรจุอยู่ในลังใหญ่ที่สุดตามจดหมายดังกล่าว ซึ่งความเสียหายของสินค้าดังกล่าวบริเวณฐานด้านล่าง น่าเชื่อว่าเกิดจากกระบวนการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวออกจากตู้คอนเทนเนอร์โดยรถฟอร์คลิฟต์ตามข้อความในจดหมายดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความเสียหายของสินค้า OUTGOING SWITCHGEAR ตามฟ้องเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในการที่สินค้าตามฟ้องที่การไฟฟ้านครหลวงได้มอบหมายให้แก่ตนนั้นได้รับความเสียหาย

ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขนถ่ายสินค้าตามฟ้องออกจากตู้คอนเทนเนอร์ และจำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการแทนถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่ง แต่อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการนำสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์และโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ขับรถฟอร์คลิฟต์เพื่อนำสินค้าตามฟ้องออกจากตู้คอนเทนเนอร์ด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้งาของรถฟอร์คลิฟต์แทงทะลุลังสินค้า ทำให้สินค้าภายในลังได้รับความเสียหาย เป็นการเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในความเสียหายของสินค้าฐานละเมิด ซึ่งโจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 ดำเนินการขนถ่ายสินค้าโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แม้โจทก์จะไม่มีพยานบุคคลมาเบิกความยืนยันถึงการกระทำในการขนถ่ายสินค้าตามฟ้องของลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ว่า กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังอย่างไร แต่จากสภาพความเสียหายตามจดหมายรายงานการขนถ่ายสินค้า ประกอบภาพถ่ายความเสียหายของสินค้าตามฟ้องแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า สินค้า OUTGOING SWITCHGEAR ได้รับความเสียหายขณะขนถ่ายออกจากตู้คอนเทนเนอร์โดยพนักงานขับรถฟอร์คลิฟต์ใช้งาของรถแทงเข้าไป ด้านล่างของสินค้าเพื่อยกสินค้าดังกล่าว แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อกระทำไปโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวพึงต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ในฐานะผู้ประกอบอาชีพดังกล่าวโดยบังคับงาของรถฟอร์คลิฟต์แทงใต้ลังสินค้าเพื่อยกสินค้าขึ้น แต่กลับแทงเข้าไปในลัง ทำให้ด้านล่างของลังสินค้าฉีกขาด และสินค้าในลังดังกล่าวได้รับความเสียหายบริเวณฐานด้านล่างถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าตามฟ้องของการไฟฟ้านครหลวงได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าตามฟ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าเสียหายของสินค้าตามฟ้องมีเพียงใดตามรายงานการสำรวจความเสียหายของสินค้าของบริษัทครอฟอร์ด แอนด์ คัมพะนี (ประเทศไทย) จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.10 ระบุว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าถูกเปิดออก มีสินค้าเสียหาย 1 ลัง และถูกขนส่งไปยังคลังสินค้าของบริษัทเอบีบี จำกัด วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 นายอานุภาพได้ไปที่คลังสินค้าของบริษัทเอบีบี จำกัด เพื่อตรวจสอบสภาพสินค้าในลังที่เสียหายอีกครั้งหนึ่งพบว่า ฐานล่างของลังอยู่ในสภาพเสียรูปทรง ต้องเปลี่ยนตัวถังใหม่ ประเมินค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 162,571.89 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้มีพยานหลักฐานมานำสืบโต้แย้งหรือหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ความเสียหายของสินค้าตามฟ้องเป็นเงิน 162,571.89 บาท และจากข้อความในเอกสารหมาย จ.10 นั้นเป็นการสำรวจความเสียหายของสินค้าเพียงลังเดียว ส่วนสินค้าลังอื่นอาจปรากฏความเสียหายของลัง แต่ตัวสินค้ายังไม่ได้มีการสำรวจความเสียหาย ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 แก้อุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายตามฟ้องเป็นความเสียหายของสินค้า 3 รายการรวมกันจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยสินค้าตามฟ้องได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทเอบีบี จำกัด ผู้รับโอนสิทธิการรับเงินตามสัญญาประกันภัยจากการไฟฟ้านครหลวงผู้เอาประกันภัยไปแล้วเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องเงินค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ได้จ่ายไปได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 162,571.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคิวบีอี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเอสดีวี โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10990/2551
#501119
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียงปรับบทลงโทษเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้จำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฆ่าผู้ตายก็เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อปกปิดการกระทำความผิดนั้น แม้การฆ่าจะกระทำในสถานที่ต่างกัน แต่ก็กระทำเพียงวัตถุประสงค์เดียวกัน และกระทำในเวลาใกล้ชิดต่อเนื่องกันจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ,91, 276, 288, 340 ริบมีดของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย, 288 ประกอบมาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 25 ปี และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 อายุเพียง 13 ปี แม้ไม่ต้องรับโทษ แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 แล้ว เห็นควรส่งจำเลยที่ 4 ไปฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี จนกว่าจะมีอายุครบสิบแปดปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย, 276 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 ให้เรียกกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 ฐานปล้นทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 8 ปี เมื่อความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายลงโทษประหารชีวิต จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานความผิดอื่นมารวมได้อีก ให้ลงโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว (ที่ถูก ต้องลดโทษก่อนรวม) แต่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด เป็นการลุแก่โทษเห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดเป็นการลุแก่โทษ เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 คนละ 16 ปี 6 เดือน ริบของกลาง และคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อลดโทษแล้วคงจำคุก 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียงปรับบทลงโทษเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้จำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้ไขเล็กน้อย โดยปรับบทเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแล้ว ยังคงให้ส่งตัวจำเลยที่ 4 ไปฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ถูกลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายอีกกรรมหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า หลังจากจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำร้ายจนผู้ตายหมดสติและค้นหาทรัพย์สินในตัวผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันจะฆ่าผู้ตายเพื่อปล้นเอารถจักรยานยนต์ของผู้ตายด้วย แล้วจำเลยที่ 2 กลับไปเอามีดปลายแหลมของกลางที่บ้านนายหมวกมาให้จำเลยที่ 1 ใช้ฆ่าผู้ตาย จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้นำผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปฆ่ายังริมคลองที่เกิดเหตุ แล้วขับรถจักรยานยนต์ของผู้ตายกลับไปสมทบกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฆ่าผู้ตายก็เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อปกปิดการกระทำความผิดนั้น แม้การฆ่าจะกระทำในสถานที่ต่างกัน แต่ก็กระทำเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน และกระทำในเวลาใกล้ชิดต่อเนื่องกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ให้จำคุกเพียง 8 ปี ต่ำกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดนั้นไม่ถูกต้อง แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาโต้แย้ง จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลฎีกาต้องแก้ไข"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายไพรัชหรือชู มณีเนียม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10987/2551
#501116
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้คัดค้านทั้งสองจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง ก็เพียงแต่ทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น ส่วนการตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ศาลจะต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าววรรคท้ายซึ่งบัญญัติว่า "การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์" กรณีนี้เป็นกรณีที่ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ศาลจึงต้องตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก ผู้คัดค้านทั้งสองต้องการเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายบางอย่างเป็นของผู้คัดค้านทั้งสองจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งเป็นปรปักษ์กับกองมรดกอย่างชัดแจ้ง การขอเป็นผู้จัดการมรดกก็เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้คัดค้านทั้งสองเอง นอกจากนั้นการที่ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบว่า เหตุที่ขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เพราะไม่ไว้ใจผู้ร้องทั้งสองทำให้เห็นว่าหากให้ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องทั้งสอง ก็น่าจะก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการมรดกมากกว่าจะเป็นประโยชน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณาคู่ความทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4077 และ 4394 ร่วมกับผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายจำนน ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ร้องที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายส่วนผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2545 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ มีทรัพย์มรดกตกทอดมายังทายาท คือเงินฝากที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครสวรรค์ จำกัด ที่ดิน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และที่ดินซึ่งผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับผู้คัดค้านทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 4077 และ 4394 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า ผู้คัดค้านทั้งสองสมควรที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านทั้งสองจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง ก็เพียงแต่ทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น ส่วนการตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ศาลจะต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าวข้างต้นวรรคท้ายซึ่งบัญญัติว่า "การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์" กรณีนี้เป็นกรณีที่ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ศาลจึงต้องตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก ผู้คัดค้านทั้งสองต้องการเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายบางอย่างเป็นของผู้คัดค้านทั้งสองจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งเป็นปรปักษ์กับกองมรดกที่มีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของอย่างชัดแจ้ง การขอเป็นผู้จัดการมรดกก็เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้คัดค้านทั้งสองเองหาใช่เพื่อผลประโยชน์โดยรวมของกองมรดกไม่ นอกจากนั้นการที่ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบว่า เหตุที่ขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เพราะไม่ไว้ใจผู้ร้องทั้งสอง ทำให้เห็นว่าหากให้ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องทั้งสอง ก็น่าจะก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการมรดกมากกว่าจะเป็นประโยชน์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1722
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางชนิดา สังข์ทรัพย์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางอารีย์ ฐิติดำเกิงธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10984/2551
#451870
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำร้องและอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวเนื่องกับคำสั่งไม่รับฎีกา และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้พิจารณาก็ตาม แต่ในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์คำสั่งได้ จึงไม่มีการรับฎีกาของจำเลย ต้องถือว่าคดีถึงที่สุดเมื่อระยะเวลายื่นฎีกาได้สิ้นสุดลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 คดีนี้ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 อันเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 คดีจึงถึงที่สุดวันที่ 4 กรกฎาคม 2548

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 จำเลยยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน จึงไม่รับฎีกา แล้วศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 3 กรกฎาคม 2548

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดดังกล่าว และอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยยื่นคำร้องขอยกเลิกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง เพื่อให้คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ได้ จำหน่ายคดี ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลย ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟัง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550 และออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 1 มิถุนายน 2550

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ไขข้อผิดพลาด โดยขอให้ใช้หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับเดิม เพื่อให้จำเลยได้รับสิทธิพักการลงโทษและได้รับการพระราชทานอภัยโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำร้องและอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวเนื่องกับคำสั่งไม่รับฎีกา และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้พิจารณาก็ตาม แต่ในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์คำสั่งได้ จึงไม่มีการรับฎีกาของจำเลยต้องถือว่าคดีถึงที่สุดเมื่อระยะเวลายื่นฎีกาได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คดีนี้ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 อันเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 คดีจึงถึงที่สุดวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 1 มิถุนายน 2550 นั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายมงคล งามละม้าย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายรังสรรค์ พิบูลกิจสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา