คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10458/2551
#500436
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฯ ออกใช้บังคับให้ยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ ทั้งฉบับ แต่การที่จำเลยให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวิดีโอซีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตยังคงเข้าลักษณะเป็นการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฯ กรณีไม่อาจถือได้ว่ามีการยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย ส่วนแผ่นวิดีโอซีดีเพลง แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวิดีโอซีดีนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนนี้โดยไม่ปรากฏว่าเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องอันเป็นภาพยนตร์ หรือเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพหรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น คาราโอเกะที่มีภาพประกอบ หรือลักษณะอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงอันเป็นวีดิทัศน์ตาม พ.ร.บ.ภาพยนต์และวีดิทัศน์ฯ จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฯ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งกฎหมายเดียวกัน ดังนั้นการกระทำของจำเลยในส่วนนี้ ซึ่งเดิมเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ จึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง โทษปรับตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฯ มาตรา 79 มีระวางโทษหนักกว่าจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้โทษปรับตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 34 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ปรับจำเลย 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 3,000 บาท จึงเป็นกรณีที่จำเลยต้องคำพิพากษาให้ปรับไม่เกินห้าพันบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 39(4) จำเลยอุทธรณ์เรื่องดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 69, 70, 75, 76, 78 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 33, 34, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และขอให้แผ่นวิดีโอซีดีเพลง จำนวน 253 แผ่น แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม จำนวน 62 แผ่น และแผ่นวิดีโอซีดีภาพยนตร์ จำนวน 12 แผ่น รวมจำนวน 327 แผ่น ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 83,000 บาท ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตปรับ 6,000 บาท รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 89,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 44,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 327 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้านั้น จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุ และงานภาพยนตร์ของผู้เสียหายโดยมีไว้เพื่อขายและเสนอขายแก่บุคคลทั่วไปซึ่งแผ่นวิดีโอซีดีเพลง แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวิดีโอซีดีภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์รวมทั้งสิ้นจำนวน 327 แผ่น อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยหลังลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 41,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดด้วยการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดีเพลง แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม แผ่นวิดีโอซีดีภาพยนตร์ และแผ่นวิดีโอซีดีโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 (4) บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ทั้งฉบับ แต่ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 ให้นิยามว่า "ภาพยนตร์" ไว้ว่า หมายถึงวัสดุที่มีการบันทึกภาพหรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องและมาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนั้น เมื่อแผ่นวิดีโอซีดีภาพยนตร์ซึ่งตามปกติแล้วย่อมเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แผ่นวิดีโอซีดีภาพยนตร์จึงเป็นวัสดุที่มีลักษณะเข้านิยามคำว่าภาพยนตร์ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 การที่จำเลยให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวิดีโอซีดีภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ด้วย กรณีไม่อาจถือได้ว่ามีการยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย ส่วนแผ่นวิดีโอซีดีเพลง แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวิดีโอซีดีนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนนี้โดยไม่ปรากฏว่า แผ่นวิดีโอซีดีเพลง แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสามและแผ่นวิดีโอซีดีตามฟ้องเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องอันเป็นภาพยนตร์หรือเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น คาราโอเกะที่มีภาพประกอบหรือลักษณะอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงอันเป็นวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 แผ่นวิดีโอซีดีเพลง แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวิดีโอซีดีดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะของภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับแผ่นวิดีโอซีดีเพลง แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวิดีโอซีดีของกลางจึงไม่เป็นความผิดทั้งฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง และไม่เป็็นความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งกฎหมายเดียวกันซึ่งบัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกด้วย ดังนั้น การกระทำของจำเลยในส่วนแผ่นวิดีโอซีดีเพลง แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวิดีโอซีดีดังกล่าวซึ่งเดิมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 จึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

สำหรับโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาทและปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ในขณะที่พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น โทษปรับตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้โทษปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ชอบแล้ว ไม่มีเหตุต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตในสถานเบาด้วยนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 34 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดและในขณะยื่นอุทธรณ์ กำหนดอัตราโทษไว้ให้จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ปรับจำเลย 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 3,000 บาท จึงเป็นกรณีที่จำเลยต้องคำพิพากษาให้ปรับไม่เกินห้าพันบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 (4) จำเลยอุทธรณ์เรื่องดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น จำเลยมีความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง เฉพาะการกระทำในส่วนที่เป็นการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดีภาพยนตร์ แต่ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 3 (4) ม. 45
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 4
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — จังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายอภิชาติ ขุนศรี
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10454/2551
#412368
เปิดฉบับเต็ม

คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อที่ 1 ที่ว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น คำชี้ขาดดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าขัดต่อประมวลรัษฎากร เพราะการที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจ้างและได้รับเงินได้พึงประเมินตามที่จ่ายในประเทศไทย อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายไว้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรก็ตาม แต่หน้าที่ของผู้ร้องในการที่ต้องชำระภาษีจากเงินได้พึงประเมิน และหน้าที่ของผู้คัดค้านในการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ร้องก็ไม่ได้ถูกลบล้างไปโดยข้อตกลงตามสัญญาการจัดการดังกล่าว สัญญาการจัดการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ตกลงกันให้ผู้รับจ้างได้รับผลตอบแทนเต็มจำนวน ย่อมสามารถคิดคำนวณกันได้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการชี้ขาดเฉพาะในเรื่องของสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของคู่สัญญาตามสัญญาการจัดการ ที่เป็นผลให้ผู้คัดค้านต้องชำระเงินค่าตอบแทนตามสัญญาในรูปค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องเต็มจำนวนเท่านั้น ไม่กระทบถึงหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่เกี่ยวกับการชำระภาษีจากจำนวนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด เพราะทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านยังมีหน้าที่ชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย และการบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ดังนี้

1. ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเต็มจำนวน โดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย

2. ให้บุคคลผู้ได้รับแต่งตั้งจากผู้ร้องกลับเข้าเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อเบิกจ่ายเงินในบัญชีธนาคารของโรงแรม "เดอะ เจดีย์ ภูเก็ต" ตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาการจัดการข้อ 10

3. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการที่ค้างชำระจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2544 จนถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 111,572.87 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 97,809.82 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

4. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินที่หักจากค่าธรรมเนียมการจัดการของผู้ร้องตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2546 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนดแต่ละงวดจนถึงวันยื่นคำร้องรวมเป็นเงิน 6,522,719.07 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 5,989,005.86 บาท นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

5. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการที่ผู้ร้องได้ดำเนินการตามสัญญาการจัดการในเดือนกันยายน 2546 และค่าธรรมเนียมการจัดการที่จะมีขึ้นในอนาคตตามสัญญาการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย

6. ให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมการจัดการในเดือนกันยายน 2546 และค่าธรรมเนียมการจัดการที่จะมีขึ้นในอนาคตตามสัญญาการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายนับจากวันครบกำหนดชำระแต่ละงวดจนกว่าจะชำระเสร็จ

7. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายการดำเนินการอนุญาโตตุลาการในส่วนของผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับจากวันที่มีคำชี้ขาดจนถึงวันยื่นคำร้องรวมเป็นเงิน 15,473.42 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

8. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับจากวันที่มีคำชี้ขาดจนถึงวันยื่นคำร้องรวมเป็นเงิน 51,310.88 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 49,740.97 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

รวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่ผู้คัดค้านค้างชำระคำนวณถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 6,522,719.07 บาท และ 178,357.17 ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ ณ วันที่ยื่นคำร้องได้เป็นเงิน 7,164,607.52 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,687,326.59 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ ณ ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ดังนี้

1. ให้ผู้ได้รับมอบหมายของผู้ร้องกลับเข้าเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในบัญชีธนาคารของโรงแรมตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาการจัดการข้อ 10

2. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องจำนวน 97,809.82 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่มีการทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

3. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการจำนวน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่มีการทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

4. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายจำนวน 49,740.97 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่มีการทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องและให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อที่ 1 ที่ว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คำชี้ขาดดังกล่าว ไม่อาจถือได้ว่าขัดต่อประมวลรัษฎากร เพราะการที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจ้างและได้รับเงินได้พึงประเมินตามที่จ่ายในประเทศไทย อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายไว้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรก็ตาม แต่หน้าที่ของผู้ร้องในการที่ต้องชำระภาษีจากเงินได้พึงประเมิน และหน้าที่ของผู้คัดค้านในการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ร้องก็ไม่ได้ถูกลบล้างไปโดยข้อตกลงตามสัญญาการจัดการดังกล่าว สัญญาการจัดการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ตกลงกันให้ผู้รับจ้างได้รับผลตอบแทนเต็มจำนวน ย่อมสามารถคิดคำนวณกันได้ว่า ในกรณีเช่นนี้ตามประมวลรัษฎากรถือว่าผู้ร้องมีเงินได้พึงประเมินเท่าใด ต้องนำเงินภาษีที่ผู้ว่าจ้างออกให้มาคิดคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ อย่างไร โดยผู้คัดค้านยังมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายโดยค่าใช้จ่ายของผู้คัดค้านเอง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการชี้ขาดเฉพาะในเรื่องของสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของคู่สัญญาตามสัญญาการจัดการ ที่เป็นผลให้ผู้คัดค้านต้องชำระเงินค่าตอบแทนตามสัญญาในรูปค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องเต็มจำนวนเท่านั้น ไม่กระทบถึงหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่เกี่ยวกับการชำระภาษีจากจำนวนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด เพราะทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านยังมีหน้าที่ชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย และการบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนดังกล่าว ก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อนี้ให้แก่ผู้ร้องจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหอการค้านานาชาติ ณ ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 43
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเจนเนอรัล โฮเต็ล แมแนจเม้นท์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทสุรินทร์ เบย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10452 -ที่ 10453/2551
#418379
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำสัญญากิจการร่วมค้าและอนุญาตให้ใช้สิทธิ โดยร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ช. เป็นต่างหาก เมื่อโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจบอกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวได้ แม้การเลิกบริษัท ช. จะได้ดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย การบอกเลิกสัญญากิจการร่วมค้าและอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสัญญาก็ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ทั้งสองสำนวนนี้ศาลสั่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 สำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 4

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนโดย สำนวนแรกโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันและ/หรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์ 10,266,786.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น ส่วนสำนวนหลังโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ชำระเงินให้โจทก์ 3,422,262.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 4 จะชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 6,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,900,000 บาท นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2544 (วันถัดจากวันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 2,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,300,000 บาท นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2544 (วันถัดจากวันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 150,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่บอกเลิกสัญญากิจการร่วมค้าและอนุญาตให้ใช้สิทธิต่อโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างและอุทธรณ์ว่าสัญญากิจการร่วมค้าและอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์จะต้องปฏิบัติการชำระตอบแทนให้แก่จำเลยทั้งสี่ตามสัญญาข้อ 8 ด้วย กล่าวคือ โจทก์จะต้องให้ความสนับสนุนและช่วยเหลือจำเลยทั้งสี่ผู้ร่วมลงทุน แต่โจทก์มิได้กระทำ โดยโจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลือในการเขียนหลักสูตรของการเรียนการสอนเพื่อขออนุญาตเปิดโรงเรียนสอนภาษาจากกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ใส่ใจให้ความช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาใด ๆ ในการจัดเตรียมสถานที่ของโรงเรียนไม่ได้มอบรูปแบบหรือผังแปลนหรือวิธีการตกแต่งภายในของโรงเรียนให้เป็นแบบอย่างในการจัดสถานที่ของโรงเรียน ไม่เคยจัดให้มีการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใด ๆ หรือจัดให้มีสิ่งพิมพ์ทั้งในและนอกประเทศว่ามีการเปิดโรงเรียนสอนภาษาเชนสาขาประเทศไทย ส่งบุคลากรที่ส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพมาให้ เปลี่ยนแปลงบุคลากรบ่อยทำให้การทำงานกับจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนนโยบายและบุคลากรตลอดเวลา เลิกจ้างบุคลากรที่ส่งมาทำหน้าที่สำคัญในประเทศไทย ทำให้กระทบกระเทือนต่อการดำเนินงานของบริษัทเชน แฟรนไชส์ จำกัด ไม่คัดเลือกและฝึกอบรมบุคลากรครูและผู้สอนภาษา ส่งครูที่ไม่ผ่านการอบรมไม่ได้เรียนจบปริญญาตรีด้านการสอน ไม่มีประสบการณ์การสอน รวมทั้งมิได้ดำเนินการตามสัญญาหลายประการนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้จัดหลักสูตรการศึกษาและนำระบบวิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของโจทก์มาไว้ในประเทศไทยได้ดำเนินการรับสมัครครูผู้สอนจากประเทศอังกฤษ จัดส่งครูผู้สอนจากโรงเรียนสอนภาษาเชนในประเทศญี่ปุ่นและในประเทศอื่น ๆ ให้มาสอนในประเทศไทย ให้นายเกรแฮมซึ่งเป็นผู้อำนวยการพัฒนาเอเชียนและนายทิมผู้อำนวยการฝ่ายสิทธิแฟรนไชส์มาวางแผนและจัดตั้งระบบการบริหารจัดการให้แก่กิจการร่วมค้าของโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ ทั้งโจทก์ได้ช่วยเหลือด้านการประชาสัมพันธ์และโฆษณาตลอดจนส่งเสริมการขายและการตลาด จนสามารถเปิดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเชนในกรุงเทพมหานครหลายแห่ง รวมทั้งในต่างจังหวัดที่เปิดโรงเรียนภายใต้สิทธิแฟรนไชส์ นอกจากนี้ยังได้ความว่านายเชนได้เดินทางมาดูแลกิจการที่ทำร่วมกับจำเลยทั้งสี่เฉลี่ยปีละ 2 ถึง 3 ครั้ง ส่วนจำเลยทั้งสี่เพียงแต่กล่าวอ้างว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าการดำเนินกิจการโรงเรียนสอนภาษาเชนได้มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น และมีนักศึกษาโดยเฉลี่ยปีละ 3,000 ถึง 4,000 คน แสดงว่ากิจการร่วมค้าได้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับความสนใจจากนักศึกษาโดยทั่วไปมากพอสมควร รวมทั้งจำเลยทั้งสี่ก็ยอมรับว่าโจทก์ได้ส่งอาจารย์ ครูมาสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้น ทั้งเป็นครูอาจารย์ที่มีคุณภาพ เพียงแต่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าภายหลังโจทก์เลิกจ้างบุคลากรที่มีคุณภาพดังกล่าวเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ยิ่งกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจบอกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวได้ ทั้งกรณีมิได้เป็นการตกลงเลิกสัญญาด้วยกันตามสัญญา ข้อ 18 ดังที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้าง แม้การเลิกบริษัทเชน แฟรนไชส์ จำกัด จะได้ดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม การบอกเลิกสัญญากิจการร่วมค้าและอนุญาตให้ใช้สิทธิก็ไม่ชอบ ทั้งการที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ทราบ และปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 อีกด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 3,627,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 1,209,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ คิดค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ตามสัดส่วนที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 120,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแซกซอนคอร์ท โฮลดิ้งส์ จำกัด
จำเลย — นางกนิษฐา นาวารัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10442/2551
#500719
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยได้สมัครเป็นสมาชิกขอใช้บัตรเครดิตและได้รับอนุญาตให้ใช้บัตรเครดิตจากโจทก์แล้วและระหว่างโจทก์จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต การชำระหนี้ระยะเวลาชำระหนี้ ตลอดจนการคำนวณหนี้และดอกเบี้ยกันอย่างไร จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตกับโจทก์ด้วยวิธีการใดและเป็นหนี้จำนวนเท่าใด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตย่อมต้องมีข้อตกลงต่างหากจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ เท่ากับโจทก์ไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตต่อโจทก์และคำขอบังคับมาในคำฟ้อง จึงต้องพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2530 จำเลยได้ขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาสี่แยกบางนา บัญชีเลขที่ 056-1-xxxxx เพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลย และยินยอมปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติของโจทก์ การสั่งจ่ายหรือเบิกถอนเงินในบัญชีกระแสรายวันจำเลยตกลงใช้เช็คของโจทก์สาขาสี่แยกบางนาหรือเอกสารอื่นใดที่โจทก์ยินยอมด้วยเป็นหลักฐานแห่งการเบิกถอนและหรือหักทอนเงินในบัญชีเดินสะพัดต่อกัน หากเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายตามเช็คและเอกสารอื่นและโจทก์ผ่านผันจ่ายให้ไปก่อน จำเลยตกลงจะชดใช้เงินในส่วนที่โจทก์จ่ายเกินบัญชีไปแล้วคืนให้โจทก์ โดยถือเสมือนว่าจำเลยได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์ โดยยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีทางการค้าของธนาคารพาณิชย์ โจทก์จะคิดคำนวณดอกเบี้ยหักทอนบัญชีทุกวันสุดท้ายของเดือน ต่อมาจำเลยได้ใช้เช็คและหลักฐานอื่นที่โจทก์ยินยอมด้วยเป็นหลักฐานในการเบิกถอนเงินไปจากบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวหลายครั้งและนำเงินเข้าหักทอนบัญชีกันเรื่อยมา แต่จำเลยไม่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน เมื่อหักทอนบัญชีเดินสะพัดครั้งสุดท้ายวันที่ 30 สิงหาคม 2534 จำเลยเป็นหนี้ต้นเงิน 480,170.42 บาท ดอกเบี้ย 9,827.31 บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 480,170.42 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2534 จนถึงวันที่ 20 เมษายน 2535 และค่าธรรมเนียม 500 บาท รวมเป็นต้นเงิน 480,670.42 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 355,194.61 บาท รวมเป็นเงิน 835,865.03 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 835,865.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 480,670.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในอายุความค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์จะนำยอดหนี้การใช้บัตรเครดิตมาหักทอนบัญชีในบัญชีกระแสรายวันตามฟ้องได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าหนี้การใช้บัตรเครดิตถือเป็นหลักฐานอื่นใดที่โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมนำมาคิดคำนวณในบัญชีกระแสรายวันได้ ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ตั้งรูปคดีมาในคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยขอเปิดบัญชีกับโจทก์เพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลย การสั่งจ่ายหรือเบิกถอนเงินจากบัญชีตกลงใช้เช็คของโจทก์หรือเอกสารอื่นใดที่โจทก์ยินยอม มีการหักทอนบัญชีทุกวันสุดท้ายของเดือน และตกลงให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์อันเป็นการฟ้องเรียกหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งเป็นสัญญาซึ่งบุคคล 2 คน ตกลงกันว่าสืบแต่นั้นไปหรือในชั่วเวลากำหนดอันใดอันหนึ่ง ให้ตัดทอนบัญชีหนี้หรือหักกลบลบหนี้กันทั้งหมดหรือบางส่วนอันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างบุคคลทั้งสองนั้นตามบัญชีหนี้ที่ได้จัดทำขึ้น ตามมาตรา 856 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่โจทก์หาได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยได้สมัครเป็นสมาชิกขอใช้บัตรเครดิตและได้รับอนุญาตให้ใช้บัตรเครดิตจากโจทก์แล้ว และระหว่างโจทก์จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตการชำระหนี้ ระยะเวลาชำระหนี้ ตลอดจนการคำนวณหนี้และดอกเบี้ยกันอย่างไร จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตกับโจทก์ด้วยวิธีการใด เป็นหนี้จำนวนเท่าใด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า หนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตย่อมต้องมีข้อตกลงต่างหากจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้เท่ากับโจทก์ไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัด ซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตต่อโจทก์และคำขอบังคับมาในคำฟ้อง จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นที่กล่าวมาในคำฟ้อง ดังนั้น โจทก์จะนำหนี้การใช้บัตรเครดิตมาหักทอนบัญชีในบัญชีกระแสรายวันอย่างบัญชีเดินสะพัดตามที่กล่าวมาในคำฟ้องหาได้ไม่ ทั้งเนื่องจากตามบัญชีกระแสรายวันพร้อมคำแปลและรายการคำนวณดอกเบี้ย โจทก์ได้นำหนี้การใช้บัตรเครดิตมาคำนวณระคนปนกับหนี้การใช้เช็คของโจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวัน และคิดดอกเบี้ยการใช้บัตรเครดิตแบบทบต้น ทำให้ไม่อาจทราบจำนวนหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดมีเท่าใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในอายุความนั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 856
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิวัฒน์หรือกิตติ จรัสรุ่งโรจน์กุล
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10428/2551
#500714
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกเงินยืมมีข้อความว่า วันที่ 9 ธันวาคม 2543 ข้าพเจ้า ส. ขอทำบันทึกว่าได้ยืมเงินและรับเงินยืมจาก พ. ไปแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท (สี่ล้านห้าแสนบาท) จริง และขอชำระเงินยืมดังกล่าวคืนแก่ พ. ผู้ให้ยืมเงินต่อไปนี้... เพื่อเป็นหลักฐานในการบันทึกนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ลงชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน... ซึ่งก็จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ 4,500,000 บาท ดังความในตอนท้ายที่มีลายมือชื่อของจำเลยว่าผู้ยืมและโจทก์ว่าผู้ให้ยืม บันทึกเงินยืมดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน จึงไม่เข้าลักษณะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แม้โจทก์จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,520,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,520,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2543 โจทก์และจำเลยทำบันทึกเงินยืมตามเอกสารหมาย จ.1 โดยโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้ให้ยืมและจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้ยืม คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า บันทึกเงินยืมเอกสารหมาย จ.1 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่

...พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า บันทึกเงินยืมเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความว่าวันที่ 9 ธันวาคม 2543 ข้าพเจ้านายสิทธิชัย ขอทำบันทึกว่าได้ยืมเงินและรับเงินยืมจากคุณสุพจน์ ไปแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท (สี่ล้านห้าแสนบาท) จริง และขอชำระเงินยืมดังกล่าวคืนแก่คุณสุพจน์ ผู้ให้ยืมเงินต่อไปนี้... เพื่อเป็นหลักฐานในการบันทึกนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ลงชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน... ซึ่งก็จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ 4,500,000 บาท ดังความในตอนท้ายที่มีลายมือชื่อของจำเลยว่าผู้ยืมและโจทก์ว่าผู้ให้ยืม บันทึกเงินยืมดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน จึงไม่เข้าลักษณะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 แม้โจทก์จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ สำหรับปัญหาว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองและมีนายสุนทร ทนายความโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกเงินยืมเอกสารหมาย จ.1 ยืนยันว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 4,500,000 บาท และมีการชำระหนี้เงินยืมด้วยการโอนสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินตามข้อตกลงข้อ (1) ส่วนเงินยืมที่เหลือมีการผ่อนชำระให้โจทก์ 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 180,000 บาท เมื่อพิเคราะห์บันทึกเงินยืมเอกสารหมาย จ.1 นอกจากจำเลยจะลงลายมือชื่อในช่องผู้ยืมแล้ว จำเลยยังลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านข้างของเอกสารบริเวณที่มีการแก้ไขข้อความในเรื่องการผ่อนชำระหนี้ที่เหลือ รวมทั้งเรื่องของดอกเบี้ย ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญของการกู้ยืมเงิน และจำเลยเองก็นำสืบยอมรับว่า ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกเงินยืมดังกล่าวและโอนสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินตามข้อ (1) กับโอนเงินคืนโจทก์รวม 280,000 บาท จริง เป็นการเจือสมพยานโจทก์ จำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางซึ่งก็ไม่ได้มีหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าเป็นการอำพรางนิติกรรมการเป็นหุ้นส่วนทำกิจการห้องพักใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยอย่างไร รวมทั้งข้อที่จำเลยอ้างว่าได้ชำระหนี้เงินลงทุนดังกล่าวคืนโจทก์ครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการชำระหนี้ดังกล่าวได้เวนคืนแล้วมายืนยัน ข้ออ้างของจำเลยจึงมีน้ำหนักให้รับฟังน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาคดีมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์ วิเชียรลักษณ์
จำเลย — นายสิทธิชัย บุญญสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10421/2551
#497458
เปิดฉบับเต็ม

ตารางกรมธรรม์และรายการคุ้มครองระบุว่า พ. เป็นผู้เอาประกันภัยและบริษัท ม. เป็นผู้รับประโยชน์ วัตถุประสงค์แห่งสัญญาประกันภัยย่อมมุ่งประสงค์ไปที่การประกันภัยรถยนต์คันที่ พ. เป็นผู้เช่าซื้อตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อเป็นสำคัญยิ่งกว่าวันเริ่มต้นแห่งสัญญาประกันภัยที่พิมพ์เป็นตัวอักษร แม้สัญญาเช่าซื้อช่วงจะระบุวันเริ่มต้นของสัญญาหลังวันเริ่มต้นของสัญญาประกันภัย การตีความวันทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวย่อมต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 จึงถือได้ว่า พ. ผู้เอาประกันภัยเป็นเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยขณะทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์แล้ว

รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยถูกโจรกรรมไปจากลานจอดรถของจำเลย โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท ม. ไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวมาเรียกร้องเอาจากจำเลยเท่านั้น ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยส่งคืนรถยนต์แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะส่วนบุคคล ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ ไว้จากนายเพิ่มเกียรติมีอายุการคุ้มครองนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2542 สิ้นสุดวันที่ 10 เมษายน 2543 จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม ได้ว่าจ้างให้พนักงานรักษาความปลอดภัยควบคุมดูแลการจราจรและรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินกับรถยนต์ของบุคคลทั่วไปและลูกค้าที่นำมาจอดในลานจอดรถของจำเลย เพื่อผลประโยชน์ในธุรกิจของจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2542 นายเพิ่มเกียรติติดต่อเช่าที่พักของจำเลยและนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เข้าจอดบริเวณลานจอดรถของจำเลยซึ่งจัดไว้สำหรับลูกค้า ต่อมารถยนต์ถูกโจรกรรมไป เนื่องจากพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยประมาท โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์เป็นเงิน 250,000 บาท จึงเข้ารับช่วงสิทธิจากจำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2543 โจทก์จ่ายสินไหมทดแทนจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,130 บาท ขอให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 253,130 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ขณะทำสัญญาประกันภัยรถยนต์นายเพิ่มเกียรติผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสีย สัญญาประกันภัยจึงไม่ผูกพันโจทก์ นายเพิ่มเกียรติไม่เคยเข้าพักในโรงแรมของจำเลย และไม่ได้จอดรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้บริเวณลานจอดรถของจำเลย จำเลยจัดให้มีการดูแลการจราจรเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 3,130 บาท เท่าที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ เป็นของบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ได้ให้นายเพิ่มเกียรติเช่าซื้อตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อช่วงเอกสารหมาย ป.จ.2 นายเพิ่มเกียรตินำรถยนต์คันดังกล่าวประกันภัยไว้กับโจทก์วงเงิน 250,000 บาท โดยบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ตามตารางกรมธรรม์และรายการคุ้มครองตามกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2542 รถยนต์คันดังกล่าวสูญหายไป โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด จำนวน 250,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าสัญญาเช่าซื้อช่วงระบุวันเริ่มต้นแห่งสัญญาหลังวันเริ่มต้นแห่งวันทำสัญญาประกันภัย ขณะทำสัญญาประกันภัยนายเพิ่มเกียรติจึงยังไม่มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัยและเมื่อพยานเอกสารรับฟังได้โดยชัดแจ้งถึงกำหนดระยะเวลาที่ลงไว้ในสัญญาแล้วก็ไม่จำต้องตีความให้เป็นคุณแก่ผู้ใดนั้น เห็นว่า ตารางกรมธรรม์และรายการคุ้มครองตามกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.4 ระบุว่า นายเพิ่มเกียรติเป็นผู้เอาประกันภัยและบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์เชื่อว่านายเพิ่มเกียรติเป็นผู้เช่าซื้อและมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันขณะทำสัญญาจึงเข้าทำสัญญาด้วย เพราะหากโจทก์ไม่เชื่อเช่นนั้นก็คงไม่เข้าทำสัญญาด้วย เนื่องจากนายเพิ่มเกียรติอาจปฏิเสธในภายหลังได้ เมื่อนายเพิ่มเกียรติผู้เช่าซื้อประสงค์จะผูกพันตามสัญญาประกันภัย โจทก์ก็เจตนาจะเข้ารับเสี่ยงภัยตามสัญญาประกันภัยและบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อก็ประสงค์จะได้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์ แสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์แห่งสัญญาประกันภัยย่อมมุ่งประสงค์ไปที่การประกันภัยรถยนต์คันที่นายเพิ่มเกียรติเป็นผู้เช่าซื้อตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อเป็นสำคัญยิ่งกว่าวันเริ่มต้นแห่งสัญญาประกันภัยที่พิมพ์เป็นตัวอักษร แม้สัญญาเช่าซื้อช่วงจะระบุวันเริ่มต้นของสัญญาหลังวันเริ่มต้นของสัญญาประกันภัย การตีความวันทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวย่อมต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 จึงถือได้ว่า นายเพิ่มเกียรติผู้เอาประกันภัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยขณะทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า นายเพิ่มเกียรตินำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปรับจ้างหรือให้เช่าเป็นการผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ปัญหาดังกล่าวจำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อเนื้อหาของฎีกาจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาเป็นฎีกาโดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ฎีกาทั้งสองข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ แก่โจทก์ร่วมก่อนหากคืนไม่ได้จึงให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลย เนื่องจากโจทก์ในฐานะผู้ประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเท่านั้น จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยส่งคืนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุแก่โจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อนึ่ง เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด แล้วตามเอกสารหมาย ป.จ.7 และ ป.จ.8 โดยเอกสารหมาย ป.จ.8 ซึ่งเป็นใบเสร็จรับเงินของบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ระบุว่าได้รับเงินจากโจทก์ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2543 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 861 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทรีเวอร์โฮเต็ล (ปฐม) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10421/2551
#500711
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ม. เช่าซื้อรถยนต์จากบริษัท อ. แล้วบริษัท ม. ให้ พ. เช่าซื้อช่วง โดย พ. นำรถไปประกันภัยไว้กับโจทก์ มีบริษัท ม. เป็นผู้รับประโยชน์ แม้สัญญาเช่าซื้อช่วงจะระบุวันเริ่มต้นของสัญญาหลังวันเริ่มต้นของสัญญาประกันภัย การตีความวันทำสัญญาประกันภัยย่อมเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ถือว่า พ. ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยขณะทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์แล้ว เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อหายไปในบริเวณลานจอดรถของโรงแรมของจำเลย และโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท ม. ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท ม. จากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 253,130 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 19 มิถุนายน 2543) ไม่เกิน 3,130 บาท เท่าที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...รถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ เป็นของบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ได้ให้นายเพิ่มเกียรติ เช่าซื้อตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อช่วง นายเพิ่มเกียรตินำรถยนต์คันดังกล่าวประกันภัยไว้กับโจทก์วงเงิน 250,000 บาท โดยบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ตามตารางกรมธรรม์และรายการคุ้มครองตามกรมธรรม์ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2542 รถยนต์คันดังกล่าวสูญหายไป โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด จำนวน 250,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อช่วงระบุวันเริ่มต้นแห่งสัญญาหลังวันเริ่มต้นแห่งวันทำสัญญาประกันภัยขณะทำสัญญาประกันภัยนายเพิ่มเกียรติจึงยังไม่มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัยและเมื่อพยานเอกสารรับฟังได้โดยชัดแจ้งถึงกำหนดระยะเวลาที่ลงไว้ในสัญญาแล้วก็ไม่จำต้องตีความให้เป็นคุณแก่ผู้ใดนั้น เห็นว่า ตารางกรมธรรม์และรายการคุ้มครองตามกรมธรรม์ระบุว่า นายเพิ่มเกียรติเป็นผู้เอาประกันภัยและบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์เชื่อว่านายเพิ่มเกียรติเป็นผู้เช่าซื้อและมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยขณะทำสัญญาจึงเข้าทำสัญญาด้วยเพราะหากโจทก์ไม่เชื่อเช่นนั้นก็คงไม่เข้าทำสัญญาด้วยเนื่องจากนายเพิ่มเกียรติอาจปฏิเสธไม่ส่งเบี้ยประกันภัยโดยอ้างว่าสัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันนายเพิ่มเกียรติในภายหลังได้ เมื่อนายเพิ่มเกียรติผู้เช่าซื้อประสงค์จะผูกพันตามสัญญาประกันภัยโจทก์ก็เจตนาจะเข้ารับเสี่ยงภัยตามสัญญาประกันภัยและบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อก็ประสงค์จะได้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์แสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์แห่งสัญญาประกันภัยย่อมมุ่งประสงค์ไปที่การประกันภัยรถยนต์คันที่นายเพิ่มเกียรติเป็นผู้เช่าซื้อตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อเป็นสำคัญยิ่งกว่าวันเริ่มต้นแห่งสัญญาประกันภัยที่พิมพ์เป็นตัวอักษร แม้สัญญาเช่าซื้อช่วงจะระบุวันเริ่มต้นของสัญญาหลังวันเริ่มต้นของสัญญาประกันภัย การตีความวันทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวย่อมต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 จึงถือได้ว่า นายเพิ่มเกียรติผู้เอาประกันภัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยขณะทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า นายเพิ่มเกียรตินำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปรับจ้างหรือให้เช่าเป็นการผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ปัญหาดังกล่าวจำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อเนื้อหาของฎีกาจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาเป็นฎีกา โดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ฎีกาทั้งสองข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ แก่โจทก์ร่วมก่อน หากคืนไม่ได้จึงให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นการไม่ถูกต้องเพราะโจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลย เนื่องจากโจทก์ในฐานะผู้ประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเท่านั้น จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยส่งคืนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุแก่โจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อนึ่ง เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด แล้วตามเอกสารหมาย ป.จ. 7 และ ป.จ. 8 โดยเอกสารหมาย ป.จ. 8 ซึ่งเป็นใบเสร็จรับเงินของบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ระบุว่าได้รับเงินจากโจทก์ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2543 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 863 ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทริเวอร์โฮเต็ล (ปฐม) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10417/2551
#500434
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อว่าเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษยน 2540 เช่นนี้ เมื่อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 9 จึงเป็นงวดประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดที่ 9 นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 แสดงว่าโจทก์ยอมรับชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามงวดที่ระบุในสัญญา เช่นนี้ถือว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาการชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในระยะเวลาอันควรก่อน การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันทีเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2541 จึงไม่ชอบ

รถยนต์ที่เช่าซื้อได้สูญหายไปจริงก่อนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และเนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์รวมกับคำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินที่ให้เช่า สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 ดังนี้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกันนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการสูญหายเป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่นับแต่วันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไม่ได้ แต่ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4. กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการใช้การเก็บรักษาทรัพย์ที่เช่าซื้อแม้เป็นเหตุสุดวิสัย และตามข้อ 7. ได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเงินค่าเช่าซื้อ ค่าเสียหายใด ๆ ในกรณีสัญญาเช่าซื้อได้ยกเลิกเพิกถอนไม่ว่าเหตุใดให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วน ย่อมหมายความรวมถึงผู้เช่าซื้อต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อเกี่ยวกับค่าเสียหาย ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระในกรณีสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุรถยนต์เช่าซื้อสูญหายด้วย ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับย่อมใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

แม้หนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เป็นเพียงคู่ฉบับ และสัญญาค้ำประกันจะมิได้ติดอากรแสตมป์ แต่ตามคำให้การจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ทำสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้องกับโจทก์จริง โดยไม่จำต้องอาศัยสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานในคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อและค่าเสียหายเป็นเงิน 327,996 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 251,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บท 3072 นครสวรรค์ ไปจากโจทก์ในราคา 422,496 บาท ตกลงผ่อนชำระ 36 งวด งวดละ 11,736 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2540 และทุกวันที่ 25 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสองให้การว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไปการที่รถยนต์สูญหายย่อมเป็นภัยพิบัติแก่โจทก์เป็นทำนองว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไป ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติจึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุใด ในข้อนี้ได้ความตามสัญญาเช่าซื้อว่าเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2540 เช่นนี้ เมื่อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 9 จึงเป็นงวดประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดที่ 9 นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 แสดงว่าโจทก์ยอมรับชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามงวดที่ระบุในสัญญา เช่นนี้ถือว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาการชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในระยะเวลาอันควรก่อน การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันทีเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2541 จึงไม่ชอบ ทั้งจำเลยทั้งสองยังเบิกความยืนยันว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2541 และได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานโดยโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อได้สูญหายไปจริงก่อนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และเนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์รวมกับคำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินที่ให้เช่า สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 ดังนี้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกันนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการสูญหายเป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่นับแต่วันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไม่ได้ แต่ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4. กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการใช้ การเก็บรักษาทรัพย์ที่เช่าซื้อแม้เป็นเหตุสุดวิสัยและตามข้อ 7. ได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเงินค่าเช่าซื้อ ค่าเสียหายใดๆ ในกรณีสัญญาเช่าซื้อได้ยกเลิกเพิกถอนไม่ว่าเหตุใดให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วน ย่อมหมายความรวมถึงผู้เช่าซื้อต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อเกี่ยวกับค่าเสียหายค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระในกรณีสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุรถยนต์เช่าซื้อสูญหายด้วย ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับย่อมใช้บังคับได้ตามกฎหมาย หากพฤติการณ์ปรากฏว่าสูงเกินส่วนศาลย่อมกำหนดให้ตามสมควรแก่ความเสียหายได้ การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระค่าใช้จ่ายในการติดตามรถตามที่กำหนดในสัญญาและศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โดยถือว่าเป็นเบี้ยปรับนั้น ถือได้ว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายตามที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องไม่เกินคำขอของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาอย่างใด ส่วนการชำระค่าเช่าซื้อนั้นโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์เพียง 8 งวด เท่านั้น จำเลยทั้งสองนำสืบว่าได้ชำระค่าเช่าซื้อรวม 10 งวด ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 8 งวด กลับปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวอุษณีรัตน์พนักงานบัญชีของโจทก์ว่าใบรับเงินชั่วคราวเอกสารหมาย ล.1 โจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 7 ถึงงวดที่ 12 แม้จะอ้างว่าเช็คบางฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ แต่จำเลยที่ 1 ก็นำสืบว่าได้ผ่อนชำระเงินสดจนถึงงวดที่ 10 ประจำเดือนมกราคม 2541 ซึ่งเจือสมกับหนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ค้างค่างวดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนกันยายน 2541 ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์แล้ว 10 งวด เมื่อพิเคราะห์ถึงราคารถยนต์ที่แท้จริงประกอบกับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระแก่โจทก์และรถยนต์ย่อมเสื่อมราคาไปเพราะการใช้ตามปกติแล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายมา 251,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์แสดงแต่คู่ฉบับสัญญาเช่าซื้อมิได้แสดงว่าต้นฉบับสัญญาเช่าซื้ออยู่ ณ ที่ใด ติดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ และสัญญาค้ำประกันมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 และประมวลรัษฎากร มาตรา 118 นั้น เห็นว่า แม้หนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เป็นเพียงคู่ฉบับ และสัญญาค้ำประกันจะมิได้ติดอากรแสตมป์ แต่ตามคำให้การจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้องกับโจทก์จริง โดยไม่จำต้องอาศัยสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานในคดี ดังนั้น แม้สัญญาเช่าซื้อจะเป็นเพียงคู่ฉบับและสัญญาค้ำประกันจะมิได้ติดอากรแสตมป์ ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้วได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 567 ม. 572 ม. 574
ป.วิ.พ. ม. 93
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์
นางสาวอุบลหรือนางชนิสรา
จำเลย — วินิตกฤษฎา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10368/2551
#499857
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 และภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ในระหว่างนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดอื่นอีก น่าเชื่อว่าจำเลยมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 92, 102, 127 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 92, 102, 127 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่อัตราโทษทั้งสองฐานเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 ฐานเสพยาเสพติดให้โทษขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถและขับรถ จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้นเห็นว่าแม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประจำรถได้เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้าสู่ร่างกายในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถก็ตาม แต่จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 และภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ในระหว่างนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดอื่นอีก น่าเชื่อว่าจำเลยมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่าที่ศาลทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปราบมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง

อนึ่ง โทษปรับที่จะลงโทษแก่จำเลยอยู่ในระดับที่ใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่แก้ไขใหม่ก็ได้ กรณีโทษปรับจึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 (เดิม) โดยปรับ 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดี ศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นายเพ็ญ ฝั้นแปง
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10348/2551
#418042
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าไม่มีพยานมาไต่สวนให้เห็นได้ว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า (เดิม) แต่มีกำหนดยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายใน 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2)

เมื่อผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายใน 1 เดือน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ และต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องไว้พิจารณา การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งเพราะเหตุผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง จึงไม่ชอบและไม่ทำให้คดีเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,252,113.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,963,353.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 72665 ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 72665 ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวและยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุว่าทนายผู้ร้องป่วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า คดีของผู้ร้องมีมูลที่จะฟ้องร้องและผู้ร้องเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียม จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ หากผู้ร้องประสงค์จะดำเนินคดีในชั้นขอให้ปล่อยทรัพย์ต่อไป ให้นำค่าขึ้นศาลมาชำระให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้อง แต่ผู้ร้องมิได้นำเงินมาวางภายในกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้ร้องดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเพราะศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวน เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องของผู้ร้องแล้วว่า ผู้ร้องไม่ใช่คนอนาถาจะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ ซึ่งผู้ร้องจะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า (เดิม) แต่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด โดยผู้ร้องอุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดีและขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ร้องต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องดำเนินคดีอย่างคนอนาถาจึงยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่า สมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดีเพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ร้องต่อไปหรือไม่ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้อง การที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องเพราะเหตุที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า (เดิม) ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวนให้เห็นได้ว่า ผู้ร้องเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียม โดยผู้ร้องขอให้ยกคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องต่อไป ถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า (เดิม) ผู้ร้องจึงชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2550 และผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 จึงยังอยู่ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งกรณีที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจึงไม่ชอบ และเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะต้องสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีของผู้ร้องไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งเพราะเหตุที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง จึงไม่ชอบและย่อมไม่ทำให้คดีเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง เนื่องจากเป็นคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและมิให้เสียเวลาแก่คู่ความ อีกทั้งคดีพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ จึงเห็นสมควรไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งอีก โดยศาลฎีกาจะได้ทำการพิจารณาว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวนให้เห็นได้ว่า ผู้ร้องเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมชอบหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า เมื่อศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีรวม 4 ครั้ง กล่าวคือ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 ขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าผู้ร้องป่วยมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ในวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่า ทนายผู้ร้องป่วยเป็นไข้หวัด ในวันที่ 10 เมษายน 2550 ขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่า ทนายผู้ร้องป่วยมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรงเนื่องจากอาหารเป็นพิษ และในวันที่ 6 มิถุนายน 2550 ขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าทนายผู้ร้องป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ จะเห็นได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีทุกครั้งโดยอ้างเหตุว่าป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดง ซึ่งศาลชั้นต้นก็อนุญาตให้เลื่อนคดีมาโดยตลอด พฤติการณ์ของทนายผู้ร้องจึงส่อไปในทางประวิงคดีให้ล่าช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวนให้เห็นได้ว่า ผู้ร้องเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียม และยกคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายผู้ร้องจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ และให้บังคับไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอเลื่อนคดีและยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 มิถุนายน 2550 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคห้า (เดิม) ม. 226 (2) ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)
ผู้ร้อง — นายไชยโรจน์ วงศ์วิทยาเวทย์
จำเลย — นายสุนทร จารุมนต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางมาลี ศิริมาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชวิมล สุมาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10344/2551
#503020
เปิดฉบับเต็ม

ขณะ ท. สามีโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ โจทก์กับ ท. แบ่งที่ดินสำหรับปลูกบ้าน ที่นาและที่สวนให้แก่บุตรทุกคนรวมทั้งจำเลยด้วย โดยจำเลยได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในการให้ที่ดินดังกล่าวมีข้อตกลงว่า โจทก์กับ ท. มีสิทธิเก็บกินในที่ดิน ถ้าเป็นที่นาโจทก์กับ ท. มีสิทธิเก็บค่าเช่าที่นา ถ้าเป็นที่สวนผลไม้ โจทก์กับ ท. มีสิทธินำผลไม้ไปขายได้หรือหากบุตรซึ่งเป็นผู้รับนำผลไม้ไปขายก็ต้องนำเงินมาให้โจทก์กับ ท. ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยโดยโจทก์ยังมีสิทธิเก็บกินผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกถอนคืนการให้ เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 535 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์แปลงละกึ่งหนึ่ง โดยให้ไปจดทะเบียนโอนเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 34020 ตำบลดงประคำ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 1 ไร่ 36 ตารางวา กึ่งหนึ่งและส่งมอบที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3855 ตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 16 ไร่ 3 งาน 47 ตารางวา กึ่งหนึ่งแก่โจทก์ และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์แปลงละกึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทรง อยู่กินมีบุตรด้วยกัน 9 คน จำเลยเป็นบุตรคนที่ 4 ขณะนายทรงยังมีชีวิตอยู่ นายทรงกับโจทก์ยกที่ดินซึ่งเป็นที่ดินสำหรับปลูกบ้านและทำนาให้จำเลย 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 34020 ตำบลดงประคำ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 1 ไร่ 36 ตารางวา และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3855 ตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 16 ไร่ 3 งาน 47 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2541 นายทรงถึงแก่ความตายตามมรณบัตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลยยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน จำเลยประพฤติเนรคุณขอเพิกถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 แต่โจทก์ จำเลยต่างนำสืบรับตรงกันว่า ขณะนายทรงยังมีชีวิตอยู่ โจทก์กับนายทรงแบ่งที่ดินสำหรับปลูกบ้านที่นาและที่สวนให้แก่บุตรทุกคนรวมทั้งจำเลยด้วย โดยจำเลยได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ในการให้ที่ดินดังกล่าวมีข้อตกลงว่า โจทก์กับนายทรงมีสิทธิเก็บกินในที่ดินถ้าเป็นที่นาโจทก์กับนายทรงมีสิทธิเก็บค่าเช่าที่นา ถ้าเป็นที่สวนผลไม้โจทก์กับนายทรงมีสิทธินำผลไม้ไปขายได้หรือหากบุตรซึ่งเป็นผู้รับนำผลไม้ไปขายก็ต้องนำเงินมาให้โจทก์กับนายทรง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยโดยโจทก์ยังมีสิทธิเก็บกินผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกถอนคืนการให้ เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535 (2) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในศาลชั้นต้น และมิได้อุทธรณ์เป็นปัญหาวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มิใช่กรณีอันจะถือได้ว่าจำเลยสละข้อต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งแม้จะมีการสืบพยานเพิ่มเติมอย่างไร ก็ไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 ม. 535 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหน่าย มีพูล
จำเลย — นายประสพ มีพูล
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10342/2551
#419860
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องฎีกาของจำเลยบรรยายแต่เพียงว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1089/2544 ของศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่า บ. เป็นหนี้จำนองโจทก์ โดยจำเลยซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง ที่โจทก์มาดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีกครั้งหนึ่งจึงเป็นฟ้องซ้ำ โดยไม่ได้กล่าวบรรยายฟ้องให้เห็นว่าประเด็นในคดีนี้กับคดีแพ่งดังกล่าวเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกันมาแล้วอย่างไร อันจะเป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 คำฟ้องฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นคำฟ้องที่มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกา ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

การฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไถ่ถอนจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 737 แม้เป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 ทวิ โจทก์ผู้รับจำนองจะเลือกฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาก็ได้

ค่าฤชาธรรมเนียมศาลตามที่บัญญัติไว้ในตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. และมาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีให้ตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีและวรรคสองยังบัญญัติอีกว่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมถึงค่าทนายความ เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีเป็นฝ่ายแพ้คดี กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์มานั้น จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 437,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ หากไม่ชำระขอให้บังคับจำนองที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1089/2544 ของศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 4867 ตำบลท่าคล้อ (หนองหว้า) อำเภอเบญจลักษ์ (กันทรลักษ์) จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด นำเงินชำระหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืม ซึ่งนางบุษบาไชยเชษฐ์ ต้องรับผิดจำนวน 437,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (12 (ที่ถูก 17) มิถุนายน 2545) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ เงินยังขาดจำนวนเท่าใดจำเลยไม่ต้องรับผิด ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาขึ้นมาเป็นข้อแรกว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1089/2544 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องฎีกาข้อ 3 บรรยายแต่เพียงว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1089/2544 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีได้วินิจฉัยแล้วว่า นางสาวบุษบาเป็นหนี้จำนองโจทก์โดยจำเลยซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีได้พิพากษายกฟ้องจำเลย ที่โจทก์มาดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นการฟ้องซ้ำ โดยไม่ได้กล่าวบรรยายฟ้องให้เห็นว่า ประเด็นในคดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1089/2544 ดังกล่าวข้างต้นเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันมาแล้วอย่างไร อันจะเป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ดังนี้ คำฟ้องฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นคำฟ้องที่มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายข้อต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นซึ่งมิใช่ศาลที่ตัวทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตอำนาจหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไถ่จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 737 แม้จะเป็นคำฟ้องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่จำเลยฎีกาขึ้นมาก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 ทวิ ให้สิทธิโจทก์ผู้รับจำนองเลือกที่ฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์จำนอง) นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลก็ได้ ดังนี้การที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลซึ่งมิใช่ในเขตศาลที่ตัวทรัพย์ตั้งอยู่ย่อมกระทำได้โดยชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายข้อสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยซึ่งมิใช่ลูกหนี้จำนองของโจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมศาลตามที่บัญญัติไว้ในตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และมาตรา 161 วรรคแรก บัญญัติความรับผิดชั้นที่สุด สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีให้ตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี และวรรคสองยังบัญญัติอีกว่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมถึงค่าทนายความด้วย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีให้เป็นฝ่ายแพ้คดี กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 ทวิ ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 161 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงศักดิ์ เล็กดำรงกุล
จำเลย — นางพรรณี กลิ่นส่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสุวัฒชัย สิงห์คำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบุญชู ทัศนประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10323/2551
#419767
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอยู่ในฐานะคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) จึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่งคำฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย เพราะมิใช่การว่าความอย่างทนายความตามมาตรา 60 วรรคสองและ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 7,223 บาท พร้อมด้วยเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,214 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ จึงต้องห้ามทำการแต่งฟ้องหรือเรียงคำฟ้องตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่นายฉัตรชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้องของโจทก์นั้น เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มอบอำนาจให้นายฉัตรชัยป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนแก่จำเลยทั้งสอง นายฉัตรชัยในฐานะตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำกิจการที่ตัวการมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไป ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 ได้มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ ดังนั้นนายฉัตรชัยในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีแทน ย่อมอยู่ในฐานะคู่ความมีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่งคำฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย และเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง แต่ก็บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า การเรียงหรือแต่งฟ้องนั้นไม่ห้ามไปถึงบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น นายฉัตรชัยซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์แม้มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง และการเรียงหรือแต่งคำฟ้องแทนโจทก์ก็มิใช่การว่าความอย่างทนายความดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติห้ามไว้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 60 วรรคสอง
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวราภรณ์ แสนทวี
จำเลย — นายหรือพลทหารยงยุทธ วรรณปะชี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายธงไชย จิรเดชพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10274/2551
#419850
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 จึงมีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยกับพวกหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 และทรัพย์สินอื่นที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา ประเด็นจึงมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 กับทรัพย์สินอื่นตามฟ้องและมีสิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยกึ่งหนึ่งหรือไม่ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยคดีทั้งสองมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากถูกแย่งการครอบครองเกิน 1 ปี แต่คดีก็ไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 เพราะจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 เป็นของจำเลย จำเลยมิได้แย่งการครอบครองไปจากโจทก์ ซึ่งการแย่งการครอบครองนั้น จำเลยต้องยอมรับก่อนว่าที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 เป็นของโจทก์ แต่จำเลยแย่งการครอบครอง การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 เป็นของโจทก์และจำเลยร่วมกันโดยเหตุผลว่า ศาลชั้นต้นในคดีก่อนวินิจฉัยแล้วว่า เป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยจึงเป็นเจ้าของร่วมกัน ผลของคำพิพากษาคดีก่อนย่อมผูกพันจำเลยมิให้โต้เถียงสิทธิในที่ดินพิพาทอีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร กลับฎีกาว่าที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 เป็นของจำเลยโดยอ้างพยานและเหตุผลอื่น ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยจึงเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่เมื่อกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงมีการจดทะเบียนในรูปบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัท ท. จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์และจำเลย นับแต่วันที่มีการจดทะเบียนบริษัท แม้จำเลยจะเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท ก็เป็นเพียงผู้บริหารในนามบริษัทไม่ใช่บริหารเป็นการส่วนตัว ทั้งมีบุคคลอื่นเป็นผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนแห่งความเป็นเจ้าของในบริษัท ท. ด้วย การที่ไม่ปรากฏว่า มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น แล้วโจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยแบ่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท ท. จึงเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ โจทก์ชอบที่จะไปฟ้องเรียกเอาส่วนของโจทก์จากหุ้นที่จำเลยถืออยู่ในบริษัท ท. เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยแบ่งผลกำไรจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น กิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นของบริษัท ท. มิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งผลกำไรของบริษัท ท. ทั้งสองกรณีเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์สินจำนวน 6 รายการ ตามฟ้องแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ยอมแบ่งปันให้ชดใช้เงินแก่โจทก์ จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำทรัพย์สินทั้งหมดหรือบางส่วนออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง และให้จำเลยแบ่งกันรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 12,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งทรัพย์สินแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยแบ่งที่ดินพร้อมทรัพย์สินคือ บ้านเลขที่ 58 และสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง บริษัททสพรบริการ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ เนื้อที่ 2 ไร่ แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน และให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 129,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (9 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระเงินเดือนละ 3,500 บาท ให้แก่โจทก์ นับแต่เดือนสิงหาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 202/2544 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 ประเด็นในคดีก่อนจึงมีว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยกับพวกหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 และทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ประเด็นจึงมีว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 กับทรัพย์สินอื่นตามฟ้องและมีสิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยกึ่งหนึ่งหรือไม่ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในคดีทั้งสองจึงมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ถูกแย่งการครอบครองเกิน 1 ปี แต่คดีก็ไม่มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เพราะจำเลยไม่ได้การต่อสู้ไว้โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 เป็นของจำเลยมาตั้งแต่แรก จำเลยมิได้แย่งการครอบครองไปจากโจทก์ การแย่งการครอบครองจำเลยต้องยอมรับก่อนว่า ที่พิพาทและบ้านเลขที่ 58 เป็นของโจทก์ แต่จำเลยแย่งการครอบครอง เมื่อคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการแย่งการครอบครองดังที่กล่าวมาข้างต้น การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบประเด็นดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 กับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงบริษัททสพรบริการ จำกัด เป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาหรือไม่ เห็นว่า สำหรับที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าเป็นของโจทก์และจำเลยร่วมกันโดยเหตุผลว่า ศาลชั้นต้นในคดีก่อนวินิจฉัยแล้วว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาได้ร่วมกันในระหว่างเป็นสามีภริยา โจทก์และจำเลยจึงเป็นเจ้าของร่วมกัน ฉะนั้น ผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยมิให้โต้เถียงสิทธิในที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 อีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่วินิจฉัยดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไร กลับฎีกาว่าที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 58 เป็นของจำเลยโดยอ้างพยานหลักฐานและเหตุผลอื่น ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนนี้ว่าไม่ชอบหรือผิดพลาดอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ในปัญหานี้...แม้โจทก์และจำเลยจะมีพยานของแต่ละฝ่ายมาเบิกความสนับสนุนก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงก่อสร้างขึ้นบนที่ดินพิพาทซึ่งฟังได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ในระหว่างที่อยู่กินร่วมกัน และการสร้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นไม่ว่าจะสร้างในปี 2535 ตามที่จำเลยอ้าง หรือสร้างในปี 2540 ตามที่โจทก์อ้างและใครเป็นผู้สร้าง แต่ก็ยังอยู่ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยยังอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ฉะนั้น สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยจึงเป็นเจ้าของสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและกิจการร่วมกัน แต่อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่า กิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงมีการจดทะเบียนในรูปบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัททสพรบริการ จำกัด จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์และจำเลย นับแต่วันที่มีการจดทะเบียนบริษัทซึ่งตามหนังสือรับรอง ระบุว่าจดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงจึงเป็นทรัพย์สินของบริษัททสพรบริการ จำกัด แล้วได้ดำเนินกิจการตลอดมาแม้จำเลยจะเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท ก็เป็นเพียงผู้บริหารในนามของบริษัทไม่ใช่บริหารเป็นการส่วนตัว ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า มีบุคคลใดเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัททสพรบริการ จำกัด คงได้ความจากพยานจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้น 40,000 หุ้น นายภิรมย์ ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งในผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจำกัด เป็นผู้ถือหุ้น 20,000 หุ้น จึงฟังได้ว่า มีบุคคลอื่นที่มีส่วนแห่งความเป็นเจ้าของในบริษัททสพรบริการ จำกัด ด้วย การที่ไม่ปรากฏว่า มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น แล้วโจทก์มาฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัททสพรบริการ จำกัด จึงเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ โจทก์ชอบที่จะไปฟ้องเรียกเอาส่วนของโจทก์จากหุ้นที่จำเลยถืออยู่ในบริษัททสพรบริการ จำกัด เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยแบ่งผลกำไรจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ากิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นของบริษัททสพรบริการ จำกัด มิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งผลกำไรของบริษัททสพรบริการ จำกัด ทั้งสองกรณีเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้แบ่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและผลกำไรที่ได้จากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัททสพรบริการ จำกัด ให้แก่โจทก์นั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอแบ่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและผลกำไรของบริษัททสพรบริการ จำกัด โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกเอาส่วนของโจทก์จากหุ้นของสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งจำเลยถืออยู่ในบริษัททสพรบริการ จำกัด ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 1012 ม. 1015 ม. 1167 ม. 1200 ม. 1269 ม. 1356 ม. 1357 ม. 1363 ม. 1364 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 145 ม. 148 ม. 246 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพียร ขวัญนิมิตร
จำเลย — นางสาวหรือนางอาภาภรณ์หรือดาราภรณ์ บัวเผียน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นางชุติมา รางชางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ คงผล
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10265/2551
#500433
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นสอบสวนแม้ ก. จะให้การเป็นพยานขณะมีอายุเพียง 15 ปี โดยไม่ปรากฏว่ามีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำซึ่งเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 20)ฯ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่อาจอ้างคำให้การชั้นสอบสวนของ ก. ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 ก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาของศาลปรากฏว่า ก. มาเบิกความขณะมีอายุ 19 ปี แล้ว การสืบพยานโจทก์ปากนี้ จึงไม่จำต้องดำเนินการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 20)ฯ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแต่อย่างใด ศาลย่อมรับฟังคำเบิกความของ ก. เป็นพยานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีก 2 คน ซึ่งหลบหนีไป ร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองสั้น 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับและกระสุนปืนลูกซองหลายนัดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนสละชีพ บริเวณหน้าโรงเรียนประจวบวิทยาลัย ซึ่งเป็นเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายวสันต์ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวปนัดดาผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่า จำเลยกับพวกร่วมกันลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนปืนถูกข้อเท้าขวาของผู้เสียหายที่ 1 และถูกขาขวาบริเวณใต้หัวเข่าและต้นขาซ้ายของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งไม่ใช่อวัยวะสำคัญ ผู้เสียหายทั้งสองจึงไม่ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานยึดหมอนกระสุนปืนลูกซอง 1 ก้อน ได้จากที่เกิดเหตุ เม็ดกระสุนปืนลูกซอง 1 เม็ด จากการผ่าบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 และเม็ดกระสุนปืนลูกซอง 2 เม็ด จากการผ่าบาดแผลของผู้เสียหายที่ 2 เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูกมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 371) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 12 ปี 14 เดือน ริบหมอนกระสุนปืนลูกซอง 1 ก้อน และเม็ดกระสุนปืนลูกซอง 3 เม็ด ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยฎีกาว่าขณะนายไกรสรให้การต่อพนักงานสอบสวนตามคำให้การเอกสารหมาย จ.14 นายไกรสรมีอายุเพียง 15 ปี และขณะเบิกความชั้นศาลมีอายุเพียง 18 ปี จึงต้องใช้วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับพยานซึ่งเป็นเด็ก แต่ปรากฏว่าพยานปากนี้ไม่ได้ใช้วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่สามารถรับฟังเป็นพยานได้นั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนแม้นายไกรสรจะให้การเป็นพยานขณะมีอายุเพียง 15 ปี โดยไม่ปรากฏว่ามีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำซึ่งเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่อาจอ้างคำให้การชั้นสอบสวนของนายไกรสรดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาของศาลปรากฏว่านายไกรสรมาเบิกความขณะมีอายุ 19 ปีแล้ว การสืบพยานโจทก์ปากนี้จึงไม่จำต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแต่อย่างใด ศาลจึงย่อมรับฟังคำเบิกความของนายไกรสรเป็นพยานได้ และแม้ไม่อาจนำคำให้การชั้นสอบสวนของนายไกรสรตามเอกสารหมาย จ.14 มารับฟังประกอบก็ตาม แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาก็มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองจริงตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุเพียง 18 ปี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ให้จำคุก 12 ปีนั้น หนักเกินไป จึงเห็นสมควรกำหนดโทษความผิดฐานนี้เสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 5 เดือน 10 วัน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 ปี 17 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ (เดิม) ม. 172 ตรี (เดิม) ม. 226
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ม. 5 ม. 9
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ — ประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายพรเทพหรือเก่ง จันทร์ทอง
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10259/2551
#500635
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 19861 และ 19863 ของโจทก์ เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ น้ำทะเลท่วมถึงบิดามารดาจำเลยเข้าจับจองครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ต่อมาเมื่อประมาณ 15 ปี มาแล้ว บิดามารดาจำเลยได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยกลับให้การต่อมาว่า หากฟังว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ โฉนดที่ดินดังกล่าวก็ออกโดยไม่ชอบ และหากฟังว่าออกโฉนดที่ดินโดยชอบ จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์แล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ เห็นได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของโจทก์ อันเป็นการขัดแย้งกันเองเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่

เมื่อคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เท่ากับจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ 200 บาท ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นเพิ่มอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 37,125 บาท จึงไม่ถูกต้องและโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาเป็นเงิน 37,500 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเป็นเงิน 37,500 บาท และเสียค่าขึ้นศาลในอนาคตมาอีก 100 บาท จึงไม่ถูกต้องเช่นกัน สำหรับค่าขึ้นศาลในอนาคตนั้นจำเลยไม่ต้องเสีย แม้ฎีกาของจำเลยจะมีคำขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปด้วย แต่คำขอในส่วนนี้มิใช่เป็นคำขอให้ชำระค่าเสียหายหรือเงินอื่น ๆ บรรดาที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้าย ป.วิ.พ. ที่ให้คิดค่าขึ้นศาล 100 บาท เป็นอีกส่วนหนึ่งเพราะเป็นคำขอที่มีผลต่อเนื่องจากคำขอที่ให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นคำขอประธานเท่านั้น กรณีจึงเป็นการที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์เกินมา 36,925 บาท และ 37,300 บาท ตามลำดับ จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินมา 37,400 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์และจำเลย

จำเลยไม่ได้ให้การว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แม้จำเลยจะนำสืบในประเด็นนี้และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่จำเลยได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงจะฎีกาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2544 จำเลยและบริวารบุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 19861 และ 19863 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์ เพื่อยึดถือครอบครองโดยปลูกสร้างโรงเรือนอยู่อาศัยและปลูกสร้างรั้วคอนกรีตล้อมในที่ดินทั้งสองแปลงทางด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 19861 และทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 19863 เป็นเนื้อที่ประมาณ 297 ตารางวา อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ เป็นการละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ หากโจทก์นำที่ดินดังกล่าวออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้รับประโยชน์เป็นค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 19861 และ 19863 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป หากจำเลยและบริวารไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเองโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 9,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนและรั้วคอนกรีตมิได้อยู่ในเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 19861 และ 19863 ของโจทก์ เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ น้ำทะเลท่วมถึง ประชาชนซึ่งมีอาชีพประมงใช้เป็นที่จอดเรือ เมื่อประมาณปี 2520 บิดามารดาจำเลยจับจองที่ดินพิพาทปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยและประกอบอาชีพโดยล้อมรั้วเป็นสัดส่วน เป็นเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ทั้งได้ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ต่อมาเมื่อประมาณ 15 ปีมาแล้ว บิดามารดายกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยได้ครอบครองต่อมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หากฟังว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ โฉนดที่ดินดังกล่าวก็ออกโดยไม่ชอบ เพราะนำที่ดินที่เป็นสาธารณประโยชน์ไปออกโฉนด และหากฟังว่าออกโฉนดที่ดินโดยชอบ จำเลยก็เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิ์ด้วยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริงหากนำที่ดินพิพาทออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 19861 และ 19863 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าคดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ คดีนี้จำเลยให้การตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 19861 และ 19863 ของโจทก์ เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ น้ำทะเลท่วมถึง บิดามารดาจำเลยเข้าจับจองครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ต่อมาเมื่อประมาณ 15 ปีมาแล้ว บิดามารดาจำเลยได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย ต่อมาจำเลยกลับให้การว่า หากฟังว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ โฉนดที่ดินดังกล่าวก็ออกโดยไม่ชอบ และหากฟังว่าออกโฉนดที่ดินโดยชอบ จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์แล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ เห็นว่า คำให้การของจำเลยดังกล่าวไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของโจทก์ อันเป็นการขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เกิดที่งอกขึ้นเพราะมีการสร้างเขื่อนหินของบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด ยื่นลงไปในทะเลทางทิศเหนือของที่ดินพิพาท ทำให้เกิดการสะสมของตะกอนชายหาดที่ไม่เป็นไปตามกระบวนการทางธรรมชาตินั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้จำเลยให้การไว้แต่เพียงว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ น้ำทะเลท่วมถึง ประชาชนซึ่งมีอาชีพประมงใช้เป็นที่จอดเรือเท่านั้น จำเลยหาได้ให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่ แม้จำเลยจะนำสืบในประเด็นนี้และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่งอกที่มิได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่จำเลยได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เมื่อคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เท่ากับจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ 200 บาท ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นเพิ่มอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 37,125 บาท จึงไม่ถูกต้อง และโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาเป็นเงิน 37,500 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเป็นเงิน 37,500 บาท และเสียค่าขึ้นศาลในอนาคตมาอีก 100 บาท จึงไม่ถูกต้องเช่นกัน สำหรับค่าขึ้นศาลในอนาคตนั้นจำเลยไม่ต้องเสีย แม้ฎีกาของจำเลยจะมีคำขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปด้วย แต่คำขอในส่วนนี้มิใช่เป็นคำขอให้ชำระค่าเสียหายหรือเงินอื่น ๆ บรรดาที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ให้คิดค่าขึ้นศาลหนึ่งร้อยบาทเป็นอีกส่วนหนึ่งเพราะเป็นคำขอที่มีผลต่อเนื่องจากคำขอที่ให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นคำขอประธานเท่านั้น กรณีจึงเป็นการที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์เกินมา 36,925 บาท และ 37,300 บาท ตามลำดับ จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินมา 37,400 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์และจำเลย"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์เสียเกินมา 36,925 บาท และ 37,300 บาท ตามลำดับแก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยเสียเกินมา 37,400 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชะอำ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — นางปานใจ จำปาศรีหรือ ศรีสอาดหรือศรีสะอาด
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10255/2551
#418378
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าจาก ฮ. การที่จำเลยครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนดโดยไม่ได้ทำสัญญาเช่าใหม่และไม่ชำระค่าเช่า ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจากยึดถือแทนเป็นยึดถือเพื่อตน จำเลยจึงเป็นผู้ยึดถือทรัพย์สินในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง จำเลยจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนอีกต่อไป หรือตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริตอาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้บอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าไม่มีเจตนายึดถือแทนอีกต่อไป จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

การได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 157 (เดิม) เป็นคนละเรื่องกับความรับผิดของคู่ความฝ่ายแพ้คดีที่จะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 (เดิม) ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา แต่เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 41803 ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 41803 ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เฉพาะในส่วนที่ปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 285 เนื้อที่ 10 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์ทั้งสองกับบริการเข้าเกี่ยวข้อง และมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อยเพื่อแก้ชื่อทางทะเบียนโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41803 ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และตึกแถวพิพาทเลขที่ 285 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 79 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 20,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่าจำนวน 1,500 บาท ที่ครบกำหนดในแต่ละงวดเดือนนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2541 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2542) กับค่าเช่าอีกเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและตึกแถวพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยรวมกันถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 40,000 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเข้าอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากนายเฮ่งคุง การที่จำเลยครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนด โดยไม่ได้ทำสัญญาเช่าขึ้นใหม่และไม่ชำระค่าเช่า ถือไม่ได้ว่าจำเลยเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจากยึดถือแทนเป็นยึดถือเพื่อตน จำเลยจึงเป็นผู้ยึดถือทรัพย์สินในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง จำเลยจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนอีกต่อไป หรือตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริตอาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 การที่จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนด และไม่มีการทำสัญญาเช่าขึ้นใหม่ โดยทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่า จำเลยได้บอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนอีกต่อไป ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 10 ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองทั้งที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า การได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 (เดิม) นั้น เป็นคนละเรื่องกับความรับผิดของคู่ความฝ่ายแพ้คดีที่จะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 (เดิม) ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา แต่เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายที่แพ้คดี ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1381 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 157 (เดิม) ม. 161 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกมล หิรัญตระกูล กับพวก
จำเลย — นางพรมมา แจ้งพลาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายมานพ จรัสจรรยาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10255/2551
#500633
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าจาก ฮ. การที่จำเลยครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนด โดยไม่ได้ทำสัญญาเช่าขึ้นใหม่และไม่ชำระค่าเช่าแต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้บอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนอีกต่อไปหรือจำเลยเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริตอาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 ถือไม่ได้ว่าจำเลยเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือจากยึดถือแทนเป็นยึดถือเพื่อตน จำเลยจึงเป็นผู้ยึดถือทรัพย์สินในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครองฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทของผู้อื่นไว้โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 10 ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

การได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 157 (เดิม) นั้น เป็นคนละเรื่องกับความรับผิดของคู่ความฝ่ายแพ้คดีที่จะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 (เดิม) ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแต่เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลก็ชอบจะพิพากษาคดีให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 41803 และตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 41803 เฉพาะในส่วนที่ปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 285 เนื้อที่ 10 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์ทั้งสองกับบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อยเพื่อแก้ชื่อทางทะเบียนโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41803 ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และตึกแถวพิพาทเลขที่ 285 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 79 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 20,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่าจำนวน 1,500 บาท ที่ครบกำหนดในแต่ละงวดเดือนนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2541 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2542) กับค่าเช่าอีกเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและตึกแถวพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยรวมกันถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 40,000 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมตึกแถวพิพาทเป็นของนางเนียร จากนั้นวันที่ 20 กันยายน 2514 นางเนียรจดทะเบียนการเช่าให้แก่นายเฮ่งคุง มีกำหนดระยะเวลา 13 ปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2514 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2527 ขณะที่สัญญาเช่าตึกแถวระหว่างนางเนียรกับนายเฮ่งคุงยังไม่ครบกำหนด ที่ดินที่ปลูกตึกแถวดังกล่าวทางราชการได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 41803 โดยมีนางประภาศรีเป็นเจ้าของ ส่วนตึกแถวพิพาทเป็นของนางสาวลำดวน ปี 2524 นางประภาศรี ได้ขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นายธัญญา ปี 2526 จำเลยได้เข้ามาอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยรับโอนสิทธิการเช่าจากนายเฮ่งคุง ต่อมาปี 2539 โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมตึกแถวพิพาทและตึกแถวอื่นอีก 22 ห้อง จากนายธัญญาและนางสาวลำดวน เมื่อจำเลยอยู่อาศัยในตึกแถวพิพาทครบกำหนดตามสัญญาเช่าที่นายเฮ่งคุงทำไว้กับนางเนียรแล้ว จำเลยคงอยู่อาศัยต่อมาทั้งไม่เคยนำค่าเช่าไปชำระให้แก่บุคคลใด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเข้าอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากนายเฮ่งคุง การที่จำเลยครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนด โดยไม่ได้ทำสัญญาเช่าขึ้นใหม่และไม่ชำระค่าเช่า ถือไม่ได้ว่าจำเลยเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจากยึดถือแทนเป็นยึดถือเพื่อตน จำเลยจึงเป็นผู้ยึดถือทรัพย์สินในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง จำเลยจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนอีกต่อไป หรือตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริตอาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 การที่จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนดและไม่มีการทำสัญญาเช่าขึ้นใหม่โดยทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่า จำเลยได้บอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนอีกต่อไป ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 10 ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองทั้งที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า การได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 (เดิม) นั้น เป็นคนละเรื่องกับความรับผิดของคู่ความฝ่ายแพ้คดีที่จะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 (เดิม) ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแต่เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายที่แพ้คดี ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 157 (เดิม) ม. 161 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกมล หิรัญตระกูล กับพวก
จำเลย — นางพรมมา แจ้งพลาย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10251/2551
#413207
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องเปลี่ยนแปลงวิธีจ่าย "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" จากที่ให้บริษัทนำเที่ยวจ่ายให้พนักงานขับรถแทนตัวผู้ร้องมาเป็นผู้ร้องจ่ายให้พนักงานขับรถเองเป็นเพียงการเปลี่ยนจากตัวแทนคือบริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จ่ายมาเป็นผู้ร้องจ่ายเองเท่านั้น ไม่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง เมื่อผู้คัดค้านรับเงิน "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" จากบริษัท จ. แทนผู้ร้องแล้วไม่นำส่งผู้ร้องแต่เก็บไว้เป็นของตน แม้ผู้ร้องออกประกาศเตือนให้พนักงานขับรถนำส่งเงินแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านก็ยังเพิกเฉยไม่นำส่ง จึงเป็นกรณีผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่อาจทำงานร่วมกันได้ต่อไป และไม่ใช่กรณีผู้ร้องกลั่นแกล้งผู้คัดค้าน จึงมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะกรรมการลูกจ้างได้ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 และพิพากษาให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น ตามมาตรา 123 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 บัญญัติว่ากรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกระทำการตาม (1) ถึง (5) นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้ ไม่มีบทบัญญัติให้ศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างในกรณีนี้ ดังนั้นผู้ร้องจึงเลิกจ้างผู้คัดค้านได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตลงโทษผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52, 123

ผู้คัดค้านคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมผู้คัดค้านรับค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท จากมัคคุเทศก์หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติงานแต่ละครั้ง ต่อมาผู้คัดค้านกับพวกฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาย้อนหลัง 2 ปี ศาลพิพากษาให้เบี้ยเลี้ยง 300 บาท รวมอยู่ในค่าล่วงเวลาแล้ว ต่อมาผู้ร้องออกระเบียบให้พนักงานขับรถนำค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับจากมัคคุเทศก์มามอบให้ผู้ร้องแล้วผู้ร้องจ่ายให้พนักงานขับรถเองผู้คัดค้านคัดค้านว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ให้ไกล่เกลี่ย พนักงานเจ้าหน้าที่แรงงานสัมพันธ์แนะนำให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ร้องเพื่อไม่ให้มีการขัดคำสั่ง แล้ววินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องให้พนักงานขับรถซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านนำค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงมาให้ผู้ร้องคำนวณจัดสรรให้พนักงานขับรถตามรายงานการทำงานของพนักงานขับรถเป็นการบริหารจัดการของผู้ร้องโดยที่พนักงานขับรถและผู้คัดค้านไม่เสียสิทธิที่เคยได้รับ ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ผู้คัดค้านทราบประกาศของผู้ร้องที่ให้ส่งมอบค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงให้ผู้ร้องก่อน การที่ผู้คัดค้านไม่ทำตามประกาศจึงเป็นการขัดคำสั่งของผู้ร้องตามระเบียบข้อบังคับการทำงานซึ่งผู้ร้องได้ประกาศเตือนแล้วถึง 2 ครั้ง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างและเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52, 123 พิพากษาให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การที่ผู้ร้องเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาจากการที่บริษัทนำเที่ยวจ่ายให้พนักงานขับรถซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านด้วยผ่านทางมัคคุเทศก์เป็นผู้ร้องให้พนักงานขับรถเองเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่ และผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามเอกสารหมาย ร.4 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างขนส่งด้วยรถโดยสารปรับอากาศที่ผู้ร้องทำกับบริษัทจิ้นหม่าทัวร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวมีข้อความระบุว่า "สัญญานี้กำหนดให้ทางผู้ว่าจ้าง (บริษัทจิ้นหม่าทัวร์ จำกัด) เป็นผู้จ่ายค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานขับรถแทนผู้รับจ้าง (ผู้ร้อง)" แสดงว่าในการที่ผู้ร้องให้บริษัทนำเที่ยวเช่ารถยนต์ ผู้ร้องให้พนักงานขับรถของผู้ร้องซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านด้วยไปทำหน้าที่ขับรถให้บริษัทนำเที่ยวผู้เช่า ซึ่งในระหว่างปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัทนำเที่ยวที่สั่งผ่านมัคคุเทศก์ให้นำนักท่องเที่ยวตามสถานที่ที่กำหนด เท่ากับผู้ร้องมอบการบังคับบัญชาในระหว่างปฏิบัติงานของพนักงานขับรถให้บริษัทนำเที่ยว การทำงานล่วงเวลาหรือไม่ขึ้นอยู่กับคำสั่งของบริษัทนำเที่ยวหรือมัคคุเทศก์แต่บริษัทนำเที่ยวไม่ใช่นายจ้างของพนักงานขับรถ ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจ่าย "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" ให้พนักงานขับรถ ดังนั้น ผู้ร้องจึงทำสัญญาให้บริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จ่าย "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" ให้พนักงานขับรถแทนผู้ร้อง เงิน "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" ที่บริษัทนำเที่ยวจ่ายโดยส่งมอบให้พนักงานขับรถโดยตรงหรือพนักงานขับรถรับจากบริษัทนำเที่ยวเพื่อนำส่งให้ผู้ร้องจึงเป็นเงินของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่าย "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" จากที่ให้บริษัทนำเที่ยวจ่ายให้พนักงานขับรถแทนตัวผู้ร้องเป็นผู้ร้องจ่ายให้พนักงานขับรถเองจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนจากตัวแทนคือบริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จ่ายมาเป็นผู้ร้องจ่ายเองเท่านั้น ไม่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง เมื่อผู้คัดค้านรับเงิน "ค่าล่วงเวลาและเบี้ยเลี้ยง" จากบริษัทจิ้นหม่าทัวร์ จำกัด แทนผู้ร้องแล้วไม่นำส่งผู้ร้องแต่เก็บไว้เป็นของตน แม้ผู้ร้องออกประกาศลงวันที่ 22 ตุลาคม 2547 และประกาศลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 เตือนให้พนักงานขับรถนำส่งเงินแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านก็ยังเพิกเฉยไม่นำส่ง จึงเป็นกรณีผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่อาจทำงานร่วมกันได้ต่อไป และไม่ใช่กรณีผู้ร้องกลั่นแกล้งผู้คัดค้าน จึงมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะกรรมการลูกจ้างได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 และพิพากษาให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 บัญญัติว่ากรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกระทำการตาม (1) ถึง (5) นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้ไม่มีบทบัญญัติให้ศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างในกรณีนี้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงเลิกจ้างผู้คัดค้านได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านในฐานะกรรมการลูกจ้างได้ คำขออื่นให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52 ม. 123
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทโกลเด้นไทยแทรเวล จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายคงเดช ทองคำเปลว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10228/2551
#499856
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มอบอำนาจให้ ส. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนต่อจำเลยทั้งสอง ส. ในฐานะตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำกิจการที่ตัวการมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไป ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 1 ได้มีบทวิเคราะห์ศัพท์ คำว่าคู่ความหมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ ดังนั้น ส. ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีแทน ย่อมอยู่ในฐานะคู่ความมีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่คำฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย และเมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.ทนายความฯ มาตรา 33 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นทนายความว่าความในศาลหรือแต่งคำฟ้อง แต่ก็บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่าการเรียงหรือแต่งฟ้องนั้น ไม่ห้ามไปถึงบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น ส. ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์แม้มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง และการเรียงหรือแต่งคำฟ้องแทนโจทก์ก็มิใช่การว่าความอย่างทนายความดังที่ ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติห้ามไว้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 10,907 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,283 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ จึงต้องห้ามทำการแต่งฟ้องหรือเรียงคำฟ้องตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่นายสุเมธ โสภาสุข ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ลงชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้องของโจทก์นั้นเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มอบอำนาจให้นายสุเมธเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนต่อจำเลยทั้งสอง นายสุเมธในฐานะตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำกิจการที่ตัวการมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 ได้มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่าคู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ ดังนั้น นายสุเมธในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีแทน ย่อมอยู่ในฐานะคู่ความมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่งคำฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย และเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งคำฟ้อง แต่ก็บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า การเรียงหรือแต่งฟ้องนั้นไม่ห้ามไปถึงบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น นายสุเมธซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์แม้มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง และการเรียงหรือแต่งคำฟ้องแทนโจทก์ก็มิใช่การว่าความอย่างทนายความดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติห้ามไว้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้น ไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 60 วรรคสอง
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา ลิ้มธเนศกุล
จำเลย — จ่าสิบเอกสำรวยหรืออนุกูล มั่นกลิ่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ