คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 95/2566
#698970
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาสุวรรณภูมิ ที่ ๒ เทศบาลตำบลเมืองสรวง ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาสุวรรณภูมิ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ โดยอ้างว่าหากออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ จะเป็นการออกโฉนดที่ดินทับทางหลวงสุขาภิบาลนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทตามที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ และเดิมไม่ปรากฏว่ามีทางหลวงสุขาภิบาลในที่ดินโฉนดแปลงข้างเคียง แต่เพิ่งมาปรากฏเมื่อมีการออกโฉนดที่ดินเมื่อปี ๒๕๓๖ จึงเป็นการกำหนดทางหลวงสุขาภิบาลรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ฟ้องคดีที่ ๓ มีคำขอให้เพิกถอนทางหลวงสุขาภิบาลตามรูปแผนที่ของโฉนดที่ดินที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ และขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ตามเนื้อที่ที่ปรากฏใน น.ส. ๓ อันเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่เจ้าของที่ดินเดิมได้อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว ดังนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าวและห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กระทำการใด ๆ ในที่ดินพิพาท ก็เป็นคำฟ้องและคำขอที่สืบเนื่องจากประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ด. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 94/2566
#699388
เปิดฉบับเต็ม

แม้องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทาน ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยนำรถแบคโฮขนาดใหญ่ รถยนต์กระบะบรรทุก รถจักรยานยนต์พ่วงข้างและรถเข็น มีเครื่องเลื่อยยนต์เข้าตัดโค่นต้นไม้ยืนต้นในบริเวณแนวเขตโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ข้อเท็จจริงยังไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ต้นไม้ที่ได้รับความเสียหายปลูกอยู่ในบริเวณแนวเขตโฉนดที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท หากศาลวินิจฉัยว่าแนวเขตที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวอ้าง หรือเป็นทรัพย์สินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อใช้ในการจัดรูปที่ดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กล่าวอ้าง จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่เป็นละเมิด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทาน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 93/2566
#698969
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว น. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ ๑ นายช่างรังวัดที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาบ้านนาสาร ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ที่ ๓ ผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ที่ ๔ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ที่ ๕ สรุปคำฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๑๒๙ และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๒๘๔ รวม ๒ แปลง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้รังวัดถนนสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ นำชี้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๓๒๘.๙๐ ตารางวา โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบหรือให้เข้าร่วมทำการรังวัดระวังการนำชี้แนวเขต และมีกลุ่มเจ้าหน้าที่ไม่ทราบสังกัดขับรถยนต์เข้าออกบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้บุคคลในครอบครัวของผู้ฟ้องคดีตกใจกลัว ผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการรังวัด ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนการรังวัดที่ดิน และสั่งให้รังวัดใหม่โดยได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จ่ายค่าทดแทนกรณีการรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเนื้อที่ ๓๒๘.๙๐ ตารางวา ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย กรณีบุกรุกเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีในวันรังวัดที่ดินทำให้บุคคลในครอบครัวของผู้ฟ้องคดีเกิดความตกใจกลัวมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๗ และที่ ๘ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ เป็นผู้ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ได้ยื่นคำขอตรวจสอบแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ (ทางสาธารณประโยชน์) บริเวณหมู่ที่ ๓ ตำบลน้ำพุ (ท่าชี) อำเภอบ้านนาสารจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจภูธรท่าชีให้ดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดีโดยกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยในการรังวัดดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือแจ้งให้นายอำเภอบ้านนาสาร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรท่าชี และผู้ที่มีแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทราบมาโดยตลอดแต่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยให้ความร่วมมือในการรังวัดและชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดและชี้แนวเขตไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการรังวัดที่ดินที่พิพาทได้ดำเนินการถูกต้องตามลำดับขั้นตอน ระเบียบและกฎหมาย ไม่เป็นการทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้นายช่างรังวัดที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาบ้านนาสาร ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ที่ ๓ ผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ที่ ๔ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ที่ ๕ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาบ้านนาสาร ที่ ๖ กรมที่ดิน ที่ ๗ กรมการปกครอง ที่ ๘ ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปด โดยอ้างเหตุว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดเพื่อตรวจสอบแนวเขตถนนสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าถนนสาธารณะดังกล่าวตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ นำชี้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยที่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยได้รับค่าทดแทน จึงเป็นการกระทำละเมิด โดยมีคำขอให้จ่ายค่าทดแทนที่ดิน และรังวัดใหม่ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๗ และที่ ๘ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของถนนสาธารณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ นำชี้เพื่อตรวจสอบเขตทางสาธารณะไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณะ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การเข้าไปรังวัดและชี้แนวเขตที่ดินพิพาทได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นทางสาธารณะซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายแก่กายและจิตใจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ กรณีมีเจ้าหน้าที่บุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีในวันรังวัดเป็นเหตุให้ครอบครัวของผู้ฟ้องคดีตกใจกลัวนั้น มิใช่ข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเช่นกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเวียงสระ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว น.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 92/2566
#699387
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ต.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ร้องสอด — กรมธนารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 91/2566
#699386
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ร้องสอด — กรมธนารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 90/2566
#699385
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาย จ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ 1 กับพวก รวม 3 คน
ผู้ร้องสอด — กรมธนารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 89/2566
#699384
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้าน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ก.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ร้องสอด — กรมธนารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 88/2566
#699331
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าวข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ร.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ร้องสอด — กรมธนารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 87/2566
#703683
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย ได้ร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโท ป. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์สังกัดจำเลยให้ดำเนินคดีอาญากับนาย ธ. ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 332 แต่ร้อยตำรวจโท ป. กลับงดเว้นไม่กระทำการในหน้าที่ในการดำเนินคดีกับนาย ธ. ทำให้โจทก์ เสียสิทธิในการได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งปวง ขอบังคับให้จำเลยมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบกระทำการในหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เห็นว่า แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรมตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโจทก์ฟ้อง โดยตั้งรูปเรื่องในลักษณะของการละเลยต่อหน้าที่ของพนักงานสอบสวนสังกัดจำเลยในการไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาตามที่โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญากับนาย ธ. ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 332 แต่พนักงานสอบสวนกลับงดเว้นไม่กระทำการในหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนเพื่อทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องเสนอพนักงานอัยการ ทำให้โจทก์เสียสิทธิในการได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งปวง ดังนั้น มูลความแห่งคดีจึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์อ้างว่าพนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาภายหลังรับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการใช้อำนาจทางปกครอง คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (1) การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของร้อยตำรวจโท ป. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(6) สังกัดจำเลย จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 86/2566
#699330
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๖ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนโจทก์เป็นพนักงาน สังกัดจำเลย แม้ตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่า คำสั่งลงโทษทางวินัยโจทก์และปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งและจ่ายค่าจ้าง ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด กับคืนสิทธิต่าง ๆ ของโจทก์ที่ควรได้รับหลังเกษียณอายุ แต่เนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยในขณะมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานนั้น อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างกับนายจ้างโดยสภาพการจ้างงานเป็นไปตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ และข้อบังคับของจำเลย ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานรัฐวิสาหกิจและรัฐวิสาหกิจที่เป็นนายจ้าง ดังนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานภาค 5
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาย ป. หรือ ภ.
จำเลย — การกีฬาแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 85/2566
#697456
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ที่ ๓ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดสร้างถนนสาธารณะในที่ดินมีโฉนดของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและขยายถนนสาธารณะจนถึงตัวบ้านของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และนำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไปขึ้นทะเบียนทางหลวงท้องถิ่นโดยไม่ได้รับความยินยอม และมิได้อุทิศหรือยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ อีกทั้งใช้อำนาจโดยมิชอบรื้อถอนทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองออกจากที่ดินดังกล่าว ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ หยุดการกระทำละเมิด ทำที่ดินให้มีสภาพเหมือนเดิม และชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนทางหลวงแผ่นดินในส่วนที่พิพาท เห็นว่า แม้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างอาศัยสิทธิในความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาท ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ หยุดการกระทำละเมิดสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและขอให้ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยปริยายจึงมีอำนาจปรับปรุงถนนพิพาทเป็นถนนคอนกรีตได้ ดังนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้ง สิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ จึงเป็นเพียงผล ของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ มีอำนาจสร้างถนนสาธารณะและนำที่ดินไปขึ้นทะเบียนทางหลวงท้องถิ่นได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ก็เพื่อขอให้ศาลรับรอง คุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสุพรรณบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสิงห์บุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ช. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 84/2566
#702442
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลสุเทพ จำเลยที่ 1 นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยาม ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำเลยที่ 3 กับกองทุนหมู่บ้านบ้านอุโมงค์ หมู่ที่ 10 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 4 เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้า โดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 5 ก่อสร้างอาคารร้านค้าชุมชนและอาคารบ้านพักอาศัย และถนนซอย 3 มุทิตา รุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอม โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปล่อยปละละเลยไม่ทำตามหน้าที่ในการดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่สาธารณะอันประชาชนใช้ร่วมกัน ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ปล่อยปละละเลยไม่ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลติดตามรายงานการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองอันเป็นการกระทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ อาคารร้านค้าชุมชน และอาคารบ้านพักอาศัย และถนนซอย 3 มุทิตา ก่อสร้างบนที่สาธารณะ มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้อุทิศที่ดินส่วนที่ก่อสร้างอาคารทั้งสองหลังและบางส่วนของถนนมุทิตาให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งห้ากระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจะเป็นผลให้การก่อสร้างอาคารและทางพิพาทไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาง ท.
จำเลย — เทศบาลตำบล สุเทพ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 83/2566
#698968
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ว. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมทางหลวง จำเลย ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกสิบล้อ พนักงานของโจทก์ขับรถบรรทุกน้ำมันคันดังกล่าว มาตามถนนทางหลวงหมายเลข ๓๕ (ถนนพระราม ๒) จากจังหวัดสมุทรสาครมุ่งหน้าไปกรุงเทพมหานครในช่องทางด้านซ้าย เมื่อถึงที่เกิดเหตุหลักกิโลเมตรที่ ๓๔ + ๔๐๐ หมู่ที่ ๒ ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีการบูรณะซ่อมแซมสะพานกลับรถโดยสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวง (ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ ๓ ปทุมธานี) จำเลย ปรากฏว่าคานสะพานที่กำลังบูรณะซ่อมแซมหลุดจากตัวยึดหล่นลงมาใส่รถบรรทุกน้ำมันของโจทก์ที่ขับผ่านมาทำให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันของโจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ปล่อยให้คนงานซึ่งขาดทักษะทำงานกันเองโดยไม่มีวิศวกรควบคุมงาน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด แม้กรมทางหลวง จำเลยเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดจากการกระทำของจำเลยในการบูรณะซ่อมแซมสะพานกลับรถโดยมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร ปรากฏว่าคานสะพานที่กำลังบูรณะซ่อมแซมหลุดจากตัวยึดหล่นลงมาใส่รถบรรทุกน้ำมันของโจทก์ที่ขับผ่านมาทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นการปฏิบัติหน้าทั่วไป กรณีมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรสาคร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 82/2566
#697455
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ กรมศุลกากร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนกลางตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ให้ก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการ ด่านศุลกากรระนอง ณ บ้านพักข้าราชการด่านศุลกากรระนอง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการ ด่านศุลกากรระนอง ณ บ้านพักข้าราชการด่านศุลกากรระนอง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับบุคลากรของกรมศุลกากรเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ และมิใช่สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงมิใช่ "สัญญาทางปกครอง" ตามนัยของบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการ ด่านศุลกากรระนอง ระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดระนอง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ท. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมศุลกากร ที่ ๑ กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 81/2566
#698967
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อคำฟ้องในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ซึ่งเป็นเอกชนชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นเพียงสัญญาที่เอกชนมุ่งผูกพันตนกับหน่วยงานทางปกครองผู้ให้ยืมด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง คดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ส่วนคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๗ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นเอกชนให้ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ในส่วนของจำเลยที่ ๗ โจทก์อ้างว่าได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงจากจำเลยที่ ๑ ในการรับเงินตามสัญญาที่จำเลยที่ ๗ ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ก่อสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ จำเลยที่ ๗ ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๗ สามารถเรียกเบี้ยปรับและปฏิเสธไม่ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๑ และการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ชอบ แม้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องจะเป็นสัญญาทางแพ่งแต่การวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๗ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ ๑ ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างก่อสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาสัญญาจ้างก่อสร้างฯ โดยจะเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๗ ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างและต้องเสียเบี้ยปรับ ดังนั้น การวินิจฉัยข้อพิพาทในลักษณะนี้จึงต้องพิจารณาข้อตกลงและการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๗ ในสัญญาจ้างก่อสร้างฯ เมื่อจำเลยที่ ๗ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และสัญญาจ้างก่อสร้างฯ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่จำเลยที่ ๗ ตกลงทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ โดยมีวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในส่วนนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ แม้เป็นผู้ค้ำประกันแต่ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ต่อโจทก์ก็ผูกพันอยู่กับความรับผิดของจำเลยที่ ๑ การจะวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จึงต้องพิจารณาสัญญาจ้างก่อสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ เช่นเดียวกัน คดีในส่วนของโจทก์กับจำเลยทั้งเจ็ดตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท อ. ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 80/2566
#701481
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการเป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรโดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โจทก์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้นาย อ. จำเลย อดีตข้าราชการสังกัดโจทก์ คืนเงินบำนาญปกติและบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปเนื่องจากจำเลยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการเป็นผลให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญปกติและบำเหน็จดำรงชีพ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งพระโขนง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 79/2566
#703682
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลกกโพธิ์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนาย จ. ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 4 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โดยมีหลักฐานเป็นเอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ต่อมา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้ร่วมกันแจ้งเท็จต่อจำเลยที่ 1 ว่าครอบครองที่ดินคนละ 8 ไร่ 44 ตารางวา ซึ่งทับซ้อนที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครองเต็มแปลง ทำให้จำเลยที่ 1 ออกแบบแสดงรายการคํานวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภ.ด.ส.7) ให้แก่จําเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้จําเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ไปยื่นเรื่องเพิกถอนเอกสารหนังสือคำนวณรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 (ภ.ด.ส.7) รวม 7 ฉบับ ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนเอกสารหนังสือคำนวณรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปี พ.ศ. 2565 (ภ.ด.ส.7) รวม 7 ฉบับ ที่ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่ออกทับซ้อนเสียหากจําเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการ โจทก์ทั้งสี่ขอถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจนา โดยจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของโจทก์ทั้งสี่ แต่เป็นที่ดินที่บิดาและมารดาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้ทำกินมาตั้งแต่ก่อนมีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงมะอี่ และได้เสียภาษีบำรุงท้องที่มาตลอด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลกกโพธิ์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่ข้อพิพาทตามคำฟ้องเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าพิพาทว่าเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสี่หรือจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แจ้งการครอบครองที่ดินต่อจำเลยที่ 1 และชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท เป็นการใช้สิทธิโดยชอบหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่มีคำขอให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนเอกสารหนังสือคำนวณรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปี พ.ศ. 2565 รวม 7 ฉบับ ที่ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 นั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่แสดงรายการคำนวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบการประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของจำเลยที่ 1 เพื่อประโยชน์ในการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นรายได้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น และแบบแสดงรายการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภ.ด.ส.7) ไม่ได้ให้สิทธิในที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แต่อย่างใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันจะเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดอันจะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย จ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลกกโพธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 78/2566
#696664
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้กรมทางหลวงชนบท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๗) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีแขวงทางหลวงชนบทสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นส่วนราชการในสังกัด ตามข้อ ๓ ของกฎกระทรวง เรื่อง แบ่งส่วนราชการกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของมารดาผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้คืนที่ดินที่รุกล้ำแต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การสรุปได้ว่า มารดาผู้ฟ้องคดีอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองสร้างถนนบนที่ดินพิพาท จึงไม่เป็นละเมิด ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาท เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจก่อสร้างถนนได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของมารดาใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของมารดาผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็น คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พ.ศ.2558
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาย ภ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 77/2566
#697453
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้กระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุข การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การอำนวยความเป็นธรรมของสังคม การส่งเสริมและพัฒนาการเมืองการปกครอง การพัฒนาการบริหารราชการส่วนภูมิภาค การปกครองท้องที่ การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพัฒนาชุมชน การทะเบียนราษฎร ความมั่นคงภายใน กิจการสาธารณภัย และการพัฒนาเมืองและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดจากการดำเนินการก่อสร้างป้อมยามตามที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากผู้ถูกฟ้องคดีรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งข้อพิพาทในคดีนี้คู่ความยังโต้แย้งกันว่า ที่ดินพิพาทบริเวณที่ก่อสร้างป้อมยามเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินที่นาง พ. เจ้าของที่ดินเดิมได้บริจาคให้เป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ
ผู้ฟ้องคดี — นาย ด.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2566
#696666
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลาม้า ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีสภาพเช่นเดิมก่อนมีการทำถนนกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ถนนพิพาทเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เนื่องจากบิดาของผู้ฟ้องคดีได้อุทิศที่ดินบริเวณดังกล่าวให้แก่ทางราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิด อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างและปรับปรุงถนนพิพาทโดยอ้างว่ากระทำลงบนที่ดินสาธารณะนั้น แท้จริงแล้วเป็นที่ดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างถนนได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสุพรรณบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ร.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลาม้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ