คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9283/2551
#419768
เปิดฉบับเต็ม

สถานพยาบาลตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 หมายความว่า สถานที่ซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะหรือการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ดังนั้น การที่จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจึงเป็นการกระทำด้วยเจตนาจัดสถานที่เพื่อการตรวจรักษาโรคโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่างจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ที่จำเลยมีเจตนาตรวจรักษาโรคให้สตรี ตรวจภายใน หรือทำแท้ง การกระทำของจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต

เมื่อพิจารณาใจความที่ศาลบันทึกคำฟ้องด้วยวาจาประกอบกับบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาที่โจทก์ส่งต่อศาลแล้วได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยใช้บ้านพักของจำเลยเป็นสถานให้บริการทำแท้งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 57 มิใช่มาตรา 47 ที่โจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำคุก 2 ปี ฐานประกอบโรคศิลปะ โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานประกอบโรคศิลปะ โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ไม่ริบบัตรประจำตัวประชาชนลูกค้า บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัตรประจำตัวนักศึกษาวิทยาลัยราชภัฏเลย และให้คืนแก่เจ้าของ เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษ ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16, 47 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26, 43 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 30, 57 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกไม่ต้องระบุ มาตรา 24 วรรคหนึ่ง), 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26, 43 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 30, 57 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจำคุก 2 ปี ฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ไม่ริบของกลางรายการที่ 14 บัตรประจำตัวประชาชนลูกค้า 27 ใบ รายการที่ 15 บัตรประกันสุขภาพถ้วยหน้า 1 ใบ และรายการที่ 16 บัตรประจำตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย 1 ใบ และให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า การกระทำความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า สถานพยาบาลตามมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 หมายความว่า สถานที่ซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะหรือการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ดังนั้น การที่จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจึงเป็นการกระทำด้วยเจตนาจัดสถานที่เพื่อการตรวจรักษาโรคโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่างจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ที่จำเลยมีเจตนาตรวจรักษาโรคให้สตรี ตรวจภายใน หรือทำแท้ง การกระทำของจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 57 เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาใจความที่ศาลบันทึกคำฟ้องด้วยวาจาประกอบกับบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาที่โจทก์ส่งต่อศาลแล้วได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยใช้บ้านพักของจำเลยเป็นสถานให้บริการทำแท้งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 57 มิใช่มาตรา 47 ที่โจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 2 ปี ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำคุก 2 ปี ฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและความผิดฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานประกอบโรคศิลปะโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ไม่ริบบัตรประจำตัวประชาชนลูกค้า บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัตรประจำตัวนักศึกษาวิทยาลัยราชภัฏเลย และให้คืนแก่เจ้าของ เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 16 วรรคหนึ่ง ม. 57
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 26 ม. 43
พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 ม. 30 ม. 57 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
จำเลย — นางวิลาวัลย์ ประทุมเขตต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9280/2551
#497868
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.อ. มาตรา 220

ศาลสั่งให้คู่ความกำหนดวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยที่ศูนย์นัดความและคู่ความได้ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความ ถือได้ว่าการกระทำของคู่ความที่ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความเป็นการกระทำตามคำสั่งศาลและเป็นการกำหนดวันนัดต่อศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น หลังจากตัวโจทก์เข้าเบิกความเป็นพยานปากแรกไป 2 นัดแล้ว แต่ยังไม่จบปาก ในวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งต่อมาในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่ทราบว่ามีวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 แต่มีการนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์จึงได้แต่งตั้งทนายความเพื่อให้เข้ามาดำเนินคดีในวันดังกล่าว ทนายความได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลชั้นต้นเนื่องจากโจทก์ป่วยและทนายความติดว่าความที่ศาลอื่น ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้แจ้งแก่เสมียนทนายว่าศาลยกฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงมีการนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ทั้งที่โจทก์ได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์กับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์สับสนไม่เข้าใจขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ประกอบกับวันที่กำหนดนัดสืบพยานนั้นโจทก์ไม่มีทนายความเป็นที่ปรึกษา จึงทำให้เข้าใจวันนัดของศาลชั้นต้นคลาดเคลื่อน โจทก์มิได้จงใจไม่มาศาลตามกำหนดนัด ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2547 โจทก์และทนายจำเลยได้กำหนดวันนัดสืบพยานตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมีวันว่างตรงกันและตรงกับวันว่างของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นจึงได้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19, 20, 21, 22, 26, 27 28 และ 29 ตุลาคม 2547 และวันที่ 2, 3 พฤศจิกายน 2547 อันเป็นการนัดในระบบการพิจารณาคดีต่อเนื่อง ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยเคร่งครัดเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การที่โจทก์ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19ตุลาคม 2547 โดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะสืบพยานโจทก์อีกต่อไป คำร้องของโจทก์ปราศจากเหตุผลทางกฎหมายที่จะรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่จงใจขาดนัดพิจารณา หากคู่ความทุกคดีอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับโจทก์ ย่อมไม่อาจทำให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรมตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาและจำเลยให้การปฏิเสธแล้ว ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายขอเลื่อนคดีถึง 3 นัด ส่วนนัดที่ 4 โจทก์ไม่มา ทนายโจทก์ขอสืบพยาน แต่ทนายจำเลยคัดค้านขอให้สืบตัวโจทก์พร้อมกันไปด้วย ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนคดีไป จนกระทั่งวันนัดสืบพยานโจทก์ นัดที่ 5 ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์จึงอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยาน แต่ยังไม่จบปาก จึงขอเลื่อนการพิจารณาไปนัดสืบพยานโจทก์ใหม่วันที่ 19 มกราคม 2547 ครั้นในวันนัดดังกล่าวโจทก์ยังคงอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานและยังไม่จบปากอีก ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้คู่ความไปกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยอย่างต่อเนื่องที่ศูนย์นัดความ โดยโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าติดใจสืบพยานโจทก์รวม 20 ปาก ใช้เวลาสืบพยานประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนจำเลยแถลงติดใจสืบพยานจำเลยรวม 3 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 2 นัด นางสาวนวลพรรณ เจ้าพนักงานศาลประจำศูนย์นัดความจึงบันทึกลงในรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ร.3 ว่ากำหนดนัดสืบพยานโจทก์ 20 ปากไม่เกิน 10 นัด และกำหนดนัดสืบพยานจำเลย 3 ปาก ไม่เกิน 2 นัด รวมพยาน 23 ปาก ไม่เกิน 12 นัด แล้วกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และวันนัดสืบพยานจำเลยไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว โดยกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19, 20 ,21, 22, 26, 27 28 และ 29 ตุลาคม 2547 กับวันที่ 2 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 รวม 10 นัด และกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 4 และ 5 พฤศจิกายน 2547 รวม 2 นัด ซึ่งโจทก์และทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกฟ้อง ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่โดยอ้างว่า มิได้จงใจไม่มาศาลตามกำหนดนัด เนื่องจากโจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 มิใช่วันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์จึงไม่ทราบวันนัด ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 หรือไม่ คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ประการใด จะนำบทบัญญัติมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาบังคับแก่กรณีเช่นนี้หาได้ไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาได้ ไม่ต้องห้ามฎีกาดังที่จำเลยแก้ฎีกา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 แต่โจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ว่าโจทก์มีวันว่างในเดือน พฤศจิกายน 2547 โจทก์จึงไม่ได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในเดือน ตุลาคม 2547 เจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ศาล มิใช่ความผิดของโจทก์ ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวนวลพรรณ เจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์นัดความที่เป็นผู้ลงบันทึกวันนัดในรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ร.3 พยานโจทก์เองว่า คดีนี้โจทก์และทนายจำเลยมาที่ศูนย์นัดความพร้อมกันทั้งสองคนแล้วตกลงกำหนดวันนัดสืบพยานของแต่ละฝ่าย พยานจะเป็นผู้กรอกบันทึกวันนัดในรายงานเจ้าหน้าที่ไว้ที่หน้าแรก แต่หากมีวันนัดหลายวัน ไม่อาจลงวันนัดในหน้าแรกได้ ก็จะบันทึกวันนัดไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เมื่อตกลงกำหนดวันนัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พยานจะให้คู่ความทั้งสองฝ่ายตรวจดูว่าพยานบันทึกวันนัดถูกต้องหรือไม่ หากบันทึกวันนัดผิดจะให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทักท้วงเพื่อแก้ไขวันนัดให้ถูกต้องและให้คู่ความลงชื่อทราบวันนัดไว้ คดีนี้มีวันนัดหลายวันพยานจึงบันทึกวันนัดไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่ เอกสารหมาย ร.3 ดังกล่าว แต่เหตุที่พยานไม่ได้ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่เนื่องจากโจทก์และทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าแรกของรายงานเจ้าหน้าที่แล้ว ทั้งพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานได้บันทึกหมายเหตุในรายงานเจ้าหน้าที่ไว้ที่หน้าแรกว่าวันนัดอยู่หน้าหลัง และพยานยืนยันว่าการกำหนดวันนัดได้รับความยินยอมจากโจทก์และทนายจำเลยแล้วเห็นว่า นางสาวนวลพรรณพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความในคดี จึงไม่มีเหตุอันใดที่พยานจะบันทึกวันนัดผิดไปจากวันที่คู่ความตกลงกัน นอกจากนี้ตามรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ร.3 กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์เดือนตุลาคม 2547 ในวันที่ 19, 20, 21, 22, 26, 27, 28 และ 29 และเดือนพฤศจิกายน 2547 ในวันที่ 2 และ 3 รวม 10 นัด สอดคล้องกับรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ซึ่งโจทก์แถลงต่อศาลว่า โจทก์มีพยานประมาณ 20 ปาก ใช้เวลาสืบพยานต่อเนื่องกันประมาณ 2 สัปดาห์ ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในเดือนพฤศจิกายน 2547 นั้น ปรากฏว่าในเดือนดังกล่าวมีวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 2 นัด จึงขัดแย้งกับที่โจทก์ได้แถลงต่อศาลดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์นัดความบันทึกวันนัดสืบพยานโจทก์ตามที่โจทก์และทนายจำเลยตกลงกันตามรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ร.3 แม้โจทก์ไม่มีทนายความคอยให้คำปรึกษาในขณะตกลงกำหนดวันนัดก็ตาม แต่โจทก์เป็นผู้กำหนดวันนัดด้วยตนเอง โจทก์ควรจดบันทักวันเวลานัดไว้เพื่อมิให้หลงลืม แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์จดบันทึกวันเวลานัดไว้แต่อย่างใด เชื่อว่าโจทก์จดจำวันนัดสืบพยานโจทก์คลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบและเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะยกคดีของโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกำหนดวันนัดต้องกำหนดนัดต่อศาล แต่คดีนี้เจ้าหน้าที่ศูนย์นัดความเป็นผู้กรอกข้อความกำหนดวันนัดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (7) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้คำนิยามของคำว่ากระบวนพิจารณาไว้ว่า "การกระทำใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้นหรือโดยศาลหรือตามคำสั่งของศาลไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้" เมื่อคดีนี้ศาลสั่งให้คู่ความกำหนดวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยที่ศูนย์นัดความและคู่ความได้ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความ ถือได้ว่าการกระทำของคู่ความที่ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความเป็นการกระทำตามคำสั่งศาลและเป็นการกำหนดวันนัดต่อศาลแล้ว ดังนั้น การกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความจึงชอบด้วยกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ป.วิ.พ. ม. 1 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจิตติพร อภิบาลภูวนารถ
จำเลย — พันตำรวจเอกธนพล สนเทศ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9280/2551
#500728
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ประการใด จะนำบทบัญญัติมาตรา 220 แห่ง ป.วิ.อ. มาบังคับแก่กรณีเช่นนี้หาได้ไม่

การที่เจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์นัดความบันทึกวันนัดสืบพยานโจทก์ตามที่โจทก์และทนายจำเลยตกลงกัน แม้โจทก์ไม่มีทนายความคอยให้คำปรึกษาในขณะตกลงกำหนดวันนัดก็ตาม แต่โจทก์เป็นผู้กำหนดวันนัดด้วยตนเอง โจทก์ควรจดบันทึกวันเวลานัดไว้เพื่อมิให้หลงลืม แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์จดบันทึกเวลานัดแต่อย่างใด เชื่อว่าโจทก์จดจำวันนัดสืบพยานโจทก์คลาดเคลื่อนซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบและเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะยกคดีของโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่

ป.วิ.พ. มาตรา 1 (7) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ให้คำนิยามของคำว่ากระบวนพิจารณาไว้ว่า "กระทำการใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้น หรือโดยศาลหรือตามคำสั่งของศาลไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้" เมื่อคดีนี้ศาลสั่งให้คู่ความกำหนดวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยที่ศูนย์นัดความและคู่ความได้ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความ ถือได้ว่าการกระทำของคู่ความที่ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์ความเป็นการกระทำตามคำสั่งศาลและเป็นการกำหนดวันนัดต่อศาลแล้ว ดังนั้น การกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาและจำเลยให้การปฏิเสธแล้ว ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายขอเลื่อนคดีถึง 3 นัด ส่วนนัดที่ 4 โจทก์ไม่มา ทนายโจทก์ขอสืบพยาน แต่ทนายจำเลยคัดค้านขอให้สืบตัวโจทก์พร้อมกันไปด้วย ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนคดีไป จนกระทั่งวันนัดสืบพยานโจทก์นัดที่ 5 ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์จึงอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยาน แต่ยังไม่จบปาก จึงขอเลื่อนการพิจารณาไปนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ในวันที่ 19 มกราคม 2547 ครั้นในวันนัดดังกล่าวโจทก์ยังคงอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานและยังไม่จบปากอีก ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้คู่ความไปกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยอย่างต่อเนื่องที่ศูนย์นัดความ โดยโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าติดใจสืบพยานโจทก์รวม 20 ปาก ใช้เวลาสืบพยานประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนจำเลยแถลงติดใจสืบพยานจำเลยรวม 3 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 2 นัด นางสาวนวลพรรณ เจ้าพนักงานศาลประจำศูนย์นัดความจึงบันทึกลงในรายงานเจ้าหน้าที่ว่ากำหนดนัดสืบพยานโจทก์ 20 ปาก ไม่เกิน 10 นัด และกำหนดนัดสืบพยานจำเลย 3 ปากไม่เกิน 2 นัด รวมพยาน 23 ปากไม่เกิน 12 นัด แล้วกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และวันนัดสืบพยานจำเลยไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว โดยกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19, 20, 21, 22, 26, 27, 28 และ 29 ตุลาคม 2547 กับวันที่ 2 และที่ 3 พฤศจิกายน 2547 รวม 10 นัด และกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 4 และ 5 พฤศจิกายน 2547 รวม 2 นัด ซึ่งโจทก์และทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกฟ้อง ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่โดยอ้างว่า มิได้จงใจไม่มาศาลตามกำหนดนัดเนื่องจากโจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 มิใช่วันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์จึงไม่ทราบวันนัดศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ประการใด จะนำบทบัญญัติมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาบังคับแก่กรณีเช่นนี้หาได้ไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาได้ไม่ต้องห้ามฎีกาดังที่จำเลยแก้ฎีกา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 แต่โจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบัลลังก์ว่าโจทก์มีวันว่างในเดือนพฤศจิกายน 2547 โจทก์จึงไม่ได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในเดือนตุลาคม 2547 เจ้าหน้าที่ศูนย์หน้าบังลังก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ศาล มิใช่ความผิดของโจทก์ ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวนวลพรรณ เจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์นัดความที่เป็นผู้ลงบันทึกวันนัดในรายงานเจ้าหน้าที่ พยานโจทก์เองว่า คดีนี้โจทก์และทนายจำเลยมาที่ศูนย์นัดความพร้อมกันทั้งสองคนแล้วตกลงกำหนดวันนัดสืบพยานของแต่ละฝ่าย พยานจะเป็นผู้กรอกบันทึกวันนัดในรายงานเจ้าหน้าที่ไว้ที่หน้าแรก แต่หากมีวันนัดหลายวันไม่อาจลงวันนัดในหน้าแรกได้ ก็จะบันทึกวันนัดไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเมื่อตกลงกำหนดวันนัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พยานจะให้คู่ความทั้งสองฝ่ายตรวจดูว่าพยานบันทึกวันนัดถูกต้องหรือไม่ หากบันทึกวันนัดผิดจะให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทักท้วงเพื่อแก้ไขวันนัดให้ถูกต้องและให้คู่ความลงชื่อทราบวันนัดไว้ คดีนี้มีวันนัดหลายวันพยานจึงบันทึกวันนัดไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว แต่เหตุที่พยานไม่ได้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าหลังของรายงานเจ้าหน้าที่เนื่องจากโจทก์และทนายจำเลยลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าแรกของรายงานเจ้าหน้าที่แล้ว ทั้งพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานได้บันทึกหมายเหตุในรายงานเจ้าหน้าที่ไว้ที่หน้าแรกว่าวันนัดอยู่หน้าห้อง และพยานยืนยันว่าการกำหนดวันนัดได้รับความยินยอมจากโจทก์และทนายจำเลยแล้ว เห็นว่า นางสาวนวลพรรณพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความในคดี จึงไม่มีเหตุอันใดที่พยานจะบันทึกวันนัดผิดไปจากวันที่คู่ความตกลงกัน นอกจากนี้ตามรายงานเจ้าหน้าที่กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์เดือนตุลาคม 2547 ในวันที่ 19, 20, 21, 22, 26, 27, 28 และ 29 และเดือนพฤศจิกายน 2547 ในวันที่ 2 และ 3 รวม 10 นัด สอดคล้องกับรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ซึ่งโจทก์แถลงต่อศาลว่าโจทก์มีพยานประมาณ 20 ปาก ใช้เวลาสืบพยานต่อเนื่องกันประมาณ 2 สัปดาห์ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในเดือนพฤศจิกายน 2547 นั้นปรากฏว่าในเดือนดังกล่าวมีวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 2 นัด จึงขัดแย้งกับที่โจทก์ได้แถลงต่อศาลดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์นัดความบันทึกวันนัดสืบพยานโจทก์ตามที่โจทก์และทนายจำเลยตกลงกัน แม้โจทก์ไม่มีทนายความคอยให้คำปรึกษาในขณะตกลงกำหนดวันนัดก็ตาม แต่โจทก์เป็นผู้กำหนดวันนัดด้วยตนเอง โจทก์ควรจดบันทึกวันเวลานัดไว้เพื่อมิให้หลงลืม แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์จดบันทึกวันเวลานัดไว้แต่อย่างใด เชื่อว่าโจทก์จดจำวันนัดสืบพยานโจทก์คลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบและเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะยกคดีของโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกำหนดวันนัดต้องกำหนดนัดต่อศาลแต่คดีนี้เจ้าหน้าที่ศูนย์นัดความเป็นผู้กรอกข้อความกำหนดวันนัดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (7) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้คำนิยามของคำว่ากระบวนพิจารณาไว้ว่า "การกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้นหรือโดยศาลหรือตามคำสั่งของศาลไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้" เมื่อคดีนี้ศาลสั่งให้คู่ความกำหนดวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และนัดสืบพยานจำเลยที่ศูนย์นัดความและคู่ความได้ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความ ถือได้ว่าการกระทำของคู่ความที่ตกลงกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความเป็นการกระทำตามคำสั่งศาลและเป็นการกำหนดวันนัดต่อศาลแล้ว ดังนั้นการกำหนดวันนัดที่ศูนย์นัดความจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (7)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 166 วรรคสอง ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจิตติพร อภิบาลภูวนารถ
จำเลย — พลตำรวจเอกธนพล สนเทศ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9264/2551
#418556
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายทั้งสองเป็นมารดาและตาซึ่งเป็นบุพการีของจำเลย จำเลยใช้ค้อนที่ถืออยู่ในมือขณะตอกตะปูฝาบ้านตีผู้เสียหายที่ 1 แทบจะในทันทีที่ผู้เสียหายที่ 1 พูดห้ามให้หยุดตอกตะปู และใช้ค้อนดังกล่าวตีผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่คนละบ้านในเวลาต่อเนื่องกัน เมื่อพิจารณาความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยและผู้เสียหายทั้งสองแล้ว เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 พูดห้ามปรามจำเลย และผู้เสียหายที่ 2 ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยในขณะนั้น ประกอบกับจำเลยเจ็บป่วยทางจิตประสาทมานานหลายปีแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายทั้งสองคงมีเพียงเจตนาจะทำร้ายร่างกายเท่านั้น

ขณะที่จำเลยถูกควบคุมตัวระหว่างพิจารณาอยู่ในเรือนจำ จำเลยก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้ที่ถูกควบคุมอยู่ด้วยกันหลายรายเป็นการผิดปกติ เรือนจำจังหวัดนนทบุรีจึงมีหนังสือขออนุญาตศาลส่งตัวจำเลยไปรับการตรวจวินิจฉัยที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ผลการตรวจพบว่าจำเลยมีอาการจิตหวาดระแวง ขณะประกอบคดีไม่รู้ผิดชอบ ขณะนี้สามารถต่อสู้คดีได้ ทั้งในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันสอบคำให้การจำเลยได้บันทึกถึงความผิดปกติในการพูดของจำเลยมีลักษณะควบคุมเรื่องที่พูดไม่ได้และมีอาการไม่ปกติ ดังนั้น ข้อเท็จจริงเรื่องผลการวินิจฉัยของแพทย์ดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานโดยตรงในคดีที่ศาลรับฟังได้ และเมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยป่วยทางจิตประสาทมาหลายปี พยานหลักฐานดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่าขณะทำความผิดจำเลยมีความผิดปกติในลักษณะที่มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลย เมื่อจำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 แล้วก็เดินออกจากบ้านพักเพื่อไปมอบตัวกับเจ้าพนักงานตำรวจแต่ไม่พบ จึงเดินย้อนกลับมา ระหว่างทางผ่านบ้านของผู้เสียหายที่ 2 จึงเข้าไปทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยเดินทางไปมอบตัวกับพนักงานสอบสวน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าขณะกระทำความผิดจำเลยยังพอจะมีความรู้สึกผิดชอบอยู่บ้าง ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 91, 80, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) ประกอบมาตรา 80 จำเลยกระทำความผิดในขณะมีจิตบกพร่องแต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างและยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ประกอบมาตรา 65 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 20 ปี รวมจำคุก 40 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 20 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้จากทางนำสืบของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยพักอาศัยอยู่กับนางละม้ายผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาที่บ้านเลขที่ 32/4 หมู่ที่ 3 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ตลอดมา จนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545 เวลา 23 นาฬิกาเศษ จำเลยใช้ค้อนตอกตะปูที่ฝาบ้าน ผู้เสียหายที่ 1 เกรงจะรบกวนเพื่อนบ้าน จึงบอกให้จำเลยเลิกทำ ขณะนั้นเองไฟฟ้าดับ ผู้เสียหายที่ 1 จุดตะเกียงแล้วใช้ไม้กวาดกวาดพื้นเก็บเศษไม้ที่จำเลยทิ้งไว้ จำเลยใช้ค้อนตีผู้เสียหายที่ 1 ที่ศีรษะและใบหน้าหลายทีจนผู้เสียหายที่ 1 ล้มลงหมดสติไป จำเลยเดินออกไปนอกบ้าน พักหนึ่งผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกตัว จึงร้องเรียกให้คนช่วยนำส่งโรงพยาบาลชลประทาน ต่อมาเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ของวันที่ 22 มกราคม 2545 จำเลยเดินเข้าไปในบ้านของนายเสนาะ ผู้เสียหายที่ 2 ตาของจำเลยซึ่งอาศัยอยู่ที่ข้างบ้านของจำเลย จำเลยใช้ค้อนตีผู้เสียหายที่ 2 ที่ศีรษะ 2 ที กำลังจะตีซ้ำอีก นายสุวิทย์ซึ่งเป็นน้าของจำเลยเข้าไปแย่งค้อนจากจำเลย แล้วจำเลยหลบหนีออกไปจากบ้าน นายสุวิทย์พาผู้เสียหายที่ 2 ส่งโรงพยาบาลชลประทานเช่นเดียวกัน ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ จำเลยไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากเกร็ด พนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุและยึดค้อนที่จำเลยใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายทั้งสองนั้นเป็นเจตนาฆ่าหรือเจตนาทำร้ายร่างกาย เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองต่างก็เป็นบุพการีของจำเลยโดยผู้เสียหายที่ 1 เป็นมารดาของจำเลย ส่วนผู้เสียหายที่ 2 เป็นตาของจำเลย จำเลยใช้ค้อนที่ถืออยู่ในมือขณะตอกตะปูฝาบ้านตีผู้เสียหายที่ 1 แทบจะในทันทีที่ผู้เสียหายที่ 1 พูดห้ามให้หยุดตอกตะปูเพราะดึกแล้วเสียงดังเกรงจะรบกวนเพื่อนบ้าน และใช้ค้อนตัวเดียวกันถือเดินไปตีผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่คนละบ้านในเวลาต่อเนื่องกัน ด้วยความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยและผู้เสียหายทั้งสองดังกล่าว เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเพียงพูดห้ามปรามมิให้ตอกตะปูในเวลากลางคืนเท่านั้น ส่วนผู้เสียหายที่ 2 นั้นไม่ปรากฏสาเหตุโกรธเคืองอะไรกับจำเลยในขณะนั้นเลย ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า จำเลยเจ็บป่วยทางจิตประสาทหลายปีแล้ว เคยไปพบแพทย์เพื่อรักษา แต่จำเลยไม่ยอมกินยาตามที่แพทย์สั่ง จากมูลเหตุจูงใจดังที่วินิจฉัยไว้เมื่อรับฟังประกอบกับอาการป่วยทางจิตของจำเลยย่อมเห็นได้ว่า จำเลยมิได้มีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายทั้งสองแต่อย่างใด คงมีเพียงเจตนาจะทำร้ายร่างกายเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปคือจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบขณะกระทำเพียงใด ในส่วนของผลการตรวจวินิจฉัยของแพทย์เกี่ยวกับการตรวจจิตของจำเลย ซึ่งโจทก์ฎีกาว่าไม่มีฝ่ายใดนำสืบ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยถูกควบคุมตัวระหว่างพิจารณาอยู่ในเรือนจำนั้น จำเลยก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้ที่ถูกควบคุมอยู่ด้วยกันหลายรายเป็นการผิดปกติ เรือนจำจังหวัดนนทบุรีจึงมีหนังสือขอนุญาตศาลส่งตัวจำเลยไปรับการตรวจวินิจฉัยที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต สรุปผลการตรวจว่าจำเลยมีอาการโรคจิตหวาดระแวง ขณะประกอบคดี (ปี 45) ไม่รู้ผิดชอบ ขณะนี้สามารถต่อสู้คดีได้ ทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันสอบคำให้การ จำเลยก็ได้บันทึกถึงความผิดปกติในการพูดจาของจำเลยที่นอกเรื่องไปเรื่องอื่นไม่เกี่ยวข้องกันมีลักษณะควบคุมเรื่องที่พูดไม่ได้ มีอาการไม่ปกติ ดังนั้น ข้อเท็จจริงในเรื่องผลการวินิจฉัยของแพทย์ดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานโดยตรงในคดีที่ศาลรับฟังได้ และเมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยป่วยทางจิตประสาทมาหลายปีก่อนเกิดเหตุและเคยพาจำเลยไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาแล้ว แต่จำเลย ไม่ยอมกินยาตามที่แพทย์สั่ง เห็นว่า จากพยานหลักฐานดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่าขณะกระทำผิดจำเลยมีความผิดปกติในลักษณะที่มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิเคราะห์จากวันเวลาเกิดเหตุ 23.30 นาฬิกา ของวันที่ 21 มกราคม 2545 ประกอบบันทึกคำให้การของจำเลยชั้นสอบสวน ลงวันที่ 22 มกราคม 2545 ซึ่งใกล้ชิดกับวันเวลาเกิดเหตุยังไม่ทันข้ามวันระบุว่า เมื่อจำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 แล้วก็เดินออกจากบ้านพักเพื่อไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ป้อมยามสายตรวจชุมชนประจำหมู่บ้านแต่ไม่พบ จึงเดินย้อนกลับเพื่อไปดูมารดา ขณะเดินผ่านบ้านของผู้เสียหายที่ 2 พบผู้เสียหายที่ 2 นั่งอยู่ภายในบ้านจึงเข้าทำร้าย เมื่อมีคนห้ามปรามจำเลยจึงเดินทางไปมอบตัวกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากเกร็ด พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยย่อมแสดงให้เห็นว่าขณะที่กระทำผิดจำเลยยังพอจะมีความรู้สึกผิดชอบอยู่บ้างซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ค้อนของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงเห็นควรสั่งริบ

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 296, 297 (8), 298 ประกอบด้วยมาตรา 65 วรรคสอง เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้บุพการี จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้บุพการีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี รวมโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน ของกลางให้ริบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 65 ม. 295 ม. 296 ม. 297 ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายเอกชัย ภู่รื่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาววัจนาถ วังตาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ มัดพลี
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9244/2551
#418376
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า "จำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งได้รับมอบเงิน 116,620 บาท จากผู้เสียหายไว้ในความครอบครองให้โอนเข้าบัญชีของผู้มีชื่อในธนาคาร ขณะที่จำเลยกับพวกครอบครองเงินจำนวนนั้นของผู้เสียหายเป็นของตนเองโดยทุจริต อันเป็นการกระทำความผิดฐานยักยอก" โดยมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบข้อสำคัญของความผิดฐานยักยอกว่า จำเลยกับพวกกระทำการเบียดบังทรัพย์นั้น ซึ่งมีความหมายชี้เฉพาะถึงพฤติการณ์ที่ผู้กระทำความผิดแสดงออกมาให้เห็นแล้วว่าตนกับพวกเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ครอบครองอยู่ แม้โจทก์จะบรรยายมาในฟ้องว่าจำเลยกับพวกกระทำการเช่นนั้นโดยทุจริต แต่การกระทำโดยทุจริตกับการเบียดบังเป็นองค์ประกอบคนละข้อในความผิดฐานนี้ จึงมีความแตกต่างกันอยู่ในตัว และโดยทั่วไปการทุจริตก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเบียดบัง เพราะทุจริตเป็นแต่เจตนาพิเศษของการกระทำความผิดซึ่งแสดงให้เห็นว่าเบียดบังเอาทรัพย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเท่านั้น ฟ้องของโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 ไม่ครบถ้วน ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นก็ตาม.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83 ให้จำเลยคืนเงินจำนวนนั้นแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายเศรษฐกิจและทรัพยากรรักษาการแทนอธิบดีอัยการเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 116,620 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยว่ากระทำความผิดฐานยักยอกโดยขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก" ดังนั้น ฟ้องของโจทก์จึงต้องทำเป็นหนังสือ และมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บรรยายให้เห็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ที่ขอให้ลงโทษแก่จำเลยไว้ในฟ้องนั้นให้ครบถ้วน จะขาดข้อเท็จจริงประการใดอันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิดมิได้ มิฉะนั้นฟ้องย่อมไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องไว้เพียงว่า "จำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งได้รับมอบเงิน 116,620 บาท จากนายไกรวุฒิ ผู้เสียหายไว้ในความครอบครองให้โอนเข้าบัญชีของผู้มีชื่อในธนาคาร และขณะที่จำเลยกับพวกครอบครองเงินจำนวนนั้นของผู้เสียหายเป็นของตนเองโดยทุจริต อันเป็นการกระทำความผิดฐานยักยอก" โดยมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบข้อสำคัญของความผิดฐานยักยอกว่า จำเลยกับพวกกระทำการเบียดบังทรัพย์นั้น ซึ่งมีความหมายชี้เฉพาะถึงพฤติการณ์ที่ผู้กระทำความผิดแสดงออกมาให้เห็นแล้วว่าตนกับพวกเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ครอบครองอยู่ แม้โจทก์จะบรรยายมาในฟ้องว่าจำเลยกับพวกกระทำการเช่นนั้นโดยทุจริต แต่การกระทำโดยทุจริตกับการเบียดบังเป็นองค์ประกอบคนละข้อในความผิดฐานนี้ จึงมีความแตกต่างกันอยู่ในตัว และโดยทั่วไปการทุจริตก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเบียดบัง เพราะทุจริตเป็นแต่เจตนาพิเศษของการกระทำความผิดซึ่งแสดงให้เห็นว่าเบียดบังเอาทรัพย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเท่านั้น ฟ้องของโจทก์จึงมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ไม่ครบถ้วน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังกล่าว และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นก็ตาม ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายณัฐหรือประยูร คำศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายอดิศร บุปผเวส
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9230/2551
#497311
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้เสนอขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ ส. ป. และ ฉ. บุคคลทั้งสามจึงเป็นผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 ซึ่งมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 4 (4) เมื่อผู้บริโภคทั้งสามได้รับความเสียหายจากการประพฤติผิดสัญญาจะซื้อจะขายของจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายและได้ยื่นคำร้องขอต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม โจทก์ย่อมมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการ เพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยในศาลและมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคทั้งสามที่ร้องขอได้ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ขณะโจทก์นำเอกสารมาสืบ จำเลยไม่ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ จึงถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งเอกสารนั้นได้ตามมาตรา 93 (4) ((93 (1)) (เดิม))

โจทก์ระบุในคำฟ้องว่า เป็นเรื่องละเมิดสิทธิผู้บริโภค แต่ตามคำบรรยายฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคใช้สิทธิของผู้บริโภคทั้งสามที่ถูกจำเลยละเมิดสิทธิโดยไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามกำหนดและส่งมอบจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้บริโภคทั้งสามตามสัญญา เป็นการใช้สิทธิดำเนินคดีแทนผู้บริโภคทั้งสามในการบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย จึงต้องถืออายุความตามสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่อายุความละเมิดตามที่จำเลยอ้างต่อสู้ เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างผู้บริโภคทั้งสามกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยไม่พร้อมที่จะชำระหนี้แก่ผู้บริโภคทั้งสาม ผู้บริโภคทั้งสามจึงยังไม่ต้องชำระหนี้ที่เหลือแก่จำเลย เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้แก่ผู้บริโภคทั้งสามภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนดให้ถือว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา เมื่อจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่เพิกเฉย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาจึงเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่รับไว้ตามมาตรา 391

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวน 3 รายว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารจากการจัดสรรของจำเลยในโครงการบ้านอักษรา รัตนาธิเบศร์ ผู้บริโภคแต่ละรายได้ชำระเงินตามสัญญาให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ก่อสร้างให้ตรงตามสัญญา โจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า สภาพอาคารในโครงการดังกล่าวถูกปล่อยทิ้งร้างมานานเชื่อว่าจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ อันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค โจทก์จึงมีมติให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยแทนผู้บริโภค โดยนายสมบุญได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงเลขที่ D4-49 พร้อมอาคารทาวน์เฮาส์ 1 หลัง เนื้อที่ 21 ตารางวา ราคา 1,030,000 บาท นายสมบุญได้ชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปแล้ว 206,000 บาท นายปรีชาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงเลขที่ H7-110 พร้อมอาคารทาวน์เฮาส์ 1 หลัง เนื้อที่ 21 ตารางวา ราคา 1,170,000 บาท นายปรีชาได้ชำระเงินค่าที่ดินไปแล้ว 238,000 บาท และนายฉัตรชัยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงที่ H7-109 พร้อมอาคารทาวน์เฮาส์ 1 หลัง เนื้อที่ 29 ตารางวา ราคา 1,470,000 บาท นายฉัตรชัยได้ชำระเงินไปแล้ว 297,200 บาท รวมเงินที่จำเลยได้รับชำระจากผู้บริโภคทั้ง 3 รายจำนวน 741,200 บาท ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 206,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายสมบุญ ให้จำเลยชำระเงิน 238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายปรีชาและให้จำเลยชำระเงิน 297,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายฉัตรชัย

จำเลยให้การว่า โจทก์บรรยายฟ้องเป็นเรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายมิใช่เรื่องละเมิดสิทธิ จึงไม่อยู่ในอำนาจที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และผู้บริโภคทั้ง 3 ราย มิได้มอบอำนาจให้เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือโจทก์ฟ้องคดีแก่จำเลย เนื่องจากผู้บริโภคทั้ง 3 ราย ชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ถูกต้องตามสัญญา จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา อีกทั้งผู้บริโภคยังมิได้แจ้งจะขอชำระเงินทั้งหมดแก่จำเลย จำเลยจึงมิได้แจ้งวันนัดโอนแก่ผู้บริโภค จึงถือว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยจึงยังไม่ผิดสัญญาและไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับฐานะของโจทก์และโจทก์เกี่ยวข้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้อย่างไร ผู้จะซื้อได้ชำระเงินให้จำเลยและจำเลยละเมิดสิทธิผู้บริโภคอย่างไร ทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานละเมิด แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 206,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายสมบุญ ให้จำเลยชำระเงิน 238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายปรีชา และให้จำเลยชำระเงิน 297,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายฉัตรชัย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า นายสมบุญ นายปรีชา และนายฉัตรชัย ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการบ้านอักษรารัตนาธิเบศร์ ซึ่งจำเลยระบุในใบโฆษณาโครงการว่าจะเริ่มก่อสร้างเดือนพฤศจิกายน 2547 และแล้วเสร็จโครงการในเดือนธันวาคม 2539 นายสมบุญ และนายฉัตรชัยได้วางเงินดาวน์และผ่อนชำระค่างวดตามสัญญาตั้งแต่เดือนกันยายน 2538 ถึงเดือนมกราคม 2540 ตามจำนวนงวดที่กำหนดในสัญญาแล้ว แต่จำเลยยังไม่สามารถก่อสร้างบ้านทาวน์เฮาส์ให้แล้วเสร็จตามสัญญา เมื่อนายสมบุญ และนายฉัตรชัยไปติดต่อสอบถามพนักงานของจำเลย ก็ได้รับการผัดผ่อนเรื่อยมาจนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2545 นายสมบุญและนายฉัตรชัยจึงขอเงินที่ชำระไปแล้วคืน แต่จำเลยไม่คืนให้ นายสมบุญ นายปรีชา และนายฉัตรชัยจึงไปร้องเรียนต่อโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 บัญญัติว่า ขาย หมายความรวมถึงให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใดโดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น ตลอดจนการเสนอหรือการชักชวนเพื่อการดังกล่าวด้วย ผู้บริโภค หมายความว่า ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการด้วย และผู้ประกอบธุรกิจ หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้เสนอขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นายสมบุญนายปรีชา และนายฉัตรชัย บุคคลทั้งสามจึงเป็นผู้บริโภคตามบทนิยามในมาตรา 3 ดังกล่าว ซึ่งมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 4 (4) ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายเมื่อได้ความว่าผู้บริโภคทั้งสามได้รับความเสียหายจากการประพฤติผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายและได้ยื่นคำร้องขอต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้พิจารณาคำร้องขอของผู้บริโภคทั้งสามที่ถูกละเมิดสิทธิแล้วเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม โจทก์ย่อมมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการ (อัยการสูงสุด) เพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคทั้งสามในศาล และมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคทั้งสามที่ร้องขอได้ด้วยโดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตามมาตรา 39 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้โดยชอบ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับเอกสารเกี่ยวกับคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อดำเนินคดีนี้ คงส่งแต่สำเนาเอกสารที่มีเพียงนางสาวศิริรักษ์ รับรองสำเนาซึ่งมิใช่รัฐมนตรี หัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทน จึงต้องห้ามให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 นั้น เห็นว่า ขณะโจทก์นำเอกสารเหล่านี้มาสืบ จำเลยไม่ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับแต่อย่างใด จึงถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งเอกสารนั้นได้ตามมาตรา 93 (4) ((93 (1) (เดิม)) ไม่ใช่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ได้พิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่จำดำเนินคดีแทนผู้บริโภคผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิ และได้ร้องขอต่อโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้บริโภคทั้งสาม แล้วจำเลยไม่สามารถก่อสร้างบ้านทาวน์เฮาส์ในโครงการบ้านอักษรา รัตนาธิเบศร์ ให้เสร็จตามกำหนดเวลาในสัญญาและทิ้งงานไป ซึ่งโจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นว่า การดำเนินคดีแก่จำเลยจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม จึงแต่งตั้งให้พนักงานอัยการดำเนินคดีแทน ซึ่งโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยให้แก่ผู้บริโภคทั้งสามที่ร้องขอได้ด้วย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 และ 39 โดยได้บรรยายรายละเอียดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทำสัญญา และค่าเสียหายที่ผู้บริโภคทั้งสามได้รับ ฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อนี้จำเลยอ้างว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องละเมิดสิทธิผู้บริโภคซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดย่อมขาดอายุความเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า แม้โจทก์จะระบุในคำฟ้องว่า เป็นเรื่องละเมิดสิทธิผู้บริโภคก็ตาม แต่ตามคำบรรยายฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคใช้สิทธิของผู้บริโภคทั้งสามที่ถูกจำเลยละเมิดสิทธิ โดยไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านทาวน์เฮาส์ให้แล้วเสร็จตามกำหนดและส่งมอบจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้บริโภคทั้งสามตามสัญญา ซึ่งโจทก์เห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมคือเป็นการใช้สิทธิดำเนินคดีแทนผู้บริโภคทั้งสามในบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จึงต้องถืออายุความตามสัญญาจะซื้อจะขาย ไม่ใช่อายุความละเมิดตามที่จำเลยอ้างต่อสู้ เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงให้มีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อสุดท้ายว่าจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาและต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้บริโภคทั้งสามหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.13, จ.16 และ จ.19 ซึ่งผู้บริโภคทั้งสามทำกับจำเลยระบุว่า ผู้บริโภคทั้งสามต้องวางเงินจองในวันทำสัญญาและจะชำระค่างวดอีก 16 งวด ภายในกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญาซึ่งผู้บริโภคทั้งสามได้ชำระเงินจองและค่างวดตามจำนวนและภายในกำหนดตามสัญญาแล้วตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.14, จ.17 และ จ.20 โดยชำระค่างวดงวดที่ 16 ในเดือนมกราคม 2540 ซึ่งจำเลยในฐานะผู้ขายมีหน้าที่ต้องแจ้งวันและเวลาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ตกลงซื้อขายกันให้ผู้บริโภคทั้งสามทราบเพื่อจัดเตรียมเอกสารหลักฐานพร้อมเงินค่าซื้อขายงวดสุดท้ายมาชำระแก่จำเลย แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถก่อสร้างบ้านทาวน์เฮาส์ให้แล้วตลอดมา แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2545 ผู้บริโภคทั้งสามจึงไปร้องเรียนขอความคุ้มครองจากโจทก์ ซึ่งต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2545 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านให้แก่ผู้บริโภคทั้งสาม หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้จำเลยใช้เงินที่ชำระไปแล้วคืนแก่ผู้บริโภคทั้งสามจำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับทางไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.26 และ จ.27 ระยะเวลานับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันที่โจทก์บอกกล่าวทวงถามเป็นเวลาถึง 7 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เนิ่นนานและล่วงเลยกำหนดแล้วเสร็จโครงการที่จำเลยโฆษณาว่า จะเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคม 2539 แสดงว่าจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ แม้ผู้บริโภคทั้งสามมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าซื้อขายส่วนที่เหลือแก่จำเลยแต่สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างผู้บริโภคทั้งสามกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยไม่อยู่ในฐานะพร้อมที่จะชำระหนี้แก่ผู้บริโภคทั้งสาม ผู้บริโภคทั้งสามจึงยังไม่ต้องชำระหนี้ที่เหลือแก่จำเลย เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้แก่ผู้บริโภคทั้งสามภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนดให้ถือว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา เมื่อจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านทาวน์เฮาส์และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้บริโภคทั้งสามภายในกำหนด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัญญาจึงเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยใช้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้บริโภคทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 387 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 93 ม. 125
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 4 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทอักษราราชธานี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9201/2551
#500402
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะสั่งงดสืบพยานเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง และ 104 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การว่าเป็นฟ้องซ้อน และยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การพอวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้แล้วศาลชั้นต้นย่อมสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยเสียได้

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าที่ดิน 2 แปลงที่ ท. มีต่อจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาเช่าในขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาอันเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งโจทก์ไม่อาจยกขึ้นกล่าวอ้างหรือมีคำขอบังคับขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ ทั้งคำขอที่ให้เพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินในคดีนี้ยังกระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนด้วย จึงมิใช่เป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยสัญญา ซึ่งผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน อันเป็นหนี้เหนือบุคคล หาใช่เป็นสิทธิเหนือทรัพย์สินหรือเป็นทรัพยสิทธิไม่ และการเช่าทรัพย์สินนั้น ปกติผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่าว่าสมควรได้รับความไว้วางใจในการใช้และดูแลทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ สิทธิของผู้เช่าจึงมีสภาพเป็นการเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตายสิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าก็เป็นอันระงับสิ้นสุดลง และไม่เป็นมรดกตกทอดไปถึงทายาททั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่ามีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าหรือไม่ เพราะหากมีข้อตกลงก็เป็นเรื่องที่ผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าแก่บุคคลภายนอกในระหว่างที่ผู้เช่ามีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 544 เท่านั้น ดังนั้น พินัยกรรมของ ท. ที่ยกสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่โจทก์จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ แก่โจทก์เกี่ยวกับที่ดินที่เช่าและไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 จะต้องให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อไป จำเลยที่ 1 ย่อมพิจารณาให้จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้เช่าที่ดินแต่ละแปลงต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินวัดหมอโหร (ร้าง) ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 707 ตารางวา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่าที่ดินวัดโคกมะกอก (ร้าง) ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 446 ตารางวา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ไปจดทะเบียนเพิกถอนการเช่าที่ดินดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย และนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 62/2547 ของศาลชั้นต้น และโจทก์มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมนางสาวทองสุขทำสัญญาเช่าที่ดินจากจำเลยที่ 1 รวม 2 แปลง คือที่ดินวัดหมอโหร (ร้าง) เนื้อที่ 707 ตารางวา และที่ดินวัดโคกมะกอก (ร้าง) เนื้อที่ 446 ตารางวา ต่อมานางสาวทองสุขทำพินัยกรรมยกสิทธิการเช่าที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อนางสาวทองสุขถึงแก่ความตาย โจทก์ขอทำสัญญาเช่าที่ดินโดยอ้างสิทธิตามพินัยกรรม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ให้โอนสิทธิการเช่าของนางสาวทองสุขแก่โจทก์ และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดิน ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงเนื้อที่ 707 ตารางวา และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงเนื้อที่ 446 ตารางวา ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ดังกล่าวตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 62/2547 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หลังจากนั้นโจทก์จึงมายื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลจะสั่งงดสืบพยานของคู่ความเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และ 104 วรรคหนึ่ง คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้างในคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 62/2547 ของศาลชั้นต้น และยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำฟ้องและคำให้การพอวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้แล้ว ศาลชั้นต้นย่อมสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยเสียได้ เพราะแม้จะสืบพยานต่อไปก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 62/2547 ของศาลชั้นต้นซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 62/2547 กับคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิอย่างเดียวกันว่า นางสาวทองสุขได้ทำพินัยกรรมยกสิทธิการเช่าที่ดินที่มีต่อจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ในเรื่องฟ้องซ้อนนั้น จะต้องพิจารณาว่าโจทก์ฟ้องในมูลคดีอันเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่เป็นสำคัญ คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าที่ดิน 2 แปลง ที่นางสาวทองสุขมีต่อจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาเช่าในขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณา อันเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งโจทก์ไม่อาจยกขึ้นกล่าวอ้างหรือมีคำขอบังคับขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ ทั้งคำขอที่ให้เพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินในคดีนี้ยังกระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนด้วย จึงมิใช่เป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แต่อย่างไรก็ตามที่โจทก์กล่างอ้างมาในคำฟ้องว่า สิทธิการเช่าเป็นทรัพยสิทธิ และย่อมตกทอดแก่โจทก์ตามพินัยกรรมของนางสาวทองสุขนั้นสิทธิการเช่าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยสัญญา ซึ่งผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน อันเป็นหนี้เหนือบุคคล หาใช่เป็นสิทธิเหนือทรัพย์สินหรือเป็นทรัพยสิทธิไม่ และการเช่าทรัพย์สินนั้น ปกติผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่าว่าจะสมควรได้รับความไว้วางใจในการใช้และดูแลทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ สิทธิของผู้เช่าจึงมีสภาพเป็นการเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตาย สิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าก็เป็นอันระงับสิ้นสุดลง และไม่เป็นมรดกตกทอดไปถึงทายาท ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่ามีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าได้ดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาหรือไม่ เพราะหากมีข้อตกลงก็เป็นเรื่องที่ผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าแก่บุคคลภายนอกในระหว่างที่ผู้เช่ามีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 544 เท่านั้น ดังนั้น พินัยกรรมของนางสาวทองสุขที่ยกสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่โจทก์จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ แก่โจทก์เกี่ยวกับที่ดินที่เช่า และไม่ผูกพันให้จำเลยที่ 1 จะต้องให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อไป จำเลยที่ 1 ย่อมพิจารณาให้จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้เช่าที่ดินแต่ละแปลงต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงอ้างไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือถูกโต้แย้งสิทธิจากการที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เช่าที่ดินโดยฝ่าฝืนต่อคำสั่งศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดิน และจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวหาได้ไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโดยไม่สืบพยานนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 544
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคสอง ม. 104 วรรคหนึ่ง ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญมา คำพุ่ม
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9197/2551
#497310
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) กำหนดว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ประกอบการค้าที่จะเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี แต่กรณีระหว่างโจทก์จำเลยเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามความในท้าย (1) ซึ่งหมายถึงกิจการระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นพ่อค้าไม้กับจำเลยซึ่งเป็นผู้นำไม้ที่ซื้อมาจากโจทก์ไปรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าด้วยกัน สิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) หากแต่อยู่ในบังคับอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ปี 2540 จำเลยซื้อไม้และสินค้าที่ประกอบจากไม้จากโจทก์รวม 13 ครั้ง เป็นเงิน 668,888 บาท โดยจำเลยชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ในวันที่ 16 ธันวาคม ปีเดียวกัน และอีก 200,000 บาท ในวันที่ 17 เมษายน 2541 คงต้องชำระเงิน 368,888 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2541 จนถึงวันฟ้อง 54,180 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 423,068 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 368,888 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยชำระค่าสินค้าหรือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ แต่บริษัทริมธารแก้ว จำกัด เคยมอบหมายให้จำเลยนำเช็คฉบับละ 100,000 บาท และ 200,000 บาท ไปชำระหนี้แก่โจทก์ในนามของบริษัทดังกล่าว โจทก์อ้างว่าจำเลยซื้อสินค้าตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2540 จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม ปีเดียวกัน แต่มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดเวลา 2 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเคยประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างและเคยซื้อไม้แปรรูป วงกบประตูหน้าต่างจากโจทก์ ต่อมาภายหลังจำเลยไปทำงานเป็นผู้ควบคุมพนักงานก่อสร้างของบริษัทริมธารแก้ว จำกัด ที่จังหวัดนครราชสีมาและเป็นผู้แนะนำให้บริษัทดังกล่าวสั่งซื้อวงกบประตูหน้าต่างจากโจทก์ไปใช้ในโครงการวอเตอร์วีล พาร์ค วันที่ 9 มีนาคม 2542 โจทก์ให้ทนายความทวงถามให้บริษัทดังกล่าวชำระหนี้ที่มอบให้ตัวแทนสั่งซื้อวงกบประตูหน้าต่าง และบานประตูหน้าต่าง 1,149,694.89 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 และที่มอบให้จำเลยเป็นตัวแทนสั่งซื้อสินค้าประเภทเดียวกันอีก 473,164.59 บาท ตามเอกสารหมาย ล.6

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินค้าตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายทวีชัยผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบสำเนาใบส่งของชั่วคราว 16 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.2 ว่า จำเลยซื้อวงกบประตูหน้าต่างไม้แปรรูป เสากลึงรวมทั้งอุปกรณ์จำพวกบานพับไปจากโจทก์รวมเป็นเงิน 668,888 บาท ในช่วงวันที่ 22 เมษายน 2540 จนถึงวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน วันที่ 16 ตุลาคม 2540 จำเลยลงลายมือชื่อรับว่าเป็นหนี้ค่าสินค้าเหล่านั้นอยู่แก่โจทก์ 689,280 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม ปีเดียวกัน จำเลยนำเงินสด 100,000 บาท มาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากนั้นยังชำระหนี้ด้วยเช็คของธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขาปทุมวัน อีก 200,000 บาท ในวันที่ 17 เมษายน 2541 ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนไปทำงานที่บริษัทริมธารแก้ว จำกัด จำเลยเคยรับเหมาก่อสร้างโดยซื้อวงกบประตูหน้าต่างรวมทั้งไม้แปรรูปจากโจทก์ด้วยเงินสด ไม่มีหนี้ค้างชำระ ต่อมาจึงแนะนำให้บริษัทดังกล่าวสั่งซื้อสินค้าจำพวกเดียวกันจากโจทก์เพื่อปลูกสร้างบ้านทั้ง 56 หลัง ในโครงการวอเตอร์วีล พาร์ค จำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์ตามฟ้อง เพียงแต่บริษัทดังกล่าวเคยมอบหมายให้จำเลยนำเช็คตามเอกสารหมาย ล.10 ไปชำระหนี้ 100,000 บาท แก่โจทก์แทน เช่นเดียวกับเช็คหมาย จ.3 ซึ่งเป็นการชำระหนี้ระหว่างบริษัทดังกล่าวกับโจทก์ มิใช่หนี้ของจำเลย จำเลยยอมลงชื่อในเอกสารหมาย จ.5 เพราะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์อ้างว่า เป็นการแจ้งยอดหนี้ค้างชำระแก่บริษัทดังกล่าว เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยจะนำสืบพยานบุคคลปากต่อปากยันกัน แต่เมื่อจำเลยตอบคำถามค้านรับข้อเท็จจริงว่า เอกสารหมาย ล.3 ซึ่งเป็นสำเนาภาพถ่ายของเอกสารหมาย จ.5 มีรายการตัวเลขที่ถูกต้อง เพียงแต่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มิได้กำชับให้จำเลยประทับตราวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ไว้เช่นเดียวกับเอกสารหมาย จ.5 คำเบิกความของจำเลยจึงเจือสมคำพยานโจทก์ แม้รายการในเอกสารหมาย จ.5 (ล.3) จะไม่ตรงกับสำเนาใบส่งของชั่วคราวทั้ง 16 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.2 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์และจำเลยทำนองเดียวกันว่าบางฉบับเป็นรายการสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อในภายหลัง เมื่อศาลตรวจสอบแล้วฉบับที่ระบุวันที่ไว้ในเอกสารหมาย จ.5 ก็คำนวณยอกหนี้ได้ 627,808 บาท ตรงกันจึงไม่มีข้อพิรุธ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่ายอมลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.5 เพราะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์บอกว่า เป็นการแจ้งยอดหนี้ที่ค้างชำระแก่บริษัทริมธารแก้ว จำกัด นั้น ไม่น่าเชื่อถือ เพราะข้อความในเอกสารระบุชัดเจนว่าเป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่โจทก์ นอกจากนั้นจำเลยยังเบิกความยืนยันว่า ตนเป็นผู้เขียนตัวเลข 41,080 และโยงลูกศรจากรายการลำดับที่ 7 ลงด้านล่างของเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งเป็นสำเนาภาพถ่ายของเอกสารหมาย จ.5 เพราะโจทก์คิดเงินขาดไป ส่วนมุมล่างด้านขวาเป็นลายมือผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่เขียนว่ารับเช็ค 200,000 บาท และลงลายมือชื่อกำกับไว้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยใช้เวลาตรวจสอบรายละเอียดในเอกสารดังกล่าวแล้ว จึงยอมแก้ไขรายการที่โจทก์คิดเงินขาดไป 41,080 บาท ลงเป็นรายการหนี้ลำดับที่ 7 ด้วยลายมือตนเอง ซึ่งเมื่อรวมกับยอดหนี้เดิมในเอกสารหมาย ล.3 จำนวน 627,808 บาท แล้วเป็นเงิน 668,888 บาท ตรงตามฟ้องโจทก์ นอกจากนั้นยังทักท้วงให้ฝ่ายโจทก์ระบุการรับชำระหนี้ด้วยเช็ค 200,000 บาท ของจำเลยไว้ด้วย เป็นเครื่องยืนยันว่าจำเลยเป็นลูกหนี้รายนี้ เพราะหากเป็นหนี้ของบริษัทริมธารแก้ว จำกัด จำเลยซึ่งเป็นเพียงผู้ควบคุมการก่อสร้างคงไม่สามารถรับรู้และทักท้วงรายการหนี้สินค้างชำระได้เป็นแน่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยยังคงเป็นหนี้ค่าสินค้าอยู่แก่โจทก์อีก 368,888 บาท รวมทั้งดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งโจทก์ขอคิดตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2541 ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์และพิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ไว้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.5 อายุความเรียกร้องสิทธิในมูลหนี้ระหว่างโจทก์จำเลยย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ แต่ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2540 ตามมาตรา 193/15 แม้มาตรา 193/34 (1) จะกำหนดว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ประกอบการค้าที่จะเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี แต่กรณีระหว่างโจทก์จำเลยเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามความในท้าย (1) ซึ่งหมายถึงกิจกรรมระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นพ่อค้าไม้กับจำเลย ซึ่งเป็นผู้นำไม้นั้นไปรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าด้วยกันสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) หากแต่อยู่ในบังคับอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 16 ตุลาคม 2545 เมื่อโจทก์ได้ฟ้องคดีในวันที่ 12 เมษายน 2543 จึงไม่ขาดอายุความ"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 368,888 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 54,180 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวรรณ์ อร่ามเรืองกุล
จำเลย — นายชาญชัย ศิริวิทย์ปัญญาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9190/2551
#497309
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องโดยระบุชื่อในช่องจำเลยว่า นาย ธ. โดยนาย ม.ผู้แทนโดยชอบธรรม และบรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ม. จำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทชนรถจักรยานยนต์คันอื่นที่บุตรผู้เยาว์ของโจทก์นั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้บุตรผู้เยาว์ของโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องนาย ธ. ผู้ทำละเมิดเป็นจำเลยให้รับผิดผู้เดียว ส่วนผู้ร้องเป็นเพียงผู้แทนโดยชอบธรรมอยู่ในฐานผู้ต่อสู้คดีและดำเนินคดีแทนจำเลยซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของผู้ร้องเท่านั้น หาใช่เป็นคำฟ้องที่ฟ้องผู้ร้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยด้วยไม่ สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมก็ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าผู้ร้องยอมผูกพันรับผิดร่วมกับจำเลย จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกระทำแทนจำเลยในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมเช่นเดียวกัน ผู้ร้องจึงไม่มีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แม้ผู้ร้องอาจต้องรับผิดร่วมกับจำเลยหากพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยและผู้ร้องมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลละเมิดระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยมีข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ 52,000 บาท ชำระภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2548 จำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระโดยโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ของนางผ่องพรรณ เดือนละ 2,000 บาท ภายในทุกวันที่ 5 ของเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของผู้ร้อง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนพาณิชยการพลาญชัยจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ส่งเงินร้อยละ 30 ของเงินเดือนที่ผู้ร้องมีสิทธิได้รับทุกเดือนไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป การอายัดเงินเดือนของผู้ร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ร้องเป็นเพียงผู้แทนโดยชอบธรรมดำเนินคดีแทนจำเลยซึ่งเป็นผู้เยาว์ โจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องให้ร่วมรับผิดกับผู้เยาว์ในผลแห่งละเมิดที่ผู้เยาว์ได้ก่อขึ้น ผู้ร้องจึงมิได้เป็นคู่ความผู้แพ้คดีและมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้มีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และคืนเงินที่อายัดแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หนี้ละเมิดเกิดจากผู้เยาว์ ผู้ร้องเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ทั้งผู้ร้องได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล จะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านภายในกำหนดเวลาแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องโดยระบุชื่อผู้ถูกฟ้องในช่องจำเลยว่า นายธีรวุฒิโดยนายมงคลผู้แทนโดยชอบธรรม และบรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายมงคล ส่วนสภาพแห่งข้อหาโจทก์กล่าวมาในคำฟ้องว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทชนรถจักรยานยนต์คันอื่นที่บุตรผู้เยาว์ของโจทก์นั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้บุตรผู้เยาว์ของโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลและมีค่าเสียหายอย่างอื่น และคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยดังนี้ คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องนายธีรวุฒิผู้ทำละเมิดเป็นจำเลยให้รับผิดผู้เดียว ส่วนผู้ร้องเป็นเพียงผู้แทนโดยชอบธรรมอยู่ในฐานะผู้ต่อสู้คดีและดำเนินคดีแทนจำเลยซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของผู้ร้องเท่านั้น หาใช่เป็นคำฟ้องที่ฟ้องผู้ร้องรับผิดร่วมกับจำเลยด้วยไม่ สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมก็ระบุเพียงว่า โจทก์และจำเลยขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าผู้ร้องยอมผูกพันรับผิดร่วมกับจำเลย จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกระทำแทนจำเลยในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมเช่นเดียวกัน ผู้ร้องจึงไม่มีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แม้ผู้ร้องอาจต้องรับผิดร่วมกับจำเลยหากพิสูจน์ไม่ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยและผู้ร้องมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของผู้ร้องได้ แต่เนื่องจากตามคำร้องยังไม่แน่ชัดว่า ได้มีการอายัดเงินเดือนของผู้ร้องไปแล้วจริงหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนให้สิ้นกระแสความเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 56 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กหญิงประภัสสร พินิจกิจ ฯ
ผู้ร้อง — นายมงคล ธีรกุล
นายธีรวุฒิ ธีรกุล โดยนายมงคลธีรกุล
จำเลย — ผู้แทนโดยชอบธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9186/2551
#497246
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) บัญญัติถึงสิทธิที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลของผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ว่า ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา กำหนดเวลา 8 วัน ดังกล่าวเป็นเพียงระยะเวลากฎหมายสันนิษฐานถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่หาได้บังคับไว้เด็ดขาดว่าถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วจะเป็นการตัดสิทธิไม่ให้ยื่นคำร้องในภายหลัง ดังนั้น แม้จะล่วงเลยกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศแล้วผู้ร้องก็ชอบที่จะยื่นคำร้องเพื่อขอแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลได้ กรณีไม่เกี่ยวกับมาตรา 199 จัตวา ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่การยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องตกลงให้จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิในหนังสือรับรองการประโยชน์เพียงผู้เดียว และไม่เคยยินยอมให้จำเลยขายที่ดินอันเป็นสินสมรสให้แก่ ห. ก่อนมีการโอนขายกันต่อมาจนถึงโจทก์ เป็นเรื่องที่ผู้ร้องยอมให้จำเลยเป็นตัวแทนถือสิทธิในที่ดินครึ่งหนึ่งแทนผู้ร้องโดยผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ ทั้ง ห. ไม่รู้ว่าจำเลยถือสิทธิในที่ดินแทนผู้ร้องครึ่งหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ขายที่ดินนั้นให้แก่ ห. ก็ต้องถือว่าผู้ร้องยอมให้จำเลยทำการออกหน้าเป็นตัวการขายที่ดินให้แก่ ห. ผู้ร้องจึงไม่อาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของ ห. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 และเมื่อมีการโอนขายที่ดินกันต่อมาจนถึงโจทก์ ผู้ร้องจึงอ้างอำนาจพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) มาใช้ยันโจทก์ไม่ได้ และต้องถือว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นบริวารของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะเปียะ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1693 ตำบลเกาะเปียะ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 15,000 บาท และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ต่อมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลชั้นต้นภายใน 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ ครั้นวันที่ 16 มีนาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลยและผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาของจำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1693 เป็นที่ดินที่ผู้ร้องและจำเลยได้มาระหว่างสมรส แต่ผู้ร้องตกลงให้ใช้ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือสิทธิในหนังสือรับรองการทำประโยชน์แต่ผู้เดียว เดิมที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 13 ไร่เศษ แต่มีการแบ่งขายจนเหลือเนื้อที่ 4 ไร่เศษ ผู้ร้องกับจำเลยจึงตกลงกันว่าจะไม่ขายให้แก่ผู้ใดอีก ผู้ร้องไม่เคยยินยอมให้จำเลยทำสัญญาขายที่ดินอันเป็นสินสมรสดังกล่าวให้แก่นางเหิม การซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยกับนางเหิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนในทอดต่อ ๆ มาจึงไม่ได้สิทธิในที่ดินผู้ร้องยังมีสิทธิในที่ดินในฐานะเจ้าของรวม ทั้งได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ถือว่าผู้ร้องได้สิทธิครอบครองตามกฎหมาย ผู้ซื้อเดิมไม่เคยฟ้องเรียกที่ดินคืนจากผู้ร้อง จึงถือว่าได้สละการครอบครองที่ดินแล้ว โจทก์ซื้อที่ดินโดยไม่สุจริต ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมาย และผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยถือว่าเป็นบริวารของจำเลยจึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลล่วงหน้าพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ได้บัญญัติถึงสิทธิที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลของผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ว่า ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา กำหนดเวลา 8 วัน ดังกล่าวเป็นเพียงระยะเวลาที่กฎหมายสันนิษฐานถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่หาได้บังคับไว้เด็ดขาดว่าถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วจะเป็นการตัดสิทธิไม่ให้ยื่นคำร้องในภายหลัง ดังนั้น แม้จะล่วงเลยกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศแล้ว ผู้ร้องก็ชอบที่จะยื่นคำร้องเพื่อขอแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลได้ กรณีไม่เกี่ยวกับมาตรา 199 จัตวา แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่การยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกบทบัญญัติมาตรา 199 จัตวา ขึ้นปรับแก่คดีแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้องซึ่งอ้างว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1693 ตำบลเกาะเปียะ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องตกลงให้จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิในหนังสือรับรองการประโยชน์เพียงผู้เดียว และไม่เคยยินยอมให้จำเลยขายที่ดินอันเป็นสินสมรสดังกล่าวให้แก่นางเหิมก่อนมีการโอนขายกันต่อมาจนถึงโจทก์นั้น หากเป็นความจริงก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องยอมให้จำเลยเป็นตัวแทนถือสิทธิในที่ดินครึ่งหนึ่งแทนผู้ร้องโดยผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ ทั้งไม่ปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่านางเหิมรู้ว่าจำเลยถือสิทธิในที่ดินแทนผู้ร้องครึ่งหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ขายที่ดินนั้นให้แก่นางเหิม ก็ต้องถือว่าผู้ร้องยอมให้จำเลยทำการออกหน้าเป็นตัวการขายที่ดินให้แก่นางเหิม ผู้ร้องจึงหาอาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของนางเหิมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอันเขามีต่อจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนและเขาขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าเป็นตัวแทนนั้นได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 และเมื่อมีการโอนขายที่ดินกันต่อมาจนถึงโจทก์ ผู้ร้องย่อมไม่อาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ได้โดยนัยเดียวกัน ผู้ร้องจึงอ้างอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) มาใช้ยันโจทก์ไม่ได้ และต้องถือว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นบริวารของจำเลย กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนตามที่ผู้ร้องฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจุรีย์ รอดเพ็ชร
ผู้ร้อง — นางเหม เพ็ชรสุทธิ
จำเลย — นายคลาด เพ็ชรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9183/2551
#497193
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับทางพิพาทซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ชอบที่จะใช้สอยทางพิพาทได้ การที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองโดยทำการไถทางแล้วปลูกต้นสักในเส้นทางดังกล่าว ย่อมเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ในการใช้เส้นทางสาธารณประโยชน์ อันถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 และ 1337 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์มีเส้นทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะหรือไม่ ทั้งไม่ต้องคำนึงว่าประชาชนเลิกใช้เส้นทางดังกล่าวแล้วเพราะตราบใดที่ยังไม่มีการประกาศยกเลิกโดยทางการก็ยังคงสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์อยู่ การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3113 ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 19 ตารางวา ทิศเหนือจดทางสาธารณประโยชน์ ยาวตลาดแนว มีความกว้างไม่น้อยกว่า 7 เมตร และเป็นทางที่โจทก์กับบุคคลอื่นใช้มาไม่น้อยกว่า 50 ปี เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2540 จำเลยให้รถไถทำการไถบนทางสาธารณประโยชน์ที่มีอยู่เดิมทั้งหมด ตามเส้นสีเขียวในแผนที่สังเขป เอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 2 แล้วจำเลยปลูกต้นสักและต้นพืชผลอื่น ๆ ลงบนทางสาธารณประโยชน์บังที่ดินของโจทก์ที่จะออกสู่ทางสาธารณประโยชน์จนไม่สามารถที่จะใช้ทางได้โดยสะดวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ห้ามจำเลยรบกวนการใช้หรือปิดทางสาธารณประโยชน์ซึ่งมีความกว้าง 7 เมตร ความยาวตลอดแนวที่ดินทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ตามเส้นสีเขียวในแผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 กับให้จำเลยรื้อถอนต้นสักและต้นพืชผลอื่น ๆ ออกไปจากทางสาธารณประโยชน์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์มิใช่ผู้เสียหายที่จะขอให้ห้ามจำเลยบุกรุกที่ดินอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ นอกจากนั้นก็ไม่มีทางสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้มาถึง 50 ปี และมีความกว้างถึง 7 เมตร ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งจำเลยไม่เคยให้รถไถทำการไถดินรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ เพียงแต่ไถที่ดินของจำเลยเพื่อปลูกพืชผลของจำเลยเท่านั้น โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยรบกวนการใช้หรือปิดทางสาธารณประโยชน์ซึ่งมีความกว้าง 6 เมตร ความยาวตลอดแนวที่ดินทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ตามบริเวณที่แรเงาด้วยหมึกสีเขียวตามแผนที่วิวาทหมาย จ.2 ให้จำเลยรื้อถอนต้นสักและพืชผลอื่น ๆ ออกไปจากทางสาธารณประโยชน์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3113 ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 19 ตารางวา ด้านทิศเหนือจดทางสาธารณประโยชน์ ถัดจากทางสาธารณประโยชน์ไปเป็นที่ดินของนายมอน ปัจจุบันที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลย ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 ระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลยมีทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า ตั้งแต่จำความได้ทางทิศเหนือของที่ดินมีทางสาธารณประโยชน์อยู่ ขณะนั้นมีการทำนาจะมีฝูงควายขนาดใหญ่ 30 ตัว ถึง 70 ตัว ใช้เส้นทางดังกล่าวไปสู่ที่นา ทางสาธารณประโยชน์เป็นทางเชื่อมกับถนนเพชรเกษมจะผ่านที่ดินของนายบุญเหลือ นายแคล้ว ที่ดินของโจทก์ ที่ดินของนางยุพา ที่ดินทุกแปลงใช้ทำนา ทางสาธารณไปสิ้นสุดที่คลองนาพระ หากข้ามคลองไปจะเป็นหมู่บ้านนาส้มปล่อย ทางดังกล่าวใช้เป็นเส้นทางบรรทุกข้าวต้นอ่อนไปปลูกในนา บรรทุกผลผลิตข้าวที่เก็บได้นำไปเก็บไว้ที่บ้านโดยใช้ช้างลากเชิง (มีลักษณะคล้ายเกวียน) หลังจากเปลี่ยนจากการทำนาเป็นการทำสวนได้ใช้เส้นทางดังกล่าวลากเกวียนบรรทุกปุ๋ยไปใส่ต้นไม้ในสวน ปัจจุบันชาวบ้านยังใช้เส้นทางสาธารณะประโยชน์อยู่ จนกระทั่งปี 2540 จำเลยได้ไถเส้นทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากคำพยานโจทก์แล้ว โจทก์มีนายเขต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรีจังหวัดระนอง ตั้งแต่ปี 2518 ถึง 2532 นายชอบผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตั้งแต่ปี 2532 แต่ในปี 2534 มีการแบ่งเขตการปกครองหมู่บ้าน นายชอบจึงเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 นายทนงศักดิ์ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตั้งแต่ปี 2533 จนถึงปัจจุบันและนายอวยชัยซึ่งเป็นกำนันตำบลปากจั่นตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันต่างเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามคำพยานโจทก์ ส่วนจำเลยนำสืบว่า ซื้อที่ดินจากนายสำราญเมื่อปี 2536 ที่ดินมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามเอกสารหมาย ล.1 นายสำราญได้ปลูกต้นยางพาราและต้นไม้อื่น ๆ เต็มพื้นที่ สภาพที่ดินสูงกว่าที่ดินข้างเคียงอย่างเห็นได้ชัด และไม่มีเส้นทางพิพาทเนื่องจากมีต้นหญ้าและต้นไม้ปกคลุมเต็มพื้นที่ไปหมดไม่ปรากฏเส้นทางสาธารณประโยชน์ เห็นว่า จากหลักฐานโฉนดที่ดินของโจทก์เอกสารหมาย จ.1 รูปแผนที่ที่ดินระบุโดยแน่ชัดว่าทางด้านทิศเหนือจดทางสาธารณประโยชน์ ส่วนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 นั้น ปรากฏว่ารูปที่ดินและเขตติดต่อทางด้านทิศใต้ก็ระบุว่าจดทางสาธารณประโยชน์เช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณารูปแบบที่ดินทั้งสองแปลงประกอบคำพยานโจทก์และคำพยานผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบันและคำพยานกำนันตำบลปากจั่นซึ่งที่ดินของโจทก์และจำเลยตั้งอยู่ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลย ซึ่งแม้แต่นายสำราญผู้ขายที่ดินให้จำเลยยังตอบคำถามค้านรับว่าขณะที่ตนเป็นเจ้าของที่ดินอยู่นั้นระหว่างที่ดินของตนกับที่นาซึ่งเป็นป่าไม่เคยเข้าไปทำประโยชน์กว้างประมาณ 4 เมตร ตนปลูกต้นยางพาราเว้นระยะดังกล่าวไว้เนื่องจากนายเขตบอกว่ามีทางสาธารณะอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินซึ่งนายเขตเป็นผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ปี 2518 ถึง 2532 ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าทางพิพาทตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 เป็นทางสาธารณประโยชน์

ปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับทางพิพาทซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ โจทก์จึงชอบที่จะใช้สอยทางพิพาทได้ การที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองโดยทำการไถทางสาธารณประโยชน์แล้วปลูกต้นสักในเส้นทางดังกล่าว ย่อมเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ในการใช้เส้นทางสาธารณประโยชน์ อันถือได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และ 1337 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์มีเส้นทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะหรือไม่ ทั้งไม่ต้องคำนึงว่าประชาชนเลิกใช้เส้นทางดังกล่าวแล้วตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เมื่อทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วตราบใดที่ยังไม่มีการประกาศยกเลิกโดยทางการก็ยังคงสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์อยู่ ผู้ใดจะเข้ายึดถือครอบครองไม่ได้ การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้เข้ายึดถือครอบครองทางสาธารณประโยชน์ได้

ปัญหาว่าทางสาธารประโยชน์ดังกล่าวกว้างเท่าใด เห็นว่าจากแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้นำชี้ ถึงแม้จะนำชี้จุดวิวาทแตกต่างกันก็ตาม แต่ทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำชี้ระบุว่ากว้าง 6 เมตร ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดความกว้างของทางพิพาท 6 เมตรนั้น จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุก เต็มพร้อม
จำเลย — นายจำนงค์ มนูสุทธิพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9174/2551
#500429
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายให้ ศ. และ ร. ในแต่ละครั้งเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายหมดไปในแต่ละคราว การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งซึ่งเป็นทั้งความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงเป็นกรรมเดียวกันต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุด แต่ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีระวางโทษเท่ากัน จำเลยจึงควรรับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อย่างไรก็ดี ที่ศาลชั้นต้นรวมโทษทั้งสองกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน แม้มีเศษเป็นเดือนก็คงให้เป็นเดือนต่อไปโดยไม่ปรับเป็นปีเพราะ ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แล้วถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ เมื่อเป็นเช่นนี้การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ในการพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 5 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายศิลา เป็นพยานเบิกความว่า พยานเคยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย 2 เม็ด เมื่อต้นปี 2545 นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายรุ่ง เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อปลายปี 2545 พยานเคยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยในราคาเม็ดละ 150 บาท ถึง 170 บาท หลังจากนั้นพยานทั้งสองเข้าร่วมโครงการบำบัดยาเสพติดให้โทษและถูกเจ้าพนักงานตำรวจซักถาม พยานทั้งสองจึงเล่าเรื่องให้ฟังและให้การไว้ในชั้นสอบสวนรายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 พยานทั้งสองต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นใส่ร้ายปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ แม้คำเบิกความของนายรุ่งกับนายศิลาในการซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจะแตกต่างไปจากที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนบ้าง เป็นต้นว่าในชั้นสอบสวนนายศิลาให้การว่าเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยถึง 10 ครั้ง ส่วนนายรุ่งให้การว่าเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย 7 ครั้ง แต่ในชั้นพิจารณาบุคคลทั้งสองเบิกความว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยเพียงคนละครั้งเท่านั้น ข้อแตกต่างดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยอันเป็นพลความ ไม่เป็นพิรุธจนถึงขนาดทำให้น้ำหนักคำเบิกความของพยานทั้งสองเสียไปยิ่งกว่านั้นโจทก์ยังมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งรับสารภาพว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากชายที่ชื่อธวัชแล้วนำไปขายให้แก่บุคคลทั่วไป ทั้งยังนำชี้ที่เกิดเหตุให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายให้แก่นายศิลาและนายรุ่ง ในแต่ละครั้งเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายหมดไปในแต่ละคราว การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งซึ่งเป็นทั้งความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงเป็นกรรมเดียวกันต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีระวางโทษเท่ากัน จำเลยจึงควรรับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อย่างไรก็ดี ที่ศาลชั้นต้นรวมโทษทั้งสองกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน แม้มีเศษเป็นเดือนก็คงให้เป็นเดือนต่อไปโดยไม่ปรับเป็นปีเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ เมื่อเป็นเช่นนี้การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษในแต่ละกระทงให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี 16 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นางยุพา พึ่งเมือง
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9173/2551
#498031
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการละเมิด มิใช่มีแต่เพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จะเป็นผู้เสียหายได้เท่านั้น ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินก็เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ และสามารถใช้สิทธิทางศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 เมื่อสัญญาร่วมการงานและร่วมทุนระบุให้โจทก์มีสิทธิใช้ครอบครอง และได้ผลประโยชน์จากอุปกรณ์ในระบบ ทั้งสัญญาดังกล่าวยังกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่บำรุงรักษาอุปกรณ์ในระบบให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีตลอดเวลาด้วย ค่าใช้จ่ายของโจทก์หากอุปกรณ์สูญหายหรือเสียหายจนใช้การไม่ได้ ดังนี้ โจทก์ในฐานะผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ และดูแลรักษาอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิดในทางการที่จ้างของลูกจ้างจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 341,985.97 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 318,682.34 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 318,682.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มีนาคม 2545) ให้ไม่เกิน 23,303.63 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 7,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะกรณีตามฟ้องเป็นเรื่องการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งต้องกระทำโดยเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น เห็นว่า การเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการละเมิด มิใช่มีแต่เพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จะเป็นผู้เสียหายได้เท่านั้น ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินก็เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ และสามารถใช้สิทธิทางศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เช่นกัน เมื่อสัญญาร่วมการงานและร่วมทุนระบุให้โจทก์มีสิทธิใช้ ครอบครอง และได้ผลประโยชน์จากอุปกรณ์ ในระบบมีกำหนด 25 ปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2537 หรือวันที่มีการรับมอบอุปกรณ์ในระบบงวดแรก แล้วแต่วันใดจะถึงกำหนดก่อน ทั้งในสัญญาดังกล่าวยังกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่บำรุงรักษาอุปกรณ์ในระบบให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีตลอดเวลา โดยจะต้องบำรุงรักษาทั้งด้านดูแลป้องกันและแก้ไขด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์หากอุปกรณ์สูญหายหรือเสียหายจนใช้การไม่ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดโจทก์ในฐานะผู้ครอบครองใช้ประโยชน์และดูแลรักษาอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิดในทางการที่จ้างของลูกจ้างจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิศโลหะ
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9142/2551
#500718
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดฐานเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่า 18 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคแรก กับฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี ตาม พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 9 เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นทั้งเจ้าของกิจการร้านอันเป็นสถานการค้าประเวณีและเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงด้วย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นความผิดต่างกรรมกันนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 4, 8, 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2, 3, 33, 91, 282, 286 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 8 และมาตรา 9 ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล ผู้จัดการสถานการค้าประเวณีโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 6 เดือน กระทงหนึ่ง ฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงแม้หญิงนั้นจะยินยอมก็ตาม ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี อีกกระทงหนึ่งจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 10 เดือน 15 วัน ริบบัตรรถและสมุดบัญชีรับ-จ่ายในการค้าประเวณีของกลางคำขออื่นของโจทก์ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการร้านธัญญพร ซึ่งเป็นสถานบริการตั้งอยู่เลขที่ 927/107 ถนนเศรษฐกิจ 1 ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร สำหรับความผิดฐานดำรงชีพอยู่จากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทฉัตรชัย ดาบตำรวจวิเชียร และจ่าสิบตำรวจผดุงศักดิ์ เป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องกันได้ความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานทั้งสามได้ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวเข้าไปนั่งที่โต๊ะภายในร้านของจำเลยแล้วสั่งเบียร์มาดื่ม นางสาวลัดดาวัลย์ พนักงานในร้านจำเลยนำเบียร์มาเสิร์ฟและถามว่าจะขึ้นห้อง (ร่วมประเวณี) ไหม พยานทั้งสามถามว่าราคาเท่าไหร่ นางสาวลัดดาวัลย์ตอบว่าชั่วคราวคนละ 200 บาท พยานทั้งสามตกลง นางสาวลัดดาวัลย์จึงเรียกผู้หญิงที่นั่งตามโต๊ะต่างๆ ภายในร้านมาให้พยานทั้งสามเลือกโดยจ่าสิบตำรวจผดุงศักดิ์เลือกขึ้นห้องกับนางสาวศรีวรรณ ดาบตำรวจวิเชียรเลือกนางสาวหัส และร้อยตำรวจโทฉัตรชัยเลือกนางสาวถาวร เมื่อเลือกผู้หญิงได้แล้ว ร้อยตำรวจโทฉัตรชัยได้ชำระสินค้าจ้างค่าตัวหญิงผู้ค้าประเวณีรวมเป็นเงิน 600 บาท ให้แก่นางสาวลัดดาวัลย์ จากนั้นนางสาวลัดดาวัลย์นำเงินไปใส่ไว้ในลิ้นชักเคาน์เตอร์ ส่วนนางสาวถาวร นางสาวหัส และนางสาวศรีวรรณได้พาพยานทั้งสามเดินเข้าไปยังห้องที่อยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ห้องละหนึ่งคนแล้วต่างก็ร่วมประเวณีกับผู้หญิงที่ตนเลือกจนสำเร็จความใคร่ตามที่ตกลงกัน ซึ่งนางสาววันดี พยานจำเลยก็เบิกความยืนยันว่า จำเลยแบ่งชั้นที่ 1 ของบ้านเป็นห้องเช่าประมาณ 5 ถึง 6 ห้อง ในวันเกิดเหตุมีชาย 3 คน เข้ามานั่งในร้านของจำเลยแล้วสั่งเบียร์มาดื่ม ระหว่างนั้นมีผู้หญิงซึ่งเช่าห้องของจำเลยเป็นที่อยู่อาศัยลงมานั่งกับชายทั้งสามคนและชักชวนชายทั้งสามคนให้ขึ้นไปหลับนอนในห้องที่ตนเช่าจำเลย อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของร้อยตำรวจโทฉัตรชัยกับพวกดังกล่าว ทำให้น่าเชื่อว่าประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความไปตามความเป็นจริงมิได้กลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้องมีผู้กระทำการค้าประเวณีในร้านของจำเลยจริง ที่จำเลยอ้างว่านางสาวถาวร นางสาวหัสและนางสาวศรีวรรณเป็นเพียงคนเช่าห้องของจำเลยอยู่อาศัย การที่ผู้เช่าจะชักชวนลูกค้าให้ขึ้นไปหลับนอนในห้องที่ตนเช่าเป็นเรื่องส่วนตัว มิได้เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการร้านของจำเลยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทฉัตรชัยกับพวกว่านางสาวลัดดาวัลย์พนักงานในร้านจำเลยเป็นผู้ติดต่อจัดหานางสาวถาวรกับพวกให้กระทำการค้าประเวณีต่อร้อยตำรวจโทฉัตรชัยกับพวก และเป็นผู้รับสินจ้างค่าตัวหญิงผู้ค้าประเวณีจากร้อยตำรวจโทฉัตรชัยแล้วนำไปใส่ในลิ้นชักเคาน์เตอร์ของร้านจำเลย อีกทั้งห้องที่ใช้กระทำชำเราก็อยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ติดต่อเป็นบริเวณเดียวกับร้านของจำเลยนั้นเอง แสดงให้เห็นว่าร้านของจำเลยมิใช่เป็นเพียงสถานบริการธรรมดาเท่านั้นแต่ยังประกอบกิจการเป็นสถานการค้าประเวณีอีกด้วย ดังนั้น แม้ทางพิจารณาจะไม่ปรากฏว่าจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องหรือได้รับผลประโยชน์จากผู้กระทำการค้าประเวณีโดยตรง แต่ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวก็ฟังได้แล้วว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการสถานการค้าประเวณีด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่า 18 ปีและฐานจัดหาผู้กระทำการค้าประเวณีเป็นปกติธุระตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความขัดกันในข้อที่เป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องขณะเข้าจับกุมนั้น จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่ โดยจ่าสิบตำรวจผดุงศักดิ์ และดาบตำรวจวิเชียร เบิกความยืนยันว่าขณะเกิดเหตุจับกุมหญิงค้าประเวณีจำเลยไม่ได้อยู่ในร้าน ขณะคุมตัวหญิงที่ถูกจับกุมก็ไม่ปรากฏว่ามีจำเลยรวมอยู่ในกลุ่มด้วย คงมีแต่ร้อยตำรวจโทฉัตรชัย เพียงปากเดียวที่เบิกความว่าเห็นจำเลยนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ของร้านจึงน่าเชื่อว่าจำเลยมิได้อยู่ในร้านและขณะที่หญิงค้าประเวณีกระทำความผิดคดีนี้ เมื่อจำเลยมิได้อยู่ในขณะมีการกระทำความผิด จำเลยจะเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นมิได้นั้น เห็นว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวแม้จะเบิกความแตกต่างกันก็เป็นเพียงพลความ มิใช่ข้อที่เป็นสาระสำคัญแห่งคดีแต่อย่างใด เพราะขณะพยานโจทก์แต่ละคนเข้าไปในร้านของจำเลยอาจจะไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นเจ้าของร้านเนื่องจากนางสาวลัดดาวัลย์ เป็นผู้มาสอบถามร้อยตำรวจโทฉัตรชัยว่าต้องการจะร่วมประเวณีกับนางสาวถาวร กับพวกหรือไม่ เมื่อร้อยตำรวจโทฉัตรชัยตอบตกลงและได้มอบธนบัตรที่ลงลายมือชื่อไว้ให้แก่นางสาวลัดดาวัลย์ นางสาวลัดดาวัลย์นำธนบัตรดังกล่าวไปมอบให้แก่จำเลยซึ่งนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ จำเลยเก็บธนบัตรดังกล่าวไว้ในลิ้นชักของเคาน์เตอร์แล้วฉีกบัตรเลขที่ 05, 06 และ 07 มอบให้แก่นางสาวถาวรกับหญิงอีก 2 คน ซึ่งขณะนั้นจ่าสิบตำรวจผดุงศักดิ์และดาบตำรวจวิเชียรอาจจะไม่ได้มองไปที่เคาน์เตอร์ที่จำเลยนั่งอยู่ จึงไม่ทราบว่าจำเลยอยู่ในร้านขณะนั้นหรือไม่ ส่วนร้อยตำรวจโทฉัตรชัยเป็นผู้ติดต่อกับนางสาวลัดดาวัลย์โดยตรงย่อมเห็นเหตุการณ์ขณะนางสาวลัดดาวัลย์นำธนบัตรดังกล่าวไปมอบให้แก่จำเลย ร้อยตำรวจโทฉัตรชัยไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าร้อยตำรวจโทฉัตรชัยเบิกความไปตามความสัตย์จริงที่ได้พบเห็นมา ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ในที่เกิดเหตุ ทั้งชั้นจับกุมจำเลยก็ได้ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม (ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ซึ่งบันทึกการจับกุมได้ทำขึ้นในวันเกิดเหตุ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยอยู่ในร้านขณะที่หญิงค้าประเวณีกระทำความผิด อย่างไรก็ตามถึงแม้ขณะเกิดเหตุจำเลยจะไม่ได้อยู่ในร้านของจำเลย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการสถานการค้าประเวณีดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่า 18 ปี และฐานจัดหาผู้กระทำการค้าประเวณีเป็นปกติธุระตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก และพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักเพียงบทเดียวนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่า 18 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก กับฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 9 เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นทั้งเจ้าของกิจการร้านอันเป็นสถานการค้าประเวณีและเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงด้วย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นความผิดต่างกรรมกันนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่า 18 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก กับความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 9 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 282 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นางมยุรา แซ่ตั้งหรือผลเกิด
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9134/2551
#500396
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ไต่สวนดาบตำรวจ ท. พยานของผู้กล่าวหา แล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามบันทึกข้อความเรื่องรายงานมีผู้กระทำความผิดในบริเวณศาลของดาบตำรวจ ท. ว่า ผู้ถูกกล่าวหานำข้าวกล่อง 2 กล่อง ซึ่งซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไปฝากให้ น. ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องหาของศาล ดังนี้ บันทึกข้อความดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่ายังรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 จึงพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2550 เวลากลางวัน นางสาวภาวิณีผู้ถูกกล่าวหา นำข้าวกล่อง 2 กล่อง ไปฝากให้นายนิธิศผู้ต้องหาในคดีอาญาหมายเลขดำที่พ.109/2550 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องขังของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลชั้นต้นได้ตรวจข้างกล่องดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 เม็ด บรรจุในหลอดเครื่องดื่มปิดหัวท้ายซุกซ่อนอยู่ในกล่องข้าวดังกล่าวจึงรายงานต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 31 (3) และมาตรา 33 (ที่ถูก มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15) จำคุก 2 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนดาบตำรวจทวีปพยานของผู้กล่าวหา แล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามบันทึกข้อความเรื่องรายงานมีผู้กระทำความผิดในบริเวณศาลฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2550 ของดาบตำรวจทวีปว่า ผู้ถูกกล่าวหานำข้าวกล่อง 2 กล่อง ซึ่งซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไปฝากให้นายนิธิศผู้ต้องหา ดังนี้ บันทึกข้อความดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่ายังรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบดวยกฎหมาย ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33 ม. 95 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
สำนักงานประจำศาลแขวง
โจทก์ — พิษณุโลก
จำเลย — นางสาวภาวิณี บุญยิ้ม
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9131/2551
#500426
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาให้ระหว่างโจทก์ผู้ให้กับจำเลยผู้รับได้กำหนดเงื่อนไขรายละเอียดไว้ในสัญญาโดยให้จำเลยปลูกบ้านและกรีดยางพาราในที่ดินของโจทก์พร้อมทั้งให้ส่งรายได้ส่วนแบ่งให้โจทก์อันเป็นการให้โดยมีค่าภาระติดพันก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิคงมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาคือโจทก์กับจำเลยเท่านั้นไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับสิทธิในที่ดินจากจำเลย เพราะไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสามได้ตกลงยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวไว้และอยู่รู้เห็นด้วยขณะทำสัญญาให้ดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อขณะจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องที่ 3 จำเลยยังเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินย่อมมีสิทธิต่าง ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 บัญญัติไว้ และไม่ใช่กรณีผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินจึงมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่ดินให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โดยให้ผู้ร้องที่ 3 เข้าครอบครองเก็บเกี่ยวทำประโยชน์ในที่ดินได้ ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสามจึงได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ายึดถือเพื่อตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1369 เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบหักล้าง ผู้ร้องทั้งสามจึงได้สิทธิครอบครองที่ดิน การครอบครองที่ดินของผู้ร้องทั้งสามจึงไม่ใช่ครอบครองที่ดินในฐานะบริวารของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอเพิกถอนการให้และเรียกที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร คืนจากจำเลย และขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดิน ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จากนั้นโจทก์ขอหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศไปปิดให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 3 เป็นภริยาของจำเลยเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ผู้ร้องที่ 3 ฟ้องจำเลย ขอให้ศาลบังคับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับผู้ร้องที่ 3 จำเลยกับผู้ร้องที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยกับผู้ร้องที่ 3 ตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน ทิศเหนือจดที่ดินนายคง ทิศใต้จดถนนสาธารณะทิศตะวันออกจดที่ดินนายณรงค์ ทิศตะวันตกจดทางสาธารณะพร้อมบ้านในที่ดิน 1 หลัง อยู่หมู่ที่ 9 ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร จำเลยยกให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ให้ผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 อาศัยอยู่ในที่ดินเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เพื่ออุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาบุตรทั้งสองจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม หลังจากนั้นผู้ร้องทั้งสามอยู่ในที่ดินและบ้านดังกล่าวตลอดมา ไม่มีใครคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสามไม่ใช่บริวารของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ฟ้องเพิกถอนการให้จากจำเลยไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ได้ ผู้ร้องทั้งสามเป็นบริวารของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา (ที่ถูกมีคำสั่งว่า) ว่า ผู้ร้องทั้งสามไม่เป็นบริวารของจำเลยโจทก์ไม่อาจบังคับคดีขับไล่ผู้ร้องทั้งสามออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนผู้ร้องทั้งสาม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางไต่สวนโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นบิดาจำเลย โดยผู้ร้องที่ 3 เป็นภริยาจำเลย เคยจดทะเบียนสมรสกัน ปี 2538 จำเลยและผู้ร้องทั้งสามมาพักอาศัยที่บ้านของโจทก์จำเลยขอปลูกสร้างบ้านและกรีดยางพาราในที่ดินของโจทก์แปลงหนึ่งมีเนื้อที่ 20 ไร่เศษ ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับที่ดิน โจทก์ตกลงให้จำเลยตามประสงค์ทำหลักฐานเป็นหนังสือตามเอกสารหมาย ค.3 ต่อมาจำเลยไม่ส่งรายได้ส่วนแบ่ง โจทก์ทวงถามจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องจำเลยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปเพื่อบังคับให้ผู้ร้องทั้งสามออกจากที่ดิน แต่ผู้ร้องทั้งสามเพิกเฉย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องที่ 3 ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นอ้างว่า จำเลยเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และจงใจทิ้งผู้ร้องที่ 3 ไปเกินหนึ่งปี ขอให้บังคับจำเลยกับผู้ร้องที่ 3 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและแบ่งสินสมรสให้ผู้ร้องที่ 3 และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง ผู้ร้องที่ 3 กับจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตั้งแต่วันทำสัญญายอม และที่ดินซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ 1 แปลง ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน ทิศเหนือจดที่ดินนายคง ไม่ทราบนามสกุล ทิศใต้จดถนนสาธารณะ ทิศตะวันออกจดที่ดินนายณรงค์ ไม่ทราบนามสกุล ทิศตะวันตกจดทางสาธารณะ พร้อมบ้านในที่ดิน 1 หลัง อยู่ในหมู่ที่ 9 ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร จำเลยยกให้บุตรทั้งสองคนคือ ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาบุตรทั้งสองอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวเพื่ออุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสองจนกว่าบุตรทั้งสองจะมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ โดยในระหว่างเวลาดังกล่าวให้ผู้ร้องที่ 3 มีสิทธิเก็บกินทำประโยชน์ในที่ดินเพื่อนำมาเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรทั้งสอง เมื่อบุตรทั้งสองมีอายุครบ 20 ปี ผู้ร้องที่ 3 จะส่งมอบผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินที่เหลืออยู่ให้แก่บุตรทั้งสอง และจำเลยจะไม่ให้หญิงอื่นหรือญาติหรือบริวารจำเลยเข้าไปรบกวนการครอบครองของบุตรทั้งสอง ทั้งจำเลยจะส่งเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 6,000 บาท และให้รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล 1 คัน เป็นของผู้ร้องที่ 3 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2546 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ซึ่งต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินมือเปล่า ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ถนนน้ำตกทุ่งยอ ตำบลชุมโค อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 20 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ที่ดินพิพาทของโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 นั้น สมบูรณ์หรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทตกอยู่ภายใต้สัญญาการให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย ค.3 นั้น เห็นว่า แม้สัญญาให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยได้กำหนดเงื่อนไขรายละเอียดไว้ในเอกสารหมาย ค.3 อันเป็นการให้โดยมีค่าภาระติดพันก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิ คงมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาคือโจทก์กับจำเลยเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับสิทธิในที่ดินพิพาทจากจำเลย เพราะไม่ปรากฏว่าผูร้องทั้งสามได้ตกลงยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ทั้งขณะทำข้อสัญญา โจทก์ก็เบิกความว่า ผู้ร้องที่ 3 ไม่ได้อยู่รู้เห็นด้วย เมื่อขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องที่ 3 จำเลยยังเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิต่าง ๆ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติไว้ และไม่ใช่กรณีผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องทั้งสามเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องที่ 3 จำเลยในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังวินิจฉัยข้างต้น จึงมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โดยให้ผู้ร้องที่ 3 เข้าครอบครองเก็บเกี่ยวทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสามจึงได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ายึดถือเพื่อตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบหักล้าง ผู้ร้องทั้งสามจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาท นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2544 เป็นต้นมา การครอบครองที่ดินของผู้ร้องทั้งสามจึงไม่ใช่ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะบริวารของจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 528 ม. 850 ม. 1336 ม. 1369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจันทร์ จอมวัน
เด็กชายจตุรงค์ จอมวัน
โดยนางสมศรี จอมวัน หรือหนูเนตร
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นายสุวัฒน์ จอมวัน
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9075/2551
#500423
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ซึ่งเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 แม้จะถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองซึ่งผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (ค) (เดิม) ท้าย ป.วิ.พ. ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป เพราะทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ถูกโจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ไว้แล้ว และแม้โจทก์กับผู้ร้องจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่การที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนอง เป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 ผู้ร้องจึงไม่จำต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,187,989.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 2,742,954.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,500 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34353 และเลขที่ 34354 ตำบลบึงชำระอ้อ (คลองซอยที่ 8 ฝั่งตะวันออก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยในคดีนี้กู้ยืมเงินผู้ร้องจำนวน 2,900,000 บาท และจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34353 และเลขที่ 34354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ผู้ร้องจึงได้ยื่นฟ้องจำเลยอย่างเจ้าหนี้สามัญ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้อง แต่จำเลยก็ไม่ได้ชำระหนี้ให้แต่อย่างใด ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ซึ่งเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 แม้จะถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองซึ่งผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (ค) (เดิม) ท้าย ป.วิ.พ. อย่างหนึ่ง ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป เพราะทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ถูกโจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ไว้แล้ว และแม้โจทก์กับผู้ร้องจะเป็นบุคคลคนเดียวกันก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนอง ซึ่งถือเป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน ทั้งผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 728 เป็นแต่ขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเท่านั้น กรณีนี้จึงไม่จำต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองถึงจำเลยโดยชอบ หนี้จำนองของผู้ร้องจึงยังมิใช่หนี้จำนองที่อาจบังคับได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยมาชำระหนี้จำนองของผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีการไต่สวนจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่อีก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34353 และเลขที่ 34354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืม ภายหลังทำสัญญา จำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยอย่างเจ้าหนี้สามัญ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ร้องขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองดังกล่าว ผู้ร้องจึงมาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนี้จำนองของผู้ร้องถึงกำหนดชำระแล้ว และผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาดกรณีจึงเข้าเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ที่ผู้ร้องสามารถขอรับชำระหนี้จำนองรายนี้ได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728
ป.วิ.พ. ม. 289 ตาราง 1 (ค) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชาตรี ตันตระกูล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9061/2551
#413177
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ก็เป็นการถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจสั่งได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสั่ง และสั่งว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ขณะคดีอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ โจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายยื่นร้องขอถอนคำร้องทุกข์ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ย่อมเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อสำนวนคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวได้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุดผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 35 วรรคสอง ม. 39 (2) ม. 126
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี
จำเลย — นางนิภา พงษ์ผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายนิทัศน์ หวังวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยันต์ ศุขโชติ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9057/2551
#419916
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติทางหลวงฉบับเดิมและฉบับที่มีการแก้ไขใหม่ยังบัญญัติเป็นบทความผิดห้ามการใช้ยานพาหนะบนทางหลวง โดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนักบรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าผู้อำนวยการทางหลวงได้ประกาศกำหนดเช่นเดียวกัน ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 73 บัญญัติเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 30 เป็นมาตรา 73/2 ดังนั้น การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เพียงแต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษหนักกว่ากฎหมายเดิม การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิม โดยมิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แล้ว แม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 73/2 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี และมาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 และ 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกให้เป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 73/2 ประกอบมาตรา 61 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 73/2 ถือว่าโจทก์มิได้อ้างบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ต้องพิพากษายกฟ้องนั้น เห็นว่า ปรากฏตามคำขอท้ายฟ้องว่าโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แต่ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว โดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 25 และมาตรา 29 โดยมาตรา 61 ทั้งพระราชบัญญัติทางหลวงฉบับเดิมและฉบับที่มีการแก้ไขใหม่ยังบัญญัติเป็นบทความผิดห้ามการใช้ยานพาหนะบนทางหลวง โดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนักบรรทุก หรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าผู้อำนวยการทางหลวงได้ประกาศกำหนดเช่นเดียวกัน ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 73 บัญญัติเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 30 เป็นมาตรา 73/2 ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เพียงแต่มาตรา 73/2 กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหนักกว่าโทษตามมาตรา 73 ของกฎหมายเดิมที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 และมาตรา 73 โดยมิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 73/2 เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แล้ว แม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 73/2 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ก็ตาม และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจำต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี และมาตรา 221 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ เห็นว่า จำเลยใช้ยานพาหนะบนทางหลวง โดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 27,050 กิโลกรัม โดยไม่นำพาว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงเพียงใดต่อสภาพทางหลวงแผ่นดินซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวมและมีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสาธารณชน การกระทำดังกล่าวของจำเลยย่อมทำให้ผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาต้องเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดจากสภาพของยานพาหนะที่บรรทุกน้ำหนักเป็นจำนวนมากจนเกินกว่าที่ผู้ขับจะควบคุมให้แล่นไปได้อย่างปลอดภัยพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่าจำเลยมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวและจำต้องกระทำความผิดในคดีนี้เพราะไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดคำสั่งของนายจ้าง ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น บุคคลทั่ว ๆ ไปในสถานะเช่นเดียวกับจำเลยก็มีภาระที่ไม่แตกต่างไปจากจำเลย จำเลยไม่อาจอ้างภาระความจำเป็นส่วนตัวเพื่อก่อภาระให้แก่สังคมโดยรวมได้ ทั้งเหตุดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 เดือน 15 วัน แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 73/2
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 192 วรรคห้า ม. 219 ตรี ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายคำพอง ชมเชี่ยวชาญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายวิเชียร เจียรสุธรรมพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9047/2551
#419867
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกพักที่บ้านของจำเลยที่ 3 เพื่อใช้เป็นสถานที่ปรึกษาหารือกันในการนำธนบัตรปลอมของกลางไปใช้นั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการนำธนบัตรปลอมของกลางไปใช้ จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2

แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในฐานเป็นตัวการ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 244 ริบของกลาง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 244 จำคุกคนละ 4 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ ได้ความจากบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 2 พาพวกนั่งรถยนต์ตู้จะไปพักที่บ้านของจำเลยที่ 3 ในจังหวัดภูเก็ตซึ่งก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 เคยไปมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่เนื่องจากมากันหลายคน จำเลยที่ 3 จึงพาบางคนไปพักที่โรงแรมพี.เอส.อินน์ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 นายพันธ์ศักดิ์ และนายพินโยพักที่บ้านของจำเลยที่ 3 จนวันรุ่งขึ้นได้มีการปรึกษาหารือกันที่บ้านของจำเลยที่ 3 ว่าจะนำธนบัตรปลอมไปใช้ในจังหวัดภูเก็ต โดยจำเลยที่ 2 มอบธนบัตรปลอมให้นายพันธ์ศักดิ์และนายพินโยคนละ 10 ฉบับ เพื่อเอาไว้ใช้แล้วออกจากบ้านดังกล่าว โดยมีจำเลยที่ 3 ขับรถไปส่งที่โรงแรมพี.เอส.อินน์ จำเลยที่ 1 ก็ไปขับรถยนต์ตู้ออกจากโรงแรมดังกล่าวและพากันไปรับประทานอาหาร หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำงานตามที่นัดหมายกันไว้ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กลับมาที่บ้านของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 มีธนบัตรปลอมนำมาใช้ที่จังหวัดภูเก็ตพร้อมมอบธนบัตรปลอม 1 ฉบับ ให้จำเลยที่ 3 เก็บไว้ และได้ความจากพันตำรวจเอกอภิรักษ์กับสิบตำรวจเอกเสถียรผู้ร่วมจับกุมจำเลยพยานโจทก์ว่า พยานนำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 3 พบธนบัตรปลอมฉบับละ 500 บาท 167 ฉบับ อยู่ในกระเป๋าเดินทางของจำเลยที่ 2 และธนบัตรปลอมฉบับละ 500 บาท 1 ฉบับ ในตัวจำเลยที่ 3 ซึ่งตรงกับที่จำเลยที่ 3 ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาทั้งจำเลยที่ 3 เองก็เบิกความยอมรับว่า ได้ให้จำเลยที่ 2 นายพันธ์ศักดิ์ และนายพินโยพักที่บ้านของจำเลยที่ 3 และเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบธนบัตรปลอมในบ้านของจำเลยที่ 3 จริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงอ้างว่าพบธนบัตรปลอมอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าของนายพันธ์ศักดิ์ไม่ทราบจำนวน และที่ตัวภริยาของจำเลยที่ 3 อีก 1 ฉบับ ซึ่งข้ออ้างนี้ขัดกับที่จำเลยที่ 3 ได้เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ประกอบกับในชั้นจับกุมจำเลยที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 นายพันธ์ศักดิ์ และนายพินโยจะนำธนบัตรปลอมของกลางไปใช้ในจังหวัดภูเก็ตแต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมด้วยในการปรึกษาหารือกันในการนำธนบัตรปลอมของกลางไปใช้กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 นายพันธ์ศักดิ์ และนายพินโยทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 3 มีเจตนาร่วมในการนำธนบัตรปลอมของกลางไปใช้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกพักที่บ้านของจำเลยที่ 3 เพื่อใช้เป็นสถานที่ปรึกษาหารือกันในการนำธนบัตรปลอมของกลางไปใช้นั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการนำธนบัตรปลอมของกลางไปใช้ จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในฐานเป็นตัวการ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 244 ประกอบด้วยมาตรา 86 ให้จำคุก 2 ปี คำให้การของจำเลยที่ 3 ในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 244
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายสมจิตร หวังเกษม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางวันเพ็ญ กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา