คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9811/2551
#495457
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 376 และมาตรา 397 จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 376 และมาตรา 397 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ ฐานรังแก ข่มเหง ทำให้เดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณสถานตามมาตรา 397 จำคุก 1 เดือน นั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนจำนวน 1 กระบอก มีเครื่องกระสุนปืนเบอร์ 12 จำนวน 1 นัด ซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยพาอาวุธปืนที่มีไว้ในครอบครองข้างต้นติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์อันจะต้องพาอาวุธปืนติดตัวไป และจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนางต๋อย ผู้เสียหายจำนวน 1 นัดโดยจำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์หลบหนีได้ทัน กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลถ้ำ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนลูกซองสั้น จำนวน 1 กระบอก ปลอกกระสุนปืนเบอร์ 12 จำนวน 1 ปลอก ที่จำเลยมีไว้และใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยผิดกฎหมายตามฟ้องแต่ให้การปฏิเสธฐานพยายามฆ่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่า จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 376 และมาตรา 397 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดคือ ฐานรังแก ข่มเหง ทำให้เดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณสถานตามมาตรา 397 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 เดือน รวมโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง รวมทั้งฐานพาอาวุธปืนติดตัวแล้ว จำคุก 1 ปี 7 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนและการนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณาเกี่ยวกับการยิงอาวุธปืน ทั้งคำให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง รวมทั้งฐานพาอาวุธปืนติดตัวเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน 15 วัน ยกฟ้องฐานพยายามฆ่า นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 และมาตรา 397 จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 และมาตรา 397 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ ฐานรังแก ข่มเหง ทำให้เดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณสถาน ตามมาตรา 397 จำคุก 1 เดือนนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 และมาตรา 397 คงจำคุกจำเลย 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 376 ม. 397
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายจิตรกรหรือน้อง ทองสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายสุรเชษฐ์ ลิ้นปราชญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9800 -ที่ 9802/2551
#494328
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2073/2542 ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1738/2543 และฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2065/2543 ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ได้สืบประจักษ์พยานโจทก์ 2 ปาก คือ จ. และ บ. ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ไปก่อนแล้ว หลังจากการสั่งรวมพิจารณาคดีแล้ว โจทก์นำ จ. มาสืบใหม่ได้เพียงคนเดียว บ. ไม่อาจนำมาสืบได้ ดังนั้น คำเบิกความของ บ. ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนมีการรวมพิจารณาคดีต้องถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลัง ไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คงใช้ได้แต่เฉพาะคำเบิกความของ จ. เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มีโอกาสถามค้าน จ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในแต่ละสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนและแก้ไขคำฟ้องเฉพาะสำนวนที่สองเป็นใจความเดียวกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 8 ปี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีเข้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ได้สืบประจักษ์พยานโจทก์ 2 ปาก คือ นายเจริญและนายบุญเลิศ ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ไปก่อนแล้ว หลังจากการสั่งรวมคดีแล้ว โจทก์คงสามารถนำนายเจริญมาสืบใหม่ได้เพียงคนเดียว นายบุญเลิศไม่สามารถนำมาสืบได้ ดังนั้นคำเบิกความของนายบุญเลิศที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนมีการรวมพิจารณาคดีต้องถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลัง ไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คงใช้ได้แต่เฉพาะคำเบิกความของนายเจริญเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มีโอกาสถามค้าน นายเจริญมาเบิกความครั้งที่สองในสาระสำคัญเช่นเดียวกับการเบิกความครั้งแรก คือไม่เห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรุมทำร้ายผู้ตาย พยานแวดล้อมอื่นของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าได้ร่วมทำร้ายผู้ตายหรือไม่ก็ไม่มี คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนของนายบุญเลิศเท่านั้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นพยานบอกเล่าไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าคำเบิกความของนายบุญเลิศในครั้งแรกก่อนมีการรวมพิจารณาคดีไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เพราะถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำให้ต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะไม่มีพยานหลักฐานพอฟังลงโทษได้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายสุรเดชหรือดำ แก้ววิเชียร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสุรพันธุ์ บุญช่วย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายนุรักษ์ มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551
#494300
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาแฟรนไชส์มีข้อตกลงที่ให้โจทก์นำเงินมาลงทุนประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทโดยใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลย โจทก์เป็นผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและรับผิดชอบต่อลูกจ้างของตนในฐานะนายจ้าง โดยโจทก์จะต้องโอนเงินรายได้จากการขายสินค้าให้จำเลยและจำเลยจะจ่ายเงินปันผลกำไรประจำเดือนและเงินส่วนแบ่งกำไรสะสมให้โจทก์ สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 369

โจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งเงินรายได้จากการขายให้จำเลย โดยที่สัญญาแฟรนไชส์ที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาแก่จำเลยก่อน โจทก์จะมาขอให้จำเลยส่งร้านให้โจทก์เข้าครอบครองไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบร้าน โจทก์จะอ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ศาลบังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 9,090,304 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาแฟรนไชส์กับจำเลย โดยจำเลยให้โจทก์เข้าประกอบการค้าร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการแฟมิลี่มาร์ทของจำเลย โจทก์ต้องดำเนินกิจการตามระเบียบวิธีการ จัดทำรายงานการเงิน บัญชีรับจ่ายและการส่งเงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าตามรูปแบบที่จำเลยกำหนด ในวันเดียวกันนายภิญญะทำบันทึกเข้าร่วมดำเนินกิจการร้านแฟมิลี่มาร์ทกับโจทก์ โดยรับผิดต่อจำเลยร่วมกับโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาแฟรนไชส์ และในวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยบอกเลิกสัญญาแฟรนไชส์กับโจทก์ เข้าครอบครองร้านแฟมิลี่มาร์ทและฟ้องโจทก์ให้ชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยไม่มีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาให้ถูกต้องก่อน เป็นการเลิกสัญญามิชอบด้วยข้อตกลงในสัญญาแฟรนไชส์กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยและโจทก์ได้สมัครใจเลิกสัญญาแฟรนไชส์กันโดยปริยาย คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6556/2545 โจทก์จึงกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การที่สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เลิกกัน โจทก์จะอาศัยเหตุที่เกิดขึ้นใหม่บอกเลิกสัญญากับจำเลยได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาแฟรนไชส์มีข้อตกลงที่ให้โจทก์นำเงินมาลงทุนประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทโดยใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลย โจทก์เป็นผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและรับผิดชอบต่อลูกจ้างของตนในฐานะนายจ้าง โดยโจทก์จะต้องโอนเงินรายได้จากการขายสินค้าให้จำเลยและจำเลยจะจ่ายเงินปันผลกำไรประจำเดือนและเงินส่วนแบ่งกำไรสะสมให้โจทก์ สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 กำหนดว่า ในสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ก็ได้

ในข้อที่ว่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีการประพฤติผิดสัญญาหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายละเลยไม่ส่งเงินรายได้ตามสัญญาแฟรนไชส์ ข้อ. 15.5 ให้จำเลย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้ จึงเป็นยุติว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งเงินรายได้จากการขายให้จำเลย โดยที่สัญญาแฟรนไชส์ที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาแก่จำเลยก่อน โจทก์จะมาขอให้จำเลยส่งร้านให้โจทก์เข้าครอบครองไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบร้าน โจทก์จะอ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยย่อมไม่ได้เช่นเดียวกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา แม้โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงจำเลยก็หามีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายไม่ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียนั้นชอบด้วยเหตุและผลแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัลปังหา ทิยาเวศ
จำเลย — บริษัทสยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9744/2551
#419766
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มอบอำนาจให้ ส. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนแก่จำเลยทั้งสอง ส. ในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำกิจการที่ตัวการมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไป ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 1 ได้มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาลและเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมาย หรือในฐานะทนายความ ดังนั้น ส. ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีแทนย่อมอยู่ในฐานะคู่ความมีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่งฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย และพ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง แต่ก็บัญญัติยกเว้นไว้ว่า การแต่งฟ้องนั้นไม่ห้ามไปถึงบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น ส. ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์แม้มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง และการเรียงหรือแต่งฟ้องแทนโจทก์ก็มิใช่การว่าความอย่างทนายความดังที่ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติห้ามไว้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 4,837 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ จึงต้องห้ามทำการแต่งฟ้องหรือเรียงคำฟ้องตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่นายสุเมธผู้รับมอบอำนาจโจทก์แต่งฟ้องหรือคำฟ้องของโจทก์นั้นเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มอบอำนาจให้นายสุเมธเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนแก่จำเลยทั้งสอง นายสุเมธในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำกิจการที่ตัวการมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไป ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 ได้มีบทวิเคราะห์ศัพท์ คำว่า คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมาย หรือในฐานะทนายความ ดังนั้น นายสุเมธในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีแทนย่อมอยู่ในฐานะคู่ความมีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่งฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย และเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง แต่ก็บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า การเรียงหรือแต่งฟ้องนั้นไม่ห้ามไปถึงบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น นายสุเมธซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์แม้มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง และการเรียงหรือแต่งฟ้องแทนโจทก์ก็มิใช่การว่าความอย่างทนายความดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติห้ามไว้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 60
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพียรทิพย์เซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — นายอุรชาติ วงศ์วาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายธงไชย จิรเดชพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9725/2551
#500731
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบการค้าโดยมีแถบบันทึกภาพลามกแสดงการร่วมประเวณีระหว่างชายหญิงเพื่อความประสงค์แห่งการค้าและโดยการค้า จำหน่าย ทำให้แพร่หลายด้วยการขายหรือให้เช่าแถบบันทึกภาพดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดรถยนต์ที่ใช้บรรทุกแถบบันทึกภาพลามกเพื่อจำหน่าย และโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ติดต่อจำหน่ายแถบบันทึกภาพลามกอันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่ารถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการกระทำผิดอย่างไร หรือใช้เพื่อจำหน่ายแถบบันทึกภาพลามกแก่ใคร อย่างไรก็ตาม การที่จะริบรถยนต์ของกลางตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) หรือไม่นั้น อยู่ในดุลพินิจของศาล เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งแถบบันทึกภาพลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้าและโดยการค้า แม้จำเลยไม่มีหรือไม่ใช้รถยนต์ของกลางในการกระทำความผิด จำเลยก็สามารถกระทำความผิดนี้สำเร็จได้ ประกอบกับจำเลยใช้รถยนต์ของกลางบรรทุกแถบบันทึกภาพลามกเพียง 570 แผ่นเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่ควรริบรถยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก พ.ศ.2471 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287, 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก พ.ศ.2471 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (ที่ถูกมาตรา 287 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก พ.ศ.2471 และไม่ริบเงินสด รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ให้ศาลบันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้เป็นหลักฐานหาจำต้องบันทึกโดยละเอียด และก่อนบันทึกคำฟ้องศาลอาจถามโจทก์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ ที่จำเลยกระทำความผิดได้แต่ก็จะบันทึกไว้เฉพาะข้อความสำคัญและบันทึกคำฟ้องด้วยวาจาก็เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์ด้วย เมื่อพิจารณาใจความที่ศาลบันทึกคำฟ้องด้วยวาจาประกอบกับบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาที่โจทก์ส่งต่อศาลแล้วได้ความว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2549 จำเลยประกอบการค้าโดยมีแถบบันทึกภาพลามกแสดงการร่วมประเวณีระหว่างชายหญิงเพื่อความประสงค์แห่งการค้าและโดยการค้า จำหน่าย ทำให้แพร่หลายด้วยการขายหรือให้เช่าแถบบันทึกภาพดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดรถยนต์ที่ใช้บรรทุกแถบบันทึกภาพลามกเพื่อจำหน่าย และโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ติดต่อจำหน่ายแถบบันทึกภาพลามก อันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่ารถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการกระทำความผิดอย่างไร หรือใช้เพื่อจำหน่ายแถบบันทึกภาพลามกแก่ใคร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบรถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะริบรถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของศาล คดีนี้ จำเลยกระทำความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งแถบบันทึกภาพลามกเพื่อความประสงค์แห่งการค้าและโดยการค้า แม้จำเลยไม่มีหรือไม่ใช้รถยนต์ของกลางในการกระทำความผิดจำเลยก็สามารถกระทำความผิดนี้สำเร็จได้ประกอบกับจำเลยใช้รถยนต์ของกลางบรรทุกแถบบันทึกภาพลามกเพียง 570 แผ่น เพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่ควรริบรถยนต์ของกลาง"

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบเงินสด 7,500 บาท และรถยนต์ของกลางแต่ยังไม่ได้สั่งคืนแก่เจ้าของ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คืนเงินสด 7,500 บาท และรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายสมชาย แซ่เล้า
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธิชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9716/2551
#497456
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ในคดีล้มละลายซื้อและขายหลักทรัพย์ตามสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ให้แก่ ช. ผู้ตายมีลักษณะเป็นตัวการตัวแทน การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คักค้านใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เรียกเอาเงินที่ลูกหนี้ได้ทดรองจ่ายไปแทน ช. เป็นเรื่องการใช้สิทธิเรียกร้องของตัวแทนเรียกเอาเงินชดใช้จากตัวการ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จึงเป็นกรณีที่สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อ ช. มีกำหนดอายุความเกินกว่า 10 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม ห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ช.

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านซึ่งมีอำนาจแต่ผู้เดียวในการติดตามเก็บรวบรวมและรับเงินซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) ประกอบมาตรา 119 ได้รู้ถึงการตายของ ช. นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2547 เมื่อผู้คัดค้านมีหนังสือทวงหนี้ไปยังผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของ ช. โดยวิธีการปิดหมายวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 จึงยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) มูลหนี้พิพาทที่ผู้คัดค้านมีหนังสือทวงหนี้และแจ้งยืนยันหนี้ไปยังผู้ร้องจึงยังไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือทวงหนี้ฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 ให้ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมของนายชอผู้ตายชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์จำนวนรวม 865,727.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 453,916.29 บาท นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ร้องมีหนังสือปฏิเสธหนี้ไปยังผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วมีหนังสือแจ้งยืนยันหนี้ไปยังผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นายชอผู้ตาย ไม่เคยเป็นหนี้กับลูกหนี้และผู้ร้องไม่เคยได้รับมรดกของผู้ตาย ทั้งมูลหนี้ตามหนังสือทวงหนี้ขาดอายุความแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้สินของผู้ตายขอให้มีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ตายทำสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์กับลูกหนี้ด้วยความสมัครใจจึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย มูลหนี้ดังกล่าวยังไม่ขาดอายุความ และผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมของนายชอผู้ตาย สิทธิหน้าที่และความรับผิดจึงตกทอดแก่ผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านเป็นว่า ให้ผู้ร้องชำระหนี้จำนวน 453,916.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 173,181.74 บาท นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 จนถึงวันที่ 8 มีนาคม 2541 ของต้นเงิน 149,157.30 บาท นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ของต้นเงิน 295,402.09 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จของต้นเงิน 9,356.90 บาท นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า นายชอผู้ตาย เป็นหนี้ลูกหนี้ตามหนังสือยืนยันหนี้ของผู้คัดค้านหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของผู้คัดค้านฟังไม่ได้ว่าผู้ตายเป็นผู้สั่งซื้อหุ้นตามสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์นั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณานายพูนพลเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้าน มาเบิกความแล้วว่า ลูกหนี้ประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์รวมทั้งให้กู้ยืมเงินหรือจ่ายเงินทดรองให้แก่ลูกค้าเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ เกี่ยวกับคดีนี้เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2539 ผู้ตายได้มาทำสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ไว้กับลูกหนี้ มีข้อตกลงยินยอมให้ลูกหนี้เป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้แก่ผู้ตายโดยในการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวลูกหนี้จะมีคำสั่งด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร โทรศัพท์ โทรสาร หรือด้วยวิธีการอื่นใด เพื่อให้ลูกหนี้ทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์เป็นคราว ๆ ไป และกรณีลูกหนี้ทำการซื้อขายหลักทรัพย์โดยทดรองจ่ายเงินแทนผู้ตายแล้วผู้ตายจะต้องชำระหนี้คืนภายในกำหนด 30 วัน หากผิดนัดชำระหนี้ผู้ตายตกลงยินยอมให้ลูกหนี้ยึดถือหลักทรัพย์นั้นเป็นประกันการชำระหนี้และดำเนินการขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเพื่อการชำระหนี้ได้ ทั้งผู้ตายตกลงมอบอำนาจให้ผู้ร้องมีอำนาจในการสั่งซื้อสั่งขายหลักทรัพย์และกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับหรือสืบเนื่องจากสัญญาดังกล่าวแทนผู้ตายได้ด้วย ตามสำเนาสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ และสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ค.1 และ ค.2 ภายหลังทำสัญญาดังกล่าวระหว่างวันที่ 11 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 ลูกหนี้ได้สั่งซื้อและทดรองจ่ายเงินในการซื้อขายหลักทรัพย์ตามคำสั่งของผู้ตายหลายครั้งแล้วผู้ตายผิดนัดชำระหนี้ลูกหนี้จึงนำหลักทรัพย์ที่ยึดถือไว้เป็นประกันออกขายได้เงินมาหักชำระหนี้เพียงบางส่วน โดยผู้ตายยังคงมียอดเงินค้างชำระลูกหนี้จำนวน 453,916.29 บาท ตามสำเนาบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แบบสินเชื่อสำเนาใบเสร็จรับเงิน สำเนาใบยืนยันการซื้อขายหลักทรัพย์และตารางคำนวณยอดหนี้เอกสารหมาย ค.3 ถึง ค.10 ส่วนผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจให้มีอำนาจในการสั่งซื้อขายหลักทรัพย์และกระทำการใด ๆ แทนผู้ตายได้ ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ค.2 มิได้มาเบิกความด้วยตนเองแต่อย่างใด มีเพียงนายวิโรจน์ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องมาเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ผู้ตายไม่เคยเป็นหนี้ลูกหนี้แต่ไม่ปรากฏหลักฐานใดว่าขณะผู้ตายยังมีชีวิตอยู่เคยโต้แย้งการทำสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์พิพาท หรือเคยปฏิเสธหนี้ตามสำเนาบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แบบสินเชื่อ สำเนาใบเสร็จรับเงิน และสำเนาใบยืนยันการซื้อขายหลักทรัพย์เอกสารหมาย ค.3 ถึง ค.9 แต่ประการใด พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้านข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า ผู้ตายเป็นหนี้ลูกหนี้ตามหนังสือยืนยันหนี้ของผู้คัดค้าน อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มูลหนี้พิพาทขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่ลูกหนี้ซื้อและขายหลักทรัพย์ตามสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์พิพาทนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้กับผู้ตายดังกล่าวมีลักษณะเป็นตัวการตัวแทน การที่ผู้คัดค้านใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เรียกเอาเงินที่ลูกหนี้ได้ทดรองจ่ายไปแทนผู้ตาย เป็นเรื่องการใช้สิทธิเรียกร้องของตัวแทนเรียกเอาเงินชดใช้จากตัวการ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ต่อมาปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นกรณีที่สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ตายมีกำหนดอายุความเกินกว่า 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสามห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามทางนำสืบของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดทราบถึงการตายของผู้ตาย แต่ปรากฏตามพยานหลักฐานของผู้คัดค้านว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วยังมีการดำเนินการขายหลักทรัพย์ของผู้ตายตลอดมาแสดงว่าลูกหนี้ที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์มิได้ทราบถึงความตายของผู้ตายแต่ประการใด นอกจากนี้ผู้คัดค้านมีนายพูนพลเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้าน มาเบิกความยืนยันแล้วว่าเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2547 ก่อนมีการส่งหนังสือทวงหนี้ไปยังผู้ตาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทำการตรวจสอบรายการทะเบียนประวัติบุคคล สำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตธนบุรี จึงทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วโดยมีผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมตามสำเนารายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และสำเนารายการทะเบียนประวัติบุคคลเอกสารท้ายคำคัดค้านหมายเลข 12 โดยผู้ร้องมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นประการอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านซึ่งมีอำนาจแต่ผู้เดียวในการติดตามเก็บรวบรวมและรับเงินซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) ประกอบมาตรา 119 ได้รู้ถึงการตายของนายชอแล้วนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2547 เมื่อผู้คัดค้านมีหนังสือทวงหนี้ไปยังผู้ร้องโดยวิธีการปิดหมายวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ตามสำเนาหนังสือทางหนี้และสำเนารายงานการเดินหมายเอกสารหมาย ค.12 จึงยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) มูลหนี้พิพาทที่ผู้คัดค้านมีหนังสือทวงหนี้และแจ้งยืนยันหนี้ไปยังผู้ร้องจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายต้องรับผิดในมูลหนี้ดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1754
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 119
ชื่อคู่ความ
นายศุภมิตร วรสุทธิพิสิษฎ์
ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
จี เอฟ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
ผู้ร้อง — นางสาวสุนิสา ควรทรงธรรม
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ไพโรจน์ วายุภาพ
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9700/2551
#492637
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2544 โดยมีคำพิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษเป็นเงิน 180,000 บาท โจทก์ทราบคำพิพากษาแล้วจึงมีสิทธิจะเรียกเอาค่าขึ้นศาลคืนนับแต่เวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเป็นต้นไป และจะต้องขอค่าขึ้นศาลคืนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาตามยอม แม้โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับค่าขึ้นศาลคืน ภายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แสดงหนังสือมอบอำนาจให้แก่ นาย ม. มีอำนาจรับเงินจากศาลเสียก่อนจึงจะพิจารณาสั่ง เท่ากับศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์รับค่าขึ้นศาลคืนในวันดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอส่งหนังสือมอบอำนาจให้ นาย ม. มีอำนาจรับเงินจากศาลในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 พ้นกำหนด 5 ปี โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะขอรับค่าขึ้นศาลคืนเพราะเงินดังกล่าวได้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์รับค่าขึ้นศาลคืน จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง เป็นกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น แล้วมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 77,053,548.59 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระ 44,351,573.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา MLR ต่อปี ซึ่งขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่ากับร้อยละ 7.5 ต่อปี (แต่อัตราดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามที่โจทก์ประกาศกำหนด) ของต้นเงินที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 20,000 บาท แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษ 180,000 บาท

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับค่าขึ้นศาลคืนโดยมอบฉันทะให้นายโกวิท ทนายความโจทก์เป็นผู้รับเงินแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แสดงหนังสือมอบอำนาจให้แก่นายมนต์มนัส ก่อนจึงจะพิจารณาสั่ง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ยื่นคำแถลงขอส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้นายมนต์มนัสมีอำนาจรับเงินจากศาล และให้นายมนต์มนัสมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้พนักงานของธนาคารดำเนินการดังกล่าวได้ และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน โดยนายมนต์มนัสมอบฉันทะให้นายโกวิทเป็นผู้รับเงินแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2544 และมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษ 180,000 บาท เงินจำนวนดังกล่าวถือเป็นเงินค้างจ่ายในศาล ซึ่งโจทก์ต้องเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิรับไป แม้โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 แต่ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แสดงหลักฐานหนังสือมอบอำนาจก่อนจึงจะพิจารณาสั่ง การแสดงหลักฐานหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงต้องกระทำภายใน 5 ปี ด้วย แต่โจทก์แถลงขอส่งเอกสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 พ้นกำหนด 5 ปี แล้ว คำสั่งศาลที่ให้ตรวจคืนค่าขึ้นศาลตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งนี้เสีย และมีคำสั่งให้ยกคำแถลงขอรับค่าขึ้นศาลคืนลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำแถลงขอรับค่าขึ้นศาลคืนนั้นชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับค่าขึ้นศาลคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2546 ให้โจทก์แสดงหนังสือมอบอำนาจให้แก่นายมนต์มนัส ก่อนจึงจะพิจารณาสั่ง แสดงว่าศาลยังไม่ได้อนุญาตให้โจทก์รับค่าขึ้นศาลคืนไป ดังนั้น การที่โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้นายมนต์มนัสมีอำนาจรับเงินจากศาลในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์รับค่าขึ้นศาลคืนไป โจทก์ได้รับอนุญาตให้ตรวจคืนได้ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 โจทก์จึงมีหน้าที่ขอรับเงินคืนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น เห็นว่า ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2544 โดยมีคำพิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษ 180,000 บาทด้วย โจทก์ทราบคำพิพากษาแล้วจึงมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าขึ้นศาลคืนนับแต่เวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเป็นต้นไปและจะต้องขอค่าขึ้นศาลคืนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แม้โจทก์จะยื่นคำแถลงขอรับค่าขึ้นศาลคืนในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แสดงหนังสือมอบอำนาจให้แก่นายมนต์มนัสมีอำนาจรับเงินจากศาลเสียก่อนจึงจะพิจารณาสั่ง เท่ากับศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์รับค่าขึ้นศาลคืนในวันดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอส่งหนังสือมอบอำนาจให้นายมนต์มนัสมีอำนาจรับเงินจากศาลในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิขอรับค่าขึ้นศาลคืน โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะขอรับค่าขึ้นศาลคืน เพราะเงินดังกล่าวได้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์รับค่าขึ้นศาลคืนตามคำแถลงของโจทก์ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น แล้วมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์รับค่าขึ้นศาลคืน แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่าให้ยกคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหาร
โจทก์ — สินทรัพย์จตุจักร จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
บริษัทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด หรือ
จำเลย — บริษัทกรีนวัลเล่พรอพเพอร์ตี้ส์ จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายจงมาด อักษรเสนาะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9698/2551
#497455
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับ ก. เป็นหุ้นส่วนในการจัดสรรที่ดินขายโดยใช้ที่ดินพิพาทเป็นถนนเข้าสู่โครงการ การที่จำเลยที่ 1 กับ ก. ใช้ถนนเป็นทางเข้าออกของหมู่บ้านจัดสรรถือเป็นสาธารณูปโภคซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษาให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป แม้ต่อมาจะได้มีพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 แต่พระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ก็ยังคงมีบทบัญญัติเช่นเดิม จึงต้องถือว่าถนนดังกล่าวเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน จึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งมิอาจทำให้ภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกได้ การที่โจทก์รับซื้อฝากที่ดินจาก ก. แม้จะได้กรรมสิทธิ์จากการรับซื้อฝาก ภาระจำยอมดังกล่าวก็ย่อมตกติดไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 มีวัตถุประสงค์ผลิต จัดให้ได้มาจัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดตรังเป็นสาขาหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3178 เนื้อที่ 1 งาน 93 ตารางวา โดยรับซื้อฝากจากนางกันยาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2540 และเลยกำหนดเวลาไถ่ถอนแล้ว เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2539 พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดตรังดำเนินการปักเสา 6 ต้น พาดสายจ่ายไฟฟ้าเข้าที่ดินจัดสรรของจำเลยที่ 1 ในการก่อสร้างปักเสาพาดสายจ่ายไฟฟ้าลงบนที่ดินดังกล่าวของจำเลยทั้งสองไม่ได้รับความยินยอมจากนางกันยาเจ้าของที่ดินและไม่ได้แจ้งให้เจ้าของที่ดินทราบ ทำให้โจทก์ซึ่งรับโอนที่ดินมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ หากไม่มีเสาไฟและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินดังกล่าว โจทก์สามารถนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท หรือวันละ 200 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันย้ายเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3178 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์วันละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะย้ายถอนเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลมีนายวิบูลย์เป็นผู้ว่าการและเป็นผู้แทนนิติบุคคล มอบอำนาจให้นายจำรัสผู้จัดการไฟฟ้าจังหวัดตรังดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2537 นางกันยาซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3178 มาจากผู้มีชื่อ แล้วนำที่ดินดังกล่าวไปเข้าหุ้นกับจำเลยที่ 1 และพวกอีกหลายคนเป็นห้างหุ้นส่วนประเภทห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ผลกำไรในการจัดสรรแบ่งขายที่ดินร่วมกัน โดยที่ดินที่จัดสรรแบ่งขายนั้นอยู่ติดต่อกับที่ดินพิพาท และแบ่งเป็นแปลงประมาณ 300 แปลง จำเลยที่ 1 กับนางกันยาใช้ที่ดินพิพาทเป็นถนนเข้าออกของหมู่บ้านจัดสรร และใช้ที่ดินพิพาทติดตั้งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน ในการติดตั้งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าให้แก่หมู่บ้านดังกล่าว จำเลยที่ 2 ดำเนินการแล้วเสร็จจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โครงการตั้งแต่ปี 2539 แต่โจทก์รับซื้อฝากที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2540 ซึ่งขณะกระทำการซื้อขายสภาพที่ดินเป็นถนนทางเข้าหมู่บ้านและเป็นที่ดินที่มีการจัดตั้งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าอยู่ก่อนแล้วและนางกันยาเจ้าของที่ดินเดิมมีเจตนายกที่ดินพิพาทให้เป็นที่ดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และตามสภาพที่ดินพิพาทประชาชนได้ใช้และหวงแหนไว้เป็นประโยชน์ร่วมกันตามเจตนาของนางกันยาแล้ว การก่อสร้างปักเสาพาดสายจ่ายไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายและในขณะที่โจทก์รับโอนซื้อฝากที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่แล้วว่าที่ดินเป็นถนนทางเข้าออกหมู่บ้านและเป็นที่ดินสำหรับติดตั้งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านเป็นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การรับโอนดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นการรับโอนที่ไม่สุจริต สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางกันยาเป็นโมฆะโจทก์ไม่สุจริต สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางกันยาเป็นโมฆะโจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่รับโอนโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาไม่สุจริต ไม่เป็นความจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองย้ายถอนเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3178 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 100 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าวันที่ 18 ธันวาคม 2540 โจทก์รับซื้อฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3178 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เนื้อที่ 1 งาน 93 ตารางวา มาจากนางกันยาผู้ขายฝาก พ้นกำหนดแล้วไม่มีการไถ่ถอน โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว นับตั้งแต่วันรับซื้อฝาก จำเลยที่ 1 มีอาชีพจัดสรรขายที่ดินให้แก่บุคคลโดยทั่วไป ได้ให้จำเลยที่ 2 ปักเสาไฟฟ้า 6 ต้น ลงในที่ดินพิพาทเรียงไปตามความยาวของที่ดินเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่จัดสรรขาย ในการดำเนินการปักเสาพาดสายสิ้นค่าใช้จ่ายไปเป็นเงิน 940,474 บาท ตามเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 จำเลยที่ 2 ดำเนินการเสร็จเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันเวลาก่อนที่โจทก์รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากนางกันยาวิศวรุ่งโรจน์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปักเสาพาดสายไฟฟ้าฝ่ายที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และนางกันยาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กับนางกันยาเป็นหุ้นส่วนในการจัดสรรที่ดินเพื่อแบ่งขายกับประชาชนทั่วไป จำเลยที่ 1 กับนางกันยาประสงค์จะใช้ที่ดินพิพาทเป็นถนนเข้าออกหมู่บ้านจัดสรรและใช้ที่ดินพิพาทสำหรับติดตั้งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านด้วย ส่วนโจทก์กล่าวอ้างว่า นางกันยามิได้ยินยอมให้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นที่ปักเสาพาดสายไฟฟ้าผ่านเข้าออกหมู่บ้าน จึงมีข้อควรพิจารณาว่าที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นของนางกันยานั้น นางกันยายินยอมให้จำเลยทั้งสองปักเสาพาดสายไฟฟ้าผ่านในที่ดินพิพาทหรือไม่ ในประเด็นนี้โจทก์มีตัวโจทก์มาสืบพยานเพียงปากเดียวว่า การที่จำเลยทั้งสองปักเสาพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินพิพาทไม่ได้รับความยินยอมจากนางกันยาเจ้าของเดิม แต่โจทก์มิได้นำนางกันยาซึ่งเป็นเพื่อนที่คบกันมากว่า 20 ปี มาเบิกความด้วยเพื่อให้เห็นจริงตามคำกล่าวอ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 มีนายจำรัสผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 เบิกความว่าหากมีผู้ยื่นคำร้องขอใช้ไฟฟ้า ทางการไฟฟ้าจะให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพื้นที่ที่จะปักเสาพาดสายไฟฟ้า ซึ่งจะต้องมีถนนเข้าไปได้เนื่องจากจะต้องใช้รถยนต์บรรทุกอุปกรณ์การไฟฟ้าเข้าไปดำเนินการ และต้องมีการเข้าไปดูแลรักษาในภายหลัง นายเชษฐพงษ์พยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอใช้ไฟฟ้าเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 หลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับคำร้องขอใช้ไฟจากจำเลยที่ 1 แล้ว พยานได้เข้าไปดูพื้นที่เพื่อจะปักเสาพาดสายไฟ ได้ตรวจสอบพื้นที่ตามคำขอและแผนผังที่ตั้งที่พิพาทเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ที่ดินพิพาทอยู่ปากทางแยกถนนควนขนุนเข้าไปในโครงการเป็นถนนหินคลุกกว้างประมาณ 5 เมตร ถึง 6 เมตร ตามภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.4 ขณะนั้นทางเข้าโครงการที่ดินจัดสรรมีทางเข้าออกเพียงทางเดียวคือทางพิพาท จำเลยที่ 2 ดำเนินการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าผ่ายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 ตามบันทึกเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังมีดาบตำรวจมานิตย์ และนายสันติชัยมาเบิกความว่า พยานทั้งสองได้ซื้อบ้านพร้อมที่ดินจัดสรรจากจำเลยที่ 1 และนงกันยาซึ่งเป็นหุ้นส่วนกัน เห็นว่า โครงการจัดสรรขายบ้านและที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นการจัดสรรโครงการใหญ่ ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปักเสาพาดสายไฟให้จำเลยที่ 2 เป็นเงินถึง 940,474 บาท ตามเอกสารหมาย จ.6 การทำโครงการใหญ่เช่นนี้หากไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินที่ใช้ปักเสาพาดสายคงมิอาจกระทำได้ เพราะเจ้าของที่ดินจะต้องคัดค้านฟ้องร้องอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ปรากฏว่านางกันยาเจ้าของที่ดินเดิมร้องคัดค้านหรือฟ้องร้องแต่ประการใด และปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.7 สภาพถนนที่เสาไฟฟ้าปักอยู่ก็มีสภาพเป็นถนนหินคลุกสูงจากระดับพื้นดินรอบข้างมีระยะทางยาวพอสมควรและถนนดังกล่าวก็ปรากฏอยู่ในผังบริเวณที่ดินแบ่งขายเป็นแปลงเอกสารหมาย จ.5 กรณีจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า นางกันยากับจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนในการจัดสรรที่ดินกันและนางกันยายินยอมให้ใช้ที่ดินพิพาทซึ่งมีสภาพเป็นถนนตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.7 หากนางกันยามิได้เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 แล้ว การปักเสาพาดสายไฟฟ้าย่อมไม่อาจสำเร็จได้อย่างแน่นอน ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 กับนางกันยาเป็นหุ้นส่วนในการจัดสรรที่ดินขายโดยใช้ที่ดินพิพาทเป็นถนนเข้าสู่โครงการตามภาพเอกสารหมาย จ.7 การปักเสาพาดสายไฟฟ้าจึงถือได้ว่านางกันยาซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 2 ปักเสาพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินพิพาทโดยปริยาย และการที่จำเลยที่ 1 กับนางกันยาใช้ถนนเป็นทางเข้าออกของหมู่บ้านจัดสรรนั้นถือเป็นสาธารณูปโภค ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 สาธารณูปโภค ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติว่า อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น ซึ่งในขณะเกิดเหตุนี้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ยังมีผลใช้บังคับอยู่แม้ต่อมาในปี พ.ศ.2543 จะได้มีพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินโดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ก็ยังคงบัญญัติว่า สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องถือว่าถนนดังกล่าวที่ใช้เป็นทางเข้าออกโครงการหมู่บ้านจัดสรรนั้นเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน ถนนดังกล่าวจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งมิอาจทำให้ภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกได้ การที่โจทก์รับซื้อฝากที่ดินจากนางกันยาแม้จะได้กรรมสิทธิ์จากการรับซื้อฝาก ภาระจำยอมดังกล่าวก็ย่อมตกติดไปด้วย หาอาจบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันย้ายเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินพิพาทได้ไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1387 ม. 1388
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวทัศนา สร้างชัยสิริมั่น
จำเลย — นายประวิทย์ จตุพลัง ฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9695/2551
#498033
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบห้าโดยชัดเจนว่าจำเลยทั้งหมดบังอาจร่วมกันเล่นการพนันกำถั่ว อันเป็นการพนันประเภทห้ามขาดตามบัญชี ก. อันดับที่ 4 ท้าย พ.ร.บ.การพนันฯ และมิได้มี พ.ร.ฎ.อนุญาตให้จำเลยทั้งยี่สิบห้าเล่นได้ โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และร่วมเล่น ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 25 เป็นผู้เข้าร่วมเล่นการพนัน ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิด ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยทั้งยี่สิบห้ากับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นการพนันกำถั่ว อันเป็นการพนันตามบัญชี ก. อันดับที่ 4 ท้าย พ.ร.บ.การพนันฯ โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และร่วมเล่นด้วยแม้ พ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 12 (1) ได้กำหนดโทษผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นการพนันตามบัญชี ก. หมายเลข 4 ซึ่งแยกบทกำหนดโทษสำหรับผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันที่ไม่ได้เรียกว่าลูกค้าเป็นบทหนึ่ง และสำหรับผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันที่เรียกว่าลูกค้าเป็นอีกบทหนึ่งก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็มีเพียงเจตนาเดียวคือ เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นการพนันกำถั่ว ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้ร่วมเล่นการพนันกำถั่ว จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยที่ 1 คือความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบห้าตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง 10, 12 (1), 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้ามือ จำคุก 6 เดือนฐานเป็นผู้เล่น ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึง 25 ฐานเป็นผู้เล่น ปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบห้าให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้ามือ จำคุก 3 เดือน ฐานเป็นผู้เล่น ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึง 25 ฐานเป็นผู้เล่น ปรับคนละ 1,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งยี่สิบห้าชำระค่าสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดเพราะมิได้บรรยายว่าการที่จำเลยเข้าเล่นการพนันนั้น หาได้รับอนุญาตแต่อย่างใด เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบห้าโดยชัดเจนว่าจำเลยทั้งหมดบังอาจร่วมกันเล่นการพนันกำถั่วอันเป็นการพนันประเภทห้ามขาด ตามบัญชี ก. อันดับที่ 4 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 และมิได้มีพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้จำเลยทั้งยี่สิบห้าได้เล่น โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และร่วมเล่น ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 25 เป็นผู้เข้าร่วมเล่นการพนัน ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิด ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทการที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจึงไม่ถูกต้อง เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยทั้งยี่สิบห้ากับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นการพนันกำถั่วอันเป็นการพนันตามบัญชี ก. อันดับที่ 4 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และร่วมเล่นด้วย แม้พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (1) ได้กำหนดโทษผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นการพนันตามบัญชี ก. หมายเลข 4 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง เว้นแต่ผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันที่เรียกว่า ลูกค้า ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งแยกบทกำหนดโทษสำหรับผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันที่ไม่ได้เรียกว่าลูกค้าเป็นบทหนึ่ง และสำหรับผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันที่เรียกว่าลูกค้าเป็นอีกบทหนึ่งก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็มีเพียงเจตนาเดียวคือ เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นการพนันกำถั่ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้ร่วมเล่นการพนันกำถั่วจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยที่ 1 คือความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้ร่วมเล่นการพนันรวม 2 กระทงนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนปัญหาว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น ปรากฏว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 กับพวกได้พร้อมด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการเล่นการพนัน โดยมีการใช้กระดาษแทนเงินสด แสดงว่ามีลักษณะเป็นบ่อนการพนัน อันเป็นต้นเหตุให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอย่างกว้างขวาง สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดใด ๆ มาก่อนและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 จำคุก 6 เดือน ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเจ้ามือรับกินรับใช้และฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนันเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้วางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2473 ม. 12 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเบตง
จำเลย — นายพรชัย แซ่เฮก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9620/2551
#500730
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานรับของโจรนั้น จะเกิดเป็นความผิดขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 2 ได้รับทรัพย์นั้นไว้โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากกระทำผิด ไม่ใช่ว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่แล้ว จำเลยที่ 2 ต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ความว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานรับของโจรนั้น จำเลยที่ 2 กระทำการใดหรือมีพฤติการณ์อย่างใดที่เป็นการรู้เห็นเป็นใจร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ผู้เสียหายพยานโจทก์เบิกความยืนยันเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่า ภายหลังจากที่รถจักรยานยนต์ถูกคนร้ายลักไป ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 2 ครอบครองขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางอยู่ ก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเท่าที่โจทก์นำสืบมาไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของกลางร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 มีอายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า มีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของนางสาวบรรจงลักษณ์ ขณะอยู่ในความครอบครองของนายบัณฑิต ผู้เสียหายไป ต่อมา เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองและยึดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นของกลาง สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานรับของโจรตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์คำสั่ง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรตามฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานรับของโจรนั้น จะเกิดเป็นความผิดขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 2 ได้รับทรัพย์นั้นไว้โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด ไม่ใช่ว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่แล้วจำเลยที่ 2 ต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดเมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ความว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานรับของโจรนั้น จำเลยที่ 2 กระทำการใดหรือมีพฤติการณ์อย่างใดที่เป็นการรู้เห็นเป็นใจร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แม้นายบัณฑิต ผู้เสียหายพยานโจทก์เบิกความยืนยันเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่า ภายหลังจากที่รถจักรยานยนต์ถูกคนร้ายลักไป ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 2 ครอบครองขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางอยู่ ก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเท่าที่โจทก์นำสืบมาไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของกลางร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 357
ป.วิ.พ. ม. 84
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายขวัญชัย คงอ่อน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9574/2551
#500440
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) บัญญัติว่า "คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะเสนอด้วยวาจาหรือทำเป็น...คำร้องขอ..." การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง

ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 จึงเกินกำหนด 1 ปี นับแต่ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้องขอ) ดังนั้นปัญหาว่าผู้ร้องเป็นบุตรของ ป. หรือไม่ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย หากผู้ร้องเห็นว่ามีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในการรับมรดกของ ป. อย่างไร ผู้ร้องต้องไปใช้สิทธิทางศาลอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายประยงค์ และนางทองพูน ซึ่งอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส โดยผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2525 นายประยงค์มอบหมายให้นายนาค ไปแจ้งการเกิดว่าผู้ร้องเป็นบุตร นายประยงค์ได้อุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษา และแสดงออกโดยเปิดเผยว่าผู้ร้องเป็นบุตร ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2548 นายประยงค์ถึงแก่ความตาย ขณะยังมีชีวิตอยู่นายประยงค์มีทรัพย์สิน คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9072 เลขที่ดิน 1971 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ผู้ร้องมีเหตุขัดข้องในการรับมรดกดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายประยงค์ ผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่บุตรของนายประยงค์ นายประยงค์ไม่เคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางทองพูน ผู้คัดค้านทั้งสามและนายประยงค์ไม่รู้จักนายนาค นายประยงค์ไม่เคยมอบหมายหรือรู้เห็นยินยอมให้นายนาคไปแจ้งการเกิดของผู้ร้อง นายประยงค์ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษา และแสดงออกโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือบุคคลทั่วไป หรือให้การรับรองว่าผู้ร้องเป็นบุตร นายประยงค์ถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9072 เลขที่ดิน 1971 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาจริง ผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2525 บรรลุนิติภาวะเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องหลังจากที่บรรลุนิติภาวะแล้วเกินกว่าหนึ่งปี คดีของผู้ร้องจึงขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้องขอ) คดีนี้หรือไม่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1556 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร...ในกรณีที่เด็กบรรลุนิติภาวะแล้ว จะต้องฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันบรรลุนิติภาวะ..." และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) บัญญัติว่า "คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาลไม่ว่าจะเสนอด้วยวาจาหรือทำเป็น...คำร้องขอ..." การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องบรรลุนิติภาวะเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคดีนี้เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 จึงเกินกำหนด 1 ปี ต้องห้ามตามมาตรา 1556 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้องขอ) คดีนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่าผู้ร้องเป็นบุตรของนายประยงค์หรือไม่ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะแม้ผู้ร้องจะเป็นบุตรของนายประยงค์จริง ศาลก็ไม่อาจจะพิพากษาให้ผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้เพราะไม่ฟ้องภายในกำหนด 1 ปี ตาม บทกฎหมายดังกล่าว หากผู้ร้องเห็นว่ามีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในการรับมรดกของนายประยงค์อย่างไร ผู้ร้องต้องไปใช้สิทธิทางศาลอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบุตรของนายประยงค์หรือไม่จึงชอบแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1556
ป.วิ.พ. ม. 1 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวชนิตาหรือประหยัด สินประเสริฐ
ผู้คัดค้าน — นางสาวสุวรรณา ภิญโญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2551
#500438
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อที่ดินและรถยนต์ในระหว่างสมรส ที่ดินและรถยนต์จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) แม้เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากธนาคาร และเงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ 400,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินเดือนของจำเลยทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรสนั่นเอง ส่วนเงิน 130,000 บาท ที่นำไปรวมกับเงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส จำเลยจะต้องพิสูจน์หักล้าง เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องถือว่าเป็นสินสมรส

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันระหว่างสมรสมีทรัพย์สินทำมาหาได้ร่วมกัน คือ ที่ดินและรถยนต์ ต่อมาจำเลยฟ้องหย่าโจทก์ต่อศาลชั้นต้นโดยไม่ได้กล่าวถึงสินสมรส ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย โดยให้มีเนื้อที่คนละครึ่งเท่ากัน ให้จำเลยไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง โดยให้ที่ดินแปลงทิศเหนือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ทิศใต้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนด หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้จำเลยชดใช้เงินค่าที่ดินแก่โจทก์ 141,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือนำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง ให้จำเลยใช้เงินหรือคืนเงินค่ารถยนต์แก่โจทก์ 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือนำรถยนต์ออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง

จำเลยให้การว่า ทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 74743 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และรถยนต์พิพาทหมายเลขทะเบียน กค 5461 พิษณุโลก แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าหากการแบ่งตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างคู่ความ หรือมิฉะนั้นให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2530 ระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 128/2 หมู่ที่ 8 ตำบลหัวรอ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 74743 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จากนางสาววรนุช โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ 197,000 บาท ชำระราคาที่ดินและจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จากนั้นจำเลยได้นำเงินเดือนของจำเลยผ่อนชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์จนครบถ้วน และไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2541 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กค 5461 พิษณุโลก จำเลยชำระราคารถยนต์คันดังกล่าวเป็นเงินสด โดยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จำกัด 400,000 บาท แล้วนำมาสมทบกับเงินส่วนอื่น จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ทุกเดือน ต่อมาจำเลยฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยนำสำเนาคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียนอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2547 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าที่ดินและรถยนต์เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 และซื้อรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 อันเป็นระยะเวลาในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทและรถยนต์พิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) แม้จำเลยจะนำสืบว่า เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินพิพาทเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากธนาคารอาคารสงเคราะห์และเงินที่จำเลยใช้ซื้อรถยนต์พิพาทเป็นเงินที่จำเลยกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จำกัด จำนวน 400,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินเดือนของจำเลยทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรสนั่นเอง ส่วนเงินจำนวน 130,000 บาท ที่นำไปรวมกับเงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ที่จำเลยอ้างว่าเป็นเงินสินส่วนตัวเพราะได้มาจากการขายที่ดินมรดกของบิดาจำเลยซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยนั้น จำเลยไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเงิน 130,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสได้ ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทและรถยนต์พิพาทเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากกันจำเลยจึงต้องแบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 วรรคหนึ่ง (1) ม. 1474 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญสืบ พักอยู่
จำเลย — นางทวี วิทยะ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2551
#497400
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้อื่นแล้วยกให้วัดโจทก์ที่ 1 ขณะที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่เป็นนิติบุคคล ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 โดยมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส โจทก์ที่ 2 ก็ได้แสดงเจตนายืนยันว่าได้มีการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทำบันทึกถ้อยคำว่า โจทก์ที่ 1 มีความประสงค์ขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัดที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สำหรับสร้างวัดโจทก์ที่ 1 ตามเจตนาของผู้อุทิศทันทีโดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อสร้างวัดโจทก์ที่ 1 เสร็จเรียบร้อย กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ตั้งวัดโจทก์ที่ 1 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แล้วตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การที่โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ที่ 1 มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนซึ่งมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยไปยังจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มีโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสมีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2508 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา จากนายไฝ โดยเจตนาอุทิศให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ปลูกสร้างกุฏิสงฆ์เลขที่ 373/37 บนที่ดินแปลงดังกล่าวและครอบครองแทนโจทก์ที่ 1 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าสิบปีที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นที่ธรณีสงฆ์ โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการรับโฉนดที่ดินเลขที่ 6696, 533, 3150 และ 6736 จากเจ้าพนักงานที่ดินที่จังหวัดชลบุรี และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยกลับปลอมหนังสือมอบอำนาจเป็นว่า โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ให้จำเลยและยึดหน่วงโฉนดที่ดินเลขที่ 533, 3150 และ 6736 ของโจทก์ที่ 1 ไว้ ต่อมาจำเลยรื้อถอนกุฏิสงฆ์เลขที่ 373/37 ราคาประมาณ 400,000 บาท ของโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2530 ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยและพิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 6696, 533, 3150 และ 6736 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ให้โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดและเริ่มมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2514 ดังนั้นขณะที่โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทในปี 2508 โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่มีสภาพบุคคลจึงเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์ที่ 2 จะครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 หรือเจตนาจะอุทิศที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดและเริ่มมีฐานะเป็นนิติบุคคลโจทก์ที่ 1 ไม่เคยครอบครองหรือมอบหมายให้โจทก์ที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยโจทก์ที่ 2 ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนขายด้วยความสมัครใจ โรงเรือนเลขที่ 373/37 ไม่ใช่กุฏิสงฆ์แต่เป็นบ้านพักที่จำเลยก่อสร้างในราคา 100,000 บาท จำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีอำนาจรื้อถอน จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินเลขที่ 533, 3150 และ 6736 ไว้จนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเงินจำนวน 45,000 บาท ที่จำเลยทดรองจ่ายในการดำเนินการจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนายบัณฑิตกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกนายบัณฑิต เริงนภดล เป็นจำเลยร่วมที่ 1 และธนาคารกรุงเทพ จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การว่า โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากนายไฝตั้งแต่ปี 2508 และครอบครองเพื่อตนเองมาโดยตลอดไม่เคยครอบครองแทนโจทก์ที่ 1 และไม่เคยยกให้โจทก์ที่ 1 อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2530 ไม่ใช่เอกสารปลอม โรงเรือนเลขที่ 373/37 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทไม่ใช่กุฏิสงฆ์แต่เป็นบ้านพักที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นเอง และมีราคาไม่เกิน 50,000 บาท จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยร่วมที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนเพื่อขอกู้ยืมเงินจากจำเลยร่วมที่ 2 ไปใช้ในการเผยแพร่และพัฒนาพุทธศาสนา ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 2 รับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยร่วมที่ 1 ไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ทั้งสองมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปี จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่มรณภาพ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะทายาทจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2530 ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลย ให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมที่ 1 ตามสัญญาให้ที่ดินฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2533 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2533 ให้จำเลยส่งมอบโฉนดเลขที่ 6696, 533, 3150, 6736 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ให้แก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6696 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูกค่าขึ้นศาล) ให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยร่วมทั้งสองให้เป็นพับ ยกเว้นค่าทนายความ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2508 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6696 ตำบลแสนสุข (หนองมน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา จากนายไฝ แล้วยกให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะนั้นยังมีสถานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นวัดขึ้นในพระพุทธศาสนาตามสำเนาประกาศกระทรวงศึกษาธิการเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2530 จำเลยรับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 2 ให้ปรับโฉนดที่ดิน 6696, 533, 3150 และ 6736 จากสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีตามเอกสารหมาย จ.9 และในวันเดียวกันนั้นจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2530 เอกสารหมาย จ.18 ที่โจทก์ที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจโดยจำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนโอนขายให้แก่ตนเอง วันที่ 18 กันยายน 2533 จำเลยจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยร่วมที่ 1 และในวันเดียวกันจำเลยร่วมที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการกู้ยืมเงินไว้แก่จำเลยร่วมที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ว่า ขณะที่โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้อื่นแล้วยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1ระหว่างนั้นโจทก์ที่ 1 ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและยังไม่มีการสร้างวัด ข้ออ้างของโจทก์ที่ 2 ที่ว่าได้ครอบครองที่ดินแทนโจทก์ที่ 1 จึงเลื่อนลอยและไม่มีเหตุผล โจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้อื่นแล้วยกให้โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่ปี 2508 ขณะที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่เป็นนิติบุคคลก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเอกสารหมาย จ.1 โดยมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ก็ได้แสดงเจตนายืนยันว่าได้มีการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทำบันทึกถ้อยคำตามเอกสารหมาย จ.25 ว่า โจทก์ที่ 1 มีความประสงค์ขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทที่โจทก์ที่ 2 ยกให้โจทก์ที่ 1 ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัด ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สำหรับสร้างวัดโจทก์ที่ 1 ตามเจตนาของผู้อุทิศทันทีโดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อสร้างวัดโจทก์ที่ 1 เสร็จเรียบร้อย กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ตั้งวัดโจทก์ที่ 1 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโจทก์ที่ 1 โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของวัดโจทก์ที่ 1 แล้วตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น ประเด็นที่ว่า โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะถึงอย่างไรจำเลยไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของวัดโจทก์ที่ 1 มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ซึ่งมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยไปยังจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ส่วนที่จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ฎีกาประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเกินคำขอ เพราะคำฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้บังคับจำเลยร่วมที่ 1 คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่อาจบังคับแก่จำเลยร่วมที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วโดยมีคำฟ้องเดิมเป็นหลัก หนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ร่วมกันระหว่างจำเลยและจำเลยร่วม คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงบังคับและมีผลผูกพันจำเลยร่วมด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดแสนสุขวิสุทธิวรารามหรือแสนสุขสุทธิวราราม กับพวก
จำเลย — พระกำธร เริงนพดลหรือเขมานนโท ฯ
จำเลยร่วม — นายบัณฑิต เริงนพดล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9488/2551
#418060
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจ่ายเงินรางวัลพนักงานดีเด่นและหัวหน้าดีเด่นประจำเดือนแก่ลูกจ้างเป็นประจำตลอดมาทุกเดือน นับแต่ปี 2541 จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2545 เงินรางวัลพนักงานดีเด่นและหัวหน้างานดีเด่น ประจำเดือนจึงเป็นประโยชน์อื่นของลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างงานหรือการทำงานและเป็นสภาพการจ้าง ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 แม้ว่าเรื่องของการจ่ายเงินรางวัลพนักงานดีเด่นและหัวหน้าดีเด่นประจำเดือน เป็นสภาพการจ้างอื่นใดที่ไม่อยู่ในข้อเรียกร้องตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่ก็เป็นสภาพการจ้างที่ปฏิบัติสืบกันมาจึงเป็นสภาพการจ้างที่บันทึกข้อตกลงดังกล่าวระบุให้ต้องคงไว้เช่นเดิม และยังเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย การยกเลิกรางวัลพนักงานดีเด่นและหัวหน้างานดีเด่นประจำเดือนเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างและเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงเป็นการไม่ชอบ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานบางกอกฟลาวมิลล์แห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทบางกอกฟลาวมิลล์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลางสมุทรปราการ — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9362/2551
#412375
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด (คำร้องขัดทรัพย์) ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ได้ออกหมายบังคับคดีคือ ศาลที่ได้พิจารณาและตัดสินคดีในชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 จะยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดีไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลที่ออกหมายบังคับคดีคือศาลแพ่งไม่ใช่ศาลจังหวัดพิษณุโลก การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกจึงเป็นการเสนอคำร้องขอต่อศาลที่ไม่มีอำนาจพิจารณา

พิพากษาคดี.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 924,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2542 จนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 29,170 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลแพ่งได้ออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 และได้ส่งหมายบังคับคดีให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน ต่อมาศาลชั้นต้นได้ทำการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11199 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวข้างต้นเป็นของผู้ร้องทั้งสองขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา ให้ยกคำร้องขอ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีมาตรา 302" และมาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งได้เสนอต่อศาลตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น" ดังนั้น การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด (คำร้องขัดทรัพย์) ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ได้ออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและตัดสินคดีในชั้นต้นตามมาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 จะยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดีไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลที่ออกหมายบังคับคดีคือศาลแพ่งไม่ใช่ศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการเสนอคำร้องขอต่อศาลที่ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทไว้พิจารณาพิพากษาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 ม. 288 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิช ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — นายสมหมาย ทิวารัตน์ กับพวก
นางสาวอัญชนิฎา เอกสิทธิโชคหรือณัฎฐณิฌา
จำเลย — เกตุทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายนรินทร์ สมัครเขตการ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9362/2551
#500411
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดหรือคำร้องขัดทรัพย์ เป็นคำฟ้องหรือคำร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ที่ต้องยื่นต่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีตามมาตรา 302 ซึ่งบัญญัติว่า ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้น ดังนั้น การยื่นคำร้องขัดทรัพย์จึงต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่พิจารณาและตัดสินคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 จะยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 924,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2542 จนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 29,170 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลแพ่งได้ออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 และได้ส่งหมายบังคับคดีให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน ต่อมาศาลชั้นต้นได้ทำการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11199 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวข้างต้นเป็นของผู้ร้องทั้งสอง ขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาให้ยกคำร้องขอ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302" และมาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งได้เสนอต่อศาลตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ คือ ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น" ดังนั้น การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด (คำร้องขัดทรัพย์) ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ได้ออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและตัดสินคดีในชั้นต้นตามมาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 จะยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดีไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลที่ออกหมายบังคับคดีคือศาลแพ่งไม่ใช่ศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการเสนอคำร้องขอต่อศาลที่ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทไว้พิจารณาพิพากษาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 288 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิช ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — นายสมหมาย ทิวารัตน์ กับพวก
นางสาวอัญชนิฎา เอกสิทธิโชค หรือ
จำเลย — ณัฏฐณิฌา เกตุทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9347/2551
#499853
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงซื้อขายที่ดินรวม 4 แปลง เนื้อที่รวม 21 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวา ต่อมาโจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินทั้ง 4 แปลง ปรากฏว่าที่ดินทั้งสี่แปลงมีเนื้อที่เพียง 18 ไร่ 92 ตารางวา ขาดหายไป 3 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา การที่จำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินของตนมีเนื้อที่น้อยกว่าที่ปรากฏในโฉนดแต่มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำการซื้อขาย จึงเป็นการปกปิดข้อเท็จจริง เป็นการกระทำกลฉ้อฉลต่อโจทก์ ไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี โจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเสนอราคาขายที่ดินต่อโจทก์รวม 4 แปลง คิดเป็นเนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 29,901,150 บาท โจทก์ตกลงซื้อที่ดินตามที่จำเลยทั้งสามเสนอราคา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินทั้ง 4 แปลงดังกล่าว ปรากฏว่าเนื้อที่น้อยกว่าเดิม 3 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา ทำให้โจทก์ชำระเงินค่าซื้อที่ดินเกินกว่าราคาที่แท้จริง 4,743,750 บาท จำเลยทั้งสามปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อที่ที่ดินที่ขาดหายไปทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าที่ดินทั้งหมดมีเนื้อที่เต็มตามโฉนดเป็นการละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิด จำเลยทั้งสามต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามรับเงินไปจากโจทก์คือวันที่ 3 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,305,181.08 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 6,048,931.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือใช้แทนคืนเงิน 6,048,931.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,743,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับโฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสามเรียบร้อยแล้วและตกลงทำสัญญาซื้อขายและยอมรับมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินไปจากจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามซื้อมาจากบุคคลภายนอกอีกทีหนึ่งไม่ทราบว่าเนื้อที่ที่ดินขาดบกพร่องไป จำเลยทั้งสามไม่เคยรังวัดที่ดินทั้ง 4 แปลง โจทก์คำนึงถึงเนื้อที่ที่ดินตามหน้าโฉนดที่ระบุไว้ในเอกสารสิทธิแต่ละฉบับเท่านั้น หาได้ถือเนื้อที่ที่ดินเป็นสาระสำคัญแต่อย่างใดไม่ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดในการที่เนื้อที่ที่ดินขาดตกบกพร่อง โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยทั้งสามภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ 3 ปีเศษแล้ว คดีขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาที่ดินที่ชำระเกิน โจทก์ต้องฟ้องมาภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบ โจทก์ทราบถึงการขาดจำนวนเนื้อที่ตั้งแต่ตุลาคม 2542 และทำรังวัดอีกครั้งในวันที่ 27 ธันวาคม 2542 ซึ่งในวันดังกล่าวโจทก์ทราบดีแล้วว่าเนื้อที่ที่ดินขาดไปตามฟ้องไม่ว่าจะนับแต่ตุลาคม 2542 หรือนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2542 จนถึงวันฟ้องล่วงเลยเวลา 1 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...จำเลยทั้งสามเสนอขายที่ดินให้แก่โจทก์โดยรู้อยู่ก่อนหรือไม่ว่าเนื้อที่ขาดหายไปจากโฉนด 3 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา เห็นว่า จำเลยทั้งสามซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงแล้วได้ยื่นคำขอรวมโฉนด 3 แปลง เจ้าพนักงานรังวัดแล้วทำรายงานการรังวัด ระบุว่า เนื้อที่ที่ดินหายไป 3 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา ต่อมาจำเลยทั้งสามยื่นคำขอยกเลิกเรื่องการรวมโฉนด การที่จำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินของตนเนื้อที่น้อยกว่าที่ปรากฏในโฉนด แต่มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำการซื้อขาย จึงเป็นการปกปิดข้อเท็จจริง เป็นการกระทำกลฉ้อฉลต่อโจทก์ ไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี โจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินต่างกัน จึงต้องรับผิดตามส่วนที่ถือกรรมสิทธิ์ โดยโฉนดเลขที่ 691 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 2,015 ส่วน จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ 400 ส่วน โฉนดเลขที่ 948 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 1,776 ส่วน จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ 1,600 ส่วน และโฉนดเลขที่ 949 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 2,300 ส่วน จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ 440 ส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่ 691 เนื้อที่ขาดไป 54 ตารางวา คิดเป็นเงิน 186,300 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องร่วมกันรับผิด 155,442.85 บาท จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด 30,857.15 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 948 เนื้อที่ขาดไป 2 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา คิดเป็นเงิน 3,898,500 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องรับผิด 2,050,869.70 บาท จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด 1,847,630.30 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 949 เนื้อที่ขาดหายไป 1 งาน 91 ตารางวา เป็นเงิน 658,950 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องรับผิด 553,133.20 บาท สำหรับค่าที่ดินที่ขาดหายไปนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิด 2,759,445.75 บาท (คนละ 1,379,722.875 บาท) ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดรวม 1,984,304.25 บาท จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิด 105,816.80 บาท

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินคนละ 1,379,722.875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,984,304.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปาส่วนภูมิภาค
จำเลย — นางสาวอารี ประจงสุขศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9344/2551
#418237
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้า มีสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันวินาศภัยที่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยหรือรถยนต์คู่กรณีที่ถูกรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยทำละเมิด ซึ่งเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยจากจำเลย จึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ กรณีต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ไม่ใช่มีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) เมื่อสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างของโจทก์เกิดขึ้นในช่วงปี 2541 และโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 10 มิถุนายน 2545 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนด 5 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 297,529 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 297,529 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 1,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ประกอบกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้ามีสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันวินาศภัยที่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยหรือรถยนต์คู่กรณีที่ถูกรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยทำละเมิดซึ่งเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยจากจำเลย จึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ไม่ใช่มีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) เมื่อสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์ทั้ง 42 คัน เกิดขึ้นในช่วงปี 2541 และโจทก์มาฟ้องคดีนี้ในวันที่ 10 มิถุนายน 2545 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนด 5 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรงวุฒิเซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นางนฤมล พงษ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9340/2551
#497319
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กับคดีอาญาซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวมีประเด็นเป็นเรื่องเดียวกัน คือ จำเลยได้เบียดบังยักยอกทรัพย์ของโจทก์หรือไม่ และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีพิพากษาคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญาศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้เบียดบังยักยอกทรัพย์ คดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตาม และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติหรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้มีเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้วและมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2540 โจทก์มอบเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่จำเลยเพื่อนำไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ของนายราตรีที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหิน แต่จำเลยกลับเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 386,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยรับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ ทั้งมูลคดีที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกขอให้ลงโทษและให้จำเลยใช้เงิน 300,000 บาท คืนแก่โจทก์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3879/2540 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาโดยฟังข้อเท็จจริงว่าไม่สามารถรับฟังได้ว่าโจทก์มอบเงิน 300,000 บาท ให้แก่จำเลยจริงและมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีกซึ่งคดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ว่ามีสิทธิเรียกทรัพย์คืน ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้มีเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้ข้อหายักยอกทรัพย์รายเดียวกันกับของโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งโจทก์ในคดีนี้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด หลังจากนั้นโจทก์จึงยื่นคำฟ้องจำเลยต่อศาลเป็นคดีนี้โดยอาศัยมูลคดีเช่นเดียวกันกับคดีดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่เรียกดอกเบี้ยเพิ่มเติมเข้ามาเท่านั้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาข้างต้นหรือไม่ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้กับคดีอาญาซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว มีประเด็นเป็นเรื่องเดียวกัน คือ จำเลยได้เบียดบังยักยอกทรัพย์ของโจทก์หรือไม่ และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีส่วนอาญาศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้เบียดบังยักยอกทรัพย์ของโจทก์ตามฟ้อง คดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้วและมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดี คดีนี้โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาตามรูปคดีเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลแต่ละชั้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่คืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร ขาวพิทักษ์วงศ์
จำเลย — นายสมชาย ขาวเขียว
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9339/2551
#497318
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว แต่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ย่อมเป็นผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้รายนี้จากลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้หนี้ที่ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ระงับไปเพียงแต่เจ้าหนี้หมดสิทธิเรียกร้องเอาหนี้ดังกล่าวจากลูกหนี้เท่านั้น เมื่อหนี้ยังไม่ระงับ ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่ และหนี้จำนองก็ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ผู้จำนองยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเช่นกัน ดังนั้น จำเลยทั้งสองซึ่งได้ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้แก่โจทก์ จึงยังคงต้องผูกพันรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองต่อไป โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2536 นายบุญลือทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 750,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี สัญญาจะผ่อนชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 60 เดือน นับแต่วันทำสัญญา และได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 800,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยสำหรับจำนวนที่เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ทุกเดือนในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หากผิดนัดไม่ส่งดอกเบี้ยยินยอมให้โจทก์ทบดอกเบี้ยที่ค้างชำระเข้ากับต้นเงินทันที และให้คิดดอกเบี้ยทบต้นตามธรรมเนียมประเพณีของธนาคาร นอกจากนี้นายบุญลือยังได้เข้าทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ตกลงจะนำตั๋วเงินมาขายลดให้แก่โจทก์เป็นคราว ๆ โดยมีข้อสัญญาให้โจทก์คิดส่วนลดเป็นดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หากโจทก์ไม่ได้รับเงินเต็มตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุในตั๋วเงิน ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นายบุญลือยินยอมชำระเงินจำนวนนั้นแก่โจทก์จนครบ เพื่อเป็นหลักประกันหนี้สินทุกชนิดของนายบุญลือที่มีกับโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ ยินยอมรับผิดร่วมกับนายบุญลือต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 78005 พร้อมสิงปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ วงเงินจำนอง 750,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 180379 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ วงเงินจำนอง 1,100,000 บาท โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยินยอมให้โจทก์บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จนครบปรากฏว่านับแต่นายบุญลือได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้เงินไปจากโจทก์แล้ว นายบุญลือชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายให้โจทก์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 21,059.40 บาท หลังจากนั้นไม่ชำระหนี้อีกเลย คงเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์จำนวน 688,000 บาท และดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 จนถึงวันฟ้องจำนวน 391,977.23 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น เมื่อครบกำหนดตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีแล้ว นายบุญลือได้เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา โดยไม่มีกำหนดเวลาจนกระทั่งนายบุญลือถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 โจทก์จึงได้หยุดคิดดอกเบี้ยทบต้น ปรากฏว่านายบุญลือมีภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 985,544.32 บาท และดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 381,248.36 บาท สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน ปรากฏว่านายบุญลือได้นำเช็คมาขายลดให้แก่โจทก์ 6 ฉบับ เมื่อถึงกำหนดวันสั่งจ่ายโจทก์ได้นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแล้ว ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 6 ฉบับ ซึ่งนายบุญลือจะต้องรับผิดชำระตามเช็คทั้ง 6 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 299,400 บาท และดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 116,558.22 บาท เมื่อนายบุญลือลูกหนี้ชั้นต้นถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองจึงต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ดังกล่าวของนายบุญลือ ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,862,728.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,972,944.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ถ้าเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า นายบุญลือได้ชำระต้นเงินตามสัญญากู้เงินคืนให้แก่โจทก์มากกว่าที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมา ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนายบุญลือไม่เคยออกเช็คสั่งจ่ายเบิกถอนเงินจากบัญชีและไม่มีหนี้ค้างชำระ สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เช็คบางฉบับนายบุญลือไม่ได้นำไปขายลดให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับชำระหนี้จากผู้สั่งจ่ายเช็คไปแล้ว จึงไม่มีหนี้ที่นายบุญลือต้องชำระแก่โจทก์อีก โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี การคำนวณยอดหนี้ของโจทก์ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้คราวเดียวกันในวงเงิน 750,000 บาท หากจะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ไม่เกิน 750,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายบุญลือได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์ไปเป็นจำนวนมากแล้ว มีหนี้เงินค้างชำระน้อยกว่า 688,000 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น เนื่องจากนายบุญลือถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 หนี้ต่าง ๆ ที่เกิดจากการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีหลังจากวันดังกล่าวโจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้นายบุญลือรับผิดได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวเช่นเดียวกัน สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินโจทก์ได้รับเงินตามเช็คจากผู้สั่งจ่ายแล้ว จึงไม่มีหนี้ใด ๆ ที่นายบุญลือจะต้องรับผิดอีก และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในหนี้ทั้งสามประเภทเอาแก่นายบุญลือภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาให้นายบุญลือเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว นอกจากนี้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วย และจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฟ้องซึ่งเกินกว่าวงเงินที่ค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท และจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท และจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 180379 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 78005 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบแต่ต้องไม่เกินกว่าวงเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด และทั้งนี้หากโจทก์ได้รับเงินที่ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย คดีหมายเลขแดงที่ ล.375/2540 ของศาลแพ่งเป็นจำนวนเงินเพียงใด ก็ให้สิทธิการได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองลดลงเพียงเท่านั้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว นางเซี้ยมมารดาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย และขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 โดยนางเซี้ยมผู้เข้าเป็นคู่ความแทน และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2536 นายบุญลือเข้าทำสัญญากู้เงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.6, จ.10 และ จ.11 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของนายบุญลือ จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.12 เป็นเงินจำนวน 750,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ 2 ฉบับ เป็นเงินจำนวน 1,100,000 บาท และ 100,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่โจทก์ด้วยตามเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 หลังจากนายบุญลือทำสัญญากับโจทก์แล้ว นายบุญลือชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินครั้งสุดท้ายให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 แล้วผิดนัดไม่ชำระต้นเงินจำนวน 688,000 บาท และดอกเบี้ย ส่วนสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโจทก์ได้หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายกับนายบุญลือเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2540 ในวันดังกล่าวนายบุญลือเป็นหนี้ค้างชำระต้นเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโจทก์เป็นเงินจำนวน 985,444.32 บาท สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน ปรากฏว่านายบุญลือได้นำเช็ค 6 ฉบับ จำนวนเงิน 43,000 บาท, 62,300 บาท, 35,600 บาท, 46,500 บาท, 54,500 บาท และ 57,500 บาท ไปขายลดให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คทั้ง 6 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินไม่ได้ เนื่องจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คชุกฉบับ จนถึงวันฟ้องนายบุญลือเป็นหนี้ค้างชำระต้นเงินกับดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินจำนวน 1,079,977.23 บาท เป็นหนี้ค้างชำระต้นเงินกับดอกเบี้ยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 1,366,792.68 บาท และเป็นหนี้ค้างชำระต้นเงินในการขายลดตั๋วเงินกับดอกเบี้ยจำนวน 415,958.22 บาท รวมเป็นหนี้ค้างชำระโจทก์ทั้งสิ้น 2,862,728.13 บาท ต่อมานายบุญลือถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวในคดีล้มละลาย

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายบุญลือ ลูกหนี้ และต่อมาศาลได้พิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จึงหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากนายบุญลือลูกหนี้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นายบุญลือ ลูกหนี้ ได้ถูกฟ้องล้มละลายจนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและมีคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ย่อมเป็นผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้รายนี้จากลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้หนี้ที่ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ระงับไป เพียงแต่เจ้าหนี้หมดสิทธิเรียกร้องเอาหนี้ดังกล่าวจากลูกหนี้เท่านั้น และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 หมวดที่ 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ หนี้จะระงับไปได้ก็แต่เฉพาะกรณีมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ และหนี้เกลื่อนกลืนกันเท่านั้น เมื่อหนี้ยังไม่ระงับ ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่ และหนี้จำนองก็ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ผู้จำนองยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเช่นกัน ดังนั้น จำเลยทั้งสองซึ่งได้ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้แก่โจทก์ จึงยังคงต้องผูกพันรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองต่อไป โจทก์ย่อมฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญา

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่อาจเรียกร้องเบี้ยปรับได้ และเป็นกรณีที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า และเป็นข้อตกลงขัดต่อกฎหมายนั้นและดอกเบี้ยที่ศาลพิพากษาให้ชำระตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือว่าเป็นดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ฎีกาทั้งสองประการดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698 ม. 744
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ฯ
จำเลย — นายบุญเชิด วิรุฬพอจิต ฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา