คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10227/2551
#419901
เปิดฉบับเต็ม

การนำสืบการชำระหนี้โดยนำเงินฝากเข้าบัญชีให้โจทก์ และการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นผู้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แทนโจทก์ เป็นการนำสืบการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง กรณีมิใช่การนำสืบการใช้เงินโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์มาแสดง ซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง จำเลยทั้งสองชอบที่จะนำสืบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 422,575.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 320,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 422,575.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 320,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้นำสืบโต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ก่อนจะมีการทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์หลายครั้ง จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องกับโจทก์เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 ระบุว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 320,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 30 กันยายน 2543 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์

...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เพียงใด โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 นำเงินฝากเข้าบัญชีให้โจทก์เป็นการชำระหนี้โจทก์ และจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ชมรมชาวสรรพากรจังหวัดสุราษฎร์ธานีแทนโจทก์ รวมเป็นเงินที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้วทั้งสิ้นประมาณ 200,000 บาท เห็นว่า การนำสืบการชำระหนี้โดยการนำเงินฝากเข้าบัญชีให้โจทก์ และการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นผู้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แทนโจทก์ เป็นการนำสืบการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง กรณีมิใช่การนำสืบการใช้เงินโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์มาแสดง ซึ่งต้องห้ามมิให้นำสืบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะนำสืบได้...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 320,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้โจทก์หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง และที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนโจทก์ และชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระคำนวณถึงวันชำระแต่ละครั้ง มีเงินเหลือเท่าใดให้ชำระต้นเงินแล้วคำนวณดอกเบี้ยของต้นเงินที่ค้างชำระไปจนถึงวันที่ชำระหนี้ครั้งถัดไปตามนัยที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง ม. 653 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวผกาชนก ณ นคร
จำเลย — นางเพ็ญพิชชา ประสงค์จินดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายศรีรัตน์ คงเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
ไพโรจน์ วายุภาพ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10227/2551
#500431
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้นำหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์ ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายมาเป็นต้นเงินทำสัญญากันใหม่ ย่อมถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมตามสัญญาให้จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว สัญญากู้ยืมเงินจึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย

การนำสืบการชำระหนี้โดยการนำเงินฝากเข้าบัญชีให้โจทก์ และการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นผู้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แทนโจทก์ เป็นการนำสืบการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง กรณีมิใช่การนำสืบการใช้เงินโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์มาแสดง ซึ่งต้องห้ามมิให้นำสืบตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะนำสืบได้

เมื่อการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่พอชำระหนี้โจทก์ทั้งหมด และไม่มีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น การชำระหนี้จึงต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันชำระหนี้ หากมีเงินเหลือจากการชำระดอกเบี้ยจึงนำไปชำระต้นเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 320,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 30 กันยายน 2543 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่เคยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ คิดดอกเบี้ยนับแต่วันกู้ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี 50 วัน เป็นดอกเบี้ย 102,575.34 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 422,575.34 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 422,575.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 320,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้และไม่สมบูรณ์จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้ยืมจำนวน 320,000 บาท ตามสัญญาจากโจทก์ โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันมอบให้โจทก์ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับอื่นของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน รวมกับเงินที่กู้ยืมเดิมเป็นต้นเงินตามสัญญาดังกล่าว เดิมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำขึ้นเป็นประกันไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์กรอกดอกเบี้ยลงในสัญญาเป็นร้อยละ 15 ต่อปี ในภายหลัง จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่กู้ยืมให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมคืนสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 422,575.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 320,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า สัญญากู้ยืมเงินสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์จำเลยทั้งสองนำสืบโต้แย้งกันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยโจทก์มอบเงินกู้ยืมจำนวน 320,000 บาท ตามสัญญาให้จำเลยที่ 1 หรือโจทก์นำหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระซึ่งโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนมาให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินจากโจทก์ เห็นว่า โจทก์เบิกความอ้างว่า โจทก์นำเงินที่โจทก์มอบให้พี่สาวของโจทก์นำไปลงทุนค้าขายมาให้จำเลยที่ 1 กู้ โดยโจทก์ได้รับเงินจากพี่สาวก่อนให้จำเลยที่ 1 กู้ ประมาณ 1 สัปดาห์ และนางสาวเกศราพยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานในสัญญาเบิกความว่า พยานทราบจากโจทก์ว่า โจทก์นำเงินที่ได้รับจากพี่สาวของโจทก์ไปฝากธนาคารไว้แล้วจึงเบิกมาให้จำเลยที่ 1 กู้ ตามคำเบิกความของโจทก์และนางสาวเกศราดังกล่าว โจทก์สามารถจะนำพี่สาวของโจทก์พร้อมหลักฐานที่มาของเงินที่นำมาให้จำเลยที่ 1 กู้มานำสืบให้เห็นว่าโจทก์มอบเงินกู้ยืมให้จำเลยที่ 1 จริงได้โดยไม่ยาก แต่โจทก์คงมีเพียงตัวโจทก์และนางสาวเกศราเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ทั้งที่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินตามสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้อง คำเบิกความกล่าวอ้างของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนจำเลยทั้งสองมีพยานเอกสารที่แสดงว่าหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินแล้วก่อนจะถึงกำหนดชำระเงินคืน จำเลยที่ 1 นำเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารให้โจทก์หลายครั้งตามหลักฐานเอกสารหมาย ล.1 และจำเลยที่ 1 ยังตกลงชำระหนี้ที่โจทก์กู้ยืมเงินจากชมรมชาวสรรพากรสุราษฎร์ธานีจำนวน 40,000 บาท แทนโจทก์ ตามสัญญาชำระหนี้แทนเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองรับว่า จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 จริง และไม่ปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาชำระหนี้แทนโจทก์ ตามเอกสารหมาย ล.2 แต่อ้างว่าหลักฐานทั้งหมดดังกล่าวเป็นการชำระหนี้กู้ยืมรายอื่นให้แก่โจทก์ คำเบิกความของโจทก์จึงขัดแย้งกับที่โจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้กู้ยืมครั้งก่อนๆ ให้โจทก์เสร็จสิ้นไปก่อนทำสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นข้อพิรุธ คำเบิกความของจำเลยทั้งสองสอดคล้องกับหลักฐานตามเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งแสดงว่าหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 ได้นำเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารชำระหนี้ให้โจทก์หลายครั้งก่อนที่จะถึงกำหนดชำระเงินคืนโดยต่อเนื่องมาจากการชำระหนี้ก่อนการทำสัญญา พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองสมเหตุสมผลมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์นำหนี้กู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระมาเป็นต้นเงินในสัญญากู้ยืมเงิน แต่ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน รวมอยู่ในต้นเงินจำนวน 320,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าวนั้น คงมีเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสองโดยมิได้มีเอกสารหลักฐานอย่างใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดังกล่าว เพียงแต่การที่สัญญากู้ยืมเงินแสดงว่ามีการกรอกดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 15 ต่อปี ลงในสัญญาด้วยปากกาสีหมึกและลายมือเขียนต่างจากข้อความเดิม ไม่เพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในเงินกู้ยืมเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเพราะโจทก์อาจกรอกดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันได้ และไม่เป็นเหตุให้สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันเสียไปแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าการนำดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาเป็นต้นเงินเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงไม่มีประเด็นว่าสัญญากู้ยืมเงินไม่สมบูรณ์เพราะเหตุดังกล่าว แม้ข้อที่โจทก์เบิกความว่าได้ส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาจะรับฟังไม่ได้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อสาระสำคัญ เพราะเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้นำหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายมาเป็นต้นเงินทำสัญญากันใหม่ย่อมถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมตามสัญญาให้จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว สัญญากู้ยืมเงินจึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เพียงใด โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 นำเงินฝากเข้าบัญชีให้โจทก์เป็นการชำระหนี้ให้โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 และจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ชมรมชาวสรรพากรจังหวัดสุราษฎร์ธานีแทนโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.2 รวมเป็นเงินที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้วทั้งสิ้นประมาณ 200,000 บาท เห็นว่าการนำสืบการชำระหนี้โดยการนำเงินฝากเข้าบัญชีให้โจทก์ และการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นผู้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แทนโจทก์ เป็นการนำสืบการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง กรณีมิใช่การนำสืบการใช้เงินโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์มาแสดง ซึ่งต้องห้ามมิให้นำสืบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะนำสืบได้ สำหรับเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งโจทก์เบิกความรับว่าจำเลยที่ 1 นำเงินฝากเข้าบัญชีชำระหนี้แก่โจทก์นั้นมีทั้งการนำเงินเข้าบัญชีก่อนและหลังทำสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันนำหนี้กู้ยืมที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่มาทำสัญญากันใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น จึงฟังได้ว่าจำนวนเงินที่ตกลงในสัญญากู้ยืมเงินมีการนำเงินส่วนที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีก่อนหน้านั้นไปหักทอนหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ก่อนจะเป็นยอดเงินตามสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 คงมีสิทธินำเงินตามหลักฐานเอกสารหมาย ล.1 มาหักหนี้ได้เฉพาะส่วนที่มีการนำฝากเข้าบัญชีหลังวันที่ทำสัญญากู้ยืมเงินซึ่งฟังได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาชำระหนี้แทนโจทก์ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการชำระหนี้รายอื่น เท่ากับโจทก์รับว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แทนโจทก์จริง เมื่อสัญญาชำระหนี้แทนระบุชัดแจ้งว่าเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 320,000 บาท ซึ่งฟังได้ว่าคือสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นการยอมรับการชำระอย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ถือได้ว่าหนี้ส่วนที่ชำระด้วยการทำสัญญาชำระหนี้แทนระงับสิ้นไปตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาชำระหนี้แทน จำเลยจึงมีสิทธินำเงินจำนวน 40,000 บาท ที่ทำสัญญาชำระหนี้แทนมาหักหนี้ที่โจทก์ฟ้องได้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 ดังนี้ คือวันที่ 5 สิงหาคม 2542 จำนวนเงิน 12,032 บาท วันที่ 13 สิงหาคม 2542 จำนวนเงิน 4,030 บาท วันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 จำนวนเงิน 5,000 บาท วันที่ 24 พฤศจิกายน 2542 จำนวนเงิน 2,030 บาท วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 จำนวนเงิน 1,830 บาท วันที่ 9 ธันวาคม 2542 จำนวนเงิน 7,800 บาท วันที่ 4 มกราคม 2543 จำนวนเงิน 14,000 บาท วันที่ 7 มกราคม 2543 จำนวนเงิน 5,030 บาท วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวนเงิน 5,030 บาท วันที่ 6 มีนาคม 2543 จำนวนเงิน 8,030 บาท วันที่ 9 มีนาคม 2543 จำนวนเงิน 3,880 บาท วันที่ 11 พฤษภาคม 2543 จำนวนเงิน 5,030 บาท วันที่ 13 มิถุนายน 2543 จำนวนเงิน 10,000 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2543 จำนวนเงิน 36,500 บาท และวันที่ 30 สิงหาคม 2543 จำนวนเงิน 24,400 บาท และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาชำระหนี้แทนโจทก์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2543 จำนวนเงิน 40,000 บาท ซึ่งการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่ละครั้งดังกล่าวไม่พอชำระหนี้โจทก์ทั้งหมด เมื่อไม่มีการตกลงเป็นอย่างอื่นการชำระหนี้ดังกล่าวทุกครั้งจึงต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันชำระ หากมีเงินเหลือจากการชำระดอกเบี้ยจึงนำไปชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้เต็มสัญญาโดยไม่หักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 320,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้โจทก์หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องตามเอกสารหมาย ล.1 และที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.2 ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระคำนวณถึงวันชำระแต่ละครั้ง มีเงินเหลือเท่าใดให้ชำระต้นเงินแล้วคำนวณดอกเบี้ยของต้นเงินที่ค้างชำระไปจนถึงวันที่ชำระหนี้ครั้งถัดไปตามนัยที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง ม. 329 วรรคหนึ่ง ม. 653 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวผกาชนก ณ นคร
จำเลย — นางเพ็ญพิชชา ประสงค์จินดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
ไพโรจน์ วายุภาพ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10220/2551
#418056
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภาค 6 โจทก์ทั้งสองยังไม่มีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ บ. ที่จะเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (1) โจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะเรียกร้องเงินดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 มาแต่ต้น แม้ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์จะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ บ. ก็ตาม แต่ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด คือนับแต่ระยะเวลาอุทธรณ์ได้สิ้นสุดลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังฟ้องคดีแล้ว และถึงแม้ว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2551 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 1557 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนว่า "การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด" ก็ตาม แต่ในขณะที่จำเลยมีคำสั่ง การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสองตามมาตรา 1547 นั้น กฎหมายบัญญัติให้มีผลนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลย ชอบที่โจทก์ทั้งสองจะไปดำเนินการยื่นคำร้องขอรับเงินบำเหน็จชราภาพต่อจำเลยใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่สั่งว่าโจทก์ทั้งสองไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบุญสมผู้ประกันตน จึงทำให้ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของนายบุญสมและมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพของนายบุญสม นางแย้ม ผู้ประกันตนแก่โจทก์ทั้งสองตามสิทธิที่โจทก์ทั้งสองจะพึงได้รับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 6 ปรากฏว่านายบุญสมเป็นลูกจ้างของบริษัทถาวรฟาร์ม จำกัด และเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้จ่ายเงินสมทบเพื่อรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพมาแล้ว 51 เดือน นายบุญสมอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวรัตนาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีโจทก์ทั้งสองเป็นบุตร บิดาและมารดาของนายบุญสมเสียชีวิตแล้ว ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2547 นายบุญสมเสียชีวิตด้วยโรงตับแข็ง วันที่ 5 มกราคม 2548 โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ แต่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งประโยชน์ทดแทนว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพในวันเดียวกันนั้น โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำสั่งว่า นายบุญสมกับนางสาวรัตนามิได้จดทะเบียนสมรส นายบุญสมมิได้จดทะเบียนรับรองว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตร และศาลมิได้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายบุญสม โจทก์ทั้งสองมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบุญสม จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 จัตวา ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ต่อมาโจทก์ทั้งสองโดยนางสาวรัตนาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายบุญสม ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ไต่สวนแล้วมีคำพิพากษาลงวันที่ 27 กันยายน 2548 พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายบุญสม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของนายบุญสมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 ทวิ ถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทน หรือผู้รับบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายในหกสิบเดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้ทายาทของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ" และวรรคสองบัญญัติว่า "ทายาทผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่งได้แก่ (1) บุตรชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้นบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นให้ได้รับสองส่วน ถ้าผู้ประกันตนที่ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไปให้ได้รับสามส่วน..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติถึงทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพไว้โดยเฉพาะ โดยหากเป็นบุตรของผู้ประกันตนก็จะต้องมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 และมาตรา 1557 บัญญัติให้เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็จะมีผลนับแต่วันสมรส หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็จะมีผลนับแต่วันจดทะเบียน หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็จะนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อปรากฏว่าในขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานภาค 6 โจทก์ทั้งสองยังไม่มีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายบุญสมที่จะเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (1) โจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะเรียกร้องเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 มาแต่ต้น แม้ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์จะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายบุญสมก็ตาม แต่ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด คือนับแต่ระยะเวลาอุทธรณ์ได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังฟ้องคดีนี้แล้ว และถึงแม้ว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2551 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 1557 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนว่า "การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด" ก็ตาม แต่ในขณะที่จำเลยมีคำสั่ง การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสองตามมาตรา 1547 นั้น กฎหมายบัญญัติให้มีผลนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะไปดำเนินการยื่นคำร้องขอรับเงินบำเหน็จชราภาพต่อจำเลยใหม่อีกครั้ง ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพของนายบุญสมแก่โจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547 ม. 1557
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 147
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 77 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กหญิงชลธิชา นางแย้ม กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นางภคมณฑน์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10217/2551
#418069
เปิดฉบับเต็ม

มูลเหตุเลิกจ้างคดีนี้เป็นมูลเหตุเดียวกันกับคดีที่โจทก์ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดว่าการเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ หากโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยก็ชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอน คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงเป็นที่สุด คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น ดังนั้นคดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางขึ้นอ้างเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 86,240 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 8,624 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 103,488 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความตกลงกันได้ในประเด็นเรื่องค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยจำเลยชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวนตามคำฟ้องให้แก่โจทก์ และโจทก์ไม่ติดใจในประเด็นดังกล่าวต่อไป

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 103,488 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 พฤษภาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า โจทก์จำเลยนำสืบและศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่า มูลเหตุเลิกจ้างในคดีนี้เป็นมูลเหตุเดียวกันกับคดีที่โจทก์ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมและคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดว่าการเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ หากโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอน คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงเป็นที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2542 และคำสั่งซื้อลดลงเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงาน ปรับลดขนาดองค์กรและลดจำนวนพนักงานลงเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้จำเลยสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการด้วยวิธีต่างๆ แล้วแต่ไม่สำเร็จ แม้จะมีพนักงานลาออกไปตามโครงการอาสาลาออก 703 คน เหลืออยู่ 932 คน แต่ก็ยังมีจำนวนล้นปริมาณงานที่มีอยู่ จำเป็นต้องเลิกจ้างอีกจำนวนหนึ่ง โดยจำเลยได้พิจารณาเลิกจ้างพนักงานทั้งองค์กรทุกแผนกตามความเหมาะสม ไม่ได้เลือกปฏิบัติ เฉพาะแผนกผลิตอุปกรณ์จับยึดชิ้นงานที่โจทก์ประจำอยู่เดิมมีพนักงาน 18 คน ลาออกตามโครงการอาสาลาออกไป 14 คน เหลืออยู่ 4 คนนั้น ไม่มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาเลย จำเลยเห็นว่าจำเป็นต้องยุบแผนกดังกล่าวจึงได้เลิกจ้างโจทก์และพนักงานที่เหลืออีก 3 คน หลังจากนั้นจำเลยก็ยังเลิกจ้างพนักงานในแผนกอื่นอีกและบอกเลิกสัญญาค่าแรงจ้างเหมาจนเหลือพนักงานอยู่ประมาณ 200 คน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์เคยยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดว่าการเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม มีคำสั่งให้ยกคำร้องโจทก์ และโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายในกำหนด ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ แม้ศาลแรงงานกลางจะให้คู่ความนำสืบและรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เคยยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้าง เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดว่าการเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ก็เป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางขึ้นอ้าง เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย...

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุปราณี ประหยัดคำ
จำเลย — บริษัทเอ็ม เอ็ม ไอ พรีซิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10165/2551
#418370
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนของจำเลยที่ 2 ซึ่งร้องเรียนว่าโจทก์ร่วมร่วมกับพวกสร้างหลักฐานเท็จออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบ จำเลยที่ 1 จึงไปพบและสอบถาม ส. ภริยาของ ม. และ ค. เพื่อให้ ม. และ ค. ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดมาให้มีข้อเท็จจริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาพยานบุคคลมาให้การประกอบการดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วม แม้จำเลยที่ 1 จะพูดว่าหากไม่ได้ความร่วมมือเป็นพยานจะดำเนินคดีแก่ ม. และ ค. ก็ตาม ก็อยู่ในขบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ทั้งการไปเป็นพยานย่อมเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ถึงขั้นรับฟังได้ว่าเป็นการข่มขู่ที่จะทำให้เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำแผนก 2 กองกำกับการ 6 กองปราบปราม กรมตำรวจ และเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่จำเลยที่ 2 ร้องเรียนกล่าวหาว่า นายดิเรกซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้ได้ใช้อิทธิพลเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองจันทบุรีในการออกโฉนดที่ดินโดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้

ก. เมื่อระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ได้ใช้วาจาข่มขู่ให้นางสมบุญไปเกลี้ยกล่อมนายมานะเจ้าพนักงานที่ดินให้ยอมเป็นพยานกล่าวหาว่าผู้เสียหายเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองจันทบุรีทุจริตในการออกโฉนดที่ดินถ้าไม่ยอมเป็นพยานจะต้องติดคุก อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายมานะและผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำผิดโดยพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของนางสมบุญและร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้วาจาข่มขู่ให้นางสมบุญไปเกลี้ยกล่อมนายมานะให้เป็นพยานแล้วจำเลยที่ 2 จะช่วยนายมานะให้หนักเป็นเบา ถ้าไม่ยอมเป็นพยานนายมานะจะต้องติดคุก

ข. เมื่อระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ได้ใช้วาจาข่มขู่ให้นางสมบุญไปเกลี้ยกล่อมนายมานะสามีให้เป็นพยานกล่าวหาว่าผู้เสียหายเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองจันทบุรีทุจริตในการออกโฉนดที่ดิน ถ้านายมานะไม่ยอมเป็นพยานจะต้องติดคุกหากยอมจะกัน นายมานะเป็นพยาน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายมานะและผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของนางสมบุญและร่วมใช้วาจาข่มขู่ให้นางสมบุญไปเกลี้ยกล่อมให้นายมานะเป็นพยานกล่าวหาผู้เสียหาย

ค. เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทใส่ความผู้เสียหายต่อนายอำนวย ตองอ่อน บุคคลที่ 3 ว่า "นายดิเรกเป็นคนมีอิทธิพล ทำหลักฐานเท็จออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของราษฎร ถ้าให้ความร่วมมือจะแบ่งที่ดินคืนให้" "นายดิเรกเคยเป็นนายอำเภอมาแล้ว มีอิทธิพลมากหาช่องทางโกงราษฎรง่าย ขอให้ช่วยให้การปรักปรำด้วย โดยไม่ต้องกลัวอิทธิพลของใครอีก" ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง

ง. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันดูหมิ่นนายคำนึงซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่และหมิ่นประมาทผู้เสียหายและนายคำนึง โดยร่วมกันกล่าววาจาต่อหน้านายคำนึงและบุคคลที่ 3 ว่า "นายคำนึงร่วมกับนายดิเรกสร้างหลักฐานเท็จในการซื้อที่ดินของนายดิเรก" "นายดิเรก อุทัยผล เป็นนายอำเภอเก่ามีอิทธิพลมากใช้อิทธิพลโกงที่ดินราษฎรและเอาชื่อญาติพี่น้องมาใส่ในโฉนดที่ดินด้วย" "เพราะนายดิเรกเคยเป็นนายอำเภอนี่เอง จึงหาวิธีโกงที่ดินของราษฎรได้ง่าย ๆ" ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายและนายคำนึงเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง

จ. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ได้ใช้วาจาข่มขู่ให้นายคำนึงผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ให้ยอมเป็นพยานให้การปรักปรำผู้เสียหายว่าเป็นผู้มีอิทธิพลบังคับเอาที่ดินจากราษฎร หากนายคำนึงยอมร่วมมือด้วยก็จะไม่เอาผิดและจะกันเป็นพยาน หากไม่ให้การดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะกลับมาสอบสวนและจับกุมนายคำนึงด้วยอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายคำนึง และผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของนายคำนึงและร่วมใช้วาจาข่มขู่ให้นายคำนึงยอมเป็นพยาน

เหตุตามฟ้องข้อ ก. และ ข. เกิดที่ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เหตุตามฟ้องข้อ ค. ง. และ จ. เกิดที่ตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 157, 326, 83, 86, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายดิเรกผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการเขต 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เรื่องมีข้าราชการตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หลายคน รวมทั้งโจทก์ร่วมในคดีนี้ด้วยได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีทับที่ดินของราษฎร จำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจในหน่วยงานที่ได้รับการร้องเรียนดังกล่าวได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการสืบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น รายละเอียดปรากฏตามหนังสือร้องเรียนของจำเลยที่ 2 และเกษียณคำสั่งท้ายหนังสือดังกล่าวของศาลจังหวัดสงขลา เห็นว่า ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองนั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งความผิดในฐานนี้มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในส่วนของความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และหมิ่นประมาท จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบและถือว่าคดีของโจทก์ร่วมในส่วนดังกล่าวยุติลงในศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาก็ตาม ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนของความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท คงเหลือประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาเพียงว่าจำเลยที่ 1 ใช้วาจาข่มขู่นางสมบุญและนายคำนึงเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแล้ว จำเลยที่ 1 สอบปากคำจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 เดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจดูสภาพของที่ดินที่มีการร้องเรียนว่าออกโฉนดโดยไม่ชอบ ตลอดจนตรวจสอบสารบบการออกโฉนดที่ดินจากเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว พบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นป่าละเมาะและน้ำทะเลท่วมถึง อีกทั้งไม่มีการทำประโยชน์ ซึ่งไม่น่าจะออกโฉนดได้ จำเลยที่ 1 จึงเชื่อว่า ข้อร้องเรียนของจำเลยที่ 2 มีมูล ในฐานะพนักงานสืบสวนจึงไปพบและสอบถามนางสมบุญภริยาของนายมานะเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งทำหน้าที่ช่างรังวัด และนายคำนึงที่เกี่ยวข้องกับการรับรองการออกโฉนดและถูกจำเลยที่ 2 ร้องเรียนด้วยเพื่อให้นายมานะและนายคำนึงซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดมาให้ข้อเท็จจริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาพยานบุคคลมาให้การประกอบการดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วม รวมทั้งรายงานข้อเท็จจริงให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แม้จำเลยที่ 1 จะพูดว่าหากไม่ให้ความร่วมมือเป็นพยานจะดำเนินคดีแก่นายมานะและนายคำนึงก็ตาม ก็อยู่ในขบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ทั้งการไปเป็นพยานในศาลของนายมานะ ย่อมเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ส่วนนายคำนึงเองขณะเกิดเหตุทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ย่อมรู้ถึงสิทธิหน้าที่ของตนเองตามกฎหมายในการให้ปากคำ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ถึงขั้นรับฟังได้ว่าเป็นการข่มขู่ที่จะทำให้เป็นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
โจทก์ร่วม — นายดิเรก อุทัยผล
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกพิพัฒน์ เครือชัยพินิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางเพชรน้อย สมะวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิศิฏฐ์ สุดลาภา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10161/2551
#497869
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อจำเลยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 โดยให้มีผลวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติ จึงมีผลในวันที่โจทก์แจ้งไว้ และไม่อาจถอนเจตนานั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคสอง ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานย่อมจะมีผลสิ้นสุดลงในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 แม้จำเลยจะให้โจทก์ออกจากงานก่อนถึงวันดังกล่าวตามที่โจทก์ประสงค์โดยโจทก์ไม่มีความผิด ก็มีผลทำให้โจทก์เสียหายเพียงเท่าที่ไม่ได้รับค่าจ้างจนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะออกเท่านั้น จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างอันมีผลที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างเริ่มทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายสาขา จนกระทั่งสุดท้ายทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติงานระหว่างประเทศ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 75,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 225,000 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 77,500 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายและโจทก์มีความประสงค์จะกลับเข้าทำงานกับจำเลยต่อไป หากไม่อาจกลับเข้าทำงานได้ขอคิดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 4,500,000 บาท และจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ของวันที่ 1 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 57,500 บาท กับจำเลยไม่ออกใบสำคัญแสดงการทำงานเป็นภาษาอังกฤษให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมโดยนับระยะเวลาการทำงานต่อ และจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 57,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่อาจกลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 77,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ 4,500,000 บาท และให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานเป็นภาษาอังกฤษให้โจทก์ 1 ฉบับ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ขอลาออกจากงานเองโดยเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2545 โจทก์ส่งอีเมลขอลาออกต่อนายลารส์ และนายแดน ผู้บังคับบัญชาโจทก์ว่าประสงค์จะลาออกจากงาน นายมาร์คัส หัวหน้างานโจทก์เสนอให้โจทก์ทำงานต่ออีก 1 เดือน โจทก์ยินยอม จำเลยตกลงให้โจทก์ทำงานต่อโดยให้มีผลเป็นการลาออกตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 โจทก์มีปากเสียงกับนายมาร์คัส เป็นผลให้มีการตกลงระหว่างกันว่าโจทก์จะลาออกในวันดังกล่าวก่อนกำหนดเดิม แต่ยังได้รับค่าจ้างทั้งเดือนกรกฎาคม 2545 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหาย สำหรับค่าจ้างเดือนกรกฎาคม 2545 จำเลยไม่ได้จงใจผิดนัด โดยจำเลยจ่ายเป็นเช็คจำนวนเงิน 66,050 บาท (หักภาษีแล้ว) ฝากเข้าบัญชีของโจทก์แต่บัญชีของโจทก์ปิดแล้ว จำเลยจึงออกเช็คฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมรับเองจึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม ส่วนใบสำคัญแสดงการทำงานของโจทก์ จำเลยพร้อมจะออกให้ทันทีเมื่อโจทก์แสดงความจำนง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์รับเงินค่าจ้างที่จำเลยนำมาวางศาลจำนวน 66,050 บาท (หักภาษีแล้ว) และจำเลยรับว่าจะออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้โจทก์ โจทก์ขอสละสิทธิเรียกร้องเรื่องค่าจ้างค้างจ่ายและใบสำคัญแสดงการทำงาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 โดยให้มีผลวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 การลาออกของโจทก์จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานซึ่งหลังจากโจทก์แสดงเจตนาลาออกต่อจำเลยแล้ว โจทก์ไม่อาจถอนเจตนานั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคสอง และไม่มีกฎหมายกำหนดว่าจะมีผลต่อเมื่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างต้องอนุมัติเสียก่อน ดังนั้น การลาออกของโจทก์จึงมีผลตามวันเวลาที่โจทก์กำหนดไว้ทันทีนับแต่วันแสดงเจตนา ส่วนการที่จำเลยจะให้โจทก์ออกจากงานก่อนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะลาออกจริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ ก็มิใช่การเลิกจ้าง เพียงแต่เป็นการให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดตามที่โจทก์แสดงเจตนาเท่านั้น และจะเสียหายเช่นใดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2.1 ตอนท้าย และข้อ 2.2 ตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับไว้พิจารณาว่า การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานก่อนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะลาออกเป็นการเลิกจ้างอันมีผลทำให้จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือโจทก์ลาออกจากงานเองต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในขณะที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานนั้นเองว่าเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ มิใช่เอาการแสดงเจตนาของโจทก์แต่เดิมมาเป็นเกณฑ์วินิจฉัยตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง เห็นว่า การที่โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อจำเลยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 โดยให้มีผลวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 ย่อมเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อกีฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติการเลิกสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวจึงมีผลในวันที่โจทก์แจ้งไว้ และหลังจากโจทก์แสดงเจตนาลาออกต่อจำเลยแล้ว ก็ไม่อาจถอนเจตนานั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคสองดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมจะมีผลสิ้นสุดลงในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 อันเป็นผลมาจากการแสดงเจตนาลาออกของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว แม้จำเลยจะให้โจทก์ออกจากงานก่อนถึงวันดังกล่าวตามที่โจทก์ประสงค์โดยโจทก์ไม่มีความผิดก็ตาม ก็มีผลทำให้โจทก์เสียหายเพียงเท่าที่ไม่ได้รับค่าจ้างจนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะออกเท่านั้น ซึ่งในระหว่างพิจารณาจำเลยก็นำค่าจ้างของวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วมาวางศาลและโจทก์รับค่าจ้างดังกล่าวไปแล้วโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าไม่ถูกต้องการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานก่อนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะลาออกจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างอันมีผลที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนิตินุช บรรจงศิลป์
บริษัท อีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนลแลงเกรจ
จำเลย — เซอร์วิสเซส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10154/2551
#500631
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์และต่อมาผิดนัดไม่ชำระหนี้จนเป็นเหตุให้โจทก์ใช้สิทธิในการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งการใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกค่าเสียหาย ประกอบกับสัญญากู้ยืมเงินได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับได้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของจำนวนต้นเงินที่ค้างชำระหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ซึ่งเบี้ยปรับคือ สัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เบี้ยปรับจึงนับว่าเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 อีกทั้ง ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ แสดงว่ากฎหมายประสงค์จะให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าเบี้ยปรับตามสัญญาเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ หากเห็นว่าเบี้ยปรับสูงเกินสมควรก็อาจใช้ดุลพินิจลดจำนวนเบี้ยปรับลงได้ แต่ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยไม่กำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ จึงมีผลเป็นการงดเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์เสียทั้งสิ้น ซึ่งไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,602.34 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 18,600 บาท และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 18,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,602.34 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 18,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์และต่อมาผิดนัดไม่ชำระหนี้จนเป็นเหตุให้โจทก์ใช้สิทธิในการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งการใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกค่าเสียหาย ประกอบกับสัญญากู้ยืมเงินข้อ 5 ได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับได้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของจำนวนต้นเงินที่ค้างชำระหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ซึ่งเบี้ยปรับคือ สัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เบี้ยปรับจึงนับว่าเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 อีกทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ แสดงว่ากฎหมายประสงค์จะให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าเบี้ยปรับตามสัญญาเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ หากเห็นว่าเบี้ยปรับสูงเกินสมควรก็อาจใช้ดุลพินิจลดจำนวนเบี้ยปรับลงได้ แต่ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยไม่กำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์จึงมีผลเท่ากับเป็นการงดเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์เสียทั้งสิ้น ซึ่งไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งตามสัญญากู้ยืมเงินข้อ 5 ได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับได้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของจำนวนต้นเงินที่ค้างชำระ เห็นได้ว่า เบี้ยปรับตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวนั้นสูงเกินส่วนเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของจำนวนต้นเงินที่กู้ยืม จึงเห็นสมควรกำหนดให้ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 18,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
จำเลย — นายภากรณ์ ดอนมอญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10143/2551
#499855
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายกับจำเลยรู้จักกันมาก่อน ไปเที่ยวดื่มสุราด้วยกัน พยานโจทก์ที่ไปในที่เกิดเหตุกับจำเลยและผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะที่กำลังรอรถโดยสารประจำทางอยู่นั้น จำเลยกับผู้เสียหายกอดกันในฐานะคนรัก หลังเกิดเหตุเมื่อสิบตำรวจเอก ป. ตามไปพบจำเลยอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุเพียงประมาณ 100 เมตร พบจำเลยถอดเสื้อเอาเสื้อพาดบ่าไว้ โดยจำเลยมีอาการมึนเมาและร้อยตำรวจโท น. พนักงานสอบสวนก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะจับตัวจำเลย จำเลยมีอาการมึนเมา จากพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่าจำเลยรู้จักคุ้นเคยกับผู้เสียหายและจำเลยกระทำในขณะมึนเมา การที่จำเลยเอาสร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปนั้นไม่ได้ประสงค์จะเอาไปในลักษณะเป็นการประทุษร้ายต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยมิได้เจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ราคา 3,750 บาท ของผู้เสียหายไป โดยจำเลยบีบคอผู้เสียหายเพื่อให้ความสะดวกแก่การชิงทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์และยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8184/2544 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2544 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จำเลยมากระทำผิดในคดีนี้ภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ ซึ่งมิใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 339 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 10 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8184/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 6 ปี 14 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยรู้จักสนิทสนมกับนางสาวสุกัญญา ผู้เสียหาย วันเกิดเหตุ ก่อนที่จะเกิดเหตุจำเลยกับพวกและผู้เสียหายไปร่วมกันดื่มสุราที่ร้านคาราโอเกะตั้งแต่เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ถึงเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ณ สถานที่เกิดเหตุ จำเลยพยายามกอดผู้เสียหายและพูดจาชักชวนให้ผู้เสียหายไปร่วมหลับนอนด้วย ผู้เสียหายพยายามดิ้นขัดขืนและไม่ยินยอมที่จะไปด้วย จำเลยกอดและพูดจารบเร้าผู้เสียหายต่อไป แต่ผู้เสียหายคงไม่ยินยอมที่จะไปหลับนอนด้วย จำเลยจึงปล่อยมือจากการกอดผู้เสียหายและมีสร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายจำนวน 1 เส้น อยู่ในมือของจำเลยแล้วจำเลยเดินไปตามถนนพระราม 3 สักครู่หนึ่งมีเจ้าพนักงานตำรวจผ่านมาพบผู้เสียหายยืนร้องไห้อยู่จึงสอบถาม เมื่อทราบเหตุการณ์จึงขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนพระราม 3 ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร พบจำเลยเดินอยู่จึงเข้าตรวจค้นตัวจำเลยพบสร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายภายในกระเป๋ากางเกงจึงจับกุมจำเลยมาดำเนินคดี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยเอาสร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปโดยเจตนาทุจริตหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยรู้จักกันมาก่อน ไปเที่ยวดื่มสุราด้วยกัน นายภาณุพงษ์ พยานโจทก์ที่ไปในที่เกิดเหตุกับจำเลยและผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะที่กำลังรอรถโดยสารประจำทางอยู่นั้น จำเลยกับผู้เสียหายกอดกันในฐานะคนรัก หลังเกิดเหตุเมื่อสิบตำรวจเอกปรีชา ยอดเปลี่ยน ตามไปพบจำเลยอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุเพียงประมาณ 100 เมตร พบจำเลยถอดเสื้อเอาเสื้อพาดบ่าไว้โดยจำเลยมีอาการมึนเมาและร้อยตำรวจโทนพพร เริ่มรอบ พนักงานสอบสวนก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะจับตัวจำเลย จำเลยมีอาการมึนเมา จากพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่าจำเลยรู้จักคุ้นเคยกับผู้เสียหายและจำเลยกระทำในขณะมึนเมา การที่จำเลยเอาสร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปนั้นไม่ได้ประสงค์จะเอาไปในลักษณะเป็นการประทุษร้ายต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยมิได้เจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีเจตนาทุจริต ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยบีบคอผู้เสียหายจริง ดังนั้น แม้จำเลยจะไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่จำเลยก็มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยประพฤติตนเป็นพลเมืองดี ให้รอการลงโทษ และเมื่อรอการลงโทษจำคุกในคดีนี้ย่อมไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกกับโทษจำคุกในคดีนี้ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 3 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทศจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 334 ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกรัตน์ การภักดี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10125/2551
#494327
เปิดฉบับเต็ม

ร้านขายยาที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 2 ที่ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างดำเนินการซื้อและขายยาแทน จำเลยที่ 1 ได้ขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 10 เม็ด ให้แก่สายลับ เมื่อเจ้าพนักงานเข้าไปตรวจค้นพบวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และประเภท 4 ภายในร้านขายยานั้น โดยจำเลยที่ 2 ก็ทราบดีว่ามีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และประเภท 4 อยู่ในร้านดังกล่าว แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในร้าน แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายยาและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 10 เม็ด ให้แก่สายลับ และมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย

การขายและการมีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองเพื่อขายเป็นความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ตามนิยาม คำว่า "ขาย" ใน พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4 มิใช่เป็นความผิดหลายบท

ความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 เป็นความผิดที่มีบทความผิดและบทลงโทษคนละมาตรากับความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน

เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 16 วรรคหนึ่ง, 89, 90 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรหนึ่ง และวรรคสอง ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

ศาลล่างทั้งสองมิได้สั่งริบวัตถุออกฤทธิ์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตามมาตรา 116 เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทิว, 16, 62, 89, 90, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ คืนเงินจำนวน 300 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 16 วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 90, 106 (ที่ถูกมาตรา 106 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 11 ปี ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ คืนธนบัตรจำนวน 300 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งคัดค้านฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 10 เม็ด ราคา 300 บาท และเจ้าพนักงานตรวจยึดวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และประเภท 4 ของกลางได้จากร้านขายยาอินเตอร์เภสัชของจำเลยที่ 2 ที่ร้านขายยาดังกล่าวไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและขายวัตถุออกฤทธิ์ จำเลยที่ 2 ทราบว่าวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และประเภท 4 ของกลางเก็บอยู่ในร้านขายยานั้น จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขายยาอยู่ที่ร้านขายยาอินเตอร์เภสัช

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดและต้องรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน โดยเฉพาะนางนัยนาเป็นเจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่มีส่วนได้รับความดีความชอบโดยตรงจากการตรวจค้นจับกุมครั้งนี้ จึงไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริงขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 17.30 นาฬิกา พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน พยานทั้งสองยืนอยู่ตรงข้ามกับร้านขายยาที่เกิดเหตุห่างประมาณ 10 เมตร จึงเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน ประกอบกับชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คดีจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เฟนเตอมีน) ของกลางจำนวน 10 เม็ด ให้แก่สายลับในราคา 300 บาท ร้านขายยาที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 2 ที่ให้จำเลยที่ 1 ลูกจ้างดำเนินการซื้อและขายยาแทน ทั้งเจ้าพนักงานตรวจค้นพบวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และประเภท 4 ของกลางภายในร้านขายยานั้น โดยจำเลยที่ 2 ก็ทราบดีว่า มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และประเภท 4 ของกลางอยู่ในร้านดังกล่าว ดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในร้าน แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าวก็ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายยาและเป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 10 เม็ด ของกลางให้แก่สายลับ และมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้อง...

และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำว่า "ขาย" ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4 หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้นการมีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายวัตถุออกฤทธิ์นั้นไปบางส่วนในระยะเวลาต่อเนื่องใกล้เคียงกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันคือการขาย หามีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อขายอีกกรรมหนึ่งไม่นั้น สำหรับการขายและมีไว้ในครอบครองเพื่อขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและให้ลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เพียงบทเดียว มิได้ลงโทษหลายกรรมดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม การมีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองเพื่อขายนั้นเป็นความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ตามคำนิยามดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับเป็นความผิดหลายบทจึงไม่ถูกต้อง ส่วนการมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขายก็เป็นความผิดที่มีบทความผิดและบทลงโทษคนละมาตรากับความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันอย่างชัดแจ้ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองกรณีนี้อีกกรรมหนึ่งจึงชอบแล้ว แต่ถือเป็นความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไม่ใช่ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62, 106 ซึ่งตามมาตรา 106 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดโทษจำคุกไว้เพียงตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองเกินคำขอนั้นก็ปรากฏว่า นอกจากโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 62, 106 แล้ว ยังขอให้ลงโทษตามมาตรา 13 ทวิ, 89 ด้วย ซึ่งมาตรา 89 กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 89 จึงมิได้พิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองข้ออื่นๆ เป็นเพียงรายละเอียดและไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 16 วรรคหนึ่ง, 89, 90 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก กับการที่ศาลล่างทั้งสองได้สั่งริบวัตถุออกฤทธิ์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตามมาตรา 116 เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 16 วรรคหนึ่ง, 89, 90, 116 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เพียงบทเดียวกรรมหนึ่ง และฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 อีกกรรมหนึ่ง ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 13 ทวิ ม. 16 ม. 62 ม. 89 ม. 90 ม. 106 ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสมหมาย หร่ายสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุพจน์ ตันไชย
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10123/2551
#418058
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีข้อสัญญาระบุไว้ว่า การกู้และให้กู้ตามสัญญานี้นอกจากจะถือปฏิบัติตามสัญญาทุกข้อแล้ว ผู้กู้จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งของผู้ให้กู้ยืมที่เกี่ยวกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ได้ออกใช้บังคับอยู่แล้วก่อนในวันทำสัญญานี้ และที่จะได้ออกใช้บังคับต่อไปในภายหน้าโดยเคร่งครัด และให้ถือว่าระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย จึงต้องถือว่าระเบียบคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่าด้วยการชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุน ซึ่งออกใช้บังคับก่อนจำเลยที่ 1 จะผิดนัดชำระหนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา มีผลใช้บังคับและผูกพันจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบหรือต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 ก่อน และกำหนดเวลาชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าวมิใช่เป็นการขยายอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 369,383.41 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 333,200 บาท และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 84,804.22 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 76,500 บาท และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 76,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวน 284,575.70 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 256,700 บาท และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา มีข้อสัญญาระบุไว้ว่า การกู้และให้กู้ตามสัญญานี้ นอกจากจะถือปฏิบัติตามสัญญาทุกข้อแล้ว ผู้กู้จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งของผู้ให้กู้ยืมที่เกี่ยวกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ได้ออกใช้บังคับอยู่แล้วก่อนในวันทำสัญญานี้ และที่จะได้ออกใช้บังคับต่อไปในภายหน้าโดยเคร่งครัดและให้ถือว่าระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย ดังนั้น จึงต้องถือว่าระเบียบคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่าด้วยการชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุน ซึ่งออกใช้บังคับก่อนจำเลยที่ 1 จะผิดนัดชำระหนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา และมีผลใช้บังคับได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบหรือต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 ก่อน และการออกระเบียบดังกล่าวก็มิใช่เป็นการขยายอายุความตามที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างในคำแก้อุทธรณ์ เมื่อระเบียบดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 แล้ว ก็ต้องถือว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์งวดแรกถึงกำหนดในวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องคือวันที่ 3 กรกฎาคม 2550 ยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 369,383.41 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 333,200 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กรกฎาคม 2550) ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 88,804.22 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 76,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 284,575.70 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 256,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คืนค่าขึ้นศาลอนาคตจำนวน 100 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2)
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
นายสุรชัย จาวสุวรรณวงษ์ ที่ 1
นายภาสกร จาวเจิรญศรีหรือสมบัติ จาวสุวรรณวงษ์ ที่ 2
จำเลย — นางจีน จาวสุวรรณวงษ์ ที่ 3
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายวินัย สร้อยพลอย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10082/2551
#418059
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าจำเลยในฐานะผู้รับฝากรถยนต์ไว้โดยมีบำเหน็จค่าฝากได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับคนทั่ว ๆ ไปในภาวะเช่นนั้นว่าควรจะพึงใช้ความระมัดระวังเช่นไร จำเลยใช้ห้องแถวซึ่งอยู่ติดกับถนนเป็นที่ตั้งอู่ บริเวณด้านหน้าของอู่ตั้งประชิดติดกับขอบถนน แสดงว่าอู่ของจำเลยเป็นอู่ขนาดเล็กย่อมเป็นไปได้ยากที่จะมีการกั้นรั้วหรือจัดหายามมาคอยระแวดระวังในเวลากลางคืน การที่จำเลยจอดรถยนต์กระบะคันพิพาทไว้บริเวณด้านหน้าอู่ของจำเลยโดยได้ล็อกประตูและล็อกพวงมาลัยรถยนต์คันพิพาท ส่วนตัวจำเลยก็นอนอยู่ภายในอู่ดังกล่าว เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นก็ได้ลุกขึ้นดู เมื่อพบว่ารถยนต์คันพิพาทหายไป ก็ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจที่ผ่านมาทราบและออกติดตามคนร้ายกับเจ้าพนักงานตำรวจด้วย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ป - 5734 ชุมพร คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายจำนวน 125,720 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 120,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการที่จะถูกโจรกรรม ทั้งมิได้จัดให้มีรั้วกั้นหรือมียามคอยตรวจตราดังเช่นอู่ซ่อมรถโดยทั่วไป ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังดังเช่นวิญญูชนจะพึงรักษาทรัพย์ของตนเอง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าจำเลยในฐานะผู้รับฝากรถยนต์คันพิพาทไว้โดยมีบำเหน็จค่าฝากได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับคนทั่ว ๆ ไปในภาวะเช่นนั้นว่าควรจะพึงใช้ความระมัดระวังเช่นไร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้บริเวณด้านหน้าอู่ของจำเลยโดยได้ล็อกประตูและล็อกพวงมาลัยรถยนต์คันพิพาท ส่วนตัวจำเลยก็นอนอยู่ภายในอู่ดังกล่าว เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นก็ได้ลุกขึ้นดู และเมื่อพบว่ารถยนต์คันพิพาทหายไป ก็ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจที่ผ่านมาทราบและออกติดตามคนร้ายกับเจ้าพนักงานตำรวจด้วย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นแล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่า การที่จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้ริมถนนแทนที่จะไปจอดไว้ในบริเวณชายคาหน้าอู่ของจำเลย รวมทั้งจำเลยไม่ได้จัดให้มีรั้วกั้นหรือมียามคอยตรวจตรารถยนต์คันพิพาท เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าอู่ของจำเลยเป็นอู่ขนาดเล็ก ซึ่งอู่ที่มีขนาดเล็กและอยู่ติดกับถนนเช่นนี้ ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะมีการกั้นรั้วหรือจัดหายามมาคอยระแวดระวังในเวลากลางคืน การที่จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้บริเวณด้านหน้าของอู่จะถือว่าจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 659 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายวิธี ธุระกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายนพรัตน์ บุญจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10082/2551
#500430
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าจำเลยในฐานะผู้รับฝากรถยนต์คันพิพาทไว้โดยมีบำเหน็จค่าฝากได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับคนทั่วๆ ไปในภาวะเช่นนั้นว่าควรจะพึงใช้ความระมัดระวังเช่นไร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้บริเวณด้านหน้าอู่ซ่อมรถของจำเลยโดยได้ล็อกประตูและล็อกพวงมาลัยรถยนต์คันพิพาท ส่วนตัวจำเลยก็นอนอยู่ภายในอู่ดังกล่าว เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นก็ได้ลุกขึ้นดู ปรากฏว่ารถยนต์คันพิพาทหายไปก็ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจที่ผ่านมาทราบและออกติดตามคนร้ายกับเจ้าพนักงานตำรวจด้วย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นแล้ว

อู่ซ่อมรถของจำเลยเป็นห้องแถวและเป็นอู่ขนาดเล็ก บริเวณด้านหน้าของอู่ตั้งประชิดติดกับขอบถนน ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะมีการกั้นรั้วหรือจัดหายามมาคอยระแวดระวังในเวลากลางคืน ดังนั้น การที่จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้บริเวณด้านหน้าของอู่จะถือว่าจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2545 นางสาวนันทานำรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน ป - 5734 ชุมพร ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ไปซ่อมเปลี่ยนเครื่องยนต์ที่อู่ของจำเลย จำเลยตกลงรับซ่อมและรับมอบรถยนต์พร้อมกุญแจไว้อันเป็นการรับฝากทรัพย์เพื่อทำการซ่อม จำเลยมีหน้าที่ดูแลรถยนต์ขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลยเสมือนวิญญูชนพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 นางสาวนันทาได้รับแจ้งว่ารถยนต์คันดังกล่าวหายไป ซึ่งการที่รถยนต์คันดังกล่าวหายไปเกิดจากความบกพร่องและประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษาของจำเลย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสาวนันทาผู้เอาประกันภัยจำนวน 120,000 บาท โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ป - 5734 ชุมพร คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายจำนวน 125,720 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 120,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยรถยนต์คันพิพาทไว้ซ่อมจริงในทำนองช่วยเหลือในฐานะคนรู้จักสนิทสนมกัน และจำเลยใช้ความระมัดระวังในการดูแลรถยนต์คันพิพาทเป็นอย่างดีเยี่ยงวิญญูชนพึงกระทำ มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์รับประกันภัยรถยนต์คันพิพาทไว้จากนางสาวนันทาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2545 นางสาวนันทานำรถยนต์คันพิพาทไปซ่อมที่อู่ของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายพุนพิน - หนองขรี โดยนางสาวนันทามอบรถยนต์พร้อมกุญแจรถให้จำเลยเก็บรักษาไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา ขณะที่จำเลยนอนพักอยู่ภายในอู่มีคนร้ายมาลักรถยนต์คันพิพาทไป จำเลยซึ่งรู้สึกตัวตื่นเนื่องจากเสียงดังของเครื่องยนต์ได้ลุกขึ้นมาดู และเมื่อพบว่ารถยนต์คันพิพาทหายไปก็ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ จากนั้นจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจออกตามหารถยนต์คันพิพาทแต่ไม่พบ จึงแจ้งให้นางสาวนันทาทราบ และต่อมาโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 120,000 บาท ให้แก่นางสาวนันทา ผู้เอาประกันภัย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาในทำนองว่า จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการที่จะถูกโจรกรรม ทั้งมิได้จัดให้มีรั้วกั้นหรือมียามคอยตรวจตราดังเช่นอู่ซ่อมรถโดยทั่วไป ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังดังเช่นวิญญูชนจะพึงรักษาทรัพย์ของตนเอง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าจำเลยในฐานะผู้รับฝากรถยนต์คันพิพาทไว้โดยมีบำเหน็จค่าฝากได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับคนทั่ว ๆ ไปในภาวะเช่นนั้นว่าควรจะพึงใช้ความระมัดระวังเช่นไร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้บริเวณด้านหน้าอู่ของจำเลยโดยได้ล็อกประตูและล็อกพวงมาลัยรถยนต์คันพิพาท ส่วนตัวจำเลยก็นอนอยู่ภายในอู่ดังกล่าว เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นก็ได้ลุกขึ้นมาดู และเมื่อพบว่ารถยนต์คันพิพาทหายไป ก็ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจที่ผ่านมาทราบและออกติดตามคนร้ายกับเจ้าพนักงานตำรวจด้วย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นแล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการที่จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้ริมถนนแทนที่จะไปจอดไว้ในบริเวณชายคาหน้าอู่ของจำเลย รวมทั้งจำเลยไม่ได้จัดให้มีรั้วกันหรือมียามคอยตรวจตรารถยนต์คันพิพาทเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้น เห็นว่า สำหรับจุดจอดรถยนต์คันพิพาทนั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายเอกชัยพยานโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยใช้ห้องแถวซึ่งอยู่ติดกับถนนสายพุนพิน - หนองขรี เป็นที่ตั้งอู่ และได้ความจากภาพถ่ายหมาย จ.7 ว่าบริเวณด้านหน้าของอู่ตั้งประชิดติดกับขอบถนน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าอู่ของจำเลยเป็นอู่ขนาดเล็ก ซึ่งอู่ที่มีขนาดเล็กและอยู่ติดกับถนนเช่นนี้ ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะมีการกั้นรั้วหรือจัดหายามมาคอยระแวดระวังในเวลากลางคืน ดังนั้น การที่จำเลยจอดรถยนต์คันพิพาทไว้บริเวณด้านหน้าของอู่จะถือว่าจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้นหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 659
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายวิธี ธุระกิจ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10081/2551
#420016
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มอบอำนาจให้ ส. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนแก่จำเลยทั้งสอง ส. ในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำกิจการที่ตัวการมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 1 ได้มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "คู่ความ" หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมาย หรือในฐานะทนายความ ดังนั้น ส. ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีแทนย่อมอยู่ในฐานะคู่ความมีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่งฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย และ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง แต่ก็บัญญัติยกเว้นไว้ว่า การแต่งฟ้องนั้นไม่ห้ามไปถึงบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น แม้ ส. ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง และการเรียงหรือแต่งฟ้องแทนโจทก์มิใช่การว่าความอย่างทนายความดังที่ ป.วิ.พ.มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติห้ามไว้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 11,917 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,257 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ จึงต้องห้ามทำการแต่งฟ้องหรือเรียงคำฟ้องตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมาลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่นายสุเมธผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ลงชื่อเป็นผู้แต่งฟ้องหรือเรียงคำฟ้องของโจทก์นั้น เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มอบอำนาจให้นายสุเมธเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนแก่จำเลยทั้งสอง นายสุเมธในฐานะตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำกิจการที่ตัวการมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 ได้มีบทวิเคราะห์ศัพท์ คำว่า "คู่ความ" หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมาย หรือในฐานะทนายความ ดังนั้น นายสุเมธในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีแทน ย่อมอยู่ในฐานะคู่ความมีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่งฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย และเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง แต่ก็บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า การเรียงหรือแต่งฟ้องนั้นไม่ห้ามไปถึงบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น นายสุเมธซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์แม้มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง และการเรียงหรือแต่งฟ้องแทนโจทก์ก็มิใช่การว่าความอย่างทนายความดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติห้ามไว้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 60
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา ลิ้มธเนศกุล
จำเลย — ว่าที่ร้อยเอกหรือร้อยเอกวิเชียร กล่อมตระกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายธงไชย จิรเดชพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10078/2551
#418374
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดต่อโจทก์โดยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน และโจทก์ประสงค์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้อง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติ และเป็นคดีมีข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีเข้าสู่ศาล ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติในการที่จะวินิจฉัยและพิพากษาคดี โดยหากวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ ก็ย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งห้าในทางแพ่ง สำหรับคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองผู้ทรงทรัพยสิทธิจำนองเหนือที่ดินตามฟ้องตามกฎหมายสารบัญญัติด้วย ความรับผิดดังกล่าวของจำเลยทั้งห้าก็คือ หนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยทั้งห้าในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดี และในกรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน การบังคับคดีย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาตรา 278 และมาตรา 282 คือการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้าหรือบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งห้า เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ อันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์โดยสืบเนื่องจากผลแห่งคำพิพากษา และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องระบุสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้าไว้ในคำพิพากษาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง และโจทก์ก็ได้มีคำขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้า การที่คำพิพากษามิได้ระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนในการบังคับคดี จึงหาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่

โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องและอุทธรณ์ฎีกาในเหตุดังกล่าวโดยตรงขึ้นมายังศาลสูง ก็ชอบที่ศาลจะต้องกล่าวในคำพิพากษาให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าไว้ด้วย เพื่อให้เกิดความชัดเจนแก่คู่ความและเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติให้บรรลุผลตามคำพิพากษาในเนื้อหาคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาให้ครบถ้วนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,653,466.94 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 5,813,783.25 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าหากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้าและทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์รวม 6,653,466.94 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (21 มิถุนายน 2544) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง แต่มิได้พิพากษาให้โจทก์ได้สิทธิบังคับคดีเต็มตามคำขอท้ายฟ้องจะทำให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้านอกจากบังคับจำนองแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2827 ตำบลถนนขาด อำเภอพระปฐม จังหวัดนครปฐม ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดต่อโจทก์โดยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน และโจทก์ประสงค์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้อง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติ และเป็นคดีมีข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีเข้าสู่ศาล ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติในการที่จะวินิจฉัยและพิพากษาคดี โดยหากวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ ก็ย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งห้าในทางแพ่ง สำหรับคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานและรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยทั้งห้ามีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระหนี้เงินจำนวน 6,653,466.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้เงินจำนวนดังกล่าว รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองผู้ทรงทรัพยสิทธิจำนองเหนือที่ดินตามฟ้องตามกฎหมายสารบัญญัติด้วย ความรับผิดดังกล่าวของจำเลยทั้งห้าก็คือ หนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยทั้งห้าในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดี และในกรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน การบังคับคดีย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาตรา 278 และมาตรา 282 คือการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้าหรือบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งห้า เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ อันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์โดยสืบเนื่องจากผลแห่งคำพิพากษา และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องระบุสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้าไว้ในคำพิพากษาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง และโจทก์ก็ได้มีคำขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้า การที่คำพิพากษามิได้ระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนในการบังคับคดี จึงหาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ แต่สำหรับคดีนี้ เมื่อโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องและอุทธรณ์ฎีกาในเหตุนี้โดยตรงขึ้นมายังศาลสูง ก็ชอบที่ศาลจะต้องกล่าวในคำพิพากษาให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าไว้ด้วย เพื่อให้เกิดความชัดเจนแก่คู่ความและเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติให้บรรลุผลตามคำพิพากษาในเนื้อหาคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาให้ครบถ้วนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 21 มิถุนายน 2544) จนกว่าชำระเสร็จในอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศของโจทก์ กับประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้กู้ยืมฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไปตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องทุกอัตราต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง และหากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินที่จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 278 ม. 282
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
บริษัทพัฒนกิจเทรดดิ้ง แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสมปอง ศรีสมทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10077/2551
#500628
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การยกเหตุแห่งการปฏิเสธในประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่เพียงว่าโจทก์บรรยายฐานะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยประกอบธุรกิจและมีผลประโยชน์ร่วมกัน มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 แบ่งแยกกันได้เป็นคนละมูลหนี้ โจทก์ไม่สามารถนำมาฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้แบ่งแยกว่าหนี้ใดเป็นของจำเลยที่ 1 หนี้ใดเป็นของจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถเข้าใจว่าหนี้ดังกล่าวเป็นมูลหนี้อะไรตามสัญญาใด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกเหตุที่ทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมกลับกล่าวอ้างว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความงวดใดถึงกำหนดชำระ งวดใดยังไม่ถึงกำหนดชำระ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคนละเหตุกับที่ได้ให้การไว้ในศาลชั้นต้น จึงถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 2,905,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 2,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวอรรัตน์ ทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การยกเหตุแห่งการปฏิเสธในประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่เพียงว่า โจทก์บรรยายฐานะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยประกอบธุรกิจและมีผลประโยชน์ร่วมกัน มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 แบ่งแยกกันได้เป็นคนละมูลหนี้ โจทก์ไม่สามารถนำมาฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้แบ่งแยกว่าหนี้ใดเป็นของจำเลยที่ 1 หนี้ใดเป็นของจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถเข้าใจว่าหนี้ดังกล่าวเป็นมูลหนี้อะไร ตามสัญญาใด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกเหตุที่ทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมกลับกล่าวอ้างว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความงวดใดถึงกำหนดชำระงวดใดยังไม่ถึงกำหนดชำระ จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง เห็นได้ชัดว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวยกเหตุที่ทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเป็นคนละเหตุกับที่ได้ให้การไว้ในศาลชั้นต้น จึงถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประการที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความงวดที่ 2 ถึงงวดที่ 5 จะถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้งวดที่ 6 ถึงที่ 10 มิได้ ทั้งโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้เฉพาะงวดที่ 2 ถึงที่ 4 เท่านั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวยกข้ออ้างขึ้นใหม่ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถยกขึ้นต่อสู้ ได้ในคำให้การ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง เช่นกันที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายวิเชียร เลาหสุวัฒนกุล
โดย นางสาวอรรัตน์ เลาหสุวัฒนกุล
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัททุนทำเรือน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10068/2551
#418048
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และจำเลยทั้งหกมีข้อพิพาทต่อกันหลายคดี รวมถึงการดำเนินกิจการโรงรับจำนำ ฮ. โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาให้โจทก์นำเงินรายได้ประจำวันของโรงรับจำนำ ฮ. มาวางศาล และขอให้ตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ตรวจบัญชี แสดงให้เห็นว่าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ปรองดองกันและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทั้งการเป็นหุ้นส่วนกันนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้เป็นหุ้นส่วนเองจึงไม่สามารถบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขายหุ้นส่วนของฝ่ายนั้นให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ กรณีเหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนจะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ จึงมีเหตุที่ศาลจะพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้เลิกและให้จำเลยทั้งหกไปลงชื่อแสดงเจตนาเลิกห้างหุ้นส่วนคณะบุคคลโรงรับจำนำฮั้วฮอง หรือห้างหุ้นส่วนที่ไม่ใช่นิติบุคคลระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งหก ณ สำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์ หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ขายหุ้นในส่วนของโจทก์ในราคาตามมูลค่าในงบดุล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 คิดเป็นเงินจำนวน 222,243.03 บาท ส่งมอบสมุดบัญชีและเอกสารทุกชนิดใบอนุญาตตั้งโรงรับจำนำ สถานที่ตั้งโรงรับจำนำ ทรัพย์สินและทรัพย์จำนำทุกรายการของโรงรับจำนำฮั้วฮองให้แก่จำเลยทั้งหกหรือจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการคนใหม่ของโรงรับจำนำ

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกนายบดินทร์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงรับจำนำฮั้วฮองเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) ยกคำขอให้จำเลยทั้งหกลงชื่อแสดงเจตนาเลิกห้างหุ้นส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า มีเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยทั้งหกมีข้อพิพาทต่อกันหลายคดีรวมถึงการดำเนินกิจการโรงรับจำนำฮั้วฮอง โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาให้โจทก์นำเงินรายได้ประจำวันของโรงรับจำนำฮั้วฮองมาวางศาล และขอให้ตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ตรวจบัญชี จึงแสดงให้เห็นว่าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ปรองดองกันและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทั้งการเป็นหุ้นส่วนกันนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้เป็นหุ้นส่วนเองจึงไม่สามารถบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขายหุ้นส่วนของฝ่ายนั้นให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ กรณีเหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนจะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ จึงมีเหตุที่ศาลจะพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนตามที่โจทก์ฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงรับจำนำฮั้วฮองเลิกกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อห้างหุ้นส่วนเป็นอันเลิกกันในกรณีดังกล่าว ให้ตั้งผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญโรงรับจำนำฮั้วฮอง โดยตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สมัครใจจะเป็นผู้ชำระบัญชี

พิพากษายืน ให้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงรับจำนำฮั้วฮองโดยตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุธรรม อัศวาณิชย์
จำเลย — นายสุรควง อัศวาณิชย์ กับพวก
จำเลยร่วม — นายบดินทร์ อัศวาณิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายคมกฤช เทียมทัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10002/2551
#500504
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ ญาติของโจทก์และผู้เช่าที่ดินพร้อมบ้านของโจทก์ต่างได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมแม้ที่ดินของจำเลยทั้งสองจะมีการโอนต่อกันมาหลายครั้งจนมาถึงจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และบริวารได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินดังกล่าวติดต่อกันมาโดยเจ้าของที่ดินที่รับโอนต่อกันมาจนถึงจำเลยทั้งสองต่างก็ทราบดีและไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน สิทธิในอันที่จะใช้ในทางพิพาทและระยะเวลาในการใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงหาถูกกระทบหรือสะดุดหรือหยุดลงไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทติดต่อกันตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านมาในปี 2530 จนถึงปี 2542 ที่จำเลยทั้งสองทำการถมดินและล้อมรั้วลวดหนามปิดกั้นทางพิพาทจึงเป็นการใช้เกินกว่า 10 ปี ทางพิพาทย่อมตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แล้ว

โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะเท่านั่น และโดยสภาพของทางพิพาทก็ไม่อาจใช้เป็นทางให้ยานพาหนะผ่านได้ นอกจากนี้ โจทก์และบุคคลที่เช่าบ้านของโจทก์เดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองออกสู่ทางสาธารณะโดยต้องเดินเลียบข้างเสาซึ่งจำเลยที่ 1 ทำไว้เพื่อปลูกบ้าน ซึ่งมีความกว้างไม่ถึง 2 เมตร ประกอบกับทางพิพาทส่วนที่ความกว้างที่สุดประมาณ 150 เซนติเมตร และส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 120 เซนติเมตร จึงเห็นควรกำหนดให้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองกว้าง 120 เซนติเมตร เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร ตลอดแนวที่ดินจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วลวดหนามซึ่งปิดทางและทำที่ดินให้เป็นตามสภาพเดิม

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ทางพิพาทตามหมายสีแดงในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 127003 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วลวดหนามที่ปิดกั้นทางและทำทางให้เป็นสภาพเดิม ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภาระจำยอมลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 78644 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 127003 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 39/30 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว โดยซื้อมาจากนางแจ่ม เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.2 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 76844 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกโดยที่ดินแปลงดังกล่าวนายบุญยิ่ง บิดาของจำเลยที่ 1 ซื้อมาจากนายสนั่น เมื่อปี 2524 ต่อมาปี 2539 ได้ยกให้แก่พันจ่าอากาศตรีวีรยุทธ น้องชายของจำเลยที่ 1 และในปี 2537 พันจ่าอากาศตรีวีรยุทธ ได้จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยทั้งสองตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยจำเลยทั้งสองจะต้องเดินผ่านที่ดินของนางประกอบ จึงจะออกสู่ทางเดินปูด้วยแผ่นปูนและออกสู่ถนนสาธารณะได้ ส่วนโจทก์ก็จะต้องเดินผ่านริมที่ดินของจำเลยทั้งสองทางทิศเหนือจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก และผ่านที่ดินของนางประกอบออกสู่ทางเดินปูด้วยแผ่นปูนเช่นกันตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาปี 2541 ทางราชการได้ตัดถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรี-สนามบินน้ำ ทำให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองถูกเวนคืนไปบางส่วน ตามแผนที่สังเขปและแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.4 และ จ.ล.1 ต่อมาปี 2542 จำเลยทั้งสองจึงนำดินมาถมและนำเสามาปักล้อมด้วยลวดหนามปิดกั้นทางพิพาทที่โจทก์เคยใช้เดินผ่านเข้าออกตามภาพถ่ายหมาย จ.5 ภาพที่ 3 ถึง 7 ทำให้โจทก์และผู้เช่าบ้านของโจทก์ใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณะไม่ได้ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยทั้งสองว่า ทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ ญาติของโจทก์และผู้เช่าที่ดินพร้อมบ้านของโจทก์ต่างได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านมาในปี 2530 จนถึงปี 2542 ที่จำเลยทั้งสองทำการถมดินและล้อมรั้วลวดหนามปิดกั้นทางพิพาท จึงเป็นการใช้เกินกว่า 10 ปี ทางพิพาทย่อมตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์และนางสาวอรุณี พยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันเอง โดยเฉพาะนางสาวอรุณี เบิกความว่า ครั้งแรกโจทก์มาอยู่ที่บ้านของโจทก์ต่อมาจึงให้ญาติโจทก์อยู่ หลังจากนั้นก็มีผู้มาเช่าบ้าน แต่ต่อมากลับเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ไม่ได้มาพักอาศัย แต่ไป ๆ มา ๆ เพื่อดูแลบ้าน จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เริ่มใช้ทางพิพาทตั้งแต่เมื่อใด และใช้ติดต่อกันมาเป็นเวลาถึง 10 ปี หรือไม่นั้น เห็นว่า คำเบิกความของนางสาวอรุณี ในตอนแรกและตอนต่อมาดังกล่าวยังรับฟังไม่ได้ชัดว่าเป็นการขัดแย้งกัน เพราะที่เบิกความในตอนหลังว่า โจทก์ไม่ได้มาพักอาศัย แต่ไป ๆ มา ๆ เพื่อดูแลบ้านนั้น อาจจะเป็นการเบิกความถึงตอนที่โจทก์ย้ายออกจากบ้านไปและให้บุคคลอื่นมาเช่าบ้านอยู่อาศัยแล้ว จึงต้องคอยมาดูแลเพื่อซ่อมแซมบ้านอยู่บ่อย ๆ ก็เป็นได้จึงหาเป็นพิรุธที่จะทำให้พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทติดต่อกันมาถึง 10 ปีแต่อย่างใดไม่ และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อโจทก์เข้ามายึดถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโจทก์ ที่ดินของจำเลยทั้งสองมีการโอนและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ต่อมาหลายครั้ง โดยปี 2534 บิดาของจำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมยกให้แก่พันจ่าอากาศตรีวีรยุทธ และต่อมาปี 2537 พันจ่าอากาศตรีวีรยุทธจึงขายให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่โจทก์ครอบครองใช้ทางพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจึงถูกกระทบสิทธิมาโดยตลอด โจทก์จึงไม่ได้ครอบครองโดยความสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาถึง 10 ปีนั้น เห็นว่า แม้ที่ดินของจำเลยทั้งสองจะมีการโอนต่อกันมาหลายครั้งจนมาถึงจำเลยทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และบริวารได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะติดต่อกันมาโดยเจ้าของที่ดินที่รับโอนต่อกันมาจนถึงจำเลยทั้งสองต่างก็ทราบดีและมิได้โต้แย้งคัดค้าน สิทธิในอันที่จะใช้ทางพิพาทและระยะเวลาการใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงหาถูกกระทบหรือสะดุดหยุดลงไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลาถึง 10 ปี ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมตามกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมีรูปเรื่องและข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงล้วนแต่ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ทางพิพาทมีความกว้างเท่าใด ปัญหานี้จำเลยทั้งสองได้ให้การไว้แล้วว่าทางพิพาทมีความกว้างไม่เกิน 80 เซนติเมตร มิใช่กว้าง 2 เมตร ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้วินิจฉัยในปัญหานี้ไม่ เมื่อจำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหานี้มาด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ในปัญหานี้ได้ความว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะเท่านั้น และโดยสภาพของทางพิพาทก็ไม่อาจใช้เป็นทางให้ยานพาหนะผ่านได้ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และนางสมลักษณ์พยานของจำเลยทั้งสองตรงกันว่า โจทก์และบุคคลที่เช่าบ้านของโจทก์เดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง ออกสู่ทางสาธารณะโดยต้องเดินเลียบข้างเสาซึ่งจำเลยที่ 1 ทำไว้เพื่อปลูกบ้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะมีความกว้างไม่ถึง 2 เมตร เมื่อฟังประกอบกับรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งออกไปเดินเผชิญสืบในวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ที่ระบุว่า วัดทางพิพาทส่วนที่มีความกว้างที่สุดได้ประมาณ 150 เซนติเมตร และส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 120 เซนติเมตรแล้ว จึงเห็นควรกำหนดให้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองกว้าง 120 เซนติเมตร เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทางพิพาทตามหมายสีแดงในแผนที่พิพาท เอกสารหมาย จ.ล.1 กว้าง 120 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวจรดถนนสาธารณะ เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 127003 ตำบลท่าทราย (บางธรณี) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจารุวรรณ พิชิตปรีชา
จำเลย — นายชัชวาล หลักเพ็ชร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9929/2551
#500427
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกกของผู้ตายแล้ว การที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกจึงต้องมีเหตุตามกฎหมาย คือ ผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 แต่ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้เรียกร้องให้ผู้ร้องแบ่งทรัพย์มรดกให้ผู้คัดค้านแต่อย่างใด จึงไม่อาจถือว่าผู้ร้องละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ และได้ความว่าที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย แม้หากจะฟังว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องก็ยังคงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่ จึงไม่มีเหตุอย่างอื่นที่สมควรจะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางชุ่มผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของนายประเสริฐผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า นางทองอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายเกรียงศักดิ์ผู้คัดค้านโดยผู้ตายให้การอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาและให้ใช้ชื่อสกุลชาวบ้านทั่วไปทราบว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรผู้ตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2535 ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านตามสำเนาพินัยกรรมท้ายคำคัดค้าน แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายโดยการปิดบังทายาทตามพินัยกรรมและทายาทโดยธรรมของผู้ตาย นอกจากผู้ร้องยังไม่ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านแล้วผู้ร้องยังขับไล่ผู้คัดค้านกับนางทองให้ออกจากตึกแถวที่ปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ที่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้ผู้คัดค้าน ขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งนางทองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า นางทองจะอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายและมีบุตรคือผู้คัดค้านหรือไม่ ทั้งผู้คัดค้านจะใช้ชื่อสกุลผู้ตายและผู้ตายจะให้การศึกษาเล่าเรียนหรือไม่ ผู้ร้องไม่ทราบ ผู้ร้องมิได้ปิดบังทายาทตามพินัยกรรมเนื่องจากพินัยกรรมดังกล่าวผู้ร้องไม่เคยเห็น แต่ทราบว่าถูกยกเลิกและถูกทำลายโดยผู้ทำพินัยกรรม ทั้งผู้ตายได้จำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมไปในระหว่างมีชีวิต คงเหลือเพียงโฉนดที่ดินเลขที่ 6033 พร้อมตึกแถวบนที่ดิน ซึ่งผู้ร้องในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตาย ผู้ร้องไม่เคยขับไล่ผู้คัดค้านกับนางทองออกจากที่ดินดังกล่าว ผู้คัดค้านมีความประพฤติไม่เรียบร้อยไม่สนใจศึกษาเล่าเรียนและติดยาเสพติดให้โทษ นางทองไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้จัดการมรดกเนื่องจากไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ทั้งผู้คัดค้านกับนางทองไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียและไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนนางชุ่มผู้ร้อง จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตาย และตั้งนางทองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย กับให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ตายกับผู้ร้องเป็นสามีภริยากันโดยการจดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2509 มีบุตรด้วยกัน 6 คน รวมทั้งดาบตำรวจกฤษณะ นายวีระโชติ และนางสาวประภาวดี โดยอยู่กินกันที่บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลสระพัง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้ตายยังได้อยู่กินด้วยกันกับนางทอง มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ ผู้คัดค้าน ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2525 ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายกับนางทองอยู่กินด้วยกันที่ตึกแถวเลขที่ 90/3 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6033 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 18 ตารางวา อยู่ห่างจากบ้านผู้ร้องประมาณครึ่งกิโลเมตร ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนว่าผู้ตายซื้อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2534 แล้วผู้ตายกับนางทองและผู้คัดค้านอยู่กินด้วยกันตลอดมาจนผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมลงวันที่ 24 ธันวาคม 2535 ยกที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าว รถยนต์กระบะ เงินฝากในธนาคารและทรัพย์สินอื่นที่จะมีในอนาคตให้แก่ผู้คัดค้าน ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายประมาณ 1 ปี ผู้ตายล้มป่วยเป็นอัมพาตเดินไม่ได้แต่ยังพูดได้รู้เรื่อง ช่วงที่ผู้ตายป่วยอยู่นี้ดาบตำรวจกฤษณะขอต้นฉบับพินัยกรรมไปจากนางทองแล้วนำไปทำลายเสีย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 ขณะอายุได้ 72 ปี ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระบุว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ไม่ได้ระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรผู้ตายด้วย ผู้ร้องไม่เคยมาอยู่ในตึกแถวดังกล่าว แต่หลังจากศาลชั้นต้นตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องได้ให้นางสาวประภาวดีเข้ามาค้าขายในตึกแถวดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า สมควรถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ คดีได้ความว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว การที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกจึงต้องมีเหตุตามกฎหมาย คือ ผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 แต่ตามคำคัดค้านและทางนำสืบของผู้คัดค้านยังไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้เรียกร้องให้ผู้ร้องแบ่งทรัพย์มรดกให้ผู้คัดค้านแต่อย่างใด จึงไม่อาจถือว่าผู้ร้องละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ และได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6033 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย แม้หากจะฟังว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องก็ยังคงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6033 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีอยู่ จึงไม่มีเหตุอย่างอื่นที่สมควรจะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ปัญหาประการต่อไปมีว่า สมควรตั้งให้นางทองเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ เห็นว่า ดังได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและศาลได้มีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า พินัยกรรมของผู้ตายระบุยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านหรือนางทองย่อมสามารถขอให้ผู้ร้องจัดการให้เป็นตามพินัยกรรมนั้นได้ และสามารถฟ้องผู้ร้องเป็นคดีได้ กรณีไม่สมควรที่จะตั้งให้นางทองเป็นผู้จัดการมรดกรายเดียวกันซ้อนขึ้นมาอีกหรือตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน เพราะจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการมรดก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางชุ่ม เทพลิบ
นายเกรียงศักดิ์ เทพลิบ
โดยนางทอง กาหลง
ผู้คัดค้าน — ผู้แทนโดยชอบธรรม
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9871/2551
#497415
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าแผนกจัดเก็บเงินและวางบิล มีหน้าที่นำส่งใบแจ้งหนี้แก่ลูกค้า รับเงินหรือเช็คที่ลูกค้าสั่งจ่ายชำระค่าสินค้า เมื่อจำเลยรับเช็คจากลูกค้าแล้วจะต้องถ่ายสำเนาเช็คดังกล่าวส่งให้แผนกรับเช็คเพื่อบันทึกรายการและตัดยอดบัญชีลูกค้า แล้วมอบเช็คแก่แผนกบัญชีของโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีโจทก์ร่วม แต่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยรับเช็คจำนวน 10 ฉบับ ซึ่งลูกค้าสั่งจ่ายชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วม จำเลยได้ถ่ายสำเนาเช็คดังกล่าวส่งให้แผนกรับเช็คเพื่อบันทึกรายการและตัดยอดบัญชีลูกค้าแล้วแต่ไม่ได้นำเช็คจำนวน 10 ฉบับ นั้น ไปส่งแผนกบัญชีของโจทก์ร่วม กลับนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินตามเช็คโดยเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ดังนี้ เห็นว่า การที่จำเลยรับเช็คของลูกค้าของโจทก์ร่วมที่ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมนั้นเป็นการรับในฐานะที่จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องนำเช็คดังกล่าวไปให้แผนกบัญชีของโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้น การที่เช็คจำนวน 10 ฉบับ มาอยู่ที่จำเลยจึงเป็นเรื่องที่จำเลยยึดถือเช็คดังกล่าวเพื่อโจทก์ร่วมเท่านั้นเพราะสิทธิครอบครองในเช็คดังกล่าวอยู่ที่โจทก์ร่วมแล้ว เมื่อจำเลยนำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยจึงเป็นการเอาไปเสียซึ่งเช็คของโจทก์ร่วมโดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (11) ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 14,498,450 บาท แก่ผู้เสียหาย และเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ได้กระทำผิดทุกกรรมด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทแอบบรา จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 14,498,450 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่ส่งใบแจ้งหนี้แก่ลูกค้าและรับเช็คจากลูกค้านำส่งโจทก์ร่วม ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำเช็คพิพาทจำนวน 10 ฉบับ ที่บริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด สั่งจ่ายชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วม รวมเป็นเงิน 14,498,450 บาท ไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าเรือสาธุประดิษฐ์ มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมา ในปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางทัสสินี กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าแผนกจัดเก็บเงินและวางบิล มีหน้าที่จัดวางบิลแก่ลูกค้าเพื่อจัดเก็บเงินค่าสินค้า เมื่อจำเลยรับเช็คจากลูกค้าหรือพนักงานอื่นที่รับเช็คจากลูกค้าซึ่งนำมาให้จำเลยแล้ว จำเลยมีหน้าที่ถ่ายสำเนาเช็คดังกล่าวส่งให้แผนกรับเช็คเพื่อตัดยอดหนี้จากบัญชีลูกค้าแล้วมอบเช็คแก่แผนกบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่จำเลยนำเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักสีลม ที่บริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด สั่งจ่ายชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าเรือสาธุประดิษฐ์ รวม 7 ครั้ง รวมเป็นเช็ค 10 ฉบับ จำนวนเงิน 14,498,450 บาท ต่อมาพยานทราบเรื่องเมื่อตรวจสอบรายงานทะเบียนเช็ครับ ซึ่งบันทึกรายการเช็คทั้ง 10 ฉบับ ไว้ แต่จำเลยมิได้นำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีโจทก์ร่วม พยานเรียกจำเลยมาสอบถามถึงสาเหตุ ปรากฏว่าจำเลยหลบหนีไปก่อน จากการสอบถามบริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด ผู้สั่งจ่ายเช็คแล้วได้ความว่า มีพนักงานโจทก์ร่วมรับเช็คพิพาททั้ง 10 ฉบับ นำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลย พยานจึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยนำเช็คจำนวน 10 ฉบับ ซึ่งบริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด ลูกค้าโจทก์ร่วมสั่งจ่ายเพื่อชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมไปเรียกเก็บเงินตามเช็ค โดยนำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าเรือสาธุประดิษฐ์ นอกจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวซึ่งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุสงสัยว่าพยานดังกล่าวจะเบิกความกลั่นแกล้ง ปรักปรำจำเลยแล้ว โจทก์ยังมีพยานเอกสารแสดงให้เห็นถึงการนำเช็คจำนวน 10 ฉบับ เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยและมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวไป ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยนำเช็คพิพาททั้ง 10 ฉบับ เรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพราะนายเอกดนัย สามีของนางทัสสินีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมมีคำสั่งห้ามจำเลยชะลอการนำเช็คเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีไว้ก่อนและอนุญาตให้จำเลยนำเช็คไปเบิกเงินใช้ก่อนได้เพื่อหลบเลี่ยงภาษีนั้น เห็นว่า เป็นข้อนำสืบที่ขัดต่อเหตุผลเพราะจำนวนเงินตามเช็คทั้ง 10 ฉบับรวมกันสูงถึง 14 ล้านบาทเศษ ไม่น่าเชื่อว่านายเอกดนัยหรือโจทก์ร่วมจะยินยอมให้พนักงานระดับจำเลยนำเงินไปใช้ก่อนโดยไม่มีหลักประกันให้เชื่อถือได้ว่าจำเลยจะนำเงินดังกล่าวมาใช้คืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ ข้อต่อสู้ตามทางนำสืบของจำเลยจึงเป็นเรื่องเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11 ) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมเป็นจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (11) ม. 335 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทแอบบรา จำกัด
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ บุญเรือน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสัณธาน ขันทมณี
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9836/2551
#500425
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 ร้องตะโกนว่า "เอาเลย" แล้วจำเลยที่ 1 จึงเตะผู้เสียหาย ถือว่าจำเลยที่ 2 ยุยงส่งเสริมเป็นผู้ใช้หรือก่อให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตาม ป.อ. มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตาม ป.อ. มาตา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การร้องบอกของจำเลยที่ 2 ที่ว่าเอาเลยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ก็เตะผู้เสียหายทันที จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ดังนี้ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายนายทีฆายุผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 2 ใช้แก้วเหล้าขว้างที่หลังของผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง ใช้มือกระชากคอเสื้อและใช้มือตบหน้าผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง จำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะบริเวณใบหน้าผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ดั้งจมูกของผู้เสียหายหักได้รับบาดเจ็บใบหน้าผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ดั้งจมูกของผู้เสียหายหักได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัสต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 83, 58 และบวกโทษจำเลยที่ 1 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1991/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูกมาตรา 297 (8)), 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายไปแล้วนับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 จำนวนหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี ให้นำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 1 ปี ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1991/2540 ของศาลชั้นต้นมาบวกกับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ รวมแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดีแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 มีเหตุทะเลาะวิวาทกัน โดยจำเลยที่ 2 ใช้แก้วเหล้าขว้างปาถูกผู้เสียหายบริเวณหลังและตบหน้าผู้เสียหาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะที่ใบหน้าของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นว่า เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นที่สถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับในขณะที่ผู้เสียหายและเพื่อนไปเที่ยว ณ สถานบันเทิงดังกล่าว พยานโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่เบิกความยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองคือ ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์ ซึ่งเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในขณะที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์เดินออกจากสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับไปเข้าห้องน้ำบริเวณด้านนอกและเดินกลับมาจะเข้าสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับได้เดินผ่านจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 กล่าวหาผู้เสียหายว่าเหยียบเท้าและไม่ขอโทษ แต่ผู้เสียหายโต้เถียงว่าไม่ได้เหยียบเท้าจำเลยที่ 2 นายจักรพงศ์ได้ขอร้องให้ผู้เสียหายขอโทษจำเลยที่ 2 เพื่อที่จะไม่ให้มีเรื่องกันซึ่งผู้เสียหายก็กล่าวคำขอโทษจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นผู้เสียหายและนายจักรพงศ์ก็ไม่ได้เข้าไปในสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับเนื่องจากใกล้เวลาจะปิด โดยในระหว่างที่เดินอยู่ด้านนอกนั้นผู้เสียหายถูกปาด้วยแก้วที่ด้านหลัง เมื่อผู้เสียหายและนายจักรพงศ์หันไปดูเหตุการณ์ก็เห็นจำเลยที่ 2 จึงเข้าใจว่าเป็นผู้ปาแก้ว แล้วจำเลยที่ 2 ได้เดินเข้ามาหาผู้เสียหายและใช้มือตบหน้าผู้เสียหาย นายจักรพงศ์จึงเข้าไปห้ามจำเลยที่ 2 มิให้ทำร้ายผู้เสียหายอีก ส่วนผู้เสียหายก็ได้ไปนั่งที่ม้ายาวบริเวณหน้าห้องน้ำ จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่าตั้งแต่ผู้เสียหายและเพื่อนมาเที่ยวสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะกับกลุ่มบุคคลใด จะมีเพียงเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 เท่านั้น กรณีจึงเชื่อว่าคนที่ปาแก้วมาที่หลังผู้เสียหายก็คือจำเลยที่ 2 นั่นเอง ประกอบกับเมื่อเกิดเหตุการณ์ปาแก้วแล้วจำเลยที่ 2 ได้เดินเข้ามาทำร้ายผู้เสียหายโดยใช้กำลังตบที่ใบหน้าจนนายจักรพงศ์ต้องเข้าห้าม แม้นายจักรพงศ์จะให้การในชั้นศาลว่าจำเลยที่ 2 เดินเข้ามาจะหาเรื่องกับผู้เสียหายโดยเงื้อมือจะทำร้ายผู้เสียหาย นายจักรพงศ์จึงเข้าห้ามและมีการชุลมุนกัน ผู้เสียหายจะถูกทำร้ายหรือไม่จำไม่ได้แต่ก็เห็นผู้เสียหายเซไปทางห้องน้ำ แต่นายจักรพงศ์ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังวันเกิดเหตุประมาณ 4 วันว่า จำเลยที่ 2 ได้เดินตามมาแล้วกระชากคอเสื้อผู้เสียหายและใช้มือตบผู้เสียหาย 1 ครั้ง ทำให้ผู้เสียหายเซถอยไป จากคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวนายจักรพงศ์ให้การหลังเกิดเหตุไม่นานน่าเชื่อว่าให้การไปตามความจริงที่ตนประสบมา และเป็นคำให้การที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์เบิกความต่อศาล จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้กำลังทำร้ายโดยตบหน้าผู้เสียหายสำหรับเหตุการณ์หลังจากนี้ โดยในขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ที่ม้ายาวหน้าห้องน้ำ จำเลยที่ 1 ได้เดินเข้ามาเตะผู้เสียหายที่ใบหน้าจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสนั้น จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปถึงความเกี่ยวพันของการกระทำของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำอันมีผลทำให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการกระทำผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ในตอนนี้นายจักรพงศ์ได้เบิกความว่า หลังจากที่นายจักรพงศ์ห้ามจำเลยที่ 2 ไม่ให้ทำร้ายผู้เสียหายแล้ว ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับได้ออกมาช่วยห้ามเหตุการณ์และสอบถามว่าใครมีเรื่อง มีการชี้ไปที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์ว่าเป็นคนก่อเรื่อง ขณะนั้นได้ยินเสียงว่า "เอาเลย" ซึ่งนายจักรพงศ์เข้าใจว่าเป็นเสียงของจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เตะผู้เสียหายบริเวณใบหน้า นอกจากนั้นนายจักรพงศ์ยังได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ในขณะเกิดเหตุพนักงานรักษาความปลอดภัยของสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับได้เดินเข้ามาจำนวน 3 ถึง 4 คน และจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่ใกล้กับจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ได้พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า "เอาเลย" จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ใช้เท้าเตะผู้เสียหาย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจะเห็นว่า เหตุทะเลาะวิวาทในช่วงแรกระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนร่วมในการทะเลาะวิวาทหรือร่วมทำร้ายผู้เสียหายแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เข้ามายังที่เกิดเหตุและได้รับการบอกกล่าวจากจำเลยที่ 2 ว่า "เอาเลย" จำเลยที่ 1 จึงเข้าทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยมีหน้าที่ในการดูแลสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับให้เกิดความสงบเรียบร้อย ซึ่งรวมถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาเที่ยวสถานบันเทิงดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 1 เข้าทำร้ายผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกค้าของสถานบริการโดยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนนับว่าเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยอย่างมาก นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 2 มาก่อนเนื่องจากมาเที่ยวสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับเป็นประจำ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อนเกิดเหตุ เมื่อจำเลยที่ 2 บอกแก่จำเลยที่ 1 ว่า "เอาเลย" จำเลยที่ 1 จึงเข้าทำร้ายผู้เสียหายทันที แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้คดีในทำนองว่ามิได้บอกให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็มิได้มีเหตุทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 1 หรือกลุ่มบุคคลใดมาก่อน มีเพียงเหตุทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 2 เท่านั้น และในขณะนั้นก็อยู่ระหว่างการชุลมุนโดยนายจักรพงศ์เข้ากอดห้ามมิให้จำเลยที่ 2 เข้าทำร้ายผู้เสียหาย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เข้ามายังที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในภาวะไม่สามารถทำร้ายผู้เสียหายได้ จึงบอกให้จำเลยที่ 1 เข้ากระทำการแทนตน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้หรือก่อให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย นอกจากนั้นหลังเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์จะกลับบ้าน จำเลยที่ 2 ได้ไปพบผู้เสียหายและพูดห้ามมิให้ผู้เสียหายแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งถ้าหากจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จะไปพูดห้ามมิให้ผู้เสียหายแจ้งความด้วยเหตุใด ซึ่งนับว่าเป็นข้อพิรุธในคดีอย่างยิ่ง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 ร้องตะโกนว่า "เอาเลย" แล้วจำเลยที่ 1 จึงเตะผู้เสียหายถือว่าจำเลยที่ 2 ยุยงส่งเสริมเป็นผู้ใช้หรือก่อให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การร้องบอกของจำเลยที่ 2 ที่ว่าเอาเลย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ก็เตะผู้เสียหายทันที จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ดังนี้ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมจะต้องมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบในหน้าที่ จำเลยที่ 2 เข้าไปเที่ยวในสถานบริการแต่กลับกระทำความผิดทางอาญาขึ้นเสียเอง โดยมูลเหตุที่เกิดขึ้นก็เพราะจำเลยที่ 2 อ้างว่าผู้เสียหายเหยียบเท้าแล้วไม่ขอโทษอันเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ข่มเหงรังแกผู้เสียหายผู้เป็นสุจริตชนที่เข้าไปเที่ยวพักผ่อนในสถานบริการแห่งนั้นทั้งที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร หลังเกิดเหตุก็มิได้บรรเทาผลร้ายและให้การบ่ายเบี่ยงต่อสู้คดีมาโดยตลอดพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วไป ที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เคยปฏิบัติหน้าที่ราชการถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์หลายครั้ง ปรากฏตามสำเนาคำสั่งแต่งตั้งเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 2 นั้น ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ ซึ่งจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องกระทำอยู่แล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวและบิดามารดาซึ่งอายุมากแล้ว หากจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกจะทำให้ครอบครัวและบิดามารดาได้รับความเดือดร้อนไม่มีผู้อุปการะเลี้ยงดูก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์และรูปคดีแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบด้วยมาตรา 86 ให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายประวัติหรือป้อม ญานะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ