คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 13/2566
#691950
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเทศบาลนครลำปาง เรื่อง ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับทางราชการ กรณีการจัดซื้อที่ดินทิ้งขยะ ครั้งที่ ๑ และคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดลำปางยื่นฟ้องผู้ร้องกับพวกต่อศาลจังหวัดลำปาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๘๖, ๑๕๑, ๑๕๗ ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จะอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ ครั้งที่ ๑ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๒๑ และข้อ ๕๐ (๖) ก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้กระทำละเมิดในการจัดซื้อที่ดินทิ้งขยะเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพื่อนำไปสู่ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งเทศบาลนครลำปาง ที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีของศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องกับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ (เดิม) ประกอบมาตรา ๘๓, ๘๖ หรือไม่ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาความรับผิดเป็นอย่างเดียวกัน คือ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๕๐ (๖) หรือไม่ แต่เมื่อในการพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นไปเพื่อตรวจสอบประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเทศบาลนครลำปาง ที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับทางราชการจากการที่ผู้ร้องทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ส่วนคดีของศาลยุติธรรมมุ่งประสงค์ตรวจสอบในประเด็นที่ว่า การกระทำของผู้ร้องเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ (เดิม) ประกอบมาตรา ๘๓, ๘๖ หรือไม่ เมื่อหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งและทางอาญาอาจแตกต่างกันได้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตาม คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ช.
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 12/2566
#691951
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ ต้องดำเนินการภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด เมื่อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดที่ออกภายหลัง โดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖๙ วรรคสาม บัญญัติว่า "เมื่อศาลปกครองได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครอง ในศาลปกครองโดยเปิดเผยในวันใดแล้ว ให้ถือว่าวันที่ได้อ่านนั้นเป็นวันที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง..." และมาตรา ๗๓ วรรคสี่ บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดให้เป็นที่สุด" เมื่อศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีนี้ให้คู่กรณีฟัง วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๕ คดีของศาลปกครองสูงสุดจึงถึงที่สุดวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๕ แม้คำร้องคดีนี้จะลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ แต่เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ จึงเป็นการล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดถึงที่สุด คำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2566
#700314
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่จัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ออก น.ส.ล. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้า อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้า และขุดทางเดินน้ำในลำเหมืองสาธารณะก่อนที่จะนำดินมาถมทำถนนอีกครั้ง แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการให้ระงับยับยั้งการกระทำดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าอ้างว่า เป็นการกระทำต่อที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าบางส่วน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อ้างว่า เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าจึงมีความมุ่งหมาย ที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงราย
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่จัน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2566
#701475
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและนาย ส. ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อทับที่ดินแปลงดังกล่าว และในการออกโฉนดที่ดินพิพาท นาย น. เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้นำเอกสารเกี่ยวกับการไต่สวน ใบไต่สวน บันทึกถ้อยคำ อันเป็นเท็จมาให้นาย จ. อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ลงชื่อ โดยไม่ได้อ่านและตรวจสอบรายละเอียด เนื่องจากเชื่อใจ โดยนาย จ. ยืนยัน หนักแน่นว่า ที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและนาย ส. การกระทำของนาย น. จึงเป็นการกระทำละเมิดผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การสรุปได้ว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ก็สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อทับที่ดินมือเปล่าของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของ ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเพียงผลของ การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินของผู้มีชื่อ ที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีอาจออกโฉนดที่ดินให้ได้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีนำเอกสารใบไต่สวน บันทึกถ้อยคำ อันเป็นเท็จมาให้นาย จ. อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๕ ลงชื่อ เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อนั้น ข้ออ้างตามคำฟ้องดังกล่าวมิใช่การกระทำอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกระบี่
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ว. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2566
#700194
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาย บ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินจำนวน 2 แปลง ได้แก่ แปลงที่ 1 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1405 และแปลงที่ 2 ที่ดินมือเปล่ามีแนวเขตติดต่อกับที่ดินแปลงที่ 1 ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1405 จึงพบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างถนนเพชรเกษมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินแปลงที่ 1 บริเวณทางด้านทิศตะวันออก และรุกล้ำที่ดินแปลงที่ 2 ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าทั้งแปลง อันเป็นการละเมิดและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลง และทำที่ดินบริเวณดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีให้เป็นไปตามเดิมโดยผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น หากไม่สามารถรื้อถอนถนนได้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดิน ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1405 ได้มีการเวนคืนโดยชอบและผู้ฟ้องคดีได้รับเงินค่าทดแทนแล้ว การก่อสร้างทางหลวงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิด ส่วนที่ดินมือเปล่าแปลงที่ผู้ฟ้องคดีอ้างการครอบครองว่าถูกรุกล้ำทั้งแปลง ในขณะเวนคืนไม่ปรากฏหลักฐานการแสดงสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ที่ดินมือเปล่าอยู่ในระยะเขตทางหลวงจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่จำต้องรื้อถอนสิ่งก่อสร้างและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงอันเป็นการกระทำละเมิด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การสรุปได้ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยที่ดินแปลงแรกผู้ถูกฟ้องคดีได้มาโดยการเวนคืนและผู้ฟ้องคดีได้รับเงินค่าทดแทนแล้ว ส่วนที่ดินแปลงที่สองเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนบนที่ดินพิพาท จึงไม่เป็นละเมิด ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์เป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1405 ได้มีการเวนคืนโดยชอบและที่ดินมือเปล่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างถนนได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาย บ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2566
#700193
เปิดฉบับเต็ม

แม้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดน้ำใส ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หัวหน้าหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้พนมไพร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นข้าราชการจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และองค์การบริหารส่วนตำบลกุดน้ำใส ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเจ้าหน้าที่อื่นเข้ายึดที่ดินและเสาล้อมรั้วของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทกระทรวงมหาดไทยได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์เพื่อให้ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงทำให้บริเวณดังกล่าวมีสถานะเป็นป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี บุคคลทั่วไปมิอาจครอบครองเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 หรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ครอบครองหรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 มีอำนาจเข้าไปดำเนินการในที่ดินสาธารณประโยชน์โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
ผู้ฟ้องคดี — นาง ว. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดน้ำใส ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2566
#697450
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัท อ. จำกัด (มหาชน) โจทก์ เป็นเอกชน ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย อ้างว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์จากผู้เอาประกันภัย ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดของจำเลย ละเลยไม่ยึดแบริเออร์พลาสติกที่ตั้งอยู่บนทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนีให้แน่นหนาไม่ให้ขยับหรือเคลื่อนที่ไปมาได้หรือไม่เก็บแบริเออร์พลาสติกออกจากบริเวณไหล่ทางเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร เป็นเหตุให้แบริเออร์พลาสติกปลิวมาจากไหล่ทางด้านขวาใส่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ขณะแล่นอยู่บนทางดังกล่าวได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว จึงรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยไล่เบี้ยจากจำเลย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า คดีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย เป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๓ กำหนดให้ส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ กองบังคับการตำรวจจราจรมีอำนาจหน้าที่เสนอความเห็นในการวางแผนการจัดการจราจร รวมทั้งประสานงานสนับสนุน ควบคุม กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินการเกี่ยวกับงานอำนวยความสะดวกและงานรักษาความปลอดภัยในด้านการจราจร ตลอดจนดำเนินการเกี่ยวกับงานสถิติข้อมูลด้านการจราจร ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยการจราจร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจราจรที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการสอบสวนและเปรียบเทียบปรับในคดีอาญาตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจราจรที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจการรับผิดชอบ เป็นศูนย์รวมข่าวและควบคุมการจราจร จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยเกี่ยวกับการวางแผนการจัดการจราจร การอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในการจราจรให้แก่ประชาชน รวมทั้งมิให้มีสิ่งกีดขวางการจราจร เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของจำเลย โดยอ้างว่าละเลยไม่ดูแลรักษาแบริเออร์พลาสติกซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในความครอบครองดูแล และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ใช้ในการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในการจราจรให้กับประชาชน โดยไม่ยึดแบริเออร์พลาสติกให้แน่นหนาไม่ให้ขยับหรือเคลื่อนที่ไปมาได้หรือไม่เก็บแบริเออร์พลาสติกออกจากบริเวณไหล่ทางเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร เป็นเหตุให้เมื่อมีฝนฟ้าคะนองและลมพัดแรงทำให้แบริเออร์พลาสติกปลิวมาจากไหล่ทางด้านขวาใส่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวแล้วจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งตลิ่งชัน
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2566
#700192
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ 1 บริษัท จ. จำกัด ที่ 2 บริษัท บ. จำกัด ที่ 3 จำเลย อ้างว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ในระหว่างเจาะลอดเพื่อวางแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติตามโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 พาดผ่านที่ดินของโจทก์ด้วยความประมาททำให้เกิดการรั่วซึมของสารโซเดียมเบนโทไนท์เข้าสู่บ่อปลาข้างเคียง ซึ่งสารเคมีดังกล่าวไม่เสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ ส่งผลต่อการเลี้ยงปลาดุกในอนาคตของโจทก์ และผิดสัญญาโดยเจาะลอดในเวลากลางคืน ส่งผลให้ปลาดุกของโจทก์ตกใจไม่กินอาหารจนไม่เจริญเติบโต และตายจำนวนมาก ไม่สามารถนำออกขายได้ตามกำหนด รวมทั้งส่งมอบพื้นที่คืนแก่โจทก์ไม่เรียบร้อยตามสัญญา ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 เดิมเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมธุรกิจปิโตรเลียม รวมถึงการดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับการประกอบธุรกิจปิโตรเลียมเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดแก่เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศโดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชน แม้ต่อมาได้แปรสภาพไปเป็นนิติบุคคลประเภท บริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เป็นเหตุให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ อันจะถือเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" โดยแท้ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่อย่างไรก็ตาม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 อาจเป็นหน่วยงานทางปกครอง ประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ หากได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือได้ดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบโครงข่ายก๊าซธรรมชาติ และเพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับการขยายกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบโครงการลงทุนในส่วนที่ 1 ระยะที่ 2 ของระบบโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติตามแผนระบบรับส่งและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคงโดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินโครงการ การดำเนินการ ก่อสร้างโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 จึงเป็น การใช้อำนาจ ตามมาตรา 106 และมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกระทำโดยประมาทขุดเจาะพื้นดินเพื่อวางแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติตามโครงการดังกล่าวพาดผ่านที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้เกิดการรั่วซึมของสารโซเดียมเบนโทไนท์เข้าสู่บ่อปลาข้างเคียงและทำการเจาะลอดในเวลากลางคืน ส่งผลให้ปลาดุกตกใจไม่กินอาหารจนไม่เจริญเติบโตและตายจำนวนมาก ไม่สามารถนำออกขายได้ตามกำหนด รวมทั้งส่งมอบพื้นที่คืนแก่โจทก์ไม่เรียบร้อย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ในการใช้อำนาจในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ อม.ที่ 5/2566
#690691
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องกรณีพ้นจากตำแหน่ง และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา กับลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81, 114 วรรคสอง (1), 167

ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ

พิเคราะห์คำร้องประกอบเอกสารท้ายคำร้อง และคำให้การของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาเข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2556 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบกรณีเข้ารับตำแหน่งแล้ว และมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งภายในวันที่ 2 เมษายน 2564 ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2564 แต่มิได้กรอกรายการทรัพย์สินและหนี้สินในแบบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งลงลายมือชื่อในแบบ และยื่นเอกสารประกอบไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยแสดงเอกสารประกอบเพียงหนังสือสําคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน สําเนาทะเบียนบ้าน และเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่ผู้ถูกกล่าวหาเพิกเฉย ต่อมาผู้ร้องมีหนังสือแจ้งผู้ถูกกล่าวหาให้มารับทราบข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและทำหนังสือชี้แจงเหตุที่ไม่ยื่นทำนองว่าไม่มีเจตนาเพิกเฉยและขอขยายระยะเวลาในการส่งเอกสารเพิ่มเติม แต่กลับมิได้ดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องและมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลขวาวหรือไม่ เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลขวาว จึงเป็นผู้บริหารท้องถิ่นและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้องเมื่อพ้นจากตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 102 (9) และมาตรา 105 ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (9) พ.ศ. 2561 โดยกฎหมายมุ่งประสงค์ให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของคณะผู้บริหารท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการทุจริตด้วยการให้บุคคลที่จะเข้าสู่ตำแหน่งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่ง อันจะทำให้ผู้ร้องสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างผิดปกติภายหลังจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเคยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องกรณีเข้ารับตำแหน่งแล้ว ย่อมแสดงว่าผู้ถูกกล่าวหาทราบรายละเอียดและที่มาแห่งทรัพย์สินรวมทั้งหนี้สินของตนและทราบว่าตนมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องกรณีพ้นจากตำแหน่งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่กลับไม่กรอกรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งไม่ยื่นเอกสารประกอบให้ครบถ้วนถูกต้อง ทำให้ผู้ร้องไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหาได้ มีผลเช่นเดียวกับการไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องมีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่ผู้ร้องกำหนดและแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาขอขยายระยะเวลา แต่กลับเพิกเฉยมิได้ดำเนินการตามที่ขอขยายระยะเวลาแต่อย่างใด ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องกรณีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง นอกจากนี้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหายังเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 167 ด้วย

พิพากษาว่า นายชัยภัทรหรือชัยศิริ ตั้งหลัก ผู้ถูกกล่าวหา จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องกรณีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กับมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 56
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ผู้ถูกกล่าวหา — นายชัยภัทรหรือชัยศิริ ตั้งหลัก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 5/2566
#691952
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัท ร. จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมทางหลวง ที่ ๑ แขวงทางหลวงพังงา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย ๕ ชั้น ๑๖ ครอบครัว จำนวน ๑ หลัง ในระหว่างการทำงานได้เกิดเหตุขัดข้องหลายประการ ทำให้การก่อสร้างล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงปรับผู้ฟ้องคดีโดยหักจากเงินค่าจ้างซึ่งเกินกว่าร้อยละ ๑๐ ของเงินค่าจ้างทั้งหมดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ถือว่ามีเจตนาสละเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกค่าปรับและสิทธิของผู้ว่าจ้างภายหลังการบอกเลิกสัญญา ผู้ฟ้องคดีก็ได้เร่งทำการก่อสร้างจนแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับมอบงานตามสัญญาโดยไม่ได้อิดเอื้อน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการหักค่าปรับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการหักค่าปรับโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งลดเบี้ยปรับกรณีผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานล่าช้าไม่เกินร้อยละ ๓ ของเงินค่าจ้างตามสัญญา และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดี

คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น กรณีจึงมีปัญหาว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติให้ "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง คดีนี้ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมพ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนแขวงทางหลวงพังงา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานภายในสังกัดกรมทางหลวง ตามข้อ ๓ (๗) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมทางหลวงกระทรวงคมนาคม พ.ศ ๒๕๕๘ ในการทำสัญญาจ้างก่อสร้าง กรมทางหลวงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มอบอำนาจให้แขวงทางหลวงพังงาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำสัญญาแทน ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย ๕ ชั้น ๑๖ ครอบครัว จำนวน ๑ หลัง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมิใช่สัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมอบให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ร. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 3/2566
#700191
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ลดโทษผู้ร้องเป็นปลดออกจากราชการ และคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดลำปางยื่นฟ้องผู้ร้องกับพวกต่อศาลจังหวัดลำปางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 151, 157 ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจะอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 4 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 21 และข้อ 50 ก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ลดโทษผู้ร้องเป็นปลดออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องกับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 หรือไม่ ซึ่งการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาแก่ข้าราชการนั้นเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน โดยการดำเนินการและการลงโทษทางวินัยของข้าราชการมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อควบคุมความประพฤติของข้าราชการให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติราชการให้เกิดประสิทธิภาพ รักษาชื่อเสียงและสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการอันเป็นการใช้มาตรการภายในฝ่ายบริหาร ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาวินัยข้าราชการ โดยกฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและตามที่เห็นสมควร โดยเน้นที่ความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการ และการคุ้มครองเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งมีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการจึงแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้กระทำผิดอาญา โดยมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งโดยหลักการดำเนินคดีอาญาต้องเป็นไปตามองค์ประกอบความรับผิดทางอาญา และศาลจะพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาและลงโทษจำเลย ก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานมั่นคงพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเท่านั้น ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาความผิดทางวินัยและความผิดอาญาจะเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นในคดีต่างกันและการพิสูจน์ความผิดที่กฎหมายประสงค์จะนำมาลงโทษในคดีอาญาและคดีวินัยแตกต่างกัน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ผู้ร้อง — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 2/2566
#700190
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้เพิกถอนคำสั่งเทศบาลนครลำปาง เรื่อง ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับทางราชการ กรณีการจัดซื้อที่ดินทิ้งขยะ ครั้งที่ 4 ในส่วนที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพิกถอนผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดลำปางยื่นฟ้องผู้ร้องกับพวกต่อศาลจังหวัดลำปาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 151, 157 ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จะอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ ครั้งที่ 4 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 21 และข้อ 50 (6) ก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องได้กระทำละเมิดในการจัดซื้อที่ดินทิ้งขยะเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพื่อนำไปสู่ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งเทศบาลนครลำปาง ที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหาย ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีของศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องกับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 , 86 หรือไม่ ดังนั้น แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ใช้ในการพิจารณาความรับผิดเป็นอย่างเดียวกัน คือ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 50 (6) หรือไม่ แต่เมื่อในการพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นไปเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเทศบาลนครลำปาง ที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับทางราชการ จากการที่ผู้ร้องทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ส่วนคดีของศาลยุติธรรมมุ่งประสงค์ตรวจสอบในประเด็นที่ว่า การกระทำของผู้ร้องเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 หรือไม่ เมื่อหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งและทางอาญาอาจแตกต่างกันได้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ผู้ร้อง — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 1/2566
#700189
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 16 และข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 6 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับองค์ประกอบและองค์ประชุมของคณะกรรมการ ตลอดจนความมีส่วนได้เสียในเรื่องที่จะประชุมว่า คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกสี่คน ได้แก่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดยในการประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าคณะกรรมการคนใดมีผลประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่ประชุม ห้ามกรรมการผู้นั้นออกเสียงลงคะแนนในเรื่องดังกล่าว

การที่กรมควบคุมมลพิษ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้ทบทวนและเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ 60/2565 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2565 โดยอ้างว่าการประชุมเพื่อพิจารณารับเรื่องและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ 60/2565 เป็นไปโดยไม่ครบองค์ประกอบและองค์ประชุมของคณะกรรมการ อันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการประชุมครั้งที่ 10/2565 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 มีคณะกรรมการมาประชุมครบจำนวน 7 ท่าน จึงถือว่าครบองค์ประชุมและครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในการประชุมเรื่องดังกล่าวมีกรรมการที่ไม่อาจลงคะแนนเสียงด้วยเหตุที่เป็นผู้มีผลประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่จะประชุมจำนวน 3 ท่าน การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยโดยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่จำนวน 4 ท่าน ซึ่งสามารถกระทำได้ตามกฎหมายโดยใช้เสียงข้างมาก ตามมาตรา 16 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ดังนั้น คำวินิจฉัยในส่วนขององค์ประกอบและองค์ประชุมของคณะกรรมการในการพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้จึงชอบแล้ว

ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 กำหนด โดยเป็นกรณีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.139-140/2565 กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 ขัดแย้งกัน เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับคำร้องเดิมของผู้ร้องตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ 60/2565 มีลักษณะเป็นการโต้แย้งเหตุผลที่ระบุในคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ 60/2565 อันเป็นการขอให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยซ้ำในเรื่องที่คณะกรรมการได้วินิจฉัยไว้แล้วซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุด ตามมาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 จึงเป็นการต้องห้ามตามข้อ 28 แห่งข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ผู้ร้อง — กรมควบคุมมลพิษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5097/2565
#690281
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2553 ความรับผิดชำระอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับอยู่ โดย พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา มิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พ.ย. 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับและให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างความรับผิดชำระเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มแม้จะเกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พ.ย. 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พ.ย. 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว เมื่อพิจารณาแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 12 พ.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ยังไม่เกินกว่าจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่ากับอากรขาเข้าตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นพิจารณาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 40,734,394.71 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ชำระขาด 3,548,292 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 40,095,700 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อนำรถยนต์นั่งใหม่พร้อมอุปกรณ์ ยี่ห้อ Ferrari F430 Scuderia รุ่นปี 2007 (พ.ศ. 2550) หมายเลขตัวถัง ZFFKZ64C00016XXXX หมายเลขเครื่องยนต์ F136ED13XXXX ออกจากนิคมอุตสาหกรรม ล. ซึ่งเป็นเขตประกอบการเสรี พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปแล้ว ต่อมาคณะทำงานประเมินราคาและค่าภาษีอากรรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ที่ออกโดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ หมายเลขตัวถัง และหมายเลขเครื่องยนต์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งมาให้โจทก์ที่ 1 ปรากฏว่าราคารถยนต์ที่จำเลยสำแดงต่ำกว่าราคาตามบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ที่บริษัทผู้ผลิตขายครั้งแรกจำนวนมาก คณะทำงานจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปชี้แจงพร้อมนำเอกสารต่าง ๆ ไปแสดง แต่จำเลยไม่ไปชี้แจง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงใช้ราคาตามบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ของผู้ผลิตเป็นราคาแท้จริงของรถยนต์คันดังกล่าวพร้อมทั้งคำนวณภาษีอากรขาดแต่ละประเภทและออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) โดยประเมินอากรขาเข้า 3,548,292 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 3,087,014 บาท ภาษีสรรพสามิต 8,870,730 บาท เบี้ยปรับภาษีสรรพสามิต 8,870,730 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต 8,870,730 บาท ภาษีเพื่อมหาดไทย 887,073 บาท เบี้ยปรับภาษีเพื่อมหาดไทย 887,073 บาท เงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย 887,073 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,241,903 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,241,902 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,241,903 บาท รวมเป็นเงิน 39,634,423 บาท จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินแล้วไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม การประเมินเป็นอันยุติ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ความรับผิดชำระอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับอยู่ โดยพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับและให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างความรับผิดชำระเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มแม้จะเกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว เมื่อพิจารณาแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ยังไม่เกินกว่าจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่ากับอากรขาเข้าตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวอรกานต์ พิพัฒน์นรเศรษฐ์
- นายณัฐพร ณ กาฬสิทธุ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ ตั้งธรรม
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5095/2565
#689154
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 67 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (6 เดือน) ภายใน 2 เดือน นับแต่วันสุดท้ายของครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ด้วยการยื่นแบบแสดงรายการประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตามมาตรา 67 ทวิ (1) แห่ง ป.รัษฎากร โดยจัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิทั้งจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มาคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่ง ป.รัษฎากร แล้วให้ชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ซึ่งการประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิดังกล่าวเป็นการประมาณการซึ่งรวมการคาดหมายของผู้เสียภาษีในครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีหลังด้วย ดังนั้น มาตรา 67 ตรี แห่ง ป.รัษฎากร จึงกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประมาณการกำไรสุทธิขาดได้ถึงร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่หากประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิดังกล่าวจะต้องมีเหตุอันสมควร หากไม่มีเหตุอันสมควรจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานของจำเลยในช่วงระยะเวลาบัญชีพิพาท ข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวกำหนดว่า "กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุผลอันสมควร" แต่รอบระยะเวลาบัญชีพิพาทของโจทก์มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 รวม 12 เดือน ขณะที่รอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วของโจทก์ คือรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 มีเพียง 3 เดือน จึงไม่อาจนำภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วมาใช้เปรียบเทียบกับการประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทของโจทก์เพื่อให้ฟังได้ว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามมาตรา 20 และ 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2556 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ(อธ.2)/054/2561 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ให้งดหรือลดเงินเพิ่ม และให้จำเลยคืนหลักประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ก. เลขที่ 59 - 49 - 0XXX - X ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 และเลขที่ 59 - 49 - 0XXX - X ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามมาตรา 20 และ 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ ภงด73.1 - 01007300 - 25560826 - 002 - 0XXXX ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2556 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ(อธ.2)/054/2561 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2556 (ที่ถูก ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2561) ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ก. เลขที่ 59 - 49 - 0XXX - X ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 และเลขที่ 59 - 49 - 0XXX - X ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการผลิตและขายเหล็กข้ออ้อย เหล็กเส้นกลม เหล็กลวด และเหล็กเส้นขึ้นรูป เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลของโจทก์แล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ชำระภาษีไว้ไม่ครบถ้วนถูกต้อง วันที่ 13 มิถุนายน 2554 เจ้าพนักงานของจำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 และจากการตรวจสอบพบว่า โจทก์แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เจ้าพนักงานจึงประเมินให้โจทก์เสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ได้รับอนุมัติให้ทุเลาการชำระภาษี โจทก์วางหลักประกันเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ก.

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามมาตรา 20 และ 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีเหตุอันสมควร และจำเลยยอมรับว่า โจทก์มีปริมาณการขายและราคาขายเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลังอยู่นอกเหนือการควบคุมและคาดการณ์ของโจทก์มีเหตุผลรับฟังได้ ส่วนวิธีการปรับปรุงกำไรขั้นต้นกับอัตรากำไรขั้นต้นของจำเลยไม่ถูกต้อง จำเลยนำอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 มาใช้ปรับปรุงกำไรสุทธินั้นไม่ถูกต้อง เพราะอัตรากำไรขั้นต้นดังกล่าวเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ได้รวมประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดการณ์ได้ไว้ด้วย จึงซ้ำซ้อนกัน ที่ถูกจะต้องนำอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 ลบด้วยอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 9.08 จะได้อัตรากำไรขั้นต้นที่คาดการณ์ไม่ได้ร้อยละ 7.63 แล้วนำไปคูณกับยอดขายครึ่งปีหลัง 7,930,083,647.95 บาท ได้กำไรขั้นต้นต่อยอดขายที่คาดการณ์ไม่ได้ 605,065,382.33 บาท เมื่อนำไปรวมกับประมาณการกำไรสุทธิ 117,020,881.14 บาท เท่ากับประมาณการกำไรสุทธิหลังปรับปรุง 722,086,263.47 บาท แล้วนำไปหักกับกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.50 จำนวน 877,565,455.12 บาท ได้ประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 155,479,191.65 บาท คิดเป็นร้อยละ 17.71 จึงไม่เกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานของจำเลยเป็นผู้จัดทำกระดาษทำการโดยอาศัยข้อมูลของโจทก์ วิธีการปรับปรุงกำไรสุทธิตามเอกสารดังกล่าวจำเลยเป็นผู้จัดทำ แต่โจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการนำสืบวิธีการปรับปรุงกำไรสุทธิตามคำฟ้องข้อ 4.4.3 เท่านั้น และโจทก์นำสืบยอดขายครึ่งปีหลัง 7,930,083,647.95บาท ไม่ใช่ 8,930,083,647.95 บาท โจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วหมายถึง 2 กรณี คือ รอบระยะเวลาบัญชี 12 เดือน และรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการเปลี่ยนแปลงนับรวมกับรอบระยะเวลา 12 เดือนก่อนมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับการตีความตามมาตรา 10 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่า "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล" ดังนั้น โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ขาดทุนสุทธิ 1,184,607,461.93 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 ขาดทุนสุทธิ 939,486,568.18 บาท โจทก์จึงไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระในสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 โดยประมาณการกำไรสุทธิ 117,020,881.14 บาท จึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว จึงเป็นไปตามแนวทางพิจารณาเหตุอันสมควรตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกําไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 1 และแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 53/2560 เรื่อง การพิจารณาเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 3.1 หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามมาตรา 20 และ 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร นั้น ปัญหานี้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ทวิ บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้ (1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2) ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น..." และมาตรา 67 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี" โจทก์มีนายอภิชาติ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ และนางไพฑิตย์ ผู้จัดการแผนกอาวุโส-บัญชี พนักงานของโจทก์ เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในระหว่างช่วงเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมีนาคม 2551 ราคาซื้อขายเหล็กเกิดความผันผวนเป็นอย่างมากเนื่องจากสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการใช้เหล็กในปริมาณมากเพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารสถานที่รองรับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 29 ค.ศ. 2008 (พ.ศ 2551) ทำให้ราคาเหล็กจากปกติประมาณตันละ 18,771 บาท ปรับตัวสูงขึ้นเป็นราคาตันละ 27,613 บาท และเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (Iron and Steel Institute of Thailand) ได้จัดทำแผนภาพแสดงราคาเศษเหล็กและเหล็กแท่งยาว ณ ตลาดนำเข้า (East Asia) เดือนมกราคม 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2554 ระบุราคาเศษเหล็กจากเดิม 200 ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปรับราคาสูงขึ้นมากกว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และราคาเหล็กแท่งยาวจากเดิม 400 ถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้รับคำสั่งซื้อเหล็กเพิ่มมากขึ้นและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.51) ไปแล้ว อีกทั้งโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 แสดงผลขาดทุนสุทธิ 1,184,607,461.93 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 แสดงผลขาดทุนสุทธิ 939,486,568.18 บาท ซึ่งไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องชำระ จึงเป็นการจัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน กรณีของโจทก์จึงถือว่ามีเหตุสมควรตามแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 53/2560 เรื่อง การพิจารณาเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว ส่วนจำเลยมีนางสาวจุฑามาศ และนายเสกสรรค์ เจ้าพนักงานของจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.51) แสดงประมาณการกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 จำนวน 117,020,881.14 บาท และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.50) แสดงกำไรสุทธิโดยรวมทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน 877,565,455.12 บาท โจทก์จึงยื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 760,544,573.98 บาท เป็นการประมาณการกำไรสุทธิขาดไปอัตราร้อยละ 86.67 เมื่อโจทก์ชี้แจงสาเหตุที่ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิคลาดเคลื่อนแล้วเจ้าพนักงานของจำเลยจึงพิจารณาหลักฐานตามที่โจทก์แสดงแล้วพบว่าโจทก์มีปริมาณการขายและราคาขายเพิ่มขึ้นครึ่งปีแรกซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมและความคาดการณ์ของโจทก์ เจ้าพนักงานของจำเลยจึงปรับปรุงและคำนวณยอดขายจากปริมาณจริง (ตัน) คูณด้วยราคาขายจริงเฉลี่ย (บาท/ตัน) และยอดขายประมาณการจากปริมาณประมาณการ (ตัน) คูณด้วยราคาขายประมาณการเฉลี่ย (บาท/ตัน) คำนวณได้มูลค่าสินค้าที่ขายโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ 1,409,419,110 บาท เมื่อนำไปคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นในอัตราร้อยละ 16.7 แล้วปรับปรุงให้เป็นกำไรจากรายได้ยอดขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้ 235,372,991.37 บาท แล้วคำนวณโดยเปรียบเทียบประมาณการกำไรสุทธิที่ปรับปรุงด้วยกำไรที่คาดการณ์ไม่ได้กับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.50) แล้วโจทก์ยังประมาณการกำไรสุทธิขาดไปอีก 525,171,582.61 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราร้อยละ 59.84 นอกจากนี้ตามแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก.53/2560 เรื่อง การพิจารณาเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกําไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร นั้น หมายถึงรอบระยะเวลาบัญชีเต็ม 12 เดือน แต่รอบระยะเวลาบัญชีของโจทก์นั้นได้รับอนุญาตให้มีรอบระยะเวลาบัญชีเพียง 3 เดือน คือรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 ดังนั้น จึงไม่สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบกับประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์ได้ กรณีถือว่าโจทก์ยื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควรจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า มาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (6 เดือน) ภายใน 2 เดือน นับแต่วันสุดท้ายของครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ด้วยแบบ ภ.ง.ด.51 โดยการยื่นแบบแสดงรายการประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตามมาตรา 67 ทวิ (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยการจัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิทั้งจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มาคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร แล้วให้ชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ซึ่งการประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิดังกล่าวเป็นการประมาณการซึ่งรวมการคาดหมายของผู้เสียภาษีในครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีหลังด้วย ดังนั้น มาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร จึงกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประมาณการกำไรสุทธิขาดได้ถึงร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่หากประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิดังกล่าวจะต้องมีเหตุอันสมควร หากไม่มีเหตุอันสมควรจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 คดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.51) แสดงประมาณการกำไรสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 จำนวน 117,020,881.14 บาท และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) มีกำไรสุทธิรวมทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน 877,565,455.12 บาท โจทก์จึงยื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 760,544,573.98 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละของประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 86.67 และเมื่อโจทก์ชี้แจงสาเหตุที่ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิคลาดเคลื่อน เจ้าพนักงานของจำเลยรับฟังและพิจารณาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่โจทก์ชี้แจงแล้ว พบว่า โจทก์มีปริมาณการขายและราคาขายเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกจริง เพื่อความเป็นธรรม เจ้าพนักงานของจำเลยจึงทำการปรับปรุงประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์เสียใหม่ ซึ่งโจทก์ยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นมาโดยอาศัยข้อมูลที่โจทก์นำส่งและโจทก์มิได้โต้แย้งว่ารายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ในเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จึงถือว่าข้อมูลในเอกสารดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ฟังยุติได้ เมื่อพิจารณากระดาษทำการซึ่งเป็นตารางเปรียบเทียบกำไรขาดทุน สำหรับรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 ประกอบบันทึกที่ กค 0722/ธ.31/487 ลงวันที่ 16 มกราคม 2555 เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณหาอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายสำหรับเดือนตุลาคม 2550 ถึงเดือนมีนาคม 2551 คำนวณได้อัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายร้อยละ 16.7 ส่วนยอดขายที่เกิดขึ้นจริงกับยอดขายตามประมาณการ สำหรับรอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 ถึงเดือนมีนาคม 2551 เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณยอดขายจริงจากปริมาณจริง (ตัน) คูณด้วยราคาขายจริงเฉลี่ย (บาท/ตัน) และยอดขายประมาณการจากปริมาณประมาณการ (ตัน) คูณด้วยราคาขายประมาณการ คำนวณได้มูลค่าสินค้าที่ขายโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ เมื่อนำไปคำนวณกับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายร้อยละ 16.7 ปรับปรุงให้เป็นกำไรจากรายได้ยอดขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้แล้ว คำนวณเปรียบเทียบประมาณการกำไรสุทธิที่ปรับปรุงด้วยกำไรที่คาดการณ์ไม่ได้กับกำไรสุทธิตามแบบ ภ.ง.ด.50 แต่ปรากฎว่า ภายหลังจากปรับปรุงหักให้แล้วประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์ก็ยังคงขาดไป 525,171,582.61 บาท และยังคิดเป็นอัตราร้อยละของประมาณการกำไรสุทธิขาดไปถึงร้อยละ 59.84 ซึ่งโจทก์อ้างสาเหตุของการประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเป็นเพราะว่าราคาซื้อขายเหล็กเกิดความผันผวนเป็นอย่างมากทำให้ราคาเหล็กปรับตัวสูงขึ้นเป็นเหตุให้ราคาขายเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลังอยู่นอกเหนือการควบคุมและคาดการณ์ของโจทก์ ประกอบกับมีปริมาณความต้องการเหล็กสูงมากและเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อันเป็นเหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเนื่องจากเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของโจทก์แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก 57,665 ตัน คิดเป็นอัตราเพียงร้อยละ 20.56 มีราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 4,355.17 บาท ต่อตัน คิดเป็นอัตราเพียงร้อยละ 22.78 แต่โจทก์มีกำไรสูงถึง 877,565,455.12 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงลักษณะพื้นฐานของการประกอบธุรกิจในสภาวะที่ราคาสินค้าสูงขึ้นไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใดก็ตาม ต้นทุนก็ย่อมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องแปรผันตามราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย แต่โจทก์ไม่นำสืบหรือแสดงให้เห็นว่าเพราะเหตุใดต้นทุนของโจทก์จึงไม่ผันตามราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย อันเป็นเหตุให้โจทก์มีกำไรสูงเกินกว่าที่ประมาณการไว้อย่างมากถึงร้อยละ 86.67 ประกอบกับจำเลยปรับปรุงประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์โดยนำกำไรจากรายได้ยอดขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้มาหักคำนวณให้แล้ว 235,372,991.37 บาท ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์มากแล้ว แต่ประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์ก็ยังขาดไปคิดเป็นอัตราร้อยละ 59.84 ซึ่งยังขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 อยู่มาก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า การนำอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 มาใช้ปรับปรุงประมาณการกำไรสุทธินั้นไม่ถูกต้อง เพราะอัตรากำไรขั้นต้นดังกล่าวเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ได้รวมประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดการณ์ได้ไว้ด้วยซึ่งซ้ำซ้อนกัน นั้น เห็นว่า จำเลยคำนวณหากำไรจากรายได้ยอดขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้ ด้วยการนำยอดขายจริงครึ่งปีหลังลบต้นทุนขายจึงได้กำไรขั้นต้น แล้วนำกำไรขั้นต้นมาหารยอดขายจริงครึ่งปีหลังคูณด้วย 100 ได้เป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 จากนั้นนำอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 มาคูณกับผลต่างของยอดขายจริงครึ่งปีหลังกับยอดขายที่โจทก์ประมาณการ (สำหรับครึ่งปีหลัง) แล้วจึงได้กำไรจากรายได้จากการขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าวิธีการคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นของจำเลยเป็นการคำนวณจากยอดขายและกำไรที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เป็นการคำนวณโดยรวมประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดการณ์ไว้ซ้ำซ้อนกันตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ดังนั้น วิธีการที่จำเลยคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 ซึ่งคำนวณได้จากยอดขายและกำไรที่เกิดขึ้นจริงจึงเหมาะสมแก่กรณีนี้แล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เสียภาษีครึ่งปีไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วตามแนวทางการพิจารณาของจำเลยนั้น เห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานของจำเลยในช่วงระยะเวลาบัญชีพิพาท ข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวกำหนดว่า "กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร" แต่รอบระยะเวลาบัญชีพิพาทของโจทก์มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 รวม 12 เดือน ขณะที่รอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วของโจทก์ คือรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 มีเพียง 3 เดือน จึงไม่อาจนำภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วมาใช้เปรียบเทียบกับการประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทของโจทก์เพื่อให้ฟังได้ว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว กรณีจึงถือว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรให้งดหรือลดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่โจทก์หรือไม่ และจำเลยต้องคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี กรณีของโจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเงินเพิ่มให้ และเมื่อโจทก์ต้องชำระเงินเพิ่มดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ก. ตามฟ้องให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 67 ตรี ม. 67 ทวิ (1)
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณาเหตุอันสมควรกรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ห.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5094/2565
#690161
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำขอออกหมายบังคับคดีไว้โดยละเอียดถึงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าได้มีการตกลงกันอย่างไร หากมีการผิดสัญญาจะต้องบังคับคดีกันอย่างไร ทั้งได้ระบุไว้ด้วยว่า "จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว" อันเป็นการกล่าวถึงคำพิพากษาที่จะขอให้มีการบังคับคดี หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับ รวมถึงวิธีการที่โจทก์จะขอให้บังคับคดีแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร โจทก์บรรยายไว้โดยละเอียดแล้วตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 และโจทก์ประสงค์ให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว ประกอบกับศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งยกคำขอออกคำบังคับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เพียงให้เพิกถอนคำสั่งในการออกคำบังคับเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 เนื่องจากได้มีการออกคำบังคับไว้ที่หน้าปกสำนวนในวันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมแล้วเท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่งตอนท้าย ให้อำนาจศาลในการมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 มาประกอบการพิจารณาทำคำสั่งในการออกหมายบังคับคดีจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 275 และมาตรา 276

แม้บริเวณที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงจะอยู่ในบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองและทำเพื่อเป็นทางเข้าออกบริเวณบ้านของตนก็ตาม แต่เมื่อรั้วกำแพงดังกล่าวเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงดังกล่าวจึงเป็นการทำลายทรัพย์สินของโจทก์

สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5 ระบุให้จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกในบริเวณที่ดินของโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่คัดค้าน มีความหมายแต่เพียงว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองตามที่สร้างไว้เดิมเท่านั้น มิได้หมายความถึงขนาดให้จำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์เพื่อสร้างทางเข้าออกเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ในขณะที่มีทางเข้าออกเดิมอยู่แล้วแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ทำลายทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โจทก์มีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยทั้งสองพร้อมบุตรและหลาน คือนายชาคริต นายวิชิตพงษ์ เด็กชายกันต์ธีร์ เด็กหญิงวรลักษณ์ และเด็กชายกันตภณ มีสิทธิอาศัยบนที่ดินโฉนดเลขที่ 37985 เนื้อที่ 47 ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 277 จนกว่าจะถึงแก่ความตายโดยความยินยอมของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานดังกล่าวจะไม่ก่อความเดือนร้อนรำคาญและไม่ดูหมิ่นโจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ร่วมกับโจทก์ ก่อความวุ่นวายต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของโจทก์ รวมทั้งไม่ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของโจทก์นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความหากจำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความถือว่าผิดนัด ผิดสัญญา จำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง คือบ้านเลขที่ 277 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันผิดสัญญาเป็นต้นไปโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเองทั้งสิ้น ในระหว่างสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์หรือทายาทจะไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 37985 ให้แก่บุคคลอื่นและจำเลยทั้งสองยอมถอนฟ้องแย้งในคดีนี้ให้ออกจากสารบบความ รวมทั้งให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิสร้างทางเข้าออกบริเวณที่ดินของโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่คัดค้าน คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามที่โจทก์ขอ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งงดการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้มีการบังคับคดีให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งซึ่ง (1) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับ (2) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น เมื่อพิจารณาคำขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้บรรยายคำขอไว้โดยละเอียดถึงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าได้มีการตกลงกันอย่างไร หากมีการผิดสัญญาจะต้องบังคับคดีกันอย่างไร อันเป็นการกล่าวถึงคำพิพากษาที่จะขอให้มีการบังคับคดี หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับ รวมถึงวิธีการที่โจทก์จะขอให้บังคับคดีแล้ว ทั้งโจทก์ได้ระบุไว้ในคำขอออกหมายบังคับคดีด้วยว่า "จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว" ส่วนข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ก็ปรากฏตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ซึ่งโจทก์บรรยายไว้โดยละเอียดแล้วว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร และโจทก์ประสงค์ให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว อันเป็นข้อเท็จจริงในสำนวนที่ศาลชั้นต้นสามารถนำมาประกอบการพิจารณาทำคำสั่งในการออกหมายบังคับคดีได้ ประกอบกับศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งยกคำขอออกคำบังคับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 คงมีคำสั่งเพียงให้เพิกถอนคำสั่งในการออกคำบังคับเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 เนื่องจากได้มีการออกคำบังคับไว้ที่หน้าปกสำนวนในวันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมแล้วเท่านั้น ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งตอนท้าย ให้อำนาจศาลในการมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 มาประกอบการพิจารณาทำคำสั่งในการออกหมายบังคับคดีจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 และมาตรา 276 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุว่า จำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานตามข้อ 1 จะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญและไม่ดูหมิ่นโจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ร่วมกับโจทก์ ก่อความวุ่นวายต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของโจทก์ รวมทั้งไม่ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของโจทก์นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ซึ่งได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสองซักถามว่า เดิมจำเลยที่ 1 ใช้ทางเข้าออกบริเวณข้างบ้าน แต่การใช้ทางดังกล่าวไม่สะดวกเนื่องจากต้องผ่านหญ้ารก จำเลยที่ 1 จึงทุบรั้วกำแพงเพื่อทำทางเข้าออกบ้านของจำเลยทั้งสอง ซึ่งแต่เดิมมีการทุบกำแพงเพื่อทำทางเข้าออกอยู่แล้ว แต่เนื่องจากที่บ้านของจำเลยทั้งสองมีผู้ป่วย จึงต้องทุบรั้วกำแพงเพื่อทำทางเข้าออกบ้านของจำเลยทั้งสองให้กว้างขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองซักถามว่า เดิมจำเลยที่ 2 เข้าออกทางป่าบริเวณข้างบ้าน ต่อมาได้เจาะกำแพงบริเวณหลังห้องครัวเพื่อทำทางเข้าออกหลังบ้าน โดยแต่เดิมเจาะเพียง 1 ช่อง ต่อมาที่บ้านของจำเลยทั้งสองมีผู้ป่วยอัมพาตจึงเจาะกำแพงให้กว้างขึ้นเป็นประตูที่ 2 โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยืนยันว่า จำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์เพื่อสร้างทางเข้าออกเพิ่มเติม หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความคดีนี้แล้ว และโจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ซึ่งหากมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง ย่อมไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายหลังที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ถึง 2 ปี เชื่อว่าจำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์ในวันที่ 24 กันยายน 2563 แม้บริเวณที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงจะอยู่ในบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองและทำเพื่อเป็นทางเข้าออกบริเวณบ้านของตนก็ตาม แต่เมื่อรั้วกำแพงดังกล่าวเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงดังกล่าวจึงเป็นการทำลายทรัพย์สินของโจทก์ และแม้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ระบุให้ จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกในบริเวณที่ดินของโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่คัดค้านก็มีความหมายแต่เพียงว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกในบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองตามที่สร้างไว้เดิมเท่านั้น มิได้หมายความถึงขนาดให้จำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์เพื่อสร้างทางเข้าออกเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ในขณะที่จำเลยทั้งสองมีทางเข้าออกเดิมอยู่แล้วแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ทำลายทรัพย์สินของโจทก์ภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โจทก์มีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 275 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฐ.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวโสมอรุณ กาญจนไพหาร เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุเมธ สุระคำแหง
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5093/2565
#688764
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ร่วมโอนที่ดินพร้อมอาคารให้บุตรสาวแล้วได้มีหนังสือแจ้งจําเลยว่า โจทก์ร่วมได้รับมอบอำนาจจากบุตรสาวให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับจําเลย เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมและผู้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารยังมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอยู่ การที่จําเลยมีหนังสือขอหลักฐานการรับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมพร้อมกับขอลดค่าเช่าจากเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแสดงให้เห็นว่า จําเลยมิได้ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้ แต่ยื่นข้อเสนอใหม่ที่แตกต่างจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากนั้นจําเลยก็ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับบุตรสาวของโจทก์ร่วม ทั้งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหลังจากสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมกับจําเลยสิ้นสุดไปแล้ว จึงเชื่อได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จําเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ คำสั่งของศาลที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดี หรือยกเลิกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและงดการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถว 2 คูหา บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 348 กับให้ชดใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และค่าเสียหายอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

นางสาวสุดาพร ร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม อ้างว่าระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์ได้ยกตึกแถวพร้อมที่ดินตามฟ้องให้ตนแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ต่อมาโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความสรุปความว่า ข้อ.1 จำเลยตกลงชำระค่าเสียหาย 120,000 บาท และค่าเช่าตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2561 เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 170,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมภายในวันที่ 18 กันยายน 2560 ข้อ.2 โจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2562 อัตราค่าเช่า 50,000 บาท โดยจะชำระค่าเช่าล่วงหน้าในวันทำสัญญาเช่า และในปีถัดไปจำเลยยอมให้โจทก์ร่วมขึ้นค่าเช่าเป็นปีละ 60,000 บาท ข้อ.3 หากจำเลยผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์กับโจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันที โดยให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินได้ทันที... ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

วันที่ 14 มกราคม 2563 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายปีละ 60,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยพร้อมบริวารอยู่โดยละเมิดจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 15 มกราคม 2563 และออกหมายบังคับคดีวันที่ 28 มกราคม 2563 แต่หมายบังคับคดีพิมพ์นามสกุลโจทก์ร่วมผิดพลาดจึงมีการออกหมายบังคับคดีใหม่วันที่ 18 มิถุนายน 2563

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องในวันที่ 14 มกราคม 2563 โดยจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายผิดสัญญาข้อ.2 เนื่องจากได้โอนตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่บุคคลอื่นแล้วให้จำเลยไปตกลงเช่ากับเจ้าของคนใหม่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ร่วมคัดค้านว่า ระหว่างอายุสัญญาเช่าโจทก์ร่วมได้ยกตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่นางสาวปริญญา ต่อมาฝ่ายโจทก์ร่วมมีหนังสือสอบถามจำเลยเรื่องการเช่าต่อแต่จำเลยไม่ตอบกลับมา ทั้งยังขอลดค่าเช่าอันมิได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีออกโดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพร้อมที่ดินตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ.2 มีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2562 สิ้นสุดกำหนดเวลาเช่าวันที่ 22 มกราคม 2563 จำเลยชำระค่าเช่า 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วนแล้วตามสัญญาเช่าที่ดิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมว่า หลังจากโจทก์ร่วมโอนที่ดินพร้อมอาคารให้กับบุตรสาวของโจทก์ร่วมแล้วได้มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าโจทก์ร่วมได้รับมอบอำนาจจากบุตรสาวให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับจำเลยซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมและผู้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารยังมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอยู่ การที่จำเลยกลับมีหนังสือขอหลักฐานการรับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมพร้อมกับขอลดค่าเช่าจากเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความในอัตราปีละ 60,000 บาท เหลือปีละ 45,000 บาท โดยจะขอแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 22,500 บาท ชำระครั้งแรกไม่เกินวันที่ 31 มกราคม 2563 ครั้งที่สองไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้แต่จำเลยกลับเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอของจำเลยขึ้นใหม่ที่แตกต่างจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับบุตรสาวของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงยังได้ความจากหลักฐานในสำนวนและคำแถลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2563 หลังจากนั้นได้ปิดประกาศขับไล่จำเลย จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เห็นว่า หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหลังจากสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยสิ้นสุดไปแล้ว จึงเชื่อได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษายอมแล้ว คำสั่งของศาล ที่มีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดี หรือยกเลิกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและงดการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
โจทก์ร่วม — นางสาว ส.
จำเลย — นาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นางกาญจนา ผาณิตมาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5090/2565
#690166
เปิดฉบับเต็ม

บัตรเครดิตที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ ถือเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 1 (14) (ก) ส่วนหมายเลขบนบัตรเครดิตจำนวนสิบหกหลัก วันหมดอายุ และเลขสามตัว (CVV) หลังบัตรเครดิต เป็นเพียงข้อมูลของบัตรเครดิต จึงไม่มีรูปร่างที่จะเป็นวัตถุแห่งการกระทำผิดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต เมื่อจำเลยนำข้อมูลหลังบัตรเครดิตไปใช้ชำระค่าซื้อสินค้าหรือบริการกับผู้ขายสินค้าหรือร้านขายสินค้าออนไลน์บนเครือข่ายระบบอินเทอร์เน็ต จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 269/5, 269/7, 334, 341

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 334, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง ฐานลักทรัพย์ ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 90) จำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 35 กระทง เป็นจำคุก 315 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ (ที่ถูก กึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 157 เดือน 15 วัน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 9 เดือน และปรับกระทงละ 3,000 บาท รวม 36 กระทง เป็นจำคุก 324 เดือน และปรับ 108,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 162 เดือน และปรับ 54,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหาลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) หมายความว่า (ก) เอกสารหรือวัตถุอื่นใดไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ ผู้มีสิทธิใช้ ซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการ ทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสงหรือวิธีการทางแม่เหล็กให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข รหัส หมายเลขบัตร หรือสัญลักษณ์อื่นใด ทั้งที่สามารถมองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (ข) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมือ ทางตัวเลขใด ๆ ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมิได้มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ แต่มีวิธีการใช้ในทํานองเดียวกับ (ก) หรือ (ค) สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ จากบทนิยามดังกล่าวข้างต้น บัตรเครดิตถือเป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) (ก) เนื่องจากผู้ออกได้ออกเอกสารคือบัตรเครดิตให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมีการบันทึกข้อมูลในชิปการ์ดและเทปแม่เหล็ก ซึ่งเป็นวิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ส่วนหมายเลขบนบัตรเครดิตจำนวนสิบหกหลัก วันหมดอายุ และเลขสามตัว (CVV) หลังบัตรเครดิต เมื่อปรากฏอยู่บนบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ จึงเป็นเพียงข้อมูลของบัตรเครดิต และไม่เป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) (ข) คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ด้วยการนำข้อมูลหมายเลขบนบัตรเครดิตจำนวนสิบหกหลัก วันหมดอายุ และเลขสามตัว (CVV) หลังบัตรเครดิตไปใช้ชำระค่าซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ กับผู้ขายสินค้าหรือร้านขายสินค้าออนไลน์บนเครือข่ายระบบอินเทอร์เน็ต เมื่อเฉพาะแต่ข้อมูลบัตรเครดิตดังกล่าวตามฟ้องไม่ใช่บัตรเครดิตจึงไม่มีรูปร่างที่จะเป็นวัตถุแห่งการกระทำผิดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (14) ม. 269/5 ม. 269/7 ม. 334 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวสรชา แสงวิรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
วินิตย์ ศรีภิญโญ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5089/2565
#689698
เปิดฉบับเต็ม

ใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหาย ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินที่ขอถอน ส่วนใบมอบฉันทะด้านหลังก็มีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหาย ยังมิได้กรอกข้อความว่ามอบฉันทะให้ผู้ใดเป็นผู้รับเงินที่ขอถอน จึงเป็นเอกสารที่ข้อความยังไม่สมบูรณ์ มิใช่เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลย คงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 265, 268

ระหว่างพิจารณา นางเยาวลักษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,630,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี แต่คดีส่วนแพ่งให้ฟ้องใหม่โดยไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะฟ้องจำเลยในคดีส่วนแพ่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 8 เดือน ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยและผู้เสียหายรับราชการครู จำเลยและผู้เสียหายเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ผู้เสียหายมอบคำขอกู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้จำเลยนำไปยื่นต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้เงิน 2,000,000 บาท หักเงินค่าหุ้นเพิ่มและอื่น ๆ แล้ว คงเหลือเงินมอบให้ผู้เสียหาย 1,580,300 บาท วันที่ 27 กันยายน 2561 นายธนัทชาติสามีของนางมยุรีไปขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. โดยนายธนัทชาติลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย และลงลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบฉันทะในใบมอบฉันทะ ซึ่งอยู่ด้านหลังใบถอนเงินฝาก เจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. มอบเงินสด 1,580,300 บาท ให้นายธนัทชาติ วันเดียวกันนายธนัทชาตินำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของนางมยุรี ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2561 จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกเรื่องร้องทุกข์ มีข้อความว่า จำเลยตกลงจะชำระเงิน 1,600,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยไม่ชำระ คดีในส่วนแพ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้อื่น ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม หรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ภายหลังจำเลยยื่นคำขอกู้เงินของผู้เสียหายและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ปรากฏตามคำเบิกความของนางสาวทันญาพร เจ้าหน้าที่แผนกทะเบียนหุ้นและคอมพิวเตอร์ สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. พยานโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 จำเลยนำคำขอกู้เงินของผู้เสียหายไปให้นางสาวทันญาพรคำนวณยอดเงินกู้ ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2561 จำเลยไปพบนางสาวทันญาพรแจ้งว่าผู้เสียหายอยากได้เงินไปใช้ก่อน จำเลยขอให้นางสาวทันญาพรช่วยติดต่อขอกู้เงินจากนางมยุรี 800,000 บาท และมอบสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย ใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะรับเงินแทนที่มีลายมือชื่อเจ้าของบัญชีลงไว้ก่อนแล้ว รวมทั้งบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้เสียหายให้นางสาวทันญาพรเก็บไว้ ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2561 นางมยุรีไปพบนางสาวทันญาพรขอดูเอกสารที่ต้องใช้ในการเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย วันเดียวกันนางมยุรีส่งภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์แสดงการโอนเงิน 800,000 บาท แก่จำเลยมาให้นางสาวทันญาพร ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2561 สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้เงิน นางสาวทันญาพรโทรศัพท์แจ้งให้นางมยุรีทราบ นางมยุรีแจ้งว่าจะให้นายธนัทชาติไปรับเงิน นางสาวทันญาพรกรอกข้อความในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะที่มีลายมือชื่อเจ้าของบัญชีลงไว้ก่อนแล้ว และมอบเอกสารดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่การเงินแจ้งว่าจะมีคนมารับเงิน วันเดียวกันนายธนัทชาติไปติดต่อขอรับเงินจำนวนดังกล่าว คำเบิกความของนางสาวทันญาพร สอดคล้องกับคำเบิกความของนางมยุรีและนายธนัทชาติ นางมยุรียังเบิกความว่า จำเลยแจ้งว่าผู้ขอกู้จะให้ดอกเบี้ย 80,000 บาท นางมยุรีโอนเงิน 800,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2561 ช่วงเช้าจำเลยโทรศัพท์แจ้งนางมยุรีว่าผู้เสียหายต้องการเงินอีก 30,000 บาท นางมยุรีจึงโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของจำเลย และวันเดียวกันช่วงบ่าย เมื่อนายธนัทชาติโอนเงิน 1,580,300 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางมยุรี นางมยุรีหักเงินที่โอนให้จำเลยทั้งหมดและดอกเบี้ยตามที่ตกลงกัน แล้วโอนเงินส่วนที่เหลือ 670,300 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย คำเบิกความของนางมยุรีเกี่ยวกับการโอนเงินไปยังจำเลยดังกล่าวสอดคล้องกับรายการเดินบัญชี กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่า นางมยุรีโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 จำนวน 800,000 บาท และวันที่ 27 กันยายน 2561 จำนวน 30,000 บาท กับจำนวน 670,300 บาท จริง เมื่อพิจารณาตัวเลขจำนวนเงิน 670,300 บาท ที่นางมยุรีโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ภายหลังนายธนัทชาติโอนเงินที่รับมา 1,580,300 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางมยุรี ประกอบกับคำเบิกความของนางมยุรีที่ว่า มีข้อตกลงให้ดอกเบี้ยแก่นางมยุรี 80,000 บาท และข้อเท็จจริงที่ว่าก่อนหน้านั้นนางมยุรีโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยไปแล้ว 830,000 บาท จะเห็นได้ว่า เงิน 670,300 บาท ที่นางมยุรีโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าว ตรงกับจำนวนเงินที่นายธนัทชาติรับมา 1,580,300 บาท หักด้วยเงินที่ขอกู้ 830,000 บาท และดอกเบี้ยตามจำนวนที่ตกลงกัน 80,000 บาท กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่า มีการขอกู้ยืมเงินจากนางมยุรี 830,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจะชดใช้เงินที่กู้ยืมคืนพร้อมดอกเบี้ยด้วยเงินที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้ยืม จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายขอให้จำเลยกู้ยืมเงินจากนางมยุรีให้ผู้เสียหาย แต่เมื่อนางมยุรีโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังจำเลย ไม่ปรากฏว่าจำเลยโอนหรือส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวต่อไปยังผู้เสียหาย จึงน่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นดังคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายเพียงแต่ขอกู้ยืมเงินจากจำเลย 270,000 บาท ไม่ได้ขอให้จำเลยกู้ยืมเงินจากนางมยุรีให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายยังเบิกความด้วยว่า ผู้เสียหายไม่ได้เป็นผู้กรอกข้อความและไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะกับไม่ได้มอบสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ให้จำเลย ซึ่งเมื่อพิจารณาลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะ เปรียบเทียบกับเอกสารอื่นที่ผู้เสียหายลงลายมือชื่อไว้ในช่วงเวลาใกล้เคียง รวมทั้งเอกสารอื่นในสำนวน ไม่ปรากฏว่ามีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับเมื่อผู้เสียหายลงลายมือชื่อในเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการขอกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ทั้งคำขอกู้เงินสามัญ และเอกสารประกอบการกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ทุกฉบับ ผู้เสียหายเขียนชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายกำกับไว้ด้วยทุกครั้ง แตกต่างกับลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะที่ไม่มีการเขียนชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายกำกับไว้ด้วย ประการสำคัญก็คือการที่ผู้เสียหายปฏิเสธลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะดังกล่าวว่ามิใช่ลายมือชื่อของตน มิใช่เพื่อปฏิเสธความรับผิดในหนี้เงินกู้ที่มีต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. แต่เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ขอถอนเงินฝากและไม่ได้มอบฉันทะให้ผู้อื่นไปรับเงินที่ขอถอนจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. แทนตนเท่านั้น คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวจึงมีน้ำหนักอันควรรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังว่า ลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีที่ใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหาย ส่วนปัญหาว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารดังกล่าวหรือไม่นั้น แม้โจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะดังกล่าว แต่จำเลยเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเงินที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้ยืมมากที่สุด และหากไม่มีลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะ ย่อมไม่อาจนำเงินที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้ออกมาจากบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหายได้ ประกอบกับจำเลยเป็นผู้นำใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะที่มีลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายไปมอบให้นางสาวทันญาพร โดยผู้เสียหายไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ยินยอม แสดงว่าจำเลยต้องมีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารดังกล่าว และการที่จำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปมอบให้นางสาวทันญาพรเพื่อให้นำไปใช้ในการเบิกถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ย่อมเป็นการใช้เอกสารดังกล่าวในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายด้วย อย่างไรก็ตามในขณะที่จำเลยนำใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะไปมอบให้นางสาวทันญาพร ในใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชี ยังมิได้กรอกจำนวนเงินที่ขอถอน ส่วนในใบมอบฉันทะด้านหลังใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชี ยังมิได้กรอกข้อความว่ามอบฉันทะให้ผู้ใดเป็นผู้รับเงินที่ขอถอน จึงเป็นเอกสารที่ข้อความยังไม่สมบูรณ์ มิใช่เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม คงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นในชั้นฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย หรือไม่ เห็นว่า แม้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายเองว่า สมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหายไม่ได้อยู่ที่ผู้เสียหาย แต่เก็บรักษาอยู่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และไม่ปรากฏว่ามีพยานโจทก์คนใดเบิกความยืนยันว่าจำเลยได้รับสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าวมาจากเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. แต่ตามคำเบิกความของนางสาวทันญาพรปรากฏว่า ในวันที่จำเลยมอบใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะ และบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้เสียหายให้นางสาวทันญาพรนั้น จำเลยมอบสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหายให้นางสาวทันญาพรด้วย ซึ่งมีเหตุให้เชื่อได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง เพราะเอกสารดังกล่าวล้วนเป็นเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการเบิกถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปมอบให้นางสาวทันญาพรเพื่อให้นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกถอนเงินฝากของผู้เสียหายจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้อนุญาต การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการเอาไปเสียซึ่งสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการมุ่งคำนึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เสียหาย ภายหลังเกิดเหตุจำเลยมิได้ขวนขวายหาเงินมาชดใช้คืนเพื่อบรรเทาผลร้ายที่เกิดแก่ผู้เสียหาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้สำนึกในการกระทำความผิดของตน จำเลยรับราชการเป็นครู สมควรประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์และบุคคลทั่วไป แต่กลับกระทำความผิดในลักษณะที่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายซึ่งรับราชการเป็นครูเช่นเดียวกันโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ฐานปลอมเอกสารและฐานใช้เอกสารปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 264 วรรคแรก ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
ผู้ร้อง — นาง ย.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายปวริศ หวังพินิจกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพิทยา หมื่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
อุทัย โสภาโชติ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5069/2565
#691382
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายทั้งห้าเป็นองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องในคดีที่จำเลยเป็นผู้ฟ้องคดี เป็นการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตาม ป.อ. มาตรา 198 และการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว คำว่า "ศาลหรือผู้พิพากษา" นั้น มิได้หมายความถึงเฉพาะศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (1) เท่านั้น หากยังมีความหมายรวมถึงศาลหรือตุลาการศาลอื่นซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายด้วย ซึ่งการดูหมิ่นผู้พิพากษาตามบทบัญญัติมาตรานี้ หมายถึง การกระทำที่ลดคุณค่าในการพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาในสายตาของผู้กระทำการดูหมิ่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 1 กับพวกเป็นผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลางตามคดีหมายเลขดำที่ 1921/2553 โดยจำเลยร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าบริษัท ส. ผิดสัญญา ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยได้ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย หลังจากนั้นล่วงเลยมาร่วมสองปี จำเลยก็ไม่ได้รับผลการพิจารณา จำเลยมีหนังสือติดตามผลการพิจารณาแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณา จนกระทั่งถึงวันฟ้องเป็นเวลาเก้าปีเศษจำเลยมิได้รับผลการพิจารณาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่า จำเลยประสงค์จะฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเนื่องจากพิจารณาหนังสือร้องเรียนของจำเลยล่าช้า ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย มิใช่คดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีศาลปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) การฟ้องคดีดังกล่าวต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีซึ่งก็คือวันที่จำเลยรู้หรือควรรู้ถึงการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่จำเลยได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดประกอบกับการฟ้องคดีนี้มิใช่การยื่นคำฟ้องคดีเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่ศาลจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาตามมาตรา 52 วรรคสอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องของจำเลยไว้พิจารณาได้ จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น โดยมีนายชาญชัย นายนพดล นายสุชาติ นายมนูญ และนายสมรรถชัย ผู้เสียหาย ปฏิบัติหน้าที่องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด ต่อมาจำเลยทำหนังสือเรื่องขอให้ผู้เสียหายทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย อันเนื่องมาคำสั่งดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยประการแรกที่ว่า นายวิเชษฐ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้ฎีกาโดยมิใช่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ผู้เป็นโจทก์ ดำเนินคดีในศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) จึงไม่มีอำนาจฎีกา นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ได้บัญญัติให้นิยามไว้ว่า "โจทก์" หมายถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน และมาตรา 2 (5) ได้บัญญัติว่าให้นิยามไว้ว่า "พนักงานอัยการ" หมายความถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ทั้งนี้ จะเป็นข้าราชการในกรมอัยการหรือเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจเช่นนั้นก็ได้ จากบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์ หมายถึงพนักงานอัยการซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล และพนักงานอัยการหมายถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลย่อมมีอำนาจเรียงหรือแต่งฟ้องและลงลายมือชื่อในฟ้องและฎีกาได้ด้วยเพราะฎีกาเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตามคำนิยามในมาตรา 1 (3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อีกทั้งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 13 บัญญัติให้พนักงานอัยการซึ่งรับราชการประจำอยู่ในราชการส่วนกลางในกรุงเทพมหานครเป็นพนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นทุกศาล และมาตรา 15 บัญญัติให้พนักงานอัยการอื่นที่มิใช่อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการภาค มีอำนาจดำเนินคดีได้เฉพาะศาลแห่งท้องที่ที่พนักงานอัยการผู้นั้นรับราชการประจำ โดยมีข้อยกเว้นไว้ในอนุมาตรา 3 ว่า เมื่อคดีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินไว้ในศาลชั้นต้นขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพนักงานอัยการผู้ดำเนินคดีนั้น หรือพนักงานอัยการผู้อื่นซึ่งประจำศาลชั้นต้นนั้นหรือพนักงานอัยการอื่นซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดมีอำนาจดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้ ดังนั้น เมื่อนายวิเชษฐเป็นพนักงานอัยการตำแหน่งอัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง ลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกาและผู้เรียงหรือแต่งฎีกา แม้มิใช่พนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ดำเนินคดีคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม นายวิเชษฐก็ย่อมมีอำนาจเรียงหรือแต่งฎีกาและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกาและเรียงฎีกาได้ ฎีกาของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 และ 225 คำแก้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยต่อไปที่ว่า ฎีกาของโจทก์ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด นั้น เห็นว่า ฎีกานั้นให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 มาตรา 200 และ 201 มาใช้บังคับโดยอนุโลมทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคสอง ดังนั้น โดยบทบัญญัติ มาตรา 216 วรรคสอง ประกอบมาตรา 198 วรรคหนึ่ง การยื่นฎีกาต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่ฎีกาฟัง คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์และจำเลยฟังเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2565 ซึ่งจะครบกำหนดหนึ่งเดือนในวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 แต่ก่อนสิ้นระยะเวลานั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไป 1 เดือน ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2565 โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และโจทก์ได้ยื่นฎีกาในวันที่ 10 มิถุนายน 2565 จึงเป็นการยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลา การยื่นฎีกาของโจทก์ชอบแล้ว คำแก้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่และคดีขาดอายุความหรือไม่ นั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าเป็นองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีคำสั่งในคดีที่จำเลยเป็นผู้ฟ้องคดีและจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ต่อศาลปกครองสูงสุด ที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น นั้น เป็นการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 และการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งคำว่า "ศาลหรือผู้พิพากษา" นั้น มิได้หมายความถึงเฉพาะศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (1) เท่านั้น หากยังมีความหมายรวมถึงศาลหรือตุลาการศาลอื่นซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายด้วย เมื่อผู้เสียหายทั้งห้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด และโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 197 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และวรรคสองบัญญัติว่า ให้มีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น กับมาตรา 188 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และวรรคสองบัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็วเป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง ดังนั้น ผู้เสียหายทั้งห้าจึงเป็นผู้พิพากษาตามความหมายแห่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ซึ่งการดูหมิ่นผู้พิพากษาอันจะเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้นั้น หมายถึง การกระทำที่ลดคุณค่าในการพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาในสายตาของผู้กระทำการดูหมิ่น ไม่ว่าจะกระทำโดยการดูถูกเหยียดหยามหรือสบประมาทก็ตาม โดยไม่จำกัดว่าเป็นการกระทำด้วยการกล่าวถ้อยคำหรือกิริยาหรือลายลักษณ์อักษรหรือวิธีอื่นใด ข้อความตามหนังสือขอให้ชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยทำขึ้นและส่งไปยังผู้เสียหายทั้งห้าอันเนื่องมาจากกรณีที่ผู้เสียหายทั้งห้าปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีที่จำเลยในฐานะผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาและมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) นั้น ปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า "ตีความและหรือแปลความทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนและขัดแย้งกันเองอันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จากการกระทำโดยสุจริต ยกขึ้นกล่าวซึ่งบทบัญญัติที่ไม่ปรากฏมีบัญญัติในกฎหมายใช้ประกอบการวินิจฉัยมีคำสั่งประหนึ่งบัญญัติกฎหมายขึ้นเองเพื่อใช้กับคดีนี้เป็นการเฉพาะ กระทำการประหนึ่งทนายความผู้แก้ต่างคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี" ข้อความดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ว่า ผู้เสียหายทั้งห้ามิได้อาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาใช้วินิจฉัยในการทำคำสั่งแต่กระทำดังหนึ่งเป็นผู้บัญญัติกฎหมายขึ้นเสียเองเพื่อใช้กับคดีของจำเลยเป็นการเฉพาะ อันมีความหมายไปในทางว่า ผู้เสียหายทั้งห้ามิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ดุจประหนึ่งทำตามอำเภอใจและประพฤติตนเสมือนหนึ่งเป็นทนายความแก้ต่างคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีอันเป็นการไม่เหมาะสมแก่หน้าที่ของตุลาการ ย่อมเป็นการลดคุณค่าในการพิจารณาวินิจฉัยคดีของผู้เสียหายทั้งห้าในฐานะตุลาการศาลปกครองสูงสุด ส่วนข้อความที่ว่า "น่าเชื่อได้ว่าคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ได้มีขึ้นนี้ เป็นผลอันเกิดจากการร่วมกันกระทำขึ้นโดยองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดร่วมกับองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง (ผู้ทำคำสั่งศาลปกครองกลาง) หรือร่วมกับตุลาการศาลปกครองบางท่านในองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางดังกล่าว หรือผลอันเกิดจากองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางหรือตุลาการศาลปกครองกลางบางท่านดังกล่าวเป็นผู้กระทำขึ้นฝ่ายเดียวและจัดให้องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้เป็นผู้ลงนามคำสั่ง (มิได้เป็นผลอันเกิดขึ้นจากการพิจารณา ดำเนินการเพียงลำพังขององค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด) ซึ่งหากการเป็นเช่นที่กล่าว ก็จักเห็นได้ว่าการกระทำของตุลาการศาลปกครองกลางผู้ร่วมกระทำเป็นการกระทำโดยมิชอบและหรือโดยทุจริต อันเป็นการกระทำผิดในทางอาญาถึง 2 กรรม (2 กระทง) ต่างกรรมต่างวาระ กล่าวคือ เป็นการกระทำผิดทั้งในชั้นศาลปกครองกลางและในชั้นศาลปกครองสูงสุด" นั้น เป็นการกล่าวหาว่า องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางกับองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดร่วมกันกระทำโดยมิชอบหรือโดยทุจริต โดยทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีพฤติการณ์ใดเกิดขึ้นจนทำให้จำเลยเชื่อได้ว่าองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางร่วมกับองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดในการทำคำสั่งขององค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดโดยมีเจตนาให้เป็นที่เสียหายแก่จำเลย หรือองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางเป็นผู้ทำคำสั่งและจัดให้องค์คณะศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำสั่งโดยมิได้เป็นการทำคำสั่งอันเกิดจากการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเองอันเป็นการกระทำโดยมิชอบ กรณีเช่นนี้ จึงเป็นการคาดเดาเอาเองตามความรู้สึกของจำเลยโดยมิได้อาศัยพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริงใด ๆ มาสนับสนุนถึงการร่วมกันกระทำดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ซึ่งการที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงเช่นว่านี้ ย่อมเป็นการลดคุณค่าในการพิจารณาวินิจฉัยทำคำสั่งของผู้เสียหายทั้งห้าในฐานะองค์คณะศาลปกครองสูงสุดและมีความหมายไปในทางว่า ผู้เสียหายทั้งห้าในฐานะองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดมิได้มีการตรวจสอบคำสั่งศาลปกครองกลางว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากแต่ได้ร่วมมือกับองค์คณะตุลาการศาลปกครองดังกล่าวกระทำการโดยมิชอบและโดยทุจริตอันเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา ดังจะเห็นได้จากข้อความที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่า "ซึ่งจากการเป็นเช่นที่กล่าว ก็จักเห็นได้ว่าการกระทำของตุลาการศาลปกครองกลางผู้ร่วมกระทำเป็นการกระทำโดยมิชอบและหรือโดยทุจริต อันเป็นการกระทำผิดในฐานอาญา ถึง 2 กรรม (2 กระทง) ต่างกรรมต่างวาระ กล่าวคือ การกระทำผิดทั้งในชั้นศาลปกครองกลางและในชั้นศาลปกครองสูงสุด" นั่นเอง นอกจากนี้ยังได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่าจำเลยไม่ได้ต้องการเงินค่าเสียหายตามหนังสือขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาอันแท้จริงที่ประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้เสียหายทั้งห้าอันเป็นผลจากที่ผู้เสียหายทั้งห้าพิจารณาทำคำสั่งในชั้นศาลปกครองสูงสุดตามข้อเท็จจริงที่สุจริตชนพึงกระทำ แต่ได้ถือโอกาสเอาหนังสือดังกล่าววิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งห้าโดยมิใช่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานอันชอบธรรมด้วยเหตุและผล ตามข้อเท็จจริงนั้น ๆ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ส่วนข้อความอื่นตามหนังสือขอให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกี่ยวกับระยะเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน แม้จะมีข้อความว่ามิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มีคำสั่งโดยไม่สุจริตก็ตาม ก็พอให้เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่าเป็นการกล่าวถึงกระบวนพิจารณาที่ล่าช้านั่นเอง ก็ยังไม่ถึงขนาดเป็นการลดคุณค่าในการพิจารณาวินิจฉัยทำคำสั่งของผู้เสียหายทั้งห้า แต่มีลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ แต่ก็หาได้ลบล้างการกระทำในส่วนอื่นของจำเลยอันเป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หนังสือขอให้ผู้เสียหายทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเพียงข้อความในลักษณะปรับทุกข์ ติชมปรารภ หรือขอความเห็นใจ เท่านั้น อันเป็นการไม่สมควรเพราะเป็นการขาดคารวะ แต่ยังไม่ถึงขั้นพอที่จะให้เข้าใจว่าจำเลยมีความมุ่งหมายดูถูก เหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้เสียหายทั้งห้าซึ่งเป็นองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนคำแก้ฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลย ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงแก้ไข จึงไม่จำต้องวินิจฉัย อย่างไรก็ดี เมื่อคำนึงถึงมูลเหตุก่อนที่จำเลยยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคผู้ถูกฟ้องที่ 1 ต่อศาลปกครองกลาง อันสืบเนื่องมาจากจำเลยได้ร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อห้องชุดโครงการอาคารชุดบ้านจิตรณรงค์ 4 ของบริษัท ส. เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยได้ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แต่จำเลยไม่ได้รับทราบผลการพิจารณาข้อร้องเรียนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจนเวลาล่วงเลยร่วม 2 ปี เมื่อจำเลยมีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ได้รับแจ้งว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณา จนกระทั่งถึงวันที่จำเลยยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกับพวกต่อศาลปกครองกลางเป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 9 ปี เศษ กรณีเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องบั่นทอนต่อความรู้สึกที่ดีของจำเลยอย่างยิ่งและทำให้จำเลยเข้าใจว่าตนไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของผู้บริโภคที่กฎหมายรับรองคุ้มครองไว้ เมื่อการพิจารณาและมีคำสั่งของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดไม่เป็นไปตามที่จำเลยคาดหวังไว้ ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจไปได้ว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จนเป็นมูลเหตุให้จำเลยทำหนังสือขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย และเกิดเหตุเป็นคดีนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและสภาพความผิดประกอบกับขณะนี้จำเลยอายุ 68 ปี ทั้งนิสัยและความประพฤติของจำเลยประกอบแล้วไม่ปรากฏว่านิสัยและความประพฤติทั่วไปของจำเลยมีข้อเสียหายร้ายแรงและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูจำเลยให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเคยรับราชการและเคยได้รับคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2536 มาก่อน นับว่าจำเลยมีคุณความดีมาแต่ก่อน กรณีมีเหตุอันควรปรานีเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ภายหลังจำเลยกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 198 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณกว่า ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 (เดิม) จำคุก 2 ปี และปรับ 12,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอนุชา ทองวงศ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ระบิล จันทรภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา