คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้นาง อ. จำเลยคืนเงินเดือน ค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง และเงินประจำตำแหน่ง ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ภายใต้สังกัดวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้กรมทางหลวง จำเลยที่ ๒ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ตัดกิ่งไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งแผ่เข้ามาในบริเวณทางหลวงโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ตกใส่รถที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย การกระทำดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นการปฏิบัติหน้าทั่วไป กรณีมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ๒๔ ห้อง (๑๒ ครอบครัว) ณ โรงพยาบาลคุระบุรีชัยพัฒน์ ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ๒๔ ห้อง (๑๒ ครอบครัว) ณ โรงพยาบาลคุระบุรีชัยพัฒน์ เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของบุคลากรของโรงพยาบาลเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ๒๔ ห้อง (๑๒ ครอบครัว) ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาง อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ภายหลังศาลมีคำสั่งเรียกนาง น. เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ โดยซื้อมาจากนางสาว ก. ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ให้แก่ผู้ร้องสอด ซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ที่ออกให้แก่ผู้ร้องสอด และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสิทธิครอบครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การสรุปว่า การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ร้องสอดให้การโดยสรุปว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาท เพียงแต่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ตรวจสอบการออกโฉนดที่ดินและขออายัดที่ดินเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ให้แก่ผู้ร้องสอด แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ซึ่งมีชื่อผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีตามสิทธิครอบครอง โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ให้แก่ผู้ร้องสอดเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ร้องสอดไม่ใช่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ แต่ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ซื้อมาจากนางสาว ก. จะเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอดตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือของผู้ร้องสอด ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 1 บริษัท ก. จำกัด ที่ 2 นายส. ที่ 3 จำเลย ความว่า โจทก์เป็นมารดาของผู้ตาย ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์กลับจากการทำงานตามปกติผ่านถนนเส้นหลักภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งเป็นถนนปูนกว้าง 4 ช่องเดินรถ แบ่งเป็นช่องเดินรถสวนทาง 2 ช่องเดินรถและไม่มีเกาะกลาง จากถนนสุขุมวิทสายเก่ามุ่งหน้าบ้านพักท้ายตลาดนิคมอุตสาหกรรมบางปู ผู้ตายใช้ความเร็วประมาณ 30 ถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อขับถึงที่เกิดเหตุมีหลุมขนาดใหญ่กว้างประมาณ 30 ถึง 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเมตร ซึ่งเกิดจากการสึกกร่อนของผิวจราจรไม่ได้มาตรฐานหรือขาดการบำรุงรักษา เป็นเหตุให้ล้อหน้าของรถจักรยานยนต์ตกหลุมพลิกคว่ำจนผู้ตายล้มลงไถลตามแรงเหวี่ยงของรถจักรยานยนต์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะมาในช่องเดินรถสวนทางด้วยความเร็วสูงจึงเฉี่ยวชนผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย เนื่องจากถนนที่อยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1 ผิวถนนชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 มีหน้าที่บำรุงรักษาและซ่อมแซมมิให้ถนนชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมและมีหน้าที่บำรุงรักษาซ่อมแซมผิวถนนให้ใช้การตามปกติ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษาซ่อมแซมผิวถนนบริเวณที่เกิดเหตุจนเป็นหลุมขนาดใหญ่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด แม้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่หน้าที่ในการดูแลปรับปรุงรักษาและซ่อมแซมถนนภายในนิคมอุตสาหกรรม เป็นหน้าที่ทั่วไปของนิคมอุตสาหกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เช่า ผู้ซื้อ หรือผู้ใช้อสังหาริมทรัพย์ หรือดำเนินธุรกิจในเขตนิคมอุตสาหกรรม ไม่ใช่หน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเอกชนที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้กรมศุลกากร โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยได้รับอนุมัติ จากโจทก์ให้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร โดยได้ทำสัญญาให้ไว้กับโจทก์เพื่อประกันความเสียหายที่เกิดขึ้น แก่โจทก์ตามสัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร ซึ่งตามสัญญาจำเลยต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และประกาศของโจทก์ สัญญามีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และสัญญามีสาระสำคัญให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายทั้งปวง สำหรับของที่สูญหายหรือถูกทำลายในระหว่างการเคลื่อนย้ายเข้าหรือขณะอยู่ในเขตปลอดอากรจนกว่าจะผ่านการตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาของพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของบุคคลโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ต่อมา บริษัท อ. จำกัด นำเข้าสินค้ารถยนต์ BMW 1 คัน จากสหราชอาณาจักร เข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเครื่องบินผ่านท่านำเข้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งบริษัท อ. จำกัด ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าผ่านวิธีการอิเล็กทรอนิกส์โดยประสงค์นำรถยนต์เข้าเก็บในเขตปลอดอากรในคลังของจำเลยที่แหลมฉบัง ต่อมาบริษัท อ. จำกัด ผู้นำเข้าได้ดำเนินพิธีการศุลกากร โดยยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบ ปรากฏว่ารถคันดังกล่าวได้สูญหายไปโดยไม่ปรากฏหลักฐานการให้นำของออกจากเขตปลอดอากรโดยถูกต้องหรือผ่านการตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาของเจ้าห น้าที่ของโจทก์ ส่งผลให้รถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้มีการชำระภาษีอากรและยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในการเรียกเก็บค่าภาษีอากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิพึงเรียกเก็บตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันและทัณฑ์บน ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยปฏิเสธชำระค่าเสียหายโดยอ้างว่าสัญญามิได้ครอบคลุมให้ต้องรับผิดในกรณีดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์
คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัตินิยาม "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติให้ "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง คดีนี้กรมศุลกากรโจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติภารกิจหลักเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การควบคุมทางศุลกากรเพื่อปกป้องสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จัดเก็บภาษีอากรจากการนำสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกและการให้สิทธิประโยชน์ทางศุลกากรเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรรวมถึงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนกรมสรรพากร จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแทนกรมสรรพสามิต ในกรณีที่มีการเก็บอากรขาเข้าจากการนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะและข้อกำหนดในสัญญา เป็นสัญญาที่จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เป็นผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรเพื่อดำเนินธุรกิจรับฝากสินค้าจากผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและผู้ส่งออกสินค้า โดยมีรายได้จากการรับฝากสินค้า การประกอบกิจการของจำเลยต้องจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อใช้ในการควบคุมการรับมอบ ส่งมอบการขนย้าย การเก็บรักษา การควบคุม การตรวจปล่อยสินค้าด้วยระบบรหัสแถบเส้น (Bar Code System) และระบบควบคุมพันธุ์สินค้านำเข้า - ส่งออก โดยอัตโนมัติที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเขตปลอดอากรเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ใช้ในการตรวจสอบควบคุมและค้นหาข้อมูลของสินค้าที่นำเข้ามา หรือปล่อยไปจากสถานประกอบกิจการในเขตปลอดอากรสำหรับการบริการสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร หากสินค้าที่นำเข้ามาสูญหาย หรือถูกทำลายในระหว่างการเคลื่อนย้ายเข้าไปในหรือออกจากเขตปลอดอากรหรือขณะอยู่ในเขตปลอดอากรจนกว่าจะผ่านการตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาของพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่หรือเข้าร่วมในการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรรวมถึงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนกรมสรรพากร จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแทนกรมสรรพสามิตในกรณีที่มีการเก็บอากรขาเข้าจากการนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ข้อสัญญาเพียงแต่กำหนดให้การทำธุรกิจของจำเลยต้องทำตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งและประกาศกรมศุลกากร ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และประกาศกรมศุลกากรที่ใช้บังคับอยู่แล้วหรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปในภายหน้าและจะรับผิดหากปฏิบัติผิดสัญญาสัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรพิพาท จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นกรณีสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาที่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ จึงมิใช่สัญญาทางปกครองแต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยโดยมีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 นว วรรคสอง เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้สิทธิบุคคลใดจะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรก็ได้ ซึ่งอาจรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่จะถึงขนาดเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้น กฎหมายบัญญัติให้สิทธิเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้น ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิฟ้องคดีเช่นว่านี้ได้ย่อมต้องไม่ใช่บุคคลใดก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรโดยตรง เช่น บุคคลผู้ต้องเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากการที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้น ประกอบกับเมื่อพิจารณาในด้านสิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตรในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์จากอนุสิทธิบัตรโดยจํากัดเพียงการกระทำดังที่บัญญัติในมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) แล้ว บุคคลอื่นที่ต้องเสื่อมเสียสิทธิในที่นี้คือ บุคคลที่จะกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าวนั่นเอง กรณีหาใช่การตีความอย่างกว้างหรืออย่างแคบไม่ แม้โจทก์เป็นส่วนราชการมีภารกิจและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2552 ข้อ 2 และดำเนินการต่าง ๆ ตามที่กล่าวอ้างมา แต่การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นเพียงการดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาหาแนวทางปรับการทำงาน การจัดประชุม การจัดสัมมนา และการออกกฎกระทรวงและประกาศ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าโจทก์เป็นผู้ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทโดยตรง อันจะมีผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรพิพาทที่จะถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรพิพาทได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัท ป. จำกัด เป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้าน พ. ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเลขที่ 655/2534 ออกให้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2534 ต่อมาในปีเดียวกันบริษัทฯ ได้ก่อสร้างรั้วกำแพงล้อมรอบโครงการหมู่บ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 บริษัทฯ ทำบันทึกข้อตกลงโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทรอบหมู่บ้านให้นาย ร. และ นาง ช. โจทก์ทั้งสองในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการสาธารณสุข การคมนาคม การจราจร ความปลอดภัยของผู้ซื้อบ้านในโครงการ เนื่องจากนาย ร. โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทฯ และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 บริษัทฯ ได้จดทะเบียนแบ่งหักที่ดินบางส่วน รวมถึงที่ดินบริเวณที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ด้วยให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินในส่วนดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นทางที่ผู้อยู่อาศัยภายในหมู่บ้าน พ. ใช้เป็นทางเข้า – ออก สู่ถนนพิบูลย์สงครามซึ่งเป็นถนนสาธารณะสายหลัก ด้านนอกรั้วกำแพงหมู่บ้านดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 และเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 โดยที่ดินของผู้ร้องมีรั้วกำแพงพิพาทปิดกั้นทางเข้า - ออก สู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 ซึ่งบริษัทฯ ได้แบ่งหักที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะ ต่อมา ผู้ร้องมีหนังสือขอให้เทศบาลนครนนทบุรีรื้อถอนรั้วกำแพงที่ปิดกั้นเพื่อเปิดเป็นทางเข้า – ออก สู่ทางสาธารณะ และยื่นขออนุญาตรื้อถอนอาคารจากนายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 ซึ่งนายกเทศมนตรีในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 มาตรา 22 ได้ออกใบอนุญาตให้รื้อถอนรั้วกำแพงเลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2555 จากนั้นผู้ร้องได้ทำการรื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทในส่วนที่กั้นที่ดินของผู้ร้องกับพวกตามใบอนุญาตดังกล่าว ในส่วนปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทนั้น ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยตรงกันว่า การโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กให้แก่นาย ร. และนาง ช. เกิดขึ้นก่อนการแบ่งหักที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3331 เป็นทางสาธารณประโยชน์ รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3331 ที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ร. และนาง ช. การที่นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีออกใบอนุญาตรื้อถอนอาคารเลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2555 อนุญาตให้ผู้ร้องรื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทจึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อผู้ร้องได้รื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทตามใบอนุญาตดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อนาย ร. และนาง ช. โจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน และศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำละเมิดต่อนาย อ. ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประธานหมู่บ้าน พ. ที่รั้วกำแพงดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 จึงพิพากษาให้เทศบาลนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะหน่วยงานที่นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีสังกัดอยู่ต้องรับผิดต่อนายอุดมในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้ออกใบอนุญาตให้รื้อถอนอาคารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 แต่ให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ผู้ร้อง) ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงพิพาทและการกระทำที่มีการทุบทำลายรั้วกำแพงพิพาทเป็นการกระทำละเมิดนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน แต่การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ผู้ร้องกับพวกก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นั้น ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้ยกฟ้องผู้ร้อง เนื่องจากจะมีผลขัดแย้งกันในส่วนความรับผิดของผู้ร้องว่าผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีของศาลฎีกาและเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในคดีของศาลปกครองสูงสุดในมูลความเรื่องเดียวกันนั้น จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้ก่อสร้างรั้วกำแพงพิพาทหรือชดใช้ค่าเสียหาย หรือจะให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ยกฟ้องผู้ร้อง เมื่อคดีนี้ ผู้ร้องเป็นเอกชนซึ่งไม่อาจถูกฟ้องว่ากระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันต่อศาลปกครองได้ กรณีจึงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน
จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 ระหว่าง นาย ร. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โจทก์ กับผู้ร้อง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย ในส่วนที่พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 ระหว่าง นาย อ. ผู้ฟ้องคดี นางสาว ร. ที่ 1 กับพวกรวม 82 คน ผู้ร้องสอด กับ นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ (ผู้ร้อง) และให้บังคับผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562
โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า มิใช่เป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เอกสารหมาย จ.5 ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าว่า ผู้ซื้อได้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอง (ถ้ามี) มิได้ระบุว่าผู้ซื้อสิทธิการเช่าได้จะต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ทั้งตามสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาว เอกสารหมาย จ.2 และสัญญาได้มาซึ่งสิทธิการเช่าระยะยาว (10 ปี) เอกสารหมาย จ.4 ก็มิได้ระบุให้ผู้รับโอนสิทธิการเช่าในกรณีการซื้อสิทธิการเช่าจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (ถ้ามี) ที่ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี มิได้มีความหมายถึงภาระหนี้ค้างชำระบริการของ อ. แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ประมูลซื้อสิทธิการเช่าได้ โจทก์จึงไม่จำต้องรับโอนภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของ อ. ที่มีอยู่ก่อนวันที่จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ บริษัท ศ. โจทก์ ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลสุนทรภู่ ที่ ๑ นายอำเภอเมืองแกลง ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๓๒ โดยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากบริษัท ม. และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแนวรั้วเดิมที่มีแนวเขตด้านทิศใต้จดชายทะเลตลอดมา ภายหลังโจทก์ทราบว่าหลักปูนที่แสดงแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ไม่ถึงแนวที่จดทะเล โดยอยู่ห่างจากแนวชายทะเลจุดที่น้ำขึ้นสูงสุดประมาณ ๘ เมตร และไม่อยู่ในแนวเดียวกับที่ดินแปลงข้างเคียงอื่น ๆ โจทก์เห็นว่าสาเหตุมาจากการออกโฉนดที่ดินที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่เต็มพื้นที่ที่ครอบครอง และโจทก์พบว่าบันทึกข้อความของสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดินติดชายทะเลซึ่งเป็นที่ดินแปลงข้างเคียงกับโจทก์ ระบุว่า เมื่อเจ้าของที่ดินที่ติดทะเลขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ปกครองท้องที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ได้ขอให้เจ้าของที่ดินกันเขตทะเลไว้ ๑๕ วา ตามนโยบายของจังหวัดที่จะตัดถนนเลียบบริเวณทะเลไปตามแนวชายฝั่งทะเล ถือเป็นการละเมิดสิทธิและทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับ เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ติดชายทะเลดังกล่าว เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง เพื่อขอให้ตรวจสอบแก้ไข เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดสอบเขตโดยนัดหมายโจทก์และหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ข้างเคียงมานำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามไม่ลงนามรับรองแนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตด้านทิศใต้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการให้โจทก์และจำเลยทั้งสามดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ แล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามถอนคำคัดค้าน หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยทั้งสามให้การสรุปได้ว่า โจทก์นำชี้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ชายทะเล อันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินนอกหลักเขตโฉนดได้ การที่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ส่วนจำเลยที่ ๓ มีหน้าที่ดูแลรักษาแหล่งน้ำสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ และระเบียบกรมเจ้าท่า ว่าด้วยการระวังชี้และลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดิน พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์เพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ลงนามรับรองแนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่แนวเขตที่ดินชายทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
จําเลยทั้งสองและโจทก์ต่างมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกิจการต่อกัน ย่อมมีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายกิจการระงับไป และเป็นการเลิกสัญญาก่อนที่เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะถึงกำหนด โจทก์และจําเลยทั้งสองต่างต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่จําเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธินําเช็คพิพาทที่ออกล่วงหน้าเพื่อชําระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จําเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องเทศบาลตำบลโคกปีบ ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี ที่ 2 กรมที่ดิน ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยมีการรังวัดรุกล้ำทับทางสาธารณประโยชน์ที่คั่นระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 1075 ของมารดาผู้ฟ้องคดี และที่ดินโฉนดเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอด ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและผู้ร้องสอดร่วมกันรังวัดทางสาธารณประโยชน์ ที่คั่นกลางที่ดินของผู้ฟ้องคดีกับของผู้ร้องสอดให้มีความกว้าง 7.50 เมตร ตลอดแนว และให้เพิกถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอดในส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอดบางส่วนให้กลับเป็นทางสาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ก่อนออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ผู้ขอได้มีการรังวัดกันแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ไว้แล้ว และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า มีการออกโฉนดที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ผู้ร้องสอดให้การว่า ก่อนออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ผู้ขอได้มีการรังวัดกันแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ไว้แล้ว และผู้ร้องสอดก่อกำแพงแนวรั้วติดกับที่สาธารณะตามแนวเขตที่ได้รังวัดกันแนวเขต ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ซึ่งออกให้แก่เอกชน โดยมีผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม