คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 75/2566
#697452
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้นาง อ. จำเลยคืนเงินเดือน ค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง และเงินประจำตำแหน่ง ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ภายใต้สังกัดวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — มหาวิทยาลัยมหิดล
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2566
#696665
เปิดฉบับเต็ม

แม้กรมทางหลวง จำเลยที่ ๒ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ตัดกิ่งไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งแผ่เข้ามาในบริเวณทางหลวงโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ตกใส่รถที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย การกระทำดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นการปฏิบัติหน้าทั่วไป กรณีมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพะเยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาย ภ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 73/2566
#696663
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 72/2566
#696662
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ๒๔ ห้อง (๑๒ ครอบครัว) ณ โรงพยาบาลคุระบุรีชัยพัฒน์ ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ๒๔ ห้อง (๑๒ ครอบครัว) ณ โรงพยาบาลคุระบุรีชัยพัฒน์ เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของบุคลากรของโรงพยาบาลเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ๒๔ ห้อง (๑๒ ครอบครัว) ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 71/2566
#695976
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาง อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ภายหลังศาลมีคำสั่งเรียกนาง น. เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ โดยซื้อมาจากนางสาว ก. ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ให้แก่ผู้ร้องสอด ซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ที่ออกให้แก่ผู้ร้องสอด และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสิทธิครอบครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การสรุปว่า การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ร้องสอดให้การโดยสรุปว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาท เพียงแต่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ตรวจสอบการออกโฉนดที่ดินและขออายัดที่ดินเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ให้แก่ผู้ร้องสอด แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ซึ่งมีชื่อผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีตามสิทธิครอบครอง โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ให้แก่ผู้ร้องสอดเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ร้องสอดไม่ใช่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ แต่ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ซื้อมาจากนางสาว ก. จะเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอดตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือของผู้ร้องสอด ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
ผู้ฟ้องคดี — นาง อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานทีดินจังหวัดหนองคาย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 70/2566
#702431
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 1 บริษัท ก. จำกัด ที่ 2 นายส. ที่ 3 จำเลย ความว่า โจทก์เป็นมารดาของผู้ตาย ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์กลับจากการทำงานตามปกติผ่านถนนเส้นหลักภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งเป็นถนนปูนกว้าง 4 ช่องเดินรถ แบ่งเป็นช่องเดินรถสวนทาง 2 ช่องเดินรถและไม่มีเกาะกลาง จากถนนสุขุมวิทสายเก่ามุ่งหน้าบ้านพักท้ายตลาดนิคมอุตสาหกรรมบางปู ผู้ตายใช้ความเร็วประมาณ 30 ถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อขับถึงที่เกิดเหตุมีหลุมขนาดใหญ่กว้างประมาณ 30 ถึง 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเมตร ซึ่งเกิดจากการสึกกร่อนของผิวจราจรไม่ได้มาตรฐานหรือขาดการบำรุงรักษา เป็นเหตุให้ล้อหน้าของรถจักรยานยนต์ตกหลุมพลิกคว่ำจนผู้ตายล้มลงไถลตามแรงเหวี่ยงของรถจักรยานยนต์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะมาในช่องเดินรถสวนทางด้วยความเร็วสูงจึงเฉี่ยวชนผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย เนื่องจากถนนที่อยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1 ผิวถนนชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 มีหน้าที่บำรุงรักษาและซ่อมแซมมิให้ถนนชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมและมีหน้าที่บำรุงรักษาซ่อมแซมผิวถนนให้ใช้การตามปกติ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษาซ่อมแซมผิวถนนบริเวณที่เกิดเหตุจนเป็นหลุมขนาดใหญ่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด แม้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่หน้าที่ในการดูแลปรับปรุงรักษาและซ่อมแซมถนนภายในนิคมอุตสาหกรรม เป็นหน้าที่ทั่วไปของนิคมอุตสาหกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เช่า ผู้ซื้อ หรือผู้ใช้อสังหาริมทรัพย์ หรือดำเนินธุรกิจในเขตนิคมอุตสาหกรรม ไม่ใช่หน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเอกชนที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ฉ.
จำเลย — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 69/2566
#703681
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กรมศุลกากร โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยได้รับอนุมัติ จากโจทก์ให้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร โดยได้ทำสัญญาให้ไว้กับโจทก์เพื่อประกันความเสียหายที่เกิดขึ้น แก่โจทก์ตามสัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร ซึ่งตามสัญญาจำเลยต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และประกาศของโจทก์ สัญญามีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และสัญญามีสาระสำคัญให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายทั้งปวง สำหรับของที่สูญหายหรือถูกทำลายในระหว่างการเคลื่อนย้ายเข้าหรือขณะอยู่ในเขตปลอดอากรจนกว่าจะผ่านการตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาของพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของบุคคลโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ต่อมา บริษัท อ. จำกัด นำเข้าสินค้ารถยนต์ BMW 1 คัน จากสหราชอาณาจักร เข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเครื่องบินผ่านท่านำเข้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งบริษัท อ. จำกัด ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าผ่านวิธีการอิเล็กทรอนิกส์โดยประสงค์นำรถยนต์เข้าเก็บในเขตปลอดอากรในคลังของจำเลยที่แหลมฉบัง ต่อมาบริษัท อ. จำกัด ผู้นำเข้าได้ดำเนินพิธีการศุลกากร โดยยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบ ปรากฏว่ารถคันดังกล่าวได้สูญหายไปโดยไม่ปรากฏหลักฐานการให้นำของออกจากเขตปลอดอากรโดยถูกต้องหรือผ่านการตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาของเจ้าห น้าที่ของโจทก์ ส่งผลให้รถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้มีการชำระภาษีอากรและยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในการเรียกเก็บค่าภาษีอากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิพึงเรียกเก็บตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันและทัณฑ์บน ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยปฏิเสธชำระค่าเสียหายโดยอ้างว่าสัญญามิได้ครอบคลุมให้ต้องรับผิดในกรณีดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัตินิยาม "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติให้ "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง คดีนี้กรมศุลกากรโจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติภารกิจหลักเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การควบคุมทางศุลกากรเพื่อปกป้องสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จัดเก็บภาษีอากรจากการนำสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกและการให้สิทธิประโยชน์ทางศุลกากรเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรรวมถึงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนกรมสรรพากร จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแทนกรมสรรพสามิต ในกรณีที่มีการเก็บอากรขาเข้าจากการนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะและข้อกำหนดในสัญญา เป็นสัญญาที่จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เป็นผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรเพื่อดำเนินธุรกิจรับฝากสินค้าจากผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและผู้ส่งออกสินค้า โดยมีรายได้จากการรับฝากสินค้า การประกอบกิจการของจำเลยต้องจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อใช้ในการควบคุมการรับมอบ ส่งมอบการขนย้าย การเก็บรักษา การควบคุม การตรวจปล่อยสินค้าด้วยระบบรหัสแถบเส้น (Bar Code System) และระบบควบคุมพันธุ์สินค้านำเข้า - ส่งออก โดยอัตโนมัติที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเขตปลอดอากรเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ใช้ในการตรวจสอบควบคุมและค้นหาข้อมูลของสินค้าที่นำเข้ามา หรือปล่อยไปจากสถานประกอบกิจการในเขตปลอดอากรสำหรับการบริการสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร หากสินค้าที่นำเข้ามาสูญหาย หรือถูกทำลายในระหว่างการเคลื่อนย้ายเข้าไปในหรือออกจากเขตปลอดอากรหรือขณะอยู่ในเขตปลอดอากรจนกว่าจะผ่านการตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาของพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่หรือเข้าร่วมในการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรรวมถึงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนกรมสรรพากร จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแทนกรมสรรพสามิตในกรณีที่มีการเก็บอากรขาเข้าจากการนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ข้อสัญญาเพียงแต่กำหนดให้การทำธุรกิจของจำเลยต้องทำตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งและประกาศกรมศุลกากร ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และประกาศกรมศุลกากรที่ใช้บังคับอยู่แล้วหรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปในภายหน้าและจะรับผิดหากปฏิบัติผิดสัญญาสัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรพิพาท จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นกรณีสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาที่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ จึงมิใช่สัญญาทางปกครองแต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยโดยมีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัท จ. จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 68/2566
#696661
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 67/2566
#689105
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 นว วรรคสอง เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้สิทธิบุคคลใดจะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรก็ได้ ซึ่งอาจรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่จะถึงขนาดเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้น กฎหมายบัญญัติให้สิทธิเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้น ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิฟ้องคดีเช่นว่านี้ได้ย่อมต้องไม่ใช่บุคคลใดก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรโดยตรง เช่น บุคคลผู้ต้องเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากการที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้น ประกอบกับเมื่อพิจารณาในด้านสิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตรในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์จากอนุสิทธิบัตรโดยจํากัดเพียงการกระทำดังที่บัญญัติในมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) แล้ว บุคคลอื่นที่ต้องเสื่อมเสียสิทธิในที่นี้คือ บุคคลที่จะกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าวนั่นเอง กรณีหาใช่การตีความอย่างกว้างหรืออย่างแคบไม่ แม้โจทก์เป็นส่วนราชการมีภารกิจและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2552 ข้อ 2 และดำเนินการต่าง ๆ ตามที่กล่าวอ้างมา แต่การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นเพียงการดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาหาแนวทางปรับการทำงาน การจัดประชุม การจัดสัมมนา และการออกกฎกระทรวงและประกาศ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าโจทก์เป็นผู้ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทโดยตรง อันจะมีผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรพิพาทที่จะถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 7466 และ 11340

จำเลยให้การขอยกฟ้องโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 7466 และ 11340 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติของอุปกรณ์และตรวจสอบติดตามว่ารถโดยสารหรือรถบรรทุกที่อยู่ในหลักเกณฑ์นั้นติดตั้งอุปกรณ์ตามที่กำหนดหรือไม่ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 7466 สำหรับการประดิษฐ์ "เครื่องอ่านข้อมูลจากบัตรสมาร์ตการ์ดที่สามารถระบุตำแหน่งของเครื่องอ่านและเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเซิร์ฟเวอร์ด้วยระบบจีพีอาร์เอสได้" และอนุสิทธิบัตรเลขที่ 11340 สำหรับการประดิษฐ์เพิ่มเติมจากการประดิษฐ์กรณีแรกโดยเพิ่มกล้องและหน่วยส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหรือสัญญาณที่ต้องการแจ้งให้ทราบไปยังส่วนที่มีการเชื่อมต่ออยู่

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 นว วรรคสอง บัญญัติว่า "ความไม่สมบูรณ์ตามวรรคหนึ่ง บุคคลใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้" จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้สิทธิบุคคลใดจะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรก็ได้ ซึ่งอาจรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่จะถึงขนาดเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้น กฎหมายบัญญัติให้สิทธิเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้น ดังนั้นผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิฟ้องคดีเช่นว่านี้ได้ย่อมต้องไม่ใช่บุคคลใดก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรโดยตรง เช่น การเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากการที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้น เมื่อพิจารณาในด้านสิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตร พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรเท่านั้นในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตร เมื่อบทกฎหมายดังกล่าวให้สิทธิแก่ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์จากอนุสิทธิบัตรโดยจำกัดเพียงการกระทำดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) บุคคลอื่นที่ต้องเสื่อมเสียสิทธิในที่นี้ก็คือ บุคคลที่จะกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าวนั่นเอง กรณีหาใช่การตีความอย่างกว้างหรืออย่างแคบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อโจทก์เป็นส่วนราชการมีภารกิจตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2552 ข้อ 2 ซึ่งแม้ในการปฏิบัติตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ดังกล่าวโจทก์จะมีการดำเนินงานเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาก็ตาม แต่การดำเนินงานของโจทก์ตามภารกิจและอำนาจหน้าที่นั้นเป็นเพียงการดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาหาแนวทางปรับปรุงการทำงาน การจัดประชุม การจัดสัมมนา และการออกกฎกระทรวงและประกาศ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าโจทก์เป็นผู้ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทโดยตรง อันจะมีผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรพิพาทที่จะถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรพิพาทตามมาตรา 65 นว วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 ม. 65 นว ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการขนส่งทางบก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
- นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
สุวิชา นาควัชระ
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 67/2566
#696660
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2566
#696659
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 65/2566
#696658
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2566
#696657
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2566
#696656
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2566
#696655
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2566
#702430
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัท ป. จำกัด เป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้าน พ. ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเลขที่ 655/2534 ออกให้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2534 ต่อมาในปีเดียวกันบริษัทฯ ได้ก่อสร้างรั้วกำแพงล้อมรอบโครงการหมู่บ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 บริษัทฯ ทำบันทึกข้อตกลงโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทรอบหมู่บ้านให้นาย ร. และ นาง ช. โจทก์ทั้งสองในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการสาธารณสุข การคมนาคม การจราจร ความปลอดภัยของผู้ซื้อบ้านในโครงการ เนื่องจากนาย ร. โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทฯ และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 บริษัทฯ ได้จดทะเบียนแบ่งหักที่ดินบางส่วน รวมถึงที่ดินบริเวณที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ด้วยให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินในส่วนดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นทางที่ผู้อยู่อาศัยภายในหมู่บ้าน พ. ใช้เป็นทางเข้า – ออก สู่ถนนพิบูลย์สงครามซึ่งเป็นถนนสาธารณะสายหลัก ด้านนอกรั้วกำแพงหมู่บ้านดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 และเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 โดยที่ดินของผู้ร้องมีรั้วกำแพงพิพาทปิดกั้นทางเข้า - ออก สู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 ซึ่งบริษัทฯ ได้แบ่งหักที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะ ต่อมา ผู้ร้องมีหนังสือขอให้เทศบาลนครนนทบุรีรื้อถอนรั้วกำแพงที่ปิดกั้นเพื่อเปิดเป็นทางเข้า – ออก สู่ทางสาธารณะ และยื่นขออนุญาตรื้อถอนอาคารจากนายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 ซึ่งนายกเทศมนตรีในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 มาตรา 22 ได้ออกใบอนุญาตให้รื้อถอนรั้วกำแพงเลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2555 จากนั้นผู้ร้องได้ทำการรื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทในส่วนที่กั้นที่ดินของผู้ร้องกับพวกตามใบอนุญาตดังกล่าว ในส่วนปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทนั้น ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยตรงกันว่า การโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กให้แก่นาย ร. และนาง ช. เกิดขึ้นก่อนการแบ่งหักที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3331 เป็นทางสาธารณประโยชน์ รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3331 ที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ร. และนาง ช. การที่นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีออกใบอนุญาตรื้อถอนอาคารเลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2555 อนุญาตให้ผู้ร้องรื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทจึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อผู้ร้องได้รื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทตามใบอนุญาตดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อนาย ร. และนาง ช. โจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน และศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำละเมิดต่อนาย อ. ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประธานหมู่บ้าน พ. ที่รั้วกำแพงดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 จึงพิพากษาให้เทศบาลนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะหน่วยงานที่นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีสังกัดอยู่ต้องรับผิดต่อนายอุดมในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้ออกใบอนุญาตให้รื้อถอนอาคารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 แต่ให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ผู้ร้อง) ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงพิพาทและการกระทำที่มีการทุบทำลายรั้วกำแพงพิพาทเป็นการกระทำละเมิดนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน แต่การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ผู้ร้องกับพวกก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นั้น ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้ยกฟ้องผู้ร้อง เนื่องจากจะมีผลขัดแย้งกันในส่วนความรับผิดของผู้ร้องว่าผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีของศาลฎีกาและเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในคดีของศาลปกครองสูงสุดในมูลความเรื่องเดียวกันนั้น จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้ก่อสร้างรั้วกำแพงพิพาทหรือชดใช้ค่าเสียหาย หรือจะให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ยกฟ้องผู้ร้อง เมื่อคดีนี้ ผู้ร้องเป็นเอกชนซึ่งไม่อาจถูกฟ้องว่ากระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันต่อศาลปกครองได้ กรณีจึงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 ระหว่าง นาย ร. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โจทก์ กับผู้ร้อง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย ในส่วนที่พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 ระหว่าง นาย อ. ผู้ฟ้องคดี นางสาว ร. ที่ 1 กับพวกรวม 82 คน ผู้ร้องสอด กับ นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ (ผู้ร้อง) และให้บังคับผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 60/2566
#688893
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า มิใช่เป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เอกสารหมาย จ.5 ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าว่า ผู้ซื้อได้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอง (ถ้ามี) มิได้ระบุว่าผู้ซื้อสิทธิการเช่าได้จะต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ทั้งตามสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาว เอกสารหมาย จ.2 และสัญญาได้มาซึ่งสิทธิการเช่าระยะยาว (10 ปี) เอกสารหมาย จ.4 ก็มิได้ระบุให้ผู้รับโอนสิทธิการเช่าในกรณีการซื้อสิทธิการเช่าจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (ถ้ามี) ที่ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี มิได้มีความหมายถึงภาระหนี้ค้างชำระบริการของ อ. แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ประมูลซื้อสิทธิการเช่าได้ โจทก์จึงไม่จำต้องรับโอนภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของ อ. ที่มีอยู่ก่อนวันที่จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,430,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายประพฤติผิดนัดผิดสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการกับจำเลย จึงขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าบริการและค่าเสียหายตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกลับเข้าครอบครองพื้นที่เช่ารวมเป็นเงิน 168,063.36 บาท และค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2560 รวมเป็นเงิน 789.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของหนี้ค้างชำระนับแต่วันที่ผิดนัดแต่ละเดือนไปจนถึงวันฟ้องแย้ง เป็นเงินจำนวน 44,448.50 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 213,300.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 168,852.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 168,852.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าบริการส่วนกลางและค่าไฟฟ้าที่ครบกำหนดชำระแต่ละงวดตามตารางคำนวณหนี้ค้างชำระจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย โดยดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวรวมกันนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 44,448.50 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 นางสาวอัจฉราทำสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า จำนวนเนื้อที่ 11.77 ตารางเมตร โดยในสัญญาให้บริการจำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องให้บริการสาธารณูปโภค บันไดเลื่อน ลิฟต์ แสงสว่าง ไอเย็นปรับอากาศ รักษาความสะอาด และรักษาความปลอดภัย นางสาวอัจฉราต้องชำระค่าให้บริการในอัตราตารางเมตรละ 290 บาท เป็นราย 6 เดือน หากไม่ชำระค่าบริการ จำเลยมีสิทธิงดให้บริการรวมทั้งตัดไฟฟ้า โทรศัพท์ แก๊ส ประปา และไอเย็นในพื้นที่การค้าที่เช่า และค่าปรับในอัตราวันละ 1,000 บาท ไปจนกว่าจะชำระหนี้ค้างชำระครบถ้วน ต่อมาสิทธิการเช่าในพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว ถูกธนาคาร ก. ยึดออกขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าวได้ ในราคา 1,010,000 บาท และวันที่ 23 สิงหาคม 2559 โจทก์ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดินประเภทโอนสิทธิแบ่งเช่าช่วงตามคำสั่งศาลตามคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หลังจากที่โจทก์ได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่า โจทก์จะเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่การค้าที่เช่า จำเลยไม่ให้โจทก์เข้าไปใช้ประโยชน์โดยอ้างว่านางสาวอัจฉราค้างชำระค่าบริการส่วนกลาง และค่าไฟฟ้าคำนวณถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 84,478.32 บาท ค่าโอนสิทธิการเช่าช่วงและบริการ จำนวน 300,000 บาท ค่าเบี้ยปรับคงค้างค่าบริการตามสัญญาบริการ คำนวณระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 1,129,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,513,487.32 บาท โจทก์ได้ชี้แจงแก่จำเลยว่าค่าบริการส่วนกลาง ค่าไฟฟ้า ค่าบริการโอนสิทธิการเช่า และค่าเบี้ยปรับค้างจ่ายเป็นค่าบริการที่เกิดขึ้นระหว่างจำเลยกับนางสาวอัจฉรา ตามสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการ หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยจะต้องไปเรียกร้องเอาจากนางสาวอัจฉรา แต่จำเลยปฏิเสธ วันที่ 25 ตุลาคม 2560 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งเข้าครอบครองพื้นที่การค้าที่เช่า ให้โจทก์ชำระค่าบริการส่วนกลางและบอกเลิกการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย โดยจำเลยฎีกาประการแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า เนื่องจากสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวที่ต้องปฏิบัติควบคู่ไปพร้อมกัน หากมีการรับโอนสิทธิการเช่าตามสัญญาพื้นที่การค้าหรือห้องที่เช่า ผู้รับโอนสิทธิการเช่าย่อมต้องรับโอนสิทธิให้บริการตามสัญญาให้บริการไปด้วยกัน นางสาวอัจฉราผิดนัดค้างชำระค่าบริการก่อนที่โจทก์จะประมูลสิทธิการเช่า เมื่อโจทก์ประมูลซื้อสิทธิการเช่าได้ โจทก์ย่อมต้องรับสิทธิและหน้าที่จากนางสาวอัจฉรา คือ ต้องรับโอนภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของนางสาวอัจฉราที่มีอยู่ก่อนวันที่จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่าไปด้วย จำเลยทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาให้บริการและสัญญาเช่าพื้นที่การค้าแก่โจทก์ได้ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า มิใช่เป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าว่า ผู้ซื้อได้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอง (ถ้ามี) มิได้ระบุว่าผู้ซื้อสิทธิการเช่าได้จะต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ทั้งตามสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาว และสัญญาได้มาซึ่งสิทธิการเช่าระยะยาว (10 ปี) ก็มิได้ระบุให้ผู้รับโอนสิทธิการเช่าในกรณีการซื้อสิทธิการเช่าจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (ถ้ามี) ที่ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี มิได้มีความหมายถึงภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของนางสาวอัจฉราแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ประมูลซื้อสิทธิการเช่าได้ โจทก์จึงไม่จำต้องรับโอนภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของนางสาวอัจฉราที่มีอยู่ก่อนวันที่จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อมาตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า และจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าแล้ว การที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เช่า ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2559 ที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่า ไปจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2560 อันเป็นวันที่จำเลยบอกเลิกสัญญาและแจ้งโจทก์ส่งมอบพื้นที่การค้าที่เช่าคืน รวมเป็นเงิน 140,000 บาท และโจทก์มิได้ฎีกามานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่สมควรแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 ได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความแทน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี กล่าวคือ ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และอาจเปลี่ยนแปลงให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยร้อยละ 2 แต่รวมแล้วไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 537 ม. 544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางจรสกรณ์ เสงี่ยม ชุมเปีย
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรทัย เจริญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
วีระพงศ์ สุดาวงศ์
ภัทริกา จุลฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 60/2566
#695975
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ศ. โจทก์ ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลสุนทรภู่ ที่ ๑ นายอำเภอเมืองแกลง ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๓๒ โดยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากบริษัท ม. และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแนวรั้วเดิมที่มีแนวเขตด้านทิศใต้จดชายทะเลตลอดมา ภายหลังโจทก์ทราบว่าหลักปูนที่แสดงแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ไม่ถึงแนวที่จดทะเล โดยอยู่ห่างจากแนวชายทะเลจุดที่น้ำขึ้นสูงสุดประมาณ ๘ เมตร และไม่อยู่ในแนวเดียวกับที่ดินแปลงข้างเคียงอื่น ๆ โจทก์เห็นว่าสาเหตุมาจากการออกโฉนดที่ดินที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่เต็มพื้นที่ที่ครอบครอง และโจทก์พบว่าบันทึกข้อความของสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดินติดชายทะเลซึ่งเป็นที่ดินแปลงข้างเคียงกับโจทก์ ระบุว่า เมื่อเจ้าของที่ดินที่ติดทะเลขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ปกครองท้องที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ได้ขอให้เจ้าของที่ดินกันเขตทะเลไว้ ๑๕ วา ตามนโยบายของจังหวัดที่จะตัดถนนเลียบบริเวณทะเลไปตามแนวชายฝั่งทะเล ถือเป็นการละเมิดสิทธิและทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับ เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ติดชายทะเลดังกล่าว เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง เพื่อขอให้ตรวจสอบแก้ไข เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดสอบเขตโดยนัดหมายโจทก์และหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ข้างเคียงมานำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามไม่ลงนามรับรองแนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตด้านทิศใต้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการให้โจทก์และจำเลยทั้งสามดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ แล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามถอนคำคัดค้าน หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยทั้งสามให้การสรุปได้ว่า โจทก์นำชี้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ชายทะเล อันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินนอกหลักเขตโฉนดได้ การที่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ส่วนจำเลยที่ ๓ มีหน้าที่ดูแลรักษาแหล่งน้ำสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ และระเบียบกรมเจ้าท่า ว่าด้วยการระวังชี้และลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดิน พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์เพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ลงนามรับรองแนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่แนวเขตที่ดินชายทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — บริษัท ศ.
จำเลย — นายกเทศมนตรีตำบลสุนทรภู่ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2566
#689720
เปิดฉบับเต็ม

จําเลยทั้งสองและโจทก์ต่างมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกิจการต่อกัน ย่อมมีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายกิจการระงับไป และเป็นการเลิกสัญญาก่อนที่เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะถึงกำหนด โจทก์และจําเลยทั้งสองต่างต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่จําเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธินําเช็คพิพาทที่ออกล่วงหน้าเพื่อชําระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จําเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 24,000 บาท รวม 3 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 72,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 12 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายวีระพล ดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 โจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกิจการของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 40,000,000 บาท ผ่อนชำระ 60 งวด ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกิจการฉบับใหม่ ยอดเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระให้แก่โจทก์หลังปรับลดหนี้กันแล้ว คงเหลือ 21,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ออกเช็คธนาคาร ก. 60 ฉบับ ฉบับละ 350,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว และจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการและให้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการเข้าใหม่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ออกเช็คธนาคาร ก. 36 จำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 350,000 บาท ลงวันที่ 10 เมษายน 2562 วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ตามลำดับแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินได้ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ โดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 และโจทก์มีหนังสือขอบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 อ้างถึงหนังสือการบอกเลิกสัญญาของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยหลังจากนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดอีกที่แสดงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์ให้สัญญามีผลต่อไป มีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายกิจการระงับไป และเป็นการเลิกสัญญาก่อนที่เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะถึงกำหนด โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จึงต้องคืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คพิพาททั้งสามฉบับที่ออกล่วงหน้าเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — บริษัท ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวชยพร กุลนิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย ศิริกุล
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 59/2566
#701480
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องเทศบาลตำบลโคกปีบ ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี ที่ 2 กรมที่ดิน ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยมีการรังวัดรุกล้ำทับทางสาธารณประโยชน์ที่คั่นระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 1075 ของมารดาผู้ฟ้องคดี และที่ดินโฉนดเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอด ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและผู้ร้องสอดร่วมกันรังวัดทางสาธารณประโยชน์ ที่คั่นกลางที่ดินของผู้ฟ้องคดีกับของผู้ร้องสอดให้มีความกว้าง 7.50 เมตร ตลอดแนว และให้เพิกถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอดในส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอดบางส่วนให้กลับเป็นทางสาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ก่อนออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ผู้ขอได้มีการรังวัดกันแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ไว้แล้ว และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า มีการออกโฉนดที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ผู้ร้องสอดให้การว่า ก่อนออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ผู้ขอได้มีการรังวัดกันแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ไว้แล้ว และผู้ร้องสอดก่อกำแพงแนวรั้วติดกับที่สาธารณะตามแนวเขตที่ได้รังวัดกันแนวเขต ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ซึ่งออกให้แก่เอกชน โดยมีผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดปราจีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — พันเอก อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นางสาว บ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ