คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5995/2551
#495861
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้การว่า ที่ดินพิพาทที่มีชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องไม่ได้จดทะเบียนการได้มาของผู้ร้อง จึงไม่มีกรรมสิทธิ์และผู้ร้องไม่ได้ครอบครองทรัพย์ที่ยึดโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ คำให้การดังกล่าวของโจทก์ไม่ได้ต่อสู้ว่า ผู้ร้องไม่สุจริตหรือคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลพูกพันจำเลยที่ 2 จึงไม่มีประเด็นพิพาทในเรื่องดังกล่าว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมตึกแถวกับจำเลยที่ 1 โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ จึงฟังว่าผู้ร้องไม่สุจริตหรือหากผู้ร้องไม่รู้ก็เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ร้อง และคำพิพากษาตามยอมในคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและตึกแถวพิพาทนั้น เป็นอุทธรณ์นอกเหนือประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ถือได้ว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในการที่เชิดจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาแล้วและต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลพิพากษาตามยอม ที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงตกเป็นของผู้ร้อง มิใช่ของจำเลยที่ 2 เป็นการวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าเป็นของจำเลยที่ 2 หรือไม่ อันเป็นประเด็นแห่งการร้องขัดทรัพย์ หาใช่เป็นการวินิจฉัยเกินกว่าคำร้องขัดทรัพย์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,711,852.55 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในยอดเงิน 3,600,000 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในยอดเงิน 2,500,000 บาท จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในยอดเงิน 1,100,000 บาท และจำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในยอดเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินที่จำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิด นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งห้าไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4773 และ 4774 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก พร้อมตึกแถวโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4773 และ 4774 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก พร้อมตึกแถวเป็นของผู้ร้อง โดยผู้ร้องซื้อมาจากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2529 ซึ่งขณะทำสัญญามีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ครั้นผู้ร้องไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อตามสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง จึงทราบว่าที่ดินทั้งสองแปลงถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกยึดไว้ตามคำสั่งของศาลแพ่ง โดยจะดำเนินการขายทอดตลาดในวันที่ 10 กันยายน 2542 ทั้งนี้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมิใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีสิทธิยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาด ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เนื่องจากโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลง มีชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาท ผู้ร้องไม่ได้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี และไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4773 และ 4774 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และตึกแถวเลขที่ 6/91 และ 6/92 หมู่ที่ 7 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ให้การว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องไม่ได้จดทะเบียนการได้มาเป็นของผู้ร้อง จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ และผู้ร้องไม่ได้ครอบครองทรัพย์ที่ยึดโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ คำให้การดังกล่าวของโจทก์ไม่ได้ต่อสู้ว่า ผู้ร้องไม่สุจริตหรือคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมตึกแถวกับจำเลยที่ 1 โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ จึงฟังว่าผู้ร้องไม่สุจริต หรือหากผู้ร้องไม่รู้ก็เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ร้อง และคำพิพากษาตามยอมในคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทนั้น เป็นอุทธรณ์นอกเหนือประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีถือได้ว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำร้องขัดทรัพย์เพราะผู้ร้องไม่ได้กล่าวไว้ในคำร้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้องขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในการที่เชิดจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาแล้ว และต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลพิพากษาตามยอม ที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงตกเป็นของผู้ร้อง มิใช่ของจำเลยที่ 2 เป็นการวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าเป็นของจำเลยที่ 2 หรือไม่ อันเป็นประเด็นแห่งการร้องขัดทรัพย์ หาใช่เป็นการวินิจฉัยเกินกว่าคำร้องขัดทรัพย์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ ขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่ ถือเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาในทุนทรัพย์ 325,050 บาท จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกิน 200 บาท แก่โจทก์ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายสวิง บุตรโพธิ์
จำเลย — บริษัทบูรพาเอ็นจีเนียริ่ง (กรุงเทพ) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5989 -ที่ 5990/2551
#413192
เปิดฉบับเต็ม

ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีเพียง 558,545.54 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 13,962.50 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาแก่จำเลย และเมื่อจำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ในส่วนคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้มาแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในส่วนอุทธรณ์คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งรวมอยู่ในคำฟ้องอุทธรณ์ฉบับเดียวกันอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 784,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 682,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งให้แก่จำเลย และต่อมาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์จำนวน 517,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีเพียง 558,545.54 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 13,962.50 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาแก่จำเลย และเมื่อจำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ ในส่วนคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้มาแล้ว จำเลยหาจำต้องเสียค่าขึ้นศาลในส่วนอุทธรณ์คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งรวมอยู่ในคำฟ้องอุทธรณ์ฉบับเดียวกันมาอีก ที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในส่วนอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การมา 200 บาท จึงเป็นการเสียที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ให้คืนค่าศาลในส่วนนี้แก่จำเลยเช่นกัน

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนันทโชติ ชูพันธ์
จำเลย — นายกิตติคุณ บุญอภิสิทธาภรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายชัยศักดิ์ คงฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5982/2551
#495796
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1548 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก ส่วนวรรคสามและวรรคสี่บัญญัติว่า ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดาหรือไม่ให้ความยินยอมหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่าประสงค์ให้เด็กเป็นผู้ให้ความยิมยอมเป็นการเฉพาะตัว การที่นายทะเบียนแจ้งแก่ผู้ร้องว่าไม่สามารถรับจดทะเบียนให้ได้โดยไม่แจ้งการขอจดทะเบียนของผู้ร้องไปยังผู้คัดค้านและเด็กก่อนตาม มาตรา 1548 วรรคสอง หรือตาม พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัวฯ มาตรา 19 วรรคสอง เพราะปรากฏว่าขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนขอจดทะเบียนนั้น เด็กหญิง ป. อายุเพียง 3 ปีเศษ ยังไร้เดียงสาไม่สามารถให้ความยินยอมได้ จึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตาม พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัวฯ มาตรา 19 แล้ว ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิง ป. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิง ป. ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาล เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่ได้ไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองผู้เยาว์ต่อนายทะเบียนเพื่อให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนเป็นหนังสือไปยังผู้คัดค้านและผู้เยาว์ระหว่างตั้งครรภ์ ผู้ร้องไม่สนใจหรือเอาใจใส่เกื้อกูลความเป็นอยู่ของผู้คัดค้าน ไม่เคยจ่ายเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแก่ผู้คัดค้าน เมื่อผู้คัดค้านคลอดผู้เยาว์ ผู้ร้องไม่ช่วยอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่บุตร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียว ผู้คัดค้านเลี้ยงดูผู้เยาว์มาโดยตลอดและผู้เยาว์เริ่มเข้ารับการศึกษาเป็นอย่างดีแล้วไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องจะจดทะเบียนรับรองบุตรอีก ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิง ป. ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายให้ตกเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2539 มีบุตรด้วยกัน 1 คน เด็กหญิง ป. ซึ่งเกิดวันที่ 5 พฤษภาคม 2543 วันที่ 30 เมษายน 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนเด็กหญิง ป. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อนายทะเบียน แต่ผู้ร้องไม่สามารถนำตัวผู้คัดค้านและเด็กหญิง ป. มาให้ความยินยอมได้ นายทะเบียนจึงแจ้งให้ผู้ร้องไปยื่นคำร้องขอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า นายทะเบียนไม่ได้แจ้งการขอจดทะเบียนของผู้ร้องไปยังผู้คัดค้านและเด็กหญิง ป. ก่อนตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคสอง พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พุทธศักราช 2478 มาตรา 19 บัญญัติ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก และวรรคสามและวรรคสี่บัญญัติว่า ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล เมื่อศาลได้พิพากษาให้บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรได้ และบิดาได้นำคำพิพากษาไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนให้ จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เป็นชัดเจนว่าประสงค์ให้เด็กเป็นผู้ให้ความยินยอมเป็นการเฉพาะตัว เมื่อปรากฏว่าขณะที่ผู้ร้องไปยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนขอจดทะเบียนว่าเด็กหญิง ป. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนั้น เด็กหญิง ป. อายุเพียง 3 ปีเศษ ยังไร้เดียงสายังไม่สามารถให้ความยินยอมได้ แม้นายทะเบียนจะแจ้งไปยังผู้คัดค้านและเด็กหญิง ป. ตามมาตรา 1548 วรรคสอง หรือตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พุทธศักราช 2478 มาตรา 19 วรรคสอง ก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะเด็กหญิง ป. ไม่สามารถให้ความยินยอมได้ดังวินิจฉัยมาแล้ว การที่นายทะเบียนแจ้งแก่ผู้ร้องว่าไม่สามารถรับจดทะเบียนได้ จึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พุทธศักราช 2478 มาตรา 19 ด้วย ดังนั้นผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้พิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิง ป. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1548
พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 ม. 19 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิวัฒน์ อมรธัญ
จำเลย — นางสาวเพ็ญภาวีร์ ศิรประภาโกศล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5962/2551
#495794
เปิดฉบับเต็ม

น. ยกให้เฉพาะที่ดินที่ปลูกบ้านเกิดเหตุให้แก่ บ. โดยไม่รวมบ้าน และยกบ้านเกิดเหตุให้แก่โจทก์เพื่อให้รื้อถอนไปสร้างใหม่ บ้านเกิดเหตุจึงไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินและเป็นการยกให้ในลักษณะสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ การยกให้บ้านเกิดเหตุจึงสมบูรณ์โดยหาจำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะนายประพันธ์หรือแมว ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80 - 2803 ประจวบคีรีขันธ์ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 9553 นครศรีธรรมราช เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันพลิกคว่ำและเกิดระเบิดเพลิงไหม้ลุกลามไหม้บ้านเลขที่ 131 หมู่ที่ 2 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า บ้านเกิดเหตุเป็นบ้านของโจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นางนพ และนางบุญเลี่ยม เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เดิมนางนพเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านเกิดเหตุ ต่อมาประมาณปี 2522 นางนพยกเฉพาะที่ดินให้นางบุญเลี่ยม พี่สาวของโจทก์ส่วนบ้านยังเป็นของนางนพ ครั้นปี 2536 กรมทางหลวงได้เวนคืนที่ดินและบ้านเกิดเหตุและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่นางบุญเลี่ยม และค่าทดแทนบ้านเกิดเหตุให้แก่นางนพ โดยยอมให้นางนพรื้อถอนบ้านไปได้ตามหลักฐานการจ่ายค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่นางนพยังไม่ได้รื้อถอนไปเนื่องจากยังไม่มีการสร้างทาง หลังจากนั้นปี 2538 นางนพยกบ้านเกิดเหตุให้โจทก์เพื่อรื้อถอนไปสร้างใหม่ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ได้รับการยกให้บ้านเกิดเหตุจากนางนพ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่านางนพยกให้เฉพาะที่ดินที่ปลูกบ้านเกิดเหตุให้แก่นางบุญเลี่ยมโดยไม่รวมบ้านและยกบ้านเกิดเหตุให้แก่โจทก์เพื่อให้รื้อถอนไปสร้างใหม่ บ้านเกิดเหตุจึงไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินและเป็นการยกให้ในลักษณะสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ การยกให้บ้านเกิดเหตุจึงสมบูรณ์โดยหาจำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ไม่ โจทก์จึงเป็นเจ้าของบ้านเกิดเหตุ เมื่อได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายประพันธ์หรือแมว หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทอำนวย พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบรายงานการสอบสวนว่า จากการสอบสวนได้ความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุนายประพันธ์ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุไปชนท้ายรถยนต์บรรทุกหกล้อซึ่งรอสัญญาณไฟจราจรที่บริเวณสามแยกบายพาสเพื่อเลี้ยวขวาเข้าถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าไปอำเภอปราณบุรี ทำให้รถยนต์บรรทุกหกล้อกระเด็นข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามและชนกับรถยนต์บรรทุกอ้อยซึ่งพลิกคว่ำอยู่ก่อนแล้ว ส่วนรถยนต์บรรทุกน้ำมันเสียหลักพลิกคว่ำเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านเกิดเหตุของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองมีนายจักรพันธ์ เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานโดยสารรถยนต์บรรทุกน้ำมันคู่กับนายประพันธ์มาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางแยกและมีลักษณะเป็นคอขวด ในช่องเดินรถด้านซ้ายมีรถยนต์บรรทุกอ้อยแล่นอยู่ เมื่อนายประพันธ์ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันเลี้ยวขวาผ่านทางแยก รถยนต์บรรทุกอ้อยได้แล่นตัดหน้าเข้ามาในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกน้ำมัน นายประพันธ์จึงห้ามล้อรถและหักรถหลบไปทางด้านซ้าย ซึ่งขณะนั้นมีรถยนต์บรรทุกหกล้อแล่นพุ่งเข้ามา เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกหกล้อกับรถยนต์บรรทุกน้ำมันเฉี่ยวชนกันในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกน้ำมัน เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันเสียหลักพลิกคว่ำไปทางด้านซ้าย ไฟลุกไหม้ตัวของพยาน และรถยนต์บรรทุกน้ำมันได้รับความเสียหายบริเวณด้านหน้าและกระจกแตก เห็นว่า คำเบิกความของนายจักรพันธ์ขัดแย้งกับเหตุผลความเป็นจริง เพราะพยานเบิกความว่า รถยนต์บรรทุกอ้อยแล่นตัดหน้าเข้ามาในช่องเดินรถทางขวาของรถยนต์บรรทุกน้ำมันที่นายประพันธ์ขับ นายประพันธ์จึงห้ามล้อรถและหักหลบไปทางด้านซ้าย ซึ่งหากเป็นจริงดังจำเลยทั้งสองนำสืบ รถยนต์บรรทุกน้ำมันต้องถูกรถยนต์บรรทุกหกล้อเฉี่ยวชนทางด้านซ้ายของรถค่อนมาทางด้านท้ายและรถยนต์บรรทุกหกล้อต้องได้รับความเสียหายทางด้านหน้าค่อนมาทางขวาของตัวรถ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่ารถยนต์บรรทุกหกล้อได้รับความเสียหายบริเวณท้ายรถและรถยนต์บรรทุกน้ำมันได้รับความเสียหายบริเวณด้านหน้ากระจกหน้าแตก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักดีกว่า เชื่อว่านายประพันธ์ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันด้วยความเร็วขณะเข้าทางแยกแล้วชนท้ายรถยนต์บรรทุกหกล้อ ขณะเคลื่อนรถออกจากทางแยกเพื่อเลี้ยวขวาไปทางอำเภอปราณบุรี เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันเสียหลักพลิกคว่ำเกิดเพลิงลุกไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายประพันธ์ ผู้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าเสียหายเพียงใด โจทก์มีนายนพดล ซึ่งมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างเบิกความว่า เคยเห็นบ้านของโจทก์ที่ได้รับความเสียหายมาก่อนตามภาพถ่าย พยานได้ประเมินค่าก่อสร้างบ้านของโจทก์ว่าต้องเสียค่าก่อสร้างทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 800,000 บาท และจำเลยมีนายอัมพร หัวหน้าโครงการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน แขวงการทางหัวหิน ซึ่งเป็นผู้ประเมินราคาบ้านของโจทก์เสนอคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนเพื่อก่อสร้างทางหลวง ซึ่งก่อนการประเมินราคาของพยานจะต้องเข้าไปสำรวจรายละเอียดอาคารแต่ละหลังก่อนว่าใช้วัสดุอะไรก่อสร้างบ้าง ในการจ่ายค่าทดแทนพยานจะประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างโดยคำนวณจากราคาท้องตลาดของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ประกอบกับสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนสามารถรื้อถอนขนย้ายไปใช้ปลูกสร้างใหม่ได้หรือไม่ ถ้ารื้อถอนแล้วนำไปใช้ไม่ได้จะคำนวณจ่ายค่าทดแทนให้เต็มจำนวน ส่วนที่รื้อถอนไปใช้สร้างใหม่ได้จะจ่ายค่าทดแทนเฉพาะส่วนที่เป็นค่าแรงรื้อถอน ค่าแรงสร้างใหม่ ค่าขนย้ายวัสดุที่ใช้ได้ ค่าขนย้ายเครื่องใช้ที่ใช้ได้ และค่าวัสดุที่รื้อถอนไปใช้ไม่ได้ สำหรับบ้านเกิดเหตุพยานประเมินแล้วเสนอให้จ่ายค่าทดแทนแก่นางนพเป็นเงิน 299,961 บาท ตามหลักฐานการจ่ายค่าทดแทน แต่จำเลยไม่นำพยานหลักฐานมานำสืบยืนยันให้เห็นว่าเหตุใดค่าเสียหายเกี่ยวกับตัวบ้านจึงไม่ควรเกิน 50,000 บาท เห็นว่า โจทก์นำสืบว่าราคาบ้านเกิดเหตุที่ถูกไหม้ไปหากปลูกใหม่ต้องเสียค่าก่อสร้าง 800,000 บาท เมื่อหักค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย และค่าวัสดุที่รื้อไปใช้สร้างใหม่ไม่ได้ตามที่พยานจำเลยนำสืบจำนวน 299,961 บาท แล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจำนวนประมาณ 500,000 บาท ซึ่งบ้านเกิดเหตุมีการก่อสร้างมานานย่อมเสื่อมค่าเสื่อมราคาและสึกหรอจากการใช้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 300,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว สำหรับทรัพย์สินอื่นภายในบ้านเกิดเหตุ โจทก์มีตัวโจทก์และนางบุญเลี่ยมมาเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุมีโต๊ะกินข้าว ตู้เสื้อผ้า เตียงนอนและชุดรับแขกซึ่งทำด้วยไม้มะค่า รวมราคา 47,000 บาท และพระเครื่อง 100 องค์ ซึ่งประเมินค่าไม่ได้ อยู่ในบ้านและถูกไฟไหม้เสียหายหมด ส่วนจำเลยทั้งสองคงกล่าวอ้างลอยๆ ว่าไม่มีทรัพย์สินในบ้านเกิดเหตุตามที่โจทก์อ้าง โดยไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ตามข้ออ้าง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ขณะเกิดเหตุทรัพย์สินดังกล่าวถูกไฟไหม้หมด เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 20,000 บาท โดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง จึงเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 456 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัชวาลย์ คงกระพันธ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สิทธิชัยบริการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5905/2551
#495793
เปิดฉบับเต็ม

ที่ ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติให้ ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วยเป็นบทใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมด โดยให้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ใหม่และขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นให้รับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากศาลอุทธรณ์พิจารณาเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาและไต่สวนพยานของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดีว่าจะอนุญาตให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิจารณาและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ชั้นนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,350,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมดโดยให้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ใหม่และขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลขึ้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 เพราะเหตุจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นและผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วย บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมดโดยให้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ใหม่และขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพิเคราะห์คำร้องตลอดจนความในสำนวนทั้งปวงแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องประสงค์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ และตามคำร้องก็หาปรากฏเหตุอันควรไม่ ประการสำคัญแม้จะมีข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลแสดงมาก็ตาม แต่หาได้เป็นเหตุให้หากศาลได้พิจารณาคดีใหม่จะสามารถทำให้ชนะคดีได้ คำร้องของจำเลยที่ 2 จึงหาได้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา ไม่ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นให้รับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากศาลอุทธรณ์พิจารณาเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ก็จะพิพากษาคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาและไต่สวนพยานของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดีว่าจะอนุญาตให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิจารณาและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ได้เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ในชั้นนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นลงผลบังคับแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาตามรูปคดี ค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายสวัสดิ์ โกวิทางกูร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5904/2551
#414869
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้วก่อนวันนัดสืบพยาน แต่จำเลยไม่ถอนฟ้องตามที่ตกลงไว้กับโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวหากจะพึงมีก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องยกขึ้นว่ากล่าวกับจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่ง ไม่เป็นเหตุที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้งดการบังคับคดีได้ ดังนี้ คดีก่อนศาลชั้นต้นจึงยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า โจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้วจริงหรือไม่ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ด้วยเช่นกัน

คำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์ให้ต้องชำระหนี้แก่จำเลยตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา หากโจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนจริงโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการผิดข้อตกลงชำระหนี้ แต่โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นอันระงับ ให้งดการบังคับคดี และบังคับให้จำเลยแจ้งถอนการยึดทรัพย์หาได้ไม่ เพราะจำเลยมีสิทธิที่จะบังคับคดีเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนซึ่งผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 785/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย ก่อนศาลพิพากษาโจทก์จดทะเบียนโอนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ถ-4232 (ที่ถูก ก-4232) ศรีสะเกษ ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่จำเลยไม่เบิกความถึงการชำระหนี้ ศาลจึงพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้อีก ต่อมาจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 933 ตำบลซำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ และบ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 7 ตำบลซำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อนำออกขายทอดตลาด โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลงดการบังคับคดี แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ต้องยกขึ้นว่ากล่าวกับจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่ง การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 785/2541 ของศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับไปแล้ว ให้งดการบังคับคดี และให้จำเลยแจ้งถอนการยึดทรัพย์ในคดีดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนโอนรถยนต์ตามฟ้องเพื่อตีใช้หนี้ให้แก่จำเลย แต่เป็นการตีใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในคดีอื่นซึ่งฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น จำเลยยังมิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริต เพื่อประวิงการบังคับคดีขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยยื่นฟ้องโจทก์กับพวก คืนนางม้วน และนางสมสมรเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน โจทก์กับพวกขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 785/2541 ให้โจทก์ชำระเงิน 61,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 60,000 บาท นับถัดจากวันที่ 17 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย หากโจทก์ไม่ชำระ ให้นางม้วนและนางสมสมรชำระแทน ต่อมาจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 933 ตำบลซำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ของนางม้วน และบ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 7 ตำบลซำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ของนางสมสมร เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์จึงมายื่นฟ้องคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 785/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี โดยอ้างเหตุในคำร้องและนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องว่าโจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้วก่อนวันนัดสืบพยาน โดยจำเลยให้นายสุรศักดิ์ พี่ชายจำเลย เป็นผู้มารับรถยนต์ไป แต่จำเลยไม่ถอนฟ้องตามที่ตกลงไว้กับโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวหากจะพึงมีก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องยกขึ้นว่ากล่าวกับจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่ง ไม่เป็นเหตุที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้งดการบังคับคดีได้ ดังนี้ คดีก่อนศาลชั้นต้นจึงยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า โจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนจริง โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการผิดข้อตกลงชำระหนี้ แต่โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นอันระงับ ให้งดการบังคับคดี และบังคับให้จำเลยแจ้งถอนการยึดทรัพย์หาได้ไม่ เพราะจำเลยมีสิทธิที่จะบังคับคดีเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนซึ่งผูกพันโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับตามคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145 ม. 148 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประดิษฐ์ แสงงาม
จำเลย — นางจิราภรณ์ แสงชัจจ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5904/2551
#498619
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี โดยอ้างเหตุในคำร้องและนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องว่า โจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้วก่อนวันนัดสืบพยาน โดยจำเลยให้ ส. พี่ชายจำเลยเป็นผู้มารับรถยนต์ไปแต่จำเลยไม่ถอนฟ้องตามที่ตกลงไว้กับโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวหากจะพึงมีก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องยกขึ้นว่ากล่าวกับจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งไม่เป็นเหตุที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้งดการบังคับคดีได้ดังนี้ คดีก่อนศาลชั้นต้นจึงยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า โจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้วจริงหรือไม่ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์ให้ต้องชำระหนี้แก่จำเลยตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ดังนั้น หากโจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้วก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนจริง โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการผิดข้อตกลงชำระหนี้ แต่โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นอันระงับให้งดการบังคับคดีและบังคับให้จำเลยแจ้งถอนการยึดทรัพย์หาได้ไม่ เพราะจำเลยมีสิทธิที่จะบังคับคดีเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนซึ่งผูกพันโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับตามคำขอท้ายฟ้องดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 785/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยจ่ายแก่จำเลย ก่อนศาลพิพากษาโจทก์จดทะเบียนโอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่จำเลยไม่เบิกความถึงการชำระหนี้ ศาลจึงพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้อีก ต่อมาจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินเพื่อนำออกขายทอดตลาด โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลงดการบังคับคดี แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ต้องยกขึ้นว่ากล่าวกับจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่ง การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 785/2541 ของศาลชั้นต้น ระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับไปแล้ว ให้งดการบังคับคดี และให้จำเลยแจ้งถอนการยึดทรัพย์ในคดีดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย

จำเลยให้การ โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนโอนรถยนต์ตามฟ้องเพื่อตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยแต่เป็นการตีใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในคดีอื่นซึ่งฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น จำเลยยังมิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริตเพื่อประวิงการบังคับคดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยยื่นฟ้องโจทก์กับพวกคือ นางม้วนและนางสมสมรเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน และสัญญาค้ำประกัน โจทก์กับพวกขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 785/2541 ให้โจทก์ชำระเงิน 61,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 60,000 บาท นับถัดจากวันที่ 17 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย หากโจทก์ไม่ชำระ ให้นางม้วนและนางสมสมรชำระแทน ต่อมาจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 933 ตำบลซำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ของนางม้วน และบ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 7 ตำบลซำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ของนางสมสมร เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์จึงมายื่นฟ้องคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 785/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี โดยอ้างเหตุในคำร้องและนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องว่าโจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้วก่อนวันนัดสืบพยาน โดยจำเลยให้นายสุรศักดิ์ พี่ชายจำเลย เป็นผู้มารับรถยนต์ไป แต่จำเลยไม่ถอนฟ้องตามที่ตกลงไว้กับโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า ข้ออ้างว่าโจทก์ดังกล่าวหากจะพึงมีก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องยกขึ้นว่ากล่าวกับจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่ง ไม่เป็นเหตุที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้งดการบังคับคดีได้ ดังนี้ คดีก่อนศาลชั้นต้นจึงยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า โจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้วจริงหรือไม่ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์ให้ต้องชำระหนี้แก่จำเลยตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ดังนั้น หากโจทก์ได้โอนรถยนต์ตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้วก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนจริง โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการผิดข้อตกลงชำระหนี้ แต่โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นอันระงับ ให้งดการบังคับคดี และบังคับให้จำเลยแจ้งถอนการยึดทรัพย์หาได้ไม่ เพราะจำเลยมีสิทธิที่จะบังคับคดีเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนซึ่งผูกพันโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้องดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประดิษฐ์ แสงงาม
จำเลย — นางจิราภรณ์ แสงชัจจ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2551
#451848
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้ายาสูบประเภทบุหรี่ ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวมีกรรมการคนหนึ่งของจำเลยลงลายมือชื่อท้ายสัญญาโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยตามข้อบังคับของบริษัทซึ่งปกติจะไม่มีผลผูกพันจำเลย แต่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่าหลังจากทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยแล้ว จำเลยบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต่อโจทก์ก่อนครบกำหนด เนื่องจากจำเลยต้องการจำหน่ายสินค้าบุหรี่เอง และปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ให้จำหน่ายคดีนี้เพราะในสัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวมีข้อตกลงให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ และจำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติให้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ซึ่งเท่ากับว่า จำเลยได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของกรรมการผู้มีอำนาจของตน สัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวจึงใช้บังคับได้

แม้ในขณะทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าว ยังไม่มีการบัญญัติกฎหมาย พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ มาใช้บังคับ แต่สิทธิในความลับทางการค้าก็ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยสัญญาระหว่างคู่สัญญา และโดยหลักละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 421 อยู่แล้ว จึงเป็นสิทธิทางแพ่งอย่างหนึ่งที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ โจทก์กับจำเลยจึงสามารตกลงกันในเรื่องข้อมูลความลับทางการค้าในสัญญาดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของความลับทางการค้าข้อมูลธุรกิจการค้าเกี่ยวกับการตลาดในการจำหน่ายสินค้ายาสูบประเภทบุหรี่ของร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ไม่น้อยว่า 30,000 ร้าน รวมทั้งแผนที่ตั้งร้านค้าทุกร้าน จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทในต่างประเทศทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่หลายตราแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ต่อมาก่อนครบอายุสัญญาตัวแทนจำหน่าย จำเลยต้องการจำหน่ายสินค้าเองจึงส่งพนักงานของจำเลยมาดูแลกิจการและข้อมูลความลับทางการค้าของโจทก์กับติดต่อทาบทามพนักงานของโจทก์เฉพาะที่รู้ข้อมูลความลับทางการค้าบุหรี่ไปทำงานกับจำเลย แล้วจำเลยได้บอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายต่อโจทก์และทำการจำหน่ายสินค้าให้แก่ร้านค้าตามข้อมูลความลับทางการค้าของโจกท์เองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายจากการที่ได้ใช้เงินพัฒนาข้อมูลนั้น และขาดประโยชน์จากการจำหน่ายสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ โดยอ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามสัญญาตัวแทนจำหน่าย โดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญานั้น เป็นการขัดต่อข้อสัญญาตัวแทนจำหน่าย และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านและคำแถลงคัดค้านเพิ่มเติม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้ว วินิจฉัยว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การเป็นข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องได้ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย อีกทั้งไม่ปรากฏว่าสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ...โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ก่อนวินิจฉัยปัญหานี้ เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่า สัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้ายาสูบประเภทบุหรี่ ซึ่งมีนายอึ้ง ซิว ธง หรือ อึ้ง ซิว ทง กรรมการคนหนึ่งของจำเลยลงลายมือชื่อ แต่ไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยด้วยจะผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายมีเพียงนายอึ้ง ซิว ธง หรือ อึ้ง ซิว ทง ลงลายมือชื่อท้ายสัญญาโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยตามข้อบังคับของบริษัทซึ่งปกติจะไม่มีผลผูกพันจำเลย แต่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์เองว่าหลังจากทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญากับจำเลยอย่างถูกต้องครบถ้วนตลอดมา กิจการของโจทก์เป็นไปได้ด้วยดี จนต่อมาจำเลยต้องการจำหน่ายสินค้าบุหรี่เองจึงส่งพนักงานของจำเลยเข้ามาดูแลกิจการของโจทก์ ไม่ส่งสินค้าให้โจทก์จนโจทก์ไม่มีสินค้าจำหน่ายให้ร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ แล้วจำเลยบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต่อโจทก์ก่อนครบกำหนด และปรากฏจากคำแถลงคัดค้านของโจทก์ต่อคำร้องของจำเลยที่ให้จำหน่ายคดีนี้เพราะมีข้อตกลงให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการว่า จำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งเท่ากับจำเลยรวมทั้งโจทก์ต่างถือเอาสัญญานี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของตน ถือว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของนายอึ้ง ซิว ธง หรือ อึ้ง ซิว ทง กรรมการผู้มีอำนาจของตนแล้ว สัญญานี้จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในฐานะคู่สัญญา สัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายข้อ 14 ระบุว่า ทีไอ เทรดดิ้ง (โจทก์) จะถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับการขายและข้อมูลด้านตลาดอื่นๆ ในฟอร์มหรือรูปแบบที่เจทีไอ (จำเลย) จัดให้ ให้แก่เจทีไอโดยทันที ในสัญญาข้อ 15 ระบุว่า หากทีไอ เทรดดิ้ง ได้รับการร้องขอ จะต้องอนุญาตให้ผู้แทนของเจทีไอติดตามพนักงานของทีไอ เทรดดิ้ง ในขณะพนักงานเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่ และในสัญญาข้อ 20 ระบุว่า ทีไอ เทรดดิ้ง ตกลงที่จะไม่บอก เปิดเผยหรือมอบความลับทางการค้า ข้อมูลที่เป็นความลับหรือที่ล่อแหลม (เป็นต้นว่า ข้อมูลการผลิต การขาย และการตลาดของเจทีไอ หรือของบริษัทในเครือของเจทีไอด้วย) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีไอ เทรดดิ้ง คุ้นเคยดีเนื่องจากความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตามสัญญานี้ ให้แก่บุคคลที่ไม่ใช่เป็นคู่สัญญาในสัญญานี้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจทีไอก่อน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการขาย การตลาด ตามข้อตกลงเหล่านี้เป็นข้อมูลการค้าที่การวินิจฉัยว่าเป็นความลับทางการค้าหรือไม่ และจำเลยละเมิดสิทธิในข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ด้วยการส่งพนักงานของจำเลยมาดูแลกิจการของโจทก์และข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้าบุหรี่ที่เป็นลูกค้าของโจทก์ กับพยายามทาบทามพนักงานของโจทก์เฉพาะผู้ที่รู้ข้อมูลการค้านี้ของโจทก์ ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อสัญญาเหล่านี้ เมื่อในสัญญาดังกล่าวข้อ 22 ระบุว่า ข้อพิพาททั้งปวงที่เกิดจากข้อสัญญานี้จะต้องตัดสินชี้ขาดภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ ข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อสัญญาในเรื่องข้อมูลการค้าดังกล่าวของโจทก์ จึงต้องตัดสินชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการด้วย จึงไม่ชอบที่โจทก์จะนำมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้ต่อศาล ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะทำสัญญาตัวแทนจำหน่าย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2543 ยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาใช้บังคับ จึงนำกฎหมายนี้มาใช้บังคับย้อนหลังไปคุ้มครองสิทธิของคู่สัญญาคือโจทก์กับจำเลยตามสัญญาดังกล่าวไม่ได้นั้น เห็นว่า ก่อนหน้าการใช้บังคับพระราชบัญญัติความลับทางการค้าดังกล่าว สิทธิในความลับทางการค้าก็ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยสัญญาระหว่างคู่สัญญา และโดยหลักละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 421 อยู่แล้ว จึงเป็นสิทธิทางแพ่งอย่างหนึ่งที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ โจทก์กับจำเลยจึงสามารถตกลงกันในเรื่องข้อมูลความลับทางการค้าลงในสัญญาดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือพ้นระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การ ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าเกี่ยวกับข้อมูลการค้าบุหรี่ของโจทก์ จำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้ประการหนึ่งว่า ข้อมูลการค้าดังกล่าวซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าเป็นข้อสัญญาในสัญญาตัวแทนจำหน่ายที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดตามข้อสัญญาดังกล่าวก่อน เป็นการผิดสัญญาและกฎหมายอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำให้การดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อนที่จะฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 แล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องในเวลาต่อมาขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้นเป็นการยืนยันถึงความต้องการดังกล่าวของจำเลย แม้จำเลยจะยื่นคำร้องช้ากว่าวันยื่นคำให้การก็ไม่เป็นเหตุทำให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการใช้บังคับไม่ได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้ศาลได้ทำการไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเสียก่อนที่จะได้มีการพิจารณาคดีตามประเด็นข้อพิพาท คดีนี้จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในเรื่องดังกล่าวของโจทก์ก่อนวันนัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดี และโจทก์ก็มีโอกาสแถลงคัดค้านคำร้องดังกล่าวของจำเลยแล้ว ทั้งปรากฏจากคำแถลงคัดค้านของโจทก์เองว่าก่อนโจทก์มาฟ้องคดีนี้ จำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการแห่งหอการค้านานาชาติให้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเรื่องอื่นตามสัญญาตัวแทนจำหน่าย ซึ่งโจทก์ก็ยื่นคำให้การและร้องแย้งต่ออนุญาโตตุลาการเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่อนุญาโตตุลาการไม่รับร้องแย้งทั้งหมดของโจทก์รวมทั้งปัญหาเรื่องความลับทางการค้าของโจทก์ด้วย แสดงว่าโจทก์ก็เคยใช้ช่องทางระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการซึ่งแต่งตั้งโดยอนุญาโตตุลาการแห่งหอการค้านานาชาติแล้ว เมื่ออนุญาโตตุลาการซึ่งไม่รับร้องแย้งซึ่งมีปัญหาเรื่องจำเลยละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์อยู่ด้วย โจทก์ก็ต้องหาทางดำเนินการตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวต่อไป ฉะนั้น เพียงแต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เพื่อให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการช้ากว่าเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงยังไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไปโดยไม่สั่งจำหน่ายคดีตามคำให้การและคำร้องของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์โดยมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรมีคำสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีไอ เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเจที อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2551
#498759
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายจะมีเพียง อ. กรรมการคนหนึ่งของจำเลยลงลายมือชื่อท้ายสัญญาโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยตามข้อบังคับของบริษัท ซึ่งปกติจะไม่มีผลผูกพันจำเลยแต่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์เองว่า หลังจากทำสัญญากับจำเลยแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญากับจำเลยอย่างถูกต้องครบถ้วนตลอดมา นอกจากนี้ จำเลยรวมทั้งโจทก์ต่างถือเอาสัญญานี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของตน ถือว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของ อ. กรรมการผู้มีอำนาจของตนแล้ว สัญญานี้จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในฐานะคู่สัญญา สัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวจึงใช้บังคับได้

ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายมีข้อความระบุว่า ข้อพิพาททั้งปวงที่เกิดจากข้อสัญญานี้จะต้องตัดสินชี้ขาดภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ ข้อพิพาทที่เกี่ยวกับข้อสัญญาในเรื่องข้อมูลการค้าของโจทก์ จึงต้องตัดสินชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการด้วย ไม่ชอบที่โจทก์จะนำมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้ต่อศาล

ก่อนหน้าการใช้บังคับ พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ สิทธิในความลับทางการค้าก็ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยสัญญาระหว่างคู่สัญญา และโดยหลักละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และ 421 อยู่แล้ว จึงเป็นสิทธิทางแพ่งอย่างหนึ่งที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ โจทก์กับจำเลยจึงสามารถตกลงกันในเรื่องข้อมูลความลับทางการค้าลงในสัญญาดังกล่าวได้

เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าเกี่ยวกับข้อมูลการค้าบุหรี่ของโจทก์ จำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้ว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดตามข้อตกลงดังกล่าวก่อน เป็นการผิดสัญญาและกฎหมายอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำให้การดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยประสงค์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อนที่จะฟ้องคดีต่อศาลตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง แล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น ย่อมเป็นการยืนยันความต้องการดังกล่าวของจำเลย แม้จำเลยจะยื่นคำร้องช้ากว่าวันยื่นคำให้การ ก็ไม่เป็นเหตุทำให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการใช้บังคับไม่ได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้ศาลได้ทำการไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเสียก่อนที่จะได้มีการพิจารณาคดีตามประเด็นข้อพิพาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจกท์เป็นเจ้าของความลับทางการค้าข้อมูลธุรกิจการค้าเกี่ยวกับการตลาดในการจำหน่ายสินค้ายาสูบประเภทบุหรี่ รวมทั้งแผนที่ตั้งร้านค้าทุกร้าน จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทในต่างประเทศทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าบุหรี่หลายตราแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ต่อมาจำเลยได้บอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายต่อโจทก์และทำการจำหน่ายสินค้าให้แก่ร้านค้าตามข้อมูลความลับทางการค้าของโจทก์เองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายจากการที่ได้ใช้เงินพัฒนาข้อมูลนั้นและขาดประโยชน์จากการจำหน่ายสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์หรือไม่ จำเลยมีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลทางการค้า และโจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าถึงข้อมูลทางการค้าดังกล่าวหรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อตกลงในสัญญาตัวแทนจำหน่าย เมื่อข้อ 22 ของสัญญาดังกล่าวระบุว่าหากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญานี้จะต้องวินิจฉัยภายใต้ข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสัญญาตัวแทนจำหน่ายจึงต้องตัดสินชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ และขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็อยู่ระหว่างที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าวอยู่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ข้อมูลดังกล่าวของโจทก์มิใช่ข้อมูลความลับทางการค้าที่จะเข้าหลักเกณฑ์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามที่กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านและคำแถลงคัดค้านเพิ่มเติมว่า ข้อพิพาทที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า มิใช่ข้อพิพาทที่เกิดจากสัญญา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การเป็นข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการและจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องได้ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายอีกทั้งไม่ปรากฏว่าสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความรับกันว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้ายาสูบประเภทบุหรี่ มีข้อสัญญาข้อ 22 ว่า ข้อพิพาททั้งปวงที่เกิดจากสัญญานี้จะต้องตัดสินชี้ขาดภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ และในสัญญาข้อ 31 ระบุว่า สัญญานี้ได้ทำขึ้นและให้ตีความตามกฎหมายไทย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ก่อนวินิจฉัยปัญหานี้ เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่าสัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวซึ่งมีนายอึ้ง ซิว ธง หรืออึ้ง ซิว ทง กรรมการคนหนึ่งของจำเลยลงลายมือชื่อ แต่ไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยด้วยจะผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายมีเพียงนายอึ้ง ซิว ธง หรือ อึ้ง ซิว ทง ลงลายมือชื่อท้ายสัญญาโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยตามข้อบังคับของบริษัทซึ่งปกติจะไม่มีผลผูกพันจำเลย แต่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์เองว่าหลังจากทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญากับจำเลยอย่างถูกต้องครบถ้วนตลอดมา กิจการของโจทก์เป็นไปได้ด้วยดี จนต่อมาจำเลยต้องการจำหน่ายสินค้าบุหรี่เองจึงส่งพนักงานของจำเลยเข้ามาดูแลกิจการของโจทก์ ไม่ส่งสินค้าให้โจทก์จนโจทก์ไม่มีสินค้าจำหน่ายให้ร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์แล้วจำเลยบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต่อโจทก์ก่อนครบกำหนด และปรากฏจากคำแถลงคัดค้านของโจทก์ต่อคำร้องของจำเลยที่ให้จำหน่ายคดีนี้เพราะมีข้อตกลงให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการว่า จำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งเท่ากับจำเลยรวมทั้งโจทก์ต่างถือเอาสัญญานี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของตน ถือว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของนายอึ้ง ซิว ธง หรือ อึ้ง ซิว ทงกรรมการผู้มีอำนาจของตนแล้ว สัญญานี้จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในฐานะคู่สัญญา สัญญาตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า ในสัญญาตัวแทนจำหน่าย ข้อ 14 ระบุว่า ทีไอ เทรดดิ้ง (โจทก์) จะถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับการขายและข้อมูลด้านตลาดอื่น ๆ ในฟอร์มหรือรูปแบบที่เจทีไอ (จำเลย) จัดให้ ให้แก่เจทีไอ โดยทันที ในสัญญาข้อ 15 ระบุว่า หากทีไอ เทรดดิ้งได้รับการร้องขอ จะต้องอนุญาตให้ผู้แทนของเจทีไอติดตามพนักงานของทีไอ เทรดดิ้ง ในขณะพนักงานเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่ และในสัญญาข้อ 20 ระบุว่า ทีไอ เทรดดิ้ง ตกลงที่จะไม่บอก เปิดเผยหรือมอบความลับทางการค้า ข้อมูลที่เป็นความลับหรือที่ล่อแหลม (เป็นต้นว่า ข้อมูลการผลิต การขาย และการตลาดของเจทีไอ หรือของบริษัทในเครือของเจทีไอด้วย) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีไอ เทรดดิ้ง คุ้นเคยดีเนื่องจากความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตามสัญญานี้ให้แก่บุคคลที่ไม่ใช่เป็นคู่สัญญาในสัญญานี้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจทีไอก่อน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการขาย การตลาด ตามข้อตกลงเหล่านี้เป็นข้อมูลการค้าที่การวินิจฉัยว่าเป็นความลับทางการค้าหรือไม่ และจำเลยละเมิดสิทธิในข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ด้วยการส่งพนักงานของจำเลยมาดูแลกิจการของโจทก์และข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้าบุหรี่ที่เป็นลูกค้าของโจทก์ กับพยายามทาบทามพนักงานของโจทก์เฉพาะผู้ที่รู้ข้อมูลการค้านี้ของโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อสัญญาเหล่านี้ เมื่อในสัญญาดังกล่าวข้อ 22 ระบุว่า ข้อพิพาททั้งปวงที่เกิดจากข้อสัญญานี้จะต้องตัดสินชี้ขาดภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ ข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อสัญญาในเรื่องข้อมูลการค้าดังกล่าวของโจทก์ จึงต้องตัดสินชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการด้วย จึงไม่ชอบที่โจทก์จะนำมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้ต่อศาล ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2543 ยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาใช้บังคับ จึงนำกฎหมายนี้มาใช้บังคับย้อนหลังไปคุ้มครองสิทธิของคู่สัญญาคือโจทก์กับจำเลยตามสัญญาดังกล่าวไม่ได้นั้น เห็นว่าก่อนหน้าการใช้บังคับพระราชบัญญัติความลับทางการค้าดังกล่าว สิทธิในความลับทางการค้าก็ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยสัญญาระหว่างคู่สัญญา และโดยหลักละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 421 อยู่แล้ว จึงเป็นสิทธิทางแพ่งอย่างหนึ่งที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ โจทก์กับจำเลยจึงสามารถตกลงกันในเรื่องข้อมูลความลับทางการค้าลงในสัญญาดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือพ้นระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การ ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องว่า จำเลยละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าเกี่ยวกับข้อมูลการค้าบุหรี่ของโจทก์ จำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้ประการหนึ่งว่า ข้อมูลการค้าดังกล่าวซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าเป็นข้อสัญญาในสัญญาตัวแทนจำหน่ายที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดตามข้อสัญญาดังกล่าวก่อน เป็นการผิดสัญญาและกฎหมายอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำให้การดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อนที่จะฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องในเวลาต่อมาขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้นเป็นการยืนยันถึงความต้องการดังกล่าวของจำเลย แม้จำเลยจะยื่นคำร้องช้ากว่าวันยื่นคำให้การก็ไม่เป็นเหตุทำให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการใช้บังคับไม่ได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้ศาลได้ทำการไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเสียก่อนที่จะได้มีการพิจารณาคดีตามประเด็นข้อพิพาท คดีนี้จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในเรื่องดังกล่าวของโจทก์ก่อนวันนัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดี และโจทก์ก็มีโอกาสแถลงคัดค้านคำร้องดังกล่าวของจำเลยแล้ว ทั้งปรากฏจากคำแถลงคัดค้านของโจทก์เองว่าก่อนโจทก์มาฟ้องคดีนี้ จำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการแห่งหอการค้านานาชาติให้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเรื่องอื่นตามสัญญาตัวแทนจำหน่าย ซึ่งโจทก์ก็ยื่นคำให้การและร้องแย้งต่ออนุญาโตตุลาการเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่อนุญาโตตุลาการไม่รับร้องแย้งทั้งหมดของโจทก์รวมทั้งปัญหาเรื่องความลับทางการค้าของโจทก์ด้วย แสดงว่าโจทก์ก็เคยใช้ช่องทางระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการซึ่งแต่งตั้งโดยอนุญาโตตุลาการแห่งหอการค้านานาชาติแล้ว เมื่ออนุญาโตตุลาการซึ่งไม่รับร้องแย้งซึ่งมีปัญหาเรื่องจำเลยละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของโจทก์อยู่ด้วย โจทก์ก็ต้องหาทางดำเนินการตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวต่อไป ฉะนั้น เพียงแต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เพื่อให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการช้ากว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงยังไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไปโดยไม่สั่งจำหน่ายคดีตามคำให้การและคำร้องของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่งจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์โดยมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรมีคำสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืนให้โจทก์ใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลแทนจำเลยรวม 4,500 บาท คืนค่าขึ้นศาลในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (11)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีไอ เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเจที อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5895/2551
#418845
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาประกันความเสียหายแก่จำเลย และนำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกัน เป็นคำสั่งกำหนดให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อศาลพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โดยให้จำเลยชนะคดีและมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา และคดีถึงที่สุดแล้ว ทั้งจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 263 จึงเป็นอันยกเลิกไปตามมาตรา 260 (1) ผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 มีสิทธิรับหลักประกันคืนไป และศาลต้องมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินที่เป็นหลักประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, 273, 274, 275 และยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดวัตถุพยานของกลางในเหตุฉุกเฉิน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้อายัดเครื่องเล่นวีซีดีของกลางทั้งหมด และให้โจทก์วางหลักประกันมูลค่า 8,613,000 บาท ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2546 ผู้ค้ำประกันทั้งสองทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลในความเสียหายอันอาจเกิดจากการที่ของกลางถูกอายัดไว้ในระหว่างพิจารณาคดี โดยผู้ค้ำประกันที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 4476 มาวางเป็นหลักประกัน ส่วนผู้ค้ำประกันที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 54860, 54861 มาวางเป็นหลักประกัน ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2549 ผู้ค้ำประกันทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ขอคืนโฉนดที่ดินที่นำมาเป็นหลักประกัน เนื่องจากคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า สำเนาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 หากจะคัดค้านประการใดให้คัดค้านเข้ามาภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน และหากคัดค้านให้แสดงหลักฐานการอายัดหลักประกันหนี้ หากไม่คัดค้านหรือไม่มีหลักฐานแสดงการอายัดหลักประกันดังกล่าว ก็ให้ตรวจคืนหลักประกันตามระเบียบ ให้นำส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นหมายศาลปิดหมาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านอ้างว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์และผู้ค้ำประกันทั้งสองต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ 872/2548 ฐานละเมิดและขอคุ้มครองชั่วคราว โดยขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดที่ดินต่อไปจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งในวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ว่า สัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 ที่ผู้ร้องทำสัญญาไว้ มีลักษณะเป็นการประกันความเสียหายในของกลางที่ถูกอายัดไว้ ดังนั้น เมื่อมีการฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายและคดียังไม่ถึงที่สุด จึงไม่อาจคืนหลักประกันได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ค้ำประกันที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้ารหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ว่า เดิมศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งคำร้องของผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 ลงวันที่ 27 เมษายน 2549 ครั้งแรกให้คืนหลักประกัน ต่อมากลับมีคำสั่งใหม่ให้ยกคำร้อง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบและจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี มิได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 263 จึงขอให้คืนหลักประกันแก่ผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาประกันความเสียหายแก่จำเลย และนำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกันเป็นคำสั่งที่กำหนดให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โดยให้จำเลยชนะคดีและมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา และคดีถึงที่สุดแล้ว ทั้งจำเลยมิได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามที่บังคับไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 263 คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวแก่ผู้ค้ำประกันที่ 1 ทึ่ 2 จึงเป็นอันยกเลิกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (1) ผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 จึงมีสิทธิรับหลักประกันคืนไป และศาลต้องมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินที่เป็นหลักประกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 โดยไม่คืนหลักประกัน อ้างว่ายังมีคดีแพ่งฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและคดียังไม่ถึงที่สุด คดีดังกล่าวก็มิได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ซึ่งถึงที่สุดแล้วศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับว่า ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 และให้มีหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินดังกล่าว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 260 ม. 263
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายซู หมิง เย่
ผู้ค้ำประกัน — พลเอกวันชัย เอมโอชะ กับพวก
จำเลย — นายประวิทย์ เกียรติพลพจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5892/2551
#498578
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กับมูลนิธิ ท. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าโจทก์ตกลงชำระเงิน 7,500,000 บาท แก่มูลนิธิ ท. โดยมีเงื่อนไขว่า มูลนิธิ ท. จะไม่ขอรับเงินจำนวนดังกล่าวที่โจทก์นำมาวางศาลจนกว่าคดีหมายเลขดำที่ ทป. 83/2541 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มูลนิธิ ท. จำเลย และ ส. จะได้รับเงินฝ่ายละเท่าใดเช่นนี้ ย่อมหมายความว่า ส่วนแบ่งของจำเลยในเงิน 7,500,000 บาท ยังไม่แน่นอนจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด ดังนี้ แม้โจทก์จะรับว่าโจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยและยินยอมให้จำเลยนำหนี้ดังกล่าวมาหลักกลบลบหนี้ได้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ก็ตาม แต่เมื่อสิทธิเรียกร้องของจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ จำเลยย่อมไม่อาจนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้ตามฟ้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2542 จำเลยได้ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิ์ในผลงานเทปคำทำนายดวงชะตา "หมอหยอง แผนที่ชีวิต พ.ศ.2543 (7 สี 7 อารมณ์)" กำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนตามจำนวนสินค้าที่จำหน่ายได้ จำเลยได้ขอเบิกค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้าจากโจทก์ 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4,299,745.18 บาท เมื่อครบกำหนดเวลา โจทก์สรุปยอดและหักทอนค่าลิขสิทธิ์ตามสัญญา ยอดจำหน่ายทั้งสิ้น 72,057 หน่วย (ม้วน) คงเหลือสินค้าประเภทเทป (MC) รวมจำนวน 32,943 หน่วย (ม้วน) จำเลยมีสิทธิได้รับค่าลิขสิทธิ์จากโจทก์จำนวน 3,315,342.57 บาท แต่โจทก์ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้าแล้วจำนวน 4,299,745.18 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าลิขสิทธิ์ที่รับไปจากโจทก์ 984,402 บาท และค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าในส่วนที่ไม่สามารถจำหน่ายได้คิดเป็นเงิน 456,387 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,440,789 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,754,604.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,440,789 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมจำเลยเป็นหนี้ที่จะต้องชำระให้โจทก์ตามฟ้อง แต่หนี้ดังกล่าวได้ระงับหมดสิ้นแล้ว เนื่องจากประมาณปี 2541 โจทก์มีหนี้ค้างชำระกับจำเลยเป็นค่าลิขสิทธิ์เทปอีก 1 ชุด ชื่อชุด "7 สี 7 อารมณ์ ปีเสือทมิฬ" โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยตกลงรับชำระหนี้ด้วยวิธีหักกลบลบหนี้กัน จำเลยจึงไม่มีหนี้ใดที่จะต้องชำระแก่โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,754,604.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,440,789 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ใช้ลิขสิทธิ์ในผลงานเทปคำทำนายดวงชะตา หมอหยอง แผนที่ชีวิต พ.ศ.2543 (7 สี 7 อารมรณ์) ของจำเลย โดยโจทก์เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทปดังกล่าว จำเลยรับค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้าไปจากโจทก์หลายครั้ง เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญา ได้สรุปยอดขายและหักค่าใช้จ่ายแล้ว จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 1,440,789 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความว่า จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามจำนวนดังกล่าว กับโจทก์รับว่า โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยจากการค้างชำระค่าลิขสิทธิ์เทปคำทำนายดวงชะตาชุด 7 สี 7 อารมณ์ ปีเสือทมิฬ ซึ่งจัดจำหน่ายเมื่อปี 2541 เป็นเงิน 7,500,000 บาท แล้วมีข้อตกลงร่วมกันให้หักกลบลบหนี้ได้ ตามหนังสือรับสภาพหนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธินำหนี้จำนวน 1,440,789 บาท ตามฟ้องไปหักกลบลบหนี้กับหนี้จำนวน 7,500,000 บาท ที่โจทก์รับว่าเป็นลูกหนี้จำเลยตามหนังสือรับสภาพหนี้ได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าว โจทก์และจำเลยต่างนำสืบข้อเท็จจริงรับกันฟังได้ว่า เดิมเมื่อปี 2541 จำเลยทำสัญญาอนุญาตให้มูลนิธิทีวีพูลใช้ลิขสิทธิ์ในผลงานเทปคำทำนายดวงชะตา 7 สี 7 อารมณ์ ปีเสือทมิฬ (ปี 2541) แล้วมูลนิธิทีวีพูลทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทปชุดดังกล่าว แต่โจทก์มิได้ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่มูลนิธิทีวีพูลทั้งมูลนิธิทีวีพูลก็มีข้อพิพาทกับจำเลยเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในเทปชุดนี้ ซึ่งต่อมา มูลนิธิทีวีพูลเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย ให้ชำระค่าลิขสิทธิ์จากการผลิตและจำหน่ายเทปคำทำนายดวงชะตาชุด 7 สี 7 อารมณ์ ปีเสือทมิฬ (ปี 2541) ตามคดีหมายเลขดำที่ ทป. 24/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์ตกลงชำระเงิน 7,500,000 บาท ให้แก่มูลนิธิทีวีพูล แต่มีเงื่อนไขว่า มูลนิธิทีวีพูลจะยังไม่รับเงินจำนวนดังกล่าวที่โจทก์นำมาวางศาลจนกว่าคดีหมายเลขดำที่ ทป. 83/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่มูลนิธิทีวีพูลกับพวกเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้กับนายสุริยันเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์ในเทปคำทำนายดวงชะตา ชุด 7 สี 7 อารมณ์ ปีเสือทมิฬ (ปี 2541) จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามูลนิธิทีวีพูลหรือจำเลยคดีนี้กับนายสุริยันเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินฝ่ายละเท่าไร ดังปรากฏตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งในเงินจำนวน 7,500,000 บาท ตามที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับมูลนิธิทีวีพูลเป็นจำนวน1 ใน 4 ซึ่งเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนแน่นอน มิได้เป็นหนี้ที่ยังมีเงื่อนไขหรือข้อต่อสู้นั้น เห็นว่า ตามข้อตกลงในปัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ระบุเงื่อนไขว่า มูลนิธิทีวีพูลจะไม่ขอรับเงินที่โจทก์คดีนี้นำมาวางศาลจนกว่าคดีหมายเลขดำที่ ทป. 83/2541 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มูลนิธิทีวีพูลหรือจำเลยคดีนี้กับนายสุริยันเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินฝ่ายละเท่าไร เช่นนี้ ย่อมมีความหมายว่า จำเลยจะมีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำนวน 7,500,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเงินจำนวน 7,500,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเงินจำนวนเดียวกับเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นจำนวนเท่าไร ต้องรอฟังผลของคดีหมายเลขดำที่ ทป. 83/2541 ถึงที่สุดเสียก่อน แม้โจทก์จะรับว่าเป็นลูกหนี้จำเลยและยอมให้หักกลบลบหนี้กันได้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ก็ตาม แต่เมื่อสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่จะเอาส่วนแบ่งจากเงินจำนวน 7,500,000 บาท ตามจำนวนที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมชำระให้แก่มูลนิธิทีวีพูลยังมีข้อต่อสู้อยู่จึงย่อมไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีวีดี มิวสิค จำกัด
จำเลย — บริษัทดีโอลี ซินเซียริตี้โปรโมชั่น กรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5888/2551
#498627
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนนกเขาชวาสีขาวบริสุทธิ์ตาสีฟ้า จำนวน 8 ตัว แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้เงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย มิใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้มีหลายอย่าง อันจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะพึงเลือกได้ แต่การที่โจทก์ขอให้บังคับคดีตามผลของคำพิพากษาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อให้โจทก์ได้รับเงินอันเป็นหนี้ในลำดับหลังเสร็จสิ้นและไม่บังคับคดีต่อไปแล้วนั้น แสดงว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลดจำนวนเงินที่ให้ใช้แทนทรัพย์ที่ให้คืนลง โจทก์จะกลับไปขอบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกอีกหาได้ไม่ทั้งไม่อาจอ้างได้ว่าการบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปก่อนแล้วเป็นอันยกเลิกและต้องเริ่มต้นบังคับคดีกันใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพียงแต่ลดจำนวนเงินที่ให้ใช้แทนทรัพย์ที่ให้คืนลงเท่านั้น จึงไม่มีเหตุที่ต้องย้อนกลับไปบังคับคดีให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนนกเขาชวาแก่โจทก์อันเป็นหนี้ในลำดับแรกอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีเพราะไม่เป็นไปตามลำดับในคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจไม่เพิกถอนการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจับกุมกรรมการของจำเลยที่ 2 มากักขังเพื่อให้ปฏิบัติการชำระหนี้ในลำดับแรกเป็นการไม่ชอบ เพราะศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งไปเองโดยโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้และให้โจทก์คืนเงินส่วนที่เกินจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เพราะเป็นหนี้เงินแก่จำเลยที่ 2 แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทวงถามโจทก์ให้คืนเงินดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้โจทก์คืนเงินมิใช่นับแต่วันที่โจทก์รับเงินเพราะมิใช่เป็นเรื่องละเมิด แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์นำเงินมาวางศาลโดยศาลชั้นต้นมิได้ให้จำเลยที่ 2 รับเงินในส่วนที่มีสิทธิได้รับคืนไป โดยให้รอไว้หักกลบลบหนี้เมื่อบังคับคดีใหม่เสร็จ ซึ่งมิใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเพียงถึงวันที่โจทก์ได้นำเงินมาวางศาลเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนนกเขาชวาสีขาวบริสุทธิ์ ตาสีฟ้า จำนวน 8 ตัว แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้เงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หานกเขามีชีวิตชนิดเดียวกับที่ตายไปคืนโจทก์ไม่ได้ ให้ร่วมกันใช้เงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาเนื่องจากเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษา โจทก์บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาสี่แยกสาธุประดิษฐ์และระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 24 กันยายน 2542 ธนาคารได้ส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 160,289.46 บาท เมื่อหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีแล้ว โจทก์ได้รับเงินไป 154,221.33 บาท ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2543 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปที่สำนักงานของจำเลยที่ 2 เพื่อยึดทรัพย์ แต่เพื่อมิให้ต้องถูกยึดทรัพย์ จำเลยที่ 2 จึงได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอ้อมใหญ่ ให้แก่โจทก์ 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 21 มีนาคม 2543 จำนวนเงิน 50,000 บาท ฉบับหลังลงวันที่ 17 เมษายน 2543 จำนวนเงิน 67,000 บาทซึ่งโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คได้แล้ว โจทก์จึงได้รับเงินจากการบังคับคดีไปแล้วรวม 271,221.33 บาท แต่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในต้นเงินเพียง 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 ถึงวันที่ 24 กันยายน 2542 ซึ่งเป็นวันชำระหนี้เสร็จ เมื่อรวมต้นเงินกับดอกเบี้ยที่ต้องรับผิดดังกล่าวและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นเงินเพียง 72,774.34 บาท โจทก์จึงบังคับคดีเกินกว่าหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปเป็นเงิน 198,446.99 บาท ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์คืนเงิน 198,446.99 บาท แก่จำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 81,446.99 บาท นับแต่วันที่ 24 กันยายน 2542 ของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับเงินตามเช็คฉบับแรก และของต้นเงิน 67,000 บาท นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับเงินตามเช็คฉบับหลังจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น การบังคับคดีที่ดำเนินการไปแล้วย่อมเป็นอันถูกยกเลิกโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ต้องคืนเงินทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย เพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิม แล้วเริ่มบังคับคดีใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 จึงต้องหานกเขาชวามีชีวิตชนิดเดียวกับที่ตายไปคืนให้แก่โจทก์เป็นลำดับแรก หากหาไม่ได้จึงใช้ราคา เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ราคาจาก 200,000 บาท เหลือเพียง 40,000 บาท โจทก์จึงประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 หานกเขาชวาไปคืนโจทก์ ซึ่งแม้จะหายาก แต่จำเลยที่ 2 ยังขวนขวายหาได้ ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 2 คำคัดค้านของโจทก์ประกอบคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว เห็นว่า การบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่เป็นไปตามลำดับในคำพิพากษา โจทก์ไม่มีสิทธิเลือกบังคับคดีอย่างหลังก่อน จึงมีเหตุสมควรเพิกถอนการบังคับคดีที่ดำเนินการไปแล้ว ให้โจทก์นำเงินที่ได้ไปจากการบังคับคดีมาวางศาล และให้ไต่สวนต่อไปว่าจำเลยที่ 2 จงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้คืนนกเขาชวาแก่โจทก์หรือไม่ ต่อมาศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จับกุมนายบุญส่งหรือพิสิษฐ์และนายประสงค์ กรรมการของจำเลยที่ 2 มากักขังไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่ห้ามมิให้กักขังแต่ละครั้งเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันจับกุมหรือกักขังแล้วแต่กรณี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 (2) ประกอบมาตรา 300 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ไม่เพิกถอนการบังคับคดี ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังนายบุญส่งหรือพิสิษฐ์และนายประสงค์กรรมการของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์คืนเงิน 198,446.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 81,446.99 บาท นับแต่วันที่ 24 กันยายน 2542 ของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 และของต้นเงิน 67,000 บาท นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูก จำเลยที่ 2) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการบังคับคดีและให้จับกุมกรรมการของจำเลยที่ 2 มากักขังไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนนกเขาชวาสีขาวบริสุทธิ์ ตาสีฟ้าจำนวน 8 ตัว แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้เงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หานกเขามีชีวิตชนิดเดียวกับที่ตายไปคืนโจทก์ไม่ได้ให้ร่วมกันใช้เงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยก่อนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและได้รับเงินไป 271,221.33 บาท เห็นว่า แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังคงกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันคืนนกเขาชวาสีขาวบริสุทธิ์ ตาสีฟ้า จำนวน 8 ตัว แก่โจทก์ก่อน หากคืนไม่ได้จึงจะใช้เป็นเงิน ซึ่งมิใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้มีหลายอย่างอันจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะพึงเลือกได้ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอให้บังคับคดีตามผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อให้โจทก์ได้รับเงินอันเป็นหนี้ในลำดับหลังเสร็จสิ้นและไม่บังคับคดีต่อไปแล้วนั้น แสดงว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกแล้ว ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โดยให้ลดจำนวนเงินที่ให้ใช้แทนทรัพย์ที่ให้คืนลง โจทก์จะกลับไปขอใช้สิทธิบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกอีกหาได้ไม่ ทั้งไม่อาจอ้างได้ว่าการบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปก่อนแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอันยกเลิกและต้องเริ่มต้นบังคับคดีกันใหม่ตามผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพียงแต่ลดจำนวนเงินที่ให้ใช้แทนทรัพย์ที่ให้คืนลงเป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีเกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้เท่านั้น เมื่อไม่มีเหตุที่ต้องย้อนกลับไปบังคับคดีให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนนกเขาชวาแก่โจทก์อันเป็นหนี้ในลำดับแรกอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีและจับกุมกรรมการของจำเลยที่ 2 มากักขังเพื่อให้ปฏิบัติการชำระหนี้ในลำดับแรกจึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งคำสั่งให้จับกุมและกักขังกรรมการของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เนื่องจากศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งไปเองโดยโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในเงินที่ต้องนำมาคืนให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้นำเงินทั้งหมดที่ได้รับไปจากการบังคับคดีมาวางศาลตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหาย ทั้งเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 โต้แย้งกันเกี่ยวกับการบังคับคดี โจทก์จึงไม่ควรต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย เห็นว่า เมื่อโจทก์ต้องคืนเงินส่วนที่เกินจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เพราะเป็นหนี้เงิน แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 2 และทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยทวงถามโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2545 อันเป็นวันยื่นคำร้องโดยถือว่าเป็นวันที่ได้ทวงถามให้โจทก์คืนเงินมิใช่นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินไป เพราะมิใช่เป็นเรื่องละเมิด และเมื่อปรากฏว่าโจทก์นำเงินมาวางศาลแล้วเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 แต่ศาลชั้นต้นมิได้ให้จำเลยที่ 2 รับเงินในส่วนที่มีสิทธิได้รับคืนไป โดยสั่งให้รอไว้หักกลบลบหนี้เมื่อบังคับคดีใหม่เสร็จ ซึ่งมิใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์จึงควรต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเพียงถึงวันที่ได้นำเงินมาวางศาลเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินไปจนกว่าจะคืนเงินเสร็จแก่จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของดอกเบี้ย ให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 198,446.99 บาท นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2545 จนถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 198 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 295 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดิลกเชษฐ์ ตันโชติศรีนนท์
จำเลย — นายมนต์ อินขำวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5886/2551
#412065
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาและบรรณาธิการ โดยจำเลยไม่ได้ร่วมกับผู้เขียน ผู้ประพันธ์ เขียนข้อความหมิ่นประมาทดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องด้วย เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปบัญญัติไว้มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พุทธศักราช 2484 พ.ร.บ.การพิมพ์ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2485 พ.ร.บ.การพิมพ์ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2488 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2519 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 36 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พุทธศักราช 2519 แต่ความที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติถึงลักษณะความผิดของผู้พิมพ์ ผู้โฆษณษา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48 แต่ประการใด จึงเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นความผิดดังกล่าว จำเลยก็พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญ มาตรา 326, 328, 332, 83 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 ที่มีข้อความหมิ่นประมาท และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา พลตำรวจเอก สันต์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบด้วยมาตรา 83 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 30,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 ที่มีข้อความหมิ่นประมาทตามฟ้อง และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษานี้โดยย่อพอให้ได้ใจความลงในหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวันฉบับหนึ่ง กับหนังสือพิมพ์มติชนหรือข่าวสดอีกหนึ่งฉบับมีกำหนดฉบับละสามครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 (1) (2)

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวันกับพวก ผู้เขียน ผู้ประพันธ์ ในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ใด ได้ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม โดยร่วมกันเขียนและพิมพ์พาดหัวข่าว ข่าว และข้อความลงในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 อันเป็นการโฆษณาด้วยเอกสาร ซึ่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48 วรรคแรก บัญญัติว่า เมื่อมีความผิดนอกจากที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นด้วยการโฆษณาสิ่งพิมพ์นอกจากหนังสือพิมพ์ ผู้ประพันธ์ซึ่งตั้งใจให้โฆษณาบทประพันธ์นั้นต้องรับผิดเป็นตัวการ ถ้าผู้ประพันธ์ไม่ต้องรับผิดหรือไม่ได้ตัวผู้ประพันธ์ก็ให้เอาโทษแก่ผู้พิมพ์เป็นตัวการ และวรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีแห่งหนังสือพิมพ์ ผู้ประพันธ์และบรรณาธิการต้องรับผิดเป็นตัวการ และถ้าไม่ได้ตัวผู้ประพันธ์ก็ให้เอาโทษแก่ผู้พิมพ์เป็นตัวการด้วย และศาลชั้นต้นก็พิพากษาลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดังกล่าว จำเลยต้องรับผิดเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับผู้เขียน ผู้ประพันธ์ เมื่อไม่ได้ตัวผู้ประพันธ์มาดำเนินคดีนี้ก็ต้องเอาโทษแก่จำเลยด้วย โจทก์ไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมคงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก และไม่รอการลงอาญา ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์อาทิตย์วิเคราะห์รายวันเนื่องจากเลิกกิจการหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ฎีกา ส่วนจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยเป็นเพียงผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาและบรรณาธิการ โดยจำเลยไม่ได้ร่วมกับผู้เขียน ผู้ประพันธ์ เขียนข้อความหมิ่นประมาทดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องด้วย เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปบัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิก พระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 พระราชบัญญัติการพิมพ์ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2485 พระราชบัญญัติการพิมพ์ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2488 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2519 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 36 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พุทธศักราช 2519 แต่ความที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติถึงลักษณะความผิดของผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48 แต่ประการใด จึงเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดต่อไป การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นความผิดดังกล่าว จำเลยก็พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ม. 48
พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — พลตำรวจเอก สันต์ ศรุตานนท์
จำเลย — นายชัชรินทร์ สุรพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายธนวิทย์ ขำศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5876/2551
#412133
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้สัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 204,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคซึ่งมีราคาประเมิน 13,058,600 บาท และปรากฏในสำนวนว่ามีผู้ซื้อได้จากการขายทอดตลาดในราคา 3,920,000 บาท โดยมีการทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินกับเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2547 ตามเอกสารท้ายฎีกา หมายเลข 6 แต่ไม่ปรากฏว่าการยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง การยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดจึงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 30 วรรคสอง และมาตรา 33 วรรคหนึ่ง และกรณีไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 41 วรรคท้าย เพราะการยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดในคดีนี้มิใช่การยึดและขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรทั้งโครงการซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินรวมทั้งรับโอนสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 204,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 16201 ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16201 ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นถนนในโครงการจัดสรรที่ดินพาราไดซ์สปริงซ์ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ วรรสอง บัญญัติว่าให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดหาธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้น และยังอยู่ในความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาของผู้จัดสรรที่ดินตามวรรคหนึ่งกับคณะกรรมการ... และมาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะให้คงสภาพเดิมรวมทั้งจำกัดการใช้สิทธิในการทำนิติกรรมของผู้จัดสรรที่ดินในลักษณะที่จะก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะในโครงการจัดสรรที่ดินในอันที่จะได้ใช้บริการจากที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคตามที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้มาตรา 30 วรรคสอง ยังบัญญัติว่าให้ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะปลอดจากบุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และภาระการจำนอง ดังนั้น หากให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคโดยพลการอาจทำให้ผู้ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดินได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคอีกต่อไปหรือได้ใช้อย่างมีเงื่อนไขหรือมีข้อจำกัดทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ กฎหมายจึงบัญญัติให้การทำนิติกรรมในลักษณะดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง และกรณีการบังคับคดีแก่ที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคก็ต้องมีการนำที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาและในที่สุดก็ต้องมีการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ประมูลได้ การขายทอดตลาดที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคจึงถือว่าเป็นการทำนิติกรรมที่ก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินด้วยจึงต้องปฏิบัติตามบทกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้วคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้สัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 204,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคซึ่งมีราคาประเมิน 13,058,600 บาท และปรากฏในสำนวนว่ามีผู้ซื้อได้จากการขายทอดตลาดในราคา 3,920,000 บาท โดยมีการทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินกับเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2547 ตามเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 6 แต่ไม่ปรากฏว่าการยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดดังกล่าวได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง การยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดจึงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวและกรณีก็ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 41 วรรคท้าย เพราะการยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดในคดีนี้มิใช่เป็นการยึดและขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรทั้งโครงการซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินรวมทั้งรับโอนสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 30 ม. 33 ม. 41 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอนงค์ สวรรค์วัฒนกุล
จำเลย — บริษัทพาราไดซ์ ปาล์ม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสุรวัฒน์ ภู่ภูมิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5876/2551
#498575
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีแก่ที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคต้องมีการนำที่ดินส่วนดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาและต้องมีการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ประมูลได้ การขายทอดตลาดที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคจึงถือว่าเป็นการทำนิติกรรมที่ก่อให้เกิดภาวะผูกพันแก่ที่ดิน จึงต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 33 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าการยึดที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคออกขายทอดตลาดได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง การยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดจึงต้องห้ามตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 204,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ขอให้บังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 16201 ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นถนนในโครงการจัดสรรที่ดินของจำเลยเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต ที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 การยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 กำหนดหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินเกี่ยวกับการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ มิใช่ขอห้ามในการบังคับคดี โจทก์จึงบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16201 ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นถนนในโครงการจัดสรรที่ดินพาราไดซ์สปริงซ์ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่นให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการอันใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ วรรคสอง บัญญัติว่า ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดหาธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้น และยังอยู่ในความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาของผู้จัดสรรที่ดินตามวรรคหนึ่งกับคณะกรรมการ... และมาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินจะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะให้คงสภาพเดิมรวมทั้งจำกัดการใช้สิทธิในการทำนิติกรรมของผู้จัดสรรที่ดินในลักษณะที่ก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะในโครงการจัดสรรที่ดิน การที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์แก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดินในอันที่จะได้ใช้บริการจากที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคตามที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้มาตรา 30 วรรคสอง ยังบัญญัติว่า ให้ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะปลอดจากบุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และภาระการจำนอง ดังนั้น หากให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคโดยพลการอาจทำให้ผู้ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดินได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคอีกต่อไปหรือได้ใช้อย่างมีเงื่อนไขหรือมีข้อจำกัดทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ กฎหมายจึงบัญญัติให้ทำนิติกรรมในลักษณะดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง และกรณีการบังคับคดีแก่ที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคก็ต้องมีการนำที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาและในที่สุดก็ต้องมีการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ประมูลได้ การขายทอดตลาดที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคจึงถือว่าเป็นการทำนิติกรรมที่ก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินด้วยจึงต้องปฏิบัติตามบทกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้สัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 204,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคซึ่งมีราคาประเมิน 13,058,600 บาท และปรากฏในสำนวนว่ามีผู้ซื้อได้จากการขายทอดตลาดในราคา 3,920,000 บาท โดยมีการทำหนังสือซื้อขายที่ดินกับเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2547 แต่ไม่ปรากฏว่าการยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดดังกล่าวได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง การยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดจึงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว และกรณีก็ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 41 วรรคท้าย เพราะการยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดในคดีนี้มิใช่เป็นการยึดและขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรทั้งโครงการซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินรวมทั้งรับโอนสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 33 วรรคหนึ่ง ม. 41 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอนงค์ สวรรค์วัฒนกุล
จำเลย — บริษัทพาราไดซ์ ปาล์ม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5818/2551
#425051
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยให้การว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีชัดแจ้งอยู่แล้วว่าอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น ไม่ใช่กรณีที่มีปัญหาว่าอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ และได้งดชี้สองสถานและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยทั้งสองมิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งและมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเพื่อเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย แสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับอำนาจศาลชั้นต้นและคดีไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลที่ต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยอีกแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองประกอบอาชีพประมง ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2541 จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อน้ำมันโซล่าไปจากโจทก์หลายครั้งและได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรปราการ กับเช็คธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสมุทรปราการ รวม 9 ฉบับ เป็นเงิน 1,133,298 บาท มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าน้ำมันโซล่าดังกล่าว ครั้นเมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองต้องชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ ในระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์คงเหลือต้นเงิน ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 จำนวน 175,500.74 บาท โจทก์ได้ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้งแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 175,500.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทจำนวน 9 ฉบับ ให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าน้ำมันโซล่าที่โจทก์ขายให้แก่กองเรือประมงของจำเลยทั้งสองจริง แต่การซื้อขายน้ำมันดังกล่าวเป็นการกระทำอันผิดกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ได้ดัดแปลงเรือประมงให้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันแล้วเดินทางเข้าไปซื้อน้ำมันในประเทศสิงคโปร์โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โจทก์นำน้ำมันไปขายให้แก่บรรดาเรือไทยที่ทำการประมงอยู่ในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย โดยโจทก์ไม่ได้แจ้งการนำเข้าน้ำมันให้แก่ทางการประเทศอินโดนีเซียทราบเพื่อการเสียภาษีอากร การค้าน้ำมันของโจทก์เป็นการผิดต่อกฎหมายทั้งของประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศจึงเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ การสั่งจ่ายเช็คทั้ง 9 ฉบับ ให้แก่โจทก์เป็นการชำระหนี้อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ การที่โจทก์ลักลอบนำน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ไปขายแก่กองเรือประมงของจำเลยทั้งสองในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย แล้วโจทก์รับเช็คทั้ง 9 ฉบับ จากจำเลยทั้งสองในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องการซื้อขายระหว่างประเทศ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 175,500.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การซื้อขายน้ำมันโซล่าระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นการซื้อขายระหว่างประเทศ การที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้ง 9 ฉบับ ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อขายน้ำมันโซล่าเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2541 และโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 ซึ่งขณะนั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้เปิดทำการแล้ว คดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นไม่เสนอปัญหาเรื่องอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยเสียก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบแล้วเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ถือเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาเพียงผู้เดียวจะเป็นผู้วินิจฉัย และศาลที่รับคดีไว้ต้องเสนอปัญหาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 แต่คดีนี้หลังจากจำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้ว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้ชัดแจ้งอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น ไม่ใช่กรณีที่มีปัญหาว่าอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ และได้งดชี้สองสถานและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยทั้งสองก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งและมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเพื่อเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยอีกอย่างใด แสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับอำนาจศาลชั้นต้นและคดีไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลที่ต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยอีกแล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่ให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ชั่วคราวเพื่อเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย แต่ได้พิจารณาจนเสร็จสำนวนเป็นการชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบู๊ วนาวิวิธ
จำเลย — นายสุดใจ จิรยาภากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5818/2551
#498624
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ถือเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาเพียงผู้เดียวจะเป็นผู้วินิจฉัยและศาลที่รับคดีไว้ต้องเสนอปัญหาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 9 แต่คดีนี้หลังจากจำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้ว่า คดีอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแล้วเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นไม่ใช่กรณีที่มีปัญหาว่าอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ และได้งดชี้สองสถานและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยทั้งสองก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งและมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเพื่อเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยอีกแต่อย่างใดแสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับอำนาจศาลชั้นต้นและคดีไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลที่ต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยอีกแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองประกอบอาชีพประมง ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2541 จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อน้ำมันโซล่าไปจากโจทก์หลายครั้งและได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรปราการ กับเช็คธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสมุทรปราการ รวม 9 ฉบับ เป็นเงิน 1,133,298 บาท มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าน้ำมันโซล่าดังกล่าว ครั้นเมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองต้องชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ในระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์คงเหลือต้นเงิน ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 จำนวน 175,500.74 บาท โจทก์ได้ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้งแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 175,500.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทจำนวน 9 ฉบับ ให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าน้ำมันโซล่าที่โจทก์ขายให้แก่กองเรือประมงของจำเลยทั้งสองจริง แต่การซื้อขายน้ำมันดังกล่าวเป็นการกระทำอันผิดกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ได้ดัดแปลงเรือประมงให้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันแล้วเดินทางเข้าไปซื้อน้ำมันในประเทศสิงคโปร์โดยไม่ได้ร้บอนุญาตให้เป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โจทก์นำน้ำมันไปขายให้แก่บรรดาเรือไทยที่ทำการประมงอยู่ในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเชีย โดยโจทก์ไม่ได้แจ้งการนำเข้าน้ำมันให้แก่ทางการประเทศอินโดนีเชียทราบเพื่อการเสียภาษีอากรการค้าน้ำมันของโจทก์เป็นการผิดต่อกฎหมายทั้งของประเทศไทยและประเทศอินโดนีเชีย รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ การสั่งจ่ายเช็คทั้ง 9 ฉบับ ให้แก่โจทก์เป็นการชำระหนี้อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ การที่โจทก์ลักลอบนำน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ไปขายแก่กองเรือประมงของจำเลยทั้งสองในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซียแล้ว แล้วโจทก์รับเช็คทั้ง 9 ฉบับ จากจำเลยทั้งสองในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องการซื้อขายระหว่างประเทศ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 175,500.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การซื้อขายน้ำมันโซล่าระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นการซื้อขายระหว่างประเทศ การที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้ง 9 ฉบับ ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อขายน้ำมันโซล่าเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2541 และโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 ซึ่งขณะนั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้เปิดทำการแล้ว คดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นไม่เสนอปัญหาเรื่องอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยเสียก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบแล้วเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ถือเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาเพียงผู้เดียวจะเป็นผู้วินิจฉัย และศาลที่รับคดีไว้ต้องเสนอปัญหาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 แต่คดีนี้หลังจากจำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้ว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น ไม่ใช่กรณีที่มีปัญหาว่าอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ และได้งดชี้สองสถานและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยทั้งสองก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งและมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเพื่อเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยอีกแต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับอำนาจศาลชั้นต้นและคดีไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลที่ต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยอีกแล้วดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่ให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ชั่วคราวเพื่อเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย แต่ได้พิจารณาจนเสร็จสำนวนเป็นการชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบู๊ วนาวิวิธ
จำเลย — นายสุดใจ จิรยาภากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2551
#413191
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย ก็ย่อมจำเป็นต้องถมดินเพื่อปรับระดับพื้นให้สูงพ้นจากน้ำท่วม อันเป็นการกระทำเพื่อครอบครองใช้สอยที่ดินพิพาทของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้ว่าขณะนั้นโจทก์ทั้งสองทราบอยู่แล้วว่า จำเลยกำลังร้องขอต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อขอซื้อที่ดินพิพาทกับได้ฟ้องร้องต่อโจทก์ทั้งสอง แต่ก็ยังมิได้มีผลแพ้ชนะกันออกมา ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองถมดินในที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยที่ดินของตน จึงไม่อาจฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาในราคาเดียวกับราคาที่โจทก์ทั้งสองซื้อมา จำเลยจึงได้ดินถมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถมดิน และได้มูลค่าที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อเทียบกับราคาที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้ถม ดินถมดังกล่าวและมูลค่าที่ดินพิพาทที่เพิ่มขึ้นนั้น ถือว่าเป็นการเพิ่มพูนกองทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สิ่งใดที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 จำเลยจึงต้องชดใช้ราคาที่ดินที่โจทก์ทั้งสองถมที่ดินไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ราคาดินที่โจทก์ทั้งสองถมไปบนที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวน 400 คันรถบรรทุก ในราคาคันละ 550 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองแทนการขุดตักดินออกจากที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสำเภา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นายบุญช่วยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ดินพิพาทเดิมมีสภาพเป็นที่ราบลุ่มใช้ทำนา โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยก็ย่อมจำเป็นต้องถมดินเพื่อปรับระดับพื้นให้สูงพ้นจากน้ำท่วมอันเป็นการกระทำเพื่อครอบครองใช้สอยที่ดินพิพาทของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ว่าขณะนั้นจำเลยจะได้โต้แย้งไม่ให้ถมดิน และยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลกุฎี กับต่อมาได้ฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ แต่ก็ยังมิได้มีผลแพ้ชนะกันออกมา จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยจะเป็นฝ่ายชนะหรือไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งสองถมดินในที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยที่ดินของตนจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาในราคาเดียวกับราคาที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาจากนางแป้งหอมแต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้นำดินมาถมที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยจึงได้ดินถมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถมดินและได้มูลค่าที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อเทียบกับราคาที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้ถม ดินถมดังกล่าวและมูลค่าที่ดินพิพาทที่เพิ่มขึ้นนั้นถือว่าเป็นการเพิ่มพูนกองทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สิ่งใดที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 และต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
ชื่อคู่ความ
นางสำเภา ชมจำปี โดยนายบุญช่วย ชมจำปี
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นางสำอางค์ ธงเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายวชิระ เนตรน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรัถยา สัตยาบัน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5794/2551
#497864
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีลักษณะเป็นการครอบครองเพื่อตนอย่างเป็นเจ้าของ ทั้งปรากฏว่าที่ดินที่ครอบครองนั้นเป็นที่ดินมีโฉนดที่บุคคลมีสิทธิเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้ แม้จะเป็นการครอบครองโดยเข้าใจว่าเป็นของตน โดยไม่ทราบว่าเป็นที่ดินมีโฉนดของบุคคลอื่นก็ถือได้ว่าเป็นการครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หาใช่เป็นเรื่องถือไม่ได้ว่าผู้ร้องไม่มีเจตนาเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2401 ตลอดมาด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่ปี 2521 โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ระยะเวลาที่ผู้ร้องครอบครองจนถึงวันยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อศาลเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2401 ตำบลดอนพุทรา (ดอนพุดซา) อำเภอดอนตูม (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เนื้อที่ 5 ไร่ ตารางวา แต่เดิมผู้ร้องอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวกับบิดามารดาตั้งแต่เกิด โดยบิดามารดาของผู้ร้องครอบครองที่ดินโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ก่อนบิดามารดาผู้ร้องถึงแก่ความตายได้มอบการครอบครองให้ผู้ร้องครอบครองที่ดิน ต่อมาผู้ร้องเข้าทำประโยชน์โดยการปลูกอ้อย ปลูกผัก ไม้ยืนต้น ปลูกบ้านอยู่อาศัยด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของกว่า 10 ปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน จนกระทั่งปี 2521 ผู้ร้องได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในที่ดินที่ครอบครอง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 193 ให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องไม่ทราบว่าที่ดินส่วนที่ตนครอบครองเป็นที่ดินที่ทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินไว้แล้ว ต่อมาทางราชการได้ออกสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ร้องจึงทราบว่าที่ดินที่ตนครอบครองอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2401 บางส่วนซึ่งมีชื่อนายเคี้ยม (จีนเคี้ยม) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยทางราชการออกโฉนดให้ตั้งแต่ปี 2451 ผู้ร้องครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยความสงบโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2401 ตำบลดอนพุทรา (ดอนพุดซา) อำเภอดอนตูม (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เนื้อที่ 5 ไร่ ตารางวา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนตามระเบียบแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ที่ดินที่ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์เนื้อที่ 5 ไร่ ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2401 ตำบลดอนพุทรา (ดอนพุดซา) อำเภอดอนตูม (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ซึ่งมีชื่อนายเคี้ยม (จีนเคี้ยม) เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 3 งาน โดยทางราชการออกโฉนดที่ดินให้ตั้งแต่ปี 2451 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2521 ผู้ร้องได้ไปดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในส่วนที่ดินที่ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์โดยไม่รู้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินมีโฉนด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2401 บางส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีลักษณะเป็นการครอบครองเพื่อตนอย่างเป็นเจ้าของ ทั้งปรากฏว่า ที่ดินที่ครอบครองนั้นเป็นที่ดินมีโฉนดที่บุคคลมีสิทธิเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้ ในกรณีเช่นนี้ แม้จะเป็นการครอบครองโดยเข้าใจว่าเป็นของตน โดยไม่ทราบว่าเป็นที่ดินมีโฉนดของบุคคลอื่นก็ถือได้ว่าเป็นการครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หาใช่เป็นเรื่องถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2401 ตลอดมาด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ และทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่ปี 2521 โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านระยะเวลาที่ผู้ร้องครอบครองจนถึงวันยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อศาลเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2401 ตำบลดอนพุทรา (ดอนพุดซา) อำเภอดอนตูม (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) เนื้อที่ 5 ไร่ ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายนิ่ม เงินอร่าม
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5792/2551
#497863
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้" ทางสาธารณะมิได้จำกัดเฉพาะทางบกเท่านั้นทางน้ำเช่นแม่น้ำนครชัยศรี ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐก็เป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรทางแม่น้ำนครชัยศรีจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกดังที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ก็หาทำให้แม่น้ำนครชัยศรีสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดแนวด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำนครชัยศรี โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองสู่แม่น้ำนครชัยศรี ต้องข้ามสระ บึง หรือมีที่ชันอันมีระดับที่ดินกับแม่น้ำนครชัยศรีซึ่งเป็นทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก อันจะถือเป็นเหตุอนุโลมเสมือนว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 995/2545 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 996/2545 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 998/2545 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 999/2545 ของศาลชั้นต้น แต่คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันเปิดทางในที่ดินโฉนดเลขที่ 173 ตำบลบางยุง (บางเลน) อำเภอบางปลา (บางเลน) แขวงเมืองนครไชยศรี (จังหวัดนครปฐม) กว้างประมาณ 6 เมตร ยาวจากทางสาธารณะจนถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 172 ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งแปดรื้อถอนประตูรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินส่วนที่เป็นทางดังกล่าว หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งแปดเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งแปดให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์แต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งแปด 1,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองโฉนดเลขที่ 172 ตำบลบางยุง (บางเลน) อำเภอบางปลา (บางเลน) แขวงเมืองนครไชยศรี (จังหวัดนครปฐม) ด้านทิศตะวันออกตลอดแนวติดแม่น้ำนครชัยศรี ทิศเหนือและทิศตะวันตกติดที่ดินผู้มีชื่อ ทิศใต้ติดที่ดินของจำเลยทั้งแปดโฉนดเลขที่ 173 ตำบลบางยุง (บางเลน) อำเภอบางปลา (บางเลน) แขวงเมืองนครไชยศรี (จังหวัดนครปฐม) จำเลยทั้งแปดทำทางพิพาทกว้างประมาณ 6 เมตร จากทางสาธารณะเข้ามาในที่ดินของจำเลยทั้งแปด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งแปดเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า แม้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ติดแม่น้ำนครชัยศรี แต่แม่น้ำนครชัยศรีเป็นที่ดินของรัฐ ถือว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีที่ดินของผู้อื่นล้อมรอบอยู่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้" ทางสาธารณะมิได้จำกัดเฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำเช่นแม่น้ำนครชัยศรีซึ่งเป็นที่ดินของรัฐก็เป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรทางแม่น้ำนครชัยศรีจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกดังที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ก็หาทำให้แม่น้ำนครชัยศรีสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดแนวด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำนครชัยศรี โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองสู่แม่น้ำนครชัยศรีต้องข้ามสระ บึง หรือมีที่ชันอันมีระดับที่ดินกับแม่น้ำนครชัยศรีซึ่งเป็นทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก อันจะถือเป็นเหตุอนุโลมเสมือนว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งแปดเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 วรรคหนึ่ง ม. 1349 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดวง ดาโสม กับพวก
จำเลย — นายวิรัช พรประสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ