คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5772/2551
#420347
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายพูดกับจำเลยทำนองว่าจำเลยไม่สามารถซื้อรถจักรยานยนต์ได้เช่นเดียวกับผู้เสียหาย เป็นการพูดทำนองเสียดสีจำเลย ตามประสาของผู้ที่เคยมีสาเหตุกันมาก่อน แม้เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง แต่ไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยมีความโกรธแค้นและทำร้ายผู้เสียหายจึงอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามกฎหมายไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การต่อสู้ว่ากระทำไปโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 60 (ที่ถูกมาตรา 288 ประกอบมาตรา 60 และ 288 ประกอบมาตรา 80), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฆ่าผู้อื่นโดยพลาด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 60 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 16 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .25 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนภายในหมู่ที่ 3 ตำบลเกาะจันทร์ กิ่งอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายคำรณผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.3 โดยกระสุนปืน 1 นัด พลาดไปถูกเด็กหญิงยุวดีบุตรผู้เสียหายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.2 ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาดและความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายคำรณผู้เสียหายและนางพยอมภริยาผู้เสียหาย เบิกความว่า ขณะที่ผู้เสียหาย นางพยอม เด็กชายเกรียงไกรและเด็กหญิงยุวดีผู้ตาย นั่งรับประทานอาหารที่ห้องครัวชั้นล่างของบ้าน จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้เสียหายและพลาดไปถูกผู้ตาย ส่วนจำเลยนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายติดต่อทางโทรศัพท์กับจำเลยโดยผู้เสียหายพูดว่า กูซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่มา 1 คัน มึงไม่มีปัญญาซื้ออย่างกูหรอก มึงเกาะพ่อแม่กินไปวัน ๆ เดี๋ยวกูจะขับรถจักรยานต์คันใหม่ไปให้มึงดู จำเลยจึงเดินออกไปที่หน้าบ้าน ผู้เสียหายได้ขับรถจักรยานยนต์คันใหม่มาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน และตะโกนว่า น้องมึงไม่มีปัญญาอย่างกูหรอก ได้เกาะพ่อแม่กิน งานการก็ไม่ยอมทำ จำเลยจึงเข้าไปในบ้านแล้วหยิบอาวุธปืนไปยิงผู้เสียหาย เห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหายและนางพยอมดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเพราะเหตุใด จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายโดยไม่มีสาเหตุกัน ได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของผู้เสียหายว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้ติดต่อทางโทรศัพท์กับจำเลยเรื่องการย้ายบ้าน ผู้เสียหายเคยมีปากเสียงกับจำเลยเกี่ยวกับการทำงาน บิดามารดาของจำเลยเคยปรับความเข้าใจระหว่างผู้เสียหายกับจำเลย ผู้เสียหายเคยพูดคุยกับจำเลยและอบรมสั่งสอนในฐานะพี่น้อง แสดงให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายกับจำเลยเคยมีสาเหตุกันมาก่อน และนายหยดพยานโจทก์ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยเบิกความว่า หลังเกิดเหตุจำเลยบอกว่าผู้เสียหายติดต่อทางโทรศัพท์กับจำเลยและท้าทายจำเลย เชื่อได้ว่าเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายน่าจะมีสาเหตุดังที่จำเลยนำสืบ แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.11 มีรายละเอียดว่า ผู้เสียหายติดต่อทางโทรศัพท์พูดกับจำเลยในลักษณะพูดดูถูกถากถางทำนองว่าจำเลยไม่มีปัญญามีทรัพย์สินเป็นของตนเองเหมือนผู้เสียหายและผู้เสียหายพูดว่าสามารถหมุนเงินมาซื้อรถจักรยานยนต์ได้เพิ่มอีก 1 คัน โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายพูดว่าจำเลยเกาะพ่อแม่กินซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลย จำเลยให้การดังกล่าวในวันเกิดเหตุจึงเชื่อว่าจำเลยให้การตามความเป็นจริงยิ่งกว่าคำเบิกความ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายพูดกับจำเลยทำนองว่าจำเลยไม่สามารถซื้อรถจักรยานยนต์ได้เช่นเดียวกับผู้เสียหาย ถ้อยคำที่ผู้เสียหายพูดกับจำเลยดังกล่าวเป็นการพูดทำนองเสียดสีจำเลย ตามประสาของผู้ที่เคยมีสาเหตุกันมาก่อน แม้เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง แต่ไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการข่อเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยมีความโกรธแค้นและทำร้ายผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องเชื่อมโยงติดต่อกัน จำเลยจะมาอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามกฎหมายหาได้ไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสันติ ทองเจือ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5767/2551
#497667
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องทั้งสองที่กล่าวอ้างว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 79812 และ 79813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลย ไม่ใช่ทรัพย์สินในกองมรดกที่โจทก์ฟ้องขอแบ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินดังกล่าวเป็นการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่ผิดระเบียบ มีความหมายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ขอให้ศาลเพิกถอนเสีย ซึ่งการยื่นคำร้องตามมาตรานี้อาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 79812 และ 79813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 ต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2544 ทนายผู้ร้องทั้งสองยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย จึงขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนเพื่อดำเนินการต่อไป แสดงว่าผู้ร้องทั้งสองทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้วนับแต่วันที่ 4 กันยายน 2544 เป็นอย่างช้า ผู้ร้องทั้งสองเพิ่งมายื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 จึงพ้นระยะเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด คำร้องของผู้ร้องทั้งสองเป็นคำร้องที่ไม่ชอบและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินอันได้แก่ ที่ดินและเงินฝากในธนาคารให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์อีกเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะแบ่งห้องเช่าในปริ้นอพาร์ตเมนต์ และห้องเช่าแฟลตอื่นๆ แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วปรากฏว่าจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ แต่ทายาทของจำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 79812 และ 79813 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์เพื่อนำออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทของจำเลย ที่ดินโฉนดเลขที่ 79812 และ 79813 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลย ไม่ใช่ทรัพย์สินในกองมรดกที่โจทก์ฟ้องขอแบ่ง การยึดที่ดินดังกล่าวเป็นการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นสอบทนายผู้ร้องทั้งสองแล้วแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 79812 และ 79813 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงงดการไต่สวน และมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องกล่าวอ้างว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 79812 และ 79813 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลย ไม่ใช่ทรัพย์สินในกองมรดกที่โจทก์ฟ้องขอแบ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินดังกล่าวเป็นการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่ผิดระเบียบ เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งสองดังกล่าวมีความหมายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนเสีย ซึ่งการยื่นคำร้องตามมาตรานี้อาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 79812 และ 79813 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 ต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2544 ทนายผู้ร้องทั้งสองยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย จึงขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนเพื่อดำเนินการต่อไป แสดงว่าผู้ร้องทั้งสองทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้วนับแต่วันที่ 4 กันยายน 2544 เป็นอย่างช้า ผู้ร้องทั้งสองเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 จึงพ้นระยะเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด คำร้องของผู้ร้องทั้งสองเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
นางเพ็ญนภา สิริทวีพร
โจทก์ — เด็กชายพลัง อนิวรรณน์ กับพวก
โดยนางสวียา พรเลิศวรัญญู
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายวราวุฒิ อนิวรรณน์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5756/2551
#412390
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่นำภาพการ์ตูนโดราเอมอนมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ ใช้ประยุกต์กับวัสดุสิ่งของ เครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและนำมาใช้ในทางการค้าลักษณะงานตามฟ้องจึงเข้าลักษณะเป็นงานศิลปประยุกต์ กล่าวคือ เป็นงานที่นำเอางานภาพการ์ตูนไปใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าว โดยนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าตามนิยามคำว่า "งานศิลปประยุกต์" ในมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งมาตรา 22 บัญญัติไว้ว่าลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ให้มีอายุยี่สิบห้าปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก งานของผู้เสียหายมีการโฆษณางานเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2512 งานดังกล่าวจึงมีอายุการคุ้มครองอยู่ถึงเพียงวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ขณะเกิดเหตุในคดีนี้ งานที่นำภาพตัวการ์ตูนโดราเอมอนมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ ใช้ประยุกต์กับวัสดุสิ่งของ เครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและนำมาใช้ประโยชน์ทางการค้าตามฟ้องจึงไม่มีลิขสิทธิ์อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 61, 70, 75, 76 และให้ผ้าเช็ดหน้า กระเป๋าสตางค์ พัด พัดลม และที่คลุมผมอาบน้ำ ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า งานตามฟ้องยังเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์อยู่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่นำภาพตัวการ์ตูนโดราเอมอนมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ ใช้ประยุกต์กับวัสดุสิ่งของ เครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มและนำมาใช้ประโยชน์ทางการค้า ลักษณะงานตามฟ้องจึงเข้าลักษณะเป็นงานศิลปประยุกต์ กล่าวคือ งานที่นำเอางานภาพการ์ตูนไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น โดยนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าตามนิยามของคำว่า งานศิลปประยุกต์ ในมาตรา 4 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เมื่อตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องระบุไว้ว่า งานของผู้เสียหายมีการโฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2512 ที่ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่องานศิลปประยุกต์ตามมาตรา 22 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 บัญญัติไว้ว่าลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ให้มีอายุ 25 ปี นับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก เมื่องานตามฟ้องมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2512 งานดังกล่าวซึ่งมีอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ 25 ปี นับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรกจึงมีอายุการคุ้มครองอยู่ถึงเพียงวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ขณะเกิดเหตุตามฟ้องคดีนี้ในวันที่ 3 สิงหาคม 2549 งานที่นำภาพตัวการ์ตูนโดราเอมอนมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ ใช้ประยุกต์กับวัสดุสิ่งของ เครื่องใช้เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและนำมาใช้ประโยชน์ทางการค้าตามฟ้องจึงไม่มีลิขสิทธิ์อีกต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นายครรชิตหรือแม็ก อุดมผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
พลรัตน์ ประทุมทาน
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5751/2551
#498573
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยและ อ. ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วจำเลยและ อ. ไม่ยอมให้ผู้เสียหายออกจากห้องและบังคับให้นอนอยู่ในห้อง พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยและ อ. หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก แล้ว แม้หลังจากที่จำเลยและ อ. นอนหลับ ผู้เสียหายสามารถหนีออกมาได้ทั้งผู้เสียหายไม่ถูกพันธนาการก็หาทำให้การกระทำของจำเลยและ อ. ซึ่งเป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายแล้วไม่เป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 283 ทวิ, 310, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคแรก, 310, 318 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงกับฐานพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลดโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 9 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก, 319 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวกร่วมกันพรากนางสาว ส. ผู้เสียหายซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2528 ไปจาก ช. และ ว. บิดามารดาของผู้เสียหายแล้วจำเลยกับพวกได้กระทำชำเราผู้เสียหายคนละ 1 ครั้ง สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ส่วนความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก (ที่ถูก 318 วรรคสาม) ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 2 ปี จึงเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้กำหนดโทษ ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายไม่เต็มใจ และขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง และ 310 วรรคแรก ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าเมื่อผู้เสียหายจะกลับบ้าน นายเอ็นและจำเลยรับอาสาไปส่ง นายเอ็นจึงขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยนั่งซ้อนตรงกลาง ส่วนผู้เสียหายนั่งซ้อนท้าย และเมื่อผ่านบ้านผู้เสียหายแล้ว นายเอ็นไม่ยอมจอดรถจักรยานยนต์กลับขับเลยไปถึงหมู่บ้านจอมทองไปจอดรถตรงแผงผลไม้ซึงเป็นแผงร้าน นายเอ็นจอดรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายลงจากรถ จำเลยเอามือล้วงกระเป๋าแล้วพูดขู่ให้ผู้เสียหายเข้าไปในแผงผลไม้ซึ่งมีลักษณะเป็นห้อง นายเอ็นจับผู้เสียหายผลักให้ลงนอนกับพื้นจับถอดเสื้อและกางเกงออก จากนั้นจำเลยนอนทับใช้อวัยวะเพศสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ แล้วจำเลยจับขาผู้เสียหายให้นายเอ็นนอนทับจากนั้นนายเอ็นได้ใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายอีกจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นนายเอ็นขู่ว่าหากบอกมารดาจะฆ่าให้ตาย นายเอ็นและจำเลยไม่ยอมให้ผู้เสียหายออกจากห้องและบังคับให้ผู้เสียหายนอนอยู่ในห้องดังกล่าวจนกระทั่งรุ่งเช้าจึงพาผู้เสียหายไปส่งทางเข้าหมู่บ้าน และพูดขู่ว่าหากบอกมารดาจะฆ่าให้ตาย ผู้เสียหายเดินเข้าไปในบ้านน้าเนื่องจากไม่กล้าเข้าบ้าน ประมาณ 5 นาที มารดาถามว่าไปไหนมา ผู้เสียหายร้องไห้และเล่าให้มารดาฟังว่าจำเลยและนายเอ็นข่มขืนกระทำชำเรา ความข้อนี้ ว. มารดาของผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายบอกพยานว่านายเอ็นและจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา พยานพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีสุรินทร์ ชูศรี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิชลในวันรุ่งขึ้น ซึ่งพันตำรวจตรีสุรินทร์ก็เบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายให้การชั้นสอบสวนว่าจำเลยและนายเอ็นร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา คำขอผู้เสียหาย ว. และพันตำรวจตรีสุรินทร์พยานทั้งสามของโจทก์สอดคล้องต้องกัน ทั้งพยานทั้งสามของโจทก์ไม่มีสาเหตุกับจำเลยจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง โดยเฉพาะผู้เสียหายรู้จักกับนายเอ็นเนื่องจากเป็นคนข้างบ้าน ไม่มีพฤติการณ์ว่าเป็นคนรักหรือทำนองชู้สาวกัน ผู้เสียหายเพิ่งจะรู้จักจำเลยในงานเลี้ยงงานวันเกิดนางสาว ส. ในคืนเกิดเหตุโดยนายเอ็นไปงานดังกล่าวได้แนะนำให้รู้จักทั้งในระหว่างอยู่ในงานก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายและจำเลยได้พูดคุยกันในทำนองชู้สาวหรือผู้เสียหายแสดงกิริยาท่าทางในทำนองชู้สาวอันจะเห็นได้ว่าผู้เสียหายชอบพอจำเลยในทำนองชู้สาว เช่นนี้ จึงไม่มีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยและนายเอ็นกระทำชำเราดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า มีบ้านคนอยู่ห่างแผงผลไม้ร้างที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียกให้คนช่วยแต่ก็ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์ว่ามีบุคคลใดได้ยินเสียงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่ามีการขู่เข็ญ น่าเชื่อว่าผู้เสียหายยินยอมให้กระทำชำเรานั้น ก็น่าจะคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสุรินทร์พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานคนกลางได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุว่าบ้านที่อยู่ใกล้แผงขายผลไม้ร้างห่างประมาณ 500 เมตร ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ผู้เสียหายเป็นหญิงเพียงตัวคนเดียว ย่อมจะกลัวว่าจำเลยและนายเอ็นจะทำร้ายหากร้องให้คนช่วย การที่ผู้เสียหายไม่ร้องจึงไม่อาจสันนิษฐานว่าผู้เสียหายยินยอมให้กระทำชำเราดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเช่นกัน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยต่อไปว่า ในคืนเกิดเหตุ จำเลยกับนายเอ็นนอนหลับ ส่วนผู้เสียหายนอนไม่หลับแต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้หลบหนีออกมา และผู้เสียหายไม่ได้ถูกพันธนาการ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำของผู้เสียหายดังวินิจฉัยมาแล้วว่า เมื่อจำเลยและนายเอ็นข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วจำเลยและนายเอ็นไม่ยอมให้ผู้เสียหายออกจากห้องและบังคับให้นอนอยู่ในห้อง พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยและนายเอ็นหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรกแล้ว แม้หลังจากที่จำเลยและนายเอ็นนอนหลับ ผู้เสียหายสามารถหนีออกมาได้ทั้งผู้เสียหายไม่ถูกพันธนาการดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก็หาทำให้การกระทำของจำเลยและนายเอ็นซึ่งเป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายแล้วไม่เป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยให้การชั้นสอบสวนและนำสืบในชั้นศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 การที่ศาลล่างไม่ลดโทษให้ตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลย นอกจากนี้ ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่ในส่วนที่เป็นคุณแทนบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคแรก, 310 วรรคแรก และ 319 วรรแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ใหม่) ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง กับฐานพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นจำคุก 2 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 9 ปี 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 10 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 310
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายชัยสวัสดิ์หรือหวัด พรหมวิจิต
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5750/2551
#494591
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2533 เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2547 ดังนั้น ขณะกระทำความผิดจำเลยคงมีอายุเพียง 13 ปีเศษ เท่านั้น หาใช่ 14 ปีเศษ ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 74 การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนและลดมาตราส่วนโทษตาม ป.อ. มาตรา 75 แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยโดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 104 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 ลงโทษจำคุกแต่ได้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา มีกำหนดขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 1 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 104 (2) แทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 18 ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 124 ประกอบมาตรา 6 และ ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมซึ่งสอบถามแล้วได้ความว่าจำเลยจะนำรถจักรยานยนต์ไปขับเล่นประกอบกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยช่วยซ่อนเร้น จำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 (ที่ถูก มาตรา 357 วรรคแรก) ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 14 ปีเศษลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพของความผิด ประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาแล้ว เห็นว่า หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัย ความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมามีกำหนดขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 1 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ทั้งนี้ให้จำเลยอบรมวิชาชีพอย่างน้อย 1 วิชาชีพ ยกฟ้องจำเลยข้อหาลักทรัพย์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุของจำเลยผิดไปจากสำนวนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2533 เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2547 ดังนั้น ขณะกระทำความผิดจำเลยคงมีอายุเพียง 13 ปีเศษ เท่านั้นหาใช่ 14 ปีเศษ ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนและลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยโดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลล่างทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบด้วยมาตรา 247 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 74 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่เนื่องจากเป็นกรณีที่ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันต่างแต่เพียงกำหนดอายุของจำเลย และจำนวนเงินที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองต้องชำระต่อศาล หากเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกามา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เสียใหม่ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ลงโทษจำคุกแต่ได้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดนครราชสีมา มีกำหนดขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 1 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) แทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124 ประกอบมาตรา 6 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าจากคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมซึ่งสอบถามจำเลยแล้วได้ความว่าจำเลยจะนำรถจักรยานยนต์ไปขับเล่นประกอบกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ไม่ปรากฏว่าจำเลยช่วยซ่อนเร้น จำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ปรากฏตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา ปรากฏว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดอยู่ในระหว่างปิดเทอมและไปฝึกหัดซ่อมรถจักรยานยนต์ จำเลยจึงอาจจะกระทำความผิดไปด้วยความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน นิสัยและความประพฤติโดยทั่วไปไม่ปรากฏข้อเสียหายที่ร้ายแรงอีกทั้งยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาที่ 2 โรงเรียนราชสีมา 2 และนายทองคูณ ปู่ของจำเลยเป็นผู้ประกันตัวจำเลยตั้งแต่ศาลชั้นต้นตลอดมาจนถึงศาลฎีกา แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ใกล้ชิดยังมีความห่วงใยในตัวจำเลย หากให้โอกาสแก่จำเลยกลับไปอยู่ในความดูแลของบิดามารดาและศึกษาเล่าเรียนยังโรงเรียนในสังคมเช่นเดิมตามปกติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมยิ่งกว่าส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 3 จังหวัดนครราชสีมา"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 13 ปีเศษ จำเลยไม่ต้องรับโทษ ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นว่ากล่าวตักเตือนจำเลยให้ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีและมิให้ก่อเหตุร้ายใดๆ ขึ้นอีก ให้มอบตัวจำเลยแก่บิดามารดาและให้บิดามารดาคอยควบคุมดูแลจำเลยมิให้ก่อเหตุร้ายใดๆ ขึ้นภายในเวลา 1 ปี หากจำเลยก่อเหตุร้ายขึ้นให้บิดาหรือมารดาชำระเงินต่อศาลชั้นต้นครั้งละ 500 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (2) เดิม นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74 ม. 75
ป.วิ.พ. ม. 243 (3) (ก) ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 104 (2) ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชน
และครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — เด็กชาย ช.
ชื่อองค์คณะ
สุธี เทพสิทธา
เกษม วีรวงศ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5748/2551
#498623
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มี ส. ทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์โดย ส. มิได้ยื่นใบแต่งทนายความไว้ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ให้อำนาจดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์แก่ ส. กรณีจึงถือว่าเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งในชั้นตรวจรับคำคู่ความศาลชั้นต้นผู้ตรวจรับชอบที่จะสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง หรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 แต่ศาลชั้นต้นหาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ กลับรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ดำเนินการต่อมาจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียนและยื่นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะถือว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งให้ ส. เป็นทนายความของตนให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ในชั้นฎีกาแล้วจึงไม่จำต้องดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้อีก แต่เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่เพื่อเป็นไปตามลำดับชั้นศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 632,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้ตกเป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า กรณีมีเหตุสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่หรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คดีนี้ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีนายสมชาย ทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ แต่ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งให้นายสมชายเป็นทนายความ ทั้งนายสมชายมิได้ทำหน้าที่ทนายความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อนที่จะมีการยื่นอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีนายสมชายทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์โดยที่นายสมชายมิได้ยื่นใบแต่งทนายความไว้ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ให้อำนาจดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์แก่นายสมชาย กรณีจึงถือว่าเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจรับคำคู่ความศาลชั้นต้นผู้ตรวจรับชอบที่จะสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง หรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 แต่ศาลชั้นต้นหาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ กลับรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ดำเนินการต่อมา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียนและยื่นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะถือว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขตามที่กล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งให้นายสมชายเป็นทนายความของตนให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ในชั้นฎีกานี้แล้ว จึงไม่จำต้องดำเนินการในเรื่องนี้อีกแต่เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่เพื่อเป็นไปตามลำดับชั้นศาล"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 243 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นางหนึ่งหทัย สุดสวาสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นุรักษ์ มาประณีต
ประทีป ปิติสันต์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5745/2551
#420243
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 151 (เดิม) ไม่ได้กำหนดให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามมาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 132 (1) ศาลจึงไม่อาจสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้แก่ผู้ร้องได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งครั้งแรกให้คืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้อง 190,000 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลชั้นต้นตรวจพบเหตุผิดระเบียบดังกล่าวแม้จะเกินกว่า 8 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งครั้งแรก ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจสั่งแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้เงิน 74,338,394.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,844,769.72 บาท และอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,819.17 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยจะผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000,000 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2540 และจะชำระให้เสร็จภายใน 18 เดือน หากผิดนัดยอมให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคือที่ดิน 16 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินทั้ง 16 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยแต่เป็นของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์จำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องนำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์ จำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ปรากฏว่าส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยไม่ได้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยใหม่โดยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 ให้ผู้ร้องคัดแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยเสนอต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง

วันที่ 24 สิงหาคม 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอส่งแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินการส่งแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยต่อศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้อง 190,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้คืนค่าขึ้นศาลจำนวน 190,000 บาท แก่ผู้ร้อง และมีคำสั่งใหม่ว่าค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้คืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้อง 190,000 บาท แล้วมีคำสั่งใหม่ว่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) เป็นคำสั่งที่อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ด้วย แม้มาตราดังกล่าววรรคแรกจะบัญญัติให้ศาลที่มีคำสั่งจำหน่ายคดีกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร แต่ก็เป็นเรื่องที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะสั่งกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมหรือไม่ หากศาลจะมีคำสั่งดังกล่าว คำสั่งนั้นจะต้องไม่ขัดแย้งกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง และวรรคสองเดิม อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ซึ่งบัญญัติถึงเงื่อนไขในการคืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลไว้โดยเฉพาะ เมื่อบทบัญญัติมาตรา 151 ดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 132 (1) ดังกล่าวข้างต้น จึงไม่อาจสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้แก่ผู้ร้องได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งครั้งแรกให้คืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้อง 190,000 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลชั้นต้นตรวจพบเหตุผิดระเบียบดังกล่าวแม้จะเกินกว่า 8 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งครั้งแรก ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจสั่งแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับนั้นชอบด้วยกำหมายแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 151 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางเสาวรี เคารพไมตรี
จำเลย — นายวิสิทธิ์ศักดิ์ เมษะมาน
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5740/2551
#412545
เปิดฉบับเต็ม

ทางจำเป็นนั้น กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินแต่เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินเท่านั้น แม้ที่ดินดังกล่าวถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น

โจทก์ที่ 4 ที่ 5 ส. น. และ ม. เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใด ความเป็นเจ้าของของแต่ละคนจึงครอบที่ดินทั้งแปลง เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งจึงอาจใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของรวมครอบที่ดินทั้งแปลงเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 การที่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ใช้สิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมอื่นซึ่งรวมถึง ส. ด้วย กล่าวคือหากโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นได้ ทางดังกล่าวย่อมได้ประโยชน์แก่เจ้าของรวมทุกคน แต่ ส. เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ซึ่งด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะอีกด้านหนึ่งติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ส. จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นสำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ได้ เพราะ ส. สามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของตนเอง การที่ ส. ปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 โดยเว้นทางเข้าออกด้านที่ติดกับของจำเลยไว้เพียง 1 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้แต่ยังคงเดินเข้าออกได้นั้นเป็นเพียงทำให้ความสะดวกของโจทก์ที่ 4 และที่ 5 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะลดลงเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางเดินตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องกว้างประมาณ 2.5 เมตร ยาวประมาณ 9 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ตารางวา ด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 เป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่ล้อมปิดกั้นทางเดินออกไป หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท (ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545) อันให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยเป็นทางจำเป็นของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 จำเลยรื้อถอนรั้วออกจากทางพิพาทค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าโจทก์ทั้งห้ามีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 4 และที่ 5 กับนางสาวเสริมสุข นางน้อยและนายม้วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุคำนำหน้านามของโจทก์ที่ 4 ว่า "นาย" ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นางเสริมสุขเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน นางเสริมสุขเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวเสริมสุขซึ่งเป็นบุตรโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลย และที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขหรือบุญประครองติดถนนสาธารณะ ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และนางเสริมสุขไม่ติดถนนสาธารณะ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว เห็นว่า ในเรื่องทางจำเป็นนั้น กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เท่านั้น แม้จะฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น

ปัญหาว่าโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และนางเสริมสุขจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 สามารถเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขทางด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยได้ แต่ไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านได้เพราะปากทางมีความกว้างเพียงประมาณ 1 เมตร โดยนางเสริมสุขปลูกสร้างร้านค้าในที่ดินของนางเสริมสุขที่ติดกับที่ดินของจำเลยโดยเว้นทางเข้าออกตรงปากทางไว้ประมาณ 1 เมตร โจทก์ที่ 4 ที่ 5 นางเสริมสุข นางน้อย และนายม้วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใด ความเป็นเจ้าของของแต่ละคนจึงครอบที่ดินทั้งแปลง ดังนั้น เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งจึงอาจใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของรวมครอบที่ดินทั้งแปลงเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 การที่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ใช้สิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมอื่นซึ่งรวมถึงนางเสริมสุขด้วย กล่าวคือหากโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นได้ ทางดังกล่าวย่อมได้ประโยชน์แก่เจ้าของรวมทุกคน แต่นางเสริมสุขเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ซึ่งด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะอีกด้านหนึ่งติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 นางเสริมสุขจึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นสำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เพราะจากที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขเอง การที่นางเสริมสุขปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 โดยเว้นทางเข้าออกด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลยไว้เพียงประมาณ 1 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้แต่ยังคงเดินเข้าออกได้นั้นเป็นเพียงทำให้ความสะดวกของโจทก์ที่ 4 และที่ 5 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะลดลงเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายระเบียบ บุญประครอง กับพวก
จำเลย — นางบุญเรียบ ตั้งสยามวณิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5740/2551
#494590
เปิดฉบับเต็ม

ในเรื่องทางจำเป็น กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เท่านั้น แม้จะฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น

โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 5 ส.น. และ ม. เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใด ความเป็นเจ้าของของแต่ละคนจึงครอบที่ดินทั้งแปลง ดังนั้น เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งจึงอาจใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของรวมครอบที่ดินทั้งแปลงเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 การที่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ใช้สิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมอื่นซึ่งรวมถึง ส. ด้วย กล่าวคือหากโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นได้ ทางดังกล่าวย่อมได้ประโยชน์แก่เจ้าของรวมทุกคน แต่ ส. เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 2528 ซึ่งด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะอีกด้านหนึ่งติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ส. จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นสำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เพราะจากที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของ ส. เอง การที่ ส. ปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 โดยเว้นทางเข้าออกด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลยไว้เพียงประมาณ 1 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้แต่ยังคงเดินเข้าออกได้นั้นเป็นเพียงทำให้ความสะดวกของโจทก์ที่ 4 และที่ 5 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะลดลงเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าทางเดินตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องกว้างประมาณ 2.5 เมตร ยาวประมาณ 9 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ตารางวา ด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ตำบลกร่าง ตำบลกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่ล้อมปิดกั้นทางเดินออกไป หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท (ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545) อันให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ของจำเลยเป็นทางจำเป็นของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกจากทางพิพาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าโจทก์ทั้งห้ามีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 4 และที่ 5 กับนางสาวเสริมสุข นางน้อยและนายม้วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุคำนำหน้านามของโจทก์ที่ 4 ว่า "นาย" ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 นางเสริมสุขเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.8 นางเสริมสุข วรศิริเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวเสริมสุข บุญประครองซึ่งเป็นบุตรโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลย และที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขติดถนนสาธารณะ ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และนางเสริมสุขไม่ติดถนนสาธารณะ ตามแผนที่ในเอกสารหมาย จ.2 จ.8 จ.1 และ จ.4 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.1 แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว เห็นว่าในเรื่องทางจำเป็นนั้น กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เท่านั้น แม้จะฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น

ปัญหาว่า โจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุข อยู่ทางทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และนางเสริมสุข จากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 สามารถเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขทางด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยได้ แต่ไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านได้เพราะปากทางมีความกว้างเพียงประมาณ 1 เมตร โดยนางเสริมสุขปลูกสร้างร้านค้าในที่ดินของนางเสริมสุขที่ติดกับที่ดินของจำเลยโดยเว้นทางเข้าออกตรงปากทางไว้ประมาณ 1 เมตร โจทก์ที่ 4 ที่ 5 นางเสริมสุข นางน้อย และนายม้วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใด ความเป็นเจ้าของของแต่ละคนจึงครอบที่ดินทั้งแปลง ดังนั้น เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งจึงอาจใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของรวมครอบครองที่ดินทั้งแปลงเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 การที่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ใช้สิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมอื่นซึ่งรวมถึงนางเสริมสุขด้วย กล่าวคือหากโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นได้ ทางดังกล่าวย่อมได้ประโยชน์แก่เจ้าของรวมทุกคน แต่นางเสริมสุขเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ซึ่งด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะอีกด้านหนึ่งติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 นางเสริมสุขจึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นสำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เพราะจากที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขเอง การที่นางเสริมสุขปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 โดยเว้นทางเข้าออกด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลยไว้เพียงประมาณ 1 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้แต่ยังคงเดินเข้าออกได้นั้นเป็นเพียงทำให้ความสะดวกของโจทก์ที่ 4 และที่ 5 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะลดลงเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1359
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายระเบียบ บุญประครอง กับพวก
จำเลย — นางบุญเรียบ ตั้งสยามวณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5722/2551
#412042
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องกับผู้คัดค้านมิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายแต่อย่างใด คงพิพาทกันเพียงว่า ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ประโยชน์ของผู้คัดค้านในคดีนี้จึงอยู่ที่การจะได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้อยู่ที่การจะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตาย คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้คัดค้านที่ขอให้อายัดทรัพย์มรดกและห้ามผู้ร้องทำนิติกรรมใดเกี่ยวกับทรัพย์มรดกจึงไม่เกี่ยวกับประโยชน์ของผู้คัดค้านที่มีอยู่ในคดี อันพึงจะต้องให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาดังบัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 264

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจริญ ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอายัดทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตาย และห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนหรือทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด พร้อมทั้งให้ผู้ร้องนำเงินจำนวน 500,000 บาท ที่ถอนจากบัญชีเงินฝากของผู้ตายมาวางต่อศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านมิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายแต่อย่างใด คงพิพาทกันเพียงว่า ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ประโยชน์ของผู้คัดค้านในคดีนี้จึงอยู่ที่การจะได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้อยู่ที่การจะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตาย คำร้องของผู้คัดค้านจึงไม่เกี่ยวกับประโยชน์ของผู้คัดค้านที่มีอยู่ในคดี อันพึงจะต้องให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาดังบัญญัติไว้ในมาตรา 264 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้องของผู้คัดค้านมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางศิริมาหรือเย็นฤดี กุลวานิชหรือกุลวานิชย์
ผู้คัดค้าน — นายเสริมศักดิ์ กุลวานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายปิยะวุฒิ เครือจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5716/2551
#420240
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องตามสัญญาจะซื้อจะขาย และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนตามคำพิพากษาได้อยู่ก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้อันเป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 การที่ผู้ร้องยังไม่ชำระเงินตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยมีผลเพียงทำให้ผู้ร้องยังไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตอบแทนเท่านั้น ไม่มีผลให้สิทธิของผู้ร้องที่จะเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหมดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7812 ของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2574/2540 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนการยึด

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีอยู่จริง ผู้ร้องกับจำเลยสมคบกันทำสัญญาดังกล่าวขึ้นโดยเจตนาไม่สุจริต ทั้งผู้ร้องยังชำระเงินค่าที่ดินไม่ครบถ้วน ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7812 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2540 ผู้ร้องได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7812 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 39.3 ตารางวา หากไม่สามารถโอนได้ให้คืนเงินจำนวน 157,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 157,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่ผู้ร้อง ต่อมาโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึด

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นประการแรกว่า ผู้ร้องกับจำเลยสมคบกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องกับจำเลยสมคบกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ โดยต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นดังที่กล่าวอ้าง แต่โจทก์ทั้งสองกลับมีเพียงรายงานสรุปการขายเอกสารหมาย จ.1 คำเบิกความของนายสมเกียรติ เอกสารหมาย จ.2 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย เอกสารหมาย จ.3 และรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เอกสารหมาย จ.4 มาแสดง ซึ่งตามบันทึกคำเบิกความเอกสารหมาย จ.2 นายสมเกียรติอ้างว่า ไม่ปรากฏรายชื่อผู้ร้องในรายงานสรุปการขายของจำเลย เอกสารหมาย จ.1 จึงฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลย ข้อนี้เห็นว่า รายชื่อลูกค้าตามเอกสารหมาย จ.1 มิใช่รายชื่อลูกค้าทั้งหมด จึงยังไม่อาจสรุปจากเอกสารหมาย จ.1 ได้ว่า ผู้ร้องมิได้เป็นลูกค้าของจำเลย ทั้งตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.4 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่พอจะมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องอยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องตามมูลหนี้สัญญาจะซื้อจะขาย และศาลชั้นต้นพิพากษาให้เป็นไปตามยอมจนคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2574/2540 ของศาลชั้นต้น สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาที่จะเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนย่อมเกิดขึ้นทันที ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนตามคำพิพากษาได้อยู่ก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองจึงหามีสิทธิขอให้บังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้อันเป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ได้ไม่ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาอ้างว่า ผู้ร้องยังไม่ได้ชำระเงินตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องยังไม่ชำระเงินดังกล่าวให้จำเลยมีผลเพียงทำให้ผู้ร้องยังไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตอบแทนเท่านั้น หามีผลให้สิทธิของผู้ร้องที่จะเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหมดไปไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งสองอ้างมา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภกิจ เจริญพาณิชสันติ กับพวก
ผู้ร้อง — นายผ่อง เสือสุข
จำเลย — บริษัทลัดดาวัลย์ธุรกิจพัฒนา จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5716/2551
#495792
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องกับจำเลยสมคบกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ โดยต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นดังที่กล่าวอ้าง แต่โจทก์ทั้งสองกลับมีเพียงรายงานสรุปการขายเอกสารหมาย จ.1 คำเบิกความของ ส. เอกสารหมาย จ.2 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเอกสารหมาย จ.3 และรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ ป. เอกสารหมาย จ.4 มาแสดง ซึ่งตามบันทึกคำเบิกความเอกสารหมาย จ.2 แม้ ส. อ้างว่าไม่ปรากฏรายชื่อผู้ร้องในรายงานสรุปการขายของจำเลยเอกสารหมาย จ.1 จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยก็ตามแต่รายชื่อลูกค้าตามเอกสารหมาย จ.1 มิใช่รายชื่อลูกค้าทั้งหมด จึงยังไม่อาจสรุปจากเอกสารหมาย จ.1 ได้ว่า ผู้ร้องมิได้เป็นลูกค้าของจำเลย ทั้งตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.4 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่พอจะมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสองให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย

เมื่อจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องตามมูลหนี้สัญญาจะซื้อจะขาย และศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาที่จะเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนย่อมเกิดขึ้นทันที ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนตามคำพิพากษาได้อยู่ก่อนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองจึงหามีสิทธิขอให้บังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้อันเป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ได้ไม่

การที่ผู้ร้องยังไม่ชำระเงินตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลเพียงทำให้ผู้ร้องยังไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตอบแทนเท่านั้น หามีผลให้สิทธิของผู้ร้องที่จะเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหมดไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7812 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2574/2540 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนการยึด

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7812 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2540 ผู้ร้องได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7812 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 39.3 ตารางวา หากไม่สามารถโอนได้ให้คืนเงินจำนวน 157,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 157,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่ผู้ร้อง ต่อมาโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึด

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นประการแรกว่าผู้ร้องกับจำเลยสมคบกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องกับจำเลยสมคบกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ โดยต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นดังที่กล่าวอ้าง แต่โจทก์ทั้งสองกลับมีเพียงรายงานสรุปการขายเอกสารหมาย จ.1 คำเบิกความของนายสมเกียรติ เอกสารหมาย จ.2 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเอกสารหมาย จ.3 และรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจเอกสารหมาย จ.4 มาแสดง ซึ่งตามบันทึกคำเบิกความเอกสารหมาย จ.2 นายสมเกียรติอ้างไม่ปรากฏรายชื่อผู้ร้องในรายงานสรุปการขายของจำเลยเอกสารหมาย จ.1 จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลย ข้อนี้เห็นว่ารายชื่อลูกค้าตามเอกสารหมาย จ.1 มิใช่รายชื่อลูกค้าทั้งหมด จึงยังไม่อาจสรุปจากเอกสารหมาย จ.1 ได้ว่า ผู้ร้องมิได้เป็นลูกค้าของจำเลย ทั้งตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.4 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่พอจะมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องอยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องตามมูลหนี้สัญญาจะซื้อจะขาย และศาลชั้นต้นพิพากษาให้เป็นไปตามยอมจนคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2574/2540 ของศาลชั้นต้น สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาที่จะเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนย่อมเกิดขึ้นทันที ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนตามคำพิพากษาได้อยู่ก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์ทั้งสองจึงหามีสิทธิขอให้บังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้อันเป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ได้ไม่ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาอ้างว่าผู้ร้องยังไม่ได้ชำระเงินตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องยังไม่ชำระเงินดังกล่าวให้จำเลยมีผลเพียงทำให้ผู้ร้องยังไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตอบแทนเท่านั้น หามีผลให้สิทธิของผู้ร้องที่จะเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหมดไปไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งสองอ้างมา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 138 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภกิจ เจริญพาณิชสันติ กับพวก
ผู้ร้อง — นายผ่อง เสือสุข
จำเลย — บริษัทลัดดาวัลย์ธุรกิจพัฒนา จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5703/2551
#497663
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับบริษัท ส. ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาบริษัท ส. โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกการโอนสิทธิเรียกร้อง โดยบริษัท ส. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์ และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. สาขาประตูน้ำปทุมวัน ทั้ง 12 ฉบับ เมื่อเช็คถึงกำหนดและโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแล้วธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและใบคืนเช็ค การที่จำเลยได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความเป็นประเด็นโดยจำเลยให้การเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรียกร้องเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกินกว่าสองปี ไม่มีรายละเอียดว่าคดีเริ่มนับอายุความเมื่อใด ขาดอายุความเมื่อใด เหตุใดจึงขาดอายุความ เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ.มาตรา 177 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 340,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 328,200 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 328,200 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 27,350 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2541 นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2541 นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2542 นับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2542 นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2542 และนับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 12,240 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เดิมจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับบริษัทสวนใหญ่บ้านและที่ดิน จำกัด ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมา บริษัทสวนใหญ่บ้านและที่ดิน จำกัด โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกการโอนสิทธิเรียกร้อง โดยบริษัทสวนใหญ่บ้านและที่ดิน จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์ และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำปทุมวัน ทั้ง 12 ฉบับ ตามฟ้องให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดและโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแล้ว ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและใบคืนเช็ค

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยโจทก์ไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า เช็คพิพาททั้ง 12 ฉบับ จำเลยออกให้เพื่อประกันการซ่อมบ้านกับบริษัทสวนใหญ่บ้านและที่ดิน จำกัด และโจทก์ และเมื่อได้ความว่าบ้านมีความเสียหายต้องซ่อมแซมแต่โจทก์ไม่ซ่อมแซมให้จึงต้องนำเงินค่าซ่อมแซมไปหักจากยอดเงินตามเช็ค โดยยอดเงินตามเช็คทั้ง 12 ฉบับ เป็นจำนวน 328,200 บาท หักด้วยค่าซ่อมแซม 227,700 บาท จำเลยจึงต้องชำระให้โจทก์ 100,500 บาท จำเลยฎีกาว่า ต้องนำค่าซ่อมแซมไปหักจากยอดเงิน 290,000 บาท ไม่ใช่ 328,200 บาท เห็นว่า ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยตรงกันว่ายอดเงินที่ค้างชำระอยู่และจำเลยยึดไว้เป็นประกันนั้นมีเพียง 290,000 บาท เท่านั้น ส่วนที่เกินไปนั้นเป็นดอกเบี้ย ฉะนั้นจึงต้องนำค่าซ่อมแซมไปหักออกจากเงิน 290,000 บาท คงเหลือที่จำเลยค้างชำระเพียง 62,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความเป็นประเด็นพิพาทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรียกร้องเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกินกว่าสองปี ไม่มีรายละเอียดว่าคดีเริ่มนับอายุความเมื่อใด ขาดอายุความเมื่อใด เหตุใดจึงขาดอายุความ เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้ชอบแล้วฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาอื่นไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 62,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรีย์ ธีรเนตร
จำเลย — นางสาวศรีจริยา สุขปราณี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5675/2551
#412129
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กกั้นที่ดิน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันปรับถมที่ดินของโจทก์ เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองกระทำการ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาที่ดินของโจทก์ที่พังทลายเป็นเงิน 150,000 บาทด้วย ก็เป็นคำขอบังคับเมื่อไม่อาจบังคับตามคำขอข้อแรกและข้อที่สองได้ ซึ่งถือว่าเป็นคำขอรอง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 4,000 บาท ก็เป็นการขอให้ชำระค่าเสียหายนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป อันเป็นค่าเสียหายในอนาคต ไม่อาจนำมาคิดคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้ จึงไม่ทำให้คดีของโจทก์กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ คดีของโจทก์ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครปฐมว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40590 ตำบลกระตีบ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 199 ตำบลกระตีบ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินโจทก์ เมื่อปี 2547 จำเลยที่ 1 ใช้จ้างวานผู้อื่นขุดตักดินในที่ดินของจำเลยที่ 1 จนเป็นบ่อขนาดใหญ่ โดยไม่กระทำการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่บริเวณที่ดินข้างเคียง เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ติดต่อกับที่ดินของจำเลยที่ 1 พังทลายลงไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ประกอบกับฝนตกลงมาทำให้ดินพังทลายเพิ่มมากขึ้นจนได้รับความเสียหายตลอดมา ภายหลังจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ดินของโจทก์ยังคงพังทลายติดต่อกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์แจ้งเหตุแห่งความเสียหายให้จำเลยทั้งสองป้องกันแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กกั้นดิน โดยให้ใช้เสาคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงรูปตัวไอ ขนาด 0.30 x 0.30 x 15 เมตร ตอกลึกลงไปในที่ดินเป็นฐานรากใต้ดินของเขื่อนทุกระยะ 1 เมตร และใช้แผงกั้นดินคอนกรีตหนา 0.10 เมตร กั้นลึกตั้งแต่ระดับก้นบ่อถึงแนวพื้นดินปกติ และใช้สมอยึดตัวเขื่อนทุกระยะ 3 เมตร ตลอดตัวเขื่อน โดยใช้สมอเสาคอนกรีตเหล็กขนาด 0.30 x 0.30 เมตร และให้จำเลยทั้งสองเทคอนกรีตเสริมเหล็กทับหลังเขื่อนลงในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 199 ในระยะชิดกับแนวที่ดินของโจทก์เป็นแนวตลอดความยาวของที่ดินพังทลายเป็นความยาว 35 วา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันปรับถมที่ดินของโจทก์ตลอดแนวที่พังทลายจำนวน 1 ไร่ 2 งาน ให้เสมอแนวพื้นดินทั่วไปของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่กระทำตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาที่ดินของโจทก์ที่พังทลายจำนวน 1 ไร่ 2 งาน เป็นเงิน 150,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะทำตามคำขอบังคับข้อ 1 และข้อ 2 หรือข้อ 3 แล้วเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งว่า โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาที่ดินของโจทก์ที่พังทลายเป็นเงิน 150,000 บาท เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ถือได้ว่าคดีเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะสร้างเขื่อนคอนกรีตกั้นดิน แผงคอนกรีตกันดิน และเทคอนกรีตเสริมเหล็กทับหลังเขื่อน กับปรับถมที่ดินของโจทก์เสร็จมาด้วย ก็เป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้องไม่อาจคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้ เมื่อทุนทรัพย์ของคดีนี้ไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐม ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, 25 (4) ศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 18 จึงให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมตามมาตรา 16 วรรคสี่

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมเพื่อพิจารณาพิพากษาชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ใช้จ้างวานให้ผู้อื่นขุดตักดินในที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยไม่กระทำการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่บริเวณที่ดินข้างเคียงเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ที่อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 พังทลาย ประกอบกับฝนตกลงมาทำให้ดินพังทลายเพิ่มมากขึ้นจนได้รับความเสียหายตลอดมา ภายหลังจำเลยที่ 1 โอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ดินของโจทก์ยังคงพังทลายติดต่อกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์แจ้งเหตุแห่งความเสียหายให้จำเลยทั้งสองป้องกันแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กกั้นดิน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันปรับถมที่ดินของโจทก์ตลอดแนวที่พังทลายจำนวน 1 ไร่ 2 งาน ให้เสมอแนวพื้นดินทั่วไปของโจทก์ อันเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองกระทำการ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาที่ดินของโจทก์ที่พังทลายเป็นเงินจำนวน 150,000 บาทด้วย ก็เป็นคำขอบังคับเมื่อไม่อาจบังคับตามคำขอข้อแรกและข้อที่สองได้ ซึ่งถือว่าเป็นคำขอรอง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 4,000 บาท ก็เป็นการขอให้ชำระค่าเสียหายนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป อันเป็นค่าเสียหายในอนาคต ไม่อาจนำมาคิดคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้ จึงไม่ทำให้คดีของโจทก์กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ คดีของโจทก์ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลจังหวัดนครปฐมที่ให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมและให้ศาลจังหวัดนครปฐมรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเจริญ วิลัยเลิศ
จำเลย — นายสำราญ เทียนดอนไพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5664/2551
#497861
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำให้การจำเลยจะไม่ระบุไว้ชัดถึงบทกฎหมายอันเป็นข้ออ้างถึงเหตุที่ขาดอายุความ แต่เหตุหย่าที่กำหนดอายุความหรือการระงับไปซึ่งสิทธิเรียกร้องคงมีเพียงมาตรา 1529 แห่ง ป.พ.พ. มาตราเดียวที่ระบุถึงเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) อันเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือสิทธิฟ้องร้องเนื่องจากเหตุดังกล่าวระงับไปตามบทกฎหมายแล้ว เมื่อโจทก์ถือว่าการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงของจำเลยเริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่ปี 2544 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในปี 2546 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนยกขึ้นกล่าวอ้าง สิทธิฟ้องร้องของโจทก์โดยอาศัยเหตุดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2517 มีบุตรด้วยกัน 2 คน บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อปี 2542 โจทก์จำเลยทะเลาะวิวาทกันโดยจำเลยดุด่าเหยียดหยามโจทก์ต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง ได้ทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงจึงได้ไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานว่าต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันอีก หลังจากนั้นจำเลยยังคงเข้าไปด่าดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงหลายครั้งต่อหน้าผู้ร่วมงาน ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ การกระทำของจำเลยเป็นการผิดทัณฑ์บนที่ให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติและเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงและเป็นการกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยดุด่าเหยียดหยามโจทก์ มีแต่โจทก์ดุด่าเหยียดหยามและทำร้ายร่างกายจำเลย บันทึกที่สถานีตำรวจที่ว่าคู่สัญญาตกลงว่าต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันนั้น โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาให้หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติ โจทก์ไม่มีสิทธินำหนังสือดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องหย่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายให้ชัดเจนว่าจำเลยใช้ถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์อย่างไร หรือจำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอย่างไร ทำให้จำเลยหลงต่อสู้และเสียเปรียบ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ใช้สิทธิฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งโจทก์อาจยกขึ้นกล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่า เหตุในการฟ้องหย่าคดีนี้ขาดอายุความ เพราะโจทก์ใช้สิทธิฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนยกขึ้นกล่าวอ้างถือว่าสิทธิดังกล่าวระงับไปแล้ว แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุไว้ชัดแจ้งถึงบทกฎหมายอันเป็นข้ออ้างถึงเหตุที่ขาดอายุความ แต่เหตุหย่าที่กำหนดอายุความหรือการระงับไปซึ่งสิทธิฟ้องร้องคงมีเพียงมาตรา 1529 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราเดียวที่ระบุถึงเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) ไว้ คือสามีหรือภริยาหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรง และสามีหรือภริยาทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือสิทธิฟ้องร้องเนื่องจากเหตุดังกล่าวระงับไปตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องว่าโจทก์และจำเลยทะเลาะกันมาตั้งแต่ปี 2542 ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2544 โจทก์และจำเลยไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก แต่หลังจากนั้นจำเลยยังไปด่าโจทก์ ดูหมิ่นและเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน จนกระทั่งวันที่ 24 ธันวาคม 2544 โจทก์จึงไปตักเตือนจำเลยว่าอย่าทำอีก ซึ่งโจทก์ถือว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่ปี 2544 ที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จนถึงปี 2546 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนยกขึ้นกล่าวอ้าง สิทธิฟ้องร้องของโจทก์โดยอาศัยเหตุดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ซึ่งเหตุดังกล่าวจำเลยยกขึ้นอุทธรณ์และกล่าวในคำแก้ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่ได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (3) (6) ม. 1529 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิม เรืองรอง
จำเลย — นางวรรณศรี เรืองรอง
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5642/2551
#418552
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยและสั่งริบรถยนต์บรรทุกของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์บรรทุกของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย รถยนต์บรรทุกของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ก็ฟังได้แล้วว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด ทั้งการสั่งริบของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เป็นดุลพินิจของศาล การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าเห็นควรไม่ริบรถยนต์บรรทุกของกลางเท่ากับเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แล้ว

ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าไม่ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง เป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 3, 61, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 3, 61 (ที่ถูกมาตรา 61 วรรคหนึ่ง), 73 จำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าไม่ริบรถยนต์บรรทุกของกลางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้ให้เหตุผลในการวินิจฉัยว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันเป็นทรัพย์ที่ควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์บรรทุกซึ่งมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 และขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์บรรทุกของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและคดีไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์บรรทุกของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย รถยนต์บรรทุกของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ก็ฟังได้แล้วว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด ทั้งการสั่งริบของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เป็นดุลพินิจของศาล การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าเห็นควรไม่ริบรถยนต์บรรทุกของกลางเท่ากับเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าไม่ริบรถยนต์บรรทุกของกลางเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ภายหลังที่จำเลยกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 29 และมาตรา 30 ยกเลิกความในมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 และให้เพิ่มความเป็นมาตรา 73/2 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 ซึ่งความผิดฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 73/2 แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายเฉลิม ลำพอง
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5632/2551
#412060
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี ดังนั้นสำหรับข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งมีระวางโทษจำคุก 4 ปี ถึงตลอดชีวิต ระวางโทษสามเท่าจึงเป็นจำคุก 12 ปี ถึงตลอดชีวิต ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวเป็นจำคุก 54 ปี จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 , 72 ทวิ ริบเมทแอมเฟตามีนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1005/2538 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา และคดีหมายเลขดำที่ 53/2538 ของศาลมณฑลทหารบกที่ 21

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 54 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกในข้อหาดังกล่าวกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมโทษความผิดทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1005/2538 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา และคดีหมายเลขดำที่ 53/2538 ของศาลมณฑลทหารบกที่ 21 นั้น เนื่องจากในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1005/2538 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 53/2538 ของศาลมณฑลทหารบกที่ 21 ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุที่จะทำให้ผลการวินิจฉัยต้องเปลี่ยนแปลงไป คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี ดังนั้นสำหรับข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งมีระวางโทษจำคุก 4 ปี ถึงตลอดชีวิต ระวางโทษเป็นสามเท่าจึงเป็นจำคุก 12 ปี ถึงตลอดชีวิต ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวเป็นจำคุก 54 ปี จึงไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยเห็นสมควรแก้ไขโทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลยที่ 2 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีด้วยและสำหรับเมทแอมเฟตามีนของกลางเมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบของกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 13250/2545 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เข้ามาใหม่แล้ว จึงไม่จำต้องสั่งริบเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 42 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีอาวุธไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนเข้าด้วยกันแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 44 ปี ยกคำขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง (ใหม่)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายบุญลือ เตือนจันทึก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายเจริญ เกื้อทิพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598/2551
#412551
เปิดฉบับเต็ม

การขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจที่พิมพ์อักษรบางตัวผิดไปในฟ้อง ให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งสามารถกระทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องให้จำเลยมีโอกาสคัดค้าน และไม่ต้องส่งสำเนาให้จำเลยทราบล่วงหน้า ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2), 181 (1) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ช.กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์เป็นผู้มอบอำนาจจริง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 เล่มที่ 1/2548 เลขที่ 4 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2548 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 192,234.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 190,900.58 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและหนังสือมอบอำนาจตามคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นให้ยกคำร้องฉบับดังกล่าวชอบหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องโดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์โดยนายปราโมทย์และนายธีรพงษ์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายบุรินทร์เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนตาม เอกสารหมาย จ.4 จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีประการหนึ่งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เนื่องจากนายธีรพงษ์ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ศาลภาษีอากรกลางนัดชี้สองสถานวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 ก่อนถึงวันนัด โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ความว่า เนื่องจากคำฟ้องและหนังสือมอบอำนาจของโจทก์พิมพ์ชื่อกรรมการผิดไป จึงขอแก้ไขชื่อ "นายธีรพงษ์ กัมพลพันธ์" ตามที่ปรากฏในคำฟ้องเป็น "นายชีระพงษ์ กัมพลพันธ์" และขอแก้ไขชื่อ "นายธีระพงษ์ กัมพลพันธ์" ตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็น "นายชีระพงษ์ กัมพลพันธ์" ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า "อนุญาตสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่ง" ต่อมาในวันนัดชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 มิใช่คำขอที่จะทำได้แต่ฝ่ายเดียว การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยมิได้ส่งสำเนาให้จำเลยและให้โอกาสจำเลยในอันที่จะตรวจโต้แย้งและหักล้างข้อหาเสียก่อนเป็นการสั่งโดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 181 ประกอบมาตรา 21 จึงให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตดังกล่าว หลังจากนั้น ศาลภาษีอากรกลางได้สอบทนายจำเลยเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวแล้ว ศาลภาษีอากรกลางเห็นว่า คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นกรณีที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ที่พิมพ์ผิดพลาดถึง 3 แห่ง โดยบุคคลดังกล่าวถือเป็นบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินธุรกรรมและดำเนินคดีอันนับว่าเป็นบุคคลสำคัญซึ่งไม่ควรให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ทั้งหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.4 ได้ทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2548 และโจทก์นำมายื่นฟ้องเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2548 ซึ่งมีเวลาถึง 15 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาตรวจสอบความถูกต้องให้รอบคอบก่อนนำมาใช้เป็นเอกสารประกอบการดำเนินคดีอันเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง แต่โจทก์กลับปล่อยให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจึงต้องรับผลที่จะเกิดขึ้นนั้นเอง ประกอบกับการแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ดังกล่าวในเอกสารท้ายฟ้องถือเป็นการแก้ไขพยานหลักฐานที่จะต้องใช้ในการพิจารณาคดี มิใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยในรายละเอียดแห่งคำฟ้อง แต่เป็นการแก้ไขข้อความสำคัญอันก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ไว้ และจำเลยได้แถลงคัดค้านคำร้องขอแก้ไขฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ เมื่อเป็นดังนี้จึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและ เอกสารหมาย จ.4 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าการแก้ไขอย่างไรเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยในคำฟ้องต้องดูจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นหลัก ซึ่งตามปกติการขอแก้ไขเพิ่มเติมสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในข้อสาระสำคัญ แต่กรณีโจทก์ขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจตามที่บรรยายในคำฟ้องจากชื่อ "นายธีรพงษ์ กัมพลพันธ์" เป็น"นายชีระพงษ์ กัมพลพันธ์" นั้น เป็นเพียงการขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่งสามารถกระทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องให้จำเลยมีโอกาสคัดค้าน และไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) และมาตรา 181 (1) ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนชื่อของนายธีรพงษ์เป็นนายชีระพงษ์จึงชอบแล้ว สำหรับกรณีที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อ "นายธีระพงษ์ กัมพลพันธ์" ตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 เป็น "นายชีระพงษ์ กัมพลพันธ์" นั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นคำฟ้อง มิใช่คำฟ้องที่โจทก์อาจจะขอแก้ไขได้ ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.4 จึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนายชีระพงษ์เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นกรรมการของโจทก์และได้ร่วมกับนายปราโมทย์กรรมการของโจทก์อีกผู้หนึ่งลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.4 มอบอำนาจให้นายบุรินทร์ฟ้องคดีนี้แทน แต่พนักงานของโจทก์พิมพ์ชื่อพยานในเอกสารดังกล่าวผิดพลาดไป โดยพิมพ์ชื่อพยานเป็น "ธีระพงษ์" แทนที่จะเป็น "ชีระพงษ์" ส่วนจำเลยมีจ่าสิบเอกสุขสันต์เป็นพยานเบิกความว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 ระบุว่าโจทก์โดยนายปราโมทย์และนายธีระพงษ์กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทมอบอำนาจให้นายบุรินทร์เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อนายธีระพงษ์ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันโจทก์ได้ตามหนังสือรับรอง นายธีระพงษ์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับนายปราโมทย์มอบอำนาจให้นายบุรินทร์ฟ้องคดีแทน การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบ ถือเป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร นั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยมิได้ยืนยันว่านายธีระพงษ์เป็นบุคคลซึ่งมีตัวตนจริงและเป็นคนละคนกับนายชีระพงษ์ การที่โจทก์นำสืบว่าหนังสือมอบอำนาจพิมพ์ชื่อนายชีระพงษ์ผิดโดยอักษรตัวแรกของชื่อแทนที่จะเป็น "ช" กลับพิมพ์เป็น "ธ" จึงมิใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร แต่เป็นการนำสืบอธิบายความเป็นมาของหนังสือมอบอำนาจเพื่อยืนยันคำฟ้อง (ที่แก้ไขแล้ว) ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์โดยนายชีระพงษ์และนายปราโมทย์ร่วมกันลงชื่อมอบอำนาจให้นายบุรินทร์ฟ้องคดีแทน ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบหักล้างว่านายชีระพงษ์ กัมพลพันธ์ มิได้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.4 พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายชีระพงษ์และนายปราโมทย์กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นายบุรินทร์ฟ้องคดีแทน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นอื่นปรากฏว่าศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัย แม้คู่ความจะได้นำสืบข้อเท็จจริงมาเสร็จสิ้นแล้วและเป็นการเพียงพอที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยไปเสียเองได้ แต่เพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเฉพาะในส่วนชื่อของผู้มอบอำนาจที่ระบุในคำฟ้องได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (2) ม. 181 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามมอร์ตาร์ จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านป่า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598/2551
#492341
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจตามที่บรรยายในคำฟ้องจากชื่อ "นายธีรพงษ์" เป็น "นายชีระพงษ์" เป็นเพียงการขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยซึ่งสามารถกระทำได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องให้จำเลยมีโอกาสคัดค้าน และไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) และมาตรา 181 (1) ส่วนกรณีที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อ "นายธีระพงษ์" ตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจเป็น "นายชีระพงษ์" นั้นหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการยื่นคำฟ้อง มิใช่คำฟ้องที่โจทก์จะขอแก้ไขได้

การที่โจทก์นำสืบว่าหนังสือมอบอำนาจพิมพ์ชื่อผิดโดยอักษรตัวแรกของชื่อแทนที่จะเป็น "ช" กลับพิมพ์เป็น "ธ" มิใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารแต่เป็นการนำสืบอธิบายความเป็นมาของหนังสือมอบอำนาจเพื่อยืนยันคำฟ้องที่แก้ไขแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 192,234.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 190,900.58 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนายธีรพงษ์ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันโจทก์ได้ตามหนังสือรับรองบริษัทนายธีรพงษ์จึงไม่มีอำนาจลงชื่อร่วมกับนายปราโมทย์มอบอำนาจให้นายบุรินทร์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและหนังสือมอบอำนาจตามคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นให้ยกคำร้องฉบับดังกล่าวชอบหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องโดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์โดยนายปราโมทย์และนายธีรพงษ์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายบุรินทร์เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีประการ หนึ่งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เนื่องจากนายธีรพงษ์ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ศาลภาษีอากรกลางนัดชี้สองสถานวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 ก่อนถึงวันนัด โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ความว่า เนื่องจากคำฟ้องและหนังสือมอบอำนาจของโจทก์พิมพ์ชื่อกรรมการผิดไปจึงขอแก้ไขชื่อ "นายธีรพงษ์" ตามที่ปรากฏในคำฟ้องเป็น "นายชีระพงษ์" และขอแก้ไขชื่อ "นายธีระพงษ์" ตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็น "นายชีระพงษ์" ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า "อนุญาตสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่ง" ต่อมาในวันนัดชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 มิใช่คำขอที่จะทำได้แต่ฝ่ายเดียว การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยมิได้ส่งสำเนาให้จำเลยและให้โอกาสจำเลยโต้แย้งเสียก่อนเป็นการสั่งโดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 181 ประกอบมาตรา 21 จึงให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตดังกล่าว หลังจากนั้น ศาลภาษีอากรกลางได้สอบทนายจำเลยเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวแล้วศาลภาษีอากรกลางเห็นว่า คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นกรณีที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ที่พิมพ์ผิดพลาดถึง 3 แห่ง โดยบุคคลดังกล่าวถือเป็นบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินธุรกรรมและดำเนินคดีอันนับว่าเป็นบุคคลสำคัญซึ่งไม่ควรให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ทั้งหนังสือมอบอำนาจได้ทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2548 และโจทก์นำมายื่นฟ้องเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2548 ซึ่งมีเวลาถึง 15 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาตรวจสอบความถูกต้องให้รอบคอบแต่โจทก์กลับปล่อยให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ประกอบกับการแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ดังกล่าวในเอกสารท้ายฟ้องถือเป็นการแก้ไขพยานหลักฐานที่จะต้องใช้ในการพิจารณาคดี มิใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยในรายละเอียดแห่งคำฟ้อง แต่เป็นการแก้ไขข้อความสำคัญอันก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ไว้ และจำเลยได้แถลงคัดค้านคำร้องขอแก้ไขฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ เมื่อเป็นดังนี้จึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและให้ยกคำร้อง เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าการแก้ไขอย่างไรเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยในคำฟ้องต้องดูจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นหลัก ซึ่งตามปกติการขอแก้ไขเพิ่มเติมสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในข้อสาระสำคัญแต่กรณีโจทก์ขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจตามที่บรรยายในคำฟ้องจากชื่อ "นายธีรพงษ์" เป็น "นายชีระพงษ์" นั้น เป็นเพียงการขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่งสามารถกระทำได้แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องให้จำเลยมีโอกาสคัดค้าน และไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) และมาตรา 181 (1) ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนชื่อของนายธีรพงษ์ เป็นนายชีระพงษ์จึงชอบแล้ว สำหรับกรณีที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อ "นายธีระพงษ์" ตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจเป็น "นายชีระพงษ์" นั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นคำฟ้อง มิใช่คำฟ้องที่โจทก์อาจจะขอแก้ไขได้ ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขหนังสือมอบอำนาจจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนายชีระพงษ์ เป็นพยานเบิกความว่าพยานเป็นกรรมการของโจทก์และได้ร่วมกับนายปราโมทย์ กรรมการของโจทก์อีกผู้หนึ่งลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายบุรินทร์ ฟ้องคดีนี้แทน แต่พนักงานของโจทก์พิมพ์ชื่อพยานในเอกสารดังกล่าวผิดพลาดไป โดยพิมพ์ชื่อพยานเป็น "ธีระพงษ์" แทนที่จะเป็น "ชีระพงษ์" ส่วนจำเลยมีจ่าสิบเอกสุขสันต์ เป็นพยานเบิกความว่า ตามหนังสือมอบอำนาจระบุว่าโจทก์โดยนายปราโมทย์ และนายธีระพงษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทมอบอำนาจให้นายบุรินทร์ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อนายธีระพงษ์ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันโจทก์ได้ตามหนังสือรับรอง นายธีระพงษ์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับนายปราโมทย์มอบอำนาจให้นายบุรินทร์ฟ้องคดีแทน การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบ ถือเป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร นั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยมิได้ยืนยันว่านายธีระพงษ์ เป็นบุคคลซึ่งมีตัวตนจริง และเป็นคนละคนกับนายชีระพงษ์ การที่โจทก์นำสืบว่าหนังสือมอบอำนาจพิมพ์ชื่อนายชีระพงษ์ผิดโดยอักษรตัวแรกของชื่อแทนที่จะเป็น "ช" กลับพิมพ์เป็น "ธ" จึงมิใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร แต่เป็นการนำสืบอธิบายความเป็นมาของหนังสือมอบอำนาจเพื่อยืนยันคำฟ้อง (ที่แก้ไขแล้ว) ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์โดยนายชีระพงษ์ และนายปราโมทย์ ร่วมกันลงชื่อมอบอำนาจให้นายบุรินทร์ ฟ้องคดีแทน ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบหักล้างว่านายชีระพงษ์ มิได้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายชีระพงษ์ และนายปราโมทย์ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นายบุรินทร์ ฟ้องคดีแทน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นอื่นปรากฏว่าศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัย แม้คู่ความจะได้นำสืบข้อเท็จจริงมาเสร็จสิ้นแล้วและเป็นการเพียงพอที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยไปเสียเองได้ แต่เพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเฉพาะในส่วนชื่อของผู้มอบอำนาจที่ระบุในคำฟ้องได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (1) ม. 94 ม. 180 ม. 181 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามมอร์ตาร์ จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านป่า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5597/2551
#412548
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากรมิได้บัญญัติว่า การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรหมายความว่าอย่างไร จึงต้องถือความหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 608 และมาตรา 610 จากบทบัญญัติดังกล่าว การให้บริการขนส่งจึงหมายถึงการรับขนส่งของหรือคนโดยสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อบำเหน็จคือค่าระวางพาหนะเป็นทางค้าปกติของผู้ขนส่ง ฉะนั้น หากบำเหน็จที่ได้รับมิใช่ค่าระวางพาหนะแล้ว การให้บริการนั้นก็ไม่ถือเป็นการให้บริการขนส่ง ซึ่งค่าระวางพาหนะจะมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับระยะทาง ความยากง่ายและระยะเวลาขนส่งเป็นสำคัญ เมื่อบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าเป็นค่าตอบแทนการที่โจทก์ส่งพนักงานไปส่งเอกสารให้ลูกค้าตามที่ลูกค้าสั่ง เป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับเป็นรายเดือนจำนวนแน่นอนตามที่ตกลงในสัญญาจ้างบริการโดยมิได้คำนึงถึงระยะทาง ความยากง่ายและระยะเวลาขนส่งในแต่ละคราวเป็นสำคัญ ค่าบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นค่าระวางพาหนะ การให้บริการของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นการให้บริการขนส่งอันจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ) แม้จะเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 1002071/5/103345 ถึง 1002071/5/103368 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ. 3)/107/2547 ถึง สภ. 1 (อธ. 3)/130/2547 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5,021,305.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,656,170.94 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2543 ถึงธันวาคม 2544 รวมเป็นเงิน3,282,402.11 บาท เบี้ยปรับรวม 6,775,950.20 บาท และเงินเพิ่มรวม 1,373,780.39 บาท รวมค่าภาษีอากรทั้งสิ้น 11,432,132.70 บาท อ้างว่าการให้บริการของโจทก์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวแต่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าการให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการประเมินชอบแล้ว แต่งดเบี้ยปรับจำนวน 6,775,950.20 บาท แก่โจทก์ คงให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,282,402.11 บาท และเงินเพิ่ม 1,373,780.39 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,656,182.50 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 การให้บริการในราชอาณาจักรโดยผู้ประกอบการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คำว่า "บริการ" นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) ให้หมายความว่าการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า แต่ถ้าการให้บริการนั้นเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรก็ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ) การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรหมายความอย่างไร ประมวลรัษฎากรมิได้ให้ความหมายไว้ เมื่อการให้บริการขนส่งเป็นการให้บริการตามสัญญาขนส่งจึงต้องถือความหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 8 รับขน ซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาโดยมาตรา 608 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "อันว่าผู้ขนส่งภายในความหมายแห่งกฎหมายลักษณะนี้คือบุคคลผู้รับขนส่งของหรือคนโดยสารเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตน" และมาตรา 610 บัญญัติว่า "อันบุคคลผู้ทำความตกลงกับผู้ขนส่งเพื่อให้ขนของส่งไปนั้น เรียกว่าผู้ส่ง หรือผู้ตราส่ง บุคคลผู้ซึ่งเขาส่งของไปถึงนั้น เรียกว่าผู้รับตราส่ง บำเหน็จอันจะต้องจ่ายให้เพื่อการขนส่งของนั้น เรียกว่าค่าระวางพาหนะ" จากบทบัญญัติดังกล่าวการให้บริการขนส่งจึงหมายถึงการรับขนของหรือคนโดยสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อบำเหน็จคือค่าระวางพาหนะเป็นทางค้าปกติของผู้ขนส่ง ฉะนั้น หากบำเหน็จที่ได้รับมิใช่ค่าระวางพาหนะแล้ว การให้บริการนั้นก็ไม่ถือเป็นการให้บริการขนส่ง ทั้งเมื่อพิจารณาความในมาตรา 613 (3) ที่กำหนดให้ใบตราส่งต้องระบุจำนวนค่าระวางพาหนะด้วย ยิ่งแสดงให้เห็นว่าบำเหน็จที่ได้รับจะต้องเป็นค่าระวางพาหนะ การให้บริการนั้นจึงจะถือเป็นการให้บริการขนส่ง ค่าระวางพาหนะมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับระยะทาง ความยากง่ายและระยะเวลาขนส่งเป็นสำคัญ คดีนี้บำเหน็จที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าเป็นค่าตอบแทนการที่โจทก์ส่งพนักงานไปส่งเอกสารให้ลูกค้าตามที่ลูกค้าสั่ง เป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับเป็นรายเดือนจำนวนแน่นอนตามที่ตกลงในสัญญาจ้างบริการโดยมิได้คำนึงถึงระยะทางความยากง่ายและระยะเวลาขนส่งในแต่ละคราวเป็นสำคัญ ค่าบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นค่าระวางพาหนะ การให้บริการของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นการให้บริการขนส่ง การให้บริการของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรมาตรา 81 (1) (ณ) แม้จะเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรก็ตาม การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 608 ม. 610
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10) ม. 77/2 ม. 81 (1) (ณ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเด้น มายด์ เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา