คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 42/2566
#692623
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ที่ ๘ และที่ ๙ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๐ - ๑๒ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันทำสิ่งกีดขวางปิดกั้นทางเข้าออกและข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานของโจทก์ออกจากพื้นที่ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — นาวาโทหรือนาย ว. ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2566
#693648
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ที่ ๘ และที่ ๙ ซึ่งเป็นเอกชน โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๕ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันทำสิ่งกีดขวางปิดกั้นทางเข้าออก อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องจึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — นาวาโทหรือนาย ว. ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2566
#693646
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ และที่ ๖ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งหกกับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานของโจทก์ออกจากพื้นที่ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

39395406032500

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — พลเรือตรีหรือนาย ธ. ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2566
#690538
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) (เดิม) ที่มีข้อความว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" นั้น เป็นคำขยายคำว่า "ชื่อในทางการค้า" เท่านั้น มิได้รวมไปถึงชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาด้วย ประกอบกับเจตนารมณ์ของมาตรา 7 วรรคหนึ่ง มุ่งหมายจะคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนในลักษณะต้องเป็นเครื่องหมายที่ใช้ประโยชน์ในการแยกแยะความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเพื่อมิให้สาธารณชนเกิดความสับสนหรือหลงผิดในการเลือกซื้อสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่นแล้ว ส่วนเหตุผลและเจตนารมณ์ของกฎหมายอื่นที่ถูกยกเลิกไปแล้ว และการใช้ถ้อยคำรวมถึงการจัดวางตำแหน่งของคำตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เองต่างจากเดิมจึงไม่อาจอ้างการตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเดิมได้ ดังนั้น หากชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าเป็นชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา และมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่นแม้ไม่ได้แสดงโดยลักษณะพิเศษแล้ว ย่อมถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ดังนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า ซึ่งมีที่มาจากชื่อของ ค. นักออกแบบชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งโจทก์ ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์อันเป็นชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดา เมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมแล้วไม่ปรากฏว่าเป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาของประชาชนในประเทศไทย กับคำดังกล่าวมิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรงแล้ว จึงย่อมมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้แตกต่างไปจากสินค้าอื่นและมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองโดยไม่จำต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 902740 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ.0704/7242 และที่ พณ.0704/3836 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 186/2561 เฉพาะส่วนที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 902740 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 186/2561 ในส่วนประเด็นพิพาท และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 902740 ของโจทก์ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของสหราชอาณาจักร จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2556 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 18 รายการสินค้า 45 รายการ เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าหูหิ้ว กระเป๋าใส่เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใส่สัมภาระ ฉลากหรือป้ายติดกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใส่เงิน ที่ใส่นามบัตรทำด้วยหนัง กระเป๋าใส่กุญแจ กระเป๋าเอกสาร เป้สะพายหลัง กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ถุงทำด้วยหนัง ร่ม ไม้เท้า เสื้อผ้าสำหรับสัตว์ เครื่องอานม้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วและที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ก่อน โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยื่นคำชี้แจงและส่งหลักฐานต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ชี้แจงและส่งหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาคำอุทธรณ์และหนังสือนำส่งเอกสารหลักฐานและคำชี้แจงของโจทก์แล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วและที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ก่อน แต่โจทก์ยอมรับว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นชื่อนักออกแบบแฟชั่นที่มีชื่อเสียงในวงการแฟชั่นเครื่องแต่งกาย เมื่อโจทก์นำชื่อตัวและชื่อสกุลมายื่นขอจดทะเบียนในลักษณะเป็นอักษรโรมันที่ใช้กันอยู่ทั่วไปและไม่ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะตัวอักษรที่ผิดแผกไปจากตัวอักษรเดิมอย่างไร นับว่าเป็นชื่อตัวชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้แสดงโดยลักษณะพิเศษ ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่งไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่นตามมาตรา 7 วรรคสาม จึงมีมติให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 902740 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) คำว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" ขยายความรวมถึงเครื่องหมายที่เป็นชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาด้วย เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้แสดงโดยลักษณะพิเศษ จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันพึงรับจดทะเบียนได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ (1) ชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา ชื่อเต็มของนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หรือชื่อในทางการค้าที่แสดงโดยลักษณะพิเศษและไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง..." จากบทบัญญัติดังกล่าว ข้อความว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" เป็นคำขยายของคำว่า "ชื่อในทางการค้า" เท่านั้น มิได้รวมไปถึงชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาด้วยประกอบกับเจตนารมณ์โดยทั่วไปของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง มุ่งหมายจะคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนในลักษณะต้องเป็นเครื่องหมายที่ใช้ประโยชน์ในการแยกแยะความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำหนดของสินค้าเพื่อมิให้สาธารณชนเกิดความสับสนหรือหลงผิดในการเลือกซื้อสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น แม้จำเลยฎีกาอ้างถึงพระราชบัญญัติลักษณะเครื่องหมายและยี่ห้อการค้าขาย พ.ศ. 2457 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 4 มาประกอบเหตุผลในการพิจารณาเจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แต่เมื่อกฎหมายทั้งสองฉบับที่จำเลยอ้างได้ถูกยกเลิกแล้ว และการใช้ถ้อยคำรวมถึงการจัดวางตำแหน่งของคำตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ก็แตกต่างจากกฎหมายเดิม การตีความตามเจตนารมณ์โดยอ้างถึงกฎหมายเดิมของจำเลยดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น หากชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าเป็นชื่อตัว และชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา และมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น แม้ไม่ได้แสดงโดยลักษณะพิเศษ ก็ถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ เมื่อคดีนี้โจทก์มีนางดารานีย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า มีที่มาจากชื่อของนาย ค. นักออกแบบชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโจทก์ ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดา และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคำดังกล่าวเมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมแล้วเป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาของประชาชนในประเทศไทยทั้งคำดังกล่าวก็มิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง ย่อมมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษอีก เครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 902740 ของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) (เดิม) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าจนแพร่หลายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) หรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจากโจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามาด้วย แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 186/2561 ในส่วนประเด็นที่พิพาท และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ.0704/7242 และที่ พณ.0704/3836 ด้วย จึงเห็นควรแก้ไขโดยให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ.0704/7242 และที่ พณ.0704/3836 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ค.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธีร์รัฐ บุนนาค
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
สุวิชา นาควัชระ
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 39/2566
#695974
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ ผู้ร้องอ้างว่า คำพิพากษาศาลฎีกาสองเรื่องขัดแย้งกัน ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีล้มละลาย ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาสองเรื่องพิพากษาขัดแย้งกันเอง ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรมขัดแย้งกันเอง จึงมิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาได้

คำร้องของบมจ. ท. ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๙ (๒) ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บมจ. ท.
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2566
#721452
เปิดฉบับเต็ม

แม้พยานหลักฐานในคดีนี้ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการค้า แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเป็นที่ยุติว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกยึดไว้เป็นของกลางตามฟ้องนั้น คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ทั้งตามรายละเอียดการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวก็พบว่า มีข้อมูลงานที่บันทึกไว้จากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ล่าสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ก่อนวันเข้าตรวจค้น 2 วัน ดังนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องริบตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 75

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 30, 69, 74, 75, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ซ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) ให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้รับชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบของกลาง และยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย และให้คืนเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางแก่จำเลยที่ 1 กับยกคำขอเกี่ยวกับการจ่ายเงินที่ชำระเป็นค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย และเป็นผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์และคู่มือแนะนำสำหรับผู้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นโปรแกรมประเภทออกแบบเครื่องขึ้นรูปพลาสติกต่าง ๆ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ร. ประกอบธุรกิจทำแม่พิมพ์พลาสติก มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2560 ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วม วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมพร้อมเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปตรวจค้นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ตามหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม บันทึกลงในหน่วยความจำ (ฮาร์ดดิสก์) เปิดใช้งานภายในสำนักงานของจำเลยที่ 1 จำนวน 1 เครื่อง เจ้าพนักงานตำรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไว้เป็นของกลางและแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยทั้งสองตามฟ้อง ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบคงรับฟังได้เพียงว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง มีการเข้าตรวจค้นสำนักงานของจำเลยที่ 1 และพบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 และมีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวโดยมีข้อมูลงานที่มีการออกแบบประมาณ 800 งาน บันทึกอยู่เท่านั้น แต่ในข้อนี้จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ในทำนองว่า สำนักงานของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ร. มีเนื้อที่ 19 ไร่เศษ มีอาคารที่ทำการ 1 อาคาร และโรงอาหารอีก 1 อาคาร อาคารที่ทำการมี 2 ชั้นครึ่ง ขณะเบิกความจำเลยที่ 1 มีพนักงาน 331 คน ภายในโรงงานมีการใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมดกว่า 60 เครื่อง นายพีระพจน์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นเป็นผู้ไปติดตั้งโปรแกรมลงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 เองโดยพลการ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รู้เห็นด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาแผนที่ตั้งแสดงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมประกอบคำเบิกความของนายธีระพงษ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วม และนายกฤษฎาผู้ตรวจสอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วได้ความว่า ห้องที่ตรวจสอบพบโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมนั้น คือ ห้องของฝ่ายออกแบบ ภายในมีคอมพิวเตอร์ทั้งหมด 3 เครื่อง โดยเครื่องที่ 1 อยู่บริเวณประตูทางเข้า และเมื่อเดินเข้าไปภายในจะพบคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 และที่ 3 อยู่ติดกับเครื่องจักรสำหรับผลิตแม่พิมพ์พลาสติก ห้องดังกล่าวมีเครื่องจักรทั้งสิ้น 2 เครื่อง และตามรายงานการตรวจโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ความว่า คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม โดยติดตั้งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 ส่วนเครื่องที่ 2 ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) ที่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมอย่างถูกต้อง โดยติดตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 และเครื่องที่ 3 ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 10.0 (NX 10.0) ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องเช่นกัน โดยติดตั้งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2559 จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า การที่ห้องฝ่ายออกแบบของจำเลยที่ 1 มีเครื่องจักรสำหรับผลิตแม่พิมพ์พลาสติก 2 เครื่อง ซึ่งอยู่ภายในติดกับคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ภายในเช่นกัน และเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสองเครื่องดังกล่าวนั้นต่างติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องทั้งสองโปรแกรม โดยติดตั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ก่อนมีการเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ประมาณ 6 เดือน โดยเป็นรุ่น 10.0 ซึ่งใหม่กว่ารุ่น 7.5 เดิม อยู่หลายรุ่น มีเพียงคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ซึ่งอยู่ตรงประตูห้องเท่านั้นที่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและอยู่ห่างจากเครื่องจักรทั้งสอง ทั้งเมื่อพิจารณารายงานข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์ รูปภาพ และรายละเอียดการใช้โปรแกรมฯ เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 1 ก็ไม่พบการใช้งานเชื่อมโยงต่อกับเครื่องจักรทั้งสอง จากข้อเท็จจริงข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมของอาคารสถานที่ทำการ จำนวนพนักงาน และเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องจักรภายในห้องฝ่ายออกแบบ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้ง การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 รวมถึงจำเลยที่ 1 อาจไม่ทราบว่าคอมพิวเตอร์เครื่องดังกล่าวจากทั้งหมดกว่า 60 เครื่อง ในสำนักงานถูกติดตั้งโปรแกรมอันละเมิดลิขสิทธิ์โดยพนักงานของตนโดยพลการนั้น ย่อมมีความเป็นไปได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า แม้คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 จะไม่เชื่อมต่อกับเครื่องจักรก็สามารถบันทึกข้อมูลลงสื่อบันทึกข้อมูลแล้วนำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่เชื่อมโยงกับเครื่องจักรได้ และตามรายละเอียดการใช้โปรแกรมฯ เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 1 ยังพบว่าข้อมูลงานจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) ที่บันทึกในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 นั้น ล้วนเป็นชื่อนายสมเดชซึ่งเป็นหัวหน้างานฝ่ายออกแบบโดยไม่มีชื่อนายพีระพจน์ แต่กลับปรากฏชื่อนายพีระพจน์บันทึกข้อมูลงานในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 3 ทั้งเมื่อมีการดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองกลับให้นายพีระพจน์ยื่นใบลาออกได้ โดยไม่มีการตั้งกรรมการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีแก่นายพีระพจน์และนายสมเดชแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับผลประโยชน์จากการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว และถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อให้เกิดการกระทำผิดละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายแล้วนั้น เห็นว่า แม้จะสามารถบันทึกข้อมูลงานลงสื่อบันทึกข้อมูลแล้วนำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับเครื่องจักรได้ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่จากรายละเอียดการใช้โปรแกรมฯ เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 2 และ 3 ประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ไม่พบว่ามีข้อมูลงานที่บันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ปรากฏซ้ำหรือแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 หรือที่ 3 ซึ่งเชื่อมต่อกับเครื่องจักรทั้งสองแต่อย่างใด ฎีกาในส่วนนี้จึงเป็นเพียงความคาดคะเนของโจทก์เท่านั้น นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังนำสืบว่า ภายหลังการเข้าตรวจค้นจึงทราบว่ามีพนักงานที่จำเลยที่ 1 เพิ่งรับเข้ามาทำงานได้ไม่นานนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมาติดตั้งเองโดยพลการ โดยพนักงานคนดังกล่าวก็คือนายพีระพจน์ เมื่อพิจารณาใบสมัครงานและใบลาออกพบว่า มีการอนุมัติรับนายพีระพจน์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 และอนุมัติให้ลาออกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรายงานการตรวจโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พบว่ามีการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 หรือประมาณ 1 ปี หลังจากที่รับนายพีระพจน์เข้าทำงาน ก็สอดคล้องกับที่จำเลยทั้งสองให้การว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวติดตั้งโดยพนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาได้ไม่นาน และต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นที่ทำการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 นายพีระพจน์ก็ได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 โดยนายพีระพจน์เบิกความว่า สาเหตุที่ระบุในใบลาออกว่าต้องการไปต่างจังหวัดก็เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ต้องการตัดอนาคตของตนในการไปสมัครงานที่อื่น ซึ่งเมื่อพิจารณาช่วงระยะเวลาที่นายพีระพจน์ลาออกหลังเกิดเหตุแล้วประมาณ 2 เดือนเศษ กับเหตุผลตามที่นายพีระพจน์เบิกความก็ถือเป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้ ไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธอันจะถึงขนาดให้ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวกลับแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการให้นายพีระพจน์ออกจากงานแล้ว มิได้เพิกเฉยต่อการกระทำของนายพีระพจน์ดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่โจทก์อ้างว่าข้อมูลงานจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ล้วนเป็นชื่อนายสมเดชโดยไม่มีชื่อนายพีระพจน์ และปรากฏชื่อนายพีระพจน์บันทึกข้อมูลงานในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 3 ซึ่งติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องนั้น ก็อาจเป็นเพราะนายพีระพจน์ทราบว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 เป็นการติดตั้งที่ไม่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องจึงไม่บันทึกงานไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ส่วนนายสมเดชแม้เป็นหัวหน้างานในห้องดังกล่าวแต่ก็อาจไม่ทราบเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่านายสมเดชมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดหาโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือไม่ คงได้ความตามที่นางสาวพิมพ์ณารา เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า โดยปกติหัวหน้าแผนกหรือหัวหน้างานจะสั่งซื้อสิ่งของที่ใช้ในการทำงานได้หรือไม่จะขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้า หากมูลค่าไม่มากสามารถสั่งได้เอง แต่หากมูลค่าสูง เช่น ราคา 1,000,000 บาท ต้องมีการเสนอกรรมการบริษัท ซึ่งในประเด็นนี้ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมเบิกความถึงมูลค่าของโปรแกรมเอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) ไว้ว่า เริ่มต้นที่ประมาณ 800,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ชัดแจ้งว่านายสมเดชมีหน้าที่ในการซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือไม่ ดังนี้ ลำพังการที่ปรากฏชื่อนายสมเดชบันทึกงานในคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 โดยไม่ปรากฏชื่อนายพีระพจน์ หรือการที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการสอบสวนหรือลงโทษนายสมเดช จึงยังไม่ถึงขนาดที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นกับการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยทั้งสองมีนายพีระพจน์มาเป็นพยานเบิกความยืนยันถึงการกระทำดังกล่าวด้วยตนเอง โดยในขณะเบิกความต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นั้น เป็นเวลาหลังจากนายพีระพจน์ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามใบลาออกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 แล้ว ถึง 2 ปีเศษ นายพีระพจน์ย่อมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยทั้งสองอีกในการที่จะต้องเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยทั้งสองหรือในลักษณะที่อาจเป็นผลร้ายแก่ตนเอง คำเบิกความของนายพีระพจน์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งในการตรวจค้นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 รวมถึงตัวจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ขัดขวางไม่ให้ความร่วมมือ และจำเลยทั้งสองก็ให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น โดยให้เหตุผลสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันกับที่ได้ให้การไว้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดนอกจากนี้มานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองสั่งการหรือรู้เห็นในการที่พนักงานของจำเลยที่ 1 ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวลงเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมาจึงยังไม่สามารถรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ชอบเนื่องจากวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ยกฟ้อง โดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในอัตราสูงสุด และลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในส่วนนี้อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางเป็นสิ่งที่ต้องริบหรือไม่ เห็นว่า แม้พยานหลักฐานในคดีนี้ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเป็นที่ยุติว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกยึดไว้เป็นของกลางตามฟ้องนั้น คือ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 ซึ่งติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ทั้งตามรายละเอียดการใช้โปรแกรมฯ เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 1 ก็พบว่า มีข้อมูลงานที่บันทึกไว้จากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวล่าสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ก่อนวันเข้าตรวจค้น 2 วัน ดังนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องริบตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 75 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้คืนเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้คงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 30 (1) ม. 69 วรรคสอง ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — ซ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสักกพันธุ์ จิตรจง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 38/2566
#692622
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ ผู้ร้องอ้างว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกาขัดแย้งกัน ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลอุทธรณ์กับศาลฎีกาที่พิพากษาขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรมขัดแย้งกันเอง จึงมิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาได้คำร้องของบมจ. ท. ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๙ (๒) ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท. จำกัด (มหาชน)
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 37/2566
#692582
เปิดฉบับเต็ม

แม้องค์การบริหารส่วนตำบลตะกุดไร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ส่วนกองบัญชาการกองทัพไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นส่วนราชการตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้ก่อสร้างถนนสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนใช้สอยร่วมกันและเป็นการซ่อมทางผิวจราจรลูกรังเดิมที่มีอยู่แล้วมิได้ทำถนนขึ้นใหม่ จึงมิได้บุกรุกที่ดินของราษฎรแต่อย่างใด กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจเข้าไปดำเนินการซ่อมทางผิวจราจรโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ค. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลตะกุดไร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 36/2566
#691911
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาย ว. ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๓๗ คน ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ที่ ๔ นายอำเภอเมืองสระบุรี ที่ ๕ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลาไหล ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง ต่อมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๕๓ ไว้พิจารณา โดยคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕๒ และผู้ฟ้องคดีที่ ๕๔ ถึงที่ ๑๓๗ เป็นราษฎรในตำบลหนองปลาไหล ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๔๑๕ ให้แก่ พันโท ส. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการสมยอมกันรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาททับที่สาธารณประโยชน์ (ป่าช้าหนองแต้หรือป่าเฮี้ยว) และทางสาธารณประโยชน์ที่ใช้เป็นทางเข้าออกป่าช้า ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดคนได้มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกมิได้แจ้งผลการดำเนินการตามข้อร้องเรียน จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับทางเข้าหรือถนนและที่สาธารณประโยชน์ (ป่าช้าหนองแต้หรือป่าเฮี้ยว) ตามอำนาจหน้าที่ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาที่สาธารณะ โดยเฉพาะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การสรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ แต่การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๔๑๕ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ทั้งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๒๒๘/๒๕๕๓ วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของเอกชน ไม่ใช่ที่สาธารณะ ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นประเด็นเกี่ยวกับการฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหก ว่าละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสระบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ว. ที่ 1 กับพวกรวม 137 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกรัฐมนตรี ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2566
#693652
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาราษีไศล ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๗๘๒ อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โต้แย้งว่า ยังไม่อาจพิจารณาได้เป็นที่ยุติว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๗๘๒ มีตำแหน่งทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีจริงหรือไม่ หรือเป็นกรณีลงตำแหน่งที่ดินในระวางคลาดเคลื่อน แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าศาลจังหวัดศรีสะเกษ มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยอมให้ที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๘ ตกเป็นของจำเลยเพียงผู้เดียว แต่คำพิพากษาดังกล่าวมิได้มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๗๘๒ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๘ ซึ่งเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๗๘๒ ที่ออกให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ฟ้องคดี — นาย ฮ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาราษีไศล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 34/2566
#691804
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาย ว. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมราชทัณฑ์ ที่ ๑ เรือนจำอำเภอหล่มสัก ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย พ. ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากการที่นาย พ. ซึ่งอยู่ระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่เรือนจำอำเภอหล่มสัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อตรวจพิสูจน์สารเสพติดตามคำสั่งของศาลยุติธรรม ได้เสียชีวิตลงโดยผิดธรรมชาติ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชี้แจงการตายของนาย พ. แก่ผู้ฟ้องคดีและศาล ดังนี้เมื่อกรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานระดับกรมสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ส่วนเรือนจำอำเภอหล่มสัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่คดีพิพาทที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย พ. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดและศาลยุติธรรมมีคำสั่งให้ส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดโดยให้อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดังนั้นนาย พ. จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีผลถึงการดำเนินคดีของพนักงานอัยการที่อาจชะลอการฟ้องไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจากคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือให้พนักงานอัยการดำเนินคดีต่อไปหากเห็นว่าผู้ต้องหาไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ทั้งนี้ตามมาตรา ๒๒ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว และในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนและผลการฟื้นฟูเป็นที่น่าพอใจแล้ว มาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาและให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป แล้วแจ้งผลให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการทราบ แต่หากผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจก็ต้องรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป โดยมาตรา ๓๔ บัญญัติว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้ต้องหาที่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดหรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้นั้นได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว และมาตรา ๓๕ยังบัญญัติให้การปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการ อนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้ การควบคุมตัวผู้ต้องหาเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดอันจะนำไปสู่การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การกระทำทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่านาย พ. ถึงแก่ความตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ตามคำสั่งศาลยุติธรรม โดยมีคำขอให้ศาลตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามความในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา ย่อมมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหล่มสัก
ผู้ฟ้องคดี — นาย ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมราชทัณฑ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 33/2566
#692581
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้การไฟฟ้านครหลวง โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. ๒๕๐๑ มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ คือ ผลิต จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การไฟฟ้านครหลวง จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายหม้อแปลงจำหน่าย ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงานของโจทก์เท่านั้น โดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้จำเลยส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและโจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลยเมื่อได้รับมอบสิ่งของที่ซื้อขายไว้โดยครบถ้วน ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อและจำเลยผู้ขาย ผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญาไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้จำเลยเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — บริษัท ส. จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2566
#691949
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดกับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๓๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา... ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ โดยจำเลยได้ร่วมกันเข้ารื้อถอนทำลายป้ายประกาศของโจทก์ ติดตั้งป้ายใหม่และนำป้ายประกาศของโจทก์ไปด้วย โดยใช้รถยนต์จำนวน ๑ คัน เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด หรือเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป และได้ข่มขู่พนักงานของโจทก์ ไล่ให้พนักงานของโจทก์ออกจากพื้นที่... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — พลเรือโทหรือนาย ป. ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2566
#691803
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๒๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา... ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ โดยจำเลยได้ร่วมกันนำแท่งคอนกรีตปิดกั้นทางเข้าออกพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกได้... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — นาวาเอกหรือนาย พ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 30/2566
#701479
เปิดฉบับเต็ม

การโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มี 2 กรณี ได้แก่ กรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้ "คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การหรือก่อนพ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ยื่นคำให้การเป็นอย่างช้าสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่นในการนี้ ศาลที่รับฟ้องอาจรอการพิจารณา ไว้ชั่วคราวก็ได้ และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่า คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว..." กับกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลตนตามมาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้นำความในมาตรานี้ ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาโดยอนุโลม เมื่อคดีนี้ จำเลยที่ 2 โต้แย้งเขตอำนาจศาลมาในคำให้การ และข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องได้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือโต้แย้งเขตอำนาจศาลยุติธรรมต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ กรณี จึงไม่เป็นไปตามรูปแบบและเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 12 ที่กำหนดว่าคำร้องต้องทำเป็นหนังสือ... แม้ต่อมาภายหลังศาลจังหวัดสมุทรปราการจะทำความเห็นว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ส่วนศาลปกครองกลางซึ่งเป็นศาลที่รับความเห็นมีความเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมที่รับฟ้อง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล แต่ก็มิใช่กรณีที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นศาลผู้ส่งความเห็นได้ริเริ่มกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลโดยศาลเห็นเอง ตามนัยของพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคสาม การเสนอเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีเขตอำนาจศาล ขัดแย้งกันในคดีนี้จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสาม คณะกรรมการไม่รับวินิจฉัย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 29 (2) จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.
จำเลย — บริษัท ศ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2566
#701478
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่โจทก์ฟ้องเอกชน เจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 22145 เป็นจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 22145 ทับซ้อนกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3827 ของโจทก์ทั้งแปลง การออกโฉนดที่ดินของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 22145 และให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3827 ของโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 เข้ามาในคดีด้วย ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดอันเกิดจากเจ้าหน้าที่ของตนที่โจทก์อ้างว่าดำเนินการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อประเด็นหลักของคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ระหว่างเอกชนด้วยกัน แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการใช้อำนาจออกโฉนดที่ดินเลขที่ 22145 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเรื่องเดียวเกี่ยวพันกันกับการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3827 ของโจทก์ หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพิจิตร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท น. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2566
#691947
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นางสาว ว. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง การประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๐๕ ซึ่งมีทางจำเป็นตัดผ่านที่ดิน ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ปรับพื้นที่เพื่อวางแนวรั้ว พบท่อน้ำประปาของผู้ถูกฟ้องคดีวางผ่านตามแนวข้างทางจำเป็นทั้ง ๒ ฝั่ง ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการรอนสิทธิและรบกวนสิทธิในทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิในการใช้ที่ดิน ไม่สามารถวางแนวรั้วได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยค่าใช้ประโยชน์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อย้ายท่อน้ำประปาออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทวางท่อประปารุกล้ำที่ดินผู้ฟ้องคดี แต่เป็นการดำเนินการของเทศบาลตำบลหนองตำลึง ตามโครงการขยายเขตจำหน่ายน้ำประปาภายในเขตเทศบาลเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์ ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้การประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดวางท่อน้ำประปารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๐๕ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การสรุปได้ว่า ไม่ได้กระทำละเมิด และที่ดินพิพาทที่มีการวางท่อประปาเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๐๕ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การดำเนินการตามโครงการขยายเขตจำหน่ายน้ำประปาภายในเขตเทศบาลหนองตำลึง โดยการวางท่อน้ำประปาในที่สาธารณประโยชน์กระทำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดชลบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปาส่วนภูมิภาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2566
#691946
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีงดเว้นค่าปรับตามสัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและวิเคราะห์ทรัพย์สิน (ACAS) กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและวิเคราะห์ทรัพย์สิน (ACAS) ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและวิเคราะห์ทรัพย์สิน (ACAS) มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการพัฒนาระบบงานรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมด้วยระบบคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ต่อพ่วง เพื่อให้มีระบบงานใช้ภายในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดี และเป็นช่องทางให้ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด สามารถยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ลักษณะของสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีพัฒนาระบบงานใช้ภายในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและวิเคราะห์ทรัพย์สิน (ACAS) ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีจึงเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ค. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2566
#691956
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาง ร. ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง กำนันตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ ที่ ๑ นายอำเภอทุ่งเสลี่ยม ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ ที่ ๔ กรมป่าไม้ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยนำรถไถแปลงข้าวในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อจะปลูกต้นไม้ตามโครงการปลูกป่าของอำเภอทุ่งเสลี่ยมโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่ในเขตป่าชุมชนตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของตนเอง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นป่าชุมชนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าไม่เป็นละเมิด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสวรรคโลก
ผู้ฟ้องคดี — นาง ร.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กำนันตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 24/2566
#702424
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ลดโทษผู้ร้องเป็นปลดออกจากราชการ และคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดลำปางยื่นฟ้องผู้ร้องกับพวกต่อศาลจังหวัดลำปางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 151, 157 ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจะอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 21 และข้อ 50 ก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ลดโทษผู้ร้องเป็นปลดออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องกับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 หรือไม่ ซึ่งการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาแก่ข้าราชการนั้นเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน โดยการดำเนินการและการลงโทษทางวินัยของข้าราชการมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อควบคุมความประพฤติของข้าราชการให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติราชการให้เกิดประสิทธิภาพ รักษาชื่อเสียงและสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการอันเป็นการใช้มาตรการภายในฝ่ายบริหาร ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาวินัยข้าราชการ โดยกฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและตามที่เห็นสมควร โดยเน้นที่ความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการ และการคุ้มครองเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งมีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการจึงแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้กระทำผิดอาญา โดยมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งโดยหลักการดำเนินคดีอาญาต้องเป็นไปตามองค์ประกอบความรับผิดทางอาญา และศาลจะพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาและลงโทษจำเลย ก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานมั่นคงพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเท่านั้น ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาความผิดทางวินัยและความผิดอาญาจะเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นในคดีต่างกันและการพิสูจน์ความผิดที่กฎหมายประสงค์จะนำมาลงโทษในคดีอาญาและคดีวินัยแตกต่างกัน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ผู้ร้อง — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ