แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ที่ ๘ และที่ ๙ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๐ - ๑๒ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันทำสิ่งกีดขวางปิดกั้นทางเข้าออกและข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานของโจทก์ออกจากพื้นที่ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ที่ ๘ และที่ ๙ ซึ่งเป็นเอกชน โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๕ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันทำสิ่งกีดขวางปิดกั้นทางเข้าออก อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องจึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ และที่ ๖ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งหกกับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานของโจทก์ออกจากพื้นที่ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
39395406032500
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) (เดิม) ที่มีข้อความว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" นั้น เป็นคำขยายคำว่า "ชื่อในทางการค้า" เท่านั้น มิได้รวมไปถึงชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาด้วย ประกอบกับเจตนารมณ์ของมาตรา 7 วรรคหนึ่ง มุ่งหมายจะคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนในลักษณะต้องเป็นเครื่องหมายที่ใช้ประโยชน์ในการแยกแยะความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเพื่อมิให้สาธารณชนเกิดความสับสนหรือหลงผิดในการเลือกซื้อสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่นแล้ว ส่วนเหตุผลและเจตนารมณ์ของกฎหมายอื่นที่ถูกยกเลิกไปแล้ว และการใช้ถ้อยคำรวมถึงการจัดวางตำแหน่งของคำตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เองต่างจากเดิมจึงไม่อาจอ้างการตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเดิมได้ ดังนั้น หากชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าเป็นชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา และมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่นแม้ไม่ได้แสดงโดยลักษณะพิเศษแล้ว ย่อมถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ดังนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า ซึ่งมีที่มาจากชื่อของ ค. นักออกแบบชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งโจทก์ ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์อันเป็นชื่อตัวและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดา เมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมแล้วไม่ปรากฏว่าเป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาของประชาชนในประเทศไทย กับคำดังกล่าวมิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรงแล้ว จึงย่อมมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้แตกต่างไปจากสินค้าอื่นและมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองโดยไม่จำต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษอีกด้วย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ ผู้ร้องอ้างว่า คำพิพากษาศาลฎีกาสองเรื่องขัดแย้งกัน ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีล้มละลาย ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาสองเรื่องพิพากษาขัดแย้งกันเอง ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรมขัดแย้งกันเอง จึงมิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาได้
คำร้องของบมจ. ท. ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๙ (๒) ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
แม้พยานหลักฐานในคดีนี้ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการค้า แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเป็นที่ยุติว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกยึดไว้เป็นของกลางตามฟ้องนั้น คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอ็นเอ็กซ์ 7.5 (NX 7.5) อันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ทั้งตามรายละเอียดการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวก็พบว่า มีข้อมูลงานที่บันทึกไว้จากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ล่าสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ก่อนวันเข้าตรวจค้น 2 วัน ดังนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องริบตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 75
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ ผู้ร้องอ้างว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกาขัดแย้งกัน ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลอุทธรณ์กับศาลฎีกาที่พิพากษาขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรมขัดแย้งกันเอง จึงมิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาได้คำร้องของบมจ. ท. ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๙ (๒) ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
แม้องค์การบริหารส่วนตำบลตะกุดไร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ส่วนกองบัญชาการกองทัพไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นส่วนราชการตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้ก่อสร้างถนนสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนใช้สอยร่วมกันและเป็นการซ่อมทางผิวจราจรลูกรังเดิมที่มีอยู่แล้วมิได้ทำถนนขึ้นใหม่ จึงมิได้บุกรุกที่ดินของราษฎรแต่อย่างใด กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจเข้าไปดำเนินการซ่อมทางผิวจราจรโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย ว. ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๓๗ คน ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ที่ ๔ นายอำเภอเมืองสระบุรี ที่ ๕ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลาไหล ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง ต่อมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๕๓ ไว้พิจารณา โดยคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕๒ และผู้ฟ้องคดีที่ ๕๔ ถึงที่ ๑๓๗ เป็นราษฎรในตำบลหนองปลาไหล ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๔๑๕ ให้แก่ พันโท ส. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการสมยอมกันรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาททับที่สาธารณประโยชน์ (ป่าช้าหนองแต้หรือป่าเฮี้ยว) และทางสาธารณประโยชน์ที่ใช้เป็นทางเข้าออกป่าช้า ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดคนได้มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกมิได้แจ้งผลการดำเนินการตามข้อร้องเรียน จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับทางเข้าหรือถนนและที่สาธารณประโยชน์ (ป่าช้าหนองแต้หรือป่าเฮี้ยว) ตามอำนาจหน้าที่ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาที่สาธารณะ โดยเฉพาะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การสรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ แต่การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๔๑๕ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ทั้งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๒๒๘/๒๕๕๓ วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของเอกชน ไม่ใช่ที่สาธารณะ ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นประเด็นเกี่ยวกับการฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหก ว่าละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาราษีไศล ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๗๘๒ อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โต้แย้งว่า ยังไม่อาจพิจารณาได้เป็นที่ยุติว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๗๘๒ มีตำแหน่งทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีจริงหรือไม่ หรือเป็นกรณีลงตำแหน่งที่ดินในระวางคลาดเคลื่อน แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าศาลจังหวัดศรีสะเกษ มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยอมให้ที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๘ ตกเป็นของจำเลยเพียงผู้เดียว แต่คำพิพากษาดังกล่าวมิได้มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๗๘๒ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๘ ซึ่งเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๗๘๒ ที่ออกให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ นาย ว. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมราชทัณฑ์ ที่ ๑ เรือนจำอำเภอหล่มสัก ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย พ. ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากการที่นาย พ. ซึ่งอยู่ระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่เรือนจำอำเภอหล่มสัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อตรวจพิสูจน์สารเสพติดตามคำสั่งของศาลยุติธรรม ได้เสียชีวิตลงโดยผิดธรรมชาติ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชี้แจงการตายของนาย พ. แก่ผู้ฟ้องคดีและศาล ดังนี้เมื่อกรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานระดับกรมสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ส่วนเรือนจำอำเภอหล่มสัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่คดีพิพาทที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย พ. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดและศาลยุติธรรมมีคำสั่งให้ส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดโดยให้อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดังนั้นนาย พ. จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีผลถึงการดำเนินคดีของพนักงานอัยการที่อาจชะลอการฟ้องไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจากคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือให้พนักงานอัยการดำเนินคดีต่อไปหากเห็นว่าผู้ต้องหาไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ทั้งนี้ตามมาตรา ๒๒ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว และในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนและผลการฟื้นฟูเป็นที่น่าพอใจแล้ว มาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาและให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป แล้วแจ้งผลให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการทราบ แต่หากผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจก็ต้องรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป โดยมาตรา ๓๔ บัญญัติว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้ต้องหาที่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดหรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้นั้นได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว และมาตรา ๓๕ยังบัญญัติให้การปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการ อนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้ การควบคุมตัวผู้ต้องหาเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดอันจะนำไปสู่การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การกระทำทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่านาย พ. ถึงแก่ความตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ตามคำสั่งศาลยุติธรรม โดยมีคำขอให้ศาลตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามความในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา ย่อมมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้การไฟฟ้านครหลวง โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. ๒๕๐๑ มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ คือ ผลิต จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การไฟฟ้านครหลวง จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายหม้อแปลงจำหน่าย ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงานของโจทก์เท่านั้น โดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้จำเลยส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและโจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลยเมื่อได้รับมอบสิ่งของที่ซื้อขายไว้โดยครบถ้วน ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อและจำเลยผู้ขาย ผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญาไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้จำเลยเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดกับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๓๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา... ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ โดยจำเลยได้ร่วมกันเข้ารื้อถอนทำลายป้ายประกาศของโจทก์ ติดตั้งป้ายใหม่และนำป้ายประกาศของโจทก์ไปด้วย โดยใช้รถยนต์จำนวน ๑ คัน เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด หรือเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป และได้ข่มขู่พนักงานของโจทก์ ไล่ให้พนักงานของโจทก์ออกจากพื้นที่... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๒๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา... ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ โดยจำเลยได้ร่วมกันนำแท่งคอนกรีตปิดกั้นทางเข้าออกพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกได้... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มี 2 กรณี ได้แก่ กรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้ "คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การหรือก่อนพ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ยื่นคำให้การเป็นอย่างช้าสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่นในการนี้ ศาลที่รับฟ้องอาจรอการพิจารณา ไว้ชั่วคราวก็ได้ และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่า คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว..." กับกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลตนตามมาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้นำความในมาตรานี้ ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาโดยอนุโลม เมื่อคดีนี้ จำเลยที่ 2 โต้แย้งเขตอำนาจศาลมาในคำให้การ และข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องได้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือโต้แย้งเขตอำนาจศาลยุติธรรมต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ กรณี จึงไม่เป็นไปตามรูปแบบและเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 12 ที่กำหนดว่าคำร้องต้องทำเป็นหนังสือ... แม้ต่อมาภายหลังศาลจังหวัดสมุทรปราการจะทำความเห็นว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ส่วนศาลปกครองกลางซึ่งเป็นศาลที่รับความเห็นมีความเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมที่รับฟ้อง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล แต่ก็มิใช่กรณีที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นศาลผู้ส่งความเห็นได้ริเริ่มกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลโดยศาลเห็นเอง ตามนัยของพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคสาม การเสนอเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีเขตอำนาจศาล ขัดแย้งกันในคดีนี้จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสาม คณะกรรมการไม่รับวินิจฉัย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 29 (2) จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่โจทก์ฟ้องเอกชน เจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 22145 เป็นจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 22145 ทับซ้อนกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3827 ของโจทก์ทั้งแปลง การออกโฉนดที่ดินของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 22145 และให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3827 ของโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 เข้ามาในคดีด้วย ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดอันเกิดจากเจ้าหน้าที่ของตนที่โจทก์อ้างว่าดำเนินการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อประเด็นหลักของคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ระหว่างเอกชนด้วยกัน แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการใช้อำนาจออกโฉนดที่ดินเลขที่ 22145 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเรื่องเดียวเกี่ยวพันกันกับการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3827 ของโจทก์ หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้นางสาว ว. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง การประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๐๕ ซึ่งมีทางจำเป็นตัดผ่านที่ดิน ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ปรับพื้นที่เพื่อวางแนวรั้ว พบท่อน้ำประปาของผู้ถูกฟ้องคดีวางผ่านตามแนวข้างทางจำเป็นทั้ง ๒ ฝั่ง ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการรอนสิทธิและรบกวนสิทธิในทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิในการใช้ที่ดิน ไม่สามารถวางแนวรั้วได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยค่าใช้ประโยชน์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อย้ายท่อน้ำประปาออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทวางท่อประปารุกล้ำที่ดินผู้ฟ้องคดี แต่เป็นการดำเนินการของเทศบาลตำบลหนองตำลึง ตามโครงการขยายเขตจำหน่ายน้ำประปาภายในเขตเทศบาลเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์ ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้การประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดวางท่อน้ำประปารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๐๕ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การสรุปได้ว่า ไม่ได้กระทำละเมิด และที่ดินพิพาทที่มีการวางท่อประปาเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๐๕ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การดำเนินการตามโครงการขยายเขตจำหน่ายน้ำประปาภายในเขตเทศบาลหนองตำลึง โดยการวางท่อน้ำประปาในที่สาธารณประโยชน์กระทำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีงดเว้นค่าปรับตามสัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและวิเคราะห์ทรัพย์สิน (ACAS) กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี
คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและวิเคราะห์ทรัพย์สิน (ACAS) ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและวิเคราะห์ทรัพย์สิน (ACAS) มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการพัฒนาระบบงานรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมด้วยระบบคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ต่อพ่วง เพื่อให้มีระบบงานใช้ภายในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดี และเป็นช่องทางให้ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด สามารถยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ลักษณะของสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีพัฒนาระบบงานใช้ภายในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและวิเคราะห์ทรัพย์สิน (ACAS) ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีจึงเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ นาง ร. ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง กำนันตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ ที่ ๑ นายอำเภอทุ่งเสลี่ยม ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ ที่ ๔ กรมป่าไม้ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยนำรถไถแปลงข้าวในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อจะปลูกต้นไม้ตามโครงการปลูกป่าของอำเภอทุ่งเสลี่ยมโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่ในเขตป่าชุมชนตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของตนเอง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นป่าชุมชนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าไม่เป็นละเมิด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ลดโทษผู้ร้องเป็นปลดออกจากราชการ และคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดลำปางยื่นฟ้องผู้ร้องกับพวกต่อศาลจังหวัดลำปางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 151, 157 ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจะอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 21 และข้อ 50 ก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ลดโทษผู้ร้องเป็นปลดออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องกับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 หรือไม่ ซึ่งการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาแก่ข้าราชการนั้นเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน โดยการดำเนินการและการลงโทษทางวินัยของข้าราชการมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อควบคุมความประพฤติของข้าราชการให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติราชการให้เกิดประสิทธิภาพ รักษาชื่อเสียงและสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการอันเป็นการใช้มาตรการภายในฝ่ายบริหาร ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาวินัยข้าราชการ โดยกฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและตามที่เห็นสมควร โดยเน้นที่ความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการ และการคุ้มครองเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งมีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการจึงแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้กระทำผิดอาญา โดยมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งโดยหลักการดำเนินคดีอาญาต้องเป็นไปตามองค์ประกอบความรับผิดทางอาญา และศาลจะพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาและลงโทษจำเลย ก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานมั่นคงพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเท่านั้น ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาความผิดทางวินัยและความผิดอาญาจะเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นในคดีต่างกันและการพิสูจน์ความผิดที่กฎหมายประสงค์จะนำมาลงโทษในคดีอาญาและคดีวินัยแตกต่างกัน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง