คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4753/2565
#687907
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยนำเงินมาวางเพื่อบรรเทาผลร้ายให้โจทก์ ศาลมีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่า มีเงินมาวางไว้ที่ศาลเพื่อให้โจทก์มารับไป เมื่อมีการแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว หากโจทก์ไม่มารับเงินไปภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ทราบว่ามีการวางเงิน เงินค้างจ่ายจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 345 คดีนี้จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายให้โจทก์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 ศาลชั้นต้นได้แจ้งให้โจทก์ทราบในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลในวันที่ 3 สิงหาคม 2559 ว่าจำเลยนำเงินมาวางศาลและให้โจทก์ติดต่อรับเงิน แม้โจทก์ไม่ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นได้จดแจ้งเหตุที่โจทก์ไม่ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 50 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แล้ว ทั้งต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์โจทก์ก็ระบุในอุทธรณ์ว่าจำเลยนำเงินมาวางศาล 5,000 บาท ต้องถือว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยนำเงินมาวางศาลและโจทก์มีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2559 แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินที่จำเลยวางไว้ที่ศาลในภายหลังเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 อีก ไม่ทำให้วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยนำเงินมาวางศาลและโจทก์มีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป เงินที่จำเลยนำมาวางศาลและโจทก์ยังไม่มาขอรับ จึงเป็นเงินค้างจ่าย ดังนั้น การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอรับเงิน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งเกินกำหนดห้าปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบว่ามีการวางเงิน เงินค้างจ่ายดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินแล้ว และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 288 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65, 67 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า คดีมีมูล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งตามรูปคดี จำเลยให้การรับสารภาพ และวันที่ 16 ธันวาคม 2558 จำเลยนำเงิน 5,000 บาท มาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำอุทธรณ์มาใหม่ภายใน 7 วัน แต่โจทก์ยืนยันที่จะไม่จัดทำอุทธรณ์ฉบับใหม่ จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งให้คู่ความทราบเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560

ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาล 5,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงิน 5,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยนำเงินมาวางเพื่อบรรเทาผลร้ายให้โจทก์ที่ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีเงินมาวางไว้ที่ศาลเพื่อให้โจทก์มารับไป เมื่อมีการดำเนินการแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว หากโจทก์ไม่มารับเงินไปภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ทราบว่ามีการวางเงิน เงินค้างจ่ายจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 คดีนี้จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายให้โจทก์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 ศาลชั้นต้นได้แจ้งให้โจทก์ทราบในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลในวันที่ 3 สิงหาคม 2559 ว่าจำเลยนำเงินมาวางศาลและให้โจทก์ติดต่อรับเงิน แม้โจทก์ไม่ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นได้จดแจ้งเหตุที่โจทก์ไม่ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 50 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้ว ทั้งต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ โจทก์ก็ระบุในอุทธรณ์ว่าจำเลยนำเงินมาวางศาล 5,000 บาท ตามอุทธรณ์ของโจทก์ลงวันที่ 2 กันยายน 2559 ในสำนวน ต้องถือว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยนำเงินมาวางศาล และโจทก์มีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2559 แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินที่จำเลยวางไว้ที่ศาลในภายหลังเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 อีก ไม่ทำให้วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยนำเงินมาวางศาลและโจทก์มีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป เงินที่จำเลยนำมาวางศาลและโจทก์ยังไม่มาขอรับ จึงเป็นเงินค้างจ่าย ดังนั้น การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอรับเงินเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งเกินกำหนดห้าปีนับแต่วันที่โจทก์ทราบว่ามีการวางเงิน เงินค้างจ่ายดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินแล้ว และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้องของโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 50 (2) ม. 345
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายเจนรบ นาคสุต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิทยา หะยีหมัด
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
เศกสิทธิ์ สุขใจ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4741/2565
#697285
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 และโจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ภายในเวลาสิบปีตามข้อกำหนดห้ามโอนก็ตาม แต่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต่างรู้ว่าที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนและตกลงกันว่าจะโอนให้แก่กัน ณ สำนักงานที่ดินมะขาม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังพ้นข้อกำหนดห้ามโอนในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 แล้วเช่นนี้ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทย่อมเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การที่จำเลยครอบครองดูแลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่โจทก์จะขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทนั้นไว้ในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ตราบใดที่จำเลยมิได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 การครอบครองที่ดินของจำเลยจึงเป็นการยึดถือแทนโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการถือสิทธิครอบครองเด็ดขาดเป็นของตนในฐานะเจ้าของไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเสร็จเด็ดขาดในระหว่างที่มีข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืน ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และมีผลให้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงมีผลสมบูรณ์และบังคับกันได้ในลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขายอันเป็นบุคคลสิทธิ และเป็นเรื่องที่จำเลยชอบที่จะว่ากล่าวเอาความแก่โจทก์ต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วยผลแห่งหนี้และสัญญา และเมื่อการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการครอบครองแทนโจทก์เช่นนี้ จำเลยย่อมไม่อาจอ้างอายุความการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ขึ้นยันแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 10921 และสวนทุเรียนของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสวนทุเรียนของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนที่ดินให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 10921 และสวนทุเรียนของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ปีละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและสวนทุเรียนของโจทก์ ยกฟ้องแย้ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทและสวนทุเรียนของโจทก์ หรือจนกว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจะโอนไปจากโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกับโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10921 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ต่อมาจำเลยแบ่งขายที่ดินของจำเลยดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2551 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยมีข้อความระบุในสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินว่า ห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยมีข้อความระบุวันทำสัญญาซื้อขายว่า วันที่ 2 ธันวาคม 2556 ผู้ขาย (โจทก์) จะส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายตามสัญญาให้แก่ผู้ซื้อ (จำเลย) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินแก่ธนาคาร พ.

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะและใช้บังคับไม่ได้หรือไม่ และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของจำเลยว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตามสัญญาซื้อขาย และได้รับค่าที่ดินพิพาทจากจำเลยครบถ้วนแล้ว แม้ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 และโจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ภายในเวลาสิบปีตามข้อกำหนดห้ามโอนก็ตาม แต่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต่างรู้ว่าที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนและตกลงกันว่าจะโอนให้แก่กัน ณ สำนักงานที่ดินมะขาม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังพ้นข้อกำหนดห้ามโอนในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 แล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทย่อมเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การที่จำเลยครอบครองดูแลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่โจทก์จะขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทนั้นไว้ในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ตราบใดที่จำเลยมิได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่เป็นเพียงการยึดถือแทนโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการถือสิทธิครอบครองเด็ดขาดเป็นของตนในฐานะเจ้าของไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเสร็จเด็ดขาดในระหว่างที่มีข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และมีผลให้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ในลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขายอันเป็นบุคคลสิทธิ และเป็นเรื่องที่จำเลยชอบที่จะว่ากล่าวเอาความแก่โจทก์ต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วยผลแห่งหนี้และสัญญา เมื่อการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการครอบครองแทนโจทก์เช่นนี้ จำเลยย่อมไม่อาจอ้างอายุความการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ขึ้นยันแก่โจทก์ได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 456 วรรคสอง ม. 1381 ม. 1382
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจเอก ช.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายชาติธรรม ประสงค์จรรยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อำนาจ โชติชะวารานนท์
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4728/2565
#689608
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากร ประเภทที่ 13 ยุทธภัณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นอากรตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 13 ต้องเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการเป็นสำคัญ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าพิพาทเป็นยุทธภัณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นอากรตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 13 หรือไม่ นั้น จะต้องพิจารณาในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จว่าโจทก์นำเข้าสินค้าในลักษณะที่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการหรือไม่ เมื่อสินค้าพิพาทเป็นส่วนประกอบที่จะต้องนำไปผลิตอาวุธ (กระสุนปืน) เสียก่อนแล้วจึงนำมาขายหรือจำหน่ายให้กับส่วนราชการเพื่อนำไปใช้อีกทอดหนึ่ง โดยในขณะเกิดความรับผิดทางภาษี (Tax Point) หรือขณะยื่นใบขนสินค้าต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นั้น ของที่นำเข้ายังไม่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการซึ่งส่วนราชการเป็นผู้มีสิทธิใช้ยุทธภัณฑ์นั้นแต่อย่างใด ดังนั้น สินค้าพิพาทจึงไม่ได้รับยกเว้นอากรตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 13

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทมีการเติมสาร Diphenylamine ที่เป็น Stabilizer และ Diethyl Ether ซึ่งทำให้เกิดการระเบิดได้ ทำให้มีคุณสมบัติของดินขับในประเภทพิกัด 36.01 ซึ่งเป็นประเภทพิกัดที่เฉพาะเจาะจงกว่า สินค้าพิพาทจึงไม่ใช่ไนโตรเซลลูโลสกึ่งสำเร็จรูปที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบตามประเภทพิกัด 39.12 ประเภทย่อย 3912.20.11 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 และข้อ 6

โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้โจทก์นำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 และโจทก์นำของออกไปจากอารักขาของศุลกากร ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับอยู่ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน จำเลยที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 คดีนี้ ปรากฏว่าเงินเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระนับถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ยังไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์จึงต้องรับผิดชำระจนกว่าจะเท่าจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่ กค.3300366/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 และ ที่ กค.3300367/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอพ.47/2562/ป2/2562 (3.12) ลงวันที่ 30 เมษายน 2562 และหากโจทก์ต้องรับผิดชำระอากรที่ขาด ขอให้โจทก์รับผิดในเงินเพิ่มไม่เกินจำนวนอากรที่ขาด

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า (กศก.115) ที่ กค.3300366/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 และที่ กค.3300367/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอพ.47/2562/ป2/2562 (3.12) ลงวันที่ 30 เมษายน 2562 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นศาลภาษีอากรกลางและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์นำเข้าสินค้าดินส่งกระสุนปืนเล็ก (ไนโตรเซลลูโลส) (SMOKELESS POWDER (NITROCELLULOSE)) LOVEX S 011-01, LOVEX S 011-02, LOVEX D 032-03, LOVEX D 037-01, LOVEX D 073-01 และ LOVEX S 015-01 โดยสำแดงประเภทพิกัด 3912.20.11 อัตราอากรร้อยละ 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และลงวันที่ 6 มกราคม 2555 ในฐานะเป็นไนโตรเซลลูโลสกึ่งสำเร็จรูปที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A007-05306-08965 นำเข้าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ A016-05511-03312 นำเข้าเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจพบว่าสินค้าดังกล่าวจัดเป็นของในตอนที่ 36 ของพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ว่าด้วยวัตถุระเบิด ผลิตภัณฑ์จำพวกดอกไม้เพลิง ไม้ขีดไฟ ฯ มีระบุไว้ชัดเจนในประเภทพิกัด 3601.00.00 อัตราอากรร้อยละ 20 และเห็นว่าโจทก์ชำระภาษีอากรไว้ไม่ครบถ้วนอันเป็นความผิดฐานสำแดงเท็จ ตามมาตรา 27 และมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จึงแจ้งการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่ กค.3300366/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 และที่ กค.3300367/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ต้องเสียค่าอากรเพิ่มเป็นเงิน 2,502,875 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 175,201 บาท โจทก์เห็นว่าสินค้าพิพาทเป็นสินค้าที่พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 กำหนดไว้ชัดแจ้งว่าเป็นของตามประเภทพิกัดที่ 3912.20.11 อัตราอากรร้อยละ 5 ซึ่งตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) กำหนดไว้ว่า สินค้าในตอนที่ 36 ไม่รวมถึงไนโตรเซลลูโลส ตามประเภทพิกัด 39.12 ดังนั้น จึงไม่อาจจัดของตามประเภทพิกัดที่ 3912.20.11 เข้าเป็นของในประเภทพิกัดที่ 36.01 ได้ โจทก์ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแล้ว และยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นพิกัดอัตราศุลกากรและอ้างว่ามีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากร ประเภทที่ 13 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 เนื่องจากสินค้าพิพาทเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในราชการ โดยอ้างเอกสารประกอบการพิจารณาเป็นหนังสืออนุญาตให้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งวัตถุหรืออาวุธเพื่อใช้ในการผลิตอาวุธ หรือเป็นตัวอย่าง หรือเพื่อวิจัยเกี่ยวกับการผลิตอาวุธ สำหรับหน่วยงานตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธเอกชน พ.ศ. 2550 ตามหนังสืออนุญาตที่ 1/2553 และที่ 6/2555 ซึ่งใช้สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้ง 2 ฉบับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกคำอุทธรณ์ของโจทก์ และในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นการเป็นยุทธภัณฑ์ เห็นว่า สินค้าพิพาทจะได้รับยกเว้นอากรก็ต่อเมื่อเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ โดยส่วนราชการเป็นผู้ใช้ยุทธภัณฑ์ แต่เอกสารที่โจทก์เสนอประกอบการพิจารณาเป็นใบขออนุญาตนำเข้าที่ไม่ปรากฏว่าเป็นการนำเข้าแทนส่วนราชการ จึงไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรได้ตามกฎหมาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประเด็นแรกว่า ดินส่งกระสุนปืนเล็ก (ไนโตรเซลลูโลส) (SMOKELESS POWDER (NITROCELLULOSE)) LOVEX S 011-01, LOVEX S 011-02, LOVEX D 032-03, LOVEX D 037-01, LOVEX D 073-01 และ LOVEX S 015-01 เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ ซึ่งเป็นของที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ตามภาค 4 ประเภทที่ 13 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" และพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากร ประเภทที่ 13 กำหนดว่า "ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ" แสดงว่ายุทธภัณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นอากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 13 ต้องเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการเป็นสำคัญ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าพิพาทเป็นยุทธภัณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นอากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 13 หรือไม่ นั้น จะต้องพิจารณาในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จว่าโจทก์นำเข้าสินค้าในลักษณะที่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานผลิตอาวุธ ตามพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ภายใต้การควบคุมดูแลและกำกับการผลิตของกระทรวงกลาโหม โดยมีหน้าที่ต้องสำรองวัตถุหรืออาวุธที่ใช้ในการผลิตอาวุธตามชนิดและปริมาณที่กำหนด ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 กับมีหน้าที่ต้องขออนุญาตสั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามมาตรา 25 และโจทก์ต้องนำวัตถุหรืออาวุธที่นำเข้าเก็บไว้ภายในโรงงานหรือสถานที่เก็บที่กำหนดในใบอนุญาต ตามมาตรา 28 โดยโจทก์มีแบบขออนุญาตและหนังสืออนุญาตในการสั่งและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นไปตามแบบ อ.4 และ อ.8 และโจทก์ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าพิพาทจากกระทรวงกลาโหม เมื่อพิจารณาหนังสืออนุญาต แบบ อ.8 แล้วเห็นได้ว่ากระทรวงกลาโหมมีหนังสืออนุญาตให้โจทก์สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งวัตถุหรืออาวุธเพื่อใช้ในการผลิตอาวุธ หรือเป็นตัวอย่าง หรือเพื่อวิจัยเกี่ยวกับการผลิตอาวุธ สำหรับหน่วยงานตามมาตรา 7 โดยหนังสืออนุญาตทั้งสองฉบับดังกล่าว มีรายละเอียดแสดงชื่อวัตถุหรืออาวุธ ชนิด ประเภท ขนาด จำนวน รวมทั้งวิธีการนำเข้าของสินค้าพิพาทตรงกับในใบขนสินค้าพิพาททั้งสองฉบับ ซึ่งแม้สินค้าที่โจทก์นำเข้าดังกล่าวจะไม่มีจำนวนแตกต่างไปจากหนังสืออนุญาตที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้สั่งหรือนำเข้าก็ตาม แต่ลักษณะและสภาพของสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นสินค้าที่ไม่สามารถนำมาใช้ในราชการได้ทันทีซึ่งโดยสภาพของสินค้านั้นจะต้องนำไปใช้โดยผ่านขั้นตอนการผลิตอีกขั้นหนึ่งก่อนเพื่อผลิตออกมาเป็นอาวุธประเภทกระสุนปืนที่หน่วยงานราชการจะสามารถนำไปใช้ในราชการได้ อีกทั้ง ไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่าโจทก์นำเข้าในฐานะตัวแทนของหน่วยงานราชการ ประกอบกับโจทก์ไม่เคยนำเข้าในลักษณะเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ โดยส่วนราชการเป็นผู้ใช้ยุทธภัณฑ์ นอกจากนี้ ตามหนังสือกรมอุตสาหกรรมทหาร ข้อ 1 ระบุว่า "กระทรวงกลาโหมอนุญาตให้ บริษัท ท. ตั้งโรงงานทำอาวุธสำหรับราชการทหารและตำรวจ ตามพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 เพื่อผลิตกระสุนปืนขนาดต่าง ๆ ตามอ้างถึง 2 และอนุญาตให้สั่งหรือนำเข้าดินส่งกระสุนปืนเล็ก ตามอ้างถึง 3 และ 4 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้ในการผลิตอาวุธ (กระสุนปืน) สำหรับขายหรือจำหน่ายให้กับส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการอื่นหรือรัฐวิสาหกิจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1 รวมทั้งบุคคลอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตขายหรือจำหน่ายอาวุธให้แก่บุคคลอื่นนอกจากหน่วยงานตามมาตรา 7..." เมื่อสินค้าพิพาทเป็นส่วนประกอบที่จะต้องนำไปผลิตอาวุธ (กระสุนปืน) เสียก่อนแล้วจึงนำมาขายหรือจำหน่ายให้กับส่วนราชการเพื่อนำไปใช้อีกทอดหนึ่ง โดยในขณะเกิดความรับผิดทางภาษี (Tax Point) หรือขณะยื่นใบขนสินค้าต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นั้น ของที่นำเข้ายังไม่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ ซึ่งส่วนราชการเป็นผู้มีสิทธิใช้ยุทธภัณฑ์นั้นแต่อย่างใด ดังนั้น สินค้าพิพาทจึงไม่ได้รับยกเว้นอากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 13 ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

เนื่องจากคดีมีการสืบพยานกันมาเสร็จแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน ประเด็นต่อมามีว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าต้องจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรตามการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทคือ ไนโตรเซลลูโลสมีปริมาณสูงสุดร้อยละ 98 เป็นหลัก และประกอบด้วย Diphenylamine ปริมาณร้อยละ 0 – 2.0 และ Diethyl Ether ปริมาณร้อยละ 0 – 2.0 ซึ่งตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes) หน้า 504 ไม่ได้ระบุว่า ดินขับกระสุนปืนเล็ก (ไนโตรเซลลูโลส) ที่มีส่วนผสมของ Diphenylamine และ Diethyl Ether จะไม่รวมอยู่ในพิกัด 36.01 ด้วย ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ EN/HS ของตอนที่ 39 หน้า VII-39-11 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า ถ้ามีการเติมสารบางชนิดลงไปในผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์แล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีลักษณะตามที่ระบุในประเภทพิกัดอื่นที่เฉพาะเจาะจงกว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะไม่รวมอยู่ในตอนที่ 39 และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทมีการเติมสาร Diphenylamine ที่เป็น Stabilizer และ Diethyl Ether ซึ่งทำให้เกิดการระเบิดได้ ทำให้มีคุณสมบัติของดินขับในประเภทพิกัด 36.01 ซึ่งเป็นประเภทพิกัดที่เฉพาะเจาะจงกว่า สินค้าพิพาทจึงไม่ใช่ไนโตรเซลลูโลสกึ่งสำเร็จรูปที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ ตามประเภทพิกัด 39.12 ประเภทย่อย 3912.20.11 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 และข้อ 6

ส่วนปัญหาว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าค่าอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้โจทก์นำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 และโจทก์นำของออกไปจากอารักขาของศุลกากร ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อโจทก์ชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แต่เมื่อต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกไม่เสียอากรหรือเสียอากรไม่ครบถ้วน ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่นำของออกไปจากอารักขาของศุลกากรหรือส่งของออกไปนอกราชอาณาจักรจนถึงวันที่นำเงินมาชำระเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม" เป็นผลให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไป ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน จำเลยที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว คดีนี้ ปรากฏว่าเงินเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระนับถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ยังไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์จึงต้องรับผิดชำระจนกว่าจะเท่าจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่ม คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.โรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ม. 7 ม. 25 ม. 28 ม. 30
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ทวิ ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15
บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร
บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกังวาฬ โป๊ะลำพงษ์
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อุดม วัตตธรรม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2565
#689193
เปิดฉบับเต็ม

การที่กิจการและทรัพย์สินบางส่วนซึ่งรวมถึงอาคารที่โจทก์ก่อสร้างขึ้นถูกโอนไปเป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สืบเนื่องมาจาก พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2556 มาตรา 40 ที่บัญญัติให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้มีการโอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของโจทก์เฉพาะในส่วนของสำนักงานพื้นที่พิเศษเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีที่มีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไปเป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นการโอนไปโดยผลของกฎหมาย การโอนโดยผลของกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่การขายตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นําไปหักในการคํานวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่ง ป.รัษฎากร ข้อ 2 (4) และไม่นํานิยามคําว่า "ขาย" ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (8) มาใช้ในกรณีนี้ ดังนั้น ภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด เลขที่ กค 0712.01/5289 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2560 เพิกถอนหนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด เลขที่ กค 0712.01/5291 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2560 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยตามหนังสือ เลขที่ กค 0726/5835 ลงวันที่ 27 กันยายน 2561

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทองค์การมหาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2546 โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ ในระหว่างปี 2554 ถึง 2555 โจทก์ก่อสร้างอาคารและจัดซื้อครุภัณฑ์ที่เกี่ยวกับกิจการซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและนำภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารมาขอคืนภาษีในเดือนภาษีมีนาคม 2554 เป็นเงิน 189,471.03 บาท และเดือนภาษีมิถุนายน 2554 เป็นเงิน 7,081,159.06 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยมีคำสั่งให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2556 โดยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 คณะรัฐมนตรีมีมติให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของโจทก์เฉพาะในส่วนของสำนักงานพื้นที่พิเศษเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีไปเป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2557 โจทก์ส่งมอบทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณให้แก่สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยมีข้อตกลงว่า หากมีภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงานของสำนักงานพื้นที่พิเศษเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีให้สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาดเป็นเงิน 189,471.03 บาท และ 7,081,159.06 บาท โจทก์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวของจำเลย จำเลยมีคำวินิจฉัยว่าคำสั่งตามหนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาดนั้นชอบแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาดและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 บัญญัติว่า "ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3...(6) ภาษีซื้อตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี" ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีไว้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ "ข้อ 2...(4) ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาได้ขาย หรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้กระทำภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์" การที่กิจการและทรัพย์สินบางส่วนซึ่งรวมถึงอาคารที่โจทก์ก่อสร้างขึ้นถูกโอนไปเป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สืบเนื่องมาจากพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2556 มาตรา 40 ที่บัญญัติให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้มีการโอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของโจทก์เฉพาะในส่วนของสำนักงานพื้นที่พิเศษเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีที่มีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไปเป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 คณะรัฐมนตรีลงมติอนุมัติให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของโจทก์เฉพาะในส่วนของสำนักงานพื้นที่พิเศษเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีไปเป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นการโอนไปโดยผลของกฎหมาย การโอนโดยผลของกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่การขายตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีซื้อมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 (4) และไม่นำนิยามคำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) มาใช้ในกรณีนี้ ดังนั้น ภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (6) คำสั่งตามหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งเงินคืนภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาดและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ต้องส่งคืนเงินภาษีอากรให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้ส่งคืนภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด เลขที่ กค 0712.01/5289 และเลขที่ กค 0712.01/5291 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยตามหนังสือ เลขที่ กค 0726/5835 ลงวันที่ 27 กันยายน 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (8) ม. 82/5 (6)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4726/2565
#690282
เปิดฉบับเต็ม

การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) และบัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า อันเป็นอำนาจหน้าที่ของจําเลยที่ 1 ที่จะต้องตรวจสอบและตีความพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใด และสามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีได้หรือไม่ เมื่อเจ้าหน้าที่ของจําเลยที่ 1 โต้แย้งพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับสินค้าพิพาทที่สำแดงตามหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) ว่าไม่ถูกต้อง และจําเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าสินค้าพิพาทไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน ตามสำแดงได้ จึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของจําเลยที่ 1 โดยจําเลยที่ 1 ไม่ได้มีความผูกพันตามบทกฎหมายที่จะต้องถือพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าหรือจะต้องถือเอาพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าตามประเทศอื่นแต่อย่างใด และตามกฎข้อ 5 ของระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน เอกสารแนบ ก ท้ายประกาศกรมศุลกากรที่ 3/2555 ได้กำหนดวิธีการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) เพื่อให้มีการตรวจสอบถิ่นกำเนิดของสินค้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) คือ หนังสือที่หน่วยงานที่มีอำนาจในการออกได้รับรองว่าสินค้านั้นมีสถานที่ผลิตและส่งออกจากประเทศสมาชิกในเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน โดยผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดและได้ถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน ส่วนพิกัดอัตราศุลกากรที่ระบุในหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) มิได้มีกฎข้อใดให้ต้องรับฟังยุติตามนั้น จึงเป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาของจําเลยที่ 1 เท่านั้น สำหรับการโต้แย้งเกี่ยวกับการจําแนกประเภทพิกัดของสินค้าตามกฎข้อ 25 ของระเบียบปฏิบัติดังกล่าว ต้องเป็นการโต้แย้งระหว่างหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของประเทศภาคีผู้นําเข้าและส่งออก มิใช่การโต้แย้งระหว่างเอกชนผู้นําเข้าและหน่วยราชการของประเทศภาคีผู้นําเข้าดังเช่นกรณีของโจทก์ จําเลยที่ 1 จึงมีอำนาจพิจารณาและกำหนดประเภทพิกัดสินค้าของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ยกคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพาสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) ที่ กค 9200030/19 - 04 - 2560 ลงวันที่ 19 เมษายน 2560 กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,439,483.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ของเงิน 1,151,586.92 บาท นับแต่เดือนมิถุนายน 2562 จนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ศาลภาษีอากรกลางอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนด ค่าทนายความ 35,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 7 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์นำเข้าสินค้า 23 รายการ สำแดงสินค้ารายการที่ 1 ถึง 11 ว่าเป็นพัดลมพร้อมมอเตอร์ใช้ในงานอุตสาหกรรม มีประเทศกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาในราชอาณาจักรโดยทางเรือที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โจทก์สำแดงประเภทพิกัด 8414.80.90 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 0 ยกเว้นอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน ลงวันที่ 6 มกราคม 2555 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบสินค้าและมีความเห็นว่า สินค้ารายการที่ 1 ถึง 11 ไม่ตรงตามสำแดง ต้องชำระอากรประเภทพิกัด 8414.59.50 อัตราอากรร้อยละ 10 ในฐานะพัดลมอื่น ๆ (เครื่องเป่าลม BLOWER) ที่มีกำลังไม่เกิน 125 กิโลวัตต์ ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน ตามสำแดงได้ โจทก์ยื่นหนังสือลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ขอวางประกันนำของออกไปก่อนโดยโต้แย้งพิกัดไว้ และวางเงินประกันวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินจัดให้สินค้าดังกล่าวเป็นประเภทพิกัด 8414.59.30 อัตราอากรร้อยละ 10 ในฐานะเครื่องเป่าลมอื่น ๆ ที่มีกำลังไม่เกิน 125 กิโลวัตต์ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ และให้โจทก์เสียภาษีประเภทพิกัด 8414.59.30 รหัสย่อย 29 ในฐานะเครื่องเป่าลมอื่น ๆ อัตราอากรร้อยละ 10

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 บัญญัติว่า "บรรดาค่าภาษีนั้น ให้เก็บตามบทพระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร..." มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" วรรคสอง บัญญัติว่า "... การคำนวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น..." และพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร..." ดังนั้น การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว และบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า อันเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องตรวจสอบและตีความพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใด และสามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับสินค้าพิพาทที่สำแดงพิกัดอัตราศุลกากรตามหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) ว่าไม่ถูกต้อง และจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า สินค้าพิพาทต้องชำระอากรประเภทพิกัด 8414.59.30 อัตราอากรร้อยละ 10 ในฐานะเครื่องเป่าลมอื่น ๆ ที่มีกำลังไม่เกิน 125 กิโลวัตต์ ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน ตามสำแดงได้ จึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีความผูกพันตามบทกฎหมายที่จะต้องถือพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าหรือจะต้องถือเอาพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าตามประเทศอื่นแต่อย่างใด และตามกฎข้อ 5 การยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ของระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เอกสารแนบ ก ท้ายประกาศกรมศุลกากรที่ 3/2555 ได้กำหนดวิธีการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) เพื่อให้มีการตรวจสอบถิ่นกำเนิดของสินค้าซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) คือหนังสือที่หน่วยงานที่มีอำนาจในการออกได้รับรองว่าสินค้านั้นมีสถานที่ผลิตและส่งออกจากประเทศสมาชิกในเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area (ACFTA)) โดยผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดและได้ถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน ส่วนพิกัดอัตราศุลกากรที่ระบุในหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) มิได้มีกฎข้อใดให้ต้องรับฟังยุติตามนั้น จึงเป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาของจำเลยที่ 1 เท่านั้น สำหรับการโต้แย้งเกี่ยวกับการจำแนกประเภทพิกัดของสินค้าตามกฎข้อ 25 ของระเบียบปฏิบัติดังกล่าว ต้องเป็นการโต้แย้งระหว่างหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของประเทศภาคีผู้นำเข้าและส่งออก มิใช่การโต้แย้งระหว่างเอกชนผู้นำเข้าและหน่วยราชการของประเทศภาคีผู้นำเข้าดังเช่นกรณีของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวว่ากรณีของโจทก์ไม่เข้าลักษณะที่เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการจำแนกประเภทพิกัดของสินค้าที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทั้งในกลุ่มประเทศภาคีผู้นำเข้าและส่งออกจะต้องปรึกษาหารือซึ่งกันและกันเพื่อหาทางแก้ไขข้อโต้แย้งตามกฎข้อ 25 จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจพิจารณาและกำหนดประเภทพิกัดสินค้าของโจทก์ได้ เมื่อฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า สินค้าพิพาทไม่ได้จัดเป็นของตามประเภทพิกัด 8414.59.30 อย่างไร จึงรับฟังเป็นที่ยุติว่าสินค้าของโจทก์จัดเป็นของตามประเภทพิกัด 8418.59.30 ประเภทย่อย 29 อัตราอากรร้อยละ 10 ในฐานะเครื่องเป่าลมอื่น ๆ ที่มีกำลังไม่เกิน 125 กิโลวัตต์ การประเมินตามแบบแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) ฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 10 ทวิ
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15
ประกาศกรมศุลกากรที่ 3/2555 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน พ.ศ. 2555
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวศิริรัตน์ น้อมนำทรัพย์
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
อุดม วัตตธรรม
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4725/2565
#689192
เปิดฉบับเต็ม

แม้เอกสารที่โจทก์นำสืบจะเป็นภาษาต่างประเทศและไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทย แต่คู่ความสามารถส่งพยานเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป เว้นเสียแต่ศาลสั่งให้ทำคำแปล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 46 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 กรณีจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ และเมื่อโจทก์ได้ส่งเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตั้งแต่ในชั้นพิจารณาคำร้องขอคืนเงินภาษีและชั้นพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจยกประเด็นตามเอกสารดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้

ป.รัษฎากร มาตรา 27 ตรี ไม่ได้กำหนดบทนิยามของคำว่า "ผู้มีสิทธิขอคืน" ไว้แต่จำเลยมีระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ. 2539 ข้อ 4 (5) ให้นิยามของคำว่า "ผู้ขอคืน" หมายความรวมถึงผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่งภาษีไว้เกิน หรือผิด หรือซ้ำ หรือโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย มีสิทธิขอคืนเงินส่วนที่เกินได้ เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายให้แก่บริษัท บ. ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำส่งให้แก่จำเลย ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 70 การที่โจทก์โอนเงินในส่วนที่หักไว้เกินให้แก่บริษัท บ. แล้วจำเลยก็ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราที่ถูกต้องให้แก่บริษัท บ. เท่ากับจำเลยยอมรับว่าบริษัท บ. ได้ชำระภาษีไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวพอฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่งภาษีไว้เกิน โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 27 ตรี

ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ กำหนดให้ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร โดยไม่ใด้กำหนดว่าผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรจะต้องร้องขอดอกเบี้ยต่อจำเลยก่อนแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนตามที่โจทก์ขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่ กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสรรพากรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีจำเลย ตามหนังสือเลขที่ กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และหนังสือเลขที่ กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 และให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 261,082 บาท และ 2,499,156.96 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งไม่คืนภาษีแก่โจทก์ตามหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4 เลขที่ กค 0719.04 (ภค)/4244 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และเลขที่ กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 กับคำวินิจฉัยการอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรตามหนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 1 เลขที่ กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่ กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรรวม 2,760,238.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเป็นต้นไปจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากรพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โจทก์จ่ายเงินให้แก่บริษัท I เป็นค่าสิทธิตามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงค์โปร์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ข้อ 12 ประกอบประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) จำนวน 2,610,820.20 บาท และ 24,991,563.55 บาท ตามลำดับ แล้วนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ในอัตราร้อยละ 15 เป็นเงิน 391,623.01 บาท และ 3,748,735.13 บาท ต่อมาโจทก์พบว่าได้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายไว้เกิน เนื่องจากมีการแก้ไขความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงค์โปร์เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ฉบับแก้ไข มีผลใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2560 โจทก์มีหน้าที่นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5 วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 และวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีที่นำส่งไว้เกินจากจำเลยสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 261,082 บาท และ 2,499,156.96 บาท ตามคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่ กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 ถึงโจทก์ วันที่ 18 และ 22 พฤษภาคม 2561 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรดังกล่าว ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลขที่ กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่ กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 วินิจฉัยว่า คำสั่งสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4 ที่ไม่อนุมัติคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 แก่โจทก์ชอบแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรหรือไม่ และคำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรตามหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่ กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่ กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่ กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พยานโจทก์ปากนางสาวสุพิชญนันทน์ เบิกความประกอบเอกสาร ซึ่งระบุว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 โจทก์โอนเงินตราต่างประเทศซึ่งคำนวณเป็นสกุลเงินบาท 253,149.05 บาท และ 2,407,248.62 บาท ไปยังบัญชีธนาคารของบริษัท I แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นภาษาต่างประเทศและโจทก์ไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทยก็ตาม แต่คู่ความสามารถส่งพยานเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป เว้นเสียแต่ศาลสั่งให้ทำคำแปล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 กรณีจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โดยโจทก์ได้แสดงหลักฐานดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตั้งแต่ชั้นยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีและชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วว่า โจทก์คืนเงินค่าภาษีอากรส่วนที่หักไว้เกินให้แก่บริษัท I ซึ่งต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2560 จำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่ถูกต้องให้แก่บริษัท I ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 41 หรือ 86 และ ล.2 แผ่นที่ 110 อันเป็นเวลาต่อเนื่องกับที่โจทก์โอนเงินให้แก่บริษัท I และเมื่อคำนวณจำนวนเงินภาษีที่โจทก์หัก ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 15 กับจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 แล้วปรากฏมีส่วนต่างตรงกับเงินที่โจทก์โอนไปให้แก่บริษัท I ประกอบกับได้ความจากนายสุภณัช พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 86 และ ล.2 แผ่นที่ 110 แสดงว่าบริษัท I ได้ชำระภาษีไว้ถูกต้อง ไม่เป็นผู้เสียภาษีไว้เกิน ผิด หรือซ้ำ และเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 110 เป็นหนังสือรับรองซึ่งจำเลยออกเพื่อแสดงว่าโจทก์นำส่งเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินจำนวน ทั้งโจทก์นำสืบโดยจำเลยไม่โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เงินค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท I เป็นเงินค่าแห่งลิขสิทธิ์อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) อันเป็นค่าสิทธิตามความในข้อ 12 วรรคสอง (ก) แห่งความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงค์โปร์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ซึ่งกำหนดภาษีที่เรียกเก็บอัตราร้อยละ 5 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของบริษัท I เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด แล้วโจทก์ได้โอนเงินให้แก่บริษัท I เพื่อชดเชยเงินภาษีส่วนที่หักไว้เกินและนำส่งให้แก่จำเลยเกินจำนวน และเมื่อโจทก์ได้ส่งหลักฐานดังกล่าวให้แก่จำเลยตั้งแต่ในชั้นพิจารณาคำร้องขอคืนเงินภาษีและชั้นพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เงินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่โจทก์นำส่งแก่จำเลยไม่ใช่เงินของโจทก์ แต่เป็นของบริษัท I ประมวลรัษฎากร มาตรา 54 เพียงกำหนดหน้าที่ให้โจทก์เป็นผู้หักภาษีเงินได้นำส่งให้แก่จำเลยไม่ได้กำหนดสิทธิในการขอคืนภาษีจากจำเลย โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียประโยชน์จากการนำเงินของบริษัท I มาชำระหรือนำส่งภาษีไว้แก่จำเลยบริษัท I ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษี (ค.10) จากจำเลย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีจากจำเลยไม่ตัดสิทธิบริษัท I ที่จะยื่นคำร้องขอคืนภาษีจากจำเลยอีก โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี จากจำเลย นั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเกินกว่าที่ควรจะต้องเสียภาษี หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด..." วรรคสอง บัญญัติว่า "คำร้องขอคืนตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้มีสิทธิขอคืนมีภูมิลำเนาหรือ ณ สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด" มาตรา 70 บัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี" เห็นได้ว่าประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี ไม่ได้กำหนดบทนิยามของคำว่า "ผู้มีสิทธิขอคืน" ไว้แต่อย่างใด แต่จำเลยมีระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ. 2539 ให้นิยามของคำว่า "ผู้ขอคืน" หมายความว่า (1) ผู้เสียภาษีอากรซึ่งได้ชำระภาษีอากรไว้เกิน หรือ ผิด หรือซ้ำ (2) ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกิน และหรือมีภาษีเกินเนื่องจากได้รับการเครดิตภาษี (3) ผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีแต่ได้ชำระภาษีไว้ หรือถูกหักภาษีไว้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ (4) ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ที่นำเงินของตนส่งภาษีไว้ผิดหรือซ้ำ (5) ผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่งภาษีไว้เกิน หรือผิด หรือซ้ำ หรือโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย แสดงว่า ในทางปฏิบัติของจำเลย ผู้ขอคืนภาษีหาใช่หมายความถึงเฉพาะผู้มีเงินได้หรือผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเท่านั้น หากยังหมายความรวมถึง ผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่งภาษีไว้เกิน หรือผิด หรือซ้ำ หรือโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียก็มีสิทธิขอคืนเงินส่วนที่เกินได้ เมื่อโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) จากประเทศไทยให้แก่บริษัท I โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายให้แก่บริษัท I ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำส่งให้แก่จำเลย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 การที่โจทก์โอนเงินในส่วนที่หักไว้เกินให้แก่บริษัท I แล้วจำเลยก็ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ถูกต้องให้แก่บริษัท I เท่ากับจำเลยยอมรับว่าบริษัท I ได้ชำระภาษีไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวพอฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่งภาษีไว้เกิน โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรตามหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่ กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่ กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่ กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้...(3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร..." และมาตรา 9 บัญญัติว่า "คดีตามมาตรา 7 (3) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ขอคืนค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น" เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีที่นำส่งไว้เกินจากจำเลยและฟังได้ว่า คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรตามหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่ กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่ กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่ กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีส่วนเกินให้แก่โจทก์ ซึ่งทางนำสืบของจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนเงินที่โจทก์ขอคืนไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนต้นเงินภาษีตามฟ้องจึงชอบ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ กำหนดให้ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร โดยไม่ได้กำหนดว่าผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรจะต้องร้องขอดอกเบี้ยต่อจำเลยก่อนแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องและได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนตามที่โจทก์ขอ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46 วรรคสาม
ป.รัษฎากร ม. 4 ทศ ม. 27 ตรี ม. 40 (3) ม. 54 ม. 70
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (3) ม. 9 ม. 17
ระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกฤษฎา สกุลศรีประเสริฐ
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4701/2565
#690163
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทธนาคาร การปล่อยสินเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจการจำเลย หากลูกค้าสินเชื่อของจำเลยค้างชำระหนี้แล้วจำเลยไม่สามารถควบคุมดูแลให้ลูกค้าชำระหนี้ตามเป้าหมายอาจทำให้หนี้สินเชื่อค้างชำระเพิ่มมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อกิจการของจำเลยที่ต้องสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น การที่จำเลยมีคำสั่งแบบแผนและวิธีปฏิบัติงาน กำหนดให้พนักงานติดต่อลูกค้าที่ค้างชำระหนี้ ไม่ว่าทางโทรศัพท์ทางจดหมายหรือติดตาม ณ ที่อยู่ที่ระบุไว้ในหลักประกัน จากนั้นต้องจัดทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาและบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ระบบไอคอลเล็กชัน (I-Collection) ก็เพื่อควบคุมดูแลไม่ให้หนี้สินเชื่อค้างชำระเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิจการของจำเลย เมื่อโจทก์มีหน้าที่ติดตามหนี้สินเชื่อปล่อยใหม่ค้างชำระ จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างเคร่งครัด แต่จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่ ต้องพิจารณาจากประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 60 ที่กำหนดว่า "นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้ (1) ทุจริตต่อหน้าที่... (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ... (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องตักเตือน.."

จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ และจำเลยไม่เคยตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ การกระทำของโจทก์จึงเป็นเรื่องบกพร่องต่อหน้าที่ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 104,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 17,500 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 87,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน ทั้งนี้ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 ตรวจคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนเอกสารท้ายคำฟ้องและคำให้การแล้ว เห็นว่า คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้ จึงเห็นควรให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำพิพากษากับคำสั่งงดสืบพยานของศาลแรงงานภาค 1 ให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 1 ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 จำเลยสละข้อต่อสู้ตามคำให้การที่ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างชั่วคราวมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน งานที่จำเลยจ้างโจทก์เป็นงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลย คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่า งานที่จำเลยจ้างโจทก์เป็นงานที่มีลักษณะการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่ไม่ใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลย เป็นงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว หรือเป็นงานที่เป็นไปตามฤดูกาลหรือไม่ ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2496 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ประเภทลูกจ้างชั่วคราว โดยโจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างชั่วคราวกันมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 เมื่อครบกำหนดโจทก์และจำเลยต่อสัญญาจ้างกันอีก 4 ครั้ง ติดต่อกัน มีกำหนดระยะเวลาครั้งละ 1 ปี ครั้งสุดท้ายนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 17,500 บาท จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ ผลปรากฏว่าไม่ผ่านการประเมิน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 จำเลยแจ้งโจทก์ด้วยวาจาให้ทราบถึงผลการประเมินการปฏิบัติงานครั้งสุดท้ายพร้อมแจ้งด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 โจทก์ไม่ต้องมาทำงานอีก แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 จากนั้นจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ระหว่างโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์มีหน้าที่ติดตามหนี้ค้างชำระของสินเชื่อปล่อยใหม่ จำเลยมีคำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติงาน กำหนดให้พนักงานต้องติดต่อลูกค้าที่ค้างชำระหนี้ ไม่ว่าทางโทรศัพท์ ทางจดหมายหรือติดตาม ณ ที่อยู่ที่ระบุไว้ในหลักประกัน จากนั้นต้องจัดทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาและบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าระบบไอคอลเล็กชั่น (I-Collection) โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว แต่โจทก์กล่าวอ้างว่าไม่สามารถบันทึกข้อมูลลงในระบบได้ครบถ้วนเพราะไม่มีเวลาทำรายการหรือรหัสของโจทก์หมดอายุเป็นการง่ายต่อการกล่าวอ้าง การกระทำของโจทก์เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแบบแผนและวิธีปฏิบัติของจำเลยในงานติดตามหนี้ที่ได้รับมอบหมาย ไม่บันทึกข้อมูลลงในระบบไอคอลเล็กชั่นให้ครบถ้วนตามหน้าที่ และไม่มีความขยันหมั่นเพียรในระหว่างปฏิบัติงาน แต่ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติงานและจำเลยได้รับความเสียหาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ส่วนการที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าจำเลยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือและไม่ใช่กรณีร้ายแรง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 59 วรรคหนึ่ง โดยนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกัน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 โจทก์ทำงานจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์เพียงบกพร่องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติของจำเลยในงานติดตามหนี้ที่ได้รับมอบหมายให้ถูกต้องครบถ้วน และไม่มีความขยันหมั่นเพียรในระหว่างปฏิบัติงาน การที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลย ไม่ปรากฏว่าจำเลยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือ ทั้งมิใช่กรณีร้ายแรง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทธนาคาร การปล่อยสินเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจการจำเลย หากลูกค้าสินเชื่อของจำเลยค้างชำระหนี้แล้วจำเลยไม่สามารถควบคุมดูแลให้ลูกค้าชำระหนี้ตามเป้าหมายอาจทำให้หนี้สินเชื่อค้างชำระเพิ่มมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อกิจการของจำเลยที่ต้องสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น การที่จำเลยมีคำสั่งแบบแผนและวิธีปฏิบัติงาน กำหนดให้พนักงานติดต่อลูกค้าที่ค้างชำระหนี้ ไม่ว่าทางโทรศัพท์ ทางจดหมายหรือติดตาม ณ ที่อยู่ที่ระบุไว้ในหลักประกัน จากนั้นต้องจัดทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาและบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ระบบไอคอลเล็กชั่น (I-Collection) ก็เพื่อควบคุมดูแลไม่ให้หนี้สินเชื่อค้างชำระเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิจการของจำเลย เมื่อโจทก์มีหน้าที่ติดตามหนี้สินเชื่อปล่อยใหม่ค้างชำระ จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างเคร่งครัด แต่จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่ ต้องพิจารณาจากประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 60 ที่กำหนดว่า "นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้ (1) ทุจริตต่อหน้าที่... (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ... (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องตักเตือน.." คดีนี้ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติของจำเลยในงานติดตามหนี้ที่ได้รับมอบหมาย ไม่บันทึกข้อมูลลงในระบบไอคอลเล็กชั่นให้ครบถ้วนตามหน้าที่ และไม่มีความขยันหมั่นเพียรในระหว่างปฏิบัติงาน แต่ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติงานและจำเลยได้รับความเสียหาย อันแสดงว่าโจทก์ไม่ได้รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ และไม่ได้จงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย โจทก์เพียงแต่ไม่ติดตามหนี้ค้างชำระและลงบันทึกข้อมูลในระบบไอคอลเล็กชั่นให้ครบถ้วนทุกรายตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลย ซึ่งเป็นเรื่องการไม่ใส่ใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนถูกต้องตามคำสั่งของจำเลย ก่อนเลิกจ้างจำเลยได้ประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์ไม่ผ่านการประเมิน และสรุปความเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องจ้างต่อเนื่องจากผลการปฏิบัติไม่เป็นไปตามที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงผลการประเมินดังกล่าวพร้อมกับแจ้งเลิกจ้างโจทก์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้จำเลยเคยประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ในช่วงต่อสัญญาจ้างรวม 3 ครั้ง ผลปรากฏว่าโจทก์ผ่านการประเมิน และสรุปความเห็นว่ามีความจำเป็นต้องจ้างต่อ ซึ่งจำเลยก็ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่อทุกครั้ง แสดงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ และจำเลยไม่เคยตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ การกระทำของโจทก์จึงเป็นเรื่องบกพร่องต่อหน้าที่ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง จึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 105,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13 (1)
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — ธนาคาร อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายพิทักษ์ พันธุ์วัฒนะสิงห์
- นายสมเกียรติ คูวัธนไพศาล
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2565
#684239
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คหรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น หรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การกู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเพื่อชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้นำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไปฟ้องและมีการบังคับคดี โดย ป. จำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.25/2563 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์มิได้โต้แย้งให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงถือว่าคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องตามเช็คพิพาทย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 10 เดือน รวม 4 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 5 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 20 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 จำเลยและนางสาวประทุม ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 4,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ในวันเดียวกันจำเลยออกเช็คพิพาท 4 ฉบับ ฉบับละ 1,050,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เช็คพิพาทถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2562 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 สำหรับเช็คพิพาทรวม 4 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามฟ้องรวม 4 กระทง ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกรวม 20 เดือน และในวันเดียวกัน โจทก์ได้ฟ้องจำเลยและนางสาวประทุมเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เป็นคดีผู้บริโภค ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ วันที่ 22 เมษายน 2563 ศาลจังหวัดนนทบุรีออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจำเลยทั้งสองตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.25/2563 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 นางสาวประทุมจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 5,309,616.56 บาท เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีนี้เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 บัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คหรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น หรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การกู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้นำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไปฟ้องและมีการบังคับคดีโดยนางสาวประทุมจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.25/2563 ของศาลจังหวัดนนทบุรีได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์มิได้โต้แย้งให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงถือว่าคดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องตามเช็คพิพาทย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — นาย ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายณัฐวุฒิ เอี่ยมรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชาญ เทพมาลี
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4677/2565
#689346
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญากู้ข้อ 3 ให้สิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ตามประกาศของโจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบโดยปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการของโจทก์ผู้ให้กู้ เมื่อตามฟ้องและทางนําสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบ ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจทราบได้ว่าต้องชําระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นและยอดชําระในแต่ละเดือนที่มากขึ้นหรือไม่ ประกอบกับโจทก์ไม่ได้นําสืบว่าได้มีการแจ้งยอดหนี้ค้างชําระให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบในแต่ละเดือน ทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้จำเลยที่ 1 ต้องผ่อนชําระหนี้ในยอดเงินที่เพิ่มขึ้นซึ่งตามสัญญาข้อ 4 วรรคท้าย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้จะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้เพื่อให้การชําระคืนเงินตามสัญญาเสร็จภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ข้างต้น ซึ่งการคิดคํานวณอัตราดอกเบี้ย การชําระหนี้ รวมทั้งยอดหนี้ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเงิน ดังนั้นโจทก์จึงสามารถตรวจสอบได้ว่าเพื่อให้การชําระหนี้เสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคม 2562 โจทก์ต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชําระเงินคืนในแต่ละเดือนจำนวนเท่าใด ทั้งนี้กำหนดระยะเวลาชําระหนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาซึ่งมีผลต่อการผิดนัดชําระหนี้ตามสัญญา จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องคิดคํานวณและเรียกชําระเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในแต่ละเดือนที่จะทำให้การชําระหนี้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามสัญญา แต่โจทก์หาได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าเพื่อขอหักเงินชําระคืนจำนวนที่มากขึ้นไม่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อตกลงในสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 32,008.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 29,709.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินสินเชื่ออเนกประสงค์แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติจากโจทก์ 600,000 บาท ตกลงคิดดอกเบี้ยร้อยละ เอ็ม.อาร์.อาร์ บวก 0.75 ต่อปี ตามสัญญากู้เงิน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ตามสัญญา การที่โจทก์เปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการชำระคืนเงินกู้ตามสัญญาข้อ 4 นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์แต่เป็นสิทธิของโจทก์ การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิดังกล่าวหาทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงิน ในการผ่อนชำระหนี้นั้น จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 7,100 บาท โดยโจทก์จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารโจทก์สาขาย่อยเกาะลันตา ทุกวันสิ้นสุดของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนเสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้จนถึงเดือนกรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญา แม้ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 3.3 จะให้สิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประกาศของโจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบโดยปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการของโจทก์ผู้ให้กู้ แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบ ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจทราบได้ว่าต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นและยอดชำระในแต่ละเดือนที่มากขึ้นหรือไม่ ประกอบกับโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าได้มีการแจ้งยอดหนี้ค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบในแต่ละเดือน ทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้จำเลยที่ 1 ต้องผ่อนชำระหนี้ในยอดเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตามสัญญาข้อ 4 วรรคท้าย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้จะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้เพื่อให้การชำระคืนเงินตามสัญญาแล้วเสร็จภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ข้างต้นซึ่งการคิดคำนวณอัตราดอกเบี้ย การชำระหนี้ รวมทั้งยอดหนี้ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเงิน ดังนั้นโจทก์จึงสามารถตรวจสอบได้ว่าเพื่อให้การชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคม 2562 โจทก์ต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนในแต่ละเดือนจำนวนเท่าใด ทั้งนี้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาซึ่งมีผลต่อการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องคิดคำนวณและเรียกชำระเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในแต่ละเดือนที่จะทำให้การชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามสัญญา แต่โจทก์ก็หาได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าเพื่อขอหักเงินชำระคืนในจำนวนที่มากขึ้นไม่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อตกลงในสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องอีก จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — สิบตำรวจเอกหรือร้อยตำรวจตรีหรือนาย บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายจีรพงษ์ ตรงวานิชนาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางณัฐสิรี นิตยะประภา
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4675/2565
#688134
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ข้อหนึ่งของโจทก์ร่วมโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ แต่ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญาเป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 46 ไม่อาจนำมาผูกพันคู่ความในคดีอาญาได้ ซึ่งเป็นการไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบ เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอีก เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ อันมีองค์ประกอบความผิดเบื้องต้นเป็นประการสำคัญว่า ต้องมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ก่อน เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในคดีแพ่งโดยฟังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ที่โจทก์ร่วมฟ้องแพ่ง โจทก์ร่วมและจำเลยย่อมไม่ได้เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้จึงไม่มีมูลความผิดไปด้วยในตัว มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญาอันเป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 46

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ระหว่างพิจารณา นายสมศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยและตามที่คู่ความแถลงรับกันต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระค่าซื้อพ่อพันธุ์โคฮินดูบราซิลจำนวน 1,000,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8076 ให้แก่นางบุญเย็น ในราคา 2,800,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 648/2561 ให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2707/2563 แนบท้ายคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า คดีแพ่งระหว่างโจทก์ (โจทก์ร่วม) กับจำเลยซึ่งเป็นมูลเหตุให้โจทก์ร่วมร้องทุกข์และโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาเรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ยกฟ้อง จึงมีผลให้โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่มีมูลหนี้ต่อกันเท่ากับโจทก์ร่วมและจำเลยไม่เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้กัน จำเลยจึงไม่อาจกระทำความผิดตามฟ้องได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมโดยไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามนั้น เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เป็นการไม่ชอบ เพราะอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยโจทก์ร่วมโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญา เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงไม่อาจนำมาผูกพันกับคู่ความในคดีอาญาได้ นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อหนึ่งของโจทก์ร่วมโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อนี้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญา เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ไม่อาจนำมาผูกพันคู่ความในคดีอาญาได้ โดยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ย่อมเป็นการไม่ชอบ เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอีก เห็นว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 นั้น องค์ประกอบความผิดในเบื้องต้นต้องมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ก่อน เมื่อต่อมาปรากฏว่าศาลฎีกาในคดีแพ่งยกฟ้องโจทก์ในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลหนี้ค่าซื้อพ่อพันธุ์โคฮินดูบราซิล คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ร่วมกับจำเลยในคดีนี้ ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่า โจทก์ร่วมมิได้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้แม้จำเลยขายที่ดินให้แก่นางบุญเย็นภายหลังโจทก์ร่วมยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง การกระทำของจำเลยย่อมไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ได้ และในกรณีเช่นว่านี้จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" มาใช้บังคับหาได้ไม่ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติในการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา อันเป็นความรับผิดในทางแพ่งที่มีมูลมาจากการกระทำผิดในทางอาญาหรือความรับผิดในทางแพ่งของบุคคลใดที่ต้องอาศัยหรือเกิดจากการกระทำความผิดในทางอาญาของบุคคลนั้นที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามาพิพากษาคดีส่วนแพ่ง แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้อันมีองค์ประกอบความผิดเบื้องต้นเป็นประการสำคัญว่าต้องมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ก่อน เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในคดีแพ่งโดยฟังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ที่โจทก์ร่วมฟ้องในคดีแพ่ง โจทก์ร่วมและจำเลยย่อมไม่ได้เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้จึงไม่มีมูลความผิดไปด้วยในตัว จึงมิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญา อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังที่โจทก์ร่วมฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ร่วมอ้างถึงในฎีกาของโจทก์ร่วมนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายมงคล พิมพ์ทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไพบูลย์ ชูเกียรติศิริ
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2565
#690162
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1498 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น..." เมื่อศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ การสมรสดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์หรือเสียเปล่ามาตั้งแต่วันที่ทำการสมรส ถือว่าไม่มีการสมรสเกิดขึ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน เมื่อไม่มีการสมรส ย่อมไม่มีเหตุที่จะต้องจดทะเบียนหย่า และคู่สมรสย่อมไม่มีความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างกันอันเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 1498 กล่าวคือ การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ไม่ต้องมีการแบ่งทรัพย์สินกันอย่างสามีภริยา ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง ดังนั้นข้อตกลงใด ๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสามีภริยาที่การสมรสเป็นโมฆะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการสมรสที่เป็นโมฆะ จึงไม่อาจมีได้โดยสมบูรณ์ การตกลงเรื่องสินสมรสในบันทึกข้อตกลงการหย่าและข้อตกลงเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 เป็นนิติกรรมที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ของสามีภริยา เมื่อผู้ร้องทำบันทึกข้อตกลงการหย่าและข้อตกลงเพิ่มเติม โดยไม่ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ร้องที่มีอยู่ตามกฎหมายด้วยเหตุที่ผู้คัดค้านปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสซ้อน จึงไม่อาจถือว่าผู้ร้องทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วยความสมัครใจโดยมีเจตนาแยกการทำนิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์ออกจากการจดทะเบียนสมรสที่เป็นโมฆะและมีเจตนาระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 กรณีจึงมีเหตุให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านในส่วนทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับนาย ฟ. เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2551 เป็นโมฆะ การจดทะเบียนหย่าของผู้ร้องกับนาย ฟ. ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 บันทึกข้อตกลงและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมที่แนบท้ายทะเบียนการหย่า เป็นโมฆะและไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2551 เป็นโมฆะ และให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงการหย่าและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 เฉพาะในส่วนทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนบันทึกข้อตกลงและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมที่แนบท้ายทะเบียนการหย่าฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 และเมื่อคดีถึงที่สุดว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะให้แจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2551 ผู้ร้องกับผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ต่อมาผู้ร้องกับผู้คัดค้านจดทะเบียนหย่ากันและทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ที่สำนักงานทะเบียนอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งผู้ร้องกับผู้คัดค้านได้ทำบันทึกข้อตกลงในการแบ่งทรัพย์สินกันไว้ สำหรับปัญหาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ตกเป็นโมฆะนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2551 เป็นโมฆะ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน คู่ความมิได้ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คงมีปัญหาตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการเดียวว่า มีเหตุให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านในส่วนทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1498 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น..." เมื่อศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ การสมรสดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์หรือเสียเปล่ามาตั้งแต่วันที่ทำการสมรส ถือว่าไม่มีการสมรสเกิดขึ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน เมื่อไม่มีการสมรส ย่อมไม่มีเหตุที่จะต้องจดทะเบียนหย่า และคู่สมรสย่อมไม่มีความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างกันอันเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 1498 กล่าวคือ การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ไม่ต้องมีการแบ่งทรัพย์สินกันอย่างสามีภริยา ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง ดังนั้นข้อตกลงใด ๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสามีภริยาที่การสมรสเป็นโมฆะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการสมรสที่เป็นโมฆะ จึงไม่อาจมีได้โดยสมบูรณ์ การตกลงเรื่องสินสมรสในบันทึกข้อตกลงการหย่าและข้อตกลงเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 เป็นนิติกรรมที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ของสามีภริยา เมื่อผู้ร้องทำบันทึกข้อตกลงการหย่าและข้อตกลงเพิ่มเติมโดยไม่ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ร้องที่มีอยู่ตามกฎหมายด้วยเหตุที่ผู้คัดค้านปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสซ้อน จึงไม่อาจถือว่าผู้ร้องทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วยความสมัครใจ โดยมีเจตนาแยกการทำนิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์ออกจากการจดทะเบียนสมรสที่เป็นโมฆะ และมีเจตนาระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เพิกถอนบันทึกข้อตกลงและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมที่แนบท้ายทะเบียนการหย่าฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมที่แนบท้ายทะเบียนการหย่าฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 เฉพาะส่วนทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1498
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง จ.
ผู้คัดค้าน — นาย ฟ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต — นายอำนาจ ศรีอรุณราช
- นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
อโนชา ชีวิตโสภณ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4635/2565
#689604
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยที่ 1 ถือเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธเรื่องคดีขาดอายุความไว้แล้ว และเป็นการปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องโดยอ้างว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ว่าจะอาศัยเหตุใดและเริ่มนับสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันใดล้วนแล้วแต่ขาดอายุความทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ 1 หาใช่คำให้การที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใดอันเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ชอบที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้

โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไปอันเนื่องมาจากมีการขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากอัตราประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง เป็นอัตราประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างนั้น และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 กลับมาใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โดยที่โจทก์ไม่ทราบทำให้มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนดังกล่าวคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง แม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนจะไม่ได้เป็นผลจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเกิดขึ้นเพราะความทุจริตของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9 มีข้อความที่เข้าใจได้ว่า หากต่อมาในภายหลังจำเลยที่ 1 กลับไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งเป็นเรื่องของกาลภายหน้าและใช้กระแสไฟฟ้าในอัตราตามสัญญาเดิมแล้ว จำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราการคิดค่ากระแสไฟฟ้าให้เป็นไปตามอัตราในสัญญาสอดคล้องกับการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 นิ่งเฉยไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อโจทก์ เป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์จากการใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์โดยชำระค่ากระแสไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดจำนวนเช่นนี้ จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระอันมีต่อผู้ขอใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ตรวจพบเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป และเมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ฟังไม่ขึ้น

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขมีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงินในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิมและรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 442,141.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 419,422.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงิน 94,000 บาท ให้แก่โจทก์จนเป็นที่พอใจแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 419,422.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 94,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ไปหักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริโภคและเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จะคืนให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ เพื่อใช้ในกิจการฟาร์มไก่ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์คิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 เป็นรายเดือน ในอัตราค่าไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลาง ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมเกิน 30 กิโลวัตต์ และจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินค่าไฟฟ้าปรับปรุงมาตรวัดไฟฟ้าคลาดเคลื่อนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ภายในวงเงิน 30,000 บาท ภายหลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้าตามสัญญาเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 พนักงานของโจทก์ตรวจพบว่าการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลเพื่อเรียกเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 มีความคลาดเคลื่อน โดยเป็นผลสืบเนื่องจากในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 มีการตัดฝากมิเตอร์เพื่อใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ ซึ่งไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าคำนวณรวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้า และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 แต่โจทก์มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 มาคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ คิดเป็นเงินส่วนที่ขาดไป 419,422.51 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ต่อสู้ปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 มีกำหนดอายุความ 2 ปี และค่ากระแสไฟฟ้าเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในเดือนเมษายน 2556 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 ตามลำดับ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ทั้งการที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดจากเหตุที่โจทก์พบการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลผิดพลาดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มิได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 ด้วย คดีจึงขาดอายุความเช่นเดียวกัน ถือเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธเรื่องคดีขาดอายุความไว้แล้ว และเป็นการปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องโดยอ้างว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ว่าจะอาศัยเหตุใดและเริ่มนับสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันใดล้วนแล้วแต่ขาดอายุความทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ 1 หาใช่คำให้การที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด อันเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 แล้ว และจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ และปัญหาเรื่องอายุความเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปเสียเลย โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ เป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไปอันเนื่องมาจากมีการขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างเดิมรวมเกิน 30 กิโลวัตต์ เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ ในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ทำให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากอัตราประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง เป็นอัตราประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างนั้นด้วย และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 กลับมาใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่องทำให้มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 มาคิดคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง คิดเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดไปเป็นเงิน 419,422.51 บาท แม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงที่โจทก์เรียกร้องนี้ จะมิได้เป็นผลจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเกิดขึ้นเพราะความทุจริตของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องขอต่อโจทก์เพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าและขอให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 โดยหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ร้องขอต่อโจทก์มีข้อความระบุทำนองว่า เนื่องจากฟาร์มไก่ของจำเลยที่ 1 หยุดพักในช่วงเวลาดังกล่าวเพราะเกิดโรคระบาด ทางกรมปศุสัตว์จึงแจ้งให้พักฟาร์มเลี้ยงไว้อย่างน้อยสองเดือน และเมื่อนำไก่มาเลี้ยงได้แล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป ข้อความตามหนังสือดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า หากต่อมาในภายหลังจำเลยที่ 1 กลับไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งเป็นเรื่องของกาลภายหน้าและใช้กระแสไฟฟ้าในอัตราตามสัญญาเดิมเมื่อใดแล้ว จำเลยที่ 1 จะเป็นฝ่ายแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราการคิดค่ากระแสฟ้าให้เป็นไปตามอัตราในสัญญาสอดคล้องกับการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ด้วย การที่จำเลยที่ 1 นิ่งเฉยเสียไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อโจทก์ จนเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์จากการใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์โดยชำระค่ากระแสไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดจำนวนเช่นนี้ จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระอันมีต่อผู้ขอใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์ซึ่งอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หากแต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ตรวจพบการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลผิดพลาดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป และเมื่อนับถึงวันที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง คือ วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงิน 419,422.51 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไข และรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 419,422.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งนี้ให้นำเงิน 94,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ไปหักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายกบินทร์ เอกปัญญาสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4634/2565
#689603
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยที่ 1 ถือเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธเรื่องคดีขาดอายุความไว้แล้วและเป็นการปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องโดยอ้างว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ว่าจะอาศัยเหตุใดและเริ่มนับสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันใดล้วนแล้วแต่ขาดอายุความทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ 1 หาใช่คำให้การที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใดอันเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ชอบที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้

โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไปอันเนื่องมาจากมีการขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากอัตราประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง เป็นอัตราประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างนั้น และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์จำเลยที่ 1 กลับมาใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โดยที่โจทก์ไม่ทราบทำให้ไม่ได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนดังกล่าวคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง แม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนจะไม่ได้เป็นผลจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเกิดขึ้นเพราะความทุจริตของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9 มีข้อความที่เข้าใจได้ว่า หากต่อมาในภายหลังจำเลยที่ 1 กลับไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งเป็นเรื่องของกาลภายหน้าและใช้กระแสไฟฟ้าในอัตราตามสัญญาเดิมแล้ว จำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราการคิดค่ากระแสไฟฟ้าให้เป็นไปตามอัตราในสัญญาสอดคล้องกับการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 นิ่งเฉยไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อโจทก์ เป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์จากการใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์โดยชำระค่ากระแสไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดจำนวนเช่นนี้ จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระอันมีต่อผู้ขอใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่เป็นกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ตรวจพบเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงินในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิมและรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 588,563 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 525,502.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงิน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์จนเป็นที่พอใจแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 525,502.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 100,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ไปหักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ เพื่อใช้ในกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์คิดค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 เป็นรายเดือน ในอัตราค่าไฟฟ้า ประเภทกิจการขนาดกลาง ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมเกิน 30 กิโลวัตต์ และจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินค่าไฟฟ้าปรับปรุงมาตรวัดไฟฟ้าคลาดเคลื่อนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ภายในวงเงิน 100,000 บาท โจทก์นำเครื่องวัดไฟฟ้าไปติดตั้ง และให้จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้าตามสัญญาเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อขอใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ ในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ซึ่งทำให้ในระหว่างนั้นไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าไปคำนวณรวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้า และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ แต่โจทก์มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ามาคำนวณเป็นค่าไฟฟ้า ภายหลังจากนั้น วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 พนักงานของโจทก์ตรวจสอบจึงพบว่าการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลเพื่อเรียกเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 คลาดเคลื่อนไป โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 มิได้มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในแต่ละเดือนมาคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ด้วย คิดเป็นเงินค่าไฟฟ้าส่วนที่ขาดไป 525,502.87 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเป็นการไม่ชอบหรือไม่ ในปัญหานี้ จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธในคำให้การโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 ภายในกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่เกิดสิทธิเรียกร้องในแต่ละช่วงเวลาเป็นลำดับไป การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2562 ล่วงเลยกำหนดระยะเวลา 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีประเด็นเรื่องอายุความแล้ว ทั้งปัญหาเรื่องอายุความยังเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้อีกด้วย ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่า เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบว่ามีการเก็บค่ากระแสไฟฟ้าคลาดเคลื่อน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไป เป็นคำให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าภายหลังจากตรวจพบข้อบกพร่อง คำให้การของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้ง และมิได้ขัดแย้งกันเอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาจึงไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ต่อสู้ปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 มีกำหนดอายุความ 2 ปี และค่ากระแสไฟฟ้าเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในเดือนเมษายน 2556 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 ตามลำดับ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ทั้งการที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดจากเหตุที่โจทก์พบการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลผิดพลาดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มิได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 ด้วย คดีจึงขาดอายุความเช่นเดียวกัน ถือเป็นคำให้การที่แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธเรื่องคดีขาดอายุความไว้แล้ว และเป็นการปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องโดยอ้างว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ว่าจะอาศัยเหตุใดและเริ่มนับสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันใดล้วนแล้วแต่ขาดอายุความทั้งสิ้น คำให้การของจำเลยที่ 1 หาใช่คำให้การที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด อันเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 แล้ว และจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ และปัญหาเรื่องอายุความเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ไปเสียเลย โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในปัญหานี้ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เกิดจากข้อขัดข้องในระบบของโจทก์กับความบกพร่องของโจทก์ที่ไม่แก้ไขข้อมูลในระบบ ทำให้ไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ามาคำนวณรวมเป็นค่ากระแสไฟฟ้าด้วย ค่ากระแสไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนไปหาได้เกิดจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือความทุจริตของจำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์สามารถตรวจสอบการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ได้ว่า หากจำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ โจทก์ย่อมชอบที่จะนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าให้ถูกต้องได้ตั้งแต่แรก และสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 ย่อมมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) อีกทั้งการที่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดจำนวนไปเพราะความผิดของโจทก์ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 อันเป็นวันที่โจทก์ตรวจสอบพบการเรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าคลาดเคลื่อน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ นั้น เห็นว่า หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ เป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไปอันเนื่องมาจากมีการขอตัดฝากมิเตอร์เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างเดิมรวมเกิน 30 กิโลวัตต์ เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างรวมไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ ในระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ทำให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จากอัตราประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง เป็นอัตราประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่มีการนำค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารวมเข้ากับค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างนั้นด้วย และเมื่อครบกำหนดการตัดฝากมิเตอร์ จำเลยที่ 1 กลับมาใช้กระแสไฟฟ้ารวมเกิน 30 กิโลวัตต์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 โดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง ทำให้มิได้นำค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนสิงหาคม 2557 มาคิดคำนวณเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง คิดเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดไปเป็นเงิน 525,502.87 บาท แม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงที่โจทก์เรียกร้องนี้ จะมิได้เป็นผลจากการแก้ไขดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเกิดขึ้นเพราะความทุจริตของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องขอต่อโจทก์เพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าและขอให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคิดค่าใช้กระแสไฟฟ้าในระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 โดยหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ร้องขอต่อโจทก์มีข้อความระบุทำนองว่า เนื่องจากฟาร์มไก่ของจำเลยที่ 1 หยุดพักในช่วงเวลาดังกล่าวเพราะเกิดโรคระบาด ทางกรมปศุสัตว์จึงแจ้งให้พักฟาร์มเลี้ยงไว้อย่างน้อยสองเดือน และเมื่อนำไก่มาเลี้ยงได้แล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป ข้อความตามหนังสือดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า หากต่อมาในภายหลังจำเลยที่ 1 กลับไปทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งเป็นเรื่องของกาลภายหน้าและใช้กระแสไฟฟ้าในอัตราตามสัญญาเดิมเมื่อใดแล้ว จำเลยที่ 1 จะเป็นฝ่ายแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราการคิดค่ากระแสไฟฟ้าให้เป็นไปตามอัตราในสัญญาสอดคล้องกับการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ด้วย การที่จำเลยที่ 1 นิ่งเฉยเสียไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อโจทก์ จนเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์จากการใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์โดยชำระค่ากระแสไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดจำนวนเช่นนี้ จึงมิใช่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าใช้สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระอันมีต่อผู้ขอใช้กระแสไฟฟ้าของโจทก์ซึ่งอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หากแต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ตรวจพบการประมวลผลจดหน่วยพิมพ์บิลผิดพลาดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป และเมื่อนับถึงวันที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง คือ วันที่ 15 มีนาคม 2562 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปีฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงิน 525,502.87 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิม และรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 525,502.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งนี้ให้นำเงิน 100,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ไปหักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นางสาววรรณพร พละภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4632/2565
#690842
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 แสดงให้เห็นว่า แม้กฎหมายบัญญัติยืนยันสถานะข้อมูลด้านสุขภาพเป็นความลับส่วนบุคคล ซึ่งผู้ที่รู้ข้อมูลหรือปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าวต้องให้ความสำคัญต่อการรักษาข้อมูลดังกล่าวให้เป็นความลับและห้ามเปิดเผย เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการตรวจรักษาตามความประสงค์ของเจ้าของข้อมูล หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย ทั้งยังไม่ให้อ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอข้อมูลก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่า ภายหลังจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลเข้ารับการรักษากับจำเลยที่ 1 ที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 4 แล้ว โจทก์ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอื่น และการมาขอข้อมูลการรักษาของโจทก์จากจำเลยที่ 4 ได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายเข้ามาด้วย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยกัน อันเป็นการแสดงว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ตรวจรักษาโจทก์ บันทึกและล่วงรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ และจำเลยที่ 4 ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาสิ่งที่บันทึกข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ ได้นำข้อมูลด้านสุขภาพ คือ เวชระเบียนและคลิปวีดีโอการผ่าตัดเข้าหารือโดยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในการประชุมกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องเพื่อจะให้ฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและกลั่นกรองงานภายในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 4 ตามปกติ เพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 เป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นบุคคลภายนอก แต่เป็นการเปิดเผยเพื่อให้พนักงานฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงตามปกติเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น จึงไม่ใช่เป็นการเปิดเผยข้อมูลตามความหมายของบทบัญญัติตามมาตรา 7 จึงไม่เป็นการกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 296,060,366.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันละเมิดคือวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ ขอให้สงวนไว้ซึ่งสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับความเสียหายที่ต้องใช้เวลาแสดงอาการในอนาคต ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 40 นอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับ และขอให้กำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เพิ่มขึ้นสองเท่าของจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,684,978.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น โดยให้นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ กำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 30,000 บาท และค่าทนายความเป็นเงิน 40,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินรวม 4,220,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,120,000 บาท ให้สงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษา เฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์ตั้งครรภ์และมีความเสี่ยงกับภาวะมดลูกแตกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ก็ให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่เกิน 200,000 บาท ภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นในศาลชั้นต้น โดยให้นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาล ก. จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นแพทย์ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยพยาบาล ระหว่างเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาล ก. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 โจทก์ได้รับการวินิจฉัยจากจำเลยที่ 1 ว่ามีติ่งเนื้อในท่อนำไข่ด้านซ้าย และวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 โจทก์เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล ก. โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผ่าตัด หลังการผ่าตัดโจทก์ท้องเสีย ปวดท้อง เจ็บบริเวณชายโครงด้านขวา เจ็บขณะหายใจ จำเลยที่ 1 สั่งให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด และอนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน ขณะพักอยู่ที่บ้านโจทก์มีอาการปวดท้องต้องกลับมาโรงพยาบาล ก. อีกครั้ง ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ได้ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องและวินิจฉัยว่าอาการปวดท้องเกิดจากน้ำที่จำเลยที่ 1 ใส่เข้าไปในโพรงมดลูกขณะทำการผ่าตัดทำให้น้ำไหลไปตามท่อนำไข่และออกไปสู่ช่องท้องแนะนำให้โจทก์นอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ วันรุ่งขึ้นโจทก์ได้รับการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อตรวจดูช่องท้องอย่างละเอียด ผลปรากฏว่ามีเลือดอยู่ในช่องท้องและเลือดไปกดทับอวัยวะภายในซึ่งเป็นสาเหตุของการปวดท้อง จำเลยที่ 1 รักษาโดยให้ยาห้ามเลือด ยาแก้ปวด ยาฆ่าเชื้อและติดตามดูอาการ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 อนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน และนัดมาดูอาการอีกครั้งในวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559 โจทก์ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ศ. แพทย์ตรวจพบว่ามดลูกทะลุ โจทก์เข้ารับการผ่าตัดแก้ไขที่โรงพยาบาล ศ. จำเลยที่ 1 ผ่าตัดติ่งเนื้อในท่อนำไข่ด้านซ้ายเป็นผลให้มดลูกมีบาดแผลทะลุและเอ็นยึดรังไข่กับมดลูกมีบาดแผลฉีกขาด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 โจทก์ตั้งครรภ์แต่แท้งบุตรในเวลาต่อมา และโจทก์ขอข้อมูลการตรวจรักษาและเวชระเบียนจากจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 1 และผู้บริหารของจำเลยที่ 4 นำเรื่องการขอข้อมูลและเวชระเบียนดังกล่าวเข้าหารือกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 อันเป็นการเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ ตามเวชระเบียนและคลิปวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ขณะแพทย์ผ่าตัดมดลูกโดยการส่องกล้องแล้วจำเลยที่ 4 ส่งข้อมูลที่โจทก์ร้องขอดังกล่าวไม่ครบถ้วน สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลร่วมรับผิดด้วย โดยจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงข้อเดียวว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 นำข้อมูลทางการแพทย์ของโจทก์ไปหารือกับผู้บริหารและฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ในการประชุมข้อร้องเรียนของโจทก์เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 อันจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 บัญญัติว่า ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผยแต่ไม่ว่ากรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้กฎหมายบัญญัติยืนยันสถานะข้อมูลด้านสุขภาพเป็นความลับส่วนบุคคล ซึ่งผู้ที่รู้ข้อมูลหรือปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าวต้องให้ความสำคัญต่อการรักษาข้อมูลดังกล่าวให้เป็นความลับ และห้ามเปิดเผย เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการตรวจรักษาตามความประสงค์ของโจทก์ หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย ทั้งยังไม่ให้อ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอข้อมูลก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ที่บันทึกและล่วงรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ และจำเลยที่ 4 ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาสิ่งที่บันทึกข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ ได้นำข้อมูลด้านสุขภาพคือเวชระเบียนและคลิปวิดีโอการผ่าตัดเข้าหารือกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 โดยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในการประชุม ซึ่งได้ความว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 จะนำข้อมูลเวชระเบียนและคลิปวิดีโอการผ่าตัดเข้าหารือกับฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 นั้น โจทก์ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ศ. อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ได้เข้ารักษาตัวกับจำเลยที่ 1 แล้ว และการมาขอข้อมูลดังกล่าวของโจทก์จากจำเลยที่ 4 นั้นได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายเข้ามาด้วย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยกัน อันเป็นการแสดงว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้นำข้อมูลเวชระเบียนและคลิปวิดีโอการผ่าตัดมาเปิดเผยกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุคลากรภายในอันเกิดจากโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 4 แล้ว จึงเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้แก่ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องเพื่อจะให้ฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและกลั่นกรองงานภายในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 4 ตามปกติหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแม้โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ก็ตาม ซึ่งการจะนำข้อมูลดังกล่าวไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียหายนั้น ต้องเป็นการนำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใด ๆ เมื่อการให้การรักษาผู้ป่วยของแพทย์และโรงพยาบาลในปัจจุบันมีการขยายขอบเขตการให้บริการแก่ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษาและให้บริการผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นย่อมมีความจำเป็นต้องอาศัยการปรึกษาหารือกับบุคลากรที่มีความเข้าใจและสามารถหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 เป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นบุคคลภายนอก และเป็นการเปิดเผยเพื่อให้พนักงานฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงตามปกติเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นแล้ว กรณีนี้จึงไม่ใช่เป็นการเปิดเผยข้อมูลตามความหมายของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 จึงไม่เป็นการกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี...และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่ว่าหนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหนี้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 4,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,120,000 บาท นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นางสาว ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรุ่งระวี โสขุมา
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4630/2565
#690283
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่

โจทก์ทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยจึงออกหนังสือเตือน โจทก์ยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยอดเงินขาดทุนของจำเลย ซึ่งแปลความได้ว่า โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้ามิใช่เพียงจำเลยทวงถามงาน

โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนและได้รับค่าจ้างในอัตราสูง จึงต้องมีความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบมากกว่าพนักงานทั่วไป จำเลยย่อมคาดหวังว่าโจทก์จะสามารถควบคุมดูแลงานในความรับผิดชอบของจำเลยให้ดำเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว งานฝ่ายบัญชีและการเงินนับว่าเป็นส่วนสำคัญแก่การประกอบธุรกิจของจำเลย หากงานยังบกพร่องย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสโจทก์ในการแก้ไขปรับปรุงการทำงานเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้าจำเลยย่อมไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ ที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2558 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 226,200 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 โดยอ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ล่าช้าและละเลยการรายงานต่อแผนกการเงิน ละเลยการทำบัญชีลูกหนี้การค้าของบริษัท ความแม่นยำในคุณภาพข้อมูล (ขาดการตรวจพิสูจน์ทางบัญชี) ไม่มีการปรับปรุงหลังจากได้รับการแจ้งเตือนเป็นหนังสือเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 และขาดการให้ความร่วมมือกับแผนกอื่น ๆ ซึ่งปิดกั้นการพัฒนาบริษัท โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และเงินอื่นตามกฎหมาย รวมเป็นเงิน 1,816,689 บาท แก่โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานบกพร่องจนจำเลยต้องออกหนังสือเตือน หลังจากนั้นโจทก์ยังคงทำงานตามหน้าที่ เพียงแต่สำนักงานภูมิภาคของจำเลยมีการทวงถามงานจากโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดอย่างอื่นหรือจำเลยได้ตักเตือนโจทก์อีก และจำเลยไม่ได้ให้โอกาสโจทก์แก้ไขปรับปรุงจนกระทั่งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังออกหนังสือเตือนครั้งเดียวเพียง 2 เดือนเศษ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ภายหลังโจทก์ได้รับหนังสือเตือนแล้วโจทก์ทำงานต่อไปโดยไม่ได้กระทำผิดอย่างอื่นและไม่พบความบกพร่องของงานเช่นที่ผ่านมานอกจากการถูกทวงถามงาน เมื่อไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยควรให้เวลาสำหรับการปรับปรุงการทำงานที่นานกว่านี้ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ทำงานบกพร่องล่าช้าและไม่สามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่นในองค์กรได้ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลตักเตือนโจทก์ 2 ครั้ง ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือตักเตือนโจทก์อย่างเป็นทางการ โจทก์ไม่ยอมรับหนังสือเตือน แสดงว่าโจทก์ไม่ต้องการแก้ไขความบกพร่องในการทำงาน และโจทก์ก็ยังคงทำงานบกพร่องล่าช้า การกระทำของโจทก์ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยในด้านความน่าเชื่อถือต่อสำนักงานประจำภูมิภาคของจำเลย และจำเลยอาจต้องรับผิดต่อหน่วยงานรัฐในประเทศไทยเนื่องจากการรายงานข้อมูลทางการเงินที่บกพร่องล่าช้า จำเลยให้เวลาโจทก์พอสมควรแล้วจึงเลิกจ้างโจทก์ เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยจึงออกหนังสือเตือนโจทก์ ต่อมาสำนักงานภูมิภาคของจำเลยติดต่อโจทก์ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลเกี่ยวกับงานของโจทก์ที่เสนอต่อสำนักงานภูมิภาคของจำเลย ตามเอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 โดยเอกสารหมาย ล.12 เป็นการติดต่อระหว่างนายประวิน ผู้จัดการฝ่ายการควบคุมการขนส่งทางอากาศและทะเล ประจำสำนักงานภูมิภาคของจำเลย กับโจทก์ โดยนายประวิน ส่งข้อความทวงถามรายงานทางการเงิน (โอพีอา) ประจำปี 2561 จากโจทก์ ถึง 4 ครั้ง แต่โจทก์ไม่ตอบกลับ ส่วนเอกสารหมาย ล.13 เป็นการติดต่อระหว่างนายนิพัล ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ประจำสำนักงานภูมิภาคของจำเลย กับโจทก์ โดยนายนิพัลส่งข้อความให้โจทก์แก้ไขการทำงบทางการเงินของจำเลย และให้โจทก์ชี้แจงรายละเอียดความบกพร่องของการทำงบการเงินดังกล่าว โจทก์ยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยอดเงินขาดทุนของจำเลย ซึ่งแปลความได้ว่าโจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า มิใช่เพียงจำเลยทวงถามงานดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา ดังนั้น เมื่อโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนและได้รับค่าจ้างในอัตราสูง จึงต้องมีความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบมากกว่าพนักงานทั่วไป จำเลยย่อมคาดหวังว่าโจทก์จะสามารถควบคุมดูแลงานในความรับผิดชอบของจำเลยให้ดำเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว งานฝ่ายบัญชีและการเงินนับว่าเป็นส่วนสำคัญแก่การประกอบธุรกิจของจำเลย หากงานยังบกพร่องย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ภายหลังมีหนังสือเตือนโจทก์ประมาณ 2 เดือน นับว่าให้โอกาสโจทก์ในการแก้ไขปรับปรุงการทำงานเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่โจทก์ยังคงทำงานบกพร่องและล่าช้า จำเลยย่อมไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การเลิกจ้างเป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง ทั้งจำเลยได้จ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ รวมเป็นเงิน 1,816,689 บาท แก่โจทก์แล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ถือว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างแล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
- นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4627/2565
#688759
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่า สัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ผู้รับประกันภัย กับผู้ร้องที่ 22 ผู้เอาประกันภัย ให้อยู่ภายใต้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศอังกฤษ กรณีจึงต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับตามสัญญาดังกล่าว

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เข้ารับช่วงสิทธิของผู้ร้องที่ 22 จากการที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ชำระค่าสินไหมทดแทนไปตามสัญญาประกันภัยสินค้าทางทะเล จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างเหตุในฐานะผู้สืบสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ซึ่งเป็นคู่พิพาทตามคำชี้ขาด ดังนี้ การพิจารณาเหตุแห่งการใช้สิทธิทางศาลของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ดังกล่าวจึงต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยสินค้าทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับร้องที่ 22 ว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เป็นผู้สืบสิทธิโดยชอบโดยผลของกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้ โดยกรณีนี้ต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับตามสัญญา ซึ่งคู่ความนำสืบรับกันว่าคือ พ.ร.บ.การประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 (Marine Insurance Act 1906) โดยไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 เมื่อพิจารณาจากบทนิยามตามมาตรา 1 แห่ง พ.ร.บ.การประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 ที่ให้คำนิยามไว้ว่า สัญญาประกันภัยทางทะเลเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยในกรณีเกิดความเสียหายอันเกิดจากการเสี่ยงภัยทางทะเลตามที่ระบุไว้ในสัญญา โดยที่มาตรา 3 ให้ความหมายของคำว่า การเสี่ยงภัยทางทะเลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่อาจระบุไว้ในสัญญาประกันภัยทางทะเล ซึ่งวัตถุที่เอาประกันภัยต้องเกี่ยวข้องกับภัยทางทะเล (Maritime Perils) และให้ความหมายคำว่า "Maritime Perils" ว่า หมายถึงภัยอันเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการเดินเรือทางทะเลอันได้แก่ภัยทางทะเล อัคคีภัย ภัยสงคราม โจรสลัด โจรกรรม การยึด การหน่วงเหนี่ยว การทิ้งทะเล การกระทำโดยทุจริตของคนเรือและภัยอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือที่ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 นำสืบได้ความแต่เพียงว่า กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีข้อตกลงการรับประกันภัยสินค้าถ่านหินในส่วนที่ 6 โดยมีเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้า (เอ) ซึ่งเป็นการคุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่ทำให้เกิดความสูญหายหรือเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัย เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดเท่านั้น แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ทำลายถ่านหินทำให้เกิดการสูญหายหรือความเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัยและเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันสินค้าแบบ (เอ) แล้ว ขณะที่ผู้ร้องที่ 22 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในถ่านหินและยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่เอาประภัยตามสัญญาซื้อขายตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยในส่วนที่ 6 เกี่ยวกับถ่านหิน หรือเข้าลักษณะหรือประเภทของภัยทางทะเลที่ได้รับการคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยตาม Institute Cargo Clauses (A) ในข้อใดอย่างไรหรือไม่ เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยระบุว่า การประกันภัยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่เวลาที่วัตถุที่เอาประกันภัยอยู่ในความเสี่ยงของผู้เอาประกันภัยและต่อเนื่องในขณะอยู่ระหว่างขนส่งไปจนกว่าจะถูกจัดส่งถึงปลายทาง หรือความรับผิดของผู้เอาประกันภัยสิ้นสุดลงโดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขของการซื้อขาย และระหว่างพิจารณาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 แถลงรับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า สินค้าถ่านหินคดีนี้ตั้งแต่มีการขนส่งที่ต้นทางจนถึงปลายทางและขนส่งต่อไปจนถึงโรงงานของผู้คัดค้านนั้น สินค้าถ่านหินไม่ได้รับความเสียหายหรือสูญหายแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าสัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 สิ้นสุดลงตามข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว โดยไม่ปรากฏเหตุที่ก่อให้เกิดความสูญหายหรือเสี่ยงภัยทางทะเลในระหว่างการเดินเรือทางทะเลที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 22 นอกจากนี้ตามสำเนาคำชี้ขาดขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศสิงค์โปร์ยังแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่พิพาทกันระหว่างผู้ร้องที่ 22 กับผู้คัดค้านมีมูลความแห่งคดีมาจากการที่ผู้คัดค้านไม่ได้ชำระหนี้จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตามสัญญาซื้อขาย ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เข้ารับช่วงสิทธิเป็นผู้สิทธิของผู้ร้องที่ 22 ตามสัญญาประกันทางทะเลโดยชอบ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ได้

คดีนี้ศาลพิจารณาจากหลักกฎหมายตามพ.ร.บ.การประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 (Marine Insurance Act 1906) และข้อตกลงในสัญญาประกันภัยทางทะเลตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญาที่อยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศอังกฤษดังกล่าวข้างต้น โดยปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของผู้ร้อนที่ 1 ถึงที่ 21 ในชั้นไต่สวนคำร้องไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ตามที่อ้างในคำร้อง กรณีจึงไม่ใช่เรื่องของการตีความกฎหมาย

แม้การที่ผู้ซื้อตั้งใจไม่ชำระราคาตั้งแต่แรก หรือผู้ซื้อไม่สุจริต หรือผู้ซื้อล้มละลายจะถือว่าเป็นภัยก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าการไม่ชำระราคาทุกกรณีจะเป็นภัยทั้งหมด เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านมีเจตนาที่จะชำระราคาให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตั้งแต่ต้น แต่เป็นการชำระให้แก่บุคคลภายนอกที่มาหลอกหลวงผู้คัดค้าน จึงไม่ใช่กรณีที่จะถือเป็นภัยจากการไม่ชำระราคา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งยี่สิบสองยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของประเทศสิงคโปร์ ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2558 เลขที่ ARB No. 057 of 2014 ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จำนวน 3,382,883.84 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 และผู้คัดค้านต้องรับผิดชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 22 จำนวน 352,331.67 ปอนด์สเตอร์ลิง และ 161,002.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 22

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระ (1) ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 302,151.99 ปอนด์สเตอร์ลิง ซึ่งหักด้วยค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของผู้ร้องที่ 22 จำนวน 44,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (2) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการแทนผู้ร้องที่ 22 จำนวน 138,772.17 ดอลลาร์สิงคโปร์ (3) ค่าสถานที่ในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการ 1,531.93 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี ของต้นเงินทั้งหมดดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 22 ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องที่ 22 โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีพิจารณาแล้วไม่กำหนดให้ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ชนะคดี ยกคำร้องในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 และผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ผู้ร้องที่ 22 ยื่นคำร้องไม่คัดค้าน อนุญาตให้ผู้คัดค้านถอนอุทธรณ์ จำหน่ายคดีในส่วนของผู้คัดค้านเสียจากสารบบความของศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องทั้งยี่สิบสองเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เป็นผู้รับประกันภัยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยหมายเลข B 0753 PC 1309781000 ที่มีผู้ร้องที่ 22 เป็นผู้เอาประกันภัย ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศไทย ผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 21 มอบอำนาจให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ต่อมาผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 22 มอบอำนาจช่วงให้บริษัท ว. และ/หรือนายรัฐการ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน คดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้คัดค้านในฐานะผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ชำระค่าถ่านหินให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ในฐานะผู้ขายตามสัญญาซื้อขายถ่านหินที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเผาหม้อนํ้าเครื่องจักร (Contract for the Sale and Purchase of Streaming Coal) ฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทใด ๆ ภายใต้สัญญาพิพาท ให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของประเทศสิงคโปร์ (Singapore International Arbitration Centre หรือ SIAC) ผู้ร้องที่ 22 จึงนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของประเทศสิงคโปร์ โดยผู้คัดค้านได้เข้าร่วมกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2558 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า ผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าผู้ร้องที่ 22 รู้เรื่องการฉ้อฉลจากบุคคลภายนอกหรือมีเหตุทุจริตทางฝ่ายผู้ร้องที่ 22 จึงให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ดังนี้

1. หนี้คงค้าง 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2557 ไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน

2. ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 302,151.99 ปอนด์สเตอร์ลิง

3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการแทนผู้ร้องที่ 22 จำนวน 138,772.17 ดอลลาร์สิงคโปร์

4. ค่าสถานที่ในการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการ 1,531.93 ปอนด์สเตอร์ลิง

5. ดอกเบี้ยของต้นเงินในข้อ 2 ถึง 4 ในอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี นับจากวันที่ 11 ธันวาคม 2558 ไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน ซึ่งสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของประเทศสิงคโปร์ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านแล้ว แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ในฐานะผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้ร้องที่ 22 เป็นเงิน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 มีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ โดยพิจารณาจากหลักการรับช่วงสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้ววินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 22 ไม่ถือเป็นการชำระหนี้ที่ตนมีความผูกพันหรือมีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ได้ จึงไม่ใช่คู่พิพาทตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้นั้น ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อุทธรณ์โต้แย้งว่า หลักกฎหมายที่ต้องมาปรับใช้ในการพิจารณาประเด็นดังกล่าวคือ หลักกฎหมายขัดกันตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญาที่มีสัญชาติต่างกันและจัดทำขึ้นในต่างประเทศ โดยคู่สัญญาตกลงกันให้ใช้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศอังกฤษในการปรับใช้และตีความสัญญา คำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล หน้า 58 มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่า สัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 นั้นให้อยู่ภายใต้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศอังกฤษ กรณีจึงต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับตามสัญญาดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 (2)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 มีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 42 มาตรา 43 และมาตรา 44 คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะได้ทำขึ้นในประเทศใดให้ผูกพันคู่พิพาท และเมื่อได้มีการร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจย่อมบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น" และมาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ เมื่อศาลได้รับคำร้องดังกล่าวให้รีบทำการไต่สวน และมีคำพิพากษาโดยพลัน" คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เป็นคู่พิพาทที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เข้ารับช่วงสิทธิของผู้ร้องที่ 22 จากการที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ชำระค่าสินไหมทดแทนไปตามสัญญาประกันภัยสินค้าทางทะเล (Marine Cargo Insurance) จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างเหตุในฐานะผู้สืบสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ซึ่งเป็นคู่พิพาทตามคำชี้ขาด ดังนี้ การพิจารณาเหตุแห่งการใช้สิทธิทางศาลของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ดังกล่าวจึงต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยสินค้าทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 ว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เป็นผู้สืบสิทธิโดยชอบโดยผลของกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 นำสืบว่า กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีข้อตกลงให้บังคับใช้สัญญาตามกฎหมายและทางปฏิบัติของประเทศอังกฤษ ซึ่งกำหนดเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้าแบบ (เอ) (Institute Cargo Clauses (A)) ในข้อ 1 ระบุว่า ประกันภัยนี้คุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่อาจยังความสูญหายหรือความเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัย เว้นแต่ที่ได้รับการยกเว้นไว้ตามข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 ซึ่งได้แก่ ความสูญหายหรือความเสียหายเพราะการกระทำมิชอบโดยจงใจของผู้เอาประกันภัย ความสูญหายหรือความเสียหายเพราะการบรรจุหีบห่อที่ไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม ความสูญหายหรือความเสียหายเพราะความล่าช้า เป็นต้น ในระหว่างที่ผู้ร้องที่ 22 รอการชำระราคาถ่านหินจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านได้เข้าครอบครองถ่านหินภายหลังจากถ่านหินถูกจัดส่งมายังท่าเรือปลายทาง และได้ครอบครองถ่านหินเรื่อยมาจนกระทั่งถ่านหินถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม ถือว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ทำลายถ่านหินทำให้เกิดการสูญหายหรือความเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัยและเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้าแบบ (เอ) แล้ว แต่ขณะนั้นผู้ร้องที่ 22 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในถ่านหินและยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่เอาประกันภัยอยู่ เนื่องจากตามสัญญาซื้อขายมีข้อตกลงในเรื่องหน่วงกรรมสิทธิ์ (Retention of Title หรือ ROT) ระบุไว้ว่า กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้คัดค้านในฐานะผู้ซื้อจนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาให้แก่ผู้ร้องที่ 22 จนครบถ้วน เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตามกรมธรรม์พิพาทไปแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ในการเรียกให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล หน้า 58 มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าสัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 นั้นให้อยู่ภายใต้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศอังกฤษ กรณีนี้จึงต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับตามสัญญา ซึ่งคู่ความนำสืบรับกันว่าคือ พระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 (Marine Insurance Act 1906) โดยไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 13 เมื่อพิจารณาจากบทนิยามตามมาตรา 1 แห่งพระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 ที่ให้คำนิยามไว้ว่า สัญญาประกันภัยทางทะเลเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยในกรณีเกิดความเสียหายอันเกิดจากการเสี่ยงภัยทางทะเลตามที่ระบุไว้ในสัญญา (A contract of marine insurance is a contract whereby the insurer undertakes to indemnify the assured, in manner and to the extent thereby agreed, against marine losses, that is to say, the losses incident to marine adventure) โดยที่มาตรา 3 ให้ความหมายของคำว่า การเสี่ยงภัยทางทะเลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่อาจระบุไว้ในสัญญาประกันภัยทางทะเล ซึ่งวัตถุที่เอาประกันภัยต้องเกี่ยวข้องกับภัยทางทะเล (Maritime Perils) และให้ความหมายคำว่า "Maritime Perils" ว่า หมายถึงภัยอันเป็นผลที่เกิดขึ้นหรืออุบัติภัยที่เกิดขึ้นจากการเดินเรือทางทะเลอันได้แก่ ภัยทางทะเล อัคคีภัย ภัยสงคราม โจรสลัด โจรกรรม การยึด การหน่วงเหนี่ยว การทิ้งทะเล การกระทำโดยทุจริตของคนเรือและภัยอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือที่ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ ("Maritime Perils" means the perils consequent on, or incidental to, the navigation of the sea, that is to say, perils of the seas, fire, war perils, pirates, rovers, thieves, captures, seisures, restraints, and detainments of princes and peoples, jettisons, barratry, and any other perils, either of the like kind or which may be designated by the policy.) คดีนี้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 นำสืบได้ความแต่เพียงว่า กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีข้อตกลงการรับประกันภัยสินค้าถ่านหินในส่วนที่ 6 โดยมีเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้าแบบ (เอ) ซึ่งเป็นการคุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่ทำให้เกิดความสูญหายหรือเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัย เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดเท่านั้น แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่า ข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างเหตุที่ว่าในระหว่างที่ผู้ร้องที่ 22 รอการชำระราคาถ่านหินจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านได้เข้าครอบครองถ่านหินภายหลังจากถ่านหินถูกจัดส่งมายังท่าเรือปลายทาง และได้ครอบครองถ่านหินเรื่อยมาจนกระทั่งถ่านหินถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม ถือว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ทำลายถ่านหินทำให้เกิดการสูญหายหรือความเสียหายต่อวัตถุที่เอาประกันภัยและเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองการประกันภัยสินค้าแบบ (เอ) แล้ว แต่ขณะนั้นผู้ร้องที่ 22 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในถ่านหินและยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาซื้อขายเป็นไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยในส่วนที่ 6 เกี่ยวกับถ่านหิน หรือเข้าลักษณะหรือประเภทของภัยทางทะเลที่ได้รับการคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยตาม Institute Cargo Clauses (A) ในข้อใดอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ข้างต้นรับว่า สินค้าถ่านหินได้ถูกจัดส่งไปยังท่าเรือปลายทางแล้ว ซึ่งตามข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย หน้า 34 ระบุว่า การประกันภัยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่เวลาที่วัตถุที่เอาประกันภัยอยู่ในความเสี่ยงของผู้เอาประกันภัยและต่อเนื่องในขณะอยู่ระหว่างขนส่งไปจนกว่าจะถูกจัดส่งถึงปลายทาง หรือความรับผิดของผู้เอาประกันภัยสิ้นสุดลง โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขของการซื้อขาย และระหว่างพิจารณาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 แถลงรับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า สินค้าถ่านหินคดีนี้ตั้งแต่มีการขนส่งที่ต้นทางจนถึงปลายทางและขนส่งต่อไปจนถึงโรงงานของผู้คัดค้านนั้น สินค้าถ่านหินไม่ได้รับความเสียหายหรือสูญหายแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าสัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 กับผู้ร้องที่ 22 สิ้นสุดลงตามข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว โดยไม่ปรากฏเหตุที่ก่อให้เกิดความสูญหายหรือเสียหายอันเกิดจากการเสี่ยงภัยทางทะเลในระหว่างการเดินเรือทางทะเลที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 22 ทั้งนี้ ตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัย และหลักกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยทางทะเล มาตรา 1 และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 นอกจากนี้ปรากฏข้อเท็จจริงจากสำเนาคำชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศสิงคโปร์ ซึ่งผู้ร้องที่ 22 เป็นผู้ยื่นเสนอข้อพิพาทว่า ผู้ร้องที่ 22 เชื่อว่า ในข้อ 10.1 ของสัญญาซื้อขายซึ่งเกี่ยวกับการชำระเงินค่าสินค้านั้น ผู้คัดค้านไม่สามารถชำระเงิน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ ผู้ร้องที่ 22 จึงมีสิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ค้างชำระจำนวนนี้ตามข้อสัญญาดังกล่าว อันแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่พิพาทกันระหว่างผู้ร้องที่ 22 กับผู้คัดค้านมีมูลความแห่งคดีมาจากการที่ผู้คัดค้านไม่ได้ชำระหนี้จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตามสัญญาซื้อขาย ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 เข้ารับช่วงสิทธิเป็นผู้สืบสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ตามสัญญาประกันภัยทางทะเลโดยชอบ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ได้ ส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างว่าต้องใช้หลักการตีความกฎหมายตามกฎหมายอังกฤษและคำพิพากษาของศาลอังกฤษนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลพิจารณาจากหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 (Marine Insurance Act 1906) และข้อตกลงในสัญญาประกันภัยทางทะเลตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญาที่อยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศอังกฤษดังกล่าวข้างต้น โดยปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ในชั้นไต่สวนคำร้องไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ตามที่อ้างในคำร้อง กรณีจึงไม่ใช่เรื่องของการตีความกฎหมาย ส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้างว่าการไม่ชำระราคาถือว่าเป็นภัยที่เอาประกันภัยไว้ด้วยนั้น เห็นว่า แม้การที่ผู้ซื้อตั้งใจไม่ชำระราคาตั้งแต่แรก หรือผู้ซื้อไม่สุจริตหรือผู้ซื้อล้มละลาย จะถือว่าเป็นภัยด้วยก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าการไม่ชำระราคาทุกกรณีจะเป็นภัยทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าผู้คัดค้านมีเจตนาที่จะชำระราคาให้แก่ผู้ร้องที่ 22 ตั้งแต่ต้น แต่เป็นการชำระให้แก่บุคคลภายนอกที่มาหลอกลวงผู้คัดค้าน จึงไม่ใช่กรณีที่จะถือเป็นภัยจากการไม่ชำระราคาดังกล่าวตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 อ้าง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้ร้องที่ 22 ได้ จึงไม่ใช่คู่พิพาทตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 21 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำหน่ายคดีของผู้คัดค้านออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ผู้คัดค้าน 75,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41 ม. 42 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
-
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4618/2565
#689717
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 36 (1) (4) กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลอาคารชุดและต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับหรือตามมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 12 ซึ่งกำหนดว่า หากตำแหน่งผู้จัดการว่างลงก่อนครบวาระให้ประธานคณะกรรมการหรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ทำหน้าที่บริหารอาคารชุดเหมือนผู้จัดการเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้จัดการใหม่ ซึ่งขณะทำบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ ที่ประชุมเจ้าของร่วมยังไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยคนใหม่ แต่มี ธ. ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยทำหน้าที่บริหารอาคารชุดเหมือนเป็นผู้จัดการเป็นการชั่วคราว การที่ ธ. ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่จึงถือว่ามีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและมีผลผูกพันจำเลย ในการประชุมใหญ่สมัยวิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2551 วันที่ 16 มีนาคม 2551 ก็ปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง ธ. เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยต่อจาก ส. พยานจำเลยปาก อ. ซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน ก็ยอมรับว่า เคยชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ และจำเลยไม่เคยมีการบอกเลิกบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ดังกล่าว ยิ่งเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยยอมรับตามบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ที่ ธ. ลงลายมือชื่อในนามของจำเลย จำเลยจึงต้องชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 1,183,975.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,009,344.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้ก่อตั้งอาคารชุด ด ส่วนจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลอาคารชุดชื่อ ด โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าว 15 ห้อง คือห้องเลขที่ 100/1, 100/2, 100/54 ถึง 100/61, 100/165 ถึง 100/167, 100/171 และ 100/270 ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2551 นายธนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการของจำเลยทำบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่กับโจทก์ โดยจำเลยจะใช้ห้องชุดของโจทก์เลขที่ 100/58 เป็นสำนักงาน ห้องชุดเลขที่ 100/165 และ 100/166 เป็นศูนย์ออกกำลังกายและเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมในอาคารชุด อัตราค่าตอบแทนการใช้สถานที่ห้องชุด 3 ห้องดังกล่าวขนาดพื้นที่รวม 1,472.199 ตารางเมตร เท่ากับอัตราค่าส่วนกลางซึ่งจำเลยเรียกเก็บจากห้องชุดเลขที่ 100/55 ถึง 100/59 และ 100/165 และ 100/166 จำนวน 7 ห้อง ขนาดพื้นที่รวม 1,913.94 ตารางเมตร ของโจทก์ โดยจำเลยจะชำระค่าตอบแทนตามบันทึกข้อตกลงในวันเดียวกับวันที่ได้รับชำระค่าส่วนกลางซึ่งจำเลยเรียกเก็บจากห้องชุด 7 ห้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า นายธนาคมเป็นคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยและได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการให้เป็นประธานคณะกรรมการถึงวันที่ 16 มีนาคม 2551 และตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2551 ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมให้เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยจนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 และตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 36 (1) (4) กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลอาคารชุดและต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับหรือตามมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย ตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 12 ซึ่งกำหนดว่า หากตำแหน่งผู้จัดการว่างลงก่อนครบวาระให้ประธานคณะกรรมการหรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ทำหน้าที่บริหารอาคารชุดเหมือนผู้จัดการเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้จัดการใหม่ ซึ่งขณะทำบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ที่ประชุมเจ้าของร่วมยังไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยคนใหม่ แต่มีนายธนาคมซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยทำหน้าที่บริหารอาคารชุดเหมือนเป็นผู้จัดการเป็นการชั่วคราว การที่นายธนาคมลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่จึงถือว่ามีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและมีผลผูกพันจำเลย ในการประชุมใหญ่สมัยวิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2551 วันที่ 16 มีนาคม 2551 ก็ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติแต่งตั้งนายธนาคมเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยต่อจากนายสมศักดิ์ พยานจำเลยปากนางสาวอาภาซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน ก็เบิกความยอมรับว่าเคยชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ และจำเลยไม่เคยมีการบอกเลิกบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ดังกล่าว ยิ่งเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยยอมรับตามบันทึกข้อตกลงให้ใช้สถานที่ที่นายธนาคมลงลายมือชื่อในนามของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,183,975.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,009,344.74 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ให้ยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 36 (1) ม. 36 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอาภาพร ประไพตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4601/2565
#690165
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในความผิดข้อหาร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดในชั้นฎีกา นั้น จำเลยที่ 2 ไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าว

ความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งการถอนคำร้องทุกข์นั้น ผู้เสียหายย่อมถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ หรือต่อศาลก็ได้ แม้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น การที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้ว สิทธิในการนำคดีในความผิดข้อหาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 มาตรา 4, 8, 39 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 530,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3434/2561 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 567/2562 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีและนับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 802/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง, 39 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันยักยอก จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ฐานร่วมกันยักยอก คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3434/2561 ของศาลชั้นต้นและคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 567/2562 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 530,000 บาท แก่ผู้เสียหาย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในความผิดข้อหาร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดในชั้นฎีกานั้น จำเลยที่ 2 ไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 การกระทำความผิดฐานร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกเป็นอันระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธิที่ผู้เสียหายหรือพนักงานอัยการจะนำความผิดอันยอมความได้นั้นมาฟ้องผู้กระทำผิดย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งการถอนคำร้องทุกข์นั้นผู้เสียหายย่อมถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อพนักงานอัยการ หรือต่อศาลก็ได้ แม้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น เมื่อได้ความว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้ว สิทธิในการนำคดีในความผิดข้อหาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นอันระงับไป ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น และการที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 2 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจปล่อยเงินกู้โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการกระทำความผิดที่อุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและเป็นการประกอบอาชีพบนความเดือดร้อนของผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ตกทุกข์ได้ยากอยู่แล้วตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุผลประการอื่นดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกา ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 2 มานั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ ยกคำขอให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 163 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายชัยวัฒน์ ทรงศิริศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4594/2565
#690168
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 148 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น..." นั้น การข่มขืนใจหรือจูงใจต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นมิใช่ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อ ธ. เป็นผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจําเลย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขืนใจหรือจูงใจบุคคลอื่นเพื่อให้มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจําเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำนวนเงินที่จำเลยทุจริตไม่มาก จำเลยไม่มีประวัติว่าเคยกระทำความผิดมาก่อนและจำเลยถูกให้ออกจากราชการซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลย ผลร้ายดังกล่าวเพียงพอกับความผิดของจำเลยแล้ว จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ต่อมาเดือนตุลาคม 2552 องค์การบริหารส่วนตำบล ท. ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล ท. ในปีงบประมาณ 2550 ขณะที่เทศบาลตำบล ท. ยังเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ได้จัดทำโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) โดยนายวัชรพล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สังกัดสำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ท. เป็นผู้เสนอโครงการ จำเลยเป็นผู้เห็นชอบโครงการ และนายอานนท์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ในขณะนั้นเป็นผู้อนุมัติโครงการ กำหนดการอบรมระหว่างวันที่ 27 ถึง 31 สิงหาคม 2550 ณ กรมทหารราบที่ 7 มีผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นสมาชิก อปพร. ตำบล ท. จำนวน 13 หมู่บ้าน รวม 80 คน โดยใช้เงินนอกงบประมาณ คือเงินสะสมและเงินงบประมาณในหมวดค่าตอบแทนใช้สอยรวมจำนวน 406,000 บาท เป็นค่าดำเนินการในโครงการดังกล่าว ได้แก่ ค่าตอบแทนวิทยากร ค่าอุปกรณ์ดับเพลิง ค่ากระโดดหอ ค่าชุด ค่าอาหารว่าง ค่าเครื่องเสียง ค่าเครื่องเขียน ค่าคู่มือ ค่าใบประกาศ ค่าน้ำมัน ค่าจ้างเหมาทำป้าย ค่าดอกไม้ และค่ารถรับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมในวันที่ 27 สิงหาคม 2550 จากองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ไปยังกรมทหารราบที่ 7 เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมเฉพาะขาไป ในวันที่ 29 สิงหาคม 2550 จากกรมทหารราบที่ 7 ไปอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่าเพื่อกระโดดหอสูงทดสอบกำลังใจ ทั้งขาไปและขากลับ และในวันที่ 31 สิงหาคม 2550 จากกรมทหารราบที่ 7 กลับองค์การบริหารส่วนตำบล ท. เฉพาะขากลับด้วย จำนวน 2 คัน คันละ 8,000 บาท รวมเป็นเงิน 16,000 บาท ตามบันทึกข้อความขออนุมัติดำเนินโครงการและประมาณค่าใช้จ่าย ต่อมามีการฝึกอบรมตามกำหนดวันเวลาดังกล่าว ในส่วนของการเช่ารถรับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมนั้น องค์การบริหารส่วนตำบล ท. โดยนายอานนท์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ทำบันทึกตกลงจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. โดยนางสาวธิดารัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการ และมีคำสั่งแต่งตั้งนายวัชรพล นางสาวพรรณี นักพัฒนาชุมชน และนางสาวพิทยาภรณ์ นักวิชาการประชาสัมพันธ์ เป็นคณะกรรมการตรวจรับการจัดซื้อจัดจ้าง ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ที่ 333/2550 ต่อมามีการเบิกค่ารถดังกล่าวจำนวน 15,840 บาท (หักภาษี 160 บาท) ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างไป ตามฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่าย ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2552 มีผู้ร้องเรียนนายอานนท์และจำเลยต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตเงินค่าจ้างรถดังกล่าวมีการนำชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. มาเป็นผู้รับจ้าง แต่ในความเป็นจริงได้รับความอนุเคราะห์รถรับส่งจากกรมทหารราบที่ 7 ตามหนังสือร้องเรียน คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งพนักงานไต่สวนข้อเท็จจริง แล้วมีมติเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ว่า จากการไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า นายอานนท์กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ส่วนจำเลยมีมูลความผิดตามข้อกล่าวหา จำเลยจึงถูกดำเนินคดีเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ด้วยนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 นั้น โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงมาในคำฟ้องว่า จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจ นางสาวธิดารัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ว่า องค์การบริหารส่วนตำบล ท. ต้องการจ้างรถโดยสารขนาด 40 ที่นั่ง เพื่อใช้ในโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) จำนวน 1 คัน ราคา 8,000 บาท แต่ขอให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ว่ามีการจ้างรถโดยสารขนาดดังกล่าวจำนวน 2 คัน รวมเป็นเงิน 16,000 บาท โดยให้ทำหลักฐานการส่งมอบพร้อมทั้งออกใบเสร็จรับเงินเป็นการจ้างรถโดยสารขนาดดังกล่าวจำนวน 2 คัน แล้วให้นำเงินค่าจ้างส่วนต่างที่เบิกมาจำนวน 8,000 บาท มามอบให้จำเลย นางสาวธิดารัตน์ตกลงตามที่จำเลยเสนอเข้าทำสัญญาจ้าง ทำเอกสารส่งมอบงานและออกใบเสร็จรับเงินค่าจ้างเป็นการจ้างรถโดยสารจำนวน 2 คัน ราคา 16,000 บาท แล้วนำเงินส่วนต่างไปมอบให้แก่จำเลยตามที่จำเลยเรียกรับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ แต่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว วินิจฉัยว่า ไม่มีการจ้างรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) แต่จำเลยดำเนินการให้ปรากฏหลักฐานว่ามีการจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. นำรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 4 เที่ยว แล้วเบิกเงินค่าจ้างจำนวน 16,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยกับพวก โดยนางสาวธิดารัตน์มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนดังกล่าว แม้แตกต่างจากที่โจทก์ฟ้อง แต่จำเลยไม่หลงต่อสู้เพราะจำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ดังนั้น จะมีรถหรือไม่ หรือมีกี่คันก็เป็นความผิดทั้งสิ้น ข้อแตกต่างดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญ ศาลลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง การที่จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาประโยชน์ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ตามฟ้องโจทก์ เพราะการที่จะเป็นความผิดฐานนี้ผู้ถูกข่มขืนใจหรือจูงใจต้องมิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานด้วย จากเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าว ศาลชั้นต้นมิได้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและนำพยานเข้าไต่สวนในชั้นการพิจารณาของศาลว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจนางสาวธิดารัตน์ ให้ทำเอกสารหรือหลักฐานการรับจ้างรถโดยสาร 2 คัน มาส่งมอบแล้วนำหลักฐานนั้นมาทำการเบิกจนได้รับส่วนต่าง แล้วนำเงินส่วนต่างมามอบให้แต่อย่างใด แต่รับฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมกับนางสาวธิดารัตน์ดำเนินการให้ปรากฏหลักฐานว่ามีการจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. นำรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 4 เที่ยว แล้วเบิกเงินค่าจ้างจำนวน 16,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยกับพวก จึงไม่มีการข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น เนื่องจากนางสาวธิดารัตน์มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ฟ้องและนำพยานเข้าไต่สวนในชั้นพิจารณาของศาล แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องอย่างไรที่ถูกควรเป็นอย่างไร แต่กลับอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว เพราะผู้ถูกข่มขืนใจไม่จำเป็นว่าจะต้องมีส่วนร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดด้วยหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์เพียงแต่ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา แต่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมานั้น การกระทำของจำเลยก็ยังคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 อยู่นั่นเอง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์การรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ไปเสียทีเดียว เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น..." นั้น การข่มขืนใจหรือจูงใจต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นมิใช่ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อนางสาวธิดารัตน์เป็นผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขืนใจหรือจูงใจบุคคลอื่นเพื่อให้มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษ นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้เหตุผลเหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 — นางกฤษณา กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางชารียา เด่นนินนาท
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
ศุภมิตร บุญประสงค์
ศิริชัย คุณจักร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4587/2565
#689156
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ชําระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาและไม่ครบจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญาตั้งแต่ปี 2560 หลายครั้ง แต่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียกให้ชําระหนี้ทั้งหมดทันที โจทก์กลับรับชําระหนี้ไว้โดยไม่อิดเอื้อน ทั้งมีการงดคิดดอกเบี้ยผิดนัดระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2561 แสดงว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาและจำนวนเงินที่ต้องชําระตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จำเลยที่ 1 จะตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คําเตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ชําระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 1 ไม่ชําระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้จำเลยทั้งสี่ชําระทั้งหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือนั้นแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ครบกำหนดวันที่ 6 มิถุนายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชําระ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในวันที่ 7 มิถุนายน 2561 จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดภายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 19 ให้สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง โดยมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเพื่อให้ทราบถึงการผิดนัดนั้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ชําระหนี้ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 จำเลยที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 จึงถือได้ว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด อันเป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชําระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชําระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชําระเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ด้วย

โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนโดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลย่อมไม่มีอำนาจปรับลดดอกเบี้ยลงได้ แต่ส่วนที่สัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนกำหนดว่า ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชําระหนี้ ยินยอมให้ผู้ให้กู้เรียกให้ชําระหนี้ทั้งหมดคืนพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราสูงสุดได้ทันทีนั้น มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 161,188,901.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 138,196,814.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19184, 28836, 28837, 28843, 38239, 43992 ถึง 43994 และ 43999 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหมายเลขทะเบียนจำนอง 200 – 0933/53 เครื่องจักร เครื่องชั่ง เครื่องสีข้าวและชุดอบข้าวเปลือก หมายเลขทะเบียน 53 – 110 – 106 – 0001 และ 53 – 110 – 106 – 0003 ถึง 53 – 110 – 106 – 0005 พร้อมอุปกรณ์ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 161,188,901.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 138,196,814.06 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19184, 28836, 28837, 28843, 38239, 43992 ถึง 43994 และ 43999 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 200 – 0933/53 เครื่องจักร เครื่องชั่ง เครื่องสีข้าวชุดอบข้าวเปลือก หมายเลขทะเบียน 53 – 110 – 106 – 0001 และ 53 – 110 – 106 – 0003 ถึง 53 – 110 – 106 – 0005 พร้อมอุปกรณ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ต่อมาจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอสินเชื่อไว้แก่โจทก์ตามโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้าง ฯ และเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2553 ณ วันฟ้อง (วันที่ 27 กันยายน 2561) เป็นต้นเงิน 58,196,814.06 บาท ดอกเบี้ย 9,662,841.02 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 105,000 บาท และตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2553 ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 80,000,000 บาท ดอกเบี้ย 13,329,246.57 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 145,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19184, 28836, 28837, 28843, 38239, 43992 ถึง 43994 และ 43999 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรหมายเลขทะเบียนจำนอง 200 – 0933/53 เครื่องจักร เครื่องชั่ง เครื่องสีข้าวและชุดอบข้าวเปลือก หมายเลขทะเบียน 53 – 110 – 106 – 0001, 53 – 110 – 106 – 0003 ถึง 53 – 110 – 106 – 0005 พร้อมอุปกรณ์ เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ก่อนฟ้องคดีโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ถึงจำเลยทั้งสี่ขอให้ชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนอง โดยระบุว่า ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 มีหนี้ค้างชำระตามสัญญากู้เงินเป็นต้นเงิน 58,196,814.06 บาท พร้อมดอกเบี้ย และตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนเป็นต้นเงิน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับหนังสือนั้นแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 ส่วนจำเลยที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ในชั้นสืบพยานโจทก์อ้างด้วยว่า หลังจากผิดสัญญา โจทก์ได้บอกกล่าวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายโดยชอบแล้ว คือ หนังสือลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ถึงจำเลยทั้งสี่แจ้งเตือนให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระภายใน 7 วัน นับจากได้รับหนังสือ หากพ้นระยะเวลาดังกล่าว โจทก์จำเป็นต้องดำเนินการตามระเบียบของธนาคารต่อไป ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฟ้องไม่เคลือบคลุม โจทก์คำนวณยอดหนี้ค้างชำระและดอกเบี้ยถูกต้องแล้ว โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยโดยอาศัยประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ชอบแล้ว ฟังว่ายอดหนี้ทั้งหมด ณ วันฟ้องเป็นเงิน 161,188,901.65 บาท โจทก์บอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โดยให้เหตุผลถึงหลักฐานในข้อนี้คือหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชำระหนี้ลงวันที่ 22 (ที่ถูก 23) พฤษภาคม 2561 ที่ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 30 และ 31 พฤษภาคม 2561 กับโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วตามหนังสือแจ้งเตือนให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองและกำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 138,196,814.06 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ชำระหนี้ดังกล่าว หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์จำนอง คดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สูงเกินไป กรณีต้องนำเงินที่จำเลยทั้งสี่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำนวน 105,000 บาท และ 145,000 บาท มาหักทอนดอกเบี้ยและต้นเงินด้วย การบอกกล่าวตามหนังสือทวงถามไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากในวันที่บอกกล่าวนั้น จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินแก่โจทก์ ยอดหนี้ดังกล่าวไม่ตรงกับยอดหนี้สรุปการคิดดอกเบี้ยและเงินต้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดคงรับผิดเฉพาะหนี้ส่วนที่ผิดนัดเท่านั้น และจำเลยทั้งสี่ไม่มีเจตนาที่จะผิดนัด ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ข้ออุทธรณ์ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสี่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชำระหนี้เกินกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ประกอบสำเนาการ์ดสรุปยอดหนี้พร้อมรายการทะเบียนลูกหนี้เงินให้กู้ยืมว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาและไม่ครบจำนวนที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้เงินและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนเอกสาร ตั้งแต่ปี 2560 หลายครั้ง แต่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดทันที โจทก์กลับรับชำระหนี้ไว้โดยไม่อิดเอื้อน ทั้งมีการงดคิดดอกเบี้ยผิดนัดระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2561 แสดงว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาและจำนวนเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จำเลยที่ 1 จะตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้จำเลยทั้งสี่ชำระทั้งหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือนั้นแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ครบกำหนดวันที่ 6 มิถุนายน 2561 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในวันที่ 7 มิถุนายน 2561 จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 19 ให้สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง โดยมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเพื่อให้ทราบถึงการผิดนัดนั้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ชำระหนี้ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 จำเลยที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 จึงถือได้ว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด อันเป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชำระเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การรับฟังเอกสารการบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดชำระหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเองฝ่ายเดียว ไม่ปรากฏรายละเอียดและชื่อผู้จัดทำ เป็นเอกสารที่นำเข้าสู่สำนวนคดีหลังจากจำเลยทั้งสี่ยื่นคำให้การแล้วนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้แนบหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ท้ายคำฟ้อง แต่ตามบัญชีพยานของโจทก์ลงวันที่ 27 กันยายน 2561 โจทก์ระบุพยานอันดับ 22 คือ หนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมและบอกกล่าวบังคับจำนอง พร้อมใบตอบรับทางไปรษณีย์หรือจดหมายตีกลับ ใบรับฝาก ใบรับเงินบริษัท/ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผลการค้นหาผลการนำจ่ายสิ่งของ ทั้งโจทก์นำสืบหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ถามค้านพยานโจทก์เพื่อหักล้างเอกสารฉบับนี้ และไม่คัดค้านการที่โจทก์อ้างส่งเอกสารนี้เป็นพยานหลักฐาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ เป็นการบอกกล่าวทวงถามโดยชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยเพียงใด เห็นว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 129,000,000 บาท ยอมชำระดอกเบี้ยปีที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 อัตราคงที่ร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไปยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเท่ากับ เอ็ม.แอล.อาร์ (MLR) บวก 1.0 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเท่ากับเอ็ม.แอล.อาร์ (MLR) บวก 0.25 ต่อปี และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากโจทก์ ในวงเงิน 80,000,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2554 ยอมชำระดอกเบี้ยปีที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 อัตราคงที่ร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป ยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเท่ากับ เอ็ม.แอล.อาร์ (MLR) บวก 3.75 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเท่ากับ เอ็ม.แอล.อาร์ (MLR) บวก 0.25 ต่อปี เมื่อพิจารณาทางนำสืบของโจทก์ประกอบสำเนาการ์ดสรุปยอดหนี้พร้อมรายการทะเบียนลูกหนี้เงินให้กู้ยืม ประกอบประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราคงที่และอัตราที่มีการปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยตามประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ย เอ็ม.แอล.อาร์ ของโจทก์ บวกด้วยอัตราดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน กรณีจึงเป็นการคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน โดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลย่อมไม่มีอำนาจปรับลดดอกเบี้ยลงได้ แต่ส่วนที่สัญญากู้เงิน ข้อ 3.2 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัด หรือผิดสัญญา หรือผิดบันทึกข้อตกลง หรือเอกสารแนบท้ายสัญญากู้เงินฉบับนี้ ผู้กู้ตกลงให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ผู้ให้กู้ประกาศเรียกเก็บจากผู้กู้ในขณะผิดนัดชำระหนี้ โดยให้คิดนับแต่วันที่ผู้กู้ผิดนัดหรือผิดสัญญา และสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ข้อ 6 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ยินยอมให้ผู้ให้กู้เรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดคืนพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ในอัตราสูงสุดที่ผู้ให้เรียกเก็บได้ทันที นับแต่วันที่ลงในตั๋วสัญญาใช้เงิน และหรือนับแต่วันที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้จนครบถ้วน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมายเท่ากับร้อยละ 18 ต่อปี ตามประกาศของโจทก์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ข้อเท็จจริงได้ความจากสำเนาการ์ดสรุปยอดหนี้พร้อมรายการทะเบียนลูกหนี้เงินให้กู้ยืมว่า นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดจนถึงวันฟ้อง แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมาย แต่โจทก์คงคิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยปกติอีกร้อยละ 6 ต่อปี รวมเป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 ทั้งหมดแล้วไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ชอบแล้ว โดยรับฟังยอดหนี้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งสี่ไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น และกำหนดดอกเบี้ยก่อนฟ้องในมูลหนี้ทั้งสองเป็นเงิน 9,662,841.02 บาท และ 13,329,246.57 บาท จึงชอบและเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ขอให้ศาลปรับลดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นจำนวนที่เหมาะสมนั้น จำเลยทั้งสี่ไม่นำสืบและฎีกาให้เห็นว่าศาลล่างทั้งสองกำหนดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไม่เหมาะสมอย่างไร เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสี่รับผิดต่อโจทก์อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ใช่เบี้ยปรับ โจทก์มีสิทธิคิดได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ และพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 379 ม. 383 ม. 686 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ.
จำเลย — บริษัท ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาวกัญญาณัฐ เภรีฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา