คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 58/2566
#690850
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน แม้จะยังมิได้ส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานก็ตาม การที่ ร. โทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาให้เจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมาที่บ้านเกิดเหตุหลังจากความผิดสำเร็จแล้ว จึงมิใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดกับ ร. ในลักษณะของตัวการ ทั้งมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้สนับสนุน อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มาถึง ก็ถูกร้อยตำรวจเอก ธ. กับพวกจับกุมทันทีโดยไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยกับร้อยตำรวจเอก ธ. หรือ ร. ถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีพฤติการณ์ใดที่จะบ่งชี้ว่าได้ร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัว ร. และ ก. และมิให้ยึดรถกระบะ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของ ร. ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้ว เพราะการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยแต่ละคนก็ย่อมถูกลงโทษ เป็นแต่จะลงโทษได้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 144

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า วันที่ 29 เมษายน 2562 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกธนกร และสิบตำรวจตรีเกียรติศักดิ์ กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกันจับกุมนายธีระพลหรือแนน และนายเกียรติศักดิ์หรือโอ ในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และยึดใบพืชกระท่อมบรรจุในถุงพลาสติกสีดำจำนวน 7 ถุง เป็นของกลาง ส่วนจำเลยที่ 2 และนายโยธิน ผู้ร่วมกระทำความผิดหลบหนีไป บ้านที่เกิดเหตุ มีนางสาวรัตนพรหรือรัตนาพรหรือแหม่ม น้องจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่กับบิดาและบุตร ต่อมาเวลา 6.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 เดินทางมาบ้านที่เกิดเหตุและถูกร้อยตำรวจเอกธนกรและสิบตำรวจตรีเกียรติศักดิ์กับพวกจับกุมพร้อมยึดเงินจำนวน 50,000 บาท เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการ หรือไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่ยอมลงชื่อในบันทึกจับกุม ต่อมาวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ รถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นสามีภริยากัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับนางสาวรัตนพรหรือรัตนาพรหรือแหม่ม กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกธนกรและสิบตำรวจตรีเกียรติศักดิ์ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ส่วนนางสาวรัตนพร เป็นน้องของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองยังเบิกความเจือสมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุมีสาระสำคัญตรงกับพยานโจทก์ดังกล่าว เพียงแต่ต่อสู้ว่าไม่มีส่วนร่วมในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเท่านั้น จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่พบประสบมา อย่างไรก็ดี ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว ขณะที่มีการตกลงให้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่ร้อยตำรวจเอกธนกรและเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุม เป็นสินบน เพื่อจูงใจให้ร้อยตำรวจเอกธนกรกับเจ้าพนักงานผู้ร่วมจับกุมให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยไม่ให้ติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 และให้ปล่อยตัวนายธีระพลและนายเกียรติศักดิ์ และมิให้ยึดรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิซิ ของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนั้น มีเพียงนางสาวรัตนพรอยู่กับร้อยตำรวจเอกธนกร จำเลยทั้งสองมิได้อยู่ด้วยในขณะนั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยมาที่บ้านของนางสาวรัตนพรและถูกจับกุมพร้อมเงินจำนวน 50,000 บาท คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับนางสาวรัตนพรซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษไปแล้วร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน โจทก์จึงต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีการกระทำหรือพฤติการณ์อย่างใดอันถือได้ว่าได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าว โดยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นั้น เหตุที่มีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากนางสาวรัตนพรได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังจำเลยที่ 1 ให้นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาให้เจ้าพนักงานตำรวจที่บ้านของนางสาวรัตนพร ตามหลักฐานการใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวรัตนพรจำนวนหลายครั้ง แม้แต่ละครั้งจะใช้เวลาเพียง 5 ถึง 30 วินาที ก็หาใช่สาระสำคัญไม่ จากนั้นนางสาวรัตนพรบอกแก่ร้อยตำรวจเอกธนกรว่าจำเลยที่ 1 กำลังเดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำเงินมามอบให้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยที่ 1 จึงนำเงินจำนวน 50,000 บาท มามอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกธนกร เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้มาที่บ้านของนางสาวรัตนพรซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่นางสาวรัตนพรได้ตกลงที่จะให้เงินจำนวน 50,000 บาท เป็นสินบนแก่ร้อยตำรวจเอกธนกรแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ร่วมเสนอสินบนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจด้วย ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน แม้จะยังมิได้ส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานก็ตาม การที่นางสาวรัตนพรโทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาให้เจ้าพนักงานตำรวจที่บ้านของนางสาวรัตนพรนั้น จำเลยที่ 1 เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมาที่บ้านเกิดเหตุหลังจากความผิดสำเร็จแล้ว จึงมิใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดกับนางสาวรัตนพรในลักษณะของตัวการ ทั้งมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้สนับสนุน อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มาถึงบ้านของนางสาวรัตนพรก็ถูกร้อยตำรวจเอกธนกรกับพวกจับกุมทันทีโดยไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยกับร้อยตำรวจเอกธนกรหรือนางสาวรัตนพรถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีพฤติการณ์ใดที่จะบ่งชี้ว่าได้ร่วมกับนางสาวรัตนพรให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัวนายธีระพลและนายเกียรติศักดิ์และมิให้ยึดรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของนางสาวรัตนพร ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับนางสาวรัตนพรให้สินบนแก่เจ้าพนักงานก็ตาม แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้ว เพราะการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยแต่ละคนก็ย่อมถูกลงโทษ เป็นแต่จะลงโทษได้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรสอง สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น มิได้ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุไม่ได้ร่วมเจรจาตกลงที่จะให้สินบนแก่ร้อยตำรวจเอกธนกรโดยตรง เหตุที่มีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 นั้น ร้อยตำรวจเอกธนกรเบิกความว่า ได้พูดคุยกับนางสาวรัตนพรซึ่งอยู่ภายในบ้าน นางสาวรัตนพรอ้างว่าจะโทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายให้เข้ามอบตัว พร้อมพูดจาหว่านล้อมให้พยานรับเงินจากจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยอมมอบตัว พร้อมเสนอเงินให้เจ้าพนักงานตำรวจ จำนวน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ให้จับกุมและให้ปล่อยรถยนต์ของกลาง กับมีนางสาวรัตนพรเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์มาถามว่าเจ้าพนักงานตำรวจกลับหรือยัง นางสาวรัตนพรบอกว่ายังไม่กลับ จำเลยที่ 2 ให้นางสาวรัตนพรถามว่าเคลียร์ที่นี่จบไหม คำเบิกความของนางสาวรัตนพรในเรื่องนี้แม้ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างนางสาวรัตนพรกับจำเลยที่ 2 โดยการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์พบเพียงว่ามีการติดต่อกันระหว่างนางสาวรัตนพรกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ก็เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เครื่องโทรศัพท์ หาถึงกับรับฟังว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธไม่ อย่างไรก็ดี ลำพังแต่เพียงการสนทนากันทางโทรศัพท์ระหว่างนางสาวรัตนพรกับจำเลยที่ 2 ว่าให้นางสาวรัตนพรถามเจ้าพนักงานว่าเคลียร์ที่นี่จบไหม ทำนองจะให้สิบบนแก่เจ้าพนักงาน แต่ขณะนั้นยังมิได้มีการเสนอเรื่องดังกล่าวแก่ร้อยตำรวจเอกธนกร ยังมิได้มีการกระทำด้วยการขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่แต่อย่างใด การที่นางสาวรัตนพรไปเสนอแก่ร้อยตำรวจเอกธนกรว่าจะให้เงินจำนวน 50,000 บาท จบกันที่นี่ได้ไหม เป็นการกระทำโดยลำพังของนางสาวรัตนพรเอง ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 มีเพียงเท่านี้ รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 144
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 8
จำเลย — นาง น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 — นายธีรศักดิ์ คงเทพ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
ศุภมิตร บุญประสงค์
ศิริชัย คุณจักร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 58/2566
#703680
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัท ท. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองบางแก้ว ที่ 1 บริษัท อ. จำกัด ที่ 2 การไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 การประปานครหลวง ที่ 4 จำเลย ว่า จำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ปรับปรุงถนน โดยจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ก่อสร้างถนนคอนกรีต วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคโดยไม่ได้รังวัดหรือแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทราบและรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนถนน แนวท่อประปา เสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหาย เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภครุกล้ำที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปรับปรุงถนน วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคโดยอ้างว่ากระทำลงบนที่ดินสาธารณะนั้น แท้จริงแล้วเป็นการกระทำลงบนที่ดินสาธารณะที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 หรือเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคของจำเลยทั้งสี่ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยที่ 1 แล้วจะเป็นผลให้จำเลยทั้งสี่มีอำนาจก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ท. จำกัด
จำเลย — เทศบาลเมืองบางแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 57/2566
#696654
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2566
#693650
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑-๒ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานโจทก์ออกจากพื้นที่ ซึ่งภายในพื้นที่ดังกล่าวมีทรัพย์สินของโจทก์เก็บรักษาไว้และบ้านพักคนงานโจทก์ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — นาวาตรีหรือนาย ว. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 55/2566
#697451
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องมีประเด็นต้องพิจารณาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันและเป็นเหตุให้คู่ความไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลหรือไม่ เมื่อประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิดีกว่ากันในที่ดินพิพาท การที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีชื่อตาม น.ส. ๓ แล้วศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทเพราะมีรูปที่ดินตรงกัน ก็เป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสองโดยมิได้วินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดินพิพาท ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งยกเลิกคำขอให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการใช้สิทธิคนละส่วน และไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.พ.
ป.ที่ดิน
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ส. ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ของนาย ช. (ผู้ตาย)
คู่กรณี — ศาลอุทธรณ์ภาค ๓
คู่กรณี — ศาลปกครองสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2566
#693649
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ๖ แปลง และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ – 0๑ ก.) ซึ่งออกทับซ้อนกับโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และได้ออกโฉนดที่ดินเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายและได้จัดที่ดินโดยการออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐-๑ ก.) ให้แก่เกษตรกรโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน การออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม (ส.ป.ก. นครพนม) มีอำนาจในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ – 0๑ ก.) มาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม (ส.ป.ก. นครพนม) มีอำนาจในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นาย ถ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2566
#689801
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 177 หาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ว. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ โดยจำเลยเบิกความเป็นใจความว่า ว. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และไม่มีอาการฟั่นเฟือน อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในคดีนี้โดยตรง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ส. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้มีคำสั่งให้นายวิสิทธิศักดิ์ เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ มีนายวิสิทธิศักดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน เป็นผู้คัดค้าน ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 218/2556 จำเลยซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจรักษานายวิสิทธิศักดิ์เบิกความในฐานะพยานของฝ่ายผู้คัดค้านในคดีดังกล่าวประกอบใบรับรองแพทย์เป็นใจความว่า นายวิสิทธิ์ศักดิ์มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ไม่มีอาการฟั่นเฟือน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งให้นายวิสิทธิศักดิ์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของโจทก์ร่วม ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 89/2558 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีนี้ ศาลฎีกาในคดีดังกล่าวพิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นั้นหาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 2 (4) การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวที่โจทก์ร่วมคดีนี้เป็นผู้ร้องขอให้มีคำสั่งให้นายวิสิทธิศักดิ์ เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมคดีนี้เป็นผู้พิทักษ์ โดยจำเลยเบิกความเป็นใจความว่า นายวิสิทธิศักดิ์มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และไม่มีอาการฟั่นเฟือน อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง เช่นนี้โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีนี้โดยตรง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น และเห็นเป็นการจำเป็นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อให้การวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นายแพทย์ ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายคมศักดิ์ โตโภชนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
ดุสิต ฉิมพลีย์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
วิเศษ นิ่มกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 53/2566
#693647
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นธนารักษ์พื้นที่สระบุรี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ เป็นอธิบดีกรมที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว - เสาไห้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ เป็นกรมที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ เป็นกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันปรับพื้นที่ดินของโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๔ บริเวณที่ถูกขุดเป็นคลองส่งน้ำสาย ๑ ซ้าย ๑ ขวา คลองเพรียว (คลองชลประทาน) ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากไม่สามารถดำเนินการได้ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการเวนคืนที่ดินและร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าทดแทนที่ดินหรือค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดให้การทำนองเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ และได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงแนวเขตที่ดินไว้แล้วตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของกระทรวงคลัง และกรมชลประทานได้มีหนังสือรับรองการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่สามารถดำเนินการเวนคืนที่ดินและจ่ายค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ อันเป็นประเด็นสำคัญในคดี รวมทั้งคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันปรับพื้นที่ดินบริเวณที่ถูกขุดเป็นคลองส่งน้ำสาย ๑ ซ้าย ๑ ขวาคลองเพรียว (คลองชลประทาน) ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการเวนคืนที่ดินและร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าทดแทนที่ดินหรือค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้นต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสระบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ธนารักษ์พื้นที่สระบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2566
#693645
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ นายอำเภอชุมพวง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนตูม ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้า และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ชดใช้ค่าเสียหายกับให้ดำเนินการตามกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้ามีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้า แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพิมาย
ผู้ฟ้องคดี — นาง ร. ที่ 1 กับพวกรวม 15 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 51/2566
#702429
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ชายคาบริเวณหน้าบ้านได้รับความเสียหาย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปักเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ติดตั้งใกล้ตัวบ้านและรุกล้ำเข้ามาถึงกึ่งกลางบริเวณที่ดินที่ติดกับบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินในเขตทางหลวง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ถูกเวนคืนแล้วจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และการที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินและปักเสาไฟฟ้าและสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นเขตทางหลวง โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ล.
ผู้ถูกฟ้องคดี — แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2566
#692626
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด จำเลย จะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แต่จำเลยก็จัดตั้งขึ้นโดยการควบรวมกิจการของ บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ. ทีโอที ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ และโดยที่มาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบบริษัทแล้ว จะมีผลทำให้บริษัทเดิมหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลและเกิดขึ้นเป็นบริษัทใหม่ และทำให้บริษัทที่เกิดจากการควบกันและจดทะเบียนแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทางแพ่งของบริษัทที่ควบเข้ากันทั้งหมด ดังนั้น จำเลยจึงรับโอนภารกิจ สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเดิมของ บมจ. กสท โทรคมนาคม และบมจ. ทีโอที ซึ่งเป็น บมจ. ที่แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด และอาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองได้ หากได้กระทำการเกี่ยวกับการบริการสาธารณะหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ ซึ่งในกรณีนี้ ได้แก่ การดำเนินกิจการทางปกครองเกี่ยวกับการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องการพาดสายสื่อสารโทรคมนาคม อันเป็นภารกิจตามอำนาจหน้าที่ซึ่งมีอยู่เดิมก่อนแปรรูปเป็น บมจ. และเป็นการดำเนินการในฐานะผู้ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ การกระทำของจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นการกระทำในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้กระทำละเมิดโดยการพาดสายและติดตั้งสายสัญญาณบนเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก (เสาไฟฟ้า) ของโจทก์ที่ปักอยู่ริมถนนสายกำลังเอก – บุตาสง (ทางหลวงชนบทหมายเลข ๑๐๒๑) ทางด้านทิศตะวันตก ขนาดความยาว ๙ เมตร จำนวน ๒๓ ต้น โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2566
#692625
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้การเคหะแห่งชาติ จำเลยที่ ๒ จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ แต่การที่จำเลยที่ ๒ ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมห้องชุดที่มีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดในอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรลาดหลุมแก้ว ๓ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๒/๒ เรียกประชุมใหญ่วิสามัญนั้น เป็นการกระทำในฐานะเจ้าของร่วมอาคารชุดดังกล่าวเช่นเดียวกับเจ้าของร่วมทั่วไปซึ่งเป็นเอกชน มิได้เป็นการใช้อำนาจหรือจัดทำบริการสาธารณะตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ การประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ ของนิติบุคคลอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรลาดหลุมแก้ว ๓ จำเลยที่ ๑ และมติที่ประชุมที่แต่งตั้ง หจก. ท. เป็นผู้จัดการนิติบุคคลแทน จึงเป็นกิจการของเอกชน มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองเพื่อดำเนินกิจการทางปกครอง ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรลาดหลุมแก้ว ๓ จำเลยที่ ๑ การเคหะแห่งชาติ จำเลยที่ ๒ และนาย ก. จำเลยที่ ๓ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ ของจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ และขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวในวาระที่ ๓ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องโดยมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้กรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเพิกถอนการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลและกรรมการนิติบุคคลจำเลยที่ ๑ นั้น แม้จะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แต่การที่จะพิจารณาว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาการจัดประชุมวิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ และมติที่ประชุมเสียก่อนว่า เป็นการประชุมและมติที่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ ทั้งเจตนารมณ์ของโจทก์ทั้งสองในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อจะทำลายมติที่ประชุมเจ้าของร่วมอาคารชุดจำเลยที่ ๑ ในการประชุมวิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่ง ส่วนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด เป็นเพียงผลของการพิจารณาว่าการประชุมใหญ่และมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมในอาคารชุดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น คดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาพิพากษาพร้อมกันไปในศาลเดียวกันที่ศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยอาคารชุด พ.ศ. 2554
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดปทุมธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง ฐ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดบ้าน อ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2566
#693644
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา ที่ ๑ กรมปศุสัตว์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค สำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันสัญญา ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างล่าช้าจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานที่รับจ้างได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนเงินค้ำประกันสัญญาที่ริบไปพร้อมดอกเบี้ย กับชำระค่างานในส่วนที่ได้ก่อสร้างไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย

คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค สำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ และเมื่อพิจารณาสัญญาพิพาทดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงว่าจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค สำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ เพื่อใช้ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคสำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์เพื่อป้องกันโรคระบาดอันเกิดจากสัตว์เป็นพาหะตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2557
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 47/2566
#686578
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำความผิดประสงค์ต่อผลในการหลอกลวงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง เมื่อคดีนี้ไม่มีการสืบพยานจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไปทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะชักชวนบุคคลทั่วไปให้นำเงินมาลงทุนกับจำเลยและพวก และหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยหลายครั้งตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายฟ้อง ซึ่งในแต่ละข้อที่โจทก์แยกบรรยายมานั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยกับพวกดังกล่าว และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยกับพวก แม้การโอนเงินของผู้เสียหายดังกล่าวจะกระทำหลายคราว แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรก ซึ่งไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่ จึงต้องฟังว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหาย ถึงจะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 4,450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวม 10 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงิน 4,450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก เป็นการกระทำโดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้เงินหรือทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกลวง โดยผู้กระทำความผิดมีเจตนาให้เกิดผลต่อผู้ถูกหลอกลวงจึงเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อและมอบเงินหรือทรัพย์สินให้แก่ผู้กระทำความผิด ส่วนจะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำความผิดประสงค์ต่อผลในการหลอกลวงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง เมื่อคดีนี้ไม่มีการสืบพยานจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไปทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะชักชวนบุคคลทั่วไปให้นำเงินมาลงทุนกับจำเลยและพวก และหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของร้านจำหน่ายเพชร ชื่อร้านเพชรธันวา และชักชวนให้ลงทุนกับร้านเพชร โดยจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมากไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละสิบถึงร้อยละร้อยของจำนวนเงินลงทุนในแต่ละครั้งต่อระยะเวลาสิบห้าวันถึงประมาณสามเดือนตามแต่ที่จะตกลงกันในแต่ละครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยหลายครั้ง ตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายในฟ้อง ซึ่งในแต่ละข้อที่โจทก์แยกบรรยายมานั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยกับพวกดังกล่าวและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยกับพวก ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ถูกหลอกลวงไป แม้การโอนเงินของผู้เสียหายดังกล่าวจะกระทำหลายคราวแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรกซึ่งไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหาย ถึงจะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน ไม่ใช่ความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยกับพวกดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวนงนุช มนูสุทธิพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย เงารุ่งเรือง
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
โสภณ พรหมสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 46/2566
#691941
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีขุดตักดินที่ถมลงไปในคลองสาธารณประโยชน์ ทั้งที่เป็นที่ดินในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองสาธารณประโยชน์ตั้งแต่ช่วงคลองที่ติดกับที่ดินผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีคลองสาธารณประโยชน์ไหลผ่านกลาง เมื่อถูกน้ำกัดเซาะที่ดินพังทลายกลายเป็นคลองมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันเกินกว่า ๑๐ ปี จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีถมดินลงไปโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๗ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีขุดตักดินที่ได้ถมลงไป จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ผู้ฟ้องคดีขุดตักดินที่ถมลงไป ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า พื้นที่ที่ผู้ฟ้องคดีถมดินลงไป เป็นที่ดินในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือคลองสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ผู้ฟ้องคดี — นาย ข.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานครปฐม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2566
#693643
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โจทก์ เป็นราชการในส่วนกลาง สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยื่นฟ้อง นาง อ. จำเลยซึ่งเคยเป็นข้าราชการสังกัดโจทก์สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยไล่จำเลยออกจากราชการ ขอให้จำเลยคืนเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัด อย่างไรก็ตาม คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใดหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้นมิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2566
#692624
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่นาย ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร ที่ ๑ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า คำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมอนุสิทธิบัตรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนต่ออายุอนุสิทธิบัตรตามคำขอของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมอนุสิทธิบัตรและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยืน ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าว กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนต่ออายุอนุสิทธิบัตรตามคำขอของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โดยที่การพิจารณาและออกคำสั่งเกี่ยวกับการขอต่ออายุอนุสิทธิบัตร การชำระค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมเพิ่ม และการขยายกำหนดเวลาชำระค่าธรรมเนียม ได้ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งถือเป็นกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในอนุสิทธิบัตร ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในอนุสิทธิบัตร อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ อันเป็นข้อยกเว้นให้คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลทรัพย์สินทางปัญญากลางและการค้ารระหว่างประเทศกลาง
ผู้ฟ้องคดี — นาย ธ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2566
#700609
เปิดฉบับเต็ม

ถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าโจทก์ขณะที่มีข้อโต้เถียงกันในระหว่างการไกล่เกลี่ยคดีอื่นอันมิใช่ข้อเท็จจริงที่คู่ความคดีดังกล่าวนำมาเป็นข้อพิจารณาในคดีนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยของผู้ประนีประนอมในศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวจึงนำถ้อยคำที่จำเลยแถลงระหว่างการไกล่เกลี่ยนั้นมาอ้างอิงหรือนำสืบเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ต่อศาลในคดีนี้ได้ ไม่ถือว่าเป็นความลับอันต้องห้ามตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ย พ.ศ. 2554 ข้อเท็จจริงดังกล่าวนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ภายใต้บังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 85

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ถอนการให้ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 94229 และสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 402 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวครึ่งหนึ่งคืนโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางกาญจนา มีบุตร 4 คน รวมนางสาวสุวิมล และจำเลย ระหว่างสมรสนางกาญจนาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 94229 94230 และ 102570 โดยระบุชื่อนางกาญจนาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว และนางกาญจนายื่นคำขออนุญาตสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 56/413 ต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 402 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 94229 และ 102570 วันที่ 22 เมษายน 2542 นางกาญจนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 94230 ให้แก่นางสาวสุวิมล วันที่ 9 มิถุนายน 2560 นางกาญจนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 94229 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยโดยเสน่หาตามหนังสือสัญญาให้ และวันที่ 8 มีนาคม 2561 นางกาญจนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 102570 ให้แก่นางสาวสุวิมล นางกาญจนาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 นางสาวสุวิมลเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่ปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของนางสาวสุวิมลทั้งสองแปลงดังกล่าวตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1376/2562 ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวในวันที่ 9 ตุลาคม 2562 และวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 ผู้ประนีประนอมไกล่เกลี่ยโดยมีโจทก์ จำเลย นางสาวสุวิมล และทนายความของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมในการไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ถ้อยคำของจำเลยที่แถลงในระหว่างการไกล่เกลี่ยคดีอื่นในศาลชั้นต้น มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ผู้ให้อย่างร้ายแรงหรือไม่ และโจทก์จะอ้างอิงถ้อยคำดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ในคดีนี้ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณเป็นเหตุให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) ได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความจะนำมาพิจารณาในชั้นพิจารณาของศาลได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นกับสภาพของข้อเท็จจริงแต่ละราย หากข้อเท็จจริงใดเป็นเรื่องที่คู่ความประสงค์จะให้เป็นข้อพิจารณาโดยแท้ในชั้นไกล่เกลี่ยซึ่งเป็นกระบวนการที่อาศัยความจริงใจของคู่กรณีที่แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะหาทางระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงกัน ข้อมูลบางอย่างอาจเป็นคุณเป็นโทษต่อเจ้าของข้อมูล ข้อมูลเช่นนี้ก็ไม่อาจนำมาใช้อ้างอิงในภายหลังได้ มิฉะนั้นจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของคู่กรณีต่อระบบการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทที่ต่อไปคู่กรณีอาจไม่เปิดเผยข้อมูลแก่กันเพื่อหาทางระงับคดี แต่ถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าโจทก์ในขณะที่มีข้อโต้เถียงกันในระหว่างการไกล่เกลี่ยคดีฟ้องขับไล่คดีอื่นว่า "ทรัพย์สินทั้งหมดแม่เป็นคนหามาคนเดียว พ่อไม่ได้ทำอะไรเลย เอาแต่เที่ยวกลางคืนใช้เงินที่แม่หาไปวัน ๆ พ่อเป็นแค่คนขับรถเท่านั้น ไม่เคยช่วยทำมาหากิน" หาใช่ข้อเท็จจริงที่คู่ความในคดีดังกล่าว คือ นางสุวิมลและจำเลยนำมาเป็นข้อพิจารณาว่าจำเลยต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของนางสุวิมลหรือไม่ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่เข้าร่วมในการไกล่เกลี่ยของผู้ประนีประนอมในศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวจึงนำถ้อยคำที่จำเลยแถลงในระหว่างการไกล่เกลี่ยมาอ้างอิงหรือนำสืบเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ต่อศาลในคดีนี้ได้ ไม่ถือว่าเป็นความลับอันต้องห้ามตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ย พ.ศ. 2554 ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ภายใต้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 85 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลักษณะของคำกล่าวของจำเลยประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดี ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นจากประสบการณ์ของจำเลยโดยไม่มีสัมมาคารวะและไม่เคารพยำเกรงโจทก์ผู้เป็นบิดา หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวชมพูนุท ประเสริฐศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 43/2566
#691942
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันนำลวดหนามซึ่งใช้ในราชการทหารหรือลวดหนามหีบเพลงกีดขวางปิดกั้นทางเข้าออก ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกได้ ซึ่งภายในพื้นที่พิพาทมีทรัพย์สินของโจทก์และบ้านพักคนงานโจทก์ เป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — พันจ่าเอกหรือนาย ร. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 42/2566
#689157
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินมีข้อความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 10653 และบ้านเลขที่ 335 ให้ตกเป็นของโจทก์ ส่วนบ้านเลขที่ 426/2 ตกเป็นของจำเลย โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ด้วย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมีบ้าน 2 หลัง เป็นสินสมรสเป็นที่อยู่อาศัย และจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรหลังจากจดทะเบียนหย่า ประกอบกับข้อความท้ายหนังสือแบ่งทรัพย์สินระบุว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่มีการเรียกร้องสิทธิใด ๆ หลังจากนี้ไม่ว่าจะกรณีใด เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินโดยมีเจตนาเพื่อแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือสินสมรสให้แล้วเสร็จไปทั้งหมด โดยให้โจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของบ้านคนละหลังรวมถึงการเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์มั่นคงต่อไปในอนาคตด้วย ทั้งที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 มีชื่อ จ. เป็นเจ้าของโดยยังไม่มีการแบ่งแยกเอกสารสิทธิ ทำให้มีเหตุผลน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยไม่อาจระบุถึงรายละเอียดของที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ในหนังสือแบ่งทรัพย์สินได้ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร จึงไม่น่าเชื่อว่า ในการทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินโจทก์และจำเลยจะมีเจตนาให้คงเหลือที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ไว้โดยมิได้ตกลงแบ่งกันให้แล้วเสร็จไปในคราวเดียวโดยไม่มีเหตุผล เชื่อว่าโจทก์และจำเลยตกลงยกบ้านเลขที่ 426/2 รวมถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านให้แก่จำเลยตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรส ได้แก่ บ้านเลขที่ 335 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10653 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 เนื้อที่ 1 งาน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 426/2 รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า และรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ 1,863,000 บาท หรือนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 เนื้อที่ 1 งาน อันเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย ให้โจทก์และจำเลยได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งระหว่างโจทก์และจำเลย หากการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวโดยวิธีประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลย ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 เนื้อที่ 1 งาน มาแบ่งให้แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 120 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2548 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสกันวันที่ 8 มกราคม 2552 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง พ. โจทก์และจำเลยมีสินสมรส คือ บ้านเลขที่ 335 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10653 บ้านเลขที่ 426/2 ปลูกสร้างบนที่ดินเนื้อที่ 1 งาน เป็นที่ดินส่วนหนึ่งตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 2226 ซึ่งมีชื่อนาย จ. เป็นเจ้าของ และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า 1 คัน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่า และวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โจทก์และจำเลยทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวพร้อมลงลายมือชื่อในหนังสือแบ่งทรัพย์สิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้นำที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 มาแบ่งให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า หนังสือแบ่งทรัพย์สินมีข้อความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 10653 บ้านเลขที่ 335 และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ให้ตกเป็นของโจทก์ ส่วนบ้านเลขที่ 426/2 ตกเป็นของจำเลยโดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งานตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ด้วย แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่โจทก์เบิกความว่า หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้ว โจทก์และจำเลยเคยพูดคุยเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสโดยจำเลยบอกว่าจะแบ่งบ้านที่จังหวัดน่าน รถและที่ดินให้แก่โจทก์สอดคล้องกับที่ระบุไว้ตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินประกอบกับข้อความท้ายหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวระบุว่าหนังสือแบ่งทรัพย์สินฉบับนี้ร่างขึ้นโดยทั้งสองฝ่ายยินยอมตามรายการที่บันทึกข้างต้นและจะไม่มีการเรียกร้องสิทธิใด ๆ หลังจากนี้ไม่ว่าจะกรณีใด โดยโจทก์และจำเลยมีบ้าน 2 หลังอันเป็นสินสมรสเป็นที่อยู่อาศัยและตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวระบุเพียงว่าให้บ้านเลขที่บ้านเลขที่ 335 ตกเป็นของโจทก์ ส่วนบ้านเลขที่ 426/2 ตกเป็นของจำเลย โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านทั้งสองหลัง ทั้งได้ความจากจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรหลังจากจดทะเบียนหย่า ทำให้เชื่อได้ว่าโจทก์และจำเลยทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือสินสมรสให้แล้วเสร็จไปทั้งหมดโดยให้โจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของบ้านคนละหลังรวมถึงการเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์มั่นคงต่อไปในอนาคตด้วย การที่บ้านเลขที่ 426/2 ที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินเนื้อที่ 1 งาน อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ยังมีชื่อนาย จ. เป็นเจ้าของโดยยังไม่มีการแบ่งแยกเอกสารสิทธิออกมาว่าที่ดินเนื้อที่ 1 งานดังกล่าวเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่เท่าไร ทำให้มีเหตุผลน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยไม่อาจระบุถึงรายละเอียดของที่ดินเนื้อที่ 1 งานซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ในหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่าในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร จึงไม่น่าเชื่อว่า ในการทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์และจำเลยจะมีเจตนาให้คงเหลือที่ดินเนื้อที่ 1 งานตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ไว้โดยมิได้ตกลงแบ่งกันให้แล้วเสร็จไปในคราวเดียวโดยไม่มีเหตุผล ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยตกลงยกบ้านเลขที่ 426/2 รวมถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งาน เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านให้แก่จำเลยตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้นำที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ดังกล่าวมาแบ่งให้แก่โจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก — นางสาวชิตาพันธุ์ ปุรณะพรรค์
- นายอมรรัตน์ กริยาผล
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
อโนชา ชีวิตโสภณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา