คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5063/2565
#697519
เปิดฉบับเต็ม

หนี้เงินนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 (เดิม) กำหนดให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น และต่อมามีการประกาศใช้ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และ 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และ 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน มีผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปัจจุบันปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี

เมื่อในคดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านโดยไม่ได้ให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยไว้ ซึ่งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งสองฉบับ พบว่าไม่มีการระบุอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดไว้ การที่คำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าที่ ป.พ.พ. มาตรา 224 กำหนดไว้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเฉพาะส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยให้บังคับได้เพียงในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่คำชี้ขาดไปถึงผู้ร้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.30/2562 หมายเลขแดงที่ ชม.61/2563 ที่ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้เสนอข้อพิพาทตามกรมธรรม์ประกันภัย 2 ฉบับ เป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่คำวินิจฉัยชี้ขาดไปถึงผู้ร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชั้นอนุญาโตตุลาการให้ผู้ร้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท ส่วนผู้คัดค้านเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและทายาทโดยธรรมของนายพิชิต เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2557 นายพิชิตทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภคจากธนาคารออมสินจำนวน 120,000 บาท โดยนายพิชิตทำสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้กับผู้ร้องเป็นกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 14001-799-141325822 ระบุให้ธนาคารออมสินเป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มวันที่ 25 มิถุนายน 2557 สิ้นสุดวันที่ 25 มิถุนายน 2562 จำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วไป 300,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยและเอกสารแนบท้าย เอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 54 ถึง 83 และเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 นายพิชิตทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภคจากธนาคารออมสินอีก 40,000 บาท โดยนายพิชิตทำสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้กับผู้ร้องเป็นกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 14001-799-161508756 ระบุให้ธนาคารออมสินเป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มวันที่ 24 มิถุนายน 2559 สิ้นสุดวันที่ 25 มิถุนายน 2564 จำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วไป 300,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยและเอกสารแนบท้ายเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 84 ถึง 99 วันที่ 5 ธันวาคม 2560 นายพิชิตเสียชีวิตจากการจมน้ำในคูเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาธนาคารออมสินมีหนังสือให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับที่นายพิชิตทำไว้ ผู้คัดค้านเรียกร้องให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับ ผู้ร้องปฏิเสธโดยเห็นว่าตามเอกสารหลักฐานการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนพบแอลกอฮอล์ในน้ำในลูกตาเท่ากับ 424 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงมิได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย โดยเข้าข้อยกเว้นความสูญเสียอันเกิดจากการกระทำของผู้เอาประกันภัยขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรา ต่อมาผู้คัดค้านชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับให้แก่ธนาคารออมสินเสร็จสิ้นแล้ว วันที่ 5 เมษายน 2562 ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.30/2562 ขอให้ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่มีข้อตกลงไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย นับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ตามเงื่อนไขในสัญญาประกันภัยทั้งสองฉบับไม่คุ้มครองเนื่องจากเป็นการกระทำของผู้เอาประกันภัยขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุราในเลือดตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และผู้เสนอข้อพิพาทไม่มีส่วนได้เสียเนื่องจากไม่ใช่ผู้รับประโยชน์จึงไม่มีอำนาจเสนอข้อพิพาท ขอให้ยกคำเสนอข้อพิพาท วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ชม.61/2563 โดยวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิเสนอข้อพิพาท และไม่มีเงื่อนไขที่ผู้ร้องจะปฏิเสธความรับผิด จึงชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านตามกรมธรรม์ประกันภัย 2 ฉบับ เป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่คำวินิจฉัยชี้ขาดไปถึงผู้ร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชั้นอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้ร้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น วันที่ 13 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องมีหนังสือขอให้พิจารณาแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงในคำชี้ขาด โต้แย้งผลลัพธ์การคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ของคณะอนุญาโตตุลาการว่าผิดพลาดคลาดเคลื่อน และการให้ผู้ร้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการอ้างตามคำสั่งนายทะเบียนที่ไม่ได้ใช้กับกรณีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยและยืนยันตามคำวินิจฉัยเดิม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามคำร้องนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายพิชิตทำสัญญาประกันภัยพิพาททั้งสองฉบับกับผู้ร้องโดยระบุให้ธนาคารออมสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นผู้รับผลประโยชน์ กรณีจึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ซึ่งสิทธิของบุคคลภายนอกจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือประโยชน์จากสัญญานั้น ตราบใดที่บุคคลภายนอกยังไม่ได้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น คู่สัญญาก็อาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิตามสัญญานั้นได้ เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าธนาคารออมสินได้แสดงเจตนาต่อผู้ร้องเพื่อขอรับค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยทั้งสองฉบับ ทั้งหลังจากนายพิชิตเสียชีวิต ผู้คัดค้านก็ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินสองฉบับที่ผู้ตายทำกับธนาคารออมสินไว้จนเสร็จสิ้นแล้ว ยิ่งทำให้เห็นได้ว่าธนาคารออมสินสละเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยทั้งสองแล้ว นายพิชิตและผู้ร้องจึงเป็นคู่สัญญาที่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากสัญญาซึ่งกันและกันตามหลักทั่วไป เมื่อนายพิชิตเสียชีวิต ประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาประกันภัยจึงตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายพิชิตผู้เอาประกันภัย ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาและทายาทโดยธรรมของนายพิชิตย่อมสามารถเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการได้ ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีสิทธิเสนอข้อพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การคำนวณค่าความคลาดเคลื่อนของปริมาณแอลกอฮอล์จากน้ำในลูกตาของคณะอนุญาโตตุลาการผิดพลาด การชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นการใช้ดุลพินิจอันมิได้ประกอบด้วยเหตุผลอันชอบธรรม เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการพิจารณาตามอำเภอใจ หรือจงใจที่จะตัดสินคดีโดยไม่เป็นไปตามหลักธรรมนั้น คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการตั้งประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้เอาประกันภัยจมน้ำตายอันเกิดจากการเสพสุราจนมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงเกินกว่าความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ และผู้ร้องจะต้องรับผิดชอบในเหตุที่เกิดขึ้นหรือไม่ เห็นว่า ในข้อนี้ตามเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับ ในหมวดที่ 3 ข้อยกเว้นทั่วไป ระบุเงื่อนไขเช่นเดียวกันว่า "การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง 1. ความสูญเสียหรือความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากหรือสืบเนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้ 1.1 การกระทำของผู้ได้รับความคุ้มครองขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรา สารเสพติด หรือยาเสพติดให้โทษจนไม่สามารถครองสติได้ คำว่า "ขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรา" นั้น ในกรณีที่มีการตรวจเลือดให้ถือเกณฑ์มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ..." เมื่อคดีนี้ไม่มีการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด กรณีย่อมมีข้อที่ต้องพิจารณาเพียงว่าผู้ตายอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุราจนไม่สามารถครองสติได้หรือไม่เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลจะแทรกแซงโดยการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการ แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่อุทธรณ์ข้างต้นของผู้ร้องล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งเรื่องการคำนวณค่าความคลาดเคลื่อนของปริมาณแอลกอฮอล์จากน้ำในลูกตาก็มิใช่วิธีการตามที่กรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับระบุไว้ อุทธรณ์ในส่วนนี้ย่อมไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้ และที่อ้างทำนองว่าคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาตามอำเภอใจเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจงใจตัดสินคดีโดยไม่เป็นไปตามหลักธรรมนั้น เป็นข้อที่ผู้ร้องเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน สำหรับที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทโดยอ้างคำสั่งนายทะเบียนที่ 28/2552 ซึ่งเป็นคำสั่งบังคับสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไม่ตรงกับสัญญาประกันภัยในคดีนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุให้ผู้ร้องต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว แต่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า หนี้เงินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (เดิม) กำหนดให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น และต่อมามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และ 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และ 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน มีผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปัจจุบันปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี คดีนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการขอให้ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่มีข้อตกลงไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ร้องโต้แย้งว่าคำสั่งดังกล่าวของนายทะเบียนนั้นใช้เฉพาะเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับและภาคสมัครใจเท่านั้น ไม่ใช้กับกรมธรรม์ประกันภัยในคดีนี้ แต่ประเด็นนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านโดยมิได้ให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยไว้ ซึ่งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งสองฉบับและเอกสารแนบท้ายตามเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 54 ถึง 99 พบว่ากรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับเป็นกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล และไม่มีการระบุอัตราดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดไว้ ส่วนคำสั่งของนายทะเบียนที่ 28/2552 ที่ผู้คัดค้านอ้างนั้น เมื่อพิจารณาคำสั่งดังกล่าวตามเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 36 ถึง 38 ก็ปรากฏว่า เป็นเรื่อง "ให้แก้ไขแบบ ข้อความกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์รวมความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ" ซึ่งไม่ตรงกับการประกันภัยในคดีนี้ การที่คำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 กำหนดไว้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นไม่เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนอัตราดอกเบี้ยระหว่างเวลาผิดนัดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ในส่วนนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการสุดท้ายว่า คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าผู้ร้องจักมีคำขอหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ประกอบมาตรา 149 วรรคหนึ่ง และอยู่ในบังคับตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร จึงเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้ มิใช่กรณีที่เมื่อผู้คัดค้านมิได้มีคำขอ ศาลต้องมีคำสั่งให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับสถานเดียว ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีมาด้วยนั้นชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้นแล้ว มิได้ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.30/2562 หมายเลขแดงที่ ชม.61/2563 เฉพาะส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยให้บังคับได้เพียงในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่คำชี้ขาดไปถึงผู้ร้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 42 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอนิรุทธิ์ วรินทร์
-
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2565
#689716
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึด กับบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นอันศาลต้องวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ หากได้ความว่า ทรัพย์นั้นเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วศาลจะมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำคัดค้านว่าทรัพย์ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้ยึดนั้นมิใช่ของตนหาได้ไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านของจำเลยไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ในชั้นขออนุญาตฎีกาจำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่ก็ไม่ผูกมัดให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในเนื้อหา เมื่อฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ยอมยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพราะมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฎตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งคำร้องคัดค้านของโจทก์ได้กล่าวอ้างมูลเหตุที่มาในการยื่นคำร้องพร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุน เพื่อขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของจำเลย คำร้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคสาม

โจทก์นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินที่โจทก์ขอให้ยึดเป็นของจำเลยตามคำพิพากษาก็เพียงพอแล้ว หาจำต้องนำสืบให้เห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดการยึดทรัพย์สินนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาจ้างทำของ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 37,467,789.89 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (วันที่ 25 ธันวาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 101,770,729.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดอาคารโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าใบอนุญาตก่อสร้างอาคารไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารโรงแรมที่โจทก์นำยึดและสารบัญโฉนดที่ดินไม่ปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงมีคำสั่งให้งดการยึดโรงแรมดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโรงแรม ก. เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่าขอให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมตามคำร้องเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารโรงแรมตามคำร้องและที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมนั้นก็ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาจ้าง ซึ่งสัญญาดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2535 เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคอนกรีต 23 ชั้น เพื่อเป็นอาคารโรงแรมชั้นหนึ่ง กำหนดแล้วเสร็จภายใน 18 เดือน นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2535 ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 258,000,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ใช้อาคารที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างดังกล่าวขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยใช้ชื่อว่าโรงแรม ร. โรงแรมประเภท 4 จำนวนห้องพัก 448 ห้อง สถานที่ตั้ง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ต่อจากนั้นวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กับนางศศิธร ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อโรงแรม ร. เป็นโรงแรม ก. ซึ่งเป็นโรงแรมพิพาท โดยโรงแรมพิพาทก่อสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 477, 478, 10656 ถึง 10661, 23993 ถึง 23998 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ปรากฏชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และโฉนดเลขที่ 2877 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนางสมบุญ กับนายสมศักดิ์ ปรากฏชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อผู้แทนโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดโรงแรมพิพาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้งดการยึดโรงแรมพิพาท สำหรับผู้คัดค้าน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้เช่าอาคารโรงแรมพิพาทไม่มีอำนาจคัดค้าน โดยผู้คัดค้านมิได้ฎีกาข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรม ก. ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึด ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่า เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น หากเจ้าพนักงานบังคับคดีสงสัยว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ยอมทำการยึดหรืออายัด ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายืนยันให้ยึดหรืออายัด เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น หรือจะสั่งงดการยึดหรืออายัดก็ได้..."วรรคสาม บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึดหรือการอายัดตามวรรคหนึ่ง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลส่งสำเนาคำร้องแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นทราบและบุคคลดังกล่าวอาจคัดค้านว่า ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้...และให้นำบทบัญญัติมาตรา 323 หรือมาตรา 325 แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยหากศาลมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องแล้ว บุคคลดังกล่าวที่ได้ยื่นคำคัดค้านตามวรรคนี้จะใช้สิทธิตามมาตรา 323 หรือ มาตรา 325 แล้วแต่กรณี อีกหาได้ไม่" เช่นนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึด กับบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นอันศาลต้องวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ หากได้ความว่า ทรัพย์นั้นเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วศาลจะมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำคัดค้านว่าทรัพย์ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้ยึดนั้นมิใช่ของตนหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านย่อมเป็นการไม่ชอบ และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ในชั้นขออนุญาตฎีกาจำเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่ก็ไม่ผูกมัดให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในเนื้อหา เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยให้ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับพวกอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 2 กับพวก และตามสัญญาจ้างก็ไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารในที่ดินได้ แม้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างโรงแรมพิพาทก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 อาจดำเนินการก่อสร้างแทนบุคคลหนึ่งคนใดหรือรับจ้างบริหารแทนผู้อื่นก็เป็นได้ โรงแรมพิพาทตกเป็นส่วนควบของที่ดินเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงแรมพิพาท อีกทั้งในสำนวนคดีหลัก ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าก่อสร้างไม่ได้วินิจฉัยว่าโรงแรมพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมพิพาท โจทก์ยื่นคำร้องเพื่อโต้แย้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้ศาลไต่สวนว่าทรัพย์ที่ขอยึดเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องแสดงให้ศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดดำเนินการยึดทรัพย์นั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร แต่โจทก์กลับไม่มีนำสืบพยานให้ศาลเห็นในประเด็นดังกล่าว และจำเลยที่ 2 กับเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โรงแรมพิพาท นั้น ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ก่อนว่า โจทก์ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้ศาลไต่สวนว่าทรัพย์ที่ขอยึดเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องนำสืบพยานให้ศาลเห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดดำเนินการบังคับคดีดังกล่าวเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น หากเจ้าพนักงานบังคับคดีสงสัยว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ยอมทำการยึดหรืออายัด ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายืนยันให้ยึดหรืออายัด เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น หรือจะสั่งงดการยึดหรือการอายัดก็ได้..." และวรรคสามบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึดหรือการอายัดตามวรรคหนึ่ง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลส่งสำเนาคำร้องแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นทราบและบุคคลดังกล่าวอาจคัดค้านว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ โดยยื่นคำคัดค้านต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับสำเนาคำร้อง..." จากบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะคัดค้านคำสั่งที่ไม่ทำการยึดหรืออายัดในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอมยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพราะมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น และเจ้าพนักงานบังคับคดีสงสัยว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ยอมทำการยึดหรืออายัด ซึ่งในการยื่นคำร้องดังกล่าว โจทก์ได้กล่าวชัดแจ้งแล้วว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 101,770,729.32 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำพิพากษาถึงที่สุด โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยที่ 1 วันที่ 28 มิถุนายน 2561 โจทก์แถลงยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 คือ อาคารโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมอุปกรณ์ของอาคารดังกล่าว ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 477, 478, 10656 ถึง 10661, 23993 ถึง 23998 และ 2877 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจนครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่า ตามเอกสารใบอนุญาตก่อสร้างอาคารไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างและตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินไม่ปรากฏว่ามีชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด กรณีมีเหตุสงสัยในการดำเนินการว่าทรัพย์ที่โจทก์แถลงให้ยึดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่สามารถดำเนินการตามคำขอได้ หากโจทก์ประสงค์จะคัดค้านให้ดำเนินการทางศาล โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และประสงค์จะคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังที่ระบุไว้ในคำร้องข้อ 2 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อาคารโรงแรม ก. พร้อมอุปกรณ์ของอาคาร เป็นของจำเลยที่ 1 และในคำร้องคัดค้านข้อ 2 ได้กล่าวถึงเหตุที่แสดงว่าทรัพย์ที่โจทก์ขอให้ยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ได้แก่ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวทั้งหมด โดยการสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ตามงบการเงินของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ปรากฏทรัพย์สินไม่หมุนเวียนของบริษัทได้แก่ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ มีมูลค่าสูงเกินกว่า 200,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโรงแรมเพียงแห่งเดียว คือ โรงแรม ก. ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า โรงแรม ร. และขณะนี้บริษัทจำเลยที่ 1 ยังคงเผยแพร่โฆษณาสมัครงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ระบุว่า โรงแรม ก. เป็นของจำเลยที่ 1 คำร้องของโจทก์ได้กล่าวอ้างมูลเหตุ ที่มาในการยื่นคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง พร้อมทั้งเหตุผลในการสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวและตามคำร้องคัดค้าน โจทก์ได้ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอาคารโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมอุปกรณ์ของอาคารเพื่อนำทรัพย์สินที่ยึดออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ต่อไป คำร้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสาม ส่วนทางไต่สวนนั้น โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็เพียงพอแล้ว โจทก์หาจำต้องนำสืบให้เห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดการยึดทรัพย์สินนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรด้วยไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 กับเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 นั้น เห็นว่า ในชั้นนี้ประเด็นแห่งคดีที่พิพาทกันมีแต่เพียงว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่เท่านั้น โจทก์ไม่ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทด้วย จำเลยที่ 2 จะยกเอาข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ขึ้นมาเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่จำต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมพิพาทนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมพิพาทเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทและที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทก็ตาม แต่การขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 (1) โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งคือ การควบคุมเกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคาร ลำพังการเป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรม มิใช่กรณีที่จะฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารแล้ว ผู้นั้นเป็นเจ้าของอาคาร หรือผู้ใดไม่ได้เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารแล้ว ผู้นั้นจะไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารนั้นด้วย หากแต่ความเป็นเจ้าของนั้นต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แวดล้อมอื่นประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาคารคอนกรีต 23 ชั้น ที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างนั้น ขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมโดยใช้ชื่อว่าโรงแรม ร. ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อมาเป็นชื่อโรงแรมพิพาทในเวลาต่อมา ซึ่งการขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมนั้น พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติว่า "การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด" และประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 กำหนดไว้ว่า "ในกรณีต่อไปนี้ให้นายทะเบียนพิจารณาไม่อนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม (1)... (4) ที่ดินและอาคารที่ใช้เป็นที่ตั้งโรงแรมผู้ขออนุญาตไม่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือไม่มีสิทธิครอบครองหรือไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารดังกล่าว เช่น สิทธิในการเช่า การยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นต้น (5)..." จากบทบัญญัติและประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว การขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมนั้น หาจำเป็นต้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมด้วยไม่ เพียงแต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมก็เพียงพอแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นทั้งผู้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารที่ใช้เป็นโรงแรมพิพาทและเป็นผู้ขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม แม้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งโรงแรมก็ตาม แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ และข้อเท็จจริงปรากฏตามใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารหรือรื้อถอนอาคาร (แบบ อ.1) ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 ตามเอกสารแนบรายงานข้อเท็จจริงในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นในสำนวนคดีนี้ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารตึก 23 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้นในที่ดินตามโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 2 และของนางสมบุญเจ้าของที่ดินในขณะนั้น เพื่อใช้เป็นอาคารโรงแรมและจอดรถยนต์ สอดคล้องกับสัญญาจ้างที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคอนกรีต 23 ชั้น เพื่อใช้เป็นโรงแรมชั้นหนึ่ง แม้การขออนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าว จำเลยที่ 2 มิได้กระทำไปในนามของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินกิจการต่าง ๆ ให้ต้องตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 2 ได้ว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ในการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเพื่อใช้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 นั่นเอง และแสดงให้เห็นได้โดยปริยายว่า จำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมให้ใช้ประโยชน์ที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทจากจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทและขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียนแล้ว มิฉะนั้น จำเลยที่ 1 คงไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียนเป็นแน่ทั้งนางสมบุญเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทบางส่วนก็มิได้คัดค้านเข้ามาในคดีว่าตนไม่ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเข้าไปในที่ดินของตนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และนางสมบุญยินยอมให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 2 และนางสมบุญ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทได้ โรงแรมพิพาทไม่ตกเป็นส่วนควบกับที่ดินโฉนดเลขที่ 477, 478, 10656 ถึง 10661, 23993 ถึง 23998 และ 2877 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 เมื่อโรงแรมพิพาทไม่ตกเป็นส่วนควบกับที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาท การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงแรมพิพาทและเป็นผู้ตกลงชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์มาตั้งแต่ต้น ตลอดทั้งเป็นผู้ยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยใช้โรงแรมพิพาทประกอบธุรกิจโรงแรมตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ตลอดมา ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 อ้างสิทธิเหนือโรงแรมพิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ต้นที่เริ่มทำงานก่อสร้างโรงแรมพิพาทแล้ว แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมพิพาท แต่ก็ไม่ได้ยกเหตุผลขึ้นคัดค้านด้วยว่าผู้ใดเป็นเจ้าของโรงแรมพิพาทที่แท้จริง ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึดนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดอาคารโรงแรมพิพาทต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโรงแรมพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำคัดค้านและฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 127 ม. 247 ม. 249 ม. 298 วรรคหนึ่ง ม. 298 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ศ.
จำเลย — บริษัท ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจรัล เตชะวิจิตรา
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ช่างสลัก
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5037/2565
#690160
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว..." โจทก์นำสืบสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานต่อศาล ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 ไม่ได้ระบุให้ปิดอากรแสตมป์ที่สำเนาเอกสาร และบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่ง ป.รัษฎากรไม่มีอัตราอากรแสตมป์สำหรับสำเนาตราสารกู้ยืมเงินเพื่อปิดอากรแสตมป์ ดังนั้น การรับฟังสำเนาสัญญากู้ยืมเงินแทนต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ที่สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (2)
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางสาวเนาวรัตน์ อัชฌายกชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5003/2565
#690541
เปิดฉบับเต็ม

ในการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทตามรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะประธานที่ประชุมนั้น มีการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทหลายครั้งต่างวาระกัน แต่กลับระบุว่าเป็นการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ครั้งที่ 1/2550 ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่ามีการจัดทำรายงานการประชุมดังกล่าวขึ้นเพียงเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนการเช่าเท่านั้น น่าเชื่อว่าในระหว่างที่จำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการประชุมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์อย่างแท้จริง ถึงแม้ในขณะนั้นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของคะแนนเสียงทั้งหมดอยู่แล้ว แต่การจัดให้มีการประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์เพี่อขอความเห็นชอบก่อนที่จะมีการทำสัญญาเช่าพิพาทก็เป็นช่องทางอย่างหนึ่งที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นข้างน้อยสามารถเข้าตรวจสอบการบริหารจัดการของจำเลยทั้งสองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจสอบสัญญาเช่าพิพาทซึ่งเป็นการนำทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัว หาใช่ว่าเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นข้างมากอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์ก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าพิพาทโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์อันเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์

คำฟ้องของโจทก์เป็นการแสดงออกชัดว่าไม่ได้ประสงค์จะเข้าผูกพันตามสัญญาเช่าพิพาท ค่าเช่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้นเป็นเพียงฐานในการกำหนดให้ใช้ราคาแทนในกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้มีการยกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองได้รับจากบุคคลภายนอกเนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลภายนอก ก็ยิ่งมิใช่ค่าเช่าทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์หากสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวผูกพันโจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าอันจะเป็นการแสดงว่าโจทก์รับเอาผลแห่งนิติกรรมนั้น

แม้ตามสัญญาเช่าพิพาทจะระบุว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่โจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสัญญาเช่าพิพาท จึงหาใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงและไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 94 ที่ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร

งบการเงินของโจทก์ซึ่งโจทก์นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในแต่ละปีที่คู่ความแต่ละฝ่ายนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้นั้น ก็เป็นเอกสารทางบัญชีที่โจทก์จัดทำขึ้นตามที่กฎหมายกำหนด หาใช่เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรองหรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และมิใช่เอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127

งบการเงินรอบปีบัญชี 2549 และ 2550 ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้จากการให้เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าพิพาท ซึ่งมีค่าเช่ารวม 27,900,000 บาท แต่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้ค่าเช่าเพียง 2,118,132.42 บาท และมีเงินฝากสถาบันการเงินเพียง 170,714.90 บาท กับมีรายได้รับล่วงหน้า 279,497,498.52 บาท ส่วนงบการเงินรอบปีบัญชี 2556, 2557, 2558, 2559 และ 2560 ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าในระยะยาวเป็นเวลา 30 ปี จากผู้เช่าจำนวน 62 ราย ซึ่งรวมจำเลยทั้งสองด้วย แต่งบการเงินดังกล่าวของโจทก์ไม่มีรายละเอียดที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่า รายได้ค่าเช่าก็ดี เงินฝากสถาบันการเงินก็ดี รายได้รับล่วงหน้าก็ดี หรือรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าก็ดี นั้นมีส่วนใดบ้างที่เป็นรายได้จากการที่โจทก์ยอมรับชำระจากจำเลยทั้งสองไว้เป็นค่าเช่าตามสัญญาเช่าพิพาท ลำพังงบการเงินของโจทก์จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ยอมรับชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าพิพาทจากจำเลยทั้งสองไว้แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้กระทำการใดอันเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาท เมื่อจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าพิพาทโดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์และโจทก์มิได้ให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแล้ว สัญญาเช่าพิพาทจึงไม่ผูกพันโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823, 1167

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าและค่าเช่าที่ได้รับจากบุคคลภายนอกสำหรับอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 2 ชั้น 3 อาคารอี เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 19326 รวม 10,500,000 บาท และชำระเงินที่ให้บุคคลภายนอกรวมถึงจำเลยทั้งสองกู้ยืม 39,327,599.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกเลิกสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า บี เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนยกเลิกสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคารเอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า เอ เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร ให้กลับคืนเป็นของโจทก์โดยปลอดภาระผูกพันและส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยโดยให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินสำหรับสิทธิการเช่าแต่ละรายการ 9,900,000 บาท 3,600,000 บาท และ 9,900,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 29,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาแบ่งเช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคารเอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และให้เพิกถอนสัญญาแบ่งเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมอาคาร 2 ชั้น วิลล่า เอ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และให้เพิกถอนสัญญาแบ่งเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมอาคาร 2 ชั้น วิลล่า บี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนยื่นฎีกา นางเคทเทอรีน ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ซึ่งได้มรณะในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจซื้อ ขาย เช่าและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงจัดซื้อที่ดินแปลงใหญ่แล้วแบ่งออกเป็นแปลงย่อยเพื่อขายหรือให้เช่า จำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2552 โดยระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2552 นั้น มีนายธวัชเป็นกรรมการของโจทก์ด้วย จำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ระหว่างปี 2547 ถึงปี 2551 โดยระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2551 นั้น โจทก์มีทุนจดทะเบียน 2,007,200 บาท แบ่งออกเป็น 20,072 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จำเลยทั้งสองถือหุ้นของโจทก์คนละ 4,680 หุ้นตามเลขหมายใบหุ้น 10401 ถึง 15080 และ 15081 ถึง 19760 ตามลำดับ รวม 9,360 หุ้น ซึ่งหุ้นตามเลขหมายใบหุ้นดังกล่าวล้วนเป็นหุ้นบุริมสิทธิจากจำนวนหุ้นบุริมสิทธิทั้งหมด 9,672 หุ้น ซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน 1 หุ้น ต่อ 10 เสียง ส่วนหุ้นจำนวนที่เหลือ 10,400 หุ้น นั้น เป็นหุ้นสามัญซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน 1 หุ้น ต่อ 1 เสียง นอกจากนี้ ข้อบังคับ ข้อ 33 (4) กำหนดให้การทำสัญญาซึ่งมีทุนทรัพย์เกินกว่า 2,000,000 บาท ในรอบสิบสองเดือนติดต่อกันจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของคะแนนเสียงทั้งหมดของโจทก์ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 จำเลยทั้งสองนำอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 2 ชั้น 3 อาคารอี เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 อันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าสิ่งปลูกสร้างมีกำหนด 30 ปี ให้แก่จำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัว โดยกำหนดค่าเช่าตลอดอายุการเช่าเป็นเงิน 4,500,000 บาท และมีการจัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 อนุมัติให้มีการทำสัญญาเช่าดังกล่าวไว้ตามรายงานการประชุม ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2559 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่นางสาวเจนนิเฟอร์ และนายโรเบิร์ต โดยมีค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว 6,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 จำเลยทั้งสองนำอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคาร เอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าสิ่งปลูกสร้างมีกำหนด 30 ปี ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว โดยกำหนดค่าเช่าตลอดอายุการเช่าเป็นเงิน 3,600,000 บาท และมีการจัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 อนุมัติให้มีการทำสัญญาเช่าดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 จำเลยทั้งสองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า เอ เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร อันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีกำหนด 30 ปี ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว โดยกำหนดค่าเช่าตลอดอายุการเช่าเป็นเงิน 9,900,000 บาท และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 จำเลยทั้งสองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า บี เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร อันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีกำหนด 30 ปี ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว โดยกำหนดค่าเช่าตลอดอายุการเช่าเป็นเงิน 9,900,000 บาท และมีการจัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 อนุมัติให้มีการทำสัญญาเช่าดังกล่าวไว้ สำหรับคดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินที่ให้บุคคลภายนอกกู้ยืม 39,327,599.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอดังกล่าวนั้น โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามคำขอดังกล่าว คดีในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ประกอบธุรกิจโดยให้บุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยถือหุ้นข้างมากในบริษัทแทนคนต่างด้าวอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน ทั้งโจทก์แต่งตั้งให้บริษัท บ. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการบริหารจัดการและดูแลโครงการ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่เช่าตามสัญญาเช่าพิพาทและเป็นผู้เรียกเก็บค่าบริการ ค่าบำรุงรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง เงินกองทุนสำรองเพื่อชำระหนี้ (Sinking Fund) ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากผู้เช่าในโครงการซึ่งรวมถึงจำเลยทั้งสองกับนางสาวเจนนิเฟอร์ และนายโรเบิร์ต ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าจากจำเลยทั้งสองมาโดยตลอดอันถือเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาเช่าพิพาทนั้น แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งถ้าคู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นก็อาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ นอกประเด็น หรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดินและไม่ได้ให้การต่อสู้ด้วยว่าบริษัท บ. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการบริหารจัดการสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับลูกค้าซึ่งได้กระทำการใดอันเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแทนโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยถือหุ้นข้างมากในบริษัทโจทก์แทนคนต่างด้าวหรือไม่ และไม่มีประเด็นว่าบริษัท บ. เป็นตัวแทนของโจทก์ซึ่งได้กระทำการใดอันเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแทนโจทก์หรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบอันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในขณะนั้นได้ทำสัญญาเช่าพิพาททั้ง 4 ฉบับ โดยฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์ ซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาเช่าพิพาททั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่ไม่มีผลทางกฎหมายเนื่องจากจำเลยทั้งสองนำทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยทั้งสองโดยปราศจากอำนาจอันเป็นการฝ่าฝืนอำนาจกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง สัญญาเช่าพิพาททั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่ไม่ผูกพันโจทก์ ฉะนั้นการที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนยกเลิกสิทธิการเช่าเพื่อให้ทรัพย์สินของโจทก์ปลอดภาระผูกพันหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ก็ให้ชดใช้เงินสำหรับสิทธิการเช่าแต่ละรายการแทนสำหรับการให้เช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคารเอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า เอ เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร และที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมบ้านพักอาศัยตึก 2 ชั้น วิลล่า บี เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร ก็ดี และฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ราคาเท่ากับค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองรับว่าจะชำระให้แก่โจทก์และค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองได้รับจากบุคคลภายนอก สำหรับการให้เช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 2 ชั้น 3 อาคาร อี เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วก็ดี นอกจากจะเป็นการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินเพื่อติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้แล้ว ยังเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิของตนขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 อีกด้วย ตามรูปเรื่องคดีนี้หาใช่ว่าโจทก์จะใช้สิทธิเพื่อติดตามและเอาคืนซึ่งสิทธิการเช่าอันเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างจากจำเลยทั้งสอง แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเพื่อจะให้มีการยกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ได้ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนอำนาจกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ซึ่งสามารถกระทำได้โดยไม่มีอายุความ ส่วนค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองรับว่าจะชำระให้แก่โจทก์และค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองได้รับจากบุคคลภายนอกนั้นก็เป็นเพียงฐานในการกำหนดให้ใช้ราคาแทน ในกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้มีการยกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าได้เท่านั้น มิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองกระทำผิดหน้าที่กรรมการ และมิใช่ค่าเช่าทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองค้างชำระแก่โจทก์ กรณีจึงมิใช่การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดแต่มูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และมิใช่การใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (3) ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า สัญญาเช่าพิพาทผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะประธานที่ประชุมนั้น มีการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวหลายครั้งต่างวาระกัน แต่กลับระบุว่าเป็นการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ครั้งที่ 1/2550 ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่ามีการจัดทำรายงานการประชุมดังกล่าวขึ้นเพียงเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนการเช่าเท่านั้น น่าเชื่อว่าในระหว่างที่จำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์นั้นจำเลยทั้งสองมิได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการประชุมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์อย่างแท้จริง ทั้งจำเลยทั้งสองนำสืบว่านายธวัชเป็นผู้ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ไปยังผู้ถือหุ้นและจัดทำรายงานการประชุมใหญ่แต่กลับมิได้นำนายธวัชมาเบิกความเป็นพยานเพื่อยืนยันต่อศาล ข้อที่จำเลยทั้งสองนำสืบดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ถึงแม้ในขณะนั้นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของคะแนนเสียงทั้งหมดอยู่แล้ว แต่การจัดให้มีการประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์เพี่อขอความเห็นชอบก่อนที่จะมีการทำสัญญาเช่าพิพาทก็เป็นช่องทางอย่างหนึ่งที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นข้างน้อยสามารถเข้าตรวจสอบการบริหารจัดการของจำเลยทั้งสองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจสอบสัญญาเช่าพิพาทซึ่งเป็นการนำทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัว หาใช่ว่าเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นข้างมากอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์ก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าพิพาทโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 33 (4) อันเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าแสดงว่าโจทก์รับเอาผลแห่งนิติกรรมนั้น ทั้งโจทก์ได้ยอมรับชำระค่าเช่าจากจำเลยทั้งสองดังที่เห็นได้จากสัญญาเช่าพิพาทระบุว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าเช่าแล้วและโจทก์บันทึกรายได้รับชำระค่าเช่าล่วงหน้าจากจำเลยทั้งสองไว้ในงบการเงินของโจทก์ด้วย ถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแล้วนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการแสดงออกชัดว่ามิได้ประสงค์จะเข้าผูกพันตามสัญญาเช่าพิพาท ส่วนค่าเช่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้นเป็นเพียงฐานในการกำหนดให้ใช้ราคาแทนในกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้มีการยกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองได้รับจากบุคคลภายนอกเนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลภายนอก ก็ยิ่งมิใช่ค่าเช่าทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์หากสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวผูกพันโจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าอันจะเป็นการแสดงว่าโจทก์รับเอาผลแห่งนิติกรรมนั้น นอกจากนี้ แม้ตามสัญญาเช่าพิพาทจะระบุว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่โจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้เพื่อบังคับตามสัญญาเช่าพิพาทจึงหาใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงและไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอย่างที่จำเลยทั้งสองฎีกา ส่วนงบการเงินของโจทก์ซึ่งโจทก์นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในแต่ละปีที่คู่ความแต่ละฝ่ายนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้นั้น ก็เป็นเอกสารทางบัญชีที่โจทก์จัดทำขึ้นตามที่กฎหมายกำหนด หาใช่เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรองหรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และมิใช่เอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 อย่างที่จำเลยทั้งสองฎีกาเช่นกัน ในข้อที่เกี่ยวกับการบันทึกค่าเช่าเป็นรายได้ในงบการเงินนี้ เมื่อพิจารณาจากพยานเอกสารของโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว กล่าวคือ แบบนำส่งงบการเงิน ซึ่งเป็นงบการเงินของรอบปีบัญชี 2549 และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้จากการให้เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แบบนำส่งงบการเงินซึ่งเป็นงบการเงินของรอบปีบัญชี 2550 และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้จากการให้เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าพิพาท ซึ่งมีค่าเช่ารวม 27,900,000 บาท แต่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้ค่าเช่าเพียง 2,118,132.42 บาท และมีเงินฝากสถาบันการเงินเพียง 170,714.90 บาท กับมีรายได้รับล่วงหน้า 279,497,498.52 บาท แบบนำส่งงบการเงินซึ่งเป็นงบการเงินของรอบปีบัญชี 2556, 2557, 2558, 2559 และ 2560 ตามลำดับ ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าในระยะยาวเป็นเวลา 30 ปี จากผู้เช่าจำนวน 62 ราย 423,841,785.05 บาท แม้ว่าพยานโจทก์ปากนางสาวอุมาพรจะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า ผู้เช่าจำนวน 62 รายดังกล่าวนั้น รวมจำเลยทั้งสองด้วย ประกอบกับคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองปากนางสาวสุชาดาซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีประจำบริษัท ด. และได้รับการว่าจ้างจากจำเลยทั้งสองให้ดำเนินการตรวจสอบสัญญาเช่าในโครงการ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่เช่าตามสัญญาเช่าพิพาท แล้วพบว่าโจทก์มีรายได้จากค่าเช่าอพาร์ทเม้นต์และวิลล่าในโครงการ จำนวน 423,908,000 บาท ซึ่งแตกต่างจากรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าตามแบบนำส่งงบการเงิน ซึ่งเป็นงบการเงินของรอบปีบัญชี 2560 เพียง 66,214.95 บาท ก็ตาม จะเห็นได้ว่างบการเงินของโจทก์ดังกล่าวไม่มีรายละเอียดที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่ารายได้ค่าเช่าก็ดี เงินฝากสถาบันการเงินก็ดี รายได้รับล่วงหน้าก็ดี หรือรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าก็ดี นั้นมีส่วนใดบ้างที่เป็นรายได้จากการที่โจทก์ยอมรับชำระจากจำเลยทั้งสองไว้เป็นค่าเช่าตามสัญญาเช่าพิพาท ลำพังงบการเงินของโจทก์ดังกล่าวจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ยอมรับชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าพิพาทจากจำเลยทั้งสองไว้แล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยทั้งสองโอนเงินชำระค่าเช่ามาจากบัญชีเงินฝากธนาคาร ฮ. ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ได้ปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปนานแล้วและไม่สามารถหาหลักฐานเพื่อนำมาแสดงต่อศาลได้ ก็เป็นเพียงข้อนำสืบลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนเช่นกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้กระทำการใดอันเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาท เมื่อจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าพิพาทโดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์และโจทก์มิได้ให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแล้ว สัญญาเช่าพิพาทจึงไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823, 1167 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ราคาแทนสำหรับสิทธิการเช่า เนื่องจากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว อันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์และการยกเลิกเพิกถอนสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวเพื่อให้สถานที่เช่ากลับมาเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งปลอดภาระผูกพันไม่อาจกระทำได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องชดใช้ราคาแก่โจทก์แทน และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า สิทธิการเช่าดังกล่าวมีราคา 6,000,000 บาท แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวย่อมเป็นการตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องซึ่งมิใช่การพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ทั้งเมื่อสัญญาเช่าสำหรับการให้เช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคารเอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า เอ เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร และที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า บี เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร ไม่ผูกพันโจทก์แล้ว กรณีจึงมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนสัญญาเช่าพิพาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้เพิกถอนสัญญาเช่าพิพาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแก่โจทก์แทนสำหรับสิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าพิพาท จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาเช่าพิพาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแก่โจทก์ 6,000,000 บาท สำหรับสิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าพิพาท จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ยกฟ้องจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ 6,000,000 บาท เป็นเงิน 120,000 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ภายหลังจากจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาแล้วได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ที่อาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและบวกด้วยอัตราเพิ่มดังกล่าว แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 80,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823 ม. 1167
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสรายุทธ วราโห
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวจริยา ปาละวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
สิริกานต์ มีจุล
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4995/2565
#689189
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทราบเงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าโจทก์จะเริ่มทำงานตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานจากเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการซึ่งเป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกันว่าการได้รับอนุมัติจากเจ้าของงานเป็นสาระสำคัญในการก่อความผูกพันแก่ทั้งสองฝ่าย จึงถือได้ว่าสัญญาจ้างเหมาช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 เมื่อที่ปรึกษาโครงการปฏิเสธไม่ให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วง ถือว่าเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาไม่สำเร็จ สัญญาจ้างเหมาช่วงจึงไม่เป็นผลตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 วรรคหนึ่ง โจทก์หาอาจกล่าวอ้างความผูกพันตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ไม่ และเมื่อสัญญาจ้างเหมาช่วงไม่มีผลใช้บังคับเพราะติดเงื่อนไขบังคับก่อน ดังนั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างก็จะเรียกร้องค่าจ้างและค่าเสียหายโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไม่ได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 250,959,782 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงิน 48,997,081 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 29,241,383 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 758,617 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 17 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2560 จำเลยทำสัญญาเป็นผู้รับเหมาหลักงานก่อสร้างโครงการขยายอายุการใช้งานท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 1 Reroute Section (RC – 670) กับบริษัท ป. ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการในการทำงานตามโครงการดังกล่าว จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงในงานส่วนหนึ่งของสัญญา โดยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เจาะดึงท่อก๊าซขนาด 18 นิ้ว ในส่วนสภาพใต้ดินเป็น Soil ของโครงการขยายอายุการใช้งานท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 1 ก่อนทำสัญญา เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 โจทก์จัดทำใบเสนอราคาส่งให้จำเลย โดยโจทก์และจำเลยตกลงให้นำใบเสนอราคาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้าง ภายหลังทำสัญญาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 โจทก์จัดส่งแผนการดำเนินงานและบริษัทงานออกแบบด้านวิศวกรรมให้แก่จำเลย และส่งใบวางบิลเรียกเก็บเงินงวดที่ 2 จากจำเลย และเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์จัดส่งเครื่องจักรไปเพื่อใช้ในงานและส่งใบวางบิลเรียกเก็บเงินงวดที่ 3 จากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระเงินให้โจทก์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2561 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งยกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งยกเลิกสัญญาแก่โจทก์เป็นครั้งที่ 2 และต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2561 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้อีกฝ่ายหรือไม่ เพียงใด ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ทราบเงื่อนไขของสัญญาว่าจ้าง หรือไม่ว่า โจทก์จะเริ่มทำงานตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานจากบริษัท ป. หรือที่ปรึกษาโครงการของบริษัท ป. และโจทก์ต้องผูกพันตามเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันว่า โดยที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับบริษัท ป. เจ้าของงานตามสัญญาหลัก และโจทก์ทราบและเข้าใจสัญญาหลักดีแล้ว และยินดีร่วมมือกับจำเลยในการทำงานให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของสัญญาหลัก และจะรับผิดชอบต่อจำเลยตามที่จำเลยต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของงาน ในเมื่อมีการระบุไว้ในสัญญาว่าจ้างเช่นนี้ โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยจึงต้องทราบหรือให้จำเลยแจ้งให้ทราบเงื่อนไขในสัญญาหลักว่าเป็นอย่างใด เพื่อที่โจทก์จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องว่าจำเลยจะไม่นำงานทั้งหมดหรืองานบางส่วนไปจ้างเหมาช่วงโดยไม่ได้รับการยินยอมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของงานก่อน ซึ่งก่อนที่โจทก์และจำเลยจะทำสัญญากัน โจทก์ทำใบเสนอราคาซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้างว่า โจทก์จะนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์การเจาะดึงท่อและเริ่มงานก่อสร้างหลังจากจำเลยได้รับใบอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดแล้วและโจทก์ได้รับอนุญาตให้เริ่มงานก่อสร้าง ใบเสนอราคาดังกล่าวมีเงื่อนไขสอดคล้องกับสัญญาว่าจ้างและสัญญาหลัก นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานจำเลยปากนายชัชวาลย์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยว่าโจทก์ทราบดีว่าผู้มีอำนาจตามสัญญาในการอนุมัติให้โจทก์เข้าทำงานตามสัญญาช่วงคือบริษัท ป. และที่ปรึกษาโครงการ โดยโจทก์ได้เคยพยายามร้องขอให้เจ้าของงานและที่ปรึกษาโครงการอนุมัติให้โจทก์เข้าทำงานตามสัญญา โจทก์ตกลงให้ถือว่าสัญญาหลักเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้าง ดังนี้ จากข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างและพฤติการณ์ของโจทก์ที่ทำใบเสนอราคา กับการที่โจทก์มีหนังสือถึงผู้บริหารของบริษัท ป. และพยานโจทก์ปากนายณพศักดิ์ ผู้บริหารของโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การเริ่มงานนั้นจะต้องได้รับการอนุญาตจากที่ปรึกษา แสดงว่าโจทก์ทราบเงื่อนไขในสัญญาว่าจ้างว่า โจทก์จะเริ่มทำงานตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานจากบริษัท ป. หรือที่ปรึกษาโครงการของบริษัท ป. คือบริษัท ท. ซึ่งเป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกันว่า การได้รับอนุมัติจากเจ้าของงานเป็นสาระสำคัญในการก่อความผูกพันแก่ทั้งสองฝ่าย จึงถือได้ว่าสัญญาว่าจ้างเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 ซึ่งตามสัญญาว่าจ้างกำหนดว่า โจทก์ยินดีร่วมมือกับจำเลยในการทำงานให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของสัญญาหลัก และจะรับผิดชอบต่อจำเลยตามที่จำเลยต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของงาน ซึ่งได้ความจากพยานจำเลยปากนายชัชวาลย์ว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงกับจำเลยแล้ว โจทก์ได้นำเสนอแผนงาน รายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องจักรและรายละเอียดของบุคลากรมายังจำเลย โดยจำเลยได้รีบนำเสนอผ่านไปยังที่ปรึกษาโครงการเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 แต่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ที่ปรึกษาโครงการซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาแทนเจ้าของงานได้มีหนังสือปฏิเสธไม่รับโจทก์ รวมทั้งบุคลากรของจำเลยด้วยเข้าทำงาน เนื่องจากยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานเจาะดึงท่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 จำเลยได้นำเสนอรายละเอียดคุณสมบัติของทีมงานโจทก์ รวมถึงทีมงานของจำเลยไปยังที่ปรึกษาโครงการเพื่อพิจารณาขออนุมัติเป็นผู้รับเหมาช่วงในโครงการ แต่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 ที่ปรึกษาโครงการมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาโดยยังคงปฏิเสธไม่อนุญาตให้โจทก์เข้าเป็นผู้รับเหมาช่วงในโครงการ จำเลยพยายามแจ้งให้โจทก์นำส่งเอกสารเพิ่มเติมเพื่อขออนุมัติจากที่ปรึกษาโครงการในการเข้าทำงานอีกหลายครั้ง แต่โจทก์กลับเพิกเฉยละเลยไม่รีบดำเนินการนำเสนอแผนการก่อสร้างฉบับใหม่ที่สร้างความมั่นใจให้แก่ที่ปรึกษาโครงการรวมถึงเจ้าของงาน และปรับแก้รายละเอียดของบุคลากรและเครื่องจักรให้สอดคล้องกับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาที่ลดน้อยลง ให้จำเลยเสนอแก่ที่ปรึกษาโครงการอีกครั้ง โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา ไม่จัดให้มีการอบรมบุคลากรก่อนการทำงานให้โจทก์ ที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาทำงานจากจำเลย จำเลยไม่สามารถพิจารณาให้ได้ เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติให้เข้าทำงานตามสัญญาจากที่ปรึกษาของเจ้าของโครงการ จำเลยจึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ส่วนโจทก์มีนายณพศักดิ์ผู้บริหารของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 จำเลยได้เจตนาสร้างหลักฐานว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยทำหนังสือเรียกให้โจทก์จัดส่งแผนงานการก่อสร้างให้จำเลยพิจารณา จำเลยทราบอยู่แล้วว่าแผนงานก่อสร้างเป็นงานที่ต้องดำเนินการร่วมกันทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย โดยจำเลยต้องให้ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการจัดทำแผนงานก่อสร้างในเรื่องข้อมูลกรอบเวลาการทำงาน ปริมาณงาน ข้อมูลการสำรวจพื้นที่ทำงาน อีกทั้งจำเลยต้องตอบรับหนังสือขอขยายระยะเวลาการทำงานก่อน โจทก์จึงสามารถดำเนินการจัดทำแผนงานก่อสร้างใหม่ตามที่จำเลยเรียกร้องได้ และนายณพศักดิ์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อบริษัทที่ปรึกษาได้ปฏิเสธไม่ให้โจทก์ทำงานแล้ว ฝ่ายจำเลยได้ส่งเอกสารมายังพยาน เพื่อให้พยานเสนอแผนต่าง ๆ เพื่อให้บริษัทที่ปรึกษาไว้วางใจและเข้าทำงานได้ เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างที่ต้องให้ความร่วมมือกับจำเลยในการทำงานให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของสัญญาหลัก ซึ่งย่อมมีความหมายรวมถึงกรณีที่โจทก์ต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการของเจ้าของงานให้เป็นผู้รับเหมาช่วงได้ด้วย เมื่อจำเลยได้เสนอแผนงานของโจทก์ให้ที่ปรึกษาโครงการพิจารณา แต่ที่ปรึกษาโครงการปฏิเสธไม่รับโจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วง เนื่องจากยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานเจาะวางท่อลอดใต้ดินในแนวราบโดยไม่เปิดหน้าดิน จำเลยแจ้งให้โจทก์นำส่งเอกสารเพิ่มเติมเพื่อขออนุมัติจากที่ปรึกษาโครงการในการเข้าทำงานอีกหลายครั้ง โจทก์ต้องให้ความร่วมมือกับจำเลยโดยส่งเอกสารเพิ่มเติมให้จำเลย แต่โจทก์เพิกเฉยอ้างว่า จำเลยต้องให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่โจทก์ในการจัดทำแผนงานก่อสร้างในเรื่องข้อมูลกรอบเวลาการทำงาน ปริมาณงาน และข้อมูลการสำรวจพื้นที่ทำงาน ซึ่งหากโจทก์จะต้องการข้อมูลใดก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องแจ้งให้จำเลยทราบ การที่โจทก์เพิกเฉยถือว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือกับจำเลยในการทำงานให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของสัญญาหลัก เพื่อที่โจทก์จะได้รับอนุมัติให้เป็นผู้รับเหมาช่วง จึงถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อตกลงเพื่อให้สามารถเข้าทำงานเป็นผู้รับเหมาช่วง แต่จำเลยมีส่วนผิดด้วยที่เลือกให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วง โดยทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน และไม่ดูแลให้โจทก์ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้รับเหมาช่วง โดยให้ข้อมูลแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะได้เป็นผู้รับเหมาช่วง เมื่อสัญญาว่าจ้าง เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนว่า โจทก์จะเข้าทำงานเป็นผู้รับเหมาช่วงได้ต่อเมื่อเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการของเจ้าของงานอนุญาต เมื่อที่ปรึกษาโครงการปฏิเสธไม่ให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงและจำเลยก็ได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ถือว่าเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาว่าจ้างยังไม่สำเร็จ สัญญาว่าจ้างจึงไม่เป็นผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง โจทก์หาอาจกล่าวอ้างความผูกพันได้ไม่ ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์จัดส่งแผนการดำเนินการและเอกสารงานออกแบบด้านวิศวกรรมให้แก่จำเลยซึ่งเป็นงานงวดที่ 2 และเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์จัดส่งเครื่องจักร ได้แก่ หัวเจาะและเครื่องจักรอื่น ๆ ซึ่งเป็นงานงวดที่ 3 และค่าเสียหายอื่น พร้อมดอกเบี้ยเป็นค่าเสียหาย 250,959,782 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์เรียกร้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญา แต่เมื่อสัญญาว่าจ้างยังไม่มีผลใช้บังคับเพราะติดเงื่อนไขบังคับก่อนว่าโจทก์จะต้องได้รับอนุมัติให้เป็นผู้รับเหมาช่วงจากเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการก่อน แต่โจทก์ไม่ได้รับอนุมัติ การที่โจทก์เตรียมแผนงานและเครื่องจักรไว้ก็เพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง ซึ่งหากโจทก์ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้รับเหมาช่วงก็จะได้ทำงานได้ทันทีเท่านั้น โดยที่จำเลยยังมิได้ตรวจสอบให้แล้วเสร็จและรับรองความถูกต้องและอนุมัติ แผนงานและเครื่องจักรดังกล่าวคงเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมของโจทก์ในการเข้าทำงาน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและค่าเสียหายอื่นจากจำเลยได้ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้จำเลย 30,000,000 บาท จากการที่จำเลยต้องว่าจ้างบุคคลอื่นเข้าทำงานแทนโจทก์ในราคาที่สูงกว่านั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาว่าจ้างไม่เกิดผลบังคับแล้ว จำเลยจะอาศัยข้อสัญญาข้อ 21 มาเรียกค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากโจทก์หาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
กำพล ษมาคุณากร
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565
#689609
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญการพิเศษโดยยกฟ้องโจทก์ คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 แล้วก่อนการหย่าโดยคำพิพากษาคดีนี้จะมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันย่อมเป็นอันสิ้นผลไป การพิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และฎีกาของโจทก์ในเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ออกจากสารระบบความของศาลฎีกา ทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก

ส่วนความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่จะต้องร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิ้นผลไปแล้วเช่นนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปด้วย สำหรับความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 นั้น ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยจำเลยที่ 1 เป็นชู้ และมีชู้ และร่วมประเวณี กับอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานที่โรงพยาบาลในฐานะภริยา และให้เป็นกรรมการในบริษัทที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น รวมทั้งยกย่องจำเลยที่ 2 ออกสังคมอย่างเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังเป็นชู้มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 โดยตั้งใจทำผิดต่อกฎหมายและศีลธรรมกับโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนกันที่อาคารโรงพยาบาล เมื่อศาลฟังว่าจำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวแล้วด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะสิ้นสุดลงด้วยความตายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 ได้ และแม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมิได้อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 จึงสมควรกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสแก่โจทก์ 3,000,000,000 บาท หากไม่สามารถตกลงกันได้หรือแบ่งกันไม่ได้ให้นำสินสมรสดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ได้แก่ ตามคำฟ้องข้อ 3.1 ห้องชุดเลขที่ 77/19 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 41.70 ตารางเมตร ตามคำฟ้องข้อ 3.4 ห้องชุดเลขที่ 63/14 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 25 ตารางเมตร ตามคำฟ้องข้อ 3.14 ที่ดินโฉนดเลขที่ 18952 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 3 งาน 18 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.16 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4042 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 24 ไร่ 39 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.18 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8472 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 20 ไร่ 26 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.19 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42829 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.22 ที่ดินโฉนดเลขที่ 5539 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 28 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.23 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 9 ไร่ 86 ตารางวา (ที่ถูก 8 ไร่ 3 งาน 68.7 ตารางวา) ตามคำฟ้องข้อ 3.24 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6314 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 14 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.53 ที่ดินโฉนดเลขที่ 37143 จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 35 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.86 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26169 จังหวัดเพชรบุรี ตามคำฟ้องข้อ 3.130 ที่ดินโฉนดเลขที่ 15415 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 2 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.131 ที่ดินโฉนดเลขที่ 15412 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.133 ที่ดินโฉนดเลขที่ 5187 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.136 ที่ดินโฉนดเลขที่ 3896 จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 60 ไร่ ตามคำฟ้องข้อ 3.138 ที่ดินโฉนดเลขที่ 16551 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 79 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.141 ที่ดินโฉนดเลขที่ 71480 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 42.5/7 ตารางวา และตามคำฟ้องข้อ 3.143 ห้องชุดเลขที่ 441/15 จังหวัดชลบุรี หากไม่สามารถแบ่งกันได้ ให้นำทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในส่วนของห้องชุดและที่ดินอันเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 ได้ขายไปแล้วแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ตามคำฟ้องข้อ 3.5 ห้องชุดเลขที่ 301 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.6 ห้องชุดเลขที่ 302 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.17 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42828 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 3,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.18 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8472 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 80,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.19 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42829 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 6,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.20 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42830 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 18,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.21 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42831 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 18,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.25 ที่ดินโฉนดเลขที่ 33654 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.26 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7136 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 100,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.27 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7135 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 100,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.54 ที่ดินโฉนดเลขที่ 48923 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 4,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.55 ที่ดินโฉนดเลขที่ 9443 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 25,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.129 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8855 จังหวัดเพชรบุรี เป็นเงิน 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 359,250,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 64,870,208.83 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 424,120,208.83 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนหย่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามส่วนที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง คือ ตามคำฟ้องข้อ 3.8 และข้อ 3.9 ห้องชุดเลขที่ 160/854 และ 160/855 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.10 ห้องชุดเลขที่ 120/43 และ 120/42 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7053 กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2,000 ส่วน ใน 4,154 ส่วน ข้อ 3.56 ถึง 3.63 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 366 ถึง 368, 375 ถึง 377, 396 และ 397 (โฉนดที่ดินเลขที่ 55668, 55667, 56465, 64403, 56511, 64402, 64401 และ 62171) จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.64 ถึง 3.69 และ 3.76 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 398 ถึง 403 และ 439 จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.70 ถึง 3.75, 3.77 ถึง 3.80, 3.81, 3.82, 3.84 และ 3.85 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 433 ถึง 438, 441 ถึง 444, 496, 755, 734 และ 334 (โฉนดที่ดินเลขที่ 55675, 55674, 5569, 56512, 62173, 62172, 64404, 64405, 62714, 64406, 55677, 56491, 56510 และ 55691) จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.137 และ 3.139 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1392 และ 16235 จังหวัดเพชรบุรี ข้อ 3.142 ห้องชุดเลขที่ 63/399 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ข้อ 3.144 และ 3.145 ห้องชุดเลขที่ 270/102 และ 272/84 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.164 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26170 จังหวัดเพชรบุรี ข้อ 3.165 ถึง 3.170 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26585, 26584, 22962, 29098, 29321 และ 21891 จังหวัดเพชรบุรี โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันเองก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถประมูลขายระหว่างกันเองได้ ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากตามคำฟ้องข้อ 3.175 แก่โจทก์ 46,418,524.94 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่ได้จากการขายสินสมรสให้แก่โจทก์ 177,019,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ใช้แทนเฉพาะส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 1 และชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ทำให้การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 กรณีไม่มีเหตุจะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องของโจทก์กับจำเลยทั้งสองต่อไป ขอให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ศาลฎีกามีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 และวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และให้ดำเนินการให้โจทก์ส่งมรณบัตรจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารราชการเพื่อประกอบการพิจารณา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามท้องสำนวนว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ขอถอนทนายความคนเดิมและตั้งแต่งนายชัยยันต์ เป็นทนายความคนใหม่ให้มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา แม้นายชัยยันต์ซึ่งเป็นทนายความจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 และทนายจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาก็ตาม ก็ไม่ทำให้อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ทั้งกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมที่มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วย อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 คำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และมีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และมาตรา 246, 247 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยยกฟ้องโจทก์ ส่วนโจทก์ฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้แบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสแก่โจทก์เพิ่มเติม คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงยังไม่ถึงที่สุด และตามทางไต่สวนการตายของจำเลยที่ 1 ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์และพันตำรวจตรีณัฐพงศ์ สถาบันนิติเวชโรงพยาบาล ต. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการผ่าศพจำเลยที่ 1 ประกอบกับแบบรับรองรายการคนตาย (มรณบัตร) จำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 แล้วจริง และมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 แล้วก่อนการหย่าโดยคำพิพากษาคดีนี้จะมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันย่อมเป็นอันสิ้นผลไป การพิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และฎีกาของโจทก์ในเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา ทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก ส่วนความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่จะต้องร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิ้นผลไปแล้วเช่นนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปด้วย ส่วนความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยจำเลยที่ 1 เป็นชู้ และมีชู้ และร่วมประเวณี กับอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานที่โรงพยาบาลในฐานะภริยา และให้เป็นกรรมการในบริษัทที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น รวมทั้งยกย่องจำเลยที่ 2 ออกสังคมอย่างเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังเป็นชู้มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 โดยตั้งใจทำผิดต่อกฎหมายและศีลธรรมกับโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนกันที่อาคารโรงพยาบาล เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า จำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงราย และจำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 ที่โรงพยาบาล แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวแล้วด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะสิ้นสุดลงด้วยความตายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนปัญหาว่า ค่าทดแทนสมควรกำหนดเพียงใด ข้อนี้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมิได้อาศัยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2542 ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 เช่นนี้ จึงสมควรกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คำร้องของโจทก์ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 ที่ขอถอนคำร้องลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ที่ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีนี้ และคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 24 มีนาคม 2565 และวันที่ 25 มีนาคม 2565 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะอีกต่อไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีการปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว และเมื่อคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเรื่องเหตุฟ้องหย่าและการแบ่งสินสมรส ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนนี้ที่แต่ละฝ่ายเสียเกินมาด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยความตาย ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 จากสารบบความของศาลฎีกา ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2557) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562, วันที่ 23 พฤศจิกายน 2564, วันที่ 24 และ 25 มีนาคม 2565 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกินทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1) ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายปรัชญา กำเนิดฤทธิ์
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อโนชา ชีวิตโสภณ
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565
#697288
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คือ กรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ดังนั้น การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้ นอกจากจำเลยที่ 1 จะอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาหรือเป็นชู้หรือร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) แล้วยังต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งการที่ศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันนี้ไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง

แม้การกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานนี้เฉพาะจำเลยที่ 1 แต่เพียงลำพังที่เป็นผู้กู้ โดยที่โจทก์มิได้ผูกพันเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกันในหนี้จำนวนนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ผู้ให้กู้ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนบุตรคนแรก การกู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามมาตรา 1490 (1) ในจำนวนเงิน 1,566,600 บาท และต้องผูกพันชำระหนี้จนกว่าหนี้จะระงับและเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 แต่คนใดคนหนึ่งในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตามมาตรา 291 ส่วนกรณีตามมาตรา 1535 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน ก็เป็นเรื่องการแบ่งความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังมีสิทธิเรียกร้องให้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมชำระหนี้ได้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้วก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดแก่ตนได้ เพราะหากให้โจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ในจำนวนที่เป็นหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมก็ยังอาจถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวอีกได้จนกว่าหนี้จำนวนนี้จะระงับสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองในชั้นมัธยมศึกษาคนละ 10,000 บาท ต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะสำเร็จการศึกษาชั้นอุดมศึกษา ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในสินสมรสตามฟ้องโดยให้ใส่ชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงฝ่ายเดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 107206 (ที่ถูก 107000) พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 63/31 (ที่ถูก 62/31) ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง หากจดทะเบียนแบ่งแยกไม่ได้ให้ขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ให้โจทก์เบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บัญชีชื่อโจทก์ นำมาแบ่งให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 783,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่นำเงินเข้าฝากจนกว่าจะชำระเสร็จ หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ หากมีเงินฝากในบัญชีไม่ครบจำนวนให้โจทก์ชำระเงิน 783,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่ง 1,686,615 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 มีข้อความว่า

ข้อ 1. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงหย่าขาดจากกัน โดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของฝ่ายที่ผิดนัด

ข้อ 2. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเลี้ยงดูบุตร โดยในส่วนของบุตรคนแรกซึ่งศึกษาอยู่ที่เขตการปกครองสกอตแลนด์ อีก 1 ปี มีค่าใช้จ่าย 1,290,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งชำระเงินจำนวนดังกล่าวคนละครึ่งหนึ่ง ดังนี้

2.1 ชำระเป็นค่าเทอมคนละ 500,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562

2.2 ชำระเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าบุตรคนแรกจะจบการศึกษา โดยจะชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกสิ้นเดือนพฤษภาคม 2562

2.3 ชำระค่าเดินทางของบุตรคนแรกคนละ 25,000 บาท ภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

การชำระเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่บุตรคนแรกชื่อบัญชีนายฉัตรมงคล

ข้อ 3. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเลี้ยงดูบุตรในส่วนของบุตรคนที่สอง ดังนี้

3.1 ชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 8,000 บาท ทุกเดือนจนถึงเดือนมีนาคม 2563 โดยจะชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกสิ้นเดือนพฤษภาคม 2562

3.2 เมื่อบุตรคนที่สองเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 8,000 บาท เริ่มเดือนเมษายน 2563 จนจบชั้นปีที่ 1 หลังจากนั้นหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระคนละครึ่งหนึ่งตามความเป็นจริงจนกว่าบุตรคนที่สองจะจบปริญญาชั้นสูงสุดที่บุตรคนที่สองจะสามารถเรียนได้

การชำระเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่บุตรคนที่สองชื่อบัญชีนางสาวพชรวรรณ

ข้อ 4. หากโจทก์และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อ 2. และข้อ 3. ยินยอมให้ฝ่ายที่มิได้ผิดนัดบังคับคดีได้ทันที

ข้อ 5. สำหรับที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ซึ่งตั้งอยู่ที่หน่วยที่ 1 เลขสำรวจที่ 270 หมู่ที่ 7 เนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10443 เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ 27 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 10396 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันคนละครึ่ง โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกภายใน 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 จะออกชำระค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง ทั้งนี้หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ ให้นำที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวออกขายนำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง

ข้อ 6. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงว่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กน 2xxx มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของจำเลยที่ 1 ส่วนรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กม 1xxx มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงขอให้พิพากษาตามยอมและขอสละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด คงให้เหลือเฉพาะประเด็นเรื่องค่าทดแทนที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสอง 1,000,000 บาท และเรื่องหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่จะให้โจทก์ร่วมรับผิดชอบคนละกึ่งหนึ่งตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อ 3.1 ถึง 3.5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จะพิพากษาตามยอมพร้อมกับคำพิพากษาส่วนอื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 683,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งวันที่ 28 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนและยกคำขอฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่งในหนี้เงินกู้ยืมของสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ทั้งสองศาลให้เป็นพับและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายฉัตรมงคล อายุ 19 ปีเศษ และนางสาวพชรวรรณ อายุ 17 ปีเศษ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นเกี่ยวการหย่าขาด การอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะประเด็นตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 783,300 บาท ตามฟ้องแย้งหรือไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คือ กรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ดังนั้น การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้นอกจากจำเลยที่ 1 จะอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาหรือเป็นชู้หรือร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) แล้ว ยังต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งการที่ศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันนี้ไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ส่วนจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 783,300 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงในส่วนนี้รับฟังได้โดยยุติแล้วว่า หนี้จำนวนดังกล่าวเป็นหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนเงิน 2,500,000 บาท แต่มีการหักชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ในครั้งก่อนแล้วคงเหลือเงินจำนวน 1,566,600 บาท โดยหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วได้โอนเงินที่ได้รับทั้งหมดให้โจทก์เพื่อนำไปซื้อที่ดิน แต่ในระหว่างนั้นบุตรคนแรกของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ เขตการปกครองสกอตแลนด์ โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนบุตรคนแรก โดยไม่ได้ซื้อที่ดิน ดังนั้น เงินกู้ยืมในจำนวน 1,566,600 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากการกู้ยืมเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. จึงเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมนำมาใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง มาตรา 1535 ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 783,300 บาท นั้น เห็นว่าแม้การกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. นี้เฉพาะจำเลยที่ 1 แต่เพียงลำพังที่เป็นผู้กู้โดยที่โจทก์มิได้ผูกพันเป็นเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกันในหนี้จำนวนนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ผู้ให้กู้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมในจำนวนเงิน 1,566,600 บาท ก็ยังผูกพันมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. เจ้าหนี้ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมยังคงต้องผูกพันชำระหนี้จำนวนนี้อยู่จนกว่าหนี้จะระงับ และเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 แต่คนใดคนหนึ่งในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก ซึ่งโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องผูกพันอยู่จนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงตามมาตรา 291 ส่วนกรณีตามมาตรา 1535 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน ก็เป็นเรื่องการแบ่งความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งจะไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังมีสิทธิเรียกให้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้ได้ แม้โจทก์กับจำเลย 1 จะไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้วก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. เจ้าหนี้ยังไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดให้แก่ตนได้ เพราะหากให้โจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ในจำนวนที่เป็นหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมก็ยังอาจถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวอีกได้จนกว่าหนี้จำนวนนี้จะระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดในจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. จำเลยที่ 1 จึงยังไม่อาจเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำขอฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ 1 ที่จะฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ร่วมที่โจทก์จะต้องร่วมรับผิดจำนวน 783,300 บาท หลังจากที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวนนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ครบถ้วน หรือหนี้ระงับแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 1516 (1) ม. 1523 วรรคหนึ่ง ม. 1535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง — นายภัทรพล เอกทันต์
- นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
อโนชา ชีวิตโสภณ
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4912/2565
#685876
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีน 1,140 เม็ด ที่จำเลยทั้งสองแบ่งมาไว้ที่ห้องเช่าเพื่อเสพและจำหน่ายนั้น เป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองซุกซ่อนไว้ที่คอกวัวของ ค. โดยจำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน เป็นเพียงแต่จำเลยทั้งสองแยกเอาเมทแอมเฟตามีนบางส่วนมาไว้ที่ห้องเช่า ส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสองซุกซ่อนไว้มิได้นำติดตัวไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 1,140 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.738/2562 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อ AIS 1 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิตเมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คำให้การในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อ AIS 1 เครื่อง ของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.738/2562 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากศาลตัดสินประหารชีวิตจำเลยที่ 1 จึงไม่นับโทษต่อให้ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.738/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.216/2563 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนยึดของกลางในคดีนี้ได้ ในวันเดียวกันนั้นได้มีการตรวจยึดเมทแอมเฟตามีน 1,140 เม็ด ได้ที่ห้องเช่าของจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 จึงนำเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมจำเลยที่ 1 ไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางที่คอกวัวของนายเคนในเวลาต่อเนื่องกัน โดยนายเคนได้ให้การในชั้นจับกุมว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยทั้งสองนำมาซุกซ่อนในที่เกิดเหตุและฝากให้นายเคนดูแล โดยให้ค่าจ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นจับกุมว่า จำเลยทั้งสองและนายวิษณุร่วมกันไปรับ เมทแอมเฟตามีนจากบริเวณข้างถนนสายนครนายก แล้วนำมาไว้ในบริเวณที่เกิดเหตุและให้นายเคนดูแล จำเลยทั้งสองแบ่งเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งจำนวน 1,140 เม็ด มาไว้ที่ห้องเช่าเพื่อเสพและจำหน่าย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนที่พบที่ห้องเช่าของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองซุกซ่อนไว้ที่คอกวัวของนายเคน โดยจำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกันเป็นแต่เพียงจำเลยทั้งสองแยกเอาเมทแอมเฟตามีนบางส่วนมาไว้ที่ห้องเช่า ส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสองซุกซ่อนไว้มิได้นำติดตัวไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 1,140 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.216/2563 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายสราวุธ บุญญกูล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุณิสา สมประสงค์
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ณรงค์ ประจุมาศ
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4904/2565
#688903
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านเต็มตามวงเงินสูงสุดตามกรมธรรม์ แต่ยังสงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนอีก ย่อมมีผลให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย อันเป็นการขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 877 วรรคท้าย ที่ห้ามมิให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจำนวนซึ่งเอาประกันไว้ และ ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคสอง ที่ไม่ให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจำนวนอันผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญา ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายอันทำให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยถือเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คดีนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นหลังจากรับคำร้องของผู้ร้องแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และขอให้บังคับตามคำชี้ขาดโดยในตอนท้ายคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้ร้องจ่ายค่าขาเทียมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้คัดค้าน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านอย่างเดียว โดยยังไม่มีคำสั่งคำร้องของผู้คัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อย่างไรก็ตามเมื่อคำชี้ขาดที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนกับคำชี้ขาดที่ผู้คัดค้านขอให้บังคับตามนั้นเป็นคำชี้ขาดฉบับเดียวกันซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างได้นำสืบพยานหลักฐานของฝ่ายตนจนเสร็จสิ้นแล้วไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านก็มิได้กล่าวอ้างถึงเหตุดังกล่าว คงอุทธรณ์เพียงขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องและบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดในส่วนค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมเท่านั้น ทั้งประเด็นที่สำคัญที่ได้โต้แย้งกันในคดีนี้ก็มีเพียงว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนที่สงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีขาเทียมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่เท่านั้น กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวย่อมไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสียเปรียบในทางคดี การที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่จึงไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด นอกจากจะทำให้ คู่ความต้องเสียเวลามากขึ้น กรณีจึงไม่สมควรแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2563 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ชม.129/2563 ที่ชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านเต็มตามวงเงินสูงสุดในกรมธรรม์ในกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุด เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าเสียหายดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่ผู้คัดค้านเสร็จสิ้น และให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัย ผู้ร้องไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดดังกล่าว โดยคดีนี้ผู้ร้องเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ซึ่งไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่ผู้คัดค้านโดยสารซ้อนท้ายเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องตัดขาขวา หลังเกิดเหตุผู้คัดค้านเรียกร้องค่าทดแทนจากผู้ร้อง ผู้ร้องพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีทุพพลภาพถาวรเป็นเงิน 300,000 บาท เต็มวงเงินความคุ้มครองให้ผู้คัดค้านแล้ว สำหรับในส่วนค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองเฉพาะภัยซึ่งมีวงเงินความคุ้มครองเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไม่เกิน 500,000 บาท นั้น ผู้ร้องเห็นว่าความเสียหายที่แท้จริงของผู้คัดค้านไม่เกิน 200,000 บาท ผู้คัดค้านปฏิเสธและยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ หลังจากคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำชี้ขาดจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้คัดค้านแล้ว แต่ผู้คัดค้านมาขอเบิกค่าทำขาเทียมจากผู้ร้อง ผู้ร้องปฏิเสธการชดใช้ค่าขาเทียมดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่า ตามคำชี้ขาดวินิจฉัยให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าขาเทียมเป็นเงิน 245,000 บาท อันเป็นค่าเสียหายที่แท้จริงสำหรับอุปกรณ์ขาเทียมให้แก่ผู้คัดค้านแล้ว การที่คำชี้ขาดยังให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี จึงเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ซ้ำซ้อนเกินความเสียหายที่แท้จริงทั้งยังเกินกว่าจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัยไว้ตามกรมธรรม์ประกันภัย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นย่อมจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องและคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และขอให้บังคับตามคำชี้ขาด ให้ผู้ร้องจ่ายค่าจัดทำขาเทียมให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ภาค 1 (เชียงใหม่) ในข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ชม.129/2563 เฉพาะในข้อเกี่ยวกับการให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัย ส่วนข้อความอื่นให้คงไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า กรณีต้องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง จึงคืนสำนวนให้ศาลชั้นต้นเพื่อส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ ในประเภทประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย มีวงเงินความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อคน กรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินไม่เกิน 1,000,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 อันอยู่ในระยะเวลาความคุ้มครองประกันภัย ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ซึ่งผู้คัดค้านโดยสารซ้อนท้าย เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องตัดขาข้างขวาใต้เข่าจนเป็นบุคคลทุพพลภาพถาวร หลังเกิดเหตุผู้คัดค้านเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ร้อง ผู้ร้องพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีทุพพลภาพถาวรเต็มวงเงินความคุ้มครองเป็นเงิน 300,000 บาท และผู้คัดค้านได้รับเงินส่วนดังกล่าวแล้ว สำหรับในส่วนค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองเฉพาะภัยซึ่งมีวงเงินความคุ้มครองเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไม่เกิน 500,000 บาท นั้น ผู้ร้องเห็นว่าความเสียหายที่แท้จริงของผู้คัดค้านไม่เกิน 200,000 บาท ผู้คัดค้านปฏิเสธ วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) ขอให้ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้คัดค้านตามสัญญาประกันภัยภาคสมัครใจเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2563 ตามสำเนาคำเสนอข้อพิพาท วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านต่อสู้ในประเด็นเรื่องค่าเสียหายและรับผิดไม่เกินวงเงินตามกรมธรรม์ คือ 500,000 บาท วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้ร้องต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยายาล 613,401 บาท ค่าขาเทียม 245,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบแพทย์ 14,400 บาท ความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 200,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ในปัจจุบันและอนาคต 480,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,552,801 บาท ผู้คัดค้านรับว่าได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับจากผู้ร้องแล้ว 300,000 บาท จึงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องต้องชำระ 1,253,801 บาท แต่ผู้คัดค้านเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพียง 1,000,000 บาท และความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัยกำหนดให้ผู้ร้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นเงิน 500,000 บาท ต่อคน จึงมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านเต็มตามวงเงินสูงสุดในกรมธรรม์ในกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุด เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าเสียหายดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่ผู้คัดค้านเสร็จสิ้น และให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัย ตามสำเนาคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ชม.129/2563 โดยผู้คัดค้านและผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดดังกล่าวแล้วในวันที่ 31 มีนาคม 2564 และวันที่ 5 เมษายน 2564 ตามลำดับ วันที่ 28 เมษายน 2564 ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำชี้ขาดดังกล่าว รวมเป็นเงิน 564,315.07 บาท แก่ผู้คัดค้าน และผู้คัดค้านได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ผู้คัดค้านขอให้ผู้ร้องจ่ายค่าทำขาเทียมจำนวน 245,000 บาท ผู้ร้องปฏิเสธอ้างว่าได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินคุ้มครองสูงสุดให้ผู้คัดค้านแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามคำร้องนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้แล้วว่าความรับผิดของผู้ร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัยกำหนดให้ผู้ร้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นเงิน 500,000 บาท ต่อคน การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านเต็มตามวงเงินสูงสุดตามกรมธรรม์ดังกล่าวเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแล้ว แต่ยังให้สงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมอีกเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ไว้เป็นเงิน 245,000 บาท ย่อมมีผลให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยอันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 วรรคท้าย ที่ห้ามมิให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัยไว้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคสอง ที่ไม่ให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจำนวนอันผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญา ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายอันทำให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้นถือเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อคดีได้ความว่า ภายหลังจากมีคำชี้ขาดผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำชี้ขาด และผู้คัดค้านได้รับเงินส่วนดังกล่าวไปแล้ว กรณีย่อมต้องถือว่าผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้คัดค้านเต็มวงเงินคุ้มครองสูงสุดตามสัญญาประกันภัยแล้ว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้มีการสงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีขาเทียมเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันมีคำวินิจฉัยนั้นเป็นการวินิจฉัยในทำนองให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยตามสัญญา การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและเพิกถอนคำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์อ้างว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าวงเงินความรับผิดซึ่งเป็นไปตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2552 ซึ่งออกตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้วินิจฉัยหรืออ้างถึงคำสั่งดังกล่าวดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ทั้งคำสั่งดังกล่าวที่ผู้คัดค้านนำสืบนั้น เป็นเพียงการให้ใช้คู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ฯลฯ ย่อมไม่อาจตีความให้มีผลขัดต่อกฎหมายได้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์มาด้วยในตอนท้าย ขอให้บังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดโดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 อันเป็นวันที่ผู้ร้องผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า คดีนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น หลังจากรับคำร้องของผู้ร้องแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและขอให้บังคับตามคำชี้ขาด โดยในตอนท้ายคำคัดค้านผู้คัดค้านขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้ผู้ร้องจ่ายค่าขาเทียมจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะคำคัดค้าน โดยไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้คัดค้าน และไม่ได้วินิจฉัยในส่วนคำร้องของผู้คัดค้านไว้ในคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะตรวจดูคำคัดค้านและคำร้องนั้น แล้วมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านอย่างเดียว โดยยังไม่มีคำสั่งคำร้องของผู้คัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อย่างไรก็ตามเมื่อคำชี้ขาดที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนกับคำชี้ขาดที่ผู้คัดค้านขอให้บังคับตามนั้นเป็นคำชี้ขาดฉบับเดียวกัน ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างได้นำสืบพยานหลักฐานของฝ่ายตนจนเสร็จสิ้นแล้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านก็มิได้กล่าวอ้างถึงเหตุดังกล่าว คงอุทธรณ์เพียงขอให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยกคำร้องของผู้ร้อง และบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดในส่วนค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมเท่านั้น ทั้งประเด็นสำคัญที่ได้โต้แย้งกันในคดีนี้ก็มีเพียงว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนที่สงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีขาเทียมเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่เท่านั้น กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวย่อมไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสียเปรียบในทางคดี การที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่จึงไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด นอกจากจะทำให้คู่ความต้องเสียเวลามากขึ้น กรณีจึงไม่สมควรแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวของศาลชั้นต้น ส่วนที่ผู้คัดค้านขอให้บังคับผู้ร้องให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดในส่วนค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมนั้น เมื่อได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนที่ให้มีการสงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนขาเทียมเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันมีคำวินิจฉัยนั้นจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ส่วนในนี้อีกต่อไปเพราะถึงอย่างไรก็ไม่อาจบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวได้

อนึ่ง คดีนี้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในส่วนคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมาจำนวน 1,125 บาท ในวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งคำร้องในส่วนดังกล่าว จึงเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในส่วนดังกล่าวให้ผู้คัดค้าน นอกจากนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดเฉพาะในข้อเกี่ยวกับการให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัย ส่วนข้อความอื่นให้คงไว้ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องและบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเรื่องเดียวกันโดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ทุนทรัพย์ในส่วนที่พิพาทกันตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเท่ากับ 245,000 บาท ซึ่งค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกรณีขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศหรือขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศให้เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 0.5 ของจำนวนที่ร้องขอให้ศาลบังคับ หรือเท่ากับ 1,225 บาท แต่ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มา 4,900 บาท สูงกว่าค่าขึ้นศาลที่ผู้คัดค้านต้องชำระ จึงสมควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่ผู้คัดค้าน

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 3,675 บาท แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 877 วรรควรรคท้าย ม. 887 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 40 วรรคสอง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวจารุณี จีระออน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4903/2565
#685759
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 353 และมาตรา 354 ซึ่งมาตรา 356 ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งการถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ แต่การถอนคำร้องทุกข์อันจะเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) นั้นต้องเป็นการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อสิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูมีคำสั่งตั้ง น. เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสาม และให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นผู้กำกับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสาม แต่ น. กลับเข้าทำบันทึกข้อตกลงซึ่งมีข้อความว่า ผู้ปกครองผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ อันเป็นการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูจึงเป็นการไม่ชอบ การแสดงเจตนาตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาถอนคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้การที่ น. ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภู จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) ถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 353, 354 กับให้จําเลยคืนเงิน 367,485.39 บาท และรถยนต์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 การกระทําของจําเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จําคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจําคุก 8 ปี จําเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจําคุก 4 ปี กับให้จําเลยคืนเงิน 367,485.39 บาท และรถยนต์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวม 2 กระทง คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ระงับไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยกับผู้ปกครองผู้เสียหายทั้งสามตกลงกันตามสำเนาบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีข้อความว่า ผู้ปกครองผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ ในข้อนี้ได้ความตามสำนวนว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูมีคำสั่งตั้งนายอำพล เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสาม และให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นผู้กำกับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสาม แต่นายอำพลถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูมีคำสั่งตั้งนางน้อย เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสามและให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นผู้กำกับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสาม จากนั้นนางน้อยและจำเลยทำบันทึกข้อตกลงขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์ จำเลย นางน้อย และนายธีระชัย พนักงานคุมประพฤติชำนาญการรักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 28 กันยายน 2565 ว่า นางน้อยทำบันทึกข้อตกลงขอถอนคำร้องทุกข์กับจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูและไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภู เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และมาตรา 354 ซึ่งมาตรา 356 ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งการถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ แต่การถอนคำร้องทุกข์อันจะเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) นั้นต้องเป็นการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อสิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูมีคำสั่งตั้งนางน้อยเป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสาม และให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นผู้กำกับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสาม แต่นางน้อยกลับเข้าทำบันทึกข้อตกลงซึ่งมีข้อความว่า ผู้ปกครองผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ อันเป็นการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูจึงเป็นการไม่ชอบ การแสดงเจตนาตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาถอนคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้การที่นางน้อยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภู จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) ถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 353 ม. 354 ม. 356
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 126 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1574 (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายนพรัตน์ อภิวิมลลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4898/2565
#693464
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 295 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าไม่ได้สมัครใจวิวาทกับจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และพิพากษาแก้โทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฐานวิ่งราวทรัพย์ได้

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจกับความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เป็นความผิดคนละกรรมกัน แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์ร่วมสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย ก็มีผลทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจเท่านั้น แต่การกระทำดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เมื่อโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานนี้ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 336 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาชิ้นส่วนของสร้อยคอทองคำ 56,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา นางสาวกิตสินีย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 26,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาอื่นให้ยก และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น รวมจำคุก 1 ปี 1 เดือน ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกกับไม่คุมความประพฤติของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 116,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฏีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมและจำเลยต่างขับรถไปรับบุตรซึ่งเลิกเรียนที่โรงเรียน น. หลังจากรับบุตรแล้ว ขณะโจทก์ร่วมขับรถกระบะยี่ห้อ อีซูซุ แบบ 4 ประตู ส่วนจำเลยขับรถยนต์ ยี่ห้อ มิตซูบิชิ รุ่น ปาเจโร เพื่อออกจากลานจอดรถของโรงเรียนได้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกันขึ้น จากนั้นจำเลยลงจากรถเข้าไปทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมด้วยการตบและข่วนที่ใบหน้าและหน้าอก เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายมีบาดแผลถลอกเป็นรอยแดงยาว ระหว่างถูกจำเลยทำร้าย สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ เลี่ยมทองคำที่โจทก์ร่วมสวมอยู่ที่คอขาดและกรอบเหรียญเลี่ยมทองคำแตกหักตกอยู่ที่พื้นบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งต่อมานายวิทูร ครูของโรงเรียนดังกล่าวนำไปมอบพนักงานสอบสวน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า จำเลยกระชากโจทก์ร่วมลงจากรถแล้วทำร้ายร่างกาย โดยโจทก์ร่วมเพียงแต่ใช้มือปัดป้อง ไม่ได้สมัครใจร่วมทะเลาะวิวาทกับจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย เท่ากับเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่าโจทก์ร่วมสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย โดยโจทก์ร่วมประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเป็นไปดังที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเช่นนี้เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว กรณีต้องถือว่าปัญหาข้อนี้ได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในส่วนนี้ แล้วพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และพิพากษาแก้โทษในความผิดฐานดังกล่าวเป็นจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ได้ พิจารณาฎีกาส่วนนี้ของจำเลยแล้ว เห็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจกับความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามฟ้องโจทก์เป็นความผิดคนละกรรมกัน แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ร่วมสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย ก็มีผลเพียงทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจเท่านั้น แต่การกระทำดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เมื่อโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานนี้ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า ขณะถูกจำเลยทำร้ายตบตี โจทก์ร่วมรู้สึกแสบที่บริเวณลำคอจึงจับที่คอพบว่าสร้อยคอทองคำพร้อมเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ เลี่ยมทองคำหายไป โจทก์ร่วมมองบริเวณพื้นและที่จำเลย เห็นสร้อยคอทองคำพร้อมเหรียญดังกล่าวอยู่ที่มือข้างซ้ายของจำเลยซึ่งแนบไว้ที่ลำตัว โจทก์ร่วมขอคืนจากจำเลย แต่จำเลยพูดว่า กูไม่ให้ ถ้าจะเอาคืนเดี๋ยวกูตบ โจทก์ร่วมจึงกลับขึ้นรถไป และมีเด็กหญิงนาตาชา บุตรสาวของโจทก์ร่วมซึ่งนั่งอยู่ในรถของโจทก์ร่วมด้านหน้าคู่คนขับเบิกความว่า เห็นจำเลยกำสร้อยคอของโจทก์ร่วมที่มือข้างซ้าย ได้ยินโจทก์ร่วมบอกจำเลยให้เอาสร้อยคอทองคำคืนมา แต่จำเลยไม่ให้ และบอกว่าถ้าจะเอาก็จะตบ โจทก์ร่วมจึงรีบวิ่งหนีขึ้นมาบนรถ แต่ความข้อนี้นายพชรภค ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในรถของโจทก์ร่วมด้วยกลับเบิกความว่า หลังจากมีคนมาแยกโจทก์ร่วมและจำเลยมิให้ทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ร่วมกลับขึ้นมานั่งบนรถ เห็นบริเวณลำคอของโจทก์ร่วมมีบาดแผล ขณะนั้นโจทก์ร่วมยังไม่ทราบว่าสร้อยคอทองคำขาด จนในระหว่างทางที่พูดคุยกัน โจทก์ร่วมรู้สึกตัวว่าสร้อยคอทองคำหายไป พยานจึงบอกโจทก์ร่วมว่าเห็นจำเลยกำสร้อยคอทองคำมีส่วนของสร้อยโผล่มาเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและเด็กหญิงนาตาชาในข้อสาระสำคัญ ทำให้มีข้อสงสัยว่าประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากได้เห็นสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมอยู่ในมือของจำเลยจริงหรือไม่ นอกจากนี้ระหว่างที่โจทก์ร่วมทะเลาะตบตีกับจำเลย มีนายสุวัฒน์ คนขับรถรับส่งเด็กนักเรียน และนายวิทูร ครูโรงเรียน น. เข้ามาห้ามให้แยกจากกัน โดยคู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ว่านายสุวัฒน์และนายวิทูรได้ให้การในชั้นสอบสวน จากคำให้การดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้พูดขอคืนสร้อยคอทองคำจากจำเลยแต่อย่างใด คงได้ความเพียงว่าหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมรีบขึ้นรถขับออกไปจากโรงเรียนทันที ส่วนจำเลยขับรถไปจอดพูดคุยกับนายสุวัฒน์อยู่ใกล้ทางออกของโรงเรียน นายวิทูรสังเกตเห็นชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำกับเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งกรอบทองคำแตกหักตกอยู่บนพื้นบริเวณที่เกิดเหตุจึงนำไปสอบถามจำเลย แต่จำเลยบอกว่าไม่ใช่ของตนและไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด นายวิทูรจึงนำไปมอบให้พนักงานสอบสวน สนับสนุนให้เชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมมิได้รู้ตัวว่าสร้อยคอทองคำของตนขาดหลุดในขณะที่ทะเลาะวิวาทกับจำเลยและไม่ได้พูดขอคืนจากจำเลย เนื่องจากได้ความจากโจทก์ร่วมว่าสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท มีราคาประมาณ 70,800 บาท ส่วนเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ เลี่ยมทองคำมีราคาประมาณ 18,000 บาท นับเป็นทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง หากโจทก์ร่วมทราบว่าสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมขาดและเห็นอยู่ในมือของจำเลยจริง โจทก์ร่วมย่อมต้องรีบทวงถามเอาคืนจากจำเลยทันทีก่อนที่จะกลับไปขึ้นรถ เพราะในขณะนั้นทั้งนายสุวัฒน์และนายวิทูรก็ยังอยู่ในที่เกิดเหตุ ยากที่จำเลยจะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมหรือทำร้ายโจทก์ร่วมได้อีก ข้อนี้ยังจะเห็นได้จากในวันเดียวกันนั้นหลังจากเกิดเหตุโจทก์ร่วมไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยโดยกล่าวถึงพฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยเพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมและกระชากสร้อยคอทองคำที่อยู่ที่คอขาดและสูญหายไป หาได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้เอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมที่ขาดหลุดไปไม่ ใช่แต่เท่านั้น โจทก์ร่วมยังเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมไว้อีกตอนหนึ่งว่า ในวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุ เมื่อโจทก์ร่วมไปรับบุตรสาวที่โรงเรียน โจทก์ร่วมไปสอบถามครูที่ประจำอยู่บริเวณที่เกิดเหตุว่ามีผู้ใดพบเห็นสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมที่ขาดตกอยู่ที่พื้นบ้างหรือไม่ ยิ่งเป็นข้อบ่งชี้ชัดว่าโจทก์ร่วมไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนเอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมไป ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าจำเลยมิได้เป็นผู้เอาไป พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นผู้เอาชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมไปหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำที่สูญหายไปเป็นเงิน 56,000 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ นั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาไม่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 คดีนี้ คดีส่วนอาญาสำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่อาจขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์คดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจมีจำนวนเกิน 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมีอำนาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในคดีส่วนแพ่ง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจเป็นเงินรวม 60,000 บาท และคดีส่วนอาญาในความผิดฐานนี้ไม่อาจขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ สิทธิในการฎีกาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสองที่บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..." แต่จำเลยยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในส่วนนี้ของจำเลยมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีส่วนอาญาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะส่วนที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กับส่วนที่พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 336 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นางสาว ก.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางสาวอรนภา เรืองกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893 -ที่ 4895/2565
#693444
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมทั้งสองถูกจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เอกสารราชการสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและสำเนาระวางที่ดินปลอมมาหลอกลวงขายที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่มีสิ่งปลูกสร้างว่าเป็นที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างอาคารอะพาร์ตเมนต์ อยู่ใกล้ถนนพัทยาใต้ติดแหล่งชุมชนจนหลงเชื่อ แล้วโจทก์ร่วมที่ 1 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าว แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะมีพฤติการณ์เรียกผลประโยชน์ตอบแทนเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างมาในฎีกาก็เป็นเรื่องการเรียกดอกเบี้ยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายเป็นคนละส่วนกับต้นเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองต้องเสียไปในการซื้อที่ดินพิพาท โจทก์ร่วมทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกงและใช้เอกสารราชการปลอม

โจทก์ร่วมที่ 1 ต้องสูญเสียเงิน 14,520,000 บาท เนื่องจากถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกร่วมกันหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้ศาลจะไม่ได้พิพากษาลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงเนื่องจากเป็นบทเบากว่าความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม ศาลก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนเงินจำนวน 14,520,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมีสิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืนจากโจทก์ร่วมที่ 1 อย่างไร จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบที่จะไปดำเนินคดีทางแพ่งตามสิทธิของตนต่อไป

โจทก์ร่วมทั้งสองตกลงซื้อที่ดินพิพาทเพราะหลงเชื่อคำหลอกลวงว่า ที่ดินพิพาทมีอาคารอะพาร์ตเมนต์ตั้งอยู่ มิใช่เพราะหลงเชื่อว่าจะมีการซื้อคืนในราคา 17,000,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำพวกของตนมาแอบอ้างแสดงตนเป็น บ. ผู้จะซื้อคืน ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่การหลอกลวงขายที่ดินพิพาทอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงสำเร็จแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 (เดิม) เท่านั้น หาเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นตามมาตรา 342 (1) (เดิม) ประกอบมาตรา 341 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรก คือคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.423/2561 ว่า จำเลยที่ 1 จำเลยในสำนวนที่สอง คือคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.648/2561 ว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยในสำนวนที่สาม คือคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.775/2561 ว่า จำเลยที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341, 342 ริบสำเนาระวางที่ดินและใบอนุญาตก่อสร้างอาคารปลอมของกลาง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 14,520,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.7745/2561 ของศาลแขวงพระนครเหนือ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.424/2561 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.647/2561 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.774/2561 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายไมตรี ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวอรุณี ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก 265 (เดิม)), 342 (1) (ที่ถูก 342 (1) (เดิม)) ประกอบมาตรา 341 (ที่ถูก 341 (เดิม)), 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ริบสำเนาระวางที่ดินและใบอนุญาตก่อสร้างอาคารปลอมของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อปรากฏว่าศาลยังไม่มีคำพิพากษา และคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายที่ 1 หรือโจทก์ร่วมที่ 1 ตามฟ้อง ให้ยก

โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 14,520,000 บาท ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1274/2562 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1275/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความดังกล่าวฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันลงทุนซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี รวมประมาณ 25 แปลง วงเงินประมาณ 200,000,000 บาท จำเลยที่ 1 เดิมมีสัญชาติจีน ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 จำเลยที่ 1 ได้รับพระบรมราชานุญาตให้แปลงเป็นสัญชาติไทย จำเลยที่ 1 ลงทุนซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี รวมประมาณ 120 แปลง วงเงินประมาณ 500,000,000 บาท การลงทุนซื้อที่ดินของโจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 ดังกล่าวกระทำเหมือนกัน คือ ภายหลังที่โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนซื้อที่ดินแต่ละแปลงแล้ว ในวันเดียวกันจะมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินคืนแก่เจ้าของเดิมโดยกำหนดราคาขายคืนสูงกว่าราคาที่ซื้อมา ซึ่งเป็นการคิดผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทุนที่ลงทุนซื้อที่ดินในพื้นที่เมืองพัทยาทำนองเดียวกัน คือ กลุ่มทุนของนายไพฑูรย์และนางหฤทัย ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายร่วมกันทำปลอมสำเนาระวางที่ดินหมายเลข 5134 I 0428 – 5 มาตราส่วน 1:1,000 ของกรมที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง อันเป็นเอกสารราชการ โดยทำการแก้ไขรูปแปลงที่ดิน เลขที่ดินให้ผิดไปจากต้นฉบับ โดยเพิ่มรูปแปลงเลขที่ดิน 205 เข้าไปในสำเนาระวางที่ดินดังกล่าวแล้วนำไปถ่ายเอกสารทำให้ปรากฏรูปแปลงที่ดินและเลขที่ดิน 205 ในเอกสารราชการปลอมดังกล่าว และปลอมใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอนอาคาร เลขที่ 224/2554 ของนายอิทธิพล นายกเมืองพัทยา อันเป็นเอกสารราชการขึ้นทั้งฉบับ ที่ดินแปลงเลขที่ 205 คือ ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 94663 เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่มีสิ่งปลูกสร้าง อยู่ในระวางที่ดินหมายเลข 5134 I 1228 – 4 มาตราส่วน 1:4,000 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 นางวัชรินทร์ ขายที่ดินโฉนดดังกล่าวโดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างแก่นายบุญเลิศ ในราคา 500,000 บาท เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 นายบุญเลิศขายที่ดินโฉนดดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 โดยระบุว่า ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 63/37 – 38 ในราคา 3,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมที่ 1 โดยระบุว่าขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ดังกล่าวในราคารวมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 14,520,000 บาท แต่แจ้งราคาในการจดทะเบียนซื้อขาย 10,000,000 บาท ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ร่วมที่ 2 ในฐานะตัวแทนโจทก์ร่วมที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินคืนแก่ผู้แอบอ้างเป็นนายบุญเลิศ ผู้จะซื้อในราคา 17,000,000 บาท กำหนดซื้อคืนภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2556 ครั้นเมื่อถึงกำหนดได้มีการขยายระยะเวลาซื้อคืนเป็นภายในวันที่ 3 มกราคม 2558 และกำหนดราคาเพิ่มเป็น 21,500,000 บาท สิ่งปลูกสร้างเลขที่ดังกล่าวคืออาคาร อ. ซึ่งเป็นอะพาร์ตเมนต์ ไม่ได้ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 94663 ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ซื้อจากจำเลยที่ 1 และไม่มีการซื้อคืนตามกำหนดระยะเวลาที่ขยายออกไป โจทก์ร่วมทั้งสองจึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามกับพวก มีการแจ้งสิทธิและข้อหาแก่จำเลยทั้งสามโดยชอบแล้ว จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายร่วมกันทำปลอมเอกสารราชการสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและสำเนาระวางที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามที่ฟ้อง คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีพยานรู้เห็นที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำปลอมเอกสารราชการสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและสำเนาระวางที่ดินจะอาศัยเพียงพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามมีส่วนเกี่ยวพันและเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายบุญเลิศผู้ขายกับจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ที่จดแจ้งว่าซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทั้งที่ความจริงที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้างตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองยกขึ้นอ้างมาในฎีกามารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสามว่าเป็นผู้ร่วมกันทำปลอมเอกสารราชการตามฟ้องนั้น หาชอบไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำปลอมเอกสารราชการ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 94663 เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อาคารอะพาร์ตเมนต์ อ. ไม่ได้ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้นำที่ดินพิพาทมาบอกขายและพาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปดูอาคารอะพาร์ตเมนต์ ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้นางสาวยุพาพรลูกจ้างจำเลยที่ 3 พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปดูอาคารอะพาร์ตเมนต์และนำสำเนาระวางที่ดิน สำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารมาให้โจทก์ร่วมที่ 2 ตรวจดูแล้วเห็นว่าตรงกัน จึงปรึกษากับโจทก์ร่วมที่ 1 จนตกลงซื้อ ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาขายแก่โจทก์ร่วมที่ 2 โดยมีเงื่อนไขให้เจ้าของเดิมซื้อคืนประมาณ 10 แปลง และมีนางสาวยุพาพร เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าพยานเคยได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 3 ให้พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปดูอาคารอะพาร์ตเมนต์ที่พิพาท จำเลยที่ 3 เคยให้พยานพาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปดูอาคารหลายแห่งเท่าที่จำได้มี อาคาร จ. อาคาร บ. และอาคาร อ. ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ เป็นต้น พยานรู้จักจำเลยที่ 2 เคยพบที่สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 จะเรียกจำเลยที่ 2 ว่า แม่ กับมีนายบุญเลิศ เป็นพยานเบิกความว่า พยานให้นายเจริญ บุตรของลุงเป็นนายหน้าขายที่ดินพิพาทในราคา 2,400,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2555 นายเจริญนัดพยานให้ไปโอนขายที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง เมื่อไปถึงมีการนำเอกสารที่พับไว้มาให้พยานลงชื่อโดยพยานไม่รู้จักจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อพยานลงชื่อในเอกสารโดยไม่ได้อ่านข้อความ พยานได้รับชำระราคา 2,400,000 บาท ตามรายการโอนเงินเข้าสมุดบัญชีเงินฝากของพยาน แล้วพยานถอนเงิน 60,000 บาท เพื่อชำระค่านายหน้าแก่นายเจริญกับพวกซึ่งมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วย พยานขายที่ดินพิพาทโดยไม่มีเจตนาจะซื้อคืน สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างพยานกับจำเลยที่ 1 ที่มีข้อความว่าขายที่ดินพร้อมอะพาร์ตเมนต์ นั้น พยานไม่ทราบ และตามสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทคืน ลายมือชื่อผู้จะซื้อคืนไม่ใช่ลายมือชื่อของพยาน ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนายหน้านำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอะพาร์ตเมนต์มาขายแก่จำเลยที่ 1 และตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ยอมรับว่าจำเลยที่ 3 ได้รับค่านายหน้าจากการขายที่ดินพิพาทเพียง 200,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า เงิน 280,000 บาท ที่โจทก์ร่วมที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2556 เป็นการชำระราคาแหวนทับทิมล้อมเพชรที่โจทก์ร่วมที่ 2 ซื้อไปจากจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ค่านายหน้าจากการขายที่ดินพิพาท นั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักมั่นคง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันเป็นนายหน้านำสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและสำเนาระวางที่ดินซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอม มาหลอกลวงขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ว่า ที่ดินพิพาทมีอาคารอะพาร์ตเมนต์ อ. ปลูกสร้างอยู่ และพาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปดูอาคารอะพาร์ตเมนต์ดังกล่าว จนโจทก์ร่วมที่ 2 หลงเชื่อและได้ปรึกษากับโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วโจทก์ร่วมที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าในราคา 14,520,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 1 ย่อมได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนายหน้าขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เมืองพัทยามาหลายปี ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่รู้ตำแหน่งของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีน้ำหนัก ไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและฉ้อโกง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น สำหรับจำเลยที่ 1 ผู้ขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนายหน้านำที่ดินพิพาทมาขายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายทุนซื้อที่ดินในพื้นที่เมืองพัทยาเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมทั้งสอง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำที่ดินพิพาทมาขายแก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อที่ดินพิพาทไม่ได้พบกับนายบุญเลิศผู้ขายที่ดินพิพาท ทำนองเดียวกับโจทก์ร่วมทั้งสองถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กีดกันไม่ให้พบกับจำเลยที่ 1 และมีการนำผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 มาแสดงตนเป็นนายบุญเลิศทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทคืนจากโจทก์ร่วมที่ 2 ทำนองเดียวกับที่เคยทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุสมควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 ถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 หลอกลวงเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้เอกสารราชการสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและสำเนาระวางที่ดินปลอมมาหลอกลวงขายที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่มีสิ่งปลูกสร้างว่าเป็นที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างอาคารอะพาร์ตเมนต์ อ. อยู่ใกล้ถนนพัทยาใต้ติดแหล่งชุมชนจนหลงเชื่อ แล้วโจทก์ร่วมที่ 1 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะมีพฤติการณ์เรียกผลประโยชน์ตอบแทนเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างมาในฎีกาก็เป็นเรื่องการเรียกดอกเบี้ยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายเป็นคนละส่วนกับต้นเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองต้องเสียไปในการซื้อที่ดินพิพาท โจทก์ร่วมทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกงและใช้เอกสารราชการปลอม ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองมีลักษณะเป็นการใช้โทษทางอาญามาบีบบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ทางแพ่ง ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการลงโทษในคดีอาญา คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมหลอกลวงขายที่ดินพิพาทแปลงเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันใช้เงิน 14,520,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามที่โจทก์มีคำขอมาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ต้องสูญเสียเงินจำนวน 14,520,000 บาท เนื่องจากถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกร่วมกันหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้ศาลจะไม่ได้พิพากษาลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงเนื่องจากเป็นบทเบากว่าความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม ศาลก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนเงินจำนวน 14,520,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมีสิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืนจากโจทก์ร่วมที่ 1 อย่างไร จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบที่จะไปดำเนินคดีทางแพ่งตามสิทธิของตนต่อไป สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับแคชเชียร์เช็คจำนวน 11,500,000 บาท มาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 14,520,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองและฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ร่วมทั้งสองตกลงซื้อที่ดินพิพาทเพราะหลงเชื่อคำหลอกลวงว่า ที่ดินพิพาทมีอาคารอะพาร์ตเมนต์ตั้งอยู่ มิใช่เพราะหลงเชื่อว่าจะมีการซื้อคืนในราคา 17,000,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำพวกของตนมาแอบอ้างแสดงตนเป็นนายบุญเลิศผู้จะซื้อคืน ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่การหลอกลวงขายที่ดินพิพาทอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงสำเร็จแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) เท่านั้น หาเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นตามมาตรา 342 (1) (เดิม) ประกอบมาตรา 341 (เดิม) ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่ และที่ศาลอุทธรณ์นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1274/2562 และ อ.1275/2562 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับนั้น เป็นการไม่ถูกต้องเพราะโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงดังกล่าวเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ มิใช่โทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.647/2561 และ อ.774/2561 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากคดีอาญาดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาอย่างไร จึงไม่อาจนับโทษต่อตามคำขอของโจทก์ส่วนนี้ได้ ปัญหาทั้งสองดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ยกคำขอนับโทษต่อสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 (เดิม) ม. 342 (1) (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ม. กับพวก
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพลีส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
เมธี ประจงการ
ธงชัย จันทร์วิรัช
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4826/2565
#689611
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินต้องเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์จ่ายเงินกู้ให้แก่จำเลยและโอนเงินจ่ายให้ผู้รับเหมาช่วงของจำเลย รวมเป็นเงินที่จ่ายไปยังไม่ครบจำนวนตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน จึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมายในจำนวนเงินกู้เพียงเท่าที่โจทก์ได้จ่ายไปจริง เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายทั้งห้าฉบับรวมเป็นเงินเต็มตามจำนวนในสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งรวมมูลหนี้ทั้งหมดโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ว่ามีเช็คฉบับใดออกเพื่อชำระเงินกู้ส่วนที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยและโอนจ่ายให้ผู้รับเหมาช่วงของจำเลยไปแล้ว และเช็คฉบับใดมีหนี้ที่จำเลยไม่ต้องรับผิดอยู่ เมื่อเช็คพิพาทสองฉบับเป็นเช็คที่รวมอยู่ในเช็คทั้งห้าฉบับดังกล่าว โดยมีมูลหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายระคนปนกันอยู่ในจำนวนเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับด้วย จึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีส่วนของหนี้ที่ไม่มีอยู่จริงและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายรวมอยู่ในเช็คพิพาท การออกเช็คพิพาทสองฉบับของจำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยไม่ได้กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง, 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์สำหรับเช็คเอกสารหมาย จ.16)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับเช็คเอกสารหมาย จ.15 และ จ.17 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 30 มกราคม 2562 จำนวนเงิน 500,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 จำนวนเงิน 500,000 บาท และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2562 จำนวนเงิน 292,370 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2561 อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดโจทก์นำเช็คทั้งสามฉบับไปเรียกเก็บเงินตามเช็ค ตามระเบียบและวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่า ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน" ทั้งสามฉบับ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 และวันที่ 1 เมษายน 2562 ตามสัญญากู้ยืมเงิน เช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.2 และ จ.15 ถึง จ.17 ตามลำดับ สำหรับเช็คตามเอกสารหมาย จ.16 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.15 และ จ.17 เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 เป็นความผิดหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ดังนี้ หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 จึงต้องเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์นำสืบว่า โจทก์จ่ายเงินกู้ให้แก่จำเลย 757,130 บาท และโอนเงินจ่ายให้ผู้รับเหมาช่วงของจำเลย 1,328,960 บาท รวมเป็นเงินที่จ่ายไป 2,086,090 บาท ตามรายการโอนเงินและตารางสรุปการจ่ายเงิน ซึ่งยังไม่ครบจำนวน 2,292,370 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารหมาย จ.2 จึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมายในจำนวนเงินกู้เพียง 2,086,090 บาท เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง เมื่อเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายทั้ง 5 ฉบับ จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่มีผลบังคับได้ตามกฎหมายเพียง 2,086,090 บาท แต่เช็คทั้ง 5 ฉบับ สั่งจ่ายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,292,370 บาท ซึ่งรวมมูลหนี้ทั้งหมดโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ว่ามีเช็คฉบับใดออกเพื่อชำระเงินกู้ส่วนที่ไม่เกิน 2,086,090 บาท และเช็คฉบับใดมีหนี้ที่จำเลยไม่ต้องรับผิดอยู่เท่าใดและการออกเช็คหมาย จ.15 และ จ.17 ก็เป็นเช็คที่รวมอยู่ใน 5 ฉบับ ที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้รวมเป็นจำนวน 2,292,370 บาท จึงมีส่วนที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย เช็คพิพาททั้งสองฉบับดังกล่าวจึงมีมูลหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายระคนปนกันอยู่ในจำนวนเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับด้วย จึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีส่วนของหนี้ที่ไม่มีอยู่จริงและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายรวมอยู่ในเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.15 และ จ.17 ด้วย การออกเช็คหมาย จ.15 และ จ.17 ของจำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) และปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง, 215 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10 ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — นางสาว ฤ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายทวีป ฟักเทพ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ทรงกลด บุญชูกุศล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4798/2565
#687052
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร และศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริง จึงจะลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลย และจำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เพราะจำเลยไม่ได้เป็นผู้ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 หรือแยกผู้เสียหายที่ 1 จากผู้เสียหายที่ 2 แต่ น. เป็นผู้ติดต่อมาหาจำเลยเพื่อเสนอให้ผู้เสียหายที่ 1 ขายบริการทางเพศให้แก่จำเลย และพาผู้เสียหายที่ 1 มาส่งที่บ้านของจำเลย ในทำนองว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด และอุทธรณ์ของจำเลยมิใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 24 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้อง ข้อ 1.1 และในความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.2 คงลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1.2 และ 1.4 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน 2 กระทง และตามฟ้องข้อ 1.3 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร อีก 1 กระทง เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว รวม 3 กระทง คงจำคุก 6 ปี 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องข้อ 1.1 นางสาว น. และนางสาว ส. ขับรถจักรยานยนต์มาส่งผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของจำเลย แล้วจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เดินเข้าไปในบ้านและมอบเงิน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อให้มีเพศสัมพันธ์กับจำเลย จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 สำหรับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนตามฟ้องข้อ 1.2 และ 1.4 และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 สามารถรับฟังข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากคำรับสารภาพของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยตามฟ้องข้อ 1.1 ว่า จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากผู้เสียหายที่ 1 อายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำรับสารภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.1 และศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวจริง จึงจะลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.1 และจำเลยอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 เพราะจำเลยไม่ได้เป็นผู้ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 หรือแยกผู้เสียหายที่ 1 จากผู้เสียหายที่ 2 แต่นางสาว น. เป็นผู้ติดต่อมาหาจำเลยเพื่อเสนอให้ผู้เสียหายที่ 1 ขายบริการทางเพศให้แก่จำเลย และพาผู้เสียหายที่ 1 มาส่งที่บ้านของจำเลย ในทำนองว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด นอกจากนี้อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหานี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.1 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารนั้น กฎหมายบัญญัติโดยมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล อันมิใช่ตัวเด็กที่ถูกพราก และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย เด็กแม้จะไปอยู่แห่งใด หากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลยังดูแลเอาใจใส่อยู่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่ออำนาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล นอกจากนี้กฎหมายมิได้จำกัดความหมายคำว่า "พราก" ว่าต้องเป็นวิธีการอย่างใด และไม่ว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองโดยมีผู้ชักนำหรือไม่ก็ตาม แต่หากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายย่อมถือได้ว่าเป็นความผิด การที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านไปอาศัยอยู่บ้านเพื่อน แล้วถูกจำเลยพาไปกระทำชำเราภายในบ้านของจำเลย ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา การกระทำของจำเลยย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาถูกพรากจากไปโดยปริยาย หาใช่ความผิดฐานพรากเด็กจะต้องถึงขนาดเป็นการกระทำที่ต้องพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองตั้งแต่เด็กออกจากบ้าน ถึงจะทำให้ความปกครองถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านแล้วถูกจำเลยกระทำในทางเสื่อมเสียเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแล และล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา อันเป็นความหมายของคำว่า "พราก" แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.1 อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว คงจำคุกรวม 8 ปี 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายโสภณ ทับแห
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิศณุ ตันบัวคลี่
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4795/2565
#688895
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำการงานตามสัญญาจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันให้จำเลยแล้วเสร็จและส่งมอบให้แก่จำเลย ระหว่างจำเลยยังไม่ได้ตรวจสอบและรับมอบงาน โจทก์รื้อถอนต้นไม้บางส่วนอันเป็นการงานที่ได้ทำให้แก่จำเลยนั้นไป จำเลยจึงร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่คนงานของโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์และห้ามคนงานของโจทก์เข้าไปทำงานอีก หลังจากนั้น 2 วัน โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ขออนุญาตจำเลยเข้าไปดูแลต้นไม้ในระหว่างระยะเวลาประกันผลงานตามสัญญาจ้างเหมาตกแต่งภูมิทัศน์และยินดีเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน จำเลยมิได้อนุญาตหรือปฏิเสธ จนเวลาล่วงเลยไปถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2561 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ขอริบเงินประกันผลงานและสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหาย ทั้งเอาการงานที่ว่าจ้างโจทก์นั้นไปให้บุคคลภายนอกทำต่อจนแล้วเสร็จ พฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้นยากเกินกว่าที่โจทก์และจำเลยจะตกลงกันได้ ถือว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างนับแต่วันที่จำเลยห้ามโจทก์เข้าไปทำการงานวันที่ 28 ตุลาคม 2561 แล้ว สัญญาจึงเป็นอันเลิกกันโดยปริยายตั้งแต่วันดังกล่าว มีผลให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยนำการงานดังกล่าวซึ่งโจทก์รื้อถอนไปบางส่วนนั้นไปว่าจ้างบุคคลอื่นทำการงานนั้นต่อจนแล้วเสร็จและจำเลยได้ใช้ประโยชน์จากการงานนั้นแล้ว ทำให้ฝ่ายโจทก์ไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ จำเลยจึงต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานอันโจทก์ได้กระทำให้นั้นแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม รวมทั้งค่าสัมภาระที่โจทก์ได้จัดหามาทำการงานให้แก่จำเลย และบุคคลภายนอกที่จำเลยว่าจ้างได้ใช้สัมภาระของโจทก์ทำการงานให้แก่จำเลยจนแล้วเสร็จด้วย เมื่อโจทก์รื้อถอนต้นไม้และขนสัมภาระบางส่วนคืนไป สมควรนำไปหักจากค่าการงานตามใบเสนอราคาที่โจทก์ทำให้แก่จำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจำเลยจะต้องเสียค่าว่าจ้างผู้รับเหมาคนใหม่เพื่อให้การงานดังกล่าวแล้วเสร็จ นั้น รายการต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่นอกเหนือจากรายการของงานที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ ถึงแม้เป็นไม้ล้มลุกแต่ก็มีจำนวนมากและราคานับว่าค่อนข้างสูง เห็นได้ชัดว่าเป็นการออกแบบจัดสวนใหม่แตกต่างจากการงานที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกำหนดค่าการงานของโจทก์ได้โดยถนัด แต่การที่คนงานของโจทก์เข้าไปรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ ความเสียหายย่อมจะเกิดขึ้นแก่หน้าดิน ไม้คลุมดิน และพื้นหญ้า ความเสียหายส่วนนี้ถือว่าเป็นค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำไม่แล้วเสร็จเรียบร้อยซึ่งต้องนำไปหักออกจากค่าการงานที่โจทก์ควรจะได้รับจากจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 278,704.675 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 271,907 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระเงิน 698,618.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 676,430 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 150,000 บาท และ 461,670 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาจ้างเหมาตกแต่งงานภูมิทัศน์ 133,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2562 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระเงินตามสัญญาจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน 676,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2561 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันส่วนเพิ่มเติมเป็นเงิน 576,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนเงินตามสัญญาจ้างเหมาตกแต่งงานภูมิทัศน์ และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 3,364 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 จำเลยว่าจ้างโจทก์ดำเนินการตกแต่งภูมิทัศน์ ณ สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาสระบุรี เป็นเงินทั้งสิ้น 2,719,695 บาท ตามแบบภูมิสถาปัตยกรรม และขนาด จำนวน ตามรายละเอียดในเอกสารแนบท้ายสัญญา กำหนดทำการงานให้เรียบร้อยและส่งมอบงานให้จำเลยภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2561 ไปจนถึงวันครบกำหนดส่งมอบงานวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ตกลงแบ่งจ่ายเงินตามปริมาณงานเป็นงวดงาน 5 งวด งวดสุดท้ายจ่ายร้อยละ 10 เป็นเงิน 271,970 บาท หลังส่งมอบงาน 120 วัน โดยโจทก์จะประกันผลงานและดูแลรักษาต้นไม้ให้อยู่ในสภาพดีเป็นระยะเวลา 120 วัน หลังส่งมอบงาน โจทก์ทำการงานและส่งมอบงานให้แก่จำเลยและได้รับค่าจ้างตามงวดงานจากจำเลยแล้ว 4 งวด งานงวดสุดท้ายโจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561 และจะครบกำหนดจ่ายค่างวดงานหลังส่งมอบงาน 120 วัน ในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 และเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 จำเลยว่าจ้างโจทก์จัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันอีกเป็นเงิน 676,430 บาท โดยโจทก์เป็นผู้จัดหาสัมภาระและอุปกรณ์ทั้งหมด วันที่ 15 ตุลาคม 2561 และวันที่ 17 ตุลาคม 2561 โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บเงินค่าจ้างงานงวดแรกจากจำเลยร้อยละ 65 ของค่าจ้าง จำนวน 439,679.50 บาท และงวดที่สองร้อยละ 35 ของค่าจ้าง จำนวน 236,750.50 บาท วันที่ 28 ตุลาคม 2561 โจทก์ได้รื้อถอนต้นปีบทอง ต้นเข็มพิกุล และต้นคริสติน่า จากงานจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันที่โจทก์ทำการแล้วเสร็จ โดยจำเลยไม่ได้ชำระค่าจ้างตามใบแจ้งหนี้แก่โจทก์ นายณปภัช กรรมการผู้มีอำนาจจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดรถยนต์กระบะ ของโจทก์พร้อมสัมภาระที่บรรทุกบนรถดังกล่าว วันที่ 30 ตุลาคม 2561 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขออนุญาตเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในการประกันผลงานตามสัญญาจ้างและขอคืนรถคันที่ถูกยึดเพื่อนำมาใช้งาน วันที่ 21 ธันวาคม 2561 จำเลยมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งริบเงินประกันผลงานร้อยละ 10 และสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ วันที่ 4 มกราคม 2562 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 5 จำนวน 271,970 บาท พร้อมดอกเบี้ย กับหนังสือแจ้งยกเลิกการจ้างตามสัญญาจ้างจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันและให้ใช้เงิน 676,430 บาท พร้อมดอกเบี้ย

พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่างกล่าวอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ผิดสัญญาจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันหรือไม่ เห็นว่า การจ้างจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งไม่มีกำหนดเวลาชำระสินจ้างไว้ กรณีเช่นนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ แม้จำเลยนำสืบว่า จำเลยจะชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ไม่เกิน 10 วัน นับแต่วันส่งมอบงานเสร็จเรียบร้อย ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์เคยส่งมอบงานให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างเหมาตกแต่งงานภูมิทัศน์มาแล้วหลายงวด อันเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นเดียวกัน และโจทก์ก็ได้รับชำระค่าจ้างจากจำเลยโดยไม่มีปัญหาอย่างใดมาก่อน แต่ได้ความจากข้อความแอปพลิเคชันไลน์ที่นายสุริยาหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ส่งให้นางศุภิสราเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 เวลา 14.51 นาฬิกา ซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากที่โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยว่า "ผมรบกวนพิจารณางวดงานด้วยครับ ผมจำเป็นจริง ๆ ครับ" จำเลยโดยนางศุภิสราได้โทรศัพท์พูดคุยผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์กับโจทก์เมื่อเวลา 15.15 นาฬิกา และใช้เวลาพูดคุยกัน 11.44 นาที และในวันที่ 19 ตุลาคม 2561 นายสุริยาได้ส่งข้อความแก่นางศุภิสราอีกว่า "ผมรบกวนเบิกเงินงวดงานด้วยครับ เดือดร้อนจริง ๆ ครับ" "เห็นใจด้วยครับ" ข้อความดังกล่าวแสดงชัดว่าโจทก์เดือดร้อนจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในเวลานั้นและมีลักษณะขอความเห็นใจจากจำเลยช่วยพิจารณาจ่ายเงินค่าจ้างตามใบแจ้งหนี้ให้แก่โจทก์ แม้นางศุภิสราจะอ้างว่าไม่เคยพูดว่าจะไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ แต่ก็ไม่ปรากฏว่านางศุภิสราได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่านางศุภิสราได้ตรวจสอบงานตามใบแจ้งหนี้ที่โจทก์ส่งงานผ่านนายรุ่งสุริยาผู้ควบคุมงานของจำเลยมาแล้วหรือไม่ อย่างไร และอยู่ในระหว่างขั้นตอนที่จำเลยอ้างว่าได้เสนอให้นายณปภัชอนุมัติเบิกจ่ายเงินแล้ว แต่กลับได้ความจากข้อความแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างนายรุ่งสุริยากับนายสุริยาว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2561 นายรุ่งสุริยาผู้ควบคุมงานของจำเลยส่งภาพถ่ายงานเพื่อให้โจทก์ไปเก็บงาน และนายสุริยาส่งข้อความตอบกลับว่า "ครับผม เดี๋ยวเก็บให้ครับ" "ผมรบกวนเรื่องงวดงานด้วยนะครับ ยังไม่ได้สักงวดเลยครับ" นายรุ่งสุริยาส่งข้อความกลับว่า "ผมบอกไปแล้วครับว่าขอ 65% ก่อน" ที่นายณปภัชเบิกความว่า งานรางระบายน้ำที่นายรุ่งสุริยาสั่งให้โจทก์แก้ไขดังกล่าวตรงตามภาพถ่ายหมาย ล.25 เป็นงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ไม่ใช่งานของโจทก์ แต่เมื่อพิจารณางานที่นายรุ่งสุริยาขอให้โจทก์แก้ไขดังกล่าวเป็นรอยร้าวและรอยกะเทาะปูนที่ขอบคันหินกั้นดินและรางระบายน้ำซึ่งน่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจากการกระทำของคนงานโจทก์ในระหว่างจัดสวน มิฉะนั้นโจทก์ไม่น่าจะรับกับนายรุ่งสุริยาว่าจะเก็บงานหรือแก้ไขให้ ยิ่งกว่านั้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2561 นายรุ่งสุริยายังส่งข้อความสอบถามย้ำแก่นายสุริยา อีกว่า "คุยกับคุณปูแล้วได้ความว่าอย่างไรบ้างครับ" นายสุริยาส่งข้อความตอบกลับในวันรุ่งขึ้นวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2561 ว่า "เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาโทรคุยกับปู ปูบอกว่าจะนั่งเครื่องกลับมาคุยเองครับ" สอดคล้องกับข้อความแอปพลิเคชันไลน์ที่นายรุ่งสุริยาส่งให้นายสุริยาไว้ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2561 ที่ว่า "ภายในอาทิตย์นี้จะสรุปเรื่องสานงานต่อคุณปูได้มั้ยครับ เสี่ยก็อยากให้มาลงบันทึกแนบในสัญญากันด้วยครับ" เช่นนี้ข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยยังไม่ได้ตรวจสอบและรับมอบงานของโจทก์ตามใบแจ้งหนี้โดยให้โจทก์แก้ไขซ่อมแซมงานและเกี่ยงให้โจทก์ติดตามนายธนัตถ์หรือปูช่างปูนปั้นและน้ำตกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานจัดสวนของโจทก์ ในระหว่างนั้นโจทก์ก็ชอบที่จะนำต้นไม้ซึ่งเป็นสัมภาระของโจทก์ที่จัดหามานั้นกลับคืนไปได้ จะฟังว่าการที่โจทก์ให้คนงานมาทำการรื้อถอนและเอาต้นไม้ออกไปจากการงานที่ทำให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2561 เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิและเป็นการผิดสัญญาหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า จำเลยรับมอบงานของโจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิรื้อถอนต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินของจำเลยไปและถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ประเด็นอื่นตามฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีก จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยต้องเสียหายเนื่องจากโจทก์ได้รื้อถอนต้นไม้และทำให้เสียหายทั้งหมดซึ่งการงานที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยตามสัญญาจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันแล้ว รวมทั้งจำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ต้องว่าจ้างบุคคลอื่นให้ทำการงานดังกล่าวแทนโจทก์ตามที่อ้างในฎีกาได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ละทิ้งงานไม่เข้ามาดูแลต้นไม้และสวนตามสัญญาจ้างเหมาตกแต่งงานภูมิทัศน์ ในระหว่างระยะเวลาประกันผลงาน 120 วัน หลังส่งมอบงานงวดสุดท้าย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า ระหว่างคนงานของโจทก์รื้อถอนต้นไม้นำขึ้นรถยนต์นั้น จำเลยโดยนายณปภัช กรรมการผู้มีอำนาจจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ว่าคนงานของโจทก์ลักทรัพย์ ทั้งจำเลยสั่งห้ามมิให้คนงานของโจทก์เข้าไปในสถานีบริการน้ำมันด้วย มิฉะนั้นจะถูกจำเลยดำเนินคดี ย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้คนงานของโจทก์เกรงว่าจะถูกจำเลยดำเนินคดีได้ ทั้งก่อนวันที่ 28 ตุลาคม 2561 คนงานของโจทก์ก็เข้าไปดูแลต้นไม้และสวนในระหว่างประกันผลงานให้แก่จำเลยด้วยดีตลอดมาโดยไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องแต่อย่างใด ทั้งโจทก์ได้มีหนังสือขอเข้าไปปฏิบัติงานประกันผลงานดังกล่าวอีก แต่จำเลยกลับไม่ให้คำตอบอย่างใดแก่โจทก์ แสดงว่าโจทก์ประสงค์เข้าไปทำการงานระหว่างการประกันผลงานตามสัญญา แต่มีเหตุขัดข้องที่คนงานของโจทก์กลัวว่าจะถูกจำเลยแจ้งความดำเนินคดี ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยเพียงห้ามคนงานของโจทก์ไม่ให้เข้าไปทำงานจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งเป็นคนละแห่งกับสถานที่ที่ต้องดูแลต้นไม้และสวนในระหว่างประกันผลงานนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะแม้ทั้งสองแห่งเป็นคนละที่กัน แต่อยู่ในบริเวณสถานีบริการน้ำมันเดียวกัน การที่โจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำการงานดูแลต้นไม้และสวนให้อยู่ในสภาพดีในระหว่างประกันผลงานนับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2561 นับได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาชอบแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายว่าจ้างบุคคลอื่นให้ดูแลและค่าต้นไม้เพิ่มเติมจำนวน 150,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยชำระค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาตกแต่งงานภูมิทัศน์เป็นเงิน 133,718 บาท พร้อมดอกเบี้ย นั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้การชำระเงินค่าจ้างในส่วนนี้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ฎีกาเห็นด้วยว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวชอบแล้ว จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยให้อีก

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าจ้างจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน จำนวน 676,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า โจทก์ทำการงานจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันให้จำเลยแล้วเสร็จและส่งมอบผ่านนายรุ่งสุริยาให้แก่จำเลย ระหว่างจำเลยยังไม่ได้ตรวจสอบและรับมอบงานดังกล่าว โจทก์รื้อถอนต้นไม้บางส่วนอันเป็นการงานที่ได้ทำให้แก่จำเลยนั้นไป จำเลยจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่คนงานของโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์และห้ามมิให้คนงานของโจทก์เข้าไปทำงานอีก มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดี หลังจากนั้น 2 วัน โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ขออนุญาตจำเลยเข้าไปดูแลต้นไม้ในระหว่างระยะเวลาประกันผลงานและยินดีเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน จำเลยก็นิ่งเฉยโดยมิได้อนุญาตหรือปฏิเสธแต่ประการใด จนเวลาล่วงเลยไปถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2561 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ขอริบเงินประกันผลงานและสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหาย ทั้งเอาการงานที่ว่าจ้างโจทก์นั้นไปให้บุคคลภายนอกทำต่อจนแล้วเสร็จ พฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้นยากเกินกว่าที่โจทก์และจำเลยจะทำความเข้าใจหรือตกลงกันได้ตั้งแต่วันเกิดเหตุ ถือว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างนับตั้งแต่วันที่จำเลยห้ามมิให้โจทก์เข้าไปทำการงานวันที่ 28 ตุลาคม 2561 แล้ว สัญญาจึงเป็นอันเลิกกันโดยปริยายตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2561 มีผลให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อปรากฏว่าหลังจากโจทก์ทำการงานและส่งมอบงานแล้ว จำเลยนำการงานดังกล่าวซึ่งโจทก์รื้อถอนไปบางส่วนก่อนที่จำเลยตรวจสอบและรับมอบงานนั้นไปว่าจ้างบุคคลอื่นทำการงานนั้นต่อจนแล้วเสร็จและจำเลยได้ใช้ประโยชน์จากการงานนั้นแล้ว ทำให้ฝ่ายโจทก์ไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ จำเลยจึงต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานอันโจทก์ได้กระทำให้นั้นแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม รวมทั้งค่าสัมภาระที่โจทก์ได้จัดหามาทำการงานให้แก่จำเลย และบุคคลภายนอกที่จำเลยว่าจ้างได้ใช้สัมภาระของโจทก์ทำการงานให้แก่จำเลยจนแล้วเสร็จด้วย เมื่อปรากฏว่าหลังจากโจทก์ทำการงานและส่งมอบแล้ว ก่อนจำเลยตรวจสอบและรับมอบงาน โจทก์ให้คนงานรื้อถอนขนต้นไม้บางส่วนคืนไป และเมื่อนายสุริยาหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์เบิกความรับว่า โจทก์ให้คนงานขนสัมภาระที่โจทก์เป็นผู้จัดหาออกไป โดยปรากฏตามใบเสนอราคาว่า มีต้นปีบทอง 18 ต้น ราคารวม 63,000 บาท ต้นเข็มพิกุล 200 ต้น ราคารวม 5,000 บาท และต้นคริสติน่า 180 ต้น ราคารวม 63,000 บาท และยังมีรายการค่าสัมภาระค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าขนส่ง 35,000 บาท ค่าแรงปลูกและดูแลรักษาประกันผลงาน 70,000 บาท และค่าไม้ค้ำยัน 6,300 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 242,300 บาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับต้นไม้ดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ สมควรนำไปหักจากค่าการงานตามใบเสนอราคาที่โจทก์ทำให้แก่จำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยจะต้องเสียค่าว่าจ้างผู้รับเหมาคนใหม่เพื่อให้การงานดังกล่าวแล้วเสร็จ เป็นเงิน 461,670 บาท นั้น เห็นว่า รายการต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่นอกเหนือจากรายการของงานที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ ถึงแม้เป็นไม้ล้มลุกแต่ก็มีจำนวนมากและราคานับว่าค่อนข้างสูง เห็นได้ชัดว่าเป็นการออกแบบจัดสวนใหม่แตกต่างจากการงานที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกำหนดค่าการงานของโจทก์ได้โดยถนัด แต่การที่คนงานของโจทก์เข้าไปรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกลงพื้นดินแล้ว ความเสียหายย่อมจะเกิดขึ้นแก่หน้าดิน ไม้คลุมดินและพื้นหญ้า ความเสียหายส่วนนี้ถือว่าเป็นค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำไม่แล้วเสร็จเรียบร้อยซึ่งต้องนำไปหักออกจากค่าการงานที่โจทก์ควรจะได้รับจากจำเลยข้างต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 30,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินที่ต้องนำไปหักออก 272,300 บาท สรุปแล้ว จำเลยต้องใช้ค่าแห่งการงานแก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 404,130 บาท ฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ โดยให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ลดลงจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น 100,000 บาท โจทก์ฎีกาขอให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์จึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2561 ถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 3,452.05 บาท รวมเป็นทุนทรัพย์ 103,452.05 บาทต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 2,069 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 16,202 บาท สมควรคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาที่ชำระเกินมาแก่โจทก์ 14,133 บาท และเนื่องจากได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าจ้างซึ่งเป็นหนี้เงินตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาจัดสวนทางเข้าสถานีบริการน้ำมันเป็นเงิน 404,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามสัญญาจ้างเหมาตกแต่งงานภูมิทัศน์อัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาแก่โจทก์ 14,133 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.
จำเลย — บริษัท ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาววรรณวิภา โสมานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4789/2565
#686579
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 จะต้องได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ส. โดยชอบ กล่าวคือ จับกุมขณะ ส. กำลังเล่นการพนัน แล้วหลังจากนั้นจึงเรียกรับเงินจาก ส. เพื่อที่จะไม่ดำเนินคดี เมื่อจำเลยกับพวกไม่พบการเล่นการพนันไฮโลในที่เกิดเหตุ การจับกุม ส. จึงเป็นการจับกุมโดยมิชอบ แม้จะมีการเรียกรับเงินจาก ส. การกระทำของจำเลยกับพวกก็ไม่อาจเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 ได้ คงเป็นความผิดตามมาตรา 148 แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องขอลงโทษในความผิดฐานดังกล่าว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้ตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทความผิดทั่วไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 149, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 5 ปี คำให้การชั้นไต่สวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน ยกฟ้องข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ชุดปฏิบัติการด้านความมั่นคงตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลย ดาบตำรวจจรัส และจ่าสิบตำรวจสังวรณ์ เจ้าพนักงานตำรวจชุดปฏิบัติการด้านความมั่นคงตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบเล่นการพนักงานไฮโลบริเวณที่จัดงานศพนายบุตร จึงเดินทางไปที่บริเวณดังกล่าวแล้วควบคุมตัวนายสุเทพ พร้อมกับยึดแผงเล่นการพนันไฮโลได้ในที่เกิดเหตุ นายสุเทพอ้างว่าไม่ได้ร่วมเล่นการพนันด้วย จากนั้นดาบตำรวจจรัสและจำเลยกับพวกคุมตัวนายสุเทพขึ้นรถกระบะโดยมีชายไม่ทราบชื่อนั่งประกบนายสุเทพที่ห้องโดยสารด้านหลัง จำเลยนั่งด้านหน้าคู่กับดาบตำรวจจรัสซึ่งเป็นคนขับ ดาบตำรวจจรัสขับรถไปที่ตลาดนัดโดยมีจ่าสิบตำรวจสังวรขับรถเก๋งตามไป เมื่อไปถึงตลาดนัดดังกล่าว ดาบตำรวจจรัสกับนายสุเทพลงจากรถไปพูดคุยกันตามลำพัง ดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินจากนายสุเทพ 3,000 บาท แล้วปล่อยตัวนายสุเทพไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลย ดาบตำรวจจรัสและจ่าสิบตำรวจสังวรณ์ร่วมกันเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อจะจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันตามที่ได้รับแจ้ง เมื่อไปถึงจ่าสิบตำรวจสังวรณ์เข้าจับกุมนายสุเทพ แล้วดาบตำรวจจรัสขับรถพาจำเลยกับพวกและนายสุเทพไปที่ตลาดนัดทุ่งฟ้าบดโดยไม่ส่งตัวนายสุเทพให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี จำเลยซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตอนนี้ด้วยไม่ได้ทักท้วงการกระทำของดาบตำรวจจรัสแต่อย่างใด แต่กลับนั่งรถไปที่ตลาดนัดกับดาบตำรวจจรัสจนกระทั่งดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินจากนายสุเทพแล้วปล่อยตัวนายสุเทพไป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวจำเลยก็ไม่ได้ทักท้วงห้ามปรามอีกเช่นกัน กรณีจึงเห็นได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยอย่างยิ่งที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายจะประพฤติตนเยี่ยงนั้นหากไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำของดาบตำรวจจรัสด้วย ประกอบกับพฤติการณ์ที่ดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินจากนายสุเทพในขณะที่จำเลยกับพวกอยู่บริเวณใกล้เคียง ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ประการหนึ่งว่าจำเลยรู้เห็นในการกระทำของดาบตำรวจจรัสในลักษณะร่วมมือกับดาบตำรวจจรัส เพราะมิฉะนั้นดาบตำรวจจรัสก็คงไม่กล้ากระทำการเช่นนั้น ดังนี้ แม้จำเลยจะไม่อยู่ในเหตุการณ์ที่ดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินนายสุเทพ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยแสดงออกมาตามลำดับดังกล่าว เพียงพอที่จะรับฟังได้แล้วว่าจำเลยร่วมกับดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินจากนายสุเทพด้วย อย่างไรก็ตามการที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 149 นั้น จะต้องได้ความว่าจ่าสิบตำรวจสังวรณ์จับกุมนายสุเทพโดยชอบ กล่าวคือจับกุมในขณะที่นายสุเทพกำลังเล่นการพนันแล้วหลังจากนั้นจึงเรียกรับเงินจากนายสุเทพเพื่อที่จะไม่ดำเนินคดี แต่คดีนี้นายสุเทพให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าขณะถูกจับกุมไม่ได้เล่นการพนัน หากแต่นั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ ซึ่งข้อเท็จจริงว่านายสุเทพเล่นการพนันอยู่หรือไม่นี้อยู่ความรู้เห็นของจ่าสิบตำรวจสังวรณ์ผู้จับกุม แต่โจทก์ไม่นำจ่าสิบตำรวจสังวรมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏจากบันทึกการตรวจยึดทรัพย์สินและรายงานประจำวันธุรการว่า จำเลยกับพวกไม่พบการเล่นพนันไฮโลในที่เกิดเหตุ คงพบแต่แผงเล่นการพนันไฮโลวางทิ้งไว้ ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่า ขณะถูกจับนายสุเทพไม่ได้เล่นการพนัน ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่าจ่าสิบตำรวจสังวรณ์จับกุมนายสุเทพในขณะที่นายสุเทพกำลังเล่นการพนัน การจับกุมของจ่าสิบตำรวจสังวรณ์จึงเป็นการจับกุมโดยมิชอบ เช่นนี้แม้ภายหลังจะมีการเรียกรับเงินจากนายสุเทพ การกระทำของจำเลยกับพวกก็ไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น การกระทำดังกล่าวของจำเลยกับพวกคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบและมาตรา 215 และ 225 กับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบทความผิดทั่วไปเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 148 ม. 149 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 5
จำเลย — จ่าสิบตำรวจ ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 — นายณัฐสิทธิ์ ม่วงวิโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ชื่อองค์คณะ
กัมปนาท วงษ์นรา
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
นพรัตน์ ชลวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4781/2565
#688894
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่ต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ กรณีผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินเวลากำหนด ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงตามหนังสือเรื่องการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการเพื่อสื่อมวลชน ดังนั้น การเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เมื่อสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 766,766.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 632,320 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน ของต้นเงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2556 จำนวน 128,000 บาท ในอัตราเดือนละ 2,560 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน ของต้นเงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2557 จำนวน 128,000 บาท ในอัตราเดือนละ 2,560 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 766,766.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 632,320 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน เป็นเงินเดือนละ 1,280 บาท ของจำนวนค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2556 และปี 2557 รวมเป็นเงินเดือนละ 2,560 บาท นับถัดวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 56 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม ตามสำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนสมาคม เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2556 จำเลยขออนุญาตใช้คลื่นความถี่และขยายข่ายวิทยุสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อมวลชน ตั้งสถานีวิทยุคมนาคม และใช้เครื่องวิทยุคมนาคม ชนิดประจำที่และชนิดมือถือสำหรับติดต่อประสานงานในการปฏิบัติหน้าที่ ตามหนังสือขออนุญาตใช้คลื่นความถี่และขยายข่ายวิทยุสื่อสาร ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2556 โจทก์อนุญาตให้จำเลยเข้าร่วมใช้ข่ายสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหนังสือพิมพ์มติชนทำหน้าที่สถานีวิทยุคมนาคมควบคุมข่ายสื่อสารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยตั้งสถานีฐาน 1 สถานี ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการเคลื่อนที่ทางบก ชนิดประจำที่ 1 เครื่อง และชนิดมือถือ 100 เครื่อง โดยใช้ความถี่วิทยุ 161.150 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เป็นช่องเรียกขาน ความถี่วิทยุ 161.175 161.200 และ 161.225 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ระบบ VHF/FM ความกว้างแถบความถี่ ไม่เกิน 16 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เป็นช่องปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ในกำหนดระยะเวลา 1 ปี สิ้นสุดวันที่ 25 มีนาคม 2557 โดยจำเลยยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด และจำเลยต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้คลื่นความถี่ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 7.1 และ 7.2 เป็นเงิน 625,800 บาท ต่อปี และภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 7 เป็นเงิน 45,696 บาท ภายใน 60 วัน นับวันที่จำเลยได้รับหนังสือนี้ ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2556 เป็นเงิน 128,000 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 8,960 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าตอบแทนดังกล่าว กับให้จำเลยชำระค่าตอบแทนเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือนกรณีที่ไม่ชำระค่าตอบแทนภายในกำหนดเวลา ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 7.3 นับถัดจากวันครบกำหนดคือวันที่ 26 มีนาคม 2556 จนถึงวันที่ชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์มีหนังสืออนุญาตให้ขยายระยะเวลาการใช้คลื่นความถี่ต่อไปจนถึงวันที่ 28 มีนาคม 2558 ตามที่จำเลยแจ้งขออนุญาต พร้อมกับแจ้งให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2556 และ 2557 เป็นเงิน 128,000 บาท ต่อปี ภาษีมูลค่าเพิ่มปีละ 8,960 บาท และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในกรณีที่ไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุภายในกำหนดเวลาในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระรายเดือน ของปี 2556 และ 2557 เมื่อการอนุญาตให้จำเลยใช้ความถี่วิทยุได้สิ้นสุดลง จำเลยไม่ได้ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2556 และ 2557 และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มแก่โจทก์ สำหรับค่าตอบแทนที่จำเลยไม่ชำระจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 766,766.03 บาท นั้น โจทก์และจำเลยไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุข้อ 7.3 เป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ ในข้อนี้โจทก์ฎีกาว่าโจทก์เรียกให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จโดยอาศัยผลของกฎหมาย มิใช่ในฐานะคู่สัญญา ไม่ใช่เป็นการเรียกค่าปรับนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า มาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ประกอบมาตรา 97 แห่งพระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และมาตรา 161 แห่งพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุ ต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และในกรณีที่ผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาที่กำหนด ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 7.3 โจทก์มีหนังสือเรื่องการอนุญาตให้จำเลยใช้คลื่นความถี่ ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการเพื่อสื่อมวลชน สืบเนื่องมาจากจำเลยมีหนังสือเรื่องขออนุญาตใช้คลื่นความถี่และขยายข่ายวิทยุสื่อสารจากโจทก์ ซึ่งหนังสือเรื่องการอนุญาตดังกล่าวของโจทก์ ข้อ 6 ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้คลื่นความถี่ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 7 จำเลยต้องปฏิบัติตาม กฎ ระเบียบ ประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนด ดังนั้น ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงตามหนังสือเรื่องอนุญาตดังกล่าวด้วย และเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินเวลากำหนด จำเลยจึงต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ซึ่งการเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้า ลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ร้อยละ 1 ต่อเดือน นั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไข ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 632,320 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
จำเลย — สมาคม ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวชิรวิทย์ พันธุ์สวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางจันทนา ปุญญาภิชัย
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4767/2565
#688132
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. บรรพ 6 มรดก ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป หมวด 1 การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก มาตรา 1600 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้" และมาตรา 1601 บัญญัติว่า "ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน" ส่วนลักษณะ 4 วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก มาตรา 1711 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกนั้นรวมตลอดทั้งบุคคลที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล" มาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" มาตรา 1721 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จจากกองมรดก เว้นแต่พินัยกรรม หรือทายาทโดยจำนวนข้างมากจะได้กำหนดให้ไว้" มาตรา 1722 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล" มาตรา 1723 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่จะทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้ง หรือโดยปริยายในพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก" และมาตรา 1724 บัญญัติว่า "ทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก ถ้าผู้จัดการมรดกเข้าทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอก โดยเห็นแก่ทรัพย์สินอย่างใด ๆ หรือประโยชน์อย่างอื่นใด อันบุคคลภายนอกได้ให้ หรือได้ให้คำมั่นว่าจะให้เป็นลาภส่วนตัว ทายาทหาต้องผูกพันไม่ เว้นแต่ทายาทจะได้ยินยอมด้วย" ย่อมเห็นได้ว่าในเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินของผู้ตาย กฎหมายถือว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายด้วย เพียงแต่ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับวิธีจัดการมรดก กฎหมายกำหนดให้มีบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้จัดการมรดกเป็นผู้รวบรวมทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายเพื่อสะสางหนี้สินและแบ่งปันทรัพย์สินของผู้ตายให้แก่ทายาทต่อไปจนเสร็จเรียบร้อย โดยระบุว่าผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ ตลอดทั้งความรับผิดอย่างใดบ้าง ดังนั้น หนี้ที่เกิดจากการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นได้โดยชอบตามกฎหมาย ซึ่งหากผู้จัดการมรดกกระทำภายในขอบอำนาจ หรือทายาทยินยอม หนี้นั้นย่อมผูกพันทายาทหรือกองมรดก มิใช่ว่าหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วจะเกิดขึ้นไม่ได้และไม่ผูกพันกองมรดกแต่อย่างใดไม่ แต่หากผู้จัดการมรดกกระทำเกินขอบอำนาจและทายาทไม่ยินยอมแล้ว หนี้นั้นย่อมไม่ผูกพันทายาทหรือกองมรดกแต่อย่างใด โดยผู้จัดการมรดกต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวต่อไป เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยทั้งสอง ส. และ ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของ พ. และ น. ตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินทรัพย์มรดก และกองมรดกตกลงจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่านายหน้าจากจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 845 ประกอบมาตรา 1724 กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,311,678.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,065,397.22 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดหรืออายัดเงินหรือทรัพย์สินหรือเงินได้อื่นที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,065,397.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 246,281.55 บาท) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป หมวด 1 การตกทอดแห่งทรัพย์มรดกมาตรา 1600 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้" และมาตรา 1601 บัญญัติว่า "ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน" ส่วนลักษณะ 4 วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก มาตรา 1711 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกนั้นรวมตลอดทั้งบุคคลที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล" มาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" มาตรา 1721 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จจากกองมรดก เว้นแต่พินัยกรรม หรือทายาทโดยจำนวนข้างมากจะได้กำหนดไว้" มาตรา 1722 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล" มาตรา 1723 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่จะทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้ง หรือโดยปริยายในพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก" และมาตรา 1724 บัญญัติว่า "ทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก ถ้าผู้จัดการมรดกเข้าทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอก โดยเห็นแก่ทรัพย์สินอย่างใด ๆ หรือประโยชน์อย่างอื่นใด อันบุคคลภายนอกได้ให้ หรือได้ให้คำมั่นว่าจะให้เป็นลาภส่วนตัว ทายาทหาต้องผูกพันไม่ เว้นแต่ทายาทจะได้ยินยอมด้วย" ย่อมเห็นได้ว่าในเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินของผู้ตาย กฎหมายถือว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายด้วย เพียงแต่ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับวิธีจัดการมรดก กฎหมายกำหนดให้มีบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้จัดการมรดกเป็นผู้รวบรวมทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายเพื่อสะสางหนี้สินและแบ่งปันทรัพย์สินของผู้ตายให้แก่ทายาทต่อไปจนเสร็จเรียบร้อย โดยระบุว่าผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ ตลอดทั้งความรับผิดอย่างใดบ้าง ดังนั้น หนี้ที่เกิดจากการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นได้โดยชอบตามกฎหมาย ซึ่งหากผู้จัดการมรดกกระทำภายในขอบอำนาจ หรือทายาทยินยอม หนี้นั้นย่อมผูกพันทายาทหรือกองมรดก มิใช่ว่าหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วจะเกิดขึ้นไม่ได้และไม่ผูกพันกองมรดกแต่อย่างใดไม่ แต่หากผู้จัดการมรดกกระทำเกินขอบอำนาจและทายาทไม่ยินยอมแล้ว หนี้นั้นย่อมไม่ผูกพันทายาทหรือกองมรดกแต่อย่างใด โดยผู้จัดการมรดกต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวต่อไป เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยทั้งสอง นางสุมาลีและนางสุวรรณา ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของพันเอกพระพินิจเสนาการ (ศุข) และนางพินิจเสนาการ (ชุบ) ตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินทรัพย์มรดก และกองมรดกตกลงจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่านายหน้าจากจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 ประกอบมาตรา 1724 กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่เจ้าหนี้กองมรดก โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้รับผิดชำระหนี้ค่านายหน้าตามฟ้องไม่ได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว กรณีจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 845 ม. 1724
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮ.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอำพรรัตน์ พงษ์พรม
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ สายสุวรรณนที
ชื่อองค์คณะ
ธีระพล ศรีอุดมขจร
เผด็จ ชมพานิชย์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2565
#690843
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่บรรยายคําฟ้องและมีคําขอมาในฟ้องให้กําจัดจำเลยมิให้รับมรดกของ ว. เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทน ว. เมื่อ ว. ถึงแก่ความตายที่ดินจึงตกเป็นทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดก ว. แจ้งให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินและให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากจำเลยเป็นโจทก์ทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดก แต่จำเลยไม่ดำเนินการ กลับนําที่ดินมรดกไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับบุคคลภายนอกแล้วรับเงินมัดจำไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้โดยรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาท จำเลยจึงต้องถูกกําจัดมิให้รับมรดกของ ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ก็มีคำขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของ ว. มาในคำฟ้องแล้ว และในส่วนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โจทก์ทั้งสี่ก็มีคําขอมาในฟ้องแล้วด้วยว่า หากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่ ขอให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินได้ การขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเรื่องวิธีการในชั้นบังคับคดี ซึ่งหากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุอื่นใดให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อดำเนินการนําที่ดินไปแบ่งปันแก่ทายาทได้ โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น กรณีจึงต้องพิพากษาให้กําจัดจำเลยมิให้รับมรดกของ ว. และพิพากษาว่าหากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่ ให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินได้ไว้ในคําพิพากษา อันเป็นการที่คําพิพากษาของศาลที่ชี้ขาดตัดสินคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคําฟ้องทุกข้อหา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2953 เนื้อที่ 148 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของ นางแหวน เจ้ามรดก ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2953 แก่โจทก์ทั้งสี่ หากไม่ส่งมอบให้โจทก์ทั้งสี่สามารถออกใบแทนได้ ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2953 เนื้อที่ 148 ตารางวา แก่โจทก์ทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางแหวน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา หากโอนไม่ได้ ให้ชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสี่ 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแหวน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2953 เนื้อที่ 148 ตารางวา ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนางแหวนให้แก่โจทก์ทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางแหวน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2953 เนื้อที่ 148 ตารางวา แก่โจทก์ทั้งสี่ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ประการแรกว่า การที่จำเลยมีพฤติการณ์ยักย้ายหรือปิดปังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้ โดยรู้อยู่แล้วว่าทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทอื่น ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก โดยต้องระบุถึงการถูกกำจัดมิให้รับมรดกของจำเลยไว้ในคำพิพากษาด้วย และประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการออกใบแทนโฉนดที่ดินเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินที่จะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ศาลไม่มีอำนาจบังคับเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งมิใช่คู่ความในคดี และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ต้องไปดำเนินการในชั้นบังคับคดีนั้น โจทก์ทั้งสี่เห็นว่าเพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปโดยความสะดวก จึงขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้เพื่อการบังคับคดีต่อไปว่า หากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่ ขอให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินได้นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนนางแหวน เมื่อนางแหวนถึงแก่ความตายที่ดินจึงตกเป็นทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งสี่แจ้งให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2953 และให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากจำเลยเป็นโจทก์ทั้งสี่ แต่จำเลยไม่ดำเนินการ และการที่จำเลยนำที่ดินของนางแหวนไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับบริษัท อ. โดยได้รับเงินมัดจำค่าที่ดินมาแล้ว เป็นการทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก ซึ่งโจทก์ทั้งสี่มีคำขอมาในฟ้องขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดก เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 2953 แทนนางแหวน เมื่อนางแหวนถึงแก่ความตายที่ดินจึงตกเป็นทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกนางแหวนแจ้งให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินและให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากจำเลยเป็นโจทก์ทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกแต่จำเลยไม่ดำเนินการ กลับนำที่ดินมรดกนั้นไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับบริษัท อ. โดยได้รับเงินมัดจำค่าที่ดินมาแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้โดยรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาท จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแหวนเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ก็มีคำขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแหวนมาในคำฟ้องแล้ว และในส่วนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินนั้น โจทก์ทั้งสี่ก็มีคำขอมาในคำฟ้องว่า หากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่ ขอให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินได้ จึงเห็นว่าการขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเรื่องวิธีการในชั้นบังคับคดี ซึ่งหากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือมีเหตุอื่นใดให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อดำเนินการนำที่ดินไปแบ่งปันแก่ทายาทได้ โจทก์ทั้งสี่ก็มีสิทธิดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น กรณีจึงต้องพิพากษาให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแหวน และพิพากษาว่าหากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่ ให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินได้ไว้ในคำพิพากษาอันเป็นการที่คำพิพากษาของศาลที่ชี้ขาดตัดสินคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 252 ฎีกาโจทก์ทั้งสี่สองประการนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ประการสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสี่มีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าหากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนแก่กองมรดกของนางแหวนให้จำเลยชดใช้เงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ เป็นกรณีที่อาจเกิดกรณีที่กฎหมายไม่เปิดช่องให้สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามคำพิพากษา จึงต้องมีการกำหนดให้ใช้ราคาเป็นค่าเสียหาย ซึ่งศาลอุทธรณ์มิได้กำหนดเป็นเงื่อนไขในกรณีที่จำเลยไม่สามารถปฏิบัติการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามคำพิพากษาได้ไว้นั้น เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้นำเงินไปชำระหนี้ต่อธนาคาร ก.และได้ปลอดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2953 มาแล้ว โดยต่อมาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเฉพาะส่วน เนื้อที่ 148 ตารางวา ของที่ดินโฉนดเลขที่ 2953 ให้แก่บริษัท อ. แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์แก่บริษัทผู้จะซื้อได้ เพราะทายาทของแหวนได้แจ้งอายัดที่ดินไว้ จำเลยจึงถูกฟ้องเรียกค่ามัดจำและค่าเสียหายต่อศาลจังหวัดปทุมธานีตามสำเนาคำพิพากษาศาลจังหวัดปทุมธานีฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2561 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2561 อันเป็นการแสดงว่า ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 2953 ยังมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ย่อมสามารถนำที่ดินนั้นกลับคืนสู่กองมรดก เพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางแหวนได้ การที่โจทก์ทั้งสี่ขอให้ศาลพิพากษาว่าหากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2953 คืนแก่กองมรดกของนางแหวน ให้จำเลยชดใช้เงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จึงไม่จำเป็นในชั้นนี้ ฎีกาโจทก์ทั้งสี่ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแหวน และหากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2953 แก่โจทก์ทั้งสี่ ให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1605
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจรัล เตชะวิจิตรา
ศาลอุทธรณ์ — นางอรพันธ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
สุทิน นาคพงศ์
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4754 -ที่ 4755/2565
#695952
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดเพื่อมิให้ถูกจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 189 นั้น ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมคงได้ความเพียงว่า ขณะที่จำเลยที่ 6 โทรศัพท์ให้ ช. ขับรถของ ญ. ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดไปส่งที่จังหวัดหนองคาย ญ. ได้หลบหนีไปที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ช่วยเหลือในการหลบหนีดังกล่าวแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 189 แม้ความผิดฐานดังกล่าวจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 6

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91, 189, 289, 371 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 62 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ริบอาวุธมีดและปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1981/2561 ของศาลชั้นต้น

ระหว่างการพิจารณา นางสาวนิภาวดี บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสายันต์ ผู้ตายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนความผิดฐานอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นว่าจำเลยที่ 1 รับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 รับสารภาพข้อหาเดินทางเข้ามาและออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การในคดีส่วนแพ่งในทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมเรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83, 371 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ประกอบมาตรา 83 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ปรับ 4,000 บาท ฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 6 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต ฐานออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน ฐาน (ที่ถูก ร่วมกัน) พาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 900 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยที่ 3 รับสารภาพข้อหาออกไปนอกราชอาณาจักรและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ส่วนข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ข้อหาพาอาวุธปืน (ที่ถูก ร่วมกันพาอาวุธมีด) ไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และข้อหาช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตลอดชีวิต ฐานออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 เดือน ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 เดือน ฐาน (ที่ถูก ร่วมกัน) พาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ ปรับ 600 บาท และจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิตแล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อีก คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิต และปรับ 600 บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1981/2561 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง และให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 6 ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง ฐานออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับกระทงละ 1,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับกระทงละ 500 บาท เมื่อรวมโทษทุกข้อหาแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิต และปรับ 1,600 บาท จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 อีกกระทงหนึ่งด้วย จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 4 และที่ 5 การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และลงโทษจำเลยที่ 6 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 6 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกข้อหาแล้วให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 6 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกข้อหาแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 6 ตลอดชีวิตสถานเดียว ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 2,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์สำหรับคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2565 ปรากฏตามสำเนามรณบัตรท้ายคำร้อง โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้าง ในตำแหน่งพนักงานขับรถ จำเลยที่ 4 เป็นนายกเทศมนตรี และเคยรับราชการทหาร จำเลยที่ 5 เป็นสมาชิกสภาจังหวัด เคยรับราชการทหาร และเป็นน้องของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 6 รู้จักกับจำเลยที่ 5 ตอนเข้าร่วมชุมนุมกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง ส่วนนางสาวสายันต์ กับนายพิพัฒน์ ผู้ตายทั้งสองเป็นสามีภริยากัน โดยนางสาวสายันต์ ผู้ตายที่ 1 มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 4 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนเข้าไปในบริเวณบ้านของผู้ตายทั้งสองแล้วร่วมกันใช้มีดเป็นอาวุธแทงผู้ตายทั้งสองจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย คดีของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 ไม่ได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากเบิกความและให้การสอดคล้องยืนยันตรงกันว่า ภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกไว้ได้ในขณะที่กลุ่มคนร้ายกำลังวิ่งหลบหนีหลังจากที่ร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสองบริเวณบ้านที่เกิดเหตุแล้ว คนร้ายคนที่ 2 ตามที่ปรากฏเป็นภาพเคลื่อนไหวมีลักษณะท่าทางคล้ายจำเลยที่ 1 ซึ่งมีบุคลิกลักษณะไม่เหมือนคนปกติทั่วไป เนื่องจากจำเลยที่ 1 ขาโก่งเวลาเดินขาจะกะเผลกทั้งสองข้าง และจำเลยที่ 1 ชอบใส่เสื้อมีฮู้ดคลุมศีรษะ พยานทั้งสามต่างรู้จักและมีความคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 มาก่อน การชี้ตัวจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนซึ่งยืนปะปนกับบุคคลอื่น พยานทั้งสามก็ชี้ยืนยันได้ถูกต้องโดยไม่มีข้อพิรุธ บ่งชี้ได้ว่าพยานทั้งสามคุ้นเคยและจดจำลักษณะท่าทางของจำเลยที่ 1 ได้จริง แม้โจทก์กับโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุก็ตาม แต่ภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นพยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดกรณีกับความผิดที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ นอกจากนี้บันทึกเหตุการณ์ตามที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่า ขณะที่ผู้ตายที่ 1 ลงจากรถ มีสุนัขในบ้านที่เลี้ยงไว้ 1 ตัว วิ่งเข้าไปหาผู้ตายที่ 1 โดยไม่มีเสียงเห่าเป็นสัญญาณผิดปกติ พฤติการณ์จึงส่อแสดงให้เห็นได้ว่าคนร้ายบางคนที่รออยู่ในบ้านของผู้ตายทั้งสองต้องมีความคุ้นเคยกับสุนัขที่ผู้ตายทั้งสองเลี้ยงไว้สอดคล้องกับที่นางพิสมัยเบิกความว่า จำเลยที่ 1 มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้ตายทั้งสอง พยานเคยเห็นจำเลยที่ 1 เข้าออกบ้านของผู้ตายทั้งสองบ่อยครั้ง สุนัขที่บ้านของผู้ตายทั้งสองจะไม่เห่าจำเลยที่ 1 เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสามเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 เชื่อได้ว่าพยานทั้งสามเบิกความไปตามความจริง และโจทก์กับโจทก์ร่วมยังมีพันตำรวจเอกศตพัฒน์ ผู้กำกับการสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนร่วมในคดีเป็นพยานเบิกความสนับสนุน โดยพยานเบิกความถึงขั้นตอนรายละเอียดในการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ รวมทั้งการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดไปตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งทราบว่ากลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุคือจำเลยที่ 1 กับพวกโดยไม่ปรากฏข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 1 เช่นกัน ทำให้พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังมั่นคงยิ่งขึ้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านทั้งคืนไม่ได้ออกไปไหน จำเลยที่ 1 ไม่เคยไปที่บ้านของผู้ตายทั้งสองนั้น เป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงไม่ทำให้มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายทั้งสองจนถึงเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุก 3 เดือน นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันก่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยการใช้ จ้าง วาน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายโชคชัย ซึ่งรู้จักกับจำเลยที่ 6 เนื่องจากเคยร่วมชุมนุมกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงด้วยกันเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2560 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยที่ 6 โทรศัพท์ให้พยานไปรับเพื่อพาไปที่บ้านของจำเลยที่ 5 เมื่อพยานไปถึงพบจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีการพูดคุยกันเรื่องผู้ตายที่ 1 จำเลยที่ 5 บอกว่า ผู้ตายที่ 1 โกงเงินต้องการจะหาคนมาฆ่าผู้ตายที่ 1 จำเลยที่ 5 สอบถามจำเลยที่ 6 ว่า รู้จักพวกมือปืนบ้างหรือไม่ จำเลยที่ 6 ไม่ตอบ แต่บอกให้พยานออกไปรอข้างนอก พยานเดินออกไปสูบบุหรี่ห่างจากโต๊ะที่นั่งประมาณ 10 ถึง 15 เมตร คงเหลือจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 นั่งพูดคุยกัน ต่อมาประมาณ 30 นาที จำเลยที่ 6 เรียกให้พยานกลับไปนั่งที่โต๊ะ จำเลยที่ 6 ถามพยานว่า พอจะรู้จักมือปืนหรือซุ้มมือปืนบ้างไหม พยานตอบว่าไม่รู้จักและพูดถ่อมตัวว่าขนาดปลายังไม่ฆ่าเลยแล้วลุกออกไปจากโต๊ะไป พยานตั้งใจว่าจะไปรอจำเลยที่ 6 ยังที่จอดรถ จากนั้นจำเลยที่ 6 เดินมาหาพยานที่รถแล้วบอกให้กลับไปที่โต๊ะ จำเลยที่ 5 มีเรื่องจะคุย พยานกลับไปหาจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 5 ถามว่า จะรับงานไหมให้ค่าจ้าง 2,000,000 บาท ตกลงจ่ายให้ครึ่งหนึ่งก่อน เมื่องานแล้วเสร็จจะจ่ายส่วนที่เหลือ พยานตกลงรับงานแต่ขอไปดูทางหนีทีไล่ว่าคนที่จะลงมือเป็นใคร มีลูกน้องหรือไม่ มีอันตรายต่อพยานหรือไม่ จากนั้นพยานลุกออกไปขึ้นรถเดินทางกลับพร้อมจำเลยที่ 6 หลังจากส่งจำเลยที่ 6 แล้ว พยานขับรถไปที่บ้านของผู้ตายทั้งสองเพื่อไปดูที่หน้าบ้านของผู้ตายทั้งสอง พยานเห็นผู้ตายที่ 1 ขับรถมาที่บ้านและดูแล้วลงมือยากเพราะประตูบ้านใช้รีโมทเปิดปิด พยานสอบถามชาวบ้านทราบว่าผู้ตายที่ 1 เป็นคนดีและเห็นว่าเป็นคนแก่จึงโทรศัพท์บอกจำเลยที่ 5 ขอยกเลิกงาน แล้วปิดโทรศัพท์ทันทีเพราะกลัวว่าจำเลยที่ 5 จะสอบถามมากกว่านี้ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ต่อมาหลังจากที่พยานทราบข่าวว่าผู้ตายทั้งสองถูกฆ่าตาย พยานโทรศัพท์ไปถามจำเลยที่ 6 ว่ารู้เรื่องหรือไม่ว่าใครเป็นคนฆ่า จำเลยที่ 6 บอกว่า จำเลยที่ 5 ให้คนอื่นไปทำแล้วชื่อนายโก๋ พยานไม่รู้จักนายโก๋เป็นการส่วนตัว แต่เคยเห็นอยู่ที่ตลาดเขาดินเป็นลูกน้องของจำเลยที่ 5 นายโก๋คือนายชาญชัย และโจทก์กับโจทก์ร่วมมีพันตำรวจตรีทัศนัย สารวัตรสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เป็นพยานเบิกความว่า จากการสืบสวนได้ข้อมูลแน่ชัดว่าจำเลยที่ 3 และนายชาญชัยร่วมเป็นคนร้ายในคดีนี้ จำเลยที่ 3 และนายชาญชัยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 3 ยังให้การในชั้นจับกุมว่า นายชาญชัยเป็นคนเรียกให้ไปทำงานโดยไปวางแผนกันที่บ้านของจำเลยที่ 5 เหตุจูงใจที่จำเลยที่ 3 กระทำเพราะได้ค่าจ้างและเชื่อว่าจะไม่ถูกจับกุมเพราะมีจำเลยที่ 5 หนุนหลัง และเป็นการตอบแทนจำเลยที่ 5 ที่ช่วยเหลือจำเลยที่ 3 ให้เข้าทำงาน จำเลยที่ 5 เป็นพี่น้องกับจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 มีตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรี ซึ่งจากการสืบสวนทราบว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความขัดแย้งทางการเมืองกับผู้ตายที่ 1 จนผู้ตายที่ 1 ประกาศเลิกสนับสนุนจำเลยที่ 4 และจะสนับสนุนคนอื่นแทน พยานเชื่อว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 3 กับนายชาญชัยฆ่าผู้ตายทั้งสอง เพราะจำเลยที่ 3 และนายชาญชัยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองหรือมีความขัดแย้งกับผู้ตายที่ 1 แต่คนที่มีความขัดแย้งคือจำเลยที่ 4 และที่ 5 และโจทก์กับโจทก์ร่วมยังมีพันตำรวจโทไตรสิทธิ์ รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรคลองหาดเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แล้ว พยานสืบทราบว่าบัญชีของนายชาญชัยที่เปิดไว้กับธนาคาร ก. มีการรับโอนเงินจากนายสมศักดิ์ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 รับโอนเงิน 100,000 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 รับโอนเงิน 50,000 บาท นายสมศักดิ์เป็นลูกน้องของจำเลยที่ 5 ส่วนนายชาญชัยเป็นลูกน้องของจำเลยที่ 5 เช่นกัน พักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 5 พยานเคยเห็นรถกระบะของนายชาญชัยจอดอยู่ในบ้านของจำเลยที่ 5 และทราบจากดาบตำรวจแดง น้องของนายชาญชัยยืนยันกับพยานว่านายชาญชัยพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 5 นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีพันตำรวจเอกศตพัฒน์ ผู้กำกับการสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เป็นพยานเบิกความว่า จากการหาข้อมูลของนายชาญชัยพบว่า เคยเป็นอดีตทหารพรานและเป็นลูกน้องของจำเลยที่ 5 แต่ได้ลาออกมาทำงานที่เทศบาลตำบลคลองหาด และเป็นผู้ติดตามจำเลยที่ 5 อย่างใกล้ชิด ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าสีดำของนายชาญชัย ตรวจสอบพบข้อมูลว่าจำเลยที่ 6 ให้นายโชคชัยขับรถไปส่งที่จังหวัดหนองคายโดยแจ้งว่าจำเลยที่ 5 สั่งให้หาคนขับรถไป พยานจึงนำนายโชคชัยมาสอบปากคำ นายโชคชัยให้การยืนยันว่า จำเลยที่ 5 ว่าจ้างให้ขับรถข้ามไปฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบนายชาญชัยรอรับรถอยู่ นายโชคชัยรู้จักจำเลยที่ 5 และเคยไปหาจำเลยที่ 5 เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2560 จำเลยที่ 6 พานายโชคชัยไปพบจำเลยที่ 4 และที่ 5 ที่บ้านของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 และที่ 5 ว่าจ้างนายโชคชัยให้ไปฆ่าผู้ตายที่ 1 ตอนแรกนายโชคชัยตกลงรับงานแต่ภายหลังล้มเลิก นายโชคชัยยังให้การว่า ได้สอบถามจำเลยที่ 6 เรื่องที่ผู้ตายทั้งสองถูกฆ่าตาย จำเลยที่ 6 บอกนายโชคชัยว่า จำเลยที่ 5 ได้ให้นายชาญชัยไปจัดการแล้ว และต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2561 มีการจับกุมจำเลยที่ 6 ได้ จำเลยที่ 6 ให้การปฏิเสธแต่ได้ให้การในรายละเอียดว่า จำเลยที่ 5 เคยเล่าความขัดแย้งระหว่างจำเลยที่ 5 กับผู้ตายที่ 1 ให้ฟัง จำเลยที่ 6 เคยพานายโชคชัยไปที่บ้านของจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 ยังให้การอีกว่า หลังเกิดเหตุแล้วได้พาจำเลยที่ 5 ไปหลบซ่อนตัว ระหว่างที่ขับรถไป จำเลยที่ 6 สอบถามจำเลยที่ 5 ว่า มีเรื่องอะไร จำเลยที่ 5 บอกว่าได้ใช้ให้นายชาญชัยและจำเลยที่ 3 ไปฆ่าผู้ตายที่ 1 แล้ว เห็นว่า แม้โจทก์กับโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยาน แต่คำให้การและคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ใช้ให้นายชาญชัยกับพวกไปฆ่าผู้ตายที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนสาระสำคัญนั้น มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันสมเหตุผล เริ่มตั้งแต่ขั้นตระเตรียมวางแผน ขั้นตอนการดำเนินการกระทำความผิดและขั้นตอนหลังเกิดเหตุ ซึ่งรายละเอียดขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องยากที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมจะร่วมกันปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นเองเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 4 และที่ 5 โดยเฉพาะพันตำรวจตรีทัศนัย พันตำรวจโทไตรสิทธิ์ และพันตำรวจเอกศตพัฒน์ เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ร่วมสืบสวนสอบสวนคดีนี้มาตั้งแต่ต้น อันเป็นการปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่โดยไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทุกปากมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 มาก่อน หรือปรากฏเหตุจูงใจใด ๆ ที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งในที่สุดแล้วนายโชคชัยก็มิได้เป็นคนร้ายที่ร่วมลงมือฆ่าผู้ตายทั้งสอง โดยกลุ่มคนร้ายที่ลงมือฆ่าผู้ตายทั้งสองคือจำเลยที่ 3 กับพวก โดยไม่ได้ประสงค์ต่อทรัพย์ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้ตายทั้งสองในบ้านที่เกิดเหตุไม่มีอะไรสูญหายไป แม้กระทั่งสร้อยคอทองคำที่ผู้ตายที่ 1 สวมใส่อยู่ก็ตาม นอกจากนี้กลุ่มคนร้ายที่ลงมือฆ่าผู้ตายทั้งสองก็ไม่ปรากฏว่ารู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายทั้งสองมาก่อน พฤติการณ์บ่งชี้ได้ว่ากลุ่มคนร้ายประสงค์ที่จะเอาชีวิตของผู้ตายทั้งสองเพียงสถานเดียวเท่านั้น ตามที่ได้รับการใช้ จ้าง วาน ซึ่งก็ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมหลาย ๆ ปากด้วยกันว่า ผู้ตายที่ 1 มีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 อีกทั้งเรื่องที่ผู้ตายที่ 1 ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กู้ยืมเงินไป 10,000,000 บาท ซึ่งผู้ตายที่ 1 เคยพูดไว้ก่อนตายว่า หากผู้ตายที่ 1 เป็นอะไรไป ก็มีเพียงจำเลยที่ 4 และที่ 5 เท่านั้นที่เป็นคนทำ แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ตายที่ 1 มีปัญหาขัดแย้งรุนแรงกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 จริง ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาสามารถเชื่อมโยงไปถึงจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันก่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยการใช้ จ้าง วาน ที่จำเลยที่ 4 นำสืบว่า จำเลยที่ 4 ไม่มีความขัดแย้งกับผู้ตายที่ 1 จำเลยที่ 4 ไม่เคยรู้จักและไม่เคยพบกับนายโชคชัย ไม่เคยจ้างนายโชคชัยให้ไปฆ่าผู้ตายที่ 1 จำเลยที่ 4 ไม่รู้จักจำเลยที่ 3 และไม่ได้ใช้ จ้าง วาน ให้ก่อเหตุคดีนี้ เช่นเดียวกับจำเลยที่ 5 ที่นำสืบทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 5 ไม่เคยมีความขัดแย้งกับผู้ตายทั้งสอง และไม่เคยรู้จักนายโชคชัยมาก่อน จำเลยที่ 5 ไม่เคยติดต่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น คงมีเพียงจำเลยที่ 4 และที่ 5 เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน โดยเฉพาะพยานบุคคลที่จำเลยที่ 4 นำมาสืบก็ไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 4 เบิกความได้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันก่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยการใช้ จ้าง วาน การกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่สำหรับจำเลยที่ 6 ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงคงฟังได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 6 เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตอนที่มีการว่าจ้างนายโชคชัยโดยไปที่บ้านของจำเลยที่ 5 เท่านั้น ซึ่งนายโชคชัยปฏิเสธไม่รับงาน ส่วนเหตุการณ์ตอนที่จำเลยที่ 1 กับพวกลงมือฆ่าผู้ตายทั้งสองนั้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่เชื่อมโยงไปถึงจำเลยที่ 6 ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างไรหรือไม่ คงได้ความแต่เพียงจำเลยที่ 6 โทรศัพท์ให้นายโชคชัยขับรถของนายชาญชัยไปส่งที่จังหวัดหนองคายเท่านั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบไม่อาจพิสูจน์ให้รับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยที่ 6 มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยการใช้ จ้าง วาน ด้วยแล้ว กรณียังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 6 ได้ร่วมกระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง สำหรับความผิดฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดเพื่อมิให้ถูกจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมคงได้ความเพียงว่า ขณะที่จำเลยที่ 6 โทรศัพท์ให้นายโชคชัยขับรถของนายชาญชัยซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดไปส่งที่จังหวัดหนองคาย นายชาญชัยได้หลบหนีไปที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ช่วยเหลือในการหลบหนีดังกล่าวแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 แม้ความผิดฐานดังกล่าวจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

สำหรับเรื่องค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้แก่โจทก์ร่วมนับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2561 อันเป็นวันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามมาตรา 7 ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี หรืออัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ชำระหนี้เสร็จ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 และในส่วนดอกเบี้ยของค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ให้ชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2561 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 189
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายธีรวัฒน์ ปราบไกรสีห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา