ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน แม้จะยังมิได้ส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานก็ตาม การที่ ร. โทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาให้เจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมาที่บ้านเกิดเหตุหลังจากความผิดสำเร็จแล้ว จึงมิใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดกับ ร. ในลักษณะของตัวการ ทั้งมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้สนับสนุน อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มาถึง ก็ถูกร้อยตำรวจเอก ธ. กับพวกจับกุมทันทีโดยไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยกับร้อยตำรวจเอก ธ. หรือ ร. ถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีพฤติการณ์ใดที่จะบ่งชี้ว่าได้ร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัว ร. และ ก. และมิให้ยึดรถกระบะ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของ ร. ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้ว เพราะการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยแต่ละคนก็ย่อมถูกลงโทษ เป็นแต่จะลงโทษได้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่บริษัท ท. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองบางแก้ว ที่ 1 บริษัท อ. จำกัด ที่ 2 การไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 การประปานครหลวง ที่ 4 จำเลย ว่า จำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ปรับปรุงถนน โดยจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ก่อสร้างถนนคอนกรีต วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคโดยไม่ได้รังวัดหรือแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทราบและรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนถนน แนวท่อประปา เสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหาย เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภครุกล้ำที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปรับปรุงถนน วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคโดยอ้างว่ากระทำลงบนที่ดินสาธารณะนั้น แท้จริงแล้วเป็นการกระทำลงบนที่ดินสาธารณะที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 หรือเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคของจำเลยทั้งสี่ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยที่ 1 แล้วจะเป็นผลให้จำเลยทั้งสี่มีอำนาจก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑-๒ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานโจทก์ออกจากพื้นที่ ซึ่งภายในพื้นที่ดังกล่าวมีทรัพย์สินของโจทก์เก็บรักษาไว้และบ้านพักคนงานโจทก์ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คำร้องของผู้ร้องมีประเด็นต้องพิจารณาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันและเป็นเหตุให้คู่ความไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลหรือไม่ เมื่อประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิดีกว่ากันในที่ดินพิพาท การที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีชื่อตาม น.ส. ๓ แล้วศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทเพราะมีรูปที่ดินตรงกัน ก็เป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสองโดยมิได้วินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดินพิพาท ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งยกเลิกคำขอให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการใช้สิทธิคนละส่วน และไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง
แม้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ๖ แปลง และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ – 0๑ ก.) ซึ่งออกทับซ้อนกับโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และได้ออกโฉนดที่ดินเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายและได้จัดที่ดินโดยการออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐-๑ ก.) ให้แก่เกษตรกรโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน การออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม (ส.ป.ก. นครพนม) มีอำนาจในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ – 0๑ ก.) มาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม (ส.ป.ก. นครพนม) มีอำนาจในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 177 หาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ว. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ โดยจำเลยเบิกความเป็นใจความว่า ว. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และไม่มีอาการฟั่นเฟือน อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในคดีนี้โดยตรง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นธนารักษ์พื้นที่สระบุรี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ เป็นอธิบดีกรมที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว - เสาไห้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ เป็นกรมที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ เป็นกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันปรับพื้นที่ดินของโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๔ บริเวณที่ถูกขุดเป็นคลองส่งน้ำสาย ๑ ซ้าย ๑ ขวา คลองเพรียว (คลองชลประทาน) ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากไม่สามารถดำเนินการได้ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการเวนคืนที่ดินและร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าทดแทนที่ดินหรือค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดให้การทำนองเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ และได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงแนวเขตที่ดินไว้แล้วตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของกระทรวงคลัง และกรมชลประทานได้มีหนังสือรับรองการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่สามารถดำเนินการเวนคืนที่ดินและจ่ายค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ อันเป็นประเด็นสำคัญในคดี รวมทั้งคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันปรับพื้นที่ดินบริเวณที่ถูกขุดเป็นคลองส่งน้ำสาย ๑ ซ้าย ๑ ขวาคลองเพรียว (คลองชลประทาน) ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการเวนคืนที่ดินและร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าทดแทนที่ดินหรือค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้นต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ นายอำเภอชุมพวง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนตูม ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้า และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ชดใช้ค่าเสียหายกับให้ดำเนินการตามกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้ามีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้า แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ชายคาบริเวณหน้าบ้านได้รับความเสียหาย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปักเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ติดตั้งใกล้ตัวบ้านและรุกล้ำเข้ามาถึงกึ่งกลางบริเวณที่ดินที่ติดกับบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินในเขตทางหลวง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ถูกเวนคืนแล้วจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และการที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินและปักเสาไฟฟ้าและสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นเขตทางหลวง โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด จำเลย จะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แต่จำเลยก็จัดตั้งขึ้นโดยการควบรวมกิจการของ บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ. ทีโอที ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ และโดยที่มาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบบริษัทแล้ว จะมีผลทำให้บริษัทเดิมหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลและเกิดขึ้นเป็นบริษัทใหม่ และทำให้บริษัทที่เกิดจากการควบกันและจดทะเบียนแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทางแพ่งของบริษัทที่ควบเข้ากันทั้งหมด ดังนั้น จำเลยจึงรับโอนภารกิจ สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเดิมของ บมจ. กสท โทรคมนาคม และบมจ. ทีโอที ซึ่งเป็น บมจ. ที่แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด และอาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองได้ หากได้กระทำการเกี่ยวกับการบริการสาธารณะหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ ซึ่งในกรณีนี้ ได้แก่ การดำเนินกิจการทางปกครองเกี่ยวกับการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องการพาดสายสื่อสารโทรคมนาคม อันเป็นภารกิจตามอำนาจหน้าที่ซึ่งมีอยู่เดิมก่อนแปรรูปเป็น บมจ. และเป็นการดำเนินการในฐานะผู้ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ การกระทำของจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นการกระทำในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้กระทำละเมิดโดยการพาดสายและติดตั้งสายสัญญาณบนเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก (เสาไฟฟ้า) ของโจทก์ที่ปักอยู่ริมถนนสายกำลังเอก – บุตาสง (ทางหลวงชนบทหมายเลข ๑๐๒๑) ทางด้านทิศตะวันตก ขนาดความยาว ๙ เมตร จำนวน ๒๓ ต้น โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ แม้การเคหะแห่งชาติ จำเลยที่ ๒ จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ แต่การที่จำเลยที่ ๒ ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมห้องชุดที่มีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดในอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรลาดหลุมแก้ว ๓ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๒/๒ เรียกประชุมใหญ่วิสามัญนั้น เป็นการกระทำในฐานะเจ้าของร่วมอาคารชุดดังกล่าวเช่นเดียวกับเจ้าของร่วมทั่วไปซึ่งเป็นเอกชน มิได้เป็นการใช้อำนาจหรือจัดทำบริการสาธารณะตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ การประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ ของนิติบุคคลอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรลาดหลุมแก้ว ๓ จำเลยที่ ๑ และมติที่ประชุมที่แต่งตั้ง หจก. ท. เป็นผู้จัดการนิติบุคคลแทน จึงเป็นกิจการของเอกชน มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองเพื่อดำเนินกิจการทางปกครอง ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรลาดหลุมแก้ว ๓ จำเลยที่ ๑ การเคหะแห่งชาติ จำเลยที่ ๒ และนาย ก. จำเลยที่ ๓ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ ของจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ และขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวในวาระที่ ๓ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องโดยมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้กรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเพิกถอนการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลและกรรมการนิติบุคคลจำเลยที่ ๑ นั้น แม้จะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แต่การที่จะพิจารณาว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาการจัดประชุมวิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ และมติที่ประชุมเสียก่อนว่า เป็นการประชุมและมติที่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ ทั้งเจตนารมณ์ของโจทก์ทั้งสองในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อจะทำลายมติที่ประชุมเจ้าของร่วมอาคารชุดจำเลยที่ ๑ ในการประชุมวิสามัญประจำปี ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่ง ส่วนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด เป็นเพียงผลของการพิจารณาว่าการประชุมใหญ่และมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมในอาคารชุดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น คดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาพิพากษาพร้อมกันไปในศาลเดียวกันที่ศาลยุติธรรม
คดีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา ที่ ๑ กรมปศุสัตว์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค สำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันสัญญา ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างล่าช้าจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานที่รับจ้างได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนเงินค้ำประกันสัญญาที่ริบไปพร้อมดอกเบี้ย กับชำระค่างานในส่วนที่ได้ก่อสร้างไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย
คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค สำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ และเมื่อพิจารณาสัญญาพิพาทดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงว่าจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค สำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ เพื่อใช้ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคสำหรับยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์เพื่อป้องกันโรคระบาดอันเกิดจากสัตว์เป็นพาหะตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำความผิดประสงค์ต่อผลในการหลอกลวงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง เมื่อคดีนี้ไม่มีการสืบพยานจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไปทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะชักชวนบุคคลทั่วไปให้นำเงินมาลงทุนกับจำเลยและพวก และหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยหลายครั้งตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายฟ้อง ซึ่งในแต่ละข้อที่โจทก์แยกบรรยายมานั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยกับพวกดังกล่าว และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยกับพวก แม้การโอนเงินของผู้เสียหายดังกล่าวจะกระทำหลายคราว แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรก ซึ่งไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่ จึงต้องฟังว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหาย ถึงจะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีขุดตักดินที่ถมลงไปในคลองสาธารณประโยชน์ ทั้งที่เป็นที่ดินในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองสาธารณประโยชน์ตั้งแต่ช่วงคลองที่ติดกับที่ดินผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีคลองสาธารณประโยชน์ไหลผ่านกลาง เมื่อถูกน้ำกัดเซาะที่ดินพังทลายกลายเป็นคลองมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันเกินกว่า ๑๐ ปี จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีถมดินลงไปโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๗ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีขุดตักดินที่ได้ถมลงไป จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ผู้ฟ้องคดีขุดตักดินที่ถมลงไป ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า พื้นที่ที่ผู้ฟ้องคดีถมดินลงไป เป็นที่ดินในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือคลองสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โจทก์ เป็นราชการในส่วนกลาง สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยื่นฟ้อง นาง อ. จำเลยซึ่งเคยเป็นข้าราชการสังกัดโจทก์สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยไล่จำเลยออกจากราชการ ขอให้จำเลยคืนเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัด อย่างไรก็ตาม คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใดหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้นมิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่นาย ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร ที่ ๑ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า คำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมอนุสิทธิบัตรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนต่ออายุอนุสิทธิบัตรตามคำขอของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมอนุสิทธิบัตรและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยืน ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าว กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนต่ออายุอนุสิทธิบัตรตามคำขอของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โดยที่การพิจารณาและออกคำสั่งเกี่ยวกับการขอต่ออายุอนุสิทธิบัตร การชำระค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมเพิ่ม และการขยายกำหนดเวลาชำระค่าธรรมเนียม ได้ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งถือเป็นกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในอนุสิทธิบัตร ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในอนุสิทธิบัตร อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ อันเป็นข้อยกเว้นให้คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าโจทก์ขณะที่มีข้อโต้เถียงกันในระหว่างการไกล่เกลี่ยคดีอื่นอันมิใช่ข้อเท็จจริงที่คู่ความคดีดังกล่าวนำมาเป็นข้อพิจารณาในคดีนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยของผู้ประนีประนอมในศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวจึงนำถ้อยคำที่จำเลยแถลงระหว่างการไกล่เกลี่ยนั้นมาอ้างอิงหรือนำสืบเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ต่อศาลในคดีนี้ได้ ไม่ถือว่าเป็นความลับอันต้องห้ามตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ย พ.ศ. 2554 ข้อเท็จจริงดังกล่าวนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ภายใต้บังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 85
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑๐ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ อันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยจำเลยได้ร่วมกันนำลวดหนามซึ่งใช้ในราชการทหารหรือลวดหนามหีบเพลงกีดขวางปิดกั้นทางเข้าออก ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกได้ ซึ่งภายในพื้นที่พิพาทมีทรัพย์สินของโจทก์และบ้านพักคนงานโจทก์ เป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของโจทก์... ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินมีข้อความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 10653 และบ้านเลขที่ 335 ให้ตกเป็นของโจทก์ ส่วนบ้านเลขที่ 426/2 ตกเป็นของจำเลย โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ด้วย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมีบ้าน 2 หลัง เป็นสินสมรสเป็นที่อยู่อาศัย และจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรหลังจากจดทะเบียนหย่า ประกอบกับข้อความท้ายหนังสือแบ่งทรัพย์สินระบุว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่มีการเรียกร้องสิทธิใด ๆ หลังจากนี้ไม่ว่าจะกรณีใด เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินโดยมีเจตนาเพื่อแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือสินสมรสให้แล้วเสร็จไปทั้งหมด โดยให้โจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของบ้านคนละหลังรวมถึงการเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์มั่นคงต่อไปในอนาคตด้วย ทั้งที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 มีชื่อ จ. เป็นเจ้าของโดยยังไม่มีการแบ่งแยกเอกสารสิทธิ ทำให้มีเหตุผลน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยไม่อาจระบุถึงรายละเอียดของที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 426/2 ในหนังสือแบ่งทรัพย์สินได้ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร จึงไม่น่าเชื่อว่า ในการทำหนังสือแบ่งทรัพย์สินโจทก์และจำเลยจะมีเจตนาให้คงเหลือที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2226 ไว้โดยมิได้ตกลงแบ่งกันให้แล้วเสร็จไปในคราวเดียวโดยไม่มีเหตุผล เชื่อว่าโจทก์และจำเลยตกลงยกบ้านเลขที่ 426/2 รวมถึงที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านให้แก่จำเลยตามหนังสือแบ่งทรัพย์สินแล้ว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม