คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2408/2551
#417148
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มาโอนให้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และ 306 โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ในนามของโจทก์เมื่อลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ และแม้โจทก์จะสามารถดำเนินการบังคับให้ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ก็ตาม แต่เมื่อตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์มีข้อตกลงในข้อ 6 ที่จำเลยที่ 1 รับรองลูกค้าที่โอนหนี้เป็นลูกค้าชั้นดี หากลูกค้าปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้หรือไม่สามารถชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือลูกค้าไม่ต้องชำระหนี้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ลูกค้าไม่ชำระหนี้ตามมูลหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้ชำระหนี้คืนครบถ้วนดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงยังต้องรับผิดชำระหนี้ในสิทธิเรียกร้องที่โอนให้แก่โจทก์ไปแล้วตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ ฟ้องโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี กรณีหาใช่การฟ้องเรียกลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ในมูลหนี้อันเกิดจากสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับลูกหนี้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,854,628 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้ต้นเงิน 1,059,788 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินจำนวน 830,388 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินจำนวน 252,674.45 บาท ที่โจทก์ได้รับตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 5 ฉบับ คิดหักให้ ณ วันดังกล่าวด้วย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นศาลฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกค้าของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 เบิกรับเงินล่วงหน้าไปได้ก่อนที่หนี้จากการโอนสิทธิเรียกร้องแต่ละรายจะถึงกำหนดชำระหนี้ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 100 ของจำนวนหนี้แต่ละรายการ โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์หลายครั้งแต่ที่โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์มีจำนวน 3 ครั้ง ตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง สำเนาใบส่งของและใบส่งของเป็นสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกรับรองเช็คและมอบเช็คไว้แก่โจทก์ ซึ่งภายหลังเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ครวม 8 ฉบับ รวมเป็นเงิน 830,388 บาท ตามบันทึกคำรับรองเช็คและเช็คกับใบคืนเช็ค

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่โจทก์ไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มาโอนให้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้น เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และ 306 โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ในนามของโจทก์เมื่อลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ และแม้โจทก์จะสามารถดำเนินการบังคับให้ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ก็ตาม แต่เมื่อตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์มีข้อตกลงในข้อ 6 ว่า "ผู้โอนขอรับรองว่าลูกค้าของผู้โอนทุกรายที่ได้แจ้งขึ้นทะเบียน (ทะเบียนลูกหนี้) ไว้กับผู้โอนเป็นลูกค้าชั้นดี...ดังนั้น ลูกค้าดังกล่าวจะชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนได้ตามกำหนดอย่างแน่นอน หากลูกค้าปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้หรือไม่สามารถชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือลูกค้าไม่ต้องชำระหนี้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ให้แก่ผู้รับโอน ผู้โอนตกลงยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนเป็นเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ลูกค้าไม่ชำระหนี้ตามมูลหนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าผู้รับโอนจะได้ชำระหนี้คืนครบถ้วน และผู้รับโอนจะมีสิทธินำเงินที่หักไว้ตามสัญญาข้อ 4 หรือเงินค่าตอบแทนที่ผู้โอนจะได้รับจากการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นมาหักชำระหนี้ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้โอนทราบ..." ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงยังต้องรับผิดชำระหนี้ในสิทธิเรียกร้องที่โอนให้แก่โจทก์ไปแล้วตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ในสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อลูกหนี้ในมูลหนี้อันเกิดจากสัญญาซื้อขายแล้วนำมาโอนให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้นมีอายุความ 2 ปี หรือ 10 ปี เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อลูกหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาโอนให้แก่โจทก์แล้วโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญา จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องที่รับโอนจากจำเลยที่ 1 เรียกให้ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ในมูลหนี้อันเกิดจากสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับลูกหนี้อันมีอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ฟ้องของโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 303 ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครหลวงเจริญเช่าซื้อ หาดใหญ่ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบูสเตอร์ทีวี 3 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390 -ที่ 2391/2551
#412789
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดตกลงท้ากันให้ถือเอาการตอบคำถามศาลของ น. เป็นข้อแพ้ชนะเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (1) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน ถ้าผลแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นเป็นประโยชน์ต่อคู่ความฝ่ายใด อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นทั้งหมด เมื่อ น. ตอบคำถามศาลว่า ที่ดินพิพาทหมายเลข 1 ถึง 3 เป็นของจำเลยที่ 1 ส่วนที่ดินพิพาทหมายเลข 4 เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของคำท้าทุกประการ แม้ว่าประเด็นของคดีไม่มีว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์และผู้ร้องสอดก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และให้เรียกผู้ร้องสอดทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้องสอด

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3658 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2656 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันตก จำเลยที่ 2 เป็นผู้อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกโดยได้รับอนุญาตจากมารดาของโจทก์เมื่อเดือนเมษายน 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินขอแบ่งแยกที่ดินของจำเลยที่ 1 และนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 1 งาน โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3656 ของจำเลยที่ 1 และแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินที่นำชี้เป็นที่ดินว่างเปล่าที่จำเลยที่ 1 ครอบครองอยู่ ซึ่งความจริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3658 ของโจทก์ ต่อมาเดือนมิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 นำเสาเหล็กเข้ามาไว้ในที่ดินพิพาท โจทก์โต้แย้งว่าเป็นที่ดินของโจทก์และให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายออกไปแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ส่วนจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกโฉนดสำหรับที่ดินที่มารดาโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 2 อยู่อาศัย โดยอ้างว่าเป็นที่ดินว่างเปล่าซึ่งจำเลยที่ 2 ครอบครองอยู่ โจทก์ได้ยื่นคัดค้าน ผลการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินปรากฏว่าเป็นที่ดินอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3658 ของโจทก์ มิใช่ที่ดินว่างเปล่า ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งสองครอบครองเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3658 ตำบลม่ง (ม่วงลาว) อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 4,500 บาท และเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดิน กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองต่างครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาประมาณ 50 ปี ที่ดินพิพาทเป็นของวัดมะกรูด จำเลยทั้งสองครอบครองและปลูกบ้านอยู่โดยอาศัยสิทธิของวัดมะกรูด โจทก์ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้อง ที่ดินพิพาทอยู่ห่างไกลความเจริญและมีจำนวนเพียงเล็กน้อย หากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินปีละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้องสอดเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่ดินที่โจทก์พิพาทกับจำเลยทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 10729 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด จำเลยทั้งสองปลูกบ้านอยู่ในที่ดินโดยผู้ร้องสอดอนุญาตให้อาศัยอยู่มาเป็นเวลากว่า 50 ปี มารดาโจทก์ทราบดีและไม่เคยเข้ามายุ่ง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด ห้ามมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมากว่า 200 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าระหว่างพิจารณา โจทก์ จำเลยทั้งสอง และผู้ร้องสอดได้ดูแผนที่วิวาทตามที่มีการรังวัดในวันที่ 28 กันยายน 2548 แล้วตกลงท้ากันว่า หากนายนุสรณ์ นายช่างผู้ทำการรังวัดแผนที่วิวาทฉบับดังกล่าวตอบคำถามของศาลว่า ที่ดินพิพาทหมายเลข 1 ถึง 4 เป็นของผู้ใดแล้วอีกฝ่ายหนึ่งยอมรับว่าเป็นผู้แพ้คดีตามที่นายนุสรณ์ตอบศาลปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 14 ธันวาคม 2548 ศาลชั้นต้นจึงได้สอบถามนายนุสรณ์ต่อหน้าคู่ความทุกฝ่าย นายนุสรณ์ตอบศาลว่าที่ดินพิพาทหมายเลข 1 ถึง 3 เป็นของจำเลยที่ 1 ส่วนที่ดินพิพาทหมายเลข 4 เป็นของจำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดว่า การที่คู่ความตกลงท้ากันและให้ศาลพิพากษาตามคำท้าดังกล่าวเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดตกลงท้ากันให้ถือเอาการตอบคำถามศาลของนายนุสรณ์เป็นข้อแพ้ชนะในคดีนั้นถือว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (1) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน ถ้าผลแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นเป็นประโยชน์ต่อคู่ความฝ่ายใด อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่านายนุสรณ์ตอบคำถามศาลว่า ที่ดินพิพาทหมายเลข 1 ถึง 3 เป็นของจำเลยที่ 1 ส่วนที่ดินพิพาทหมายเลข 4 เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของคำท้าทุกประการ แม้ว่าประเด็นของคดีไม่มีว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตามโจทก์และผู้ร้องสอดก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำท้าที่คู่ความตกลงกันมิได้เป็นไปในประเด็นแห่งคดีและไม่ชัดแจ้งนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายสุนีย์ วงษ์ชุนหรือภูตระกูล
ผู้ร้องสอด — วัดมะกรูด
จำเลย — นางทองย้อยหรือย้อย บุตรเณร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2388/2551
#417329
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนโจทก์บังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นบริวารของ บ. ให้ออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่พิพาทเดียวกันกับคดีนี้ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยเพราะที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง เมื่อคำร้องดังกล่าวตั้งประเด็นว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง ประเด็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าวจึงมีว่า ที่ดินเนื้อที่ 30 ไร่ ตามที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นของผู้ร้องนั้นเป็นของโจทก์หรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้องและผู้ร้องมิใช่บริวารจำเลยโจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ผู้ร้อง ดังนี้ คำวินิจฉัยที่รับฟังว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของโจทก์จึงเป็นคำวินิจฉัยที่มีประเด็นแห่งคดีเดียวกันกับคดีนี้ ผลแห่งคำวินิจฉัยย่อมผูกพันโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยของคำพิพากษาดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องถือตามว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของผู้ร้อง หรือจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1

เมื่อคดีแพ่งของศาลชั้นต้น มี บ. เป็นโจทก์ ว. และ ด. เป็นจำเลย โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้มิได้เป็นคู่ความด้วย คำวินิจฉัยที่ให้ บ. ชนะคดีในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มาด้วยโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในที่พิพาทโดยความยิมยอมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิในที่พิพาทนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในที่พิพาทโดยความยินยอมของเจ้าของที่พิพาทแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 และที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายบริวารและทรัพย์สินพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินตามฟ้องของโจทก์ พร้อมส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามเข้ายุ่งเกี่ยว และร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายออกจากที่พิพาท

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 30 ไร่ ที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องขับไล่นายบรรจงออกจากที่ดิน ส.ค.1 เนื้อที่รวม 492 ไร่ และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองให้ขับไล่นายบรรจงและบริวาร โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้โจทก์เข้าครอบครอง แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งถูกบังคับคดีในฐานะบริวารของคดีดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 30 ไร่นี้ ไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ และเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ฟังได้ว่าที่พิพาทดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บริวารนายบรรจง โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ผูกพันโจทก์ในเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ 30 ไร่ นี้หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสาม หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ โดยอ้างว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนและคดีนี้แตกต่างกันโดยคดีก่อนมีประเด็นว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของนายบรรจงหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินจำนวน 30 ไร่ และมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนมิได้มีประเด็นเพียงว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของนายบรรจงหรือไม่เท่านั้นดังที่โจทก์อ้าง เนื่องจากในคดีก่อนที่โจทก์บังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นบริวารของนายบรรจงให้ออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่พิพาทเดียวกันกับคดีนี้โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยเพราะที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง เมื่อคำร้องดังกล่าวตั้งประเด็นว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้องประเด็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าวจึงมีว่า ที่ดินเนื้อที่ 30 ไร่ ตามที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นของผู้ร้องนั้นเป็นของโจทก์หรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้องและผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ผู้ร้อง ดังนี้ คำวินิจฉัยที่รับฟังว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของโจทก์จึงเป็นคำวินิจฉัยที่มีประเด็นแห่งคดีเดียวกันกับคดีนี้ ผลแห่งคำวินิจฉัยย่อมผูกพันโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยของคำพิพากษาดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องถือตามว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของผู้ร้องหรือจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ยกข้ออ้างมาในฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ก่อนคดีนี้มีอีกคดีหนึ่งระหว่างนายบรรจงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสาววงแข และนางดารา เป็นจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 926-927/2518 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนางสาววงแขและนางดาราได้เบิกความในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นผู้ดูแลที่ดินพิพาทแทนนางสาววงแขและนางดาราต่อมาคดีดังกล่าวได้ถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้นายบรรจงชนะคดี คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมปิดปากจำเลยที่ 1 ในคดีนี้มิให้โต้เถียงได้ว่าที่พิพาทเป็นของตนเองนั้น เห็นว่า เมื่อคดีดังกล่าวมีนายบรรจงเป็นโจทก์ นางสาวแข และนางดาราเป็นจำเลย โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้มิได้เป็นคู่ความด้วย คำวินิจฉัยที่ให้นายบรรจงชนะคดีในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มาด้วยโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในที่พิพาทโดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิในที่พิพาทนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในที่พิพาทโดยความยินยอมของเจ้าของที่พิพาทแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเตรียม เลาหมนตรี
จำเลย — นายสนอง คงวารี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2551
#417327
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องบรรยายชัดแจ้งถึงประกาศกรมสรรพสามิตเรื่อง กำหนดราคายาสูบเพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าปรับ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2542 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 26 (พ.ศ.2544) พร้อมรายละเอียดของวันที่ได้ประกาศ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมเป็นการรับสารภาพตามข้อความที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ทั้งกฎกระทรวงดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2544 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับเช่นกฎหมาย การที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องจึงเป็นการเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยทราบประกาศกรมสรรพสามิตและกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่อาจแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามประกาศกรมสรรพสามิตและกฎกระทรวงดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 44, 49, 50 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 49 และ 50 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 50 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 395,718.75 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานไปบางส่วนแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงปรับ 296,789.06 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน และให้ริบยาสูบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบเพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าปรับ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2542 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 26 (พ.ศ.2544) ซึ่งกำหนดให้ปิดแสตมป์ตามมูลค่าอัตราร้อยละ 75 ศาลจะนำประกาศกรมสรรพสามิตและกฎกระทรวงดังกล่าวมาลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า คำฟ้องบรรยายชัดแจ้งถึงประกาศกรมสรรพสามิตและกฎกระทรวงดังกล่าวพร้อมรายละเอียดของวันที่ได้ประกาศ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมเป็นการรับสารภาพตามข้อความที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ทั้งกฎกระทรวง ฉบับที่ 26 (พ.ศ.2544) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2544 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับเช่นกฎหมาย การที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องจึงเป็นการเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยทราบประกาศกรมสรรพสามิตและกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่อาจแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามประกาศกรมสรรพสามิตและกฎกระทรวงดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 64
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายอารมณ์ ช่วยดำหรือดำช่วย
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2343/2551
#415467
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และภริยาโจทก์ช่วยชำระค่าปรับ 1,451,450 บาท ในข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองตกลงจะร่วมกันนำเงินดังกล่าวมาชำระคืนให้แก่โจทก์และภริยาในภายหลัง จำเลยทั้งสองให้การในตอนแรกว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าปรับเองแต่จำเลยทั้งสองกลับให้การในตอนหลังว่า หนี้ค่าปรับมิใช่เงินของโจทก์ ถ้าทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นเงินของโจทก์ซึ่งเป็นการชำระหนี้แทน ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความ กรณีจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าหนี้ค่าปรับที่ชำระแก่กรมสรรพสามิตเป็นเงินของจำเลยที่ 1 หรือเป็นเงินของโจทก์ และเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับหรือปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้ง จึงไม่มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2543 จำเลยทั้งสองขอให้โจทก์และนางวัฒนาภริยาโจทก์ ช่วยชำระเงินค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ในข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองตกลงว่าจะร่วมกันนำเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์และภริยา โจทก์และภริยาจึงชำระเงินค่าปรับจำนวนดังกล่าวให้แก่กรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 ไป หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์และภริยาตามสัญญา ต่อมาภริยาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของภริยา คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองค้างชำระเงินโจทก์ 1,451,450 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,451,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าปรับให้แก่กรมสรรพสามิตเอง ขณะภริยาโจทก์มีชีวิตไม่เคยทวงถามเงินค่าปรับจากจำเลยที่ 1 และโจทก์ก็ไม่เคยทวงถามเงินดังกล่าวด้วย หนี้ค่าปรับมิใช่เงินของโจทก์ ถ้าทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นเงินของโจทก์ซึ่งเป็นการชำระหนี้แทน ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,451,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และภริยาโจทก์ช่วยชำระค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ในข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองตกลงจะร่วมกันนำเงินดังกล่าวมาชำระคืนให้แก่โจทก์และภริยาในภายหลัง จำเลยทั้งสองให้การในตอนแรกว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าปรับให้แก่กรมสรรพสามิตเอง แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การในตอนหลังว่า หนี้ค่าปรับมิใช่เงินของโจทก์ ถ้าทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นเงินของโจทก์ซึ่งเป็นการชำระหนี้แทน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ กรณีจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าหนี้ค่าปรับที่ชำระแก่กรมสรรพสามิตเป็นเงินของจำเลยที่ 1 หรือเป็นเงินของโจทก์ และเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับหรือปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้ง จึงไม่มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบ แต่อย่างไรก็ดี คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และโจทก์ไม่ได้ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามกฎหมาย

คงมีประเด็นวินิจฉัยชั้นศาลฎีกาว่า โจทก์และภริยาโจทก์ได้ชำระเงินค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระเงินค่าปรับดังกล่าวคืนแก่โจทก์จริงหรือไม่ ซึ่งโจทก์และนางสาวพิศมัยผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาพระนครศรีอยุธยา เบิกความเป็นพยานประกอบเอกสารรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและสำเนาใบถอนเงินว่า นางวัฒนาได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนจำนวน 1,400,000 บาท เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2543 แล้วนำเงินที่รวบรวมจากการค้าขายอีกจำนวนประมาณ 50,000 บาท ไปชำระค่าปรับต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน แต่จนปัจจุบันจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ได้ชำระเงินคืน เห็นว่า โจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบกันดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์และภริยาโจทก์ได้ชำระเงินค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 จริง อันถือได้วาเป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระเงินค่าปรับดังกล่าวคืนแก่โจทก์ดังฟ้องจริง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เป็นประเด็นในคดีนี้แต่อย่างใดอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนค
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำนวย น้อยโสภณ
จำเลย — พันจ่าอากาศเอกหรือนายจรูญ ธูปะเตมีย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2551
#412785
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ต่อเติมแนวกันสาดจากอาคารมากเกินความจำเป็นและไม่ได้วางแผงขายสินค้าบนถนน ฎีกาของจำเลยที่ว่ากระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิด เพราะโจทก์ยินยอมแล้วเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขัดแย้งแตกต่างไปจากคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

จำเลยต่อเติมแนวกันสาดและนำสินค้ามาวางขายบนถนนเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารศูนย์การค้าย่อมมีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 แม้เจ้าของร้านค้ารายอื่นจะกระทำการรบกวนสิทธิของโจทก์ด้วย แต่เมื่อโจทก์ประสงค์จะยังความเสียหายหรือเดือดร้อนซึ่งเกิดจากการกระทำของจำเลยให้สิ้นไป การที่โจทก์ฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยจึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 โจทก์จดทะเบียนเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1679 จากนางสงัดกับพวก มีกำหนดเวลา 30 ปี เพื่อก่อสร้างศูนย์การค้าพระยาอุดรประกอบการค้าเกี่ยวกับเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง ผู้ให้เช่ายินยอมให้โจทก์ใช้ถนนส่วนบุคคลเป็นถนนทางร่วมกับศูนย์การค้าพระยาอุดร และให้อำนาจจัดการดูแลถนนส่วนบุคคลแทนผู้ให้เช่าได้ โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทำถนนบริเวณศูนย์การค้าทั้งหมดจำเลยเป็นเจ้าของอาคารเลขที่ 309/5 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 47480 ของจำเลยซึ่งใช้ประกอบการค้าขายเสื้อผ้าชื่อว่า "มะเหมี่ยว" ตัวอาคารติดกับถนนทางร่วมส่วนบุคคลเข้า-ออกถนนโพศรีของศูนย์การค้า จำเลยได้ต่อเติมแนวกันสาดยื่นออกจากอาคารมากเกินความจำเป็นจนรุกล้ำเข้ามาในถนนทางร่วมและได้วางแผงสินค้าบนถนนทางร่วมด้วยเจตนาใช้ถนนเป็นพื้นที่การค้าขายของตนอย่างถาวรด้วยเจตนาเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิกระทำเช่นนั้นได้ การกระทำของจำเลยถือว่ากระทำละเมิดและเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ กล่าวคือ มิได้ใช้ทางร่วมอย่างทางสัญจรเข้า-ออกตามปกติรถยนต์อาจเข้า-ออกได้ ทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ทางร่วมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และส่วนรวม โจทก์เคยขอความร่วมมือและมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเกินความจำเป็น เลิกและงดเว้นวางแผงบนถนนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนแนวกันสาดที่รุกล้ำบนทางร่วมและห้ามจำเลยวางแผงสินค้าบนทางร่วม

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1679 ตามกฎหมาย ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิให้เช่า สัญญาเช่าที่โจทก์ทำขึ้นเป็นการแสดงเจตนาลวงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินที่เช่าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับมอบอำนาจให้จัดการดูแลถนนส่วนบุคคลแทนผู้ให้เช่า หากมีการยินยอมให้ดูแลก็เป็นการกระทำที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะผู้ยินยอมไม่มีอำนาจให้ความยินยอมจำเลยไม่ได้ต่อเติมแนวกันสาดจากอาคารมากเกินความจำเป็นและไม่ได้วางแผงขายสินค้าบนถนนทางร่วม โจทก์อนุญาตให้เจ้าของอาคารร้านค้ารายอื่นวางแผงขายสินค้ายื่นออกมานอกอาคารและต่อเติมแนวกันสาดรอบตัวอาคารได้ทุกอาคารรอบตลาดในศูนย์การค้าเดียวกัน แต่โจทก์เจาะจงฟ้องบังคับจำเลยให้รื้อถอนกันสาดและห้ามวางแผงขายสินค้ารอบตัวอาคารเพียงร้านเดียว มีเจตนาจะทำให้จำเลยเสียหายต้องเสียเปรียบทางการค้า เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนแนวกันสาดที่รุกล้ำถนนทางร่วม ห้ามจำเลยวางแผงสินค้าบนถนนทางร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1679 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จากนางสงัด กับพวก มีกำหนด 30 ปี เพื่อสร้างศูนย์การค้าพระยาอุดรตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน สัญญาเช่าที่ดินเพื่อทำประโยชน์และโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 ผู้ให้เช่ายินยอมให้โจทก์ใช้ถนนส่วนบุคคลเป็นถนนทางร่วมกับศูนย์การค้าพระยาอุดร และให้โจทก์มีอำนาจจัดการดูแลถนนส่วนบุคคลแทนผู้ให้เช่าตลอดระยะเวลาการเช่า ตามสำเนาสัญญาถนนทางร่วมเอกสารหมาย จ.6 จำเลยเป็นเจ้าของอาคารเลขที่ 309/5 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 47480 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ของจำเลยซึ่งใช้ประกอบการค้าขายเสื้อผ้าโดยตัวอาคารสถานประกอบการค้าของจำเลยอยู่ติดถนนทางร่วมส่วนบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นทางเข้า-ออกถนนโพศรี จำเลยได้ต่อเติมแนวกันสาดรุกล้ำเข้ามาในถนนทางร่วมและวางแผงสินค้าบนถนนทางร่วม โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง

ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิดเพราะโจทก์ยินยอมแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ว่า จำเลยไม่ได้ต่อเติมแนวกันสาดจากอาคารมากเกินความจำเป็นและไม่ได้วางแผงขายสินค้าบนถนนทางร่วม จำเลยฎีกากล่าวอ้างข้อเท็จจริงขัดแย้งแตกต่างไปจากคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยต่อเติมแนวกันสาดและนำสินค้ามาวางขายบนถนนทางร่วมเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ และการกระทำของจำเลยร้ายแรงกว่าเจ้าของร้านค้ารายอื่น ดังนี้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารศูนย์การค้าพระยาอุดรย่อมมีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 แม้เจ้าของร้านค้ารายอื่นจะกระทำการรบกวนสิทธิของโจทก์ด้วย แต่เมื่อโจทก์ประสงค์จะยังความเสียหายหรือเดือดร้อนซึ่งเกิดจากการกระทำของจำเลยให้สิ้นไป การที่โจทก์ฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยจึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทตังปัก ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
จำเลย — นางมัลลิกา สถิตย์สัมพันธ์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2339/2551
#412784
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 350 มิได้บัญญัติว่าต้องทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่เป็นหนังสือระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ การแสดงเจตนาด้วยวาจาโดยมีคำเสนอและคำสนองตรงกันก็ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ต่อกันได้แล้ว

ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง ต้องมีกรณีเป็นที่สงสัย จึงนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่มีกรณีใดๆ ที่จะต้องสงสัยอีกต่อไป เพราะโจทก์ยินยอมรับโอนที่ดินจากบริษัท ธ. แล้ว ซึ่งตามมาตรา 361 สัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทาง ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นแต่เวลาเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ การที่โจทก์รับโอนที่ดินจึงเป็นการสนองเจตนาไปถึงบริษัท ธ. ผู้เสนอแล้วย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้น โดยมิจำต้องทำเป็นหนังสือ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนกันยายน 2540 ถึงเดือนมกราคม 2541 จำเลยซื้อสีทาอาคาร และสีน้ำมันต่างๆ รวม 12 ครั้ง คิดเป็นเงิน 641,865.57 บาท ไปจากโจทก์ จำเลยได้รับสินค้าแล้วแต่ไม่ชำระเงินภายใน 60 วัน ตามเงื่อนไข ถือว่าผิดนัด จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระค่าสินค้าแต่ละครั้ง ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2541 คิดเป็นดอกเบี้ย 51,252.13 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 693,117.70 บาท ต่อมาจำเลยได้โอนที่ดินชำระหนี้แก่โจทก์คิดเป็นเงินจำนวน 448,000 บาท ยังค้างชำระหนี้จำนวน 245,127.70 บาท หลังจากนั้นผิดนัดไม่ชำระหนี้อีกเลย จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 253,015.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 193,865.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ตามฟ้องโจทก์ได้ระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เนื่องจากโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ตีชำระหนี้แทนหนี้ของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยสั่งซื้อสีทาอาคารจากโจทก์เป็นเงิน 641,865.57 บาท ต่อมาวันที่ 24 กันยายน 2541 บริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ได้ส่งโทรสารถึงโจทก์ขอชำระหนี้แทนจำเลย โดยเสนอโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 37692 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2541 โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวจากบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด โดยใส่ชื่อนายสืบพงศ์กรรมการผู้จัดการของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้นได้มีการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ยังไม่มีการทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้อันเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด หนี้ตามสัญญาซื้อขายเดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังไม่ระงับสิ้นไปนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 บัญญัติว่า แปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้นจะทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่ ตามมาตราดังกล่าวที่กฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นสัญญานั้น กฎหมายมิได้บัญญัติว่าต้องทำเป็นหนังสือ การแสดงเจตนาโดยมีคำเสนอและคำสนองตรงกันก็ย่อมถือว่าเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาต่อกันได้แล้ว ตามคำเสนอข้อตกลงการชำระหนี้ของบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวเสนอโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตีมูลค่าราคาที่ดินเป็นเงิน 448,000 บาท ส่วนหนี้ที่เหลืออีกจำนวน 193,865.57 บาท ผู้รับสัญญาคือบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ตกลงจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้ทำบันทึกข้อตกลง ซึ่งต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2541 โจทก์ก็ได้สนองรับคำเสนอตามเอกสารหมาย จ.10 โดยโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวจากบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด โดยใส่ชื่อนายสืบพงศ์กรรมการผู้จัดการโจทก์ไว้แทน คำเสนอของบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด จึงตรงกับคำสนองของโจทก์ เพราะโจทก์ได้รับโอนที่ดินไว้แล้วโดยใส่ชื่อนายสืบพงศ์การโอนหนี้ดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการขืนใจลูกหนี้แต่อย่างใด จึงเป็นการแปลงหนี้โดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 หนี้จึงเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 หนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ จึงเป็นหนี้ระหว่างโจทก์กับบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัดที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไป

ที่โจทก์ฎีกาว่า เจตนาของคู่สัญญาทั้งสามฝ่ายที่มีอยู่ในร่างบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.12 ย่อมแสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาทั้งสามฝ่าย อันได้แก่ โจทก์ จำเลยและบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ประสงค์ที่จะทำความตกลงกันโดยละเอียดก่อนแล้วจึงทำเป็นหนังสือ แต่เมื่อปรากฏว่าคู่สัญญาทั้งสามฝ่ายยังไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ จึงถือว่าสัญญาแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้อันเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งโจทก์เห็นว่ากรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง ดังนั้น การที่บริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จึงเป็นการชำระหนี้บางส่วนของจำเลย หนี้ส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่ระงับสิ้นไปนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่มีกรณีใดๆ ที่จะต้องสงสัยอีกต่อไป เพราะโจทก์ยินยอมรับโอนที่ดินจากบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด โดยใส่ชื่อนายสืบพงศ์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ไว้แทนแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 บัญญัติว่า อันสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางนั้น ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นแต่เวลาเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ การที่โจทก์รับโอนที่ดินจึงเป็นการสนองเจตนาไปถึงบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ผู้เสนอแล้วย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นโดยมิจำต้องทำเป็นหนังสือ หนี้ระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นอันระงับ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 350 ม. 361 ม. 366 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น พี ที มาเกตติ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทบอนด์ เพ้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2339/2551
#417017
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 ที่กฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นสัญญานั้น กฎหมายมิได้บัญญัติว่าต้องทำเป็นหนังสือ การแสดงเจตนาโดยมีคำเสนอและคำสนองตรงกันก็ย่อมถือว่าเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาต่อกันได้แล้ว ตามคำเสนอข้อตกลงการชำระหนี้ของ บริษัท ธ. โดยบริษัทดังกล่าวเสนอโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตีมูลค่าราคาที่ดินเป็นเงิน 448,000 บาท ส่วนหนี้ที่เหลืออีกจำนวน 193,865.57 บาท ผู้รับสัญญา คือ บริษัท ธ. ตกลงจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้ทำบันทึกข้อตกลง ซึ่งต่อมาโจทก์ก็ได้สนองรับคำเสนอโดยโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวจาก บริษัท ธ. โดยใส่ชื่อ ส. กรรมการผู้จัดการโจทก์ไว้แทนคำเสนอของบริษัท ธ. จึงตรงกับคำสนองของโจทก์ เพราะโจทก์ได้รับโอนที่ดินไว้แล้วโดยใส่ชื่อ ส. การโอนหนี้ดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการขืนใจลูกหนี้แต่อย่างใด จึงเป็นการแปลงหนี้โดยชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 350 หนี้จึงเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่มีกรณีใด ๆ ที่จะต้องสงสัยอีกต่อไปว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง เพราะโจทก์ยินยอมรับโอนที่ดินจากบริษัท ธ. โดนใส่ชื่อ ส. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ไว้แทน จึงเป็นการสนองเจตนาไปถึงบริษัท ธ. ผู้เสนอแล้ว ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นแต่เวลาเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 โดยมิจำต้องทำเป็นหนังสือ หนี้ระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นอันระงับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 253,015.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 193,865.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยสั่งซื้อสีทาอาคารจากโจทก์เป็นเงิน 641,865.57 บาท ต่อมาวันที่ 24 กันยายน 2541 บริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ได้ส่งโทรสารถึงโจทก์ขอชำระหนี้แทนจำเลย โดยเสนอโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 37692 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2541 โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวจากบริษัทธำรงพัฒนาการ จำกัด โดยใส่ชื่อนายสืบพงศ์กรรมการผู้จัดการของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้นได้มีการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ยังไม่มีการทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้อันเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด หนี้ตามสัญญาซื้อขายเดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังไม่ระงับสิ้นไปนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 บัญญัติว่า แปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้นจะทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่ ตามมาตราดังกล่าวที่กฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นสัญญานั้น กฎหมายมิได้บัญญัติว่าต้องทำเป็นหนังสือ การแสดงเจตนาโดยมีคำเสนอและคำสนองตรงกันก็ย่อมถือว่าเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาต่อกันได้แล้ว ตามคำเสนอข้อตกลงการชำระหนี้ของบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวเสนอโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตีมูลค่าราคาที่ดินเป็นเงิน 448,000 บาท ส่วนหนี้ที่เหลืออีกจำนวน 193,865.57 บาท ผู้รับสัญญาคือบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ตกลงจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้ทำบันทึกข้อตกลง ซึ่งต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2541 โจทก์ก็ได้สนองรับคำเสนอ โดยโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวจากบริษัทธำรงพัฒนาการ จำกัด โดยใส่ชื่อนายสืบพงศ์กรรมการผู้จัดการโจทก์ไว้แทน คำเสนอของบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด จึงตรงกับคำสนองของโจทก์ เพราะโจทก์ได้รับโอนที่ดินไว้แล้วโดยใส่ชื่อนายสืบพงศ์ การโอนหนี้ดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการขืนใจลูกหนี้แต่อย่างใด จึงเป็นการแปลงหนี้โดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 หนี้จึงเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 หนี้ที่เกิดขึ้นใหม่จึงเป็นหนี้ระหว่างโจทก์กับบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไป

ที่โจทก์ฎีกาว่า เจตนาของคู่สัญญาทั้งสามฝ่ายที่มีอยู่ในร่างบันทึกข้อตกลงย่อมแสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาทั้งสามฝ่าย อันได้แก่ โจทก์ จำเลยและบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ประสงค์ที่จะทำความตกลงกันโดยละเอียดก่อนแล้วจึงทำเป็นหนังสือแต่เมื่อปรากฏว่าคู่สัญญาทั้งสามฝ่ายยังไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ จึงถือว่าสัญญาแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้อันเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งโจทก์เห็นว่ากรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง ดังนั้น การที่บริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จึงเป็นการชำระหนี้บางส่วนของจำเลย หนี้ส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่ระงับสิ้นไปนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่มีกรณีใด ๆ ที่จะต้องสงสัยอีกต่อไปเพราะโจทก์ยินยอมรับโอนที่ดินจากบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด โดยใส่ชื่อนายสืบพงศ์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ไว้แทนแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 บัญญัติว่า อันสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางนั้น ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นแต่เวลาเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอการที่โจทก์รับโอนที่ดินจึงเป็นการสนองเจตนาไปถึงบริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด ผู้เสนอแล้ว ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้น โดยมิจำต้องทำเป็นหนังสือ หนี้ระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นอันระงับ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 350 ม. 361 ม. 366 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น พี ที มาเกตติ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทบอนด์ เพ้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริ จีระมะกร
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2335/2551
#418505
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 แบ่งแยกความเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 ไว้เป็นสองส่วน ส่วนแรกได้แก่ค่าเสียหายทางด้านความเสียหายของทรัพย์สินซึ่งคือสิ่งปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ของโจทก์ที่ 1 ที่ได้รับความเสียหายตามข้อ 1 ซึ่งยังมิได้ประเมินกันให้ถูกต้องและจะดำเนินการสำรวจโดยสถาบันซึ่งทั้งสองฝ่ายยอมรับภายในเดือนตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นและค่าใช้จ่ายในการสำรวจทั้งหมด ส่วนที่สองได้แก่ค่าสินไหมทดแทนความเดือนร้อนรำคาญทั้งความปลอดภัยเกี่ยวกับชีวิตและอนามัย ซึ่งความเสียหายส่วนหลังนี้จำเลยที่ 1 ได้ชำระแก่โจทก์ที่ 1 ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เกิดข้อพิพาทจนถึงเดือนธันวาคม 2537 แล้วเป็นเงิน 500,000 บาท แต่หากการก่อสร้างในส่วนโครงสร้างของอาคารไม่เสร็จภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็จะยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 อีกเดือนละ 35,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 เป็นต้นไป มิได้คำนวณรวมกัน โจทก์ที่ 1 จึงยังคงมีสิทธิจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายทางด้านทรัพย์สินซึ่งตามบันทึกข้อตกลงข้อ 1 ที่โจทก์ที่ 1 มิได้รับชดใช้

บันทึกข้อตกลงข้อ 1. มีข้อความระบุว่า ความเสียหายจากการก่อสร้างอาคารที่มีผลทำให้อาคารทาวน์เฮาว์เสียหายจะดำเนินการสำรวจโดยสถาบันซึ่งทั้งสองฝ่ายยอมรับภายในเดือนตุลาคม 2537 ไม่มีการตกลงว่าจะต้องชดใช้เงินจำนวนเท่าใด คู่กรณีตกลงจะชำระเมื่อใด และที่ไหน อย่างไร ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องรับผิดในมูลหนี้ละเมิดตามเดิม จึงไม่เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 อันจะทำให้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ละเมิดยังคงมีอยู่ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ได้ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 ได้

ตามสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 1 ต้องทำการก่อสร้างตามแบบแปลนและคำสั่งของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างรับผิดในความเสียหายของโจทก์ที่ 1 ที่เกิดขึ้นจากการทำการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ในที่ชุมนุมชนซึ่งมีอาคารบ้านเรือนตลอดจนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกันมาก่อนแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 116654 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 23/12 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 116658 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 23/16 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำเลยทั้งสามเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของอาคารชุดโครงการสุขุมวิท ปาร์ค สูง 33 ชั้น ตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างอาคารดังกล่าว เริ่มดำเนินการก่อสร้างประมาณต้นปี 2536 ถึงประมาณปลายปี 2538 ระหว่างการก่อสร้างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 โดยจงใจหรือประมาณเลินเล่อได้ตอกเสาเข็มโดยแรง ใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ในการก่อสร้าง ขุดหลุดขนาดใหญ่สำหรับทำรากฐานโดยมิได้ทำการค้ำยันให้แข็งแรง และใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างแรงเป็นเหตุให้อาคารของโจทก์ทั้งสองทรุดตัวและแตกร้าวได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามยินยอมรับสภาพความผิดและตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง และได้ทำบันทึกตกลงยอมใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกเดือนละ 35,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายอาคารทรุดตัวและแตกร้าวทั่วไปต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและทำสีประมาณ 400,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายอาคารทรุดตัวและแตกร้าวทั่วไป ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงิน 245,700 บาท และตามบันทึกข้อตกลงยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยทั้งสองตกลงร่วมกันชดใช้ให้แก่โจทก์ที่ 1 และให้แก่โจทก์ที่ 2 แต่ละราย เดือนละ 35,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2538 ถึงเดือนกันยายน 2539 เป็นเวลา 9 เดือน เป็นเงิน 315,000 บาท รวมค่าเสียหายโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 715,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 560,720 บาท จำเลยที่ 3 ผู้ว่าจ้างได้ทราบถึงการละเมิดซึ่งจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในส่วนงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 1,275,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการใดๆ และจำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์อย่างใดกับจำเลยที่ 3 ในการก่อสร้างอาคารสุขุมวิทปาร์ค จำเลยที่ 1 เริ่มดำเนินการตั้งแต่งานฐานรากเป็นต้นไป ส่วนงานเข็ม (เสาเข็ม) ซึ่งเป็นงานขั้นแรกของการก่อสร้าง จำเลยที่ 3 ว่าจ้างบริษัทสยามซินเท็คฟาวเดชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ จำเลยที่ 1 ทำงานฐานรากด้วยความระมัดระวัง โดยกดเข็มพืด (ซีทพาย) ป้องกันดินเลื่อนไหล จัดให้มีผ้าใบตาข่ายคลุมและแผงกันวัสดุตกหล่น จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 กับที่ 3 เจรจากับโจทก์ทั้งสองเพื่อความเสียหายในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อความสะดวกในการก่อสร้าง จำเลยที่ 1 จ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้วคนละ 500,000 บาท โจทก์ทั้งสองจึงมิได้เสียหายตามฟ้อง ตามบันทึกข้อตกลงจำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละเดือนละ 35,000 บาท ในกรณีโครงสร้างของอาคารสุขุมวิทปาร์คไม่แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2537 แต่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างโครงสร้างของอาคารดังกล่าวเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาข้อตกลง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามข้อตกลง บ้านของโจทก์ทั้งสองเสียหายเพราะการก่อสร้างที่ไม่ได้คุณภาพ โจทก์ทั้งสองต่อเติมบ้านผิดแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต รวมทั้งเกิดจากการทรุดตัวของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างอาคารสูงมานานและเคยก่อสร้างมาแล้วหลายแห่ง จำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างดีในการว่าจ้างผู้รับเหมา จึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองมิได้รับความเสียหายตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ในกรมธรรม์ประกันภัยระบุเงื่อนไขกรณีพิพาทเกี่ยวกับเงินที่จะต้องจ่ายตามกรมธรรม์โดยต้องให้นำเรื่องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์ทั้งสองยังมิได้นำเรื่องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการ จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ก่อสร้างอาคารตามฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงมิได้เป็นผู้ผิดในงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกสรรผู้รับจ้าง ในการก่อสร้างจำเลยที่ 1 จัดให้มีการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินบริเวณข้างเคียงแล้ว จึงมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ความเสียหายที่โจทก์ทั้งสองฟ้องมิได้ตกลงที่จะชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง โดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11654 พร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 23/12 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างอาคารชุดสูง 33 ชั้นชื่อสุขุมวิท ปาร์ค ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 การก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นเหตุให้สิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ 1 และบ้านเรือนของผู้อื่นที่อยู่ข้างเคียงอาคารโครงการสุขุมวิท ปาร์ค ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการก่อสร้างในโครงการดังกล่าว หลังจากนั้นได้มีการประชุมกันเพื่อเจรจาตกลงระหว่างตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารโครงการสุขุมวิท ปาร์คของจำเลยที่ 3 กับโจทก์ที่ 1 และพวก ในที่สุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้วเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่าค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท ที่โจทก์ที่ 1 ได้รับจากจำเลยที่ 1 ไปแล้วนั้นเป็นอย่างเดียวกันกับค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 กับที่ 3 ร่วมกันรับผิดชดใช้เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท อันจะทำให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมจากที่ได้รับไปแล้ว 500,000 บาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.16 ประกอบบันทึกการประชุมและหนังสือแจ้งข้อเสนอของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.10, จ.12, จ.13 และ จ.15 แล้ว ได้ความชัดเจนว่าข้อตกลงตามบันทึกเอกสารหมาย จ.16 นั้น โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาแบ่งแยกความเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 ไว้เป็นสองส่วน กล่าวคือส่วนแรกได้แก่ค่าเสียหายทางด้านความเสียหายของทรัพย์สินซึ่งคือสิ่งปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ของโจทก์ที่ 1 ที่ได้รับความเสียหายตามข้อ 1 ซึ่งยังมิได้ประเมินกันให้ถูกต้องและจะดำเนินการสำรวจโดยสถาบันซึ่งคู่กรณีทั้งสองฝ่ายยอมรับภายในเดือนตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นและค่าใช้จ่ายในการสำรวจทั้งหมด ส่วนที่สองได้แก่ค่าสินไหมทดแทนความเดือนร้อนรำคาญรวมทั้งความปลอดภัยเกี่ยวกับชีวิตและอนามัย ซึ่งความเสียหายส่วนหลังนี้จำเลยที่ 1 ได้ชำระแก่โจทก์ที่ 1 ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เกิดข้อพิพาทจนถึงเดือนธันวาคม 2537 แล้วเป็นเงิน 500,000 บาท แต่หากการก่อสร้างในส่วนโครงสร้างของอาคารโครงการสุขุมวิท ปาร์ค ไม่เสร็จภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็จะยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 อีกเดือนละ 35,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 เป็นต้นไปตามบันทึกข้อตกลงข้อ 2 และข้อ 3 จึงได้เห็นชัดเจนว่าเจตนาของคู่กรณีมีการจำแนกค่าเสียหายทางด้านทรัพย์สินซึ่งขณะนั้นยังมิได้ประเมินกันให้ถูกต้องและโจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้รับการชดใช้ไว้ส่วนหนึ่งและค่าสินไหมทดแทนความเดือดร้อนรำคาญทั้งความปลอดภัยเกี่ยวกับชีวิตและอนามัยครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เกิดข้อพิพาทจนถึงเดือนธันวาคม 2537 แล้วเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท ไว้อีกส่วนหนึ่ง แยกต่างหากออกจากกัน มิได้คำนวณรวมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ที่ 1 จึงยังคงมีสิทธิจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายทางด้านทรัพย์สินซึ่งตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.16 ข้อ 1 ที่โจทก์ที่ 1 ยังมิได้รับชดใช้อันทำให้โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ต่อไปอีกว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 อีกจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยมานั้นชอบแล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงเรียกร้องค่าเสียหาย เอกสารหมาย จ.16 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 3 ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าว ข้อ 1 มีข้อความระบุว่า "ความเสียหายจากการก่อสร้างอาคารที่มีผลทำให้อาคารทาวน์เฮาส์เสียหายจะดำเนินการสำรวจโดยสถาบันซึ่งคู่กรณีทั้งสองฝ่ายยอมรับ ซึ่งมีอาคารที่เสียหายเลขที่ 23/12 ทั้งนี้จะทำการสำรวจภายในเดือนตุลาคม 2537" ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่มีการตกลงว่าจะต้องชดใช้เงินจำนวนเท่าใด คู่กรณีตกลงจะชำระเมื่อใด และที่ไหน อย่างไร ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องรับผิดในมูลหนี้ละเมิดตามเดิมจึงไม่เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 อันจะทำให้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ละเมิดยังคงมีอยู่ จำเลยที่ 3 จึงอาจต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายบุรินทร์ นายดำรง และนานประเวทย์ พยานจำเลยซึ่งเคยเป็นวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างและผู้จัดการโครงการสุขุมวิท ปาร์คของจำเลยที่ 3 ว่า การสั่นสะเทือนของพื้นดินอันเป็นเหตุให้อาคารทาวน์เฮาส์ของโจทก์ที่ 1 แตกร้าวนั้นเนื่องมาจากงานเข็ม (เสาเข็ม) อันเป็นงานขั้นตอนแรกของการก่อสร้างซึ่งจำเลยที่ 3 ว่าจ้างบริษัทอื่นดำเนินการ จำเลยที่ 1 คงเริ่มทำงานตั้งแต่งานฐานรากขึ้นมาด้วยความระมัดระวังโดยกดเข็มพืด (ชีทพาย) ป้องกันดินเลื่อนไหลทั้งจัดให้มีผ้าใบตาข่ายคลุมและแผงกั้นวัสดุตกหล่น มีการขุดหลุมเป็นฐานรากห่างจากรั้วของโจทก์ที่ 1 ประมาณ 10 เมตร โดยตัวอาคารโครงการสุขุมวิท ปาร์ค ที่สร้างขึ้นอยู่ห่างจากรั้วของโจทก์ที่ 1 ประมาณ 2 เมตร ในงานก่อสร้างของจำเลยที่ 1 นั้นมีการขุดดินลึกลงไปประมาณ 15 เมตรโดยกดเข็มพืด (ชีทพาย) ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 23 เมตร จำนวนประมาณ 450 แผ่น เพื่อกันดินเลื่อนไหลก่อนจะลงมือขุดดิน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปอีกว่า ขั้นตอนการกดเหล็กชีทพายลงในดินดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลแก่พื้นดินข้างเคียง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็มีผลทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเหมือนกัน และในการกดเหล็กชีทพายนี้มีการกดในบริเวณรอบสิ่งก่อสร้างทั้งหมดทุกหลุมของเสาเข็ม โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการ โดยเฉพาะได้ความจากคำเบิกความของนายประเวทย์ว่า ระหว่างที่นายประเวทย์ควบคุมงานอยู่นั้นได้รับแจ้งจากโจทก์ที่ 1 ว่าน้ำประปาและรางน้ำรั่วซึ่งนายประเวทย์ได้จัดซ่อมให้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นในการดำเนินการก่อสร้างยังต้องใช้รถบรรทุกคอนกรีตและรถหกล้อแล่นเข้าออกจากโครงการ สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ที่ว่าขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการก่อสร้างอาคารโครงการสุขุมวิท ปาร์ค นั้น จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และขุดหลุมในบริเวณก่อสร้างเพื่อวางฐานรากแต่ไม่ค้ำยันให้แข็งแรง ตลอดจนใช้รถขนาดใหญ่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนจนบ้านของโจทก์ที่ 1 ทรุดตัวลงเกิดรอยร้าวทั่วไป ดังนี้ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า ในการดำเนินการก่อสร้างอาคารโครงการสุขุมวิท ปาร์ค ของจำเลยที่ 3 โดยเฉพาะอย่างยิ่งขั้นตอนการทำงานเข็ม (เสาเข็ม) อันเป็นงานขั้นตอนแรกของการก่อสร้างซึ่งไม่ว่าจำเลยที่ 3 จะได้ว่าจ้างบริษัทอื่นดำเนินการหรือไม่ก็ตาม และขั้นตอนการทำงานฐานรากซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้เริ่มรับจ้างทำงานเป็นต้นมานั้น ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจนทำให้อาคารสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ 1 แตกร้าวเสียหายและก่อให้เกิดเหตุเดือนร้อนรำคาญต่อชีวิตและอนามัยของโจทก์ที่ 1 จริง ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3 ดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดซึ่งมีถึง 33 ชั้น อันแสดงให้เห็นว่าต้องเป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่โตมาก ดังนี้ วิญญูชนทั่วไปในสถานการณ์เช่นนั้นย่อมเล็งเห็นผลและตระหนักดีว่าจะทำให้ที่ดินข้างเคียงซึ่งอยู่ชิดติดกันถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงอันเป็นเหตุให้อาคารสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ 1 และบุคคลอื่นที่ตั้งอยู่ในบริเวณชิดติดกันนั้นได้รับความเสียหายเพราะงานที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำนี้โดยสภาพเป็นละเมิดและสภาพของการงานเป็นความผิดอยู่ในตัวเองด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 3 ได้ยกข้อต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 มีประสบการณ์ในการก่อสร้างอาคารสูงมานาน จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือคำสั่งที่ตนได้ให้ไว้ หรือการเลือกหาผู้รับจ้างนั้น อันเป็นการยกข้อต่อสู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างเหมาเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 9. มีใจความว่า หากรายการหรือรูปแบบต่อท้ายสัญญาคลาดเคลื่อนไป ผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ว่าจ้างหรือผู้แทนและหากคำวินิจฉัยตรงกับรายการแผนผังแล้ว ต้องถือว่าเด็ดขาด และได้กำหนดรายการ รูปแบบ แผนผังการก่อสร้างโครงการสุขุมวิท ปาร์ค แนบท้ายสัญญา โดยระบุเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาไว้ในข้อ 10 รวมถึงข้อ 14 ที่ให้สิทธิจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะทำการแก้ไขเพิ่มเติม หรือลดงานจากแบบและรายการเดิมได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องเลิกสัญญา แสดงให้เห็นว่า การก่อสร้างโครงการสุขุมวิท ปาร์ค ของจำเลยที่ 1 ต้องทำตามแบบแปลนและคำสั่งของจำเลยที่ 3 นอกจากนี้แล้วยังปรากฏตามบันทึกข้อตกลงเรียกร้องค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.16 ว่า บันทึกดังกล่าวเป็นบันทึกแนบท้ายข้อตกลงเรื่องความเสียหายฉบับลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2537 เอกสารหมาย จ.15 ซึ่งปรากฏว่า มีนางวีรวรรณกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 3 เข้าร่วมประชุมเจรจา ได้ข้อสรุปในเรื่องค่าเสียหาย โดยแบ่งเป็นค่าเสียหายจากการก่อสร้างอาคารที่มีผลทำให้ทาวน์เฮาส์เสียหาย ซึ่งกำหนดการสำรวจความเสียหายโดยสถาบันที่เป็นกลาง คู่กรณียอมรับและค่าสินไหมทดแทนอีกหลังละ 500,000 บาท จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นผู้สั่งการให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกา จำเลยที่ 3 ผู้ว่าจ้างจึงเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำและต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างรับผิดในความเสียหายของโจทก์ที่ 1 ที่เกิดขึ้นจากการทำการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ในที่ชุมนุมชนซึ่งมีอาคารบ้านเรือนตลอดจนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกันมาก่อนแล้วเช่นนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 จึงฟังไม่ขึ้น ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 428 ม. 438 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพศาล แซ่ลี้ กับพวก
จำเลย — บริษัท เว็น จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2328/2551
#417016
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยมีลักษณะเป็นสวน ไม่มีคลองสาธารณประโยชน์ผ่านที่ดิน โจทก์ทั้งสี่และจำเลยนำน้ำจากคลองบางสีทอง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยประมาณ 50 เมตร มาใช้รดน้ำต้นไม้ในสวน โดยใช้ต้นตาลที่ทะลวงไส้ออกเป็นท่อส่งน้ำฝังไว้ใต้พื้นดินติดต่อกับที่ดินของบุคคลอื่นที่อยู่ริมคลองบางสีทองเพื่อชักน้ำเข้ามาใช้ต่อกันเป็นทอด ๆ จึงเป็นท่อส่งน้ำที่ทำขึ้นเองเพื่อเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือกันของชาวสวน แม้จะนานเพียงใดก็ไม่ทำให้ท่อส่งน้ำที่วางไว้ใต้ดินของใครเป็นท่อส่งน้ำสาธารณประโยชน์ไปได้ และน้ำที่ไหลเข้ามาในที่ดินของจำเลยไปยังที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ผ่านท่อส่งน้ำดังกล่าวไม่ใช่เป็นน้ำที่ไหลตามธรรมดาจากที่ดินสูงมายังที่ดินต่ำตาม ป.พ.พ. มาตรา 1339 ที่จะให้สิทธิเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่สูงกว่าจะกันน้ำเอาไว้ได้เพียงที่จำเป็นแก่ที่ดินของตนและไม่ใช่เป็นทางน้ำผ่านที่ดินตามมาตรา 1355 ที่เจ้าของที่ดินที่มีทางน้ำผ่านไม่มีสิทธิจะชักเอาน้ำไว้เกินกว่าที่จำเป็นแก่ประโยชน์ของตนตามควรให้เป็นเหตุเสื่อมเสียแก่ที่ดินแปลงอื่นซึ่งอยู่ตามทางน้ำนั้น และข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากมีการทำถนนสาธารณประโยชน์ทำให้ทับท่อส่งน้ำไปในที่ดินของจำเลยเสียหาย ทำให้ไม่มีน้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยแล้วจำเลยต้องไปขอซื้อน้ำจากที่ดินแปลงของ บ. เพื่อประโยชน์ในที่ดินของจำเลย โดยจำเลยเสียค่าใช้จ่ายเพียงลำพัง และปิดท่อส่งน้ำในที่ดินของตนเองไม่ให้ส่งน้ำไปยังที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามเงื่อนไขที่ บ. ให้จำเลยใช้น้ำต่อจาก บ. คนเดียว การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจขอให้บังคับจำเลยรื้อสิ่งปิดกั้นทางน้ำออกไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2542 จำเลยปิดกั้นทางน้ำไม่ให้น้ำไหลผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 4803 ตำบลบางกรวยฝั่งเหนือ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา ของโจทก์ทั้งสี่ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ไม่มีน้ำรดต้นไม้ เป็นเหตุให้ต้นขนุน มะม่วง และมะนาวตาย ประมาณ 100 ต้น คิดเป็นค่าเสียหาย 20,000 บาท เป็นการกระทำละเมิด ขอให้บังคับจำเลยรื้อสิ่งปิดกั้นทางน้ำเพื่อเปิดให้น้ำไหลผ่านที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่กระทำการให้โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจกระทำการได้เอง โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช่จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท

จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่อยู่ติดกับที่ดินจำเลยไม่มีทางน้ำสาธารณะไหลผ่าน จำเลยและเจ้าของที่ดินรายอื่นได้ทำท่อส่งน้ำเพื่อชักน้ำเข้ามายังที่ดินของตนเอง ต่อมาองค์การบริหารส่วนตำบลทำถนนทำให้ท่อส่งน้ำแตกจำเลยจึงทำท่อน้ำใหม่ สวนของโจทก์ทั้งสี่ถูกน้ำท่วมหลายปีแล้ว และโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ทำสวน จำเลยปิดกั้นท่อส่งน้ำเดือนกันยายน 2542 โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีเกิน 1 ปี คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า จำเลยทำละเมิดปิดกั้นทางน้ำไม่ให้ไหลผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยรับกันว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยมีลักษณะเป็นส่วน ไม่มีคลองสาธารณประโยชน์ผ่านที่ดิน โจทก์ทั้งสี่และจำเลยนำน้ำจากคลองบางสีทอง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยประมาณ 50 เมตร มาใช้รดน้ำต้นไม่ในสวน โดยให้ต้นตาลที่ทะลวงไส้ออกเป็นท่อส่งน้ำฝังไว้ใต้พื้นดินติดต่อกับที่ดินของบุคคลอื่นที่อยู่ริมคลองบางสีทอง เพื่อชักน้ำเข้ามาใช้ต่อกันเป็นทอด ๆ จึงเป็นท่อส่งน้ำที่ทำขึ้นเองเพื่อเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือกันของชาวสวน แม้จะนานเพียงใดก็ไม่ทำให้ท่อส่งน้ำที่วางไว้ใต้ดินของใครเป็นท่อส่งน้ำสาธารณประโยชน์ไปได้ และน้ำที่ไหลเข้ามาในที่ดินของจำเลยไปยังที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ผ่านท่อส่งน้ำดังกล่าวไม่ใช่เป็นน้ำที่ไหลตามธรรมดาจากที่ดินสูงมายังที่ดินต่ำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 ที่จะให้สิทธิเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่สูงกว่าจะกันน้ำเอาไว้ได้เพียงที่จำเป็นแก่ที่ดินของตน และไม่ใช่เป็นทางน้ำผ่านที่ดินตามมาตรา 1355 ที่เจ้าของที่ดินที่มีทางน้ำผ่านไม่มีสิทธิจะชักเอาน้ำไว้เกินกว่าที่จำเป็นแก่ประโยชน์ของตนตามควรให้เป็นเหตุเสื่อมเสียแก่ที่ดินแปลงอื่นซึ่งอยู่ตามทางน้ำนั้น และข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่า หลังจากมีการทำถนนสาธารณประโยชน์ทำให้ทับท่อส่งน้ำไปในที่ดินของจำเลยเสียหาย ทำให้ไม่มีน้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยแล้วจำเลยต้องไปขอซื้อน้ำจากที่ดินแปลงของนางบำรุงเพื่อประโยชน์ในที่ดินของจำเลย โดยจำเลยเสียค่าใช้จ่ายตามลำพัง และปิดท่อส่งน้ำในที่ดินของตนเองไม่ให้ส่งน้ำไปยังที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามเงื่อนไขที่นางบำรุงให้จำเลยใช้น้ำต่อจากนางบำรุงคนเดียว การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจขอให้บังคับจำเลยรื้อสิ่งปิดกั้นทางน้ำออกไปได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1339 ม. 1355
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยศักดิ์ ไม้เลียบ กับพวก
จำเลยร่วม — นางมาลัย ทองอยู่
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2305/2551
#411331
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์อาจมีสิทธิครอบครองโดยการครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับตาม มาตรา 4 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว และต้องถือว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อไม่ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงมีผลเท่ากับโจทก์อ้างสิทธิครอบครองมาใช้ยันรัฐซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยยกเลิกการกระทำดังกล่าวในที่ดินพิพาท ให้จำเลยและบริวารห้ามยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์อาจมีสิทธิครอบครองโดยการครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับให้มีสิทธิครอบครองสืบไป และให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" ประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับวันที่ 1 ธันวาคม 2497 โจทก์กล่าวมาในคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทมาจากนายอโล่ง ตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งที่ดินพิพาทนี้ได้มีบุคคลอื่นครอบครองทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่ปรากฏจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากใดเลยว่า นายอโล่งครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากผู้ครอบครองเดิมตลอดมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว และต้องถือว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ การเข้ายึดถือครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายใช้ยันรัฐได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อไม่ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทจึงมีผลเท่ากับโจทก์อ้างสิทธิครอบครองมาใช้ยันรัฐซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ป.ที่ดิน ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพิศ วาณิชย์เจริญ
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายธีระพงศ์ พงศ์สุภากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายศุภศักดิ์ เยาว์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2298/2551
#416816
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยรู้หรือสมคบกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด และคดีส่วนอาญาของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่จะต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 492/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 45492 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องภริยาของจำเลยที่ 1 ในราคาต่ำกว่าราคาท้องตลาดโดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตไม่รู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ต้องเสียเปรียบ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 45492 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 492/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีดังกล่าวถึงที่สุด โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่ปี 2543 วันที่ 7 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับนางสุมาลีซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 45492 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แล้วโอนขายให้จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า การโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสองได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ และนายสุขุมเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่าเดิมโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้องประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์ โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ไปเจรจากันที่สำนักงานทนายความของนายสุขุม จำเลยที่ 2 บอกโจทก์และนายสุขุมว่า จำเลยที่ 1 เคยนำบ้านและที่ดินของบิดามารดาจำเลยที่ 2 ไปจำนองเพื่อนำเงินมาต่อสู้ในคดีกู้ยืมที่ถูกโจทก์ฟ้องแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนจำนอง จำเลยที่ 2 จึงต้องชำระหนี้แทน และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กับนางสุมาลีเคยนำที่ดินของบิดามารดาจำเลยที่ 2 ไปจำนอง และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์และนายสุขุม เห็นว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำบ้านและที่ดินของบิดามารดาจำเลยที่ 2 ไปจำนองและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองนั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะ และเกี่ยวกับที่มาของมูลหนี้ระหว่างจำเลยทั้งสองอันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเชื่อว่าโจทก์และนายสุขุมเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ยินได้ฟังมาจากจำเลยที่ 2 และจากคำพูดของจำเลยที่ 2 นั้นเอง บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์และถูกโจทก์ฟ้องบังคับชำระหนี้ โดยโจทก์เบิกความยืนยันว่าในวันที่มีการเจรจากันนั้น โจทก์และนายสุขุมได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่าการโอนที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 รู้ว่ายังมีหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์อยู่ ซึ่งในข้อนี้นายสุขุมเบิกความสนับสนุนว่า จากการสอบถามจำเลยที่ 2 น่าจะรู้ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหนี้สิ้นค้างชำระอยู่กับโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นเพื่อบังคับชำระหนี้ การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 45492 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินดังกล่าวเพียงแปลงเดียวจำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนโดยสุจริตนั้น จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปที่ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยรู้หรือสมคบกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดและคดีส่วนอาญาของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดแล้ว ในการพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 2 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์และไม่รู้ว่าการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่จะต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้เถียงคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิภา ลีวัฒนา
จำเลย — นายประสิทธิ์ วงศ์คำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2296/2551
#413210
เปิดฉบับเต็ม

ตาข่ายป้องกันลูกกอล์ฟออกนอกรั้วสนามฝึกซ้อมกอล์ฟส่วนที่จำเลยต่อเติมเป็นไนล่อนซึ่งมีลักษณะเบา สายลมสามารถพัดผ่านทะลุได้ การที่จำเลยต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต กับการที่การต่อเติมมั่นคงแข็งแรงหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกัน ถ้าการต่อเติมโดยมิได้รับอนุญาตแต่แข็งแรงก็ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ หรือการต่อเติมได้รับอนุญาตแต่การกระทำไม่แข็งแรงก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ มิใช่ว่าหากต่อเติมแล้วมิได้มีการขออนุญาตต่อทางราชการแล้ว จะเป็นการกระทำละเมิดไปทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างสนามฝึกซ้อมกอล์ฟบนที่ดินของบุคคลอื่น ทางด้านทิศใต้ของโครงการนิชดาปาร์ค จำเลยขออนุญาตปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่เป็นอาคาร แต่ส่วนที่เป็นตาข่ายป้องกันลูกกอล์ฟออกนอกรั้วสนามไม่ได้มีการอนุญาตจากทางราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีความแข็งแรงต่อแรงลมและมีความสูงไม่เพียงพอที่จะป้องกันลูกกอล์ฟทางด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้ตกอยู่ในสนามฝึกซ้อมของจำเลย โจทก์ทั้งสองแจ้งจำเลยแล้ว จำเลยเพียงแต่ต่อตาข่ายด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้สูงขึ้น แต่ไม่แข็งแรงเวลามีลมพัดจะโอนเอนเหมือนจะพังลงมา สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และยังมีลูกกอล์ฟข้ามตาข่ายเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ และกั้นกระแสลมตามปกติที่พัดเข้าสู่บ้านและที่ดินของโจทก์ทั้งสอง นอกจากนี้ทำให้ทัศนียภาพและสภาพแวดล้อมบ้านและที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่เหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่อาศัยโดยสงบ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟเพื่อเปิดลมธรรมชาติพัดผ่านตามสภาพเดิมที่มีก่อนที่จำเลยจะทำการก่อสร้าง หากจำเลยไม่รื้อถอนหรือกระทำการใดๆ เพื่อป้องกันลูกกอล์ฟให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รื้อถอนหรือกระทำการใดๆ เพื่อป้องกันลูกกอล์ฟและให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยกระทำการใดๆ ไม่ให้ลูกกอล์ฟหรือวัตถุอื่นใดจากสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจสนามฝึกซ้อมกอล์ฟทั้งการครอบครองและดูแลการฝึกซ้อมกอล์ฟซึ่งก่อสร้างในที่ดินของบุคคลอื่นโดยขออนุญาตปลูกสร้างอาคารรวมทั้งแผงตาข่ายกันลูกกอล์ฟแล้ว การก่อสร้างแผงตาข่ายมีความแข็งแรงได้มาตรฐานมีความสูงกว่าสนามฝึกซ้อมกอล์ฟทั่วไป ทั้งจำเลยออกระเบียบมิให้บุคคลที่มาใช้สนามฝึกกอล์ฟของจำเลยใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพในการตีไกล ทำให้ไม่สามารถตีลูกกอล์ฟให้ลอยข้ามแผงตาข่ายข้ามไปยังหมู่บ้านนิชดาปาร์ค และทำให้ทรัพย์สินและบุคคลในหมู่บ้านได้รับความเสียหายหรือบาดเจ็บ จำเลยไม่ได้ทำให้โจทก์ทั้งสองและบุคคลที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสนามกอล์ฟของจำเลยไม่มีความปกติสุขและไม่สามารถใช้สอยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินได้ จำเลยดำเนินการปรับปรุงและออกระเบียบเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่บ้านข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งการปิดเปิดสนามกอล์ฟของจำเลยในเวลา 8 ถึง 20.30 นาฬิกา ซึ่งเร็วกว่าสนามกอล์ฟทั่วไปและตาข่ายที่ใช้เป็นตาข่ายไนล่อนกระแสลมสามารถพัดทะลุผ่านตาข่ายได้ มิได้กั้นกระแสลมและไม่มีลักษณะโอนเอนแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนแผงตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟร่วงหล่นส่วนที่ต่อเติมขึ้นไปอีก 10 เมตร ตามเอกสารหมาย จ.10 เสียแล้วจัดให้มีการสร้างแผงตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟร่วงหล่นขึ้นใหม่สูง 10 เมตร โดยได้รับอนุญาตจากทางราชการต่อจากแผงตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟร่วงหล่นเดิม ให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดและให้จำเลยออกระเบียบมิให้บุคคลที่มาใช้บริการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพในการตีไกล เช่น หัวไม้ 1 ที่บริเวณชั้นสองของอาคารและมิให้ใช้ที (TEE) ตั้งลูกกอล์ฟสูงเกินกว่า 45 มิลลิเมตร ที่บริเวณชั้น 1 ของอาคารรวมทั้งการเปิดปิดของสนามกอล์ฟของจำเลยตั้งแต่เวลา 8 ถึง 20.30 นาฬิกา เป็นการถาวร ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่ให้จำเลยรื้อแผงตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยประกอบธุรกิจทำสนามฝึกซ้อมกอล์ฟอยู่ติดกับที่ดินและบ้านจัดสรรโครงการนิชดาปาร์คของโจทก์ที่ 2 ในการก่อสร้างสนามฝึกซ้อมกอล์ฟดังกล่าวจำเลยได้ก่อสร้างแผงตาข่ายไนล่อนเพื่อกันลูกกอล์ฟที่ถูกตีไม่ให้ออกนอกรั้วสนามตกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เดิมแผงตาข่ายมีความสูง 30 เมตร ซึ่งได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมีความมั่นคงแข็งแรงและลมสามารถพัดผ่านแผงตาข่ายไนล่อนได้แต่ไม่สามารถกันลูกกอล์ฟไม่ให้ตกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้จำเลยจึงต่อแผงตาข่ายให้สูงขึ้นไปอีก 10 เมตร หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีลูกกอล์ฟตกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีก แต่การต่อแผงตาข่ายนี้จำเลยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การต่อเติมแผงตาข่ายให้สูงขึ้นอีกไป 10 เมตร ของจำเลย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าจำเลยมิได้ขออนุญาตปลูกสร้างส่วนที่เป็นตาข่ายป้องกันลูกกอล์ฟออกนอกรั้วสนาม แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยได้ขออนุญาตต่อทางราชการและได้รับอนุญาตแล้วตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย ล.4 และตามฟ้องโจทก์ทั้งสองอ้างว่าการต่อเติมตาข่ายขึ้นไปอีก 10 เมตร ไม่แข็งแรงเวลามีลมพัดจะโอนเอนเหมือนจะพังลงมา นั้น แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันแต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาตาข่ายตามภาพถ่ายหมาย ล.9 จะเห็นได้ว่าจำเลยต่อเติมเฉพาะด้านที่อยู่ตรงข้ามกับอาคารที่ตีลูกกอล์ฟ มิได้ต่อเติมทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีตาข่ายโยงปิดด้านบนทางด้านขวามือโดยโยงไว้กับอีกฟากหนึ่ง ดังนั้นหากมีการล้มของรั้วตาข่ายที่ต่อเติมใหม่ ก็จะหล่นเข้าสู่สนามกอล์ฟเพราะมีเชือกรั้งไว้ทั้งจำเลยอ้างว่าได้ใช้ตาข่ายไนล่อน ซึ่งโจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงได้ความว่าตาข่ายส่วนที่จำเลยต่อเติมนั้นเป็นไนล่อนซึ่งมีลักษณะเบา เมื่อเป็นตาข่ายจึงไม่เป็นวัสดุที่ปิดกั้นลม สายลมสามารถพัดผ่านทะลุได้ มิได้ปิดกั้นลมแต่อย่างใด การที่จำเลยต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต กับการที่การต่อเติมมั่นคงแข็งแรงหรือไม่เป็นคนละเรื่องกัน กล่าวคือ หากการต่อเติมโดยมิได้รับอนุญาตแต่แข็งแรงก็ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ ขณะเดียวกันหากการต่อเติมได้รับอนุญาตแต่การกระทำไม่แข็งแรง ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ มิใช่ว่าหากต่อเติมแล้วมิได้มีการขออนุญาตต่อทางการราชการแล้ว จะต้องเป็นการกระทำละเมิดไปทั้งหมดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิชดาปาร์ค จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทโปรคลับ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2296/2551
#497956
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสนามกอล์ฟและก่อสร้างแผงตาข่ายไนล่อนสูง 30 เมตร โดยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อกันลูกกอล์ฟที่ถูกตีไม่ให้ออกนอกรั้วสนามตกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แต่ก็ไม่อาจกันลูกกอล์ฟกรณีนี้ได้ จำเลยจึงต่อแผงตาข่ายให้สูงขึ้นอีก 10 เมตร โดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีลูกกอล์ฟตกเข้าไปในที่ดินโจทก์อีก และตาข่ายส่วนที่ต่อเติมเป็นไนล่อนมีลักษณะเบาสายลมสามารถพัดผ่านทะลุได้ ทั้งหากมีการล้มของรั้วตาข่ายที่ต่อเติมใหม่ก็จะหล่นเข้าสู่สนามกอล์ฟเพราะมีเชือกรั้งไว้ เช่นนี้ การต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต กับการที่การต่อเติมมั่นคงแข็งแรงหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกัน เพราะหากการต่อเติมโดยมิได้รับอนุญาตแต่แข็งแรง ก็ไม่อาจก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่นได้ แต่หากการต่อเติมได้รับอนุญาต แต่การกระทำไม่แข็งแรง ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้น การต่อเติมแผงตาข่ายให้สูงขึ้นอีก 10 เมตร โดยมิได้มีการอนุญาตต่อทางราชการ มิใช่ว่าจะต้องเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ไปทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างสนามฝึกซ้อมกอล์ฟบนที่ดินของบุคคลอื่นทางด้านทิศใต้ของโครงการนิชดาปาร์ค จำเลยขออนุญาตปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่เป็นอาคาร แต่ส่วนที่เป็นตาข่ายป้องกันลูกกอล์ฟออกนอกรั้วสนามไม่ได้มีการขออนุญาตจากทางราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีความแข็งแรงต่อแรงลมและมีความสูงไม่เพียงพอที่จะป้องกันลูกกอล์ฟทางด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้ตกอยู่ในสนามฝึกซ้อมของจำเลย โจทก์ทั้งสองแจ้งจำเลยแล้ว จำเลยเพียงแต่ต่อตาข่ายด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้สูงขึ้น แต่ไม่แข็งแรงเวลามีลมพัดจะโอนเอนเหมือนจะพังลงมา สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และยังมีลูกกอล์ฟข้ามตามข่ายเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ และกันกระแสลมตามปกติที่พัดเข้าสู่บ้านและที่ดินของโจทก์ทั้งสอง นอกจากนี้ทำให้ทัศนียภาพและสภาพแวดล้อมบ้านและที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่เหมาะที่จะเป็นที่อยู่อาศัยโดยสงบ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟเพื่อเปิดลมธรรมชาติพัดผ่านตามสภาพเดิมที่มี ก่อนที่จำเลยจะทำการก่อสร้าง หากจำเลยไม่รื้อถอนหรือกระทำการใดๆ เพื่อป้องกันลูกกอล์ฟ ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รื้อถอนหรือกระทำการใดๆ เพื่อป้องกันลูกกอล์ฟและให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยกระทำการใดๆ ไม่ให้ลูกกอล์ฟหรือวัตถุอื่นใดจากสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยข้ามเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจสนามฝึกซ้อมกอล์ฟทั้งการครอบครองและดูแลการฝึกซ้อมกอล์ฟซึ่งก่อสร้างในที่ดินของบุคคลอื่นโดยขออนุญาตปลูกสร้างอาคารรวมทั้งแผงตาข่ายกันลูกกอล์ฟแล้ว การก่อสร้างแผงตาข่ายมีความแข็งแรงได้มาตรฐานมีความสูงกว่าสนามฝึกซ้อมกอล์ฟทั่วไป ทั้งจำเลยออกระเบียบมิให้บุคคลที่มาใช้สนามฝึกกอล์ฟของจำเลยใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพในการตีไกล ทำให้ไม่สามารถตีลูกกอล์ฟให้ลอยข้ามแผงตาข่ายข้ามไปยังหมู่บ้านนิชดาปาร์ค และทำให้ทรัพย์สินและบุคคลในหมู่บ้านได้รับความเสียหายหรือบาดเจ็บ จำเลยไม่ได้ทำให้โจทก์ทั้งสองและบุคคลที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสนามกอล์ฟของจำเลยไม่มีความปกติสุขและไม่สามารถใช้สอยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินได้ จำเลยดำเนินการปรับปรุงและออกระเบียบเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่บ้านข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งการปิดเปิดสนามกอล์ฟของจำเลยในเวลา 8 ถึง 20.30 นาฬิกา ซึ่งเร็วกว่าสนามกอล์ฟทั่วไปและตาข่ายที่ใช้เป็นตาข่ายไนล่อนกระแสลมสามารถพัดทะลุผ่านตาข่ายได้ มิได้กั้นกระแสลมและไม่มีลักษณะโอนเอนแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนแผงตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟร่วงหล่นส่วนที่ต่อเติมขึ้นไปอีก 10 เมตร เสีย แล้วจัดให้มีการสร้างแผงตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟร่วงหล่นขึ้นใหม่สูง 10 เมตร โดยได้รับอนุญาตจากทางราชการต่อจากแผงตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟร่วงหล่นเดิม ให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดและให้จำเลยออกระเบียบมิให้บุคคลที่มาใช้บริการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟของจำเลยใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพในการตีไกล เช่น หัวไม้ 1 ที่บริเวณชั้นสองของอาคารและมิให้ใช้ที (TEE) ตั้งลูกกอล์ฟสูงเกินกว่า 45 มิลลิเมตร ที่บริเวณชั้น 1 ของอาคาร รวมทั้งการเปิดปิดสนามกอล์ฟของจำเลยตั้งแต่เวลา 8 ถึง 20.30 นาฬิกา เป็นการถาวร ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่ให้จำเลยรื้อแผงตาข่ายกั้นลูกกอล์ฟ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยประกอบธุรกิจทำสนามฝึกซ้อมกอล์ฟอยู่ติดกับที่ดินและบ้านจัดสรรโครงการนิชดาปาร์คของโจทก์ที่ 2 ในการก่อสร้างสนามฝึกซ้อมกอล์ฟดังกล่าวจำเลยได้ก่อสร้างแผงตาข่ายไนล่อนเพื่อกันลูกกอล์ฟที่ถูกตีไม่ให้ออกนอกรั้วสนามตกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เดิมแผงตาข่ายมีความสูง 30 เมตร ซึ่งได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมีความมั่นคงแข็งแรงและลมสามารถพัดผ่านแผงตาข่ายไนล่อนได้ แต่ไม่สามารถกันลูกกอล์ฟไม่ให้ตกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้ จำเลยจึงต่อแผงตาข่ายให้สูงขึ้นไปอีก 10 เมตร หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีลูกกอล์ฟตกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีก แต่การต่อแผงตาข่ายนี้จำเลยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การต่อเติมแผงตาข่ายให้สูงขึ้นไปอีก 10 เมตร ของจำเลย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าจำเลยมิได้ขออนุญาตปลูกสร้างส่วนที่เป็นตาข่ายป้องกันลูกกอล์ฟออกนอกรั้วสนาม แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยได้ขออนุญาตต่อทางราชการและได้รับอนุญาตแล้วตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร และตามฟ้องโจทก์ทั้งสองอ้างว่าการต่อเติมตาข่ายขึ้นไปอีก 10 เมตร ไม่แข็งแรงเวลามีลมพัดจะโอนเอนเหมือนจะพังลงมา นั้น แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันแต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาตาข่ายตามภาพถ่าย จะเห็นได้ว่าจำเลยต่อเติมเฉพาะด้านที่อยู่ตรงข้ามกับอาคารที่ตีลูกกอล์ฟ มิได้ต่อเติมทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีตาข่ายโยงปิดด้านบนทางด้านขวามือโดยโยงไว้กับอีกฟากหนึ่ง ดังนั้น หากมีการล้มของรั้วตาข่ายที่ต่อเติมใหม่ ก็จะหล่นเข้าสู่สนามกอล์ฟเพราะมีเชือกรั้งไว้ ทั้งจำเลยอ้างว่าใช้ตาข่ายไนล่อน ซึ่งโจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงได้ความว่าตาข่ายส่วนที่จำเลยต่อเติมนั้นเป็นไนล่อนซึ่งมีลักษณะเบา เมื่อเป็นตาข่ายจึงไม่เป็นวัสดุที่ปิดกั้นลม สายลมสามารถพัดผ่านทะลุได้ มิได้ปิดกั้นลมแต่อย่างใด การที่จำเลยต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต กับการที่การต่อเติมมั่นคงแข็งแรงหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกัน กล่าวคือ หากการต่อเติมโดยมิได้รับอนุญาตแต่แข็งแรงก็ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ ขณะเดียวกันหากการต่อเติมได้รับอนุญาตแต่การกระทำไม่แข็งแรง ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ มิใช่ว่าหากต่อเติมแล้วมิได้มีการขออนุญาตต่อทางราชการแล้ว จะต้องเป็นการกระทำละเมิดไปทั้งหมด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิชดาปาร์ค จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทโปรคลับ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2291/2551
#420222
เปิดฉบับเต็ม

บ้านของกลางทั้ง 2 หลังที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติมิใช่เครื่องมือ อาวุธ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใดๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดโดยตรง ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 74 ทวิ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 29 ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคห้า จึงไม่อาจริบได้

พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 22 มีเจตนารมณ์ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติฯ ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ เนื้อที่ 208 ไร่ โดยปลูกสร้างบ้านพัก 1 หลัง บ้านพักคนงาน 1 หลังแผ้วถางป่าและก่นสร้างแล้วทำการเกษตรปลูกมันสำปะหลังและไม้ผล อันเป็นการทำลาย ทำให้สูญหาย ทำให้เสื่อมสภาพอุทยานแห่งชาติและทำให้เป็นอันตรายเสื่อมสภาพแก่ดินหินกรวดทราย คิดเป็นค่าเสียหาย 31,200,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานยึดบ้านพัก 1 หลัง บ้านพักคนงาน 1 หลัง อันเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดและใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (1) (2) (13), 24, 27, 29 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 99 ริบของกลางและให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ตัวแทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตอุทยานแห่งชาติด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (1) (2) (13), 24, 27, 29 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 55, 72 ตรี วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (ที่ถูกมาตรา 9 (1) (2)), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสี่ และวรรคท้าย พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 99 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายมาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยและให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนด เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ตัวแทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตอุทยานแห่งชาติดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง ยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติโดยปลูกบ้านพักตากอากาศ 1 หลัง และบ้านพักคนงาน 1 หลัง ในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยสร้างบ้านที่เกิดเหตุให้นายบู๊ซึ่งนับถือเสมือนลุงไว้อยู่อาศัยและไม่เคยกันไว้เป็นของส่วนตัวนั้นไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติอีกประมาณ 207 ไร่ นั้น โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะชี้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ใช้จ้างวานให้คนงานปลูกมันสำปะหลังดังกล่าว จำเลยก็ให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติอีกประมาณ 207 ไร่ ตามที่โจทก์ฟ้อง

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก เห็นว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองปลูกบ้านพักตากอากาศ 1 หลัง กับบ้านพักคนงานอีก 1 หลัง ในที่ดินเขตอุทยานแห่งชาติเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ แต่เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ในแนวเขตแก้ไขปัญหาราษฎรเรื่องที่ดินทำกิน และรัฐยังผ่อนผันให้ราษฎรที่เข้าทำกินก่อนประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติให้เข้าอาศัยทำกินต่อไปได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแล้ว แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำจึงเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยให้หนักขึ้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง สำหรับบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานนั้น มิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ อาวุธ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดโดยตรงตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 29 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคห้า จึงไม่อาจริบตามคำขอของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 22 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เป็นเหตุให้มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่หรือมีสิ่งอื่นใดในอุทยานแห่งชาติผิดไปจากสภาพเดิม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำลายหรือรื้อถอนสิ่งนั้นๆ ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ หรือทำให้สิ่งนั้นๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้วแต่กรณี ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ปฏิบัติตาม หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด หรือเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ พนักงานเจ้าหน้าที่จะกระทำการดังกล่าวแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งเสียเองก็ได้ตามสมควรแก่กรณี และผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการเสียเองนั้น" แสดงว่า ในกรณีมีสิ่งปลูกสร้างขึ้นในอุทยานแห่งชาติโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบบ้านของกลางทั้ง 2 หลังศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่ให้ปรับจำเลย 400,000 บาท และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง เพื่อพนักงานคุมประพฤติจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนจำเลยในเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องอื่นๆ ตามที่เห็นสมควรกับให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนไม่เกิน 2 ปี ไม่ริบของกลาง แต่ให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 212
ป.ที่ดิน ม. 108 ทวิ วรรคห้า
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 74 ทวิ
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 22 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายกอบศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สบโชค สุขารมณ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2286/2551
#412792
เปิดฉบับเต็ม

มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เห็นว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 และถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือใช้ในกิจการสาธารณะซึ่งมีไว้เพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาด ถือว่าเป็นการฟ้องร้องว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควร โจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามมาตรา 31 วรรคท้าย และคำชี้ขาดดังกล่าวยังไม่เด็ดขาดโจทก์มีอำนาจฟ้อง

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 บัญญัตินิยามของคำว่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดหมายไว้โดยเฉพาะ เมื่อตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แม้จะวางอยู่บนแท่นคอนกรีตและสามารถยกเคลื่อนย้ายได้ไม่ยากเพราะไม่ได้เชื่อมติดกับทางสาธารณะหรือพื้นดินเป็นการถาวรและไม่มีลักษณะเป็นส่วนควบกับที่ดิน ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เข้าอยู่อาศัยได้หรือใช้เป็นที่ไว้สินค้า แต่ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ก็มิได้กำหนดให้จัดเก็บภาษีเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรหรือเป็นส่วนควบกับที่ดินเท่านั้นและในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินภาษี ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ก็มิได้มีการเคลื่อนย้ายแต่ได้ใช้คุ้มครองป้องกันมิให้เครื่องโทรศัพท์เสียหาย และให้บริการประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์ให้มีความปลอดภัย สะดวกสบาย จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่โจทก์และถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามมาตรา 5

บริษัทโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจและกฎหมายมิได้บัญญัติให้ยกเว้นภาษีดังเช่นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรง ตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมดเพียงผู้เดียว เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายธีรวิทย์กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสาโรจน์ผู้จัดการส่วนกฎหมายที่ 4 ภาคบริการภูมิภาคที่ 4 ดำเนินคดีแทน และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นกระทำการแทนได้ นายสาโรจน์มอบอำนาจช่วงให้นายอานนท์ดำเนินคดีนี้ เดิมโจทก์ชื่อว่า "องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย" เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์และโทรศัพท์สาธารณะ ตลอดจนธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกันหรือที่เป็นประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์อันเป็นกิจการสาธารณูปโภคและหรือสาธารณูปโภคของรัฐบาล มีอำนาจให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์ในเรื่องเครื่องโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์สาธารณะ อุปกรณ์เครื่องใช้ รายได้ที่ได้รับในปีหนึ่งๆ เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายสำหรับดำเนินกิจการค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสมแล้ว เหลือเท่าใดต้องนำส่งเป็นรายได้ของรัฐ กิจการโทรศัพท์สาธารณะจึงเป็นกิจการของรัฐบาล ตามพระราชบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ พ.ศ.2477 มาตรา 5 ประกอบพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 มาตรา 11 และ 16 ปี 2545 โจทก์ถูกจัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีโดยให้แปลงสภาพ "ทุน" ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมาเป็น "หุ้น" ในรูปแบบบริษัทมหาชนจำกัด แต่ยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ และให้โจทก์รับไปซึ่งกิจการ สิทธิ หน้าที่ หนี้ ความรับผิด และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมด ตลอดจนกิจการโทรศัพท์สาธารณะขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติรองรับให้โจทก์ยังคงมีอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ตามที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเคยมีอยู่ตามกฎหมายจัดตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและตามกฎหมายอื่นให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ต่อมาโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจาก "บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)" เป็น "บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)" โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตู้โทรศัพท์สาธารณะและเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งในเขตเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานี เครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่โจทก์ให้บริการแก่ประชาชนมีอยู่ 3 ชนิด คือ แบบใช้การ์ดหรือบัตรโทรศัพท์ แบบหยอดเหรียญ และแบบใช้การ์ดหรือบัตรโทรศัพท์และหยอดเหรียญ ซึ่งเครื่องโทรศัพท์สาธารณะนี้ติดตั้งไว้ในอาคารที่สามารถให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปได้หรืออาจติดตั้งนอกอาคารก็ได้ การติดตั้งเครื่องโทรศัพท์สาธารณะนอกอาคารโจทก์จะมีตู้โทรศัพท์สาธารณะเอาไว้เพื่อความสะดวกปลอดภัยแก่ประชาชนในการเข้าไปใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะ โดยตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวมีลักษณะเป็นตู้กระจกใสขอบอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยมทรงสูงส่วนบนปิดทึบ ภายในตู้มีกล่องเหล็กสำหรับติดเครื่องโทรศัพท์สาธารณะ ขาตู้กระจกทั้งสี่ขาถูกยึดด้วยนอตติดบนแท่นคอนกรีตสี่เหลี่ยมหนาสำเร็จรูป แท่นคอนกรีตนี้บางแท่นวางอยู่บนทางเท้าหรือพื้นดินโดยไม่ได้ใช้ปูนซิเมนต์ฉาบรอบขอบฐานแท่นคอนกรีตติดทางเท้าหรือพื้นดิน บางแท่นวางอยู่บนทางเท้าหรือพื้นดินโดยใช้ปูนซีเมนต์ฉาบบางๆ รอบขอบฐานแท่นคอนกรีตเพื่อป้องกันมิให้ฝุ่นละอองสะสมใต้ฐานหรือก่อให้เกิดความสกปรกแก่ทางเท้าหรือพื้นถนน ตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายโดยการยกตู้โทรศัพท์สาธารณะพร้อมแท่นคอนกรีตไปได้โดยไม่เสียรูปทรง สำหรับตู้โทรศัพท์สาธารณะที่มีแท่นคอนกรีตฉาบด้วยปูนซีเมนต์บางๆ รอบฐานดังกล่าวก็เพียงกะเทาะเอาปูนซีเมนต์ที่ฉาบบางๆ ออกก็สามารถยกเคลื่อนย้ายตู้โทรศัพท์สาธารณะพร้อมแท่นคอนกรีตสำเร็จรูปจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้โดยง่ายไม่เสียรูปทรงเช่นกัน แม้ไม่มีแท่นคอนกรีตสี่เหลี่ยมหนาที่ฐานตู้โทรศัพท์สาธารณะก็สามารถตั้งอยู่บนพื้นดินหรือทางเท้าได้แต่ไม่สวยงาม วันที่ 6 กรกฎาคม 2548 พนักงานเก็บภาษีของจำเลยแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ทั่วเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานี ประจำปีภาษี 2547 (ที่ถูกคือ 2548) โดยประเมินค่ารายปี 547,200 บาท (จำนวน 272 ตู้) พร้อมแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นเงิน 68,400 บาท โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ วันที่ 2 สิงหาคม 2548 โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดจากนายกเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วย กล่าวคือ การติดตั้งเครื่องโทรศัพท์สาธารณะเพื่อให้ประชาชนใช้บริการไม่จำเป็นต้องติดตั้งในตู้โทรศัพท์สาธารณะเสมอไป อาจทำเพียงติดตั้งในลักษณะแขวนไว้ที่เสาพร้อมติดแผงกันน้ำหรือแสงแดดเหนือเครื่องโทรศัพท์สาธารณะ การติดตั้งในรูปของตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นรูปแบบการให้บริการที่คำนึงถึงความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้บริการ เพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอกและป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรโดยเฉพาะการใช้เครื่องโทรศัพท์สาธารณะในถดูฝน โจทก์ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นคือ ค่าทำตู้โทรศัพท์สาธารณะ ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามสภาพของตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วไม่ควรตีความว่าเป็น "โรงเรือน" หรือ "สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น" เพราะเพียงรูปลักษณ์การก่อสร้างวัสดุในรูปโรงเรือนและไม่อาจตีความว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็น "ที่เก็บสินค้า" เพราะวัตถุประสงค์ของตู้โทรศัพท์สาธารณะมิใช่สร้างขึ้นมาเพื่อเก็บสินค้าของโจทก์ และเครื่องโทรศัพท์สาธารณะก็มิใช่สินค้าของโจทก์ ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์เป็นสังหาริมทรัพย์เนื่องจากสามารถเคลื่อนย้ายจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งได้โดยง่ายและไม่เสียรูปทรง เมื่อคำว่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามกฎหมายมิได้หมายถึงสังหาริมทรัพย์ ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์จึงไม่เข้าข่ายเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน อุปกรณ์หลักสำคัญที่ใช้ในการโทรศัพท์คือเครื่องโทรศัพท์สาธารณะไม่ใช่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ หากมีเฉพาะเครื่องโทรศัพท์สาธารณะโดยไม่มีตู้โทรศัพท์สาธารณะประชาชนก็ใช้บริการได้ ตู้โทรศัพท์สาธารณะจึงไม่ใช่สาระสำคัญในการให้บริการโทรศัพท์สาธารณะ ตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งแปลงสภาพมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและยังคงมีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงถือได้ว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะและเครื่องโทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลและกิจการสาธารณะซึ่งมีไว้เพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันย่อมได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ชำระค่าภาษีแก่จำเลยตามที่ถูกแจ้งการประเมินแล้ว ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 57 เลขที่ 85 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 และเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1 เลขที่ 19 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2548 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์จำนวน 68,400 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจถือเป็นหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่มีข้อพิพาททางแพ่งระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจกับจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ที่บังคับให้โจทก์ส่งเรื่องที่มีกรณีพิพาทกับจำเลยในคดีนี้ให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการส่งเรื่องให้คณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินชี้ขาดแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ และเมื่อโจทก์ผู้รับประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นรัฐวิสาหกิจ หากไม่พอใจคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด และคำชี้ขาดของคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นางเยาวเรศยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 และ 27 การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 และ 8 นอกจากนี้ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะสภาพการใช้ประโยชน์อย่างสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น และใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 และ 6 อีกทั้งทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) หมายถึง ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจทรัพย์สินของโจทก์ใช้ในการประกอบกิจการก่อให้เกิดรายได้แก่โจทก์ย่อมไม่ได้รับการยกเว้นภาษี การประเมินและคำชี้ขาดการประเมินของจำเลยจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมิน ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ2475 (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 57 เลขที่ 85 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาด ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1 เลขที่ 19 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2548 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 68,400 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มีลักษณะตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 33 จำเลยแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ทั่วเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีประจำปีภาษี 2548 พร้อมแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 68,400 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 26 ถึง 29 จากนั้นวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 47 ถึง 54 และต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดจากนายกเทศมนตรีเมืองสุราษฎร์ภาษีว่าคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ชี้ขาดยืนตามการประเมิน ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 42 และ 43 ซึ่งโจทก์ได้ชำระภาษีตามการประเมินแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้มอบอำนาจให้นางเยาวเรศยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า กรณีไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางเยาวเรศผู้ลงลายมือชื่อในคำร้องกระทำการแทนหรือเป็นตัวแทนของโจทก์ในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เมื่อศาลภาษีอากรกลางได้นั่งพิจารณาเพื่อฟังการตกลงยอมรับข้อเท็จจริงของคู่ความก่อนถึงวันนัดสืบพยานตามคำแถลงของทนายจำเลย ทนายจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางเยาวเรศยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จริง จึงขอสละประเด็นนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2549 ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว จึงเป็นอันยุติไปและไม่เป็นประเด็นที่ศาลภาษีอากรกลางต้องวินิจฉัยอีกต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อไปมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 โดยต้องส่งเรื่องที่พิพาทกับจำเลยให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการและกรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตีภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาด การที่โจทก์ไม่ดำเนินการถือว่าโจทก์ยอมรับคำชี้ขาดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามคำชี้ขาดจึงเป็นจำนวนเด็ดขาดและถึงที่สุด ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ตามเอกสารท้ายคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่ง เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนปัญหาว่ากรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย หรือไม่ นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินและคำชี้ขาด เพราะเป็นการประเมินและคำชี้ขาดโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์เห็นว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 และถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือใช้ในกิจการสาธารณะซึ่งมีไว้เพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาด ถือว่าเป็นการฟ้องอ้างว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควรแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย และคำชี้ขาดดังกล่าวยังไม่เด็ดขาดโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่จำเลยประเมินหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 และ 8 และตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ใช้ในการประกอบกิจการก่อให้เกิดรายได้แก่โจทก์และไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 บัญญัตินิยามของคำว่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น โดยมิได้กำหนดความหมายไว้โดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาลักษณะตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 33 แล้ว เห็นได้ว่า มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แม้จะวางอยู่บนแท่นคอนกรีตและสามารถยกเคลื่อนย้ายได้ไม่ยากเพราะไม่ได้เชื่อมติดกับทางสาธารณะหรือพื้นดินเป็นการถาวรและไม่มีลักษณะเป็นส่วนควบกับที่ดิน ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เข้าอยู่อาศัยได้หรือใช้เป็นที่ไว้สินค้า แต่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ก็มิได้กำหนดให้จัดเก็บภาษีเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรหรือเป็นส่วนควบกับที่ดินเท่านั้น และในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินภาษีนั้น ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มิได้มีการเคลื่อนย้ายแต่ได้ใช้คุ้มครองป้องกันมิให้เครื่องโทรศัพท์เสียหาย และให้บริการประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์ให้มีความปลอดภัย สะดวกสบาย จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่โจทก์และถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 ส่วนกรณีทรัพย์สินที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจและกฎหมายมิได้บัญญัติให้ยกเว้นภาษีดังเช่นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในการรถไฟโดยตรง ตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 8 ม. 9 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — เทศบางเมืองสุราษฎร์ธานี
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2286/2551
#417326
เปิดฉบับเต็ม

การที่ทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ย. ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาประเมินใหม่และขอสละประเด็นนี้ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว จึงเป็นอันยุติไปและไม่เป็นประเด็นที่ศาลภาษีอากรกลางต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

มติคณะรัฐมนตรีเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2540 ไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นและถือว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือใช้ในกิจการของสาธารณะซึ่งมีไว้เพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาด ถือว่าเป็นการฟ้องอ้างว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควรแต่อย่างใดโจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 31 วรรคท้าย

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 5 บัญญัตินิยามของคำว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น โดยมิได้กำหนดความหมายไว้โดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์แล้ว เห็นได้ว่า มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แม้จะวางอยู่บนแท่นคอนกรีตและสามารถที่จะยกเคลื่อนย้ายได้ไม่ยากเพราะไม่ได้เชื่อมติดกับทางสาธารณะหรือพื้นดินเป็นการถาวรและไม่มีลักษณะเป็นส่วนควบกับที่ดิน ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่จะเข้าอยู่อาศัยได้หรือใช้เป็นที่ไว้สินค้า แต่ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ ก็มิได้กำหนดให้จัดเก็บภาษีเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรหรือเป็นส่วนควบกับที่ดินเท่านั้น ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ใช้คุ้มครองป้องกันมิให้เครื่องโทรศัพท์สาธารณะเสียหาย เพื่อให้บริการประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์สาธารณะ จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่โจทก์และถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 5 ส่วนกรณีทรัพย์สินที่จะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) จะต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจและกฎหมายมิได้บัญญัติให้ยกเว้นภาษี ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 57 เลขที่ 85 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 และเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1 เลขที่ 19 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2548 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์จำนวน 68,400 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจถือเป็นหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่มีข้อพิพาททางแพ่ง โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ที่บังคับให้ส่งเรื่องที่มีกรณีพิพาทให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการส่งเรื่องให้คณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินชี้ขาดแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ และเมื่อโจทก์ผู้รับประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นรัฐวิสาหกิจ หากไม่พอใจคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด และคำชี้ขาดของคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นางเยาวเรศยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 และ 27 การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 และ 8 นอกจากนี้ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะสภาพการใช้ประโยชน์อย่างสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น และใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 และ 6 อีกทั้งทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) หมายถึง ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจ ทรัพย์สินของโจทก์ใช้ในการประกอบกิจการก่อให้เกิดรายได้แก่โจทก์ ย่อมไม่ได้รับการยกเว้นภาษี การประเมินและคำชี้ขาดการประเมินของจำเลยจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมิน ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 57 เลขที่ 85 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาด ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 1 เลขที่ 19 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2548 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 68,400 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้มอบอำนาจให้นางเยาวเรศยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลภาษีอากรกลางได้นั่งพิจารณาเพื่อฟังการตกลงยอมรับข้อเท็จจริงของคู่ความก่อนถึงวันนัดสืบพยานตามคำแถลงของทนายจำเลย ทนายจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางเยาวเรศยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จริง จึงขอสละประเด็นนี้ ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว จึงเป็นอันยุติไปและไม่เป็นประเด็นที่ศาลภาษีอากรต้องวินิจฉัยอีกต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อไปมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมายหรือไม่ เห็นว่ามติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่ง เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนปัญหาว่ากรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 และถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือใช้ในกิจการสาธารณะซึ่งมีไว้เพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินและคำชี้ขาด ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาด ถือว่าเป็นการฟ้องอ้างว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควรแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย และคำชี้ขาดดังกล่าวยังไม่เด็ดขาดโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่ดินจำเลยประเมินหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ตู้โทรศัพท์สาธาณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 และ 8 และตู้โทรศัพท์สาธาณะของโจทก์ใช้ในการประกอบกิจการก่อให้เกิดรายได้แก่โจทก์และไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธาณะ จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 บัญญัตินิยามของคำว่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น โดยมิได้กำหนดความหมายไว้โดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาลักษณะตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์แล้ว เห็นได้ว่า มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่งแม้จะวางอยู่บนแท่นคอนกรีตและสามารถยกเคลื่อนย้ายได้ไม่ยากเพราะไม่ได้เชื่อมติดกับทางสาธารณะหรือพื้นดินเป็นการถาวรและไม่มีลักษณะเป็นส่วนควบกับที่ดินทั้งไม่มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เข้าอยู่อาศัยได้หรือใช้เป็นที่ไว้สินค้าแต่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ก็มิได้กำหนดให้จัดเก็บภาษีเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรหรือเป็นส่วนควบกับที่ดินเท่านั้น และตู้โทรศัพท์สาธาณะของโจทก์มิได้มีการเคลื่อนย้ายแต่ได้ใช้คุ้มครองป้องกันมิให้เครื่องโทรศัพท์เสียหาย เพื่อให้บริการประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์มีความปลอดภัย สะดวกสบาย จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่โจทก์และถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 ส่วนกรณีทรัพย์สินที่จะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจและกฎหมายมิได้บัญญัติให้ยกเว้นภาษีตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 29
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 6 ม. 8 ม. 9 (2) ม. 31 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — เทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานี
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2279/2551
#496346
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเอาเครื่องรับโทรทัศน์สี 1 เครื่อง เครื่องเสียงสเตอริโอ 1 เครื่องของกลางของผู้เสียหายไปจากบ้านของผู้เสียหายเพราะ ส. ซึ่งเป็นสามีของผู้เสียหายเป็นหนี้จำเลย โดยจำเลยไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินอย่างอื่นเสียหาย คงยกเอาทรัพย์ของกลางไปเท่านั้นโดยจำเลยบอกว่าถ้าอยากได้คืนให้ ส. เอาเงินไปไถ่ ซึ่งวันรุ่งขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านของจำเลย ก็พบจำเลยและทรัพย์ของกลางดังกล่าว เชื่อว่าจำเลยเอาทรัพย์ของกลางไปเพื่อให้ ส. หรือผู้เสียหายไปติดต่อชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อกันการกระทำของจำเลยจึงมิได้เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของนางกมลทิพย์ผู้เสียหายโดยทุบประตูบ้าน ดึงกระชากประตูบ้านจนเปิดออก อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข แล้วลักเครื่องรับโทรทัศน์สี 1 เครื่อง ราคา 13,970 บาท เครื่องเสียงสเตอริโอ 1 เครื่อง ราคา 4,000 บาท ของผู้เสียหายไปโดยผลักผู้เสียหายจนล้มลง เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดเครื่องรับโทรทัศน์สี 1 เครื่อง เครื่องเสียงสเตอริโอ 1 เครื่อง เป็นของกลางซึ่งผู้เสียหายรับคืนแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 339, 362, 364, 365,91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 365 (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 339 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องจำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายเพื่อทวงหนี้ค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยขายให้นายสำราญสามีของนางกมลทิพย์ผู้เสียหาย แล้วจำเลยเอาเครื่องรับโทรทัศน์สี 1 เครื่อง เครื่องเสียงสเตอริโอ 1 เครื่องของกลางของผู้เสียหายไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 23 นาฬิกา พยานได้ยินเสียงก้อนหินขว้างประตูบ้านเสียงเคาะประตูบ้าน แล้วจำเลยถีบประตูพังเข้ามา จำเลยกระชากแขนพยาน จำเลยพูดว่าไอ้ราญหน้าตัวเมียให้ชดใช้เงิน พยานบอกจำเลยว่านายสำราญไม่อยู่ จำเลยทวงค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่นายสำราญซื้อไปจากจำเลย และยังค้างชำระค่าบริการ 1,100 บาท แต่ผู้เสียหายบอกว่าไม่มีเงิน จำเลยยกเครื่องรับโทรทัศน์สีและเครื่องเสียงสเตอริโอของกลาง ผู้เสียหายและบุตรของผู้เสียหายเข้าไปห้ามไม่ให้จำเลยเอาของกลางไป จำเลยปัดมือบุตรของผู้เสียหายและผลักผู้เสียหายจนผู้เสียหายล้มลง เห็นว่า หลังจากเกิดเหตุแล้ว ในวันรุ่งขึ้นร้อยตำรวจโทชนะชัยพนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุ และถ่ายรูปประตูบ้านดังกล่าวไว้ตามภาพประกอบสำนวนการสอบสวน ซึ่งตามภาพถ่ายดังกล่าว ประตูบ้านของผู้เสียหายเปิดออกไปทางนอกบ้านและผู้เสียหายเบิกความว่าไม่สามารถดันประตูเข้าไปข้างในได้เพราะติดสันขอบวงกบประตู ปรากฏว่าประตูดังกล่าวยังคงอยู่ในสภาพปกติ ไม่พังดังผู้เสียหายเบิกความส่วนที่ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยใช้มือกระชากประตูโดยจำเลยใช้เท้ายันที่ผนังปูน ทำให้กลอนประตูง้างออกนั้น ผู้เสียหายก็เบิกความว่า เป็นความเข้าใจของผู้เสียหายเท่านั้นประกอบกับได้ความว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ในบ้าน ส่วนจำเลยอยู่นอกบ้านมีประตูบ้านซึ่งเป็นประตูไม้ทึบปิดอยู่ ผู้เสียหายจึงมองไม่เห็นว่าจำเลยทำอะไรบ้าง นอกจากนี้จ่าสิบตำรวจประยุทธเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานโจทก์เบิกความว่าคืนเกิดเหตุผู้เสียหายไปแจ้งความว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย และยึดเอาเครื่องรับโทรทัศน์สีและเครื่องเสียงสเตอริโอของกลางไป ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายแจ้งข้อเท็จจริงเรื่องจำเลยพังประตูบ้านหรือกระชากประตูบ้าน และตามบันทึกการจับกุม ก็ไม่มีข้อเท็จจริงดังกล่าวเช่นกันส่วนที่ผู้เสียหายอ้างว่ากลอนประตูง้างออก ทำนองว่าจำเลยดึงจนประตูเปิดออกนั้น ตามสภาพประตูดังกล่าวข้างต้นเมื่อลงกลอนแล้ว ถ้าจะดึงจนประตูเปิดออกได้กลอนประตูน่าจะหลุดออกไปจากบานประตู หรือมีร่องรอยฉีกขาดที่วงกบประตูแต่ตามภาพถ่ายกลอนประตูยังคงติดอยู่ที่บานประตู และไม่ปรากฏร่องรอยฉีกขาดที่วงกบประตู พยานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยดึงประตูจนเปิดออกหรือไม่ประกอบกับผู้เสียหายรู้จักจำเลยและจำเลยก็เคยไปทวงหนี้ค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยขายให้นายสำราญสามีของผู้เสียหายหลายครั้ง ผู้เสียหายก็ยอมรับว่าสามีของผู้เสียหายมีหนี้เกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่จริง เพียงแต่ผู้เสียหายเห็นว่าจำเลยยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่คืนไปจากนายสำราญแล้ว ผู้เสียหายไม่ต้องชำระหนี้ให้จำเลยอีก ข้อเท็จจริงมีน้ำหนักให้เชื่อว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไปทวงหนี้จากนายสำราญสามีของผู้เสียหายที่บ้านของผู้เสียหาย และผู้เสียหายเปิดประตูบ้านให้จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายดังจำเลยนำสืบ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยปัดมือบุตรของผู้เสียหายและผลักผู้เสียหายจนผู้เสียหายล้มลงก่อนที่จะเอาทรัพย์ของกลางไปนั้น คงมีแต่ผู้เสียหายเบิกความเท่านั้น บุตรของผู้เสียหายไม่ได้มาเบิกความ ทั้งผู้เสียหายยังเบิกความด้วยว่าจำเลยไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินอย่างอื่นเสียหาย คงยกเอาทรัพย์ของกลางไปเท่านั้นโดยจำเลยบอกว่าถ้าอยากได้คืนให้นายสำราญเอาเงินไปไถ่ ซึ่งวันรุ่งขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านของจำเลย ก็พบจำเลยและทรัพย์ของกลางดังกล่าว และจ่าสิบตำรวจประยุทธเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยนำของกลางไปจากบ้านของผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายเป็นหนี้จำเลย เชื่อว่าจำเลยเอาทรัพย์ของกลางของผู้เสียหายไปเพื่อให้นายสำราญหรือผู้เสียหายไปติดต่อชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อกัน การกระทำของจำเลยจึงมิได้เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 59 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายมงคลหรืออ้วน ด่านเสนา
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2273/2551
#413174
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่บุคคลซึ่งถูกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อของตนออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้มีหนังสือปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องสอบสวนแล้วมีหนังสือแจ้งยืนยันจำนวนหนี้ไปยังบุคคลนั้นอีกครั้งหนึ่งก่อนด้วย หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้มีหนังสือแจ้งยืนยันจำนวนหนี้แล้ว สิทธิที่จะร้องขอต่อศาลก็ยังไม่อาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 ผู้คัดค้านมีหนังสือทวงหนี้ถึงผู้ร้องแจ้งว่าปรากฏตามทางสอบสวนว่า ลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องชำระเงิน 140,545,427.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปีของต้นเงิน 91,311,845.42 บาท นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมทั้งบอกกล่าวบังคับจำนำหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) 3,029,000 หุ้น ซึ่งเป็นหลักประกันด้วย หากผู้ร้องจะปฏิเสธหนี้ดังกล่าว ให้ผู้ร้องปฏิเสธเป็นหนังสือไปยังผู้คัดค้านภายใน 14 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือทวงหนี้ผู้ร้องทำหนังสือปฏิเสธหนี้ดังกล่าวยื่นต่อผู้คัดค้านภายในกำหนดเวลาโดยขอให้ผู้คัดค้านจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ตามสำเนาหนังสือปฏิเสธหนี้ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2544 แต่ผู้คัดค้านมิได้มีหนังสือแจ้งความเห็นยืนยันจำนวนหนี้ดังกล่าว และมิได้จำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอทราบผลการพิจารณากรณีดังกล่าว ผู้คัดค้านมีคำสั่งว่า "ลูกหนี้รายนายปัญญา (ผู้ร้อง) สำนวนทวงหนี้ของบริษัทฯ ผู้ล้มละลายซึ่งบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประมูลซื้อได้ตามสัญญาขายสิทธิเรียกร้องฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2546 และได้ชำระราคาค่าซื้อครบถ้วนแล้ว พร้อมทั้งได้ส่งมอบเอกสารแห่งหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) แล้ว กรณีบริษัทฯ ผู้ล้มละลาย จึงมิต้องดำเนินการแต่อย่างใด แจ้งผู้ร้องทราบให้ติดต่อกับบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ต่อไป" รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำร้องฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2547

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อผู้ร้องมีหนังสือปฏิเสธหนี้ต่อผู้คัดค้านแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 วรรคสอง ผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องดำเนินการสอบสวนและทำความเห็นว่าผู้ร้องเป็นหนี้ลูกหนี้หรือไม่ แต่ผู้คัดค้านยังมิได้ทำความเห็นยืนยันว่าผู้ร้องเป็นหนี้เลย กลับนำเอาสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ดังกล่าวไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นแต่อย่างใด การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้และให้เพิกถอนสัญญาขายสิทธิเรียกร้องฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2546

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องตามหนังสือทวงหนี้ของผู้คัดค้านเป็นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อผู้ร้องมีหนังสือปฏิเสธหนี้ตามหนังสือทวงหนี้ของผู้คัดค้านดังกล่าว แต่ผู้คัดค้านยังมิได้มีหนังสือแจ้งยืนยันหนี้ดังกล่าวไปยังผู้ร้อง เนื่องจากเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้มีต่อผู้ร้องออกประมูลขายโดยวิธีอื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 เพื่อรวบรวมเงินเข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ ต่อมาผู้คัดค้านได้นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ออกประมูลขาย และบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้มีต่อผู้ร้องดังกล่าวได้ ผู้คัดค้านจึงทำสัญญาขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องให้แก่บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาขายสิทธิเรียกร้องฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2546

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 วรรคแรก บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินแก่ลูกหนี้ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลนั้นให้ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามจำนวนที่ได้แจ้งไปและให้แจ้งไปด้วยว่าถ้าจะปฏิเสธให้แสดงเหตุผลประกอบข้อปฏิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งความ..." วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าบุคคลที่ได้รับแจ้งความนั้นปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคก่อนให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวน เมื่อเห็นว่าบุคคลนั้นไม่ได้เป็นหนี้ ให้จำหน่ายชื่อจากบัญชีลูกหนี้ และแจ้งให้บุคคลนั้นทราบ ถ้าเห็นว่าบุคคลนั้นเป็นหนี้เท่าใด ให้แจ้งจำนวนเป็นหนังสือยืนยันไปยังบุคคลที่จะต้องรับผิดนั้น และให้แจ้งไปด้วยว่า ถ้าจะคัคค้านประการใด ให้ร้องคัดค้านต่อศาลภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งความยืนยัน" และวรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าบุคคลที่ได้รับแจ้งความยืนยันคัดค้านต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องภายในกำหนดเวลาตามวรรคก่อนให้ศาลพิจารณา... ถ้าเห็นว่าไม่ได้เป็นหนี้ ให้มีคำสั่งจำหน่ายชื่อจากบัญชีลูกหนี้" จากบทกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่บุคคลซึ่งถูกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อของตนออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้มีหนังสือปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องสอบสวนแล้วมีหนังสือแจ้งยืนยันจำนวนหนี้ไปยังบุคคลนั้นอีกครั้งหนึ่งก่อนด้วย หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้มีหนังสือแจ้งยืนยันจำนวนหนี้แล้ว สิทธิที่จะร้องขอต่อศาลจึงยังไม่อาจกระทำได้ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านยังมิได้มีหนังสือแจ้งความเห็นยืนยันจำนวนหนี้ไปยังผู้ร้องแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงยังไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ได้ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 119
ชื่อคู่ความ
นายสมเกียรติ จิตราวุฒิโชติ ผู้ชำระบัญชีร้องขอ
ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต
ผู้ชำระบัญชี — จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2273/2551
#416814
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 119 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่บุคคลซึ่งถูกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อของตนออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้มีหนังสือปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องสอบสวนแล้วมีหนังสือแจ้งยืนยันจำนวนหนี้ไปยังบุคคลนั้นอีกครั้งก่อนด้วย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากผู้ร้องมีหนังสือปฏิเสธตามหนังสือทวงหนี้ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านมิได้มีหนังสือแจ้งยืนยันหนี้ไปยังผู้ร้องเนื่องจากผู้คัดค้านได้นำสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้มีต่อผู้ร้องออกประมูลขายโดยวิธีอื่นไปแล้วตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ตามมาตรา 123 ผู้ร้องจึงยังไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ได้

ที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามขั้นตอนใน พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 119 และขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ทวงถามหนี้มายังผู้ร้องนั้น ล้วนเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหชน) ลูกหนี้เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 ผู้คัดค้านมีหนังสือทวงหนี้ถึงผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อผู้ร้องมีหนังสือปฏิเสธหนี้ต่อผู้คัดค้านแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 วรรคสอง ผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องดำเนินการสอบสวนและทำความเห็นว่าผู้ร้องเป็นหนี้ลูกหนี้หรือไม่ แต่ผู้คัดค้านยังมิได้ทำความเห็นยืนยันว่าผู้ร้องเป็นหนี้ลูกหนี้เลย กลับนำเอาสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ดังกล่าวไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นแต่อย่างใด การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ และให้เพิกถอนสัญญาขายสิทธิเรียกร้องฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2546

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องตามหนังสือทวงหนี้ของผู้คัดค้านเป็นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อผู้ร้องมีหนังสือปฏิเสธหนี้ตามหนังสือทวงหนี้ของผู้คัดค้านดังกล่าว แต่ผู้คัดค้านยังมิได้มีหนังสือแจ้งยืนยันหนี้ดังกล่าวไปยังผู้ร้องเนื่องจากวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้มีต่อผู้ร้องออกประมูลขายโดยวิธีอื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 เพื่อรวบรวมเงินเข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ ต่อมาผู้คัดค้านได้นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ออกประมูลขาย และบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้มีต่อผู้ร้องดังกล่าวได้ ผู้คัดค้านจึงทำสัญญาขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องให้แก่บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาขายสิทธิเรียกร้องฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2546

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่บุคคลซึ่งถูกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อของตนออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้มีหนังสือปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องสอบสวนแล้วมีหนังสือแจ้งยืนยันจำนวนหนี้ไปยังบุคคลนั้นอีกครั้งหนึ่งก่อนด้วย หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้มีหนังสือแจ้งยืนยันจำนวนหนี้แล้ว สิทธิที่จะร้องขอต่อศาลจึงยังไม่อาจกระทำได้ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านยังมิได้มีหนังสือแจ้งความเห็นยืนยันจำนวนหนี้ไปยังผู้ร้องแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงยังไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ของลูกหนี้ได้ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ที่ผู้ร้องฎีกาขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามขั้นตอนในมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ทวงถามหนี้มายังผู้ร้องนั้นล้วนเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 119 ม. 123
ชื่อคู่ความ
นายสมเกียรติ จิตราวุฒิโชติ
ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ผู้ร้องขอ — นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
ผู้ร้อง — นายปัญญา ควรตระกูล
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ