คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2263/2551
#495338
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายนำรถยนต์เข้าไปจอดในบริเวณสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าจอดรถจากผู้เสียหาย การที่จำเลยพูดกับผู้เสียหายว่าถ้าไม่จ่ายค่าจอดรถจะตบและจำเลยนำเก้าอี้ขวางกั้นมิให้ผู้เสียหายขับรถยนต์ออกไป ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินแก่จำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนใจนางพรทิพย์ผู้เสียหาย ให้ยอมมอบเงินให้ 20 บาท อันเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่จำเลยทั้งสาม โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อร่างกาย เสรีภาพ และทรัพย์สินของผู้เสียหาย โดยนำเก้าอี้มาวางขวางหน้ารถยนต์ของผู้เสียหายเพื่อมิให้รถยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ เคาะรถยนต์ของผู้เสียหายและพูดจาข่มขู่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและจะทำอันตรายรถยนต์ของผู้เสียหาย จนผู้เสียหายยอมเช่นว่านั้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 337 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 337 (ที่ถูก 337 วรรคแรก) ให้จำคุกไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นางพรทิพย์ผู้เสียหายนำรถยนต์ไปจอดในบริเวณสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ จำเลยทั้งสามเข้ามาเรียกเก็บเงินค่าจอดรถ แต่ผู้เสียหายไม่ให้และโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยทั้งสาม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายนำรถยนต์ไปจอดในบริเวณสถานีขนส่งสายใต้ใหม่เพื่อรับสินค้าที่ฝากมากับรถโดยสารประจำทางปรับอากาศสายเพชรบุรี-กรุงเทพมหานคร หลังจากรับสินค้าแล้วระหว่างผู้เสียหายจะขับรถยนต์ออกไป จำเลยที่ 2 เดินเข้ามาเคาะกระจกรถพร้อมกับบอกให้ผู้เสียหายชำระค่าจอดรถ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมชำระและขับรถยนต์ออกไป เมื่อใกล้จะถึงทางออกจำเลยที่ 1 นำเก้าอี้มากั้นขวางทางออก จำเลยที่ 2 วิ่งตามมาแล้วเคาะกระจกพร้อมกับบอกว่า "ให้จ่ายค่าจอดรถ 20 บาท ถ้าไม่จ่ายจะตบ" โดยมีจำเลยที่ 3 ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณนั้น ผู้เสียหายไม่ยอมให้และโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจหลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจมายังที่เกิดเหตุจับกุมจำเลยทั้งสามและโจทก์มีสิบตำรวจตรีสุวิทย์เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเบิกความว่า เมื่อพยานมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายแจ้งว่าถูกจำเลยทั้งสามข่มขู่ให้ผู้เสียหายชำระเงินค่าจอดรถ 20 บาท เห็นว่า พยานทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันมีรายละเอียดสมเหตุสมผลโดยไม่มีข้อพิรุธ และพยานทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อน จึงเชื่อว่าพยานทั้งสองเบิกความตามความเป็นจริง จำเลยทั้งสามฎีกายอมรับว่าจำเลยที่ 2 ได้พูดขู่ว่าถ้าผู้เสียหายไม่ชำระค่าจอดรถจะถูกตบอันเป็นการเจือสมกับ คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้น นายบัณฑิตพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทขนส่ง จำกัด ประจำอยู่ที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่เบิกความว่าตามปกติทางสถานีขนส่งสายใต้ใหม่จะอนุญาตให้บุคคลภายนอกนำรถยนต์เข้ามาจอดในบริเวณสถานีขนส่งได้โดยไม่เก็บค่าจอดรถ และตามสัญญาต่างตอบแทนเพื่อก่อสร้างสถานีขนส่งสายใต้ระหว่างบริษัทขนส่ง จำกัด กับนายสกุลเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 7 ระบุว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งที่ดินในส่วนของตนตามแนวเขตที่ดินที่ติดต่อกันฝ่ายละ 5 เมตร นับจากเส้นแนวเขตที่ดินของแต่ละฝ่ายตลอดแนวเขตที่ดินโดยรอบเพื่อร่วมกันก่อสร้างถนนคอนกรีตขนาดกว้าง 10 เมตร เพื่อใช้เป็นทางสัญจรของรถยนต์นั่งและสัญญาข้อ 10 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ของคู่สัญญาและประชาชนทั่วไป ให้คู่สัญญามีอำนาจจัดการจราจรในถนนตามข้อ 7 ร่วมกัน และให้แต่ละฝ่ายมีอำนาจจัดการจราจรในถนนเส้นอื่นในที่ดินส่วนตน เห็นได้ว่าตามสัญญาดังกล่าวเพียงแต่ให้อำนาจบริษัทขนส่ง จำกัด กับนายสกุลซึ่งเป็นผู้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ใช้ปลูกสร้างสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ร่วมกันจัดการจราจรในถนนซึ่งใช้เป็นทางสัญจรเข้า-ออกเท่านั้น โดยมิได้ให้สิทธิจัดหาผลประโยชน์ส่วนตน ดังนั้น ทางฝ่ายเจ้าของที่ดินเดิมหรือตัวแทนจึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าจอดรถในถนนดังกล่าว ทั้งตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 ปรากฏว่าผู้เสียหายนำรถยนต์ไปจอดในถนนทางเข้าสถานีขนส่งซึ่งเป็นถนนที่บริษัทขนส่ง จำกัด กับเจ้าของที่ดินเดิมมีสิทธิใช้และจัดการจราจรร่วมกัน การที่จำเลยทั้งสามเรียกเก็บเงินค่าจอดรถจากผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นที่ส่วนบุคคลของบริษัทสกุลชัยและสถานนท์ จำกัด นายจ้างของตนจึงมิชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยทั้งสองเห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีสิทธิโดยชอบที่จะเรียกเก็บเงินค่าจอดรถได้และถ้าผู้เสียหายไม่ยอมชำระ จำเลยทั้งสามก็ควรแจ้งให้บริษัทนายจ้างของตนดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 พูดกับผู้เสียหายว่าถ้าไม่จ่ายค่าจอดรถจะตบและจำเลยทั้งสามร่วมกันนำเก้าอี้ขวางกั้นมิให้ผู้เสียหายขับรถยนต์ออกไปจากบริเวณที่เกิดเหตุ ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินแก่จำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานพยายามกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 ที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า การเรียกเก็บเงินจากผู้เสียหายเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะลูกจ้างของบริษัทสกุลชัยและสถานนท์ จำกัด การที่จำเลยที่ 2 ใช้คำพูดว่าถ้าผู้เสียหายไม่ให้เงินจะถูกตบ เป็นคำพูดที่เกิดจากอารมณ์โกรธที่มีสาเหตุจากการโต้เถียงกับผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นภัยต่อสังคมโดยรวม มีลักษณะเป็นอันธพาลข่มเหงรังแกประชาชนที่ไปใช้บริการในสถานีขนส่งผู้โดยสารสาธารณะ จึงไม่มีเหตุสมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสาม ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 จำเลยที่ 2 จึงได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าวและถือว่าจำเลยที่ 2 มิเคยถูกลงโทษในความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 583/2541 ของศาลจังหวัดทุ่งสง ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายไม่ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอุทัย ทีรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2551
#418504
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยยื่นฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องและขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา แต่ในคำร้องขอให้การรับสารภาพมีข้อความว่า มูลเหตุที่จำเลยกระทำความผิดเกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยย้ายสถานที่ทำงานใหม่และเป็นหน่วยงานใหม่ จึงเข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิเบิกเงินเดือนได้ในที่ทำงานใหม่ และไม่ทราบว่าสามีจำเลยเบิกเงินเดือนของจำเลยจากที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่นด้วย จึงเท่ากับจำเลยยังปฏิเสธต่อสู้คดีอยู่ และไม่อาจถือว่าการที่จำเลยยื่นคำร้องนี้เป็นการยื่นคำร้องขอถอนฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 202 ประกอบมาตรา 225

พ.ร.ฎ.ระเบียนพนักงานส่วนตำบล พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การโอนข้าราชการ...มาบรรจุเป็นพนักงานส่วนตำบลอาจทำได้ถ้าเจ้าตัวสมัครใจโดยองค์การบริหารส่วนตำบลที่จะรับโอนทำความตกลงกับ...หรือหน่วยงานต้นสังกัดแล้วรายงานประธาน อ.ก.ท. จังหวัดเพื่อพิจารณาเสนอความเห็นไปยัง ก.ท. เมื่อ ก.ท. อนุมัติแล้ว ให้โอนและบรรจุได้ ทั้งนี้จะบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับใดและจะรับเงินเดือนเท่าใดให้ ก.ท. เป็นผู้พิจารณากำหนด..." แสดงว่าการจะรับโอนบรรจุและแต่งตั้งจำเลยให้ดำรงตำแหน่งใดและรับเงินเดือนเท่าใดในองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระต้องให้คณะกรรมการพนักงานเทศบาง (ก.ท.) เป็นผู้อนุมัติและพิจารณา ดังนี้ เมื่อยังไม่มีหนังสือแจ้งการรับโอนจากคณะกรรมการพนักงานเทศบาล จำเลยจึงยังคงดำรงตำแหน่งเดิมอยู่ที่ทำการปกครองอำเภอหนองเรือ เพียงแต่ถูกยืมตัวไปปฏิบัติหน้าที่โดยยังไม่ขาดจากต้นสังกัดเดิม

จำเลยมาช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ โดยยังไม่ขาดจากตำแหน่งเดิมที่อำเภอหนองเรือ จึงต้องรับเงินเดือนจากต้นสังกัดเดิม กลับตั้งฎีกาเบิกเงินเดือนของจำเลย ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระอีก อันเป็นการเบิกซ้ำซ้อนรวม 7 เดือน แล้วเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตน การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 3 สังกัดที่ทำการปกครองอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น จำเลยได้รับคำสั่งให้มาช่วยราชการในตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2539 มีหน้าที่จัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงิน ทำฎีกาเบิกเงินเดือนและการจ่าย ตลอดจนการดูแลรักษาในเรื่องเกี่ยวกับการเงินในองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ ซึ่งในระหว่างที่ไปช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ จำเลยยังคงรับเงินเดือนจากสังกัดเดิม โดยจำเลยมอบฉันทะให้นายบวร สามีรับเงินเดือนแทนจำเลยจากที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539 เป็นต้นไป เป็นเงินเดือนละ 9,450 บาท ในขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2539 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 วันที่ 27 ธันวาคม 2539 วันที่ 30 มกราคม 2540 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 วันที่ 31 มีนาคม 2540 และวันที่ 30 เมษายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทราบดีอยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ เนื่องจากได้มอบฉันทะให้ผู้มีชื่อรับเงินเดือนจากต้นสังกัดเดิมแทนตน ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตจัดทำฎีกาเบิกเงินเดือนของจำเลยในเดือนต่างๆ ดังกล่าวรวม 7 เดือน เดือนละ 9,450 บาท จากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ รวมเป็นเงิน 66,150 บาท แล้วเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลท่าพระ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำเลยคืนเงินจำนวน 66,150 บาท ให้องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยความผิดแต่ละกระทงให้ลงโทษตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 35 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 23 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้หลังจากจำเลยยื่นฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องและขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา แต่ในคำร้องขอให้การรับสารภาพในข้อ 2 มีข้อความว่า มูลเหตุที่จำเลยกระทำความผิดเกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยย้ายสถานที่ทำงานใหม่และเป็นหน่วยงานใหม่ จึงเข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิเบิกเงินเดือนได้ในที่ทำงานใหม่ และไม่ทราบว่าสามีจำเลยเบิกเงินเดือนของจำเลยจากที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่นด้วย จึงเท่ากับจำเลยยังปฏิเสธต่อสู้คดีอยู่ และไม่อาจถือว่าการที่จำเลยยื่นคำร้องนี้เป็นการยื่นคำร้องขอถอนฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 202 ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป คดีนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 3 สังกัดที่ทำการปกครอง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น วันที่ 24 มิถุนายน 2539 จำเลยทำคำร้องถึงประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ขอโอนมาเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานส่วนตำบลในตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ เอกสารหมาย ล.1 วันที่ 15 กรกฎาคม 2539 ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครองเพื่อขอให้พิจารณาในการโอนดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.3 วันที่ 26 กรกฎาคม 2539 อธิบดีกรมการปกครองมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นไม่ขัดข้องในการที่จำเลยขอโอนไปดำรงตำแหน่งที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 3 วันที่ 16 สิงหาคม 2539 นายอำเภอเมืองขอนแก่นทำหนังสือแจ้งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระว่ากรมการปกครองอนุมัติให้จำเลยโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระได้ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไป และในวันเดียวกันองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระได้ออกคำสั่งที่ 20/2539 ให้รับโอนจำเลยบรรจุเป็นพนักงานส่วนตำบลและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลังระดับ 3 งานบริหารการเงินและบัญชี สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 6 ในวันที่ 1 กันยายน 2539 นายอำเภอหนองเรือต้นสังกัดที่จำเลยรับราชการได้กำหนดส่งตัวจำเลยให้มารับตำแหน่งที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2539 เป็นต้นไปตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 4 แต่เนื่องจากการทำเรื่องรับโอนจำเลยมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลังในองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระดังกล่าวยังไม่ได้รับแจ้งการรับโอนจากคณะกรรมการพนักงานเทศบาล ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ อำเภอเมืองขอนแก่น จึงทำหนังสือขอยืมตัวจำเลยมาช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระเป็นการชั่วคราวโดยไม่ขาดจากต้นสังกัดเดิมไปพลางก่อน และได้รับอนุญาตจากจังหวัดขอนแก่นแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาระหว่างที่จำเลยช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ จำเลยได้ตั้งฎีกาเบิกเงินเดือนของจำเลยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนเมษายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.9 โดยขณะเดียวกันจำเลยได้ทำหนังสือมอบฉันทะให้นายบวรสามีจำเลยรับเงินเดือนและเงินอื่นจากทางราชการ ณ ที่ทำการปกครองจังหวัดขอนแก่นแทนจำเลยตามเอกสารหมาย จ.18 และในช่วงเดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนเมษายน 2540 นายบวรได้ตั้งฎีกาเบิกเงินเดือนของจำเลยและได้รับเงินดังกล่าวจากทางราชการไปแล้ว การเบิกเงินเดือนทั้งสองแห่งดังกล่าวจึงซ้ำซ้อนกัน ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือส่งเงินเดือนที่เบิกจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระคืนให้ราชการแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานส่วนตำบล พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การโอนข้าราชการ... มาบรรจุเป็นพนักงานส่วนตำบลอาจทำได้ถ้าเจ้าตัวสมัครใจโดยองค์การบริหารส่วนตำบลที่จะรับโอนทำความตกลงกับ...หรือหน่วยงานต้นสังกัดแล้วรายงานประธาน อ.ก.ท. จังหวัดเพื่อพิจารณาเสนอความเห็นไปยัง ก.ท. เมื่อ ก.ท. อนุมัติแล้ว ให้โอนและบรรจุได้ ทั้งนี้จะบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับใดและจะรับเงินเดือนเท่าใดให้ ก.ท. เป็นผู้พิจารณากำหนด..." แสดงว่าการจะรับโอนบรรจุและแต่งตั้งจำเลยให้ดำรงตำแหน่งใดและรับเงินเดือนเท่าใดในองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระต้องให้คณะกรรมการพนักงานเทศบาล (ก.ท.) เป็นผู้อนุมัติและพิจารณา ดังนี้ เมื่อยังไม่ปรากฏว่ามีหนังสือแจ้งการรับโอนจากคณะกรรมการพนักงานเทศบาล จำเลยจึงยังคงดำรงตำแหน่งเดิมอยู่ที่ที่ทำการปกครองอำเภอหนองเรือ เพียงแต่ถูกยืมตัวไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระโดยยังไม่ขาดจากต้นสังกัดเดิม แม้จำเลยตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงินเดือนของจำเลยที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระและผ่านการตรวจสอบจากนายวีรชาติ และนายชูชัย ปลัดและประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ แต่ตามฎีกาเบิกเงินตามงบประมาณเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.9 ปรากฏลายมือชื่อจำเลยผู้เบิกและในตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลังที่ได้ขอโอนไปช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ จึงต้องถือว่าจำเลยซึ่งรับราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีมานานถึง 17 ปี ทราบระเบียบปฏิบัติด้านการเงินอย่างดี การที่จำเลยตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงินเดือนของจำเลยที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระทั้งที่ทราบว่าจำเลยยังมีตำแหน่งเดิมอยู่ที่ที่ทำการปกครองอำเภอหนองเรือ และจะต้องรับเงินเดือนที่ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองขอนแก่น แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตในการรับเงินเดือนที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระแล้ว ประกอบกับใบมอบฉันทะเอกสารหมาย จ.18 ระบุว่า วันที่ 1 ตุลาคม 2539 จำเลยช่วยราชการองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระมอบฉันทะให้นายบวรเสมียนตราอำเภอรับเงินเดือนและเงินอื่นๆ ที่ได้รับจากทางราชการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539 เป็นต้นไป ตรงกับคำของนายบวรพยานโจทก์ที่เบิกความว่า จำเลยขอโอนไปรับราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ โดยจำเลยได้มอบฉันทะให้พยานรับเงินเดือนและเงินอื่นๆ แทนตามเอกสารหมาย จ.18 ซึ่งจำเลยและนายบวรต่างทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินของราชการมานานหลายปี ย่อมจะทราบและเข้าใจระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกเงินจากทางราชการ การที่จำเลยมาช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระโดยยังไม่ขาดจากตำแหน่งเดิมที่อำเภอหนองเรือ จึงต้องรับเงินเดือนจากต้นสังกัดเดิม กลับตั้งฎีกาเบิกเงินเดือนของจำเลย ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระอีก อันเป็นการเบิกซ้ำซ้อนรวม 7 เดือน เป็นเงิน 66,150 บาท แล้วเบียดบังไปเป็นประโยชน์สวนตน การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147
ป.วิ.อ. ม. 202
พ.ร.ฎ.ระเบียบพนักงานส่วนตำบล พ.ศ.2539 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นางบุษบา อ่างบุญตาหรือศิริคูณทอง
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2215 -ที่ 2234/2551
#420236
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ หมวด 7 จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ใช่ขั้นตอนการระงับข้อพิพาทระหว่างครูใหญ่หรือครูกับผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 วรรคสอง เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 ถูกจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 จึงมีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 8 ได้โดยไม่จำต้องเสนอข้อขัดแย้งให้คณะกรรมการคุ้มครองการทำงานวินิจฉัยชี้ขาดตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ ก่อน โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 จึงมีอำนาจฟ้อง

โรงเรียนของจำเลยได้รับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน (เพิ่มเติม) จากงบประมาณสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเพื่อปรับเงินเดือนให้ครู วันที่ 18 สิงหาคม 2548 จำเลยนำเงินอุดหนุนของเดือนเมษายน 2547 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 เข้าบัญชีโจทก์คนละ 12,222 บาท แล้วถอนเงินออกจากบัญชีโจทก์คนละ 5,515.51 บาท ในวันเดียวกันโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งยี่สิบทราบวันที่ 30 สิงหาคม 2548 โจทก์ทั้งยี่สิบจึงไปร้องทุกข์ให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง ดังนี้ การที่โจทก์ทั้งยี่สิบร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ถอนเงินออกจากบัญชีของโจทก์ทั้งยี่สิบโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งยี่สิบทราบตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 ที่โจทก์ทั้งยี่สิบร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงเป็นเวลาถึง 12 วัน จำเลยมีเวลาพอที่จะชี้แจงเหตุผลที่ถอนเงินออกจากบัญชีโจทก์ทั้งยี่สิบได้แต่ก็ไม่กระทำ การที่โจทก์ทั้งยี่สิบร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเกิดจากความบกพร่องของจำเลย และมีเหตุสมควรที่โจทก์ทั้งยี่สิบจะติดตามหาสาเหตุที่เงินในบัญชีของตนถูกถอนไป ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งยี่สิบจงใจทำให้ผู้รับใบอนุญาต (จำเลย) ได้รับความเสียหายและทำให้โรงเรียนของจำเลยเสื่อมเสียชื่อเสียงตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนฯ ข้อ 34 (2) (5) ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยจรรยา มรรยาท วินัย และหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ ครูใหญ่ หรือครูโรงเรียนเอกชนฯ ข้อ 6 (5) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบด้วยเหตุนี้ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งยี่สิบ

เมื่อจำเลยจ่ายเงินเพิ่มตามวุฒิเข้าบัญชีโจทก์ทั้งยี่สิบโดยใช้ฐานการคำนวณจากอัตราเดือนละ 900 บาท เป็นเงินคนละ 12,222 บาท แต่จำเลยได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนไม่ถึงอัตราเงินเพิ่มตามวุฒิ อีกทั้งจำเลยไม่ผูกพันต้องจ่ายเงินเพิ่มตามวุฒิในอัตราเดือนละ 900 บาท แก่โจทก์ทั้งยี่สิบ จำเลยชอบที่จะจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบตามสัดส่วนของเงินที่ได้รับ การที่จำเลยจ่ายเงินอุดหนุนให้โจทก์ทั้งยี่สิบเกินส่วนที่ได้รับโดยนำเงินของจำเลยสมทบเพิ่มไปด้วยจึงเป็นการจ่ายโดยผิดหลง จำเลยจึงชอบที่จะติดตามเอาเงินของจำเลยที่จ่ายสมทบเพิ่มคืน จำเลยชี้แจงเหตุผลแก่โจทก์ทั้งยี่สิบและครูทั้งโรงเรียนแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 และวันที่ 2 กันยายน 2548 ว่าจำเลยได้รับเงินอุดหนุนมาไม่พอ การที่โจทก์ทั้งยี่สิบยังคงยืนยันร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยลักทรัพย์และยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แสดงว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเป็นบุคคลไม่ยอมรับฟังเหตุผลและความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่เหมาะสมแก่การเป็นครู (อาจารย์) ผู้สั่งสอนถ่ายทอดความรู้และจริยธรรมให้แก่นักเรียนผู้เป็นศิษย์ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 6 กำหนดไว้ในข้อ (1) มิให้ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู จำเลยเป็นนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน โจทก์ทั้งยี่สิบเป็นครู (อาจารย์) จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งยี่สิบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 จึงไม่ถูกต้อง ค่าชดเชยที่จำเลยต้องรับผิดจ่ายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบต้องบังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 8 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 20

โจทก์ทั้งยี่สิบฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนครพณิชยการ โจทก์ทั้งยี่สิบทำงานกับจำเลยในตำแหน่งอาจารย์ประจำ โดยมีวันเข้าทำงานและอัตราเงินเดือนปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน จำเลยมีหน้าที่จ่ายเงินเพิ่มวุฒิตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการอุดหนุนเป็นเงินค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2545 ประกอบประกาศสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการอุดหนุนเป็นเงินค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนในโรงเรียนเอกชน (เพิ่มเติม) ต้องจ่ายในอัตราเดือนละ 900 บาท ย้อนหลังตั้งแต่เดือนเมษายน 2547 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 12,600 บาท ให้โจทก์แต่ละคน เมื่อหักเงินสมทบที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วจำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มวุฒิให้โจทก์แต่ละคนเป็นจำนวน 12,222 บาท จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีโจทก์แต่ละคนในวันที่ 18 สิงหาคม 2548 และได้ถอนเงินบัญชีโจทก์แต่ละคนจำนวน 5,515.51 บาท ไปในวันเดียวกัน โจทก์ทั้งยี่สิบจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริงและผู้กระทำความผิด จำเลยกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งยี่สิบเพื่อให้ถอนคำร้องทุกข์แต่โจทก์ทั้งยี่สิบไม่ยินยอม วันที่ 21 กันยายน 2548 จำเลยจึงมีหนังสือประกาศเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 21 ตุลาคม 2548 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งยี่สิบจงใจทำให้จำเลยเสียหายและทำให้โรงเรียนของจำเลยเสื่อมเสียชื่อเสียง การเลิกจ้างดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งยี่สิบสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 21 กันยายน 2548 คณะกรรมการบริหารของจำเลยมีมติให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 34 โดยผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและแจ้งให้อาจารย์ใหญ่โรงเรียนของจำเลยทราบ วันเดียวกัน นางดวงแข อาจารย์ใหญ่มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบ อ้างเหตุว่าโจทก์ทั้งยี่สิบจงใจทำให้ผู้รับใบอนุญาตได้รับความเสียหายและโรงเรียนของจำเลยเสื่อมเสียชื่อเสียง ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2548 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 ขวนขวายใช้สิทธิเสนอข้อขัดแย้งตามสัญญาการเป็นครูเอกสารหมาย ล.25 ข้อ 11 แล้ว แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งให้ยุติเรื่องเสียก่อนเพื่อรอผลคดีจึงไม่ปรากฏผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่ตกลงกันไม่ได้ แล้ววินิจฉัยว่าตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 34 กรณีเลิกสัญญาตามข้อ (4) ถึงข้อ (7) เท่านั้นที่ให้เสนอข้อขัดแย้งที่บอกเลิกสัญญาโดยผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ครูซึ่งเลิกสัญญาการเป็นครู เป็นระเบียบให้ผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการประนีประนอม หากตกลงกันไม่ได้ก็ให้คณะกรรมการประนีประนอมพิจารณาและสรุปความเห็นเสนอคณะกรรมการคุ้มครองพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้ครูพ้นจากหน้าที่ก็ให้เลิกสัญญาได้ จำเลยนำเหตุเลิกจ้างการเป็นครูตามข้อ "(2) จงใจทำให้ผู้รับใบอนุญาตได้รับความเสียหาย" มาระบุเป็นข้อ 11 ในแบบสัญญาจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 เพิ่มเติมนอกเหนือจากระเบียบกระทรวงศึกษาธิการก็เป็นข้อตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทเบื้องต้นเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของครู เมื่อไม่ได้ระบุว่าหากไม่ดำเนินการจะถูกตัดสิทธิอย่างไร และเมื่อดำเนินการตามขั้นตอนหากรัฐมนตรีวินิจฉัยชี้ขาดแล้วให้ถือว่าเป็นที่สุดหรือไม่ ข้อตกลงนี้จึงเป็นสิทธิ หากไม่ใช้สิทธิก็ไม่ถูกตัดสิทธินำคดีมาสู่ศาล หลักเกณฑ์การจ่ายเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 3 ตารางอัตราเงินเพิ่มตามวุฒิใหม่กำหนดวุฒิปริญญาตรีให้ได้รับเงินเพิ่มเดือนละ 900 บาท ไม่ได้กำหนดว่าหากครูคนใดได้รับเงินเดือนเดือนละ 7,260 บาท แล้วไม่มีสิทธิได้รับหรือจะเพิ่มให้หรือไม่ก็ได้แบบฟอร์มที่จำเลยทำเสนอสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราชเขต 1 เมื่อหักเงินสมทบแล้วคงเหลือเงินที่จ่ายจริง 12,222 บาท และได้มีการนำเงินเข้าบัญชีโจทก์แต่ละคนแล้ว อันเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราชเขต 1 กำหนด การที่จำเลยถอนเงินออกจากบัญชีโจทก์แต่ละคนในวันเดียวกันเป็นกรณีที่ไม่มีการจ่ายเงินให้ตามหลักเกณฑ์ หลักฐานที่นำเสนอต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราชเขต 1 เป็นการไม่ชอบ วันที่ 30 สิงหาคม 2548 โจทก์ทั้งยี่สิบร้องทุกข์เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนข้อเท็จจริงว่าเงินถูกถอนออกจากบัญชีได้อย่างไร ไม่ได้ร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย วันที่ 3 กันยายน 2548 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของจำเลยมีมติยืนยันให้โจทก์ทั้งยี่สิบถอนคำร้องทุกข์ หากไม่ดำเนินการก็จะเลิกสัญญาโดยไม่จ่ายค่าชดเชยซึ่งเป็นการลงมติล่วงหน้าโดยยังไม่มีเหตุอันควร มีลักษณะขู่เข็ญ เมื่อการสืบสวนทราบว่าจำเลยเป็นผู้ถอนเงินไปจากบัญชีของโจทก์ทั้งยี่สิบโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งยี่สิบทราบก่อน โจทก์ทั้งยี่สิบจึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายไม่มีเหตุอันควรเลิกสัญญา จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบโดยไม่เป็นธรรม แม้ตามสัญญาการเป็นครูใหญ่และครูเอกสารหมาย ล.25 ข้อ 9 (3) ระบุว่าเมื่อมีการเลิกจ้าง ผู้รับใบอนุญาตยอมจ่ายค่าชดเชยให้แก่ครูกรณีทำงานติดต่อกัน 3 ปีขึ้นไป จ่ายให้ 6 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย แต่กรณีลูกจ้างทำงานติดต่อกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) (5) ไม่ได้กำหนดไว้ ทั้งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงให้บังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอของโจทก์แต่ละคน พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 60,480 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 68,040 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 95,100 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 247,260 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 79,600 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 119,400 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 80,010 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 112,140 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 78,100 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 109,340 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 76,600 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 84,260 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 76,600 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 84,260 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 8 และที่ 10 เป็นเงินคนละ 75,600 บาท ค่าเสียหายเป็นเงินคนละ 75,600 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 60,480 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 68,040 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 59,680 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 67,150 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 60,480 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 68,040 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 59,680 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 67,140 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 70,640 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 79,470 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 และที่ 19 เป็นเงินคนละ 60,480 บาท ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 15 และที่ 16 เป็นเงินคนละ 68,040 บาท จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 18 และที่ 19 เป็นเงินคนละ 60,480 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 62,880 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 70,740 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 21,930 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 21,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าชดเชยของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สัญญาการเป็นครูระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 กับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.25 เป็นแบบสัญญาการเป็นครูใหญ่และครูท้ายระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2526 ซึ่งเป็นระเบียบที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์ควบคุมโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ มิใช่กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างลูกจ้างหรือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้างหรือแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างลูกจ้างอันเป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แม้ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 หมวด 7 จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแต่ก็ไม่ใช่ขั้นตอนการระงับข้อพิพาทระหว่างครูใหญ่หรือครูกับผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 ถูกจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 จึงมีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 8 ได้โดยไม่จำต้องเสนอข้อขัดแย้งให้คณะกรรมการคุ้มครองการทำงานวินิจฉัยชี้ขาดตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ก่อน โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 19 จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการที่สองว่า โจทก์ทั้งยี่สิบจงใจทำให้ผู้รับใบอนุญาต (จำเลย) ได้รับความเสียหายและทำให้โรงเรียนของจำเลยเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานการประชุม เรื่อง การเจรจาเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนครูย้อนหลัง 14 เดือน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 และวันที่ 2 กันยายน 2548 กับรายงานการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 1/2548 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2548 สาเหตุข้อขัดแย้งระหว่างโจทก์ทั้งยี่สิบกับจำเลยเกิดจากการที่โรงเรียนของจำเลยได้รับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน (เพิ่มเติม) จากงบประมาณสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเพื่อปรับเงินเดือนให้ครูตามประกาศสำนักงานบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการอุดหนุนเป็นเงินค่าใช่จ่ายรายหัวนักเรียนในโรงเรียนเอกชน (เพิ่มเติม) วันที่ 18 สิงหาคม 2548 จำเลยนำเงินอุดหนุนของเดือนเมษายน 2547 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 เข้าบัญชีโจทก์คนละ 12,222 บาท แล้วถอนเงินออกจากบัญชีโจทก์คนละ 5,515.51 บาท ในวันเดียวกันโดยไม่แจ้งการถอนเงินออกให้โจทก์ทั้งยี่สิบทราบ วันที่ 30 สิงหาคม 2548 โจทก์ทั้งยี่สิบจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จำเลยจึงเห็นสมควรเลิกสัญญาการเป็นครูหรือเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบ การที่โจทก์ทั้งยี่สิบร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ถอนเงินออกจากบัญชีโจทก์ทั้งยี่สิบโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งยี่สิบทราบตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2548 จนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 ที่โจทก์ทั้งยี่สิบร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงเป็นระยะเวลาถึง 12 วัน จำเลยมีเวลาพอที่จะชี้แจงเหตุผลที่ถอนเงินออกจากบัญชีโจทก์ทั้งยี่สิบได้แต่ก็ไม่กระทำ การที่โจทก์ทั้งยี่สิบร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเกิดจากความบกพร่องของจำเลย และมีเหตุสมควรที่โจทก์ทั้งยี่สิบจะติดตามหาสาเหตุที่เงินในบัญชีของตนถูกถอนออกไป ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งยี่สิบจงใจทำให้ผู้รับใบอนุญาต (จำเลย) ได้รับความเสียหายและทำให้โรงเรียนของจำเลยเสื่อมเสียชื่อเสียงตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 34 (2) (5) ประกอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยจรรยา มรรยาท วินัย และหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ ครูใหญ่ หรือครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2526 ข้อ 6 (5) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบด้วยเหตุนี้ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งยี่สิบ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 66 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการคุ้มครองการทำงานของครูในเรื่องอัตราเงินเดือนซึ่งผู้รับใบอนุญาตต้องจ่ายให้ครูโรงเรียนเอกชน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตและครูตกลงจ่ายและรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอัตราตามที่ทางราชการกำหนดปรากฏตามหนังสือสำนักบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าทางราชการได้ประกาศกำหนดอัตราเงินเดือนของผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป การขอบรรจุครูในโรงเรียนเอกชนและการปรับอัตราเงินเดือนครูที่บรรจุแล้วต้องใช้อัตราตามที่ราชการกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป ในตารางเปรียบเทียบอัตราเงินเดือนเดิมกับอัตราเงินเดือนใหม่สำหรับครูที่มีคุณวุฒิปริญญาตรี อัตราเงินเดือนเดิม 6,360 บาท อัตราเงินเดือนใหม่ 7,260 บาท เงินเพิ่มตามวุฒิ 900 บาท คำว่า "เงินเพิ่มตามวุฒิ" จึงหมายความว่าสำหรับครูที่มีวุฒิปริญญาตรีจากเดิมทางราชการกำหนดอัตราเงินเดือนไว้ 6,360 บาท ให้ปรับอัตราเงินเดือนใหม่เป็น 7,260 บาท ส่วนต่างระหว่างอัตราเงินเดือนเดิมกับอัตราเงินเดือนใหม่เท่ากับ 900 บาท ต่อเดือน ซึ่งนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไปครูที่มีวุฒิปริญญาตรีในโรงเรียนเอกชนทั้งที่ขอบรรจุใหม่และที่บรรจุแล้วต้องได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอัตราเดือนละ 7,260 บาท ผู้ที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่านี้ก็ต้องปรับขึ้นมาให้ถึงอัตรา 7,260 บาท ดังนั้นอัตราเงินเดือน 7,260 บาท ตามประกาศของทางราชการจึงมีฐานะเป็นอัตราค่าจ้างหรืออัตราเงินเดือนขั้นต่ำของครูที่มีวุฒิปริญญาตรี ไม่ได้หมายความว่าครูที่มีวุฒิปริญญาตรีทุกคนต้องได้รับเงินเดือนเดือนละ 7,260 บาท เท่ากันทุกคนหรือได้รับการปรับเงินเดือนขึ้นเดือนละ 900 บาท โดยไม่คำนึงว่าได้รับเงินเดือนเดิมอยู่เดือนละเท่าใด สำหรับเงินที่นำมาจ่ายในการปรับเงินเดือนขั้นต่ำของครูปรากฏตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้การอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนโรงเรียนเอกชนเพื่อเพิ่มเงินเดือนครูโรงเรียนเอกชนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2548 (ใช้งบประมาณของสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน) ซึ่งสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสิรมการศึกษาเอกชนออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอุดหนุน เป็นเงินค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนในโรงเรียนเอกชน (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 กำหนดให้การอุดหนุนเป็นเงินค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2548 ให้จ่ายเพิ่มเติมในอัตรา 525 บาท ต่อคน สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ มีเงื่อนไขว่าโรงเรียนต้องนำเงินอุดหนุนไปจ่ายเพิ่มเป็นเงินเดือนให้แก่ครูทุกคน ตามตารางอัตราเงินเพิ่มตามวุฒิใหม่ท้ายประกาศกำหนดอัตราสำหรับครูที่มีวุฒิปริญญาตรีเดือนละ 900 บาท อัตราเงินเพิ่มตามวุฒิใหม่ตามตารางดังกล่าวมีอัตราเดียวกันกับที่ทางราชการประกาศกำหนดอัตราเงินเดือนซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ในทุกระดับวุฒิการศึกษาของครู คำว่า "อัตราเงินเพิ่มตามวุฒิใหม่" จึงมีความหมายเดียวกับคำว่า "เงินเพิ่มตามวุฒิ" ปรากฏว่าโจทก์ทั้งยี่สิบได้รับเงินเดือนสูงกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ 7,260 บาท โจทก์ทั้งยี่สิบจึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องได้รับเงินเพิ่มตามวุฒิในอัตรา เดือนละ 900 บาท เมื่อจำเลยจ่ายเงินเพิ่มตามวุฒิเข้าบัญชีโจทก์ทั้งยี่สิบโดยใช้ฐานการคำนวณจากอัตราเดือนละ 900 บาท เป็นเงินคนละ 12,222 บาท แต่จำเลยได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนไม่ถึงอัตราเงินเพิ่มตามวุฒิ อีกทั้งจำเลยไม่ผูกพันต้องจ่ายเงินเพิ่มตามวุฒิในอัตราเดือนละ 900 บาท แก่โจทก์ทั้งยี่สิบ จำเลยชอบที่จ่ายเงินอุดหนุนให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบตามสัดส่วนของเงินที่ได้รับตามที่นายอรรถพล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราชเขต 1 ประธานในที่ประชุมกล่าวในการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราชเขต 1 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 ตามรายงานการประชุม การที่จำเลยจ่ายเงินอุดหนุนให้โจทก์ทั้งยี่สิบเกินส่วนที่ได้รับโดยนำเงินของจำเลยสมทบเพิ่มไปด้วยจึงเป็นการจ่ายโดยผิดหลง จำเลยจึงชอบที่จะติดตามเอาเงินของจำเลยที่จ่ายสมทบเพิ่มคืน จำเลยชี้แจงเหตุผลแก่โจทก์ทั้งยี่สิบและครูทั้งโรงเรียนแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 และวันที่ 2 กันยายน 2548 ว่าจำเลยได้รับเงินอุดหนุนมาไม่พอ การที่โจทก์ทั้งยี่สิบยังคงยืนยันร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยลักทรัพย์และยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในวันที่ 20 กันยายน 2548 และพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ไว้เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2548 แสดงว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเป็นบุคคลไม่ยอมรับฟังเหตุผลและความคิดของผู้อื่น ไม่เหมาะสมแก่การเป็นครู (อาจารย์) ผู้สั่งสอนถ่ายทอดความรู้และจริยธรรมให้แก่นักเรียนผู้เป็นศิษย์ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบโดยมีเหตุอันสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 6 กำหนดไว้ในข้อ (1) มิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู จำเลยเป็นนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน โจทก์ทั้งยี่สิบเป็นครู (อาจารย์) จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งยี่สิบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงไม่ถูกต้อง ค่าชดเชยที่จำเลยต้องรับผิดจ่ายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบต้องบังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 6 มาตรา 17 มาตรา 44 และมาตรา 66 และระเบียบนี้ในข้อ 48 กำหนดให้สัญญาการเป็นครูที่ทำขึ้นตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2526 ยังคงใช้บังคับต่อไป โดยข้อสัญญาใดที่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ก็ให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้ การที่สัญญาการเป็นครูซึ่งออกตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2526 ข้อ 9 ระบุค่าชดเชยที่ผู้รับใบอนุญาตต้องจ่ายไว้สูงสุดเพียง 6 เท่า ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย ขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 32 ซึ่งกำหนดค่าชดเชยไว้สูงสุดถึง 10 เดือน ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย ค่าชดเชยจึงต้องบังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 32 แต่เนื่องจากอัตราค่าชดเชยที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบตรงตามอัตราที่กำหนดในข้อ 32 แล้ว จึงไม่จำต้องแก้ไขจำนวนค่าชดเชยที่จำเลยต้องจ่ายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งยี่สิบในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 วรรคสอง ม. 6 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยจรรยา มรรยาท วินัย และหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ ครูใหญ่ หรือครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2526
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุธิดา จันทรรัตน์ กับพวก
จำเลย — บริษัทขจิตและบุตร พณิชย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2551
#412308
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ออกแบบตกแต่งและโฆษณาโครงการโฆษะ คอมเพล็กซ์ และโอเอซิส พลาสซ่าของจำเลย จำเลยให้การรับว่าได้ว่าจ้างโจทก์จริง ดังนั้น การดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างของโจทก์แม้จะปฏิบัติตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่ก็เป็นกรณีที่โจทก์ได้กระทำเพื่อกิจการของจำเลย จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ออกแบบตกแต่งอาคารและโฆษณาโครงการโฆษะ คอมเพล็กซ์ และโอเอซิส พลาซ่าของจำเลย จำเลยตกลงจะชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ภายในเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ หากเกินกำหนดจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ระหว่างมกราคมถึงสิงหาคม 2540 โจทก์เริ่มออกแบบและผลิตงานให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยนำงานโฆษณาดังกล่าวออกใช้ โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้พร้อมใบประเมินราคาเพื่ออนุมัติของเบิกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามงานที่ทำไป แต่จำเลยไม่ชำระต่อมาจำเลยมีหนังสือยอมรับสภาพหนี้ และขอผ่อนผันการชำระหนี้ออกไป แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ จำเลยค้างชำระหนี้รวมเป็นเงิน 1,317,594.19 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับ แต่วันที่ 2 มีนาคม 2540 คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 968,702.46 บาท รวมเป็นเงิน 2,286,296.65 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,317,596.19 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยยอมรับว่าเคยว่าจ้างโจทก์ทำการตกแต่งอาคารรวมทั้งว่าจ้างให้โฆษณาในโครงการโอเอซิส พลาซ่าของจำเลยจริง แต่จำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว ส่วนงานจ้างโฆษณาตามฟ้องเป็นงานที่เกิดขึ้นภายหลัง จำเลยคงค้างชำระโจทก์บางส่วน เหตุที่จำเลยยังไม่ชำระเนื่องจากโจทก์ไม่ยอมดำเนินงานส่วนที่เหลือต่อไป การว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของมีอายุความ 2 ปี โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้และเกิน 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา คดีจึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,286,296.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,317,594.19 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 25 มกราคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจทำโฆษณาให้แก่ลูกค้า จำเลยประกอบธุรกิจประเภทโรงแรม พลาซ่าให้เช่าพื้นที่ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2539 จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำโฆษณาโครงการของจำเลยชื่อโครงการโฆษะ คอมเพล็กซ์ และโครงการโอเอซิส พลาซ่า มีข้อตกลงว่าโจทก์มีหน้าที่ออกแบบโฆษณาโครงการและจัดหาสื่อต่างๆ ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับการโฆษณาและทำการตรวจสอบสื่อต่างๆ ที่ส่งไปถึงประชาชน ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ดำเนินการเกี่ยวกับโฆษณาให้แก่จำเลย จำเลยจะจ่ายคืนตามจำนวนเงินที่เป็นจริง จำเลยมีหน้าที่จ่ายค่าบริการในการโฆษณาให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 17.65 ต่อปี จากค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปจริง โดยโจทก์จะทำหนังสือในประเมินราคาส่งให้จำเลยทราบเพื่อขออนุมัติ เมื่อจำเลยอนุมัติแล้วโจทก์จะทำหนังสือใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายภายใน 30 วัน หากผิดนัดยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีโจทก์เริ่มดำเนินการโฆณษาตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม 2540 หลังจากนั้นโจทก์ทำหนังสือแจ้งประเมินราคาค่าใช้จ่ายแจ้งให้จำเลยทราบทุกเดือน ต่อมาจำเลยอนุมัติตามที่แจ้งไปโจทก์ได้ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยทราบรวมเป็นเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการโฆษณาทั้งสิ้น 1,317,594.19 บาท จำเลยขอผ่อนชำระหนี้กับโจทก์ ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยให้ชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.15 จำเลยขอผ่อนชำระหนี้อีก 2 เดือน แล้วจำเลยไม่ชำระ

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการออกแบบอาคารหรือตกแต่งอาคารและโฆษณา การที่โจทก์ออกแบบและตกแต่งอาคารให้แก่จำเลยเป็นไปตามสัญญาจ้างที่โจทก์ทำไว้กับจำเลย โดยระบุไว้ชัดแจ้งถึงขั้นตอน เงื่อนไขการจ้าง และการชำระค่าจ้างการดำเนินงานของโจทก์จึงเป็นไปตามสัญญาจ้าง มิได้เป็นการจ้างให้ผู้รับจ้างทำกิจการให้แก่จำเลย สิทธิเรียกร้องในหนังสือจึงมีอายุความ 2 ปี นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ออกแบบตกแต่งและโฆษณาโครงการโฆษะ คอมเพล็กซ์ และโอเอซิส พลาสซ่าของจำเลย จำเลยให้การรับว่าได้ว่าจ้างโจทก์จริง ดังนั้น การดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างของโจทก์แม้จะปฏิบัติตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่ก็เป็นกรณีที่โจทก์ได้กระทำเพื่อกิจการของจำเลย จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 2,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็นเตอร์ไพรส์ ไอจี จำกัด
จำเลย — บริษัทโฆษะ โฮลดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2551
#497955
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชักชวนโจทก์ร่วมให้ลงทุนทำธุรกิจกับจำเลย โดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนเป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ของโรงแรมเพื่อจัดแสดงสินค้าหัตถกรรมไทยให้ชาวต่างประเทศมาซื้อและนำไปทำกล่องปากกาย่านลิเภาส่งให้บริษัท ก. พร้อมกับนำหลักฐานการติดต่อโรงแรมและบริษัท ก. มาให้ดู โจทก์ร่วมจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยรวม 13 ครั้ง จากนั้นโจทก์ร่วมก็ไม่เห็นว่าจำเลยจะดำเนินการใดๆ และคอยติดตามทวงถามจำเลยว่าดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจไปมากน้อยเพียงใด จำเลยบ่ายเบี่ยงว่ากำลังติดต่ออยู่และยังดำเนินการไม่เสร็จ โจทก์ร่วมจึงทวงเงินคืน แต่แทนที่จำเลยจะคืนเงินกลับสั่งจ่ายเช็คให้โจทก์ร่วมสองฉบับ ซึ่งนับแต่วันที่ 28 เมษายน 2543 อันเป็นวันที่โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยครั้งแรกถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คฉบับแรกให้โจทก์ร่วมนั้นก็เป็นระยะเวลาหลายเดือน โจทก์ร่วมย่อมน่าจะรู้แต่นั้นแล้วว่าจำเลยหลอกลวงเอาเงินไปโดยมิได้ดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจตามที่ชักชวนไว้ ครั้นโจทก์ร่วมนำเช็คทั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงินธนาคารก็ปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมทวงถาม แต่จำเลยผัดผ่อนว่าจะนำเงินสดมาชำระคืนและขอให้โจทก์ร่วมไม่ดำเนินคดีตามกฎหมายอีก จึงเป็นพฤติการณ์ที่มาสนับสนุนให้โจทก์ร่วมรู้แน่ชัดยิ่งขึ้นอีกว่าถูกจำเลยหลอกลวงแล้ว การที่จำเลยผัดผ่อนว่าจะนำเงินสดมาชำระคืนและขอให้โจทก์ร่วมไม่ดำเนินคดีตามกฎหมายนั้นไม่เป็นผลลบล้างการรับรู้ของโจทก์ร่วมที่ถูกจำเลยหลอกลวง แต่วันที่โจทก์ร่วมไปทวงถามเงินคืนจากจำเลยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นวันใด จึงต้องถือเอาวันที่ 10 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คฉบับแรกให้โจทก์ร่วมเป็นวันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วมแล้ว เมื่อโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยวันที่ 1 ตุลาคม 2544 จึงเกินกว่า 3 เดือน คดีจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 1,332,350 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางนภาพร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ลงโทษจำคุก 3 ปี และให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 1,332,350 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง โจทก์ร่วมโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย รวม 13 ครั้ง เป็นเงิน 1,092,350 บาท ตามใบรับฝากและใบนำฝาก ต่อมาจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้โจทก์ร่วม 2 ฉบับ ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2543 จำนวนเงิน 40,000 บาท และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 จำนวนเงิน 200,000 บาท โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และวันที่ 1 ตุลาคม 2544 โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาฉ้อโกง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยชักชวนโจทก์ร่วมให้ลงทุนทำธุรกิจกับจำเลยโดยอ้างว่าจะนำเงินลงทุนไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โรงแรมเพื่อจัดแสดงสินค้าหัตถกรรมไทยให้ชาวต่างประเทศมาซื้อ และนำไปทำกล่องปากกาย่านลิเภาส่งให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมกับนำหลักฐานการติดต่อโรงแรมและบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) มาให้ดู โจทก์ร่วมจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย รวม 13 ครั้ง เป็นเงิน 1,092,350 บาท โดยเริ่มโอนเงินให้ครั้งแรกวันที่ 28 เมษายน 2543 ตามใบรับฝากและใบนำฝาก จากนั้นโจทก์ร่วมก็ไม่เห็นว่าจำเลยจะดำเนินการใดๆ และคอยติดตามทวงถามจำเลยว่าดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจไปมากน้อยเพียงใด จำเลยบ่ายเบี่ยงว่ากำลังติดต่ออยู่ยังดำเนินการไม่เสร็จ โจทก์ร่วมจึงทวงเงินคืน จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้โจทก์ร่วม 2 ฉบับ โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมติดต่อทวงถามอีก แต่จำเลยผัดผ่อนว่าจะนำเงินสดมาชำระคืนและขอให้โจทก์ร่วมไปดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่โจทก์ร่วมยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลย โจทก์ร่วมตรวจสอบจนทราบว่าจำเลยไม่เคยนำสินค้าไปแสดงและจำหน่ายตามโรงแรมต่างๆ และไม่เคยขายสินค้าให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จึงรู้ว่าตนถูกจำเลยหลอกลวง และไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่า หลังจากโจทก์ร่วมโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่จำเลยแล้วโจทก์ร่วมก็ไม่เห็นว่าจำเลยจะดำเนินการใดๆ และคอยติดตามทวงถามจำเลยว่าดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจไปมากน้อยเพียงใด จำเลยบ่ายเบี่ยงว่ากำลังติดต่ออยู่และยังดำเนินการไม่เสร็จ โจทก์ร่วมจึงทวงเงินคืนแต่แทนที่จำเลยจะคืนเงินกลับสั่งจ่ายเช็คให้ ซึ่งนับแต่วันที่ 28 เมษายน 2543 อันเป็นวันที่โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยครั้งแรกถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คฉบับแรกให้โจทก์ร่วมนั้นก็เป็นระยะเวลาหลายเดือน โจทก์ร่วมย่อมน่าจะรู้แต่นั้นแล้วว่าจำเลยหลอกลวงเอาเงินไปโดยมิได้ดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจตามที่ชักชวนไว้ ครั้นโจทก์ร่วมนำเช็คไปเรียกเก็บเงินธนาคารก็ปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมติดต่อทวงถาม แต่จำเลยผัดผ่อนว่าจะนำเงินสดมาชำระคืนและขอให้โจทก์ร่วมไม่ดำเนินคดีตามกฎหมายอีก ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่มาสนับสนุนให้โจทก์ร่วมรู้แน่ชัดยิ่งขึ้นอีกว่าถูกจำเลยหลอกลวงแล้ว การที่จำเลยผัดผ่อนว่าจะนำเงินสดมาชำระคืนและขอให้โจทก์ร่วมไม่ดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ไม่เป็นผลลบล้างการรับรู้ของโจทก์ร่วมที่ถูกจำเลยหลอกลวงดังวินิจฉัยมาข้างต้นเสียไป แต่วันที่โจทก์ร่วมไปทวงถามเงินคืนจากจำเลยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นวันใด จึงต้องถือเอาวันที่ 10 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คฉบับแรกให้โจทก์ร่วมเป็นวันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วมแล้ว เมื่อโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยวันที่ 1 ตุลาคม 2544 จึงเกินกว่า 3 เดือน คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า หลังจากโจทก์ร่วมนำเช็คไปเรียกเก็บเงินไม่ได้โจทก์ร่วมติดต่อทวงถามอีก แต่จำเลยผัดผ่อนว่าจะนำเงินสดมาชำระคืนและขอให้โจทก์ร่วมไม่ดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่โจทก์ร่วมก็ยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลย จึงไปตรวจสอบจนทราบว่าจำเลยไม่เคยนำสินค้าไปแสดงและจำหน่ายตามโรงแรมต่างๆ และไม่เคยขายสินค้าให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วมจึงรู้ว่าตนถูกจำเลยหลอกลวงนับแต่นั้นมานั้น เห็นว่า แม้จะมีนางศรัญญาและนางสาววนิดามาเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ร่วมเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยไม่เคยนำสินค้าไปแสดงและจำหน่ายตามโรงแรมต่างๆ และไม่เคยขายสินค้าให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ก็ตามแต่ก็ไม่ได้ความว่าโจทก์ร่วมไปติดต่อตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในช่วงเวลาใดจึงเป็นการง่ายที่โจทก์ร่วมจะยกเอาเรื่องดังกล่าวขึ้นมาอ้างเพื่อไม่ให้คดีของโจทก์ร่วมขาดอายุความ เมื่อโจทก์ร่วมยกเอาเรื่องดังกล่าวขึ้นมาอ้างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นมาสนับสนุนแล้วเช่นนี้ ข้ออ้างของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางนภาพร ชื้นครองธรรม
จำเลย — นางสาวจินตนา วิสาธโร
ชื่อองค์คณะ
สุธี เทพสิทธา
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2184/2551
#412307
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันกู้เงินจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ทั้งเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 จึงบังคับดอกเบี้ยได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร คืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ โดยให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร ดังนี้ เป็นกรณีที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งหากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชนะคดีตามอุทธรณ์ ทุกข์ของจำเลยย่อมปลดเปลื้องไปเท่ากับจำนวนดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยเรียกร้องให้รับผิดลดลง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคสอง ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2541 จำเลยกู้เงินโจทก์ 8,000,000 บาท โดยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1031 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของจำเลยไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกัน ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ย 4 เดือนต่อครั้ง และกำหนดไถ่ถอนจำนองภายใน 1 ปี แต่จำเลยผิดสัญญาไม่เคยชำระดอกเบี้ยหรือต้นเงินให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยเพิกเฉย ดอกเบี้ยนับถัดจากวันกู้เงินถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 7,959,994 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 15,959,994 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า คดีมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จำเลยไม่เคยกู้เงินโจทก์หรือจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ไม่มีต้นฉบับสัญญากู้เงินมาแสดง จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ลายมือชื่อผู้จำนองในสัญญาจำนองมิใช่ลายมือชื่อของจำเลย โจทก์ปลอมลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้จำนอง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อและรับจดทะเบียนจำนองให้แก่โจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าสัญญาจำนองตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม กับให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันข้อเท็จจริงตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การและฟ้องแย้ง โดยจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ทุกประการศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันกู้เงิน (กู้เงินวันที่ 21 ตุลาคม 2541) จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 18 กรกฎาคม 2548) ต้องไม่เกิน 7,959,994 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1031 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 3,979,997 บาท ให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน มิฉะนั้นไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยบางข้อ จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ในข้อดังกล่าว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในชั้นนี้เพียงว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันกู้เงินจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในสาระสำคัญว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ทั้งเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 จึงบังคับดอกเบี้ยได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร คืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ โดยให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งหากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชนะคดีตามอุทธรณ์ ทุกข์ของจำเลยย่อมปลดเปลื้องไปเท่ากับจำนวนดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยเรียกร้องให้รับผิดลดลง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 150 วรรคสอง ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มาชำระได้สิ้นสุดลงแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นเสียใหม่"

พิพากษายืน หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไป ให้จำเลยนำค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟ้องคำพิพากษานี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนุน ทองทรัพย์
จำเลย — นายสาคร ปอประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2183/2551
#498482
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 229 หาได้ใช้บังคับเฉพาะการอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้นไม่ แม้จะเป็นเพียงการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย แต่จำเลยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยอนุญาตให้จำเลยดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไป ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว และการที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งและเสียเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่กฎหมายบังคับให้จำเลยต้องเสียในขณะยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ เงินดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที และกรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,606,189.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,113,123 บาท นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 46652 และ 47047 ตำบลทุ่งครุ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเพราะเหตุจำเลยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วย บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ใช้บังคับเฉพาะการอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้นไม่ และถึงแม้จะเป็นเพียงการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยแต่จำเลยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยอนุญาตให้จำเลยดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไป ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว และการที่จำเลยเสียเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่กฎหมายบังคับให้จำเลยต้องเสียในขณะยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ เงินดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที และกรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229
ชื่อคู่ความ
กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้
โจทก์ — โดย บริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด
จำเลย — นายธงชัย นิภาศุภรชัย
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2180/2551
#412529
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับอีกคดีหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ได้ แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องไว้ก่อนคดีนั้น แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้วกรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ศาลจึงไม่อาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2257 เนื้อที่ 1 ไร่ ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นของนายสมพงษ์ ก่อนที่นายสมพงษ์จะแบ่งขายให้โจทก์ จำเลยทั้งสามได้มาขอปลูกบ้านพักอาศัยชั่วคราว โดยตกลงว่าหากนายสมพงษ์จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำเลยทั้งสามจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปทันที ต่อมาเดือนตุลาคม 2539 หลังจากนายสมพงษ์จดทะเบียนขายที่ดินให้โจทก์ โจทก์และนายสมพงษ์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามไม่ยินยอม ที่ดินพิพาทหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา กิ่งอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ห้ามเกี่ยวข้องอีก กับให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไป

จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหลานจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่นายสมพงษ์เป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งในที่ดินแปลงใหญ่ของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2517 จำเลยที่ 1 กับนายสุคำ สามีจำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ จากนายสัมฤทธิ์ แล้วจำเลยที่ 1 กับสามีเข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ปี 2529 สามีจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ปี 2536 จำเลยที่ 1 บริจาคที่ดินเนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ แก่ทางราชการ คงเหลือที่ดินประมาณ 41 ไร่ ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วย ปี 2537 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินอีกบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ให้นายเส็ง และเนื้อที่ 1 ไร่ ให้นายบุญมี เดือนตุลาคม 2539 นายเส็งได้บุกรุกเข้าไปไถที่ดินพิพาทโดยอ้างหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 ซึ่งมีชื่อนายสมพงษ์เป็นเจ้าของ โจทก์ที่ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 แล้วแบ่งแยกออกมาเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา กิ่งอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายสมพงษ์ ต่อมานายสมพงษ์ขายให้นายสวัสดิ์ แล้วนายสวัสดิ์ขายให้โจทก์ จำเลยที่ 1 อ้างต่อทางราชการว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 เป็นของตน แล้วลักลอบบริจาคให้ทางราชการกับหลอกขายให้บุคคลอื่น โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และชำระราคาแก่ผู้ขายโดยสุจริตถูกต้องตามระเบียบ การออกเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย และโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้แล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับพวกถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา อำเภอน้ำยืน (กิ่งอำเภอน้ำขุ่น) จังหวัดอุบลราชธานี และพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์กับพวกเข้าเกี่ยวข้อง ที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าวและที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับข้ออ้างตามคำบรรยายฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของตนในคดีนี้ ต่อมาคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ปรากฏตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 192/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 1494/2545 ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย จ.12 เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในคดีหลังมีประเด็นซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1494/2545 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้วกรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าวเช่นกันศาลจึงไม่อาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นวินิจฉัยได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัตน์ กุลแก้ว
จำเลย — นางสำเนียง ยอดพุทธ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2180/2551
#416813
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์คดีนี้กับคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในคดีหลังมีประเด็นซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เมื่อศาลชั้นต้นในคดีหลังได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีแพ่งของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้วกรณีก็ตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่พิพาทที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นของนายสมพงษ์ก่อนที่นายสมพงษ์จะแบ่งขายให้โจทก์ จำเลยทั้งสามได้มาขอปลูกบ้านพักอาศัยชั่วคราว โดยตกลงว่าหากนายสมพงษ์จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำเลยทั้งสามจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปทันที ต่อมาเดือนตุลาคม 2539 หลังจากนายสมพงษ์จดทะเบียนขายที่ดินให้โจทก์ โจทก์และนายสมพงษ์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแต่จำเลยทั้งสามไม่ยินยอม ที่ดินพิพาทหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินที่พิพาท ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ห้ามเกี่ยวข้องอีก กับให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไป

จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหลานจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินนายสมพงษ์เป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งในที่ดินแปลงใหญ่ของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2517 จำเลยที่ 1 กับนายสุคำสามีจำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ จากนายสัมฤทธิ์แล้วจำเลยที่ 1 กับสามีเข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาปี 2529 สามีจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ปี 2536 จำเลยที่ 1 บริจาคที่ดินเนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ แก่ทางราชการ คงเหลือที่ดินประมาณ 41 ไร่ ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยปี 2537 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินอีกบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ให้นายเส็งและเนื้อที่ 1 ไร่ ให้นายบุญมีเดือนตุลาคม 2539 นายเส็งได้บุกรุกเข้าไปไถที่ดินพิพาทโดยอ้างหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)เลขที่ 449 ตำบลตาเกา กิ่งอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีชื่อนายสมพงษ์ เป็นเจ้าของ โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 แล้วแบ่งแยกออกมาเป็นที่ดินที่พิพาท การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่พิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายสมพงษ์ ต่อมานายสมพงษ์ขายให้นายสวัสดิ์แล้วนายสวัสดิ์ขายให้โจทก์ จำเลยที่ 1 อ้างต่อทางราชการว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 เป็นของตน แล้วลักลอบบริจาคให้ทางราชการกับหลอกขายให้บุคคลอื่น โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยจดทะเทียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และชำระราคาแก่ผู้ขายโดยสุจริตถูกต้องตามระเบียบ การออกเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย และโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้แล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับพวกถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา อำเภอน้ำยืน (กิ่งอำเภอน้ำขุ่น) จังหวัดอุบลราชธานี และพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์กับพวกเข้าเกี่ยวข้องที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าว และที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับข้ออ้างตามคำบรรยายฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของตนในคดีนี้ ต่อมาคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ปรากฏตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 192/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 1494/2545 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในคดีหลังมีประเด็นซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เมื่อศาลชั้นต้นในคดีหลังได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1494/2545 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้ว กรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ศาลจึงไม่อาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นวินิจฉัยได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัตน์ กุลแก้ว
จำเลย — นางสำเนียง ยอดพุทธ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2174/2551
#412782
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก แต่การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ไปเช่นเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งข้อแตกต่างดังกล่าว ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานยักยอกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่เป็นลูกจ้างของบริษัทเอ็มไพร์แกรนิต จำกัด ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 วันที่ 23 ธันวาคม 2543 และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลักเงิน 30,000 บาท 50,850 บาท 66,654 บาท และ 42,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นจำนวน 189,504 บาท ของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของนายสมเกียรติไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน 189,504 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเอ็มไพร์แกรนิต จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 189,504 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อ 2 ย่อหน้าสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง แต่ทางพิจารณาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ เพราะถือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างจากฟ้องและเป็นข้อสาระสำคัญ ทั้งโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานยักยอก และการที่โจทก์ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้คดี เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่นเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจรและทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาทมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้..." และคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เงินทั้งสี่รายการของโจทก์ร่วมยังไม่ได้อยู่ในความครอบครองดูแลของนายสมเกียรติกรรมการบริษัทของโจทก์ร่วม แต่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เอาเงินไปเป็นการเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยที่ 1 จึงกระทำความผิดฐานยักยอก หาใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องไม่ ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกก็ตาม แต่การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และการกระทำความผิดฐานยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเช่นเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้นบัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าจัดซื้อและเป็นผู้ช่วยการเงิน แต่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาคือความผิดฐานยักยอกได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัทเอ็มไพร์แกรนิต จำกัด
จำเลย — นางสาวพุทธรักษ์ พิมพิศาล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2162/2551
#411340
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่าสหภาพแรงงาน อ. จัดประชุมแต่งตั้งโจทก์และ ย. เป็นกรรมการลูกจ้าง โดยขณะที่จัดให้มีการประชุมนั้น ธ. ในฐานะประธานสหภาพแรงงานดังกล่าวทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์และ ย. มีเหตุทะเลาะวิวาทกันในที่ทำงานและในเวลาทำงาน โจทก์ถูกพักงานระหว่างสอบสวน แต่สหภาพแรงงานยังแต่งตั้งโจทก์และ ย. เป็นกรรมการลูกจ้าง ทั้งที่ย่อมคาดหมายได้ว่าโจทก์กับ ย. จะถูกจำเลยเลิกจ้าง การประชุมของสหภาพแรงงานดังกล่าวจัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 เวลาประมาณเที่ยงคืน ที่หน้าบ้านพักของ ธ. ไม่จัดให้เป็นกิจจะลักษณะ พฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรม ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โจทก์อาศัยเหตุดังกล่าวเป็นมูลฟ้องร้องจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นการวินิจฉัยไปถึงอำนาจฟ้องของโจทก์อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลแรงงานกลางก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ที่ว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองกรรมการลูกจ้างในบางกรณีอาจเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่อาจพอใจและกลั่นแกล้งกรรมการลูกจ้างได้ การที่นายจ้างจะเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ จึงจำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเพื่อให้ศาลแรงงานตรวจสอบเสียก่อนว่านายจ้างมีเหตุผลสมควรที่จะกระทำการดังกล่าวนั้นหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับ ย. มีเหตุทะเลาะวิวาทกันในที่ทำงานและในเวลาทำงาน จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนและระหว่างสอบสวนโจทก์ถูกพักงาน โดยขณะนั้นโจทก์ยังมิได้รับการแต่งตั้งในเป็นกรรมการลูกจ้าง ทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในขณะที่ยังไม่ทราบว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิได้เป็นเพราะจำเลยไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ในฐานะที่เป็นกรรมการลูกจ้างหรือไม่พอใจเนื่องจากโจทก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้าง ยิ่งไปกว่านั้นในขณะจัดให้มีการประชุมเพื่อแต่งตั้งโจทก์กับ ย. เป็นกรรมการลูกจ้างนั้น ธ. ในฐานะประธานสหภาพแรงงาน อ. ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยแต่งตั้งกรรมการเพื่อสอบสวนและโจทก์ถูกพักงานระหว่างสอบสวน แต่สหภาพแรงงาน อ. ก็ยังแต่งตั้งโจทก์กับ ย. เป็นกรรมการลูกจ้างทั้งที่ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าโจทก์กับ ย. จะถูกจำเลยเลิกจ้าง โดยการประชุมก็จัดขึ้นอย่างเร่งด่วนและมิได้จัดขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เมื่อพฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งโจทก์ก็อาศัยเหตุนี้มาเป็นมูลฟ้องร้องจำเลยอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเช่นนี้ โจทก์จึงไม่อาจอาศัยเหตุแห่งการเป็นกรรมการลูกจ้างมาขอความคุ้มครองจากศาลแรงงานกลางเพื่อให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างกับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้ได้รับค่าจ้าง สภาพการจ้างและสวัสดิการเดิมทุกประการ รวมทั้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,000 บาท แก่โจทก์ กับค่าเสียหายอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานควบคุมคุณภาพสินค้า ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,000 บาท ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีคำสั่งให้เลิกจ้างลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 สหภาพแรงงานโออิชินวนครได้จัดประชุมแต่งตั้งโจทก์กับนายยงยุทธเป็นกรรมการลูกจ้างเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 ขณะที่จัดให้มีการประชุมเพื่อแต่งตั้งโจทก์กับนายยงยุทธเป็นกรรมการลูกจ้างนั้น นายธวัชในฐานะประธานสหภาพแรงงานโออิชินวนครทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์กับนายยงยุทธมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในที่ทำงานและในเวลาทำงาน จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนและในระหว่างสอบสวนนี้โจทก์ถูกจำเลยพักงาน แต่สหภาพแรงงานโออิชินวนครก็ยังแต่งตั้งโจทก์กับนายยงยุทธเป็นกรรมการลูกจ้าง ทั้งที่ย่อมเป็นที่คาดหมายได้อยู่แล้วว่าโจทก์กับนายยงยุทธจะถูกจำเลยเลิกจ้าง นอกจากนี้การประชุมของสหภาพแรงงานดังกล่าวจัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 เวลาประมาณเที่ยงคืน ที่หน้าบ้านพักของนายธวัชนับเป็นพิรุธ เพราะไม่ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอย่างไรที่จะต้องจัดประชุมในเวลาและสถานที่เช่นนั้น อีกทั้งการจัดประชุมก็ไม่ปรากฏว่าได้จัดให้มีขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ จำเลยไม่ทราบว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างมาก่อน เพิ่งจะมาทราบจากตัวโจทก์ภายหลังจำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว พฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งโจทก์ก็อาศัยเหตุนี้มาเป็นมูลฟ้องร้องจำเลย การใช้สิทธิของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดได้ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ก่อนเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า สหภาพแรงงานโออิชินวนครจัดประชุมแต่งตั้งโจทก์และนายยงยุทธเป็นกรรมการลูกจ้าง โดยในขณะที่จัดให้มีการประชุมนั้นนายธวัชในฐานะประธานสหภาพดังกล่าวก็ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์กับนายยงยุทธมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในที่ทำงานและในเวลาทำงาน โจทก์ถูกจำเลยพักงานในระหว่างสอบสวน แต่สหภาพแรงงานยังแต่งตั้งโจทก์กับนายยงยุทธเป็นกรรมการลูกจ้าง ทั้งที่ย่อมคาดหมายได้อยู่แล้วว่าโจทก์กับนายยงยุทธจะถูกจำเลยเลิกจ้าง การประชุมของสหภาพแรงงานดังกล่าวจัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 เวลาประมาณเที่ยงคืน ที่หน้าบ้านพักของนายธวัช ไม่จัดให้เป็นกิจจะลักษณะ พฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรม ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โจทก์อาศัยเหตุดังกล่าวเป็นมูลฟ้องร้องจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นการวินิจฉัยไปถึงอำนาจฟ้องของโจทก์อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 หาเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบไม่

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ที่ว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน เป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้จำเลยจะทราบว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างหลังจากจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แล้ว การเลิกจ้างโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนก็ย่อมไม่มีผลเป็นการเลิกจ้าง สมควรเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามคำขอของโจทก์นั้น เห็นว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ที่ว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองกรรมการลูกจ้างเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้างในบางกรณีอาจเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของนายจ้าง นายจ้างจึงอาจไม่พอใจและกลั่นแกล้งกรรมการลูกจ้างได้ การที่นายจ้างจะเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ จึงจำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเพื่อให้ศาลแรงงานตรวจสอบเสียก่อนว่านายจ้างมีเหตุผลสมควรที่จะกระทำการดังกล่าวนั้นหรือไม่ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์กับนายยงยุทธมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในที่ทำงานและในเวลาทำงาน จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนและในระหว่างสอบสวนโจทก์ถูกจำเลยพักงาน โดยในขณะนั้นโจทก์ยังมิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการลูกจ้าง ทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในขณะที่ยังไม่ทราบว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์จึงมิได้เป็นเพราะจำเลยไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ในฐานะที่เป็นกรรมการลูกจ้างหรือไม่พอใจเนื่องจากโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างซึ่งกฎหมายมุ่งที่จะคุ้มครองกรรมการลูกจ้างแต่ประการใด ยิ่งไปกว่านั้นในขณะจัดให้มีการประชุมเพื่อแต่งตั้งโจทก์กับนายยงยุทธเป็นกรรรมการลูกจ้างนั้น นายธวัชในฐานะประธานสหภาพแรงงานโออิชินวนครก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยตั้งกรรมการเพื่อสอบสวน และโจทก์ถูกพักงานในระหว่างสอบสวน แต่สหภาพแรงงานโออิชินวนครก็ยังแต่งตั้งโจทก์กับนายยงยุทธเป็นกรรมการลูกจ้างทั้งที่ย่อมเป็นที่คาดหมายได้อยู่แล้วว่าโจทก์กับนายยงยุทธจะถูกจำเลยเลิกจ้าง โดยการประชุมก็จัดขึ้นอย่างเร่งด่วนและมิได้จัดขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เมื่อพฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งโจทก์ก็อาศัยเหตุนี้มาเป็นมูลฟ้องร้องจำเลยอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเช่นนี้ โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุแห่งการเป็นกรรมการลูกจ้างมาขอความคุ้มครองจากศาลแรงงานกลางเพื่อให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวกับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจุฬารัตน์ ศรีตาล
จำเลย — บริษัทโออิชิเทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมมาตร ฑีฆาอุตมากร
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2162/2551
#417325
เปิดฉบับเต็ม

การห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือการกระทำใดๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้าง ไม่สามารถทำงานต่ออยู่ไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา 52 นั้น มีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองกรรมการลูกจ้างเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้างในบางกรณีอาจเป็นการขัดผลประโยชน์ของนายจ้าง ซึ่งอาจทำให้นายจ้างไม่พอใจ และกลั่นแกล้งกรรมการลูกจ้างได้จึงจำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน เพื่อให้ตรวจสอบเสียก่อนว่านายจ้างมีเหตุสมควรที่จะกระทำดังกล่าวหรือไม่

โจทก์กับ ย. มีเหตุทะเลาะวิวาทกันในที่ทำงานและในเวลาทำงาน จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนและพักงานโจทก์ โดยในขณะนั้นโจทย์ยังมิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการลูกจ้าง ทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในขณะที่ยังไม่ทราบว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง จึงมิได้เป็นเพราะจำเลยไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ในฐานะที่เป็นกรรมการลูกจ้างหรือไม่พอใจเนื่องจากโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างซึ่งกฎหมายมุ่งที่จะคุ้มครองกรรมการลูกจ้างแต่ประการใด อีกทั้งการประชุมเพื่อแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างก็จัดขึ้นอย่างเร่งด่วนและมิได้จัดขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะโดยทราบดีว่าโจทก์ถูกพักงานและถูกตั้งกรรมการสอบสวนอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุแห่งการเป็นกรรมการลูกจ้างมาขอความคุ้มครองจากศาลแรงงานกลางเพื่อให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวกับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้ได้รับค่าจ้าง สภาพการจ้างและสวัสดิการเดิมทุกประการ รวมทั้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,000 บาท แก่โจทก์ กับค่าเสียหายอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ก่อนเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า สหภาพแรงงานโออิชินวนครจัดประชุมแต่งตั้งโจทก์และนายยงยุทธเป็นกรรมการลูกจ้าง โดยในขณะที่จัดให้มีการประชุมนั้นนายธวัชในฐานะประธานสหภาพดังกล่าวก็ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์กับนายยงยุทธมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในที่ทำงานและในเวลาทำงาน โจทก์ถูกจำเลยพักงานในระหว่างสอบสวน แต่สหภาพแรงงานยังแต่งตั้งโจทก์กับนายยุทธเป็นกรรมการลูกจ้าง ทั้งที่ย่อมคาดหมายได้อยู่แล้วว่าโจทก์กับนายยงยุทธจะถูกจำเลยเลิกจ้าง การประชุมสหภาพแรงงานดังกล่าวจัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 เวลาประมาณเที่ยงคืน ที่หน้าบ้านพักของนายธวัช ไม่จัดให้เป็นกิจจะลักษณะ พฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรม ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โจทก์อาศัยเหตุดังกล่าวเป็นมูลฟ้องร้องจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นการวินิจฉัยไปถึงอำนาจฟ้องของโจทก์อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 หาเป็นการวินิจฉัยไม่ชอบไม่ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ที่ว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน เป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้จำเลยจะทราบว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างหลังจากจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แล้ว การเลิกจ้างโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนก็ย่อมไม่มีผลเป็นการเลิกจ้าง สมควรเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามคำขอของโจทก์นั้น เห็นว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ที่ว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองกรรมการลูกจ้างเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้างในบางกรณีอาจเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของนายจ้าง นายจ้างจึงอาจไม่พอใจและกลั่นแกล้งกรรมการลูกจ้างได้ การที่นายจ้างจะเลิกจ้าง ลดค่าจ้างลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้างหรือกระทำการใดๆ อันเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ จึงจำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเพื่อให้ศาลแรงงานตรวจสอบเสียก่อนว่านายจ้างมีเหตุผลสมควรที่จะกระทำการดังกล่าวนั้นหรือไม่ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์กับนายยงยุทธมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในที่ทำงานและในเวลาทำงาน จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนและในระหว่างสอบสวนโจทก์ถูกจำเลยพักงาน โดยในขณะนั้นโจทก์ยังมิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการลูกจ้างทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในขณะที่ยังไม่ทราบว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์จึงมิได้เป็นเพราะจำเลยไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ในฐานะที่เป็นกรรมการลูกจ้างหรือไม่พอใจเนื่องจากโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างซึ่งกฎหมายมุ่งที่จะคุ้มครองกรรมการลูกจ้างแต่ประการใด ยิ่งไปกว่านั้นในขณะจัดให้มีการประชุมเพื่อแต่งตั้งโจทก์กับนายยงยุทธเป็นกรรมการลูกจ้างนั้น นายธวัชในฐานะประธานสหภาพแรงงานโออิชินวนครก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยตั้งกรรมการเพื่อสอบสวน และโจทก์ถูกพักงานในระหว่างสอบสวน แต่สหภาพแรงงานโออิชินนวนครก็ยังแต่งตั้งโจทก์กับนายยงยุทธเป็นกรรมการลูกจ้างทั้งที่ย่อมเป็นที่คาดหมายได้อยู่แล้วว่าโจทก์กับนายยงยุทธจะถูกจำเลยเลิกจ้าง โดยการประชุมก็จัดขึ้นอย่างเร่งด่วนและมิได้จัดขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เมื่อพฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งโจทก์ก็อาศัยเหตุนี้มาเป็นมูลฟ้องร้องจำเลยอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เช่นนี้ โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุแห่งการเป็นกรรมการลูกจ้างมาขอความคุ้มครองจากศาลแรงงานกลางเพื่อให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวกับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจุฬารัตน์ ศรีตาล
จำเลย — บริษัทโออิชิเทรดดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2160/2551
#420209
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำให้การว่าขอให้การรับสารภาพทุกข้อหาของโจทก์ แม้มิได้ระบุด้วยว่าให้การรับว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่โจทก์อ้างขอให้บวกโทษมาในฟ้อง และโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏความในเรื่องนี้ก็ตาม แต่ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยรับว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6560/2545 ของศาลจังหวัดนครปฐมและเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีดังกล่าว อันเป็นการยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลจึงบวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6560/2545 ของศาลจังหวัดนครปฐมเข้ากับโทษในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซองไม่ทราบขนาด 1 กระบอก และมีเครื่องกระสุนปืนลูกซองนัมเบอร์เอสจี ไม่ทราบจำนวน ซึ่งใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในซอยเทียนทะเล 22 ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล อันเป็นเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนซึ่งเป็นเยาวชนแยกดำเนินคดีต่างหากแล้ว ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในห้องพักอันเป็นเคหสถานของ น. โดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิง น. ที่หน้าผากขมับด้านซ้าย โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุให้ น. ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานยึดได้กระสุนลูกปรายกระสุนปืนลูกซองที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลางก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2545 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6560/2545 ของศาลจังหวัดนครปฐมและภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษดังกล่าว จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91, 289, 364, 365, 371 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหาของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 365, (1), (2), (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และต้องปรับบทมาตรา 371 ด้วย) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและร่วมกันบุกรุกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 25 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 12 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6560/2545 ของศาลจังหวัดนครปฐม เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้เป็นจำคุก 12 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 27 ปี 6 เดือน ยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้บวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6560/2545 ของศาลจังหวัดนครปฐมเข้ากับโทษในคดีนี้ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะยื่นคำให้การว่าขอให้การรับสารภาพทุกข้อหาของโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าให้การรับด้วยว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่โจทก์อ้างขอให้บวกโทษมาในฟ้องและโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏความในเรื่องนี้ก็ตาม แต่ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยรับว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6560/2545 ของศาลจังหวัดนครปฐมและเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีดังกล่าว อันเป็นการยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ดังนั้น ศาลจึงบวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6560/2545 ของศาลจังหวัดนครปฐมเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บวกโทษในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6560/2545 ของศาลจังหวัดนครปฐมเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 27 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิเชียรหรือตั้ม พิมศร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2147/2551
#412797
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเสียหายเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นจากการไม่ชำระหนี้ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดนั้นเป็นค่าเสียหายซึ่งเป็นผลธรรมดาหรือผลโดยตรงจากการไม่ชำระหนี้ แต่ค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้และฟ้องคดี รวมถึงค่าใช้จ่ายในการฟ้องอุทธรณ์ฎีกาและบังคับคดีมิใช่ผลเกิดขึ้นโดยตรงจากการผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ และไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษอันลูกหนี้อาจคาดเห็นหรือควรได้คาดเห็น ทั้งไม่มีกฎหมายบังคับให้ฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าว

ป.วิ.พ. มาตรา 161 บัญญัติให้ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่อย่างไรก็ดีให้เป็นดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง โจทก์เป็นผู้อุทธรณ์และเป็นฝ่ายแพ้คดีในชั้นอุทธรณ์การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2546 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้เย็บเสื้อผ้าหลายราคา แต่จำเลยชำระเงินค่าจ้างบางส่วนคงค้างชำระโจทก์เป็นเงิน 5,804 บาท และโจทก์ยังได้รับความเสียหาย โดยเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามค่าเดินทางไปขอคัดเอกสารที่กระทรวงพาณิชย์ ค่าใช้จ่ายในการหางานทำ ค่าดูแลลูกจ้าง ค่าที่โจทก์ไม่มีงานทำ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและบังคับคดีรวมเป็นค่าเสียหาย 65,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างและค่าเสียหายเป็นเงิน 70,804 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์เย็บเสื้อผ้า และไม่มีหนี้ค้างชำระโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีสิทธิเรียกจากจำเลย ค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์เรียกมาเป็นจำนวนสูงเกินความจริง ค่าเสียหายถ้าหากมีคงไม่เกิน 2,000 บาท และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,804 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 200 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้เย็บเสื้อผ้าและผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างบางส่วนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 5,804 บาท ซึ่งจำเลยจะต้องชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ ค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีและดำเนินคดีทั้งสามศาลรวมถึงการบังคับคดีหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 บัญญัติว่า "การเรียกเอาค่าเสียหายนั้น ได้แก่การเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น เจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้แม้กระทั่งเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว เห็นว่า ค่าเสียหายเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นจากการไม่ชำระหนี้ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดนั้นเป็นค่าเสียหายซึ่งเป็นผลธรรมดาหรือผลโดยตรงจากการไม่ชำระหนี้ แต่ค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้และฟ้องคดี รวมถึงค่าใช้จ่ายในการฟ้องอุทธรณ์ฎีกาและบังคับคดีมิใช่ผลเกิดขึ้นโดยตรงจากการผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ และไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษอันลูกหนี้อาจคาดเห็นหรือควรได้คาดเห็น ทั้งไม่มีกฎหมายบังคับให้ฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติให้ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่อย่างไรก็ดีให้เป็นดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง คดีนี้โจทก์เป็นผู้อุทธรณ์และเป็นฝ่ายแพ้คดีในชั้นอุทธรณ์ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจอมศรี บ้อมยายับ
จำเลย — บริษัทพรีเชียส ลุกส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2130/2551
#415244
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาจำเลยโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง ซึ่งตามบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 279 และคำฟ้องใช้ข้อความเหมือนกันว่า โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดย... อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ส่วนการกระทำอนาจารนั้นหมายความเป็นการกระทำโดยไม่ชอบทางเพศต่อบุคคลอื่น การที่จำเลยนำเอาอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าในอวัยวะเพศของผู้เสียหายซึ่งเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้น ถือเป็นการกระทำอนาจารตามบัญญัติของมาตรา 279 ด้วย ทำให้เห็นว่าการกระทำความผิดตามบทบัญญัติของมาตรา 279 รวมอยู่ในการกระทำความผิดตามบทบัญญัติของมาตรา 277 แต่มีโทษเบากว่า การพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 279 วรรคสอง จึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย หาใช่เป็นการลงโทษในความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2544 เวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำแล้วกระทำชำเราเด็กหญิง อ. ผู้เสียหายอายุ 12 ปีเศษ (ที่ถูกอายุ 11 ปีเศษ) ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี และมิใช่ภริยาของจำเลยโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จนจำเลยสำเร็จความใคร่หลายครั้ง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 284 วรรคแรก เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายเป็นบุตรีของ อ. กับ พ. เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2533 ขณะเกิดเหตุเรียนชั้นประถมปีที่ 5 โดยพักอาศัยอยู่กับ ห. ซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วน อ. เข้าไปประกอบอาชีพในกรุงเทพมหานคร น. ได้โทรศัพท์ไปแจ้งให้ อ. ทราบว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา อ. จึงเดินทางกลับไปหาผู้เสียหายและสอบถามเรื่องราวจากผู้เสียหาย อ. ได้ไปพบผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้ใหญ่บ้านได้เรียกจำเลยมาสอบถาม จำเลยให้การปฏิเสธ อ. ได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลย 50,000 บาท จำเลยต่อรองเหลือ 10,000 บาท แต่ต่อมาจำเลยไม่ชำระ อ. จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีจำเลย ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ

ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายมีพิรุธหลายประการนั้น เห็นว่า มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่า ข้อพิรุธดังกล่าวน่าจะเป็นเพราะผู้เสียหายยังเป็นเด็กและเคารพยำเกรงจำเลย ทั้งยังถูกจำเลยข่มขู่ว่าจะฆ่าผู้เสียหายจึงย่อมจะกลัวจนไม่กล้าขัดขืนหรือร้องเรียกให้ใครเข้าช่วย ดังนั้น ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่จำเลยฎีกาว่า อ. เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับบุตรจำเลยนั้น เห็นว่า ลำพังแต่เพียง อ. มีสาเหตุโกรธเคืองกับบุตรจำเลยก็มิได้เป็นเรื่องร้ายแรง ทั้ง อ. มีเรื่องกับบุตรจำเลย มิได้มีเรื่องกับจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะไปสร้างเรื่องปรักปรำจำเลยซึ่งมีอายุมากถึง 78 ปี แล้วว่ากระทำความผิดในทางเพศต่อผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่ครบ 12 ปี จึงเป็นไปไม่ได้ที่ อ. จะหาเรื่องใส่ร้ายจำเลยโดยไม่เป็นความจริง ส่วนที่จำเลยฎีกา เหตุที่จำเลยตกลงยินยอมจะชำระเงินให้แก่ อ. นั้น เพราะผู้ใหญ่บ้านมารับจำเลยไปที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน จำเลยเองยังไม่ได้แจ้งให้บุตรทราบ จำเลยมีอายุมากแล้วย่อมเกรงกลัวจากการถูกข่มขู่จาก อ. และบุคคลอื่น จึงยอมตกลงชำระเงิน 10,000 บาท เพื่อให้เรื่องจบกันไปนั้น เห็นว่า จำเลยมีอายุถึง 78 ปี ผ่านโลกมามาก มีประสบการณ์ชีวิตมากมาย ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเกรงกลัว อ. หรือผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีวัยเทียมกับบุตรของจำเลยเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจำเลยมิได้กระทำความผิดก็ไม่มีเหตุที่จะไปเสนอชำระเงินให้แก่ อ. แต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 279 วรรคสอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 เพียงมาตราเดียว ซึ่งไม่รวมการกระทำความผิดฐานอนาจารตามมาตรา 279 แต่อย่างใดศาลจึงจะลงโทษจำเลยในความผิดที่พิจารณาได้ความหาได้ไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาจำเลยโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จนสำเร็จความใคร่หลายครั้งและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ...

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก ผู้กระทำได้กระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้เด็กนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษ...

เมื่อพิจารณาคำฟ้องและบทบัญญัติดังกล่าวแล้วจะใช้ข้อความเหมือนกันว่าโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดย... อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ส่วนการกระทำอนาจารนั้นหมายความเป็นการกระทำโดยไม่ชอบทางเพศต่อบุคคลอื่น การที่จำเลยนำเอาอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าในอวัยวะเพศของผู้เสียหายซึ่งเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้น ถือเป็นการกระทำอนาจารตามบทบัญญัติของมาตรา 279 ด้วย ทำให้เห็นว่าการกระทำความผิดตามบทบัญญัติของมาตรา 279 รวมอยู่ในการกระทำความผิดตามบทบัญญัติของมาตรา 277 แต่มีโทษเบากว่า ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 279 วรรคสอง ตามที่ข้อเท็จจริงปรากฏในทางพิจารณา จึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว หาใช่เป็นการลงโทษในความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสอง (เดิม) ม. 279
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่ ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายอู๊ด เช่นรัมย์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2125/2551
#412796
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในคำร้องว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้แก่โจทก์ตลอดมา คงเหลือหนี้ที่ต้องชำระพร้อมดอกเบี้ยเพียง 12,000,000 บาท ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินรวมเป็นเงิน 12,010,000 บาท พอจำนวนที่ชำระหนี้แล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังคงนำทรัพย์สินที่เหลือออกขายทอดตลาด คำร้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียหายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติกรรมอันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามมาตรา 296 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,786,073 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,711,658.52 บาท 3,000,000 บาท 650,000 บาท และ 1,231,592.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิด 1,400,225.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,231,592.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 178 และ 179 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 1353, 2067 และ 2068 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่ชำระชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามจนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ได้ในราคา 4,140,000 บาท และ 10,490,000 บาท ตามลำดับ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ประเมินราคาตามความเป็นจริง ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีราคาต่ำเกินสมควร ซึ่งเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อทรัพย์ โดยมีการตกลงไว้ล่วงหน้าว่าจะซื้อทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ในราคาเท่าใด และโจทก์ไม่สู้ราคา ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เกินกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดโดยเหลือหนี้ที่จำเลยที่ 1 จำต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 12,000,000 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เกินไปกว่าหนี้ที่จะต้องรับผิด 19,180,000 บาท ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยคัดค้านราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่ได้มีจำนวนต่ำเกินสมควร และการขายทอดตลาดเป็นมหกรรมขายทอดตลาด โจทก์กับผู้ซื้อทรัพย์ไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉลหากแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 คาดคะเนเอาเอง การที่โจทก์ไม่สู้ราคาก็เพราะเห็นว่าได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ายังคงค้างชำระหนี้โจทก์อยู่เพียง 12,000,000 บาท นั้น ไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์อยู่อีกประมาณ 31,000,000 บาท ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า ผู้ซื้อทรัพย์กับโจทก์ไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉล ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 178 และ 179 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 1353, 2067 และ 2068 ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา วันที่ 15 มกราคม 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 1353 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 178 รวมเป็นเงิน 12,010,000 บาท วันที่ 13 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 179 ในราคา 4,550,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 แก่โจทก์ในราคา 4,140,000 บาท และขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 2068 แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 10,490,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เกินไปกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดนั้น จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในคำร้องว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้แก่โจทก์ตลอดมา คงเหลือหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเพียง 12,000,000 บาท ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 1353 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 178 รวมเป็นเงิน 12,010,000 บาท พอจำนวนที่จะชำระหนี้แล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังคงนำทรัพย์สินที่เหลือออกขายทอดตลาดโดยในวันที่ 13 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 178 ในราคา 4,550,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 ในราคา 4,140,000 บาท และขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 2068 ในราคา 10,490,000 บาท เกินไปกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิด 19,180,000 บาท เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง การยื่นคำร้องของจำเลยที่ 1 จึงต้องกระทำก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติกรรมอันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 269 วรรคสาม นายเกรียงศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดในคดีนี้คราวเดียวกัน คือในวันที่ 21 ธันวาคม 2545 วันที่ 15 มกราคม 2546 และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารหมาย จ.2 ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 3 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์ 2,000,000 บาท โจทก์จึงให้งดการขายทอดตลาดไว้ ตามคำแถลงเอกสารหมาย จ.4 หลังจากนั้นมีการเจรจาตกลงกันโดยโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ 12,000,000 บาท ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด โจทก์จะดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไป ตามเอกสารหมาย ร.5 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามข้อตกลง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่เหลือต่อไปในวันที่ 13 กันยายน 2546 วันที่ 18 ตุลาคม 2546 และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารหมาย จ.8 ฉะนั้นหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 พอจำนวนที่จะชำระหนี้แล้ว ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 3 จำเลยที่ 1 ก็คงไม่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์อีกเป็นเงินถึง 2,000,000 บาท อย่างไรก็ดีหากจำเลยที่ 1 เห็นว่า ไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับทราบ เพื่อไม่ให้นำทรัพย์สินที่เหลือ คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 179 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ออกขายทอดตลาด เพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยที่ 1 หาได้กระทำไม่ เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 179 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 โดยให้งดการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ไว้เนื่องจากไม่มีผู้เสนอราคา จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ออกขายทอดตลาดในครั้งต่อไปตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งประกาศให้ทราบทั่วกันล่วงหน้าก่อนแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องวันที่19 พฤศจิกายน 2546 ช้ากว่าสิบห้าวัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายสมบูรณ์ สิริประเสริฐศิลป์
จำเลย — นางสาวสำลี เหลืองภิรมย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2125/2551
#416664
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียหายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง การยื่นคำร้องของจำเลยที่ 1 จึงต้องกระทำก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 179 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 โดยให้งดการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ไว้เนื่องจากไม่มีผู้เสนอราคา จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ออกขายทอดตลาดในครั้งต่อไปตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งประกาศให้ทราบทั่วกันล่วงหน้าก่อนแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ช้ากว่าสิบห้าวัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,786,073 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,711,658.52 บาท 3,000,000 บาท 650,000 บาท และ 1,231,592.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิด 1,400,225.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,231,592.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 178 และ 179 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 1353, 2067 และ 2068 ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามจนครบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืนเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ได้ในราคา 4,140,000 บาท และ 10,490,000 บาท ตามลำดับ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ประเมินราคาตามความเป็นจริง ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีราคาต่ำเกินสมควร ซึ่งเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อทรัพย์ เหลือหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์เป็นเงิน 12,000,000 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เกินไปกว่าหนี้ที่จะต้องรับผิด 19,180,000 บาท ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยคัดค้านราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่ได้มีจำนวนต่ำเกินสมควรโจทก์กับผู้ซื้อทรัพย์ไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉล การที่โจทก์ไม่สู้ราคาก็เพราะเห็นว่าได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ายังคงค้างชำระหนี้โจทก์อยู่เพียง 12,000,000 บาท นั้น ไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์อยู่อีกประมาณ 31,000,000 บาท ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า ผู้ซื้อทรัพย์กับโจทก์ไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉล ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 178 และ 179 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 1353, 2067 และ 2068 ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา วันที่ 15 มกราคม 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 1353 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 178 รวมเป็นเงิน 12,010,000 บาท วันที่ 13 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 179 ในราคา 4,550,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 แก่โจทก์ในราคา 4,140,000 บาท และขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 2068 ในราคา 10,490,000 บาท ที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เกินไปกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดนั้น จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในคำร้องว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้แก่โจทก์ตลอดมา คงเหลือหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเพียง 12,000,000 บาท ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 1353 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 178 รวมเป็นเงิน 12,010,000 บาท พอจำนวนที่จะชำระหนี้แล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังคงนำทรัพย์สินที่เหลือออกขายทอดตลาด โดยในวันที่ 13 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 179 ในราคา 4,550,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 4,140,000 บาท และขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 2068 ในราคา 10,490,000 บาท เกินไปกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิด 19,180,000 บาท เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง การยื่นคำร้องของจำเลยที่ 1 จึงต้องกระทำก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม นายเกรียงศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดในคดีนี้คราวเดียวกัน คือในวันที่ 21 ธันวาคม 2545 วันที่ 15 มกราคม 2546 และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 3 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทย์ 2,000,000 บาท โจทก์จึงให้งดการขายทอดตลาดไว้ หลังจากนั้นมีการเจรจาตกลงกัน โดยโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ 12,000,000 บาท ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด โจทก์จะดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไป แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามข้อตกลง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่เหลือต่อไปในวันที่ 13 กันยายน 2546 วันที่ 18 ตุลาคม 2546 และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉะนั้น หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 พอจำนวนที่จะชำระหนี้แล้ว ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 3 จำเลยที่ 1 ก็คงไม่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์อีกเป็นเงินถึง 2,000,000 บาท อย่างไรก็ดีหากจำเลยที่ 1 เห็นว่า ไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับทราบ เพื่อไม่ให้นำทรัพย์สินที่เหลือ คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 179 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ออกขายทอดตลาดเพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยที่ 1 หาได้กระทำไม่ เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 179 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 โดยให้งดการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ไว้เนื่องจากไม่มีผู้เสนอราคา จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำที่ดินโฉนดเลขที่ 2067 และ 2068 ออกขายทอดตลาดในครั้งต่อไปตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งประกาศให้ทราบทั่วกันล่วงหน้าก่อนแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ช้ากว่าสิบห้าวัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากยืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายสมบูรณ์ สิริประเสริฐศิลป์
จำเลย — นางสาวสำลี เหลืองภิรมย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2124/2551
#416653
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยและผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่ผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทก่อนมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินพิพาทส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินทั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21777 ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 11 ไร่ 92 ตารางวา ของจำเลยและผู้ร้องเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องกับจำเลยได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วนโดยชัดแจ้ง โดยผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์จำนวน 1,600 ส่วน เป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ผู้ร้องไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในหนี้ของจำเลย ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดเฉพาะส่วนของผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับเลยยังมิได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้กันส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 21777 ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เฉพาะส่วนของผู้ร้องภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาท ออกจากการขายทอดตลาดที่ดินที่โจทก์นำยึด

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขทื่ 21777 ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 11 ไร่ 92 ตารางวา มีชื่อจำเลยและผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ระบุส่วนของผู้ร้อง 1,600 ส่วน ใน 4,692 ส่วน ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมายเลข ร.1 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่าผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยซึ่งเป็นบิดาเนื่องจากจำเลยยกให้เมื่อปี 2538 โดยจำเลยยกที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกให้ผู้ร้องประมาณ 4 ไร่ ขณะยกให้ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นที่นา ที่ดินส่วนที่จำเลยยกให้คือส่วนที่อยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาท ต่อมาผู้ร้องกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อใช้ในการถมที่ดินส่วนที่จำเลยยกให้โดยจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน ผู้ร้องได้ถมที่ดินในส่วนดังกล่าว สูงกว่าระดับเดิมประมาณ 1 ศอก เพื่อปลูกพืชล้มลุก และเว้นที่ไม่ประมาณ 3 งาน เพื่อขุดบ่อเลี้ยงปลา แต่ผู้ร้องไม่สามารถขุดบ่อได้เนื่องจากที่ดินส่วนนี้เป็นที่สำหรับทำนาปรังและถูกน้ำท่วม ผู้ร้องปลูกมะนาวในที่ดินส่วนที่ถมแล้ว 3 ปี หลังจากนั้นจึงให้นายประทีป ผุดแย้มเช่าที่ดินส่วนนี้เนื่องจากมะนาวที่ปลูกไว้ตายหมด ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของจำเลยยังคงเป็นที่นาและจำเลยให้บุคคลอื่นเช่าทำนา ผู้ร้องกับจำเลยได้แบ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วนโดยถือแนวที่ดินที่มีการถมเป็นแนวเขต เหตุที่ผู้ร้องและจำเลยไม่ได้รังวัดแบ่งแยกโฉนดเนื่องจากที่ดินพิพาทติดจำนองธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องเบิกความดังกล่าว ผู้ร้องมีจำเลยเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยยกที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ให้ผู้ร้อง หลังจากยกให้แล้วผู้ร้องได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมาถมดินเพื่อทำไร่ และเว้นที่ไว้บางส่วนเพื่อขุดบ่อเลี้ยงปลาแต่ขุดไม่ได้เนื่องจากมีน้ำท่วมขัง ปัจจุบันผู้ร้องให้นายประทีปเช่าที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของผู้ร้อง สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของจำเลยยังคงเป็นที่นาแต่จำเลยไม่ได้ทำนายเองเนื่องจากอายุมาก จำเลยให้นางเฉลิมเช่าทำนา และผู้ร้องมีนายประทีปเป็นพยานเบิกความยืนยันเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทว่า พยานเช่าที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกจากผู้ร้องมาประมาณ 4 ปี เสียค่าเช่าปีละ 5,000 บาท พยานเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อปลูกมะนาว ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของจำเลยมีนางเฉลิม เป็นผู้เช่าทำนา นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมีนายจรูญซึ่งเป็นนายช่างผู้ไปทำการรังวัดทำแผนที่วิวาทตามเอกสารหมาย ร.2 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าที่ดินภายในกรอบสีเขียวซึ่งผู้ร้องนำชี้ว่าเป็นผู้ครอบครองเป็นที่ดินที่มีการถมแล้ว มีลักษณะเป็นที่ไร่ ส่วนที่ดินนอกเหนือจากนี้มีสภาพเป็นที่นาซึ่งจำเลยนำชี้ว่าเป็นผู้ครอบครอง ในที่ดินส่วนที่เป็นที่ไร่มีการปลูกต้นกล้วยและต้นขนุนไว้ที่ขอบที่ดินทางทิศตะวันออก เห็นว่า พยานผู้ร้องเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญเกี่ยวกับลักษณะและที่ตั้งของที่ดินพิพาทส่วนที่ผู้ร้องและจำเลยครอบครอง รวมทั้งการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ส่วนโจทก์มีเพียง ตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ผู้ร้องกับจำเลยยังไม่ได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วน ซึ่งเป็นการเบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน ที่โจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของนายจรูญ พยานผู้ร้องที่ว่า ต้นกล้วยในภาพถ่ายหมาย ร.3 เป็นต้นกล้วยที่ปลูกในที่ดินส่วนที่ผู้ร้องนำชี้ว่าเป็นผู้ครอบครอง ส่วนต้นกล้วยในภาพถ่ายหมาย ร.4 เป็นของที่ดินข้างเคียงไม่น่าเชื่อถือเนื่องจากตามภาพถ่ายหมาย ค.2 ที่โจทก์อ้างเห็นได้ว่าเป็นต้นกล้วยและต้นขนุนที่ขึ้นอยู่ขอบที่ดินพิพาทด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศตะวันออก มิได้ขึ้นเป็นแนวเขตแบ่งที่ดินผู้ร้องกับจำเลยดังที่นายจรูญเบิกความ และการที่นายจรูญดูภาพถ่ายหมาย ค.1 และ ค.2 แล้วเบิกความว่าจำไม่ได้ว่าเป็นที่ดินพิพาทที่ไปรังวัดหรือไม่ และดูไม่ออกว่าสภาพที่ดินทั้งสองแปลงในภาพถ่ายดังกล่าวแปลงใดจะสูงกว่ากันเป็นการเบิกความที่ไม่เป็นกลางและมีพิรุธนั้น เห็นว่า แนวต้นกล้วยในภาพถ่ายหมาย ร.3 อยู่ติดกับที่นา แต่แนวต้นกล้วยในภาพถ่ายหมาย ร.4 อยู่ติดกับที่ดินที่มีการปลูกพืชอื่นซึ่งมิใช่ที่นา หากพิจารณาเฉพาะภาพถ่ายดังกล่าวเปรียบเทียบกันแล้วเห็นได้ว่ามิใช่แนวต้นกล้วยเดียวกัน ทั้งตามภาพถ่ายหมาย ค.2 ก็ไม่มีต้นกล้วยที่แสดงให้เห็นว่าปลูกเป็นแนวเขตที่ดินพิพาทกับที่ดินของบุคคลอื่นดังที่โจทก์อ้าง สำหรับแนวต้นกล้วยในภาพถ่ายหมาย ร.4 ดังกล่าวนี้ได้ความจากนายประเทืองพยานผู้ร้องซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของจำเลยและผู้ร้องว่า เป็นแนวต้นกล้วยในที่ดินของนายยงค์ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของผู้ร้อง เป็นคนละส่วนกับต้นกล้วยที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย ร.3 ซึ่งเป็นของผู้ร้อง คำเบิกความของนายประเทืองในเรื่องนี้จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของนายจรูญ ทั้งโจทก์เองก็เบิกความรับว่าที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันตกจดที่ดินนายประยงค์น่าเชื่อว่านายยงค์หรือนายประยงค์เป็นบุคคลเดียวกันส่วนที่นายจรูญดูภาพถ่ายหมาย ค.1 และ ค.2 แล้วเบิกความว่าจำไม่ได้ว่าที่ดินในภาพถ่ายดังกล่าวเป็นที่ดินพิพาทที่พยานไปรังวัดหรือไม่ และสภาพที่ดินทั้งสองแปลงในภาพถ่ายหมาย ค.2 แปลงใดจะสูงกว่ากันพยานดูไม่ออกนั้น ก็ได้ความว่านายจรูญไปรังวัดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2546 แต่มาเบิกความเป็นพยานในคดีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2547 หลังจากไปรังวัดแล้วหลายเดือน ทั้งสภาพที่ดินที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย ค.1 และ ค.2 ก็เห็นแต่แปลงเผือกเป็นส่วนใหญ่ซึ่งการปลูกเผือกนี้ได้ความจากนายประเทืองว่ามีการนำเผือกมาปลูกในที่นาของจำเลยด้วย และการทำไร่เผือกดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 2 เดือน น่าเชื่อว่ามีการปลูกเผือกสลับกับการทำนา เมื่อสภาพที่ดินเปลี่ยนเป็นไร่เผือกจึงอาจทำให้นายจรูญซึ่งพิจารณาสภาพที่ดินจากภาพถ่ายที่โจทก์ถ่ายมาดังกล่าวแล้วจำไม่ได้ว่าใช่ที่ดินพิพาทหรือไม่ แม้จะมีภูเขาปรากฏอยู่ในภาพให้เป็นที่สังเกตหลายภาพก็ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นภาพถ่ายของที่ดินแปลงใดเพราะบริเวณด้านหน้าภูเขาดังกล่าวมีที่ดินอยู่หลายแปลง และสภาพของที่ดินในภาพถ่ายหมาย ค.2 ก็ไม่ชัดเจนพอที่จะบ่งบอกได้ว่าที่ดินแปลงใดสูงกว่ากัน คำเบิกความของนายจรูญจึงหาเป็นพิรุธไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของผู้ร้อง จำเลย และนายประทีปเกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาการถมที่ดินพิพาทและการปลูกมะนาวมีพิรุธนั้น เห็นว่า ผู้ร้องถมที่ดินพิพาทเมื่อปี 2538 ซึ่งเวลาผ่านมานานแล้วหลายปี และขณะถมที่ดินก็ไม่ปรากฏว่านายประทีปได้รู้เห็นด้วย การที่นายประทีปเบิกความว่าผู้ร้องใช้เวลาถมดิน 3-4 เดือน ต่างจากคำเบิกความของผู้ร้องที่ว่าใช้เวลาเดือนเดียวนั้น จึงไม่ถึงกับเป็นพิรุธ สำหรับเรื่องการปลูกมะนาวของนายประทีป แม้นายประทีปเบิกความว่าปลูกมะนาวไม่ถึง 2 ปี แต่จำเลยเบิกความว่านายประทีปปลูกมะนาวมาประมาณ 3 ปี ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อแตกต่างกันในเรื่องสาระสำคัญเพราะคำเบิกความของจำเลยและนายประทีปเป็นเพียงการกะประมาณเท่านั้นซึ่งอาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนกันได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าไม่ปรากฏต้นมะนาวในภาพถ่ายหมาย ร.3 , ร.4 , ค.1 และ ค.2 นั้น เห็นว่า ภาพถ่ายที่ผู้ร้องและโจทก์อ้างส่งศาลดังกล่าวถ่ายให้เห็นสภาพที่ดินพิพาทเพียงบางส่วนเท่านั้นมิได้ถ่ายให้เห็นที่ดินพิพาททั้งหมด ลำพังแต่ภาพถ่ายดังกล่าวยังชี้ชัดไม่ได้ว่าไม่มีการปลูกมะนาวในที่ดินพิพาทดังที่โจทก์อ้าง พยานหลักฐานของผู้ร้องที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับผู้ร้องก่อนมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1346 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินพิพาทส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวราภรณ์ ทวีกาญจน์
ผู้ร้อง — นางสิ่น นกน่วม
จำเลย — นายอ่วง สุขสำราญ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2551
#412783
เปิดฉบับเต็ม

เทศบาลตำบลโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีนายกเทศมนตรีเป็นผู้แทนนิติบุคคลมีอำนาจกระทำกิจการแทนโจทก์ การที่ ว. ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีมอบอำนาจให้ทนายความฟ้องจำเลยซึ่งบุกรุกที่ดินของโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของนายกเทศมนตรีเพื่อประโยชน์ของโจทก์และเป็นการดำเนินการของฝ่ายบริหาร โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากสภาเทศบาล โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

โจทก์ฟ้องขับไล่ขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างและขนย้ายสัมภาระสิ่งของออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทเกินกว่า 10 ปี จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์ตามฟ้องและฟ้องแย้งราคาที่ดินพิพาทไม่เกิน 200,000 บาท และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่น เป็นทบวงการเมือง มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำรวมทั้งรักษาความสะอาดของถนนหรือทางเดินหรือที่สาธารณะ โจทก์มีคณะเทศมนตรีควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของโจทก์ โดยมีนายกเทศมนตรีตำบลปากท่อเป็นหัวหน้า นายวิชาญดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลปากท่อ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11864 ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 8 ตารางวาโดยได้รับการอุทิศยกให้จากนายอรรถพลหรือวิชัยเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการของโจทก์ หลังจากโจทก์ได้รับการอุทิศที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ทำการก่อสร้างขยายเป็นถนนสาธารณประโยชน์ด้ายทิศเหนือของที่ดินโจทก์เข้ามาบริเวณที่ดินเต็มพื้นที่เพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถจักรยานยนต์ของประชาชนที่เดินทางมาตลาดสด หลังจากโจทก์ได้ก่อสร้างขยายเป็นถนนสาธารณประโยชน์ด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์เข้ามาบริเวณที่ดินเต็มพื้นที่เพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถจักรยานยนต์ของประชาชนที่เดินทางมาตลาดสด หลังจากโจทก์ได้ก่อสร้างขยายทางสาธารณประโยชน์เป็นสถานที่จอดรถจักรยานยนต์ของประชาชนทั่วไปแล้ว ระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม 2542 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 11864 ดังกล่าวเต็มพื้นที่ ด้วยการก่อสร้างคันปูนขนาดกว้างประมาณ .50 เมตร ยาวประมาณ 18 เมตร แล้วนำลังไม้ ลังเหล็กบรรจุสิ่งของ และนำสินค้าประเภทต่าง ๆ มาวางไว้ โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถจัดสถานที่ให้ประชาชนใช้เป็นสถานที่จอดรถจักรยานยนต์ได้ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างและเก็บสินค้าออกจากที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมรับหนังสือและเพิกเฉยไม่ยอมรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวออกจากที่ดิน ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างและขนย้ายสัมภาระสิ่งของออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11864 ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ของโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีก

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ยังไม่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสมาชิกสภาเทศบาลตำบลปากท่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยซื้ออาคารพาณิชย์เลขที่ 526/13-14 พร้อมที่ดินจากนายอรรถพล ที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ทางด้านทิศเหนือของอาคารพาณิชย์ที่จำเลยซื้อ จำเลยได้จ่ายเงิน 100,000 บาท ให้แก่นายอรรถพลเป็นค่าใช้ที่ดินพิพาท ต่อมาเดือนสิงหาคม 2532 จำเลยและบริวารเข้าอยู่อาศัยขายสินค้าต่าง ๆ ในอาคารพาณิชย์พร้อมทั้งใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยการจัดเรียงสินค้าของจำเลยเพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้ามาโดยตลอด จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของโดยความสงบโดยเปิดเผย และไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ นายอรรถพลไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามโจทก์เข้ามาเกี่ยวข้องและให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นายอรรถพลไม่เคยตกลงให้จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อปี 2533 นายอรรถพลนำที่ดินพิพาทมาใช้ประโยชน์สำหรับจอดรถจักรยานยนต์ที่มาซื้อของที่ตลาดโดยเก็บค่าเช่าจอดรถและได้ให้ผู้อื่นเข้ามาจำหน่ายสุกรอยู่ในที่ดินพิพาท จนกระทั่งปี 2539 จำเลยจึงเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยครอบครองที่ดินดังกล่าวยังไม่ถึง 10 ปี จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายสัมภาระสิ่งของออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11864 ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่น เป็นทบวงการเมือง มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ รวมทั้งรักษาความสะอาดของถนนหรือทางเดินเรือหรือที่สาธารณะ โจทก์มีคณะเทศมนตรีควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของโจทก์ โดยมีนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปากท่อเป็นหัวหน้า นายวิชาญเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปากท่อ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยมีนายกเทศมนตรีเป็นผู้แทนนิติบุคคลมีอำนาจกระทำกิจการแทนโจทก์ ดังนั้นการที่นายวิชาญซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีมอบอำนาจให้ทนายความฟ้องจำเลยซึ่งบุกรุกที่ดินของโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของนายกเทศมนตรีเพื่อประโยชน์ของโจทก์และเป็นการดำเนินการของฝ่ายบริหาร โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากสภาเทศบาลแต่ประการใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่ บังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างและขนย้ายสัมภาระสิ่งของออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทเกินกว่า 10 ปี จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์ตามฟ้องและฟ้องแย้งราคาที่ดินพิพาทไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้รับรองให้ฎีกาหรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้อนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลปากท่อ
จำเลย — นางสาวลำไย ธนวรรณวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2551
#412778
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองมาชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้สามัญ แต่เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่โจทก์มีสิทธิขอให้นำไปชำระหนี้นี้หมายถึงเงินรายได้สุทธิที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการขายทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว ซึ่งรวมถึงค่าภาษีที่เกิดจากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองตาม ป.รัษฎากรด้วย

ภาษีเงินได้ของจำเลยที่เกิดจากการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองเป็นภาษีที่จะต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน มิใช่เป็นหนี้ภาษีอากรที่จำเลยค้างชำระ แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะเป็นผู้ชำระแต่มีคำสั่งกรมบังคับคดีให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์นำใบเสร็จรับเงินที่มีรายการชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมาขอคืนภาษีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีลงรายการดังกล่าวในบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ค่าภาษีเงินได้พึงประเมินของจำเลยจึงถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขายที่ดิน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินไปหักชำระภาษีดังกล่าวโดยคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งได้ชำระค่าภาษีแทนจำเลยไปแล้วนำเงินส่วนที่เหลือซึ่งเป็นรายได้สุทธิจากการขายที่ดินไปชำระหนี้จำนองแก่โจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งประมูลทรัพย์ได้เป็นผู้ชำระภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวแทนจำเลยซึ่งมีการหัก ณ ที่จ่ายเป็นเงิน 259,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินครั้งที่ 1 โดยหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด 259,000 บาท ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ที่ชำระภาษีเงินได้แทนจำเลย

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์จำนองย่อมได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปหักชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของจำเลยโดยถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินทำให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองน้อยลงและไม่พอชำระหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินใหม่โดยไม่หักภาษีเงินได้ดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินครั้งที่ 1 ถูกต้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีบุริมสิทธิพิเศษเหนือทรัพย์จำนอง เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวต้องนำมาชำระหนี้จำนองจนครบถ้วนก่อนแล้วจึงนำไปชำระภาษีเงินได้ของจำเลย เห็นว่า แม้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองมาชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้สามัญก็ตามแต่เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่โจทก์มีสิทธิขอให้นำไปชำระหนี้นี้หมายถึงเงินรายได้สุทธิที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการขายทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว สำหรับการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยในคดีนี้นอกจากจะมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่น เช่น ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแล้ว ยังมีค่าภาษีที่เกิดจากการขายที่ดินตามประมวลรัษฎากรอีกส่วนหนึ่งด้วย และเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยถือเป็นเงินได้พึงประเมินของจำเลยซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร แต่เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ (ผู้ซื้อทรัพย์) จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน กรมบังคับคดีจึงออกคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 169/2546 เรื่องการหักภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์นำใบเสร็จรับเงินที่มีรายการชำระหนี้ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมาขอคืนภาษีได้ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีลงรายการ คืนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินด้วย กรณีจึงเห็นได้ว่าภาษีเงินได้ของจำเลยที่เกิดจากการขายที่ดินเป็นภาษีที่จะต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิที่ดิน มิใช่เป็นหนี้ภาษีอากรที่จำเลยค้างชำระแต่อย่างใด แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะเป็นผู้ชำระแต่มีคำสั่งกรมบังคับคดีให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์นำใบเสร็จรับเงินที่มีรายการชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมาขอคืนภาษีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีลงรายการดังกล่าวในบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ค่าภาษีเงินได้พึงประเมินของจำเลยจึงถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขายที่ดิน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินรายนี้ไปหักชำระภาษีดังกล่าวโดยคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งได้ชำระค่าภาษีแทนจำเลยไปแล้วนำเงินส่วนที่เหลือซึ่งเป็นรายได้สุทธิจากการขายที่ดินไปชำระหนี้จำนองแก่โจทก์จึงชอบแล้ว การทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินครั้งที่ 1 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถูกต้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวิไลจิตร์ เทียนถาวร
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา